ก
แผนการจัดการเรียนรู้
วิชาวิทยาศาสตร์ 5 รหัส ว33101
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2559
นายพิพัฒน์พงษ์ สาจันทร์
ตาแหน่ง ครู วิทยฐานะ ชานาญการ
โรงเรียนเทพลีลา กรุงเทพมหานคร
สานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2
เรื่อง คลื่นกลและเสียง
ก
คำนำ
แผนการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ รายวิชาวิทยาศาสตร์ 5 รหัสวิชา ว33101 เล่มนี้ จัดทา
ขึ้นเพื่อใช้เป็นแนวทางในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ สาระที่ 5 พลังงาน เรื่อง คลื่นกลและเสียง ชั้นมัธยมศึกษา
ปีที่ 4-6 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ สอดคล้องกับมาตรฐานและตัวชี้วัดตามหลักสูตรแกนกลาง
การศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 เนื้อหาภายในเล่ม ประกอบด้วย คาอธิบายรายวิชา โครงสร้างรายวิชา
โครงสร้างการจัดเวลาเรียน การออกแบบหน่วยกิจกรรม แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้รายชั่วโมงจานวน 10
แผน รวม 20 ชั่วโมง ในแต่ละแผนมีองค์ประกอบดังนี้ มาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชี้วัด จุดประสงค์การเรียนรู้
สาระสาคัญ สาระการเรียนรู้ คุณลักษณะอันพึงประสงค์ สมรรถนะสาคัญของผู้เรียน ชิ้นงานหรือภาระงาน
การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ สื่อ/แหล่งเรียนรู้ การวัดและการประเมินผล และบันทึกหลังการจัดกิจกรรมการ
เรียนรู้ ผู้จัดทาได้นาแผนการจัดการเรียนรู้เล่มนี้ไปใช้กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนเทพลีลาในปี
การศึกษา 2558 – 2559 พบว่า สามารถพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน และนักเรียนมีความพึง
พอใจต่อการจัดการเรียนรู้ ส่งผลให้นักเรียนมีคุณภาพตามที่หลักสูตรกาหนด
ขอขอบคุณท่านผู้อานวยการ ท่านรองผู้อานวยการ และคณะครูโรงเรียนเทพลีลา ที่ให้คาปรึกษา
คาแนะนา ตลอดจนกาลังใจในการงาน ส่งผลให้การจัดทาแผนการจัดการเรียนรู้เล่มนี้สาเร็จลุล่วงตาม
วัตถุประสงค์ทุกประการ
นายพิพัฒน์พงษ์ สาจันทร์
ครู คศ.2
ข
สำรบัญ
เรื่อง หน้ำ
คานา ..............................................................................................................................................................ก
คาอธิบายรายวิชา ...........................................................................................................................................ค
โครงสร้างรายวิชา............................................................................................................................................ง
โครงสร้างการจัดเวลาเรียน .............................................................................................................................ฉ
การออกแบบหน่วยการเรียนรู้ หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 คลื่น (คลื่นกลและเสียง)..................................................1
แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียน...................................................................................................34
แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน....................................................................................................43
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 ธรรมชาติของคลื่น...............................................................................................57
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 2 ชนิดของคลื่น.......................................................................................................70
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 3 การสะท้อนของคลื่น............................................................................................80
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 4 การหักเหของคลื่น...............................................................................................92
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 5 การเลี้ยวเบนของคลื่น........................................................................................106
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 6 การแทรกสอดของคลื่น......................................................................................124
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 7 การเกิดเสียง......................................................................................................141
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 8 ธรรมชาติของเสียง.............................................................................................156
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 9 บีตส์ของเสียง ....................................................................................................165
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 10 มลพิษทางเสียง................................................................................................177
ตัวอย่างผลงานนักเรียน...............................................................................................................................193
ค
คำอธิบำยรำยวิชำ
รำยวิชำวิทยำศำสตร์ 5 รหัส ว33101 ชั้นมัธยมศึกษำปีที่ 6
1.0 หน่วยกิต เวลำ 40 ชั่วโมง
********************************************************************************************
ศึกษา วิเคราะห์ คลื่นกล การสะท้อน การหักเห การเลี้ยวเบน การแทรกสอด ความเข้มเสียง
ระดับความเข้มเสียง บีตส์ มลพิษทางเสียง คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ปฏิกิริยานิวเคลียร์ และธาตุกัมมันตรังสี
โดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ การสืบเสาะหาความรู้ การสารวจตรวจสอบ การสืบค้น
ข้อมูล และการอภิปราย
เพื่อให้เกิดความรู้ ความเข้าใจ ความคิด สามารถสื่อสารสิ่งที่เรียนรู้ มีความสามารถในการ
ตัดสินใจ เห็นคุณค่าของการนาความรู้ไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจาวัน มีจิตวิทยาศาสตร์ จริยธรรม คุณธรรม
และค่านิยมที่เหมาะสม
มำตรฐำนกำรเรียนรู้/ตัวชี้วัด
ว 5.1 ม.4-6/(1-4)
ว 5.1 ม.4-6/(5-9)
ว 8.1 ม.4-6/(1-12)
รวมทั้งหมด 21 ตัวชี้วัด
ง
โครงสร้ำงรำยวิชำ
รหัสวิชำ ว33101 รำยวิชำ วิทยำศำสตร์ 5 กลุ่มสำระกำรเรียนรู้วิทยำศำสตร์
ระดับชั้นมัธยมศึกษำปีที่ 6 เวลำเรียน 2 ชั่วโมง / สัปดำห์ รวม 40 ชั่วโมง จำนวน 1.0 หน่วยกิต
หน่วยที่/
ชื่อ หน่วย
การเรียนรู้
มาตรฐานการ
เรียนรู้/ตัวชี้วัด
สาระการเรียนรู้แกนกลาง
เวลา
(ชั่วโมง)
น้าหนัก
คะแนน
1. คลื่น ว 5.1 ม.4-6/1-4 - คลื่นกลมีสมบัติ การสะท้อน การหักเห การแทรกสอด และ
การเลี้ยวเบน
- อัตราเร็ว ความถี่และความยาวคลื่นมีความสัมพันธ์กันดังนี้
อัตราเร็ว = ความถี่  ความยาวคลื่น
- คลื่นเสียงเกิดจากการสั่นของแหล่งกาเนิดเสียง
- บีตส์ของเสียงเกิดจากคลื่นเสียงจากแหล่งกาเนิดสองแหล่งที่
มีความถี่ต่างกันเล็กน้อย มารวมกัน ทาให้ได้ยินเสียงดังค่อย
เป็นจังหวะ
- ความเข้มเสียง คือ พลังงานเสียงที่ตกตั้งฉากบนหนึ่งหน่วย
พื้นที่ในหนึ่งหน่วยเวลา
- ระดับความเข้มเสียงจะบอกความดังค่อยของเสียงที่ได้ยิน
- เครื่องดนตรีแต่ละชนิดที่ใช้ตัวโน้ตเดียวกัน จะให้รูปคลื่นที่
แตกต่างกัน เรียกว่ามีคุณภาพเสียงต่างกัน
-มลพิษทางเสียงมีผลต่อสุขภาพของมนุษย์ ถ้าฟังเสียงที่มีระดับ
ความเข้มเสียงสูงกว่ามาตรฐานเป็นเวลานาน อาจก่อให้เกิด
อันตรายต่อการได้ยินและสภาพจิตใจได้ การป้องกันโดยการ
หลีกเลี่ยงหรือใช้เครื่องครอบหูหรือลดการสั่นของ
แหล่งกาเนิดเสียง เช่น เครื่องจักร
- คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าประกอบด้วยสนามแม่เหล็กและสนามไฟฟ้าที่
เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา สเปกตรัมคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ามี
ความถี่ต่อเนื่องกัน โดยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าช่วงความถี่ต่าง ๆ
มีลักษณะเฉพาะตัว ซึ่งสามารถนาไปใช้ประโยชน์ได้แตกต่าง
กัน เช่น การรับส่งวิทยุ โทรทัศน์ การป้องกันอันตรายจาก
คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เช่น ไม่อยู่ใกล้เตาไมโครเวฟขณะเตา
ทางาน
24 60
จ
หน่วยที่/
ชื่อ หน่วย
การเรียนรู้
มาตรฐานการ
เรียนรู้/ตัวชี้วัด
สาระการเรียนรู้แกนกลาง
เวลา
(ชั่วโมง)
น้าหนัก
คะแนน
2. กัมมัน
ตภาพรังสี
และพลัง
งานนิว-
เคลียร์
ว 5.1 ม.4-6/5-9 - ปฏิกิริยานิวเคลียร์เป็นปฏิกิริยาที่ทาให้นิวเคลียสเกิดการ
เปลี่ยนแปลง ปฏิกิริยาที่นิวเคลียสของธาตุที่มีเลขมวล
มากแตกตัว เรียกว่าฟิชชัน ปฏิกิริยาที่เกิดจากการหลอม
รวมนิวเคลียสของธาตุที่มีเลขมวลน้อย เรียกว่า ฟิวชัน
ความสัมพันธ์ระหว่างมวลและพลังงานเป็นไปตามสมการ
2
mcE 
- ปฏิกิริยานิวเคลียร์ทาให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตและ
สิ่งแวดล้อม
- โรงไฟฟ้านิวเคลียร์เป็นโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อน
ประเภทหนึ่ง ซึ่งได้พลังงานความร้อนจากพลังงาน
นิวเคลียร์
- รังสีจากธาตุกัมมันตรังสีมี 3 ชนิด คือ แอลฟา บีตาและ
แกมมา ซึ่งมีอานาจทะลุผ่านต่างกัน
- กัมมันตภาพรังสีเกิดจากการสลายของไอโซโทปของธาตุ
ที่ไม่เสถียร สามารถตรวจจับได้โดยเครื่องตรวจวัดรังสี
ในธรรมชาติมีรังสี แต่ส่วนใหญ่อยู่ในระดับต่ามาก
- รังสีมีประโยชน์ในด้านอุตสาหกรรม การเกษตร
การแพทย์ โบราณคดี รังสีในระดับสูงมีอันตรายต่อ
สิ่งมีชีวิต
16 40
ว 8.1 ม.4-6/1-12 - ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
- จิตวิทยาศาสตร์
รวมคะแนนระหว่ำงภำค 50
คะแนนกลำงภำค 20
คะแนนปลำยภำค 30
รวม 100
ฉ
โครงสร้ำงกำรจัดเวลำเรียน
รำยวิชำวิทยำศำสตร์ 5 รหัส ว33101ชั้นมัธยมศึกษำปีที่ 6 ภำคเรียนที่ 1 เวลำเรียน 40 ชั่วโมง
หน่วยการเรียนรู้/แผนการจัดการเรียนรู้
เวลาเรียน
(ชม.)
หน่วยกำรเรียนรู้ที่ 1 คลื่น
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 ธรรมชาติของคลื่น
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 2 ชนิดของคลื่น
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 3 การสะท้อนของคลื่น
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 4 การหักเหของคลื่น
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 5 การเลี้ยวเบนของคลื่น
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 6 การแทรกสอดของคลื่น
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 7 การเกิดเสียง
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 8 ธรรมชาติของเสียง
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 9 บีตส์ของเสียง
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 10 มลพิษทางเสียง
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 11 คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (1)
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 12 คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (2)
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 13 คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในชีวิตประจาวัน
24
2
2
2
2
2
2
2
2
2
2
2
1
1
หน่วยกำรเรียนรู้ที่ 2 พลังงำนนิวเคลียร์
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 14 โครงสร้างอะตอม
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 15 กัมมันตภาพรังสี
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 16 การสลายตัวและค่าครึ่งชีวิต
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 17 ปฏิกิริยานิวเคลียร์
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 18 รังสีกับมนุษย์
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 19 โรงไฟฟ้านิวเคลียร์
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 20 การป้องกันอันตรายจากกัมมันตภาพรังสี
16
2
4
4
2
2
1
1
รวมเวลำเรียน 40
กำรออกแบบหน่วยกำรเรียนรู้
หน่วยกำรเรียนรู้ที่ 1 คลื่น (คลื่นกลและเสียง)
วิชำวิทยำศำสตร์ 5 รหัส ว33101 กลุ่มสำระกำรเรียนรู้วิทยำศำสตร์
ชั้นมัธยมศึกษำปีที่ 6 ภำคเรียนที่ 1 เวลำ 20 ชั่วโมง
************************************************************************
ขั้นที่ 1 กำหนดเป้ำหมำยหลักของกำรเรียนรู้
1. มำตรฐำนกำรเรียนรู้ / ตัวชี้วัด
มำตรฐำนกำรเรียนรู้
มำตรฐำน ว 5.1 เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างพลังงานกับการดารงชีวิต การเปลี่ยนรูปพลังงาน
ปฏิสัมพันธ์ระหว่างสารและพลังงาน ผลของการใช้พลังงานต่อชีวิตและสิ่งแวดล้อม มีกระบวนการสืบเสาะหา
ความรู้ สื่อสารสิ่งที่เรียนรู้และนาความรู้ไปใช้ประโยชน์
ตัวชี้วัด
1. ว 5.1 ม.4-6/1 ทดลองและอธิบายสมบัติของคลื่นกล และอธิบายความสัมพันธ์ระหว่าง
อัตราเร็ว ความถี่ และความยาวคลื่น
2. ว 5.1 ม.4-6/2 อธิบายการเกิดคลื่นเสียง บีตส์ของเสียง ความเข้มเสียง ระดับความเข้มเสียง
การได้ยินเสียง คุณภาพเสียง และนาความรู้ไปใช้ประโยชน์
3.ว 5.1 ม.4-6/3 อภิปรายผลการสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับมลพิษทางเสียงที่มีต่อสุขภาพของมนุษย์
และการเสนอวิธีป้องกัน
มำตรฐำนกำรเรียนรู้
มำตรฐำน ว 8.1 ใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์และจิตวิทยาศาสตร์ในการสืบเสาะหาความรู้
การแก้ปัญหา รู้ว่าปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่มีรูปแบบที่แน่นอนสามารถอธิบายและ
ตรวจสอบได้ภายใต้ข้อมูลและเครื่องมือที่มีอยู่ในช่วงเวลานั้น ๆ เข้าใจว่าวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สังคม และ
สิ่งแวดล้อมมีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน
ตัวชี้วัด
1.ว 8.1 ม.4-6/1 ตั้งคาถามที่อยู่บนพื้นฐานของความรู้และความเข้าใจทางวิทยาศาสตร์หรือ
ความสนใจ หรือจากประเด็นที่เกิดขึ้นในขณะนั้น ที่สามารถทาการสารวจตรวจสอบหรือศึกษาค้นคว้าได้อย่าง
ครอบคลุมและเชื่อถือได้
2. ว 8.1 ม.4-6/2 สร้างสมมติฐานที่มีทฤษฎีรองรับ หรือคาดการณ์สิ่งที่จะพบ หรือสร้าง
แบบจาลอง หรือสร้างรูปแบบ เพื่อนาไปสู่การสารวจตรวจสอบ
3. ว 8.1 ม.4-6/3 ค้นคว้ารวบรวมข้อมูลที่ต้องพิจารณาปัจจัยหรือตัวแปรสาคัญ ปัจจัยที่มีผลต่อ
ปัจจัยอื่น ปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ และจานวนครั้งของการสารวจตรวจสอบ เพื่อให้ได้ผลที่มีความเชื่อมั่นอย่าง
เพียงพอ
2
4. ว 8.1 ม.4-6/4 เลือกวัสดุ เทคนิควิธี อุปกรณ์ที่ใช้ในการสังเกต การวัด การสารวจตรวจสอบ
อย่างถูกต้องทั้งทางกว้างและลึกในเชิงปริมาณและคุณภาพ
5. ว 8.1 ม.4-6/5 รวบรวมข้อมูลและบันทึกผลการสารวจตรวจสอบอย่างเป็นระบบถูกต้อง
ครอบคลุมทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ โดยตรวจสอบความเป็นไปได้ ความเหมาะสมหรือความผิดพลาดของ
ข้อมูล
6. ว 8.1 ม.4-6/6 จัดกระทาข้อมูล โดยคานึงถึงการรายงานผลเชิงตัวเลขที่มีระดับความถูกต้อง
และนาเสนอข้อมูลด้วยเทคนิควิธีที่เหมาะสม
7. ว 8.1 ม.4-6/7 วิเคราะห์ข้อมูล แปลความหมายข้อมูล และประเมินความสอดคล้องของ
ข้อสรุป หรือสาระสาคัญ เพื่อตรวจสอบกับสมมติฐานที่ตั้งไว้
8. ว 8.1 ม.4-6/8 พิจารณาความน่าเชื่อถือของวิธีการและผลการสารวจตรวจสอบ โดยใช้หลัก
ความคลาดเคลื่อนของการวัดและการสังเกต เสนอแนะการปรับปรุงวิธีการสารวจตรวจสอบ
9. ว 8.1 ม.4-6/9 นาผลของการสารวจตรวจสอบที่ได้ ทั้งวิธีการและองค์ความรู้ที่ได้ไปสร้าง
คาถามใหม่ นาไปใช้แก้ปัญหาในสถานการณ์ใหม่และในชีวิตจริง
10. ว 8.1 ม.4-6/10 ตระหนักถึงความสาคัญในการที่จะต้องมีส่วนร่วมรับผิดชอบการอธิบาย
การลงความเห็น และการสรุปผลการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ที่นาเสนอต่อสาธารณชนด้วยความถูกต้อง
11. ว 8.1 ม.4-6/11 บันทึกและอธิบายผลการสารวจตรวจสอบอย่างมีเหตุผล ใช้พยานหลักฐาน
อ้างอิงหรือค้นคว้าเพิ่มเติม เพื่อหาหลักฐานอ้างอิงที่เชื่อถือได้ และยอมรับว่าความรู้เดิมอาจมีการเปลี่ยนแปลง
ได้ เมื่อมีข้อมูลและประจักษ์พยานใหม่เพิ่มเติมหรือโต้แย้งจากเดิม ซึ่งท้าทายให้มีการตรวจสอบอย่าง
ระมัดระวัง อันจะนามาสู่การยอมรับเป็นความรู้ใหม่
12. ว 8.1 ม.4-6/12 จัดแสดงผลงาน เขียนรายงาน และ/หรืออธิบายเกี่ยวกับแนวคิด
กระบวนการ และผลของโครงงานหรือชิ้นงานให้ผู้อื่นเข้าใจ
3
2. สำระสำคัญ (คำชี้แจง)
ผู้เรียนจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับคลื่นกล และคลื่นเสียง ด้วยการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5Es)
เน้นผู้เรียนเป็นสาคัญและการใช้คาถามเพื่อพัฒนาให้ผู้เรียนฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์หลายทักษะ
เช่น ทักษะการสังเกต การจาแนกประเภท การวัด การสื่อความหมาย การตีความหมายและลงข้อสรุป การ
แก้ปัญหา เพื่อการหาคาตอบของปัญหาให้ได้มาซึ่งความรู้ความเข้าใจที่คงทนโดยการนาข้อมูลมาจัดทาให้อยู่ใน
รูปแบบที่น่าสนใจและเข้าใจง่ายพร้อมทั้งพัฒนาให้ผู้เรียนได้รับการพัฒนาจิตวิทยาศาสตร์ เช่น การเป็นผู้มี
เหตุผลไม่ด่วนสรุปโดยปราศจากข้อมูลหลักฐาน การเป็นผู้มีความคิดสร้างสรรค์ มีความพยายามอดทนใน
การศึกษาค้นคว้าและแก้ปัญหา นอกจากนี้ยังช่วยให้ผู้เรียนมีเจตคติที่ดีต่อวิทยาศาสตร์เพราะผู้เรียนจะเห็นถึง
ความเชื่อมโยงระหว่างสิ่งที่เรียนกับชีวิตประจาวันและนาไปใช้จริงในชีวิตประจาวันได้
3. สำระกำรเรียนรู้
1. ควำมรู้
- คลื่น คือ การถ่ายทอดพลังงานออกจากแหล่งกาเนิดพลังงานด้วยการสั่น มีองค์ประกอบ ดังนี้
1. ความถี่ คือ จานวนรอบของการเคลื่อนที่ในหนึ่งหน่วยวินาที มีหน่วยเป็นเฮิรตซ์
2. คาบ คือ เวลาที่ใช้ในการเคลื่อนที่หนึ่งรอบ มีหน่วยเป็นวินาที
3. ความยาวคลื่น คือ ระยะบนแนวสมดุลที่มีคลื่นหนึ่งลูก มีหน่วยเป็นเมตร
4. อัตราเร็วคลื่น คือ ระยะที่คลื่นสามารถเคลื่อนที่ได้ในเวลาหนึ่งวินาที มีหน่วยเป็นเมตร
ต่อวินาที สามารถคานวณได้จาก ความถี่คูณกับความยาวคลื่น
- ชนิดของคลื่นจาแนกตามการใช้ตัวกลางในการถ่ายทอดพลังงานได้ดังนี้
1. คลื่นกล คือ คลื่นที่อาศัยตัวกลางในการเคลื่อนที่
2. คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า คือ คลื่นที่ไม่จาเป็นต้องอาศัยตัวกลางในการเคลื่อนที่
- ชนิดของคลื่นจาแนกตามลักษณะการสั่นของตัวกลางได้ดังนี้
1. คลื่นตามยาว คือ คลื่นที่เกิดจากอนุภาคของตัวกลางเคลื่อนที่ไปมาแนวเดียวกับการ
เคลื่อนที่ของคลื่น
2. คลื่นตามขวาง คือ คลื่นที่เกิดจากอนุภาคของตัวกลางเคลื่อนที่ในแนวตั้งฉากกับการ
เคลื่อนที่ของคลื่น
- ชนิดของคลื่นจาแนกตามความต่อเนื่องของการให้กาเนิดคลื่นได้ดังนี้
1. คลื่นดล คือ คลื่นที่เกิดจากแหล่งกาเนิดที่สั่นเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ
2. คลื่นต่อเนื่อง คือ คลื่นที่เกิดจากแหล่งกาเนิดที่สั่นอย่างต่อเนื่อง
- การสะท้อนของคลื่น คือ การเปลี่ยนแปลงทิศของคลื่น อันเนื่องมาจากการตกกระทบที่รอยต่อ
ระหว่างตัวกลางสองชนิด โดยมีมุมตกกระทบเท่ากับมุมสะท้อน
4
กฎการสะท้อนประกอบด้วย
1. เส้นแนวฉาก รังสีตกกระทบ รังสีสะท้อน อยู่ในระนาบเดียวกัน
2. มุมตกกระทบ เท่ากับ มุมสะท้อน
- การหักเหคือ การเปลี่ยนแปลงทิศของคลื่นอันเนื่องมาจากคลื่นเคลื่อนที่จากรอยต่อระหว่าง
ตัวกลางที่มีสมบัติแตกต่างกัน แล้วทาให้อัตราเร็วของคลื่นเปลี่ยนไป
- มุมวิกฤติคือ มุมตกกระทบที่ทาให้มุมหักเหมีขนาด 90๐
- การสะท้อนกลับหมดคือ การสะท้อนที่เกิดจากมุมตกกระทบมีค่ามากกว่ามุมวิกฤติ แล้วไม่มี
การหักเหเกิดขึ้น แต่เกิดการสะท้อนกลับหมดในตัวกลางเดิม
- การเลี้ยวเบนคือ การที่คลื่นเคลื่อนที่มาพบสิ่งกีดขวางหรือผ่านช่องเปิด แล้วมีคลื่นส่วนหนึ่งแผ่
กระจายจากขอบของสิ่งกีดขวางไปทางด้านหลังได้
- หลักของฮอยเกนส์ กล่าวว่า หน้าคลื่นที่ผ่านสิ่งกีดขวางจะทาหน้าที่เป็นแหล่งกาเนิดคลื่นใหม่ที่
สร้างหน้าคลื่นเป็นรูปครึ่งวงกลมหลังสิ่งกีดขวางได้
- การแทรกสอด คือ ปรากฏการณ์ที่เกิดจากการรวมกันของคลื่นตั้งแต่ 2 ขบวน เคลื่อนที่มา
ซ้อนทับกันในตัวกลางเดียวกัน อธิบายโดยใช้หลักการรวมกันของคลื่น
- การรวมกันแบบเสริมคือ คลื่นสองขบวนที่เคลื่อนที่มาพบกัน โดยคลื่นทั้งสองมีแอมพลิจูดทิศ
เดียวกัน แอมพลิจูดของคลื่นรวมจะเท่ากับผลรวมของแอมพลิจูดของคลื่นย่อย
- การรวมกันแบบหักล้างคือ คลื่นสองขบวนที่เคลื่อนที่มาพบกัน โดยคลื่นทั้งสองมีแอมพลิจูดทิศ
ตรงข้ามกัน แอมพลิจูดของคลื่นรวมจะเท่ากับผลต่างของแอมพลิจูดของคลื่นย่อย
- เสียงก้องคือเสียงที่ส่งไปกระทบตัวสะท้อนในแนวตั้งฉากกับผิวตัวสะท้อนโดยเวลาที่เสียงใช้ใน
การเคลื่อนที่ออกไปและกลับมาใช้เวลามากกว่า 0.1 วินาทีทาให้ได้ยินเสียงเดียวกัน 2 ครั้ง
- ระดับเสียงคือการรับรู้ลักษณะของคลื่นเสียงของมนุษย์โดยขึ้นกับความถี่ของคลื่นเสียงซึ่งเสียง
ที่มีความถี่สูง มนุษย์จะรับรู้เป็นเสียงแหลมและเสียงที่มีความถี่ต่ามนุษย์จะรับรู้เป็นเสียงต่าหรือเสียงทุ้ม
- ความดังของเสียงคือปริมาณของพลังงานเสียงที่มาถึงหูผู้ฟัง
- ความเข้มเสียงคือพลังงานเสียงที่ตกตั้งฉากบนหนึ่งหน่วยพื้นที่ในหนึ่งหน่วยเวลามีหน่วยเป็น
วัตต์ต่อตารางเมตร ความเข้มเสียงที่เบาที่สุดมีค่า 10-12
วัตต์ต่อตารางเมตร
- ระดับความเข้มเสียงคือการวัดความดังของเสียงในหน่วยเดซิเบล
- บีตส์ คือ ปรากฏการณ์ที่คลื่นเสียงจากแหล่งกาเนิดเสียง 2 แหล่งที่มีความถี่แตกต่างกัน
เล็กน้อย และเคลื่อนที่อยู่ในแนวเดียวกัน เกิดการรวมกันทาให้แอมพลิจูดของคลื่นรวมเปลี่ยนแปลงเกิดเสียงดัง
เสียงค่อยเป็นจังหวะ
- มลพิษทางเสียงคือสภาวะเสียงที่ดังเกินไปจนก่อให้เกิดความราคาญและเป็นอันตรายต่อระบบ
การได้ยินของมนุษย์ การป้องกันมลพิษทางเสียงทาได้โดยหลีกเลี่ยงบริเวณที่เป็นมลพิษทางเสียงหรือสวมใส่
เครื่องป้องกัน
5
2. ทักษะ/กระบวนกำร/กระบวนกำรคิด
2.1 ทักษะทั่วไป
1. ทักษะการอภิปราย
2. ทักษะการจัดระบบความคิดเป็นแผนภาพ
2.2 ทักษะเฉพำะ
1. ทักษะการสังเกต
2. ทักษะการเปรียบเทียบ
3. ทักษะการคิดวิเคราะห์
4. ทักษะการจาแนกประเภท
5. ทักษะการสื่อความหมาย
6. ทักษะการกาหนดและควบคุมตัวแปร
7. ทักษะการตั้งสมมติฐาน
8. ทักษะการสรุปผล
3. ด้ำนเจตคติทำงวิทยำศำสตร์
- สนใจใฝ่รู้ อยากรู้อยากเห็น รับผิดชอบ มุ่งมั่น อดทนเพียรพยายาม มีเหตุผล มีระเบียบ รอบคอบ
ซื่อสัตย์ ใจกว้าง
4. คำถำมท้ำทำย
1. การถ่ายทอดพลังงานของคลื่นด้วยการสั่นมีผลอย่างไรต่อตัวกลางที่คลื่นผ่านไป
2. เมื่อคลื่นเคลื่อนที่ไปพบสิ่งกีดขวางจะมีลักษณะอย่างไร
3. คลื่นมีการหักเหอย่างไร
4. ปรากฏการณ์ในชีวิตประจาวันที่เกี่ยวข้องกับการหักเหของคลื่นมีอะไรบ้าง
5. เมื่อคลื่นเคลื่อนที่มาเจอสิ่งกีดขวางจะเกิดอะไรขึ้น
6. การเลี้ยวเบนของคลื่นมีลักษณะอย่างไร
7. หลักของฮอยเกนส์มีความสาคัญอย่างไร
8. เมื่อคลื่นเคลื่อนที่มาพบกันจะมีสิ่งใดเกิดขึ้นอย่างไร
9. การแทรกสอดของคลื่นมีลักษณะอย่างไร
10. บีตส์คืออะไรและมีลักษณะอย่างไร
11. เสียงเกิดขึ้นได้อย่างไร
12. ธรรมชาติของเสียงมีอะไรบ้าง
13. ระดับเสียงหมายถึงอะไร
14. คุณภาพเสียงหมายถึงอะไร
15. ความดังหมายถึงอะไร
6
16. มลพิษทางเสียงหมายถึงอะไร
ขั้นที่ 2 กำหนดหลักฐำนหรือร่องรอยของกำรเรียนรู้/ควำมเข้ำใจ
5. ชิ้นงำน/ภำระงำน
1. ผังมโนทัศน์ เรื่อง องค์ประกอบของคลื่น
2. รายงานการสืบค้นเรื่อง ชนิดของคลื่น
3. ผังมโนทัศน์ เรื่อง ชนิดของคลื่น
4. ผังมโนทัศน์ เรื่อง การสะท้อนของคลื่น
5. ผังมโนทัศน์ เรื่อง การหักเหของคลื่น
6. ผังมโนทัศน์ เรื่อง การเลี้ยวเบนของคลื่น
7. ผังมโนทัศน์ เรื่อง การแทรกสอดของคลื่น
8. Blog เรื่อง คลื่นกล
9. ผังมโนทัศน์ เรื่อง การเกิดเสียง
10. ผังมโนทัศน์ เรื่อง ธรรมชาติของเสียง
11. รายงานการสืบค้น เรื่อง ธรรมชาติของเสียง
12. ผังมโนทัศน์ เรื่อง บีตส์ของเสียง
13. นิทรรศการมลพิษทางเสียงใกล้ตัว
14. Blog เรื่อง เสียง
6. กำรประเมินผล
- แบบสังเกตการปฏิบัติการทดลอง
- แบบประเมินใบงาน
- แบบประเมินการสืบค้น
- แบบประเมินการจัดนิทรรศการ
- แบบประเมินผังมโนทัศน์
- แบบประเมิน Blog
- แบบสังเกตเจตคติทางวิทยาศาสตร์
- แบบประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์
- แบบประเมินสมรรถนะสาคัญของผู้เรียน
7
แบบสังเกตกำรปฏิบัติกำรทดลอง
เรื่อง..........................................................................
เลขที่ ชื่อ-สกุล กลุ่ม
คะแนนแต่ละรำยกำรประเมิน
คะแนนรวม(24)
การทดลองหรือ
ทากิจกรรมตาม
แผนที่กาหนด
การใช้อุปกรณ์
และ/หรือ
เครื่องมือ
การบันทึกผลการ
ทดลองหรือทา
กิจกรรม
การจัดกระทา
ข้อมูลและการ
นาเสนอ
การสรุปผลการ
ทดลองหรือการ
ทากิจกรรม
การดูแลและการ
เก็บอุปกรณ์และ/
หรือเครื่องมือ
ลงชื่อ ผู้ประเมิน
(.........................................................)
........../................/..............
