06 mini thesis-การศีกษาพฤติกรรมการใช้เฟสบุค

6,410 views

Published on

เอกสารประกอบการเรียน ระดับปริญญาเอก สาขาเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา มหาวิทยาลัยนเรศวร
18 ธันวาคม 2555
Ph.D.EdTech&Comm

Published in: Education
1 Comment
2 Likes
Statistics
Notes
No Downloads
Views
Total views
6,410
On SlideShare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
2
Actions
Shares
0
Downloads
285
Comments
1
Likes
2
Embeds 0
No embeds

No notes for slide

06 mini thesis-การศีกษาพฤติกรรมการใช้เฟสบุค

  1. 1. บทที่ 1 บทนําความเปนมาของปญหา สั ง คมป จ จุ บั น เป น สั ง คมแห ง การเรี ย นรู ยุค โลกไร พ รมแดน การจั ดการเรี ย นรู ยุค ใหมจึ ง ตอ งเน นให ผู เ รี ย นเกิ ดการเรี ย นรู ได ทุ ก เวลา ทุ ก สถานที่ และยัง ตอ งจั ดการศึก ษาเพื่ อ ส ง เสริ มการเรี ยนรู ตลอดชีวิต อี ก ทั้ง หลั กสู ตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้ นฐาน พุ ท ธศัก ราช 2551 มุ งพั ฒ นาผู เ รี ย นให มี คุ ณ ลั ก ษณะอั น พึ ง ประสงค ที่ สํ า คัญ คื อ รั ก ชาติ ศาสน กษัต ริ ย ซื่ อ สั ต ย สุ จ ริ ต มี วิ นั ยใฝเรียนรู อยูอยางพอเพียง มุงมั่นในการทํางาน รักความเปนไทย และมีจิตสาธารณะ ทั้งนี้ เพื่อใหทุกคนสามารถอยูรวมกับผูอื่นในสังคมไดอยางมีความสุข ในฐานะเปนพลเมืองไทยและพลโลก หลักสูตรการศึกษาเปนตัวกําหนดเปาหมายเพื่อความเปนเอกภาพของชาติ มีมาตรฐานการเรียนรูสําหรับพัฒนาเด็กและเยาวชนใหมีความรู ทักษะ เจตคติ และคุณธรรมบนพื้นฐานของความเปนไทยควบคูกับความเปนสากล สื่อการเรียนรูก็มบทบาทสําคัญไมยิ่งหยอนไปกวากันในการนําพาผูเรียนไปสูเปาหมายการจัด ีการศึกษาตามที่หลักสูตรกําหนด ดวยความหลากหลายทั้งรูปแบบและประเภทของสื่อการเรียนรูที่มีอยูในปจจุบัน จึงเปนสิ่งจําเปนอยางยิ่งที่ครูผูสอนและผูเกี่ยวของกับการจัดการศึกษาพึงตระหนักไวเสมอวา “ไมมีสื่อการรูใดที่จะสามารถใชไดดีที่สุดในทุกสถานการณ” ดังนั้น การพิจารณาเลือกใชสื่อจึงเปนอีก บทบาทหนึ่งของครู ผูส อนที่ ไมอ าจละเลย ตอ งพิ จ ารณาเลื อกสื่ อที่ ดีที่สุ ด เหมาะสมที่ สุด และมีประโยชนมากที่สุดสําหรับผูเรียนในแตละเรื่องหรือแตละระดับชั้น (ฟาฏินา วงศเลขา, 2553) สังคมสมัยใหมที่มเี ทคโนโลยีไอซีทเี ปนพลังขับดัน ทําใหเราหลีกหนีจากเทคโนโลยีเหลานี้ไปไมได แตการปรับตัวและทําใหสภาพสังคมดีขึ้นเปนเรื่องที่ตองคิด และชวยกันดําเนินการ การศึกษาในโรงเรียนจึงสมควรที่จะตองบูรณาการไอซีทีเขาสูกระบวนการเรียนรูอยางอื่น โดยเฉพาะในทุกวิชาที่มีการเรียนการสอน เชนวิชาสังคมศึกษา การเรียนรูสภาพสังคม การเปลี่ยนแปลงโครงสรางทางสังคมสมัยใหม การเรียนรูโลกภายนอกในเรืองโลกาภิวัฒน แมแตการเรียนภาษาอังกฤษก็ใชเทคโนโลยีเปนสื่อ ่ไดมากมาย การปรับตัวทางดานการศึกษาในยุคนี้ตองกระทําตามอยางรวดเร็ว ครูอ าจารยที่อยูตามโรงเรียนตางๆ ตองเขาใจกระแสแรงผลักดัน ทางเทคโนโลยี และจะตองเขาใจการเปลี่ยนแปลงสภาพทางสังคม ความเปนอยู และตองชวยกันแกปญหา ประคับประคองสังคมใหไปในทางที่ถูกที่ควร (ยืนภูวรรณ, 2553) เทคโนโลยี ส มั ยใหม มี บ ทบาทสํ าคั ญ ในการชว ยการจั ด การศึก ษาให บ รรลุ อุ ด มการณทางการศึ ก ษา นโยบายการจั ด การศึ ก ษาของรั ฐ จะต อ งจั ด การศึ ก ษาตลอดชี วิ ต สํ า หรั บ ทุ ก คนหรือที่เรียกวา การศึกษาเพื่อปวงชนทุกคน ( Education for all อันเปนการลดความเหลื่อมล้ําโอกาส
  2. 2. 2ทางการศึก ษาสร างความเทาเที ยมทางดานการศึก ษา ) (หลั ก สูตรแกนกลางสถานศึก ษา, 2551)เทคโนโลยีที่ใชในปจจุบันไมวาเปน เทคโนโลยีทางดานสารสนเทศ เทคโนโลยีทางดานสื่อสารมวลชนเทคโนโลยีทางดานโทรคมนาคม ซึ่งเปนประโยชนในดานการจัดการศึกษาทั้งสิ้น เชนการศึกษาทางไกลผานดาวเทียม นักเรียนชนบท ธุรกันดารสามารถเรียนรูไดเทาเทียมกับนักเรียนที่อยูในเมือง ระบบอินเตอรนักเรียนก็สามารถเรียนรูไดทั่วโลก หรืออาจเรียกไดวามีหองสมุดโลกอยูที่โรงเรียน หรืออยูที่บาน โดยที่ไมตองเสียเวลา เสียงบประมาณในการทีจัดซือหาหนังสือใหมากมายเหมือนสมัยกอน ผูเรียน ่ ้สามารถเรี ยนรู ดวยตนเองไดอ ยางอิ ส ระ นอกจากนี้ ยัง มี สื่ อ ที่ เ ป นวิท ยุ โทรทั ศน ซี ดีร อม สื่ ออิเลคทรอนิกส ที่ทําใหประชาชนทุกคนไดเรียนรูไดตลอดชีวิต (สุเมธ รักตะกนิษฐ, 2552) เพื่อใหการจัดการศึกษาขั้นพื้ นฐานสอดคลองกั บสภาพความเปลี่ ยนแปลงของเศรษฐกิ จสังคมและความเจริญกาวหนาทางวิทยาการ จึงจําเปนตองปรับปรุงหลักสูตรเพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชนใหมีคุณภาพานความรูและทักษะที่จําเปนสําหรับใชเปนเครื่องมือในการดํารงชีวิตสังคม ที่เปลี่ยนแปลงและแสวงหาความรูเพื่อพัฒนาตนเองอยางตอเนื่องตลอดชีวิต (หลักสูตรแกนกลางสถานศึกษา, 2551)ในระบบการศึกษาที่มีการกระจายอํานาจใหทองถิ่นและสถานศึกษามีบทบาทในการพัฒนาหลักสูตรนั้นหนวยงานตางๆ ที่เกี่ยวของ ในแตละระดับ อาทิ ระดับชาติ ระดับทองถิ่น และระดับสถานศึกษา จะมีบทบาทหนาที่ และความรับผิดชอบในการพัฒนา สนับสนุน สงเสริม การใชและพัฒนาหลักสูตรใหเปนไปอยางมี ประสิทธิภาพ เพื่อใหผลผลิตของการบริหารจัดการหลักสูตรคือผูเรี