TB Update 2012
ดร.พญ.เพชรวรรณ พึ่งรัศมี
สานักวัณโรค กรมควบคุมโรค
081 5421054 petchawanp@yahoo.com
WHO/HTM/TB/2009.420
WHO/CDS/TB/2003.313
WHO/HTM/TB/2006.371
WHO/FCH/CAH/2006.7WHO/HTM/TB/2004.329
WHO/HTM/TB/2006.361
WHO/HTM/TB/2008.402
WHO/HTM/TB/2011.6
• Diagnosis 6 6
• Treatment 9 11
• Public Health
Responsibility 2 4
• Total 17 21
Draft
• CPG
แนวทางเวชปฏิบัติ
การรักษาวัณโรค
ในผู้ใหญ่
• NTP Guideline
แนวทางการ
ดาเนินงานควบคุม
วัณโรคแห่งชาติ
CPG 2012
บทนา
1. สาเหตุและการติดต่อ
2. วัณโรคปอด
3. วัณโรคนอกปอด
4. การรักษาผู้ป่วยวัณโรคในกรณีพิเศษต่างๆ
– วัณโรคในผู้ติดเชื้อเอชไอวี/ผู้ป่วยเอดส์
– วัณโรคในผู้ป่วยโรคตับ
– วัณโรคในผู้ป่วยโรคไต
– วัณโรคในหญิงตั้งครรภ์
Thailand NTP Guideline 2012
1. ระบาดวิทยาวัณโรค
2. ยุทธศาสตร์และแผนงานควบคุมวัณโรค
แห่งชาติ
3. การดูแลรักษาวัณโรคตาม
มาตรฐานสากล
4. การค้นหารายป่วยและการตรวจวินิจฉัย
Thailand NTP Guideline 2012
5. การรักษาวัณโรคในผู้ใหญ่และ
แนวทางการรักษาแบบมีพี่เลี้ยง (DOT)
6. วัณโรคในเด็ก
7. การดาเนินงานผสมผสานวัณโรคและ
โรคเอดส์
8. การรักษาวัณโรคดื้อยาหลายขนาน
Thailand NTP Guideline 2012
9. การควบคุมวัณโรคในกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ
10.การควบคุมการแพร่กระจายเชื้อวัณโรคใน
สถานพยาบาล
11.การพัฒนาเครือข่ายและความร่วมมือ
ระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการ
ควบคุมป้องกันวัณโรค
12.การนิเทศ กากับ และประเมินผล
Strength of Recommendation
& Quality of Evidence
ATS 2003
Strength of Recommendation
& Quality of Evidence
WHO 2010
Strong vs Conditional
Recommendation WHO 2010
Strong vs Conditional
Recommendation WHO 2010
Strength of Recommendation
• น้าหนัก ++ “ควรทา” (strongly recommend)
ความมั่นใจของคาแนะนาให้ทาอยู่ในระดับสูง เพราะมาตรการดังกล่าวมี
ประโยชน์อย่างยิ่งต่อผู้ป่วยและคุ้มค่า (Cost effective)
• น้าหนัก + “น่าทา” (recommend)
ความมั่นใจของคาแนะนาให้ทาอยู่ในระดับปานกลาง เนื่องจากมาตรการ
ดังกล่าวอาจมีประโยชน์ต่อผู้ป่วยและอาจคุ้มค่าในภาวะจาเพาะ
• น้าหนัก +/- “อาจทาหรือไม่ทา” (neither recommend nor
against)
ความมั่นใจยังไม่เพียงพอในการให้คาแนะนา เนื่องจากมาตรการ
ดังกล่าวยังไม่มีหลักฐานเพียงพอในการสนับสนุนหรือคัดค้านว่า อาจมี
หรือไม่มีประโยชน์ต่อผู้ป่วย และอาจไม่คุ้มค่า แต่ไม่ก่อให้เกิดอันตราย
ต่อผู้ป่วยเพิ่มขึ้น ดังนั้นการตัดสินใจกระทาขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นๆ
CPG
Strength of Recommendation
• น้าหนัก - “ไม่น่าทา” (against)
ความมั่นใจของคาแนะนาห้ามทาอยู่ในระดับปานกลาง เนื่องจาก
มาตรการดังกล่าวไม่มีประโยชน์ต่อผู้ป่วยและไม่คุ้มค่าหากไม่จาเป็น
• น้าหนัก - - “ไม่ควรทา” (strongly against)
ความมั่นใจของคาแนะนาห้ามทาอยู่ในระดับสูง เพราะมาตรการดังกล่าว
อาจเกิดโทษหรือก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้ป่วย
CPG
Quality of Evidence
• ประเภท I
– มีหลักฐานการทบทวนอย่างมีระบบ (systematic review) ของการศึกษาทาง
คลินิกแบบสุ่มตัวอย่างและมีกลุ่มควบคุมเปรียบเทียบ (randomize-controlled
clinical trials) หรือ
– มีหลักฐานการศึกษาทางคลินิกที่มีคุณภาพดีเยี่ยมแบบสุ่มตัวอย่างและมีกลุ่ม
ควบคุมเปรียบเทียบ (well-designed, randomize-controlled, clinical trial)
อย่างน้อย 1 ฉบับ
CPG
Quality of Evidence
• ประเภท II
– มีหลักฐานการทบทวนอย่างมีระบบ (systematic review) ของการศึกษาทาง
คลินิกแบบไม่สุ่มตัวอย่างแต่มีกลุ่มควบคุมเปรียบเทียบ (non-randomized,
controlled, clinical trials) หรือ
– มีหลักฐานการศึกษาทางคลินิกที่มีคุณภาพดีเยี่ยมแบบไม่สุ่มตัวอย่างแต่มีกลุ่ม
ควบคุมเปรียบเทียบ (well-designed, non-randomized, controlled clinical
trial) หรือ
– มีหลักฐานการศึกษาไปข้างหน้าแบบติดตามเหตุไปหาผล (cohort) หรือ
การศึกษาแบบวิเคราะห์ย้อนหลังจากผลมายังเหตุ (case control analytic
studies) ที่ได้รับการออกแบบวิจัยเป็นอย่างดี ซึ่งมาจากสถาบันหรือกลุ่มวิจัย
มากกว่าหนึ่งแห่ง/กลุ่ม หรือ
– มีหลักฐานหลักฐานจากพหุกาลานุกรม (multiple time series) ซึ่งมีหรือไม่มี
มาตรการดาเนินการ หรือหลักฐานที่ได้จากการวิจัยทางคลินิกรูปแบบอื่นหรือ
ทดลองแบบไม่มีการควบคุม ซึ่งมีผลประจักษ์ถึงประโยชน์หรือโทษจากการปฏิบัติ
มาตรการที่เด่นชัดมาก เช่น ผลของการนายาเพ็นนิซิลินมาใช้ในราว พ.ศ.2480 จะ
ได้รับการจัดอยู่ในหลักฐานประเภทนี้
CPG
Quality of Evidence
• ประเภท III
– มีหลักฐานการศึกษาเชิงพรรณนา (descriptive studies) หรือ
– มีหลักฐานการศึกษาทางคลินิกที่มีคุณภาพพอใช้ที่มีกลุ่มควบคุมเปรียบเทียบ
(fair-designed, controlled clinical trial)
• ประเภท IV
– มีหลักฐานรายงานของคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญประกอบกับความเห็นพ้องหรือ
ฉันทามติ(consensus) ของคณะผู้เชี่ยวชาญบนพื้นฐานประสบการณ์ทางคลินิก
หรือ
– มีหลักฐานรายงานอนุกรมผู้ป่วยจากการศึกษาในประชากรต่างกลุ่มและคณะผู้
ศึกษาต่างคณะ อย่างน้อย 2 ฉบับ
• ประเภท V
– เกร็ดรายงานผู้ป่วยเฉพาะราย (Anecdotal report) หรือ ความเห็นของผู้เชี่ยวชาญ
เฉพาะราย
CPG
การวินิจฉัยวัณโรค
อาการน่าสงสัยวัณโรค
ISTC
WHO
คาจากัดความของผู้ป่วย
NTP
• ผู้ที่น่าสงสัยเป็นวัณโรค (TB suspect) หมายถึง ผู้ที่มีอาการหรือ
อาการแสดงที่น่าสงสัยเป็นวัณโรค อาการน่าสงสัยวัณโรคปอดที่พบ
บ่อยที่สุด คือ ไอมีเสมหะเกิน 2 สัปดาห์ ซึ่งอาจมีอาการอื่นๆ ทางระบบ
หายใจ (หายใจถี่ เจ็บหน้าอก ไอเป็นเลือด) และ/หรืออาการทั่วไป
(เบื่ออาหาร น้าหนักลด ไข้ เหงื่อออกตอนกลางคืน อ่อนเพลีย)
• ผู้ป่วยวัณโรค (TB Case) หมายถึง ผู้ป่วยวัณโรคแน่นอน หรือ ผู้ป่วย
ที่แพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์อื่นๆ วินิจฉัยว่าเป็นวัณโรคและ
ตัดสินใจให้การรักษาวัณโรคเต็มระยะสูตรยา
• ผู้ป่วยวัณโรค (Definite case) หมายถึง ผู้ป่วยที่สิ่งส่งตรวจพบ
Mycobacterium tuberculosis complex ไม่ว่าโดยการเพาะเชื้อหรือ
วิธีการใหม่ๆ เช่น molecular line probe assay สาหรับประเทศที่
ห้องปฏิบัติการชันสูตรตามปกติไม่สามารถระบุเชื้อ M. tuberculosis ได้
ผู้ป่วยที่มีผลการตรวจเสมหะ AFB smear เป็นบวก 1 ครั้ง* ถือว่าเป็น
“definite case”
การวินิจฉัยวัณโรค
อาการน่าสงสัยวัณโรค
• ผู้มีอาการไอนานอย่างน้อย 2 สัปดาห์ขึ้นไป
โดยไม่สามารถอธิบายสาเหตุได้ ไม่ว่าจะมี
อาการอย่างอื่นร่วมด้วยหรือไม่ ควรได้รับการ
ตรวจคัดกรองวัณโรคทุกราย
CPG
การวินิจฉัยวัณโรค
การเก็บเสมหะ
• อธิบายการเก็บเสมหะที่มีคุณภาพแก่ผู้ป่วย
พยายามไอแรงๆ เพื่อให้ได้เสมหะจากส่วนลึก
ของหลอดลมจริงๆ (true sputum)
• เสมหะที่ได้ควรส่งห้องปฏิบัติการทันที
• ในกรณีที่ไม่สามารถส่งตรวจได้ทันที
ให้เก็บไว้ในตู้เย็น (ไม่ใส่ในช่องแช่แข็ง)
แต่ไม่ควรเก็บนานเกินกว่ า 1 สัปดาห์ (++, II)
CPG
การวินิจฉัยวัณโรค
การเก็บเสมหะ
• ในกรณีที่เสมหะไม่มีคุณภาพ เช่น น้าลายปนเสมหะหรือ
น้าลาย/เสมหะปนเลือด ควรส่งตรวจซ้า (++, IV)
• ในกรณีที่ผู้ป่วยไม่สามารถไอเอาเสมหะออกมาได้หรือไม่มี
เสมหะ อาจพิจารณาเก็บเสมหะโดยวิธีต่างๆ ดังต่อไปนี้ (ทั้งนี้
แล้วแต่ดุลพินิจของแพทย์และศักยภาพของสถานพยาบาล)
• สูดดมละอองน้าเกลือเข้มข้น (3% saline via
nebulization) เพื่อให้ไอเอาเสมหะส่งย่อมสีและเพาะเชื้อ
(ต้องทาในบริเวณที่ไม่มีการแพร่กระจายเชื้อ เช่น ในห้อง
เฉพาะที่มีระบบป้องกันการแพร่กระจายเชื้อวัณโรคผ่าน
ละอองฝอย เป็นต้น ) (+/-, IV)
• ส่องกล้องตรวจหลอดลมเพื่อดูดน้าล้างหลอดลมส่งเพาะเชื้อ
หรือตัดชิ้นเนื้อ (biopsy) ส่งตรวจพยาธิวิทยาและ/หรือเพาะ
เชื้อ (+/-, I) CPG
การวินิจฉัยวัณโรค
จานวนตัวอย่างเสมหะ
• ตรวจเสมหะที่มีคุณภาพอย่างน้อย 2 ครั้ง
• วันแรกที่ผู้ป่วยมาพบแพทย์ (spot sputum)
• วันต่อมาต้องเป็นเสมหะตอนตื่นนอนเช้า
(collected sputum)
• (++, II)
CPG
การวินิจฉัยวัณโรค
เอกซเรย์
• ภาพถ่ายรังสีรวงอกที่อาจเข้าได้กับวัณโรค
เช่น รอยโรคเป็นลักษณะ reticulonodular หรือ
cavity ที่ตาแหน่งปอดกลีบบน
• อย่างไรก็ตามรอยโรคเหล่านี้ อาจเป็นรอยโรคเก่า
ของวัณโรคที่ไม่จาเป็นต้องให้การรักษา หรือเกิด
จากโรคอื่นก็ได้ เช่น เนื้องอก ปอดอักเสบจากการ
ติดเชื้อชนิดอื่น เป็นต้น
• ดังนั้นภาพถ่ายรังสีทรวงอกแม้ว่ามีประโยชน์ในการ
วินิจฉัยโรค แต่มีความจาเพาะต่า
CPG
การวินิจฉัยวัณโรค
เอกซเรย์
• ไม่ควรใช้ภาพถ่ายรังสีทรวงอกเพียงอย่างเดียวใน
การวินิจฉัยวัณโรค เมื่อพบความผิดปกติของ
ภาพถ่ายรังสีทรวงอกที่เข้าได้กับวัณโรค ต้องตรวจ
เสมหะหาเชื้อวัณโรคร่วมด้วยเสมอ (++, I)
• ในกรณีที่ไม่มีอาการผิดปกติใดๆ แต่ภาพถ่ายรังสี
ทรวงอกพบความปกติที่เข้าได้กับวัณโรค การนา
ภาพถ่ายรังสีทรวงอกเดิมมาเปรียบเทียบ จะมี
ประโยชน์ในการช่วยวินิจฉัยโรค
CPG
Under- & Over- reading of CXR
Toman
CXR/sputum AFB 3 mo later
หรือเมื่อมีอาการผิดปกติ
การวินิจฉัยวัณโรค
เพาะเชื้อ DST
• ก่อนเริ่มการรักษาต้องส่งเสมหะเพาะเชื้อวัณโรคและ
การทดสอบความไวของเชื้อวัณโรคต่อยาในกรณี
ต่อไปนี้
– ผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดวัณโรคดื้อยา (++,II)
• ผู้ป่วยที่มีประวัติสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยวัณโรคดื้อยา
• ผู้ป่วยที่มีประวัติเคยรักษาวัณโรคมาก่อน
ได้แก่ มีประวัติขาดการรักษาติดต่อกัน 2 เดือนขึ้นไป (default),
เคยรักษาหายแล้วกลับเป็นซ้า (relapse)
• ผู้ป่วยที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษา หรือ มีผลการรักษาล้มเหลว
(treatment failure)
• ผู้ป่วยกลุ่มเฉพาะอื่นเช่น ผู้ที่อยู่ในเรือนจา ผู้อพยพชายแดน
ผู้ติดเชื้อเอชไอวีหรือผู้ป่วยเอดส์ เป็นต้น CPG
การวินิจฉัยวัณโรค
เพาะเชื้อ DST
• ก่อนเริ่มการรักษาต้องส่งเสมหะเพาะเชื้อวัณโรค และ
การทดสอบความไวของเชื้อวัณโรคต่อยาในกรณี
ต่อไปนี้
– สงสัยการติดเชื้อ NTM เช่น ผู้ติดเชื้อเอชไอวีหรือผู้ป่วย
เอดส์ ผู้ป่วยที่มีพยาธิสภาพในปอดเดิม เช่น ถุงลมโป่ง
พอง, bronchiectasis เป็นต้น (++,II)
CPG
การวินิจฉัยวัณโรค
เพาะเชื้อ DST
• ก่อนเริ่มการรักษาในผู้ป่วยทุกรายที่ย้อมเสมหะพบเชื้อ
วัณโรค (PTB SS pos.) ควรส่งเสมหะเพาะเชื้อ
วัณโรคและการทดสอบความไวของเชื้อวัณโรคต่อยา
ถ้าไม่มีข้อจากัดใดๆ
• ก่อนเริ่มการรักษาในผู้ป่วยทุกรายที่ย้อมเสมหะไม่พบ
เชื้อวัณโรค (PTB SS neg.) ควรส่งเสมหะเพาะเชื้อ
วัณโรค และการทดสอบความไวของเชื้อวัณโรคต่อยา
เพื่อเพิ่มความแม่นยาในการวินิจฉัย
CPG
CXR กับวัณโรคนอกปอด
CPG
ตาแหน่ง ภาพรังสีทรวงอกพบรอย
โรคของวัณโรค (ร้อยละ)
วัณโรคต่อมน้าเหลือง 5 - 44
วัณโรคเยื่อหุ้มปอด 30 -50
วัณโรคเยื่อหุ้มหัวใจ 32
วัณโรคในช่องท้อง 20 - 28
โอกาสในการย้อมหรือเพาะเชื้อพบเชื้อ
วัณโรคของน้าจากอวัยวะที่สงสัยวัณโรค
CPG
น้าในช่อง
เยื่อหุ้มปอด
(ร้อยละ)
น้าในช่อง
เยื่อหุ้มหัวใจ
(ร้อยละ)
น้าหล่อ
ไขสันหลัง
(ร้อยละ)
ย้อมพบเชื้อ
วัณโรค
เพาะเชื้อพบ
เชื้อวัณโรค
< 10
12 - 70
< 1
25 - 60
5 – 37
40 -80
การจาแนกประเภท
• อวัยวะที่เป็นวัณโรค
• ผลเสมหะ (ในกรณีวัณโรคปอด)
• ประวัติการรักษาในอดีต
• การติดเชื้อเอชไอวี
CPG
การจาแนกประเภท
1. อวัยวะที่เป็นวัณโรค
2. ผลการตรวจทางแบคทีเรีย
(Bacteriogical results)
รวมทั้งการดื้อยา
3. ความรุนแรงของโรค
4. ประวัติการรักษาในอดีต
5. การติดเชื้อเอชไอวี (HIV status)
NTP
การจาแนกประเภทตามอวัยวะที่เป็น
• วัณโรคปอด (Pulmonary Tuberculosis: PTB)
การที่มีพยาธิสภาพของวัณโรคในเนื้อปอด หรือเป็น
วัณโรคของอวัยวะนอกปอดที่มีรอยโรคที่ปอดร่วมด้วย
• วัณโรคของอวัยวะนอกปอด (Extrapulmonary
Tuberculosis: EPTB)
การที่มีพยาธิสภาพวัณโรคที่อวัยวะอื่นๆที่มิใช่เนื้อปอด
เช่น ที่เยื้อหุ้มปอด ต่อมน้าเหลือง ช่องท้อง ระบบ
ทางเดินปัสสาวะ ผิวหนัง กระดูก/ข้อ และเยื้อหุ้ม
สมอง เป็นต้น
CPG
การจาแนกประเภทตามอวัยวะที่เป็น
• ถ้าพบเพียงความผิดปกติที่ต่อมน้าเหลืองในทรวงอก
(Mediastinal and/or hilar lymph nodes) หรือน้า
ในช่องเยื่อหุ้มปอด (Pleural effusion) โดยไม่พบ
แผลในเนื้อปอด จะจาแนกเป็นวัณโรคนอกปอด
• ในกรณีมีวัณโรคเกิดขึ้นในหลายอวัยวะพร้อมๆกัน
ต้องคานึงถึงอวัยวะที่เกิด ความรุนแรงของโรคและ
ใช้ระยะเวลาในการรักษาที่นานที่สุดเป็นสาคัญใน
การลงการวินิจฉัยโรค
CPG
การจาแนกประเภทตามอวัยวะที่เป็น
• วัณโรคปอด (Pulmonary Tuberculosis: PTB) คือ
การที่มีพยาธิสภาพของ วัณโรคในเนื้อปอด
Miliary TB จัดเป็นวัณโรคปอดเนื่องจากพยาธิสภาพ
อยู่ในปอด ถ้าพบความผิดปกติที่ต่อมน้าเหลืองขั้ว
ปอด (Mediastinal and/or hilar lymph node) หรือ
มีน้าในช่องเยื่อหุ้มปอด (Pleural effusion) โดยไม่
พบแผลในเนื้อปอด จัดเป็นวัณโรคนอกปอด แต่
ถ้าพบวัณโรคที่เนื้อปอดร่วมกับที่อื่นๆ จัดเป็นวัณโรค
ปอด
NTP
การจาแนกประเภทตามอวัยวะที่เป็น
• วัณโรคนอกปอด (Extrapulmonary Tuberculosis:
EPTB) คือ การที่มีพยาธิสภาพของวัณโรคที่อวัยวะ
อื่นๆ ที่ไม่ใช่เนื้อปอด เช่น เยื่อหุ้มปอด ต่อมน้าเหลือง
ช่องท้อง ระบบทางเดินปัสสาวะและระบบสืบพันธุ์
ผิวหนัง กระดูกและข้อ เยื่อหุ้มสมอง การวินิจฉัย
ขึ้นกับผลการตรวจเนื้อเยื่อของอวัยวะนั้นๆ
ร่วมกับอาการแสดงทางคลินิก และการที่แพทย์
ตัดสินใจรักษาด้วยระบบยารักษาวัณโรค
NTP
การจาแนกประเภทตามผลเสมหะ
วัณโรคปอดเสมหะบวก (PTB SS+)
ผลย้อมเสมหะก่อนเริ่มรักษาพบเชื้อวัณโรค
อย่างน้อย 1 ครั้ง
CPG
การจาแนกประเภทตามผลเสมหะ
• วัณโรคปอดเสมหะบวก (PTB+) หมายถึง
– ผู้ป่วยที่มีผลตรวจเสมหะด้วยวิธี Direct smear เป็น
บวกอย่างน้อย 2 ครั้ง*
– ผู้ป่วยที่มีผลตรวจเสมหะด้วยวิธี Direct smear เป็น
บวก 1 ครั้ง และภาพรังสีทรวงอกพบแผลพยาธิ
สภาพในเนื้อปอด ซึ่งแพทย์ให้การวินิจฉัยว่าเป็น
วัณโรคระยะลุกลาม
– ผู้ป่วยที่มีผลตรวจเสมหะด้วยวิธี Direct smear เป็น
บวก 1 ครั้ง และมีผลเพาะเชื้อเป็นบวก 1 ครั้ง
NTP
แนวทางการรักษาวัณโรคของ
องค์การอนามัยโลกฉบับปี 2010
* ระบุให้ผู้ป่วยที่มีผลการตรวจเสมหะ AFB smear เป็น
บวก 1 ครั้ง ในประเทศซึ่งมีระบบประกันคุณภาพการ
ชันสูตรวัณโรคดาเนินการ พร้อมการตรวจซ้าโดยไม่รู้
ผลก่อน (functional external quality assurance
system with blind rechecking) คือ “ผู้ป่วยวัณโรค
ปอดเสมหะบวก”
NTP
การจาแนกประเภทตามผลเสมหะ
วัณโรคปอดเสมหะลบ (PTB SS neg.)
