ทฤษฎีกรด - เบส www.chemcool.com http://www.geocities.com/bioelectrochemistry/lowry.htm http://acswebcontent.acs.org/landmarks/cradel_t2.html 1
จุดประสงค์การเรียนรู้ 1.  อธิบายความหมาย ทฤษฎีกรด - เบสอาร์เรเนียส   ทฤษฎีกรด -   เบส เบรินสเตด - ลาวรี  และ  ทฤษฎีกรด - เบสลิวอิส   พร้อมทั้ง   อธิบายสมบัติของกรดหรือเบสตามทฤษฎีเหล่านั้นได้ 2.  บอกคู่กรด - เบสในปฏิกิริยาที่กำหนดให้ได้ 3.  บอกความแตกต่างของจำนวนโปรตอนสารที่เป็นคู่กรด -   เบสกันได้ 4. บอกความหมายของคำว่า สารแอมฟิโปรติก (Amphiprotic ) 2
สมบัติทั่วไปของกรดและเบส 3 กรด เบส เ ปลี่ยนสีกระดาษลิตมัสจาก   สีน้ำเงินเป็นสีแดง มีรสเปรี้ยว มีฤทธิ์กัดกร่อน  มี  pH   น้อยกว่า  7 เปลี่ยนสีกระดาษลิตมัสจาก    สีแดง เป็นสีน้ำเงิน มีรสฝาด ลื่นมือ มี  pH   มากกว่า  7
ทฤษฎีกรด - เบส มีผู้ให้นิยามของกรด - เบสไว้หลากหลาย การใช้นิยามใดมาอธิบายกรด - เบสของสาร ให้คำนึงถึงสภาวะการณ์ที่เหมาะสมกับสารนั้นๆ 4
1. กรด  :  คือสารที่เมื่อละลายน้ำจะแตกตัว    ให้   H +   ไอออน  หรือ โปรตอน สวันเต เอากุสต์  อาร์เรเนียส (Svante  August  Arrhenius)   ค . ศ .1859-1927, สวีเดน เบส   :   คือสารที่เมื่อละลายน้ำจะแตกตัวให้  OH -   ไอออน กรดและเบสตามนิยามของอาร์เรเนียส   ทำปฏิกิริยากันให้เกลือกับน้ำ :  HCl (aq) + NaOH (aq)     NaCl (aq) + H 2 O(l)  H +  (aq) + OH -  (aq)     H 2 O(l)   ทฤษฎีกรด - เบสอาร์เรเนียส 5 HCl(aq)     H + (aq)  +  Cl - (aq) H 2 O NaOH(s)     Na + (aq)  +  OH - (aq) H 2 O
นิยามของอาร์เรเนียสมีข้อจำกัด คือ 1.   สารที่เป็นกรด  -   เบสตามทฤษฎีนี้จะต้องละลายในน้ำ แต่ปฏิกิริยาเคมีไม่จำเป็นต้องเกิดในน้ำเสมอไป อาจเกิดขึ้นในตัวทำละลายอื่นๆ หรือไม่มีตัวทำละลายเลยก็ได้  3 .  สารบางชนิดอาจไม่มีหมู่  OH -   ในสูตร เช่น  NH 3  ,   CH 3 COONa  แต่เมื่อละลายน้ำจะมีสมบัติเป็นเบส 2.   สารบางชนิดเมื่อละลายน้ำไม่แตกตัวให้  H +   แต่มีสมบัติเป็นกรด  เช่น   NH 4 Cl   6 H 2 O NH 4 Cl(s)      NH 4 + (aq)  +  Cl - (aq)   CH 3 COONa(s)     CH 3 COO - (aq)  +  Na + (aq ) H 2 O
2.  กรด   :  สารที่ให้โปรตอน   (H + ) เบส  :  สารที่รับโปรตอน โยฮันเนส นิโคเลาส์ เบรินสเตด ( Johannes Nicolaus Brønsted)  เดนมาร์ก   , 1879-1947  NH 3 (aq)  +  H 2 O(l)  ⇌   NH 4 + (aq)  +  OH - (aq) กรด เบส ทอมัส มาร์ติน ลาวรี (Thomas Martin Lowry)  อังกฤษ  1874-1936 7 กรด เบส :
