เนืÊอหาทีÉจะต้องเรียนใน บททีÉ 8 กรด- เบส มีดังนีÊ 
8.1 สารละลายอิเล็กโตรไลต์และนอนอิเล็กโตรไลต์ 
8.2 สารละลายกรดและสารละลายเบส 
8.3 ทฤษฎีกรด – เบส 
8.4 คู่กรด – เบส 
8.5 การแตกตัวของกรดและเบส 
8.6 การแตกตัวเป็นไอออนของนÊำ 
8.7 pH ของสารละลาย 
8.8 อินดิเคเตอร์สำหรับกรด – เบส 
8.9 สารละลายกรด – เบสในชีวิตประจำวันและในสิÉงมีชีวิต 
8.10 ปฏิกิริยาของกรดและเบส 
8.11 การไทเทรตกรด – เบส 
8.12 สารละลายบัฟเฟอร์ 
โดย อรณี หัสเสม : เรียบเรียง 1
บททีÉ 8 กรด - เบส 
สมบัติทัÉวไปของกรด- เบส มีดังนีÊ 
กรด เบส 
มีรสเปรีÊยว เปลÉียนสีกระดาษลิตมัส นÊำเงิน แดง มีรสขม ลักษณะลÉืน ๆ เปลÉียนสีกระดาษลิตมัส แดง นÊำเงิน 
ในบทนีÊนักเรียนจะได้ศึกษาสมบัติของกรด-เบส ดังหัวข้อตํÉาไปนีÊ 
8.1 สารละลายอิเล็กโตรไลต์และนอนอิเล็กโตรไลต์ 8.7 pH ของสารละลาย 
8.2 สารละลายกรด และสารละลายเบส 8.8 อินดิเคเตอร์สำหรับกรด – เบส 
8.3 ทฤษฏี กรด – เบส 8.9 ปฏิกิริยาของกรดและเบส 
8.4 คู่กรด – เบส 8.ř0 การไทเทรต กรด- เบส 
8.5 การแตกตัวของกรด – เบส 8.řř สารละลายบัฟเฟอร์ 
8.6 การแตกตัวเป็นไอออนของนÊำ 
8.ř สารละลายอิเล็กโตรไลต์และนอนอิเล็กโตรไลต์ 
 เมÉือผสมสารเข้ากับนÊำ สารบางชนิดไม่ละลายในนÊำ และสารบางชนิดละลายนÊำได้ เป็น สารละลาย 
 ถ้าตัวละลายเป็นสารประกอบไอออนิก เช่น โซเดียมคลอไรด์ เมÉือละลายนÊำจะแตกตัวเป็นไอออนได้ 
- สารละลายทÉีสามารถนำไฟฟ้าได้ อาจมีสมบัติเป็นกรด เป็นเบส หรือเป็นกลางก็ได้ 
Na+ 
Cl- 
สารประกอบไอออนิก เช่น เกลือ (NaCl) สารประกอบโคเวเลนต์ เช่น นÊำตาลทราย (C12H22O11) 
ละลายนÊำได้ ละลายนÊำได้ 
แตกตัวเป็นไอออนได้ ไม่แตกตัวเป็นไอออน 
นำไฟฟ้าได้ ไม่นำไฟฟ้า 
(ให้กระแสไฟฟ้าเข้าไป แล้วทำให้หลอดไฟสว่าง) (ให้กระแสไฟฟ้าเข้าไป แล้วทำให้หลอดไฟไม่สว่าง) 
เรียก สารละลายอิเล็กโตรไลต์ (Electrolyte) เรียก สารละลายนอน-อิเล็กโตรไลต์ (non- Electrolyte) 
แตกตัวเป็นไอออนได้มาก 
(แตกตัวหมด) นำไฟฟ้าได้มาก 
(หลอดไฟสว่างมาก) 
เรียก อิเล็กโตรไลต์แก่ 
แตกตัวเป็นไอออนได้น้อย 
(แตกตัวบางส่วน) นำไฟฟ้าได้น้อย 
(หลอดไฟสว่างน้อย) 
เรียก อิเล็กโตรไลต์อ่อน 
โดย อรณี หัสเสม : เรียบเรียง 2
8.2 สารละลายกรด - สารละลายเบส 
การทีÉสารละลายกรด และ สารละลายเบส สามารถนำไฟฟ้าได้ แสดงว่า มีไอออนอยใู่นสารละลายนัÊน 
แต่การเปลÉียนสีกระดาษลิตมัสของกรดและเบสแตกต่างกัน ดังนัÊน ไอออนในกรด และเบส จึงมีแตกต่างกันด้วย ดังนีÊ 
 ไอออนในสารละลายกรด 
สารละลายกรดทุกชนิดเป็นสารอิเล็กโตรไลต์ (แตกตัวเป็นไอออนและนำไฟฟ้าได้) เปลÉียนสีกระดาษลิตมัส นÊำเงิน เป็น แดง 
เมÉือนำสารละลายกรดมาศึกษา สามารเขียนสมการได้ดังนีÊ 
HCl (g) + H2O (l) H3O+ (aq) + Cl- (aq) 
กรดไฮโดรคลอริก นÊำ ไฮโดรเนียมไอออน คลอไรด์ไอออน 
จากสมการนีÊ พบว่า HCl เป็นอิเล็กโตรไลต์แก่ (กรดแก่) เพราะละลายนํÊาแล้วแตกตัวเป็นไอออนได้หมด 
เกิดไอออน H3O+ และ Cl- ซึÉงไม่สามารถเกิดย้อนกลับได้ 
CH3COOH (aq) + H2O (l) H3O+ (aq) + CH3COO- (aq) 
กรดแอซิติก นÊำ ไฮโดรเนียมไอออน คลอไรด์ไอออน 
จากสมการนีÊ พบว่า CH3COOH เป็นอิเล็กโตรไลต์อ่อน (กรดอ่อน) เพราะละลายนํÊาแล้วแตกตัวเป็นไอออนได้บางส่วน 
เกิดไอออน H3O+ และ CH3COO- ซึÉงสามารถเกิดปฏิกิริยาย้อนกลับได้ และมีภาวะสมดุลเกิดขึÊน 
สรุป เมÉือพิจารณาการเปลÉียนแปลงของแก๊สไฮโดรเจนคลอไรด์ในนÊำ กับ กรดแอซิติกในนÊำ 
พบว่า เกิดไอออนทีÉเหมือนกัน คือ ไฮโดรเนียมไอออน (H3O+) 
ดังนัÊน ไอออนในสารละลายกรด คือ ไฮโดรเนียมไอออน (H3O+) 
 ไอออนในสารละลายเบส 
สารละลายเบสทุกชนิดเป็นสารอิเล็กโตรไลต์ (แตกตัวเป็นไอออนและนำไฟฟ้าได้) เปลÉียนสีกระดาษลิตมัส แดง เป็น นÊำเงิน 
เมÉือนำสารละลายเบสมาศึกษา สามารเขียนสมการได้ดังนีÊ 
NaOH (s) H2O (l) Na+ (aq) + OH- (aq) 
โซเดียมไฮดรอกไซด์ โซเดียมไอออน ไฮดรอกไซด์ไอออน 
จากสมการนีÊ พบว่า NaOH เป็นอิเล็กโตรไลต์แก่ (เบสแก่) เพราะละลายนํÊาแล้วแตกตัวเป็นไอออนได้หมด 
เกิดไอออน Na+ และ OH- ซึÉงไม่สามารถเกิดย้อนกลับได้ 
NH3 (g) H2O (l) NH3 (aq) 
แอมโมเนีย สารละลายแอมโมเนีย 
NH3 (aq) + H2O (l) NH4 
+ (aq) + OH- (aq) 
แอมโมเนีย นÊำ แอมโมเนียมไอออน ไฮดรอกไซด์ไอออน 
จากสมการนีÊ พบว่า NH3 เป็นอิเล็กโตรไลต์อ่อน (เบสอ่อน) เพราะละลายนํÊาแล้วแตกตัวเป็นไอออนได้บางส่วน 
เกิดไอออน NH4 
+ และ OH- ซึÉงสามารถเกิดปฏิกิริยาย้อนกลับได้ และมีภาวะสมดุลเกิดขึÊน 
สรุป เมÉือพิจารณาการเปลÉียนแปลงของโซเดียมไฮดรอกไซด์ในนÊำ กับ แอมโมเนียในนÊำ 
พบว่า เกิดไอออนทีÉเหมือนกัน คือ ไฮดรอกไซด์ไอออน (OH-) 
ดังนัÊน สารละลายเบสมีไอออน คือ ไฮดรอกไซด์ไอออน (OH-) 
โดย อรณี หัสเสม : เรียบเรียง 3
8.3 ทฤษฏีกรด - เบส 
1. ทฤษฏีกรด – เบสอาร์เรเนียส ผู้คิดกฎนีÊคือ สวันเต เอากุสต์ อาร์เรเนียส ให้คำนิยามว่า 
กรด คือ สารทÉีละลายนÊำ แล้วแตกตัวให้ไฮโดรเจนไอออน (H+) 
เบส คือ สารทÉีละลายนÊำ แล้วแตกตัวให้ ไฮดรอกไซด์ไอออน (OH-) 
เขียนสมการได้เป็น 
H2O H2O 
กรด : HA H+ + A - เบส : BOH B+ + OH- 
จากสมการนีÊ สูตรทัวÉไปของกรด คือ HA เช่น HCl , HNO3 , HClO4 
ส่วนสูตรทัวÉไปของเบสคือ BOH เช่น NaOH , KOH 
ทฤษฏีกรด- เบสอาร์เรเนียส มีข้อจำกัดคือ สารทÉีเป็นกรด หรือเบส ต้องละลายนÊำได้เท่านัÊน 
2. ทฤษฏีกรด – เบสเบรินสเตต-ลาวรี ผู้คิดกฎนีÊคือ โยฮันเนส นิโคเลาส์ เบนินสเตต 
และ ทอมัส มาร์ติน ลาวรี ให้คำนิยามว่า 
กรด คือ สารทÉี ให้ โปรตอน แก่สารอÉืนได้ 
เบส คือ สารทÉี รับ โปรตอน จากสารอÉืนได้ 
ให้ H+ 
HCl (aq) + H2O (l) H3O+ (aq) + Cl- (aq) 
กรดไฮโดรคลอริก นÊำ ไฮโดรเนียมไอออน คลอไรด์ไอออน 
(กรด) (เบส) 
จากสมการ HCl เป็นสารอิเล็กโตรไลต์แก่ ซึÉงแตกตัวเป็นไอออนได้หมด ซึÉง HCl เป็นกรด 
ส่วน H2O เป็นเบส เพราะ HCl ให้ H+ แก่นÊำ 
ให้ H+ ให้ H+ 
CH3COOH (aq) + H2O (l) H3O+ (aq) + CH3COO- (aq) 
กรดแอซิติก นÊำ ไฮโดรเนียมไอออน คลอไรด์ไอออน 
(กรด) (เบส) (กรด) (เบส) 
จากสมการ CH3COOH เป็นสารอิเล็กโตรไลต์อ่อน แตกตัวเป็นไอออนได้บางส่วน ดังนัÊน 
ปฏิกิริยาไปข้างหน้า จะเห็นว่า CH3COOH ให้ H+ แก่ H2O แล้วกลายเป็น CH3COO- 
ดังนัÊน CH3COOH เป็นกรด และ H2O เป็นเบส 
ปฏิกิริยาย้อนกลับ จากนัÊน H3O+ จะให้ H+ แก่ CH3COO- ดังนัÊน H3O+ เป็นกรด ส่วน CH3COO- เป็นเบส 
กรดแก่ 
กรดอ่อน 
โดย อรณี หัสเสม : เรียบเรียง 4
NaOH (s) + H2O (l) Na+ (aq) + OH- (aq) 
โซเดียมไฮดรอกไซด์ นÊำ โซเดียมไอออน ไฮดรอกไซด์ไอออน 
(เบส) (กรด) 
จากสมการ NaOH เป็นสารอิเล็กโตรไลต์แก่ ซึÉงแตกตัวเป็นไอออนได้หมด ซึÉง NaOH เป็นเบส 
ส่วน H2O เป็นกรด เพราะ NaOH รับ H+ จากนÊำ 
NH3 (aq) + H2O (l) NH4 
+ (aq) + OH- (aq) 
แอมโมเนีย นÊำ แอมโมเนียมไอออน ไฮดรอกไซด์ไอออน 
(เบส) (กรด) (กรด) (เบส) 
จากสมการ NH3 เป็นสารอิเล็กโตรไลต์อ่อน แตกตัวเป็นไอออนได้บางส่วน ดังนัÊน 
ปฏิกิริยาไปข้างหน้า จะเห็นว่า NH3 รับ H+ จาก H2O แล้วกลายเป็น NH4 
+ ดังนัÊน NH3 เป็นเบส 
และ H2O เป็นกรด 
ปฏิกิริยาย้อนกลับ จากนัÊน OH- จะรับ H+ จาก NH4 
+ ดังนัÊน OH- เป็นเบส ส่วน NH4 
+ เป็นกรด 
 ปฏิกิริยาระหว่างกรดกับเบสตามทฤษฏีของเบรินสเตต- ลาวรี สามารถเขียนเป็นสมการทัÉวไปได้ ดังนีÊ 
กรด 1 + เบส 2 กรด 2 + เบส 1 
หรือ เบส 1 + กรด 2 เบส 2 + กรด 1 
 ข้อจำกัดของทฤษฏีเบรินสเตต-ลาวรี 
แม้ว่าทฤษฏีเบรินสเตต-ลาวรี จะกว้างกว่าทฤษฏีกรด-เบสของอาร์เรเนียส แต่ก็มีข้อจำกัดคือ 
สารทีÉเป็นกรดได้ จะต้องเป็นให้โปรตอน (H+) แก่สารอืÉน ส่วนสารทีÉเป็นเบสได้ 
จะต้องรับโปรตอน (H+) จากสารอÉืนได้ 
แต่สารทÉีไม่สามารถให้หรือรับโปรตอน (H+) จากสารอÉืนได้ จะไม่สามารถบอกได้ว่าเป็นกรดหรือเบส 
ดังนัÊนจึงมีผู้เสนอทฤษฏีเกÉียวกับกรด-เบสใหม่ เพÉือให้ครอบคลุมถึงสารจำพวกนีÊด้วย คือ ลิวอิส 
เบสแก่ 
เบสอ่อน 
รับ H+ 
รับ H+ รับ H+ 
โดย อรณี หัสเสม : เรียบเรียง 5
ความรู้เพมÉิเติม 
โดย อรณี หัสเสม : เรียบเรียง 6 
 สารหรือไอออนทÉีเป็นทÊงักรดและเบส 
- สารหรือไอออนบางชนิดสามารถให้และรับโปรตอน (H+) สารหรือไอออนนีÊจึงเป็นได้ทัÊงกรดและเบส 
เรียกว่า สารแอมฟิโปรติก หรือสารแอมโฟเทอริก (Amphiprotic or Amphotheric substance) 
สารหรือไอออนพวกนีÊ เช่น H2O , NH3 , CH3COOH เป็นต้น 
สารแอมฟิโปรติก สมบัติของสารหรือไอออนตามทฤษฏีของเบรินสเตต-ลาวรี 
H2O 
CH3COOH + H2O H3O+ + CH3COO- 
กรด เบส กรด เบส 
NH3 + H2O NH4 
+ + OH- 
เบส กรด กรด เบส 
NH3 
NH3 + H2O NH4 
+ + OH- 
เบส กรด กรด เบส 
NH2 
- + H2 O NH3 + OH- 
เบส กรด กรด เบส 
CH3COOH 
CH3COOH + H2O H3O+ + CH3COO- 
กรด เบส กรด เบส 
CH3COOH + HClO4 CH3COOH2 
+ + ClO4 
- 
เบส กรด กรด เบส
โดย อรณี หัสเสม : เรียบเรียง 7 
3. ทฤษฏีกรด – เบส ของลิวอิส กิลเบิร์ด นิวตัน ลิวอิส นักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกันได้เสนอทฤษฏีกรด-เบส ขึÊนใหม่ โดยให้คำนิยามดังนีÊ 
กรด คือ สารทีÉสามารถรับอิเล็กตรอนคู่โดดเดีÉยวได้ในการเกิดพันธะโคเวเลนต์ 
เบส คือ สารทีÉสามารถให้อิเล็กตรอนคู่โดดเดีÉยวได้ในการเกิดพันธะโคเวเลนต์ 
ตัวอย่างกรด – เบส ตามทฤษฏีของลิวอิส เช่น 
H+ + 
H 
. . 
: N : H 
. . 
H 
H 
. . 
H : N : H 
. . 
H 
+ 
รับ e- 
กรด เบส 
ปฏิกิริยานÊี H+ เป็นกรด ส่วน NH3 เป็นเบส เพราะ H+ รับอิเล็กตรอนคู่โดดเดÉียวจาก NH3 แล้วเกิดพันธะโคเวเลนต์ 
+ 
H 
. . 
: N : H 
. . 
H 
รับ e- 
. . 
: F : 
. . 
: F : B 
. . 
: F : 
. . 
กรด เบส 
. . 
: F : H 
. . . . 
: F : B : N : H 
. . . . 
: F : H 
. . 
ปฏิกิริยานÊี BF3 ซÉึง B ยังขาดอิเล็กตรอนอีก 1 คู่ จึงครบกฎออกเตต (ครบ 8) B จึงรับอิเล็กตรอนคู่โดดเดÉียวจาก NH3 
ซÉึง N มีอิเล็กตอรนคู่โดดเดÉียวเดÉียวเหลือ 1 คู่ ดังนัÊน BF3 เป็นกรด ส่วน NH3 เป็นเบส 
+ 
ให้ e- 
. . 
: O : 
. . 
2- 
. . 2- 
O : 
. . 
. . . . 
S : O : 
. . . . 
: O : 
. . 
เบส กรด 
. . 
: O : 
. . . . . . 
: O : S : O : 
. . . . . . 
: O : 
. . 
ปฏิกิริยานÊี O2- เป็นเบส ส่วน SO3 เป็นกรด เพราะ O2- ให้อิเล็กตรอนคู่โดดเดÉียวแก่ SO3 (ให้แก่ S) แล้วเกิดพันธะโคเวเลนต์ 
ทฤษฏีกรด – เบสของลิวอิส สามารถนำมาใช้กับสารต่าง ๆ เพิÉมขึÊนจากทฤษฏีกรด – เบสของเบรินสเตต- ลาวรี 
แต่การพิจารณาว่าสารใดเป็นกรด หรือ เบส ตามทฤษฏีนีÊ จะต้องทราบโครงสร้างทางอิเล็กตรอนของสารนัÊนด้วย 
จึงไม่ค่อยสะดวก และยุ่งยาก
8.4 คู่กรด - เบส 
 ในปฏิกิริยาผันกลับได้ ระหว่างกรด – เบส ของทฤษฏีกรด – เบสของเบรินสเตต-ลาวรี จะเห็นว่า 
ทัÊงปฏิกิริยาไปข้างหน้าและย้อนกลับ ต่างก็เป็นปฏิกิริยาระหว่างกรดและเบส 
สารทÉีทำหน้าทÉีเป็นกรดในปฏิกิริยาไปข้างหน้า กับ สารทÉีทำหน้าทÉีเป็นเบสในปฏิกิริยาย้อนกลับ 
สารทÉีทำหน้าทÉีเป็นเบสในปฏิกิริยาไปข้างหน้า กับ สารทÉีทำหน้าทÉีเป็นกรดในปฏิกิริยาย้อนกลับ 
เราเรียกปฏิกิริยาดังกล่าวว่า คู่กรด – เบส 
 ตัวอย่าง 1 
คู่กรด - เบส 
CH3COOH + H2O H3O+ + CH3COO- 
กรด 1 เบส 2 กรด 2 เบส 1 
คู่กรด - เบส 
CH3COOH เป็นคู่กรดของเบส (CH3COO-) 
CH3COO- เป็นคู่เบสของกรด (CH3COOH) 
H3O+ เป็นคู่กรดของเบส (H2O ) 
H2O เป็นคู่เบสของกรด (H3O+) 
 ตัวอย่าง 2 
คู่กรด - เบส 
NH3 + H2O NH4 
+ + OH- 
เบส 1 กรด 2 กรด 1 เบส 2 
NH3 เป็นคู่เบสของของกรด (NH4 
+) 
NH4 
+ เป็นคู่กรดของเบส (NH3) 
OH- เป็นคู่เบสของกรด (H2O) 
H2O เป็นคู่กรดของเบส (OH-) 
คู่กรด - เบส 
ตัวอย่าง 3 จงเขียนปฏิกิริยาของกรด HCN (aq) กับ H2O (l) และเขียน คู่กรด – เบส ของปฏิกิริยานีÊ 
คู่กรด - เบส 
HCN (aq) + H2O (l) H3O+ (aq) + CN- (aq) 
กรด 1 เบส 2 กรด 2 เบส 1 
คู่กรด - เบส 
โดย อรณี หัสเสม : เรียบเรียง 8
ตัวอย่าง 4 จงเขียนปฏิกิริยาของเบส CH3COO- (aq) กับ H2O (l) และ เขียน คู่กรด – เบส ของปฏิกิริยานีÊ 
คู่กรด - เบส 
CH3COO- (aq) + H2O (l) CH3COOH (aq) + OH- (aq) 
เบส 1 กรด 2 กรด 1 เบส 2 
ตัวอย่าง 5 จงเขียนปฏิกิริยาของกรด H2CO3 (aq) กับ H2O (l) และเขียน คู่กรด – เบส ของปฏิกิริยานีÊ 
คู่กรด - เบส 
H2CO3 (aq) + H2O (l) H3O+ (aq) + HCO3 
- (aq) 
กรด 1 เบส 2 กรด 2 เบส 1 
คู่กรด - เบส 
ตัวอย่าง 6 จากปฏิกิริยาต่อไปนีÊ สารนีÊเป็นกรด หรือ เบส 
1) H2SO3 + H2O H3O+ + HSO3 
- กรด หรือ เบส ??? 