ผู้ที่มีอาการทางคลินิกเข้าได้กับวัณโรค ร่วมกับ
• ตรวจย้อมเสมหะที่มีคุณภาพ 2 ครั้ง ไม่พบเชื้อวัณโรค
(ต้องเป็น collect sputum อย่างน้อย 1 ครั้ง) และ
• ภาพถ่ายรังสีทรวงอกเข้าได้กับ active TB และ
• ไม่ตอบสนองต่อยาปฏิชีวนะ (ไม่ควรใช้ยาในกลุ่ม
Fluoloquinolone เนื่องจากมีฤทธิ์ต่อเชื้อวัณโรค อาจมี
ผลทาให้ผู้ป่วยวัณโรคมีอาการดีขึ้นชั่วคราว) หรือมีการ
ติดเชื้อเอชไอวีร่วมด้วย
– ผู้ป่วยวัณโรคปอดที่มีผลย้อมเสมหะก่อนเริ่มรักษา
ไม่พบเชื้อวัณโรคหรือไม่ได้ย้อม แต่ผลเพาะเชื้อพบ
วัณโรค (M. tuberculosis) CPG
การจาแนกประเภทตามผลเสมหะ
• วัณโรคปอดเสมหะลบ (PTB-) หมายถึง
– ผู้ป่วยที่มีผลตรวจเสมหะด้วยวิธี Direct smear เป็น
ลบอย่างน้อย 3 ครั้ง* แต่ภาพรังสีทรวงอกพบแผล
พยาธิสภาพในเนื้อปอด ซึ่งแพทย์ให้การวินิจฉัยว่า
เป็นวัณโรคปอดระยะลุกลาม ไม่ตอบสนองต่อการ
ให้ยาปฏิชีวนะ และแพทย์ตัดสินใจให้การรักษา
ด้วยยาวัณโรคเต็มระยะสูตรยา
– ผู้ป่วยที่มีผลตรวจเสมหะด้วยวิธี Direct smear เป็น
ลบอย่างน้อย 3 ครั้ง* แต่ผลเพาะเชื้อเป็นบวก
หรือ วิธีอื่นๆ ที่สามารถระบุเชื้อ M.
tuberculosis ได้#
NTP
แนวทางการ รักษาวัณโรคของ
องค์การอนามัยโลกฉบับปี 2010
* ระบุให้ผู้ป่วยที่มีผลการตรวจเสมหะ AFB smear เป็น
ลบ อย่างน้อย 2 ครั้ง คือ ผู้ป่วยวัณโรคปอดเสมหะลบ
สาหรับประเทศที่มีระบบประกันคุณภาพการชันสูตรวัณ
โรค ปริมาณงานสูงมาก และทรัพยากรจากัด
#แนะนาให้ประเทศที่ความชุกของ HIV มากกว่าร้อย
ละ 1 ในหญิงมีครรภ์ หรือ อย่างน้อยร้อยละ 5 ใน
ผู้ป่วยวัณโรค ทาการเพาะเชื้อในผู้ป่วยเสมหะลบเพื่อ
ยืนยันการวินิจฉัยวัณโรค
NTP
การจาแนกประเภทตามผลเสมหะ
• วัณโรคปอดไม่มีผลตรวจเสมหะ
(PTB SS not done)
ผู้ป่วยวัณโรคปอดที่ได้รับการรักษาวัณโรคโดย
ไม่ได้ตรวจเสมหะก่อนการรักษา
CPG
การจาแนกประเภทตามผลเสมหะ
• วัณโรคปอดไม่มีผลตรวจเสมหะ หมายถึง
– ในกรณีที่ไม่มีผลเสมหะ ซึ่งอาจพบได้ในผู้ป่วย
ผู้ใหญ่บางรายที่มีอาการหนัก และไม่สามารถ
เก็บเสมหะตรวจได้หรือไม่มีการตรวจเสมหะ
หรือในผู้ป่วยเด็กเล็กที่ขากเสมหะส่งตรวจไม่ได้
– เดิมแผนงานวัณโรคแห่งชาติได้กาหนดให้ผู้ป่วยที่
ไม่มีผลเสมหะ อยู่ในกลุ่มวัณโรคปอดเสมหะลบ
ตามแนวทางขององค์การอนามัยโลกฉบับปี 2003
แต่นับตั้งแต่ Cohort ที่ 1/2554 แผนงานวัณโรค
แห่งชาติได้กาหนดให้ผู้ป่วยกลุ่มนี้เป็น ผู้ป่วยวัณ
โรคปอดที่ไม่มีผลตรวจเสมหะ
NTP
การขึ้นทะเบียน
CPG
ผลการรักษาครั้งที่ผ่านมาล่าสุด ผลตรวจหา
เชื้อวัณโรค
ในการป่วยครั้งนี้
การขึ้นทะเบียนในครั้งนี้
ไม่เคยมีประวัติการรักษา
หรือเคยรักษามาไม่เกิน 1 เดือน
+ หรือ neg. ผู้ป่วยรายใหม่ (New)
Defaulted + ผู้ป่วยรักษา
ซ้า
(Previously
treated)
TAD
Treatment success + Relapse
Treatment failed + TAF
ผู้ป่วยวัณโรคที่ขึ้นทะเบียนวัณโรค
แล้ว และถูกส่งตัวมาจากที่อื่น
+ หรือ neg. โอนเข้า (Transfer in)
อื่นๆที่ไม่เข้ากับนิยามข้างต้น
o ไม่ทราบประวัติการรักษาในอดีต
o เคยมีประวัติการรักษาแต่ไม่ทราบ
ผลการรักษาในอดีตที่ชัดเจน
o เคยรักษาและทราบผลการรักษา
ในอดีต
o รักษาแบบวัณโรคนอกปอดโดยไม่
มีผลการตรวจสนับสนุนว่าพบเชื้อ
วัณโรคจริง
+ หรือ neg.
+ หรือ neg.
Neg
Neg
อื่นๆ (Other)
การจาแนกตามประวัติการรักษาในอดีต
1. ใหม่ (New)
– ผู้ป่วยที่ไม่เคยรักษาวัณโรคมาก่อน
– ผู้ป่วยที่เคยได้ยาต้านวัณโรคมาน้อยกว่า 1 เดือน และไม่
เคยขึ้นทะเบียน ในแผนงานวัณโรคแห่งชาติมาก่อน
2. กลับเป็นซ้า (Relapse)
– ผู้ป่วยที่เคยรักษาวัณโรคและได้รับการวินิจฉัยว่าหายแล้ว
หรือรับการรักษาครบแล้ว แต่กลับมาเป็นวัณโรคอีกโดยมี
ผลตรวจพบเชื้อวัณโรคด้วยวิธี Direct smear หรือ
Culture
NTP
การจาแนกตามประวัติการรักษาในอดีต
3. รักษาซ้าหลังจากล้มเหลว
(Treatment after failure)
– ผู้ป่วยที่รักษาด้วย Category 1 แต่ผลเสมหะเมื่อเดือนที่ 5
เป็นบวก หรือหลังจากนั้นยังคงเป็นบวก Remained
positive) หรือกลับเป็นบวกอีก (Become positive)
– ผู้ป่วยวัณโรคเสมหะลบเมื่อเริ่มการรักษา แต่ผลเสมหะ เมื่อ
สิ้นสุดเดือนที่ 2 กลับเป็นบวก
– ผู้ป่วยที่เริ่มรักษาด้วยระบบยารักษาซ้า (retreatment
regimen) หลังจากล้มเหลวต่อระบบยาที่รักษามาก่อน
NTP
การจาแนกตามประวัติการรักษาในอดีต
4. รักษาซ้าหลังจากขาดยา
(Treatment after default)
– ผู้ป่วยที่กลับมารักษาอีก หลังจากขาดการรักษาไป 2 เดือน
ติดต่อกัน หรือมากกว่า โดยมีผลตรวจพบเชื้อวัณโรคด้วย
วิธี Direct smear หรือ Culture
5. รับโอน (Transfer in)
– ผู้ป่วยซึ่งรับโอนจากสถานพยาบาลอื่น โดยขึ้นทะเบียนและ
ได้รับการรักษาแล้วระยะหนึ่ง
NTP
6. อื่นๆ Other
• ได้รับยารักษาวัณโรคจากคลินิก หรือหน่วยงานเอกชนแล้ว
มากกว่า 1 เดือน โดยที่ยังไม่เคยขึ้นทะเบียนในแผนงานวัณ
โรคแห่งชาติมาก่อน
• ไม่รู้ว่าเคยได้รับการรักษามาก่อนหรือไม่
• เคยรับการรักษามาก่อน แต่ไม่ทราบผลการรักษา
• กลับมารับการรักษาหลังขาดยา แต่ผลเสมหะเป็นลบ
• กลับเป็นซ้า ที่ผลการตรวจทางแบคทีเรียเป็นลบ
(Bacteriologically negative relapse)
• วัณโรคนอกปอด ที่ผลการตรวจทางแบคทีเรียเป็นลบ
(Bacteriologically negative Extrapulmonary TB)
NTP
การขึ้นทะเบียน
NTP
ประเภทของการขึ้นทะเบียน ผลการตรวจ ผลการรักษา
ครั้งล่าสุด
ใหม่ + หรือ - -
เคยรับการรักษา
กลับเป็นซ้า +
รักษาหาย
รักษาครบ
รักษาซ้าหลัง
ล้มเหลว + ล้มเหลว
รักษาซ้าหลัง
ขาดยา + ขาดยา
รับโอน + หรือ - กาลังรักษา
อื่นๆ + หรือ -
การจาแนกประเภทตามผล HIV
• การรู้สถานะผู้ป่วยว่ามีการติดเชื้อเอชไอวีร่วมด้วย
หรือไม่ มีความสาคัญต่อการดาเนินโรค การวางแผน
การรักษา และการพยากรณ์โรค
• ผู้ป่วยวัณโรคทุกราย ไม่ว่าวัณโรคปอดหรือวัณ
โรคนอกปอด และไม่ว่าเป็นผู้ป่วยรายใหม่หรือ
เคยได้รับการรักษามาก่อนก็ตาม ควรได้รับ
คาแนะนาเรื่องการติดเชื้อเอชไอวีและวิธีการ
ป้องกันควบคู่กับความรู้เรื่องวัณโรค และควร
ได้รับคาปรึกษาเพื่อเจาะเลือดตรวจหาการติด
เชื้อเอชไอวี เพื่อรักษาควบคู่กันในกรณีที่พบทั้งวัณ
โรคและการติดเชื้อเอชไอวี
CPG
ก่อนเริ่มรักษาวัณโรค
• ให้คาแนะนาเรื่องการติดเชื้อเอช ไอ วี และแนะนาให้ผู้ป่วยวัณโรคทุก
รายตรวจเลือดหาการติดเชื้อเอช ไอ วี เพื่อพิจารณาการรักษาต่อไป
(++,ii)
• พิจารณาเจาะเลือดดูหน้าที่การทางานของตับในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงใน
การเกิดตับอักเสบ ได้แก่ ผู้สูงอายุ >60 ปี, ดื่มสุราเป็นประจา, มีประวัติ
เคยเป็นโรคตับ หรือมีเชื้อไวรัสตับอักเสบ, การติดเชื้อเอชไอวี, มีภาวะ
ทุพโภชนาการ, หญิงตั้งครรภ์ (++,iv)
• พิจารณาเจาะเลือดดูการทางานของไตในผู้ป่วยที่มีโรคไตทางาน
ผิดปกติ เช่น nephrotic syndrome, ไตวายเรื้อรัง, โรคเบาหวานที่มีการ
ทาหน้าที่ของไตบกพร่อง, ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่ต้องใช้ยากลุ่ม
Aminoglycosides และ Ethambutal (++,iv)
• พิจารณาตรวจสายตาในผู้ป่วยใหม่
CPG
การรักษาวัณโรค
สูตรยา
1. 2HRZE/4HR
ผู้ป่วยใหม่ที่ยังไม่เคยรักษา หรือเคยรักษามาไม่เกิน 1 เดือน
2. 2HRZES / 1HRZE / 5HRE
ผู้ป่วยรักษาซ้าด้วยยาวัณโรคแนวที่หนึ่ง
3. > 6Km5LfxEtoCs+PAS / > 12 LfxEtoCs+PAS
ผู้ป่วยที่ยืนยันการวินิจฉัย หรือมีความเสี่ยงสูงต่อวัณโรคดื้อ
ยาหลายขนาน (MDR-TB)
CPG
สูตรที่ 1: New patient regimen
• ก่อนเริ่มการรักษา ควรส่งเสมหะเพาะเชื้อวัณโรคและการ
ทดสอบความไวของเชื้อวัณโรคต่อยา ถ้าไม่มีข้อจากัดใดๆ
• ในผู้ป่วยบางรายถ้ามีหลักฐานว่ามีความล่าช้าในการ
ตอบสนองต่อการรักษา (delay treatment response)
สามารถยืดการให้ยาในระยะต่อเนื่อง (continuation phase)
ทาให้ระยะเวลาในการรักษาโดยใช้ SSC นานทั้งสิ้น 9-12
เดือน เช่น ผู้ป่วยวัณโรคปอดที่มีแผลโพรงขนาดใหญ่, ผู้ป่วย
วัณโรคต่อมน้าเหลืองที่รักษาครบ 6 เดือนแล้วแต่ต่อมยังไม่
ยุบ, ผู้ป่วยวัณโรคที่มีโรคเบาหวานร่วมด้วย, ผู้ป่วยวัณโรคที่มี
การติดเชื้อเอชไอวีร่วมด้วย แต่ทั้งนี้ควรปรึกษาแพทย์
ผู้เชี่ยวชาญเพื่อพิจารณาเป็นรายๆไป
CPG
สูตรที่ 2: Re-treatment regimen
with first-line drugs
• ใช้ในกรณีผู้ป่วยที่ต้องรักษาวัณโรคซ้าจาก default หรือ
relapse
• ก่อนเริ่มการรักษา ต้องส่งเสมหะเพาะเชื้อและทดสอบความ
ไวของเชื้อวัณโรคต่อยาทุกราย
CPG
สูตรที่ 3: MDR regimen
• ใช้ในกรณีผู้ป่วย treatment failure หรือมีผลยืนยันเป็นวัณ
โรคดื้อยาหลายขนาน
• ก่อนเริ่มการรักษา ต้องส่งเสมหะเพาะเชื้อและทดสอบความ
ไวของเชื้อวัณโรคต่อยาทุกราย
• ควรให้การรักษาโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญหรือมีประสบการณ์ใน
การรักษาผู้ป่วยวัณโรคดื้อยาหลายขนาน
• ควรได้รับการรักษาภายใต้การกากับการรักษาทุกราย เพื่อ
ป้องกันการขาดยา
CPG
สูตรที่ 3: MDR regimen
• ในกรณียังไม่ทราบผลการทดสอบความไวของ
เชื้อวัณโรคต่อยา
– ให้เริ่มการรักษาโดยใช้ยาสูตรมาตรฐานหรือ
พิจารณาใช้ยาที่ผู้ป่วยไม่เคยใช้มาก่อน หรือยาที่
ผู้ป่วยเคยใช้มาไม่เกิน 1 เดือน รวมกันอย่างน้อย 4
ชนิดขึ้นไป และหนึ่งในนั้นต้องเป็นยาฉีด
– ติดตามผลทดสอบความไวของเชื้อวัณโรคต่อยา
แล้วพิจารณาปรับยาตามความเหมาะสม
CPG
สูตรที่ 3: MDR regimen
• ในกรณีที่ผลการทดสอบความไวของเชื้อวัณ
โรคต่อยา ยืนยันเป็นวัณโรคดื้อยาหลายขนาน
– ต้องฉีดยาต่อเนื่องหลังจากผลเพาะเชื้อไม่พบเชื้อวัณโรคแล้ว 2 ครั้ง
ติดต่อกัน (culture conversion) ไปอีก 4 เดือน และรวมระยะเวลา
ฉีดยาทั้งหมดต้องไม่น้อยกว่า 6 เดือนติดต่อกันนับจากเริ่มฉีดยา
– ระยะการรักษาที่ต้องใช้ยาฉีดถือเป็นระยะเข้มข้นของการรักษา
– ระยะเวลาการรักษาทั้งหมดต้องไม่ต่ากว่า 18 เดือนหลังจากผลเพาะ
เชื้อไม่พบเชื้อวัณโรคแล้ว 2 ครั้งติดต่อกัน
– ระหว่างให้การรักษา ให้ติดตามด้วยการเพาะเชื้อวัณโรคทุกเดือนจน
สิ้นสุดระยะเข้มข้นของการรักษา หลังจากนั้นให้ติดตามการเพาะเชื้อ
วัณโรคทุก 3 เดือนจนสิ้นสุดการรักษา
CPG
สูตรที่ 3: MDR regimen
การฉีดยา
• ระยะเข้มข้น
มียาฉีด อย่างน้อย 4 เดือนหลัง culture conversion
• Kanamycin
– ควรได้รับ 5 วันต่อสัปดาห์
– ปรับลดเป็น 3 วันต่อสัปดาห์ กรณีผู้ป่วยทนการฉีดยาทุกวัน
ไม่ได้ และ/หรือ มีภาวะแทรกซ้อนจากการบริหารยา
• สามารถเปลี่ยนจาก Kanamycin มาใช้
Streptomycin ได้ เฉพาะถ้ามีผลยืนยันกลับมา
ในภายหลังว่าไม่ดื้อยา
CPG
ผู้ป่วยมีประวัติเคยรักษาวัณโรคมาก่อน
CPG
การจาแนก
ผู้ป่วย
ที่รักษาซ้า
Treatment after
failure
Treatment after
relapse or default
ความเป็นไป
ได้ของการ
เกิด
MDR TB
สูง ปานกลางถึงต่า
สูตรยา
เริ่มต้น
Empirical MDR-TB regimen:
> 6Km5LfxEtoCs+PAS /
> 12 LfxEtoCs+PAS
Retreatment regimen:
2HRZES/1HRZE/5HRE
สูตรยาหลัง
ทราบผล
DST
พิจารณาปรับยาตามความเหมาะสม
ตามผลการทดสอบความไวของเชื้อวัณโรคต่อยา
ผู้ป่วยมีประวัติเคยรักษาวัณโรคมาก่อน
• ในผู้ป่วยมีประวัติเคยรักษาวัณโรคมาก่อน
การจะเลือกใช้สูตรยาที่ 2 หรือ 3 ให้พิจารณาความ
เป็นไปได้ของการเกิดวัณโรคดื้อยาหลายขนานเป็นหลัก
(ตาราง)
• โดยทั่วไป ควรรอผล DST ยืนยันว่าเป็น MDR-TB
หรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อ DST ที่ส่งเป็นวิธีที่รู้ผลเร็ว
• บางกรณีมีความเป็นไปได้สูงที่จะเป็น MDR-TB และ
ผู้ป่วยมีอาการค่อนข้างหนัก สามารถเปลี่ยนไปใช้ระบบ
ยา Empirical MDR regimen
NTP
การติดตามการรักษา
• พิจารณาจากอาการทางคลินิก ร่วมกับติดตามการ
ตรวจย้อมเสมหะ (2 ครั้งต่อทุกการติดตาม) เป็น
สาคัญ
• ส่วนภาพถ่ายรังสีทรวงอกทาเฉพาะเมื่ออาการทาง
คลินิกแย่ลงเพื่อพิจารณาเปลี่ยนแปลงแนวทางการ
รักษา หรือเมื่อต้องการพิจารณาหยุดการรักษาเท่านั้น
CPG
สูตรที่ 1 New patient regimen
CPG
M2
Neg
HR M5, M6
Pos
Culture DST
CXR
HRZE
M3
Neg
HR
Pos
“Culture
DST CXR”
HR
กรณี M2 AFB pos
• กินยาไม่สม่าเสมอ หรือยาไม่มีคุณภาพ
• ขนาดของยาไม่เหมาะสม หรือมีปฏิกิริยาระหว่างยา
(drug-to-drug / drug-to-food interaction) ทาให้
ระดับยาในเลือดต่าลง
• ตอบสนองต่อการรักษาช้าเนื่องจากความรุนแรงของ
โรค หรือเป็นผู้ที่มีระดับภูมิคุ้มกันผิดปกติ (immuno-
compromised host)
• เชื้อที่ตายแล้ว แต่ยังย้อมติดสี
• เชื้อ NTM
CPG
สูตรที่ 2 Retreatment regimen
with First Line Drugs
CPGM3*
Neg
ตามผล
Culture
DST
HRE
M5,
M8
Pos
ตามผล
Culture DST
/ส่ง Rapid test
CXR
HRE
M5
Neg
ตามผล
Culture DST
HRE
M8
Pos
Culture DST
CXR
Failure
Empirical
regimen
หรือ ปรึกษาผชช
CPG
ระยะเวลาการรักษาวัณโรคนอกปอด
CPG
ตาแหน่ง ระยะเวลาการรักษา
อย่างน้อย (เดือน)
Rating
วัณโรคต่อมน้าเหลือง 6 ++, I
วัณโรคเยื่อหุ้มปอด 6 ++, II
วัณโรคเยื่อหุ้มหัวใจ 6 ++, II
วัณโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ
และวัณโรคสมอง
(Tuberculoma)
> 12 +, II
วัณโรคของกระดูกและข้อ 9 – 12 ++, II
วัณโรคของระบบทางเดินปัสสาวะ 6
วัณโรคชนิดแพร่กระจาย แล้วแต่อวัยวะเด่น -
การขยายเวลาของการรักษา
ระยะเข้มข้น
• องค์การอนามัยโลก* เคยแนะนาให้ขยายระยะเข้มข้นอีก 1
เดือน (1HRZE) สาหรับกรณีผลเสมหะยังเป็นบวก เมื่อสิ้นสุด
การรักษาระยะเข้มข้น (เดือนที่ 2) แต่ยกเลิกคาแนะนานั้น
แล้ว เนื่องจากมีหลักฐานว่า ผลเสมหะเมื่อสิ้นสุดระยะเข้มข้น
ไม่เป็นตัวทานายที่ดีว่า จะเกิด relapse หรือ failure หรือ การ
ดื้อยา Isoniazid ตั้งแต่ก่อนเริ่มรักษา (pre-treatment
Isoniazid resistance)
• สาหรับประเทศไทย ผู้เชี่ยวชาญแนะนาให้พิจารณาจาก
ลักษณะของทางคลินิกและภาพรังสีทรวงอก
NTP
การขยายเวลาของการรักษา
ระยะต่อเนื่อง
• การรักษาวัณโรคในผู้ติดเชื้อ HIV ใช้สูตรยาเหมือนกับผู้ป่วย
วัณโรคที่ไม่ติดเชื้อ HIV (ระยะเวลาอย่างน้อย 6 เดือน) *
• ผู้เชี่ยวชาญ$ แนะนาให้รักษาวัณโรคกระดูกและข้อ 6-9
เดือน และรักษาวัณโรคเยื่อหุ้มสมอง 9-12 เดือน กรณี
ภาพรังสีทรวงอกมีแผลโพรงเมื่อเริ่มรักษาหรือระหว่างการ
รักษา หรือผลเพาะเชื้อเป็นบวกเมื่อสิ้นสุดเดือนที่ 2
แนะนาให้เพิ่มระยะต่อเนื่องอีก 3 เดือน
• การขยายระยะเวลาการรักษาเป็น 9-12 เดือน สาหรับผู้ป่วย
วัณโรคที่มีแผลโพรงขนาดใหญ่ ผู้ป่วยที่มีเบาหวานหรือ
ติดเชื้อ HIV ร่วมด้วย หรือ วัณโรคต่อมน้าเหลืองที่รักษา
ครบ 6 เดือนแล้วแต่ต่อมยังไม่ยุบ ควรปรึกษาแพทย์
ผู้เชี่ยวชาญเพื่อพิจารณาเป็นราย ๆ ไป#
NTP
กรณีขาดการรักษา
CPG
กรณีขาดการรักษา
• จะใช้คาแนะนานี้ได้ในกรณี
– ไม่มีลักษณะทางคลินิกที่แย่ลง และ
– ภาพถ่ายรังสีทรวงอกไม่แย่ลง และ
– ตรวจเสมหะไม่พบเชื้อหรือพบปริมาณเชื้อที่ไม่มากขึ้น
• ก่อนการพิจาณาการรักษาใหม่ ต้องส่งเสมหะเพาะเชื้อวัณโรค
และทดสอบความไวของเชื้อวัณโรคต่อยาด้วยเสมอ
• ในผู้ป่วยที่ต้องพิจารณาการรักษาใหม่เนื่องจากขาดยาโดยไม่
มีเหตุอันควร ต้องหาวิธีแก้ปัญหาที่ทาให้ผู้ป่วยขาดยา และ
แนะนาให้การรักษาภายใต้ DOT ทุกราย
• ในกรณีที่มีข้อสงสัยหรือตัดสินใจไม่ได้ ควรปรึกษาแพทย์
ผู้เชี่ยวชาญเป็นรายๆไป
CPG
ขนาดยาวัณโรค
น้าหนัก
ก่อนเริ่ม
การรักษา
(กก.)
ขนาดของยา
H (มก.)
4-8
มก./
กก./วัน
R (มก.)
8-12
มก./
กก./วัน
Z (มก.)
20-30
มก./
กก./วัน
E (มก.)
15-20
มก./
กก./วัน
S (มก.)
15
มก./กก./วัน
35* – 40 300 450 1,000 600 500
41 - 50 300 450 1,250 800 750
> 50 300 600 1,500 1,000 750 - 1,000
CPG
Ethambutol ให้รับประทานทันที ห้ามแกะ/แบ่งทิ้งไว้ จะเกิดความชื้น
ยาจะเสื่อมคุณภาพ (inactive ingredient)
ข้อแนะนา
• การใช้ยาเม็ดรวม (FDC) เช่น HR, HRZ, HRZE จะช่วยเพิ่ม
ความสะดวกในการจัด กินยา และหลีกเลี่ยงการเลือกกินยา
บางขนานได้
• ไม่ควรให้ Ethambutol ในเด็กที่ไม่สามารถให้ข้อมูลเกี่ยวกับ
ตาบอดสี/การมองเห็น (*)
• หลีกเลี่ยงการให้ Streptomycin ในหญิงที่กาลังตั้งครรภ์
• กรณีการให้ Streptomycin ในผู้ป่วยสูงอายุ (> 60 ปี) ไม่ควร
ให้ขนาดเกิน 750 มก./วัน แม้ขนาดยาตามน้าหนักจะเกิน
750 มก./วัน ก็ตาม
• ไม่ต้องปรับขนาดยาถ้าน้าหนักขึ้นหลังให้การรักษา
CPG
ขนาดยา
• ขนาดยาวัณโรคสาหรับผู้ใหญ่ (อายุมากกว่า 14 ปี)
• ควรคานวณตามน้าหนักตัวและไม่ให้เกินขนาด
ยาสูงสุด โดยอาจใช้ตารางขนาดยาตามช่วงน้าหนัก
• การใช้ยาเม็ดรวมหลายขนาน (Fixed Dose
Combination: FDC) เช่น HRZE, HRZ, HR จะช่วย
เพิ่มความสะดวกในการจัดยา กินยา และหลีกเลี่ยง
การเลือกกินยาบางขนาน
NTP
ขนาดยา
• ห้ามให้ S ในหญิงที่กาลังตั้งครรภ์
• ผู้ป่วยอายุ > 60 ปี*
– อาจทนรับ S ขนาดมากกว่า 500-750 มก./วัน ทุกวันไม่ได้
– ควรลดขนาดยาเหลือ 10 มก./กก./วัน
• ผู้ป่วยที่น้าหนักน้อยกว่า 50 กก. อาจทนรับ S ขนาด
มากกว่า 500-750 มก./วัน ทุกวันไม่ได้เช่นกัน#
NTP
* Centers for Disease Control and Prevention. Treatment of
Tuberculosis, American Thoracic Society, CDC, and Infectious
Diseases Society of America. MMWR 2003;52(No. RR-11):1–77.
