Successfully reported this slideshow.
We use your LinkedIn profile and activity data to personalize ads and to show you more relevant ads. You can change your ad preferences anytime.

ประวัติการศึกษาไทย

1,622 views

Published on

ประวัติการศึกษาไทย

  1. 1. การศึกษา (Education) หมายถึง กระบวนการ เรียนรู้เพื่อความเจริญงอกงามของบุคคลและสังคม โดยการถ่ายทอดความรู้ การฝึก การอบรม การสืบ สานทางวัฒนธรรม การสร้างสรรค์จรรโลง ความก้าวหน้าทางวิชาการ การสร้างองค์ความรู้อัน เกิดจากการจัดสภาพแวดล้อมสังคม การเรียนรู้และ ปัจจัยเกื้อหนุนให้บุคคลเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอด ชีวิต
  2. 2. กระแสโลกาภิวัตน์(Globalization) การแข่งขันกับนานาประเทศ การพัฒนาคนและคุณภาพของคนเป็นทั้งเหตุ ปัจจัยและ ผลลัพธ์สาคัญที่สุดในการพัฒนา ประเทศ
  3. 3. การศึกษา จึงเป็นรากฐานที่มีความสาคัญที่สุด ประการหนึ่งในการสร้างสรรค์ความเจริญก้าวหน้าและ แก้ไขปัญหาต่าง ๆ ในสังคมได้ เนื่องจากการศึกษาเป็น กระบวนการที่ช่วยให้คนได้พัฒนาตนเองด้านต่างๆ ตลอด ช่วงชีวิตตั้งแต่แรกเกิด มีการพัฒนาศักยภาพและขีด ความสามารถด้านต่างๆ ที่จะดารงชีพและประกอบอาชีพ ได้อย่างมีความสุขรู้เท่าทันกับการเปลี่ยนแปลง อันเป็น พลังสร้างสรรค์การพัฒนาประเทศได้อย่างยั่งยืน
  4. 4. 1. การศึกษาของไทยสมัยโบราณ (พ.ศ. 1780 - พ.ศ. 2411) 2. การศึกษาของไทยสมัยปฏิรูปการศึกษา (พ.ศ. 2412 - พ.ศ. 2474) 3. การศึกษาของไทยหลังการเปลี่ยนแปลงการ ปกครอง (พ.ศ. 2475 - ปัจจุบัน)
  5. 5. การศึกษาสมัยนี้เป็นการศึกษาแบบสืบทอด วัฒนธรรมประเพณีที่มีมากแต่เดิม จาเป็นที่คนไทยในสมัย นั้นต้องขวนขวายหาความรู้จากผู้รู้ในชุมชนต่างๆ บ้าน - พ่อและแม่ วัง – นักปราชญ์ (ขุนนาง) วัด - พระ
  6. 6. แบ่งออกเป็น การศึกษาสมัยกรุงสุโขทัย (พ.ศ. 1781 - พ.ศ. 1921) การศึกษาสมัยกรุงศรีอยุธยา (พ.ศ. 1893 - พ.ศ. 2310) การศึกษาสมัยกรุงธนบุรีและกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น (พ.ศ. 2311 –พ.ศ. 2411)
  7. 7. ฝ่ายอาณาจักร แบ่งออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ ส่วนทหาร และ ส่วนพลเรือน ฝ่ายศาสนาจักร เป็นการศึกษาเกี่ยวกับ พระพุทธศาสนา เน้นพระพุทธศาสนาและ ศิลปศาสตร์
  8. 8. (1) บ้าน (2) สานักสงฆ์ (3) สานักราชบัณฑิต (4) พระราชสานัก
  9. 9. วิชาที่สอน ไม่ได้กาหนดตายตัว พอแบ่งออกได้ดังนี้ 1.วิชาความรู้สามัญ สันนิษฐานว่าในช่วงต้นสุโขทัยใช้ ภาษาบาลีและสันสกฤตในการศึกษา ต่อมาในสมัย หลังจากที่พ่อขุนรามคาแหงได้ทรงประดิษฐ์ อักษรไทยขึ้นใช้เมื่อ พ.ศ. 1826 จึงมีการเรียน ภาษาไทยกัน 2.วิชาชีพ เรียนกันตามแบบอย่างบรรพบุรุษ
  10. 10. 3. วิชาจริยศึกษา สอนให้เคารพนับถือบรรพบุรุษ การ รู้จักกตัญญูรู้คุณการรักษาขนบธรรมเนียมประเพณี ดั้งเดิม และการรู้จักทาบุญให้ทาน ถือศีลในระหว่าง เข้าพรรษา 4. วิชาศิลปะป้องกันตัว เป็นการสอนให้รู้จักการใช้ อาวุธ การบังคับสัตว์ที่ใช้เป็นพาหนะในการออกศึก และตาราพิชัยยุทธ