ยนมีคุณภาพตามมาตรฐานการเรียนรู สมรรถนะสําคัญ และคุณลักษณะอันพึงประสงค (หลักสูตรแกนกลางสถานศึกษา,2551) สํ า หรั บ การเรี ย นรู ยุ ค ใหม ใ นศตวรรษที่ 21 ทั้ ง ผู ส อนและผู เ รี ย นสามารถเรี ย นรูไปดวยกัน การเรียนการสอนไมไดเกิดขึ้น เฉพาะในหองเรียนแตเพียงอยางเดียว การเรียนรูเกิดขึ้นไดตลอดเวลา ผานทางสื่อ และอุปกรณอิเล็กทรอนิกสที่ทันสมัย ซึ่งสามารถเชื่อมโยงแหลงเรียนรูที่มีอยูทั่วโลกผานระบบเครือขายคอมพิวเตอร ทําใหผูเรียนเขาถึงแหลงเรียนรูไดอยางไรขีดจํากัดเรื่องระยะทางเวลา และสถานที่ดวยตัวของผูเรียนเอง และไมจําเปนตองคอยรับจากครูแตเพียงฝายเดียว ดังนั้นการเรี ยนการสอนยุคใหม ทั้ง บทบาทหนาที่ และกิ จ กรรมการเรี ยนการสอนของผู เ รี ยนและผู ส อนจะเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม จากหองเรียนสูโลกกวาง การเรียนยุคใหมจะมีรูปแบบกิจกรรมเชิงแลกเปลี่ยนเรียนรู และการสรางองคความรูดวยตัวของผูเรียน ตลอดจนใชเทคโนโลยีเพื่อการเรียนรูมากยิ่งขึ้น(ไพฑูรย ศรีฟา, 2555) เครือขายสัง คมออนไลน (Online Social Network) ไดกลายเปนปรากฎการณของการเชื่อมตอการสื่อสารระหวางบุคคลในโลกของอินเตอรเน็ต โดยมุงเนนไปที่การสรางชุมชนออนไลนซึ่งทาใหผูคนสามารถที่จะแลกเปลี่ยน แบงปนขอมูล ตามประโยชนกิจกรรมหรือความสนใจเฉพาะเรื่องซึ่งกันและกัน
  3. 3. 3 เฟสบุค (Facebook) เครือขายสังคมออนไลนที่ไดรับความนิยมมากในปจจุบันนั้นถือกําเนิดเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ 2004 โดยมารค ซัคเคอรเบิรก (Mark Zuckerburg) ไดเปดตัวเว็บไซต เฟสบุค(Facebook) ซึ่งเปนเว็บประเภทเครือขายสังคมออนไลน (social network) ซึ่งในตอนแรกเปดใหเขาใชเฉพาะนักศึกษาของมหาวิทยาลัยฮารเวิรดเทานั้น และเว็บนี้ก็ไดรับความนิยมขึ้นมาอยางรวดเร็วเพราะแคเพียงเปดตัวไดสองสัปดาห นักศึกษาที่เรียนอยูที่มหาวิทยาลัยฮารเวิรด ก็สนใจสมัครเปนสมาชิกเพื่อเขาใชงานเปนจานวนมาก จากนั้นมหาวิทยาลัยอื่นๆ ในเขตบอสตัน ก็เริ่มมีความตองการและอยากขอเขาใชงานเฟซบุค (Facebook) ดวย มารคจึ งไดชักชวนเพื่อนชื่อดัสติน มอสโควิท ซ(Dustin Moskowitz) และคริส ฮิวจส (Christ Hughes) เพื่อชวยกันสราง เฟสบุค (Facebook) และเพี ยงระยะเวลา 4 เดือ นหลั ง จากนั้น เฟสบุค (Facebook) จึ งไดเพิ่ ม รายชื่อและสมาชิก ของมหาวิทยาลัยอีก 30 กวาแหง จากนั้นขยายไปสูระดับมัธยมปลายทั่วประเทศสหรัฐอเมริกา กระทั่งเปดใหบริการกับบุคคลทั่วไปในป 2006 และในปจจุบันป 2010 เฟซบุคมีผูใชงานไมตากวา 400 ลานคนตอเดือน และกลายเปนเว็บไซต Social Networking ที่ใหญที่สุดในโลกที่มีผูใชเปนประจําเดือนละไมต่ํากวา 150 ลานคน (พรรษพล มังกรพิศม, 2553 อางถึงใน วิมลพรรณ อาภาเวท และคณะ. 2554 : 14) การสื่อสารในสังคมออนไลนจึงแพรหลายมากในสังคมปจจุบัน อาจเนื่องมาจากเว็บไซตเหลานี้เปนพื้นที่ทางสังคมที่ไมมีระยะทาง ไมมีเวลา แตมีขอบเขตกวางไมมีที่สิ้นสุดและอนุญาต ใหสมาชิกในสังคมสามารถเปดเผยอัตลักษณของตนเองเพียงบางสวน หรือสรางอัตลักษณใหมขึ้นมาที่ไมเหมือนกับโลกแหงความเปนจริง ซึ่งเหมาะสมกับสังคมของคนรุนใหมที่เปนสังคมที่เรงรีบเปนปจเจกบุคคลมากขึ้นที่ไมตองการใหผูอื่นรูจักตัวตนทั้งหมดของตนเอง (วิมลพรรณ อาภาเวท และคณะ. 2554 : 15) ขอดีของเฟสบุค คือ เปนการสรางเครือขายและจุดประกายดานการศึกษาไดอยางกวางขวาง หากใชไดอยางถูกวิธี ทําใหไมตกขาว คือทราบความคืบหนา เหตุการณของบุคคล และผูที่ใกลชิด ผูใชสามารถสรางเครือขายทางสังคม แฟนคลับหรือผูที่มีเปาหมายเหมือนกัน และทํางานใหสําเร็จลุลวงไปได สามารถสรางมิตรแท หรือเพื่อนที่รูใจที่แทจริงได และเปนซอฟแวรที่เอื้อตอผูที่มีปญหาในการปรับตัวทางสังคมขาดเพื่อน อยูโดดเดี่ยว หรือผูที่ไมสามารถออกจากบานได ใหมีเครือขายทางสังคม และเติมเต็มชีวิตทางสังคมไดอยางดี ไมเหงาและปรับตัวไดงายขึ้น สวนขอเสีย คือ เปนการขยายเครือขายทางสังคมในโลกอินเตอรเนต ดังนั้นการมีเพิ่มเพื่อนเครือขายที่ไมรูจักดีพอ จะทําใหเกิดการลักลอบขโมยขอมูล หรือการแฝงตัวของขบวนการหลอกลวงตางๆ ไดเพื่อนทุกคนในเครือขายสามารถเขียนขอความตางๆ ลงWall ของ FaceBook ไดแตหากเปนขอความที่เปนความลับ การใสรายกัน หรือแฝงไวดวยการยั่วยุตางๆ จะทําใหผูอานที่ไมมีวุฒิภาวะพอ หลงเชื่อ เกิดความขัดแยง และปญหาตามมาในภายหลังได เปนชองทางในการสรางสังคมแหงการนินทา หรือการยุงเรื่องสวนตัวของผูอื่นโดยใชเหตุ การเปดเผยขอมูลสวนตัวทั้งหมดใหกับบุคคลภายนอกที่ไมรูจักดีพอ เชนการลงรูปภาพของครอบครัวหรือลูก อาจนํามาเรื่องปญหาการปลอมตัว หรือการหลอกลวงอื่นๆที่คาดไมถึงได เด็กๆที่ใชเวลาในการเลน Facebook