# WHO Model Formulary 2008.
ขนาดยาวัณโรค
NTP
ยา ช่วงขนาดยา
มก./กก./วัน*
เฉลี่ย มก./
กก./วัน*
ขนาดยาสูงสุด
(Maximum Dose)
H 4-6 5 300 มก./วัน*
R 8-12 10 600 มก./วัน*
Z 20-30 25 2000 มก./วัน#
E 15-20 15 1600 มก./วัน#
S 12-18 15 1000 มก./วัน$
* World Health Organization 2003. Treatment of Tuberculosis: Guidelines for National Programmes. 3rd Edition.
WHO, Geneva, 2003. WHO/CDS/TB/2003.313[i]
# Drug Information Handbook with International Trade names index 2008-2009. 17th edition. American
Pharmacist Association. Senior Editor: Charles F Lacy, Lora L Armstrong, Morton P Goldman, Loonard L Lance.
$ The Sanford Guide to Antimicrobial Therapy 2009. 39th edition. Editors: David N Gilbert, Robert C Moollering Jr,
George M Eliopoulos, Henry F(Chip) Chambers, Michael S Saag.
ขนาดยาวัณโรค
NTP
น้าหนัก
ก่อนเริ่ม
การ
รักษา**
(กก.)
ขนาดของยา (มก.)*
H
4-6
มก./วัน
R
8-12
มก./วัน
Z
20-30
มก./วัน
E
15-20
มก./วัน
S
12-18
มก./วัน
***38-49 300 450 1,000 800 750
50-59 300 600 1,500 1,000 1,000
60-69 300 600 1,500 1,200 1,000
≥ 70 300 600 2,000 1,200 1,000
*ตารางแสดงช่วงน้าหนักนี้มีเพื่อให้ง่ายต่อการปฏิบัติงาน แนะนาให้คานวณตามน้าหนัก
จริงทุกครั้ง ปรับเปลี่ยนตามความเหมาะสม ตามขนาดยาที่มีอยู่ เพื่อหลีกเลี่ยงการหักเม็ด
ยา
** ถ้ามีการลดหรือเพิ่มของน้าหนักตัวในช่วงน้าหนักที่ต่างกัน ให้ปรับขนาดยาตามช่วง
น้าหนักที่เปลี่ยนไป เพื่อป้องกันการดื้อยาหรือเกิดอาการอันไม่พึงประสงค์จากการใช้ยา
***น้าหนักน้อยกว่าหรือเท่ากับ 37 กิโลกรัม ให้คานวณตามน้าหนักตัว
หลักการให้ยารักษาวัณโรคแนวที่หนึ่ง
• ให้ยาถูกต้องทั้งชนิดและจานวน
ยาบางชนิดมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อ ในขณะที่บางชนิดมีฤทธิ์หยุดยั้งการ
เจริญเติบโตของเชื้อ การรักษาวัณโรคไม่สามารถใช้ยาเพียง
หนึ่งหรือสองขนานได้ โดยเฉพาะในระยะเข้มข้นของการ
รักษา (initial phase หรือ intensive phase) เป็นระยะที่
สาคัญ ซึ่งต้องการยาหลายชนิดที่ออกฤทธิ์แตกต่างกัน เพื่อ
ช่วยกาจัดเชื้อวัณโรคให้มีปริมาณลดลงอย่างรวดเร็ว ทาให้
ผู้ป่วยมีอาการดีขึ้น ควบคุมโรค และพ้นระยะแพร่กระจายเชื้อ
ในที่สุด หลังจากนั้นในระยะต่อเนื่องของการรักษา
(continuation phase) จะใช้ยาอย่างน้อย 2 ชนิด ซึ่งจะมี
ฤทธิ์ฆ่าเชื้อวัณโรคที่หลงเหลืออยู่ เพื่อให้เหลือเชื้อที่เป็น
dormant form น้อยที่สุด เพื่อป้องกันการกลับเป็นซ้า
CPG
หลักการให้ยารักษาวัณโรคแนวที่หนึ่ง
• ให้ยาถูกต้องตามขนาด ถ้าขนาดของยาต่าเกินไป
เชื้อวัณโรคจะไม่ตายและจะก่อให้เกิดปัญหาการดื้อยา
ในขณะเดียวกันหากขนาดของยาสูงเกินไป ผู้ป่วยจะ
ได้รับอันตรายจากผลข้างเคียงของยา
• ให้ยาระยะนานเพียงพอ ระบบยามาตรฐานระยะสั้นมี
ระยะเวลาแตกต่างกันตั้งแต่ 6 เดือนถึงประมาณ 12
เดือน การได้ยาครบตามกาหนดจึงเป็นสิ่งที่สาคัญเป็น
อย่างยิ่ง มิฉะนั้น ผู้ป่วยจะกลับเป็นวัณโรคซ้าอีกครั้ง
หรือเกิดเป็นวัณโรคดื้อยาได้
CPG
หลักการให้ยารักษาวัณโรคแนวที่หนึ่ง
• ความต่อเนื่องของการรักษา หากผู้ป่วยรักษาไม่ต่อเนื่อง
จะทาให้ผู้ป่วยรายนั้นไม่หายหรือเกิดเป็นวัณโรคดื้อยาได้
ดังนั้นการให้ความรู้และดูแลช่วยเหลือผู้ป่วยอย่างสม่าเสมอ
เป็นสิ่งจาเป็นอย่างยิ่ง การรักษาวัณโรคภายใต้การกากับการ
รักษา directly observed treatment (DOT) จึงเป็นสิ่งที่ควร
ปฏิบัติโดยเฉพาะอย่างยิ่งในระยะเข้มข้นของการรักษา
CPG
คาแนะนา
• ยารักษาวัณโรคแนวที่หนึ่งทุกขนาน ควรใช้วันละครั้ง แนะนา
เวลาท้องว่าง เช่น ก่อนนอน ควรจัดรวมในซองเดียวกัน
(daily package) หรือใช้เป็นยารวมเม็ด (fixed-dose drug
combination; FDC) เพื่อสะดวกแก่ผู้ป่วยและป้องกันการ
รับประทานยาผิดพลาด และห้ามแกะยาออกจากแผงยา เพื่อ
ป้องกันยาเสื่อมสภาพ
• ผู้ป่วยต้องได้รับสูตรยาที่ถูกต้องเหมาะสม คานวณขนาดยาให้
เหมาะสมตามน้าหนักตัว และให้ยาครบตามระยะเวลาที่
กาหนด ไม่ควรเพิ่ม, ลดยา หรือเปลี่ยนยาทีละตัว
• ผู้ป่วยที่มีเสมหะพบเชื้อ ผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงต่อการกินยาไม่
สม่าเสมอ หรือเสี่ยงต่อการขาดการรักษา หรือเคยมีประวัติ
รักษาวัณโรคมาก่อน ควรได้รับการรักษาภายใต้ DOT
CPG
คาแนะนา
• ยารักษาวัณโรคแนวที่หนึ่งทุกขนาน ควรใช้วันละครั้ง แนะนา
เวลาท้องว่าง เช่น ก่อนนอน ควรจัดรวมในซองเดียวกัน
(daily package) หรือใช้เป็นยารวมเม็ด (fixed-dose drug
combination; FDC) เพื่อสะดวกแก่ผู้ป่วยและป้องกันการ
รับประทานยาผิดพลาด และยาที่บรรจุอยู่ในแผงยา
หากยังไม่ได้รับประทาน ไม่ควรแกะเม็ดยาออกมาจากแผง
เพราะแสงและความชื้นอาจทาให้ยาเสื่อมคุณภาพได้
• ผู้ป่วยต้องได้รับสูตรยาที่ถูกต้องเหมาะสม คานวณขนาดยาให้
เหมาะสมตามน้าหนักตัว และให้ยาครบตามระยะเวลาที่
กาหนด ไม่ควรเพิ่ม, ลดยา หรือเปลี่ยนยาทีละตัว
• ผู้ป่วยที่มีเสมหะพบเชื้อ ผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงต่อการกินยาไม่
สม่าเสมอ หรือเสี่ยงต่อการขาดการรักษา หรือเคยมีประวัติ
รักษาวัณโรคมาก่อน ควรได้รับการรักษาภายใต้ DOT
NTP
ลาดับการพิจารณาการรักษาภายใต้
การกากับการรักษา (DOT)
CPG
ผลข้างเคียงที่พบบ่อยจาก
ยารักษาวัณโรคแนวที่หนึ่ง
CPG
ผลข้างเคียงรุนแรง ยาที่เป็นสาเหตุ การดูแลรักษา
ผื่นผิวหนัง ทุกตัว
หยุดยาที่เป็นสาเหตุ
หูหนวก S
เวียนศีรษะ
(vertigo และ nystagmus)
S
ดีซ่าน ตับอักเสบ H, R, Z
สับสน ยาส่วนใหญ่
การมองเห็นภาพผิดปกติ E
ช็อค ผื่น purpura ไตวายเฉียบพลัน R
ปัสสาวะออกน้อย ไตวาย S
ผลข้างเคียงไม่รุนแรง ให้ยาต่อได้ ตรวจสอบขนาดยา
คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง Z, R, H รับประทานยาพร้อมอาหารหรือก่อนนอน
ปวดข้อ Z > E ให้ aspirin, NSAIDS หรือ
paracetamol
ชาปลายมือปลายเท้า H ให้ pyridoxine 50-75 มก.ต่อวัน
ง่วง H ให้ยาก่อนนอน
อาการคล้ายไข้หวัด R มักเกิดในกรณีได้ยาแบบ intermittent
ให้เปลี่ยนเป็นให้ยาทุกวัน
อาการข้างเคียงจากยารักษาวัณโรคและการรักษา
NTP
ผลข้างเคียงที่รุนแรง ยาที่เป็นสาเหตุ การดูแลรักษา
ผื่นผิวหนัง ทุกตัว หยุดยาที่เป็นสาเหตุ
หูหนวก S
เวียนศีรษะ
(vertigo และ nystagmus)
S
ดีซ่าน (ที่ไม่มีสาเหตุอื่น) ตับอักเสบ H, R, Z
สับสน ยาส่วนใหญ่
การมองเห็นภาพผิดปกติ
(ไม่มีสาเหตุอื่น)
E
ช็อค ผื่น purpura ไตวายเฉียบพลัน R
ปัสสาวะออกน้อย ไตวาย S
ผลข้างเคียงที่ไม่รุนแรง ให้ยาต่อได้ ตรวจสอบขนาดยา
เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง Z, R, H รับประทานยาพร้อมอาหารหรือก่อนนอน
ปวดข้อ Z>E ให้ aspirin หรือ NSAIDS หรือ paracetamol
ชาปลายมือ ปลายเท้า H ให้ pyridoxine 50-75 มก ต่อวัน
ง่วง H ให้ยาก่อนนอน
อาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ intermittent dosing
ของ R
เปลี่ยนเป็นให้ยาทุกวัน
ปฎิกริยาทางผิวหนัง
• ยาทุกชนิดเป็นสาเหตุที่ทาให้เกิดปฎิกริยา
ทางผิวหนังได้
• แบ่งความรุนแรงของอาการออกเป็น 3
ระดับ ได้แก่
–อาการคันที่ไม่มีผื่น
–ผื่นผิวหนังที่อาจมีอาการตามระบบเช่น ไข้
ร่วมด้วย
–ผื่นผิวหนังรุนแรงมากที่มีรอยโรคในเยื่อบุ
ต่างๆ ร่วมด้วย CPG
ปฎิกริยาทางผิวหนัง
• มีอาการคันแต่ไม่มีผื่น ให้ยาต้านฮิสตามีน
รับประทานยาต่อได้ อาการจะค่อยๆ ดีขึ้น อาจใช้เวลา
หลายสัปดาห์
• ผื่นลักษณะคล้ายสิวและอาจคันโดยไม่มีอาการ
ตามระบบ สามารถให้ยาต่อได้เนื่องจากไม่เป็น
อันตรายเพียงแต่อาจมีผลด้านความสวยงาม
• ผื่นผิวหนังที่อาจมีอาการตามระบบเช่น ไข้ ร่วม
ด้วย หยุดยาทุกชนิด ให้ยาต้านฮีสตามีน และ
พิจารณาให้ prednisolone ขนาดต่า
CPG
ปฎิกริยาทางผิวหนัง
• ผื่นผิวหนังรุนแรงมากที่มีรอยโรคในเยื่อบุต่างๆ
ร่วมด้วย หยุดยาทุกชนิด ให้ systemic steroid
ขนาดสูงเช่น prednisolone 40-60 มก.ต่อวันและ
ค่อยๆ ลดขนาดยาลงตามการตอบสนอง
• กรณีนี้ให้ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อวางแผนการรักษา
• ในระหว่างที่มีการหยุดยา ถ้าวัณโรคยังอยู่ในระยะ
รุนแรง ให้เลือกใช้ยาสารองกลุ่มอื่นไปก่อน
CPG
ปฎิกริยาทางผิวหนัง
• เมื่อผื่นหายดีจากกรณีผื่นผิวหนังที่ไม่รุนแรงมาก
พิจารณาให้ยาใหม่ทีละตัว โดยมีแนวทางดังนี้
– เริ่มให้ยา H หรือ R ต่อด้วย E และ Z เป็นตัวสุดท้าย
– ยาแต่ละชนิด เริ่มจากขนาด 1/3 ถึง 1/2 ของขนาด
สูงสุด แล้วเพิ่มจนถึงขนาดสูงสุดใน 2-3 วัน แล้ว
เริ่มยาตัวถัดไปได้เลยถ้ายาตัวก่อนหน้านั้นไม่เกิด
ปัญหา
– ถ้าผื่นขึ้นขณะได้ยาตัวใด ให้หยุดยาตัวดังกล่าว
รอให้ผื่นยุบหมด แล้วจึงเริ่มยาตัวถัดไปและปรับ
สูตรยาให้เหมาะสม
CPG
คลื่นไส้/อาเจียน ปวดท้อง และตับอักเสบ
• อาการคลื่นไส้ อาเจียน อาจเป็นผลของยาโดยตรงที่ระคาย
เคืองทางเดินอาหารโดยไม่ได้เป็นตับอักเสบ มักเกิดเฉพาะ
หลังการรับประทานยา ไม่ได้เป็นทั้งวัน โดยอาการจะค่อยๆดี
ขึ้นภายในวันเดียวกันเมื่อระยะเวลาห่างออกไปจากมื้อยา
ส่วนใหญ่พบในช่วงสัปดาห์แรกๆ ของการรับประทานยา
• อาการของตับอักเสบซึ่งมักมีอาการเบื่ออาหาร คลื่นไส้หรือ
อาเจียนร่วมด้วยมักเป็นทั้งวัน และอาจพบหลังจากเริ่ม
รับประทานยาไปแล้วหลายสัปดาห์
• การแยกภาวะตับอักเสบออกจากผลของยาที่ทาให้มีอาการ
คลื่นไส้ หรือปวดท้องนั้น ทาได้โดยตรวจการทางานของตับ
เท่านั้น.
• ยาที่เป็นสาเหตุให้เกิดตับอักเสบได้แก่ H, R และ Z
ส่วนกรณีที่มีเฉพาะค่า bilirubin สูงขึ้นโดยไม่ค่อยมีความ
ผิดปกติของ AST/ALT มักเกิดจากยา R CPG
คาแนะนาก่อนเริ่มให้ยา
• พิจารณาเจาะดูหน้าที่การทางานของตับใน
ผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงในการเกิดตับอักเสบ ได้แก่
– ผู้สูงอายุ >60 ปี
– ดื่มสุราเป็นประจา
– มีประวัติเคยเป็นโรคตับ หรือมีเชื้อไวรัสตับอักเสบ
– การติดเชื้อเอชไอวี
– มีภาวะทุพโภชนาการ
– หญิงตั้งครรภ์
• ถ้าพบความผิดปกติ อ่านต่อบทที่ 5
CPG
คาแนะนาการตรวจดูหน้าที่ของตับระหว่างการให้ยา
• ผู้ป่วยที่ไม่มีความเสี่ยงที่ชัดเจนในการเกิด
ตับอักเสบ
ตรวจ AST/ALT และ total bilirubin (TB)
เฉพาะในกรณีที่มีอาการสงสัยตับอักเสบ
• ผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงในการเกิดตับอักเสบ
ตรวจ AST/ALT และ TB ทุก 1-2 สัปดาห์
ภายใน 1 เดือนแรก หลังจากนั้นพิจารณาเจาะ
ตามความเหมาะสม
CPG
คาแนะนาเมื่อผู้ป่วยมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน
ขณะได้รับยา
• ให้เจาะเลือดดูการทางานของตับ
• ถ้า AST/ALT > 3 เท่าของค่าปกติ
หยุดยา H, R และ Z
• ถ้า AST/ALT < 3 เท่าของค่าปกติ
รับประทานยาต่อ สืบค้นหาสาเหตุอื่น และ
ติดตามหน้าที่ของตับภายใน 3 วัน
CPG
คาแนะนาในกรณีผลเลือดผิดปกติโดยไม่มีอาการ
ขณะได้รับยา
• ถ้า TB > 3 มก./ดล แต่ AST/ALT อยู่ใน
เกณฑ์ปกติหรือเพิ่มขึ้นไม่เกิน 3 เท่า
หยุดเฉพาะ R
• ถ้า AST/ALT < 5 เท่าของค่าปกติ
ให้รับประทานยาต่อ เจาะเลือดดูการทางานของ
ตับทุก 1 สัปดาห์
• ถ้า AST/ALT > 5 เท่าของค่าปกติ
หยุดยา H, R และ Z
CPG
คาแนะนาในการ re-challenge ยา
• กรณีเป็น fulminant hepatitis ห้ามใช้ยาในกลุ่มนี้อีก
• เมื่อ AST/ALT ลดลงจน < 2 เท่าของค่าปกติ และ TB
ลดลงจน < 1.5 มก./ดล.