2) NH3 + H2O NH4 
+ + OH- กรด หรือ เบส ??? 
3) NH2 
- + H2 O NH3 + OH- กรด หรือ เบส ??? 
4) CH3COOH + H2O H3O+ + CH3COO- กรด หรือ เบส ??? 
นักเรียนคิดว่า สารอิเล็กโตรไลต์แก่ มีคู่กรด – เบส หรือไม่ เพราะเหตุใด 
 ดังนัÊน คู่กรดของเบส คือ สารทÉีมีโปรตอน (H+) มากกว่า คู่เบส 1 โปรตอน (เพราะรับโปรตอน (H+) มา) 
ส่วน คู่เบสของกรด คือ สารทÉีมีโปรตอน (H+) น้อยกว่า คู่กรด 1 โปรตอน (เพราะให้โปรตอน (H+) ไป) 
ตัวอย่าง คู่กรดของเบสต่อไปนÊี คือสารใด ตัวอย่าง คู่เบสของกรดต่อไปนÊี คือสารใด 
ก. H2O คู่กรดของเบส H2O คือ H3O+ ก. H2O คู่เบสของกรด H2O คือ OH- 
ข. HS- คู่กรดของเบส HS- คือ H2S ข. H2S คู่เบสของกรด H2S คือ HS- 
ค. NH3 คู่กรดของเบส NH3 คือ NH4 
+ ค. NH4 
+ คู่เบสของกรด NH4 
+ คือ NH3 
ง. H2PO4 
- คู่กรดของเบส H2PO4 
- คือ H3PO4 ง. H2PO4 
- คู่เบสของกรด H2PO4 
- คือ HPO4 2- 
จ. CO3 
2- คู่กรดของเบส CO3 
2- คือ HCO3 
- จ. HCO3 
- คู่เบสของกรด HCO3 
- คือ CO3 
2- - 
+ ฉ. CH3COOH คู่เบสของกรด CH3COOH คือ CH3COO- 
ฉ. CH3COOH คู่กรดของเบส CH3COOH คือ CH3COOH2 
คู่กรด - เบส 
โดย อรณี หัสเสม : เรียบเรียง 9
1) การแตกตัวของกรดแก่ และ เบสแก่ 
- กรดแก่ และเบสแก่ เมÉือละลายนÊำเป็นสารละลาย จะแตกตัวเป็นไอออนได้หมด ดังนัÊน 
เมÉือกรดแก่ หรืเบสแก่ละลายนÊำจึงมีเฉพาะการเปลÉียนแปลงไปข้างหน้าเพียงอย่างเดียว 
การละลายนÊำของกรดแก่ เช่น HCl (g) , HClO4 (l) เขียนสมการแสดงการเปลÉียนแปลงได้ ดังนีÊ 
HCl (g) + H2O (l) H3O+ (aq) + Cl- (aq) 
HClO4 (g) + H2O (l) H3O+ (aq) + ClO4 
- (aq) 
การละลายนÊำของเบสแก่ เช่น NaOH (s) , KOH (s) เขียนสมการแสดงการเปลÉียนแปลงได้ ดังนีÊ 
NaOH (s) H2O (l) Na+ (aq) + OH- (aq) 
KOH (s) H2O (l) K+ (aq) + OH- (aq) 
ดังนัÊน สูตรทÉัวไปของกรดแก่ คือ HA และสูตรทÉัวไปของเบสแก่ คือ MOH เมÉือละลายนÊำ เขียนสมการทÉัวไป ได้ดังนÊี 
HA + H2O (l) H3O+ (aq) + A- (aq) กรดแก่ 
MOH H2O (l) M+ (aq) + OH- (aq) เบสแก่ 
ตาราง แสดงตัวอย่างกรดแก่ และเบสแก่ 
กรดแก่ เบสแก่ 
HClO4 
HI 
HBr 
HCl 
HNO3 
H2SO4 
CsOH 
RbOH 
KOH 
NaOH 
LiOH 
Ra(OH)2 
Ba(OH)2 
Ca(OH)2 
8.5 การแตกตัวของกรด - เบส 
โดย อรณี หัสเสม : เรียบเรียง 10
โดย อรณี หัสเสม : เรียบเรียง 11 
 การคำนวณค่าการแตกตัวของกรดแก่ และ เบสแก่ 
 เนืÉองจากกรดแก่และเบสแก่เป็นอิเล็กโตรไลต์แก่ ทีÉแตกตัวเป็นไอออนได้มาก หรือแตกตัวเป็นไอออนได้อย่างสมบูรณ์ 
จึงเกิดปฏิกิริยาไปข้างหน้าเพียงอย่างเดียว 
 ถ้าทราบความเข้มข้นของกรดแก่ หรือเบสแก่ จะสามารถคำนวณหาความเข้มข้นไฮโดรเนียมไอออน และ ไฮดรอกไซด์ไอออนได้ 
ตัวอย่าง 1 กรดไนตริก (HNO3) เป็นกรดแก่ ถ้ากรดนีÊ 0.3 โมล ละลายในนÊำ 600 cm3 ความเข้มข้นของ 
ไฮโดรเนียมไอออน (H3O+) เป็นกีÉโมลต่อลูกบาศก์เดซิเมตร 
วิธีทำ HNO3 เป็นกรดแก่ แตกตัวได้หมด จึงเขียนปฏิกิริยาได้ดังนีÊ 
HNO3 (l) + H2O (l) H3O+ (aq) + NO3 
- (aq) 
0.3 mol 600 cm3 ? ? 
จากสมการ 
เนืÊอกรด HNO3 1 mol แตกตัวให้ H3O+ 1 mol 
ดังนัÊน เนืÊอกรด HNO3 0.3 mol แตกตัวให้ H3O+ 1 mol x 0.3 mol = 0.3 mol 
1 mol 
แต่โจทย์ถาม ความเข้มข้นไฮโดรเนียมไอออน (mol / dm3) 
สารละลาย HNO3 600 cm3 มี H3O+ 0.3 mol 
ดังนัÊน สารละลาย HNO3 1000 cm3 มี H3O+ 0.3 mol x 1000 cm3 = 0.5 mol 
600 cm3 
ตอบ ความเข้มข้น H3O+ คือ 0.5 mol / dm3 
ตัวอย่าง 2 สารละลายกรดไฮโดรคลอริก (HCl) เข้มข้น 0.5 mol/dm3 จำนวน 250 cm3 มีไฮโดรเนียมไอออน (H3O+) 
และคลอไรด์ไอออน (Cl-) อย่างละกีÉโมล 
วิธีทำ สารละลาย HCl เข้มข้น 0.5 mol/dm3 หมายความว่า 
สารละลาย HCl 1000 cm3 มีเนืÊอ HCl 0.5 mol 
ถ้า สารละลาย HCl 250 cm3 มีเนืÊอ HCl 0.5 mol x 250 cm3 = 0.125 mol 
1000 cm3 
HCl เป็นกรดแก่ แตกตัวได้หมด จึงเขียนปฏิกิริยาได้ดังนีÊ 
HCl (aq) + H2O (l) H3O+ (aq) + Cl- (aq) 
1 mol 1 mol 1 mol 1 mol 
จากสมการ 
HCl 1 mol แตกตัวให้ H3O+ = 1 mol และ Cl- = 1 mol 
ดังนัÊน HCl 0.125 mol แตกตัวให้ H3O+ = 0.125 mol และ Cl- = 0.125 mol 
ตอบ มีไฮโดรเนียมไอออน (H3O+ ) 0.125 mol และคลอไรด์ไอออน (Cl- ) 0.125 mol
2) การแตกตัวของกรดอ่อน 
โดย อรณี หัสเสม : เรียบเรียง 12 
 กรดอ่อนเมÉือละลายนÊำแล้ว แตกตัวเป็นไอออนได้ไม่หมด ในสารละลายจึงมีทัÊงไอออนและโมเลกุลทÉีแตกตัวไม่หมด จึง 
ทำให้เกิดปฏิกิริยาผันกลับ เมÉืออัตราการเปลÉียนแปลงไปข้างหน้าและย้อนกลับเกิดในอัตราเท่ากัน ระบบจะเข้าสู่ภาวะสมดุล 
 ถ้าให้ HA เป็นกรดอ่อน เมÉือละลายนÊำ สามารถเขียนสมการแสดงการเปลÉียนแปลงได้ ดังนีÊ 
HA (aq) + H2O (l) H3O+ (aq) + A- (aq) 
Ka = [ H3O+] [A-] โดย Ka เรียกว่า ค่าคงทีÉการแตกตัวของกรด 
[HA] 
 เนÉืองจากกรดอ่อนแตกตัวเป็นไอออนได้ไม่หมด ดังนัÊน ในการบอกปริมาณการแตกตัวของกรดอ่อนจึงนิยมบอกเป็นร้อยละ 
ซึÉงคำนวณได้จากสูตรดังนีÊ 
ร้อยละของการแตกตัวของกรด = จำนวนโมล (ความเข้มข้น) ของกรดทีÉแตกตัวได้ x 100 
จำนวนโมล (ความเข้มข้น) ของกรดทัÊงหมด 
ตัวอย่าง 1 สารละลายกรด HB เข้มข้น 0.2 mol / dm3 แตกตัวเป็นไอออนได้เพียง 0.05 mol / dm3 
จงคำนวณหาปริมาณการแตกตัวเป็นร้อยละ 
วิธีทำ การแตกตัวของกรดอ่อน HB เป็นดังสมการ 
HB (aq) + H2O (l) H3O+ (aq) + B- (aq) 
ร้อยละของการแตกตัวของกรด HB = 0.05 mol / dm3 x 100 = 25 
0.2 mol / dm3 
ตอบ สารละลายกรด HB แตกตัวได้ร้อยละ 25 
 ปริมาณการแตกตัวของกรดอ่อน นอกจากจะบอกเป็นร้อยละแล้ว ยังสามารถบอกโดยใช้ค่าคงทÉีสมดุลก็ได้ 
คือ ถ้าค่าคงทสÉีมดุลของกรดใดมีค่ามาก แสดงว่า กรดนัÊนมีการแตกตัวเป็นปริมาณมาก เรียก ค่าคงทÉีสมดุลของกรด (Ka) 
ตัวอย่าง 2 สารละลายกรด HA เข้มข้น 0.01 mol / dm3 แตกตัวได้ร้อยละ 2 ค่าคงทÉีการแตกตัวของกรดนีÊมีค่าเท่าใด 
วิธีทำ ปริมาณการแตกตัวของกรด HA = 2 x 0.01 = 0.0002 = 2 x 10-4 mol / dm3 
100 
สมการทีÉภาวะสมดุล ดังนีÊ 
HA (aq) + H2O (l) H3O+ (aq) + B- (aq) 
0.01 mol / dm3 2 x 10-4 mol / dm3 2 x 10-4 mol / dm3 
คำนวณค่าคงทีÉการแตกตัวของกรดได้ดังนีÊ 
Ka = [H3O+ ] [ B- ] = (2 x 10-4 ) (2 x 10-4 ) = 4 x 10-8 = 4 x 10-6 
[HA ] 0.01 10-2 
ตอบ ค่าคงทีÉการแตกตัวของกรด HA เท่ากับ 4 x 10-6 
กรดอ่อนมี 2 ประเภท ได้แก่ 
1. กรดโมโนโปรติก (monoprotic acid) คือ กรดทÉีมีสูตรทัวÉไปเป็น HA จะแตกตัวได้ 1 ขัÊน 
2. กรดไดโปรติก (diprotic acid) คือ กรดทÉีมีสูตรทัวÉไปเป็น H2A จะแตกตัวได้ 2 ขัÊน 
H2A (aq) + H2O (l) H3O+ (aq) + HA- (aq) Ka1 
HA (aq) + H2O (l) H3O+ (aq) + A- (aq) Ka2 
ดังนัÊน Ka = Ka1 . Ka2
3) การแตกตัวของเบสอ่อน 
 เบสอ่อนเมÉือละลายนÊำแล้ว แตกตัวเป็นไอออนได้ไม่หมด จึงเกิดปฏิกิริยาผันกลับได้ เช่นเดียวกับกรดอ่อน 
 ถ้าให้ NH3 เป็นเบสอ่อน เมÉือละลายนÊำ สามารถเขียนสมการแสดงการเปลÉียนแปลงได้ ดังนีÊ 
NH3 (aq) + H2O (l) NH4 
+ (aq) + OH- (aq) 
 ค่าคงทีÉการแตกตัวของเบสอ่อน จะบอกให้ทราบถึงความสามารถในการแตกตัวเป็นไอออนในสารละลายได้เช่นเดียวกับ 
ค่าคงทีÉการแตกตัวของกรดอ่อน 
+] [OH-] โดย Kb เรียกว่า ค่าคงทีÉการแตกตัวของเบส 
[NH3] 
Kb = [NH4 
ร้อยละของการแตกตัวของเบส = จำนวนโมลของเบสทีÉแตกตัวได้ x 100 
จำนวนโมลของเบสทัÊงหมด 
ตัวอย่าง 1 สารละลาย XOH เข้มข้น 0.2 mol / dm3 แตกตัวได้ร้อยละ 5 จงหาความเข้มข้นของ OH- ในสารละลาย 
และหาค่าคงทีÉการแตกตัวของเบส 
ปริมาณการแตกตัวของเบส XOH = 5 x 0.2 = 0.01 mol / dm3 
100 
สมการทÉีภาวะสมดุล ดังนีÊ 
XOH (aq) + H2O (l) X+ (aq) + OH- (aq) 
0.2 mol / dm3 0.01 mol / dm3 0.01 mol / dm3 
ดังนัÊน ความเข้มข้นของ OH- เท่ากับ 0.01 mol / dm3 
คำนวณค่าการแตกตัวของเบส ดังนีÊ 
Kb = [X+] [OH- ] = ( 0.01 ) ( 0.01 ) = 0.0005 = 5 x 10-4 
[XOH] 0.2 
ตอบ ความเข้มข้นของ OH- เท่ากับ 0.01 mol / dm3 และค่าคงทีÉการแตกตัวของเบส XOH เท่ากับ 5 x 10-4 
ตัวอย่าง 2 จงคำนวณร้อยละของการแตกตัวของสารละลายเบส XOH ทÉีมีความเข้มข้น 0.02 mol / dm3 
(Kb ของ XOH = 2.0 x 10-4) 
วิธีทำ XOH (aq) + H2O (l) X+ (aq) + OH- (aq) 
0.25 mol / dm3 
Kb = [X+] [OH- ] 
[XOH] 
2.0 x 10-4 = [X+] [OH- ] 
0.02 
0.04 x 10-4 = [X+] [OH- ] เนืÉองจาก [X+] = [OH- ] 
4 x 10-6 = [X+] [OH- ] = [X+]2 = [OH- ]2 
ดังนัÊน [X+] = 4 x 10 -6 = 2 x 10 -3 
[OH- ] = 4 x 10 -6 = 2 x 10 -3 
ร้อยละการแตกตัวของเบส XOH = จำนวนโมล (ความเข้มข้น) ของกรดทีÉแตกตัวได้ x 100 
จำนวนโมล (ความเข้มข้น) ของกรดทัÊงหมด 
= 0.002 x 100 = 10 
0.02 
ตอบ ร้อยละการแตกตัวของสาระลายเบส XOH เท่ากับ 10 
โดย อรณี หัสเสม : เรียบเรียง 13
8.6 การแตกตัวเป็นไอออนของนํÊา 
 จากทีÉเคยศึกษา ทราบแล้วว่า นÊำ เป็นโมเลกุลโคเวเลนต์มีขัÊว และเป็นตัวทำละลายทÉีดี 
 นÊำบริสุทธิÍ เช่น นÊำกลันÉ นักเรียนคิดว่าจะแตกตัวเป็นไอออนได้หรือไม่ มีวิธีการทดสอบอย่างไร 
 ทำการทดลอง การนำไฟฟ้าของนÊำ ได้ผลดังนีÊ 
โดย อรณี หัสเสม : เรียบเรียง 14 
 นÊำบริสุทธิÍ สามารถนำไฟฟ้าได้น้อยมาก จนไม่สามารถตรวจการนำไฟฟ้าด้วยเครÉืองธรรมดาได้ (ตรวจความสว่างหลอดไฟ) 
 แต่เมÉือใช้เครÉืองแอมมิเตอร์พบว่า เข็มของแอมมิเตอร์เบนเพียงเล็กน้อยเท่านัÊน 
 แสดงว่า นÊำบริสุทธิÍแตกตัวได้ (เพราะเข็มของแอมมิเตอร์เบนเล็กน้อย แสดงว่ามีการนำไฟฟ้า) ดังสมการ 
H2O (l) + H2O (l) H3O+ (aq) + OH- (aq) 
จะเห็นว่า นÊำบริสุทธิÍสามารถนำไฟฟ้าได้เล็กน้อย และแตกตัวเป็นไอออนไฮโดรเนียมไอออน (H3O+ ) 
และไฮดรอกไซด์ไอออน (OH- ) ได้เล็กน้อย 
เขียนสมการแสดงค่าคงทÉีสมดุลของนÊำได้ดังนีÊ 
Kw = [ H3O+ ] [ OH- ] 
เรียก Kw ว่า ค่าคงทÉีการแตกตัวของนÊำ 
 เมÉือทดลองการนำไฟฟ้าของนÊำทÉีอุณหภูมิตํÉา (25OC) และนÊำทÉีอุณหภูมิสูง (60OC) พบว่า นÊำทÉีอุณหภูมิตํÉา 
แตกตัวเป็นไอออนได้น้อยกว่า นÊำทÉีอุณหภูมิสูง ดังนีÊ 
Kw ทีÉอุณหภูมิ 25OC มีค่าเท่ากับ 1.0 x 10-14 mol2/dm6 
Kw ทีÉอุณหภูมิ 60OC มีค่าเท่ากับ 9.5 x 10-14 mol2/dm6 
ดังนัÊน การบอกค่า Kw จึงต้องระบุอุณหภูมิด้วย และปกติเราไม่กล่าวถึงหน่วยของ Kw เหมือนค่าคงทÉีสมดุลอÉืนๆ 
 จากสมการการแตกตัวของนÊำ จะเห็นว่า ได้ไฮโดรเนียมไอออน และ ไฮดรอกไซด์ไอออน เกิดขึÊน จำนวนโมลเท่ากัน 
H2O (l) + H2O (l) H3O+ (aq) + OH- (aq) 
ดังนัÊน [ H3O+ ] = [ OH- ] 
จาก Kw = [ H3O+ ] [ OH- ] 
หรือ Kw = [ H3O+ ]2 หรือ Kw = [ OH- ]2 
จะได้ Kw = [ H3O+ ] หรือ Kw = [ OH- ] 
จาก Kw = 1.0 x 10-14 ทีÉอุณหภูมิ 25 องศาเซลเซียส 
ดังนัÊน Kw = 1.0 x 10-14 mol2/dm6 = 1.0 x 10-7 mol/dm3 
Kw = [ H3O+ ] = [ OH- ] = 1.0 x 10-7 mol/dm3 
 สรุปได้ว่า นÊำบริสุทธิÍ มีค่าคงทÉีการแตกตัวของนÊำ เท่ากับ 1.0 x 10-14 (Kw = 1.0 x 10-14) ทÉี 25OC 
 และมีความเข้มข้น ไฮโดรเนียมไอออน เท่ากับ ความเข้มข้นไฮดรอกไซด์ไอออน คือ 1.0 x 10-7 mol/dm3 
H2O (l) + H2O (l) H3O+ (aq) + OH- (aq) 
1.0 x 10-7 mol/dm3 1.0 x 10-7 mol/dm3 
คำถาม ถ้าเติมกรดหรือเบสลงไปในนÊำ จะทำให้ความเข้มข้นของไฮโดรเนียมไอออนและ ไฮดรอกไซด์ไอออนเปลÉียนแปลงอย่างไร (หน้าหลัง)
 การเปลีÉยนความเข้มข้นของไฮโดรเนียมไอออนและไฮดรอกไซด์ไอออน ในนํÊา จะมีผลดังนีÊ 
 เมืÉอเติมกรดในนํÊา (ความเข้มข้นของไฮโดรเนียมไอออน (H3O+) เพิÉมขึÊน ) 
เมืÉอปริมาณ H3O+ ในสารละลายเพิÉมขึÊน ซึÉงทำให้สมดุลของนÊำถูกรบกวน 
ความเข้มข้น H3O+ จะมากกว่า 1.0 x 10-7 mol/dm3 ส่วนความเข้มข้น OH- น้อยกว่า 1.0 x 10-7 mol/ 
ตามหลักเลอชาเตอริเอ ระบบจะปรับตัวเพÉือลดการรบกวนนัÊน (เพÉือลดปริมาณ H3O+ ) โดย H3O+ จะรวมตัวกับ OH- 
เกิดเป็น H2O และเข้าสู่ภาวะสมดุลอีกครัÊงหนึÉง 
 เมืÉอเติมเบสในนํÊา (ความเข้มข้นของไฮดรอกไซด์ไอออน (OH-) เพิÉมขึÊน ) 
เมÉือปริมาณ OH- ในสารละลายเพิÉมขึÊน ซึÉงทำให้สมดุลของนÊำถูกรบกวน 
ความเข้มข้น OH- จะมากกว่า 1.0 x 10-7 mol/dm3 ส่วนความเข้มข้น H3O+ น้อยกว่า 1.0 x 10-7 mol/dm3 
ตามหลักเลอชาเตอริเอ ระบบจะปรับตัวเพÉือลดการรบกวนนัÊน (เพÉือลดปริมาณ OH-) โดย OH- จะรวมตัวกับ H3O+ 
เกิดเป็น H2O และเข้าสู่ภาวะสมดุลอีกครัÊงหนึÉง 
8.7 pH ของสารละลาย 
 ในสารละลายกรด หรือ เบส จะมีทัÊง H3O+ (ไอออนของกรด) และ OH- (ไอออนของเบส) ปริมาณแตกต่างกัน 