  11. 11. กรุงศรีอยุธยาซึ่งเป็นราชธานีอันยาวนาน 417 ปี มีความเจริญทั้งทางด้านการเมือง เศรษฐกิจและ สังคม มีชนชาติต่าง ๆ ในเอเชียเข้ามาติดต่อค้าขายและ เข้ามาเพื่อตั้งหลักแหล่งหากิน ชาติตะวันตกได้เริ่มเข้ามาติดต่อค้าขาย
  12. 12. 1. การศึกษาวิชาสามัญ เน้นการอ่าน เขียน เรียนเลข พระโหราธิบดีได้แต่งแบบเรียนภาษาไทย ชื่อ จินดา มณี ถวายสมเด็จพระนารายณ์มหาราช 2. การศึกษาทางด้านศาสนา ชายไทยต้องบวชเรียนเขียน อ่านมาก่อน จึงมีโอกาสได้เป็นข้าราชการ มีนักสอน ศาสนาหรือมิชชันนารีได้จัดตั้งโรงเรียนมิชชันนารี เพื่อ ชักจูงให้ชาวไทยหันไปนับถือศาสนาคริสต์
  13. 13. 3. การศึกษาทางด้านภาษาศาสตร์และวรรณคดี 4. การศึกษาของผู้หญิง มีการเรียนวิชาชีพ 5. การศึกษาวิชาการด้านทหาร
  14. 14. ในสมัยกรุงศรีอยุธยานี้ยังคงเหมือนกับ สมัยสุโขทัยที่ต่างออกไป คือ มีโรงเรียน มิชชันนารี เป็นโรงเรียนที่ชาวตะวันตกได้ เข้ามาสร้างเพื่อเผยแพร่ศาสนาและ ขณะเดียวกันก็สอนวิชาสามัญด้วย
  15. 15. 1.วิชาสามัญ มีการเรียนวิชาการอ่าน เขียน เลข ใช้แบบเรียน ภาษาไทยจินดามณี 2.วิชาชีพ เรียนรู้กันในวงศ์ตระกูล สาหรับเด็กผู้ชายได้เรียนวิชา วาดเขียน แกะสลัก และช่างฝีมือต่าง ๆ ที่พระสงฆ์เป็นผู้สอน ให้ ส่วนเด็กผู้หญิงเรียนรู้การบ้านการเรือนจากพ่อแม่สมัย ต่อมาหลังชาติตะวันตกเข้ามาแล้วมีการเรียนวิชาชีพชั้นสูง ด้วย เช่น ดาราศาสตร์ การทาน้าประปา การทาปืน การ พาณิชย์ แพทยศาสตร์ ตารายา การก่อสร้าง ตาราอาหาร เป็นต้น
  16. 16. 1.ด้านอักษรศาสตร์ มีการศึกษาด้านอักษรศาสตร์ มี วรรณคดีหลายเล่มที่เกิดขึ้น เช่น สมุทรโฆษคาฉันท์ และกาศรวลศรีปราชญ์ เป็นต้น อีกทั้งมีการสอน ภาษาไทย บาลี สันสกฤต ฝรั่งเศส เขมร พม่า มอญ และจีน
  17. 17. 1.วิชาจริยศึกษา เน้นการศึกษาด้านพระพุทธศาสนามากขึ้น เช่นในสมัยพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ทรงกวดขันในเรื่อง การศึกษาหลักธรรมของพระพุทธศาสนามาก มีการกาหนดให้ ผู้ชายที่เข้ารับราชการทุกคนจะต้องเคยบวชเรียนมาแล้ว เกิด ประเพณีการอุปสมบทเมื่ออายุครบ 20 ปี นอกจากนี้ในสมัย สมเด็จพระนารายณ์ทรงให้เสรีภาพไม่กีดกันศาสนา ทรง อุปถัมภ์พวกสอนศาสนา เพราะทรงเห็นว่าศาสนาทุกศาสนา ต่างสอนให้คนเป็นคนดี 2.วิชาพลศึกษายังคงเหมือนสมัยสุโขทัย
  18. 18. สมัยพระเจ้ากรุงธนบุรีเป็นระยะเก็บรวบรวมสรรพ ตาราจากแหล่งต่าง ๆ ที่รอดพ้นจากการทาลายของ พม่า เน้นการทานุบารุงตาราทางศาสนา ศิลปะและ วรรณคดี
  19. 19. สมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงฟื้นฟูการศึกษาด้านอักษรศาสตร์ วรรณคดี มีการแต่งรามเกียรติได้เค้าโครงเรื่องมาจาก อินเดียเรื่อง รามายณะ ศิลปะ กฎหมาย เช่น กฎหมายตรา3ดวง และหลักธรรมทางศาสนา มี การสังคายนาพระไตรปิฎก