• เรียงการให้ยาจาก H, R และ Z ตามลาดับ
• ระยะห่างของการให้ยาแต่ละชนิดคือ 1 สัปดาห์
• ให้เริ่มจากขนาดยาปกติได้เลย
• หลังการให้ยาแต่ละชนิด เจาะเลือดดู AST/ALT และ TB
ภายใน 1 สัปดาห์ ถ้าไม่พบความผิดปกติจึงจะเริ่มยาตัว
ต่อไปได้
• ระหว่าง re-challenge ถ้าค่า AST/ALT หรือ TB กลับสูงขึ้น
ตามเกณฑ์ที่กล่าวไว้ก่อนหน้า ให้หยุดยาและไม่กลับมาให้ยา
นี้อีก
CPG
สูตรยาทดแทน กรณีไม่สามารถใช้ยาบางตัวได้
NTP
ยาที่
จาเป็นต้อง
หยุด
สูตรยาทดแทน
H 2RZE/10RE7, 6RZE4,7, 6-9RZE1
R 2SHE/10 HE1, 2HZEQ/10-16HEQ7, 2-3SHZEQ/9-10HEQ7
Z 2HRE/7HR1,4,7, 2SHRE/6HR1
HR 2SEQ/16-22EQ1
HZ SREQC 12-18 เดือน4
HRZ SEQ+oral SLD 18-24 เดือน4
ประสาทตาอักเสบ
(Optic neuritis, Retrobulbar neuritis)
• ยาที่ทาให้เกิดผลข้างเคียงนี้คือ ethambutol โดยมี
ความสัมพันธ์กับขนาดยาที่ได้รับ และอาจพบจากยา
isoniazid ได้
• อาการแรกสุดอาจเป็นการมองเห็นสีผิดปกติ
(dyschromatopsia, สีแดง-เขียวหรือ น้าเงิน-เหลือง)
• อาการอื่นของประสาทตาอักเสบได้แก่ ตามัว ภาพตรงกลาง
ดามืด (central scotoma) มองเห็นภาพไม่ชัดในเวลา
กลางคืน ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีอาการเจ็บตาเวลากลอกตานามา
ก่อนในช่วงแรก
• ประสาทตาอักเสบมักเกิดหลังได้รับยามาเป็นเดือน โดยมัก
พบในผู้สูงอายุ ผู้ป่วยที่มีการทาหน้าที่ของไตผิดปกติ อาจ
เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดผลข้างเคียงนี้ อย่างไรก็ตามผู้ป่วย
มากกว่าร้อยละ 50 หายได้เป็นปกติหลังจากหยุดยา
CPG
คาแนะนาก่อนเริ่มให้ยา ethambutol
• สอบถามความผิดปกติของการมองเห็น
ก่อนเริ่มให้ยาทุกราย
• ตรวจการมองเห็น (visual acuity)
และภาวะตาบอดสี ถ้าสงสัยมีความผิดปกติ
CPG
คาแนะนาระหว่างการให้ยา ethambutol
• เลือกขนาดยา ethambutol 15 มก./กก./วัน และไม่
เกิน 20 มก./กก./วัน
• แจ้งให้ผู้ป่วยหยุดยาทันทีเมื่อเกิดความผิดปกติในการ
มองเห็นและแจ้งให้แพทย์ทราบ
• ไม่จาเป็นต้องตรวจการมองเห็นและภาวะตาบอดสีทุก
ครั้ง
• สอบถามความผิดปกติของการมองเห็นทุกครั้งที่มา
ติดตามการรักษา
• ถ้ามีความผิดปกติในการมองเห็น ให้ตรวจการมองเห็น
และภาวะตาบอดสี หยุดยา และปรึกษาจักษุแพทย์
• กรณีที่อาการไม่ดีขึ้นอาจเกิดจากยา isoniazid ให้
พิจารณาหยุด isoniazid ด้วย CPG
ปฏิกิริยาระหว่างยารักษาวัณโรคแนวที่หนึ่ง
กับยาอื่นๆที่สาคัญ
• Rifampicin (R) มีปฏิกิริยาที่มีความสาคัญทาง
คลินิกกับยาหลายกลุ่ม
เช่น ยาคุมกาเนิดในกลุ่ม estrogen, ยากันชัก, ยา
ป้องกันลิ่มเลือดแข็งตัว, ยาปฏิชีวนะบางกลุ่ม, ยาเคมี
บาบัดบางตัว, ยาเบาหวานบางกลุ่ม รวมถึงยาในกลุ่ม
หลอดเลือดและหัวใจบางชนิด
ดังนั้นจึงต้องใช้ยาด้วยความระมัดระวัง และปรับยา
หรือขนาดยาให้เหมาะสมต่อไป
CPG
อันตรกิริยาระหว่างยาวัณโรคกับยาอื่น
และอันตรกิริยาระหว่างยาวัณโรคกับอาหาร
NTP
ยา ยาลดกรด ยาที่มี
ส่วนประกอบ
ของโลหะหนัก
เครื่องดื่ม
แอลกอฮอล์
อาหาร หมายเหตุ
H - ลดระดับยาในเลือด
- ลดประสิทธิภาพของยา
- - ควรหลีกเลี่ยง
เนื่องจากเพิ่มความ
เสี่ยงในการเกิดพิษ
ต่อตับ
- ลดทั้งอัตราและ
ปริมาณการดูดซึม
ของยา
-ไม่ควรรับประทานยา
พร้อมอาหาร เนื่อง
ระดับยาในเลือดอาจ
ลดลง
- ควรรับประทานยาก่อน
อาหารอย่างน้อย 1 ชั่วโมง
หรือหลังอาหารอย่างน้อย 2
ชั่วโมง
- ควรรับประทานในขณะท้อง
ว่าง
R - - ควรหลีกเลี่ยง
เนื่องจากเพิ่มความ
เสี่ยงในการเกิดพิษ
ต่อตับ
ลดทั้งอัตราและ
ปริมาณการดูดซึม
ของยา
-ควรรับประทานก่อนอาหาร
อย่างน้อย 1 ชั่วโมงหรือหลัง
อาหารอย่างน้อย 2 ชั่วโมง
- ควรรับประทานในขณะท้อง
ว่าง
Z ไม่มีข้อมูล ไม่มีข้อมูล ไม่มีข้อมูล ไม่มีข้อมูล ไม่มีข้อมูล
E - ลดระดับยาในเลือด
- ลดการดูดซึมของยา
- ไม่ควรรับประทานยาลด
กรดก่อนและหลังการ
รับประทานยา 2 ชั่วโมง
- - - - หลีกเลี่ยงการให้ยาคู่กับยา
ลดกรด หรือให้ยาลดกรด
หลังจากรับประทานยาอย่าง
น้อย 4 ชั่วโมง
- หากมีอาการข้างเคียงทาง
ระบบทางเดินอาหาร แนะนา
ให้รับประทานยาพร้อมอาหาร
อันตรกิริยาระหว่างยาวัณโรคกับยาอื่น
และอันตรกิริยาระหว่างยาวัณโรคกับอาหาร
NTP
ยา ยาลดกรด ยาที่มี
ส่วนประกอบ
ของโลหะหนัก
เครื่องดื่ม
แอลกอฮอล์
อาหาร หมายเหตุ
O ลดประสิทธิภาพของ
ยา
ยับยั้งการดูดซึม
ของยา
- ระดับยาสูงสุดในเลือด
ลดลง 20% เมื่อ
รับประทานพร้อม
อาหาร
ควรรับประทานยาก่อนหรือ
หลังยาลดกรด หรือ ยาที่มี
โลหะหนัก อย่างน้อย 2
ชั่วโมง
Eto - - ควรหลีกเลี่ยง
เนื่องจากอาจเกิด
อาการอาการ
ข้างเคียงทางจิต
- - รับประทานยาพร้อมอาหาร
ถ้ามีอาการข้างเคียงทางระบบ
ทางเดินอาหารบ่อยหรือรุนแรง
หรือการรับรสเปลี่ยนแปลง
- รับประทานยาก่อนนอนเพื่อ
ป้องกันอาการข้างเคียงทาง
ระบบทางเดินอาหาร
Cs - - ควรหลีกเลี่ยง
เนื่องจากอาจเกิด
อาการข้างเคียงทาง
ระบบประสาท
อาจเพิ่มตวามต้องการ
วิตามิน B12 และ folic
acid
อาจรับประทานยาพร้อม
อาหาร
PAS - - - - หากมีอาการข้างเคียงทาง
ระบบทางเดินอาหาร แนะนา
ให้รับประทานยาพร้อมอาหาร
วัณโรคในผู้ติดเชื้อเอชไอวี/ผู้ป่วยเอดส์
1. วัณโรคเองมีผลทาให้การดาเนินโรคของการติดเชื้อ
เอชไอวีเร็วขึ้น ทาให้มีโอกาสป่วยจากโรคติดเชื้อ
ฉวยโอกาสหรือโรคร่วมอื่นๆ ได้บ่อยขึ้น ซึ่งเป็น
สาเหตุหนึ่งที่ทาให้เสียชีวิตได้
2. ผู้ป่วยเอดส์ (ระดับเม็ดเลือดขาว CD4 < 200
cells/µL) จะพบวัณโรคแบบรุนแรงมากขึ้นไม่ว่าวัณ
โรคนอกปอดต่างๆ หรือวัณโรคแพร่กระจาย และการ
ตอบสนองต่อการรักษาลดลง ส่งผลให้ระยะเวลาใน
การรักษานานขึ้น แต่ผลการรักษาแย่ลง ไม่ว่าอัตรา
การหายขาด, อัตราการกลับเป็นโรคซ้า, โอกาสเกิด
วัณโรคดื้อยา หรือแม้กระทั่งอัตราการเสียชีวิต
CPG
วัณโรคในผู้ติดเชื้อเอชไอวี/ผู้ป่วยเอดส์
3. มีความเสี่ยงต่อความสม่าเสมอในการกินยาหรือต่อ
การมาพบแพทย์ตามนัด
4. ผลข้างเคียงที่รุนแรงจากยาพบได้บ่อยขึ้น เช่น ผื่น
แพ้ยาแบบรุนแรง (Stevens-Johnson syndrome;
SJS หรือ toxic epidermal necrolysis; TEN ) หรือ
ตับอักเสบ เป็นต้น
CPG
วัณโรคในผู้ติดเชื้อเอชไอวี/ผู้ป่วยเอดส์
5. มีความเสี่ยงต่อปฏิกิริยาระหว่างยาวัณโรค เช่น
RMP กับยาอื่นๆ ที่ถูกนามาใช้ร่วมในการรักษาผู้ติด
เชื้อเอชไอวี เช่น ยาต้านไวรัสในกลุ่ม Protease
inhibitor (PI), ยาฆ่าเชื้อราในกลุ่ม azole
(เช่น Itraconazole, Ketoconazole), ยาในกลุ่ม
Macrolides เป็นต้น ทาให้การรักษายุ่งยากมากขึ้น
6. มีโอกาสเกิด paradoxical reaction หรือ immune
restoration inflammatory syndrome (IRIS)
มากขึ้น
CPG
ระดับเม็ดเลือดขาว CD4 ในผู้ติดเชื้อเอชไอวี
• ผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่ยังมีระดับภูมิคุ้มกันสูง (CD4 > 350
cells/µL) อาการทางคลินิกของวัณโรคมักไม่แตกต่าง
จากวัณโรคที่พบโดยทั่วไป
• ผู้ป่วยเอดส์ (CD4 < 200 cells/µL) จะพบวัณโรคนอก
ปอดหรือวัณโรคแพร่กระจายได้มากกว่าร้อยละ 50
(เปรียบเทียบกับผู้ป่วยที่ CD4 > 350 cells/µL พบ
เพียงร้อยละ 28)
CPG
ลักษณะภาพถ่ายรังสีทรวงอกในผู้ติดเชื้อเอชไอวี
• การเปลี่ยนแปลงของภาพถ่ายรังสีทรวงอกของวัณโรค
ปอดในผู้ติดเชื้อเอชไอวี ขึ้นกับ CD4 โดยพบว่า
ภาพถ่ายรังสีทรวงอกที่จาเพาะ (typical CXR) ต่อวัณ
โรคปอดจะพบน้อยลงเรื่อยๆเมื่อ CD4 ต่าลง
• มีข้อสังเกตว่าเมื่อ CD4 < 200 cells/µL การ
เปลี่ยนแปลงของภาพถ่ายรังสีทรวงอกสามารถพบได้
ทุกรูปแบบและภาพถ่ายรังสีทรวงอกแบบ interstitial
infiltration หรือ military infiltration พบได้บ่อยขึ้น
อันแสดงถึงการติดเชื้อแบบแพร่กระจายทางเลือดหรือ
น้าเหลือง ซึ่งผู้ป่วยกลุ่มนี้อาจตรวจเสมหะไม่พบเชื้อ
วัณโรค
CPG
คาแนะนาในการวินิจฉัย
• เช่นเดียวกับการวินิจฉัยวัณโรคทั่วไป
• ผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่พบความผิดปกติของภาพถ่ายรังสี
ทรวงอกทุกรายต้องได้รับการตรวจเสมหะหาเชื้อ
วัณโรค
• ส่งเสมหะเพาะเชื้อวัณโรค เพื่อยืนยันการวินิจฉัยวัณ
โรค และวินิจฉัยแยกโรค NTM และทดสอบความไว
ของเชื้อวัณโรคต่อยาก่อนเริ่มรักษาทุกราย
CPG
แนวทางกรณีที่ตรวจเสมหะผลเป็นลบ
• มองหาความผิดปกติของอวัยวะนอกปอด ที่จะสามารถเก็บสิ่ง
ส่งตรวจย้อมและเพาะเชื้อวัณโรคได้ เช่น ต่อมน้าเหลือง ตับ
หรือม้ามโตผิดปกติ ให้ใช้เข็มดูด (needle aspiration) หรือ
ตัดชิ้นเนื้อ (tissue biopsy) หรือพิจารณาเจาะไขกระดูก
(bone marrow aspiration) ในรายที่มีภาวะ pancytopenia
หรือตรวจน้าหล่อเลี้ยงไขสันหลัง (CSF) ในรายที่มีอาการของ
เยื่อหุ้มสมองอักเสบ เป็นต้น
• ถ้าไม่สามารถให้การวินิจฉัยวัณโรคจากอวัยวะนอกปอด
อาจพิจารณาส่องกล้องตรวจหลอดลม (ขึ้นกับศักยภาพของ
สถานพยาบาล) หรือให้การรักษาแบบวัณโรคไปก่อน (เป็น
therapeutic diagnosis) ดูการตอบสนองต่อการรักษาภายใน
2 สัปดาห์
• เพาะเชื้อวัณโรคจากเลือด ในกรณีที่มีไข้ไม่ทราบสาเหตุ
CPG
คาแนะนาในการรักษาวัณโรคในผู้ติดเชื้อ HIV
• ไม่แตกต่างจากการรักษาวัณโรคโดยทั่วไป
แนะนาให้ใช้สูตรยามาตรฐานระยะสั้น
• ในกรณีที่มีการตอบสนองต่อการรักษาช้ากว่าที่ควรเป็น เช่น ผลเสมหะ
เพาะเชื้อยังพบเชื้อวัณโรคที่ 2 เดือน โดยไม่มีเชื้อวัณโรคดื้อยา อาจ
ยืดเวลาการรักษาจาก 6 เดือนเป็น 9 เดือน เพื่อลดอุบัติการณ์การเกิด
วัณโรคซ้า
• ไม่ควรหยุดยา RMP โดยไม่จาเป็น เนื่องจากสูตรยาวัณโรคที่ไม่มี RMP
จะทาให้ sputum conversion ช้าลง และระยะเวลาการรักษาอาจ
ยาวนาน
• พิจารณาให้รับประทานวิตามินบี 6 (pyridoxine) ในขนาด 50–100 mg
ต่อวัน เพื่อป้องกันผลต่อระบบประสาท (++, II)
• ผู้ป่วยวัณโรคที่ติดเชื้อเอชไอวีทุกรายควรได้รับการประเมินระดับ CD4
เพื่อพิจารณายาป้องกันโรคติดเชื้อฉวยโอกาสอื่นหรือยาต้านไวรัสตาม
ข้อบ่งชี้ (++, I)
CPG
คาแนะนาในการรักษาวัณโรคในผู้ติดเชื้อ HIV
• เลือกใช้ยาต้านไวรัสกลุ่มที่ไม่มีปฏิกิริยาหรือมีปฏิกิริยาน้อย
ที่สุดต่อยา RMP คือ ยาในกลุ่ม Nucleoside revese
transcriptase inhibitors (NRTIs) และ Non-nucleoside
reverse transcriptase inhibitors (NNRTs) ตามลาดับ
(++, I)
• ปัจจุบันไม่แนะนายาในกลุ่ม Protease inhibitors (PIs)(--, I)
(ดูรายละเอียดการให้ยาต้านไวรัสในแนวทางการตรวจวินิจฉัย
และการดูแลรักษาผู้ติดเชื้อเอชไอวีและผู้ป่วยเอดส์ระดับชาติ
ปี พ.ศ. 2553)
• แนวทางการรักษาวัณโรคของผู้ป่วยวัณโรคที่ติดเชื้อเอชไอวี
ที่ขาดการรักษา ยังไม่มีการศึกษาโดยเฉพาะ ดังนั้นแนะนาให้
ยึดแนวทางปฏิบัติโดยทั่วไป แต่แพทย์ที่รักษาควรสังเกต
อาการอย่างต่อเนื่อง (++, II) CPG
คาแนะนาในการรักษาวัณโรคในผู้ติดเชื้อ HIV
CPG
ระดับ CD4 ยาป้องกันโรคติดเชื้อฉวย
โอกาส (Primary
prophylaxis)
ยาต้านไวรัส
>200 -
350
- 2 NRTI + 1 NNRTI
(หลังระยะเข้นข้นของการ
รักษาวัณโรค)
>100 -
200
Co-trimoxazole
(ครั้งละ 1 เม็ด วันละครั้ง)
2 NRTI + 1 NNRTI
(ในช่วง 2 สัปดาห์แรก- 2
เดือนแรก)
< 100 Co-trimoxazole
(ครั้งละ 2 เม็ด วันละครั้ง)
Fluconazole
(สัปดาห์ละ 2 เม็ด)
2 NRTI + 1 NNRTI
(เร็วที่สุดหลังให้การรักษา
วัณโรค)
ลดปัญหาของวัณโรคในกลุ่มผู้ติดเชื้อเอชไอวี
1. การจัดระบบการเร่งรัดค้นหาผู้ป่วยวัณโรค
(Intensified tuberculosis case finding : ICF)
พร้อมทั้งให้การรักษาวัณโรคตั้งแต่ระยะแรก
2. การพิจารณาให้ยา Isoniazid (INH) เพื่อรักษาการ
ติดเชื้อวัณโรคระยะแฝงในผู้ติดเชื้อเอชไอวี เพื่อไม่ให้
ป่วยเป็นวัณโรค (Isoniazid preventive therapy :
IPT)
3. การจัดให้มีระบบการป้องกันและควบคุมการ
แพร่กระจายเชื้อวัณโรคในสถานพยาบาล หรือสถานที่
ที่แออัด (Infection control : IC)
NTP
การเร่งรัดค้นหาผู้ป่วยวัณโรคในผู้ติดเชื้อ HIV
1. อาการไอผิดปกติ
2. อาการไข้ภายใน 1 เดือน
3. น้าหนักลดเกิน 5% ของน้าหนักตัว ภายใน 1 เดือน
4. เหงื่อออกผิดปกติตอนกลางคืนมากกว่า 3 สัปดาห์ ภายใน 1
เดือน
NTP
Comparison of the three TB screening and
diagnostic algorithms.
Comparison of the three TB screening and
diagnostic algorithms.
ลดปัญหาของเอดส์ในผู้ป่วยวัณโรค
1. การให้บริการการปรึกษาและตรวจเลือดเพื่อวินิจฉัย
การติดเชื้อเอชไอวีสาหรับผู้ป่วยวัณโรค
2. การป้องกันการติดเชื้อและการแพร่กระจายของเชื้อ
เอชไอวี
3. การให้ยาโคไตรมอกซาโซล ป้องกันและรักษาการติด
เชื้อฉวยโอกาส (Co-trimoxazole Preventive
Therapy : CPT )
4. การให้ยาต้านไวรัส ( Anti-retro viral therapy ;
ART )
5. ให้การดูแลและรักษาอย่างต่อเนื่องทั้งด้านสังคมและ
จิตใจ
NTP
วัณโรคในผู้ป่วยโรคตับ
• ผู้ป่วยที่มีประวัติโรคตับเช่น เป็นพาหะ
ของไวรัสตับอักเสบชนิดต่างๆ เคยมี
ประวัติเป็นโรคตับอักเสบ หรือ ดื่มสุรา
มาก แม้ว่าไม่มีอาการแสดงของโรคตับ
เรื้อรัง ควรตรวจเลือดเพื่อดูการทางาน
ของตับก่อนการรักษา เนื่องจากผู้ป่วย
กลุ่มนี้มีความเสี่ยงที่จะเกิดความผิดปกติ
การทางานของตับเพิ่มขึ้นเมื่อได้รับการ
รักษาวัณโรคด้วย SSC
CPG
วัณโรคในผู้ป่วยโรคตับ
• ผู้ที่มีอาการแสดงของโรคตับเรื้อรังและระดับ ALT ใน
เลือด > 3 เท่าของค่าปกติ ควรเลือกสูตรยาที่มีผลต่อ
การทางานของตับน้อยลง มีหลักการพิจารณาตามลาดับ
ดังนี้
(ทั้งนี้ขึ้นกับระดับความรุนแรงของโรคตับของผู้ป่วย)
• สูตรยาที่มียาที่มีผลต่อการทางานของตับ 2 ชนิด
9 HRE? , 2 SHRE / 7HR, 6-9 RZE
• สูตรยาที่มียาที่มีผลต่อการทางานของตับ 1 ชนิด
2 SHE/10-16 HE
• สูตรยาที่ไม่มีผลต่อตับอักเสบ
18-24 HE + Fluoroquiniolone
CPG
วัณโรคในผู้ป่วยโรคตับ
• ผู้ป่วยทุกรายต้องนัดติดตามอาการทางคลินิก
– ทุก 1 สัปดาห์ในช่วง 2 - 3 สัปดาห์แรกของการรักษา
– ทุก 2 สัปดาห์ในช่วง 2 เดือนแรกของการรักษาวัณโรค
– ในระหว่างนั้นถ้ามีอาการทางคลินิกสงสัยตับอักเสบ ต้องได้รับ
การตรวจเลือดเพื่อติดตามการทางานของตับทันที
• ผู้ป่วยทุกรายต้องได้รับคาแนะนาให้หยุดเหล้า และ
ระมัดระวังการใช้ยาอื่นที่อาจมีผลต่อตับ
(ควรได้รับยาต่างๆภายใต้คาแนะนาของแพทย์)
• ในผู้ป่วยโรคตับทุกรายที่ได้ยา INH พิจารณาให้
รับประทานวิตามินบี 6 (pyridoxine) ในขนาด 50–100
mg ต่อวัน เพื่อป้องกันผลต่อระบบประสาท (++, II)
CPG
วัณโรคในผู้ป่วยโรคไต
• ยา INH และ RMP ไม่จาเป็นต้องมีการปรับขนาดยาใน
ผู้ป่วยไตวาย เนื่องจากขับออกทางน้าดี
• ยา EMB และ metabolites ของ PZA ขับออกทางไต
ดังนั้นจึงต้องปรับยาดังกล่าวในผู้ป่วยโรคไตที่มี
creatinine clearance < 30 การให้ยาจะไม่ลดขนาดยา
ลงแต่จะยืดระยะเวลาในการให้ยานานขึ้น เนื่องจากยามี
ฤทธิ์ฆ่าเชื้อขึ้นอยู่กับขนาดของยา (concentration
dependent bactericidal)
• ยา SM ควรหลีกเลี่ยงในผู้ป่วยโรคไต เนื่องจากเพิ่มความ
เสี่ยงในการเกิดพิษต่อไตและหูมากขึ้น
CPG
วัณโรคในผู้ป่วยโรคไต
• ในผู้ป่วยไตวายที่ต้องล้างไต (hemodialysis)
ควรให้ยาหลังทาการล้างไต โดยเฉพาะยา PZA จะ
ถูกกาจัดโดย hemodialysis
• ในผู้ป่วยไตวายที่ได้ยา INH พิจารณาให้รับประทาน
วิตามินบี 6 (pyridoxine) ในขนาด 50–100 mg ต่อวัน
เพื่อป้องกันผลต่อระบบประสาท (++, II)
CPG
ขนาดยาวัณโรคแนวที่หนึ่งและยาทางเลือกที่
แนะนาในผู้ป่วยที่มีค่า creatinine clearance
< 30 หรือได้รับการล้างไต (hemodialysis)
CPG
ยา การปรับยา ขนาดยาที่แนะนา
INH ไม่ปรับ เหมือนเดิม
RMP ไม่ปรับ เหมือนเดิม
EMB ปรับ 15-20 mg/day, 3 days/week
PZA ปรับ 25-35 mg/day, 3 days/week
SM ไม่แนะนาให้ใช้
การปรับขนาดยาวัณโรคในผู้ป่วยที่มีปัญหาการทางานของไต
NTP
ยา CrCl (ml/min) ขนาดยา การบริหาร
จัดการ
Isoniazid - ไม่ต้องปรับขนาดยา
Rifampicin - ไม่ต้องปรับขนาดยา
Pyrazinamide < 50 หลีกเลี่ยงการใช้หรือปรับลดขนาดยาเหลือ 12-20 mg/kg/day
Ethambutol 10-50 ขนาดปกติ ทุก 24-36 ชั่วโมง
<10 ขนาดปกติ ทุก 48 ชั่วโมง
Streptomycin
Kanamycin
>80 15 mg/kg/day ทุก 24 ชั่วโมง
60-80 12 mg/kg/day ทุก 24 ชั่วโมง
40-60 7.5 mg/kg/day ทุก 24 ชั่วโมง
30-40 4 mg/kg/day ทุก 24 ชั่วโมง
20-30 7.5 mg/kg/day ทุก 48 ชั่วโมง
10-20 4 mg/kg/day ทุก 48 ชั่วโมง
<10 3 mg/kg/day ทุก 72 ชั่วโมง
Ofloxacin 20-50 ขนาดปกติ ทุก 24 ชั่วโมง
<20 50% ทุก 24 ชั่วโมง
PAS 10-50 50-70% ระยะปกติ
<10 50% ระยะปกติ
Ethionamide <30 250-500 mg/day ระยะปกติ
D-cyclocerine <10 ขนาดปกติ ทุก 36-48 ชั่วโมง
NTP
วัณโรคในหญิงตั้งครรภ์
• ผู้ป่วยวัณโรคที่ตั้งครรภ์
สามารถให้ยาตามสูตรมาตรฐาน SCC ตามปกติ
คานวณขนาดยาตามน้าหนักก่อนตั้งครรภ์
• ในหญิงตั้งครรภ์ที่ได้ยา INH พิจารณาให้รับประทานวิตามินบี
6 (pyridoxine) ในขนาด 50–100 mg วันละครั้ง เพื่อ
ป้องกันผลต่อระบบประสาท (++, II)
• หญิงที่ให้นมบุตร
สามารถให้นมได้ตามปกติเนื่องจากมีปริมาณยาน้อยในน้านม
ดังนั้นไม่มีผลต่อเด็ก
แต่ต้องระวังการแพร่กระจายเชื้อวัณโรคจากมารดาสู่บุตร ใน
กรณียังไอมากและเสมหะยังพบเชื้อ อาจเลี่ยงโดยการบีบ
น้านมแม่ใส่ขวด แล้วให้เด็กดูดจากขวดแทน CPG
วัณโรคในหญิงตั้งครรภ์
• หลีกเลี่ยงการให้ยา SM ในหญิงตั้งครรภ์ และให้นมบุตรด้วย
เนื่องจากเกิดพิษต่อหู (ototoxic) ของทารกในครรภ์
• หลีกเลี่ยงยากลุ่ม fluoroquinolone ในหญิงตั้งครรภ์ และให้
นมบุตร ถ้ามีความจาเป็นต้องใช้ ควรปรึกษาแพทย์
ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อพิจารณาร่วมกับผู้ป่วยและญาติเป็นรายๆไป
CPG
ผลการรักษา
CPG
ผลการรักษา คาจากัดความ
รักษาหายขาด
(Cure)
ผู้ป่วยวัณโรคปอดเสมหะบวกที่รักษาจนครบ ร่วมกับมีผลเสมหะเดือน
สุดท้ายและผลเสมหะก่อนหน้านั้นในระหว่างการรักษาเป็นลบอีกอย่าง
น้อย 1 ครั้ง
รักษาครบ
(Treatment
completed)
o ในผู้ป่วยวัณโรคปอดเสมหะบวกที่ได้รับการรักษาจนครบ และแพทย์
ตัดสินใจให้หยุดการรักษาได้ (แต่ไม่มีผลเสมหะหลังการรักษาครบ
เกณฑ์รักษาหายขาดข้างต้น)
o ในผู้ป่วยวัณโรคปอดเสมหะลบหรือวัณโรคนอกปอดที่ได้รับการรักษา
จนครบ และแพทย์ตัดสินใจให้หยุดการรักษาได้
รักษาสาเร็จ
(Treatment
success)
ผลรวมของรักษาหายและรักษาครบ
รักษาล้มเหลว
(Treatment
failure)
o ผู้ป่วยวัณโรคปอดไม่ว่ารายใหม่หรือรักษาซ้าที่ผลเสมหะ (ไม่ว่าย้อม
หรือเพาะเชื้อ) ยังเป็นบวกเมื่อเดือนที่ 5 ของรักษาหรือ
o ผู้ป่วยวัณโรคใดๆที่มีผล DST ยืนยันว่าเป็น MDR-TB ขณะรักษาอยู่
ไม่ว่านานแค่ไหน และไม่ว่าขณะนั้นผลย้อมเสมหะหรือสิ่งส่งตรวจใดๆ
จะเป็นบวกหรือลบก็ตาม
ตาย (Died) ตายไม่ว่าจากสาเหตุใดๆในระหว่างการรักษาวัณโรค
ขาดการรักษา
(Default)
ขาด/หยุดการรักษาติดต่อกัน 2 เดือนขึ้นไป ไม่ว่าจากสาเหตุใดๆ
โอนออก
(Transfer out)
ผู้ป่วยวัณโรคที่ถูกขึ้นทะเบียนแล้ว แต่ต้องโอนไปรักษาที่อื่น และไม่
สามารถติดตามผลการรักษากลับมาได้
การจาแนกผลของการรักษา
1. รักษาหาย (Cure)
๏ ผู้ป่วยวัณโรคปอดเสมหะบวกเมื่อเริ่มรักษา ได้รับการรักษา
ครบกาหนดและมีผลเสมหะเป็นลบ อย่างน้อย 2 ครั้ง* โดยที่
ผลเสมหะเมื่อสิ้นสุดการรักษาต้องเป็นลบด้วย#
2. รักษาครบ (Treatment completed)
๏ ผู้ป่วยวัณโรคปอดเสมหะบวกเมื่อเริ่มรักษา ได้รับการรักษา
ครบกาหนดแต่ไม่มีผลเสมหะเมื่อสิ้นสุดการรักษา
๏ ผู้ป่วยวัณโรคปอดเสมหะลบเมื่อเริ่มรักษาหรือผู้ป่วยวัณโรค
นอกปอด ได้รับการรักษาครบกาหนด
# แนวทางการรักษาวัณโรคขององค์การอนามัยโลกฉบับปี 2010 หมายถึง
ผลเสมหะเป็นลบโดย smear หรือ culture NTP
การจาแนกผลของการรักษา
1. 3. ล้มเหลว (Treatment failure)
๏ ผู้ป่วยวัณโรคปอดเสมหะบวกเมื่อเริ่มการรักษา (ไม่ว่ารายใหม่หรือรักษา
ซ้าด้วยยาวัณโรคแนวที่หนึ่ง) มีผลเสมหะยังคงหรือกลับเป็นบวกใน
เดือนที่ 5 ของการรักษาหรือหลังจากนั้น
๏ ผู้ป่วยวัณโรคปอดเสมหะลบเมื่อเริ่มการรักษา แต่กลับมีผลเสมหะเป็น
บวกหลังจากรักษาได้ 2 เดือน
๏ ผู้ป่วยที่มีผล DST เป็น MDR ไม่ว่าก่อนเริ่มรักษาหรือระหว่างการรักษา
4. ตาย (Died)
๏ ผู้ป่วยที่ตาย (ด้วยสาเหตุใดก็ตาม) ระหว่างการรักษาวัณโรค
5. ขาดยา (Default)
๏ ผู้ป่วยที่ขาดยาติดต่อกันนาน 2 เดือน หรือมากกว่า
6. โอนออก (Transfer out)
๏ ผู้ป่วยที่โอนไปรักษาที่อื่นโดยไม่ทราบผลของการรักษา NTP
Tb update 2012_dr_petchawan_pdf

Tb update 2012_dr_petchawan_pdf

  • 1.