.. เบส กรด การให้และรับโปรตอน กรด  –  เบส ตามนิยามของเบรินสเตด - ลาวรี H 2 O  +  S 2-   ⇌   HS -   +  OH - 8 เบส กรด .. .. .. .. .. .. + - .. .. .. : : : : +  S  2-   ⇌   H  S  -   + : : : : O - H - : : : : : : : H H O
ทฤษฎีกรด  –  เบส  ของเบรินสเตด - ลาวรี  สามารถอธิบายความเป็นกรด   -   เบส ของ  NH 4 Cl   และ   CH 3 COONa   ได้ NH 4 + (aq)   +  H 2 O(l)   ⇌   NH 3 (aq)   +  H 3 O + (aq) CH 3 COO - (aq)  +  H 2 O(l)     CH 3 COOH(aq)  +  OH - (aq) 9 NH 4 Cl(s)      NH 4 + (aq)  +  Cl - (aq)   H 2 O CH 3 COONa(s)     CH 3 COO - (aq)  +  Na + (aq ) H 2 O
ทฤษฎีกรด  –  เบส  ของเบรินสเตด - ลาวรี  สามารถอธิบายความเป็นกรด   -   เบสของ ปฏิกิริยาที่ ไม่ได้มีน้ำเป็นตัวทำละลาย ได้ NH 3 (g)  +  HCl(g)     NH 4 Cl(s) NH 3 ( benzene )  +  CH 3 COOH ( benzene )     CH 3 COONH 4  (s) ข้อจำกัดนิยามกรด   -   เบส  ของเบรินสเตด - ลาวรี ไม่สามารถอธิบายความเป็นกรด  ของกรดที่ไม่มี  H +   ในโมเลกุลได้ BH 3   +  NH 3      BH 3 NH 3   กรด เบส 10
3.  เบส  :   คือสารที่ ให้ คู่อิเล็กตรอน กรด   :   คือสารที่ รับ คู่อิเล็กตรอน กิลเบิร์ต นิวตัน ลิวอิส  Gilbert Newton Lewis  อเมริกัน  , 1875-1946 BH 3   +  NH 3      BH 3 NH 3   กรด เบส ทฤษฎีกรด - เบสลิวอิส 11 N H H H : : : : B H H H : : : B H H H : : : N H H H : : : :
จากปฏิกิริยาต่อไปนี้สารใดทำหน้าที่เป็นกรด สารใดเป็นเบส H +   +  OH -      H 2 O S   +  S 2-      S 2 2- 12 H +  +  O - H -      O : : : : : : : H H : : : : S 2- S : : : S : : : : : : : S 2- +
กรด   -   เบส ของลิวอิสเป็นได้ทั้งโมเลกุลและไอออน สารที่เป็นกรดได้แก่ 1.  ไอออนบวกที่มีออร์บิทัลว่างสำหรับรับคู่อิเล็กตรอนได้ โมเลกุลซึ่ง อะตอมกลางมีอิเล็กตรอนไม่ครบแปด สารที่เป็นเบสได้แก่ 1.  ไอออนลบมีคู่อิเล็กตรอนที่สามารถให้แก่กรดได้ โมเลกุลซึ่งอะตอมกลางมีอิเล็กตรอนคู่โดดเดี่ยว  1  คู่หรือ  2  คู่ สามารถให้คู่อิเล็กตรอนแก่สารอื่นที่ไม่ครบแปดได้ 13
คู่กรด – เบส   (Conjugate Acid – Base pairs) 14
NH 4 + (aq)  +  H 2 O(l)  ⇌   H 3 O + (aq)  +  NH 3 (aq) กรด 1 ปฏิกิริยากรด - เบส ตามนิยามของ  เบรินสเตด - ลาวรี   เกี่ยวข้องกับการให้และรับโปรตอน เรียกว่า  ปฏิกิริยาโปรโตลิติก   ( Protolytic reaction) NH 4 + (aq)  เป็นคู่กรดของ   NH 3 (aq) H 2 O(l)  เป็นคู่เบสของ   H 3 O + (aq) NH 3 (aq)  เป็นคู่เบสของ   NH 4 + (aq)  H 3 O + (aq)   เป็นคู่กรดของ   H 2 O(l)  15 กรด 2 เบส 1 เบส 2 คู่กรด - เบส คู่กรด - เบส