8
เกณฑ์กำรให้คะแนนแบบกำรประเมินกำรปฏิบัติกำรทดลองหรือทำกิจกรรม
รำยกำร
ประเมิน
ระดับคะแนน
4 3 2 1
1. การทดลอง
หรือทา
กิจกรรมตาม
แผนที่กาหนด
ทดลองหรือทากิจกรรม
ตามวิธีการและขั้นตอนที่
กาหนดไว้อย่างถูกต้อง
ด้วยตนเอง
ทดลองหรือทากิจกรรมตาม
วิธีการและขั้นตอนที่กาหนดไว้
ด้วยตนเอง มีการปรับปรุง
แก้ไขบ้าง
ทดลองหรือทากิจกรรมตาม
วิธีการและขั้นตอนที่กาหนด
ไว้โดยมีครู หรือผู้อื่นเป็นผู้
แนะนา
ทดลองหรือทากิจกรรมไม่
ถูกต้องตามวิธีการและ
ขั้นตอนที่กาหนดไว้ไม่มี
การปรับปรุงแก้ไข
2. การใช้
อุปกรณ์และ/
หรือเครื่องมือ
ใช้อุปกรณ์และ/หรือ
เครื่องมือในการทดลอง
หรือทากิจกรรมได้อย่าง
ถูกต้องตามหลักการ
ปฏิบัติและคล่องแคล่ว
ใช้อุปกรณ์และ/หรือเครื่องมือ
ในการทดลองหรือทากิจกรรม
ได้อย่างถูกต้องตามหลักการ
ปฏิบัติแต่ไม่คล่องแคล่ว
ใช้อุปกรณ์และ/หรือ
เครื่องมือในการทดลองหรือ
ทากิจกรรมได้อย่างถูกต้อง
โดยมีครู หรือผู้อื่นเป็นผู้
แนะนา
ใช้อุปกรณ์และ/หรือ
เครื่องมือในการทดลอง
หรือทากิจกรรมไม่ถูกต้อง
และไม่มีความคล่องแคล่ว
ในการใช้
3. การบันทึก
ผลการทดลอง
หรือทา
กิจกรรม
บันทึกผลเป็นระยะอย่าง
ถูกต้อง มีระเบียบ มีการ
ระบุหน่วย มีการอธิบาย
ข้อมูลให้เห็นความ
เชื่อมโยงเป็นภาพรวม
เป็นเหตุเป็นผล และ
เป็นไปตามการทดลอง
หรือทากิจกรรม
บันทึกผลเป็นระยะอย่าง
ถูกต้อง มีระเบียบ มีการระบุ
หน่วย มีการอธิบายข้อมูลให้
เห็นความสัมพันธ์เป็นไปตาม
การทดลองหรือทากิจกรรม
บันทึกผลเป็นระยะแต่ไม่เป็น
ระเบียบ ไม่มีการระบุหน่วย
และไม่มีการอธิบายข้อมูลให้
เห็นถึงความสัมพันธ์ของการ
ทดลองหรือทากิจกรรม
บันทึกผลไม่ครบ ไม่มีการ
ระบุหน่วยและไม่เป็นไป
ตามการทดลองหรือทา
กิจกรรม
4. การจัด
กระทาข้อมูล
และการ
นาเสนอ
จัดกระทาข้อมูลอย่างเป็น
ระบบ มีการเชื่อมโยงให้
เห็นเป็นภาพรวม และ
นาเสนอด้วยแบบต่าง ๆ
อย่างชัดเจน ถูกต้อง
จัดกระทาข้อมูลอย่างเป็น
ระบบ มีการจาแนกข้อมูลให้
เห็นความสัมพันธ์นาเสนอด้วย
แบบต่าง ๆ ได้แต่ยังไม่ชัดเจน
จัดกระทาข้อมูลอย่างเป็น
ระบบ มีการยกตัวอย่าง
เพิ่มเติมและนาเสนอด้วย
แบบต่าง ๆ แต่ยังไม่ชัดเจน
และไม่ถูกต้อง
จัดกระทาข้อมูลอย่างไม่
เป็นระบบและมีการ
นาเสนอไม่สื่อความหมาย
และไม่ชัดเจน
5. การสรุปผล
การทดลอง
หรือการทา
กิจกรรม
สรุปผลการทดลองหรือ
ทากิจกรรมได้อย่าง
ถูกต้อง กระชับ ชัดเจน
และครอบคลุมข้อมูลจาก
การวิเคราะห์ทั้งหมด
สรุปผลการทดลองหรือทา
กิจกรรมได้ถูกต้อง แต่ยังไม่
ครอบคลุมข้อมูลจากการ
วิเคราะห์ทั้งหมด
สรุปผลการทดลองหรือทา
กิจกรรมได้ โดยมีครูหรือ
ผู้อื่นแนะนาบ้าง จึงสามารถ
สรุปได้ถูกต้อง
สรุปผลการทดลองหรือทา
กิจกรรมตามความรู้ที่พอมี
อยู่โดยไม่ใช้ข้อมูลจากการ
ทดลองหรือทากิจกรรม
9
รำยกำร
ประเมิน
ระดับคะแนน
4 3 2 1
6. การดูแล
และการเก็บ
อุปกรณ์และ/
หรือเครื่องมือ
ดูแลอุปกรณ์และ/หรือ
เครื่องมือในการทดลอง
หรือทากิจกรรมและมี
การทาความสะอาดและ
เก็บอย่างถูกต้องตาม
หลักการ
ดูแลอุปกรณ์และ/หรือ
เครื่องมือในการทดลองหรือทา
กิจกรรมและมีการทาความ
สะอาดอย่างถูกต้องแต่เก็บไม่
ถูกต้อง
ดูแลอุปกรณ์และ/หรือ
เครื่องมือในการทดลองหรือ
ทากิจกรรมและมีการทา
ความสะอาดแต่เก็บไม่
ถูกต้องให้ครูหรือผู้อื่น
แนะนา
ไม่ดูแลอุปกรณ์และ/หรือ
เครื่องมือในการทดลอง
หรือทากิจกรรมและไม่
สนใจ ทาความสะอาด
รวมทั้งเก็บไม่ถูกต้อง
เกณฑ์กำรประเมิน/ระดับคุณภำพ
คะแนนรวม 20-24 หมายถึง ดีมาก
คะแนนรวม 15-19 หมายถึง ดี
คะแนนรวม 10–14 หมายถึง พอใช้
คะแนนรวม 6 – 9 หมายถึง ปรับปรุง
เกณฑ์กำรผ่ำน ตั้งแต่ 15 คะแนนขึ้นไป (ผ่ำนเกณฑ์ร้อยละ 60)
10
แบบประเมินใบงำน
เรื่อง..........................................................................
เลขที่ ชื่อ-สกุล กลุ่ม
คะแนนแต่ละรำยกำรประเมิน
คะแนนรวม(16)
คาถามก่อนทา
กิจกรรม
บันทึกผลการทา
กิจกรรม
คาถามหลังทา
กิจกรรม
สรุปผลการทดลอง
ลงชื่อ ผู้ประเมิน
(.........................................................)
........../................/..............
11
เกณฑ์กำรให้คะแนนแบบประเมินใบงำน
รำยกำร
ประเมิน
ระดับคะแนน
4 3 2 1
1. การเขียน
คาถามก่อน
การทดลอง
ระบุปัญหาและตั้งสมมติฐาน
สอดคล้องกับการทดลอง
ถูกต้องสมบูรณ์
ระบุปัญหาและตั้งสมมติฐาน
สอดคล้องกับการทดลอง
ถูกต้องบางส่วน
ระบุปัญหาและตั้งสมมติฐาน
สอดคล้องกับการทดลอง แต่
ไม่สมบูรณ์
ระบุปัญหาและ
ตั้งสมมติฐานไม่สอดคล้อง
กับการทดลอง และไม่
ถูกต้อง
2. การบันทึก
ผลการ
ทดลอง
ออกแบบรูปแบบการบันทึก
ผลการทดลองเหมาะสม
และบันทึกผลการทดลองได้
ถูกต้องสมบูรณ์
ออกแบบรูปแบบการบันทึก
ผลการทดลองเหมาะสม
และบันทึกผลการทดลองได้
ถูกต้องบางส่วน
ออกแบบรูปแบบการบันทึก
ผลการทดลองไม่เหมาะสม
แต่บันทึกผลการทดลองได้
ถูกต้องบางส่วน
ออกแบบรูปแบบการ
บันทึกผลการทดลองไม่
เหมาะสมและบันทึกผล
การทดลองไม่ถูกต้อง
3. การตอบ
คาถามหลัง
การทดลอง
ตอบคาถามหลังการทดลอง
ถูกต้องและสมบูรณ์
ตอบคาถามหลังการทดลอง
ถูกต้องบางส่วน
ตอบคาถามหลังการทดลอง
ถูกต้องเป็นส่วนน้อย
ตอบคาถามหลังการ
ทดลองไม่ถูกต้องเลย
4. การ
สรุปผลการ
ทดลอง
สรุปผลการทดลองได้อย่าง
ถูกต้องสมบูรณ์
สรุปผลการทดลองได้
ถูกต้องบางส่วน
สรุปผลการทดลองได้
ถูกต้องเป็นส่วนน้อย
สรุปผลการทดลองไม่
ถูกต้องเลย
เกณฑ์กำรประเมิน/ระดับคุณภำพ
คะแนนรวม 14-16 หมายถึง ดีมาก
คะแนนรวม 11-13 หมายถึง ดี
คะแนนรวม 8–10 หมายถึง พอใช้
คะแนนรวม 4–7 หมายถึง ปรับปรุง
เกณฑ์กำรผ่ำน ตั้งแต่ 10 คะแนนขึ้นไป (ผ่ำนเกณฑ์ร้อยละ 60)
12
แบบประเมินกำรสืบค้น
เรื่อง..........................................................................
เลขที่ ชื่อ-สกุล กลุ่ม
คะแนนแต่ละรำยกำรประเมิน
คะแนนรวม(20)
การวางแผนค้นคว้า
ข้อมูลจากแหล่ง
เรียนรู้
การเก็บรวบรวม
ข้อมูล
การจัดกระทาข้อมูล
และการนาเสนอ
การสรุปผล
การเขียนรายงาน
ลงชื่อ ผู้ประเมิน
(.........................................................)
........../................/..............
13
เกณฑ์กำรให้คะแนนแบบกำรประเมินกำรสืบค้น
รำยกำร
ประเมิน
ระดับคะแนน
4 3 2 1
1. การ
วางแผน
ค้นคว้าข้อมูล
จากแหล่ง
เรียนรู้
วางแผนที่จะค้นคว้าข้อมูลจาก
แหล่งเรียนรู้ที่หลากหลาย
น่าเชื่อถือ และมีการเชื่อมโยงให้
เห็นเป็นภาพรวมแสดงให้เห็นถึง
ความสัมพันธ์ของวิธีการทั้งหมด
วางแผนที่จะค้นคว้าข้อมูล
จากแหล่งเรียนรู้ที่
หลากหลาย และเหมาะสม
แต่ไม่มีการเชื่อมโยงให้เห็น
เป็นภาพรวม
วางแผนที่จะค้นคว้าข้อมูล
จากแหล่งเรียนรู้โดยมีครู
หรือผู้อื่นแนะนาบ้าง
ไม่มีการวางแผนที่จะ
ค้นคว้าข้อมูลจาก
แหล่งเรียนรู้อย่าง
เป็นระบบ
2. การเก็บ
รวบรวมข้อมูล
เก็บรวบรวมข้อมูลตามแผนที่
กาหนดทุกประการ
เก็บรวบรวมข้อมูลโดย
คัดเลือกและ/หรือประเมิน
ข้อมูล
เก็บรวบรวมข้อมูลโดยไม่
มีการคัดเลือกและ/หรือ
ประเมินข้อมูล
เก็บรวบรวมข้อมูล
เป็นระยะ ขาดการ
ประเมินเพื่อคัดเลือก
3. การจัด
กระทาข้อมูล
และการ
นาเสนอ
จัดกระทาข้อมูลอย่างเป็นระบบ
มีการเชื่อมโยงให้เห็นเป็น
ภาพรวม และนาเสนอด้วยแบบ
ต่าง ๆ อย่างชัดเจนถูกต้อง
จัดกระทาข้อมูลอย่างเป็น
ระบบ มีการจาแนกข้อมูล
ให้เห็นความสัมพันธ์
นาเสนอด้วยแบบต่าง ๆ ได้
อย่างถูกต้อง
จัดกระทาข้อมูลอย่างเป็น
ระบบ มีการยกตัวอย่าง
เพิ่มเติมให้เข้าใจง่าย และ
นาเสนอด้วยแบบต่าง ๆ
แต่ยังไม่ถูกต้อง
จัดกระทาข้อมูล
อย่างไม่เป็นระบบ
และนาเสนอไม่สื่อ
ความหมายและไม่
ชัดเจน
4. การสรุปผล สรุปผลได้อย่างถูกต้องกระชับ
ชัดเจน และครอบคลุม มีเหตุผล
ที่อ้างอิงจากการสืบค้นได้
สรุปผลได้อย่างกระชับ แต่
ยังไม่ชัดเจนและไม่
ครอบคลุมข้อมูลจากการ
วิเคราะห์ทั้งหมด
สรุปผลได้กระชับ
กะทัดรัดแต่ไม่ชัดเจน
สรุปผลโดยไม่ใช้
ข้อมูล และไม่ถูกต้อง
5. การเขียน
รายงาน
เขียนรายละเอียดตรงตาม
จุดประสงค์ถูกต้องและชัดเจน
และมีการเชื่อมโยงให้เห็นเป็น
ภาพรวม
เขียนรายงานตรงตาม
จุดประสงค์อย่างถูกต้อง
และชัดเจน แต่ขาดการ
เรียบเรียง
เขียนรายงานโดยสื่อ
ความหมายได้ โดยมีครู
หรือผู้อื่นแนะนา
เขียนรายงานได้ตาม
ตัวอย่าง แต่ใช้ภาษา
ไม่ถูกต้อง และไม่
ชัดเจน
เกณฑ์กำรประเมิน/ระดับคุณภำพ
คะแนนรวม 17-20 หมายถึง ดีมาก
คะแนนรวม 13-16 หมายถึง ดี
คะแนนรวม 9-12 หมายถึง พอใช้
คะแนนรวม 5- 8 หมายถึง ปรับปรุง
เกณฑ์กำรผ่ำน ตั้งแต่ 12 คะแนนขึ้นไป (ผ่ำนเกณฑ์ร้อยละ 60)
14
แบบประเมินกำรจัดนิทรรศกำร
เรื่อง..........................................................................
เลขที่ ชื่อ-สกุล กลุ่ม คะแนน หมำยเหตุ
ลงชื่อ ผู้ประเมิน
(.........................................................)
........../................/..............
15
เกณฑ์กำรให้คะแนนแบบกำรประเมินกำรจัดกระทำและนำเสนอนิทรรศกำร
รำยกำร
ประเมิน
ระดับคะแนน
4 3 2 1
การจัด
กระทาและ
นาเสนอ
นิทรรศการ
รวบรวมข้อมูลและจัด
กระทานิทรรศการ
อย่างเป็นระบบ และ
นาเสนอด้วยแบบที่
ชัดเจน ถูกต้อง
ครอบคลุมและมีการ
เชื่อมโยงให้เห็น
ภาพรวม
รวบรวมข้อมูลและจัด
กระทานิทรรศการอย่าง
เป็นระบบ มีการจาแนก
ข้อมูลให้เห็น
ความสัมพันธ์และ
นาเสนอด้วยแบบที่
ถูกต้องครอบคลุม
รวบรวมข้อมูลและ
จัดกระทา
นิทรรศการได้ มีการ
ยกตัวอย่างเพิ่มเติม
และนาเสนอด้วย
แบบต่าง ๆ แต่ยังไม่
ครอบคลุม
รวบรวมข้อมูลและ
จัดกระทา
นิทรรศการอย่างไม่
เป็นระบบและ
นาเสนอไม่สื่อ
ความหมายและไม่
ชัดเจน
เกณฑ์กำรประเมิน/ระดับคุณภำพ
คะแนนรวม 4 หมายถึง ดีมาก
คะแนนรวม 3 หมายถึง ดี
คะแนนรวม 2 หมายถึง พอใช้
คะแนนรวม 1 หมายถึง ปรับปรุง
เกณฑ์กำรผ่ำน ตั้งแต่ 3 คะแนนขึ้นไป (ผ่ำนเกณฑ์ร้อยละ 60)
16
แบบประเมินผังมโนทัศน์
เรื่อง..........................................................................
เลขที่ ชื่อ-สกุล กลุ่ม คะแนน หมำยเหตุ
ลงชื่อ ผู้ประเมิน
(.........................................................)
........../................/..............
17
เกณฑ์กำรให้คะแนนแบบกำรประเมินกำรจัดกระทำและนำเสนอผังมโนทัศน์
รำยกำร
ประเมิน
ระดับคะแนน
4 3 2 1
การจัดกระทา
และนาเสนอผัง
มโนทัศน์
จัดกระทาผังมโนทัศน์
อย่างเป็นระบบ และ
นาเสนอด้วยแบบที่
ชัดเจน ถูกต้อง
ครอบคลุม และมีการ
เชื่อมโยงให้เห็นเป็น
ภาพรวม
จัดกระทาผังมโนทัศน์
อย่างเป็นระบบ มีการ
จาแนกข้อมูลให้เห็น
ความสัมพันธ์และ
นาเสนอด้วยแบบที่
ครอบคลุม
จัดกระทาผังมโนทัศน์
ได้ มีการยกตัวอย่าง
เพิ่มเติมและนาเสนอ
ด้วยแบบต่าง ๆ แต่ยัง
ไม่ครอบคลุม
จัดกระทาผังมโนทัศน์
อย่างไม่เป็นระบบและ
นาเสนอไม่สื่อ
ความหมายและไม่
ชัดเจน
เกณฑ์กำรประเมิน/ระดับคุณภำพ
คะแนนรวม 4 หมายถึง ดีมาก
คะแนนรวม 3 หมายถึง ดี
คะแนนรวม 2 หมายถึง พอใช้
คะแนนรวม 1 หมายถึง ปรับปรุง
เกณฑ์กำรผ่ำน ตั้งแต่ 3 คะแนนขึ้นไป (ผ่ำนเกณฑ์ร้อยละ 60)
18
แบบประเมิน Blog
เรื่อง..........................................................................
เลขที่ ชื่อ-สกุล กลุ่ม
คะแนนแต่ละรำยกำรประเมิน
คะแนนรวม(20)
ความครบถ้วนของ
เนื้อหาสาระ
ความถูกต้องของ
เนื้อหาสาระ
ความถูกต้อง
เหมาะสมของภาษา
จานวนแหล่งข้อมูลที่
ค้นคว้าหรืออ้างอิง
รูปแบบการนาเสนอ
ลงชื่อ ผู้ประเมิน
(.........................................................)
........../................/..............
19
เกณฑ์กำรให้คะแนนแบบกำรประเมิน Blog
รำยกำร
ประเมิน
ระดับคะแนน
4 3 2 1
1. ความ
ครบถ้วนของ
เนื้อหาสาระ
มีเนื้อหาสาระครบถ้วน
ตรงตามประเด็นที่
กาหนดทั้งหมด
มีเนื้อหาสาระค่อนข้าง
ครบถ้วน ตรงตาม
ประเด็นที่กาหนด
ทั้งหมด
มีเนื้อหาสาระไม่
ครบถ้วน ตรงตาม
ประเด็น แต่ภาพรวม
ของสาระทั้งหมดอยู่ใน
เกณฑ์พอใช้
มีเนื้อหาสาระไม่
ครบถ้วน ภาพรวมของ
สาระทั้งหมดอยู่ใน
เกณฑ์ต้องปรับปรุง
2. ความถูกต้อง
ของเนื้อหาสาระ
เนื้อหาสาระทั้งหมด
ความถูกต้องตาม
ข้อเท็จจริงและหลักวิชา
เนื้อหาสาระเกือบ
ทั้งหมดความถูกต้อง
ตามข้อเท็จจริงและ
หลักวิชา
เนื้อหาสาระบางส่วน
ถูกต้องตามข้อเท็จจริง
และหลักวิชา แต่ต้อง
แก้ไขบางส่วน
เนื้อหาสาระส่วนใหญ่
ไม่ถูกต้องตาม
ข้อเท็จจริงและหลัก
วิชาต้องแก้ไขเป็นส่วน
ใหญ่
3. ความถูกต้อง
เหมาะสมของ
ภาษา
สะกดการันต์ถูกต้อง
ถ้อยคาสานวนเหมาะสม
ดีมาก ลาดับความได้
ชัดเจนเข้าใจง่าย
สะกดการันต์ถูกต้อง
เป็นส่วนใหญ่ ถ้อยคา
สานวนเหมาะสมดีมาก
ลาดับความได้พอใช้
สะกดการันต์มีผิดอยู่บ้าง
ถ้อยคาสานวนเหมาะสม
พอใช้ ลาดับความพอ
เข้าใจ
สะกดการันต์ผิดมาก
ถ้อยคาสานวนไม่
เหมาะสม ลาดับความ
ได้ไม่ชัดเจน
4. จานวน
แหล่งข้อมูลที่
ค้นคว้า หรือ
อ้างอิง
ค้นคว้าจากแหล่งการ
เรียนรู้ที่หลากหลาย
ตั้งแต่ 4 แหล่งขึ้นไป
ค้นคว้าจากแหล่งการ
เรียนรู้ 3 แหล่ง
ค้นคว้าจากแหล่งการ
เรียนรู้ 2 แหล่ง
ค้นคว้าจากแหล่งการ
เรียนรู้เพียงแหล่งการ
เรียนรู้เดียว
5. รูปแบบการ
นาเสนอ
รูปแบบการนาเสนองาน
แปลกใหม่ น่าสนใจดี
ลาดับเรื่องราวได้ดีมาก
รูปแบบการนาเสนอ
งานน่าสนใจ ลาดับ
เรื่องราวได้ดี
รูปแบบการนาเสนองาน
น่าสนใจพอใช้ ลาดับ
เรื่องราวได้พอใช้
รูปแบบการนาเสนอ
งานไม่น่าสนใจ ลาดับ
เรื่องราวได้ไม่ดี
เกณฑ์กำรประเมิน/ระดับคุณภำพ
คะแนนรวม 17-20 หมายถึง ดีมาก
คะแนนรวม 13-16 หมายถึง ดี
คะแนนรวม 9-12 หมายถึง พอใช้
คะแนนรวม 5- 8 หมายถึง ปรับปรุง
เกณฑ์กำรผ่ำน ตั้งแต่ 12 คะแนนขึ้นไป (ผ่ำนเกณฑ์ร้อยละ 60)
20
แบบสังเกตเจตคติทำงวิทยำศำสตร์ ครั้งที่ ....
เลขที่ ชื่อ-สกุล กลุ่ม
คะแนนแต่ละรำยกำรประเมิน
คะแนนรวม(24)
ความสนใจใฝ่รู้หรือความ
อยากรู้อยากเห็น
ความรับผิดชอบความ
มุ่งมั่นอดทนและเพียร
พยายาม
ความมีเหตุผล
ความมีระเบียบรอบคอบ
เห็นคุณค่าของความมี
ระเบียบและรอบคอบ
ความซื่อสัตย์เสนอความ
จริงถึงแม้จะเป็นผลที่
แตกต่างจากผู้อื่น
ความใจกว้างร่วมแสดง
ความคิดเห็นและรับฟัง
ความคิดเห็นของผู้อื่น
ลงชื่อ ผู้ประเมิน
(.........................................................)
........../................/..............
21
เกณฑ์กำรประเมินเจตคติทำงวิทยำศำสตร์
รำยกำรประเมิน
ระดับพฤติกรรมกำรแสดงออก
มำก
(4)
ปำนกลำง
(3)
น้อย
(2)
ไม่แสดงออก
(1)
1. ควำมสนใจใฝ่รู้หรือควำมอยำกรู้อยำกเห็น
- มีความสนใจและพอใจใคร่สืบเสาะแสวงหาความรู้ใน
สถานการณ์และปัญหาใหม่ ๆ อยู่เสมอ
- มีความกระตือรือร้นต่อกิจกรรมและเรื่องต่าง ๆ
- ชอบทดลองค้นคว้า
- ชอบสนทนา ซักถาม ฟัง อ่าน เพื่อให้ได้รับความรู้เพิ่มขึ้น
มีพฤติกรรมการ
แสดงออกอย่าง
สม่าเสมอ
ตลอดเวลา
มีพฤติกรรมการ
แสดงออกเป็น
ครั้งคราว
มีพฤติกรรม
การแสดงออก
น้อยครั้ง
ไม่มีพฤติกรรม
การแสดงออก
เลย
2. ควำมรับผิดชอบ ควำมมุ่งมั่น อดทน และเพียร
พยำยำม
- ยอมรับผลการกระทาของตนเองทั้งที่เป็นผลดีและผลเสีย
- ทางานที่ได้รับมอบหมายให้สมบูรณ์ตามกาหนดและตรง
ต่อเวลา
- เว้นการกระทาอันเป็นผลเสียหายต่อส่วนรวม
- ทางานเต็มความสามารถ
- ไม่ท้อถอยในการทางาน เมื่อมีอุปสรรคหรือล้มเหลว
- มีความอดทนแม้การดาเนินการแก้ปัญหาจะยุ่งยากและใช้
เวลา
มีพฤติกรรมการ
แสดงออกอย่าง
สม่าเสมอ
ตลอดเวลา
มีพฤติกรรมการ
แสดงออกเป็น
ครั้งคราว
มีพฤติกรรม
การแสดงออก
น้อยครั้ง
ไม่มีพฤติกรรม
การแสดงออก
เลย
3. ควำมมีเหตุผล
- ยอมรับในคาอธิบายเมื่อมีหลักฐานหรือข้อมูลสนับสนุน
อย่างเพียงพอ
- พยายามอธิบายสิ่งต่าง ๆ ในแง่เหตุและผล ไม่เชื่อโชคลาง
หรือคาทานายที่ไม่สามารถอธิบายตามวิธีทางวิทยาศาสตร์
ได้
- อธิบายหรือแสดงความคิดเห็นอย่างมีเหตุผล
- ตรวจสอบความถูกต้องหรือความสมเหตุสมผลของแนวคิด
ต่าง ๆ กับแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้
- รวบรวมข้อมูลอย่างเพียงพอก่อนจะลงข้อสรุปเรื่องราวต่าง ๆ
มีพฤติกรรมการ
แสดงออกอย่าง
สม่าเสมอ
ตลอดเวลา
มีพฤติกรรมการ
แสดงออกเป็น
ครั้งคราว
มีพฤติกรรม
การแสดงออก
น้อยครั้ง
ไม่มีพฤติกรรม
การแสดงออก
เลย
22
รำยกำรประเมิน
ระดับพฤติกรรมกำรแสดงออก
มำก
(4)
ปำนกลำง
(3)
น้อย
(2)
ไม่แสดงออก
(1)
4. ควำมมีระเบียบรอบคอบเห็นคุณค่ำของควำมมีระเบียบ
และรอบคอบ
- นาวิธีหลาย ๆ วิธี มาตรวจสอบผลหรือวิธีการทดลอง
- มีความละเอียดถี่ถ้วนในการทางาน
- มีการวางแผนในการทางานและจัดระบบทางาน
- ตรวจสอบความเรียบร้อยหรือคุณภาพของเครื่องมือก่อน
ทาการทดลอง
- ทางานได้อย่างมีระเบียบและเรียบร้อย
มีพฤติกรรมการ
แสดงออกอย่าง
สม่าเสมอ
ตลอดเวลา
มีพฤติกรรมการ
แสดงออกเป็น
ครั้งคราว
มีพฤติกรรม
การแสดงออก
น้อยครั้ง
ไม่มีพฤติกรรม
การแสดงออก
เลย
5. ควำมซื่อสัตย์เสนอควำมจริงถึงแม้จะเป็นผลที่แตกต่ำง
จำกผู้อื่น
- เห็นคุณค่าของการเสนอข้อมูลตามความจริง
- บันทึกข้อมูลตามความจริง และไม่ใช้ความคิดเห็นของ
ตนเองไปเกี่ยวข้อง
- ไม่แอบอ้างผลงานของผู้อื่นว่าเป็นของตนเอง
มีพฤติกรรมการ
แสดงออกอย่าง
สม่าเสมอ
ตลอดเวลา
มีพฤติกรรมการ
แสดงออกเป็น
ครั้งคราว
มีพฤติกรรม
การแสดงออก
น้อยครั้ง
ไม่มีพฤติกรรม
การแสดงออก
เลย
6. ควำมใจกว้ำง ร่วมแสดงควำมคิดเห็นและรับฟังควำม
คิดเห็นของผู้อื่น
- รับฟังคาวิพากษ์วิจารณ์ ข้อโต้แย้ง หรือข้อคิดเห็นที่มี
เหตุผลของผู้อื่น
- ไม่ยึดมั่นในความคิดเห็นของตนเอง และยอมรับการ
เปลี่ยนแปลง
- รับฟังความคิดเห็นที่ตนเองยังไม่เข้าใจและพร้อมที่จะทา
ความเข้าใจ
-ยอมพิจารณาข้อมูลหรือความคิดที่ยังสรุปแน่นอนไม่ได้
และพร้อมที่จะหาข้อมูลเพิ่มเติม
มีพฤติกรรมการ
แสดงออกอย่าง
สม่าเสมอ
ตลอดเวลา
มีพฤติกรรมการ
แสดงออกเป็น
ครั้งคราว
มีพฤติกรรม
การแสดงออก
น้อยครั้ง
ไม่มีพฤติกรรม
การแสดงออก
เลย
เกณฑ์กำรประเมิน/ระดับคุณภำพ
คะแนนรวม 20-24 หมายถึง มาก
คะแนนรวม 15-19 หมายถึง ปานกลาง
คะแนนรวม 10–14 หมายถึง น้อย
คะแนนรวม 6 – 9 หมายถึง ไม่แสดงออก
เกณฑ์กำรผ่ำน ตั้งแต่ 15 คะแนนขึ้นไป (ผ่ำนเกณฑ์ร้อยละ 60)
23
แบบประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ 8 ประกำร
กลุ่มสำระกำรเรียนรู้......................................................ภำคเรียนที่...........ปีกำรศึกษำ..............
ชื่อ-สกุลนักเรียน.....................................................................ชั้น..............................เลขที่…….
คำชี้แจง: ให้ ผู้สอน สังเกตพฤติกรรมของนักเรียน แล้วขีด  ลงในช่องว่างที่ตรงกับระดับคะแนน
คุณลักษณะ
อันพึงประสงค์
รำยกำรประเมิน
ระดับคะแนน
3 2 1 0
1. รักชาติ ศาสน์
กษัตริย์
1.1 ยืนตรงเมื่อได้ยินเพลงชาติ ร้องเพลงชาติได้ และบอกความหมายของเพลง
ชาติ
1.2 ปฏิบัติตนตามสิทธิและหน้าที่ของนักเรียน ให้ความร่วมมือ ร่วมใจ ในการ
ทางานกับสมาชิกในห้องเรียน
1.3 เข้าร่วมกิจกรรมที่สร้างความสามัคคี ปรองดอง และเป็นประโยชน์ต่อ
โรงเรียนและชุมชน
1.4 เข้าร่วมกิจกรรมทางศาสนาที่ตนนับถือ ปฏิบัติตนตามหลักของศาสนาและ
เป็นตัวอย่างที่ดีของศาสนิกชน
1.5 เข้าร่วมกิจกรรมและมีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมที่เกี่ยวกับสถาบัน
พระมหากษัตริย์ตามที่โรงเรียนและชุมชนจัดขึ้น ชื่นชมในพระราชกรณียกิจ
พระปรีชาสามารถของพระมหากษัตริย์และพระราชวงศ์
2. ซื่อสัตย์ สุจริต 2.1 ให้ข้อมูลที่ถูกต้อง และเป็นจริง
2.2 ปฏิบัติในสิ่งที่ถูกต้อง ละอาย และเกรงกลัวที่จะทาความผิด ทาตามสัญญา
ที่ตนให้ไว้กับพ่อแม่หรือผู้ปกครอง และครู
2.3 ปฏิบัติตนต่อผู้อื่นด้วยความซื่อตรง และเป็นแบบอย่างที่ดีแก่เพื่อน ด้าน
ความซื่อสัตย์
3. มีวินัย
รับผิดชอบ
3.1 ปฏิบัติตามข้อตกลง กฎเกณฑ์ ระเบียบ ข้อบังคับของครอบครัวและ
โรงเรียน มีความตรงต่อเวลาในการปฏิบัติกิจกรรมต่าง ๆ ใน
ชีวิตประจาวันมีความรับผิดชอบ
24
คุณลักษณะ
อันพึงประสงค์
รำยกำรประเมิน
ระดับคะแนน
3 2 1 0
4. ใฝ่เรียนรู้ 4.1 ตั้งใจเรียน
4.2 เอาใจใส่ในการเรียน และมีความเพียรพยายามในการเรียน
4.3 เข้าร่วมกิจกรรมการเรียนรู้ต่าง ๆ
4.4 ศึกษาค้นคว้า หาความรู้จากหนังสือ เอกสาร สิ่งพิมพ์ สื่อเทคโนโลยีต่าง ๆ
แหล่งการเรียนรู้ทั้งภายในและภายนอกโรงเรียน และเลือกใช้สื่อได้อย่าง
เหมาะสม
4.5 บันทึกความรู้ วิเคราะห์ ตรวจสอบบางสิ่งที่เรียนรู้ สรุปเป็นองค์ความรู้
4.6 แลกเปลี่ยนความรู้ ด้วยวิธีการต่าง ๆ และนาไปใช้ในชีวิตประจาวัน
5. อยู่อย่าง
พอเพียง
5.1 ใช้ทรัพย์สินและสิ่งของของโรงเรียนอย่างประหยัด
5.2 ใช้อุปกรณ์การเรียนอย่างประหยัดและรู้คุณค่า
5.3 ใช้จ่ายอย่างประหยัดและมีการเก็บออมเงิน
6. มุ่งมั่นในการ
ทางาน
6.1 มีความตั้งใจและพยายามในการทางานที่ได้รับมอบหมาย
6.2 มีความอดทนและไม่ท้อแท้ต่ออุปสรรคเพื่อให้งานสาเร็จ
7. รักความเป็น
ไทย
7.1 มีจิตสานึกในการอนุรักษ์วัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทย
7.2 เห็นคุณค่าและปฏิบัติตนตามวัฒนธรรมไทย
8. มีจิตสาธารณะ 8.1 รู้จักช่วยพ่อแม่ ผู้ปกครอง และครูทางาน
8.2 อาสาทางาน ช่วยคิด ช่วยทา และแบ่งปันสิ่งของให้ผู้อื่น
8.3 รู้จักการดูแล รักษาทรัพย์สมบัติและสิ่งแวดล้อมของห้องเรียน โรงเรียน
ชุมชน
8.4 เข้าร่วมกิจกรรมเพื่อสังคมและสาธารณประโยชน์ของโรงเรียน
ลงชื่อ ผู้ประเมิน
(..................................................)
............../.................../................
เกณฑ์กำรให้คะแนน
พฤติกรรมที่ปฏิบัติชัดเจนและสม่าเสมอ ให้ 3 คะแนน
พฤติกรรมที่ปฏิบัติชัดเจนและบ่อยครั้ง ให้ 2 คะแนน
พฤติกรรมที่ปฏิบัติบางครั้ง ให้ 1 คะแนน
ไม่เคยปฏิบัติพฤติกรรม ให้ 0 คะแนน
25
สรุปผลกำรประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ 8 ประกำร
วิชำวิทยำศำสตร์ 5 รหัสวิชำ ว33101
ชั้นมัธยมศึกษำปีที่ 6/..... ภำคเรียนที่ 1 ปีกำรศึกษำ 2559
เลขที่ รำยชื่อนักเรียน
ผลกำรประเมิน
ดีเยี่ยม
(3)
ดี
(2)
ผ่าน
(1)
มผ.
(0)
สรุปผลกำรประเมินรำยชั้นเรียน
 ดีเยี่ยม คิดเป็นร้อยละ............  ดี คิดเป็นร้อยละ............
 ผ่ำน คิดเป็นร้อยละ............  ไม่ผ่ำน คิดเป็นร้อยละ............