    TB Update 2012 ดร.พญ.เพชรวรรณพึ่งรัศมี สานักวัณโรค กรมควบคุมโรค 081 5421054 petchawanp@yahoo.com
  • 2.
  • 4.
  • 5.
  • 7.
    • Diagnosis 66 • Treatment 9 11 • Public Health Responsibility 2 4 • Total 17 21
  • 9.
    Draft • CPG แนวทางเวชปฏิบัติ การรักษาวัณโรค ในผู้ใหญ่ • NTPGuideline แนวทางการ ดาเนินงานควบคุม วัณโรคแห่งชาติ
  • 10.
    CPG 2012 บทนา 1. สาเหตุและการติดต่อ 2.วัณโรคปอด 3. วัณโรคนอกปอด 4. การรักษาผู้ป่วยวัณโรคในกรณีพิเศษต่างๆ – วัณโรคในผู้ติดเชื้อเอชไอวี/ผู้ป่วยเอดส์ – วัณโรคในผู้ป่วยโรคตับ – วัณโรคในผู้ป่วยโรคไต – วัณโรคในหญิงตั้งครรภ์
  • 11.
    Thailand NTP Guideline2012 1. ระบาดวิทยาวัณโรค 2. ยุทธศาสตร์และแผนงานควบคุมวัณโรค แห่งชาติ 3. การดูแลรักษาวัณโรคตาม มาตรฐานสากล 4. การค้นหารายป่วยและการตรวจวินิจฉัย
  • 12.
    Thailand NTP Guideline2012 5. การรักษาวัณโรคในผู้ใหญ่และ แนวทางการรักษาแบบมีพี่เลี้ยง (DOT) 6. วัณโรคในเด็ก 7. การดาเนินงานผสมผสานวัณโรคและ โรคเอดส์ 8. การรักษาวัณโรคดื้อยาหลายขนาน
  • 13.
    Thailand NTP Guideline2012 9. การควบคุมวัณโรคในกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ 10.การควบคุมการแพร่กระจายเชื้อวัณโรคใน สถานพยาบาล 11.การพัฒนาเครือข่ายและความร่วมมือ ระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการ ควบคุมป้องกันวัณโรค 12.การนิเทศ กากับ และประเมินผล
  • 15.
    Strength of Recommendation &Quality of Evidence ATS 2003
  • 16.
    Strength of Recommendation &Quality of Evidence WHO 2010
  • 17.
  • 18.
  • 19.
    Strength of Recommendation •น้าหนัก ++ “ควรทา” (strongly recommend) ความมั่นใจของคาแนะนาให้ทาอยู่ในระดับสูง เพราะมาตรการดังกล่าวมี ประโยชน์อย่างยิ่งต่อผู้ป่วยและคุ้มค่า (Cost effective) • น้าหนัก + “น่าทา” (recommend) ความมั่นใจของคาแนะนาให้ทาอยู่ในระดับปานกลาง เนื่องจากมาตรการ ดังกล่าวอาจมีประโยชน์ต่อผู้ป่วยและอาจคุ้มค่าในภาวะจาเพาะ • น้าหนัก +/- “อาจทาหรือไม่ทา” (neither recommend nor against) ความมั่นใจยังไม่เพียงพอในการให้คาแนะนา เนื่องจากมาตรการ ดังกล่าวยังไม่มีหลักฐานเพียงพอในการสนับสนุนหรือคัดค้านว่า อาจมี หรือไม่มีประโยชน์ต่อผู้ป่วย และอาจไม่คุ้มค่า แต่ไม่ก่อให้เกิดอันตราย ต่อผู้ป่วยเพิ่มขึ้น ดังนั้นการตัดสินใจกระทาขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นๆ CPG
  • 20.
    Strength of Recommendation •น้าหนัก - “ไม่น่าทา” (against) ความมั่นใจของคาแนะนาห้ามทาอยู่ในระดับปานกลาง เนื่องจาก มาตรการดังกล่าวไม่มีประโยชน์ต่อผู้ป่วยและไม่คุ้มค่าหากไม่จาเป็น • น้าหนัก - - “ไม่ควรทา” (strongly against) ความมั่นใจของคาแนะนาห้ามทาอยู่ในระดับสูง เพราะมาตรการดังกล่าว อาจเกิดโทษหรือก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้ป่วย CPG
  • 21.
    Quality of Evidence •ประเภท I – มีหลักฐานการทบทวนอย่างมีระบบ (systematic review) ของการศึกษาทาง คลินิกแบบสุ่มตัวอย่างและมีกลุ่มควบคุมเปรียบเทียบ (randomize-controlled clinical trials) หรือ – มีหลักฐานการศึกษาทางคลินิกที่มีคุณภาพดีเยี่ยมแบบสุ่มตัวอย่างและมีกลุ่ม ควบคุมเปรียบเทียบ (well-designed, randomize-controlled, clinical trial) อย่างน้อย 1 ฉบับ CPG
  • 22.
    Quality of Evidence •ประเภท II – มีหลักฐานการทบทวนอย่างมีระบบ (systematic review) ของการศึกษาทาง คลินิกแบบไม่สุ่มตัวอย่างแต่มีกลุ่มควบคุมเปรียบเทียบ (non-randomized, controlled, clinical trials) หรือ – มีหลักฐานการศึกษาทางคลินิกที่มีคุณภาพดีเยี่ยมแบบไม่สุ่มตัวอย่างแต่มีกลุ่ม ควบคุมเปรียบเทียบ (well-designed, non-randomized, controlled clinical trial) หรือ – มีหลักฐานการศึกษาไปข้างหน้าแบบติดตามเหตุไปหาผล (cohort) หรือ การศึกษาแบบวิเคราะห์ย้อนหลังจากผลมายังเหตุ (case control analytic studies) ที่ได้รับการออกแบบวิจัยเป็นอย่างดี ซึ่งมาจากสถาบันหรือกลุ่มวิจัย มากกว่าหนึ่งแห่ง/กลุ่ม หรือ – มีหลักฐานหลักฐานจากพหุกาลานุกรม (multiple time series) ซึ่งมีหรือไม่มี มาตรการดาเนินการ หรือหลักฐานที่ได้จากการวิจัยทางคลินิกรูปแบบอื่นหรือ ทดลองแบบไม่มีการควบคุม ซึ่งมีผลประจักษ์ถึงประโยชน์หรือโทษจากการปฏิบัติ มาตรการที่เด่นชัดมาก เช่น ผลของการนายาเพ็นนิซิลินมาใช้ในราว พ.ศ.2480 จะ ได้รับการจัดอยู่ในหลักฐานประเภทนี้ CPG
  • 23.
    Quality of Evidence •ประเภท III – มีหลักฐานการศึกษาเชิงพรรณนา (descriptive studies) หรือ – มีหลักฐานการศึกษาทางคลินิกที่มีคุณภาพพอใช้ที่มีกลุ่มควบคุมเปรียบเทียบ (fair-designed, controlled clinical trial) • ประเภท IV – มีหลักฐานรายงานของคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญประกอบกับความเห็นพ้องหรือ ฉันทามติ(consensus) ของคณะผู้เชี่ยวชาญบนพื้นฐานประสบการณ์ทางคลินิก หรือ – มีหลักฐานรายงานอนุกรมผู้ป่วยจากการศึกษาในประชากรต่างกลุ่มและคณะผู้ ศึกษาต่างคณะ อย่างน้อย 2 ฉบับ • ประเภท V – เกร็ดรายงานผู้ป่วยเฉพาะราย (Anecdotal report) หรือ ความเห็นของผู้เชี่ยวชาญ เฉพาะราย CPG
  • 25.
  • 26.
  • 27.
    คาจากัดความของผู้ป่วย NTP • ผู้ที่น่าสงสัยเป็นวัณโรค (TBsuspect) หมายถึง ผู้ที่มีอาการหรือ อาการแสดงที่น่าสงสัยเป็นวัณโรค อาการน่าสงสัยวัณโรคปอดที่พบ บ่อยที่สุด คือ ไอมีเสมหะเกิน 2 สัปดาห์ ซึ่งอาจมีอาการอื่นๆ ทางระบบ หายใจ (หายใจถี่ เจ็บหน้าอก ไอเป็นเลือด) และ/หรืออาการทั่วไป (เบื่ออาหาร น้าหนักลด ไข้ เหงื่อออกตอนกลางคืน อ่อนเพลีย) • ผู้ป่วยวัณโรค (TB Case) หมายถึง ผู้ป่วยวัณโรคแน่นอน หรือ ผู้ป่วย ที่แพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์อื่นๆ วินิจฉัยว่าเป็นวัณโรคและ ตัดสินใจให้การรักษาวัณโรคเต็มระยะสูตรยา • ผู้ป่วยวัณโรค (Definite case) หมายถึง ผู้ป่วยที่สิ่งส่งตรวจพบ Mycobacterium tuberculosis complex ไม่ว่าโดยการเพาะเชื้อหรือ วิธีการใหม่ๆ เช่น molecular line probe assay สาหรับประเทศที่ ห้องปฏิบัติการชันสูตรตามปกติไม่สามารถระบุเชื้อ M. tuberculosis ได้ ผู้ป่วยที่มีผลการตรวจเสมหะ AFB smear เป็นบวก 1 ครั้ง* ถือว่าเป็น “definite case”
  • 28.
    การวินิจฉัยวัณโรค อาการน่าสงสัยวัณโรค • ผู้มีอาการไอนานอย่างน้อย 2สัปดาห์ขึ้นไป โดยไม่สามารถอธิบายสาเหตุได้ ไม่ว่าจะมี อาการอย่างอื่นร่วมด้วยหรือไม่ ควรได้รับการ ตรวจคัดกรองวัณโรคทุกราย CPG
  • 30.
    การวินิจฉัยวัณโรค การเก็บเสมหะ • อธิบายการเก็บเสมหะที่มีคุณภาพแก่ผู้ป่วย พยายามไอแรงๆ เพื่อให้ได้เสมหะจากส่วนลึก ของหลอดลมจริงๆ(true sputum) • เสมหะที่ได้ควรส่งห้องปฏิบัติการทันที • ในกรณีที่ไม่สามารถส่งตรวจได้ทันที ให้เก็บไว้ในตู้เย็น (ไม่ใส่ในช่องแช่แข็ง) แต่ไม่ควรเก็บนานเกินกว่ า 1 สัปดาห์ (++, II) CPG
  • 31.
    การวินิจฉัยวัณโรค การเก็บเสมหะ • ในกรณีที่เสมหะไม่มีคุณภาพ เช่นน้าลายปนเสมหะหรือ น้าลาย/เสมหะปนเลือด ควรส่งตรวจซ้า (++, IV) • ในกรณีที่ผู้ป่วยไม่สามารถไอเอาเสมหะออกมาได้หรือไม่มี เสมหะ อาจพิจารณาเก็บเสมหะโดยวิธีต่างๆ ดังต่อไปนี้ (ทั้งนี้ แล้วแต่ดุลพินิจของแพทย์และศักยภาพของสถานพยาบาล) • สูดดมละอองน้าเกลือเข้มข้น (3% saline via nebulization) เพื่อให้ไอเอาเสมหะส่งย่อมสีและเพาะเชื้อ (ต้องทาในบริเวณที่ไม่มีการแพร่กระจายเชื้อ เช่น ในห้อง เฉพาะที่มีระบบป้องกันการแพร่กระจายเชื้อวัณโรคผ่าน ละอองฝอย เป็นต้น ) (+/-, IV) • ส่องกล้องตรวจหลอดลมเพื่อดูดน้าล้างหลอดลมส่งเพาะเชื้อ หรือตัดชิ้นเนื้อ (biopsy) ส่งตรวจพยาธิวิทยาและ/หรือเพาะ เชื้อ (+/-, I) CPG
  • 32.
    การวินิจฉัยวัณโรค จานวนตัวอย่างเสมหะ • ตรวจเสมหะที่มีคุณภาพอย่างน้อย 2ครั้ง • วันแรกที่ผู้ป่วยมาพบแพทย์ (spot sputum) • วันต่อมาต้องเป็นเสมหะตอนตื่นนอนเช้า (collected sputum) • (++, II) CPG
  • 33.
    การวินิจฉัยวัณโรค เอกซเรย์ • ภาพถ่ายรังสีรวงอกที่อาจเข้าได้กับวัณโรค เช่น รอยโรคเป็นลักษณะreticulonodular หรือ cavity ที่ตาแหน่งปอดกลีบบน • อย่างไรก็ตามรอยโรคเหล่านี้ อาจเป็นรอยโรคเก่า ของวัณโรคที่ไม่จาเป็นต้องให้การรักษา หรือเกิด จากโรคอื่นก็ได้ เช่น เนื้องอก ปอดอักเสบจากการ ติดเชื้อชนิดอื่น เป็นต้น • ดังนั้นภาพถ่ายรังสีทรวงอกแม้ว่ามีประโยชน์ในการ วินิจฉัยโรค แต่มีความจาเพาะต่า CPG
  • 34.
    การวินิจฉัยวัณโรค เอกซเรย์ • ไม่ควรใช้ภาพถ่ายรังสีทรวงอกเพียงอย่างเดียวใน การวินิจฉัยวัณโรค เมื่อพบความผิดปกติของ ภาพถ่ายรังสีทรวงอกที่เข้าได้กับวัณโรคต้องตรวจ เสมหะหาเชื้อวัณโรคร่วมด้วยเสมอ (++, I) • ในกรณีที่ไม่มีอาการผิดปกติใดๆ แต่ภาพถ่ายรังสี ทรวงอกพบความปกติที่เข้าได้กับวัณโรค การนา ภาพถ่ายรังสีทรวงอกเดิมมาเปรียบเทียบ จะมี ประโยชน์ในการช่วยวินิจฉัยโรค CPG
  • 35.
    Under- & Over-reading of CXR Toman
  • 36.
    CXR/sputum AFB 3mo later หรือเมื่อมีอาการผิดปกติ
  • 37.
    การวินิจฉัยวัณโรค เพาะเชื้อ DST • ก่อนเริ่มการรักษาต้องส่งเสมหะเพาะเชื้อวัณโรคและ การทดสอบความไวของเชื้อวัณโรคต่อยาในกรณี ต่อไปนี้ –ผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดวัณโรคดื้อยา (++,II) • ผู้ป่วยที่มีประวัติสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยวัณโรคดื้อยา • ผู้ป่วยที่มีประวัติเคยรักษาวัณโรคมาก่อน ได้แก่ มีประวัติขาดการรักษาติดต่อกัน 2 เดือนขึ้นไป (default), เคยรักษาหายแล้วกลับเป็นซ้า (relapse) • ผู้ป่วยที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษา หรือ มีผลการรักษาล้มเหลว (treatment failure) • ผู้ป่วยกลุ่มเฉพาะอื่นเช่น ผู้ที่อยู่ในเรือนจา ผู้อพยพชายแดน ผู้ติดเชื้อเอชไอวีหรือผู้ป่วยเอดส์ เป็นต้น CPG
  • 38.
    การวินิจฉัยวัณโรค เพาะเชื้อ DST • ก่อนเริ่มการรักษาต้องส่งเสมหะเพาะเชื้อวัณโรคและ การทดสอบความไวของเชื้อวัณโรคต่อยาในกรณี ต่อไปนี้ – สงสัยการติดเชื้อ NTM เช่น ผู้ติดเชื้อเอชไอวีหรือผู้ป่วย เอดส์ ผู้ป่วยที่มีพยาธิสภาพในปอดเดิม เช่น ถุงลมโป่ง พอง, bronchiectasis เป็นต้น (++,II) CPG
  • 39.
    การวินิจฉัยวัณโรค เพาะเชื้อ DST • ก่อนเริ่มการรักษาในผู้ป่วยทุกรายที่ย้อมเสมหะพบเชื้อ วัณโรค(PTB SS pos.) ควรส่งเสมหะเพาะเชื้อ วัณโรคและการทดสอบความไวของเชื้อวัณโรคต่อยา ถ้าไม่มีข้อจากัดใดๆ • ก่อนเริ่มการรักษาในผู้ป่วยทุกรายที่ย้อมเสมหะไม่พบ เชื้อวัณโรค (PTB SS neg.) ควรส่งเสมหะเพาะเชื้อ วัณโรค และการทดสอบความไวของเชื้อวัณโรคต่อยา เพื่อเพิ่มความแม่นยาในการวินิจฉัย CPG
  • 40.
    CXR กับวัณโรคนอกปอด CPG ตาแหน่ง ภาพรังสีทรวงอกพบรอย โรคของวัณโรค(ร้อยละ) วัณโรคต่อมน้าเหลือง 5 - 44 วัณโรคเยื่อหุ้มปอด 30 -50 วัณโรคเยื่อหุ้มหัวใจ 32 วัณโรคในช่องท้อง 20 - 28
  • 41.
  • 43.
    การจาแนกประเภท • อวัยวะที่เป็นวัณโรค • ผลเสมหะ(ในกรณีวัณโรคปอด) • ประวัติการรักษาในอดีต • การติดเชื้อเอชไอวี CPG
  • 44.
    การจาแนกประเภท 1. อวัยวะที่เป็นวัณโรค 2. ผลการตรวจทางแบคทีเรีย (Bacteriogicalresults) รวมทั้งการดื้อยา 3. ความรุนแรงของโรค 4. ประวัติการรักษาในอดีต 5. การติดเชื้อเอชไอวี (HIV status) NTP
  • 45.
    การจาแนกประเภทตามอวัยวะที่เป็น • วัณโรคปอด (PulmonaryTuberculosis: PTB) การที่มีพยาธิสภาพของวัณโรคในเนื้อปอด หรือเป็น วัณโรคของอวัยวะนอกปอดที่มีรอยโรคที่ปอดร่วมด้วย • วัณโรคของอวัยวะนอกปอด (Extrapulmonary Tuberculosis: EPTB) การที่มีพยาธิสภาพวัณโรคที่อวัยวะอื่นๆที่มิใช่เนื้อปอด เช่น ที่เยื้อหุ้มปอด ต่อมน้าเหลือง ช่องท้อง ระบบ ทางเดินปัสสาวะ ผิวหนัง กระดูก/ข้อ และเยื้อหุ้ม สมอง เป็นต้น CPG
  • 46.
    การจาแนกประเภทตามอวัยวะที่เป็น • ถ้าพบเพียงความผิดปกติที่ต่อมน้าเหลืองในทรวงอก (Mediastinal and/orhilar lymph nodes) หรือน้า ในช่องเยื่อหุ้มปอด (Pleural effusion) โดยไม่พบ แผลในเนื้อปอด จะจาแนกเป็นวัณโรคนอกปอด • ในกรณีมีวัณโรคเกิดขึ้นในหลายอวัยวะพร้อมๆกัน ต้องคานึงถึงอวัยวะที่เกิด ความรุนแรงของโรคและ ใช้ระยะเวลาในการรักษาที่นานที่สุดเป็นสาคัญใน การลงการวินิจฉัยโรค CPG
  • 47.
    การจาแนกประเภทตามอวัยวะที่เป็น • วัณโรคปอด (PulmonaryTuberculosis: PTB) คือ การที่มีพยาธิสภาพของ วัณโรคในเนื้อปอด Miliary TB จัดเป็นวัณโรคปอดเนื่องจากพยาธิสภาพ อยู่ในปอด ถ้าพบความผิดปกติที่ต่อมน้าเหลืองขั้ว ปอด (Mediastinal and/or hilar lymph node) หรือ มีน้าในช่องเยื่อหุ้มปอด (Pleural effusion) โดยไม่ พบแผลในเนื้อปอด จัดเป็นวัณโรคนอกปอด แต่ ถ้าพบวัณโรคที่เนื้อปอดร่วมกับที่อื่นๆ จัดเป็นวัณโรค ปอด NTP
  • 48.
    การจาแนกประเภทตามอวัยวะที่เป็น • วัณโรคนอกปอด (ExtrapulmonaryTuberculosis: EPTB) คือ การที่มีพยาธิสภาพของวัณโรคที่อวัยวะ อื่นๆ ที่ไม่ใช่เนื้อปอด เช่น เยื่อหุ้มปอด ต่อมน้าเหลือง ช่องท้อง ระบบทางเดินปัสสาวะและระบบสืบพันธุ์ ผิวหนัง กระดูกและข้อ เยื่อหุ้มสมอง การวินิจฉัย ขึ้นกับผลการตรวจเนื้อเยื่อของอวัยวะนั้นๆ ร่วมกับอาการแสดงทางคลินิก และการที่แพทย์ ตัดสินใจรักษาด้วยระบบยารักษาวัณโรค NTP
  • 49.
  • 50.
    การจาแนกประเภทตามผลเสมหะ • วัณโรคปอดเสมหะบวก (PTB+)หมายถึง – ผู้ป่วยที่มีผลตรวจเสมหะด้วยวิธี Direct smear เป็น บวกอย่างน้อย 2 ครั้ง* – ผู้ป่วยที่มีผลตรวจเสมหะด้วยวิธี Direct smear เป็น บวก 1 ครั้ง และภาพรังสีทรวงอกพบแผลพยาธิ สภาพในเนื้อปอด ซึ่งแพทย์ให้การวินิจฉัยว่าเป็น วัณโรคระยะลุกลาม – ผู้ป่วยที่มีผลตรวจเสมหะด้วยวิธี Direct smear เป็น บวก 1 ครั้ง และมีผลเพาะเชื้อเป็นบวก 1 ครั้ง NTP
  • 51.
    แนวทางการรักษาวัณโรคของ องค์การอนามัยโลกฉบับปี 2010 * ระบุให้ผู้ป่วยที่มีผลการตรวจเสมหะAFB smear เป็น บวก 1 ครั้ง ในประเทศซึ่งมีระบบประกันคุณภาพการ ชันสูตรวัณโรคดาเนินการ พร้อมการตรวจซ้าโดยไม่รู้ ผลก่อน (functional external quality assurance system with blind rechecking) คือ “ผู้ป่วยวัณโรค ปอดเสมหะบวก” NTP
  • 52.
    การจาแนกประเภทตามผลเสมหะ วัณโรคปอดเสมหะลบ (PTB SSneg.) ผู้ที่มีอาการทางคลินิกเข้าได้กับวัณโรค ร่วมกับ • ตรวจย้อมเสมหะที่มีคุณภาพ 2 ครั้ง ไม่พบเชื้อวัณโรค (ต้องเป็น collect sputum อย่างน้อย 1 ครั้ง) และ • ภาพถ่ายรังสีทรวงอกเข้าได้กับ active TB และ • ไม่ตอบสนองต่อยาปฏิชีวนะ (ไม่ควรใช้ยาในกลุ่ม Fluoloquinolone เนื่องจากมีฤทธิ์ต่อเชื้อวัณโรค อาจมี ผลทาให้ผู้ป่วยวัณโรคมีอาการดีขึ้นชั่วคราว) หรือมีการ ติดเชื้อเอชไอวีร่วมด้วย – ผู้ป่วยวัณโรคปอดที่มีผลย้อมเสมหะก่อนเริ่มรักษา ไม่พบเชื้อวัณโรคหรือไม่ได้ย้อม แต่ผลเพาะเชื้อพบ วัณโรค (M. tuberculosis) CPG
  • 53.
    การจาแนกประเภทตามผลเสมหะ • วัณโรคปอดเสมหะลบ (PTB-)หมายถึง – ผู้ป่วยที่มีผลตรวจเสมหะด้วยวิธี Direct smear เป็น ลบอย่างน้อย 3 ครั้ง* แต่ภาพรังสีทรวงอกพบแผล พยาธิสภาพในเนื้อปอด ซึ่งแพทย์ให้การวินิจฉัยว่า เป็นวัณโรคปอดระยะลุกลาม ไม่ตอบสนองต่อการ ให้ยาปฏิชีวนะ และแพทย์ตัดสินใจให้การรักษา ด้วยยาวัณโรคเต็มระยะสูตรยา – ผู้ป่วยที่มีผลตรวจเสมหะด้วยวิธี Direct smear เป็น ลบอย่างน้อย 3 ครั้ง* แต่ผลเพาะเชื้อเป็นบวก หรือ วิธีอื่นๆ ที่สามารถระบุเชื้อ M. tuberculosis ได้# NTP
  • 54.