จึงใช้ความเข้มข้นของ H3O+ หรือ OH- ในสารละลายเป็นเกณฑ์บอกความเป็นกรด – เบส 
 เพÉือความสะดวก จึงกำหนดให้ใช้ ความเข้มข้น H3O+ เป็นเกณฑ์ ดังนีÊ 
 สารละลายทีÉเป็นกรด จะมีความเข้มข้น H3O+ มากกว่า 1.0 x 10-7 mol/dm3 
 สารละลายทีÉเป็นเบส จะมี ความเข้มข้น H3O+ น้อยกว่า 1.0 x 10-7 mol/dm3 
 สารละลายทีÉเป็นกลาง จะมี ความเข้มข้น H3O+ เท่ากับ 1.0 x 10-7 mol/dm3 
 แต่ความเข้มข้นของ H3O+ มีค่าน้อย จึงไม่สะดวกต่อการนำมาใช้ นักชีวเคมีชาวสวีเดน ชืÉอ ซอเรสซัน 
ได้เสนอเปลÉียนค่าความเข้มข้นของ H3O+ ให้อยใู่นรูปทÉีใช้งานได้สะดวก และเรียกค่าใหม่นีÊว่า pH ดังนีÊ 
pH = - log [ H3O+ ] 
เมÉือคำนวณ pH สารละลายทÉีเป็นกลาง [ H3O+ ] = 1.0 x 10-7 mol/dm3 
pH = - log (1.0 x 10-7 ) 
= - log 1.0 - log 10-7 
pH = - 0 + 7 log 10 = 0 + 7(1) = 7 
ดังนัÊน ในสารละลายทÉีเป็นกลาง มี pH เท่ากับ 7 
เมÉือคำนวณวิธีการเดียวกันในสารละลายกรด และ เบส จะได้ผลแสดงดังนีÊ 
 สารละลายทีÉเป็นกรด จะมี pH น้อยกว่า 7 
 สารละลายทีÉเป็นเบส จะมี pH มากกว่า 7 
 สารละลายทีÉเป็นกลาง จะมี pH เท่ากับ 7 
 ทำนองเดียวกัน ถ้ากล่าวถึง [OH-] เราก็สามารถเปลÉียนเป็น pOH ได้ 
pOH = - log [OH-] 
pH + pOH = 14 
โดย อรณี หัสเสม : เรียบเรียง 15
ตัวอย่าง 1 สารละลายกรดทีÉมีความเข้มข้นของไฮโดรเนียมไอออน 2.0 x 10-7 mol/dm3 จะมี pH เท่าไร (กำหนด log2 = 0.301) 
วิธีทำ จาก pH = - log [ H3O+ ] 
= - log (2.0 x 10-7) 
= - log 2.0 - log 10-7 
= - 0.301 + 7 log 10 = - 0.301 + 7 (1) 
= - 0.301 + 7 = 6.699 
ตอบ สารละลายนีÊมี pH ประมาณ 6.7 
ตัวอย่าง 2 สารละลายเบสมีความเข้มข้นของไฮดรอกไซด์ไอออน (OH-) 1.0 x 10-6 mol/dm3 จะมี pH เท่าใด ทีÉ 25OC 
วิธีทำ จาก pH = - log [ H3O+ ] 
หาค่า [ H3O+ ] 
จาก Kw = [ H3O+ ] [ OH- ] = 1.0 x 10-14 mol2/dm6 
[ H3O+ ] (1.0 x 10-6 mol/dm3) = 1.0 x 10-14 mol2/dm6 
[ H3O+ ] = 1.0 x 10-14 mol2/dm6 = 1.0 x 10-8 mol/ dm3 
1.0 x 10-6 mol/ dm3 
จาก pH = - log [ H3O+ ] 
= - log (1.0 x 10-8 ) 
= - log 1.0 - log 10-8 
= - 0 + 8 log10 = 0 + 8(1) = 8 
ตอบ สารละลายนีÊ มี pH เท่ากับ 8 
ตัวอย่าง 3 สารละลาย HX เข้มข้น 0.01 mol/dm3 แตกตัวเป็นไอออนได้ร้อยละ 2 มีค่าคงทีÉสมดุลเท่าไร และมี pH เท่าไร (log2=0.301) 
วิธีทำ คำนวณปริมาณการแตกตัวของ HX = 2 x 0.01 mol/dm3 = 0.0002 mol/dm3 หรือ 2 x 10-4 mol/dm3 
100 
ดังนัÊน HX แตกตัวเป็นไอออน 2 x 10-4 mol/dm3 
เขียนสมการได้ดังนีÊ 
HX (aq) + H2O (l) H3O+ (aq) + X- (aq) 
0.01 mol/dm3 2 x 10-4 mol/dm3 2 x 10-4 mol/dm3 
หาค่า K = [H3O+] [X-] = (2 x 10-4 ) (2 x 10-4 ) = 4 x 10-8 = 4 x 10-6 
[HX] ( 0.01) 10-2 
หาค่า pH = - log [ H3O+ ] 
= - log ( 2 x 10-4 ) 
= - log 2 - log 10-4 
= - 0.301 + 4 log 10 = - 0.301 + 4 (1) = - 0.301 + 4 = 3.699 
ตอบ สารละลาย HX นีÊ มีค่าคงทÉีสมดุลเท่ากับ 4 x 10-6 และมี pH 3.7 
โดย อรณี หัสเสม : เรียบเรียง 16
ตัวอย่าง 4 สารละลาย NaOH มี pH 9 มีความเข้มข้น H3O+ เท่าใด 
pH = - log [ H3O+ ] 
นัÉนคือ 9 = - log 10- 9 (- log 10- 9 = 9 log10 = 9(1) = 9 ) 
9 = - log [ H3O+ ] 
ดังนัÊน [ H3O+ ] = 10- 9 
ตอบ สารละลายนีÊมี ความเข้มข้น H3O+ เท่ากับ 10- 9 mol/dm3 
ตัวอย่าง 5 จากตัวอย่างทีÉ 4 ความเข้มข้นของ OH- เป็นเท่าใด 
ตัวอย่าง 6 สารละลาย KOH เข้มข้น 0.05 mol/dm3 จะมี pH เท่าใด (กำหนด log2 = 0.301) 
ตัวอย่าง 7 สารละลาย A มี pOH 9 จงหา pH 
ตัวอย่าง 8 HA เข้มข้น 0.02 mol/dm3 แตกตัวเป็นไอออนได้ร้อยละ 1 มี pH เท่าไร (log2=0.301) 
โดย อรณี หัสเสม : เรียบเรียง 17
8.8 อินดิเคเตอร์สำหรับกรด - เบส 
โดย อรณี หัสเสม : เรียบเรียง 18 
 การใช้กระดาษลิตมัสบอกให้ทราบแต่เพียงว่าสารละลายเป็นกรดหรือเบสเท่านัÊน แต่ไม่สามารถบอกได้ว่ามีความเป็นกรดหรือเบสมาก 
น้อยเพียงใด 
 นอกจากระดาษลิตมัสยังมีสารอีกหลายชนิดทÉีใช้ตรวจสอบความเป็นกรด-เบสของสารละลายได้ 
 สารทีÉใช้ตรวจสอบความเป็นกรด-เบสของสารละลายเรียกว่า อินดิเคเตอร์สำหรับกรด – เบส 
 สมบัติของอินดิเคเตอร์ 
 มีสูตรโครงสร้างซับซ้อน จึงใช้ HIn แทนสูตรอินดิเคเตอร์ 
 มีสมบัติเป็นกรดอ่อน 
 เมืÉออินดิเคเตอร์อยู่ในสารละลาย จะเกิดสมดุล ดังสมการ 
HIn (aq) + H2O (l) H3O+ (aq) + In- (aq) 
กรด เบส 
 เมืÉอความเข้มข้นของไอออน หรือ pH เปลีÉยนไป สีของอินดิเคเตอร์ในสารละลายจะเปลีÉยนไป 
ตัวอย่างอินดิเคเตอร์ และช่วง pH ทีÉเปลีÉยนสี 
อินดิเคเตอร์ ช่วง pH ทีÉเปลีÉยนสี สีทีÉเปลีÉยน 
ไทมอลบลู (กรด) 
โบรโมฟีนอลบลู 
เมทิลออเรนจ์ 
เมทิลเรด 
อะโซลิตมิน (ลิตมัส) 
โบรโมไทมอลบลู 
ฟีนอลเรด 
ไทมอลบลู (เบส) 
ฟีนอล์ฟทาลีน 
1.2 – 2.8 
3.0 – 4.6 
3.2 – 4.4 
4.2 – 6.3 
5.0 – 8.0 
6.0 – 7.6 
6.8 – 8.4 
8.0 – 9.6 
8.3 – 10.0 
แดง – เหลือง 
เหลือง – นÊำเงิน 
แดง – เหลือง 
แดง – เหลือง 
แดง – นÊำเงิน 
เหลือง – นÊำเงิน 
เหลือง – แดง 
เหลือง – นÊำเงิน 
ไม่มีสี - ชมพู 
ตัวอย่าง เช่น เมทิลออเรนจ์ เปลีÉยนสีทีÉ pH 3.2 – 4.4 หมายความว่า 
ทÉี pH 3.2 หรือตํÉากว่า จะมีสีแดง 
ทีÉ pH 4.4 หรือสูงกว่า จะมีสีเหลือง 
ทีÉ pH ระหว่าง 3.2 ถึง 4.4 จะมีสีส้ม (สีผสมแดงกับเหลือง 
เมÉือต้องการตรวจสอบสารละลายชนิดหนึÉง เลือกใช้ เมทิลออเรนจ์ เป็นอินดิเคเตอร์ โดยหยดลงไปในสารละลาย 2-3 หยด 
ปรากฏว่า เกิดสี แดง แสดงว่า สารละลายนีÊ pH 3.2 หรือ ตํÉากว่า 3.2 
คำถาม มีสารละลาย A อยากทราบว่ามี pH เท่าใด จึงใช้ เมทิลเรด หยดลงไปในสารละลาย 2 หยด เกิดสีเหลือง 
 อินดิเคเตอร์แต่ละชนิดเปลÉียนสีในช่วง pH ทÉีมีค่าเฉพาะและแตกต่างกัน ซึÉงการใช้อินดิเคเตอร์เพียงชนิดเดียวทดสอบ 
ความเป็นกรด – เบส จะบอก pH ได้ช่วงกว้าง ๆ 
 ดังนัÊน จึงมีการนำอินดิเคเตอร์หลายชนิด และแต่ละชนิดเปลÉียนสีในช่วง pH แตกต่างกัน มาผสมกัน จะได้อินดิเคเตอร์ 
ทÉีบอกค่า pH ได้ละเอียดขึÊน เรียก อินดิเคเตอร์ผสมนีÊว่า ยูนิเวอร์ซัลอินดิเคเตอร์
 สารละลายกรด – เบส ในชีวิตประจำวันและในสิÉงมีชีวิต 
ในชีวิตประจำวันเราใช้สารทีÉมีสมบัติเป็นกรด หรือ เบส หรือ กลาง หลายชนิด เช่น 
 อาหาร หรือเครÉืองดÉืม เช่น นÊำส้มสายชู นÊำมะนาว นÊำอัดลม (กรด) 
 สารทำความสะอาด สารซักล้าง เครÉืองสำอาง (เบส) 
 ของเหลวในสิÉงมีชีวิต เช่น เลือดจะต้องรักษาระดับ pH ให้คงทÉี (pH = 7.35 – 7.45) ถ้าเลือดมี pH ตํÉากว่า 7.35 
อาจทำให้คลÉืนไส้ อาเจียน หมดสติ หรืออาจเสียชีวิตได้ แต่ในภาวะปกติ ร่างกายจะมีระบบควบคุม pH ให้เกือบคงทÉี 
 นÊำฝน มี pH 5.5 – 6.0 
 นÊำประปา มี pH 6.5 - 8.0 
 นÊำทะเล มี pH 7.8 – 8.2 
ทำไม นÊำฝนจึงมี pH ตํÉากว่า 7 ??? 
โดยทัวÉไป นÊำฝนมีความเป็นกรดเล็กน้อย และมี pH ประมาณ 5.5 - 6.0 
ถ้าในพืÊนทÉีทÉีมีโรงงานอุตสาหกรรม นÊำฝนอาจมี pH ประมาณ 2.8 เนÉืองจาก ในอากาศมี 
แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2) ไนโตรเจนไดออกไซด์ (NO2) 
ไนโตรเจนมอนอกไซด์ (NO) เมÉือฝนตกลงมา แก๊สเหล่านีÊจะทำปฏิกิริยากับฝน ดังนีÊ 
CO2 (g) + H2O (l) H2CO3 (aq) 
แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ กรดคาร์บอนิก 
SO2 (g) + H2O (l) H2SO3 (aq) 
แก๊สซัลเฟอร์ไดออกไซด์ กรดซัลฟิวริก 
2SO2 (g) + O2 (g) 2 SO3 (g) 
แก๊สซัลเฟอร์ไดออกไซด์ แก๊สซัลเฟต 
SO3 (g) + H2O (l) H2SO4 (aq) 
แก๊สซัลเฟต กรดซัลฟิวเรต 
2NO (g) + O2 (g) 2 NO2 (g) 
แก๊สไนโตรเจนมอนอกไซด์ แก๊สไนไตรด์ 
2 NO2 (g) + H2O (l) HNO2 (aq) + HNO3 (aq) 
แก๊สไนไตรด์ กรดไนไตรด์ กรดไนตริก 
นÊำฝนจึงมีสภาพเป็นกรด และมี pH ตํÉา เรียกว่า ฝนกรด ซึÉงสามารถกัดกร่อนสิÉงปลูกสร้าง หรืออาคารบ้านเรือนทÉี 
เป็นหินปูน หรือทำปฏิกิริยากับโลหะเกิดเป็นสนิม 
 ทางการเกษตร ความเป็นกรด – เบส มีผลต่อการละลายของแร่ธาตุในดิน พืชบางชนิดเจริญเติบโตได้ดีในดินทีÉเป็นกรดเล็กน้อย 
เช่น ข้าว หรือดอกไม้บางชนิด ดังนัÊน การปลูกพืชเพÉือให้ได้ผลดีจำเป็นต้องปรับสภาพความเป็นกรด – เบสของดินให้เหมาะสม 
กับพืชทÉีปลูก เช่น ถ้าดินมีความเป็นกรดสูง ซึÉงไม่เหมาะแก่การเพาะปลูก จำเป็นต้องลดความเป็นกรดของดิน โดยการ 
เติมปูนขาวหรือขีÊเถ้าลงไป 
คำถาม ปูนขาว หรือ ขีÊเถ้า ช่วยลดความเป็นกรดในดินได้อย่างไร 
โดย อรณี หัสเสม : เรียบเรียง 19
8.9 ปฏิกิริยาของกรดและเบส 
ปฏิกิริยาของกรดและเบส เกิดขึÊนระหว่าง H3O+ จากกรด ทำปฏิกิริยากับ OH- จากเบสได้ H2O ดังสมการ 
H3O+ (aq) + OH- (aq) H2O (l) 
ดังนัÊน ปฏิกิริยาระหว่าง ไฮโดรเนียมไอออน (H3O+) จากกรด กับไฮดรอกไซด์ไอออน (OH-) จากเบส เกิดเป็นนÊำ 
เรียกว่า ปฏิกิริยาการสะเทิน เพราะฉะนัÊน ปฏิกิริยาของกรดและเบส ส่วนใหญ่จะเกิด นÊำด้วย 
 ปฏิกิริยาระหว่างกรด กับ เบส 
เช่น HCl (aq) + NaOH (aq) NaCl (aq) + H2O (l) 
กรดแก่ เบสแก่ เกลือ นํÊา 
ถ้านำเกลือทÉีได้ เช่น NaCl (s) มาละลายนÊำ สารละลายนัÊนจะมีสมบัติเป็น กลาง 
HCl (aq) + NH3 (aq) NH4Cl (aq) 
กรดแก่ เบสอ่อน เกลือ 
ถ้านำเกลือทÉีได้ เช่น NH4Cl (s) มาละลายนÊำ สารละลายนัÊนจะมีสมบัติเป็น กรด 
CH3COOH (aq) + NaOH (aq) CH3COONa (aq) + H2O (l) 
กรดอ่อน เบสแก่ เกลือ นํÊา 
ถ้านำเกลือทÉีได้ เช่น CH3COONa (s) มาละลายนÊำ สารละลายนัÊนจะมีสมบัติเป็น เบส 
CH3COOH (aq) + NH3 (aq) CH3COONH4 (aq) 
กรดอ่อน เบสอ่อน เกลือ 
ถ้านำเกลือทÉีได้ เช่น CH3COONH4 (s) มาละลายนÊำ สาระลายนัÊนจะมีสมบัติเป็นกรด หรือ เป็นเบส หรือเป็นกลาง 
ขÊึนอยู่กับค่า Ka กับ Kb ของกรดและเบสนัÊน โดย Ka > Kb สารละลายจะเป็นกรด เช่น NH4CN 
Ka < Kb สารละลายจะเป็นเบส เช่น NH4Cl 
Ka = Kb สารละลายจะเป็นกลาง เช่น CH3COONH4 
 ปฏิกิริยาระหว่างกรดหรือเบส กับ สารบางชนิด 
 ปฏิกิริยาระหว่างกรด กับเบส ได้ผลิตภัณฑ์เป็นเกลือ กับนÊำ แต่ถ้าให้กรดหรือเบส ทำปฏิกิริยากับสารบางชนิด 
เช่น แคลเซียมคาร์บอเนต (CaCO3) สารละลายไอร์ออน (III) คลอไรด์ (FeCl3) จะเกิดปฏิกิริยาดังสมการต่อไปนีÊ 
CaCO3 (s) + 2HCl (aq) CaCl2 (aq) + H2O (l) + CO2 (g) 
แคลเซียมคาร์บอเนต (หินปูน) กรดแก่ เกลือ นÊำ แกส๊คาร์บอนไดออกไซด์ 
FeCl3 (aq) + 3NaOH (aq) Fe(OH3) (g) + 3NaCl (l) 
ไอร์ออน (III) คลอไรด์ เบสแก่ ตะกอน เกลือ 
Mg (s) + 2HCl (aq) MgCl2 (aq) + H2 (g) 
โลหะแมกนีเซียม กรดแก่ เกลือ แก๊สไฮโดรเจน 
 กรดและเบสนอกจากทำปฏิกิริยาได้โดยตรงแล้ว ยังสามารถทำปฏิกิริยากับสารอÉืน เช่น CaCO3 , FeCl3 , โลหะ Mg 
ได้ผลิตภัณฑ์เป็นเกลือ 
โดย อรณี หัสเสม : เรียบเรียง 20
 ปฏิกิริยาไฮโดรลิซิส 
โดย อรณี หัสเสม : เรียบเรียง 21 
ปฏิกิริยาทีÉเกิดจากไอออนบวก หรือไอออนลบของเกลือ กับนÊำ ได้ผลิตภัณฑ์เป็น H3O+ หรือ OH- เรียก ปฏิกิริยาไฮโดรลิซิส 
ตัวอย่าง 
NH4Cl (s) H2O NH4 
+ (aq) + Cl- (aq) 
เกลือ 
NH4 
+ (aq) + H2O (l) H3O+ (aq) + NH3 (aq) 
Cl- (aq) + H2O (l) 
ดังนัÊนเกลือ NH4Cl เกิดปฏิกิริยาไฮโดรลิซิสของเกลือ เพราะ ไอออนบวกทำปฏิกิริยากับนÊำ ได้ผลิตภัณฑ์ H3O+ 
CH3COONa (s) H2O Na+ (aq) + CH3COO- (aq) 
เกลือ 
Na+ (aq) + H2O (l) 
CH3COO- (aq) + H2O (l) CH3COOH (aq) + OH- (aq) 
ดังนัÊนเกลือ CH3COONa เกิดปฏิกิริยาไฮโดรลิซิสของเกลือ เพราะ ไอออนลบทำปฏิกิริยากับนÊำ ได้ผลิตภัณฑ์ OH-NaCl 
(s) H2O Na+ (aq) + Cl- (aq) 
เกลือ 
Na+ (aq) + H2O (l) 
Cl- (aq) + H2O (l) 
ดังนัÊนเกลือ NaCl ไม่เกิดปฏิกิริยาไฮโดรลิซิส เพราะไอออนบวกหรือไอออนลบ ทำปฏิกิริยากับนÊำ ไม่ได้ H3O+ หรือ OH- 
8.10 การไทเทรตกรด – เบส (Acid-base titration) 
 การไทเทรตกรด-เบส หมายถึง กระบวนการหาปริมาณสาร โดยวิธีใช้สารละลายมาตรฐานทีÉทราบค่าความเข้มข้นทีÉแน่นอน 
ให้ทำปฏิกิริยากับสารตัวอย่าง โดยอาศัยหลักการเกิดปฏิกิริยาระหว่างสารละลายกรดและเบสทÉีเข้าทาปฏิกิริยากันพอดี 
ทำให้คำนวณหาความเข้มข้นหรือปริมาณของสารตัวอย่างดังกล่าวได้ 
 วิธีการไทเทรตกรด-เบส คือ การนำสารละลายกรดหรือเบส(ตัวอย่าง)ทÉีต้องการวิเคราะห์หาปริมาณ มาทำการไทเทรตกับ 
สารละลายเบสหรือกรดมาตรฐานทีÉทราบค่าความเข้มข้นทีÉแน่นอน 
กล่าวคือ ถ้าสารละลายตัวอย่างเป็นสารละลายกรด ก็ต้องใช้สารละลายมาตรฐานเป็นเบส นำมาทาการไทเทรต 