  4. 4. 4มากเกินไป จะทําใหเสียการเรียน ในการสรางความผูกพันและการปรับตัวทางสังคมเปนการพบปะกันในโลกของความจริง มากกวาในโลกอินเตอรเนต ดังนั้นผูอยูในโลกของไซเบอรมากเกินไปอาจทําใหมีปญหาทางจิต หรือ ขาดการปรับตัวทางสัง คมที่ ดี โดยเฉพาะผูที่ชอบเลน FaceBook ตั้ง แตยังเด็กFaceBook อาจเปนแรงขับใหมีการพบปะทางสังคมในโลกแหงความเปนจริงที่นอยลงได เนื่องจากทราบความเคลื่ อ นไหวของผู ที่ อ ยู ในเครื อ ข ายอย างตลอดเวลา และนโยบายของบางโรงเรี ย นบางมหาวิท ยาลั ย บางครอบครัวหรือในบางประเทศมีปญ หามากมายที่เ กิดจาก FaceBook ทํ าใหFaceBook ไมไดรับการอนุญาตใหมีในหลายพื้นที่ (สุพาพร เทพยสุวรรณ. 2555 : ออนไลน) จากเหตุผลที่กลาวมาขางตน ผูวิจัยจึงสนใจที่จะศึกษาพฤติกรรมการใชเฟสบุค (Facebook)ของผูใชที่มีชวงอายุและเพศตางกันเพื่อใหสามารถนําขอมูลไปปรับปรุงวางแผนสงเสริมสรางภูมิคุมกันและความเขมแข็งใหกับเยาวชนของประเทศ ใหเปนผูที่สามารถดําเนินชีวิตไดอยางปลอดภัย มั่นคงรวมถึงสามารถใชประโยชนจากเทคโนโลยีและการสื่อสารเพื่อพัฒนาตนเองใหกลายเปนบุคคลากรที่มีคุณภาพตอไปในอนาคตจุดมุงหมายของการวิจัย 1. เพื่อศึกษาพฤติกรรมการใชเฟสบุค (Facebook) ของผูใชงานที่มีชวงอายุตางกัน 2. เพื่อศึกษาพฤติกรรมการใชเฟสบุค (Facebook) ของผูใชงานที่มีเพศตางกันความสําคัญของการวิจัย 1) ทราบถึงพฤติกรรมของผูใชเฟสบุคที่มีชวงอายุและเพศแตกตางกันขอบเขตของการวิจัย 1. ขอบเขตดานประชากรและกลุมตัวอยาง 1.1 ประชากรที่ ใ ช ใ นการศึ ก ษาครั้ ง นี้ ได แ ก ผู ใ ช เ ฟสบุ ค (Facebook)ที่มีสถานนะเปนเพื่อนของผูวิจัย ที่ใชงานในชวงระหวางวันที่ 1-30 กันยายน พ.ศ.2555 จํานวน 254คน 1.2 กลุ ม ตั ว อย า ง ได แ ก ผู ใ ช เ ฟสบุ ค (Facebook) ที่ มี ส ถานะเป น เพื่ อ นของผูวิจัย จํานวน 155 คน โดยการสุมอยางงาย 2. ขอบเขตดานเนื้อหา มุงศึกษาพฤติกรรมการใชเฟสบุค (Facebook) ของเพื่อนผูวิจัย โดยแบงเปนดานตางๆ ดังนี้ 2.1 ตัวแปรตน ไดแก ไดแก เพศ และอายุของผูใชเฟสบุค (Facebook)
  5. 5. 5 2.2 ตัว แปรตาม ไดแ ก พฤติ ก รรมการใชเ ฟสบุ ค (Facebook) ของผู ใชง านเฟสบุค ในเรื่องของการแสดงเฉพาะเพียงหนึ่งพฤติกรรม การแสดงมากกวาหนึ่งพฤติกรรม และการแสดงที่เฟสบุคบังคับเพียงหนึ่งพฤติกรรม 3. ขอบเขตดานระยะเวลา ศึ ก ษาพฤติ ก รรมการใช เ ฟสบุ ค (Facebook) ของเพื่ อ นผู วิ จั ย ที่ ใ ช ง านในระหวางวันที่ 1 กันยายน ถึง 30 กันยายน พ.ศ.2555นิยามศัพทเฉพาะ ผูใช หมายถึง ผูใชงานเฟสบุค (Facebook) ที่มีสถานะเปนเพื่อนของผูวิจัย และใชงานเฟสบุคในชวงระหวางวันที่ 1-30 กันยายน พฤติ ก รรมการใช เ ฟสบุ ค (Facebook) หมายถึ ง การที่ ผู ใ ช แสดงออกในด า นต า ง ๆผานเว็บไซตเฟสบุค เชน การแสดงขอความ การแสดงรูปภาพ การแสดงวิดีโอ การแสดงคําถาม การแสดงไฟล การแสดง หมายถึง การโพสต (post) หรือ การแชร (share) ขอมูลตาง ๆ เชน ขอความรูปภาพ วิดีโอ คําถาม ไฟล เปนตน โดยไมรวมถึงการแท็ก (tag) เนื่องจากผูอื่นสามารถกระทําแทนผูใชไดสมมุติฐานของการวิจัย 1. พฤติกรรมการใชเฟสบุค (Facebook) ไมขึ้นอยูกับเพศ H0 : = 0 2. พฤติกรรมการใชเฟสบุค (Facebook) ไมขึ้นอยูกับชวงอายุ H0 : = 0
  6. 6. 6 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวของ ในการศึกษาสภาพ ปญหา ความตองการ และขอเสนอแนะการใชเครือขายสังคมออนไลน(Social Network) ในการเรียนของนิสิต นักศึกษา กรณีศึกษา นิสิตมหาวิท ยาลัยนเรศวร ผู วิจัยไดศึกษา เรียบเรียงจากเอกสาร ตําราและงานวิจัยที่เกี่ยวของ โดยนําเสนอตามลําดับดังนี้ ตอนที่ 1 ความหมายและความสําคัญของเครือขายสังคมออนไลน ตอนที่ 2 ประเภทของเครือขายสังคมออนไลน ตอนที่ 3 ทฤษฎีพัฒนาการดานพัฒนาการทางจิตสังคม ตอนที่ 4 การใชอินเทอรเน็ตเพื่อสนองความตองการ ตอนที่ 5 การแบงเพศ ตอนที่ 6 ทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวของตอนที่ 1 ความหมายและความสําคัญของเครือขายสังคมออนไลน เครือขายสังคมออนไลน (อิทธิพล ปรีติประสงค, 2552) เปนปรากฎการณของการเชื่อมตอระหวางบุคคลในโลกอินเทอรเน็ต และ ยังหมายรวมถึง การเชื่อมตอระหวางเครือขายกับเครือขายสังคมออนไลน เขาดวยกัน Social Network (จุไรรัตน ทองคําชื่นวิวัฒน, 2552) ยังไมมีคําไทยเปนทางการ มีการใชคําวา “เครือขายสังคม” บาง “เครือขายมิตรภาพบาง” “กลุมสังคมออนไลน” Social Networkนี้ถือวาเปนเทคโนโลยีอีกอันนึง ที่สามารถชวยใหเราไดมามีปฏิสัมพันธกัน ซึ่งวัตถุประสงคที่แทจริงของคําวา Social Network นี้จริงๆ แลวก็คือ Participation หรือ การมีสวนรวมดวยกันไดทุก ๆ คน (ซึ่งหวังวาผูที่ติดตอกันเหลานั้นจะมีแตความปรารถนาดี สิ่งที่ดีๆ มอบใหแกกันและกัน) ถาพูดถึง SocialNetwork แลว คนที่อยูในโลกออนไลนคงจะรูจักกันเปนอยางดี และก็คงมีอีกหลายคนที่ไดเขาไปทองอยูในโลกของ Social Network มาแลว ถึงแมวา Social Network จะไมใชสิ่งใหมในโลกออนไลน แตก็ยังเปนที่นิยมอยางมากในกลุมคนที่ใชอินเตอรเน็ต ทําใหเครือขายขยายวงกวางออกไปเรื่อยๆ และจะยังคงแรงตอไปอีกในอนาคต จากผลการสํารวจจากประเทศสหรัฐอเมริกายืนยันการใชบริการ SocialNetwork ที่เพิ่มสูงขึ้นอยางตอเนื่องทุกป และมาแรงเปนอันดับตนๆ ของโลกออนไลน สวนเว็บไซตที่มีจํานวนผูเขาชมสูงสุดทั่วโลก ก็เห็นจะเปน My space, Facebook และ Orkut สําหรับเว็บไซต ที่มีเปอรเซ็นตเติบโตเพิ่มขึ้นเปนเทาตัวก็เห็นจะเปน Facebook แตสําหรับประเทศไทยที่ฮอตฮิตมากๆ ก็คงจะหนีไมพน Hi5