    แนวทางการ รักษาวัณโรคของ องค์การอนามัยโลกฉบับปี 2010 *ระบุให้ผู้ป่วยที่มีผลการตรวจเสมหะ AFB smear เป็น ลบ อย่างน้อย 2 ครั้ง คือ ผู้ป่วยวัณโรคปอดเสมหะลบ สาหรับประเทศที่มีระบบประกันคุณภาพการชันสูตรวัณ โรค ปริมาณงานสูงมาก และทรัพยากรจากัด #แนะนาให้ประเทศที่ความชุกของ HIV มากกว่าร้อย ละ 1 ในหญิงมีครรภ์ หรือ อย่างน้อยร้อยละ 5 ใน ผู้ป่วยวัณโรค ทาการเพาะเชื้อในผู้ป่วยเสมหะลบเพื่อ ยืนยันการวินิจฉัยวัณโรค NTP
  • 55.
    การจาแนกประเภทตามผลเสมหะ • วัณโรคปอดไม่มีผลตรวจเสมหะ (PTB SSnot done) ผู้ป่วยวัณโรคปอดที่ได้รับการรักษาวัณโรคโดย ไม่ได้ตรวจเสมหะก่อนการรักษา CPG
  • 56.
    การจาแนกประเภทตามผลเสมหะ • วัณโรคปอดไม่มีผลตรวจเสมหะ หมายถึง –ในกรณีที่ไม่มีผลเสมหะ ซึ่งอาจพบได้ในผู้ป่วย ผู้ใหญ่บางรายที่มีอาการหนัก และไม่สามารถ เก็บเสมหะตรวจได้หรือไม่มีการตรวจเสมหะ หรือในผู้ป่วยเด็กเล็กที่ขากเสมหะส่งตรวจไม่ได้ – เดิมแผนงานวัณโรคแห่งชาติได้กาหนดให้ผู้ป่วยที่ ไม่มีผลเสมหะ อยู่ในกลุ่มวัณโรคปอดเสมหะลบ ตามแนวทางขององค์การอนามัยโลกฉบับปี 2003 แต่นับตั้งแต่ Cohort ที่ 1/2554 แผนงานวัณโรค แห่งชาติได้กาหนดให้ผู้ป่วยกลุ่มนี้เป็น ผู้ป่วยวัณ โรคปอดที่ไม่มีผลตรวจเสมหะ NTP
  • 57.
    การขึ้นทะเบียน CPG ผลการรักษาครั้งที่ผ่านมาล่าสุด ผลตรวจหา เชื้อวัณโรค ในการป่วยครั้งนี้ การขึ้นทะเบียนในครั้งนี้ ไม่เคยมีประวัติการรักษา หรือเคยรักษามาไม่เกิน 1เดือน + หรือ neg. ผู้ป่วยรายใหม่ (New) Defaulted + ผู้ป่วยรักษา ซ้า (Previously treated) TAD Treatment success + Relapse Treatment failed + TAF ผู้ป่วยวัณโรคที่ขึ้นทะเบียนวัณโรค แล้ว และถูกส่งตัวมาจากที่อื่น + หรือ neg. โอนเข้า (Transfer in) อื่นๆที่ไม่เข้ากับนิยามข้างต้น o ไม่ทราบประวัติการรักษาในอดีต o เคยมีประวัติการรักษาแต่ไม่ทราบ ผลการรักษาในอดีตที่ชัดเจน o เคยรักษาและทราบผลการรักษา ในอดีต o รักษาแบบวัณโรคนอกปอดโดยไม่ มีผลการตรวจสนับสนุนว่าพบเชื้อ วัณโรคจริง + หรือ neg. + หรือ neg. Neg Neg อื่นๆ (Other)
  • 58.
    การจาแนกตามประวัติการรักษาในอดีต 1. ใหม่ (New) –ผู้ป่วยที่ไม่เคยรักษาวัณโรคมาก่อน – ผู้ป่วยที่เคยได้ยาต้านวัณโรคมาน้อยกว่า 1 เดือน และไม่ เคยขึ้นทะเบียน ในแผนงานวัณโรคแห่งชาติมาก่อน 2. กลับเป็นซ้า (Relapse) – ผู้ป่วยที่เคยรักษาวัณโรคและได้รับการวินิจฉัยว่าหายแล้ว หรือรับการรักษาครบแล้ว แต่กลับมาเป็นวัณโรคอีกโดยมี ผลตรวจพบเชื้อวัณโรคด้วยวิธี Direct smear หรือ Culture NTP
  • 59.
    การจาแนกตามประวัติการรักษาในอดีต 3. รักษาซ้าหลังจากล้มเหลว (Treatment afterfailure) – ผู้ป่วยที่รักษาด้วย Category 1 แต่ผลเสมหะเมื่อเดือนที่ 5 เป็นบวก หรือหลังจากนั้นยังคงเป็นบวก Remained positive) หรือกลับเป็นบวกอีก (Become positive) – ผู้ป่วยวัณโรคเสมหะลบเมื่อเริ่มการรักษา แต่ผลเสมหะ เมื่อ สิ้นสุดเดือนที่ 2 กลับเป็นบวก – ผู้ป่วยที่เริ่มรักษาด้วยระบบยารักษาซ้า (retreatment regimen) หลังจากล้มเหลวต่อระบบยาที่รักษามาก่อน NTP
  • 60.
    การจาแนกตามประวัติการรักษาในอดีต 4. รักษาซ้าหลังจากขาดยา (Treatment afterdefault) – ผู้ป่วยที่กลับมารักษาอีก หลังจากขาดการรักษาไป 2 เดือน ติดต่อกัน หรือมากกว่า โดยมีผลตรวจพบเชื้อวัณโรคด้วย วิธี Direct smear หรือ Culture 5. รับโอน (Transfer in) – ผู้ป่วยซึ่งรับโอนจากสถานพยาบาลอื่น โดยขึ้นทะเบียนและ ได้รับการรักษาแล้วระยะหนึ่ง NTP
  • 61.
    6. อื่นๆ Other •ได้รับยารักษาวัณโรคจากคลินิก หรือหน่วยงานเอกชนแล้ว มากกว่า 1 เดือน โดยที่ยังไม่เคยขึ้นทะเบียนในแผนงานวัณ โรคแห่งชาติมาก่อน • ไม่รู้ว่าเคยได้รับการรักษามาก่อนหรือไม่ • เคยรับการรักษามาก่อน แต่ไม่ทราบผลการรักษา • กลับมารับการรักษาหลังขาดยา แต่ผลเสมหะเป็นลบ • กลับเป็นซ้า ที่ผลการตรวจทางแบคทีเรียเป็นลบ (Bacteriologically negative relapse) • วัณโรคนอกปอด ที่ผลการตรวจทางแบคทีเรียเป็นลบ (Bacteriologically negative Extrapulmonary TB) NTP
  • 62.
    การขึ้นทะเบียน NTP ประเภทของการขึ้นทะเบียน ผลการตรวจ ผลการรักษา ครั้งล่าสุด ใหม่+ หรือ - - เคยรับการรักษา กลับเป็นซ้า + รักษาหาย รักษาครบ รักษาซ้าหลัง ล้มเหลว + ล้มเหลว รักษาซ้าหลัง ขาดยา + ขาดยา รับโอน + หรือ - กาลังรักษา อื่นๆ + หรือ -
  • 63.
    การจาแนกประเภทตามผล HIV • การรู้สถานะผู้ป่วยว่ามีการติดเชื้อเอชไอวีร่วมด้วย หรือไม่มีความสาคัญต่อการดาเนินโรค การวางแผน การรักษา และการพยากรณ์โรค • ผู้ป่วยวัณโรคทุกราย ไม่ว่าวัณโรคปอดหรือวัณ โรคนอกปอด และไม่ว่าเป็นผู้ป่วยรายใหม่หรือ เคยได้รับการรักษามาก่อนก็ตาม ควรได้รับ คาแนะนาเรื่องการติดเชื้อเอชไอวีและวิธีการ ป้องกันควบคู่กับความรู้เรื่องวัณโรค และควร ได้รับคาปรึกษาเพื่อเจาะเลือดตรวจหาการติด เชื้อเอชไอวี เพื่อรักษาควบคู่กันในกรณีที่พบทั้งวัณ โรคและการติดเชื้อเอชไอวี CPG
  • 65.
    ก่อนเริ่มรักษาวัณโรค • ให้คาแนะนาเรื่องการติดเชื้อเอช ไอวี และแนะนาให้ผู้ป่วยวัณโรคทุก รายตรวจเลือดหาการติดเชื้อเอช ไอ วี เพื่อพิจารณาการรักษาต่อไป (++,ii) • พิจารณาเจาะเลือดดูหน้าที่การทางานของตับในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงใน การเกิดตับอักเสบ ได้แก่ ผู้สูงอายุ >60 ปี, ดื่มสุราเป็นประจา, มีประวัติ เคยเป็นโรคตับ หรือมีเชื้อไวรัสตับอักเสบ, การติดเชื้อเอชไอวี, มีภาวะ ทุพโภชนาการ, หญิงตั้งครรภ์ (++,iv) • พิจารณาเจาะเลือดดูการทางานของไตในผู้ป่วยที่มีโรคไตทางาน ผิดปกติ เช่น nephrotic syndrome, ไตวายเรื้อรัง, โรคเบาหวานที่มีการ ทาหน้าที่ของไตบกพร่อง, ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่ต้องใช้ยากลุ่ม Aminoglycosides และ Ethambutal (++,iv) • พิจารณาตรวจสายตาในผู้ป่วยใหม่ CPG
  • 66.
    การรักษาวัณโรค สูตรยา 1. 2HRZE/4HR ผู้ป่วยใหม่ที่ยังไม่เคยรักษา หรือเคยรักษามาไม่เกิน1 เดือน 2. 2HRZES / 1HRZE / 5HRE ผู้ป่วยรักษาซ้าด้วยยาวัณโรคแนวที่หนึ่ง 3. > 6Km5LfxEtoCs+PAS / > 12 LfxEtoCs+PAS ผู้ป่วยที่ยืนยันการวินิจฉัย หรือมีความเสี่ยงสูงต่อวัณโรคดื้อ ยาหลายขนาน (MDR-TB) CPG
  • 67.
    สูตรที่ 1: Newpatient regimen • ก่อนเริ่มการรักษา ควรส่งเสมหะเพาะเชื้อวัณโรคและการ ทดสอบความไวของเชื้อวัณโรคต่อยา ถ้าไม่มีข้อจากัดใดๆ • ในผู้ป่วยบางรายถ้ามีหลักฐานว่ามีความล่าช้าในการ ตอบสนองต่อการรักษา (delay treatment response) สามารถยืดการให้ยาในระยะต่อเนื่อง (continuation phase) ทาให้ระยะเวลาในการรักษาโดยใช้ SSC นานทั้งสิ้น 9-12 เดือน เช่น ผู้ป่วยวัณโรคปอดที่มีแผลโพรงขนาดใหญ่, ผู้ป่วย วัณโรคต่อมน้าเหลืองที่รักษาครบ 6 เดือนแล้วแต่ต่อมยังไม่ ยุบ, ผู้ป่วยวัณโรคที่มีโรคเบาหวานร่วมด้วย, ผู้ป่วยวัณโรคที่มี การติดเชื้อเอชไอวีร่วมด้วย แต่ทั้งนี้ควรปรึกษาแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญเพื่อพิจารณาเป็นรายๆไป CPG
  • 68.
    สูตรที่ 2: Re-treatmentregimen with first-line drugs • ใช้ในกรณีผู้ป่วยที่ต้องรักษาวัณโรคซ้าจาก default หรือ relapse • ก่อนเริ่มการรักษา ต้องส่งเสมหะเพาะเชื้อและทดสอบความ ไวของเชื้อวัณโรคต่อยาทุกราย CPG
  • 69.
    สูตรที่ 3: MDRregimen • ใช้ในกรณีผู้ป่วย treatment failure หรือมีผลยืนยันเป็นวัณ โรคดื้อยาหลายขนาน • ก่อนเริ่มการรักษา ต้องส่งเสมหะเพาะเชื้อและทดสอบความ ไวของเชื้อวัณโรคต่อยาทุกราย • ควรให้การรักษาโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญหรือมีประสบการณ์ใน การรักษาผู้ป่วยวัณโรคดื้อยาหลายขนาน • ควรได้รับการรักษาภายใต้การกากับการรักษาทุกราย เพื่อ ป้องกันการขาดยา CPG
  • 70.
    สูตรที่ 3: MDRregimen • ในกรณียังไม่ทราบผลการทดสอบความไวของ เชื้อวัณโรคต่อยา – ให้เริ่มการรักษาโดยใช้ยาสูตรมาตรฐานหรือ พิจารณาใช้ยาที่ผู้ป่วยไม่เคยใช้มาก่อน หรือยาที่ ผู้ป่วยเคยใช้มาไม่เกิน 1 เดือน รวมกันอย่างน้อย 4 ชนิดขึ้นไป และหนึ่งในนั้นต้องเป็นยาฉีด – ติดตามผลทดสอบความไวของเชื้อวัณโรคต่อยา แล้วพิจารณาปรับยาตามความเหมาะสม CPG
  • 71.
    สูตรที่ 3: MDRregimen • ในกรณีที่ผลการทดสอบความไวของเชื้อวัณ โรคต่อยา ยืนยันเป็นวัณโรคดื้อยาหลายขนาน – ต้องฉีดยาต่อเนื่องหลังจากผลเพาะเชื้อไม่พบเชื้อวัณโรคแล้ว 2 ครั้ง ติดต่อกัน (culture conversion) ไปอีก 4 เดือน และรวมระยะเวลา ฉีดยาทั้งหมดต้องไม่น้อยกว่า 6 เดือนติดต่อกันนับจากเริ่มฉีดยา – ระยะการรักษาที่ต้องใช้ยาฉีดถือเป็นระยะเข้มข้นของการรักษา – ระยะเวลาการรักษาทั้งหมดต้องไม่ต่ากว่า 18 เดือนหลังจากผลเพาะ เชื้อไม่พบเชื้อวัณโรคแล้ว 2 ครั้งติดต่อกัน – ระหว่างให้การรักษา ให้ติดตามด้วยการเพาะเชื้อวัณโรคทุกเดือนจน สิ้นสุดระยะเข้มข้นของการรักษา หลังจากนั้นให้ติดตามการเพาะเชื้อ วัณโรคทุก 3 เดือนจนสิ้นสุดการรักษา CPG
  • 72.
    สูตรที่ 3: MDRregimen การฉีดยา • ระยะเข้มข้น มียาฉีด อย่างน้อย 4 เดือนหลัง culture conversion • Kanamycin – ควรได้รับ 5 วันต่อสัปดาห์ – ปรับลดเป็น 3 วันต่อสัปดาห์ กรณีผู้ป่วยทนการฉีดยาทุกวัน ไม่ได้ และ/หรือ มีภาวะแทรกซ้อนจากการบริหารยา • สามารถเปลี่ยนจาก Kanamycin มาใช้ Streptomycin ได้ เฉพาะถ้ามีผลยืนยันกลับมา ในภายหลังว่าไม่ดื้อยา CPG
  • 73.
    ผู้ป่วยมีประวัติเคยรักษาวัณโรคมาก่อน CPG การจาแนก ผู้ป่วย ที่รักษาซ้า Treatment after failure Treatment after relapseor default ความเป็นไป ได้ของการ เกิด MDR TB สูง ปานกลางถึงต่า สูตรยา เริ่มต้น Empirical MDR-TB regimen: > 6Km5LfxEtoCs+PAS / > 12 LfxEtoCs+PAS Retreatment regimen: 2HRZES/1HRZE/5HRE สูตรยาหลัง ทราบผล DST พิจารณาปรับยาตามความเหมาะสม ตามผลการทดสอบความไวของเชื้อวัณโรคต่อยา
  • 74.
    ผู้ป่วยมีประวัติเคยรักษาวัณโรคมาก่อน • ในผู้ป่วยมีประวัติเคยรักษาวัณโรคมาก่อน การจะเลือกใช้สูตรยาที่ 2หรือ 3 ให้พิจารณาความ เป็นไปได้ของการเกิดวัณโรคดื้อยาหลายขนานเป็นหลัก (ตาราง) • โดยทั่วไป ควรรอผล DST ยืนยันว่าเป็น MDR-TB หรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อ DST ที่ส่งเป็นวิธีที่รู้ผลเร็ว • บางกรณีมีความเป็นไปได้สูงที่จะเป็น MDR-TB และ ผู้ป่วยมีอาการค่อนข้างหนัก สามารถเปลี่ยนไปใช้ระบบ ยา Empirical MDR regimen NTP
  • 76.
    การติดตามการรักษา • พิจารณาจากอาการทางคลินิก ร่วมกับติดตามการ ตรวจย้อมเสมหะ(2 ครั้งต่อทุกการติดตาม) เป็น สาคัญ • ส่วนภาพถ่ายรังสีทรวงอกทาเฉพาะเมื่ออาการทาง คลินิกแย่ลงเพื่อพิจารณาเปลี่ยนแปลงแนวทางการ รักษา หรือเมื่อต้องการพิจารณาหยุดการรักษาเท่านั้น CPG
  • 77.
    สูตรที่ 1 Newpatient regimen CPG M2 Neg HR M5, M6 Pos Culture DST CXR HRZE M3 Neg HR Pos “Culture DST CXR” HR
  • 79.
    กรณี M2 AFBpos • กินยาไม่สม่าเสมอ หรือยาไม่มีคุณภาพ • ขนาดของยาไม่เหมาะสม หรือมีปฏิกิริยาระหว่างยา (drug-to-drug / drug-to-food interaction) ทาให้ ระดับยาในเลือดต่าลง • ตอบสนองต่อการรักษาช้าเนื่องจากความรุนแรงของ โรค หรือเป็นผู้ที่มีระดับภูมิคุ้มกันผิดปกติ (immuno- compromised host) • เชื้อที่ตายแล้ว แต่ยังย้อมติดสี • เชื้อ NTM CPG
  • 80.
    สูตรที่ 2 Retreatmentregimen with First Line Drugs CPGM3* Neg ตามผล Culture DST HRE M5, M8 Pos ตามผล Culture DST /ส่ง Rapid test CXR HRE M5 Neg ตามผล Culture DST HRE M8 Pos Culture DST CXR Failure Empirical regimen หรือ ปรึกษาผชช
  • 81.
  • 82.
    ระยะเวลาการรักษาวัณโรคนอกปอด CPG ตาแหน่ง ระยะเวลาการรักษา อย่างน้อย (เดือน) Rating วัณโรคต่อมน้าเหลือง6 ++, I วัณโรคเยื่อหุ้มปอด 6 ++, II วัณโรคเยื่อหุ้มหัวใจ 6 ++, II วัณโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ และวัณโรคสมอง (Tuberculoma) > 12 +, II วัณโรคของกระดูกและข้อ 9 – 12 ++, II วัณโรคของระบบทางเดินปัสสาวะ 6 วัณโรคชนิดแพร่กระจาย แล้วแต่อวัยวะเด่น -
  • 83.
    การขยายเวลาของการรักษา ระยะเข้มข้น • องค์การอนามัยโลก* เคยแนะนาให้ขยายระยะเข้มข้นอีก1 เดือน (1HRZE) สาหรับกรณีผลเสมหะยังเป็นบวก เมื่อสิ้นสุด การรักษาระยะเข้มข้น (เดือนที่ 2) แต่ยกเลิกคาแนะนานั้น แล้ว เนื่องจากมีหลักฐานว่า ผลเสมหะเมื่อสิ้นสุดระยะเข้มข้น ไม่เป็นตัวทานายที่ดีว่า จะเกิด relapse หรือ failure หรือ การ ดื้อยา Isoniazid ตั้งแต่ก่อนเริ่มรักษา (pre-treatment Isoniazid resistance) • สาหรับประเทศไทย ผู้เชี่ยวชาญแนะนาให้พิจารณาจาก ลักษณะของทางคลินิกและภาพรังสีทรวงอก NTP
  • 84.
    การขยายเวลาของการรักษา ระยะต่อเนื่อง • การรักษาวัณโรคในผู้ติดเชื้อ HIVใช้สูตรยาเหมือนกับผู้ป่วย วัณโรคที่ไม่ติดเชื้อ HIV (ระยะเวลาอย่างน้อย 6 เดือน) * • ผู้เชี่ยวชาญ$ แนะนาให้รักษาวัณโรคกระดูกและข้อ 6-9 เดือน และรักษาวัณโรคเยื่อหุ้มสมอง 9-12 เดือน กรณี ภาพรังสีทรวงอกมีแผลโพรงเมื่อเริ่มรักษาหรือระหว่างการ รักษา หรือผลเพาะเชื้อเป็นบวกเมื่อสิ้นสุดเดือนที่ 2 แนะนาให้เพิ่มระยะต่อเนื่องอีก 3 เดือน • การขยายระยะเวลาการรักษาเป็น 9-12 เดือน สาหรับผู้ป่วย วัณโรคที่มีแผลโพรงขนาดใหญ่ ผู้ป่วยที่มีเบาหวานหรือ ติดเชื้อ HIV ร่วมด้วย หรือ วัณโรคต่อมน้าเหลืองที่รักษา ครบ 6 เดือนแล้วแต่ต่อมยังไม่ยุบ ควรปรึกษาแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญเพื่อพิจารณาเป็นราย ๆ ไป# NTP
  • 85.
  • 86.
    กรณีขาดการรักษา • จะใช้คาแนะนานี้ได้ในกรณี – ไม่มีลักษณะทางคลินิกที่แย่ลงและ – ภาพถ่ายรังสีทรวงอกไม่แย่ลง และ – ตรวจเสมหะไม่พบเชื้อหรือพบปริมาณเชื้อที่ไม่มากขึ้น • ก่อนการพิจาณาการรักษาใหม่ ต้องส่งเสมหะเพาะเชื้อวัณโรค และทดสอบความไวของเชื้อวัณโรคต่อยาด้วยเสมอ • ในผู้ป่วยที่ต้องพิจารณาการรักษาใหม่เนื่องจากขาดยาโดยไม่ มีเหตุอันควร ต้องหาวิธีแก้ปัญหาที่ทาให้ผู้ป่วยขาดยา และ แนะนาให้การรักษาภายใต้ DOT ทุกราย • ในกรณีที่มีข้อสงสัยหรือตัดสินใจไม่ได้ ควรปรึกษาแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญเป็นรายๆไป CPG
  • 88.
    ขนาดยาวัณโรค น้าหนัก ก่อนเริ่ม การรักษา (กก.) ขนาดของยา H (มก.) 4-8 มก./ กก./วัน R (มก.) 8-12 มก./ กก./วัน Z(มก.) 20-30 มก./ กก./วัน E (มก.) 15-20 มก./ กก./วัน S (มก.) 15 มก./กก./วัน 35* – 40 300 450 1,000 600 500 41 - 50 300 450 1,250 800 750 > 50 300 600 1,500 1,000 750 - 1,000 CPG Ethambutol ให้รับประทานทันที ห้ามแกะ/แบ่งทิ้งไว้ จะเกิดความชื้น ยาจะเสื่อมคุณภาพ (inactive ingredient)
  • 89.
    ข้อแนะนา • การใช้ยาเม็ดรวม (FDC)เช่น HR, HRZ, HRZE จะช่วยเพิ่ม ความสะดวกในการจัด กินยา และหลีกเลี่ยงการเลือกกินยา บางขนานได้ • ไม่ควรให้ Ethambutol ในเด็กที่ไม่สามารถให้ข้อมูลเกี่ยวกับ ตาบอดสี/การมองเห็น (*) • หลีกเลี่ยงการให้ Streptomycin ในหญิงที่กาลังตั้งครรภ์ • กรณีการให้ Streptomycin ในผู้ป่วยสูงอายุ (> 60 ปี) ไม่ควร ให้ขนาดเกิน 750 มก./วัน แม้ขนาดยาตามน้าหนักจะเกิน 750 มก./วัน ก็ตาม • ไม่ต้องปรับขนาดยาถ้าน้าหนักขึ้นหลังให้การรักษา CPG
  • 90.
    ขนาดยา • ขนาดยาวัณโรคสาหรับผู้ใหญ่ (อายุมากกว่า14 ปี) • ควรคานวณตามน้าหนักตัวและไม่ให้เกินขนาด ยาสูงสุด โดยอาจใช้ตารางขนาดยาตามช่วงน้าหนัก • การใช้ยาเม็ดรวมหลายขนาน (Fixed Dose Combination: FDC) เช่น HRZE, HRZ, HR จะช่วย เพิ่มความสะดวกในการจัดยา กินยา และหลีกเลี่ยง การเลือกกินยาบางขนาน NTP
  • 91.