แล้วบันทึกปริมาตรของสารละลายมาตรฐานทÉีใช้ในการทาปฏิกิริยาพอดีกัน จากนัÊนนำไปคำนวณหาปริมาณของสารตัวอย่างต่อไป 
หรือทางตรงกันข้าม ถ้าใช้สารละลายตัวอย่างเป็นเบส ก็ต้องใช้สารละลายมาตรฐานเป็นกรด 
 อุปกรณ์ทีÉใช้ 
ขวดวัดปริมาตร (volumetric flask) ปิเปตต์ (pipette) ขวดรูปชมพู่ (flask) บิวเรตต์ (burette)
รูปแสดงการใช้ปิเปตต์ 
รูปแสดงการตัÊงบิวเรตต์และการไทเทรต 
 ปฏิกิริยาในการไทเทรตกรด-เบส ปฏิกิริยา ทีÉเกีÉยวข้อง ในการไทเทรตกรด-เบสต่างๆ ได้แก่ 
1. ปฏิกิริยาระหว่างกรดแก่กับเบสแก่ 
2. ปฏิกิริยาระหว่างกรดแก่กับเบสอ่อน 
3. ปฏิกิริยาระหว่างกรดอ่อนกับเบสแก่ 
สำหรับปฏิกิริยาระหว่างกรดอ่อนกับเบสอ่อนไม่นิยมนามาใช้ในการไทเทรตกรด-เบส 
เพราะทีÉจุดสมมูล หรือจุดทีÉกรดและเบสทำปฏิกิริยาพอดีกัน สังเกตการณ์เปลีÉยนแปลงได้ไม่ชัดเจน 
โดย อรณี หัสเสม : เรียบเรียง 22
 จุดสมมูล (Equivalence point) 
 ในการไทเทรตกรด-เบส จุดทÉีกรดและเบสทำปฏิกิริยากันพอดี (จุดสมมูล) 
โดย อรณี หัสเสม : เรียบเรียง 23 
หรือจุดท ÉีH3O+ (หรือ H+ ) ทำปฏิกิริยาพอดีกับ OH- ด้วยจำนวนโมลทÉีเท่ากัน เรียกว่า จุดสมมูล 
 ถ้าใช้พีเอชมิเตอร์ วัดหาค่า pH ณ จุดสมมูล จะพบว่า จุดสมมูลของปฏิกิริยาระหว่างกรด - เบส แต่ละปฏิกิริยา 
หรือแต่ละคู่จะมี pH ทÉีจุดสมมูลแตกต่างกัน ขึÊนอยกูั่บชนิดของกรดและเบสทÉีเข้า ทาปฏิกิริยากัน แต่สามารถระบุ 
อย่างคร่าวๆ ได้ ดังนีÊ 
- การไทเทรตระหว่างกรดแก่กับเบสแก่ pH ของสารละลาย ณ จุดสมมูลประมาณ 7 (กลาง) 
- การไทเทรตระหว่างกรดแก่กับเบสอ่อน pH ของสารละลาย ณ จุดสมมูลจะน้อยกว่า 7 (กรด) 
- การไทเทรตระหว่างกรดอ่อนกับเบสแก่ pH ของสารละลาย ณ จุดสมมูลจะมากกว่า 7 (เบส) 
 จุดยุติ (End point) 
 การทÉีจะทราบว่า ปฏิกิริยาการไทเทรต ถึงจุดสมมูลหรือยังนัÊน จะต้องมีวิธีการทÉีจะหาจุดสมมูล วิธีการหนึÉง 
คือ การใช้อินดิเคเตอร์ 
 โดยอินดิเคเตอร์จะต้องเปลีÉยนสีทีÉจุดทีÉพอดีหรือใกล้เคียง กับจุดสมมูล นัÉนคือ จุดทีÉอินดิเคเตอร์เปลีÉยนสี จะเรียกว่า จุดยุติ 
ดังนัÊน จึงต้องเลือกอินดิเคเตอร์ ให้เหมาะสมทÉีจะให้เห็นการเปลÉียนสีทÉีจุดสมมูลพอดี ถ้าเลือกใช้อินดิเคเตอร์ 
ไม่เหมาะสม จะทำให้ เกิดความคลาดเคลÉือนของการไทเทรต (titration error) ซึÉงเกิดจากการทÉีมีความแตกต่างระหว่างจุด สมมูล 
และจุดยุติของการไทเทรต กล่าวคือ จุดสมมูลและจุดยุติ ไม่ได้อยู่ในช่วง pH เดียวกัน ทาให้ เกิดการเปลีÉยนสีของอินดิเคเตอร์ 
ก่อนหรือหลังจุดสมมูล 
 อินดิเคเตอร์กับการไทเทรตกรด-เบส 
 อินดิเคเตอร์ ทÉีเหมาะสมกับปฏิกิริยาการไทเทรตจะต้องมีค่า pH ทÉีจุดกÉึงกลางช่วงการเปลÉียนสีใกล้เคียงหรือเท่ากับ pH 
ทÉีจุดสมมูลของปฏิกิริยา นอกจากนีÊ การเลือกใช้อินดิเคเตอร์กรด-เบส ต้องพิจารณาสีทÉีปรากฎ จะต้องมีความเข้มมากพอ 
ทีÉจะมองเห็นได้ง่าย หรือเห็นการเปลีÉยนสีได้ชัดเจน 
ตัวอย่างเช่น ต้องการไทเทรต กรดแก่ กับเบสแก่ 
 ผลิตภัณฑ์ทีÉเกิดการปฏิกิริยาของกรดแก่กับเบสแก่ เมืÉอถึงจุดสมมูลมีค่าประมาณหรือใกล้เคียง ş (เป็นกลาง) 
 ดังนัÊน เลือกใช้อินดิเคเตอร์ทÉีมีช่วง pH ของการเปลÉียนสีใกล้เคียงกับ 7 
 เช่น อาจใช้ โบรโมไทมอลบลู หรือ ฟีนอล์ฟทาลีน (pH 8.20-10.00) ซึÉงจะเปลÉียนจากไม่มีสีเป็นสีชมพู 
 ดังนัÊน ถ้าทราบ pH ของสารละลายทÉีจุดสมมูลของปฏิกิริยาการไทเทรตก็สามารถเลือกอินดิเคเตอร์ทÉีเหมาะสมได้ 
การเลือกอินดิเคเตอร์ ก็ขึÊนอยกูั่บชนิดของปฏิกิริยาระหว่างกรดกับเบส เพราะทÉีจุดสมมูลของแต่ละปฏิกิริยานัÊน มีค่า pH ทÉีต่างกัน 
ตารางแสดงช่วง pH ทีÉเปลีÉยนสีของอินดิเคเตอร์แต่ละชนิด 
อินดิเคเตอร์ ช่วง pH ทีเปÉลีÉยนสี สีทีเปÉลีÉยน 
ไทมอลบลู (กรด) 
1.2 – 2.8 
โบรโมฟีนอลบลู 
3.0 – 4.6 
เมทิลออเรนจ์ 
3.2 – 4.4 
เมทิลเรด 
4.2 – 6.3 
อะโซลิตมิน (ลิตมัส) 
5.0 – 8.0 
โบรโมไทมอลบลู 
6.0 – 7.6 
ฟีนอลเรด 
6.8 – 8.4 
ไทมอลบลู (เบส) 
8.0 – 9.6 
ฟีนอล์ฟทาลีน 
8.3 – 10.0 
แดง – เหลือง 
เหลือง – นÊำเงิน 
แดง – เหลือง 
แดง – เหลือง 
แดง – นÊำเงิน 
เหลือง – นÊำเงิน 
เหลือง – แดง 
เหลือง – นÊำเงิน 
ไม่มีสี - ชมพู 
คำถาม 
1. ถ้าต้องการไทเทรต กรดแก่ กับเบสอ่อน 
ควรเลือกใช้อินดิเคเตอร์ชนิดใด 
2. ถ้าต้องการไทเทรต กรดอ่อน กับเบสแก่ 
ควรเลือกใช้อินดิเคเตอร์ชนิดใด
 การประยุกต์การไทเทรตกรด-เบสเพืÉอหาปริมาณสารในชีวิตประจาวัน 
 การไทเทรตกรด-เบส ใช้ประยุกต์หาปริมาณสารทีÉเป็นสารอินทรีย์ สารอนินทรีย์ และสารชีวโมเลกุลได้ 
 ตัวอย่างการประยุกต์ใช้ ได้แก่ การหาปริมาณกรดอ่อนในนÊำส้ม นÊำมะนาว และในไวน์ 
 การหาปริมาณเบส Mg(OH)2 , MgO ในยาลดกรด หรือการหาปริมาณโปรตีน ในอาหาร เป็นต้น 
 วิธีการไทเทรต 
ตัวอย่าง คุณครูมี HC l ซึÉงเป็นกรดแก่ แต่ไม่ทราบความเข้มข้น ....จงหาความเข้มข้นของ HCl นีÊ 
จะเห็นว่า HCl (สารตัวอย่าง ) เป็นกรดแก่ สามารถเลือกใช้สารละลายมาตรฐานเป็นเบสแก่หรือเบสอ่อนก็ได้ 
 เลือกใช้เบสแก่ คือ NaOH เข้มข้น Ř.ř mol/dm3 เป็นสารละลายมาตรฐาน 
 ผลิตภัณฑ์ทีÉได้จากปฏิกิริยาของกรดแก่กับเบสแก่ เมืÉอถึงจุดสมมูลมีค่าประมาณหรือใกล้เคียง ş (เป็นกลาง) 
 จึงเลือกใช้อินดิเคเตอร์ คือ ฟีนอล์ฟทาลีน (pH 8.3 - 10.0 ---ใกล้เคียงş) ซึÉงจะเปลÉียนจาก ไม่มีสีเป็นสีชมพู 
วิธีทำ 
 ปิเปตต์สารละลายตัวอย่าง (HCl) ปริมาตร Śŝ cm3 (25 ml ) ลงในขวดรูปชมพู่ 
 หยดฟีนอล์ฟทาลีน (อินดิเคเตอร์) Ś – ś หยด ลงไปในสารละลายตัวอย่าง (HCl) ทÉีต้องการหาความเข้มข้น 
(HCl เป็นสารละลายไม่มีสี หยดฟีนอล์ฟทาลีนซึÉงไม่มีสีเหมือนกัน ดังนัÊน สารละลายทÉีหยดฟีนอล์ฟทาลีนจะไม่มีสี ) 
 นำสารละลายมาตรฐาน NaOH เข้มข้น Ř.ř mol/dm3 (แล้วแต่จะเตรียมความเข้มข้นไว้เท่าใดก็ได้) 
 ใส่ลงในบิวเรตต์ (สมมุติว่าใช้บิวเรตต์ ขนาด řŘŘ ml (100cm3) ) และติดตัÊงบิวเรตต์ ดังรูป 
ใส่สารละลายมาตรฐานทีÉทราบความเข้มข้น ในบิวเรตต์ 
สารละลายตัวอย่างทีÉจะหาความเข้มข้น 
 บันทึกปริมาณสารละลายมาตรฐานในบิวเรตต์ ก่อนไขก๊อกให้ไหลออก 
 ไขก๊อก ปล่อยสารละลายมาตรฐานในบิวเรตต์ (NaOH) ลงในสารละลายตัวอย่าง (HCl) ในขวดรูปชมพู่ 
ค่อย ๆ ปล่อยให้ไหลทีละหยด พร้อมเขย่าไปด้วย จนกระทังÉ สารละลายเปลÉียนสี จาก ไม่มีสี เป็นสีชมพู 
แสดงว่าถึงจุดยุติ (จุดทÉี กรด-เบสทำปฏิกิริยากันอย่างพอดี เกิดเกลือทÉีละลายนÊำแล้วมี pH เป็นกลาง (ประมาณ ş)) 
(ฟีนอล์ฟทาลีน มี pH 8.3 - 10.0 มีช่วงการเปลีÉยนสีจาก ไม่มีสี เป็นสีชมพู) 
 เมÉือถึงจุดยุติแล้ว (เปลÉียนเป็นสีชมพู) ให้จดบันทึกปริมาตรทÉีใช้ไป ดังนีÊ (ข้อมูลสมมุติ) 
 ทำซÊำ ś ครัÊง (เพÉือป้องกันความคลาดเคลÉือน) แล้วหาค่าเฉลÉีย 
โดย อรณี หัสเสม : เรียบเรียง 24
ตารางบันทึกปริมาตรการใช้สารละลายมาตรฐาน (ข้อมูลสมมุติ) 
ครัÊงทÉี ปริมาตรสารละลายมาตรฐาน 
ก่อนจุดยุติ เมืÉอถึงจุดยุติ ปริมาตรทีÉใช้ไป 
ř 100 ml 85 ml řŝ ml 
Ś 85 ml 68 ml 17 ml 
ś 68 ml 55 ml 13 ml 
ปริมาตรทีใช้ไปเฉลีÉย řŝ ml หรือ řŝ cm3 
 คำนวณหาความเข้มข้นของสารละลายตัวอย่าง 
 ใช้สูตรการคำนวณ c1v1 = c2v2 โดย c1 = ความเข้มข้นของสารตัวอย่าง 
c1 x Śŝ cm3 = (0.1 mol/dm3) (15 cm3) v1 = ปริมาตรของสารตัวอย่าง 
c1 = (0.1 mol/dm3) (15 cm3) c2 = ความเข้มข้นของสารละลายมาตรฐาน 
Śŝ cm3 v2 = ปริมาตรของสารมาตรฐาน 
c1 = 0.06 mol/dm3 (อ่านจากบิวเรตต์เมืÉอถึงจุดสมมูล 
ตอบ ดังนัÊน กรด HCl นีÊ มีความเข้มข้น 0.06 mol/dm3 หรือ 0.06 mol/l 
ตัวอย่างกราฟการไทเทรต แสดงจุดสมมูล (จุดทีÉกรด – เบส ทำปฏิกิริยาพอดีกัน) 
โดย อรณี หัสเสม : เรียบเรียง 25
8.11 สารละลายบัฟเฟอร์ 
 คือ สารละลายทีÉประกอบด้วยของผสมระหว่าง กรดอ่อน กับ เกลือของกรดอ่อน (คู่เบสของกรด) หรือ 
เบสอ่อน กับ เกลือของเบสอ่อน (คู่กรดของเบส) จะได้สารละลายทีÉมีไอออนร่วม 
 สมบัติพิเศษของสารละลายบัฟเฟอร์ คือ 
สามารถรักษา pH ของสารละลายไว้เกือบคงทÉี แม้จะเติมนÊำ กรดแก่, เบสแก่ ลงไปเล็กน้อย 
ก็ไม่ทำให้ pH ของสารละลายเปลÉียนแปลงไปมากนัก ทÉีเป็นเช่นนีÊเพราะ ในสารละลายบัฟเฟอร์จะมีสารหรือไอออนทÉีทำหน้าทÉีคอยควบคุม 
ความเข้มข้นของ H3O+ และ OH- ในระบบให้คงที 
เราเรียกความสามารถในการต้านทานการเปลÉียนแปลง pH นีÊว่า ความจุบัฟเฟอร์ (buffer capacity) 
 สารละลายบัฟเฟอร์มี 2 ประเภท 
1) สารละลายของกรดอ่อน กับ เกลือของกรดอ่อน (Acid buffer solution) สารละลายบัฟเฟอร์แบบนีÊมี pH < 7 (เป็นกรด) เช่น 
กรดอ่อน + เกลือของกรดอ่อนนัÊน 
CH3COOH CH3COONa 
ปฏิกิริยาการควบคุม pH ในสารละลายบัฟเฟอร์ 
ในระบบจะมีสมดุล ดังนีÊ CH3COOH + H2O CH3COO- + H3O+ 
CH3COONa CH3COO- + Na+ 
ถ้าเติมกรดแก่ (เช่น HCl) ลงไป HCl จะแตกตัว ดังสมการ 
HCl H+ + Cl- 
H+ ทีÉแตกตัวได้ จะรวมตัวกับ CH3COO- กลายเป็น CH3COOH 
ทำให้ความเข้มข้น CH3COO- ลดลง ส่วน ความเข้มข้น CH3COOH เพิÉมขึÊน 
นÉันคือ H+ หรือ H3O+ จากกรดแก่ทÉีเติมลงไป (ทÉีจะทำให้ pH ของบัฟเฟอร์เปลÉียนไป) ถูกกำจัดโดย CH3COO- ทÉีมีอยมู่าก 
เพราะ CH3COO- ได้มาจากกรด CH3COOH และจากการแตกตัวของ CH3COONa ดังสมการ 
H+ + CH3COO- CH3COOH 
และถึงแม้จะมี CH3COOH เพิÉมขึÊน แต่เนÉืองจาก CH3COOH แตกตัวได้น้อยมาก (เป็นกรดอ่อน แตกตัวได้บางส่วน) 
ดังนัÊนจึงไม่ทำให้ H3O+ ในระบบบัฟเฟอร์เปลÉียนแปลงไป จึงทำให้ pH ของระบบเปลÉียนแปลงน้อยมาก 
ถ้าเติมเบสแก่ (เช่น NaOH) ลงไป NaOH จะแตกตัว ดังสมการ 
NaOH Na+ + OH-OH- 
ทีÉแตกตัวได้ จะรวมตัวกับ CH3COOH กลายเป็น CH3COO- ดังสมการ 
OH- + CH3COOH CH3COO- + H2O 
ทำให้ความเข้มข้น CH3COOH ลดลง ส่วนความเข้มข้น CH3COO- เพิÉมขึÊน 
นÉันคือ OH- จากเบสแก่ทÉีเติมลงไป (ทÉีจะทำให้ pH ของบัฟเฟอร์เปลÉียนไป) ถูกกำจัดโดย CH3COOH ทÉีมีอยมู่าก 
ส่วน CH3COO- ทÉีเกิดจะรวมกับ H3O+ ในระบบบัฟเฟอร์ เกิดเป็น CH3COOH ทำให้ pH ของระบบเปลÉียนแปลงน้อยมาก 
CH3COO- + H3O+ CH3COOH 
โดย อรณี หัสเสม : เรียบเรียง 26
โดย อรณี หัสเสม : เรียบเรียง 27 
2) สารละลายของเบสอ่อน กับ เกลือของเบสอ่อน (Basic buffer solution) สารละลายบัฟเฟอร์แบบนีÊมี pH > 7 (เป็นเบส) เช่น 
เบสอ่อน + เกลือของเบสอ่อนนัÊน 
NH3 NH4Cl 
ปฏิกิริยาการควบคุม pH ในสารละลายบัฟเฟอร์ 
ในระบบจะมีสมดุล ดังนีÊ NH3 + H2O NH4 
+ + OH-NH 
4Cl NH4 
+ + Cl- 
ถ้าเติมกรดแก่ (เช่น HCl) ลงไป HCl จะแตกตัว ดังสมการ 
HCl H+ + Cl- 
H+ หรือ H3O+ ทีÉแตกตัวได้ จะรวมตัวกับ NH3 กลายเป็น NH4 
+ ดังสมการ 
H3O+ + NH3 NH4 
+ + H2O 
ทำให้ความเข้มข้น NH3 ลดลง ส่วน ความเข้มข้น NH4 
+ เพิÉมขึÊน 
นÉันคือ H+ หรือ H3O+ จากกรดแก่ทÉีเติมลงไป (ทÉีจะทำให้ pH ของบัฟเฟอร์เปลÉียนไป) ถูกกำจัดโดย NH3 
ส่วน NH4 
+ ทีÉเกิดจะรวมกับ OH+ ในระบบบัฟเฟอร์ เกิดเป็น NH3 ทำให้ pH ของระบบเปลÉียนแปลงน้อยมาก 
NH4 
+ + OH+ NH3 
ถ้าเติมเบสแก่ (เช่น NaOH) ลงไป NaOH จะแตกตัว ดังสมการ 
NaOH Na+ + OH-OH- 
ทีÉแตกตัวได้ จะรวมตัวกับ NH4 
+ กลายเป็น NH3 
OH- + NH4 
+ NH3 + H2O 
ทำให้ความเข้มข้น NH4 
+ ลดลง ส่วน ความเข้มข้น NH3 เพิÉมขึÊน 
นÉันคือ OH- จากเบสแก่ทÉีเติมลงไป (ทÉีจะทำให้ pH ของบัฟเฟอร์เปลÉียนไป) ถูกกำจัดโดย NH4 
+ ทำให้เกิด NH3 
และถึงแม้จะมี NH3 เพิมÉขึÊน แต่เนÉืองจาก NH3 แตกตัวได้น้อยมาก (เป็นเบสอ่อน แตกตัวได้บางส่วน) 
ดังนัÊนจึงไม่ทำให้ OH- ในระบบบัฟเฟอร์เปลÉียนแปลงไป จึงทำให้ pH ของระบบเปลÉียนแปลงน้อยมาก 
 สารละลายบัฟเฟอร์ในสิÉงมีชีวิต 
1) ฟอสเฟตบัฟเฟอร์ H2PO4 
- / HPO4 
2- จะเกÉียวข้องกับการทำงานของไต 
เมÉือเราออกกำลังกายนาน ๆ จ ะมีกรดเกิดขึÊนทำให้ pH ของ เลือดเปลÉียนไป 
ระบบบัฟเฟอร์ H2PO4 
- / HPO4 
2- ในเลือดจะเข้าทำปฏิกิริยา เพÉือลดความเข้มข้นของกรดได้ 
- + H3O+ H2PO4 
H2PO4 
- + H2O 
และ H2PO4 
- จะถูกกำจัดออกมาทางปัสสาวะ 
2) ระบบ H2CO3/HCO3 
- (กรดคาร์บอนิก / ไฮโดรเจนคาร์บอเนตไอออน) 
จะควบคุม pH ของพลาสมาในเลือดให้มีค่าอยรู่ะหว่าง 7.35 - 7.45 ซึÉงเกิดปฏิกิริยาดังนีÊ 
HCO3 
- + H3O+ H2CO3 + H2O 
H2CO3 H2O + CO2 
เนืÉองจากความเป็นกรด-เบสในร่างกายของ สิÉงมีชีวิตเป็นเรืÉองทีÉสำคัญมาก ถ้า pH เปลีÉยนแปลงไป เพียง 0.2 หน่วย 
จากช่วง 7.35-7.45 อาจทำให้เจ็บป่วยได้ ร่างกายจึงต้องมีระบบบัฟเฟอร์เพÉือรักษาระดับ pH ให้คงทÉีอยู่เสมอ

บทที่ 8 กรด เบส

  • 1.