  7. 7. 7 เครือขายสังคมออนไลน (Social Network) (อติเทพ บุตราช, 2553) หมายถึง กลุมคนที่รวมกันเปนสังคมมีการทํากิจกรรมรวมกันบนอินเทอรเน็ต ในรูปแบบของเว็บไซตมีการแผขยายออกไปเรื่ อ ย ๆ เป น รู ป แบบของการสื่ อ สารข อ มู ล ผ า นอิ น เทอร เ น็ ต ทํ า ให เ ครื อ ข า ยคอมพิ ว เตอร ห รื ออิ น เทอร เ น็ ต เป น สั ง คมขึ้ น มา การสร า งชุ ม ชนใหม บ นอิ น เทอร เ น็ ต เป น เครื่ อ งมื อ สํ า คั ญ ในการติดตอสื่อสาร สามารถทํากิจกรรมตางๆ ทั้งเพื่อการศึกษา ธุรกิจ และความบันเทิง จากความหมายของเครื อ ขายสั งคมออนไลนขางตน สรุ ป ไดวา เครือ ขายสั ง คมออนไลน คือ การที่กลุมคนไดมีการทํากิจกรรมรวมกันบนระบบอินเทอรเน็ต ซึ่งเครือขายสังคมออนไลนนั้น สามารถใชไดอยางหลากหลายวัตถุประสงค อาทิ ใชเพื่อการติดตอสื่อสาร ใชในการเรียนการสอนใชในกิจกรรมธุรกิจ อยางการประชาสัมพันธสินคาหรือบริการตอนที่ 2 ประเภทของเครือขายสังคมออนไลน ประเภทของเครือขายสังคมออนไลน (เศรษฐพงค มะลิสุวรรณ, 2551) มีจํานวนมากมาย จึงเปนการยากที่จะจําแนก ประเภทของเครือขายสังคมออนไลน ได อยางเจาะจงชัดเจนหากจะลองจัดเขาหมวดหมูตามที่เราพบเห็นทั่วไป อาจแบงได 6 ประเภท ดังนี้ 1. ประเภทแหลงขอมูลหรือความรู (data/knowledge) ที่เห็นไดชัดเจนเชน wikipedia,google earth, answers, digg, bittorrent ฯลฯ เปนตน 2. ประเภทเกมสอ อนไลน (online games) ที่นิยมมาก เชน SecondLife, Audition,Ragnarok, Pangya ฯลฯ เปนตน 3. ประเภทสรางเครือขายทางสังคม (community) เพื่อเปนการหาเพื่อนใหม สรางและแลกเปลี่ยนประสบการณรวมกัน เชน Hi5, Facebook, MySpace, MyFriend ฯลฯ เปนตน 4. ประเภทฝากภาพ (photo management) สามารถฝากภาพออนไลนไดโดยไมเปลืองฮาร ด ดิ ส ส วนตั ว อี ก ทั้ ง ยั ง สามารถแบ ง ป นภาพหรื อ ซื้ อ ขายภาพกั น ไดอ ย างง า ยดาย เชน Flickr,Photoshop Express, Photobucket ฯลฯ เปนตน 5. ประเภทสื่อ (media) ไมวาจะเปนฝาก โพสทหรือแบงปนภาพ คลิปดโอ ภาพยนตรเพลง วี ฯลฯ เชน YouTube, imeem, Bebo, Yahoo Video, Ustream.tv ฯลฯ เปนตน 6. ประเภทซื้อ -ขาย (business/commerce) เปนการทําธุร กิจทางออนไลนที่ไดรั บความนิยมมาก เชน Amazon, eBay, Tarad, Pramool ฯลฯ แตเว็บไซตประเภทนี้ยังไมถือวาเปน SocialNetwork ที่แทจริง เนื่องจากมิไดเปดโอกาสใหผูใชบริการแชรขอมูลกันไดหลากหลาย นอกจากการสั่งซื้อและคอมเมนท สินคาเปนสวนใหญ การแบงหมวดหมูของเครือขายสังคมออนไลน (อิสริยะ ไพรีพายฤทธิ์ อางอิงจาก (อิทธิพลปรีติประสงค, 2552) ไดจําแนกหมวดหมู หรื อ ประเภทของเครื อขายสัง คมออนไลนไวใน บทบาท
  8. 8. 8ของ Social Network ในอินเทอรเน็ตยุค 2.0 โดยพิจารณาจากเปาหมายของการเขาเปนสมาชิกในเครือขายสังคมออนไลน ไดเปน ๕ กลุมใหญๆ กลาวคือ (1) Identity Network คือ การแสดงตัวตนและภาพลักษณของตน เชน www.hi5.com,www.facebook.com (2) Interested Network เ ป น ก า ร ร ว ม ตั ว กั น โ ด ย อ า ศั ย “ค ว า ม ส น ใ จ ”ตรงกัน เชน Digg.com, del.icio.us (3)Collaboration Network เป น กลุ ม เครื อ ข า ยที่ ร ว มกั น “ทํ า งาน” ยกตั ว อย า งเชน www.wikipedia.org (4) Gaming/Virtual Reality หรือ โลกเสมือน ในบางครั้งเราเจอคําวา second life ซึ่งเปนลักษณะของเครือขายสังคมออนไลนที่มีลกษณะเปนการสวมบทบาทของผูเลนในชีวิตจริงกับตัวละครใน ัเกม และ (5) Professional Network ใชงานในอาชีพ ตอนที่ 3 ทฤษฎีพัฒนาการดานพัฒนาการทางจิตสังคม (ความแตกตางทางดานชวงวัย) จิตวิทยาพัฒนาการเด็กและวัยรุน พั ฒ นาการทางจิ ต สั ง คม 8 ขั้ น ตามทฤษฎี ข องแอริ ค สั น (The Eight Stages ofPsychosocial Development in Erikson) สิ่งแวดลอมทั้งทางกายภาพ (Physical) ทางสังคม (Social) ทางวัฒนธรรม (Cultural) และทางความคิด (Ideational) เขามามีอิทธิพลกับพัฒนาการของชีวิตมนุษยตั้งแตแรกเกิดจนชรา ซึ่งสงผลตอความคิดริเริ่ม ความสามารถในการปรับตัว บุคลิกภาพและพฤติกรรมตางๆ แอริค ฮอมเบอรเกอรแอริคสัน (Erik Homburger Erikson) เปนนักจิตวิทยาคลินิก เกิดที่ประเทศเยอรมันพบวาพัฒนาการทางจิตวิทยาของมนุษยมีการเปลี่ยนแปลงเหมือนกับโครงสรางทางกายภาพรางกาย มุมมองของแอริคสันจึงเนนพัฒนาการทั้งทางดานรางกาย จิตใจ และสังคมรวมกัน นั่นคือ การเจริญเติบโตทางรางกายและสิ่งแวดลอมจะมีความสัมพันธกับพัฒนาการทางจิตใจ และบุคลิกภาพ ทําใหบุคคลสามารถปรับตัวอยูรวมกับผูอื่นในสังคมได ทฤษฎีของแอริคสันนี้มีพื้นฐานจากทฤษฎีจิตวิเคราะหของฟรอยด จุดเดนของแอริคสันคือมุมมองพัฒนาการมนุษยตลอดชวงอายุขัย ซึ่งแอริคสันมองพัฒนาการของบุคคลคนหนึ่งในลั ก ษณะองคร วม (Wholeness/Holistic) ตั้ง แตแรกเกิ ดจนกระทั่ ง สิ้ นอายุขัย ซึ่ ง โมเดลนี้แบ งพัฒนาการของบุคคลไว 8 ขั้น พัฒนาการทางจิตสังคม (Psychosocial Development Model) 8 ขั้นที่จะกลาวตอไปนี้แบ ง ชวงชีวิตของมนุษย จากแรกเกิดถึง ประมาณอายุ 80 ป เ ป น 8 ชวง ตามการเปลี่ ยนแปลงทางรางกาย และสมอง จากวัยเด็กจนถึงวัยรุนจะมีการเจริญเติบโตเปลี่ยนแปลงอยางรวดเร็วและชาลง