  20. 20. สมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เริ่มมีชาว ยุโรป เช่น ชาติโปรตุเกสเข้ามาติดต่อทางการค้ากับไทย ใหม่ หลังจากเลิกราไปเมื่อประมาณปลายสมัยอยุธยา และ ชาติอื่น ๆ ตามเข้ามาอีกมากมาย เช่น อังกฤษ ฝรั่งเศส ฮอลันดา เป็นต้น เนื่องจากยุโรปมีการปฏิวัติอุตสาหกรรม ทาให้เปลี่ยนระบบการผลิตจากการใช้มือมาใช้เครื่องจักร พลังงานจากไอน้าสามารถผลิตสินค้าได้มากขึ้นจึงต้องหา แหล่งระบายสินค้า ในสมัยนี้ได้ส่งเสริมการศึกษาทั้งวิชา สามัญ โหราศาสตร์ ดาราศาสตร์ จริยศาสตร์ มีการตั้ง โรงทานหลวงขึ้นในพระบรมมหาราชวังเป็นที่ให้การศึกษา
  21. 21. สมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงส่งเสริม การศึกษาด้านศาสนาเป็นพิเศษ มีการจารึกวิชาความรู้สามัญ และวิชาชีพลงในแผ่นศิลาประดับไว้ตามระเบียงวัดพระเชตุพน จนมีผู้กล่าวว่าเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของไทย มีการใช้ หนังสือไทยชื่อ ประถม ก กา และประถมมาลา นับเป็น แบบเรียนเล่มที่ 2 และ 3 ต่อจากจินดามณีของพระโหราธิบดี ต่อมานายแพทย์ ดี บี บรัดเลย์ได้นากิจการแพทย์สมัยใหม่ เช่น การผ่าตัดเข้ามารักษาคนไข้และการตั้งโรงพิมพ์หนังสือไทยเป็น ครั้งแรกในปีพ.ศ. 2379 โดยรับจ้างพิมพ์เอกสารทางราชการ เรื่องห้ามสูบฝิ่น จานวน 9,000 ฉบับ เมื่อปีพ.ศ. 2382
  22. 22. สมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในสมัยนี้ ชาวยุโรป และอเมริกันเริ่มเข้ามาติดต่อค้าขายและสอน ศาสนา มีการนาวิทยาการสมัยใหม่ ๆ เข้ามาปรับใช้ใน เมืองไทยเพิ่มขึ้น และพระองค์ทรงเห็นความสาคัญของ การศึกษาจึงทรงจ้างนางแอนนา เอช เลียวโนเวนส์ มา สอนสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เมื่อ พ.ศ. 2405 จนรอบรู้ ภาษาอังกฤษเป็นอย่างดี ลักษณะการจัดการศึกษาเป็น แบบเดิมทั้งวัดและบ้าน ในส่วนวิชาชีพและวิชาสามัญ มี อักษรศาสตร์ ธรรมชาติวิทยาหรือวิทยาศาสตร์
  23. 23. ยังเน้นการจัดการศึกษาที่วัดและบ้าน โดยมี หลักสูตรเกี่ยวกับการอ่านและเขียนภาษาไทยทั้งใน ด้านโคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน โหราศาสตร์ และ ไสยศาสตร์จากอาศัยคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา
  24. 24. มาจนกระทั่งในสมัยพระนารายณ์มหาราชเริ่ม ใช้หนังสือจินดามณีเล่มแรก ต่อมามีประถม ก กา และประถมมาลา ส่วนครูผู้สอนได้แก่ พระภิกษุ นักปราชญ์ราชบัณฑิต พ่อแม่ ช่างวิชาชีพต่างๆ สาหรับการวัดผลไม่มีแบบแผนแต่มักจะเน้นความจา และความสามารถในการประกอบอาชีพจึงจะได้รับ การยกย่องและได้รับราชการ
  25. 25. มุ่งให้คนเข้ารับราชการและมีความรู้ทัดเทียมฝรั่งแต่ ไม่ใช่ฝรั่ง แบ่งออกเป็น 3 ช่วง ดังนี้ การศึกษาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว การศึกษาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว การจัดการศึกษาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว
  26. 26. พระราชดารัส “ … วิชาหนังสือเป็นวิชาที่ น่านับถือและเป็นที่น่าสรรเสริญมาแต่โบราณว่า เป็น วิชาอย่างประเสริฐซึ่งผู้ยิ่งใหญ่นับแต่ พระมหากษัตริย์ เป็นต้นมา ตลอดจนราษฎรพลเมืองสมควรและจาเป็น จะต้องรู้เพราะเป็นวิชาที่อาจทาให้การทั้งปวงสาเร็จ ในทุกสิ่งทุกอย่าง… ”
  27. 27. 1. แนวคิดและวิทยาการต่างๆ ของชาติตะวันตก ซึ่งคณะมิชชันนารีได้นาวิทยาการเข้ามา เผยแพร่ 2. ภัยจากการคุมคามของประเทศมหาอานาจ 3. ความต้องการบุคคลที่มีความรู้ความสามารถ เข้ามารับราชการ
  28. 28. 4. โครงสร้างของสังคมไทยได้มีการเปลี่ยนแปลง โดยมีการเลิกทาสและมีการติดต่อกับต่างประเทศ มากขึ้น 5. การที่พระองค์ได้เสด็จต่างประเทศทั้งในเอเชีย และยุโรป ทาให้ได้แนวความคิดเพื่อนามาปฏิรูป การศึกษาและใช้เป็นแนวทางพัฒนาบ้านเมือง
  29. 29. ปี พ.ศ. 2414 จัดตั้งโรงเรียนหลวงขึ้นในพระบรมมหาราชวัง เพื่อฝึกคนให้เข้ารับราชการ มีพระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร) ในขณะนั้นเป็นหลวงสารประเสริฐเป็นอาจารย์ ใหญ่ โดยมีการสอนหนังสือไทย การคิดเลข และขนบธรรมเนียม ราชการ นอกจากมีการจัดตั้งโรงเรียนหลวงสาหรับสอน ภาษาอังกฤษในพระบรมมหาราชวัง เกิดจากแรงผลักดันทาง การเมืองที่ส่งผลให้ไทยต้องเรียนรู้ภาษาอังกฤษ เพื่อจะได้เจรจา กับมหาอานาจตะวันตก และมีการส่งนักเรียนไทยไปศึกษาวิชา ครูที่ประเทศอังกฤษ
  30. 30. ปี พ.ศ. 2414 จัดตั้งโรงเรียนหลวงขึ้นใน พระบรมมหาราชวัง เพื่อฝึกคนให้เข้ารับราชการ มีพระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร) ในขณะนั้นเป็นหลวงสารประเสริฐเป็นอาจารย์ใหญ่ โดยมีการสอนหนังสือไทย การคิดเลข และ ขนบธรรมเนียมราชการ
  31. 31. นอกจากมีการจัดตั้งโรงเรียนหลวงสาหรับสอน ภาษาอังกฤษในพระบรมมหาราชวัง เกิดจาก แรงผลักดันทางการเมืองที่ส่งผลให้ไทยต้องเรียนรู้ ภาษาอังกฤษ เพื่อจะได้เจรจากับมหาอานาจ ตะวันตก และมีการส่งนักเรียนไทยไปศึกษาวิชาครูที่ ประเทศอังกฤษ
  32. 32. ปี พ.ศ. 2423 จัดตั้งโรงเรียนสุนันทาลัยใน พระบรมมหาราชวังเป็นโรงเรียนสตรี ปี พ.ศ. 2424 ปรับปรุงโรงเรียนพระตาหนักสวน กุหลาบให้เป็นโรงเรียนนายทหารมหาดเล็ก ต่อมาได้ กลายเป็นโรงเรียนข้าราชการพลเรือนในปี พ.ศ. 2453 และปี พ.ศ. 2459 ได้ตั้งเป็นจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย
  33. 33. ปี พ.ศ. 2425 จัดตั้งโรงเรียนแผนที่และในปี พ.ศ.2427 จัดตั้งโรงเรียนหลวงสาหรับราษฎรขึ้นตามวัดใน กรุงเทพมหานครหลายแห่ง และแห่งแรก คือ โรงเรียนมหรรณพาราม ปี พ.ศ. 2432 ตั้งโรงเรียนแพทย์ขึ้น เรียกว่า โรงเรียน แพทยากร ตั้งอยู่ที่ริมแม่น้าหน้าโรงพยาบาลศิริราช ใช้ เป็นที่สอนวิชาแพทย์แผนปัจจุบัน
  34. 34. ปี พ.ศ. 2435 จัดตั้งโรงเรียนมูลศึกษาขึ้นในวัดทั่วไปทั้ง ในกรุงเทพมหานครและหัวเมือง โดยประสงค์จะขยาย การศึกษาเล่าเรียนหนังสือไทยให้แพร่หลายเป็นแบบแผน ยิ่งขึ้น และตั้งโรงเรียนฝึกหัดครูเป็นแห่งแรกที่ตาบล โรงเลี้ยงเด็ก ต่อมาย้ายไปอยู่ที่วัดเทพศิรินทราวาส ปี พ.ศ. 2437 นักเรียนฝึกหัดครูชุดแรก 3 คนสาเร็จ การศึกษาได้รับประกาศนียบัตรเป็นครูสอนภาษาไทยและ ภาษาอังกฤษ