    เนืÊอหาทีÉจะต้องเรียนใน บททีÉ 8กรด- เบส มีดังนีÊ 8.1 สารละลายอิเล็กโตรไลต์และนอนอิเล็กโตรไลต์ 8.2 สารละลายกรดและสารละลายเบส 8.3 ทฤษฎีกรด – เบส 8.4 คู่กรด – เบส 8.5 การแตกตัวของกรดและเบส 8.6 การแตกตัวเป็นไอออนของนÊำ 8.7 pH ของสารละลาย 8.8 อินดิเคเตอร์สำหรับกรด – เบส 8.9 สารละลายกรด – เบสในชีวิตประจำวันและในสิÉงมีชีวิต 8.10 ปฏิกิริยาของกรดและเบส 8.11 การไทเทรตกรด – เบส 8.12 สารละลายบัฟเฟอร์ โดย อรณี หัสเสม : เรียบเรียง 1
  • 2.
    บททีÉ 8 กรด- เบส สมบัติทัÉวไปของกรด- เบส มีดังนีÊ กรด เบส มีรสเปรีÊยว เปลÉียนสีกระดาษลิตมัส นÊำเงิน แดง มีรสขม ลักษณะลÉืน ๆ เปลÉียนสีกระดาษลิตมัส แดง นÊำเงิน ในบทนีÊนักเรียนจะได้ศึกษาสมบัติของกรด-เบส ดังหัวข้อตํÉาไปนีÊ 8.1 สารละลายอิเล็กโตรไลต์และนอนอิเล็กโตรไลต์ 8.7 pH ของสารละลาย 8.2 สารละลายกรด และสารละลายเบส 8.8 อินดิเคเตอร์สำหรับกรด – เบส 8.3 ทฤษฏี กรด – เบส 8.9 ปฏิกิริยาของกรดและเบส 8.4 คู่กรด – เบส 8.ř0 การไทเทรต กรด- เบส 8.5 การแตกตัวของกรด – เบส 8.řř สารละลายบัฟเฟอร์ 8.6 การแตกตัวเป็นไอออนของนÊำ 8.ř สารละลายอิเล็กโตรไลต์และนอนอิเล็กโตรไลต์  เมÉือผสมสารเข้ากับนÊำ สารบางชนิดไม่ละลายในนÊำ และสารบางชนิดละลายนÊำได้ เป็น สารละลาย  ถ้าตัวละลายเป็นสารประกอบไอออนิก เช่น โซเดียมคลอไรด์ เมÉือละลายนÊำจะแตกตัวเป็นไอออนได้ - สารละลายทÉีสามารถนำไฟฟ้าได้ อาจมีสมบัติเป็นกรด เป็นเบส หรือเป็นกลางก็ได้ Na+ Cl- สารประกอบไอออนิก เช่น เกลือ (NaCl) สารประกอบโคเวเลนต์ เช่น นÊำตาลทราย (C12H22O11) ละลายนÊำได้ ละลายนÊำได้ แตกตัวเป็นไอออนได้ ไม่แตกตัวเป็นไอออน นำไฟฟ้าได้ ไม่นำไฟฟ้า (ให้กระแสไฟฟ้าเข้าไป แล้วทำให้หลอดไฟสว่าง) (ให้กระแสไฟฟ้าเข้าไป แล้วทำให้หลอดไฟไม่สว่าง) เรียก สารละลายอิเล็กโตรไลต์ (Electrolyte) เรียก สารละลายนอน-อิเล็กโตรไลต์ (non- Electrolyte) แตกตัวเป็นไอออนได้มาก (แตกตัวหมด) นำไฟฟ้าได้มาก (หลอดไฟสว่างมาก) เรียก อิเล็กโตรไลต์แก่ แตกตัวเป็นไอออนได้น้อย (แตกตัวบางส่วน) นำไฟฟ้าได้น้อย (หลอดไฟสว่างน้อย) เรียก อิเล็กโตรไลต์อ่อน โดย อรณี หัสเสม : เรียบเรียง 2
  • 3.
    8.2 สารละลายกรด -สารละลายเบส การทีÉสารละลายกรด และ สารละลายเบส สามารถนำไฟฟ้าได้ แสดงว่า มีไอออนอยใู่นสารละลายนัÊน แต่การเปลÉียนสีกระดาษลิตมัสของกรดและเบสแตกต่างกัน ดังนัÊน ไอออนในกรด และเบส จึงมีแตกต่างกันด้วย ดังนีÊ  ไอออนในสารละลายกรด สารละลายกรดทุกชนิดเป็นสารอิเล็กโตรไลต์ (แตกตัวเป็นไอออนและนำไฟฟ้าได้) เปลÉียนสีกระดาษลิตมัส นÊำเงิน เป็น แดง เมÉือนำสารละลายกรดมาศึกษา สามารเขียนสมการได้ดังนีÊ HCl (g) + H2O (l) H3O+ (aq) + Cl- (aq) กรดไฮโดรคลอริก นÊำ ไฮโดรเนียมไอออน คลอไรด์ไอออน จากสมการนีÊ พบว่า HCl เป็นอิเล็กโตรไลต์แก่ (กรดแก่) เพราะละลายนํÊาแล้วแตกตัวเป็นไอออนได้หมด เกิดไอออน H3O+ และ Cl- ซึÉงไม่สามารถเกิดย้อนกลับได้ CH3COOH (aq) + H2O (l) H3O+ (aq) + CH3COO- (aq) กรดแอซิติก นÊำ ไฮโดรเนียมไอออน คลอไรด์ไอออน จากสมการนีÊ พบว่า CH3COOH เป็นอิเล็กโตรไลต์อ่อน (กรดอ่อน) เพราะละลายนํÊาแล้วแตกตัวเป็นไอออนได้บางส่วน เกิดไอออน H3O+ และ CH3COO- ซึÉงสามารถเกิดปฏิกิริยาย้อนกลับได้ และมีภาวะสมดุลเกิดขึÊน สรุป เมÉือพิจารณาการเปลÉียนแปลงของแก๊สไฮโดรเจนคลอไรด์ในนÊำ กับ กรดแอซิติกในนÊำ พบว่า เกิดไอออนทีÉเหมือนกัน คือ ไฮโดรเนียมไอออน (H3O+) ดังนัÊน ไอออนในสารละลายกรด คือ ไฮโดรเนียมไอออน (H3O+)  ไอออนในสารละลายเบส สารละลายเบสทุกชนิดเป็นสารอิเล็กโตรไลต์ (แตกตัวเป็นไอออนและนำไฟฟ้าได้) เปลÉียนสีกระดาษลิตมัส แดง เป็น นÊำเงิน เมÉือนำสารละลายเบสมาศึกษา สามารเขียนสมการได้ดังนีÊ NaOH (s) H2O (l) Na+ (aq) + OH- (aq) โซเดียมไฮดรอกไซด์ โซเดียมไอออน ไฮดรอกไซด์ไอออน จากสมการนีÊ พบว่า NaOH เป็นอิเล็กโตรไลต์แก่ (เบสแก่) เพราะละลายนํÊาแล้วแตกตัวเป็นไอออนได้หมด เกิดไอออน Na+ และ OH- ซึÉงไม่สามารถเกิดย้อนกลับได้ NH3 (g) H2O (l) NH3 (aq) แอมโมเนีย สารละลายแอมโมเนีย NH3 (aq) + H2O (l) NH4 + (aq) + OH- (aq) แอมโมเนีย นÊำ แอมโมเนียมไอออน ไฮดรอกไซด์ไอออน จากสมการนีÊ พบว่า NH3 เป็นอิเล็กโตรไลต์อ่อน (เบสอ่อน) เพราะละลายนํÊาแล้วแตกตัวเป็นไอออนได้บางส่วน เกิดไอออน NH4 + และ OH- ซึÉงสามารถเกิดปฏิกิริยาย้อนกลับได้ และมีภาวะสมดุลเกิดขึÊน สรุป เมÉือพิจารณาการเปลÉียนแปลงของโซเดียมไฮดรอกไซด์ในนÊำ กับ แอมโมเนียในนÊำ พบว่า เกิดไอออนทีÉเหมือนกัน คือ ไฮดรอกไซด์ไอออน (OH-) ดังนัÊน สารละลายเบสมีไอออน คือ ไฮดรอกไซด์ไอออน (OH-) โดย อรณี หัสเสม : เรียบเรียง 3
  • 4.
    8.3 ทฤษฏีกรด -เบส 1. ทฤษฏีกรด – เบสอาร์เรเนียส ผู้คิดกฎนีÊคือ สวันเต เอากุสต์ อาร์เรเนียส ให้คำนิยามว่า กรด คือ สารทÉีละลายนÊำ แล้วแตกตัวให้ไฮโดรเจนไอออน (H+) เบส คือ สารทÉีละลายนÊำ แล้วแตกตัวให้ ไฮดรอกไซด์ไอออน (OH-) เขียนสมการได้เป็น H2O H2O กรด : HA H+ + A - เบส : BOH B+ + OH- จากสมการนีÊ สูตรทัวÉไปของกรด คือ HA เช่น HCl , HNO3 , HClO4 ส่วนสูตรทัวÉไปของเบสคือ BOH เช่น NaOH , KOH ทฤษฏีกรด- เบสอาร์เรเนียส มีข้อจำกัดคือ สารทÉีเป็นกรด หรือเบส ต้องละลายนÊำได้เท่านัÊน 2. ทฤษฏีกรด – เบสเบรินสเตต-ลาวรี ผู้คิดกฎนีÊคือ โยฮันเนส นิโคเลาส์ เบนินสเตต และ ทอมัส มาร์ติน ลาวรี ให้คำนิยามว่า กรด คือ สารทÉี ให้ โปรตอน แก่สารอÉืนได้ เบส คือ สารทÉี รับ โปรตอน จากสารอÉืนได้ ให้ H+ HCl (aq) + H2O (l) H3O+ (aq) + Cl- (aq) กรดไฮโดรคลอริก นÊำ ไฮโดรเนียมไอออน คลอไรด์ไอออน (กรด) (เบส) จากสมการ HCl เป็นสารอิเล็กโตรไลต์แก่ ซึÉงแตกตัวเป็นไอออนได้หมด ซึÉง HCl เป็นกรด ส่วน H2O เป็นเบส เพราะ HCl ให้ H+ แก่นÊำ ให้ H+ ให้ H+ CH3COOH (aq) + H2O (l) H3O+ (aq) + CH3COO- (aq) กรดแอซิติก นÊำ ไฮโดรเนียมไอออน คลอไรด์ไอออน (กรด) (เบส) (กรด) (เบส) จากสมการ CH3COOH เป็นสารอิเล็กโตรไลต์อ่อน แตกตัวเป็นไอออนได้บางส่วน ดังนัÊน ปฏิกิริยาไปข้างหน้า จะเห็นว่า CH3COOH ให้ H+ แก่ H2O แล้วกลายเป็น CH3COO- ดังนัÊน CH3COOH เป็นกรด และ H2O เป็นเบส ปฏิกิริยาย้อนกลับ จากนัÊน H3O+ จะให้ H+ แก่ CH3COO- ดังนัÊน H3O+ เป็นกรด ส่วน CH3COO- เป็นเบส กรดแก่ กรดอ่อน โดย อรณี หัสเสม : เรียบเรียง 4
  • 5.
    NaOH (s) +H2O (l) Na+ (aq) + OH- (aq) โซเดียมไฮดรอกไซด์ นÊำ โซเดียมไอออน ไฮดรอกไซด์ไอออน (เบส) (กรด) จากสมการ NaOH เป็นสารอิเล็กโตรไลต์แก่ ซึÉงแตกตัวเป็นไอออนได้หมด ซึÉง NaOH เป็นเบส ส่วน H2O เป็นกรด เพราะ NaOH รับ H+ จากนÊำ NH3 (aq) + H2O (l) NH4 + (aq) + OH- (aq) แอมโมเนีย นÊำ แอมโมเนียมไอออน ไฮดรอกไซด์ไอออน (เบส) (กรด) (กรด) (เบส) จากสมการ NH3 เป็นสารอิเล็กโตรไลต์อ่อน แตกตัวเป็นไอออนได้บางส่วน ดังนัÊน ปฏิกิริยาไปข้างหน้า จะเห็นว่า NH3 รับ H+ จาก H2O แล้วกลายเป็น NH4 + ดังนัÊน NH3 เป็นเบส และ H2O เป็นกรด ปฏิกิริยาย้อนกลับ จากนัÊน OH- จะรับ H+ จาก NH4 + ดังนัÊน OH- เป็นเบส ส่วน NH4 + เป็นกรด  ปฏิกิริยาระหว่างกรดกับเบสตามทฤษฏีของเบรินสเตต- ลาวรี สามารถเขียนเป็นสมการทัÉวไปได้ ดังนีÊ กรด 1 + เบส 2 กรด 2 + เบส 1 หรือ เบส 1 + กรด 2 เบส 2 + กรด 1  ข้อจำกัดของทฤษฏีเบรินสเตต-ลาวรี แม้ว่าทฤษฏีเบรินสเตต-ลาวรี จะกว้างกว่าทฤษฏีกรด-เบสของอาร์เรเนียส แต่ก็มีข้อจำกัดคือ สารทีÉเป็นกรดได้ จะต้องเป็นให้โปรตอน (H+) แก่สารอืÉน ส่วนสารทีÉเป็นเบสได้ จะต้องรับโปรตอน (H+) จากสารอÉืนได้ แต่สารทÉีไม่สามารถให้หรือรับโปรตอน (H+) จากสารอÉืนได้ จะไม่สามารถบอกได้ว่าเป็นกรดหรือเบส ดังนัÊนจึงมีผู้เสนอทฤษฏีเกÉียวกับกรด-เบสใหม่ เพÉือให้ครอบคลุมถึงสารจำพวกนีÊด้วย คือ ลิวอิส เบสแก่ เบสอ่อน รับ H+ รับ H+ รับ H+ โดย อรณี หัสเสม : เรียบเรียง 5
  • 6.
    ความรู้เพมÉิเติม โดย อรณีหัสเสม : เรียบเรียง 6  สารหรือไอออนทÉีเป็นทÊงักรดและเบส - สารหรือไอออนบางชนิดสามารถให้และรับโปรตอน (H+) สารหรือไอออนนีÊจึงเป็นได้ทัÊงกรดและเบส เรียกว่า สารแอมฟิโปรติก หรือสารแอมโฟเทอริก (Amphiprotic or Amphotheric substance) สารหรือไอออนพวกนีÊ เช่น H2O , NH3 , CH3COOH เป็นต้น สารแอมฟิโปรติก สมบัติของสารหรือไอออนตามทฤษฏีของเบรินสเตต-ลาวรี H2O CH3COOH + H2O H3O+ + CH3COO- กรด เบส กรด เบส NH3 + H2O NH4 + + OH- เบส กรด กรด เบส NH3 NH3 + H2O NH4 + + OH- เบส กรด กรด เบส NH2 - + H2 O NH3 + OH- เบส กรด กรด เบส CH3COOH CH3COOH + H2O H3O+ + CH3COO- กรด เบส กรด เบส CH3COOH + HClO4 CH3COOH2 + + ClO4 - เบส กรด กรด เบส
  • 7.
    โดย อรณี หัสเสม: เรียบเรียง 7 3. ทฤษฏีกรด – เบส ของลิวอิส กิลเบิร์ด นิวตัน ลิวอิส นักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกันได้เสนอทฤษฏีกรด-เบส ขึÊนใหม่ โดยให้คำนิยามดังนีÊ กรด คือ สารทีÉสามารถรับอิเล็กตรอนคู่โดดเดีÉยวได้ในการเกิดพันธะโคเวเลนต์ เบส คือ สารทีÉสามารถให้อิเล็กตรอนคู่โดดเดีÉยวได้ในการเกิดพันธะโคเวเลนต์ ตัวอย่างกรด – เบส ตามทฤษฏีของลิวอิส เช่น H+ + H . . : N : H . . H H . . H : N : H . . H + รับ e- กรด เบส ปฏิกิริยานÊี H+ เป็นกรด ส่วน NH3 เป็นเบส เพราะ H+ รับอิเล็กตรอนคู่โดดเดÉียวจาก NH3 แล้วเกิดพันธะโคเวเลนต์ + H . . : N : H . . H รับ e- . . : F : . . : F : B . . : F : . . กรด เบส . . : F : H . . . . : F : B : N : H . . . . : F : H . . ปฏิกิริยานÊี BF3 ซÉึง B ยังขาดอิเล็กตรอนอีก 1 คู่ จึงครบกฎออกเตต (ครบ 8) B จึงรับอิเล็กตรอนคู่โดดเดÉียวจาก NH3 ซÉึง N มีอิเล็กตอรนคู่โดดเดÉียวเดÉียวเหลือ 1 คู่ ดังนัÊน BF3 เป็นกรด ส่วน NH3 เป็นเบส + ให้ e- . . : O : . . 2- . . 2- O : . . . . . . S : O : . . . . : O : . . เบส กรด . . : O : . . . . . . : O : S : O : . . . . . . : O : . . ปฏิกิริยานÊี O2- เป็นเบส ส่วน SO3 เป็นกรด เพราะ O2- ให้อิเล็กตรอนคู่โดดเดÉียวแก่ SO3 (ให้แก่ S) แล้วเกิดพันธะโคเวเลนต์ ทฤษฏีกรด – เบสของลิวอิส สามารถนำมาใช้กับสารต่าง ๆ เพิÉมขึÊนจากทฤษฏีกรด – เบสของเบรินสเตต- ลาวรี แต่การพิจารณาว่าสารใดเป็นกรด หรือ เบส ตามทฤษฏีนีÊ จะต้องทราบโครงสร้างทางอิเล็กตรอนของสารนัÊนด้วย จึงไม่ค่อยสะดวก และยุ่งยาก
  • 8.
    8.4 คู่กรด -เบส  ในปฏิกิริยาผันกลับได้ ระหว่างกรด – เบส ของทฤษฏีกรด – เบสของเบรินสเตต-ลาวรี จะเห็นว่า ทัÊงปฏิกิริยาไปข้างหน้าและย้อนกลับ ต่างก็เป็นปฏิกิริยาระหว่างกรดและเบส สารทÉีทำหน้าทÉีเป็นกรดในปฏิกิริยาไปข้างหน้า กับ สารทÉีทำหน้าทÉีเป็นเบสในปฏิกิริยาย้อนกลับ สารทÉีทำหน้าทÉีเป็นเบสในปฏิกิริยาไปข้างหน้า กับ สารทÉีทำหน้าทÉีเป็นกรดในปฏิกิริยาย้อนกลับ เราเรียกปฏิกิริยาดังกล่าวว่า คู่กรด – เบส  ตัวอย่าง 1 คู่กรด - เบส CH3COOH + H2O H3O+ + CH3COO- กรด 1 เบส 2 กรด 2 เบส 1 คู่กรด - เบส CH3COOH เป็นคู่กรดของเบส (CH3COO-) CH3COO- เป็นคู่เบสของกรด (CH3COOH) H3O+ เป็นคู่กรดของเบส (H2O ) H2O เป็นคู่เบสของกรด (H3O+)  ตัวอย่าง 2 คู่กรด - เบส NH3 + H2O NH4 + + OH- เบส 1 กรด 2 กรด 1 เบส 2 NH3 เป็นคู่เบสของของกรด (NH4 +) NH4 + เป็นคู่กรดของเบส (NH3) OH- เป็นคู่เบสของกรด (H2O) H2O เป็นคู่กรดของเบส (OH-) คู่กรด - เบส ตัวอย่าง 3 จงเขียนปฏิกิริยาของกรด HCN (aq) กับ H2O (l) และเขียน คู่กรด – เบส ของปฏิกิริยานีÊ คู่กรด - เบส HCN (aq) + H2O (l) H3O+ (aq) + CN- (aq) กรด 1 เบส 2 กรด 2 เบส 1 คู่กรด - เบส โดย อรณี หัสเสม : เรียบเรียง 8
  • 9.