ลงชื่อ...................................................ผู้ประเมิน ลงชื่อ...................................................ผู้อนุมัติผล
(นายพิพัฒน์พงษ์ สาจันทร์) (นายชาญชัย โรจนะ)
ครูผู้สอน ผู้อานวยการโรงเรียนเทพลีลา
26
กำรประเมินสมรรถนะสำคัญของผู้เรียน
วิชำวิทยำศำสตร์ 5 (ว33101) กลุ่มสำระกำรเรียนรู้วิทยำศำสตร์
โรงเรียนเทพลีลำ สำนักงำนเขตพื้นที่กำรศึกษำมัธยมศึกษำ เขต 2
การประเมินสมรรถนะสาคัญของผู้เรียน กาหนดเป็นผ่านและไม่ผ่าน ในการผ่านกาหนดเกณฑ์
การตัดสินเป็นดีเยี่ยม ดี และผ่าน และความหมายของแต่ละระดับ ดังนี้
ดีเยี่ยม หมายถึง ผู้เรียนปฏิบัติตนตามสมรรถนะจนเป็นนิสัย และนาไปใช้ในชีวิตประจาวันเพื่อ
ประโยชน์สุขของตนเองและสังคม โดยพิจารณาจากผลการประเมินระดับดีเยี่ยม จานวน 3-5 สมรรถนะ และ
ไม่มีสมรรถนะใดได้ผลการประเมินต่ากว่าระดับดี
ดี หมายถึง ผู้เรียนมีสมรรถนะในการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ เพื่อให้เป็นการยอมรับของสังคม
โดยพิจารณาจาก
1) ได้ผลการประเมินระดับดีเยี่ยม จานวน 1-2 สมรรถนะ และไม่มีสมรรถนะใดได้ผลการประเมิน
ต่ากว่าระดับดี หรือ
2) ได้ผลการประเมินระดับดีเยี่ยม จานวน 2 สมรรถนะ และ ไม่มีสมรรถนะใดได้ผลการประเมิน
ต่ากว่าระดับผ่าน หรือ
3) ได้ผลการประเมินระดับดี จานวน 4-5 สมรรถนะ และไม่มีสมรรถนะใดได้ผลการประเมินต่า
กว่าระดับผ่าน
ผ่ำน หมายถึง ผู้เรียนรับรู้และปฏิบัติตามกฎเกณฑ์และเงื่อนไขที่สถานศึกษากาหนด
โดยพิจารณาจาก
1) ได้ผลการประเมินระดับผ่าน จานวน 4-5 สมรรถนะ และไม่มีคุณลักษณะใดได้ผลการประเมินต่า
กว่าระดับผ่าน หรือ
2) ได้ผลการประเมินระดับดี จานวน 2 สมรรถนะ และ ไม่มีสมรรถนะใดได้ผลการประเมินต่ากว่า
ระดับผ่าน
ไม่ผ่ำน หมายถึง ผู้เรียนรับรู้และปฏิบัติได้ไม่ครบตามกฎเกณฑ์และเงื่อนไขที่กาหนด โดยพิจารณา
จากผลการประเมินระดับไม่ผ่าน ตั้งแต่ 1 สมรรถนะ
เกณฑ์กำรให้คะแนนระดับคุณภำพ
ดีเยี่ยม - พฤติกรรมที่ปฏิบัติชัดเจนและสม่าเสมอ ให้ 3 คะแนน
ดี - พฤติกรรมที่ปฏิบัติชัดเจนและบ่อยครั้ง ให้ 2 คะแนน
ผ่ำน - พฤติกรรมที่ปฏิบัติบางครั้ง ให้ 1 คะแนน
ไม่ผ่ำน - ไม่เคยปฏิบัติพฤติกรรม ให้ 0 คะแนน
เกณฑ์กำรสรุปผล ดีเยี่ยม 13-15 คะแนน ดี 9-12 คะแนน
ผ่ำน 1-8 คะแนน ไม่ผ่ำน 0 คะแนน
27
แบบประเมินสมรรถนะสำคัญของผู้เรียน
กลุ่มสำระกำรเรียนรู้......................................................ภำคเรียนที่...........ปีกำรศึกษำ..............
ชื่อ-สกุลนักเรียน.....................................................................ชั้น..............................เลขที่…….
คำชี้แจง: ให้ ผู้สอน สังเกตพฤติกรรมของนักเรียน แล้วขีด  ลงในช่องที่ตรงกับระดับคะแนน
สมรรถนะด้ำน รำยกำรประเมิน
ระดับคะแนน
3 2 1 0
1. ความ
สามารถในการ
สื่อสาร
1.1 มีความสามารถในการรับ – ส่งสาร
1.2 มีความสามารถในการถ่ายทอดความรู้ ความคิด ความเข้าใจ
ของตนเอง โดยใช้ภาษาอย่างเหมาะสม
1.3 ใช้วิธีการสื่อสารที่เหมาะสม
1.4 วิเคราะห์แสดงความคิดเห็นอย่างมีเหตุผล
1.5 เขียนบันทึกเหตุการณ์ประจาวันแล้วเล่าให้เพื่อนฟังได้
สรุป
2. ความ
สามารถในการ
คิด
2.1 มีความสามารถในการคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์
2.2 มีทักษะในการคิดนอกกรอบอย่างสร้างสรรค์
2.3 สามารถคิดอย่างมีวิจารณญาณ
2.4 มีความสามารถในการคิดอย่างมีระบบ
2.5 ตัดสินใจแก้ปัญหาเกี่ยวกับตนเองได้
สรุป
3. ความ
สามารถในการ
แก้ปัญหา
3.1 สามารถแก้ปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ ที่เผชิญได้
3.2 ใช้เหตุผลในการแก้ปัญหา
3.3 เข้าใจความสัมพันธ์และการเปลี่ยนแปลงในสังคม
3.4 แสวงหาความรู้ ประยุกต์ความรู้มาใช้ในการป้องกันและ
แก้ไขปัญหา
3.5 สามารถตัดสินใจได้เหมาะสมตามวัย
สรุป
28
สมรรถนะด้ำน รำยกำรประเมิน
ระดับคะแนน
3 2 1 0
4. ความ
สามารถในการ
ใช้ทักษะชีวิต
4.1 เรียนรู้ด้วยตนเองได้เหมาะสมตามวัย
4.2 สามารถทางานกลุ่มร่วมกับผู้อื่นได้
4.3 นาความรู้ที่ได้ไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจาวัน
4.4 จัดการปัญหาและความขัดแย้งได้เหมาะสม
4.5 หลีกเลี่ยงพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ที่ส่งผลกระทบต่อตนเอง
สรุป
5. ความ
สามารถในการ
ใช้เทคโนโลยี
5.1 เลือกและใช้เทคโนโลยีได้เหมาะสมตามวัย
5.2 มีทักษะกระบวนการทางเทคโนโลยี
5.3 สามารถนาเทคโนโลยีไปใช้พัฒนาตนเอง
5.4 ใช้เทคโนโลยีในการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์
5.5 มีคุณธรรม จริยธรรมในการใช้เทคโนโลยี
สรุป
สรุปผลกำรประเมิน
ลงชื่อ ผู้ประเมิน
(นายพิพัฒน์พงษ์ สาจันทร์)
....../......../........
เกณฑ์กำรให้คะแนนระดับคุณภำพ
ดีเยี่ยม - พฤติกรรมที่ปฏิบัติชัดเจนและสม่าเสมอ ให้ 3 คะแนน
ดี - พฤติกรรมที่ปฏิบัติชัดเจนและบ่อยครั้ง ให้ 2 คะแนน
ผ่ำน - พฤติกรรมที่ปฏิบัติบางครั้ง ให้ 1 คะแนน
ไม่ผ่ำน - ไม่เคยปฏิบัติพฤติกรรม ให้ 0 คะแนน
29
สรุปผลกำรประเมินสมรรถนะสำคัญของผู้เรียน
วิชำวิทยำศำสตร์ 5 รหัสวิชำ ว33101
ชั้นมัธยมศึกษำปีที่ 6/..... ภำคเรียนที่ 1 ปีกำรศึกษำ 2559
เลขที่ รำยชื่อนักเรียน
ผลกำรประเมิน
ดีเยี่ยม
(3)
ดี
(2)
ผ่าน
(1)
มผ.
(0)
สรุปผลกำรประเมินรำยชั้นเรียน
 ดีเยี่ยม คิดเป็นร้อยละ............  ดี คิดเป็นร้อยละ............
 ผ่ำน คิดเป็นร้อยละ............  ไม่ผ่ำน คิดเป็นร้อยละ............
ลงชื่อ...................................................ผู้ประเมิน ลงชื่อ...................................................ผู้อนุมัติผล
(นายพิพัฒน์พงษ์ สาจันทร์) (นายชาญชัย โรจนะ)
ครูผู้สอน ผู้อานวยการโรงเรียนเทพลีลา
30
ขั้นที่ 3 กำรจัดกิจกรรมกำรเรียนรู้หรือจัดประสบกำรณ์กำรเรียนรู้
7. กำรจัดกิจกรรมกำรเรียนรู้
ก่อนที่จะเริ่มเรียนให้ตรวจสอบความพร้อมและความรู้พื้นฐานเดิมของนักเรียนก่อนที่จะเริ่มเรียน โดยให้
นักเรียนทาแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียน เรื่องคลื่นกลและเสียง ซึ่งเป็นข้อสอบแบบ
เลือกตอบ 4 ตัวเลือก จานวน 40 ข้อ แล้วแจ้งจุดประสงค์การเรียนรู้ให้นักเรียนทราบ ก่อนการจัดกิจกรรมการ
เรียนรู้
1. ธรรมชำติของคลื่น (2 ชั่วโมง)
นักเรียนทากิจกรรมต่อไปนี้ ศึกษาเอกสารความรู้เกี่ยวกับธรรมชาติของคลื่น สรุปความหมาย
จากนั้นแบ่งกลุ่มและทากิจกรรมเรื่อง คลื่นที่เกิดจากการสั่นของสปริง นาเสนอผล และสรุปผลการทากิจกรรม
เขียนผังมโนทัศน์ โดยครูประเมินตามสภาพจริงจากการสังเกตพฤติกรรมของนักเรียนขณะเข้าร่วมกิจกรรม
กลุ่ม ใช้เกณฑ์การให้คะแนนแบบการประเมินตามสภาพจริง
2. ชนิดของคลื่น (2 ชั่วโมง)
นักเรียนทากิจกรรมต่อไปนี้ ศึกษาเอกสารความรู้เกี่ยวกับชนิดของคลื่น สรุปความหมาย จากนั้น
แบ่งกลุ่มสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับ ชนิดของคลื่น นาเสนอผล และสรุปผลการทากิจกรรม เขียนผังมโนทัศน์ โดยครู
ประเมินตามสภาพจริงจากการสังเกตพฤติกรรมของนักเรียนขณะเข้าร่วมกิจกรรมกลุ่ม ใช้เกณฑ์การให้คะแนน
แบบการประเมินตามสภาพจริง
3. สมบัติของคลื่น (8 ชั่วโมง)
3.1 กำรสะท้อน (2 ชั่วโมง)
นักเรียนทากิจกรรมต่อไปนี้ ศึกษาเอกสารความรู้เกี่ยวกับการสะท้อน สรุปความหมาย จากนั้น
แบ่งกลุ่มและทากิจกรรมเรื่องกฎการสะท้อน นาเสนอผล และสรุปผลการทากิจกรรม เขียนผังมโนทัศน์
จากนั้นครูประเมินตามสภาพจริงจากการสังเกตพฤติกรรมของนักเรียนขณะเข้าร่วมกิจกรรมกลุ่ม โดยใช้เกณฑ์
การให้คะแนนแบบการประเมินตามสภาพจริง
3.2 กำรหักเหของคลื่น (2 ชั่วโมง)
นักเรียนทากิจกรรมต่อไปนี้ ศึกษาเอกสารความรู้เกี่ยวกับการหักเหของคลื่น สรุป
ความหมาย จากนั้นแบ่งกลุ่มและทากิจกรรมเรื่องการหักเหของคลื่น นาเสนอผล และสรุปผลการทากิจกรรม
เขียนผังมโนทัศน์ โดยครูประเมินตามสภาพจริงจากการสังเกตพฤติกรรมของนักเรียนขณะเข้าร่วมกิจกรรม
กลุ่ม ใช้เกณฑ์การให้คะแนนแบบการประเมินตามสภาพจริง
3.3 กำรเลี้ยวเบนของคลื่น (2 ชั่วโมง)
นักเรียนทากิจกรรมต่อไปนี้ ศึกษาเอกสารความรู้เกี่ยวกับการเลี้ยวเบนของคลื่น สรุป
ความหมาย จากนั้นแบ่งกลุ่มและทากิจกรรมเรื่อง หลักของฮอยเกนส์ นาเสนอผล และสรุปผลการทากิจกรรม
เขียนผังมโนทัศน์ โดยครูประเมินตามสภาพจริงจากการสังเกตพฤติกรรมของนักเรียนขณะเข้าร่วมกิจกรรม
กลุ่ม ใช้เกณฑ์การให้คะแนนแบบการประเมินตามสภาพจริง
31
3.4 กำรแทรกสอดของคลื่น(2 ชั่วโมง)
นักเรียนทากิจกรรมต่อไปนี้ ศึกษาเอกสารความรู้เกี่ยวกับการแทรกสอดของคลื่น สรุป
ความหมาย จากนั้นแบ่งกลุ่มและทากิจกรรมเรื่องการรวมกันได้ของคลื่น นาเสนอผล และสรุปผลการทา
กิจกรรม เขียนผังมโนทัศน์ โดยครูประเมินตามสภาพจริงจากการสังเกตพฤติกรรมของนักเรียนขณะเข้าร่วม
กิจกรรมกลุ่ม ใช้เกณฑ์การให้คะแนนแบบการประเมินตามสภาพจริง
4. เสียงและกำรได้ยิน (8 ชั่วโมง)
4.1 กำรเกิดเสียง (2 ชั่วโมง)
นักเรียนทากิจกรรมต่อไปนี้ แบ่งกลุ่มและทากิจกรรมเรื่องกาเนิดเสียง นาเสนอผลและ
สรุปผลการทากิจกรรม จากนั้นศึกษาเกี่ยวกับการเกิดเสียงและปรากฏการณ์เสียงก้อง เขียนผังมโนทัศน์ โดย
ครูประเมินตามสภาพจริงจากการสังเกตพฤติกรรมของนักเรียนขณะเข้าร่วมกิจกรรมกลุ่ม ใช้เกณฑ์การให้
คะแนนแบบการประเมินตามสภาพจริง
4.2 ธรรมชำติของเสียง (2 ชั่วโมง)
นักเรียนทากิจกรรมต่อไปนี้ ศึกษาเอกสารความรู้เกี่ยวกับธรรมชาติของเสียงทั้งระดับเสียง
และความดัง สรุปความหมาย เขียนผังมโนทัศน์ โดยครูประเมินตามสภาพจริงจากการสังเกตพฤติกรรมของ
นักเรียนขณะเข้าร่วมกิจกรรมกลุ่มและจากการประเมินตนเองด้วยการเขียนบันทึกหลังการเรียน ใช้
เกณฑ์การให้คะแนนแบบการประเมินตามสภาพจริง
4.3 บีตส์ของเสียง (2 ชั่วโมง)
นักเรียนทากิจกรรมต่อไปนี้ ศึกษาเอกสารความรู้เกี่ยวกับบีตส์ของเสียง สรุปความหมาย
จากนั้นแบ่งกลุ่มและทากิจกรรมเรื่องบีตส์ของเสียง นาเสนอผล และสรุปผลการทากิจกรรม เขียนผังมโนทัศน์
โดยครูประเมินตามสภาพจริงจากการสังเกตพฤติกรรมของนักเรียนขณะเข้าร่วมกิจกรรมกลุ่มและจากการ
ประเมินตนเองด้วยการเขียนบันทึกหลังการเรียน ใช้เกณฑ์การให้คะแนนแบบการประเมินตามสภาพ
จริง
4.4 มลพิษทำงเสียง (2 ชั่วโมง)
นักเรียนทากิจกรรมต่อไปนี้ แบ่งกลุ่มและทากิจกรรมสืบค้นข้อมูล จัดนิทรรศการเกี่ยวกับ
มลพิษทางเสียงใกล้ตัวแล้วให้นักเรียนนาเสนอนิทรรศการ โดยครูประเมินตามสภาพจริงจากการสังเกต
พฤติกรรมของนักเรียนขณะเข้าร่วมกิจกรรมกลุ่ม โดยใช้เกณฑ์การให้คะแนนแบบการประเมินตามสภาพจริง
หลังเรียนครบ 20 ชั่วโมง ให้นักเรียนทาแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน เรื่องคลื่นกล
และเสียง ซึ่งเป็นข้อสอบแบบเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จานวน 40 ข้อ
32
8. สื่อ/แหล่งกำรเรียนรู้
1. วัสดุอุปกรณ์
กิจกรรมที่ 1.1 คลื่นที่เกิดจากการสั่นของสปริง
1. ลวดสปริงขนาดใหญ่ (ชุดสาธิตคลื่น) 1 อัน
2. เชือกฟาง
กิจกรรมที่ 1.2 การสะท้อนของคลื่น
1. ถาดคลื่นพร้อมอุปกรณ์ติดตั้ง 1 ชุด
2. ตัวสะท้อนหน้าตรง 1 ชิ้น
3. อุปกรณ์ทาคลื่นการสะท้อนของคลื่น 1 ชุด
4. หม้อแปลงโวลต์ต่าพร้อมสายไฟ 1 ชุด
5. กระดาษขาวรองใต้ถาด 1 แผ่น
กิจกรรมที่ 1.3 การหักเหของคลื่น
1. ถาดคลื่นพร้อมอุปกรณ์ติดตั้ง 1 ชุด
2. แผ่นกระจกหนาขนาด 15 15 เซนติเมตร 1 แผ่น
3. อุปกรณ์ทาคลื่นหน้าตรง 1 ชุด
4. หม้อแปลงโวลต์ต่าพร้อมสายไฟ 1 ชุด
5. กระดาษขาวรองใต้ถาด
กิจกรรมที่ 1.4 การเลี้ยวเบนของคลื่น
1. ถาดคลื่นพร้อมอุปกรณ์ติดตั้ง 1 ชุด
2. แท่งไม้หรือพลาสติก 2 อัน
กิจกรรมที่ 1.5 การรวมกันได้ของคลื่น
ลวดสปริงขนาดใหญ่ (ชุดสาธิตคลื่น) 1 ชุด
กิจกรรมที่ 1.6 กาเนิดเสียง
1. แผ่นไม้สาหรับทดลองเรื่องเสียง 1 ชุด
2. ส้อมเสียง 1 อัน
3. จาน 1 ใบ
4. หลอดกาแฟ 1 หลอด
5. กรรไกรหรือคัดเตอร์ 1 เล่ม
6. แว่นขยาย 1 อัน
กิจกรรมที่ 1.7 บีตส์ของเสียง
1. ส้อมเสียงพร้อมกล่องขยายเสียงที่มีความถี่เท่ากัน 2 ชุด
2. เทปใส 1 ม้วน

33
2. ใบงำน/แหล่งเรียนรู้
1. ใบงานที่ 1 เรื่องคลื่นที่เกิดจากการสั่นของสปริง
2. ใบงานที่ 2 เรื่องการสะท้อนของคลื่น
3. ใบงานที่ 3 เรื่องการหักเหของคลื่น
4. ใบงานที่ 4 เรื่องการเลี้ยวเบนของคลื่น
5. ใบงานที่ 5 เรื่องการรวมกันได้ของคลื่น
6. ใบงานที่ 6 เรื่องกาเนิดเสียง
7. ใบงานที่ 7 เรื่องบีตส์ของเสียง
8. ใบงานที่ 8 เรื่องมลพิษทางเสียงใกล้ตัว
9. เอกสารประกอบสื่อสังคมออนไลน์เรื่องคลื่นกลและเสียง
10. แบบฝึกหัด เรื่อง คลื่นกล ชุดที่ 1
11. แบบฝึกหัด เรื่อง คลื่นกล ชุดที่ 2
12. แบบฝึกหัด เรื่อง เสียง ตอนที่ 1
13. แบบฝึกหัด เรื่อง เสียง ตอนที่ 2
14. สื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งเป็นสื่อวีดิทัศน์บน Youtube เรื่อง คลื่นกลและเสียง ประกอบด้วย
4 ตอน ได้แก่
14.1 คลื่นกล ตอนที่ 1 (https://youtu.be/GEVXMtkItf8)
14.2 คลื่นกล ตอนที่ 2 (https://youtu.be/30ze8eYEx28)
14.3 เสียง ตอนที่ 1 (https://youtu.be/BRF5-n3eHuE)
14.4 เสียง ตอนที่ 2 (https://youtu.be/WdS8jtAPWhQ)
34
แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทำงกำรเรียนก่อนเรียน เรื่อง คลื่นกลและเสียง
รหัสวิชำ ว33101 วิชำวิทยำศำสตร์ 5 ชั้นมัธยมศึกษำปีที่ 6 คะแนน 40 คะแนน เวลำ 60 นำที
แบบทดสอบนี้มีจำนวน 40 ข้อ
คำสั่ง จงเลือกคาตอบที่ถูกต้องที่สุดเพียงคาตอบเดียวเท่านั้น แล้วทาเครื่องหมายกากบาท (X) ใน
กระดาษคาตอบ
1. คลื่นในข้อใดต่อไปนี้ เป็นคลื่นกลที่ต้องอาศัยตัวกลางในการเคลื่อนที่ทั้งหมด
1. คลื่นเสียง คลื่นวิทยุ คลื่นไมโครเวฟ 2. คลื่นเสียง คลื่นผิวน้า คลื่นในเส้นเชือก
3. คลื่นในสปริง คลื่นผิวน้า คลื่นแสง 4. คลื่นผิวน้า คลื่นเสียง คลื่นแสง
2. สมบัติใดของคลื่นกลที่แตกต่างไปจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า
1. การสะท้อน 2. การแทรกสอด
3. การเลี้ยวเบน 4. การอาศัยตัวกลาง
3. ในขณะที่เกิดคลื่นตามขวาง อนุภาคของตัวกลางเคลื่อนที่อย่างไร
1. สั่นเป็นเส้นโค้งตามแนวคลื่น
2. สั่นเคลื่อนที่กลับไปกลับมาตามทิศการเคลื่อนที่ของคลื่น
3. สั่นเป็นเส้นตรงตามทิศการเคลื่อนที่ของคลื่น
4. สั่นตั้งฉากกับทิศการเคลื่อนที่ของคลื่น
4. ความยาวคลื่นจากถาดคลื่นมีค่า 4 เซนติเมตร ระยะจากแถบสว่างที่ 1 ถึงแถบสว่างที่ 5 ยาวกี่
เซนติเมตร
1. 8 cm 2. 12 cm
3. 16 cm 4. 20 cm
5. จากกราฟการกระจัดกับระยะทางของคลื่น ความยาวคลื่นมีค่าเท่าใด
1. 2 cm 2. 4 cm
3. 6 cm 4. 8 cm
6. จากข้อ 5 ถ้าคลื่นดังกล่าวมีความถี่ 10 เฮิรตซ์ จะมีอัตราเร็วของคลื่นเท่าใด
1. 20 cm/s 2. 40 cm/s
3. 60 cm/s 4. 80 cm/s
35
7. จากการสังเกตแถบสว่างใต้ถาดคลื่นพบว่าแถบสว่างที่ 1 กับแถบสว่างที่ 4 ห่างกัน 12 เซนติเมตร ดัง
ภาพ ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับคลื่นดังกล่าว
12 cm
1. เกิดจากแหล่งกาเนิดที่เป็นจุด และมีความยาวคลื่น 3 cm
2. เกิดจากแหล่งกาเนิดที่เป็นจุด และมีความยาวคลื่น 4 cm
3. เกิดจากแหล่งกาเนิดที่เป็นเส้นตรง และมีความยาวคลื่น 3 cm
4. เกิดจากแหล่งกาเนิดที่เป็นเส้นตรง และมีความยาวคลื่น 4 cm
8. ข้อใดกล่าวถึงแถบมืดและแถบสว่างที่ปรากฏใต้ถาดคลื่นถูกต้องที่สุด
1. ทั้งแถบมืดและแถบสว่างคือบริเวณสันคลื่น
2. ทั้งแถบมืดและแถบสว่างคือบริเวณท้องคลื่น
3. แถบมืดคือบริเวณท้องคลื่น แถบสว่างคือบริเวณสันคลื่น
4. แถบมืดคือบริเวณสันคลื่น แถบสว่างคือบริเวณท้องคลื่น
9. คลื่นขบวนหนึ่งเคลื่อนที่ไปตามผิวน้าด้วยอัตราเร็ว 20 เซนติเมตร/วินาที เมื่อปรับให้มอเตอร์หมุนด้วย
ความถี่ 5 รอบ/วินาที แถบสว่างที่อยู่ติดกันจะห่างกันเท่าใด
1. 1.0 cm 2. 2.0 cm
3. 4.0 cm 4. 5.0 cm
10.คลื่นผิวน้ามีความเร็ว 10 เซนติเมตรต่อวินาที ถ้าระยะห่างจากท้องคลื่นถึงท้องคลื่นติดกันเท่ากับ
5 เซนติเมตร ความถี่มีค่าเท่าใด
1. 0.5 Hz 2. 2.0 Hz
3. 10 Hz 4. 50 Hz
11.ลูกบอลลูกหนึ่งตกลงน้าและสั่นขึ้นลงหลายรอบทาให้เกิดคลื่นผิวน้าแผ่ออกไปเป็นรูปวงกลม เมื่อผ่าน
ไป 5 วินาที คลื่นน้าแผ่ออกไปได้รัศมีสูงสุดประมาณ 15 เมตร มีระยะระหว่างสันคลื่นที่ติดกันเท่ากับ
1.5 เมตร ลูกบอลสั่นขึ้นลงด้วยความถี่ประมาณเท่าใด
1. 0.5 Hz 2. 1.0 Hz
3. 1.5 Hz 4. 2.0 Hz
36
12.ข้อใดกล่าวได้ถูกต้องเกี่ยวกับคลื่นในภาพ
C
A
B
1. มีคลื่นทั้งหมด 5 ลูก 2. ระยะ C คือ ความยาวคลื่น
3. ช่วงเวลา C คือ คาบของคลื่น 4. ตาแหน่ง A และ B มีการกระจัดเป็นบวก
13.คลื่นนิ่งในเส้นเชือกที่เวลาต่าง ๆ 3 เวลา ดังภาพ จงหาความเร็วของคลื่นในเชือกนี้
1. 15 m/s 2. 30 m/s
3. 60 m/s 4. 120 m/s
14.ถ้าผูกเชือกเป็นบ่วงคล้องกับเสาที่วางในแนวราบ จากนั้นสะบัดเชือกให้เกิดคลื่นเคลื่อนที่ไปตกกระทบ
เสาดังภาพ ข้อใดกล่าวถึงคลื่นสะท้อนได้ถูกต้องหากการสะท้อนไม่มีการสูญเสียพลังงาน
1. มีแอมพลิจูดลดลง
2. ทิศการกระจัดตรงข้ามกับคลื่นตกกระทบ
3. ทิศการกระจัดเหมือนกับคลื่นตกกระทบ
4. อัตราเร็วของคลื่นสะท้อนจะมากกว่าคลื่นตกกระทบ
37
15.คลื่นเคลื่อนที่ผ่านรอยต่อตัวกลางที่ไม่เหมือนกัน พบว่าสิ่งใดมีการเปลี่ยนแปลงเสมอ
ก. ความยาวคลื่น ข. อัตราเร็วของคลื่น
ค. ทิศทางการเคลื่อนที่ของคลื่น ง. ความถี่คลื่น
1. ข้อ ก และ ข 2. ข้อ ก และ ค
3. ข้อ ข ค และ ง 4. ข้อ ก ข ค และ ง
16.น้าลึกคลื่นจะมี...........(ก)...............ส่วนน้าตื้นจะมี...............(ข).................... แต่ทั้งน้าลึกและน้าตื้นจะมี
...........(ค).................