  35. 35. ปี พ.ศ. 2449 ย้ายโรงเรียนฝึกหัดครู ซึ่งตั้งอยู่ที่วัด เทพศิริทราวาส ไปรวมกับโรงเรียนฝึกหัดครูฝั่ง ตะวันตก (บ้านสมเด็จเจ้าพระยา) ปรับปรุงหลักสูตร ให้สูงขึ้นเป็น โรงเรียนฝึกหัดอาจารย์สอนหลักสูตร 2 ปี รับนักเรียนที่สาเร็จมัธยมศึกษา ปี พ.ศ. 2456 ตั้งโรงเรียนฝึกหัดครูหญิงขึ้นเป็นครั้ง แรกที่โรงเรียนเบญจมราชาลัย
  36. 36. เมื่อจานวนโรงเรียนเพิ่มมากขึ้นจึงจาเป็นต้องมีหน่วยงาน รับผิดชอบ การศึกษาเป็นส่วนหนึ่งต่างหาก เช่น ปี พ.ศ. 2430 ทรงโปรดเกล้า ฯ ให้ตั้งกรมศึกษาธิการโดยโอนโรงเรียนที่สังกัด กรมทหารมหาดเล็กมาทั้งหมด ให้กรมหมื่นดารงราชานุภาพเป็น ผู้บัญชาการอีกตาแหน่งหนึ่ง ปี พ.ศ. 2432 รวมกรมศึกษาธิการ เข้าไปอยู่ในบังคับบัญชาของกรมธรรมการ และ ปีพ.ศ. 2435 ประกาศตั้งกระทรวงธรรมการ มีเจ้าพระยาภาสกรวงศ์ (พร บุนนาค) เป็นเสนาบดี มีหน้าที่ในการจัดการศึกษา การ พยาบาล พิพิธภัณฑ์และศาสนา
  37. 37. ปี พ.ศ. 2414 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้พระยาศรี สุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร) เรียบเรียงแบบเรียน หลวงขึ้น 1 เล่ม ชุดมูลบรรพกิจ เพื่อใช้เป็นบทหลักสูตร วิชาชั้นต้น
  38. 38. ปี พ.ศ. 2427 กาหนดหลักสูตรชั้นประโยคหนึ่ง โดย อนุโลมตามแบบเรียนหลวงหกเล่ม นับเป็นปีแรกที่จัดให้มี การสอบไล่วิชาสามัญ และมีการกาหนดหลักสูตรชั้น ประโยคสอง ซึ่งเป็นหลักสูตรที่เกี่ยวกับวิชาสามัญศึกษา หมายถึง ความรู้ต่าง ๆ ที่ต้องการใช้สาหรับเสมียนใน ราชการพลเรือนตามกระทรวงต่าง ๆ
  39. 39. ปี พ.ศ. 2431 กรมศึกษาธิการ จัดทาแบบเรียนเร็ว ใช้แทนแบบเรียนหลวงชุดเดิม ผู้แต่งคือ พระองค์ เจ้าดิศวรกุมาร (กรมพระยาดารงราชานุภาพ) 1 ชุด มี 3 เล่ม
  40. 40. ปี พ.ศ. 2433 ประกาศใช้พระราชบัญญัติวิชา พ.ศ. 2433 มีผลทาให้หลักสูตรภาษาไทยแบ่ง ออกเป็น 3 ประโยค หลักสูตรภาษาอังกฤษแบ่ง ออกเป็น 6 ชั้น
  41. 41. ปี พ.ศ. 2434 ได้แก้ไขการสอบไล่จากเดิมปีละครั้ง เป็นปีละ 2 ครั้งเพื่อไม่ให้นักเรียนเสียเวลานาน เกินไป
  42. 42. (1) พระบรมราโชบายในการปกครองประเทศ เพื่อให้ ประเทศมีความเจริญก้าวหน้าทัดเทียมกับนานา ประเทศ โดยการส่งทหารไปร่วมกับฝ่ายสัมพันธมิตร ในสงครามโลกครั้งที่ 1 นอกจากนี้พระองค์ทรงสร้าง ความรู้สึกชาตินิยมในหมู่ประชาชนชาวไทยโดยมี สาระสาคัญของอุดมการณ์ชาตินิยม คือ ความรักชาติ ความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์และความยึดมั่นใน พุทธศาสนา
  43. 43. (2) พระองค์ทรงศึกษาวิชาการจาก ต่างประเทศ และเมื่อเสด็จกลับมาแล้ว พระองค์ได้ทรงนาเอาแบบอย่างและ วิธีการที่เป็นประโยชน์มาใช้เป็นหลักใน การปรับปรุงการศึกษา เช่น ทรงนาเอา วิชาลูกเสือจากประเทศอังกฤษเข้ามา จัดตั้งกองเสือป่า