  9. 9. 9ในชวงวัยผูใหญตอนตน มีความคงที่ในวัยผูใหญ และหลังจากนั้นในวัยผูใหญตอนกลางจนถึงวัยชราพัฒนาการในดานตางๆ เริ่มเสื่อมถอยลง แตคงไวซึ่งประสบการณชีวิตที่ผานมา การเปลี่ยนแปลงตามขั้นตางๆ นี้เปนเสมือนบันไดที่แตละบุคคลจะกาวขึ้นไป การประสบกับปญหาอุปสรรคเปนเรื่องปกติและอาจเกิดขึ้นไดในทุกชวงพัฒนาการ ซึ่งจะเปนเหมือนการเรียนรู การรูจักแกไขปญหา และเผชิญกับวิกฤตในชวงตางๆ การประสบกับความลมเหลวในขั้นหนึ่งๆ จะมีผลกระทําตอพัฒนาการของบุคคลคนนั้นในขั้นตอๆ ไปดวย เชน การไม ป ระสบผลสํ าเร็จ ในพัฒ นาการขั้นตนๆ จะส งผลตอพฤติกรรมที่เบี่ยงเบนจากกลุมปกติ ตัวอยางพฤติกรรม เชน การเรียน และการเขาสังคมของบุคคลในชวงวัยเด็กตอนตนประสบปญหา สงผลใหเกิดปญหาพฤติกรรมตางๆ ในชวงวัยรุน และเกิดปญหาอุปสรรคการใชชีวิตในชวงวัยผูใหญตามมาเชนกัน รูปแบบพัฒนาการทางจิตสังคมของแอริคสันมี 8 ขั้น โดยขั้น 1 ถึงขั้น 4 เปนชวงของการสั่งสมประสบการณ และการเรียนรูในการแกปญหา ในขั้น 5 เปนเรื่องการปรับตัวเพื่อแสวงหาอัตลักษณและขั้น 6 ถึงขั้น 8 เปนการนําเอาอัตลักษณไปใช โดยมีรายละเอียดตามขั้นตางๆ ดังตอไปนี้ ขั้นที่ 1 ความรูสึกไวเนื้อเชื่อใจ กับ ความไมไววางใจ (Trust vs. Mistrust) พัฒนาการขั้นแรกจะเกิดขึ้นในชวงตั้งแตแรกเกิดจนถึงขวบปแรก ในชวงนี้ทารกจะมีความสุขความพึงพอใจบริเวณปาก และกิจกรรมเกี่ยวกับการกลืนกิน ซึ่งเกิดขึ้นในชวงปแรกของชีวิต ทารกที่อยูในครรภมารดาจะไดรับการตอบสนองที่เพียบพรอม อยูในอุณหภูมิที่เหมาะสม รับอาหารผานทางสายรก อยูในภาวะสงบเงี ยบ ทําให ทารกมีความพึงพอใจรู สึกมั่นคงปลอดภัย ตอ มาเมื่อทารกคลอดจากครรภมารดาจะตองเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดลอม เชน การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ การกลืนกินทางปาก การขับถายทางทวารหนัก การไดยินเสียง และอื่นๆ ในขั้นนี้ห ากมารดาให ความรั กและการดูแลแก ทารกอยางสม่ํ าเสมอ ตอบสนองตอความตองการขั้นพื้นฐานทางกายและทางจิตใจอยางตอเนื่อง (เชน เมื่อทารกหิวก็ไดกิน ไดรับการสัมผัสลูบคลําดวยความรัก ทนุถนอม ไดนอนหลับอยางสงบพอเพียง เมื่อขับถายก็ไดรับการดูแลความสะอาด) จะทํ าให ท ารกพั ฒ นาความรู สึ ก ไวเ นื้อ เชื่อ ใจขั้นพื้ น ฐาน (Basic Trust) ตอ บุ คคลและสิ่ ง แวดล อ มความสําเร็จของพัฒนาการในขั้นแรกสังเกตุไดจากการที่ทารกไมมีความวิตกกังวลมากจนเกินไป หรือไมมีอ ารมณรุ นแรง เชน การแสดง พฤติก รรมร อ งไห โ ยเยโดยไม ส มเหตุส มผล หรื อ แสดงความโมโหหงุดหงิด เพื่อเรี ยกรองความสนใจ เมื่อมารดาหรือผูดูแลคลาดสายตาไปการที่ทารกสามารถอยูตามลําพั ง ในระยะเวลาสั้ นๆ เมื่ อ เวลา ที่ ม ารดาหรื อ ผู ดูแลผละจากทารกไป เพื่ อ ทํ าธุร ะอื่นๆ ลั ก ษณะดังกลาวแสดงวา ทารกเริ่มมีความรูสึกมั่นคงและไววางใจ มีความมั่นใจวามารดาหรือผูดูแลจะกลับมาดูแลเชนเดิม ถือเปนจุดพื้นฐานเริ่มตนของการพัฒนาอัตลักษณ (Ego Identity) ของบุคคลซึ่งจะเกิดขึ้นชัดเจนในชวงวัยรุน
  10. 10. 10 ทารกนอยที่ไดรับการสงเสริมพัฒนาการที่ดี จะสรางความไวเนื้อเชื่อใจตอบุคคลรอบขางและสภาพแวดลอม มีความเชื่อมั่นและความหวังในการเริ่มตนพัฒนาการแหงชีวิตในอนาคต เมื่อชีวิตพวกเขาจะตองเผชิญกับปญหา หรือความกดดัน เขาก็จะมีความเขมแข็งในการฝาฟนปญหา ซึ่งเปนผลจากการไดรับประสบการณทางบวกในชวงตนของชีวิตนั่นเอง สําหรับทารกที่มีความรูสึกไมไววางใจเกิดขึ้นถือเปนความลมเหลวของพัฒนาการขั้นแรกนี้ในตัวบุคคลคนนั้น ความไมไววางใจอาจมาจากมารดาหรือผูดูแลมีปฏิกิริยาตอบสนองไมเหมาะสมตอความ ตองการของทารก การหางเหิน หรือปฏิเสธบุตร รวมทั้งมารดาที่มีลักษณะพึ่งพาไมได หรือมารดาที่เลี้ยงดูทารกดวยความหงุดหงิด โกรธ ทารกจะแสดงพฤติกรรมเรียกรองมากเกินควร อยางไมมีเหตุผลหรืออาจแสดงพฤติกรรมที่ไมเหมาะสมในลักษณะอื่นๆ และพัฒนาความรูสึกไมไววางใจตอบุคคลและสิ่งแวดลอม ไมเขาใจสิ่งแวดลอม ไมไววางใจผูอื่นในพัฒนาการขั้นตอๆไป พัฒนาการทางดานรางกาย - มีการเจริญเติบโตทางรางกายอยางรวดเร็ว - มีการเคลื่อนไหวระยะแรก เปนไปโดยปฏิกิริยาสะทอน (Reflexive - ปฏิกิริยาตอบสนองสิ่งเราแบบอัตโนมัติ เชน การกระพริบตา การกระตุก น้ําลายไหล เปนตน) แลวคอย ๆ หายไป ตอมาจะพัฒนาเปนการเคลื่อนไหวของรางกาย รวมทั้งการเคลื่อนไหวที่มีจุดมุงหมายมากขึ้น ทารกจะสามารถควบคุมการเคลื่อนไหวสวนตางๆของรางกายไดมากขึ้น จากการที่ทารกสามารถชันคอ คว่ําตัว ลุกขึ้นนั่งคลานเขา ยึดเกาะดึงตัวเพื่อยืนขึ้นเอง การเกาะเดินจนในที่สุดสามารถลุกขึ้นยืนไดเอง พัฒนาการทางดานภาษา - ทารกแรกเกิด แสดงความตองการใหผูเลี้ยงดูเขาใจ ดวยการรองไห - 2 เดือน ฟงเสียงคุย หันหาเสียง เปลงเสียงออแอ - 4 เดือน เปลงเสียงไดยาวขึ้น สงเสียงออ แอโ ตตอบ เมื่อ รูสึก พอใจจะสง เสียงเอิ๊ กอากในลําคอ - 6 เดือน หันหาเสียงเรียก สงเสียงหลายเสียง - 9 เดือน ฟงรูภาษา เขาใจสีหนา ทาทาง เลียนเสียงพยัญชนะแตไมมีความหมาย - 12 เดือ น เรี ยกพ อ แม / พู ดคํ าโดดที่ มี ความหมาย 1 คํา ทํ าท าตามคํ าบอกที่ มี ท า ทางประกอบได พัฒนาการทางดานความคิด สําหรั บพัฒนาการทางดานความคิดนั้นจะขอกลาวถึงแนวคิดของเพี ยเจท (Piaget) ซึ่งไดศึกษาเกี่ยวกับพั ฒนาการทางความคิดของมนุษย โดยพัฒนาการทางความคิดในระยะทารกนั้นเป นระยะของ Sensori-motor Operation (แรกเกิด – 2 ป) และแบงลําดับขั้นพัฒนาการเปน 6 ระยะ