ข้อความ (ก) (ข) และ (ค) ควรเป็นข้อใดจึงจะเหมาะสมที่สุด ตามลาดับ
1. ความเร็วคลื่นน้อย ความเร็วคลื่นมาก ความถี่เท่ากัน
2. ความยาวคลื่นมาก ความยาวคลื่นน้อย ความถี่เท่ากัน
3. ความยาวคลื่นมาก ความยาวคลื่นน้อย ความเร็วคลื่นเท่ากัน
4. ความเร็วคลื่นมาก ความเร็วคลื่นน้อย ความยาวคลื่นเท่ากัน
17.ข้อใดกล่าวถึงการแทรกสอดของคลื่นในภาพ (ก) และ ภาพ (ข) ได้ถูกต้อง
(ก) (ข)
1. ภาพ (ก) และ (ข) เป็นการแทรกสอดเสริม
2. ภาพ (ก) และ (ข) เป็นการแทรกสอดหักล้าง
3. ภาพ (ก) เป็นการแทรกสอดหักล้าง ภาพ (ข) เป็นการแทรกสอดเสริม
4. ภาพ (ก) เป็นการแทรกสอดเสริม ภาพ (ข) เป็นการแทรกสอดหักล้าง
18.ข้อใดกล่าวถึงการแทรกสอดของคลื่นได้ถูกต้อง
1. ขณะเกิดการแทรกสอดเสริมจะทาให้ความถี่ของคลื่นเพิ่มขึ้น
2. ขณะเกิดการแทรกสอดหักล้างจะทาให้ความถี่ของคลื่นเพิ่มขึ้น
3. ขณะเกิดการแทรกสอดเสริมจะทาให้ขนาดการกระจัดของคลื่นเพิ่มขึ้น
4. ขณะเกิดการแทรกสอดหักล้างจะทาให้ขนาดการกระจัดของคลื่นเพิ่มขึ้น
38
19.ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับการเลี้ยวเบนของคลื่น
1. คลื่นที่เลี้ยวเบนจะมีความถี่ลดลงเสมอ
2. คลื่นที่เลี้ยวเบนจะมีอัตราเร็วลดลงเสมอ
3. คลื่นที่เลี้ยวเบนจะมีความยาวลดลงเสมอ
4. คลื่นที่เลี้ยวเบนจะมีแอมพลิจูดลดลงเสมอ
20.ข้อใดเป็นสมบัติเฉพาะตัวของคลื่นเท่านั้น
1. การสะท้อน การหักเห 2. การหักเห การเลี้ยวเบน
3. การเลี้ยวเบน การแทรกสอด 4. การสะท้อน การแทรกสอด
21. เมื่อเคาะส้อมเสียง โมเลกุลของอากาศที่อยู่รอบ ๆ ส้อมเสียงจะมีการเคลื่อนที่อย่างไร
1. สั่นไปมาตามแนวระดับ 2. สั่นขึ้นและสั่นลงตามแนวดิ่ง
3. เคลื่อนที่ออกเป็นรูปคลื่น 4. เคลื่อนที่ออกจากส้อมเสียง
22. วางกระดิ่งไฟฟ้าที่ส่งเสียงดังตลอดเวลาและหลอดไฟฟ้าที่ให้แสงสว่างในครอบแก้ว ที่ภายในเป็น
สุญญากาศ ข้อใดถูกต้องที่สุด
1. ไม่ได้ยินเสียงกระดิ่ง แต่เห็นแสงจากหลอดไฟ
2. ไม่ได้ยินเสียงกระดิ่ง และไม่เห็นแสงจากหลอดไฟ
3. ได้ยินเสียงกระดิ่ง และเห็นแสงจากหลอดไฟ
4. ได้ยินเสียงกระดิ่ง แต่ไม่เห็นแสงจากหลอดไฟ
23. ข้อใดกล่าวถูกต้องเมื่อให้เสียงเคลื่อนที่จากบริเวณอากาศร้อนไปสู่บริเวณอากาศเย็น
1. อัตราเร็วของเสียงลด 2. ความถี่ลดลง
3. ความถี่เพิ่ม 4. อัตราเร็วของเสียงเพิ่ม
24. นักสารวจต้องการทราบความลึกของทะเลโดยใช้เครื่องโซนาร์ เมื่อปล่อยสัญญาณออกจากเครื่องส่ง
สามารถรับสัญญาณหลังจากส่งลงไปเป็นเวลา 0.6 วินาที ถ้าอัตราเร็วของเสียงในน้าเป็น 1,500 เมตร
ต่อวินาที ทะเลมีความลึกเท่าใด
1. 150 m 2. 300 m
3. 450 m 4. 900 m
39
25. ข้อใดกล่าวถึงความเข้มเสียงได้ถูกต้อง
1. แปรผกผันกับความถี่ของแหล่งกาเนิดเสียง
2. แปรผันตรงกับความถี่ของแหล่งกาเนิดเสียง
3. แปรผกผันกับระยะทางจากแหล่งกาเนิดเสียงยกกาลังสอง
4. แปรผันตรงกับระยะทางจากแหล่งกาเนิดเสียงยกกาลังสอง
26. ข้อใดเกี่ยวข้องกับการหักเหของคลื่นเสียง
1. ค้างคาวสามารถบินหลบสิ่งกีดขวางได้ในที่มืด
2. การไม่ได้ยินเสียงฟ้าร้อง แต่เห็นฟ้าแลบ
3. การบุผนังห้องประชุมด้วยวัสดุดูดซับเสียง
4. การได้ยินเสียงเพลงแม้หันลาโพงไปทางอื่น
27. เครื่องมือชนิดใดบ้างที่อาศัยสมบัติของเสียงมาใช้
ก. โซนาร์ ข. อัลตราซาวด์ ค. เรดาร์ ง. เลเซอร์
คาตอบที่ถูกที่สุดคือข้อใด
1. ก และ ข 2. ก และ ค
3. ข และ ค 4. ข และ ง
28. เสียงในข้อใดที่มนุษย์ปกติไม่ได้ยิน
1. เสียงที่ความเข้มเสียง 0.1 W/m2
และมีความถี่ 7 Hz
2. เสียงที่ความเข้มเสียง 10-10
W/m2
และมีความถี่ 100 Hz
3. เสียงที่ความเข้มเสียง 10 W/m2
และมีความถี่ 100 Hz
4. เสียงที่ความเข้มเสียง 10-10
W/m2
และมีความถี่ 15,000 Hz
29. เสียงที่มีระดับความเข้มเสียง 120 เดซิเบล จะมีความเข้มเสียงเท่าใด
1. 0.1 W/m2
2. 0.5 W/m2
3. 0.8 W/m2
4. 1.0 W/m2
30. เสียงที่มีความเข้ม 10-6
วัตต์ต่อตารางเมตร จะมีระดับความเข้มเสียงเท่าใด
1. 60 dB 2. 70 dB
3. 80 dB 4. 90 dB
31. ข้อใดต่อไปนี้เกี่ยวข้องกับการใช้คลื่นเสียงความถี่ต่า มากที่สุด
1. การหาอาหารของค้างคาว 2. การหาอาหารของโลมา
3. การสั่นในผลึกบางชนิด 4. การสื่อสารระยะไกลของช้าง
40
32. ถ้าบ้านอยู่ใกล้ทางรถไฟ จะมีวิธีการอย่างไรจึงจะทาให้ได้ยินเสียงที่มีระดับความเข้มเสียงลดลง
ก. สร้างรั้วให้ทึบ ข. ปลูกต้นไม้ให้หนาแน่น
ค. ติดกระจกบริเวณหน้าต่างและประตู
คาตอบที่ถูกต้องที่สุดคือข้อใด
1. ก และ ข 2. ข และ ค
3. ก และ ค 4. ก ข และ ค
33. เสียงในข้อใดมีความดังมากที่สุด
1. เสียงที่มีความถี่ 256 เฮิรตซ์ และมีความเข้มเสียง 0.1 วัตต์/ตารางเมตร
2. เสียงที่มีความถี่ 512 เฮิรตซ์ และมีระดับความเข้มเสียง 100 เดซิเบล
3. เสียงที่มีความถี่ 512 เฮิรตซ์ และมีระดับความเข้มเสียง 70 เดซิเบล
4. เสียงที่มีความถี่ 256 เฮิรตซ์ และมีความเข้มเสียง 1 วัตต์/ตารางเมตร
34. ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับการได้ยินเสียง
1. เสียงแหลมจะมีระดับเสียงต่ากว่าเสียงทุ้ม
2. เสียงแหลมจะมีระดับเสียงสูงกว่าเสียงทุ้ม
3. เสียงดังมากจะมีระดับเสียงต่ากว่าเสียงดังน้อย
4. เสียงดังมากจะมีระดับเสียงสูงกว่าเสียงดังน้อย
35. ขณะยืนอยู่ขอบสระว่ายน้าได้ยินเสียงที่มีความถี่ 256 เฮิรตซ์ เมื่อฟังเสียงดังกล่าวใต้ผิวน้าความถี่ของ
เสียงที่ได้ยินจะเป็นอย่างไร
1. น้อยกว่า 256 เฮิรตซ์
2. 256 เฮิรตซ์ เท่าเดิม
3. มากกว่า 256 เฮิรตซ์
4. อาจมากกว่า หรือ น้อยกว่า 256 เฮิรตซ์ก็ได้ขึ้นอยู่กับอุณหภูมิของอากาศขณะนั้น
36. เมื่อไล่ระดับเสียงของเครื่องดนตรีจากระดับเสียงต่าไประดับเสียงสูง ข้อใดกล่าวได้ถูกต้องเกี่ยวกับโน้ต
เสียงโด (C) กับโน้ตเสียงเร (D)
1. เสียงโด (C) มีความถี่มากกว่าโน้ตเสียงเร (D)
2. เสียงโด (C) มีความถี่น้อยกว่าโน้ตเสียงเร (D)
3. เสียงโด (C) มีความดังมากกว่าโน้ตเสียงเร (D)
4. เสียงโด (C) มีความดังน้อยกว่าโน้ตเสียงเร (D)
41
37. จากสัญญาณเสียงในภาพ (ก) และ (ข) ซึ่งเป็นเสียงที่มีแอมพลิจูดเท่ากัน
(ก) (ข)
ข้อใดกล่าวถูกต้อง
1. สัญญาณเสียงในภาพ (ก) มีระดับเสียงต่ากว่าสัญญาณเสียงในภาพ (ข)
2. สัญญาณเสียงในภาพ (ก) มีระดับเสียงสูงกว่าสัญญาณเสียงในภาพ (ข)
3. สัญญาณเสียงในภาพ (ก) มีความดังน้อยกว่าสัญญาณเสียงในภาพ (ข)
4. สัญญาณเสียงในภาพ (ก) มีความดังมากกว่าสัญญาณเสียงในภาพ (ข)
38. การกระทาในข้อใดไม่สามารถป้องกันอันตรายจากมลพิษทางเสียงได้
1. ใส่เครื่องป้องกันเสียง
2. เปิดวิทยุให้เสียงดังมากกว่า
3. หลีกเลี่ยงแหล่งกาเนิดเสียงดัง
4. ปลูกต้นไม้สูง ๆ เป็นแนวกั้นเสียง
39. เสียงบีตส์เกิดจากการผสมกันของคลื่นเสียง 2 ขบวนที่มีสมบัติใดต่างกันเล็กน้อย
1. ความถี่ 2. ความดัง
3. แอมพลิจูด 4. อัตราเร็ว
40. เปล่าขลุ่ย 2 เลาพร้อมกันที่ตัวโน้ตเดียวกันเป็นเวลา 10 วินาที แต่เนื่องจากความไม่สมบูรณ์ของขลุ่ย
ทาให้เกิดเสียงบีตส์ นับเสียงดังได้ 20 ครั้ง ถ้าความถี่ของโน้ตจากขลุ่ยเลาหนึ่งคือ 350 Hz ความถี่ที่
เป็นไปได้ของตัวโน้ตจากขลุ่ยอีกเลาหนึ่งมีค่าเท่าใด
1. 346 Hz และ 348 Hz 2. 348 Hz และ 350 Hz
3. 348 Hz และ 352 Hz 4. 350 Hz และ 352 Hz
--------------------------------------------------------------------------------------------------
42
เฉลยแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทำงกำรเรียนก่อนเรียน
1. 2 2. 4 3. 4 4. 3 5. 2 6. 2 7. 4 8. 3 9. 3 10. 2
11. 4 12. 2 13. 1 14. 3 15. 1 16. 2 17. 4 18. 3 19. 4 20. 3
21. 1 22. 1 23. 1 24. 3 25. 3 26. 2 27. 1 28. 1 29. 4 30. 1
31. 4 32. 4 33. 4 34. 2 35. 2 36. 2 37. 1 38. 2 39. 1 40. 3
43
แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทำงกำรเรียนหลังเรียน เรื่อง คลื่นกลและเสียง
รหัสวิชำ ว33101 วิชำวิทยำศำสตร์ 5 ชั้นมัธยมศึกษำปีที่ 6 คะแนน 40 คะแนน เวลำ 60 นำที
แบบทดสอบนี้มีจำนวน 40 ข้อ
คำสั่ง จงเลือกคาตอบที่ถูกต้องที่สุดเพียงคาตอบเดียวเท่านั้น แล้วทาเครื่องหมายกากบาท (X) ใน
กระดาษคาตอบ
1. สมบัติใดของคลื่นกลที่แตกต่างไปจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า
1. การสะท้อน 2. การแทรกสอด
3. การเลี้ยวเบน 4. การอาศัยตัวกลาง
2. ในขณะที่เกิดคลื่นตามขวาง อนุภาคของตัวกลางเคลื่อนที่อย่างไร
1. สั่นเป็นเส้นโค้งตามแนวคลื่น
2. สั่นตั้งฉากกับทิศการเคลื่อนที่ของคลื่น
3. สั่นเป็นเส้นตรงตามทิศการเคลื่อนที่ของคลื่น
4. สั่นเคลื่อนที่กลับไปกลับมาตามทิศการเคลื่อนที่ของคลื่น
3. คลื่นในข้อใดต่อไปนี้ เป็นคลื่นกลที่ต้องอาศัยตัวกลางในการเคลื่อนที่ทั้งหมด
1. คลื่นเสียง คลื่นวิทยุ คลื่นไมโครเวฟ 2. คลื่นผิวน้า คลื่นเสียง คลื่นแสง
3. คลื่นในสปริง คลื่นผิวน้า คลื่นแสง 4. คลื่นเสียง คลื่นผิวน้า คลื่นในเส้นเชือก
4. จากกราฟการกระจัดกับระยะทางของคลื่น ความยาวคลื่นมีค่าเท่าใด
1. 2 cm 2. 4 cm
3. 6 cm 4. 8 cm
5. จากข้อ 4 ถ้าคลื่นดังกล่าวมีความถี่ 10 เฮิรตซ์ จะมีอัตราเร็วของคลื่นเท่าใด
1. 20 cm/s 2. 40 cm/s
3. 60 cm/s 4. 80 cm/s
6. ความยาวคลื่นจากถาดคลื่นมีค่า 4 เซนติเมตร ระยะจากแถบสว่างที่ 1 ถึงแถบสว่างที่ 5 ยาวกี่
เซนติเมตร
1. 8 cm 2. 12 cm
3. 16 cm 4. 20 cm
44
7. ข้อใดกล่าวถึงแถบมืดและแถบสว่างที่ปรากฏใต้ถาดคลื่นถูกต้องที่สุด
1. ทั้งแถบมืดและแถบสว่างคือบริเวณสันคลื่น
2. ทั้งแถบมืดและแถบสว่างคือบริเวณท้องคลื่น
3. แถบมืดคือบริเวณสันคลื่น แถบสว่างคือบริเวณท้องคลื่น
4. แถบมืดคือบริเวณท้องคลื่น แถบสว่างคือบริเวณสันคลื่น
8. จากการสังเกตแถบสว่างใต้ถาดคลื่นพบว่าแถบสว่างที่ 1 กับแถบสว่างที่ 4 ห่างกัน 12 เซนติเมตร ดัง
ภาพ ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับคลื่นดังกล่าว
12 cm
1. เกิดจากแหล่งกาเนิดที่เป็นจุด และมีความยาวคลื่น 3 cm
2. เกิดจากแหล่งกาเนิดที่เป็นจุด และมีความยาวคลื่น 4 cm
3. เกิดจากแหล่งกาเนิดที่เป็นเส้นตรง และมีความยาวคลื่น 3 cm
4. เกิดจากแหล่งกาเนิดที่เป็นเส้นตรง และมีความยาวคลื่น 4 cm
9. คลื่นผิวน้ามีความเร็ว 10 เซนติเมตรต่อวินาที ถ้าระยะห่างจากท้องคลื่นถึงท้องคลื่นติดกันเท่ากับ
5 เซนติเมตร ความถี่มีค่าเท่าใด
1. 0.5 Hz 2. 2.0 Hz
3. 10 Hz 4. 50 Hz
10. คลื่นขบวนหนึ่งเคลื่อนที่ไปตามผิวน้าด้วยอัตราเร็ว 20 เซนติเมตร/วินาที เมื่อปรับให้มอเตอร์หมุนด้วย
ความถี่ 5 รอบ/วินาที แถบสว่างที่อยู่ติดกันจะห่างกันเท่าใด
1. 1.0 cm 2. 2.0 cm
3. 4.0 cm 4. 5.0 cm
11. ลูกบอลลูกหนึ่งตกลงน้าและสั่นขึ้นลงหลายรอบทาให้เกิดคลื่นผิวน้าแผ่ออกไปเป็นรูปวงกลม เมื่อผ่าน
ไป 5 วินาที คลื่นน้าแผ่ออกไปได้รัศมีสูงสุดประมาณ 15 เมตร มีระยะระหว่างสันคลื่นที่ติดกันเท่ากับ
1.5 เมตร ลูกบอลสั่นขึ้นลงด้วยความถี่ประมาณเท่าใด
1. 0.5 Hz 2. 1.0 Hz
3. 1.5 Hz 4. 2.0 Hz
45
12. คลื่นนิ่งในเส้นเชือกที่เวลาต่าง ๆ 3 เวลา ดังภาพ จงหาความเร็วของคลื่นในเชือกนี้
1. 15 m/s 2. 30 m/s
3. 60 m/s 4. 120 m/s
13. ข้อใดกล่าวได้ถูกต้องเกี่ยวกับคลื่นในภาพ
C
A
B
1. มีคลื่นทั้งหมด 5 ลูก 2. ระยะ C คือ ความยาวคลื่น
3. ช่วงเวลา C คือ คาบของคลื่น 4. ตาแหน่ง A และ B มีการกระจัดเป็นบวก
14. ถ้าผูกเชือกเป็นบ่วงคล้องกับเสาที่วางในแนวราบ จากนั้นสะบัดเชือกให้เกิดคลื่นเคลื่อนที่ไปตกกระทบ
เสาดังภาพ ข้อใดกล่าวถึงคลื่นสะท้อนได้ถูกต้องหากการสะท้อนไม่มีการสูญเสียพลังงาน
1. มีแอมพลิจูดลดลง
2. ทิศการกระจัดตรงข้ามกับคลื่นตกกระทบ
3. ทิศการกระจัดเหมือนกับคลื่นตกกระทบ
4. อัตราเร็วของคลื่นสะท้อนจะมากกว่าคลื่นตกกระทบ
46
15. น้าลึกคลื่นจะมี...........(ก)...............ส่วนน้าตื้นจะมี...............(ข).................... แต่ทั้งน้าลึกและน้าตื้นจะ
มี...........(ค).................
ข้อความ (ก) (ข) และ (ค) ควรเป็นข้อใดจึงจะเหมาะสมที่สุด ตามลาดับ
1. ความยาวคลื่นมาก ความยาวคลื่นน้อย ความถี่เท่ากัน
2. ความเร็วคลื่นน้อย ความเร็วคลื่นมาก ความถี่เท่ากัน
3. ความยาวคลื่นมาก ความยาวคลื่นน้อย ความเร็วคลื่นเท่ากัน
4. ความเร็วคลื่นมาก ความเร็วคลื่นน้อย ความยาวคลื่นเท่ากัน
16. คลื่นเคลื่อนที่ผ่านรอยต่อตัวกลางที่ไม่เหมือนกัน พบว่าสิ่งใดมีการเปลี่ยนแปลงเสมอ
ก. ความยาวคลื่น ข. อัตราเร็วของคลื่น
ค. ทิศทางการเคลื่อนที่ของคลื่น ง. ความถี่คลื่น
1. ข้อ ก และ ข 2. ข้อ ก และ ค
3. ข้อ ข ค และ ง 4. ข้อ ก ข ค และ ง
17. ข้อใดกล่าวถึงการแทรกสอดของคลื่นได้ถูกต้อง
1. ขณะเกิดการแทรกสอดเสริมจะทาให้ความถี่ของคลื่นเพิ่มขึ้น
2. ขณะเกิดการแทรกสอดหักล้างจะทาให้ความถี่ของคลื่นเพิ่มขึ้น
3. ขณะเกิดการแทรกสอดเสริมจะทาให้ขนาดการกระจัดของคลื่นเพิ่มขึ้น
4. ขณะเกิดการแทรกสอดหักล้างจะทาให้ขนาดการกระจัดของคลื่นเพิ่มขึ้น
18. ข้อใดกล่าวถึงการแทรกสอดของคลื่นในภาพ (ก) และ ภาพ (ข) ได้ถูกต้อง
(ก) (ข)
1. ภาพ (ก) และ (ข) เป็นการแทรกสอดเสริม
2. ภาพ (ก) และ (ข) เป็นการแทรกสอดหักล้าง
3. ภาพ (ก) เป็นการแทรกสอดเสริม ภาพ (ข) เป็นการแทรกสอดหักล้าง
4. ภาพ (ก) เป็นการแทรกสอดหักล้าง ภาพ (ข) เป็นการแทรกสอดเสริม
47
19. ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับการเลี้ยวเบนของคลื่น
1. คลื่นที่เลี้ยวเบนจะมีความถี่ลดลงเสมอ
2. คลื่นที่เลี้ยวเบนจะมีอัตราเร็วลดลงเสมอ
3. คลื่นที่เลี้ยวเบนจะมีความยาวลดลงเสมอ
4. คลื่นที่เลี้ยวเบนจะมีแอมพลิจูดลดลงเสมอ
20. ข้อใดเป็นสมบัติเฉพาะตัวของคลื่นเท่านั้น
1. การสะท้อน การหักเห 2. การหักเห การเลี้ยวเบน
3. การเลี้ยวเบน การแทรกสอด 4. การสะท้อน การแทรกสอด
21. วางกระดิ่งไฟฟ้าที่ส่งเสียงดังตลอดเวลาและหลอดไฟฟ้าที่ให้แสงสว่างในครอบแก้ว ที่ภายในเป็น
สุญญากาศ ข้อใดถูกต้องที่สุด
1. ไม่ได้ยินเสียงกระดิ่ง แต่เห็นแสงจากหลอดไฟ
2. ไม่ได้ยินเสียงกระดิ่ง และไม่เห็นแสงจากหลอดไฟ
3. ได้ยินเสียงกระดิ่ง และเห็นแสงจากหลอดไฟ
4. ได้ยินเสียงกระดิ่ง แต่ไม่เห็นแสงจากหลอดไฟ
22. เมื่อเคาะส้อมเสียง โมเลกุลของอากาศที่อยู่รอบ ๆ ส้อมเสียงจะมีการเคลื่อนที่อย่างไร
1. สั่นไปมาตามแนวระดับ 2. สั่นขึ้นและสั่นลงตามแนวดิ่ง
3. เคลื่อนที่ออกเป็นรูปคลื่น 4. เคลื่อนที่ออกจากส้อมเสียง
23. ข้อใดกล่าวถูกต้องเมื่อให้เสียงเคลื่อนที่จากบริเวณอากาศร้อนไปสู่บริเวณอากาศเย็น
1. ความถี่เพิ่ม 2. ความถี่ลดลง
3. อัตราเร็วของเสียงลด 4. อัตราเร็วของเสียงเพิ่ม
24. นักสารวจต้องการทราบความลึกของทะเลโดยใช้เครื่องโซนาร์ เมื่อปล่อยสัญญาณออกจากเครื่องส่ง
สามารถรับสัญญาณหลังจากส่งลงไปเป็นเวลา 0.6 วินาที ถ้าอัตราเร็วของเสียงในน้าเป็น 1,500 เมตร
ต่อวินาที ทะเลมีความลึกเท่าใด
1. 150 m 2. 300 m
3. 450 m 4. 900 m
48
25. ข้อใดเกี่ยวข้องกับการหักเหของคลื่นเสียง
1. ค้างคาวสามารถบินหลบสิ่งกีดขวางได้ในที่มืด
2. การไม่ได้ยินเสียงฟ้าร้อง แต่เห็นฟ้าแลบ
3. การบุผนังห้องประชุมด้วยวัสดุดูดซับเสียง
4. การได้ยินเสียงเพลงแม้หันลาโพงไปทางอื่น
26. เครื่องมือชนิดใดบ้างที่อาศัยสมบัติของเสียงมาใช้
ก. โซนาร์ ข. อัลตราซาวด์ ค. เรดาร์ ง. เลเซอร์
คาตอบที่ถูกที่สุดคือข้อใด
1. ก และ ข 2. ก และ ค
3. ข และ ค 4. ข และ ง
27. ข้อใดกล่าวถึงความเข้มเสียงได้ถูกต้อง
1. แปรผกผันกับความถี่ของแหล่งกาเนิดเสียง
2. แปรผันตรงกับความถี่ของแหล่งกาเนิดเสียง
3. แปรผกผันกับระยะทางจากแหล่งกาเนิดเสียงยกกาลังสอง
4. แปรผันตรงกับระยะทางจากแหล่งกาเนิดเสียงยกกาลังสอง
28. เสียงที่มีระดับความเข้มเสียง 120 เดซิเบล จะมีความเข้มเสียงเท่าใด
1. 0.1 W/m2
2. 0.5 W/m2
3. 0.8 W/m2
4. 1.0 W/m2
29. เสียงที่มีความเข้ม 10-6
วัตต์ต่อตารางเมตร จะมีระดับความเข้มเสียงเท่าใด
1. 60 dB 2. 70 dB
3. 80 dB 4. 90 dB
30. เสียงในข้อใดที่มนุษย์ปกติไม่ได้ยิน
1. เสียงที่ความเข้มเสียง 0.1 W/m2
และมีความถี่ 7 Hz
2. เสียงที่ความเข้มเสียง 10-10
W/m2
และมีความถี่ 100 Hz
3. เสียงที่ความเข้มเสียง 10 W/m2
และมีความถี่ 100 Hz
4. เสียงที่ความเข้มเสียง 10-10
W/m2
และมีความถี่ 15,000 Hz
31. ข้อใดต่อไปนี้เกี่ยวข้องกับการใช้คลื่นเสียงความถี่ต่า มากที่สุด
1. การหาอาหารของค้างคาว 2. การหาอาหารของโลมา
3. การสั่นในผลึกบางชนิด 4. การสื่อสารระยะไกลของช้าง
49
32. ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับการได้ยินเสียง
1. เสียงแหลมจะมีระดับเสียงต่ากว่าเสียงทุ้ม
2. เสียงแหลมจะมีระดับเสียงสูงกว่าเสียงทุ้ม
3. เสียงดังมากจะมีระดับเสียงต่ากว่าเสียงดังน้อย
4. เสียงดังมากจะมีระดับเสียงสูงกว่าเสียงดังน้อย
33. เสียงในข้อใดมีความดังมากที่สุด
1. เสียงที่มีความถี่ 256 เฮิรตซ์ และมีความเข้มเสียง 0.1 วัตต์/ตารางเมตร
2. เสียงที่มีความถี่ 512 เฮิรตซ์ และมีระดับความเข้มเสียง 100 เดซิเบล
3. เสียงที่มีความถี่ 512 เฮิรตซ์ และมีระดับความเข้มเสียง 70 เดซิเบล
4. เสียงที่มีความถี่ 256 เฮิรตซ์ และมีความเข้มเสียง 1 วัตต์/ตารางเมตร
34. เมื่อไล่ระดับเสียงของเครื่องดนตรีจากระดับเสียงต่าไประดับเสียงสูง ข้อใดกล่าวได้ถูกต้องเกี่ยวกับโน้ต
เสียงโด (C) กับโน้ตเสียงเร (D)
1. เสียงโด (C) มีความถี่มากกว่าโน้ตเสียงเร (D)
2. เสียงโด (C) มีความถี่น้อยกว่าโน้ตเสียงเร (D)
3. เสียงโด (C) มีความดังมากกว่าโน้ตเสียงเร (D)
4. เสียงโด (C) มีความดังน้อยกว่าโน้ตเสียงเร (D)
35. ขณะยืนอยู่ขอบสระว่ายน้าได้ยินเสียงที่มีความถี่ 256 เฮิรตซ์ เมื่อฟังเสียงดังกล่าวใต้ผิวน้าความถี่ของ
เสียงที่ได้ยินจะเป็นอย่างไร
1. น้อยกว่า 256 เฮิรตซ์
2. 256 เฮิรตซ์ เท่าเดิม
3. มากกว่า 256 เฮิรตซ์
4. อาจมากกว่า หรือ น้อยกว่า 256 เฮิรตซ์ก็ได้ขึ้นอยู่กับอุณหภูมิของอากาศขณะนั้น
36. จากสัญญาณเสียงในภาพ (ก) และ (ข) ซึ่งเป็นเสียงที่มีแอมพลิจูดเท่ากัน
(ก) (ข)
ข้อใดกล่าวถูกต้อง
1. สัญญาณเสียงในภาพ (ก) มีระดับเสียงต่ากว่าสัญญาณเสียงในภาพ (ข)
2. สัญญาณเสียงในภาพ (ก) มีระดับเสียงสูงกว่าสัญญาณเสียงในภาพ (ข)
3. สัญญาณเสียงในภาพ (ก) มีความดังน้อยกว่าสัญญาณเสียงในภาพ (ข)
4. สัญญาณเสียงในภาพ (ก) มีความดังมากกว่าสัญญาณเสียงในภาพ (ข)
50
37. เสียงบีตส์เกิดจากการผสมกันของคลื่นเสียง 2 ขบวนที่มีสมบัติใดต่างกันเล็กน้อย
1. ความถี่ 2. ความดัง
3. แอมพลิจูด 4. อัตราเร็ว
38. เปล่าขลุ่ย 2 เลาพร้อมกันที่ตัวโน้ตเดียวกันเป็นเวลา 10 วินาที แต่เนื่องจากความไม่สมบูรณ์ของขลุ่ย
ทาให้เกิดเสียงบีตส์ นับเสียงดังได้ 20 ครั้ง ถ้าความถี่ของโน้ตจากขลุ่ยเลาหนึ่งคือ 350 Hz ความถี่ที่
เป็นไปได้ของตัวโน้ตจากขลุ่ยอีกเลาหนึ่งมีค่าเท่าใด
1. 346 Hz และ 348 Hz 2. 348 Hz และ 350 Hz
3. 348 Hz และ 352 Hz 4. 350 Hz และ 352 Hz
39. การกระทาในข้อใดไม่สามารถป้องกันอันตรายจากมลพิษทางเสียงได้
1. ใส่เครื่องป้องกันเสียง
2. เปิดวิทยุให้เสียงดังมากกว่า
3. หลีกเลี่ยงแหล่งกาเนิดเสียงดัง
4. ปลูกต้นไม้สูง ๆ เป็นแนวกั้นเสียง
40. ถ้าบ้านอยู่ใกล้ทางรถไฟ จะมีวิธีการอย่างไรจึงจะทาให้ได้ยินเสียงที่มีระดับความเข้มเสียงลดลง
ก. สร้างรั้วให้ทึบ ข. ปลูกต้นไม้ให้หนาแน่น
ค. ติดกระจกบริเวณหน้าต่างและประตู
คาตอบที่ถูกต้องที่สุดคือข้อใด
1. ก และ ข 2. ข และ ค
3. ก และ ค 4. ก ข และ ค
--------------------------------------------------------------------------------------------------
51
เฉลยแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทำงกำรเรียนหลังเรียน
1. 4 2. 2 3. 4 4. 2 5. 2 6. 3 7. 4 8. 4 9. 2 10. 3
11. 4 12. 1 13. 2 14. 3 15. 1 16. 1 17. 3 18. 3 19. 4 20. 3
21. 1 22. 1 23. 3 24. 3 25. 2 26. 1 27. 3 28. 4 29. 1 30. 1
31. 4 32. 2 33. 4 34. 2 35. 2 36. 1 37. 1 38. 3 39. 2 40. 4
52
แบบบันทึกสรุปผลกำรเรียนรู้สำหรับผู้เรียน หน่วยกำรเรียนรู้ที่ 1
ชื่อ-นามสกุล................................................................. เลขที่.............ชั้น............. กลุ่มที่ .........
คำชี้แจง ให้นักเรียนบันทึกสรุปผลการเรียนรู้จากหน่วยการเรียนรู้นี้
นักเรียนมีความรู้สึกอย่างไร
หลังจากที่เรียนหน่วยการเรียนรู้นี้
แล้ว
.....................................................
.....................................................
............
นักเรียนยังไม่เข้าใจเรื่องใดอีกบ้างที่
เกี่ยวกับหน่วยการเรียนรู้นี้ซึ่ง
ต้องการให้ครูอธิบายเพิ่มเติม
........................................................
........................................................
.....................................................
นักเรียนได้รับความรู้เรื่องใดบ้าง
จากหน่วยการเรียนรู้นี้
.....................................................
.....................................................
..................................................
....................................................
นักเรียนจะสามารถนาความรู้ ความ
เข้าใจจากหน่วยการเรียนรู้นี้ไปใช้
ประโยชน์ในชีวิตประจาวันได้
อย่างไรบ้าง
........................................................
........................................................
........................................................
....................................................
นักเรียนได้ทากิจกรรมอะไรบ้าง
ในหน่วยการเรียนรู้นี้
.....................................................
.....................................................
.....................................................
.................................................
....................................................
ผลงานที่นักเรียนชอบและต้องการ
คัดเลือกเป็นผลงานดีเด่นจากหน่วย
การเรียนรู้นี้คือผลงานใดบ้างเพราะ
อะไร
........................................................
........................................................
.....................................................