จากปฏิกิริยาต่อไปนี้จงแสดงคู่กรด   -   คู่เบส HSO 4 -   +  H 2 O  ⇌  H 3 O +   +  SO 4 2- HSO 4 - (aq)  เป็นคู่กรดของ   SO 4 2-  (aq) H 2 O(l)  เป็นคู่เบสของ   H 3 O + (aq) SO 4 2-  (aq)  เป็นคู่เบสของ   HSO 4 - (aq)  H 3 O + (aq)   เป็นคู่กรดของ   H 2 O(l)  16 กรด 1 กรด 2 เบส 1 เบส 2 คู่กรด - เบส คู่กรด - เบส
จงบอกคู่กรด   -   เบสของสารต่อไปนี้ H 2 PO 4 - H 3 PO 4 HPO 4 2- HSO 3 - H 2 SO 3 SO 3 2- OH  - H 2 O O 2- สารที่เป็นคู่กรด  –  เบสซึ่งกันและกันจะมีจำนวนโปรตอน  ( H +  )  ต่างกันอยู่  1  โปรตอน 17 คู่กรด สาร คู่เบส
NH 4 + (aq)  +  H 2 O(l)  ⇌   H 3 O + (aq)  +  NH 3 (aq) CH 3 COO - (aq)  +  H 2 O(l)     CH 3 COOH(aq)  +  OH - (aq) สารที่สามารถแสดงสมบัติได้ทั้งกรดและเบส เรียกว่า  แอมฟิโปรติก ( Amphiprotic)  หรือ   แอมโฟเทอริก ( Amphoteric) เ บส ก รด Lab 8.2 น้ำในสมการที่  1  ทำหน้าที่เป็นเบส  แต่ น้ำในสมการที่  2  ทำหน้าที่เป็นกรด 18
NaHCO 3 (s)   +  H 2 O(l)    HCO - 3 (aq)   +  Na + (aq ) การละลายน้ำของ   NaHCO 3 HCO 3 - (aq)   +  H 2 O (aq)  ⇌  H 2 CO 3 (aq)  +  OH -  (aq ) สารละลาย   NaHCO 3   มีสมบัติเป็นเบส ตามทฤษฎีกรด - เบส เบรินสเตด - ลาวรี  อธิบายได้ดังสมการ การทดลองที่แสดงให้เห็นว่าสารบางชนิดเป็นแอมโฟเทอริก H + 19
HCO 3 - (aq)   +  H 3 O + (aq)  ⇌   H 2 CO 3 (aq)   +  H 2 O(l ) HCO 3 - (aq)   +  OH - (aq)   ⇌   CO 3 2- (aq)  +  H 2 O(l ) H 2 CO 3 (aq)     CO 2 (g)  +  H 2 O(l ) HCO 3 - (aq)   +  H 3 O + (aq)  ⇌   CO 2 (g)   +  2H 2 O(l ) CO 3 2- (aq)  +  Ca 2+ (aq)      CaCO 3 (s ) สารละลาย   NaHCO 3 มีสมบัติเป็นเบสเมื่อทำปฏิกิริยากับกรด  HCl สารละลาย   NaHCO 3 มีสมบัติเป็นกรดเมื่อทำปฏิกิริยากับเบส  Ca(OH) 2 20 เบส กรด
เรียกปฏิกิริยานี้ว่า การแตกตัวเป็นไอออนด้วยตัวเองของน้ำ   (Self – Ionization of Water)  หรือ  Autoionization H 2 O H 2 O + ค่าคงที่การแตกตัวของน้ำ  K w  = 1.0 x 10 -14 น้ำเป็นตัวทำละลายที่เป็นได้ทั้งกรดและเบส สามารถเกิดปฏิกิริยาโปรโตลิติกกันเองได้ ดังสมการ แสดงว่าน้ำแตกตัวได้น้อยมาก 21 สมบัติความเป็นกรด - เบสของน้ำ H 3 O + + OH -

กรด เบส 2

  • 1.