    ตัวอย่าง 4 จงเขียนปฏิกิริยาของเบสCH3COO- (aq) กับ H2O (l) และ เขียน คู่กรด – เบส ของปฏิกิริยานีÊ คู่กรด - เบส CH3COO- (aq) + H2O (l) CH3COOH (aq) + OH- (aq) เบส 1 กรด 2 กรด 1 เบส 2 ตัวอย่าง 5 จงเขียนปฏิกิริยาของกรด H2CO3 (aq) กับ H2O (l) และเขียน คู่กรด – เบส ของปฏิกิริยานีÊ คู่กรด - เบส H2CO3 (aq) + H2O (l) H3O+ (aq) + HCO3 - (aq) กรด 1 เบส 2 กรด 2 เบส 1 คู่กรด - เบส ตัวอย่าง 6 จากปฏิกิริยาต่อไปนีÊ สารนีÊเป็นกรด หรือ เบส 1) H2SO3 + H2O H3O+ + HSO3 - กรด หรือ เบส ??? 2) NH3 + H2O NH4 + + OH- กรด หรือ เบส ??? 3) NH2 - + H2 O NH3 + OH- กรด หรือ เบส ??? 4) CH3COOH + H2O H3O+ + CH3COO- กรด หรือ เบส ??? นักเรียนคิดว่า สารอิเล็กโตรไลต์แก่ มีคู่กรด – เบส หรือไม่ เพราะเหตุใด  ดังนัÊน คู่กรดของเบส คือ สารทÉีมีโปรตอน (H+) มากกว่า คู่เบส 1 โปรตอน (เพราะรับโปรตอน (H+) มา) ส่วน คู่เบสของกรด คือ สารทÉีมีโปรตอน (H+) น้อยกว่า คู่กรด 1 โปรตอน (เพราะให้โปรตอน (H+) ไป) ตัวอย่าง คู่กรดของเบสต่อไปนÊี คือสารใด ตัวอย่าง คู่เบสของกรดต่อไปนÊี คือสารใด ก. H2O คู่กรดของเบส H2O คือ H3O+ ก. H2O คู่เบสของกรด H2O คือ OH- ข. HS- คู่กรดของเบส HS- คือ H2S ข. H2S คู่เบสของกรด H2S คือ HS- ค. NH3 คู่กรดของเบส NH3 คือ NH4 + ค. NH4 + คู่เบสของกรด NH4 + คือ NH3 ง. H2PO4 - คู่กรดของเบส H2PO4 - คือ H3PO4 ง. H2PO4 - คู่เบสของกรด H2PO4 - คือ HPO4 2- จ. CO3 2- คู่กรดของเบส CO3 2- คือ HCO3 - จ. HCO3 - คู่เบสของกรด HCO3 - คือ CO3 2- - + ฉ. CH3COOH คู่เบสของกรด CH3COOH คือ CH3COO- ฉ. CH3COOH คู่กรดของเบส CH3COOH คือ CH3COOH2 คู่กรด - เบส โดย อรณี หัสเสม : เรียบเรียง 9
  • 10.
    1) การแตกตัวของกรดแก่ และเบสแก่ - กรดแก่ และเบสแก่ เมÉือละลายนÊำเป็นสารละลาย จะแตกตัวเป็นไอออนได้หมด ดังนัÊน เมÉือกรดแก่ หรืเบสแก่ละลายนÊำจึงมีเฉพาะการเปลÉียนแปลงไปข้างหน้าเพียงอย่างเดียว การละลายนÊำของกรดแก่ เช่น HCl (g) , HClO4 (l) เขียนสมการแสดงการเปลÉียนแปลงได้ ดังนีÊ HCl (g) + H2O (l) H3O+ (aq) + Cl- (aq) HClO4 (g) + H2O (l) H3O+ (aq) + ClO4 - (aq) การละลายนÊำของเบสแก่ เช่น NaOH (s) , KOH (s) เขียนสมการแสดงการเปลÉียนแปลงได้ ดังนีÊ NaOH (s) H2O (l) Na+ (aq) + OH- (aq) KOH (s) H2O (l) K+ (aq) + OH- (aq) ดังนัÊน สูตรทÉัวไปของกรดแก่ คือ HA และสูตรทÉัวไปของเบสแก่ คือ MOH เมÉือละลายนÊำ เขียนสมการทÉัวไป ได้ดังนÊี HA + H2O (l) H3O+ (aq) + A- (aq) กรดแก่ MOH H2O (l) M+ (aq) + OH- (aq) เบสแก่ ตาราง แสดงตัวอย่างกรดแก่ และเบสแก่ กรดแก่ เบสแก่ HClO4 HI HBr HCl HNO3 H2SO4 CsOH RbOH KOH NaOH LiOH Ra(OH)2 Ba(OH)2 Ca(OH)2 8.5 การแตกตัวของกรด - เบส โดย อรณี หัสเสม : เรียบเรียง 10
  • 11.
    โดย อรณี หัสเสม: เรียบเรียง 11  การคำนวณค่าการแตกตัวของกรดแก่ และ เบสแก่  เนืÉองจากกรดแก่และเบสแก่เป็นอิเล็กโตรไลต์แก่ ทีÉแตกตัวเป็นไอออนได้มาก หรือแตกตัวเป็นไอออนได้อย่างสมบูรณ์ จึงเกิดปฏิกิริยาไปข้างหน้าเพียงอย่างเดียว  ถ้าทราบความเข้มข้นของกรดแก่ หรือเบสแก่ จะสามารถคำนวณหาความเข้มข้นไฮโดรเนียมไอออน และ ไฮดรอกไซด์ไอออนได้ ตัวอย่าง 1 กรดไนตริก (HNO3) เป็นกรดแก่ ถ้ากรดนีÊ 0.3 โมล ละลายในนÊำ 600 cm3 ความเข้มข้นของ ไฮโดรเนียมไอออน (H3O+) เป็นกีÉโมลต่อลูกบาศก์เดซิเมตร วิธีทำ HNO3 เป็นกรดแก่ แตกตัวได้หมด จึงเขียนปฏิกิริยาได้ดังนีÊ HNO3 (l) + H2O (l) H3O+ (aq) + NO3 - (aq) 0.3 mol 600 cm3 ? ? จากสมการ เนืÊอกรด HNO3 1 mol แตกตัวให้ H3O+ 1 mol ดังนัÊน เนืÊอกรด HNO3 0.3 mol แตกตัวให้ H3O+ 1 mol x 0.3 mol = 0.3 mol 1 mol แต่โจทย์ถาม ความเข้มข้นไฮโดรเนียมไอออน (mol / dm3) สารละลาย HNO3 600 cm3 มี H3O+ 0.3 mol ดังนัÊน สารละลาย HNO3 1000 cm3 มี H3O+ 0.3 mol x 1000 cm3 = 0.5 mol 600 cm3 ตอบ ความเข้มข้น H3O+ คือ 0.5 mol / dm3 ตัวอย่าง 2 สารละลายกรดไฮโดรคลอริก (HCl) เข้มข้น 0.5 mol/dm3 จำนวน 250 cm3 มีไฮโดรเนียมไอออน (H3O+) และคลอไรด์ไอออน (Cl-) อย่างละกีÉโมล วิธีทำ สารละลาย HCl เข้มข้น 0.5 mol/dm3 หมายความว่า สารละลาย HCl 1000 cm3 มีเนืÊอ HCl 0.5 mol ถ้า สารละลาย HCl 250 cm3 มีเนืÊอ HCl 0.5 mol x 250 cm3 = 0.125 mol 1000 cm3 HCl เป็นกรดแก่ แตกตัวได้หมด จึงเขียนปฏิกิริยาได้ดังนีÊ HCl (aq) + H2O (l) H3O+ (aq) + Cl- (aq) 1 mol 1 mol 1 mol 1 mol จากสมการ HCl 1 mol แตกตัวให้ H3O+ = 1 mol และ Cl- = 1 mol ดังนัÊน HCl 0.125 mol แตกตัวให้ H3O+ = 0.125 mol และ Cl- = 0.125 mol ตอบ มีไฮโดรเนียมไอออน (H3O+ ) 0.125 mol และคลอไรด์ไอออน (Cl- ) 0.125 mol
  • 12.
    2) การแตกตัวของกรดอ่อน โดยอรณี หัสเสม : เรียบเรียง 12  กรดอ่อนเมÉือละลายนÊำแล้ว แตกตัวเป็นไอออนได้ไม่หมด ในสารละลายจึงมีทัÊงไอออนและโมเลกุลทÉีแตกตัวไม่หมด จึง ทำให้เกิดปฏิกิริยาผันกลับ เมÉืออัตราการเปลÉียนแปลงไปข้างหน้าและย้อนกลับเกิดในอัตราเท่ากัน ระบบจะเข้าสู่ภาวะสมดุล  ถ้าให้ HA เป็นกรดอ่อน เมÉือละลายนÊำ สามารถเขียนสมการแสดงการเปลÉียนแปลงได้ ดังนีÊ HA (aq) + H2O (l) H3O+ (aq) + A- (aq) Ka = [ H3O+] [A-] โดย Ka เรียกว่า ค่าคงทีÉการแตกตัวของกรด [HA]  เนÉืองจากกรดอ่อนแตกตัวเป็นไอออนได้ไม่หมด ดังนัÊน ในการบอกปริมาณการแตกตัวของกรดอ่อนจึงนิยมบอกเป็นร้อยละ ซึÉงคำนวณได้จากสูตรดังนีÊ ร้อยละของการแตกตัวของกรด = จำนวนโมล (ความเข้มข้น) ของกรดทีÉแตกตัวได้ x 100 จำนวนโมล (ความเข้มข้น) ของกรดทัÊงหมด ตัวอย่าง 1 สารละลายกรด HB เข้มข้น 0.2 mol / dm3 แตกตัวเป็นไอออนได้เพียง 0.05 mol / dm3 จงคำนวณหาปริมาณการแตกตัวเป็นร้อยละ วิธีทำ การแตกตัวของกรดอ่อน HB เป็นดังสมการ HB (aq) + H2O (l) H3O+ (aq) + B- (aq) ร้อยละของการแตกตัวของกรด HB = 0.05 mol / dm3 x 100 = 25 0.2 mol / dm3 ตอบ สารละลายกรด HB แตกตัวได้ร้อยละ 25  ปริมาณการแตกตัวของกรดอ่อน นอกจากจะบอกเป็นร้อยละแล้ว ยังสามารถบอกโดยใช้ค่าคงทÉีสมดุลก็ได้ คือ ถ้าค่าคงทสÉีมดุลของกรดใดมีค่ามาก แสดงว่า กรดนัÊนมีการแตกตัวเป็นปริมาณมาก เรียก ค่าคงทÉีสมดุลของกรด (Ka) ตัวอย่าง 2 สารละลายกรด HA เข้มข้น 0.01 mol / dm3 แตกตัวได้ร้อยละ 2 ค่าคงทÉีการแตกตัวของกรดนีÊมีค่าเท่าใด วิธีทำ ปริมาณการแตกตัวของกรด HA = 2 x 0.01 = 0.0002 = 2 x 10-4 mol / dm3 100 สมการทีÉภาวะสมดุล ดังนีÊ HA (aq) + H2O (l) H3O+ (aq) + B- (aq) 0.01 mol / dm3 2 x 10-4 mol / dm3 2 x 10-4 mol / dm3 คำนวณค่าคงทีÉการแตกตัวของกรดได้ดังนีÊ Ka = [H3O+ ] [ B- ] = (2 x 10-4 ) (2 x 10-4 ) = 4 x 10-8 = 4 x 10-6 [HA ] 0.01 10-2 ตอบ ค่าคงทีÉการแตกตัวของกรด HA เท่ากับ 4 x 10-6 กรดอ่อนมี 2 ประเภท ได้แก่ 1. กรดโมโนโปรติก (monoprotic acid) คือ กรดทÉีมีสูตรทัวÉไปเป็น HA จะแตกตัวได้ 1 ขัÊน 2. กรดไดโปรติก (diprotic acid) คือ กรดทÉีมีสูตรทัวÉไปเป็น H2A จะแตกตัวได้ 2 ขัÊน H2A (aq) + H2O (l) H3O+ (aq) + HA- (aq) Ka1 HA (aq) + H2O (l) H3O+ (aq) + A- (aq) Ka2 ดังนัÊน Ka = Ka1 . Ka2
  • 13.
    3) การแตกตัวของเบสอ่อน เบสอ่อนเมÉือละลายนÊำแล้ว แตกตัวเป็นไอออนได้ไม่หมด จึงเกิดปฏิกิริยาผันกลับได้ เช่นเดียวกับกรดอ่อน  ถ้าให้ NH3 เป็นเบสอ่อน เมÉือละลายนÊำ สามารถเขียนสมการแสดงการเปลÉียนแปลงได้ ดังนีÊ NH3 (aq) + H2O (l) NH4 + (aq) + OH- (aq)  ค่าคงทีÉการแตกตัวของเบสอ่อน จะบอกให้ทราบถึงความสามารถในการแตกตัวเป็นไอออนในสารละลายได้เช่นเดียวกับ ค่าคงทีÉการแตกตัวของกรดอ่อน +] [OH-] โดย Kb เรียกว่า ค่าคงทีÉการแตกตัวของเบส [NH3] Kb = [NH4 ร้อยละของการแตกตัวของเบส = จำนวนโมลของเบสทีÉแตกตัวได้ x 100 จำนวนโมลของเบสทัÊงหมด ตัวอย่าง 1 สารละลาย XOH เข้มข้น 0.2 mol / dm3 แตกตัวได้ร้อยละ 5 จงหาความเข้มข้นของ OH- ในสารละลาย และหาค่าคงทีÉการแตกตัวของเบส ปริมาณการแตกตัวของเบส XOH = 5 x 0.2 = 0.01 mol / dm3 100 สมการทÉีภาวะสมดุล ดังนีÊ XOH (aq) + H2O (l) X+ (aq) + OH- (aq) 0.2 mol / dm3 0.01 mol / dm3 0.01 mol / dm3 ดังนัÊน ความเข้มข้นของ OH- เท่ากับ 0.01 mol / dm3 คำนวณค่าการแตกตัวของเบส ดังนีÊ Kb = [X+] [OH- ] = ( 0.01 ) ( 0.01 ) = 0.0005 = 5 x 10-4 [XOH] 0.2 ตอบ ความเข้มข้นของ OH- เท่ากับ 0.01 mol / dm3 และค่าคงทีÉการแตกตัวของเบส XOH เท่ากับ 5 x 10-4 ตัวอย่าง 2 จงคำนวณร้อยละของการแตกตัวของสารละลายเบส XOH ทÉีมีความเข้มข้น 0.02 mol / dm3 (Kb ของ XOH = 2.0 x 10-4) วิธีทำ XOH (aq) + H2O (l) X+ (aq) + OH- (aq) 0.25 mol / dm3 Kb = [X+] [OH- ] [XOH] 2.0 x 10-4 = [X+] [OH- ] 0.02 0.04 x 10-4 = [X+] [OH- ] เนืÉองจาก [X+] = [OH- ] 4 x 10-6 = [X+] [OH- ] = [X+]2 = [OH- ]2 ดังนัÊน [X+] = 4 x 10 -6 = 2 x 10 -3 [OH- ] = 4 x 10 -6 = 2 x 10 -3 ร้อยละการแตกตัวของเบส XOH = จำนวนโมล (ความเข้มข้น) ของกรดทีÉแตกตัวได้ x 100 จำนวนโมล (ความเข้มข้น) ของกรดทัÊงหมด = 0.002 x 100 = 10 0.02 ตอบ ร้อยละการแตกตัวของสาระลายเบส XOH เท่ากับ 10 โดย อรณี หัสเสม : เรียบเรียง 13
  • 14.
    8.6 การแตกตัวเป็นไอออนของนํÊา จากทีÉเคยศึกษา ทราบแล้วว่า นÊำ เป็นโมเลกุลโคเวเลนต์มีขัÊว และเป็นตัวทำละลายทÉีดี  นÊำบริสุทธิÍ เช่น นÊำกลันÉ นักเรียนคิดว่าจะแตกตัวเป็นไอออนได้หรือไม่ มีวิธีการทดสอบอย่างไร  ทำการทดลอง การนำไฟฟ้าของนÊำ ได้ผลดังนีÊ โดย อรณี หัสเสม : เรียบเรียง 14  นÊำบริสุทธิÍ สามารถนำไฟฟ้าได้น้อยมาก จนไม่สามารถตรวจการนำไฟฟ้าด้วยเครÉืองธรรมดาได้ (ตรวจความสว่างหลอดไฟ)  แต่เมÉือใช้เครÉืองแอมมิเตอร์พบว่า เข็มของแอมมิเตอร์เบนเพียงเล็กน้อยเท่านัÊน  แสดงว่า นÊำบริสุทธิÍแตกตัวได้ (เพราะเข็มของแอมมิเตอร์เบนเล็กน้อย แสดงว่ามีการนำไฟฟ้า) ดังสมการ H2O (l) + H2O (l) H3O+ (aq) + OH- (aq) จะเห็นว่า นÊำบริสุทธิÍสามารถนำไฟฟ้าได้เล็กน้อย และแตกตัวเป็นไอออนไฮโดรเนียมไอออน (H3O+ ) และไฮดรอกไซด์ไอออน (OH- ) ได้เล็กน้อย เขียนสมการแสดงค่าคงทÉีสมดุลของนÊำได้ดังนีÊ Kw = [ H3O+ ] [ OH- ] เรียก Kw ว่า ค่าคงทÉีการแตกตัวของนÊำ  เมÉือทดลองการนำไฟฟ้าของนÊำทÉีอุณหภูมิตํÉา (25OC) และนÊำทÉีอุณหภูมิสูง (60OC) พบว่า นÊำทÉีอุณหภูมิตํÉา แตกตัวเป็นไอออนได้น้อยกว่า นÊำทÉีอุณหภูมิสูง ดังนีÊ Kw ทีÉอุณหภูมิ 25OC มีค่าเท่ากับ 1.0 x 10-14 mol2/dm6 Kw ทีÉอุณหภูมิ 60OC มีค่าเท่ากับ 9.5 x 10-14 mol2/dm6 ดังนัÊน การบอกค่า Kw จึงต้องระบุอุณหภูมิด้วย และปกติเราไม่กล่าวถึงหน่วยของ Kw เหมือนค่าคงทÉีสมดุลอÉืนๆ  จากสมการการแตกตัวของนÊำ จะเห็นว่า ได้ไฮโดรเนียมไอออน และ ไฮดรอกไซด์ไอออน เกิดขึÊน จำนวนโมลเท่ากัน H2O (l) + H2O (l) H3O+ (aq) + OH- (aq) ดังนัÊน [ H3O+ ] = [ OH- ] จาก Kw = [ H3O+ ] [ OH- ] หรือ Kw = [ H3O+ ]2 หรือ Kw = [ OH- ]2 จะได้ Kw = [ H3O+ ] หรือ Kw = [ OH- ] จาก Kw = 1.0 x 10-14 ทีÉอุณหภูมิ 25 องศาเซลเซียส ดังนัÊน Kw = 1.0 x 10-14 mol2/dm6 = 1.0 x 10-7 mol/dm3 Kw = [ H3O+ ] = [ OH- ] = 1.0 x 10-7 mol/dm3  สรุปได้ว่า นÊำบริสุทธิÍ มีค่าคงทÉีการแตกตัวของนÊำ เท่ากับ 1.0 x 10-14 (Kw = 1.0 x 10-14) ทÉี 25OC  และมีความเข้มข้น ไฮโดรเนียมไอออน เท่ากับ ความเข้มข้นไฮดรอกไซด์ไอออน คือ 1.0 x 10-7 mol/dm3 H2O (l) + H2O (l) H3O+ (aq) + OH- (aq) 1.0 x 10-7 mol/dm3 1.0 x 10-7 mol/dm3 คำถาม ถ้าเติมกรดหรือเบสลงไปในนÊำ จะทำให้ความเข้มข้นของไฮโดรเนียมไอออนและ ไฮดรอกไซด์ไอออนเปลÉียนแปลงอย่างไร (หน้าหลัง)
  • 15.