หน่วยกำรเรียนรู้ที่ 1
คลื่น
53
ตัวชี้วัด
1. ว 5.1 ม.4-6/1 ทดลองและอธิบายสมบัติของคลื่นกล และอธิบายความสัมพันธ์ระหว่าง
อัตราเร็ว ความถี่ และความยาวคลื่น
2. ว 5.1 ม.4-6/2 อธิบายการเกิดคลื่นเสียง บีตส์ของเสียง ความเข้มเสียง ระดับความเข้มเสียง
การได้ยินเสียง คุณภาพเสียง และนาความรู้ไปใช้ประโยชน์
3. ว 5.1 ม.4-6/3 อภิปรายผลการสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับมลพิษทางเสียงที่มีต่อสุขภาพของมนุษย์
และการเสนอวิธีป้องกัน
4. ว 8.1 ม.4-6/1 ตั้งคาถามที่อยู่บนพื้นฐานของความรู้และความเข้าใจทางวิทยาศาสตร์ หรือ
ความสนใจ หรือจากประเด็นที่เกิดขึ้นในขณะนั้น ที่สามารถทาการสารวจตรวจสอบหรือศึกษาค้นคว้าได้อย่าง
ครอบคลุมและเชื่อถือได้
5. ว 8.1 ม.4-6/2 สร้างสมมติฐานที่มีทฤษฎีรองรับ หรือคาดการณ์สิ่งที่จะพบ หรือสร้าง
แบบจาลอง หรือสร้างรูปแบบ เพื่อนาไปสู่การสารวจตรวจสอบ
6. ว 8.1 ม.4-6/3 ค้นคว้ารวบรวมข้อมูลที่ต้องพิจารณาปัจจัยหรือตัวแปรสาคัญ ปัจจัยที่มีผลต่อ
ปัจจัยอื่น ปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ และจานวนครั้งของการสารวจตรวจสอบ เพื่อให้ได้ผลที่มีความเชื่อมั่นอย่าง
เพียงพอ
7. ว 8.1 ม.4-6/4 เลือกวัสดุ เทคนิควิธี อุปกรณ์ที่ใช้ในการสังเกต การวัด การสารวจตรวจสอบ
อย่างถูกต้องทั้งทางกว้างและลึกในเชิงปริมาณและคุณภาพ
8. ว 8.1 ม.4-6/5 รวบรวมข้อมูลและบันทึกผลการสารวจตรวจสอบอย่างเป็นระบบ ถูกต้อง
ครอบคลุมทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ โดยตรวจสอบความเป็นไปได้ ความเหมาะสมหรือความผิดพลาดของ
ข้อมูล
9. ว 8.1 ม.4-6/6 จัดกระทาข้อมูล โดยคานึงถึงการรายงานผลเชิงตัวเลขที่มีระดับความถูกต้อง
และนาเสนอข้อมูลด้วยเทคนิควิธีที่เหมาะสม
10. ว 8.1 ม.4-6/7 วิเคราะห์ข้อมูล แปลความหมายข้อมูล และประเมินความสอดคล้องของ
ข้อสรุป หรือสาระสาคัญ เพื่อตรวจสอบกับสมมติฐานที่ตั้งไว้
11. ว 8.1 ม.4-6/8 พิจารณาความน่าเชื่อถือของวิธีการและผลการสารวจตรวจสอบ โดยใช้หลัก
ความคลาดเคลื่อนของการวัดและการสังเกต เสนอแนะการปรับปรุงวิธีการสารวจตรวจสอบ
12. ว 8.1 ม.4-6/9 นาผลของการสารวจตรวจสอบที่ได้ทั้งวิธีการและองค์ความรู้ที่ได้ไปสร้าง
คาถามใหม่ นาไปใช้แก้ปัญหาในสถานการณ์ใหม่และในชีวิตจริง
12. ว 8.1 ม.4-6/10 ตระหนักถึงความสาคัญในการที่จะต้องมีส่วนร่วมรับผิดชอบการอธิบายการ
ลงความเห็น และการสรุปผลการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ที่นาเสนอต่อสาธารณชนด้วยความถูกต้อง
14. ว 8.1 ม.4-6/11 บันทึกและอธิบายผลการสารวจตรวจสอบอย่างมีเหตุผล ใช้พยานหลักฐาน
อ้างอิงหรือค้นคว้าเพิ่มเติมเพื่อหาหลักฐานอ้างอิงที่เชื่อถือได้ และยอมรับว่าความรู้เดิมอาจมีการเปลี่ยนแปลง
54
ได้ เมื่อมีข้อมูลและประจักษ์พยานใหม่เพิ่มเติมหรือโต้แย้งจากเดิม ซึ่งท้าทายให้มีการตรวจสอบอย่าง
ระมัดระวังอันจะนามาสู่การยอมรับเป็นความรู้ใหม่
15. ว 8.1 ม.4-6/12 จัดแสดงผลงาน เขียนรายงาน และ/หรืออธิบายเกี่ยวกับแนวคิด
กระบวนการ และผลของโครงงานหรือชิ้นงานให้ผู้อื่นเข้าใจ
55
แผนกำรจัดกำรเรียนรู้ระยะยำวหน่วยกำรเรียนรู้ที่ 1 คลื่น (คลื่นกลและเสียง)
เวลำ
(ชั่วโมง)
หัวข้อเรื่อง กิจกรรม ชิ้นงำน/ภำระงำน กำรประเมินกำรเรียนรู้
2 ธรรมชาติของ
คลื่น
- การสังเกต
- การอภิปราย
- การทากิจกรรม การทดลองเรื่อง
คลื่นที่เกิดจากการสั่นของสปริง
- การเขียนผังมโนทัศน์
- ใบงานที่ 1 เรื่อง คลื่นที่เกิด
จากการสั่นของสปริง
- ผังมโนทัศน์เรื่ององค์ประกอบ
ของคลื่น
- การประเมินการทดลอง
- การประเมินใบงาน
- การประเมินผังมโนทัศน์
2 ชนิดของคลื่น - การสังเกต
- การสืบค้น
- การอภิปราย
- การสรุปผล
- การเขียนผังมโนทัศน์
- รายงานการสืบค้นเรื่อง ชนิด
ของคลื่น
- ผังมโนทัศน์ ชนิดของคลื่น
- การประเมินการสืบค้น
- การประเมินผังมโนทัศน์
2 การสะท้อน
ของคลื่น
- การสังเกต
- การอภิปราย
- การคิดวิเคราะห์
- การสรุปผล
- การทากิจกรรมการทดลองเรื่อง
การสะท้อนของคลื่น
- การเขียนผังมโนทัศน์
- ใบงานที่ 2 เรื่อง การสะท้อน
ของคลื่น
- ผังมโนทัศน์เรื่อง การสะท้อน
ของคลื่น
- การประเมินการทดลอง
- การประเมินใบงาน
- การประเมินผังมโนทัศน์
2 การหักเหของ
คลื่น
- การสังเกต
- การอภิปราย
- การคิดวิเคราะห์
- การสรุปผล
- การทากิจกรรม การทดลองเรื่อง
การหักเหของคลื่น
- การเขียนผังมโนทัศน์
- ใบงานที่ 3 เรื่องการหักเหของ
คลื่น
- ผังมโนทัศน์ เรื่องการหักเห
ของคลื่น
- การประเมินการทดลอง
- การประเมินใบงาน
- การประเมินผังมโนทัศน์
2 การเลี้ยวเบน
ของคลื่น
- การสังเกต
- การอภิปราย
- การคิดวิเคราะห์
- การสรุปผล
- การทากิจกรรมการทดลองเรื่อง
การเลี้ยวเบนของคลื่น
- การเขียนผังมโนทัศน์
- ใบงานที่ 4 เรื่องการเลี้ยวเบน
ของคลื่น
- ผังมโนทัศน์ เรื่องการเลี้ยวเบน
ของคลื่น
- การประเมินการทดลอง
- การประเมินใบงาน
- การประเมินผังมโนทัศน์
56
เวลำ
(ชั่วโมง)
หัวข้อเรื่อง กิจกรรม ชิ้นงำน/ภำระงำน กำรประเมินกำรเรียนรู้
2 การแทรกสอด
ของคลื่น
- การสังเกต
- การอภิปราย
- การคิดวิเคราะห์
- การสรุปผล
- การทากิจกรรมการทดลองเรื่อง
การรวมกันได้ของคลื่น
- การเขียนผังมโนทัศน์
- ใบงานที่ 5 เรื่อง การรวมกัน
ได้ของคลื่น
- ผังมโนทัศน์ เรื่อง การรวมกัน
ได้ของคลื่น
- Blog เรื่อง คลื่นกล
- การประเมินการทดลอง
- การประเมินใบงาน
- การประเมินผังมโนทัศน์
- การประเมิน Blog
2 การเกิดเสียง - การสังเกต
- การอภิปราย
- การคิดวิเคราะห์
- การสรุปผล
- การทากิจกรรม การทดลองเรื่อง
การเกิดเสียง
- การเขียนผังมโนทัศน์
- ใบงานที่ 6 เรื่อง การเกิดเสียง
- ผังมโนทัศน์ เรื่อง การเกิด
เสียง
- การประเมินการทดลอง
- การประเมินใบงาน
- การประเมินผังมโนทัศน์
2 ธรรมชาติของ
เสียง
- การสังเกต
- การคิดวิเคราะห์
- การสืบค้น
- การเขียนผังมโนทัศน์
- รายงานการสืบค้นเรื่อง
ธรรมชาติของเสียง
- ผังมโนทัศน์เรื่อง ธรรมชาติ
ของเสียง
- การประเมินการสืบค้น
- การประเมินผังมโนทัศน์
2 บีตส์ของเสียง - การสังเกต
- การอภิปราย
- การคิดวิเคราะห์
- การสรุปผล
- การทากิจกรรมการทดลองเรื่อง
บีตส์ของเสียง
- การเขียนผังมโนทัศน์
- ใบงานที่ 7 เรื่องบีตส์ของเสียง
- ผังมโนทัศน์เรื่อง บีตส์ของ
เสียง
- การประเมินการทดลอง
- การประเมินใบงาน
- การประเมินผังมโนทัศน์
2 มลพิษทาง
เสียง
- การสังเกต
- การอภิปราย
- การคิดวิเคราะห์
- การทากิจกรรมเรื่อง มลพิษทาง
เสียงใกล้ตัว
- การจัดนิทรรศการ
- ใบงานที่ 8 เรื่อง มลพิษทาง
เสียงใกล้ตัว
- นิทรรศการ เรื่อง มลพิษทาง
เสียงใกล้ตัว
- Blog เรื่อง เสียง
- การประเมินใบงาน
- การประเมินนิทรรศการ
- การประเมิน Blog
57
แผนกำรจัดกำรเรียนรู้ที่ 1 ธรรมชำติของคลื่น
หน่วยกำรเรียนรู้ที่ 1 คลื่น วิชำวิทยำศำสตร์ 5 ว33101 ชั้นมัธยมศึกษำปีที่ 6 เวลำ 2 ชั่วโมง
**********************************************************************
1. มำตรฐำนกำรเรียนรู้/ตัวชี้วัด
มำตรฐำนกำรเรียนรู้
มำตรฐำน ว 5.1 เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างพลังงานกับการดารงชีวิตการเปลี่ยนรูปพลังงาน
ปฏิสัมพันธ์ระหว่างสารและพลังงานผลของการใช้พลังงานต่อชีวิตและสิ่งแวดล้อม มีกระบวนการสืบเสาะหา
ความรู้ สื่อสารสิ่งที่เรียนรู้และนาความรู้ไปใช้ประโยชน์
ตัวชี้วัด
ว 5.1 ม.4-6/1 ทดลองและอธิบายสมบัติของคลื่นกลและอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างอัตราเร็ว
ความถี่และความยาวคลื่น
มำตรฐำนกำรเรียนรู้
มำตรฐำน ว 8.1 ใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์และจิตวิทยาศาสตร์ในการสืบเสาะหาความรู้
การแก้ปัญหา รู้ว่าปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่มีรูปแบบที่แน่นอนสามารถอธิบายและ
ตรวจสอบได้ภายใต้ข้อมูลและเครื่องมือที่มีอยู่ในช่วงเวลานั้น ๆ เข้าใจว่าวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีสังคมและ
สิ่งแวดล้อมมีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน
ตัวชี้วัด
1. ว 8.1 ม.4-6/1 ตั้งคาถามที่อยู่บนพื้นฐานของความรู้และความเข้าใจทางวิทยาศาสตร์หรือ
ความสนใจหรือจากประเด็นที่เกิดขึ้นในขณะนั้นที่สามารถทาการสารวจตรวจสอบหรือศึกษาค้นคว้าได้อย่าง
ครอบคลุมและเชื่อถือได้
2. ว 8.1 ม.4-6/2 สร้างสมมติฐานที่มีทฤษฎีรองรับหรือคาดการณ์สิ่งที่จะพบหรือสร้าง
แบบจาลองหรือสร้างรูปแบบเพื่อนาไปสู่การสารวจตรวจสอบ
3. ว 8.1 ม.4-6/3 ค้นคว้ารวบรวมข้อมูลที่ต้องพิจารณาปัจจัยหรือตัวแปรสาคัญปัจจัยที่มีผลต่อ
ปัจจัยอื่น ปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้และจานวนครั้งของการสารวจตรวจสอบเพื่อให้ได้ผลที่มีความเชื่อมั่นอย่าง
เพียงพอ
4. ว 8.1 ม.4-6/4 เลือกวัสดุเทคนิควิธีอุปกรณ์ที่ใช้ในการสังเกตการวัดการสารวจตรวจสอบอย่าง
ถูกต้องทั้งทางกว้างและลึกในเชิงปริมาณและคุณภาพ
5. ว 8.1 ม.4-6/5 รวบรวมข้อมูลและบันทึกผลการสารวจตรวจสอบอย่างเป็นระบบถูกต้อง
ครอบคลุมทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพโดยตรวจสอบความเป็นไปได้ความเหมาะสมหรือความผิดพลาดของ
ข้อมูล
6. ว 8.1 ม.4-6/6 จัดกระทาข้อมูลโดยคานึงถึงการรายงานผลเชิงตัวเลขที่มีระดับความถูกต้อง
และนาเสนอข้อมูลด้วยเทคนิควิธีที่เหมาะสม
58
7. ว 8.1 ม.4-6/7 วิเคราะห์ข้อมูลแปลความหมายข้อมูลและประเมินความสอดคล้องของข้อสรุป
หรือสาระสาคัญเพื่อตรวจสอบกับสมมติฐานที่ตั้งไว้
8. ว 8.1 ม.4-6/8 พิจารณาความน่าเชื่อถือของวิธีการและผลการสารวจตรวจสอบโดยใช้หลัก
ความคลาดเคลื่อนของการวัดและการสังเกตเสนอแนะการปรับปรุงวิธีการสารวจตรวจสอบ
9. ว 8.1 ม.4-6/9 นาผลของการสารวจตรวจสอบที่ได้ทั้งวิธีการและองค์ความรู้ที่ได้ไปสร้าง
คาถามใหม่นาไปใช้แก้ปัญหาในสถานการณ์ใหม่และในชีวิตจริง
10. ว 8.1 ม.4-6/10 ตระหนักถึงความสาคัญในการที่จะต้องมีส่วนร่วมรับผิดชอบการอธิบายการ
ลงความเห็นและการสรุปผลการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ที่นาเสนอต่อสาธารณชนด้วยความถูกต้อง
11. ว 8.1 ม.4-6/11 บันทึกและอธิบายผลการสารวจตรวจสอบอย่างมีเหตุผลใช้พยานหลักฐาน
อ้างอิงหรือค้นคว้าเพิ่มเติมเพื่อหาหลักฐานอ้างอิงที่เชื่อถือได้และยอมรับว่าความรู้เดิมอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้
เมื่อมีข้อมูลและประจักษ์พยานใหม่เพิ่มเติมหรือโต้แย้งจากเดิมซึ่งท้าทายให้มีการตรวจสอบอย่างระมัดระวังอัน
จะนามาสู่การยอมรับเป็นความรู้ใหม่
12. ว 8.1 ม.4-6/12 จัดแสดงผลงานเขียนรายงานและ/หรืออธิบายเกี่ยวกับแนวคิดกระบวนการ
และผลของโครงงานหรือชิ้นงานให้ผู้อื่นเข้าใจ
2. จุดประสงค์กำรเรียนรู้
1. ทดลองและสรุปผลการทดลองเกี่ยวกับธรรมชาติของคลื่นได้ (P)
2. อธิบายเกี่ยวกับธรรมชาติของคลื่นได้ (K)
3. แสดงความเป็นคนสนใจใฝ่รู้ อยากรู้อยากเห็น รับผิดชอบ มุ่งมั่น อดทนเพียรพยายาม มีเหตุผล มี
ระเบียบ รอบคอบ ซื่อสัตย์ ใจกว้าง (A)
3. สำระสำคัญ
คลื่น คือ ปรากฏการณ์ที่เกิดจากการถ่ายทอดพลังงานออกจากแหล่งกาเนิด แผ่กระจายพลังงานออกไป
4. สำระกำรเรียนรู้
1. ควำมรู้
1. ความถี่ คือ จานวนรอบของการเคลื่อนที่ในหนึ่งหน่วยวินาที มีหน่วยเป็นเฮิรตซ์
2. คาบ คือ เวลาที่ใช้ในการเคลื่อนที่หนึ่งรอบ มีหน่วยเป็นวินาที
3. ความยาวคลื่น คือ ระยะบนแนวสมดุลที่มีคลื่นหนึ่งลูก มีหน่วยเป็นเมตร
4. อัตราเร็วคลื่น คือ ระยะที่คลื่นสามารถเคลื่อนที่ได้ในเวลาหนึ่งวินาที มีหน่วยเป็นเมตร
ต่อวินาที สามารถคานวณได้จาก ความถี่คูณกับความยาวคลื่น
ปัจจัยที่มีผลต่อความเร็วของคลื่นชนิดต่าง ๆ มีดังนี้
1. คลื่นน้า อัตราเร็วขึ้นกับความลึก
2. คลื่นในเส้นเชือก อัตราเร็วขึ้นกับแรงตึงเชือก
59
3. คลื่นเสียง อัตราเร็วขึ้นกับอุณหภูมิและความหนาแน่นของตัวกลาง
4. คลื่นแสง อัตราเร็วขึ้นกับความหนาแน่นของตัวกลาง
2. ทักษะ/กระบวนกำร/กระบวนกำรคิด
- ทักษะการคิดวิเคราะห์
- ทักษะการสื่อความหมาย
- ทักษะการจัดระบบความคิดเป็นแผนภาพ
- ทักษะการปฏิบัติการทดลอง
3. ด้ำนเจตคติทำงวิทยำศำสตร์
- สนใจใฝ่รู้ อยากรู้อยากเห็น รับผิดชอบ มุ่งมั่น อดทนเพียรพยายาม มีเหตุผล มีระเบียบ รอบคอบ
ซื่อสัตย์ ใจกว้าง
5. คุณลักษณะอันพึงประสงค์
 รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์  ซื่อสัตย์สุจริต
 มีวินัย  ใฝ่เรียนรู้
 อยู่อย่างพอเพียง  มุ่งมั่นในการทางาน
 รักความเป็นไทย  มีจิตสาธารณะ
6. สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน
 ความสามารถในการสื่อสาร  ความสามารถในการคิด  ความสามารถในการแก้ปัญหา
 ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต  ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี
7. ชิ้นงำน/ภำระงำน
- ผังมโนทัศน์เรื่ององค์ประกอบของคลื่น
8. กำรจัดกิจกรรมกำรเรียนรู้ (กระบวนกำรสืบเสำะหำควำมรู้ (5Es))
ขั้นที่ 1 สร้ำงควำมสนใจ (Engagement)
1. ครูกระตุ้นความสนใจเพื่อนานักเรียนเข้าสู่บทเรียนเกี่ยวกับธรรมชาติของคลื่น โดยครูโยนก้อน
หินลงในน้าจากนั้นนักเรียนสังเกตการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น แล้วครูถามนักเรียนโดยใช้คาถามดังนี้
1.1 ผิวน้ามีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร (ผิวน้ากระเพื่อมเป็นคลื่นแผ่ออกไป)
1.2 คลื่นเป็นการถ่ายทอดพลังงานใช่หรือไม่ (ใช่)
2. ครูนาเข้าสู่กิจกรรมเรื่อง คลื่นที่เกิดจากการสั่นของสปริง โดยครูถามคาถามสาคัญดังนี้
- การถ่ายทอดพลังงานของคลื่นด้วยการสั่นมีผลอย่างไรต่อตัวกลางที่คลื่นผ่านไป (มีการ
ถ่ายทอดพลังงานต่อเนื่องกันไปเป็นระลอกโดยเคลื่อนออกจากแหล่งกาเนิดคลื่น)
60
ขั้นที่ 2 สำรวจและค้นหำ (Exploration)
1. นักเรียนแบ่งกลุ่ม กลุ่มละ 4 คน ศึกษาวิธีการทากิจกรรมที่ 1.1 เรื่อง คลื่นที่เกิดจากการสั่น
ของสปริงในใบงานที่ 1
2. นักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นก่อนทากิจกรรม โดยครูถามคาถามก่อนทากิจกรรมโดยใช้
คาถามดังนี้
2.1 ปัญหาของการทดลองนี้คืออะไร (เมื่อลวดสปริงสั่น ลวดสปริงมีการถ่ายทอดพลังงาน
อย่างไร)
2.2 ลวดสปริงมีการสั่นเป็นการถ่ายทอดพลังงานหรือไม่ (เป็น)
2.3 การสั่นลวดสปริง นักเรียนคิดว่าจะทาให้ลวดสปริงมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร (ลวด
สปริงมีการเคลื่อนที่ในลักษณะเดียวกับการเคลื่อนที่ของมือที่จับลวดสปริง เช่น ถ้าขยับมือขึ้นลงลวดสปริงจะ
เคลื่อนที่ขึ้นลงด้วย เป็นต้น)
2.4 การที่ลวดสปริงหรือวัสดุต่าง ๆ มีการเคลื่อนที่ได้ เกิดจากสาเหตุใด (แสดงว่าลวด
สปริงหรือวัตถุถูกแรงภายนอกมากระทา) จากนั้นนักเรียนตอบคาถามก่อนทากิจกรรมในใบงานที่ 1
3. นักเรียนลงมือทากิจกรรมตามขั้นตอนที่กาหนดในใบงานที่ 1 เรื่อง คลื่นที่เกิดจากการสั่นของ
สปริง และบันทึกผลการทากิจกรรม
ขั้นที่ 3 อธิบำยและลงข้อสรุป (Explanation)
1. ตัวแทนนักเรียนแต่ละกลุ่มออกมานาเสนอผลการทากิจกรรมเรื่อง คลื่นที่เกิดจากการสั่นของ
สปริง หน้าชั้นเรียน
(ตัวอย่างบันทึกผลการทากิจกรรม
จากการทากิจกรรม ได้ผลดังนี้
1. เมื่อสั่นสปริง สปริงจะมีการเคลื่อนที่ขึ้นลงตามการสั่น และแนวการเคลื่อนที่ขึ้นลงของสปริงจะขยับ
ไปเรื่อย ๆ ในทิศตรงข้ามจากตาแหน่งปลายที่เริ่มสั่น
2. เมื่อสั่นต่อเนื่อง สปริงจะเคลื่อนที่ต่อเนื่องด้วย
3. เมื่อสั่นเร็วขึ้น รูปร่างแนวโค้งของสปริงจะแคบลงอยู่ชิดกันมากขึ้น
4. เชือกฟางที่ผูกไว้จะสั่นขึ้นลงตามทิศการสั่นของสปริแต่ไม่ได้เคลื่อนที่ไปตามการเคลื่อนที่ของแนวโค้ง
ของลวดสปริง)
2. นักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับผลการทากิจกรรม โดยครูใช้คาถามหลังทา
กิจกรรม จากนั้นนักเรียนตอบคาถามดังนี้
2.1 เมื่อจับปลายข้างหนึ่งของลวดสปริงสั่นขึ้นลง ลวดสปริงมีรูปร่างเปลี่ยนไปหรือไม่
อย่างไร (เปลี่ยนแปลง คือ มีลักษณะโค้งขึ้นลงตามการสั่น)
61
2.2 เมื่อสั่นลวดสปริงขึ้นลง 1 รอบ กับสั่นต่อเนื่อง ลวดสปริงมีรูปร่างแตกต่างกันหรือไม่
อย่างไร (แตกต่างกัน เมื่อลวดสปริงสั่น 1 รอบ จะมีรูปโค้งของลวดสปริงเพียง 1 รอบ แต่ถ้าสั่นต่อเนื่อง รูปโค้ง
ของลวดสปริงจะเกิดต่อเนื่องตลอดความยาวของลวดสปริง)
2.3 เมื่อสั่นลวดสปริงให้เร็วขึ้นกว่าเดิม รูปร่างของลวดสปริงมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร
เมื่อเปรียบเทียบกับการสั่นลวดสปริงช้า ๆ (รูปร่างแนวโค้งของสปริงจะแคบลงอยู่ชิดกันมากขึ้น)
2.4 เมื่อลวดสปริงมีการสั่น เชือกฟางที่ผูกไว้มีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ อย่างไร (เชือกฟาง
ที่ผูกไว้มีการเคลื่อนที่ขึ้นลงตามการสั่นของลวดสปริง แต่ไม่ได้เคลื่อนที่ไปตามการเคลื่อนที่ของแนวโค้งของลวด
สปริง)
2.5 สรุปผลการทดลองนี้ได้อย่างไร (คลื่น คือ การถ่ายทอดพลังงานของแหล่งกาเนิดคลื่น
ไปยังบริเวณใกล้เคียงด้วยการสั่นของอนุภาคตัวกลาง โดยที่อนุภาคของตัวกลางไม่เคลื่อนที่ไปพร้อมกับคลื่น)
2.6 การถ่ายทอดพลังงานของคลื่นด้วยการสั่นมีผลต่อตัวกลางที่คลื่นผ่านไปอย่างไร
(ตัวกลางเคลื่อนที่ตามการสั่นของสปริง) จากนั้นนักเรียนตอบคาถามหลังทากิจกรรมในใบงานที่ 1
3. นักเรียนร่วมกันสรุปผลการทากิจกรรมเกี่ยวกับคลื่นที่เกิดจากการสั่นของสปริงให้ได้ประเด็น
ตามจุดประสงค์การเรียนรู้
4. ให้ความรู้เพิ่มเติมแก่นักเรียนเกี่ยวกับปัจจัยที่มีผลต่อความเร็วของคลื่น ดังนี้
ผังมโนทัศน์ ปัจจัยที่มีผลต่อความเร็วของคลื่น
ขั้นที่ 4 ขยำยควำมรู้ (Elaboration)
1. ครูและนักเรียนร่วมกันอภิปรายเรื่อง องค์ประกอบของคลื่น พร้อมทั้งยกตัวอย่างคลื่นที่อยู่
รอบ ๆ ตัว จนกระทั่งนักเรียนอธิบายได้ว่า
- คลื่น คือ ปรากฏการณ์ที่เกิดจากการถ่ายทอดพลังงานออกจากแหล่งกาเนิด แผ่กระจาย
พลังงานออกไป องค์ประกอบของคลื่นที่สาคัญมีดังนี้
คลื่นแสง
ปัจจัยที่มีผลต่อควำมเร็วของคลื่น
อัตราเร็วขึ้นกับแรงตึงเชือก
คลื่นในเส้นเชือก
อัตราเร็วขึ้นกับความหนาแน่น
ของตัวกลาง
อัตราเร็วขึ้นกับความลึก
คลื่นน้า
คลื่นเสียง
อัตราเร็วขึ้นกับอุณหภูมิและ
ความหนาแน่นของตัวกลาง
62
- ความถี่ คือ จานวนรอบของการเคลื่อนที่ในหนึ่งหน่วยวินาที มีหน่วยเป็นเฮิรตซ์
- คาบ คือ เวลาที่ใช้ในการเคลื่อนที่หนึ่งรอบ มีหน่วยเป็นวินาที
- ความยาวคลื่น คือ ระยะบนแนวสมดุลที่มีคลื่นหนึ่งลูก มีหน่วยเป็นเมตร
- อัตราเร็วคลื่น คือ ระยะที่คลื่นสามารถเคลื่อนที่ได้ในเวลาหนึ่งวินาที มีหน่วยเป็น
เมตรต่อวินาที สามารถคานวณได้จาก ความถี่คูณกับความยาวคลื่น ปัจจัยที่มีผลต่อความเร็วของคลื่น
2. นักเรียนสืบค้นข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับองค์ประกอบของคลื่นในหนังสือเรียน จากนั้นเขียนผัง
มโนทัศน์ เรื่อง องค์ประกอบของคลื่น
ขั้นที่ 5 ประเมิน (Evaluation)
1. ครูประเมินการเรียนรู้ของนักเรียน ดังนี้ สังเกตพฤติกรรมของนักเรียนขณะเข้าร่วมกิจกรรม
การตอบคาถามของนักเรียน การทากิจกรรม การตอบคาถามในใบงาน และประเมินการเขียนผังมโนทัศน์
2. นักเรียนแต่ละกลุ่มพิจารณาว่า จากหัวข้อที่เรียนมาและการปฏิบัติกิจกรรม มีจุดใดบ้างที่ยังไม่
เข้าใจหรือยังมีข้อสงสัย ถ้ามีครูช่วยอธิบายเพิ่มเติมให้นักเรียนเข้าใจ
3. นักเรียนร่วมกันประเมินการปฏิบัติกิจกรรมกลุ่มว่ามีปัญหาหรืออุปสรรคใด และได้มีการแก้ไข
อย่างไรบ้าง
4. นักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประโยชน์ที่ได้รับจากการปฏิบัติการทดลอง และ
การนาความรู้ที่ได้ไปใช้ประโยชน์
5. ทดสอบความเข้าใจของนักเรียนโดยการให้ตอบคาถาม เช่น
- คลื่นคืออะไร และมีองค์ประกอบที่สาคัญอะไรบ้าง
6. นักเรียนทบทวนความรู้เพิ่มเติมจากสื่อสังคมออนไลน์ เรื่อง คลื่นกล ตอนที่ 1 ทาง youtube
https://youtu.be/GEVXMtkItf8
9. สื่อ/แหล่งกำรเรียนรู้
1. ลวดสปริงขนาดใหญ่ (ชุดสาธิตคลื่น) 1 อัน
2. เชือกฟาง
3. ใบงานที่ 1 เรื่อง คลื่นที่เกิดจากการสั่นของสปริง
4. แหล่งเรียนรู้ภายในและภายนอกชั้นเรียน
5. หนังสือเรียน
6. สื่อสังคมออนไลน์ เรื่อง คลื่นกล ตอนที่ 1 ทาง youtube https://youtu.be/GEVXMtkItf8
63
10. กำรวัดและกำรประเมินผล
ชิ้นงำน/ภำระงำน/ใบงำน วิธีกำร เครื่องมือ เกณฑ์กำรผ่ำน
1. ด้ำนควำมรู้ (K)
- ใบงานที่ 1 เรื่อง คลื่นที่เกิดจากการสั่นของ
สปริง
- ผังมโนทัศน์ เรื่อง องค์ประกอบของคลื่น
- การตรวจใบงาน
- การตรวจผลงาน
- แบบประเมินใบงาน
- แบบประเมินผังมโนทัศน์
- ร้อยละ 60 ขึ้นไป
- ร้อยละ 60 ขึ้นไป
2.ด้ำนทักษะ/กระบวนกำร (P)
- ใบงานที่ 1 เรื่อง คลื่นที่เกิดจากการสั่นของ
สปริง
- การสังเกต
- การตรวจใบงาน
- แบบสังเกตการปฏิบัติการทดลอง
- แบบประเมินใบงาน
- ร้อยละ 60 ขึ้นไป
- ร้อยละ 60 ขึ้นไป
3.ด้ำนเจตคติทำงวิทยำศำสตร์ (A) - การสังเกต - แบบสังเกตเจตคติทางวิทยาศาสตร์ - ร้อยละ 60 ขึ้นไป
แบบสังเกตกำรปฏิบัติกำรทดลอง
เรื่อง คลื่นที่เกิดจำกกำรสั่นของสปริง
เลขที่ ชื่อ-สกุล กลุ่ม
คะแนนแต่ละรำยกำรประเมิน
คะแนนรวม(24)
การทดลองหรือ
ทากิจกรรมตาม
แผนที่กาหนด
การใช้อุปกรณ์
และ/หรือ
เครื่องมือ
การบันทึกผลการ
ทดลองหรือทา
กิจกรรม
การจัดกระทา
ข้อมูลและการ
นาเสนอ
การสรุปผลการ
ทดลองหรือการ
ทากิจกรรม
การดูแลและการ
เก็บอุปกรณ์และ/
หรือเครื่องมือ
เกณฑ์กำรประเมิน/ระดับคุณภำพ
คะแนนรวม 20-24 หมายถึง ดีมาก คะแนนรวม 15-19 หมายถึง ดี
คะแนนรวม 10–14 หมายถึง พอใช้ คะแนนรวม 6 – 9 หมายถึง ปรับปรุง
เกณฑ์กำรผ่ำน ตั้งแต่ 15 คะแนนขึ้นไป (ผ่ำนเกณฑ์ร้อยละ 60)
ลงชื่อ ผู้ประเมิน
(.........................................................)
........../................/..............
64
แบบประเมินใบงำน
เรื่อง คลื่นที่เกิดจำกกำรสั่นของสปริง
เลขที่ ชื่อ-สกุล กลุ่ม
คะแนนแต่ละรำยกำรประเมิน
คะแนนรวม(16)
คาถามก่อนทา
กิจกรรม
บันทึกผลการทา
กิจกรรม
คาถามหลังทา
กิจกรรม
สรุปผลการทดลอง
เกณฑ์กำรประเมิน/ระดับคุณภำพ
คะแนนรวม 14-16 หมายถึง ดีมาก คะแนนรวม 11-13 หมายถึง ดี
คะแนนรวม 8–10 หมายถึง พอใช้ คะแนนรวม 4–7 หมายถึง ปรับปรุง
เกณฑ์กำรผ่ำน ตั้งแต่ 10 คะแนนขึ้นไป (ผ่ำนเกณฑ์ร้อยละ 60)
ลงชื่อ ผู้ประเมิน
(.........................................................)
........../................/..............
65
แบบประเมินผังมโนทัศน์
เรื่อง องค์ประกอบของคลื่น
เลขที่ ชื่อ-สกุล กลุ่ม คะแนน หมำยเหตุ
เกณฑ์กำรประเมิน/ระดับคุณภำพ
คะแนนรวม 4 หมายถึง ดีมาก คะแนนรวม 3 หมายถึง ดี
คะแนนรวม 2 หมายถึง พอใช้ คะแนนรวม 1 หมายถึง ปรับปรุง
เกณฑ์กำรผ่ำน ตั้งแต่ 3 คะแนนขึ้นไป (ผ่ำนเกณฑ์ร้อยละ 60)
ลงชื่อ ผู้ประเมิน
(.........................................................)
........../................/..............
66
แบบสังเกตเจตคติทำงวิทยำศำสตร์ ครั้งที่ 1
เลขที่ ชื่อ-สกุล กลุ่ม
คะแนนแต่ละรำยกำรประเมิน
ความสนใจใฝ่รู้หรือความ
อยากรู้อยากเห็น
ความรับผิดชอบความ
มุ่งมั่นอดทนและเพียร
พยายาม
ความมีเหตุผล
ความมีระเบียบรอบคอบ
เห็นคุณค่าของความมี
ระเบียบและรอบคอบ
ความซื่อสัตย์เสนอความ
จริงถึงแม้จะเป็นผลที่
แตกต่างจากผู้อื่น
ความใจกว้างร่วมแสดง
ความคิดเห็นและรับฟัง
ความคิดเห็นของผู้อื่น
คะแนนรวม(24)
เกณฑ์กำรประเมิน/ระดับคุณภำพ
คะแนนรวม 20-24 หมายถึง มาก คะแนนรวม 15-19 หมายถึง ปานกลาง
คะแนนรวม 10–14 หมายถึง น้อย คะแนนรวม 6 – 9 หมายถึง ไม่แสดงออก
เกณฑ์กำรผ่ำน ตั้งแต่ 15 คะแนนขึ้นไป (ผ่ำนเกณฑ์ร้อยละ 60)
ลงชื่อ ผู้ประเมิน
(.........................................................)
........../................/..............
67
11. บันทึกหลังจัดกิจกรรมกำรเรียนรู้
68
ใบงำนที่ 1 เรื่อง คลื่นที่เกิดจำกกำรสั่นของสปริง
ชื่อ_____________________ชั้น_______เลขที่____ กลุ่มที่____
คำชี้แจง ให้นักเรียนแต่ละกลุ่มปฏิบัติ ดังนี้
1. อ่านวิธีทากิจกรรมการทดลองให้เข้าใจ 2. ตอบคาถามก่อนทากิจกรรม
3. ทากิจกรรมและบันทึกผล 4. ตอบคาถามหลังทากิจกรรม
กิจกรรมที่ 1.1 คลื่นที่เกิดจำกกำรสั่นของสปริง
วัสดุอุปกรณ์
1. ลวดสปริงขนาดใหญ่ (ชุดสาธิตคลื่น) 1 อัน
2. เชือกฟาง
วิธีทำ
1. นาลวดสปริงมายืดในลักษณะดังภาพ
2. ผูกเชือกฟางไว้ ณ ตาแหน่งหนึ่งของลวดสปริง
3. จับปลายข้างหนึ่งของลวดสปริงแล้วสั่นขึ้นลงในแนวดิ่งกับแนวของตัวลวดสปริง 1 รอบ สังเกตการ
เปลี่ยนแปลงของลวดสปริงและเชือกฟางที่ผูกไว้
4. ทาข้อ 3 ซ้าอีกครั้ง แต่ให้สั่นต่อเนื่องมากกว่า 1 รอบ สังเกตการเปลี่ยนแปลงของลวดสปริงและการ
สั่นของเชือกฟาง
5 ทาข้อ 3 ซ้าอีกครั้ง แต่ให้สั่นเร็วขึ้นกว่าเดิม สังเกตการเปลี่ยนแปลงของลวดสปริง และการสั่นของ
เชือกฟาง
คำถำมก่อนทำกิจกรรม
ปัญหำ
1. ปัญหาของการทดลองนี้คืออะไร
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
สมมติฐำน
2. ลวดสปริงมีการสั่นเป็นการถ่ายทอดพลังงานหรือไม่
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
ได้คะแนน
.....................................