  11. 11. 11เมื่อเปรียบเทียบพัฒนาการในชวงแรกตามทฤษฎีของแอริคสัน ซึ่งอยูในชวงอายุขวบปแรก จะเทียบกับแนวคิดของเพียเจทได 4 ระยะคือ ระยะ 0 – 2 เดือน (Reflexive) พฤติกรรมตางๆ เปนปฏิกิริยาสะทอน (ปฏิกิริยาตอบสนองสิ่งเราแบบอัตโนมัติ เชน การกระพริบตา การกระตุก น้ําลายไหล เปนตน) ระยะ 1 – 4 เดือน (Primary circular reaction) ประสบการณที่เกิดขึ้นจะเปนสิ่งกระตุนการเคลื่อนไหวของเด็ก เด็กจะทําซ้ํา ๆ แตยังไมมีจุดมุงหมาย สนใจการเคลื่อนไหว ไมใชสนใจผลของการเคลื่อนไหว ระยะ 4 – 9 เดือน (Secondary circular reaction) เริ่มมีความตั้งใจทําพฤติกรรมการเคลื่อนไหว และสนใจผลของพฤติกรรมนั้น ๆ ระยะ 9 – 12 เดือน (Coordination of secondary reaction) เริ่มแกปญหาอยางงายๆไดใชพฤติกรรมในอดีตที่ผานมาชวยแกปญหา สามารถแยกสิ่งที่ตองการออกจากสิ่งที่ไมตองการ สามารถเลียนแบบการเคลื่อนไหว ในขั้นนี้ทารกจะมีการเจริญเติบโตทางรางกายอยางรวดเร็ว ในขณะที่พัฒนาการทางความคิดเปนแบบงายๆ ไมซับซอน และมักเปนปฎิกิริยาสะทอน ขั้นที่ 2 ความเปนตัวของตัวเอง กับ ความละอายและสงสัย (Autonomy vs. Shame andDoubt) ในพัฒนาการขั้นที่ 2 เกิดขึ้นระหวางขวบปที่ 2 – 3 ของชีวิต พั ฒนาการในขั้นนี้เด็กจะมีพัฒนาการทางรางกาย โดยเฉพาะกล ามเนื้อ มากขึ้น และเริ่ มที่ จะเรี ยนรู การควบคุมส วนตางๆของรางกาย เคลื่อนไหวรางกายอยางเปนอิสระมากขึ้น สามารถที่จะเรียนรูอยางรวดเร็ว และเริ่มสํารวจสิ่งแวดลอมรอบขาง เด็กในวัยนี้จะเริ่มฝกหัดการขับถาย การควบคุมกลามเนื้อหูรูด ความรูสึกเปนตัวของตัวเอง (Sense of Autonomy) และการควบคุมตนเอง (Self Control)จะเกิดขึ้นไดถาผูปกครองใหการอบรมเลี้ยงดูอยางเหมาะสม มีความมั่นคงอดทน ใหโอกาสเด็กไดทําสิ่งตางๆตามความปรารถนาของตนเองโดยอยูในการดูแลของผูปกครอง (เชน การเคลื่อนไหว การเดิน การ ปนปายการหยิบจับสิ่งของอยางเปนอิสระ โดยที่ ผูปกครองไมแสดงทาทีตื่นตระหนก หรือกังวลมากเกินไป) จะทําใหเด็กรูสึกภาคภูมิใจในความสําเร็จของตนเอง มีความรูสึกที่ดีตอผูอื่น ผลดีอีกประการคือเด็กจะพัฒนาความรูสึกมุงมั่น (Will) ซึ่งหมายถึง ความมุงมั่นตั้งใจแนวแนในการเลือก และในการยับยั้งตนเอง เด็กจะกลาที่จะแสดงความคิดเห็นและกลาที่จะตัดสินมากขึ้น รวมทั้งมีความมุงมั่นและตั้งใจในการทํากิจกรรมตางๆ ในทางตรงขามหากผูปกครองปลอยปละละเลย ดุวา หรือเขมงวดกับเด็กมากเกินไป เด็กจะรูสึกละอาย สงสัยในความสามารถของตนเอง ไมมั่นใจในการแสดงความคิดเห็น ไมมั่นใจวาจะควบคุมชีวิตตนเองได ผลกระทบหนึ่งที่อาจเกิดขึ้นคือทําใหเด็กมีบุคลิกภาพไมเหมาะสม ขาดความเชื่อ มั่ น วิตกกั ง วล หวาดระแวงสงสั ย หรื อมี พ ฤติก รรมย้ําทํ า นอกจากนี้ บุ คคลที่ ไดรั บการพั ฒ นา
  12. 12. 12ความรูสึกเปนตัวของตัวเอง และการควบคุมชีวิตตนเองอยางเหมาะสม เมื่อโตขึ้นเขาจะเปนผูใหญที่จะสนับสนุน และเชื่อมั่นสถาบันทางกฎหมายของสังคม มีความเคารพและอยูภายใตกฎหมายของสังคม พัฒนาการทางดานรางกายและภาษา - เด็กเปนอิสระทางกาย (Physical Independence) มากขึ้น สามารถเดินวิ่งไดเอง สํารวจสิ่งแวดลอมได - เด็กเริ่มพูดเปนคํา ๆ ไดมากขึ้น เขาใจคําสั่งและภาษาทาทางมากขึ้น เมื่ออายุ 2 ป พูด 2 –3 คําตอกันไดอยางมีความหมาย พัฒนาการทางดานความคิด พัฒนาการทางความคิด ระยะSensori-motor ของ Piaget ระยะ 12 – 18 เดือน (TertiaryCircular Reaction) เริ่มมีพฤติกรรมลองผิดลองถูก (Trail & Error) สนใจผลที่เกิดขึ้น เปนตัวของตัวเอง เริ่มมีความเขาใจวัตถุภายนอก รับรูการคงอยูของวัตถุแมเมื่อวัตถุนั้นถูกปดบัง หรือซอนเลนลับตาไป หรื อถูก เคลื่อ นยายไปที่อื่น (Object Permanence) ระยะ 18 – 24 เดือน เริ่ม มีความคิดจินตนาการ มีความสามารถแกปญหาดวยวิธีใหมๆ แตยังเปนลักษณะลองผิดลองถูกอยู (Invention ofnew means through mental combination) ขั้นที่ 3 ความคิดริเริ่มกับความรูสึกผิด (Initiative vs. Guilt) พัฒนาการในขั้นนี้อยูในชวงอายุ 3 – 5 ป เด็กวัยนี้รางกายมีความสามารถและชวยตัวเองไดมากขึ้นกวาเดิม แตก็ยังอยูในวงจํากัด การพัฒนาความคิดริเริ่มสรางสรรคสําหรับเด็กในชวงวัยนี้ทําไดโดยใหเด็กไดรวมทํากิจกรรมตาง ๆ ที่ทาทายความสามารถของเขา รวมทั้งสิ่งแวดลอมก็มีสวนผลักดันและเสริมสรางความคิดสรางสรรคใหกับเด็กได ระยะนี้เปนระยะที่เด็ก เริ่มเรียนรู บทบาททางเพศ มาตรฐานทางศีลธรรมและการควบคุมอารมณ ครอบครั วจะเป นแหล ง ชี้แนะถึง สิ่ งตางๆ ในสั งคมให แก เ ด็ก เด็ก เริ่ม สร างบุ คลิ ก ภาพและความรูสึกผิดชอบชั่วดีจากการไดมีกิจกรรมและประสบการณรวมกับสิ่งแวดลอมรอบๆ ตัว การอบรมสั่งสอนโดยพอแม หรือผูใหญในครอบครัวจะชวยใหเด็กไดซึมซาบเขาไป เปนการรูสํานึกผิดชอบชั่วดีในความคิด และแสดงออกในพฤติกรรมของเด็ก การเรียนรูนี้เด็กจะไดรับจากตัวแบบ (Role Model) ในครอบครั ว โดยมี ตัวแบบเป นตั วอยาง และให ขอ มู ล แก เ ด็ก เพื่ อ เรี ย นรู วาสิ่ ง ใดถูก สิ่ ง ใดผิ ด ดัง นั้ นความรู สึ ก ผิ ด ชอบชั่ ว ดี จึ ง สามารถสร า งขึ้ น โดยการเรี ย นรู จ ากบุ ค คลในครอบครั ว และรวมถึ งแนวความคิดคานิยมของสังคม ในระยะนี้ครอบครัวมีบทบาทอยางยิ่งในการปลูกฝงความรูสึกผิดชอบชั่วดีใหแกเด็ก การสรางความสัมพันธในระยะนี้จะเริ่มดวยความสัมพันธระหวางแม-เด็ก ตอมาพอเขามามีสวนเกี่ยวของดวย และเมื่อสังคมของเด็กกวางขวางขึ้นเด็กจะเริ่มสรางความสัมพันธกับบุคคลอื่น เด็กเริ่มเปนตัวของตัวเอง เด็กที่ มีประสบการณมากจะสามารถชวยเหลือตัวเองไดมาก เด็กที่ไมสามารถ