     การเปลีÉยนความเข้มข้นของไฮโดรเนียมไอออนและไฮดรอกไซด์ไอออน ในนํÊาจะมีผลดังนีÊ  เมืÉอเติมกรดในนํÊา (ความเข้มข้นของไฮโดรเนียมไอออน (H3O+) เพิÉมขึÊน ) เมืÉอปริมาณ H3O+ ในสารละลายเพิÉมขึÊน ซึÉงทำให้สมดุลของนÊำถูกรบกวน ความเข้มข้น H3O+ จะมากกว่า 1.0 x 10-7 mol/dm3 ส่วนความเข้มข้น OH- น้อยกว่า 1.0 x 10-7 mol/ ตามหลักเลอชาเตอริเอ ระบบจะปรับตัวเพÉือลดการรบกวนนัÊน (เพÉือลดปริมาณ H3O+ ) โดย H3O+ จะรวมตัวกับ OH- เกิดเป็น H2O และเข้าสู่ภาวะสมดุลอีกครัÊงหนึÉง  เมืÉอเติมเบสในนํÊา (ความเข้มข้นของไฮดรอกไซด์ไอออน (OH-) เพิÉมขึÊน ) เมÉือปริมาณ OH- ในสารละลายเพิÉมขึÊน ซึÉงทำให้สมดุลของนÊำถูกรบกวน ความเข้มข้น OH- จะมากกว่า 1.0 x 10-7 mol/dm3 ส่วนความเข้มข้น H3O+ น้อยกว่า 1.0 x 10-7 mol/dm3 ตามหลักเลอชาเตอริเอ ระบบจะปรับตัวเพÉือลดการรบกวนนัÊน (เพÉือลดปริมาณ OH-) โดย OH- จะรวมตัวกับ H3O+ เกิดเป็น H2O และเข้าสู่ภาวะสมดุลอีกครัÊงหนึÉง 8.7 pH ของสารละลาย  ในสารละลายกรด หรือ เบส จะมีทัÊง H3O+ (ไอออนของกรด) และ OH- (ไอออนของเบส) ปริมาณแตกต่างกัน จึงใช้ความเข้มข้นของ H3O+ หรือ OH- ในสารละลายเป็นเกณฑ์บอกความเป็นกรด – เบส  เพÉือความสะดวก จึงกำหนดให้ใช้ ความเข้มข้น H3O+ เป็นเกณฑ์ ดังนีÊ  สารละลายทีÉเป็นกรด จะมีความเข้มข้น H3O+ มากกว่า 1.0 x 10-7 mol/dm3  สารละลายทีÉเป็นเบส จะมี ความเข้มข้น H3O+ น้อยกว่า 1.0 x 10-7 mol/dm3  สารละลายทีÉเป็นกลาง จะมี ความเข้มข้น H3O+ เท่ากับ 1.0 x 10-7 mol/dm3  แต่ความเข้มข้นของ H3O+ มีค่าน้อย จึงไม่สะดวกต่อการนำมาใช้ นักชีวเคมีชาวสวีเดน ชืÉอ ซอเรสซัน ได้เสนอเปลÉียนค่าความเข้มข้นของ H3O+ ให้อยใู่นรูปทÉีใช้งานได้สะดวก และเรียกค่าใหม่นีÊว่า pH ดังนีÊ pH = - log [ H3O+ ] เมÉือคำนวณ pH สารละลายทÉีเป็นกลาง [ H3O+ ] = 1.0 x 10-7 mol/dm3 pH = - log (1.0 x 10-7 ) = - log 1.0 - log 10-7 pH = - 0 + 7 log 10 = 0 + 7(1) = 7 ดังนัÊน ในสารละลายทÉีเป็นกลาง มี pH เท่ากับ 7 เมÉือคำนวณวิธีการเดียวกันในสารละลายกรด และ เบส จะได้ผลแสดงดังนีÊ  สารละลายทีÉเป็นกรด จะมี pH น้อยกว่า 7  สารละลายทีÉเป็นเบส จะมี pH มากกว่า 7  สารละลายทีÉเป็นกลาง จะมี pH เท่ากับ 7  ทำนองเดียวกัน ถ้ากล่าวถึง [OH-] เราก็สามารถเปลÉียนเป็น pOH ได้ pOH = - log [OH-] pH + pOH = 14 โดย อรณี หัสเสม : เรียบเรียง 15
  • 16.
    ตัวอย่าง 1 สารละลายกรดทีÉมีความเข้มข้นของไฮโดรเนียมไอออน2.0 x 10-7 mol/dm3 จะมี pH เท่าไร (กำหนด log2 = 0.301) วิธีทำ จาก pH = - log [ H3O+ ] = - log (2.0 x 10-7) = - log 2.0 - log 10-7 = - 0.301 + 7 log 10 = - 0.301 + 7 (1) = - 0.301 + 7 = 6.699 ตอบ สารละลายนีÊมี pH ประมาณ 6.7 ตัวอย่าง 2 สารละลายเบสมีความเข้มข้นของไฮดรอกไซด์ไอออน (OH-) 1.0 x 10-6 mol/dm3 จะมี pH เท่าใด ทีÉ 25OC วิธีทำ จาก pH = - log [ H3O+ ] หาค่า [ H3O+ ] จาก Kw = [ H3O+ ] [ OH- ] = 1.0 x 10-14 mol2/dm6 [ H3O+ ] (1.0 x 10-6 mol/dm3) = 1.0 x 10-14 mol2/dm6 [ H3O+ ] = 1.0 x 10-14 mol2/dm6 = 1.0 x 10-8 mol/ dm3 1.0 x 10-6 mol/ dm3 จาก pH = - log [ H3O+ ] = - log (1.0 x 10-8 ) = - log 1.0 - log 10-8 = - 0 + 8 log10 = 0 + 8(1) = 8 ตอบ สารละลายนีÊ มี pH เท่ากับ 8 ตัวอย่าง 3 สารละลาย HX เข้มข้น 0.01 mol/dm3 แตกตัวเป็นไอออนได้ร้อยละ 2 มีค่าคงทีÉสมดุลเท่าไร และมี pH เท่าไร (log2=0.301) วิธีทำ คำนวณปริมาณการแตกตัวของ HX = 2 x 0.01 mol/dm3 = 0.0002 mol/dm3 หรือ 2 x 10-4 mol/dm3 100 ดังนัÊน HX แตกตัวเป็นไอออน 2 x 10-4 mol/dm3 เขียนสมการได้ดังนีÊ HX (aq) + H2O (l) H3O+ (aq) + X- (aq) 0.01 mol/dm3 2 x 10-4 mol/dm3 2 x 10-4 mol/dm3 หาค่า K = [H3O+] [X-] = (2 x 10-4 ) (2 x 10-4 ) = 4 x 10-8 = 4 x 10-6 [HX] ( 0.01) 10-2 หาค่า pH = - log [ H3O+ ] = - log ( 2 x 10-4 ) = - log 2 - log 10-4 = - 0.301 + 4 log 10 = - 0.301 + 4 (1) = - 0.301 + 4 = 3.699 ตอบ สารละลาย HX นีÊ มีค่าคงทÉีสมดุลเท่ากับ 4 x 10-6 และมี pH 3.7 โดย อรณี หัสเสม : เรียบเรียง 16
  • 17.
    ตัวอย่าง 4 สารละลายNaOH มี pH 9 มีความเข้มข้น H3O+ เท่าใด pH = - log [ H3O+ ] นัÉนคือ 9 = - log 10- 9 (- log 10- 9 = 9 log10 = 9(1) = 9 ) 9 = - log [ H3O+ ] ดังนัÊน [ H3O+ ] = 10- 9 ตอบ สารละลายนีÊมี ความเข้มข้น H3O+ เท่ากับ 10- 9 mol/dm3 ตัวอย่าง 5 จากตัวอย่างทีÉ 4 ความเข้มข้นของ OH- เป็นเท่าใด ตัวอย่าง 6 สารละลาย KOH เข้มข้น 0.05 mol/dm3 จะมี pH เท่าใด (กำหนด log2 = 0.301) ตัวอย่าง 7 สารละลาย A มี pOH 9 จงหา pH ตัวอย่าง 8 HA เข้มข้น 0.02 mol/dm3 แตกตัวเป็นไอออนได้ร้อยละ 1 มี pH เท่าไร (log2=0.301) โดย อรณี หัสเสม : เรียบเรียง 17
  • 18.
    8.8 อินดิเคเตอร์สำหรับกรด -เบส โดย อรณี หัสเสม : เรียบเรียง 18  การใช้กระดาษลิตมัสบอกให้ทราบแต่เพียงว่าสารละลายเป็นกรดหรือเบสเท่านัÊน แต่ไม่สามารถบอกได้ว่ามีความเป็นกรดหรือเบสมาก น้อยเพียงใด  นอกจากระดาษลิตมัสยังมีสารอีกหลายชนิดทÉีใช้ตรวจสอบความเป็นกรด-เบสของสารละลายได้  สารทีÉใช้ตรวจสอบความเป็นกรด-เบสของสารละลายเรียกว่า อินดิเคเตอร์สำหรับกรด – เบส  สมบัติของอินดิเคเตอร์  มีสูตรโครงสร้างซับซ้อน จึงใช้ HIn แทนสูตรอินดิเคเตอร์  มีสมบัติเป็นกรดอ่อน  เมืÉออินดิเคเตอร์อยู่ในสารละลาย จะเกิดสมดุล ดังสมการ HIn (aq) + H2O (l) H3O+ (aq) + In- (aq) กรด เบส  เมืÉอความเข้มข้นของไอออน หรือ pH เปลีÉยนไป สีของอินดิเคเตอร์ในสารละลายจะเปลีÉยนไป ตัวอย่างอินดิเคเตอร์ และช่วง pH ทีÉเปลีÉยนสี อินดิเคเตอร์ ช่วง pH ทีÉเปลีÉยนสี สีทีÉเปลีÉยน ไทมอลบลู (กรด) โบรโมฟีนอลบลู เมทิลออเรนจ์ เมทิลเรด อะโซลิตมิน (ลิตมัส) โบรโมไทมอลบลู ฟีนอลเรด ไทมอลบลู (เบส) ฟีนอล์ฟทาลีน 1.2 – 2.8 3.0 – 4.6 3.2 – 4.4 4.2 – 6.3 5.0 – 8.0 6.0 – 7.6 6.8 – 8.4 8.0 – 9.6 8.3 – 10.0 แดง – เหลือง เหลือง – นÊำเงิน แดง – เหลือง แดง – เหลือง แดง – นÊำเงิน เหลือง – นÊำเงิน เหลือง – แดง เหลือง – นÊำเงิน ไม่มีสี - ชมพู ตัวอย่าง เช่น เมทิลออเรนจ์ เปลีÉยนสีทีÉ pH 3.2 – 4.4 หมายความว่า ทÉี pH 3.2 หรือตํÉากว่า จะมีสีแดง ทีÉ pH 4.4 หรือสูงกว่า จะมีสีเหลือง ทีÉ pH ระหว่าง 3.2 ถึง 4.4 จะมีสีส้ม (สีผสมแดงกับเหลือง เมÉือต้องการตรวจสอบสารละลายชนิดหนึÉง เลือกใช้ เมทิลออเรนจ์ เป็นอินดิเคเตอร์ โดยหยดลงไปในสารละลาย 2-3 หยด ปรากฏว่า เกิดสี แดง แสดงว่า สารละลายนีÊ pH 3.2 หรือ ตํÉากว่า 3.2 คำถาม มีสารละลาย A อยากทราบว่ามี pH เท่าใด จึงใช้ เมทิลเรด หยดลงไปในสารละลาย 2 หยด เกิดสีเหลือง  อินดิเคเตอร์แต่ละชนิดเปลÉียนสีในช่วง pH ทÉีมีค่าเฉพาะและแตกต่างกัน ซึÉงการใช้อินดิเคเตอร์เพียงชนิดเดียวทดสอบ ความเป็นกรด – เบส จะบอก pH ได้ช่วงกว้าง ๆ  ดังนัÊน จึงมีการนำอินดิเคเตอร์หลายชนิด และแต่ละชนิดเปลÉียนสีในช่วง pH แตกต่างกัน มาผสมกัน จะได้อินดิเคเตอร์ ทÉีบอกค่า pH ได้ละเอียดขึÊน เรียก อินดิเคเตอร์ผสมนีÊว่า ยูนิเวอร์ซัลอินดิเคเตอร์
  • 19.
     สารละลายกรด –เบส ในชีวิตประจำวันและในสิÉงมีชีวิต ในชีวิตประจำวันเราใช้สารทีÉมีสมบัติเป็นกรด หรือ เบส หรือ กลาง หลายชนิด เช่น  อาหาร หรือเครÉืองดÉืม เช่น นÊำส้มสายชู นÊำมะนาว นÊำอัดลม (กรด)  สารทำความสะอาด สารซักล้าง เครÉืองสำอาง (เบส)  ของเหลวในสิÉงมีชีวิต เช่น เลือดจะต้องรักษาระดับ pH ให้คงทÉี (pH = 7.35 – 7.45) ถ้าเลือดมี pH ตํÉากว่า 7.35 อาจทำให้คลÉืนไส้ อาเจียน หมดสติ หรืออาจเสียชีวิตได้ แต่ในภาวะปกติ ร่างกายจะมีระบบควบคุม pH ให้เกือบคงทÉี  นÊำฝน มี pH 5.5 – 6.0  นÊำประปา มี pH 6.5 - 8.0  นÊำทะเล มี pH 7.8 – 8.2 ทำไม นÊำฝนจึงมี pH ตํÉากว่า 7 ??? โดยทัวÉไป นÊำฝนมีความเป็นกรดเล็กน้อย และมี pH ประมาณ 5.5 - 6.0 ถ้าในพืÊนทÉีทÉีมีโรงงานอุตสาหกรรม นÊำฝนอาจมี pH ประมาณ 2.8 เนÉืองจาก ในอากาศมี แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2) ไนโตรเจนไดออกไซด์ (NO2) ไนโตรเจนมอนอกไซด์ (NO) เมÉือฝนตกลงมา แก๊สเหล่านีÊจะทำปฏิกิริยากับฝน ดังนีÊ CO2 (g) + H2O (l) H2CO3 (aq) แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ กรดคาร์บอนิก SO2 (g) + H2O (l) H2SO3 (aq) แก๊สซัลเฟอร์ไดออกไซด์ กรดซัลฟิวริก 2SO2 (g) + O2 (g) 2 SO3 (g) แก๊สซัลเฟอร์ไดออกไซด์ แก๊สซัลเฟต SO3 (g) + H2O (l) H2SO4 (aq) แก๊สซัลเฟต กรดซัลฟิวเรต 2NO (g) + O2 (g) 2 NO2 (g) แก๊สไนโตรเจนมอนอกไซด์ แก๊สไนไตรด์ 2 NO2 (g) + H2O (l) HNO2 (aq) + HNO3 (aq) แก๊สไนไตรด์ กรดไนไตรด์ กรดไนตริก นÊำฝนจึงมีสภาพเป็นกรด และมี pH ตํÉา เรียกว่า ฝนกรด ซึÉงสามารถกัดกร่อนสิÉงปลูกสร้าง หรืออาคารบ้านเรือนทÉี เป็นหินปูน หรือทำปฏิกิริยากับโลหะเกิดเป็นสนิม  ทางการเกษตร ความเป็นกรด – เบส มีผลต่อการละลายของแร่ธาตุในดิน พืชบางชนิดเจริญเติบโตได้ดีในดินทีÉเป็นกรดเล็กน้อย เช่น ข้าว หรือดอกไม้บางชนิด ดังนัÊน การปลูกพืชเพÉือให้ได้ผลดีจำเป็นต้องปรับสภาพความเป็นกรด – เบสของดินให้เหมาะสม กับพืชทÉีปลูก เช่น ถ้าดินมีความเป็นกรดสูง ซึÉงไม่เหมาะแก่การเพาะปลูก จำเป็นต้องลดความเป็นกรดของดิน โดยการ เติมปูนขาวหรือขีÊเถ้าลงไป คำถาม ปูนขาว หรือ ขีÊเถ้า ช่วยลดความเป็นกรดในดินได้อย่างไร โดย อรณี หัสเสม : เรียบเรียง 19
  • 20.
    8.9 ปฏิกิริยาของกรดและเบส ปฏิกิริยาของกรดและเบสเกิดขึÊนระหว่าง H3O+ จากกรด ทำปฏิกิริยากับ OH- จากเบสได้ H2O ดังสมการ H3O+ (aq) + OH- (aq) H2O (l) ดังนัÊน ปฏิกิริยาระหว่าง ไฮโดรเนียมไอออน (H3O+) จากกรด กับไฮดรอกไซด์ไอออน (OH-) จากเบส เกิดเป็นนÊำ เรียกว่า ปฏิกิริยาการสะเทิน เพราะฉะนัÊน ปฏิกิริยาของกรดและเบส ส่วนใหญ่จะเกิด นÊำด้วย  ปฏิกิริยาระหว่างกรด กับ เบส เช่น HCl (aq) + NaOH (aq) NaCl (aq) + H2O (l) กรดแก่ เบสแก่ เกลือ นํÊา ถ้านำเกลือทÉีได้ เช่น NaCl (s) มาละลายนÊำ สารละลายนัÊนจะมีสมบัติเป็น กลาง HCl (aq) + NH3 (aq) NH4Cl (aq) กรดแก่ เบสอ่อน เกลือ ถ้านำเกลือทÉีได้ เช่น NH4Cl (s) มาละลายนÊำ สารละลายนัÊนจะมีสมบัติเป็น กรด CH3COOH (aq) + NaOH (aq) CH3COONa (aq) + H2O (l) กรดอ่อน เบสแก่ เกลือ นํÊา ถ้านำเกลือทÉีได้ เช่น CH3COONa (s) มาละลายนÊำ สารละลายนัÊนจะมีสมบัติเป็น เบส CH3COOH (aq) + NH3 (aq) CH3COONH4 (aq) กรดอ่อน เบสอ่อน เกลือ ถ้านำเกลือทÉีได้ เช่น CH3COONH4 (s) มาละลายนÊำ สาระลายนัÊนจะมีสมบัติเป็นกรด หรือ เป็นเบส หรือเป็นกลาง ขÊึนอยู่กับค่า Ka กับ Kb ของกรดและเบสนัÊน โดย Ka > Kb สารละลายจะเป็นกรด เช่น NH4CN Ka < Kb สารละลายจะเป็นเบส เช่น NH4Cl Ka = Kb สารละลายจะเป็นกลาง เช่น CH3COONH4  ปฏิกิริยาระหว่างกรดหรือเบส กับ สารบางชนิด  ปฏิกิริยาระหว่างกรด กับเบส ได้ผลิตภัณฑ์เป็นเกลือ กับนÊำ แต่ถ้าให้กรดหรือเบส ทำปฏิกิริยากับสารบางชนิด เช่น แคลเซียมคาร์บอเนต (CaCO3) สารละลายไอร์ออน (III) คลอไรด์ (FeCl3) จะเกิดปฏิกิริยาดังสมการต่อไปนีÊ CaCO3 (s) + 2HCl (aq) CaCl2 (aq) + H2O (l) + CO2 (g) แคลเซียมคาร์บอเนต (หินปูน) กรดแก่ เกลือ นÊำ แกส๊คาร์บอนไดออกไซด์ FeCl3 (aq) + 3NaOH (aq) Fe(OH3) (g) + 3NaCl (l) ไอร์ออน (III) คลอไรด์ เบสแก่ ตะกอน เกลือ Mg (s) + 2HCl (aq) MgCl2 (aq) + H2 (g) โลหะแมกนีเซียม กรดแก่ เกลือ แก๊สไฮโดรเจน  กรดและเบสนอกจากทำปฏิกิริยาได้โดยตรงแล้ว ยังสามารถทำปฏิกิริยากับสารอÉืน เช่น CaCO3 , FeCl3 , โลหะ Mg ได้ผลิตภัณฑ์เป็นเกลือ โดย อรณี หัสเสม : เรียบเรียง 20
  • 21.
     ปฏิกิริยาไฮโดรลิซิส โดยอรณี หัสเสม : เรียบเรียง 21 ปฏิกิริยาทีÉเกิดจากไอออนบวก หรือไอออนลบของเกลือ กับนÊำ ได้ผลิตภัณฑ์เป็น H3O+ หรือ OH- เรียก ปฏิกิริยาไฮโดรลิซิส ตัวอย่าง NH4Cl (s) H2O NH4 + (aq) + Cl- (aq) เกลือ NH4 + (aq) + H2O (l) H3O+ (aq) + NH3 (aq) Cl- (aq) + H2O (l) ดังนัÊนเกลือ NH4Cl เกิดปฏิกิริยาไฮโดรลิซิสของเกลือ เพราะ ไอออนบวกทำปฏิกิริยากับนÊำ ได้ผลิตภัณฑ์ H3O+ CH3COONa (s) H2O Na+ (aq) + CH3COO- (aq) เกลือ Na+ (aq) + H2O (l) CH3COO- (aq) + H2O (l) CH3COOH (aq) + OH- (aq) ดังนัÊนเกลือ CH3COONa เกิดปฏิกิริยาไฮโดรลิซิสของเกลือ เพราะ ไอออนลบทำปฏิกิริยากับนÊำ ได้ผลิตภัณฑ์ OH-NaCl (s) H2O Na+ (aq) + Cl- (aq) เกลือ Na+ (aq) + H2O (l) Cl- (aq) + H2O (l) ดังนัÊนเกลือ NaCl ไม่เกิดปฏิกิริยาไฮโดรลิซิส เพราะไอออนบวกหรือไอออนลบ ทำปฏิกิริยากับนÊำ ไม่ได้ H3O+ หรือ OH- 8.10 การไทเทรตกรด – เบส (Acid-base titration)  การไทเทรตกรด-เบส หมายถึง กระบวนการหาปริมาณสาร โดยวิธีใช้สารละลายมาตรฐานทีÉทราบค่าความเข้มข้นทีÉแน่นอน ให้ทำปฏิกิริยากับสารตัวอย่าง โดยอาศัยหลักการเกิดปฏิกิริยาระหว่างสารละลายกรดและเบสทÉีเข้าทาปฏิกิริยากันพอดี ทำให้คำนวณหาความเข้มข้นหรือปริมาณของสารตัวอย่างดังกล่าวได้  วิธีการไทเทรตกรด-เบส คือ การนำสารละลายกรดหรือเบส(ตัวอย่าง)ทÉีต้องการวิเคราะห์หาปริมาณ มาทำการไทเทรตกับ สารละลายเบสหรือกรดมาตรฐานทีÉทราบค่าความเข้มข้นทีÉแน่นอน กล่าวคือ ถ้าสารละลายตัวอย่างเป็นสารละลายกรด ก็ต้องใช้สารละลายมาตรฐานเป็นเบส นำมาทาการไทเทรต แล้วบันทึกปริมาตรของสารละลายมาตรฐานทÉีใช้ในการทาปฏิกิริยาพอดีกัน จากนัÊนนำไปคำนวณหาปริมาณของสารตัวอย่างต่อไป หรือทางตรงกันข้าม ถ้าใช้สารละลายตัวอย่างเป็นเบส ก็ต้องใช้สารละลายมาตรฐานเป็นกรด  อุปกรณ์ทีÉใช้ ขวดวัดปริมาตร (volumetric flask) ปิเปตต์ (pipette) ขวดรูปชมพู่ (flask) บิวเรตต์ (burette)
  • 22.