คะแนนเต็ม 16 คะแนน
เมื่อลวดสปริงสั่น ลวดสปริงมีการถ่ายทอดพลังงานอย่างไร
เป็น
69
3. การสั่นลวดสปริง นักเรียนคิดว่าจะทาให้ลวดสปริงมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
4. การที่ลวดสปริงหรือวัสดุต่าง ๆ มีการเคลื่อนที่ได้ เกิดจากสาเหตุใด
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
บันทึกผลกำรทำกิจกรรม
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
คำถำมหลังทำกิจกรรม
แปลควำมหมำยและสรุปผล
1. เมื่อจับปลายข้างหนึ่งของลวดสปริงสั่นขึ้นลง ลวดสปริงมีรูปร่างเปลี่ยนไปหรือไม่ อย่างไร
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
2. เมื่อสั่นลวดสปริงขึ้นลง 1 รอบ กับสั่นต่อเนื่อง ลวดสปริงมีรูปร่างแตกต่างกันหรือไม่ อย่างไร
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
3. เมื่อสั่นลวดสปริงให้เร็วขึ้นกว่าเดิม รูปร่างของลวดสปริงมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร เมื่อเปรียบเทียบ
กับการสั่นลวดสปริงช้า ๆ
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
4. เมื่อลวดสปริงมีการสั่น เชือกฟางที่ผูกไว้มีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ อย่างไร
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
5. สรุปผลการทดลองนี้ได้อย่างไร
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
ลวดสปริงมีการเคลื่อนที่ในลักษณะเดียวกับการเคลื่อนที่ของมือที่จับลวดสปริง เช่น ถ้าขยับมือขึ้น
ลงลวดสปริงจะเคลื่อนที่ขึ้นลงด้วย เป็นต้น
ลวดสปริงหรือวัตถุถูกแรงภายนอกมากระทา
จากการทากิจกรรม ได้ผลดังนี้
1. เมื่อสั่นสปริง สปริงจะมีการเคลื่อนที่ขึ้นลงตามการสั่น และแนวการเคลื่อนที่ขึ้นลงของสปริงจะ
ขยับไปเรื่อย ๆ ในทิศตรงข้ามจากตาแหน่งปลายที่เริ่มสั่น
2. เมื่อสั่นต่อเนื่อง สปริงจะเคลื่อนที่ต่อเนื่องด้วย
3. เมื่อสั่นเร็วขึ้น รูปร่างแนวโค้งของสปริงจะแคบลงอยู่ชิดกันมากขึ้น
4. เชือกฟางที่ผูกไว้จะสั่นขึ้นลงตามทิศการสั่นของสปริง
เปลี่ยนแปลง คือ มีลักษณะโค้งขึ้นลงตามการสั่น
แตกต่างกัน เมื่อลวดสปริงสั่น 1 รอบ จะมีรูปโค้งของลวดสปริงเพียง 1 รอบ แต่ถ้าสั่นต่อเนื่อง รูป
โค้งของลวดสปริงจะเกิดต่อเนื่องตลอดความยาวของลวดสปริง
รูปร่างแนวโค้งของสปริงจะแคบลงอยู่ชิดกันมากขึ้น
เชือกฟางที่ผูกไว้มีการเคลื่อนที่ขึ้นลงตามการสั่นของลวดสปริง แต่ไม่ได้เคลื่อนที่ไปตามการเคลื่อนที่
ของแนวโค้งของลวดสปริง
คลื่น คือ การถ่ายทอดพลังงานของแหล่งกาเนิดคลื่นไปยังบริเวณใกล้เคียงด้วยการสั่นของอนุภาค
ตัวกลาง โดยที่อนุภาคของตัวกลางไม่เคลื่อนที่ไปพร้อมกับคลื่น
70
แผนกำรจัดกำรเรียนรู้ที่ 2 ชนิดของคลื่น
หน่วยกำรเรียนรู้ที่ 1 คลื่น วิชำวิทยำศำสตร์ 5 ว33101 ชั้นมัธยมศึกษำปีที่ 6 เวลำ 2 ชั่วโมง
**********************************************************************
1. มำตรฐำนกำรเรียนรู้/ตัวชี้วัด
มำตรฐำนกำรเรียนรู้
มำตรฐำน ว 5.1 เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างพลังงานกับการดารงชีวิตการเปลี่ยนรูปพลังงาน
ปฏิสัมพันธ์ระหว่างสารและพลังงานผลของการใช้พลังงานต่อชีวิตและสิ่งแวดล้อม มีกระบวนการสืบเสาะหา
ความรู้สื่อสารสิ่งที่เรียนรู้และนาความรู้ไปใช้ประโยชน์
ตัวชี้วัด
ว 5.1 ม.4-6/1 ทดลองและอธิบายสมบัติของคลื่นกลและอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างอัตราเร็ว
ความถี่และความยาวคลื่น
มำตรฐำนกำรเรียนรู้
มำตรฐำน ว 8.1 ใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์และจิตวิทยาศาสตร์ในการสืบเสาะหาความรู้
การแก้ปัญหา รู้ว่าปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่มีรูปแบบที่แน่นอนสามารถอธิบายและ
ตรวจสอบได้ภายใต้ข้อมูลและเครื่องมือที่มีอยู่ในช่วงเวลานั้น ๆ เข้าใจว่าวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีสังคมและ
สิ่งแวดล้อมมีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน
ตัวชี้วัด
1. ว 8.1 ม.4-6/1 ตั้งคาถามที่อยู่บนพื้นฐานของความรู้และความเข้าใจทางวิทยาศาสตร์หรือ
ความสนใจหรือจากประเด็นที่เกิดขึ้นในขณะนั้นที่สามารถทาการสารวจตรวจสอบหรือศึกษาค้นคว้าได้อย่าง
ครอบคลุมและเชื่อถือได้
2. ว 8.1 ม.4-6/2 สร้างสมมติฐานที่มีทฤษฎีรองรับหรือคาดการณ์สิ่งที่จะพบหรือสร้าง
แบบจาลองหรือสร้างรูปแบบเพื่อนาไปสู่การสารวจตรวจสอบ
3. ว 8.1 ม.4-6/3 ค้นคว้ารวบรวมข้อมูลที่ต้องพิจารณาปัจจัยหรือตัวแปรสาคัญ ปัจจัยที่มีผลต่อ
ปัจจัยอื่นปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้และจานวนครั้งของการสารวจตรวจสอบเพื่อให้ได้ผลที่มีความเชื่อมั่นอย่าง
เพียงพอ
5. ว 8.1 ม.4-6/5 รวบรวมข้อมูลและบันทึกผลการสารวจตรวจสอบอย่างเป็นระบบถูกต้อง
ครอบคลุมทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพโดยตรวจสอบความเป็นไปได้ความเหมาะสมหรือความผิดพลาดของ
ข้อมูล
6. ว 8.1 ม.4-6/6 จัดกระทาข้อมูลโดยคานึงถึงการรายงานผลเชิงตัวเลขที่มีระดับความถูกต้อง
และนาเสนอข้อมูลด้วยเทคนิควิธีที่เหมาะสม
71
7. ว 8.1 ม.4-6/7 วิเคราะห์ข้อมูลแปลความหมายข้อมูลและประเมินความสอดคล้องของข้อสรุป
หรือสาระสาคัญเพื่อตรวจสอบกับสมมติฐานที่ตั้งไว้
8. ว 8.1 ม.4-6/8 พิจารณาความน่าเชื่อถือของวิธีการและผลการสารวจตรวจสอบโดยใช้หลัก
ความคลาดเคลื่อนของการวัดและการสังเกตเสนอแนะการปรับปรุงวิธีการสารวจตรวจสอบ
9. ว 8.1 ม.4-6/9 นาผลของการสารวจตรวจสอบที่ได้ทั้งวิธีการและองค์ความรู้ที่ได้ไปสร้าง
คาถามใหม่นาไปใช้แก้ปัญหาในสถานการณ์ใหม่และในชีวิตจริง
10. ว 8.1 ม.4-6/10 ตระหนักถึงความสาคัญในการที่จะต้องมีส่วนร่วมรับผิดชอบการอธิบายการ
ลงความเห็นและการสรุปผลการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ที่นาเสนอต่อสาธารณชนด้วยความถูกต้อง
11. ว 8.1 ม.4-6/11 บันทึกและอธิบายผลการสารวจตรวจสอบอย่างมีเหตุผลใช้พยานหลักฐาน
อ้างอิงหรือค้นคว้าเพิ่มเติมเพื่อหาหลักฐานอ้างอิงที่เชื่อถือได้และยอมรับว่าความรู้เดิมอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้
เมื่อมีข้อมูลและประจักษ์พยานใหม่เพิ่มเติมหรือโต้แย้งจากเดิมซึ่งท้าทายให้มีการตรวจสอบอย่างระมัดระวังอัน
จะนามาสู่การยอมรับเป็นความรู้ใหม่
12. ว 8.1 ม.4-6/12 จัดแสดงผลงานเขียนรายงานและ/หรืออธิบายเกี่ยวกับแนวคิดกระบวนการ
และผลของโครงงานหรือชิ้นงานให้ผู้อื่นเข้าใจ
2. จุดประสงค์กำรเรียนรู้
1. อธิบายชนิดของคลื่นและจาแนกประเภทชนิดของคลื่นได้ (K)
2. แสดงความเป็นคนสนใจใฝ่รู้ อยากรู้อยากเห็น รับผิดชอบ มุ่งมั่น อดทนเพียรพยายาม มีเหตุผล มีระเบียบ
รอบคอบ ซื่อสัตย์ ใจกว้าง (A)
3. สำระสำคัญ
คลื่นมีหลายประเภทและสามารถจาแนกประเภทของคลื่นได้โดยใช้เกณฑ์ต่าง ๆ ได้แก่
- ถ้าใช้ตัวกลางในการถ่ายทอดพลังงานเป็นเกณฑ์จะจาแนกได้เป็นคลื่นกลและคลื่น
แม่เหล็กไฟฟ้า
- ถ้าใช้ลักษณะการสั่นของตัวกลางจะจาแนกได้เป็นคลื่นตามยาวและคลื่นตามขวาง
- ถ้าใช้ความต่อเนื่องของการให้กาเนิดคลื่นจะจาแนกได้เป็นคลื่นดลและคลื่นต่อเนื่อง
4. สำระกำรเรียนรู้
1. ควำมรู้
1.1 ชนิดของคลื่นจาแนกตามการใช้ตัวกลางในการถ่ายทอดพลังงานได้ดังนี้
1) คลื่นกลคือคลื่นที่อาศัยตัวกลางในการเคลื่อนที่
2) คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าคือคลื่นที่ไม่จาเป็นต้องอาศัยตัวกลางในการเคลื่อนที่
1.2 ชนิดของคลื่นจาแนกตามลักษณะการสั่นของตัวกลางได้ดังนี้
72
1) คลื่นตามยาวคือคลื่นที่เกิดจากอนุภาคของตัวกลางเคลื่อนที่ไปมาแนวเดียวกับการ
เคลื่อนที่ของคลื่น
2) คลื่นตามขวางคือคลื่นที่เกิดจากอนุภาคของตัวกลางเคลื่อนที่ในแนวตั้งฉากกับการ
เคลื่อนที่ของคลื่น
1.3 ชนิดของคลื่นจาแนกตามความต่อเนื่องของการให้กาเนิดคลื่นได้ดังนี้
1) คลื่นดลคือคลื่นที่เกิดจากแหล่งกาเนิดที่สั่นเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ
2) คลื่นต่อเนื่องคือคลื่นที่เกิดจากแหล่งกาเนิดที่สั่นอย่างต่อเนื่อง
2. ทักษะ/กระบวนกำร/กระบวนกำรคิด
- ทักษะการสื่อความหมาย
- ทักษะการจาแนกประเภท
- ทักษะการสืบค้น
- ทักษะการจัดระบบความคิดเป็นแผนภาพ
3. ด้ำนเจตคติทำงวิทยำศำสตร์
- สนใจใฝ่รู้ อยากรู้อยากเห็น รับผิดชอบ มุ่งมั่น อดทนเพียรพยายาม มีเหตุผล มีระเบียบ รอบคอบ
ซื่อสัตย์ ใจกว้าง
5. คุณลักษณะอันพึงประสงค์
 รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์  ซื่อสัตย์สุจริต
 มีวินัย  ใฝ่เรียนรู้
 อยู่อย่างพอเพียง  มุ่งมั่นในการทางาน
 รักความเป็นไทย  มีจิตสาธารณะ
6. สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน
 ความสามารถในการสื่อสาร  ความสามารถในการคิด  ความสามารถในการแก้ปัญหา
 ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต  ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี
7. ชิ้นงำน/ภำระงำน
- รายงานการสืบค้นเรื่อง ชนิดของคลื่น
- ผังมโนทัศน์เรื่อง ชนิดของคลื่น
8. กำรจัดกิจกรรมกำรเรียนรู้ (กระบวนกำรสืบเสำะหำควำมรู้ (5Es))
ขั้นที่ 1 สร้ำงควำมสนใจ (Engagement)
1. ครูนาเข้าสู่บทเรียนเกี่ยวกับชนิดของคลื่นโดยให้นักเรียนยกตัวอย่างคลื่นที่นักเรียนรู้จักมาให้
มากที่สุด
73
2. นักเรียนลองจัดกลุ่มของคลื่นโดยไม่บอกหลักเกณฑ์จากนั้นครูถามถึงเกณฑ์ในการแบ่งที่
นักเรียนใช้พิจารณาในการจัดกลุ่มของคลื่น
ขั้นที่ 2 สำรวจและค้นหำ (Exploration)
1. นักเรียนแบ่งกลุ่มกลุ่มละ 4 คนสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับชนิดของคลื่นจากแหล่งเรียนรู้ต่าง ๆ
2. นักเรียนแต่ละกลุ่มร่วมกันออกแบบวิธีนาเสนอผลการสืบค้นให้อยู่ในรูปแบบที่น่าสนใจ
ขั้นที่ 3 อธิบำยและลงข้อสรุป (Explanation)
1. ตัวแทนนักเรียนแต่ละกลุ่มออกมานาเสนอผลการสืบค้นหน้าชั้นเรียน
2. ครูและนักเรียนร่วมกันอภิปรายหลักเกณฑ์ในการจาแนกแบบแรกคือการใช้ตัวกลางในการ
ถ่ายทอดพลังงานโดยใช้คาถามดังนี้
2.1 นักเรียนคิดว่าเกณฑ์ที่ใช้ตัวกลางในการพิจารณาจาแนกชนิดของคลื่นมีลักษณะ
อย่างไร (จาแนกว่าคลื่นชนิดใดที่ใช้ตัวกลางและไม่ใช้ตัวกลางในการถ่ายทอดพลังงานจากแหล่งกาเนิด)
2.2 คลื่นที่ไม่ต้องใช้ตัวกลางในการเคลื่อนที่ได้แก่ (คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เช่น คลื่นแสง
คลื่นวิทยุ เป็นต้น)
2.3 คลื่นที่ต้องใช้ตัวกลางในการเคลื่อนที่ได้แก่ (คลื่นกล เช่น คลื่นเสียง คลื่นผิวน้า คลื่น
ในเส้นเชือก เป็นต้น)
3.ครูและนักเรียนร่วมกันอภิปรายการจาแนกชนิดของคลื่นด้วยการใช้การสั่นของอนุภาคตัวกลาง
เมื่อเทียบกับทิศทางการแผ่หรือการเคลื่อนที่ของคลื่นโดยใช้คาถามดังนี้
3.1 นักเรียนคิดว่าการสั่นของอนุภาคตัวกลางเมื่อเทียบกับทิศทางการแผ่หรือการเคลื่อนที่
ของคลื่นมีได้กี่ลักษณะอะไรบ้าง (มี 2 ลักษณะคือลักษณะการสั่นของอนุภาคตัวกลางอยู่ในแนวเดียวกับการ
เคลื่อนที่ของคลื่นเรียกว่าคลื่นตามยาว และลักษณะของการสั่นของอนุภาคตัวกลางอยู่ในแนวตั้งฉากกับการ
การเคลื่อนที่ของคลื่น เรียกว่าคลื่นตามขวาง)
3.2 คลื่นที่มีลักษณะการสั่นของคลื่นอยู่ในแนวเดียวกับการแผ่มีคลื่นอะไรบ้าง
(ตัวอย่างเช่น คลื่นเสียง เป็นต้น)
3.3 คลื่นที่มีลักษณะการสั่นของคลื่นอยู่ในแนวตั้งฉากกับการแผ่มีคลื่นอะไรบ้าง
(ตัวอย่างเช่น คลื่นน้า คลื่นในเส้นเชือก คลื่นแสง เป็นต้น)
4. ครูนานักเรียนอภิปรายการจาแนกชนิดของคลื่นตามความต่อเนื่องของการให้กาเนิดคลื่นโดย
ใช้คาถามดังนี้
4.1 นักเรียนคิดว่าการจาแนกคลื่นตามความต่อเนื่องของการให้กาเนิดคลื่นจะแบ่งคลื่น
ออกได้เป็นกี่ประเภทอะไรบ้าง (แบ่งเป็น 2 ประเภทคือให้คลื่นสั้น ๆ เพียง 1-2 ลูกแล้วหยุดส่งคลื่นออกมา
เรียกว่าคลื่นดลและให้คลื่นต่อเนื่องกันออกมาตลอดเรียกว่าคลื่นต่อเนื่อง)
5. นักเรียนร่วมกันสรุปความรู้เกี่ยวกับชนิดของคลื่นให้ได้ประเด็นตามจุดประสงค์การเรียนรู้
74
ขั้นที่ 4 ขยำยควำมรู้ (Elaboration)
1. ครูและนักเรียนร่วมกันอภิปรายเกี่ยวกับชนิดของคลื่น ยกตัวอย่างคลื่นรอบ ๆ ตัว
และสามารถจาแนกประเภทของคลื่น จนกระทั่งนักเรียนอธิบายได้ว่า
- คลื่นมีหลายประเภทและสามารถจาแนกประเภทของคลื่นได้โดยใช้เกณฑ์ต่าง ๆ ได้แก่
- จาแนกตามการใช้ตัวกลางในการถ่ายทอดพลังงานได้ดังนี้
1) คลื่นกลคือคลื่นที่อาศัยตัวกลางในการเคลื่อนที่ เช่น คลื่นผิวน้า คลื่นเสียง คลื่น
ในเส้นเชือก คลื่นในสปริง คลื่นแผ่นดินไหว
2) คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าคือคลื่นที่ไม่จาเป็นต้องอาศัยตัวกลางในการเคลื่อนที่ ได้แก่
คลื่นวิทยุ คลื่นไมโครเวฟ อินฟราเรด แสง อัลตราไวโอเลต รังสีเอกซ์ รังสีแกมมา
- จาแนกตามลักษณะการสั่นของตัวกลางได้ดังนี้
1) คลื่นตามยาวคือคลื่นที่เกิดจากอนุภาคของตัวกลางเคลื่อนที่ไปมาแนวเดียวกับ
การเคลื่อนที่ของคลื่น เช่น คลื่นเสียง
2) คลื่นตามขวางคือคลื่นที่เกิดจากอนุภาคของตัวกลางเคลื่อนที่ในแนวตั้งฉากกับ
การเคลื่อนที่ของคลื่น เช่น คลื่นผิวน้า คลื่นในเส้นเชือก
- จาแนกตามความต่อเนื่องของการให้กาเนิดคลื่นได้ดังนี้
1) คลื่นดลคือคลื่นที่เกิดจากแหล่งกาเนิดที่สั่นเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ
2) คลื่นต่อเนื่องคือคลื่นที่เกิดจากแหล่งกาเนิดที่สั่นอย่างต่อเนื่อง
2. นักเรียนสืบค้นข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับชนิดของคลื่น ทั้งจากหนังสือเรียน แหล่งเรียนรู้อื่น ๆ
จากนั้นเขียนผังมโนทัศน์เกี่ยวกับชนิดของคลื่น
ขั้นที่ 5 ประเมิน (Evaluation)
1. ครูประเมินการเรียนรู้ของนักเรียนดังนี้สังเกตพฤติกรรมของนักเรียนขณะเข้าร่วมกิจกรรม
การตอบคาถามของนักเรียน การสืบค้นและประเมินการเขียนผังมโนทัศน์
2. นักเรียนแต่ละกลุ่มพิจารณาว่า จากหัวข้อที่เรียนมาและการปฏิบัติกิจกรรม มีจุดใดบ้างที่ยังไม่
เข้าใจหรือยังมีข้อสงสัย ถ้ามีครูช่วยอธิบายเพิ่มเติมให้นักเรียนเข้าใจ
3. นักเรียนร่วมกันประเมินการปฏิบัติกิจกรรมกลุ่มว่ามีปัญหาหรืออุปสรรคใด และได้มีการแก้ไข
อย่างไรบ้าง
4. นักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประโยชน์ที่ได้รับจากการสืบค้น การเขียนผังมโน
ทัศน์ และการนาความรู้ที่ได้ไปใช้ประโยชน์
5. ทดสอบความเข้าใจของนักเรียนโดยการให้ตอบคาถาม เช่น
- ถ้าจาแนกคลื่นตามลักษณะของตัวกลาง จะแบ่งคลื่นได้เป็นกี่ประเภทอะไรบ้าง
- ถ้าจาแนกคลื่นตามลักษณะการสั่นของแหล่งกาเนิด จะแบ่งคลื่นได้เป็นกี่ประเภท
อะไรบ้าง
75
- คลื่นตามขวางและคลื่นตามยาวแตกต่างกันในลักษณะใด
6. นักเรียนทบทวนความรู้เพิ่มเติมจากสื่อสังคมออนไลน์ เรื่อง คลื่นกล ตอนที่ 1 ทาง youtube
https://youtu.be/GEVXMtkItf8 พร้อมทาแบบฝึกหัด เรื่องคลื่นกล ตอนที่ 1
9. สื่อ/แหล่งกำรเรียนรู้
1. แหล่งเรียนรู้ภายในและภายนอกชั้นเรียน
2. หนังสือเรียน
3. สื่อสังคมออนไลน์ เรื่องคลื่นกล ตอนที่ 1 ทาง youtubehttps://youtu.be/GEVXMtkItf8
10. กำรวัดและกำรประเมินผล
ชิ้นงำน/ภำระงำน/ใบงำน วิธีกำร เครื่องมือ เกณฑ์กำรผ่ำน
1. ด้ำนควำมรู้ (K)
- รายงานการสืบค้น เรื่อง ชนิดของคลื่น
- ผังมโนทัศน์ เรื่อง ชนิดของคลื่น
- แบบฝึกหัด เรื่อง คลื่นกล ตอนที่ 1
- การตรวจผลงาน
- การตรวจผลงาน
- การตรวจแบบฝึกหัด
- แบบประเมินการสืบค้น
- แบบประเมินผังมโนทัศน์
- แบบฝึกหัดเรื่องคลื่นกล ตอนที่ 1
- ร้อยละ 60 ขึ้นไป
- ร้อยละ 60 ขึ้นไป
- ร้อยละ 60 ขึ้นไป
2.ด้ำนทักษะ/กระบวนกำร (P)
3.ด้ำนเจตคติทำงวิทยำศำสตร์ (A) - การสังเกต - แบบสังเกตเจตคติทางวิทยาศาสตร์ - ร้อยละ 60 ขึ้นไป
76
แบบประเมินกำรสืบค้น
เรื่อง ชนิดของคลื่น
เลขที่ ชื่อ-สกุล กลุ่ม
คะแนนแต่ละรำยกำรประเมิน
คะแนนรวม(20)
การวางแผนค้นคว้า
ข้อมูลจากแหล่ง
เรียนรู้
การเก็บรวบรวม
ข้อมูล
การจัดกระทาข้อมูล
และการนาเสนอ
การสรุปผล
การเขียนรายงาน
เกณฑ์กำรประเมิน/ระดับคุณภำพ
คะแนนรวม 17-20 หมายถึง ดีมาก คะแนนรวม 13-16 หมายถึง ดี
คะแนนรวม 9-12 หมายถึง พอใช้ คะแนนรวม 5- 8 หมายถึง ปรับปรุง
เกณฑ์กำรผ่ำน ตั้งแต่ 12 คะแนนขึ้นไป (ผ่ำนเกณฑ์ร้อยละ 60)
ลงชื่อ ผู้ประเมิน
(.........................................................)
........../................/..............
77
แบบประเมินผังมโนทัศน์
เรื่อง ชนิดของคลื่น
เลขที่ ชื่อ-สกุล กลุ่ม คะแนน หมำยเหตุ
เกณฑ์กำรประเมิน/ระดับคุณภำพ
คะแนนรวม 4 หมายถึง ดีมาก คะแนนรวม 3 หมายถึง ดี
คะแนนรวม 2 หมายถึง พอใช้ คะแนนรวม 1 หมายถึง ปรับปรุง
เกณฑ์กำรผ่ำน ตั้งแต่ 3 คะแนนขึ้นไป (ผ่ำนเกณฑ์ร้อยละ 60)
ลงชื่อ ผู้ประเมิน
(.........................................................)
........../................/..............
78
แบบสังเกตเจตคติทำงวิทยำศำสตร์ ครั้งที่ 2
เลขที่ ชื่อ-สกุล กลุ่ม
คะแนนแต่ละรำยกำรประเมิน
ความสนใจใฝ่รู้หรือความ
อยากรู้อยากเห็น
ความรับผิดชอบความ
มุ่งมั่นอดทนและเพียร
พยายาม
ความมีเหตุผล
ความมีระเบียบรอบคอบ
เห็นคุณค่าของความมี
ระเบียบและรอบคอบ
ความซื่อสัตย์เสนอความ
จริงถึงแม้จะเป็นผลที่
แตกต่างจากผู้อื่น
ความใจกว้างร่วมแสดง
ความคิดเห็นและรับฟัง
ความคิดเห็นของผู้อื่น
คะแนนรวม(24)
เกณฑ์กำรประเมิน/ระดับคุณภำพ
คะแนนรวม 20-24 หมายถึง มาก คะแนนรวม 15-19 หมายถึง ปานกลาง
คะแนนรวม 10–14 หมายถึง น้อย คะแนนรวม 6 – 9 หมายถึง ไม่แสดงออก
เกณฑ์กำรผ่ำน ตั้งแต่ 15 คะแนนขึ้นไป (ผ่ำนเกณฑ์ร้อยละ 60)
ลงชื่อ ผู้ประเมิน
(.........................................................)
........../................/..............
79
11. บันทึกหลังจัดกิจกรรมกำรเรียนรู้
80
แผนกำรจัดกำรเรียนรู้ที่ 3 กำรสะท้อนของคลื่น
หน่วยกำรเรียนรู้ที่ 1 คลื่น วิชำวิทยำศำสตร์ 5 ว33101 ชั้นมัธยมศึกษำปีที่ 6 เวลำ 2 ชั่วโมง
**********************************************************************
1. มำตรฐำนกำรเรียนรู้/ตัวชี้วัด
มำตรฐำนกำรเรียนรู้
มำตรฐำน ว 5.1 เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างพลังงานกับการดารงชีวิต การเปลี่ยนรูปพลังงาน
ปฏิสัมพันธ์ระหว่างสารและพลังงาน ผลของการใช้พลังงานต่อชีวิตและสิ่งแวดล้อม มีกระบวนการสืบเสาะหา
ความรู้ สื่อสารสิ่งที่เรียนรู้และนาความรู้ไปใช้ประโยชน์
ตัวชี้วัด
ว 5.1 ม.4-6/1 ทดลองและอธิบายสมบัติของคลื่นกล และอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างอัตราเร็ว
ความถี่ และความยาวคลื่น
มำตรฐำนกำรเรียนรู้
มำตรฐำน ว 8.1 ใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์และจิตวิทยาศาสตร์ในการสืบเสาะหาความรู้
การแก้ปัญหา รู้ว่าปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่มีรูปแบบที่แน่นอน สามารถอธิบายและ
ตรวจสอบได้ภายใต้ข้อมูลและเครื่องมือที่อยู่ในช่วงเวลานั้น ๆ เข้าใจว่า วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สังคม และ
สิ่งแวดล้อมมีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน
ตัวชี้วัด
1. ว 8.1 ม.4-6/1 ตั้งคาถามที่อยู่บนพื้นฐานของความรู้และความเข้าใจทางวิทยาศาสตร์ หรือ
ความสนใจ หรือจากประเด็นที่เกิดขึ้นในขณะนั้น ที่สามารถทาการสารวจตรวจสอบหรือศึกษาค้นคว้าได้อย่าง
ครอบคลุมและเชื่อถือได้
2. ว 8.1 ม.4-6/2 สร้างสมมติฐานที่มีทฤษฎีรองรับ หรือคาดการณ์สิ่งที่จะพบ หรือสร้าง
แบบจาลอง หรือสร้างรูปแบบ เพื่อนาไปสู่การสารวจตรวจสอบ
3. ว 8.1 ม.4-6/3 ค้นคว้ารวบรวมข้อมูลที่ต้องพิจารณาปัจจัยหรือตัวแปรสาคัญ ปัจจัยที่มีผลต่อ
ปัจจัยอื่น ปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ และจานวนครั้งของการสารวจตรวจสอบ เพื่อให้ได้ผลที่มีความเชื่อมั่นอย่าง
เพียงพอ
4. ว 8.1 ม.4-6/4 เลือกวัสดุ เทคนิควิธี อุปกรณ์ที่ใช้ในการสังเกต การวัด การสารวจ ตรวจสอบ
อย่างถูกต้องทั้งทางกว้างและลึกในเชิงปริมาณและคุณภาพ
5. ว 8.1 ม.4-6/5 รวบรวมข้อมูลและบันทึกผลการสารวจตรวจสอบอย่างเป็นระบบถูกต้อง
ครอบคลุมทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ โดยตรวจสอบความเป็นไปได้ ความเหมาะสมหรือความผิดพลาดของ
ข้อมูล
6. ว 8.1 ม.4-6/6 จัดกระทาข้อมูล โดยคานึงถึงการรายงานผลเชิงตัวเลขที่มีระดับความถูกต้อง
และนาเสนอข้อมูลเทคนิควิธีที่เหมาะสม
81
7. ว 8.1 ม.4-6/7 วิเคราะห์ข้อมูล แปลความหมายข้อมูล และประเมินความสอดคล้องของ
ข้อสรุป หรือสาระสาคัญ เพื่อตรวจสอบกับสมมติฐานที่ตั้งไว้
8. ว 8.1 ม.4-6/8 พิจารณาความน่าเชื่อถือของวิธีการและผลการสารวจตรวจสอบ โดยใช้หลัก
ความคลาดเคลื่อนของการวัดและการสังเกต เสนอแนะการปรับปรุงวิธีการสารวจตรวจสอบ
9. ว 8.1 ม.4-6/9 นาผลของการสารวจตรวจสอบที่ได้ ทั้งวิธีการและองค์ความรู้ที่ได้ไปสร้าง
คาถามใหม่ นาไปใช้แก้ปัญหาในสถานการณ์ใหม่และในชีวิตจริง
10. ว 8.1 ม.4-6/10 ตระหนักถึงความสาคัญในการที่จะต้องมีส่วนร่วมรับผิดชอบการอธิบาย
การลงความเห็น และการสรุปผลการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ที่นาเสนอต่อสาธารณชนด้วยความถูกต้อง
11. ว 8.1 ม.4-6/11 บันทึกและอธิบายผลการสารวจตรวจสอบอย่างมีเหตุผลใช้พยานหลักฐาน
อ้างอิงหรือค้นคว้าเพิ่มเติม เพื่อหาหลักฐานอ้างอิงที่เชื่อถือได้ และยอมรับว่าความรู้เดิมอาจมีการเปลี่ยนแปลง
ได้ เมื่อมีข้อมูลและประจักษ์พยานใหม่เพิ่มเติมหรือโต้แย้งจากเดิม ซึ่งท้าทายให้มีการตรวจสอบอย่าง
ระมัดระวัง อันจะนามาสู่การยอมรับเป็นความรู้ใหม่
12. ว 8.1 ม.4-6/12 จัดแสดงผลงาน เขียนรายงาน และ/หรืออธิบายเกี่ยวกับแนวคิด
กระบวนการ และผลของโครงงานหรือชิ้นงานให้ผู้อื่นเข้าใจ
2. จุดประสงค์กำรเรียนรู้
1. ทดลองและสรุปผลการทดลองเกี่ยวกับการสะท้อนของคลื่นได้ (P)
2. อธิบายเกี่ยวกับลักษณะการสะท้อนและกฎการสะท้อนของคลื่นได้ (K)
3. แสดงความเป็นคนสนใจใฝ่รู้ อยากรู้อยากเห็น รับผิดชอบ มุ่งมั่น อดทนเพียรพยายาม มีเหตุผล มีระเบียบ
รอบคอบ ซื่อสัตย์ ใจกว้าง (A)
3. สำระสำคัญ
การสะท้อนของคลื่น คือ การเปลี่ยนแปลงทิศของคลื่น อันเนื่องมาจากการตกกระทบที่รอยต่อระหว่าง
ตัวกลางสองชนิด โดยมีมุมตกกระทบเท่ากับมุมสะท้อน และมีกฎการสะท้อนคือ เส้นแนวฉาก รังสีตกกระทบ
รังสีสะท้อน อยู่ในระนาบเดียวกัน อีกทั้งมุมตกกระทบเท่ากับมุมสะท้อน
4. สำระกำรเรียนรู้
1. ควำมรู้
การสะท้อนของคลื่น คือ การเปลี่ยนแปลงทิศของคลื่น อันเนื่องมาจากการตกกระทบที่รอยต่อ
ระหว่างตัวกลางสองชนิด โดยมีมุมตกกระทบเท่ากับมุมสะท้อน
กฎการสะท้อน ประกอบด้วย 1. เส้นแนวฉาก รังสีตกกระทบ รังสีสะท้อน อยู่ในระนาบเดียวกัน
2. มุมตกกระทบ เท่ากับ มุมสะท้อน
2. ทักษะ/กระบวนกำร/กระบวนกำรคิด
- ทักษะการคิดวิเคราะห์
82
- ทักษะการสื่อความหมาย
- ทักษะการปฏิบัติการทดลอง
3. ด้ำนเจตคติทำงวิทยำศำสตร์
- สนใจใฝ่รู้ อยากรู้อยากเห็น รับผิดชอบ มุ่งมั่น อดทนเพียรพยายาม มีเหตุผล มีระเบียบ รอบคอบ
ซื่อสัตย์ ใจกว้าง
5. คุณลักษณะอันพึงประสงค์
 รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์  ซื่อสัตย์สุจริต
 มีวินัย  ใฝ่เรียนรู้
 อยู่อย่างพอเพียง  มุ่งมั่นในการทางาน
 รักความเป็นไทย  มีจิตสาธารณะ
6. สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน
 ความสามารถในการสื่อสาร  ความสามารถในการคิด  ความสามารถในการแก้ปัญหา
 ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต  ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี
7. ชิ้นงำน/ภำระงำน
- ผังมโนทัศน์เรื่อง การสะท้อนของคลื่น
8. กำรจัดกิจกรรมกำรเรียนรู้ (กระบวนกำรสืบเสำะหำควำมรู้ (5Es))
ขั้นที่ 1 สร้ำงควำมสนใจ (Engagement)
- นานักเรียนเข้าสู่บทเรียนเกี่ยวกับสมบัติของคลื่น เรื่อง การสะท้อนของคลื่น โดยนักเรียนสังเกต
ภาพคลื่นน้าที่กระทบฝั่ง แล้วครูถามนักเรียนโดยใช้คาถามดังนี้
1) ผิวน้ามีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร (ผิวน้ากระเพื่อมเป็นคลื่นแผ่ออกไปในน้าเหมือนเดิม)
2) ปรากฏการณ์ดังกล่าวเป็นการสะท้อนใช่หรือไม่ (ใช่/ไม่ใช่)
3) เมื่อคลื่นเคลื่อนที่ไปพบสิ่งกีดขวาง จะมีลักษณะอย่างไร (มีการเปลี่ยนทิศการเคลื่อนที่)
ขั้นที่ 2 สำรวจและค้นหำ (Exploration)
1. นักเรียนแบ่งกลุ่ม กลุ่มละ 4 คน ศึกษาวิธีการทากิจกรรมที่ 1.2 เรื่อง การสะท้อนของคลื่น ใน
ใบงานที่ 2
2. นักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นก่อนทากิจกรรม โดยครูถามคาถามก่อนทากิจกรรม โดยใช้
คาถามดังนี้
2.1 ปัญหาของการทดลองนี้คืออะไร (เมื่อคลื่นกระทบสิ่งกีดขวางจะมีลักษณะอย่างไร)
2.2 การสะท้อนของคลื่นมีกฎหรือไม่ (มี)
จากนั้นนักเรียนตอบคาถามก่อนทากิจกรรมในใบงานที่ 2
83
3. นักเรียนลงมือทากิจกรรมตามขั้นตอนที่กาหนดในใบงานที่ 2 เรื่อง การสะท้อนของคลื่น และ
บันทึกผลการทากิจกรรม
ขั้นที่ 3 อธิบำยและลงข้อสรุป (Explanation)
1. ตัวแทนนักเรียนแต่ละกลุ่มออกมานาเสนอผลการทากิจกรรมเรื่อง การสะท้อนของคลื่น หน้า
ชั้นเรียน
2. นักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับผลการทากิจกรรม โดยครูใช้คาถามหลังทา
กิจกรรม จากนั้นนักเรียนตอบคาถามดังนี้
2.1 มุมระหว่างแนวเส้น A ที่ตกกระทบตัวสะท้อนกับเส้นแนวฉาก (B) ที่สร้างขึ้น กับมุม
ระหว่างแนวเส้น C ที่สะท้อนออกจากตัวสะท้อนกับเส้นแนวฉาก (B) มีความสัมพันธ์กันอย่างไร (มุมระหว่าง
แนวเส้น A ที่ตกกระทบตัวสะท้อนกับเส้นแนวฉาก (B) ที่สร้างขึ้น (มุมตกกระทบ) จะมีค่าเท่ากับมุมระหว่าง
แนวเส้น C ที่สะท้อนออกจากตัวสะท้อนกับเส้นแนวฉาก (B) (มุมสะท้อน))
2.2 เมื่อเปลี่ยนมุมของตัวสะท้อนทาให้แนวเส้น A และแนวเส้น C มีการเปลี่ยนแปลง
อย่างไร (เมื่อเปลี่ยนมุมของตัวสะท้อน แนวเส้น A และแนวเส้น C ที่สะท้อนจะมีการเปลี่ยนแปลงไปด้วย โดย
มุมตกกระทบเท่ากับมุมสะท้อนเสมอ)
2.3 สรุปผลการทดลองนี้ได้อย่างไร (การสะท้อนของคลื่นจะเป็นไปตามกฎการสะท้อน
เสมอ กล่าวคือ 1. แนวของคลื่นตกกระทบ รังสีสะท้อน และเส้นแนวฉากอยู่บนระนาบเดียวกัน 2. มุมตก
กระทบเท่ากับมุมสะท้อน) จากนั้นนักเรียนตอบคาถามหลังทากิจกรรมในใบงานที่ 2
3. นักเรียนร่วมกันสรุปผลการทากิจกรรมเกี่ยวกับการสะท้อนของคลื่นให้ได้ประเด็นตาม
จุดประสงค์การเรียนรู้
4. นักเรียนวิเคราะห์ การสะท้อนของคลื่นที่พบในชีวิตประจาวัน เช่น การสะท้อนของคลื่นผิวน้า
เมื่อกระทบขอบสระ การสะท้อนของเชือกปลายตึงและปลายอิสระ เป็นต้น
ขั้นที่ 4 ขยำยควำมรู้ (Elaboration)
1. ครูและนักเรียนร่วมกันอภิปรายจนกระทั่งนักเรียนอธิบายได้ว่า
- การสะท้อนของคลื่น คือ การเปลี่ยนแปลงทิศของคลื่น อันเนื่องมาจากการตกกระทบที่
รอยต่อระหว่างตัวกลางสองชนิด โดยมีมุมตกกระทบเท่ากับมุมสะท้อน กฎการสะท้อน ประกอบด้วย
1) เส้นแนวฉาก รังสีตกกระทบ รังสีสะท้อน อยู่ในระนาบเดียวกัน
2) มุมตกกระทบ เท่ากับ มุมสะท้อน
2. นักเรียนสืบค้นข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการสะท้อนของคลื่น ทั้งจากหนังสือเรียน แหล่งเรียนรู้
อื่น ๆ จากนั้นเขียนผังมโนทัศน์ เรื่อง การสะท้อนของคลื่น
ขั้นที่ 5 ประเมิน (Evaluation)
1. ครูประเมินการเรียนรู้ของนักเรียน ดังนี้ สังเกตพฤติกรรมของนักเรียนขณะเข้าร่วมกิจกรรม
การตอบคาถามของนักเรียน การทากิจกรรม การตอบคาถามในใบงาน และประเมินการเขียนผังมโนทัศน์
84
2. นักเรียนแต่ละกลุ่มพิจารณาว่า จากหัวข้อที่เรียนมาและการปฏิบัติกิจกรรม มีจุดใดบ้างที่ยังไม่
เข้าใจหรือยังมีข้อสงสัย ถ้ามีครูช่วยอธิบายเพิ่มเติมให้นักเรียนเข้าใจ
3. นักเรียนร่วมกันประเมินการปฏิบัติกิจกรรมกลุ่มว่ามีปัญหาหรืออุปสรรคใด และได้มีการแก้ไข
อย่างไรบ้าง
4. นักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประโยชน์ที่ได้รับจากการปฏิบัติการทดลอง และ
การนาความรู้ที่ได้ไปใช้ประโยชน์
5. ทดสอบความเข้าใจของนักเรียนโดยการให้ตอบคาถาม เช่น
- การสะท้อนของคลื่นหมายถึงอะไร
- กฎการสะท้อนของคลื่นมีอะไรบ้าง
6. นักเรียนทบทวนความรู้เพิ่มเติมจากสื่อสังคมออนไลน์ เรื่อง คลื่นกล ตอนที่ 2 ทาง youtube
https://youtu.be/30ze8eYEx28
9. สื่อ/แหล่งกำรเรียนรู้
1. ถาดคลื่นพร้อมอุปกรณ์ติดตั้ง 1 ชุด
2. ตัวสะท้อนหน้าตรง 1 ชิ้น
3. อุปกรณ์ทาคลื่นการสะท้อนของคลื่น 1 ชุด
4. หม้อแปลงโวลต์ต่า พร้อมสายไฟ 1 ชุด
5. กระดาษขาวรองใต้ถาด 1 แผ่น
6. ใบงานที่ 2 เรื่อง การสะท้อนของคลื่น
7. หนังสือเรียน
8. สื่อสังคมออนไลน์ เรื่อง คลื่นกล ตอนที่ 2 ทาง youtube https://youtu.be/30ze8eYEx28
10. กำรวัดและกำรประเมินผล
ชิ้นงำน/ภำระงำน/ใบงำน วิธีกำร เครื่องมือ เกณฑ์กำรผ่ำน
1. ด้ำนควำมรู้ (K)
- ใบงานที่ 2 เรื่อง การสะท้อนของคลื่น
- ผังมโนทัศน์ เรื่อง การสะท้อนของคลื่น
- การตรวจใบงาน
- การตรวจผลงาน
- แบบประเมินใบงาน
- แบบประเมินผังมโนทัศน์
- ร้อยละ 60 ขึ้นไป
- ร้อยละ 60 ขึ้นไป
2.ด้ำนทักษะ/กระบวนกำร (P)
- ใบงานที่ 2 เรื่อง การสะท้อนของคลื่น
- การสังเกต
- การตรวจใบงาน
- แบบสังเกตการปฏิบัติการทดลอง
- แบบประเมินใบงาน
- ร้อยละ 60 ขึ้นไป
- ร้อยละ 60 ขึ้นไป
3.ด้ำนเจตคติทำงวิทยำศำสตร์ (A) - การสังเกต - แบบสังเกตเจตคติทางวิทยาศาสตร์ - ร้อยละ 60 ขึ้นไป
85
แบบสังเกตกำรปฏิบัติกำรทดลอง
เรื่อง กำรสะท้อนของคลื่น
เลขที่ ชื่อ-สกุล กลุ่ม
คะแนนแต่ละรำยกำรประเมิน
คะแนนรวม(24)
การทดลองหรือ
ทากิจกรรมตาม
แผนที่กาหนด
การใช้อุปกรณ์
และ/หรือ
เครื่องมือ
การบันทึกผลการ
ทดลองหรือทา
กิจกรรม
การจัดกระทา
ข้อมูลและการ
นาเสนอ
การสรุปผลการ
ทดลองหรือการ
ทากิจกรรม
การดูแลและการ
เก็บอุปกรณ์และ/
หรือเครื่องมือ
เกณฑ์กำรประเมิน/ระดับคุณภำพ
คะแนนรวม 20-24 หมายถึง ดีมาก คะแนนรวม 15-19 หมายถึง ดี
คะแนนรวม 10–14 หมายถึง พอใช้ คะแนนรวม 6 – 9 หมายถึง ปรับปรุง
เกณฑ์กำรผ่ำน ตั้งแต่ 15 คะแนนขึ้นไป (ผ่ำนเกณฑ์ร้อยละ 60)
ลงชื่อ ผู้ประเมิน
(.........................................................)