    ทฤษฎีกรด - เบสwww.chemcool.com http://www.geocities.com/bioelectrochemistry/lowry.htm http://acswebcontent.acs.org/landmarks/cradel_t2.html 1
  • 2.
    จุดประสงค์การเรียนรู้ 1. อธิบายความหมาย ทฤษฎีกรด - เบสอาร์เรเนียส ทฤษฎีกรด - เบส เบรินสเตด - ลาวรี และ ทฤษฎีกรด - เบสลิวอิส พร้อมทั้ง อธิบายสมบัติของกรดหรือเบสตามทฤษฎีเหล่านั้นได้ 2. บอกคู่กรด - เบสในปฏิกิริยาที่กำหนดให้ได้ 3. บอกความแตกต่างของจำนวนโปรตอนสารที่เป็นคู่กรด - เบสกันได้ 4. บอกความหมายของคำว่า สารแอมฟิโปรติก (Amphiprotic ) 2
  • 3.
    สมบัติทั่วไปของกรดและเบส 3 กรดเบส เ ปลี่ยนสีกระดาษลิตมัสจาก สีน้ำเงินเป็นสีแดง มีรสเปรี้ยว มีฤทธิ์กัดกร่อน มี pH น้อยกว่า 7 เปลี่ยนสีกระดาษลิตมัสจาก สีแดง เป็นสีน้ำเงิน มีรสฝาด ลื่นมือ มี pH มากกว่า 7
  • 4.
    ทฤษฎีกรด - เบสมีผู้ให้นิยามของกรด - เบสไว้หลากหลาย การใช้นิยามใดมาอธิบายกรด - เบสของสาร ให้คำนึงถึงสภาวะการณ์ที่เหมาะสมกับสารนั้นๆ 4
  • 5.
    1. กรด : คือสารที่เมื่อละลายน้ำจะแตกตัว ให้ H + ไอออน หรือ โปรตอน สวันเต เอากุสต์ อาร์เรเนียส (Svante August Arrhenius) ค . ศ .1859-1927, สวีเดน เบส :  คือสารที่เมื่อละลายน้ำจะแตกตัวให้ OH - ไอออน กรดและเบสตามนิยามของอาร์เรเนียส ทำปฏิกิริยากันให้เกลือกับน้ำ : HCl (aq) + NaOH (aq)  NaCl (aq) + H 2 O(l) H + (aq) + OH - (aq)  H 2 O(l) ทฤษฎีกรด - เบสอาร์เรเนียส 5 HCl(aq)  H + (aq) + Cl - (aq) H 2 O NaOH(s)  Na + (aq) + OH - (aq) H 2 O
  • 6.
    นิยามของอาร์เรเนียสมีข้อจำกัด คือ 1. สารที่เป็นกรด - เบสตามทฤษฎีนี้จะต้องละลายในน้ำ แต่ปฏิกิริยาเคมีไม่จำเป็นต้องเกิดในน้ำเสมอไป อาจเกิดขึ้นในตัวทำละลายอื่นๆ หรือไม่มีตัวทำละลายเลยก็ได้ 3 . สารบางชนิดอาจไม่มีหมู่ OH - ในสูตร เช่น NH 3 , CH 3 COONa แต่เมื่อละลายน้ำจะมีสมบัติเป็นเบส 2. สารบางชนิดเมื่อละลายน้ำไม่แตกตัวให้ H + แต่มีสมบัติเป็นกรด เช่น NH 4 Cl 6 H 2 O NH 4 Cl(s)  NH 4 + (aq) + Cl - (aq) CH 3 COONa(s)  CH 3 COO - (aq) + Na + (aq ) H 2 O
  • 7.
    2. กรด : สารที่ให้โปรตอน (H + ) เบส : สารที่รับโปรตอน โยฮันเนส นิโคเลาส์ เบรินสเตด ( Johannes Nicolaus Brønsted) เดนมาร์ก , 1879-1947 NH 3 (aq) + H 2 O(l) ⇌ NH 4 + (aq) + OH - (aq) กรด เบส ทอมัส มาร์ติน ลาวรี (Thomas Martin Lowry) อังกฤษ 1874-1936 7 กรด เบส :
  • 8.