    ขนาดยา • ห้ามให้ Sในหญิงที่กาลังตั้งครรภ์ • ผู้ป่วยอายุ > 60 ปี* – อาจทนรับ S ขนาดมากกว่า 500-750 มก./วัน ทุกวันไม่ได้ – ควรลดขนาดยาเหลือ 10 มก./กก./วัน • ผู้ป่วยที่น้าหนักน้อยกว่า 50 กก. อาจทนรับ S ขนาด มากกว่า 500-750 มก./วัน ทุกวันไม่ได้เช่นกัน# NTP * Centers for Disease Control and Prevention. Treatment of Tuberculosis, American Thoracic Society, CDC, and Infectious Diseases Society of America. MMWR 2003;52(No. RR-11):1–77. # WHO Model Formulary 2008.
  • 92.
    ขนาดยาวัณโรค NTP ยา ช่วงขนาดยา มก./กก./วัน* เฉลี่ย มก./ กก./วัน* ขนาดยาสูงสุด (MaximumDose) H 4-6 5 300 มก./วัน* R 8-12 10 600 มก./วัน* Z 20-30 25 2000 มก./วัน# E 15-20 15 1600 มก./วัน# S 12-18 15 1000 มก./วัน$ * World Health Organization 2003. Treatment of Tuberculosis: Guidelines for National Programmes. 3rd Edition. WHO, Geneva, 2003. WHO/CDS/TB/2003.313[i] # Drug Information Handbook with International Trade names index 2008-2009. 17th edition. American Pharmacist Association. Senior Editor: Charles F Lacy, Lora L Armstrong, Morton P Goldman, Loonard L Lance. $ The Sanford Guide to Antimicrobial Therapy 2009. 39th edition. Editors: David N Gilbert, Robert C Moollering Jr, George M Eliopoulos, Henry F(Chip) Chambers, Michael S Saag.
  • 93.
    ขนาดยาวัณโรค NTP น้าหนัก ก่อนเริ่ม การ รักษา** (กก.) ขนาดของยา (มก.)* H 4-6 มก./วัน R 8-12 มก./วัน Z 20-30 มก./วัน E 15-20 มก./วัน S 12-18 มก./วัน ***38-49 300450 1,000 800 750 50-59 300 600 1,500 1,000 1,000 60-69 300 600 1,500 1,200 1,000 ≥ 70 300 600 2,000 1,200 1,000 *ตารางแสดงช่วงน้าหนักนี้มีเพื่อให้ง่ายต่อการปฏิบัติงาน แนะนาให้คานวณตามน้าหนัก จริงทุกครั้ง ปรับเปลี่ยนตามความเหมาะสม ตามขนาดยาที่มีอยู่ เพื่อหลีกเลี่ยงการหักเม็ด ยา ** ถ้ามีการลดหรือเพิ่มของน้าหนักตัวในช่วงน้าหนักที่ต่างกัน ให้ปรับขนาดยาตามช่วง น้าหนักที่เปลี่ยนไป เพื่อป้องกันการดื้อยาหรือเกิดอาการอันไม่พึงประสงค์จากการใช้ยา ***น้าหนักน้อยกว่าหรือเท่ากับ 37 กิโลกรัม ให้คานวณตามน้าหนักตัว
  • 94.
    หลักการให้ยารักษาวัณโรคแนวที่หนึ่ง • ให้ยาถูกต้องทั้งชนิดและจานวน ยาบางชนิดมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อ ในขณะที่บางชนิดมีฤทธิ์หยุดยั้งการ เจริญเติบโตของเชื้อการรักษาวัณโรคไม่สามารถใช้ยาเพียง หนึ่งหรือสองขนานได้ โดยเฉพาะในระยะเข้มข้นของการ รักษา (initial phase หรือ intensive phase) เป็นระยะที่ สาคัญ ซึ่งต้องการยาหลายชนิดที่ออกฤทธิ์แตกต่างกัน เพื่อ ช่วยกาจัดเชื้อวัณโรคให้มีปริมาณลดลงอย่างรวดเร็ว ทาให้ ผู้ป่วยมีอาการดีขึ้น ควบคุมโรค และพ้นระยะแพร่กระจายเชื้อ ในที่สุด หลังจากนั้นในระยะต่อเนื่องของการรักษา (continuation phase) จะใช้ยาอย่างน้อย 2 ชนิด ซึ่งจะมี ฤทธิ์ฆ่าเชื้อวัณโรคที่หลงเหลืออยู่ เพื่อให้เหลือเชื้อที่เป็น dormant form น้อยที่สุด เพื่อป้องกันการกลับเป็นซ้า CPG
  • 95.
    หลักการให้ยารักษาวัณโรคแนวที่หนึ่ง • ให้ยาถูกต้องตามขนาด ถ้าขนาดของยาต่าเกินไป เชื้อวัณโรคจะไม่ตายและจะก่อให้เกิดปัญหาการดื้อยา ในขณะเดียวกันหากขนาดของยาสูงเกินไปผู้ป่วยจะ ได้รับอันตรายจากผลข้างเคียงของยา • ให้ยาระยะนานเพียงพอ ระบบยามาตรฐานระยะสั้นมี ระยะเวลาแตกต่างกันตั้งแต่ 6 เดือนถึงประมาณ 12 เดือน การได้ยาครบตามกาหนดจึงเป็นสิ่งที่สาคัญเป็น อย่างยิ่ง มิฉะนั้น ผู้ป่วยจะกลับเป็นวัณโรคซ้าอีกครั้ง หรือเกิดเป็นวัณโรคดื้อยาได้ CPG
  • 96.
    หลักการให้ยารักษาวัณโรคแนวที่หนึ่ง • ความต่อเนื่องของการรักษา หากผู้ป่วยรักษาไม่ต่อเนื่อง จะทาให้ผู้ป่วยรายนั้นไม่หายหรือเกิดเป็นวัณโรคดื้อยาได้ ดังนั้นการให้ความรู้และดูแลช่วยเหลือผู้ป่วยอย่างสม่าเสมอ เป็นสิ่งจาเป็นอย่างยิ่งการรักษาวัณโรคภายใต้การกากับการ รักษา directly observed treatment (DOT) จึงเป็นสิ่งที่ควร ปฏิบัติโดยเฉพาะอย่างยิ่งในระยะเข้มข้นของการรักษา CPG
  • 97.
    คาแนะนา • ยารักษาวัณโรคแนวที่หนึ่งทุกขนาน ควรใช้วันละครั้งแนะนา เวลาท้องว่าง เช่น ก่อนนอน ควรจัดรวมในซองเดียวกัน (daily package) หรือใช้เป็นยารวมเม็ด (fixed-dose drug combination; FDC) เพื่อสะดวกแก่ผู้ป่วยและป้องกันการ รับประทานยาผิดพลาด และห้ามแกะยาออกจากแผงยา เพื่อ ป้องกันยาเสื่อมสภาพ • ผู้ป่วยต้องได้รับสูตรยาที่ถูกต้องเหมาะสม คานวณขนาดยาให้ เหมาะสมตามน้าหนักตัว และให้ยาครบตามระยะเวลาที่ กาหนด ไม่ควรเพิ่ม, ลดยา หรือเปลี่ยนยาทีละตัว • ผู้ป่วยที่มีเสมหะพบเชื้อ ผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงต่อการกินยาไม่ สม่าเสมอ หรือเสี่ยงต่อการขาดการรักษา หรือเคยมีประวัติ รักษาวัณโรคมาก่อน ควรได้รับการรักษาภายใต้ DOT CPG
  • 98.
    คาแนะนา • ยารักษาวัณโรคแนวที่หนึ่งทุกขนาน ควรใช้วันละครั้งแนะนา เวลาท้องว่าง เช่น ก่อนนอน ควรจัดรวมในซองเดียวกัน (daily package) หรือใช้เป็นยารวมเม็ด (fixed-dose drug combination; FDC) เพื่อสะดวกแก่ผู้ป่วยและป้องกันการ รับประทานยาผิดพลาด และยาที่บรรจุอยู่ในแผงยา หากยังไม่ได้รับประทาน ไม่ควรแกะเม็ดยาออกมาจากแผง เพราะแสงและความชื้นอาจทาให้ยาเสื่อมคุณภาพได้ • ผู้ป่วยต้องได้รับสูตรยาที่ถูกต้องเหมาะสม คานวณขนาดยาให้ เหมาะสมตามน้าหนักตัว และให้ยาครบตามระยะเวลาที่ กาหนด ไม่ควรเพิ่ม, ลดยา หรือเปลี่ยนยาทีละตัว • ผู้ป่วยที่มีเสมหะพบเชื้อ ผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงต่อการกินยาไม่ สม่าเสมอ หรือเสี่ยงต่อการขาดการรักษา หรือเคยมีประวัติ รักษาวัณโรคมาก่อน ควรได้รับการรักษาภายใต้ DOT NTP
  • 99.
  • 101.
    ผลข้างเคียงที่พบบ่อยจาก ยารักษาวัณโรคแนวที่หนึ่ง CPG ผลข้างเคียงรุนแรง ยาที่เป็นสาเหตุ การดูแลรักษา ผื่นผิวหนังทุกตัว หยุดยาที่เป็นสาเหตุ หูหนวก S เวียนศีรษะ (vertigo และ nystagmus) S ดีซ่าน ตับอักเสบ H, R, Z สับสน ยาส่วนใหญ่ การมองเห็นภาพผิดปกติ E ช็อค ผื่น purpura ไตวายเฉียบพลัน R ปัสสาวะออกน้อย ไตวาย S ผลข้างเคียงไม่รุนแรง ให้ยาต่อได้ ตรวจสอบขนาดยา คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง Z, R, H รับประทานยาพร้อมอาหารหรือก่อนนอน ปวดข้อ Z > E ให้ aspirin, NSAIDS หรือ paracetamol ชาปลายมือปลายเท้า H ให้ pyridoxine 50-75 มก.ต่อวัน ง่วง H ให้ยาก่อนนอน อาการคล้ายไข้หวัด R มักเกิดในกรณีได้ยาแบบ intermittent ให้เปลี่ยนเป็นให้ยาทุกวัน
  • 102.
    อาการข้างเคียงจากยารักษาวัณโรคและการรักษา NTP ผลข้างเคียงที่รุนแรง ยาที่เป็นสาเหตุ การดูแลรักษา ผื่นผิวหนังทุกตัว หยุดยาที่เป็นสาเหตุ หูหนวก S เวียนศีรษะ (vertigo และ nystagmus) S ดีซ่าน (ที่ไม่มีสาเหตุอื่น) ตับอักเสบ H, R, Z สับสน ยาส่วนใหญ่ การมองเห็นภาพผิดปกติ (ไม่มีสาเหตุอื่น) E ช็อค ผื่น purpura ไตวายเฉียบพลัน R ปัสสาวะออกน้อย ไตวาย S ผลข้างเคียงที่ไม่รุนแรง ให้ยาต่อได้ ตรวจสอบขนาดยา เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง Z, R, H รับประทานยาพร้อมอาหารหรือก่อนนอน ปวดข้อ Z>E ให้ aspirin หรือ NSAIDS หรือ paracetamol ชาปลายมือ ปลายเท้า H ให้ pyridoxine 50-75 มก ต่อวัน ง่วง H ให้ยาก่อนนอน อาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ intermittent dosing ของ R เปลี่ยนเป็นให้ยาทุกวัน
  • 103.
    ปฎิกริยาทางผิวหนัง • ยาทุกชนิดเป็นสาเหตุที่ทาให้เกิดปฎิกริยา ทางผิวหนังได้ • แบ่งความรุนแรงของอาการออกเป็น3 ระดับ ได้แก่ –อาการคันที่ไม่มีผื่น –ผื่นผิวหนังที่อาจมีอาการตามระบบเช่น ไข้ ร่วมด้วย –ผื่นผิวหนังรุนแรงมากที่มีรอยโรคในเยื่อบุ ต่างๆ ร่วมด้วย CPG
  • 104.
    ปฎิกริยาทางผิวหนัง • มีอาการคันแต่ไม่มีผื่น ให้ยาต้านฮิสตามีน รับประทานยาต่อได้อาการจะค่อยๆ ดีขึ้น อาจใช้เวลา หลายสัปดาห์ • ผื่นลักษณะคล้ายสิวและอาจคันโดยไม่มีอาการ ตามระบบ สามารถให้ยาต่อได้เนื่องจากไม่เป็น อันตรายเพียงแต่อาจมีผลด้านความสวยงาม • ผื่นผิวหนังที่อาจมีอาการตามระบบเช่น ไข้ ร่วม ด้วย หยุดยาทุกชนิด ให้ยาต้านฮีสตามีน และ พิจารณาให้ prednisolone ขนาดต่า CPG
  • 105.
    ปฎิกริยาทางผิวหนัง • ผื่นผิวหนังรุนแรงมากที่มีรอยโรคในเยื่อบุต่างๆ ร่วมด้วย หยุดยาทุกชนิดให้ systemic steroid ขนาดสูงเช่น prednisolone 40-60 มก.ต่อวันและ ค่อยๆ ลดขนาดยาลงตามการตอบสนอง • กรณีนี้ให้ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อวางแผนการรักษา • ในระหว่างที่มีการหยุดยา ถ้าวัณโรคยังอยู่ในระยะ รุนแรง ให้เลือกใช้ยาสารองกลุ่มอื่นไปก่อน CPG
  • 106.
    ปฎิกริยาทางผิวหนัง • เมื่อผื่นหายดีจากกรณีผื่นผิวหนังที่ไม่รุนแรงมาก พิจารณาให้ยาใหม่ทีละตัว โดยมีแนวทางดังนี้ –เริ่มให้ยา H หรือ R ต่อด้วย E และ Z เป็นตัวสุดท้าย – ยาแต่ละชนิด เริ่มจากขนาด 1/3 ถึง 1/2 ของขนาด สูงสุด แล้วเพิ่มจนถึงขนาดสูงสุดใน 2-3 วัน แล้ว เริ่มยาตัวถัดไปได้เลยถ้ายาตัวก่อนหน้านั้นไม่เกิด ปัญหา – ถ้าผื่นขึ้นขณะได้ยาตัวใด ให้หยุดยาตัวดังกล่าว รอให้ผื่นยุบหมด แล้วจึงเริ่มยาตัวถัดไปและปรับ สูตรยาให้เหมาะสม CPG
  • 108.
    คลื่นไส้/อาเจียน ปวดท้อง และตับอักเสบ •อาการคลื่นไส้ อาเจียน อาจเป็นผลของยาโดยตรงที่ระคาย เคืองทางเดินอาหารโดยไม่ได้เป็นตับอักเสบ มักเกิดเฉพาะ หลังการรับประทานยา ไม่ได้เป็นทั้งวัน โดยอาการจะค่อยๆดี ขึ้นภายในวันเดียวกันเมื่อระยะเวลาห่างออกไปจากมื้อยา ส่วนใหญ่พบในช่วงสัปดาห์แรกๆ ของการรับประทานยา • อาการของตับอักเสบซึ่งมักมีอาการเบื่ออาหาร คลื่นไส้หรือ อาเจียนร่วมด้วยมักเป็นทั้งวัน และอาจพบหลังจากเริ่ม รับประทานยาไปแล้วหลายสัปดาห์ • การแยกภาวะตับอักเสบออกจากผลของยาที่ทาให้มีอาการ คลื่นไส้ หรือปวดท้องนั้น ทาได้โดยตรวจการทางานของตับ เท่านั้น. • ยาที่เป็นสาเหตุให้เกิดตับอักเสบได้แก่ H, R และ Z ส่วนกรณีที่มีเฉพาะค่า bilirubin สูงขึ้นโดยไม่ค่อยมีความ ผิดปกติของ AST/ALT มักเกิดจากยา R CPG
  • 109.
    คาแนะนาก่อนเริ่มให้ยา • พิจารณาเจาะดูหน้าที่การทางานของตับใน ผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงในการเกิดตับอักเสบ ได้แก่ –ผู้สูงอายุ >60 ปี – ดื่มสุราเป็นประจา – มีประวัติเคยเป็นโรคตับ หรือมีเชื้อไวรัสตับอักเสบ – การติดเชื้อเอชไอวี – มีภาวะทุพโภชนาการ – หญิงตั้งครรภ์ • ถ้าพบความผิดปกติ อ่านต่อบทที่ 5 CPG
  • 110.
    คาแนะนาการตรวจดูหน้าที่ของตับระหว่างการให้ยา • ผู้ป่วยที่ไม่มีความเสี่ยงที่ชัดเจนในการเกิด ตับอักเสบ ตรวจ AST/ALTและ total bilirubin (TB) เฉพาะในกรณีที่มีอาการสงสัยตับอักเสบ • ผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงในการเกิดตับอักเสบ ตรวจ AST/ALT และ TB ทุก 1-2 สัปดาห์ ภายใน 1 เดือนแรก หลังจากนั้นพิจารณาเจาะ ตามความเหมาะสม CPG
  • 111.
    คาแนะนาเมื่อผู้ป่วยมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ขณะได้รับยา • ให้เจาะเลือดดูการทางานของตับ •ถ้า AST/ALT > 3 เท่าของค่าปกติ หยุดยา H, R และ Z • ถ้า AST/ALT < 3 เท่าของค่าปกติ รับประทานยาต่อ สืบค้นหาสาเหตุอื่น และ ติดตามหน้าที่ของตับภายใน 3 วัน CPG
  • 112.
    คาแนะนาในกรณีผลเลือดผิดปกติโดยไม่มีอาการ ขณะได้รับยา • ถ้า TB> 3 มก./ดล แต่ AST/ALT อยู่ใน เกณฑ์ปกติหรือเพิ่มขึ้นไม่เกิน 3 เท่า หยุดเฉพาะ R • ถ้า AST/ALT < 5 เท่าของค่าปกติ ให้รับประทานยาต่อ เจาะเลือดดูการทางานของ ตับทุก 1 สัปดาห์ • ถ้า AST/ALT > 5 เท่าของค่าปกติ หยุดยา H, R และ Z CPG
  • 113.
    คาแนะนาในการ re-challenge ยา •กรณีเป็น fulminant hepatitis ห้ามใช้ยาในกลุ่มนี้อีก • เมื่อ AST/ALT ลดลงจน < 2 เท่าของค่าปกติ และ TB ลดลงจน < 1.5 มก./ดล. • เรียงการให้ยาจาก H, R และ Z ตามลาดับ • ระยะห่างของการให้ยาแต่ละชนิดคือ 1 สัปดาห์ • ให้เริ่มจากขนาดยาปกติได้เลย • หลังการให้ยาแต่ละชนิด เจาะเลือดดู AST/ALT และ TB ภายใน 1 สัปดาห์ ถ้าไม่พบความผิดปกติจึงจะเริ่มยาตัว ต่อไปได้ • ระหว่าง re-challenge ถ้าค่า AST/ALT หรือ TB กลับสูงขึ้น ตามเกณฑ์ที่กล่าวไว้ก่อนหน้า ให้หยุดยาและไม่กลับมาให้ยา นี้อีก CPG
  • 114.
    สูตรยาทดแทน กรณีไม่สามารถใช้ยาบางตัวได้ NTP ยาที่ จาเป็นต้อง หยุด สูตรยาทดแทน H 2RZE/10RE7,6RZE4,7, 6-9RZE1 R 2SHE/10 HE1, 2HZEQ/10-16HEQ7, 2-3SHZEQ/9-10HEQ7 Z 2HRE/7HR1,4,7, 2SHRE/6HR1 HR 2SEQ/16-22EQ1 HZ SREQC 12-18 เดือน4 HRZ SEQ+oral SLD 18-24 เดือน4
  • 116.
    ประสาทตาอักเสบ (Optic neuritis, Retrobulbarneuritis) • ยาที่ทาให้เกิดผลข้างเคียงนี้คือ ethambutol โดยมี ความสัมพันธ์กับขนาดยาที่ได้รับ และอาจพบจากยา isoniazid ได้ • อาการแรกสุดอาจเป็นการมองเห็นสีผิดปกติ (dyschromatopsia, สีแดง-เขียวหรือ น้าเงิน-เหลือง) • อาการอื่นของประสาทตาอักเสบได้แก่ ตามัว ภาพตรงกลาง ดามืด (central scotoma) มองเห็นภาพไม่ชัดในเวลา กลางคืน ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีอาการเจ็บตาเวลากลอกตานามา ก่อนในช่วงแรก • ประสาทตาอักเสบมักเกิดหลังได้รับยามาเป็นเดือน โดยมัก พบในผู้สูงอายุ ผู้ป่วยที่มีการทาหน้าที่ของไตผิดปกติ อาจ เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดผลข้างเคียงนี้ อย่างไรก็ตามผู้ป่วย มากกว่าร้อยละ 50 หายได้เป็นปกติหลังจากหยุดยา CPG
  • 117.
    คาแนะนาก่อนเริ่มให้ยา ethambutol • สอบถามความผิดปกติของการมองเห็น ก่อนเริ่มให้ยาทุกราย •ตรวจการมองเห็น (visual acuity) และภาวะตาบอดสี ถ้าสงสัยมีความผิดปกติ CPG
  • 118.
    คาแนะนาระหว่างการให้ยา ethambutol • เลือกขนาดยาethambutol 15 มก./กก./วัน และไม่ เกิน 20 มก./กก./วัน • แจ้งให้ผู้ป่วยหยุดยาทันทีเมื่อเกิดความผิดปกติในการ มองเห็นและแจ้งให้แพทย์ทราบ • ไม่จาเป็นต้องตรวจการมองเห็นและภาวะตาบอดสีทุก ครั้ง • สอบถามความผิดปกติของการมองเห็นทุกครั้งที่มา ติดตามการรักษา • ถ้ามีความผิดปกติในการมองเห็น ให้ตรวจการมองเห็น และภาวะตาบอดสี หยุดยา และปรึกษาจักษุแพทย์ • กรณีที่อาการไม่ดีขึ้นอาจเกิดจากยา isoniazid ให้ พิจารณาหยุด isoniazid ด้วย CPG
  • 119.
    ปฏิกิริยาระหว่างยารักษาวัณโรคแนวที่หนึ่ง กับยาอื่นๆที่สาคัญ • Rifampicin (R)มีปฏิกิริยาที่มีความสาคัญทาง คลินิกกับยาหลายกลุ่ม เช่น ยาคุมกาเนิดในกลุ่ม estrogen, ยากันชัก, ยา ป้องกันลิ่มเลือดแข็งตัว, ยาปฏิชีวนะบางกลุ่ม, ยาเคมี บาบัดบางตัว, ยาเบาหวานบางกลุ่ม รวมถึงยาในกลุ่ม หลอดเลือดและหัวใจบางชนิด ดังนั้นจึงต้องใช้ยาด้วยความระมัดระวัง และปรับยา หรือขนาดยาให้เหมาะสมต่อไป CPG
  • 120.
    อันตรกิริยาระหว่างยาวัณโรคกับยาอื่น และอันตรกิริยาระหว่างยาวัณโรคกับอาหาร NTP ยา ยาลดกรด ยาที่มี ส่วนประกอบ ของโลหะหนัก เครื่องดื่ม แอลกอฮอล์ อาหารหมายเหตุ H - ลดระดับยาในเลือด - ลดประสิทธิภาพของยา - - ควรหลีกเลี่ยง เนื่องจากเพิ่มความ เสี่ยงในการเกิดพิษ ต่อตับ - ลดทั้งอัตราและ ปริมาณการดูดซึม ของยา -ไม่ควรรับประทานยา พร้อมอาหาร เนื่อง ระดับยาในเลือดอาจ ลดลง - ควรรับประทานยาก่อน อาหารอย่างน้อย 1 ชั่วโมง หรือหลังอาหารอย่างน้อย 2 ชั่วโมง - ควรรับประทานในขณะท้อง ว่าง R - - ควรหลีกเลี่ยง เนื่องจากเพิ่มความ เสี่ยงในการเกิดพิษ ต่อตับ ลดทั้งอัตราและ ปริมาณการดูดซึม ของยา -ควรรับประทานก่อนอาหาร อย่างน้อย 1 ชั่วโมงหรือหลัง อาหารอย่างน้อย 2 ชั่วโมง - ควรรับประทานในขณะท้อง ว่าง Z ไม่มีข้อมูล ไม่มีข้อมูล ไม่มีข้อมูล ไม่มีข้อมูล ไม่มีข้อมูล E - ลดระดับยาในเลือด - ลดการดูดซึมของยา - ไม่ควรรับประทานยาลด กรดก่อนและหลังการ รับประทานยา 2 ชั่วโมง - - - - หลีกเลี่ยงการให้ยาคู่กับยา ลดกรด หรือให้ยาลดกรด หลังจากรับประทานยาอย่าง น้อย 4 ชั่วโมง - หากมีอาการข้างเคียงทาง ระบบทางเดินอาหาร แนะนา ให้รับประทานยาพร้อมอาหาร
  • 121.