........../................/..............
86
แบบประเมินใบงำน
เรื่อง กำรสะท้อนของคลื่น
เลขที่ ชื่อ-สกุล กลุ่ม
คะแนนแต่ละรำยกำรประเมิน
คะแนนรวม(16)
คาถามก่อนทา
กิจกรรม
บันทึกผลการทา
กิจกรรม
คาถามหลังทา
กิจกรรม
สรุปผลการทดลอง
เกณฑ์กำรประเมิน/ระดับคุณภำพ
คะแนนรวม 14-16 หมายถึง ดีมาก คะแนนรวม 11-13 หมายถึง ดี
คะแนนรวม 8–10 หมายถึง พอใช้ คะแนนรวม 4–7 หมายถึง ปรับปรุง
เกณฑ์กำรผ่ำน ตั้งแต่ 10 คะแนนขึ้นไป (ผ่ำนเกณฑ์ร้อยละ 60)
ลงชื่อ ผู้ประเมิน
(.........................................................)
........../................/..............
87
แบบประเมินผังมโนทัศน์
เรื่อง กำรสะท้อนของคลื่น
เลขที่ ชื่อ-สกุล กลุ่ม คะแนน หมำยเหตุ
เกณฑ์กำรประเมิน/ระดับคุณภำพ
คะแนนรวม 4 หมายถึง ดีมาก คะแนนรวม 3 หมายถึง ดี
คะแนนรวม 2 หมายถึง พอใช้ คะแนนรวม 1 หมายถึง ปรับปรุง
เกณฑ์กำรผ่ำน ตั้งแต่ 3 คะแนนขึ้นไป (ผ่ำนเกณฑ์ร้อยละ 60)
ลงชื่อ ผู้ประเมิน
(.........................................................)
........../................/..............
88
แบบสังเกตเจตคติทำงวิทยำศำสตร์ ครั้งที่ 3
เลขที่ ชื่อ-สกุล กลุ่ม
คะแนนแต่ละรำยกำรประเมิน
ความสนใจใฝ่รู้หรือความ
อยากรู้อยากเห็น
ความรับผิดชอบความ
มุ่งมั่นอดทนและเพียร
พยายาม
ความมีเหตุผล
ความมีระเบียบรอบคอบ
เห็นคุณค่าของความมี
ระเบียบและรอบคอบ
ความซื่อสัตย์เสนอความ
จริงถึงแม้จะเป็นผลที่
แตกต่างจากผู้อื่น
ความใจกว้างร่วมแสดง
ความคิดเห็นและรับฟัง
ความคิดเห็นของผู้อื่น
คะแนนรวม(24)
เกณฑ์กำรประเมิน/ระดับคุณภำพ
คะแนนรวม 20-24 หมายถึง มาก คะแนนรวม 15-19 หมายถึง ปานกลาง
คะแนนรวม 10–14 หมายถึง น้อย คะแนนรวม 6 – 9 หมายถึง ไม่แสดงออก
เกณฑ์กำรผ่ำน ตั้งแต่ 15 คะแนนขึ้นไป (ผ่ำนเกณฑ์ร้อยละ 60)
ลงชื่อ ผู้ประเมิน
(.........................................................)
........../................/..............
89
11. บันทึกหลังจัดกิจกรรมกำรเรียนรู้
90
ตัวสะท้อน อุปกรณ์ทาคลื่น
ใบงำนที่ 2 เรื่อง กำรสะท้อนของคลื่น
ชื่อ_____________________ชั้น_______เลขที่____ กลุ่มที่____
คำชี้แจง ให้นักเรียนแต่ละกลุ่มปฏิบัติ ดังนี้
1. อ่านวิธีทากิจกรรมการทดลองให้เข้าใจ 2. ตอบคาถามก่อนทากิจกรรม
3. ทากิจกรรมและบันทึกผล 4. ตอบคาถามหลังทากิจกรรม
กิจกรรมที่ 1.2 กำรสะท้อนของคลื่น
วัสดุอุปกรณ์
1. ถาดคลื่นพร้อมอุปกรณ์ติดตั้ง 1 ชุด
2. ตัวสะท้อนหน้าตรง 1 ชิ้น
3. อุปกรณ์ทาคลื่นการสะท้อนของคลื่น 1 ชุด
4. หม้อแปลงโวลต์ต่า พร้อมสายไฟ 1 ชุด
5. กระดาษขาวรองใต้ถาด 1 แผ่น
วิธีทำ
1. ตั้งชุดอุปกรณ์ถาดคลื่น ใส่น้า ตัวทาคลื่น ตัวสะท้อน พร้อมต่อหลอดไฟฟ้ากับหม้อแปลงโวลต์
ต่า 12 โวลต์
2. วางตัวสะท้อนคลื่นในแนวเฉียง
3. เคาะอุปกรณ์ทาคลื่นหน้าตรงเป็นจังหวะ ๆ จะเห็นหน้าคลื่นออกจากแหล่งกาเนิดคลื่นเข้าสู่ตัว
สะท้อน วาดแนวหน้าคลื่นตกกระทบและวาดแนวหน้าคลื่นสะท้อน
4. ลากเส้นตั้งฉากกับหน้าคลื่นตกกระทบ (A) แนวเส้นนี้เมื่อกระทบกับตัวสะท้อน ให้ลากเส้นตั้ง
ฉากกับตัวสะท้อน (B) และลากเส้นตั้งฉากกับหน้าคลื่นสะท้อน (C)
5. เปลี่ยนมุมของตัวสะท้อนอีก 2 ค่า บันทึกผล
ได้คะแนน
.....................................
คะแนนเต็ม 16 คะแนน
การจัดการทดลอง
การสะท้อนของคลื่น
ตัวอย่างภาพวาดแนวหน้าคลื่น
ตกกระทบและแนวหน้าคลื่นสะท้อน
91
คำถำมก่อนทำกิจกรรม
ปัญหำ
1. ปัญหาของการทดลองนี้คืออะไร
.............................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................................
สมมติฐำน
2. การสะท้อนของคลื่นมีกฎหรือไม่ อย่างไร
.............................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................................
บันทึกผลกำรทำกิจกรรม
.............................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................................
คำถำมหลังทำกิจกรรม
แปลควำมหมำยและสรุปผล
1. มุมระหว่างแนวเส้น A ที่ตกกระทบตัวสะท้อนกับเส้นแนวฉาก (B) ที่สร้างขึ้น กับมุมระหว่างแนวเส้น
C ที่สะท้อนออกจากตัวสะท้อนกับเส้นแนวฉาก (B) มีความสัมพันธ์กันอย่างไร
.............................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................................
2. เมื่อเปลี่ยนมุมของตัวสะท้อนทาให้แนวเส้น A และแนวเส้น C มีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร
.............................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................................
3. สรุปผลการทดลองนี้ได้อย่างไร
.............................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................................
เมื่อคลื่นกระทบสิ่งกีดขวางจะมีลักษณะอย่างไร
มี
มุมตกกระทบจะมีค่าเท่ากับมุมสะท้อน เมื่อเพิ่มมุมตกกระทบ มุมสะท้อนจะเพิ่มขึ้นด้วย และมุมตก
กระทบยังคงเท่ากับมุมสะท้อน
มุมระหว่างแนวเส้น A ที่ตกกระทบตัวสะท้อนกับเส้นแนวฉาก (B) ที่สร้างขึ้น (มุมตกกระทบ) จะมี
ค่าเท่ากับมุมระหว่างแนวเส้น C ที่สะท้อนออกจากตัวสะท้อนกับเส้นแนวฉาก (B) (มุมสะท้อน)
เมื่อเปลี่ยนมุมของตัวสะท้อน แนวเส้น A และแนวเส้น C ที่สะท้อนจะมีการเปลี่ยนแปลงไปด้วย
โดยมุมตกกระทบเท่ากับมุมสะท้อนเสมอ
การสะท้อนของคลื่นจะเป็นไปตามกฎการสะท้อนเสมอ กล่าวคือ 1. แนวของคลื่นตกกระทบ รังสี
สะท้อน และเส้นแนวฉากอยู่บนระนาบเดียวกัน 2. มุมตกกระทบเท่ากับมุมสะท้อน
92
แผนกำรจัดกำรเรียนรู้ที่ 4 กำรหักเหของคลื่น
หน่วยกำรเรียนรู้ที่ 1 คลื่น วิชำวิทยำศำสตร์ 5 ว33101 ชั้นมัธยมศึกษำปีที่ 6 เวลำ 2 ชั่วโมง
**********************************************************************
1. มำตรฐำนกำรเรียนรู้/ตัวชี้วัด
มำตรฐำนกำรเรียนรู้
มำตรฐำน ว 5.1 เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างพลังงานกับการดารงชีวิต การเปลี่ยนรูปพลังงาน
ปฏิสัมพันธ์ระหว่างสารและพลังงาน ผลของการใช้พลังงานต่อชีวิตและสิ่งแวดล้อม มีกระบวนการสืบเสาะหา
ความรู้ สื่อสารสิ่งที่เรียนรู้และนาความรู้ไปใช้ประโยชน์
ตัวชี้วัด
ว 5.1 ม.4-6/1 ทดลองและอธิบายสมบัติของคลื่นกล และอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างอัตราเร็ว
ความถี่ และความยาวคลื่น
มำตรฐำนกำรเรียนรู้
มำตรฐำน ว 8.1 ใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์และจิตวิทยาศาสตร์ในการสืบเสาะหาความรู้
การแก้ปัญหา รู้ว่าปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่มีรูปแบบที่แน่นอนสามารถอธิบายและ
ตรวจสอบได้ภายใต้ข้อมูลและเครื่องมือที่มีอยู่ในช่วงเวลานั้น ๆ เข้าใจว่าวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีสังคมและ
สิ่งแวดล้อมมีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน
ตัวชี้วัด
1. ว 8.1 ม.4-6/1 ตั้งคาถามที่อยู่บนพื้นฐานของความรู้และความเข้าใจทางวิทยาศาสตร์หรือ
ความสนใจหรือจากประเด็นที่เกิดขึ้นในขณะนั้นที่สามารถทาการสารวจตรวจสอบหรือศึกษาค้นคว้าได้อย่าง
ครอบคลุมและเชื่อถือได้
2. ว 8.1 ม.4-6/2 สร้างสมมติฐานที่มีทฤษฎีรองรับหรือคาดการณ์สิ่งที่จะพบหรือสร้าง
แบบจาลองหรือสร้างรูปแบบเพื่อนาไปสู่การสารวจตรวจสอบ
3. ว 8.1 ม.4-6/3 ค้นคว้ารวบรวมข้อมูลที่ต้องพิจารณาปัจจัยหรือตัวแปรสาคัญ ปัจจัยที่มีผลต่อ
ปัจจัยอื่นปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้และจานวนครั้งของการสารวจตรวจสอบเพื่อให้ได้ผลที่มีความเชื่อมั่นอย่าง
เพียงพอ
4. ว 8.1 ม.4-6/4 เลือกวัสดุเทคนิควิธีอุปกรณ์ที่ใช้ในการสังเกตการวัดการสารวจตรวจสอบอย่าง
ถูกต้องทั้งทางกว้างและลึกในเชิงปริมาณและคุณภาพ
5. ว 8.1 ม.4-6/5 รวบรวมข้อมูลและบันทึกผลการสารวจตรวจสอบอย่างเป็นระบบถูกต้อง
ครอบคลุมทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพโดยตรวจสอบความเป็นไปได้ความเหมาะสมหรือความผิดพลาดของ
ข้อมูล
6. ว 8.1 ม.4-6/6 จัดกระทาข้อมูลโดยคานึงถึงการรายงานผลเชิงตัวเลขที่มีระดับความถูกต้อง
และนาเสนอข้อมูลด้วยเทคนิควิธีที่เหมาะสม
93
7. ว 8.1 ม.4-6/7 วิเคราะห์ข้อมูลแปลความหมายข้อมูลและประเมินความสอดคล้องของข้อสรุป
หรือสาระสาคัญเพื่อตรวจสอบกับสมมติฐานที่ตั้งไว้
8. ว 8.1 ม.4-6/8 พิจารณาความน่าเชื่อถือของวิธีการและผลการสารวจตรวจสอบโดยใช้หลัก
ความคลาดเคลื่อนของการวัดและการสังเกตเสนอแนะการปรับปรุงวิธีการสารวจตรวจสอบ
9. ว 8.1 ม.4-6/9 นาผลของการสารวจตรวจสอบที่ได้ทั้งวิธีการและองค์ความรู้ที่ได้ไปสร้าง
คาถามใหม่นาไปใช้แก้ปัญหาในสถานการณ์ใหม่และในชีวิตจริง
10. ว 8.1 ม.4-6/10 ตระหนักถึงความสาคัญในการที่จะต้องมีส่วนร่วมรับผิดชอบการอธิบายการ
ลงความเห็นและการสรุปผลการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ที่นาเสนอต่อสาธารณชนด้วยความถูกต้อง
11. ว 8.1 ม.4-6/11 บันทึกและอธิบายผลการสารวจตรวจสอบอย่างมีเหตุผลใช้พยานหลักฐาน
อ้างอิงหรือค้นคว้าเพิ่มเติมเพื่อหาหลักฐานอ้างอิงที่เชื่อถือได้และยอมรับว่าความรู้เดิมอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้
เมื่อมีข้อมูลและประจักษ์พยานใหม่เพิ่มเติมหรือโต้แย้งจากเดิมซึ่งท้าทายให้มีการตรวจสอบอย่างระมัดระวังอัน
จะนามาสู่การยอมรับเป็นความรู้ใหม่
12. ว 8.1 ม.4-6/12 จัดแสดงผลงานเขียนรายงานและ/หรืออธิบายเกี่ยวกับแนวคิดกระบวนการ
และผลของโครงงานหรือชิ้นงานให้ผู้อื่นเข้าใจ
2. จุดประสงค์กำรเรียนรู้
1. ทดลองและสรุปผลการทดลองเกี่ยวกับการหักเหของคลื่นได้ (P)
2. อธิบายเกี่ยวกับลักษณะการหักเหของคลื่นได้ (K)
3. แสดงความเป็นคนสนใจใฝ่รู้ อยากรู้อยากเห็น รับผิดชอบ มุ่งมั่น อดทนเพียรพยายาม มีเหตุผล มีระเบียบ
รอบคอบ ซื่อสัตย์ ใจกว้าง (A)
3. สำระสำคัญ
การหักเห คือ การเปลี่ยนแปลงทิศของคลื่นอันเนื่องมาจากคลื่นเคลื่อนที่จากรอยต่อระหว่างตัวกลางที่มี
สมบัติแตกต่างกัน แล้วทาให้อัตราเร็วของคลื่นเปลี่ยนไป มุมวิกฤติ คือ มุมตกกระทบที่ทาให้มุมหักเหมีขนาด
90๐
การสะท้อนกลับหมด คือ การสะท้อนที่เกิดจากมุมตกกระทบมีค่ามากกว่ามุมวิกฤติ แล้วไม่มีการหักเห
เกิดขึ้นแต่เกิดการสะท้อนกลับหมดในตัวกลางเดิม
4. สำระกำรเรียนรู้
1. ควำมรู้
การหักเห คือ การเปลี่ยนแปลงทิศของคลื่นอันเนื่องมาจากคลื่นเคลื่อนที่จากรอยต่อระหว่าง
ตัวกลางที่มีสมบัติแตกต่างกัน แล้วทาให้อัตราเร็วของคลื่นเปลี่ยนไป
มุมวิกฤติ คือ มุมตกกระทบที่ทาให้มุมหักเหมีขนาด 90๐
การสะท้อนกลับหมด คือ การสะท้อนที่เกิดจากมุมตกกระทบมีค่ามากกว่ามุมวิกฤติ แล้วไม่มีการ
หักเหเกิดขึ้น แต่เกิดการสะท้อนกลับหมดในตัวกลางเดิม
94
2. ทักษะ/กระบวนกำร/กระบวนกำรคิด
- ทักษะการคิดวิเคราะห์
- ทักษะการสื่อความหมาย
- ทักษะการปฏิบัติการทดลอง
3. ด้ำนเจตคติทำงวิทยำศำสตร์
- สนใจใฝ่รู้ อยากรู้อยากเห็น รับผิดชอบ มุ่งมั่น อดทนเพียรพยายาม มีเหตุผล มีระเบียบ รอบคอบ
ซื่อสัตย์ ใจกว้าง
5. คุณลักษณะอันพึงประสงค์
 รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์  ซื่อสัตย์สุจริต
 มีวินัย  ใฝ่เรียนรู้
 อยู่อย่างพอเพียง  มุ่งมั่นในการทางาน
 รักความเป็นไทย  มีจิตสาธารณะ
6. สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน
 ความสามารถในการสื่อสาร  ความสามารถในการคิด  ความสามารถในการแก้ปัญหา
 ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต  ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี
7. ชิ้นงำน/ภำระงำน
- ผังมโนทัศน์เรื่อง การหักเหของคลื่น
8. กำรจัดกิจกรรมกำรเรียนรู้ (กระบวนกำรสืบเสำะหำควำมรู้ (5Es))
ขั้นที่ 1 สร้ำงควำมสนใจ (Engagement)
- ครูนานักเรียนเข้าสู่บทเรียนเกี่ยวกับ สมบัติของคลื่น เรื่อง การหักเห โดยนักเรียนสังเกตแท่ง
ดินสอที่อยู่ในแก้วน้า แล้วครูถามนักเรียนโดยใช้คาถามดังนี้
1.1 แท่งดินสอมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร (แท่งดินสอมีขนาดใหญ่กว่าปกติ)
1.2 ปรากฏการณ์ดังกล่าวเป็นการหักเหใช่หรือไม่ (ใช่/ไม่ใช่)
ขั้นที่ 2 สำรวจและค้นหำ (Exploration)
1. นักเรียนแบ่งกลุ่ม กลุ่มละ 4 คน ศึกษาวิธีการทากิจกรรมที่ 1.3 เรื่อง การหักเหของคลื่น ใน
ใบงานที่ 3
2. นักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นก่อนทากิจกรรม โดยครูถามคาถามก่อนทากิจกรรม โดยใช้
คาถามดังนี้
2.1 ปัญหาของการทดลองนี้คืออะไร (เมื่อคลื่นกระทบสิ่งกีดขวาง หน้าคลื่นมีการ
เปลี่ยนแปลงอย่างไร)
95
2.2 นักเรียนคิดว่า เมื่อคลื่นน้าตกกระทบแผ่นกระจกในแนวตั้งฉากกับผิวของแผ่นกระจก
หน้าคลื่นที่ผ่านแผ่นกระจกมีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ อย่างไร (ไม่มีการเปลี่ยนแปลงทิศทาง)
จากนั้นนักเรียนตอบคาถามก่อนทากิจกรรมในใบงานที่ 3
3. นักเรียนลงมือทากิจกรรมตามขั้นตอนที่กาหนดในใบงานที่ 3 เรื่อง การหักเหของคลื่น และ
บันทึกผลการทากิจกรรม
ขั้นที่ 3 อธิบำยและลงข้อสรุป (Explanation)
1. ตัวแทนนักเรียนแต่ละกลุ่มออกมานาเสนอผลการทากิจกรรมเรื่อง การหักเหของคลื่น หน้าชั้น
เรียน
(ตัวอย่างบันทึกผลการทากิจกรรม
จากกิจกรรมได้ผล ดังนี้
1. เมื่อคลื่นตกกระทบแผ่นกระจกในแนวตั้งฉากกับผิวแผ่นกระจก คลื่นที่ผ่านแผ่นกระจกจะไม่
เปลี่ยนแปลงทิศทาง
2. เมื่อคลื่นที่ตกกระทบแผ่นกระจกที่เอียงทามุมต่าง ๆ คลื่นที่ผ่านแผ่นกระจกจะมีการ
เปลี่ยนแปลงทิศทางไปจากเดิม)
2. นักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับผลการทากิจกรรม โดยครูใช้คาถามหลังทา
กิจกรรม จากนั้นนักเรียนตอบคาถามดังนี้
2.1 เมื่อคลื่นน้าตกกระทบแผ่นกระจกในแนวตั้งฉากกับผิวของแผ่นกระจก หน้าคลื่นที่
ผ่านแผ่นกระจกมีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ อย่างไร (ไม่มีการเปลี่ยนแปลงทิศทาง)
2.2 เมื่อคลื่นน้าตกกระทบแผ่นกระจกเอียงทามุมเล็กน้อยจากแนวฉากของผิวแผ่นกระจก
หน้าคลื่นที่ผ่านแผ่นกระจกมีการเปลี่ยนแปลงทิศทางหรือไม่ อย่างไร (มีการเปลี่ยนแปลงทิศทาง โดยคลื่นจาก
ตัวกลางที่น้าลึกเคลื่อนไปยังตัวกลางที่น้าตื้นกว่า แนวทางเดินของคลื่นจะหักเหเข้าสู่เส้นแนวฉาก ถ้าคลื่นจาก
ตัวกลางในน้าตื้นเคลื่อนไปยังตัวกลางน้าที่ลึกกว่า แนวทางเดินของคลื่นจะหักเหออกจากเส้นแนวฉาก)
2.3 เมื่อคลื่นกระทบแผ่นกระจกซึ่งเอียงทามุมจากแนวของผิวของแผ่นกระจกมากขึ้น
เรื่อย ๆ จะเกิดอะไรขึ้น (มุมที่คลื่นผ่านแผ่นกระจกจะเบนมากขึ้นกว่าเดิมด้วย แต่ไม่มากไปกว่ามุมที่คลื่นตก
กระทบแผ่นแก้วในแนวตั้งฉาก)
2.4 คลื่นที่ออกจากแผ่นกระจก (น้าตื้น) สู่บริเวณน้าที่ลึกกว่า ลักษณะของคลื่นจะเป็น
อย่างไร (คลื่นจะเกิดการเบี่ยงเบนทิศทางการเคลื่อนที่ โดยเบนออกจากเส้นแนวฉาก)
2.5 สรุปผลการทดลองนี้ได้อย่างไร (การหักเหของคลื่น เกิดขึ้นเมื่อคลื่นเปลี่ยนตัวกลางใน
การเคลื่อนที่ หรือคลื่นเคลื่อนที่ผ่านรอยต่อระหว่างตัวกลางที่มีสมบัติต่างกัน เช่น คลื่นน้าเคลื่อนที่จากบริเวณ
น้าตื้นไปสู่น้าลึก โดยตกกระทบทามุมเฉียงกับแนวรอยต่อระหว่างตัวกลาง จะทาให้เกิดการเบี่ยงเบนทิศ
96
ทางการเคลื่อนที่ การหักเหมีผลทาให้อัตราเร็วและความยาวของคลื่นเปลี่ยนไป แต่ความถี่คงเดิม โดยบริเวณ
น้าตื้นจะมีความยาวคลื่นน้าน้อยกว่าบริเวณน้าลึก)
จากนั้นนักเรียนตอบคาถามหลังทากิจกรรมในใบงานที่ 3
3. นักเรียนร่วมกันสรุปผลการทากิจกรรมเกี่ยวกับการหักเหของคลื่นให้ได้ประเด็นตาม
จุดประสงค์การเรียนรู้
ขั้นที่ 4 ขยำยควำมรู้ (Elaboration)
1. ครูและนักเรียนร่วมกันอภิปรายเกี่ยวกับการหักเหของคลื่น จนกระทั่งนักเรียนอธิบายได้ว่า
- การหักเห คือ การเปลี่ยนแปลงทิศของคลื่นอันเนื่องมาจากคลื่นเคลื่อนที่จากรอยต่อ
ระหว่างตัวกลางที่มีสมบัติแตกต่างกัน แล้วทาให้อัตราเร็วของคลื่นเปลี่ยนไป
- มุมวิกฤติ คือ มุมตกกระทบที่ทาให้มุมหักเหมีขนาด 90๐
- การสะท้อนกลับหมด คือ การสะท้อนที่เกิดจากมุมตกกระทบมีค่ามากกว่ามุมวิกฤติ แล้ว
ไม่มีการหักเหเกิดขึ้น แต่เกิดการสะท้อนกลับหมดในตัวกลางเดิม
2. นักเรียนสืบค้นข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการหักเหของคลื่น จากหนังสือเรียน และแหล่งเรียนรู้
อื่น ๆ จากนั้นเขียนผังมโนทัศน์เรื่อง การหักเหของคลื่น
ขั้นที่ 5 ประเมิน (Evaluation)
1. ครูประเมินการเรียนรู้ของนักเรียน ดังนี้ สังเกตพฤติกรรมของนักเรียนขณะเข้าร่วมกิจกรรม
การตอบคาถามของนักเรียน การทากิจกรรม การตอบคาถามในใบงาน และประเมินการเขียนผังมโนทัศน์
2. นักเรียนแต่ละกลุ่มพิจารณาว่า จากหัวข้อที่เรียนมาและการปฏิบัติกิจกรรม มีจุดใดบ้างที่ยังไม่
เข้าใจหรือยังมีข้อสงสัย ถ้ามีครูช่วยอธิบายเพิ่มเติมให้นักเรียนเข้าใจ
3. นักเรียนร่วมกันประเมินการปฏิบัติกิจกรรมกลุ่มว่ามีปัญหาหรืออุปสรรคใด และได้มีการแก้ไข
อย่างไรบ้าง
4. นักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประโยชน์ที่ได้รับจากการปฏิบัติการทดลอง และ
การนาความรู้ที่ได้ไปใช้ประโยชน์
5. ทดสอบความเข้าใจของนักเรียนโดยการให้ตอบคาถาม เช่น
- การหักเหของคลื่นหมายถึงอะไร
- ความยาวคลื่น ความถี่ และอัตราเร็วของคลื่นในบริเวณน้าลึกและน้าตื้นแตกต่างกัน
หรือไม่อย่างไร
- มุมวิกฤติคืออะไร
- การสะท้อนกลับหมดคืออะไร
6. นักเรียนทบทวนความรู้เพิ่มเติมจากสื่อสังคมออนไลน์ เรื่อง คลื่นกล ตอนที่ 2 ทาง youtube
https://youtu.be/30ze8eYEx28
97
9. สื่อ/แหล่งกำรเรียนรู้
1. ถาดคลื่นพร้อมอุปกรณ์ติดตั้ง 1 ชุด
2. แผ่นกระจกหนา ขนาด 15 x 15 เซนติเมตร 1 แผ่น
3. อุปกรณ์ทาคลื่นหน้าตรง 1 ชุด
4. หม้อแปลงโวลต์ต่า พร้อมสายไฟ 1 ชุด
5. กระดาษขาวรองใต้ถาด
6. ใบงานที่ 3 เรื่อง การหักเหของคลื่น
7. หนังสือเรียน
8. สื่อสังคมออนไลน์ เรื่อง คลื่นกล ตอนที่ 2 ทาง youtube https://youtu.be/30ze8eYEx28
10. กำรวัดและกำรประเมินผล
ชิ้นงำน/ภำระงำน/ใบงำน วิธีกำร เครื่องมือ เกณฑ์กำรผ่ำน
1. ด้ำนควำมรู้ (K)
- ใบงานที่ 3 เรื่อง การหักเหของคลื่น
- ผังมโนทัศน์ เรื่อง การหักเหของคลื่น
- การตรวจใบงาน
- การตรวจผลงาน
- แบบประเมินใบงาน
- แบบประเมินผังมโนทัศน์
- ร้อยละ 60 ขึ้นไป
- ร้อยละ 60 ขึ้นไป
2.ด้ำนทักษะ/กระบวนกำร (P)
- ใบงานที่ 3 เรื่อง การหักเหของคลื่น
- การสังเกต
- การตรวจใบงาน
- แบบสังเกตการปฏิบัติการทดลอง
- แบบประเมินใบงาน
- ร้อยละ 60 ขึ้นไป
- ร้อยละ 60 ขึ้นไป
3.ด้ำนเจตคติทำงวิทยำศำสตร์ (A) - การสังเกต - แบบสังเกตเจตคติทางวิทยาศาสตร์ - ร้อยละ 60 ขึ้นไป
98
แบบสังเกตกำรปฏิบัติกำรทดลอง
เรื่อง กำรหักเหของคลื่น
เลขที่ ชื่อ-สกุล กลุ่ม
คะแนนแต่ละรำยกำรประเมิน
คะแนนรวม(24)
การทดลองหรือ
ทากิจกรรมตาม
แผนที่กาหนด
การใช้อุปกรณ์
และ/หรือ
เครื่องมือ
การบันทึกผลการ
ทดลองหรือทา
กิจกรรม
การจัดกระทา
ข้อมูลและการ
นาเสนอ
การสรุปผลการ
ทดลองหรือการ
ทากิจกรรม
การดูแลและการ
เก็บอุปกรณ์และ/
หรือเครื่องมือ
เกณฑ์กำรประเมิน/ระดับคุณภำพ
คะแนนรวม 20-24 หมายถึง ดีมาก คะแนนรวม 15-19 หมายถึง ดี
คะแนนรวม 10–14 หมายถึง พอใช้ คะแนนรวม 6 – 9 หมายถึง ปรับปรุง
เกณฑ์กำรผ่ำน ตั้งแต่ 15 คะแนนขึ้นไป (ผ่ำนเกณฑ์ร้อยละ 60)
ลงชื่อ ผู้ประเมิน
(.........................................................)