  44. 44. (3) ผลอันเนื่องจากการจัดการศึกษาในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อ คนส่วนมากที่ได้รับการศึกษา มีความรู้และ แนวคิดเกี่ยวกับการปกครองประเทศในระบอบ รัฐธรรมนูญในระบบรัฐสภา จึงมีความปรารถนา จะเปลี่ยนแปลงการปกครองไปเป็นระบอบ ประชาธิปไตย
  45. 45. (4) ปัญหาอันเกิดจากคนล้นงานและคนละทิ้ง อาชีพและถิ่นฐานเดิม มุ่งที่จะหันเข้าสู่อาชีพ ราชการมากเกินไป
  46. 46. ปี พ.ศ. 2453 ประกาศตั้งโรงเรียนข้าราชการพล เรือนเพื่อฝึกคนเข้ารับราชการตามกระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ และต่อมาปี พ.ศ. 2459 ได้ประกาศยก ฐานะโรงเรียนข้าราชการพลเรือนนี้ ขึ้นเป็น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นับเป็นมหาวิทยาลัยแห่ง แรกของประเทศไทย
  47. 47. ปี พ.ศ. 2454 ตั้งกองลูกเสือหรือเสือป่าขึ้นเป็นครั้ง แรกโครงการศึกษาพ.ศ. 2456 และฉบับแก้ไข พ.ศ. 2458 โดยมุ่งให้ประชาชนมีความรู้ทางด้านการทา มาหาเลี้ยงชีพตามอัตภาพของตน พยายามที่จะ เปลี่ยนค่านิยมของประชาชนไม่ให้มุ่งที่จะเข้ารับ ราชการอย่างเดียว
  48. 48. ปี พ.ศ. 2459 จัดตั้งกองลูกเสือหญิงและอนุกาชาด โรงเรียนกุลสตรีวังหลังและได้จัดตั้งกองลูกเสือหญิง ขึ้น เรียกว่า เนตรนารี ปี พ.ศ. 2461 มีการปรับปรุงและขยายฝึกหัดครูขึ้น โดยโอนกลับมาขึ้นกับกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งเดิม เป็นแผนกหนึ่งของโรงเรียนข้าราชการพลเรือน
  49. 49. ปี พ.ศ. 2461 ประกาศใช้พระราชบัญญัติ โรงเรียนราษฎร์ และ ปี พ.ศ. 2464ปรับปรุงโครงการศึกษาชาติ โดย วางโครงการศึกษาขึ้นใหม่เพื่อส่งเสริมให้ทามา หาเลี้ยงชีพ นอกเหนือจากทาราชการ
  50. 50. ปี พ.ศ. 2464 ใช้พระราชบัญญัติประถมศึกษา บังคับให้เด็กทุกคนที่มีอายุ 7 ปี บริบูรณ์หรือ ย่างเข้าปีที่ 8 ให้เรียนอยู่ในโรงเรียนจนถึงอายุ 14 ปีบริบูรณ์หรือย่างเข้าปีที่ 15 โดยไม่ต้องเสีย ค่าเล่าเรียน และมีการเรียกเก็บเงินศึกษาพลี จากประชาชนคนละ 1- 3 บาทเพื่อนาไปใช้จ่าย ในการจัดดาเนินการประถมศึกษา
  51. 51. (1) ปัญหาการเมืองที่เกิดขึ้นภายในประเทศ (2) ปัญหาสืบเนื่องจากอิทธิพลจักรวรรดินิยมตะวันตก (3) ปัญหาสืบเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจตกต่า (4) ปัญหาสืบเนื่องจากการประกาศใช้กฎหมาย การศึกษา คือพระราชบัญญัติประถมศึกษา ทาให้ การศึกษาแพร่หลายออกไป แต่ขาดความพร้อม ทางด้านงบประมาณการศึกษา
  52. 52. (1) ปี พ.ศ. 2473 ยกเลิกการเก็บเงินศึกษาพลีคนละ 1 – 3 บาท จากผู้ชายทุกคนที่มีอายุระหว่าง 16 - 60 ปี โดยใช้ เงินจากกระทรวงพระคลังมหาสมบัติอุดหนุนการศึกษา แทน (2) ปี พ.ศ. 2474 ปรับปรุงกระทรวงธรรมการเพื่อให้ สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจตกต่าของประเทศ โดยยุบ กรมสามัญศึกษาในตอนนั้น กระทรวงธรรมการจึงมี หน่วยงานเพียง 3 หน่วยคือ กองบัญชาการ กองตรวจ การศึกษากรุงเทพ ฯ และกองสุขาภิบาลโรงเรียน (3) ยกเลิกระเบียบว่าด้วยการควบคุมแบบเรียน