    รูปแสดงการใช้ปิเปตต์ รูปแสดงการตัÊงบิวเรตต์และการไทเทรต ปฏิกิริยาในการไทเทรตกรด-เบส ปฏิกิริยา ทีÉเกีÉยวข้อง ในการไทเทรตกรด-เบสต่างๆ ได้แก่ 1. ปฏิกิริยาระหว่างกรดแก่กับเบสแก่ 2. ปฏิกิริยาระหว่างกรดแก่กับเบสอ่อน 3. ปฏิกิริยาระหว่างกรดอ่อนกับเบสแก่ สำหรับปฏิกิริยาระหว่างกรดอ่อนกับเบสอ่อนไม่นิยมนามาใช้ในการไทเทรตกรด-เบส เพราะทีÉจุดสมมูล หรือจุดทีÉกรดและเบสทำปฏิกิริยาพอดีกัน สังเกตการณ์เปลีÉยนแปลงได้ไม่ชัดเจน โดย อรณี หัสเสม : เรียบเรียง 22
  • 23.
     จุดสมมูล (Equivalencepoint)  ในการไทเทรตกรด-เบส จุดทÉีกรดและเบสทำปฏิกิริยากันพอดี (จุดสมมูล) โดย อรณี หัสเสม : เรียบเรียง 23 หรือจุดท ÉีH3O+ (หรือ H+ ) ทำปฏิกิริยาพอดีกับ OH- ด้วยจำนวนโมลทÉีเท่ากัน เรียกว่า จุดสมมูล  ถ้าใช้พีเอชมิเตอร์ วัดหาค่า pH ณ จุดสมมูล จะพบว่า จุดสมมูลของปฏิกิริยาระหว่างกรด - เบส แต่ละปฏิกิริยา หรือแต่ละคู่จะมี pH ทÉีจุดสมมูลแตกต่างกัน ขึÊนอยกูั่บชนิดของกรดและเบสทÉีเข้า ทาปฏิกิริยากัน แต่สามารถระบุ อย่างคร่าวๆ ได้ ดังนีÊ - การไทเทรตระหว่างกรดแก่กับเบสแก่ pH ของสารละลาย ณ จุดสมมูลประมาณ 7 (กลาง) - การไทเทรตระหว่างกรดแก่กับเบสอ่อน pH ของสารละลาย ณ จุดสมมูลจะน้อยกว่า 7 (กรด) - การไทเทรตระหว่างกรดอ่อนกับเบสแก่ pH ของสารละลาย ณ จุดสมมูลจะมากกว่า 7 (เบส)  จุดยุติ (End point)  การทÉีจะทราบว่า ปฏิกิริยาการไทเทรต ถึงจุดสมมูลหรือยังนัÊน จะต้องมีวิธีการทÉีจะหาจุดสมมูล วิธีการหนึÉง คือ การใช้อินดิเคเตอร์  โดยอินดิเคเตอร์จะต้องเปลีÉยนสีทีÉจุดทีÉพอดีหรือใกล้เคียง กับจุดสมมูล นัÉนคือ จุดทีÉอินดิเคเตอร์เปลีÉยนสี จะเรียกว่า จุดยุติ ดังนัÊน จึงต้องเลือกอินดิเคเตอร์ ให้เหมาะสมทÉีจะให้เห็นการเปลÉียนสีทÉีจุดสมมูลพอดี ถ้าเลือกใช้อินดิเคเตอร์ ไม่เหมาะสม จะทำให้ เกิดความคลาดเคลÉือนของการไทเทรต (titration error) ซึÉงเกิดจากการทÉีมีความแตกต่างระหว่างจุด สมมูล และจุดยุติของการไทเทรต กล่าวคือ จุดสมมูลและจุดยุติ ไม่ได้อยู่ในช่วง pH เดียวกัน ทาให้ เกิดการเปลีÉยนสีของอินดิเคเตอร์ ก่อนหรือหลังจุดสมมูล  อินดิเคเตอร์กับการไทเทรตกรด-เบส  อินดิเคเตอร์ ทÉีเหมาะสมกับปฏิกิริยาการไทเทรตจะต้องมีค่า pH ทÉีจุดกÉึงกลางช่วงการเปลÉียนสีใกล้เคียงหรือเท่ากับ pH ทÉีจุดสมมูลของปฏิกิริยา นอกจากนีÊ การเลือกใช้อินดิเคเตอร์กรด-เบส ต้องพิจารณาสีทÉีปรากฎ จะต้องมีความเข้มมากพอ ทีÉจะมองเห็นได้ง่าย หรือเห็นการเปลีÉยนสีได้ชัดเจน ตัวอย่างเช่น ต้องการไทเทรต กรดแก่ กับเบสแก่  ผลิตภัณฑ์ทีÉเกิดการปฏิกิริยาของกรดแก่กับเบสแก่ เมืÉอถึงจุดสมมูลมีค่าประมาณหรือใกล้เคียง ş (เป็นกลาง)  ดังนัÊน เลือกใช้อินดิเคเตอร์ทÉีมีช่วง pH ของการเปลÉียนสีใกล้เคียงกับ 7  เช่น อาจใช้ โบรโมไทมอลบลู หรือ ฟีนอล์ฟทาลีน (pH 8.20-10.00) ซึÉงจะเปลÉียนจากไม่มีสีเป็นสีชมพู  ดังนัÊน ถ้าทราบ pH ของสารละลายทÉีจุดสมมูลของปฏิกิริยาการไทเทรตก็สามารถเลือกอินดิเคเตอร์ทÉีเหมาะสมได้ การเลือกอินดิเคเตอร์ ก็ขึÊนอยกูั่บชนิดของปฏิกิริยาระหว่างกรดกับเบส เพราะทÉีจุดสมมูลของแต่ละปฏิกิริยานัÊน มีค่า pH ทÉีต่างกัน ตารางแสดงช่วง pH ทีÉเปลีÉยนสีของอินดิเคเตอร์แต่ละชนิด อินดิเคเตอร์ ช่วง pH ทีเปÉลีÉยนสี สีทีเปÉลีÉยน ไทมอลบลู (กรด) 1.2 – 2.8 โบรโมฟีนอลบลู 3.0 – 4.6 เมทิลออเรนจ์ 3.2 – 4.4 เมทิลเรด 4.2 – 6.3 อะโซลิตมิน (ลิตมัส) 5.0 – 8.0 โบรโมไทมอลบลู 6.0 – 7.6 ฟีนอลเรด 6.8 – 8.4 ไทมอลบลู (เบส) 8.0 – 9.6 ฟีนอล์ฟทาลีน 8.3 – 10.0 แดง – เหลือง เหลือง – นÊำเงิน แดง – เหลือง แดง – เหลือง แดง – นÊำเงิน เหลือง – นÊำเงิน เหลือง – แดง เหลือง – นÊำเงิน ไม่มีสี - ชมพู คำถาม 1. ถ้าต้องการไทเทรต กรดแก่ กับเบสอ่อน ควรเลือกใช้อินดิเคเตอร์ชนิดใด 2. ถ้าต้องการไทเทรต กรดอ่อน กับเบสแก่ ควรเลือกใช้อินดิเคเตอร์ชนิดใด
  • 24.
     การประยุกต์การไทเทรตกรด-เบสเพืÉอหาปริมาณสารในชีวิตประจาวัน การไทเทรตกรด-เบส ใช้ประยุกต์หาปริมาณสารทีÉเป็นสารอินทรีย์ สารอนินทรีย์ และสารชีวโมเลกุลได้  ตัวอย่างการประยุกต์ใช้ ได้แก่ การหาปริมาณกรดอ่อนในนÊำส้ม นÊำมะนาว และในไวน์  การหาปริมาณเบส Mg(OH)2 , MgO ในยาลดกรด หรือการหาปริมาณโปรตีน ในอาหาร เป็นต้น  วิธีการไทเทรต ตัวอย่าง คุณครูมี HC l ซึÉงเป็นกรดแก่ แต่ไม่ทราบความเข้มข้น ....จงหาความเข้มข้นของ HCl นีÊ จะเห็นว่า HCl (สารตัวอย่าง ) เป็นกรดแก่ สามารถเลือกใช้สารละลายมาตรฐานเป็นเบสแก่หรือเบสอ่อนก็ได้  เลือกใช้เบสแก่ คือ NaOH เข้มข้น Ř.ř mol/dm3 เป็นสารละลายมาตรฐาน  ผลิตภัณฑ์ทีÉได้จากปฏิกิริยาของกรดแก่กับเบสแก่ เมืÉอถึงจุดสมมูลมีค่าประมาณหรือใกล้เคียง ş (เป็นกลาง)  จึงเลือกใช้อินดิเคเตอร์ คือ ฟีนอล์ฟทาลีน (pH 8.3 - 10.0 ---ใกล้เคียงş) ซึÉงจะเปลÉียนจาก ไม่มีสีเป็นสีชมพู วิธีทำ  ปิเปตต์สารละลายตัวอย่าง (HCl) ปริมาตร Śŝ cm3 (25 ml ) ลงในขวดรูปชมพู่  หยดฟีนอล์ฟทาลีน (อินดิเคเตอร์) Ś – ś หยด ลงไปในสารละลายตัวอย่าง (HCl) ทÉีต้องการหาความเข้มข้น (HCl เป็นสารละลายไม่มีสี หยดฟีนอล์ฟทาลีนซึÉงไม่มีสีเหมือนกัน ดังนัÊน สารละลายทÉีหยดฟีนอล์ฟทาลีนจะไม่มีสี )  นำสารละลายมาตรฐาน NaOH เข้มข้น Ř.ř mol/dm3 (แล้วแต่จะเตรียมความเข้มข้นไว้เท่าใดก็ได้)  ใส่ลงในบิวเรตต์ (สมมุติว่าใช้บิวเรตต์ ขนาด řŘŘ ml (100cm3) ) และติดตัÊงบิวเรตต์ ดังรูป ใส่สารละลายมาตรฐานทีÉทราบความเข้มข้น ในบิวเรตต์ สารละลายตัวอย่างทีÉจะหาความเข้มข้น  บันทึกปริมาณสารละลายมาตรฐานในบิวเรตต์ ก่อนไขก๊อกให้ไหลออก  ไขก๊อก ปล่อยสารละลายมาตรฐานในบิวเรตต์ (NaOH) ลงในสารละลายตัวอย่าง (HCl) ในขวดรูปชมพู่ ค่อย ๆ ปล่อยให้ไหลทีละหยด พร้อมเขย่าไปด้วย จนกระทังÉ สารละลายเปลÉียนสี จาก ไม่มีสี เป็นสีชมพู แสดงว่าถึงจุดยุติ (จุดทÉี กรด-เบสทำปฏิกิริยากันอย่างพอดี เกิดเกลือทÉีละลายนÊำแล้วมี pH เป็นกลาง (ประมาณ ş)) (ฟีนอล์ฟทาลีน มี pH 8.3 - 10.0 มีช่วงการเปลีÉยนสีจาก ไม่มีสี เป็นสีชมพู)  เมÉือถึงจุดยุติแล้ว (เปลÉียนเป็นสีชมพู) ให้จดบันทึกปริมาตรทÉีใช้ไป ดังนีÊ (ข้อมูลสมมุติ)  ทำซÊำ ś ครัÊง (เพÉือป้องกันความคลาดเคลÉือน) แล้วหาค่าเฉลÉีย โดย อรณี หัสเสม : เรียบเรียง 24
  • 25.
    ตารางบันทึกปริมาตรการใช้สารละลายมาตรฐาน (ข้อมูลสมมุติ) ครัÊงทÉีปริมาตรสารละลายมาตรฐาน ก่อนจุดยุติ เมืÉอถึงจุดยุติ ปริมาตรทีÉใช้ไป ř 100 ml 85 ml řŝ ml Ś 85 ml 68 ml 17 ml ś 68 ml 55 ml 13 ml ปริมาตรทีใช้ไปเฉลีÉย řŝ ml หรือ řŝ cm3  คำนวณหาความเข้มข้นของสารละลายตัวอย่าง  ใช้สูตรการคำนวณ c1v1 = c2v2 โดย c1 = ความเข้มข้นของสารตัวอย่าง c1 x Śŝ cm3 = (0.1 mol/dm3) (15 cm3) v1 = ปริมาตรของสารตัวอย่าง c1 = (0.1 mol/dm3) (15 cm3) c2 = ความเข้มข้นของสารละลายมาตรฐาน Śŝ cm3 v2 = ปริมาตรของสารมาตรฐาน c1 = 0.06 mol/dm3 (อ่านจากบิวเรตต์เมืÉอถึงจุดสมมูล ตอบ ดังนัÊน กรด HCl นีÊ มีความเข้มข้น 0.06 mol/dm3 หรือ 0.06 mol/l ตัวอย่างกราฟการไทเทรต แสดงจุดสมมูล (จุดทีÉกรด – เบส ทำปฏิกิริยาพอดีกัน) โดย อรณี หัสเสม : เรียบเรียง 25
  • 26.
    8.11 สารละลายบัฟเฟอร์ คือ สารละลายทีÉประกอบด้วยของผสมระหว่าง กรดอ่อน กับ เกลือของกรดอ่อน (คู่เบสของกรด) หรือ เบสอ่อน กับ เกลือของเบสอ่อน (คู่กรดของเบส) จะได้สารละลายทีÉมีไอออนร่วม  สมบัติพิเศษของสารละลายบัฟเฟอร์ คือ สามารถรักษา pH ของสารละลายไว้เกือบคงทÉี แม้จะเติมนÊำ กรดแก่, เบสแก่ ลงไปเล็กน้อย ก็ไม่ทำให้ pH ของสารละลายเปลÉียนแปลงไปมากนัก ทÉีเป็นเช่นนีÊเพราะ ในสารละลายบัฟเฟอร์จะมีสารหรือไอออนทÉีทำหน้าทÉีคอยควบคุม ความเข้มข้นของ H3O+ และ OH- ในระบบให้คงที เราเรียกความสามารถในการต้านทานการเปลÉียนแปลง pH นีÊว่า ความจุบัฟเฟอร์ (buffer capacity)  สารละลายบัฟเฟอร์มี 2 ประเภท 1) สารละลายของกรดอ่อน กับ เกลือของกรดอ่อน (Acid buffer solution) สารละลายบัฟเฟอร์แบบนีÊมี pH < 7 (เป็นกรด) เช่น กรดอ่อน + เกลือของกรดอ่อนนัÊน CH3COOH CH3COONa ปฏิกิริยาการควบคุม pH ในสารละลายบัฟเฟอร์ ในระบบจะมีสมดุล ดังนีÊ CH3COOH + H2O CH3COO- + H3O+ CH3COONa CH3COO- + Na+ ถ้าเติมกรดแก่ (เช่น HCl) ลงไป HCl จะแตกตัว ดังสมการ HCl H+ + Cl- H+ ทีÉแตกตัวได้ จะรวมตัวกับ CH3COO- กลายเป็น CH3COOH ทำให้ความเข้มข้น CH3COO- ลดลง ส่วน ความเข้มข้น CH3COOH เพิÉมขึÊน นÉันคือ H+ หรือ H3O+ จากกรดแก่ทÉีเติมลงไป (ทÉีจะทำให้ pH ของบัฟเฟอร์เปลÉียนไป) ถูกกำจัดโดย CH3COO- ทÉีมีอยมู่าก เพราะ CH3COO- ได้มาจากกรด CH3COOH และจากการแตกตัวของ CH3COONa ดังสมการ H+ + CH3COO- CH3COOH และถึงแม้จะมี CH3COOH เพิÉมขึÊน แต่เนÉืองจาก CH3COOH แตกตัวได้น้อยมาก (เป็นกรดอ่อน แตกตัวได้บางส่วน) ดังนัÊนจึงไม่ทำให้ H3O+ ในระบบบัฟเฟอร์เปลÉียนแปลงไป จึงทำให้ pH ของระบบเปลÉียนแปลงน้อยมาก ถ้าเติมเบสแก่ (เช่น NaOH) ลงไป NaOH จะแตกตัว ดังสมการ NaOH Na+ + OH-OH- ทีÉแตกตัวได้ จะรวมตัวกับ CH3COOH กลายเป็น CH3COO- ดังสมการ OH- + CH3COOH CH3COO- + H2O ทำให้ความเข้มข้น CH3COOH ลดลง ส่วนความเข้มข้น CH3COO- เพิÉมขึÊน นÉันคือ OH- จากเบสแก่ทÉีเติมลงไป (ทÉีจะทำให้ pH ของบัฟเฟอร์เปลÉียนไป) ถูกกำจัดโดย CH3COOH ทÉีมีอยมู่าก ส่วน CH3COO- ทÉีเกิดจะรวมกับ H3O+ ในระบบบัฟเฟอร์ เกิดเป็น CH3COOH ทำให้ pH ของระบบเปลÉียนแปลงน้อยมาก CH3COO- + H3O+ CH3COOH โดย อรณี หัสเสม : เรียบเรียง 26
  • 27.
    โดย อรณี หัสเสม: เรียบเรียง 27 2) สารละลายของเบสอ่อน กับ เกลือของเบสอ่อน (Basic buffer solution) สารละลายบัฟเฟอร์แบบนีÊมี pH > 7 (เป็นเบส) เช่น เบสอ่อน + เกลือของเบสอ่อนนัÊน NH3 NH4Cl ปฏิกิริยาการควบคุม pH ในสารละลายบัฟเฟอร์ ในระบบจะมีสมดุล ดังนีÊ NH3 + H2O NH4 + + OH-NH 4Cl NH4 + + Cl- ถ้าเติมกรดแก่ (เช่น HCl) ลงไป HCl จะแตกตัว ดังสมการ HCl H+ + Cl- H+ หรือ H3O+ ทีÉแตกตัวได้ จะรวมตัวกับ NH3 กลายเป็น NH4 + ดังสมการ H3O+ + NH3 NH4 + + H2O ทำให้ความเข้มข้น NH3 ลดลง ส่วน ความเข้มข้น NH4 + เพิÉมขึÊน นÉันคือ H+ หรือ H3O+ จากกรดแก่ทÉีเติมลงไป (ทÉีจะทำให้ pH ของบัฟเฟอร์เปลÉียนไป) ถูกกำจัดโดย NH3 ส่วน NH4 + ทีÉเกิดจะรวมกับ OH+ ในระบบบัฟเฟอร์ เกิดเป็น NH3 ทำให้ pH ของระบบเปลÉียนแปลงน้อยมาก NH4 + + OH+ NH3 ถ้าเติมเบสแก่ (เช่น NaOH) ลงไป NaOH จะแตกตัว ดังสมการ NaOH Na+ + OH-OH- ทีÉแตกตัวได้ จะรวมตัวกับ NH4 + กลายเป็น NH3 OH- + NH4 + NH3 + H2O ทำให้ความเข้มข้น NH4 + ลดลง ส่วน ความเข้มข้น NH3 เพิÉมขึÊน นÉันคือ OH- จากเบสแก่ทÉีเติมลงไป (ทÉีจะทำให้ pH ของบัฟเฟอร์เปลÉียนไป) ถูกกำจัดโดย NH4 + ทำให้เกิด NH3 และถึงแม้จะมี NH3 เพิมÉขึÊน แต่เนÉืองจาก NH3 แตกตัวได้น้อยมาก (เป็นเบสอ่อน แตกตัวได้บางส่วน) ดังนัÊนจึงไม่ทำให้ OH- ในระบบบัฟเฟอร์เปลÉียนแปลงไป จึงทำให้ pH ของระบบเปลÉียนแปลงน้อยมาก  สารละลายบัฟเฟอร์ในสิÉงมีชีวิต 1) ฟอสเฟตบัฟเฟอร์ H2PO4 - / HPO4 2- จะเกÉียวข้องกับการทำงานของไต เมÉือเราออกกำลังกายนาน ๆ จ ะมีกรดเกิดขึÊนทำให้ pH ของ เลือดเปลÉียนไป ระบบบัฟเฟอร์ H2PO4 - / HPO4 2- ในเลือดจะเข้าทำปฏิกิริยา เพÉือลดความเข้มข้นของกรดได้ - + H3O+ H2PO4 H2PO4 - + H2O และ H2PO4 - จะถูกกำจัดออกมาทางปัสสาวะ 2) ระบบ H2CO3/HCO3 - (กรดคาร์บอนิก / ไฮโดรเจนคาร์บอเนตไอออน) จะควบคุม pH ของพลาสมาในเลือดให้มีค่าอยรู่ะหว่าง 7.35 - 7.45 ซึÉงเกิดปฏิกิริยาดังนีÊ HCO3 - + H3O+ H2CO3 + H2O H2CO3 H2O + CO2 เนืÉองจากความเป็นกรด-เบสในร่างกายของ สิÉงมีชีวิตเป็นเรืÉองทีÉสำคัญมาก ถ้า pH เปลีÉยนแปลงไป เพียง 0.2 หน่วย จากช่วง 7.35-7.45 อาจทำให้เจ็บป่วยได้ ร่างกายจึงต้องมีระบบบัฟเฟอร์เพÉือรักษาระดับ pH ให้คงทÉีอยู่เสมอ