  13. 13. 13พัฒนาผานขั้นความคิดริเริ่มไปไดจะเกิดความรูสึกผิด และไมกลาที่จะเปนผูริเริ่ม เนื่องจากเกิดความกลัววาจะทําผิดพลาดอีก พัฒนาการของเด็กเปนความรับผิดชอบรวมกันทั้งเด็ก พอแม และชุมชน การไดทํากิจกรรมตางๆ รวมกัน หรือการมีปฏิสัมพันธ (Interaction) ในสังคมจะเปนการชวยถายทอดความรูสึกนึกคิดเจตคติ คานิยมของสังคมใหแกเด็กไดทีละนอย โดยมีผูใหญชวยกันประคับประคองใหเด็กพัฒนาไปสูความสมบูรณได เด็กวัยนี้ควรไดรับโอกาสทํากิจกรรมตาง ๆ ตามความสามารถอยางอิสระ เชน การเลนการคิด การประดิษฐ การจินตนาการตางๆ และควรไดรับการสนับสนุนใหเขารวมกิจกรรมทางศาสนาอยางตอเนื่อง เพื่อใหซึมซับความรูสึกผิดชอบชั่วดี และหลักศีลธรรมจรรยา หากเด็กวัยนี้ไดรับการจํากัด ในการทํากิจกรรมหรือถูกตําหนิ เมื่อคิดและทดลองทําสิ่งตางๆ จะทําใหเด็กขาดความเชื่อมั่นในตนเองมีความคิดคัดคานหรือความรูสึกผิดเกิดขึ้นเนื่องจากเขาไมสามารถทําสิ่งตางๆ ไดสําเร็จดั่งใจและถูกลิดรอนหรือขัดขวางความสามารถของตนเอง ทําใหความรูสึกผิดเกิดสะสมในตัวเด็กและมีผลใหเด็กขาดความคิดสรางสรรค พัฒนาการทางดานรางกายและภาษา เด็กวัยนี้สามารถเดิน วิ่ง กระโดดโลดเตนได เด็กจะมีทัศนคติไปในทางที่ดี ถาไดทํากิจกรรมตางๆ อยางมีอิสระ ไดใชความคิดและพลังงานของเขา และการไดสัมผัสกับสิ่งแวดลอม เด็กตองการเคลื่อนไหวอยูตลอดเวลา ในระยะแรกๆ ของขั้นนี้เด็กจะมีความกระตือรือรนและเริ่มมีความกาวราวเกิดขึ้น เพื่อจะเอาชนะ ลักษณะพฤติกรรมของเด็กวัยนี้จะแตกตางกันไปตามเพศ และในที่สุดจะพัฒนาเปนบุคลิกภาพที่แสดงถึงความเปนชายและหญิงอยางเห็นไดชัด รูปแบบพฤติกรรมของเด็กชาย เด็กชายจะชอบกระโดดโลดเตน ตองการมีความรูใหมๆ และชอบยุงเรื่องของคนอื่น ซึ่งเปนเรื่องเกี่ยวกับความอยากรูอยากเห็นในสิ่งตางๆ โดยเฉพาะเกี่ยวกับเรื่องเพศ โดยแสดงออกมาในรูปแบบตางๆ เชน การไมสามารถอยูนิ่งๆ อาการกระวนกระวาย การจูโจมถึงตัวบุคคล ในขณะที่เด็กหญิง รูปแบบที่แสดงออกมาจะเริ่มตนคลายกับหญิงสาวทั่วไป เชน มีเสนห นารัก มีทีทาขวยเขิน เยายวน จนถึงขั้นที่แสดงออกถึงความสงบเสงี่ยมซึ่งเปนลักษณะของสาวๆ ทั้งหมดนี้เปนการเริ่มตนที่แสดงออกถึงเพศแม เด็กหญิงเริ่มมีบทบาทของความเปนแมตอไปในรูปของทวงทีการพูดคุย การแสดงออกตาง ๆ ในสังคมจะสะทอนใหเห็นถึงพฤติกรรมตางๆ รวมถึงอุปนิสัยสวนลึกที่จะยอมรับใครเขามารวมเกี่ยวของดวย พฤติกรรมตางๆเหลานี้ถือวาเปนธรรมชาติของเด็ก สภาพแวดลอมของครอบครัวมีบทบาทสําคัญตอการแสดงออกของเด็กเปนอยางมาก เมื่อเด็กผานชวงนี้ไป ความสนใจเรื่องเพศจะเปลี่ยนจากความสนใจในบุคคลอื่นเปนการคนหาสิ่งใหมๆ ใหกับตัวเอง เด็ก มีความสามารถทางภาษาและสามารถใชไดดีขึ้นกวาเดิม ชอบพู ดและตั้งคําถามถึงสิ่ งตางๆ รอบตัว และมีจินตนาการทางความคิดตางๆ ในขณะกําลังทํ ากิจกรรมนั้นๆ เด็กในชวงนี้กําลั งเรียนรู ในสิ่ง แปลกใหม ผู ใหญ ควรปลอ ยใหเด็กไดพู ดถาม และทํ ากิ จกรรมตางๆ อยางอิส ระภายใน
  14. 14. 14ขอบเขตความสามารถ และจินตนาการของเขา การมีสวนรวมในกิจกรรมตลอดถึงการใชภาษาจะชวยใหเด็กเกิดความคิดในการวางแผนและการริเริ่มทํากิจกรรมตางๆ ซึ่งจะเปนการสงเสริมใหเขาตองการที่จะศึกษาคนควาตอไป เด็กก็จะมีความคิดริเริ่ม แตในทางตรงกันขามถาผูใหญคอยเขมงวด ไมเปดโอกาสใหเด็กไดซักถาม หรือตําหนิดุวาพฤติกรรมที่เขาแสดงออกอยูตลอดเวลา เขาก็จะรูสึกผิด และไมกลาแสดงออกเมื่อคิดจะทําสิ่งใด ขั้นที่ 4 ความขยันหมั่นเพียรกับความรูสึกต่ําตอย (Industry vs. Inferiority) ขั้นนี้อยูในชวงอายุ 6 – 12 ป ชวงวัยเด็กตอนปลายเปนระยะที่เด็กมีความเจริญเติบโตและมีความอยากรูอยากเห็นในสิ่งแวดลอมตาง ๆ มากขึ้นยิ่งกวาในวัยเด็กตอนตนและวัยเด็กตอนกลาง การเสาะแสวงหาสิ่งตางๆ ทําใหเด็กมีประสบการณกับสิ่งใหม ๆ รอบตัวเขามากขึ้น เมื่อเขาคิดวาสิ่งใดที่เขาตองการเขาจะตองแสวงหาใหไดตามความปรารถนา เนื่องจากในวัยที่ผานมาเขาไมสามารถทํากิจกรรมหลายอยางได เพราะมี ผู ใ หญ ค อยบั ง คับ และควบคุม เด็ก ในวัย นี้ตอ งการแสดงความคิดเห็ นและแกปญหาตางๆ เพื่อแสดงความเปนผูใหญ จุดสําคัญของพัฒนาการระยะนี้คือการไดแสดงออกวาเขามีความคิด และมีความสามารถเหมือนผูใหญคนอื่นๆเชนกัน ในชวงอายุนี้บุคคลรอบขางควรชวยชี้แนะแนวทางในการดํ าเนินชีวิตเพราะเป นระยะที่ พ วกเขาเริ่ ม ไตร ตรองถึง อนาคต การที่ ไดพิ สู จ นวา มีความสามารถกระทําสิ่งตางๆ ในขอบเขตของเขาไดอยางเหมาะสมทําใหเด็กในวัยนี้มีความเชื่อมั่นวาเขาจะประสบความสําเร็จในอนาคต พัฒนาการทางรางกาย การเจริญเติบโตดานรางกายของเด็กวัยนี้มีลักษณะคอยเปนคอยไปอยางชา ๆ สม่ําเสมอ มีการเปลี่ยนแปลงของกลามเนื้อและระบบประสาทซึ่งทํางานประสานกันไดดีขึ้น การเจริญเติบโตอยางรวดเร็วของอวัยวะภายในเกือบทุกระบบ การเปลี่ยนแปลงดานน้ําหนัก การเจริญเติบโตของกระดูกและฟน และการขยายออกของรางกายซึ่งเปลี่ยนไปในดานสวนสูงมากกวาสวนกวาง โดยความสูงจะเพิ่มขึ้น2 – 3 นิ้วตอป สัดสวนรางกายใกลเคียงผูใหญมากขึ้น เด็กผูหญิงจะมีการเจริญเติบโตทั้งดานรางกายและวุฒิภาวะเร็วกวาเด็กผูชายประมาณ 1 – 2 ป จากลักษณะการเจริญเติบโตทางดานรางกายดังกลาวทําใหเด็กวัยนี้เริ่มใหความสนใจกับรูปรางหนาตา มีความอยากรูอยากเห็นในเรื่องราวทางกายของเพศตรงขาม อยางไรก็ตามการเจริญเติบโตที่เกิดขึ้นทุกดานของเด็กวัยนี้ขึ้นอยูกับปจจัยหลายประการ เชนลักษณะทางพันธุกรรม การเลี้ยงดูเอาใจใสจากครอบครัว และตัวเด็กเอง เชน รูปแบบการรับประทานอาหาร การออกกําลังกายที่เหมาะสม การมีสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่สมบูรณแข็งแรง พัฒนาการทางอารมณ พัฒนาการทางอารมณของเด็ก วัยนี้คือ การมีความคิดละเอียดออนมากขึ้น สามารถเขาใจอารมณของตนเองและผูอื่นไดดีขึ้น ควบคุมอารมณของตนได เรียนรูที่จะแสดงอารมณไดเหมาะสมในรูปแบบที่สังคมยอมรับได เด็กวัยนี้สามารถควบคุมและระงับความโกรธไดดีขึ้น ไมมีลักษณะของการ