  53. 53. (1) นโยบายการจัดการศึกษาของคณะราษฎร์ ดังจะเห็นได้จาก คาแถลงนโยบายของรัฐบาลพระยามโนปกรณ์นิติธาดา พ.ศ. 2475 กล่าวไว้ว่า “….การจัดการศึกษาเพื่อจะให้พลเมืองได้มี การศึกษาโดยแพร่หลาย ก็จะต้องอนุโลมตามระเบียบการ ปกครองที่ให้เข้าลักษณะเกี่ยวกับแผนเศรษฐกิจแห่งชาติ หลักสูตรของโรงเรียนและมหาวิทยาลัยจะต้องขยายให้สูงขึ้น เท่าเทียมอารยประเทศ ในการนี้จะต้องเทียบหลักสูตรของ นานาประเทศ หลักสูตรใดสูงถือตามหลักสูตรนั้น” (2) การเกิดสงครามโลกครั้งที่สอง
  54. 54. (1) มีการประกาศใช้แผนการศึกษาชาติ หลัง เปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตย แล้ว โดยจัดตั้งคณะกรรมการการศึกษาและทรงพระ กรุณาโปรดเกล้า ๆ ให้ตั้งสภาการศึกษา พ.ศ. 2475 ประกาศใช้แผนการศึกษาชาติ ต่อมามีการปรับปรุง การจัดการศึกษาภาคบังคับจาก 6 ปี เหลือ 4 ปี และประกาศใช้แผนการศึกษาชาติ พ.ศ. 2479
  55. 55. (2) การมอบให้ท้องถิ่นจัดการศึกษา พ.ศ. 2476 และ ยกฐานะท้องถิ่นขึ้นเป็นเทศบาลตราพระราชบัญญัติ เทศบาลขึ้น และเทศบาลได้จัดการศึกษาอย่าง แท้จริงใน พ.ศ. 2478 (3) การปรับปรุงหน่วยงานที่มีส่วนรับผิดชอบในการ จัดการศึกษา
  56. 56. การศึกษาแบ่งเป็น สามัญศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 – 4 ชั้นมัธยม ต้นปีที่ 1-3 มัธยมปลายปีที่ 4-6 อาชีวศึกษา ศึกษาวิชาสาหรับประกอบอาชีพ ผู้เข้าเรียนอุดมศึกษา ต้องสาเร็จชั้นเตรียม อุดมศึกษา ชั้นประถมศึกษา เป็นการศึกษาภาคบังคับ
  57. 57. การศึกษาตามแนวระบบโรงเรียน แบ่งเป็น 4 ระดับ คือ การศึกษาขั้นอนุบาล ประถมศึกษา ( 4 ปี) มัธยมศึกษา (ต้น – ปลาย 6ปี) ระดับเตรียมอุดมศึกษา อุดมศึกษาและการศึกษาขั้นมหาวิทยาลัย
  58. 58. มัธยมศึกษา แยกเป็น 3 สาย คือ ก.มัธยมสามัญศึกษา มัธยมสามัญปีที่ 1-3 ข.มัธยมวิสามัญศึกษา มัธยมวิสามัญตอนต้นปีที่ 1-3 , ตอนปลายปีที่ 4-6 ค.มัธยมอาชีวศึกษา ตอนต้น ตอนปลาย ตอนละไม่ เกิน 3 ปี
  59. 59. เตรียมอุดมศึกษา เตรียมอุดมศึกษาปีที่ 1 – 2 อาชีวศึกษาชั้นสูง อุดมศึกษาและการศึกษาขั้นมหาวิทยาลัย
  60. 60. การศึกษาภาคบังคับ การศึกษาพิเศษ การศึกษาเป็นครั้งคราว สาหรับเด็กหญิง เด็กชายที่ออกจาก โรงเรียน การศึกษาผู้ใหญ่ สาหรับผู้ใหญ่ทั่วไป
  61. 61. การศึกษาตามแนวระบบโรงเรียน แบ่งเป็น ระดับอนุบาลศึกษา ระดับประถมศึกษา ( 7 ปี) ระดับมัธยมศึกษา (5 – 6 ปี) ระดับอุดมศึกษา
  62. 62. มัธยมศึกษา แบ่งเป็น สายสามัญ ประโยคมัธยมศึกษาตอนต้น ประโยค มัธยมศึกษาตอนปลาย สายอาชีพ ประโยคมัธยมศึกษาตอนต้น ประโยค มัธยมศึกษาตอนปลาย
  63. 63. การศึกษาภาคบังคับ การศึกษาสงเคราะห์
  64. 64. การศึกษาตามแนวระบบโรงเรียน แบ่งเป็น 4 ระดับ คือ ระดับก่อนประถมศึกษา ระดับประถมศึกษา ( 6 ปี) ระดับมัธยมศึกษา (ต้น – ปลาย 6ปี) และ ระดับอุดมศึกษา