    อันตรกิริยาระหว่างยาวัณโรคกับยาอื่น และอันตรกิริยาระหว่างยาวัณโรคกับอาหาร NTP ยา ยาลดกรด ยาที่มี ส่วนประกอบ ของโลหะหนัก เครื่องดื่ม แอลกอฮอล์ อาหารหมายเหตุ O ลดประสิทธิภาพของ ยา ยับยั้งการดูดซึม ของยา - ระดับยาสูงสุดในเลือด ลดลง 20% เมื่อ รับประทานพร้อม อาหาร ควรรับประทานยาก่อนหรือ หลังยาลดกรด หรือ ยาที่มี โลหะหนัก อย่างน้อย 2 ชั่วโมง Eto - - ควรหลีกเลี่ยง เนื่องจากอาจเกิด อาการอาการ ข้างเคียงทางจิต - - รับประทานยาพร้อมอาหาร ถ้ามีอาการข้างเคียงทางระบบ ทางเดินอาหารบ่อยหรือรุนแรง หรือการรับรสเปลี่ยนแปลง - รับประทานยาก่อนนอนเพื่อ ป้องกันอาการข้างเคียงทาง ระบบทางเดินอาหาร Cs - - ควรหลีกเลี่ยง เนื่องจากอาจเกิด อาการข้างเคียงทาง ระบบประสาท อาจเพิ่มตวามต้องการ วิตามิน B12 และ folic acid อาจรับประทานยาพร้อม อาหาร PAS - - - - หากมีอาการข้างเคียงทาง ระบบทางเดินอาหาร แนะนา ให้รับประทานยาพร้อมอาหาร
  • 123.
    วัณโรคในผู้ติดเชื้อเอชไอวี/ผู้ป่วยเอดส์ 1. วัณโรคเองมีผลทาให้การดาเนินโรคของการติดเชื้อ เอชไอวีเร็วขึ้น ทาให้มีโอกาสป่วยจากโรคติดเชื้อ ฉวยโอกาสหรือโรคร่วมอื่นๆได้บ่อยขึ้น ซึ่งเป็น สาเหตุหนึ่งที่ทาให้เสียชีวิตได้ 2. ผู้ป่วยเอดส์ (ระดับเม็ดเลือดขาว CD4 < 200 cells/µL) จะพบวัณโรคแบบรุนแรงมากขึ้นไม่ว่าวัณ โรคนอกปอดต่างๆ หรือวัณโรคแพร่กระจาย และการ ตอบสนองต่อการรักษาลดลง ส่งผลให้ระยะเวลาใน การรักษานานขึ้น แต่ผลการรักษาแย่ลง ไม่ว่าอัตรา การหายขาด, อัตราการกลับเป็นโรคซ้า, โอกาสเกิด วัณโรคดื้อยา หรือแม้กระทั่งอัตราการเสียชีวิต CPG
  • 124.
  • 125.
    วัณโรคในผู้ติดเชื้อเอชไอวี/ผู้ป่วยเอดส์ 5. มีความเสี่ยงต่อปฏิกิริยาระหว่างยาวัณโรค เช่น RMPกับยาอื่นๆ ที่ถูกนามาใช้ร่วมในการรักษาผู้ติด เชื้อเอชไอวี เช่น ยาต้านไวรัสในกลุ่ม Protease inhibitor (PI), ยาฆ่าเชื้อราในกลุ่ม azole (เช่น Itraconazole, Ketoconazole), ยาในกลุ่ม Macrolides เป็นต้น ทาให้การรักษายุ่งยากมากขึ้น 6. มีโอกาสเกิด paradoxical reaction หรือ immune restoration inflammatory syndrome (IRIS) มากขึ้น CPG
  • 126.
    ระดับเม็ดเลือดขาว CD4 ในผู้ติดเชื้อเอชไอวี •ผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่ยังมีระดับภูมิคุ้มกันสูง (CD4 > 350 cells/µL) อาการทางคลินิกของวัณโรคมักไม่แตกต่าง จากวัณโรคที่พบโดยทั่วไป • ผู้ป่วยเอดส์ (CD4 < 200 cells/µL) จะพบวัณโรคนอก ปอดหรือวัณโรคแพร่กระจายได้มากกว่าร้อยละ 50 (เปรียบเทียบกับผู้ป่วยที่ CD4 > 350 cells/µL พบ เพียงร้อยละ 28) CPG
  • 127.
    ลักษณะภาพถ่ายรังสีทรวงอกในผู้ติดเชื้อเอชไอวี • การเปลี่ยนแปลงของภาพถ่ายรังสีทรวงอกของวัณโรค ปอดในผู้ติดเชื้อเอชไอวี ขึ้นกับCD4 โดยพบว่า ภาพถ่ายรังสีทรวงอกที่จาเพาะ (typical CXR) ต่อวัณ โรคปอดจะพบน้อยลงเรื่อยๆเมื่อ CD4 ต่าลง • มีข้อสังเกตว่าเมื่อ CD4 < 200 cells/µL การ เปลี่ยนแปลงของภาพถ่ายรังสีทรวงอกสามารถพบได้ ทุกรูปแบบและภาพถ่ายรังสีทรวงอกแบบ interstitial infiltration หรือ military infiltration พบได้บ่อยขึ้น อันแสดงถึงการติดเชื้อแบบแพร่กระจายทางเลือดหรือ น้าเหลือง ซึ่งผู้ป่วยกลุ่มนี้อาจตรวจเสมหะไม่พบเชื้อ วัณโรค CPG
  • 128.
    คาแนะนาในการวินิจฉัย • เช่นเดียวกับการวินิจฉัยวัณโรคทั่วไป • ผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่พบความผิดปกติของภาพถ่ายรังสี ทรวงอกทุกรายต้องได้รับการตรวจเสมหะหาเชื้อ วัณโรค •ส่งเสมหะเพาะเชื้อวัณโรค เพื่อยืนยันการวินิจฉัยวัณ โรค และวินิจฉัยแยกโรค NTM และทดสอบความไว ของเชื้อวัณโรคต่อยาก่อนเริ่มรักษาทุกราย CPG
  • 129.
    แนวทางกรณีที่ตรวจเสมหะผลเป็นลบ • มองหาความผิดปกติของอวัยวะนอกปอด ที่จะสามารถเก็บสิ่ง ส่งตรวจย้อมและเพาะเชื้อวัณโรคได้เช่น ต่อมน้าเหลือง ตับ หรือม้ามโตผิดปกติ ให้ใช้เข็มดูด (needle aspiration) หรือ ตัดชิ้นเนื้อ (tissue biopsy) หรือพิจารณาเจาะไขกระดูก (bone marrow aspiration) ในรายที่มีภาวะ pancytopenia หรือตรวจน้าหล่อเลี้ยงไขสันหลัง (CSF) ในรายที่มีอาการของ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ เป็นต้น • ถ้าไม่สามารถให้การวินิจฉัยวัณโรคจากอวัยวะนอกปอด อาจพิจารณาส่องกล้องตรวจหลอดลม (ขึ้นกับศักยภาพของ สถานพยาบาล) หรือให้การรักษาแบบวัณโรคไปก่อน (เป็น therapeutic diagnosis) ดูการตอบสนองต่อการรักษาภายใน 2 สัปดาห์ • เพาะเชื้อวัณโรคจากเลือด ในกรณีที่มีไข้ไม่ทราบสาเหตุ CPG
  • 130.
    คาแนะนาในการรักษาวัณโรคในผู้ติดเชื้อ HIV • ไม่แตกต่างจากการรักษาวัณโรคโดยทั่วไป แนะนาให้ใช้สูตรยามาตรฐานระยะสั้น •ในกรณีที่มีการตอบสนองต่อการรักษาช้ากว่าที่ควรเป็น เช่น ผลเสมหะ เพาะเชื้อยังพบเชื้อวัณโรคที่ 2 เดือน โดยไม่มีเชื้อวัณโรคดื้อยา อาจ ยืดเวลาการรักษาจาก 6 เดือนเป็น 9 เดือน เพื่อลดอุบัติการณ์การเกิด วัณโรคซ้า • ไม่ควรหยุดยา RMP โดยไม่จาเป็น เนื่องจากสูตรยาวัณโรคที่ไม่มี RMP จะทาให้ sputum conversion ช้าลง และระยะเวลาการรักษาอาจ ยาวนาน • พิจารณาให้รับประทานวิตามินบี 6 (pyridoxine) ในขนาด 50–100 mg ต่อวัน เพื่อป้องกันผลต่อระบบประสาท (++, II) • ผู้ป่วยวัณโรคที่ติดเชื้อเอชไอวีทุกรายควรได้รับการประเมินระดับ CD4 เพื่อพิจารณายาป้องกันโรคติดเชื้อฉวยโอกาสอื่นหรือยาต้านไวรัสตาม ข้อบ่งชี้ (++, I) CPG
  • 131.
    คาแนะนาในการรักษาวัณโรคในผู้ติดเชื้อ HIV • เลือกใช้ยาต้านไวรัสกลุ่มที่ไม่มีปฏิกิริยาหรือมีปฏิกิริยาน้อย ที่สุดต่อยาRMP คือ ยาในกลุ่ม Nucleoside revese transcriptase inhibitors (NRTIs) และ Non-nucleoside reverse transcriptase inhibitors (NNRTs) ตามลาดับ (++, I) • ปัจจุบันไม่แนะนายาในกลุ่ม Protease inhibitors (PIs)(--, I) (ดูรายละเอียดการให้ยาต้านไวรัสในแนวทางการตรวจวินิจฉัย และการดูแลรักษาผู้ติดเชื้อเอชไอวีและผู้ป่วยเอดส์ระดับชาติ ปี พ.ศ. 2553) • แนวทางการรักษาวัณโรคของผู้ป่วยวัณโรคที่ติดเชื้อเอชไอวี ที่ขาดการรักษา ยังไม่มีการศึกษาโดยเฉพาะ ดังนั้นแนะนาให้ ยึดแนวทางปฏิบัติโดยทั่วไป แต่แพทย์ที่รักษาควรสังเกต อาการอย่างต่อเนื่อง (++, II) CPG
  • 132.
    คาแนะนาในการรักษาวัณโรคในผู้ติดเชื้อ HIV CPG ระดับ CD4ยาป้องกันโรคติดเชื้อฉวย โอกาส (Primary prophylaxis) ยาต้านไวรัส >200 - 350 - 2 NRTI + 1 NNRTI (หลังระยะเข้นข้นของการ รักษาวัณโรค) >100 - 200 Co-trimoxazole (ครั้งละ 1 เม็ด วันละครั้ง) 2 NRTI + 1 NNRTI (ในช่วง 2 สัปดาห์แรก- 2 เดือนแรก) < 100 Co-trimoxazole (ครั้งละ 2 เม็ด วันละครั้ง) Fluconazole (สัปดาห์ละ 2 เม็ด) 2 NRTI + 1 NNRTI (เร็วที่สุดหลังให้การรักษา วัณโรค)
  • 134.
    ลดปัญหาของวัณโรคในกลุ่มผู้ติดเชื้อเอชไอวี 1. การจัดระบบการเร่งรัดค้นหาผู้ป่วยวัณโรค (Intensified tuberculosiscase finding : ICF) พร้อมทั้งให้การรักษาวัณโรคตั้งแต่ระยะแรก 2. การพิจารณาให้ยา Isoniazid (INH) เพื่อรักษาการ ติดเชื้อวัณโรคระยะแฝงในผู้ติดเชื้อเอชไอวี เพื่อไม่ให้ ป่วยเป็นวัณโรค (Isoniazid preventive therapy : IPT) 3. การจัดให้มีระบบการป้องกันและควบคุมการ แพร่กระจายเชื้อวัณโรคในสถานพยาบาล หรือสถานที่ ที่แออัด (Infection control : IC) NTP
  • 135.
    การเร่งรัดค้นหาผู้ป่วยวัณโรคในผู้ติดเชื้อ HIV 1. อาการไอผิดปกติ 2.อาการไข้ภายใน 1 เดือน 3. น้าหนักลดเกิน 5% ของน้าหนักตัว ภายใน 1 เดือน 4. เหงื่อออกผิดปกติตอนกลางคืนมากกว่า 3 สัปดาห์ ภายใน 1 เดือน NTP
  • 138.
    Comparison of thethree TB screening and diagnostic algorithms.
  • 139.
    Comparison of thethree TB screening and diagnostic algorithms.
  • 140.
    ลดปัญหาของเอดส์ในผู้ป่วยวัณโรค 1. การให้บริการการปรึกษาและตรวจเลือดเพื่อวินิจฉัย การติดเชื้อเอชไอวีสาหรับผู้ป่วยวัณโรค 2. การป้องกันการติดเชื้อและการแพร่กระจายของเชื้อ เอชไอวี 3.การให้ยาโคไตรมอกซาโซล ป้องกันและรักษาการติด เชื้อฉวยโอกาส (Co-trimoxazole Preventive Therapy : CPT ) 4. การให้ยาต้านไวรัส ( Anti-retro viral therapy ; ART ) 5. ให้การดูแลและรักษาอย่างต่อเนื่องทั้งด้านสังคมและ จิตใจ NTP
  • 142.
    วัณโรคในผู้ป่วยโรคตับ • ผู้ป่วยที่มีประวัติโรคตับเช่น เป็นพาหะ ของไวรัสตับอักเสบชนิดต่างๆเคยมี ประวัติเป็นโรคตับอักเสบ หรือ ดื่มสุรา มาก แม้ว่าไม่มีอาการแสดงของโรคตับ เรื้อรัง ควรตรวจเลือดเพื่อดูการทางาน ของตับก่อนการรักษา เนื่องจากผู้ป่วย กลุ่มนี้มีความเสี่ยงที่จะเกิดความผิดปกติ การทางานของตับเพิ่มขึ้นเมื่อได้รับการ รักษาวัณโรคด้วย SSC CPG
  • 143.
    วัณโรคในผู้ป่วยโรคตับ • ผู้ที่มีอาการแสดงของโรคตับเรื้อรังและระดับ ALTใน เลือด > 3 เท่าของค่าปกติ ควรเลือกสูตรยาที่มีผลต่อ การทางานของตับน้อยลง มีหลักการพิจารณาตามลาดับ ดังนี้ (ทั้งนี้ขึ้นกับระดับความรุนแรงของโรคตับของผู้ป่วย) • สูตรยาที่มียาที่มีผลต่อการทางานของตับ 2 ชนิด 9 HRE? , 2 SHRE / 7HR, 6-9 RZE • สูตรยาที่มียาที่มีผลต่อการทางานของตับ 1 ชนิด 2 SHE/10-16 HE • สูตรยาที่ไม่มีผลต่อตับอักเสบ 18-24 HE + Fluoroquiniolone CPG
  • 144.
    วัณโรคในผู้ป่วยโรคตับ • ผู้ป่วยทุกรายต้องนัดติดตามอาการทางคลินิก – ทุก1 สัปดาห์ในช่วง 2 - 3 สัปดาห์แรกของการรักษา – ทุก 2 สัปดาห์ในช่วง 2 เดือนแรกของการรักษาวัณโรค – ในระหว่างนั้นถ้ามีอาการทางคลินิกสงสัยตับอักเสบ ต้องได้รับ การตรวจเลือดเพื่อติดตามการทางานของตับทันที • ผู้ป่วยทุกรายต้องได้รับคาแนะนาให้หยุดเหล้า และ ระมัดระวังการใช้ยาอื่นที่อาจมีผลต่อตับ (ควรได้รับยาต่างๆภายใต้คาแนะนาของแพทย์) • ในผู้ป่วยโรคตับทุกรายที่ได้ยา INH พิจารณาให้ รับประทานวิตามินบี 6 (pyridoxine) ในขนาด 50–100 mg ต่อวัน เพื่อป้องกันผลต่อระบบประสาท (++, II) CPG
  • 146.
    วัณโรคในผู้ป่วยโรคไต • ยา INHและ RMP ไม่จาเป็นต้องมีการปรับขนาดยาใน ผู้ป่วยไตวาย เนื่องจากขับออกทางน้าดี • ยา EMB และ metabolites ของ PZA ขับออกทางไต ดังนั้นจึงต้องปรับยาดังกล่าวในผู้ป่วยโรคไตที่มี creatinine clearance < 30 การให้ยาจะไม่ลดขนาดยา ลงแต่จะยืดระยะเวลาในการให้ยานานขึ้น เนื่องจากยามี ฤทธิ์ฆ่าเชื้อขึ้นอยู่กับขนาดของยา (concentration dependent bactericidal) • ยา SM ควรหลีกเลี่ยงในผู้ป่วยโรคไต เนื่องจากเพิ่มความ เสี่ยงในการเกิดพิษต่อไตและหูมากขึ้น CPG
  • 147.
    วัณโรคในผู้ป่วยโรคไต • ในผู้ป่วยไตวายที่ต้องล้างไต (hemodialysis) ควรให้ยาหลังทาการล้างไตโดยเฉพาะยา PZA จะ ถูกกาจัดโดย hemodialysis • ในผู้ป่วยไตวายที่ได้ยา INH พิจารณาให้รับประทาน วิตามินบี 6 (pyridoxine) ในขนาด 50–100 mg ต่อวัน เพื่อป้องกันผลต่อระบบประสาท (++, II) CPG
  • 148.
    ขนาดยาวัณโรคแนวที่หนึ่งและยาทางเลือกที่ แนะนาในผู้ป่วยที่มีค่า creatinine clearance <30 หรือได้รับการล้างไต (hemodialysis) CPG ยา การปรับยา ขนาดยาที่แนะนา INH ไม่ปรับ เหมือนเดิม RMP ไม่ปรับ เหมือนเดิม EMB ปรับ 15-20 mg/day, 3 days/week PZA ปรับ 25-35 mg/day, 3 days/week SM ไม่แนะนาให้ใช้
  • 149.
    การปรับขนาดยาวัณโรคในผู้ป่วยที่มีปัญหาการทางานของไต NTP ยา CrCl (ml/min)ขนาดยา การบริหาร จัดการ Isoniazid - ไม่ต้องปรับขนาดยา Rifampicin - ไม่ต้องปรับขนาดยา Pyrazinamide < 50 หลีกเลี่ยงการใช้หรือปรับลดขนาดยาเหลือ 12-20 mg/kg/day Ethambutol 10-50 ขนาดปกติ ทุก 24-36 ชั่วโมง <10 ขนาดปกติ ทุก 48 ชั่วโมง Streptomycin Kanamycin >80 15 mg/kg/day ทุก 24 ชั่วโมง 60-80 12 mg/kg/day ทุก 24 ชั่วโมง 40-60 7.5 mg/kg/day ทุก 24 ชั่วโมง 30-40 4 mg/kg/day ทุก 24 ชั่วโมง 20-30 7.5 mg/kg/day ทุก 48 ชั่วโมง 10-20 4 mg/kg/day ทุก 48 ชั่วโมง <10 3 mg/kg/day ทุก 72 ชั่วโมง Ofloxacin 20-50 ขนาดปกติ ทุก 24 ชั่วโมง <20 50% ทุก 24 ชั่วโมง PAS 10-50 50-70% ระยะปกติ <10 50% ระยะปกติ Ethionamide <30 250-500 mg/day ระยะปกติ D-cyclocerine <10 ขนาดปกติ ทุก 36-48 ชั่วโมง NTP
  • 151.
    วัณโรคในหญิงตั้งครรภ์ • ผู้ป่วยวัณโรคที่ตั้งครรภ์ สามารถให้ยาตามสูตรมาตรฐาน SCCตามปกติ คานวณขนาดยาตามน้าหนักก่อนตั้งครรภ์ • ในหญิงตั้งครรภ์ที่ได้ยา INH พิจารณาให้รับประทานวิตามินบี 6 (pyridoxine) ในขนาด 50–100 mg วันละครั้ง เพื่อ ป้องกันผลต่อระบบประสาท (++, II) • หญิงที่ให้นมบุตร สามารถให้นมได้ตามปกติเนื่องจากมีปริมาณยาน้อยในน้านม ดังนั้นไม่มีผลต่อเด็ก แต่ต้องระวังการแพร่กระจายเชื้อวัณโรคจากมารดาสู่บุตร ใน กรณียังไอมากและเสมหะยังพบเชื้อ อาจเลี่ยงโดยการบีบ น้านมแม่ใส่ขวด แล้วให้เด็กดูดจากขวดแทน CPG
  • 152.
    วัณโรคในหญิงตั้งครรภ์ • หลีกเลี่ยงการให้ยา SMในหญิงตั้งครรภ์ และให้นมบุตรด้วย เนื่องจากเกิดพิษต่อหู (ototoxic) ของทารกในครรภ์ • หลีกเลี่ยงยากลุ่ม fluoroquinolone ในหญิงตั้งครรภ์ และให้ นมบุตร ถ้ามีความจาเป็นต้องใช้ ควรปรึกษาแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อพิจารณาร่วมกับผู้ป่วยและญาติเป็นรายๆไป CPG
  • 154.
    ผลการรักษา CPG ผลการรักษา คาจากัดความ รักษาหายขาด (Cure) ผู้ป่วยวัณโรคปอดเสมหะบวกที่รักษาจนครบ ร่วมกับมีผลเสมหะเดือน สุดท้ายและผลเสมหะก่อนหน้านั้นในระหว่างการรักษาเป็นลบอีกอย่าง น้อย1 ครั้ง รักษาครบ (Treatment completed) o ในผู้ป่วยวัณโรคปอดเสมหะบวกที่ได้รับการรักษาจนครบ และแพทย์ ตัดสินใจให้หยุดการรักษาได้ (แต่ไม่มีผลเสมหะหลังการรักษาครบ เกณฑ์รักษาหายขาดข้างต้น) o ในผู้ป่วยวัณโรคปอดเสมหะลบหรือวัณโรคนอกปอดที่ได้รับการรักษา จนครบ และแพทย์ตัดสินใจให้หยุดการรักษาได้ รักษาสาเร็จ (Treatment success) ผลรวมของรักษาหายและรักษาครบ รักษาล้มเหลว (Treatment failure) o ผู้ป่วยวัณโรคปอดไม่ว่ารายใหม่หรือรักษาซ้าที่ผลเสมหะ (ไม่ว่าย้อม หรือเพาะเชื้อ) ยังเป็นบวกเมื่อเดือนที่ 5 ของรักษาหรือ o ผู้ป่วยวัณโรคใดๆที่มีผล DST ยืนยันว่าเป็น MDR-TB ขณะรักษาอยู่ ไม่ว่านานแค่ไหน และไม่ว่าขณะนั้นผลย้อมเสมหะหรือสิ่งส่งตรวจใดๆ จะเป็นบวกหรือลบก็ตาม ตาย (Died) ตายไม่ว่าจากสาเหตุใดๆในระหว่างการรักษาวัณโรค ขาดการรักษา (Default) ขาด/หยุดการรักษาติดต่อกัน 2 เดือนขึ้นไป ไม่ว่าจากสาเหตุใดๆ โอนออก (Transfer out) ผู้ป่วยวัณโรคที่ถูกขึ้นทะเบียนแล้ว แต่ต้องโอนไปรักษาที่อื่น และไม่ สามารถติดตามผลการรักษากลับมาได้
  • 155.
    การจาแนกผลของการรักษา 1. รักษาหาย (Cure) ๏ผู้ป่วยวัณโรคปอดเสมหะบวกเมื่อเริ่มรักษา ได้รับการรักษา ครบกาหนดและมีผลเสมหะเป็นลบ อย่างน้อย 2 ครั้ง* โดยที่ ผลเสมหะเมื่อสิ้นสุดการรักษาต้องเป็นลบด้วย# 2. รักษาครบ (Treatment completed) ๏ ผู้ป่วยวัณโรคปอดเสมหะบวกเมื่อเริ่มรักษา ได้รับการรักษา ครบกาหนดแต่ไม่มีผลเสมหะเมื่อสิ้นสุดการรักษา ๏ ผู้ป่วยวัณโรคปอดเสมหะลบเมื่อเริ่มรักษาหรือผู้ป่วยวัณโรค นอกปอด ได้รับการรักษาครบกาหนด # แนวทางการรักษาวัณโรคขององค์การอนามัยโลกฉบับปี 2010 หมายถึง ผลเสมหะเป็นลบโดย smear หรือ culture NTP
  • 156.
    การจาแนกผลของการรักษา 1. 3. ล้มเหลว(Treatment failure) ๏ ผู้ป่วยวัณโรคปอดเสมหะบวกเมื่อเริ่มการรักษา (ไม่ว่ารายใหม่หรือรักษา ซ้าด้วยยาวัณโรคแนวที่หนึ่ง) มีผลเสมหะยังคงหรือกลับเป็นบวกใน เดือนที่ 5 ของการรักษาหรือหลังจากนั้น ๏ ผู้ป่วยวัณโรคปอดเสมหะลบเมื่อเริ่มการรักษา แต่กลับมีผลเสมหะเป็น บวกหลังจากรักษาได้ 2 เดือน ๏ ผู้ป่วยที่มีผล DST เป็น MDR ไม่ว่าก่อนเริ่มรักษาหรือระหว่างการรักษา 4. ตาย (Died) ๏ ผู้ป่วยที่ตาย (ด้วยสาเหตุใดก็ตาม) ระหว่างการรักษาวัณโรค 5. ขาดยา (Default) ๏ ผู้ป่วยที่ขาดยาติดต่อกันนาน 2 เดือน หรือมากกว่า 6. โอนออก (Transfer out) ๏ ผู้ป่วยที่โอนไปรักษาที่อื่นโดยไม่ทราบผลของการรักษา NTP