  15. 15. 15โกรธงายและหายเร็ว พัฒนาการการแสดงออกจะเปลี่ยนไป จากเดิมที่แสดงออกดวยการรองไหดิ้นกับพื้นเสียงดัง ทิ้งตัวลงนอนเมื่ออยากไดรับการตอบสนองในสิ่งที่ตองการ จะเปลี่ยนเปนการคิดแกแคนในใจแตไมทําจริงดังที่คิด หรือการหลีกเลี่ยงจากสถานการณที่ไมพึงพอใจในทันที ไมมีพฤติกรรมแบบตอสูโดยใชกําลัง ดานความรักเด็กวัยนี้แสดงออกดวยการมีน้ําใจชวยเหลือผูอื่น ราเริงแจมใส อารมณดี จะระมัดระวังไมทําใหผูอื่นเสียใจหรือกระทบกระเทือนใจ โดยเฉพาะขณะอยูในกลุมเพื่อน หรือในสังคมเขาตองการความรัก ความอบอุนมั่นคงในครอบครัวและหมูคณะ นอกจากนี้เด็กจะเลิกกลัวสิ่งที่ไมมีตัวตน พิสูจนไมได อารมณกลัวของเด็กวัยนี้เกิดจากประสบการณ และการเรียนรูที่ไดรับมา สิ่งที่เด็กวัยนี้กลัวมากที่สุดคือ กลัวการไมเปนที่ยอมรับของกลุม กลัวไมมีเพื่อน ไมชอบการแขงขัน ไมตองการเดนหรือดอยกวากลุม ชอบการยกยองแตไมชอบการเปรียบ- เทียบ นอกจากนี้เด็กยังกลัวอันตรายตาง ๆ ที่จะเกิดขึ้นกับตนและบุคคลที่รัก การตอบสนองความกลัวจะเปนลักษณะการตอสู การถอยหนี และการทําตัวใหเขากับสิ่งนั้นๆ ความกลัวของเด็กจะเริ่มลดลงเรื่อยๆ พรอมกับการเปลี่ยนแปลงดานรางกายเด็กจะเปลี่ยนจากความกลัวเปนความกังวลเรื่องรูปรางของตนเองแทน คือ กังวลจากความตองการใหตนมีรูปรางที่แข็งแรงในเด็กชาย หรือมีรูปรางหนาตาสวยงามในเด็กหญิง อยางไรก็ตาม เด็กวัยนี้จะมีการเปลี่ยนแปลงความรูสึกที่เกิดขึ้นเร็ว บางครั้งทําตัวเปนผูใหญบางครั้งทําตัวเปนเด็ก ความขัดแยงทางอารมณจึงเกิดขึ้นไดเสมอ พัฒนาการทางอารมณของเด็กวัยนี้จึงขึ้นอยูกับลักษณะการเลี้ยงดูของพ อแม ซึ่งมีผลสําคัญอยางยิ่งตอการพัฒนาความรู สึกมั่นคงของเด็กตอไป พัฒนาการทางดานความคิดและสังคม เด็กจะสนใจในสิ่งตางๆ แลวพยายามดัดแปลงใหมาสูแบบฉบับของเขา ความสามารถในการเลียนแบบจะปรากฏออกมาในรูปของ การเรียนรูภายในขอบเขตความสามารถของตัวเอง ซึ่งมีพื้นฐานมาจากสิ่ ง แวดล อ มทางวัฒ นธรรมและสั ง คม เด็ก จะมองเห็ นวาพ อ แม เ ป นตัวแทนของสั ง คม เป นแบบอยางแกเขา แตเขายังตองการตัวแบบอื่นๆ เพื่อการเปรียบเทียบดวย เชน เพื่อนของพอแม และพอแมของเพื่อน เปนบุคคลสําคัญที่ใหมสําหรับเขา นอกจากนี้เพื่อนบาน เพื่อนในโรงเรียน เปนสิ่งสําคัญทางสังคมที่เขาจะพิจารณา และคนแปลกหนากลายเปนสิ่งที่นาสนใจสําหรับเขา เด็กหญิงและเด็กชายจะแสวงหาผูใหญและบุคคลอื่นๆ เพื่อการวิเคราะห เขาคิดวาพอแมยังไมสมบูรณพอที่เขาจะเลียนแบบไดครบทุกดาน ในโลกของเด็กมีการสมมติตําแหนงตางๆ ที่สําคัญเหมือนผูใหญ เด็กมีความนับถือตนเองเป นเกณฑเ พื่ อ วัดความสําเร็ จหรื อความล ม เหลวของตน เด็ก จะแสวงหาตัวแบบจากครอบครั วที่ มีลั ก ษณะพิ เ ศษออกไป ทางด านการปรั บ ตั วของเด็ก ในสั ง คม เด็ ก จะมี ก ารยอมรั บ ตัว เองมากขึ้ นนอกจากนี้โรงเรียน กลุมเพื่อนรุนเดียวกันและกลุมบุคคลทางศาสนา จะมีสวนชวยสนับสนุนการปรับตัวของเด็กไดเปนอยางดี ในชวงวัยนี้เด็กเริ่มเปลี่ยนความผูกพันจากครอบครัวไปสูสถาบันอื่นในสังคม
  16. 16. 16 พัฒนาการระยะนี้จะมีผลตอระยะวัยรุน โดยทั่วไปเด็กวัยรุนมักตองการไดรับการยอมรับจากผูอื่น ชอบทํากิจกรรมตางๆ สูงกวาความสามารถตามการรับรูของตนเอง เปนการทดลอง และเรียนรูศัก ยภาพ ของตนเอง ในขณะเดียวกั นความกลั วความผิ ดพลาดหรื อความล ม เหลวที่ เ กิ ดขึ้น ก็ เ ป นแรงผลักดันใหเขาพยายามทํากิจกรรมนั้นๆ ใหสําเร็จ เด็กวัยรุนจะพยายามเอาชนะ เพื่อความสําเร็จซึ่งเป นแนวทางไปสู ความเชื่อ มั่ นในตัวเองเมื่ อ เขาเติบ โตเป นผู ใหญ กล าวไดวาเด็ก วัยรุ นมี พ ลั ง อยางเพียบพรอมที่จะปรับตัวเพื่อความสําเร็จในการทํางาน มีความขยันขันแข็ง พยายามคิดทํา คิดผลิตสิ่งตางๆ ใหเหมือนผูใหญดวยการทุมเททั้งกําลังกายและกําลังใจ การไดรับคําชมเชย เปนแรงกระตุนใหเกิดกําลังใจ และมีความมานะพยายามมากขึ้น แตในทางตรงกันขามเด็กไมไดรับความสนใจ หรือผูใหญแสดงออกวาสิ่งที่เขาทําเปนเรื่องนารําคาญ เขาก็จะรูสึกต่ําตอย การสงเสริมพัฒนาการดานรางกาย แนะนําในเรื่อ งการออกกําลังกาย การเลนกีฬา การใชเ วลาวางใหเ กิดประโยชน เพื่ อให มีสุขภาพรางกายที่แข็งแรง แนะนําเรื่องการรับประทานอาหารที่มีประโยชนตอการเจริ ญเติบโตของเด็กวัยนี้ เด็กควรไดรับสารอาหารครบทุกหมูในปริมาณที่เพียงพอ สิ่งที่ควรคํานึงถึงคือเด็กวัยนี้มักสนใจการเลนกับเพื่อนมากกวาเรื่องการรับประทานอาหาร การสงเสริมพัฒนาการดานจิตใจ แนะนําเรื่องการรูจักตนเอง การมองตนเองตามความเปนจริง ดวยการบริหารจิตใจ การทําสมาธิ ฀

×