    .. เบส กรดการให้และรับโปรตอน กรด – เบส ตามนิยามของเบรินสเตด - ลาวรี H 2 O + S 2- ⇌ HS - + OH - 8 เบส กรด .. .. .. .. .. .. + - .. .. .. : : : : + S 2- ⇌ H S - + : : : : O - H - : : : : : : : H H O
  • 9.
    ทฤษฎีกรด – เบส ของเบรินสเตด - ลาวรี สามารถอธิบายความเป็นกรด - เบส ของ NH 4 Cl และ CH 3 COONa ได้ NH 4 + (aq) + H 2 O(l) ⇌ NH 3 (aq) + H 3 O + (aq) CH 3 COO - (aq) + H 2 O(l)  CH 3 COOH(aq) + OH - (aq) 9 NH 4 Cl(s)  NH 4 + (aq) + Cl - (aq) H 2 O CH 3 COONa(s)  CH 3 COO - (aq) + Na + (aq ) H 2 O
  • 10.
    ทฤษฎีกรด – เบส ของเบรินสเตด - ลาวรี สามารถอธิบายความเป็นกรด - เบสของ ปฏิกิริยาที่ ไม่ได้มีน้ำเป็นตัวทำละลาย ได้ NH 3 (g) + HCl(g)  NH 4 Cl(s) NH 3 ( benzene ) + CH 3 COOH ( benzene )  CH 3 COONH 4 (s) ข้อจำกัดนิยามกรด - เบส ของเบรินสเตด - ลาวรี ไม่สามารถอธิบายความเป็นกรด ของกรดที่ไม่มี H + ในโมเลกุลได้ BH 3 + NH 3  BH 3 NH 3 กรด เบส 10
  • 11.
    3. เบส : คือสารที่ ให้ คู่อิเล็กตรอน กรด : คือสารที่ รับ คู่อิเล็กตรอน กิลเบิร์ต นิวตัน ลิวอิส Gilbert Newton Lewis อเมริกัน , 1875-1946 BH 3 + NH 3  BH 3 NH 3 กรด เบส ทฤษฎีกรด - เบสลิวอิส 11 N H H H : : : : B H H H : : : B H H H : : : N H H H : : : :
  • 12.
    จากปฏิกิริยาต่อไปนี้สารใดทำหน้าที่เป็นกรด สารใดเป็นเบส H+ + OH -  H 2 O S + S 2-  S 2 2- 12 H + + O - H -  O : : : : : : : H H : : : : S 2- S : : : S : : : : : : : S 2- +
  • 13.
    กรด - เบส ของลิวอิสเป็นได้ทั้งโมเลกุลและไอออน สารที่เป็นกรดได้แก่ 1. ไอออนบวกที่มีออร์บิทัลว่างสำหรับรับคู่อิเล็กตรอนได้ โมเลกุลซึ่ง อะตอมกลางมีอิเล็กตรอนไม่ครบแปด สารที่เป็นเบสได้แก่ 1. ไอออนลบมีคู่อิเล็กตรอนที่สามารถให้แก่กรดได้ โมเลกุลซึ่งอะตอมกลางมีอิเล็กตรอนคู่โดดเดี่ยว 1 คู่หรือ 2 คู่ สามารถให้คู่อิเล็กตรอนแก่สารอื่นที่ไม่ครบแปดได้ 13
  • 14.
    คู่กรด – เบส (Conjugate Acid – Base pairs) 14
  • 15.
    NH 4 +(aq) + H 2 O(l) ⇌ H 3 O + (aq) + NH 3 (aq) กรด 1 ปฏิกิริยากรด - เบส ตามนิยามของ เบรินสเตด - ลาวรี เกี่ยวข้องกับการให้และรับโปรตอน เรียกว่า ปฏิกิริยาโปรโตลิติก ( Protolytic reaction) NH 4 + (aq) เป็นคู่กรดของ NH 3 (aq) H 2 O(l) เป็นคู่เบสของ H 3 O + (aq) NH 3 (aq) เป็นคู่เบสของ NH 4 + (aq) H 3 O + (aq) เป็นคู่กรดของ H 2 O(l) 15 กรด 2 เบส 1 เบส 2 คู่กรด - เบส คู่กรด - เบส
  • 16.