  65. 65. การศึกษาตามแนวระบบโรงเรียน แบ่งเป็น 4 ระดับ คือ ระดับก่อนประถมศึกษา ระดับประถมศึกษา ระดับมัธยมศึกษา ระดับอุดมศึกษา
  66. 66. การศึกษาระดับอุดมศึกษา - การศึกษาระดับต่ากว่าปริญญาตรี - การศึกษาระดับปริญญาตรี - การศึกษาระดับสูงกว่าปริญญาตรี
  67. 67. การศึกษาตามแนวระบบโรงเรียนตามความต้องการของ กลุ่มเป้าหมาย * การฝึกหัดครู * การศึกษาวิชาชีพ * การศึกษาวิชาชีพพิเศษ * การศึกษาวิชาชีพเฉพาะกิจ * การศึกษาพิเศษ * การศึกษาของภิกษุ สามเณร นักบวช และ บุคลากรทางศาสนา
  68. 68. มาตรา 15 – 20 ได้กล่าวถึงระบบการ จัดการศึกษาของประเทศไทย
  69. 69. การศึกษานอกระบบ การศึกษาตามอัธยาศัย การศึกษาในระบบ
  70. 70. เป็นการศึกษาที่กาหนดจุดมุ่งหมาย วิธี การศึกษา หลักสูตร ระยะเวลา ของการศึกษา การวัดและประเมินผล ซึ่งเป็นเงื่อนไขของการ สาเร็จการศึกษาที่แน่นอน
  71. 71. มี 2 ระดับ คือ การศึกษาขั้นพื้นฐาน ประกอบด้วย การศึกษา ซึ่งจัดไม่น้อยกว่าสิบสองปีก่อนระดับอุดมศึกษา การศึกษาระดับอุดมศึกษาแบ่งเป็นสองระดับ คือ ระดับต่ากว่าปริญญา และระดับปริญญา
  72. 72. (๑) สถานพัฒนาเด็กปฐมวัย - ศูนย์เด็กเล็ก ศูนย์พัฒนา เด็กเล็ก ศูนย์พัฒนาเด็ก ก่อนเกณฑ์ของสถาบันศาสนา ศูนย์บริการช่วยเหลือระยะแรกเริ่มของเด็กพิการและ เด็กซึ่งมีความต้องการพิเศษ หรือสถานพัฒนาเด็ก ปฐมวัย (๒) โรงเรียน -โรงเรียนของรัฐ โรงเรียนเอกชน และ โรงเรียนสังกัดสถาบันพุทธศาสนา หรือศาสนาอื่น
  73. 73. (๓) ศูนย์การเรียน -สถานที่เรียนที่หน่วยงานจัด การศึกษานอกโรงเรียน บุคคล ครอบครัว ชุมชน องค์กรชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กร เอกชน องค์กรวิชาชีพ สถาบันศาสนา สถาน ประกอบการ โรงพยาบาล สถาบันทางการแพทย์ สถานสงเคราะห์ และสถาบันสังคมอื่นเป็นผู้จัด
  74. 74. จัดในมหาวิทยาลัย สถาบัน วิทยาลัย
  75. 75. เป็นการศึกษาที่มีความยืดหยุ่นในการกาหนดจุดมุ่งหมาย รูปแบบ วิธีการจัดการศึกษา ระยะเวลาของการศึกษา การวัดและประเมินผล ซึ่งเป็นเงื่อนไขสาคัญของการ สาเร็จการศึกษา โดยเนื้อหาและหลักสูตรจะต้องมีความ เหมาะสมสอดคล้องกับสภาพปัญหาและความต้องการ ของบุคคลแต่ละกลุ่ม การศึกษานอกระบบ
  76. 76. การศึกษาตามอัธยาศัย เป็นการศึกษาที่ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ด้วยตนเองตามความ สนใจ ศักยภาพ ความพร้อม และโอกาส โดยศึกษาจาก บุคคล ประสบการณ์ สังคม สภาพแวดล้อม สื่อ หรือ แหล่งความรู้อื่น ๆ
  77. 77. ฉบับเต็ม http://www.onec.go.th/plan/surang/s_fullplan/f ullplan.pdf ฉบับสรุป http://www.onec.go.th/plan/surang/s_shortplan/shor tplan.pdf
  78. 78. จากประวัติการศึกษาไทยที่ได้เรียนมา ท่านคิดว่า สิ่งที่ เกิดขึ้นในอดีตมีผลอย่างไรต่อการศึกษาในปัจจุบัน พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ มีบทบาทต่อการจัด การศึกษาอย่างไร แผนการศึกษาแห่งชาติฉบับปัจจุบัน เหมือนหรือแตกต่าง จากแผนการศึกษาชาติในอดีตอย่างไร

×