    จากปฏิกิริยาต่อไปนี้จงแสดงคู่กรด - คู่เบส HSO 4 - + H 2 O ⇌ H 3 O + + SO 4 2- HSO 4 - (aq) เป็นคู่กรดของ SO 4 2- (aq) H 2 O(l) เป็นคู่เบสของ H 3 O + (aq) SO 4 2- (aq) เป็นคู่เบสของ HSO 4 - (aq) H 3 O + (aq) เป็นคู่กรดของ H 2 O(l) 16 กรด 1 กรด 2 เบส 1 เบส 2 คู่กรด - เบส คู่กรด - เบส
  • 17.
    จงบอกคู่กรด - เบสของสารต่อไปนี้ H 2 PO 4 - H 3 PO 4 HPO 4 2- HSO 3 - H 2 SO 3 SO 3 2- OH - H 2 O O 2- สารที่เป็นคู่กรด – เบสซึ่งกันและกันจะมีจำนวนโปรตอน ( H + ) ต่างกันอยู่ 1 โปรตอน 17 คู่กรด สาร คู่เบส
  • 18.
    NH 4 +(aq) + H 2 O(l) ⇌ H 3 O + (aq) + NH 3 (aq) CH 3 COO - (aq) + H 2 O(l)  CH 3 COOH(aq) + OH - (aq) สารที่สามารถแสดงสมบัติได้ทั้งกรดและเบส เรียกว่า แอมฟิโปรติก ( Amphiprotic) หรือ แอมโฟเทอริก ( Amphoteric) เ บส ก รด Lab 8.2 น้ำในสมการที่ 1 ทำหน้าที่เป็นเบส แต่ น้ำในสมการที่ 2 ทำหน้าที่เป็นกรด 18
  • 19.
    NaHCO 3 (s) + H 2 O(l)  HCO - 3 (aq) + Na + (aq ) การละลายน้ำของ NaHCO 3 HCO 3 - (aq) + H 2 O (aq) ⇌ H 2 CO 3 (aq) + OH - (aq ) สารละลาย NaHCO 3 มีสมบัติเป็นเบส ตามทฤษฎีกรด - เบส เบรินสเตด - ลาวรี อธิบายได้ดังสมการ การทดลองที่แสดงให้เห็นว่าสารบางชนิดเป็นแอมโฟเทอริก H + 19
  • 20.
    HCO 3 -(aq) + H 3 O + (aq) ⇌ H 2 CO 3 (aq) + H 2 O(l ) HCO 3 - (aq) + OH - (aq) ⇌ CO 3 2- (aq) + H 2 O(l ) H 2 CO 3 (aq)  CO 2 (g) + H 2 O(l ) HCO 3 - (aq) + H 3 O + (aq) ⇌ CO 2 (g) + 2H 2 O(l ) CO 3 2- (aq) + Ca 2+ (aq)  CaCO 3 (s ) สารละลาย NaHCO 3 มีสมบัติเป็นเบสเมื่อทำปฏิกิริยากับกรด HCl สารละลาย NaHCO 3 มีสมบัติเป็นกรดเมื่อทำปฏิกิริยากับเบส Ca(OH) 2 20 เบส กรด
  • 21.
    เรียกปฏิกิริยานี้ว่า การแตกตัวเป็นไอออนด้วยตัวเองของน้ำ (Self – Ionization of Water) หรือ Autoionization H 2 O H 2 O + ค่าคงที่การแตกตัวของน้ำ K w = 1.0 x 10 -14 น้ำเป็นตัวทำละลายที่เป็นได้ทั้งกรดและเบส สามารถเกิดปฏิกิริยาโปรโตลิติกกันเองได้ ดังสมการ แสดงว่าน้ำแตกตัวได้น้อยมาก 21 สมบัติความเป็นกรด - เบสของน้ำ H 3 O + + OH -