........../................/..............
99
แบบประเมินใบงำน
เรื่อง กำรหักเหของคลื่น
เลขที่ ชื่อ-สกุล กลุ่ม
คะแนนแต่ละรำยกำรประเมิน
คะแนนรวม(16)
คาถามก่อนทา
กิจกรรม
บันทึกผลการทา
กิจกรรม
คาถามหลังทา
กิจกรรม
สรุปผลการทดลอง
เกณฑ์กำรประเมิน/ระดับคุณภำพ
คะแนนรวม 14-16 หมายถึง ดีมาก คะแนนรวม 11-13 หมายถึง ดี
คะแนนรวม 8–10 หมายถึง พอใช้ คะแนนรวม 4–7 หมายถึง ปรับปรุง
เกณฑ์กำรผ่ำน ตั้งแต่ 10 คะแนนขึ้นไป (ผ่ำนเกณฑ์ร้อยละ 60)
ลงชื่อ ผู้ประเมิน
(.........................................................)
........../................/..............
100
แบบประเมินผังมโนทัศน์
เรื่อง กำรหักเหของคลื่น
เลขที่ ชื่อ-สกุล กลุ่ม คะแนน หมำยเหตุ
เกณฑ์กำรประเมิน/ระดับคุณภำพ
คะแนนรวม 4 หมายถึง ดีมาก คะแนนรวม 3 หมายถึง ดี
คะแนนรวม 2 หมายถึง พอใช้ คะแนนรวม 1 หมายถึง ปรับปรุง
เกณฑ์กำรผ่ำน ตั้งแต่ 3 คะแนนขึ้นไป (ผ่ำนเกณฑ์ร้อยละ 60)
ลงชื่อ ผู้ประเมิน
(.........................................................)
........../................/..............
101
แบบสังเกตเจตคติทำงวิทยำศำสตร์ ครั้งที่ 4
เลขที่ ชื่อ-สกุล กลุ่ม
คะแนนแต่ละรำยกำรประเมิน
ความสนใจใฝ่รู้หรือความ
อยากรู้อยากเห็น
ความรับผิดชอบความ
มุ่งมั่นอดทนและเพียร
พยายาม
ความมีเหตุผล
ความมีระเบียบรอบคอบ
เห็นคุณค่าของความมี
ระเบียบและรอบคอบ
ความซื่อสัตย์เสนอความ
จริงถึงแม้จะเป็นผลที่
แตกต่างจากผู้อื่น
ความใจกว้างร่วมแสดง
ความคิดเห็นและรับฟัง
ความคิดเห็นของผู้อื่น
คะแนนรวม(24)
เกณฑ์กำรประเมิน/ระดับคุณภำพ
คะแนนรวม 20-24 หมายถึง มาก คะแนนรวม 15-19 หมายถึง ปานกลาง
คะแนนรวม 10–14 หมายถึง น้อย คะแนนรวม 6 – 9 หมายถึง ไม่แสดงออก
เกณฑ์กำรผ่ำน ตั้งแต่ 15 คะแนนขึ้นไป (ผ่ำนเกณฑ์ร้อยละ 60)
ลงชื่อ ผู้ประเมิน
(.........................................................)
........../................/..............
102
11. บันทึกหลังจัดกิจกรรมกำรเรียนรู้
103
ใบงำนที่ 3 เรื่อง กำรหักเหของคลื่น
ชื่อ_____________________ชั้น_______เลขที่____ กลุ่มที่____
คำชี้แจง ให้นักเรียนแต่ละกลุ่มปฏิบัติ ดังนี้
1. อ่านวิธีทากิจกรรมการทดลองให้เข้าใจ 2. ตอบคาถามก่อนทากิจกรรม
3. ทากิจกรรมและบันทึกผล 4. ตอบคาถามหลังทากิจกรรม
กิจกรรมที่ 1.3 กำรหักเหของคลื่น
วัสดุอุปกรณ์
1. ถาดคลื่นพร้อมอุปกรณ์ติดตั้ง 1 ชุด
2. แผ่นกระจกหนา ขนาด 15 × 15 เซนติเมตร 1 แผ่น
3. อุปกรณ์ทาคลื่นหน้าตรง 1 ชุด
4. หม้อแปลงโวลต์ต่า พร้อมสายไฟ 1 ชุด
5. กระดาษขาวรองใต้ถาด
วิธีทำ
1. ตั้งชุดอุปกรณ์ถาดคลื่น ใส่น้า แผ่นกระจก พร้อมต่อหลอดไฟเข้ากับหม้อแปลงโวลลต์ต่าขนาด
12 โวลต์
2. วางแผ่นกระจกให้หน้าแผ่นกระจกอยู่ในแนวเฉียง
3. เคาะอุปกรณ์ทาคลื่นเป็นจังหวะ ๆ จะเห็นหน้าคลื่นออกจากแหล่งกาเนิดคลื่นเข้าสู่แผ่น
กระจก วาดแนวหน้าคลื่นตกกระทบ และวาดแนวหน้าคลื่นเมื่อคลื่นผ่านแผ่นกระจกไปแล้ว
4. ทาซ้าข้อ 2 ค่อย ๆ เอียงแผ่นกระจกให้ทามุมมากขึ้น สังเกตการเปลี่ยนแปลง บันทึกผลการ
ทากิจกรรม
ได้คะแนน
.....................................
คะแนนเต็ม 16 คะแนน
ตัวทาคลื่น
แผ่นกระจก
การจัดการทดลอง การหักเหของคลื่น
104
คำถำมก่อนทำกิจกรรม
ปัญหำ
1. ปัญหาของการทดลองนี้คืออะไร
.............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
สมมติฐำน
2. นักเรียนคิดว่า เมื่อคลื่นน้าตกกระทบแผ่นกระจกในแนวตั้งฉากกับผิวของแผ่นกระจก หน้าคลื่นที่ผ่าน
แผ่นกระจกมีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ อย่างไร
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
บันทึกผลกำรทำกิจกรรม
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
เมื่อคลื่นกระทบสิ่งกีดขวาง หน้าคลื่นมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร
ไม่มีการเปลี่ยนแปลงทิศทาง
จากกิจกรรมได้ผล ดังนี้
1. เมื่อคลื่นตกกระทบแผ่นกระจกในแนวตั้งฉากกับผิวแผ่นกระจก คลื่นที่ผ่านแผ่นกระจกจะ
ไม่เปลี่ยนแปลงทิศทาง แถบสว่างบริเวณน้าลึกจะห่างกัน ส่วนแถบสว่างบริเวณน้าตื้นจะชิดกัน
2. เมื่อคลื่นที่ตกกระทบแผ่นกระจกที่เอียงทามุมต่าง ๆ คลื่นที่ผ่านแผ่นกระจกจะมีการ
เปลี่ยนแปลงทิศทางไปจากเดิม แถบสว่างบริเวณน้าลึกจะห่างกัน ส่วนแถบสว่างบริเวณน้าตื้นจะชิดกัน
105
คำถำมหลังทำกิจกรรม
แปลควำมหมำยและสรุปผล
1. เมื่อคลื่นน้าตกกระทบแผ่นกระจกในแนวตั้งฉากกับผิวของแผ่นกระจก หน้าคลื่นที่ผ่าน แผ่นกระจกมี
การเปลี่ยนแปลงหรือไม่ อย่างไร
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
2. เมื่อคลื่นน้าตกกระทบแผ่นกระจกเอียงทามุมเล็กน้อยจากแนวฉากของผิวแผ่นกระจกหน้าคลื่นที่ผ่าน
แผ่นกระจกมีการเปลี่ยนแปลงทิศทางหรือไม่ อย่างไร
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
3. เมื่อคลื่นน้ากระทบแผ่นกระจกซึ่งเอียงทามุมจากแนวของผิวของแผ่นกระจกมากขึ้นเรื่อย ๆ จะเกิด
อะไรขึ้น
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
4. คลื่นที่ออกจากแผ่นกระจก (น้าตื้น) สู่บริเวณน้าที่ลึกกว่า ลักษณะของคลื่นจะเป็นอย่างไร
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
5. สรุปผลการทดลองนี้ได้อย่างไร
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
ไม่มีการเปลี่ยนแปลงทิศทาง
มีการเปลี่ยนแปลงทิศทาง โดยคลื่นจากตัวกลางที่น้าลึกเคลื่อนไปยังตัวกลางที่น้าตื้นกว่า แนวทาง
เดินของคลื่นจะหักเหเข้าสู่เส้นแนวฉาก ถ้าคลื่นจากตัวกลางในน้าตื้นเคลื่อนไปยังตัวกลางน้าที่ลึกกว่า
แนวทางเดินของคลื่นจะหักเหออกจากเส้นแนวฉาก
มุมที่คลื่นผ่านแผ่นกระจกจะเบนมากขึ้นกว่าเดิมด้วย แต่ไม่มากไปกว่ามุมที่คลื่นตกกระทบแผ่นแก้ว
ในแนวตั้งฉาก
คลื่นจะเกิดการเบี่ยงเบนทิศทางการเคลื่อนที่ โดยเบนออกจากเส้นแนวฉาก
การหักเหของคลื่น เกิดขึ้นเมื่อคลื่นเปลี่ยนตัวกลางในการเคลื่อนที่ หรือคลื่นเคลื่อนที่ผ่านรอยต่อ
ระหว่างตัวกลางที่มีสมบัติต่างกัน เช่น คลื่นน้าเคลื่อนที่จากบริเวณน้าตื้นไปสู่น้าลึก โดยตกกระทบทามุม
เฉียงกับแนวรอยต่อระหว่างตัวกลาง จะทาให้เกิดการเบี่ยงเบนทิศทางการเคลื่อนที่ การหักเหมีผลทาให้
อัตราเร็วและความยาวของคลื่นเปลี่ยนไป แต่ความถี่คงเดิม โดยบริเวณน้าตื้นจะมีความยาวคลื่นน้าน้อย
กว่าบริเวณน้าลึก
106
แผนกำรจัดกำรเรียนรู้ที่ 5 กำรเลี้ยวเบนของคลื่น
หน่วยกำรเรียนรู้ที่ 1 คลื่น วิชำวิทยำศำสตร์ 5 ว33101 ชั้นมัธยมศึกษำปีที่ 6 เวลำ 2 ชั่วโมง
**********************************************************************
1. มำตรฐำนกำรเรียนรู้/ตัวชี้วัด
มำตรฐำนกำรเรียนรู้
มำตรฐำน ว 5.1 เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างพลังงานกับการดารงชีวิต การเปลี่ยนรูปพลังงาน
ปฏิสัมพันธ์ระหว่างสารและพลังงาน ผลของการใช้พลังงานต่อชีวิตและสิ่งแวดล้อม มีกระบวนการสืบเสาะหา
ความรู้ สื่อสารสิ่งที่เรียนรู้และนาความรู้ไปใช้ประโยชน์
ตัวชี้วัด
ว 5.1 ม.4-6/1 ทดลองและอธิบายสมบัติของคลื่นกล และอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างอัตราเร็ว
ความถี่ และความยาวคลื่น
มำตรฐำนกำรเรียนรู้
มำตรฐำน ว 8.1 ใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์และจิตวิทยาศาสตร์ในการสืบเสาะหาความรู้
การแก้ปัญหา รู้ว่าปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่มีรูปแบบที่แน่นอนสามารถอธิบายและ
ตรวจสอบได้ภายใต้ข้อมูลและเครื่องมือที่มีอยู่ในช่วงเวลานั้น ๆ เข้าใจว่าวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีสังคมและ
สิ่งแวดล้อมมีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน
ตัวชี้วัด
1. ว 8.1 ม.4-6/1 ตั้งคาถามที่อยู่บนพื้นฐานของความรู้และความเข้าใจทางวิทยาศาสตร์หรือ
ความสนใจหรือจากประเด็นที่เกิดขึ้นในขณะนั้นที่สามารถทาการสารวจตรวจสอบหรือศึกษาค้นคว้าได้อย่าง
ครอบคลุมและเชื่อถือได้
2. ว 8.1 ม.4-6/2 สร้างสมมติฐานที่มีทฤษฎีรองรับหรือคาดการณ์สิ่งที่จะพบหรือสร้าง
แบบจาลองหรือสร้างรูปแบบเพื่อนาไปสู่การสารวจตรวจสอบ
3. ว 8.1 ม.4-6/3 ค้นคว้ารวบรวมข้อมูลที่ต้องพิจารณาปัจจัยหรือตัวแปรสาคัญ ปัจจัยที่มีผลต่อ
ปัจจัยอื่นปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้และจานวนครั้งของการสารวจตรวจสอบเพื่อให้ได้ผลที่มีความเชื่อมั่นอย่าง
เพียงพอ
4. ว 8.1 ม.4-6/4 เลือกวัสดุเทคนิควิธีอุปกรณ์ที่ใช้ในการสังเกตการวัดการสารวจตรวจสอบอย่าง
ถูกต้องทั้งทางกว้างและลึกในเชิงปริมาณและคุณภาพ
5. ว 8.1 ม.4-6/5 รวบรวมข้อมูลและบันทึกผลการสารวจตรวจสอบอย่างเป็นระบบถูกต้อง
ครอบคลุมทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพโดยตรวจสอบความเป็นไปได้ความเหมาะสมหรือความผิดพลาดของ
ข้อมูล
6. ว 8.1 ม.4-6/6 จัดกระทาข้อมูลโดยคานึงถึงการรายงานผลเชิงตัวเลขที่มีระดับความถูกต้อง
และนาเสนอข้อมูลด้วยเทคนิควิธีที่เหมาะสม
107
7. ว 8.1 ม.4-6/7 วิเคราะห์ข้อมูลแปลความหมายข้อมูลและประเมินความสอดคล้องของข้อสรุป
หรือสาระสาคัญเพื่อตรวจสอบกับสมมติฐานที่ตั้งไว้
8. ว 8.1 ม.4-6/8 พิจารณาความน่าเชื่อถือของวิธีการและผลการสารวจตรวจสอบโดยใช้หลัก
ความคลาดเคลื่อนของการวัดและการสังเกตเสนอแนะการปรับปรุงวิธีการสารวจตรวจสอบ
9. ว 8.1 ม.4-6/9 นาผลของการสารวจตรวจสอบที่ได้ทั้งวิธีการและองค์ความรู้ที่ได้ไปสร้าง
คาถามใหม่นาไปใช้แก้ปัญหาในสถานการณ์ใหม่และในชีวิตจริง
10. ว 8.1 ม.4-6/10 ตระหนักถึงความสาคัญในการที่จะต้องมีส่วนร่วมรับผิดชอบการอธิบายการ
ลงความเห็นและการสรุปผลการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ที่นาเสนอต่อสาธารณชนด้วยความถูกต้อง
11. ว 8.1 ม.4-6/11 บันทึกและอธิบายผลการสารวจตรวจสอบอย่างมีเหตุผลใช้พยานหลักฐาน
อ้างอิงหรือค้นคว้าเพิ่มเติมเพื่อหาหลักฐานอ้างอิงที่เชื่อถือได้และยอมรับว่าความรู้เดิมอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้
เมื่อมีข้อมูลและประจักษ์พยานใหม่เพิ่มเติมหรือโต้แย้งจากเดิมซึ่งท้าทายให้มีการตรวจสอบอย่างระมัดระวังอัน
จะนามาสู่การยอมรับเป็นความรู้ใหม่
12. ว 8.1 ม.4-6/12 จัดแสดงผลงานเขียนรายงานและ/หรืออธิบายเกี่ยวกับแนวคิดกระบวนการ
และผลของโครงงานหรือชิ้นงานให้ผู้อื่นเข้าใจ
2. จุดประสงค์กำรเรียนรู้
1. ทดลองและสรุปผลการทดลองเกี่ยวกับการเลี้ยวเบนของคลื่นได้ (P)
2. อธิบายเกี่ยวกับลักษณะการเลี้ยวเบนของคลื่นจากทฤษฎีของฮอยเกนส์ จากตัวอย่างของการ
เลี้ยวเบนของคลื่นน้าผ่านช่องของสิ่งกีดขวางได้ (K)
3. แสดงความเป็นคนสนใจใฝ่รู้ อยากรู้อยากเห็น รับผิดชอบ มุ่งมั่น อดทนเพียรพยายาม มีเหตุผล มีระเบียบ
รอบคอบ ซื่อสัตย์ ใจกว้าง (A)
3. สำระสำคัญ
การเลี้ยวเบน คือ การที่คลื่นเคลื่อนที่มาพบสิ่งกีดขวางหรือผ่านช่องเปิด แล้วมีคลื่นส่วนหนึ่งแผ่กระจาย
จากขอบของสิ่งกีดขวางไปทางด้านหลังได้โดยหลักของฮอยเกนส์ กล่าวว่า หน้าคลื่นที่ผ่านสิ่งกีดขวางจะทา
หน้าที่เป็นแหล่งกาเนิดคลื่นใหม่ที่สร้างหน้าคลื่นเป็นรูปครึ่งวงกลมหลังสิ่งกีดขวางได้
4. สำระกำรเรียนรู้
1. ควำมรู้
การเลี้ยวเบน คือ การที่คลื่นเคลื่อนที่มาพบสิ่งกีดขวางหรือผ่านช่องเปิด แล้วมีคลื่นส่วนหนึ่งแผ่
กระจายจากขอบของสิ่งกีดขวางไปทางด้านหลังได้
หลักของฮอยเกนส์ กล่าวว่า หน้าคลื่นที่ผ่านสิ่งกีดขวางจะทาหน้าที่เป็นแหล่งกาเนิดคลื่นใหม่ที่
สร้างหน้าคลื่นเป็นรูปครึ่งวงกลมหลังสิ่งกีดขวางได้
108
2. ทักษะ/กระบวนกำร/กระบวนกำรคิด
- ทักษะการคิดวิเคราะห์
- ทักษะการสื่อความหมาย
- ทักษะการปฏิบัติการทดลอง
3. ด้ำนเจตคติทำงวิทยำศำสตร์
- สนใจใฝ่รู้ อยากรู้อยากเห็น รับผิดชอบ มุ่งมั่น อดทนเพียรพยายาม มีเหตุผล มีระเบียบ รอบคอบ
ซื่อสัตย์ ใจกว้าง
5. คุณลักษณะอันพึงประสงค์
 รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์  ซื่อสัตย์สุจริต
 มีวินัย  ใฝ่เรียนรู้
 อยู่อย่างพอเพียง  มุ่งมั่นในการทางาน
 รักความเป็นไทย  มีจิตสาธารณะ
6. สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน
 ความสามารถในการสื่อสาร  ความสามารถในการคิด  ความสามารถในการแก้ปัญหา
 ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต  ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี
7. ชิ้นงำน/ภำระงำน
- ผังมโนทัศน์เรื่อง การเลี้ยวเบนของคลื่น
8. กำรจัดกิจกรรมกำรเรียนรู้ (กระบวนกำรสืบเสำะหำควำมรู้ (5Es))
ขั้นที่ 1 สร้ำงควำมสนใจ (Engagement)
1. ครูนานักเรียนเข้าสู่บทเรียนเกี่ยวกับการเลี้ยวเบนของคลื่น โดยนักเรียนสังเกตการได้ยิน
เสียงเพลง เมื่อวิทยุอยู่หลังกาแพง แล้วครูถามนักเรียนโดยใช้คาถามดังนี้
1.1 เพราะเหตุใดจึงได้ยินเสียงเพลง เมื่อวิทยุอยู่ด้านหลังกาแพง (เสียงสามารถเลี้ยว-อ้อม
กาแพงได้)
1.2 ปรากฏการณ์ดังกล่าวเป็นการเลี้ยวเบนของคลื่นใช่หรือไม่ (ใช่/ไม่ใช่)
2. ครูถามคาถามกระตุ้นความคิดของนักเรียนดังนี้
2.1 เมื่อคลื่นเคลื่อนที่มาเจอสิ่งกีดขวาง จะเกิดอะไรขึ้น (อาจจะเกิดการสะท้อน การหักเห
หรือการเลี้ยวเบน)
2.2 การเลี้ยวเบนของคลื่นมีลักษณะอย่างไร (การเลี้ยวเบน คือ การที่คลื่นเคลื่อนที่มาพบ
สิ่งกีดขวางหรือผ่านช่องเปิด แล้วมีคลื่นส่วนหนึ่งแผ่กระจายจากขอบของสิ่งกีดขวางไปทางด้านหลังได้)
109
2.3 หลักของฮอยเกนส์มีความสาคัญอย่างไร (หลักของฮอยเกนส์ กล่าวว่าหน้าคลื่นที่ผ่าน
สิ่งกีดขวางจะทาหน้าที่เป็นแหล่งกาเนิดคลื่นใหม่ที่สร้างหน้าคลื่นเป็นรูปครึ่งวงกลมหลังสิ่งกีดขวางได้)
ขั้นที่ 2 สำรวจและค้นหำ (Exploration)
1. นักเรียนแบ่งกลุ่มกลุ่มละ 4 คน ศึกษาวิธีการทากิจกรรมที่ 1.4 เรื่อง การเลี้ยวเบนของคลื่น
ในใบงานที่ 4
2. นักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นก่อนทากิจกรรม โดยครูถามคาถามก่อนทากิจกรรม โดยใช้
คาถามดังนี้
2.1 ปัญหาของการทดลองนี้คืออะไร (คลื่นเคลื่อนที่เจอสิ่งกีดขวางจะมีลักษณะอย่างไร)
2.2 เมื่อใช้ตัวทาคลื่นตีน้า คลื่นน้าที่เกิดขึ้นจากการตีมีลักษณะอย่างไร (น้าจะมีการ
กระเพื่อมขึ้นลงเป็นแนวเส้นตรง เหมือนลอนกระเบื้อง)
2.3 คลื่นน้าจะสามารถเคลื่อนที่ทะลุแท่งไม้ที่กั้นไว้ได้หรือไม่ อย่างไร (คลื่นน้าไม่สามารถ
เคลื่อนที่ทะลุแท่งไม้ที่กั้นไว้ได้ เนื่องจากน้าไม่สามารถแทรกผ่านของแข็งอย่างไม้ได้ แต่สามารถผ่านช่องว่าง
ระหว่างแท่งไม้ไปได้ โดยคลื่นที่ผ่านออกมาจะมีขนาดเท่ากับความกว้างของช่องของแท่งไม้ ดังภาพ
3. นักเรียนลงมือทากิจกรรมตามขั้นตอนที่กาหนดในใบงานที่ 4 เรื่อง การเลี้ยวเบนของคลื่น
และบันทึกผลการทากิจกรรม
ขั้นที่ 3 อธิบำยและลงข้อสรุป (Explanation)
1. ตัวแทนนักเรียนแต่ละกลุ่มออกมานาเสนอผลการทากิจกรรมเรื่อง การเลี้ยวเบนของคลื่นหน้า
ชั้นเรียน
(ตัวอย่างบันทึกผลการทากิจกรรม
จากการทากิจกรรม ได้ผลดังนี้
1. คลื่นที่เกิดจากตัวทาคลื่นเป็นคลื่นในแนวเส้นตรง
2. เมื่อช่องระหว่างแท่งไม้มีขนาดเล็ก คลื่นจะผ่านช่องได้ และลักษณะคลื่นที่ทะลุออกมาจะมี
ลักษณะเป็นคลื่นครึ่งวงกลม
3. เมื่อช่องระหว่างแท่งไม้มีขนาดใหญ่ คลื่นจะผ่านช่องได้ แต่ลักษณะคลื่นที่ผ่านออกมามีทั้งส่วน
ที่เป็นคลื่นเส้นตรงและส่วนที่เป็นครึ่งวงกลม)
2. นักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับผลการทากิจกรรม โดยครูใช้คาถามหลังทา
กิจกรรม จากนั้นนักเรียนตอบคาถามดังนี้
110
2.1 ลักษณะของคลื่นน้าที่เกิดขึ้นจากตัวทาคลื่นแตะน้า กับคลื่นที่เคลื่อนที่ผ่านระหว่าง
แท่งไม้ทั้งสองมีลักษณะเหมือนหรือแตกต่างกัน อย่างไร (มีลักษณะแตกต่างกัน กล่าวคือ คลื่นที่เกิดจากตัวทา
คลื่นตีน้าจะเป็นคลื่นเส้นตรงแต่คลื่นที่ทะลุผ่านช่องของแท่งไม้จะเป็นคลื่นครึ่งวงกลม)
2.2 ความกว้างหรือระยะห่างระหว่างแท่งไม้ทั้งสอง มีผลต่อลักษณะของคลื่นที่ผ่าน
ระหว่างแท่งไม้ทั้งสองหรือไม่ อย่างไร (มีผล กล่าวคือ ถ้าความกว้างน้อย คลื่นสามารถผ่านช่องเป็นคลื่นครึ่ง
วงกลม ซึ่งจะส่งผลต่อน้าด้านหลังของแท่งไม้ ทาให้เกิดการกระเพื่อมไปด้วย แต่ถ้าช่องมีความกว้างมาก คลื่นที่
ทะลุช่องมาจะเป็นคลื่นเส้นตรงผสมกับคลื่นครึ่งวงกลม)
2.3 สรุปผลการทดลองนี้ได้อย่างไร (หลักของฮอยเกนส์ กล่าวว่า หน้าคลื่นที่ผ่านสิ่งกีด
ขวางจะทาหน้าที่เป็นแหล่งกาเนิดคลื่นใหม่ที่สร้างหน้าคลื่นเป็นรูปครึ่งวงกลมหลังสิ่งกีดขวางได้ ปรากฏการณ์
เลี้ยวเบนนี้ ขนาดของช่องมีความสัมพันธ์กับความยาวคลื่น โดยช่องที่จะทาให้เกิดการเลี้ยวเบนได้ดีนั้น ต้องมี
ขนาดเท่ากับความยาวคลื่น)
3. นักเรียนร่วมกันสรุปผลการทากิจกรรมเกี่ยวกับหลักของฮอยเกนส์ให้ได้ประเด็นตาม
จุดประสงค์การเรียนรู้
4. นักเรียนวิเคราะห์ถึงปรากฏการณ์การเลี้ยวเบนของคลื่น ที่พบเห็นในชีวิตประจาวัน เช่น การ
เห็นภาพในโบสถ์ที่ปิดสนิท วัดพระธาตุลาปางหลวง จังหวัดลาปาง เป็นต้น
ขั้นที่ 4 ขยำยควำมรู้ (Elaboration)
1. ครูและนักเรียนร่วมกันอภิปรายเกี่ยวกับ การเลี้ยวเบนของคลื่น พร้อมทั้งยกตัวอย่างการ
เลี้ยวเบนของคลื่นในชีวิตประจาวัน จนกระทั่งนักเรียนอธิบายได้ว่า
- การเลี้ยวเบน คือ การที่คลื่นเคลื่อนที่มาพบสิ่งกีดขวางหรือผ่านช่องเปิด แล้วมีคลื่นส่วน
หนึ่งแผ่กระจายจากขอบของสิ่งกีดขวางไปทางด้านหลังได้
- หลักของฮอยเกนส์ กล่าวว่า หน้าคลื่นที่ผ่านสิ่งกีดขวางจะทาหน้าที่เป็นแหล่งกาเนิด
คลื่นใหม่ที่สร้างหน้าคลื่นเป็นรูปครึ่งวงกลมหลังสิ่งกีดขวางได้
2. นักเรียนสืบค้นข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเลี้ยวเบนของคลื่นจากหนังสือเรียน และแหล่งเรียนรู้
อื่น ๆ จากนั้นเขียนผังมโนทัศน์เรื่อง การเลี้ยวเบนของคลื่น
ขั้นที่ 5 ประเมิน (Evaluation)
1. ครูประเมินการเรียนรู้ของนักเรียน ดังนี้ สังเกตพฤติกรรมของนักเรียนขณะเข้าร่วมกิจกรรม
การตอบคาถามของนักเรียน การทากิจกรรม การตอบคาถามในใบงาน และประเมินการเขียนผังมโนทัศน์
2. นักเรียนแต่ละกลุ่มพิจารณาว่า จากหัวข้อที่เรียนมาและการปฏิบัติกิจกรรม มีจุดใดบ้างที่ยังไม่
เข้าใจหรือยังมีข้อสงสัย ถ้ามีครูช่วยอธิบายเพิ่มเติมให้นักเรียนเข้าใจ
3. นักเรียนร่วมกันประเมินการปฏิบัติกิจกรรมกลุ่มว่ามีปัญหาหรืออุปสรรคใด และได้มีการแก้ไข
อย่างไรบ้าง
111
4. นักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประโยชน์ที่ได้รับจากการปฏิบัติการทดลอง และ
การนาความรู้ที่ได้ไปใช้ประโยชน์
5. ทดสอบความเข้าใจของนักเรียนโดยการให้ตอบคาถาม เช่น
- การเลี้ยวเบนหมายถึงอะไร
- หลักของฮอยเกนส์ กล่าวว่าอย่างไร
6. นักเรียนทบทวนความรู้เพิ่มเติมจากสื่อสังคมออนไลน์ เรื่อง คลื่นกล ตอนที่ 2 ทาง youtube
https://youtu.be/30ze8eYEx28
9. สื่อ/แหล่งกำรเรียนรู้
1. ถาดคลื่นพร้อมอุปกรณ์ติดตั้ง 1 ชุด
2. แท่งไม้หรือพลาสติก 2 อัน
3. น้า 1 ถ้วย
4. ใบงานที่ 4 เรื่อง การเลี้ยวเบนของคลื่น
5. หนังสือเรียน
6. สื่อสังคมออนไลน์ เรื่อง คลื่นกล ตอนที่ 2 ทาง youtube https://youtu.be/30ze8eYEx28
10. กำรวัดและกำรประเมินผล
ชิ้นงำน/ภำระงำน/ใบงำน วิธีกำร เครื่องมือ เกณฑ์กำรผ่ำน
1. ด้ำนควำมรู้ (K)
- ใบงานที่ 4 เรื่อง การเลี้ยวเบนของคลื่น
- ผังมโนทัศน์ เรื่อง การเลี้ยวเบนของคลื่น
- การตรวจใบงาน
- การตรวจผลงาน
- แบบประเมินใบงาน
- แบบประเมินผังมโนทัศน์
- ร้อยละ 60 ขึ้นไป
- ร้อยละ 60 ขึ้นไป
2.ด้ำนทักษะ/กระบวนกำร (P)
- ใบงานที่ 4 เรื่อง การเลี้ยวเบนของคลื่น
- การสังเกต
- การตรวจใบงาน
- แบบสังเกตการปฏิบัติการทดลอง
- แบบประเมินใบงาน
- ร้อยละ 60 ขึ้นไป
- ร้อยละ 60 ขึ้นไป
3.ด้ำนเจตคติทำงวิทยำศำสตร์ (A) - การสังเกต - แบบสังเกตเจตคติทางวิทยาศาสตร์ - ร้อยละ 60 ขึ้นไป
112
แบบสังเกตกำรปฏิบัติกำรทดลอง
เรื่อง กำรเลี้ยวเบนของคลื่น
เลขที่ ชื่อ-สกุล กลุ่ม
คะแนนแต่ละรำยกำรประเมิน
คะแนนรวม(24)
การทดลองหรือ
ทากิจกรรมตาม
แผนที่กาหนด
การใช้อุปกรณ์
และ/หรือ
เครื่องมือ
การบันทึกผลการ
ทดลองหรือทา
กิจกรรม
การจัดกระทา
ข้อมูลและการ
นาเสนอ
การสรุปผลการ
ทดลองหรือการ
ทากิจกรรม
การดูแลและการ
เก็บอุปกรณ์และ/
หรือเครื่องมือ
เกณฑ์กำรประเมิน/ระดับคุณภำพ
คะแนนรวม 20-24 หมายถึง ดีมาก คะแนนรวม 15-19 หมายถึง ดี
คะแนนรวม 10–14 หมายถึง พอใช้ คะแนนรวม 6 – 9 หมายถึง ปรับปรุง
เกณฑ์กำรผ่ำน ตั้งแต่ 15 คะแนนขึ้นไป (ผ่ำนเกณฑ์ร้อยละ 60)
ลงชื่อ ผู้ประเมิน
(.........................................................)
........../................/..............
113
แบบประเมินใบงำน
เรื่อง กำรเลี้ยวเบนของคลื่น
เลขที่ ชื่อ-สกุล กลุ่ม
คะแนนแต่ละรำยกำรประเมิน
คะแนนรวม(16)
คาถามก่อนทา
กิจกรรม
บันทึกผลการทา
กิจกรรม
คาถามหลังทา
กิจกรรม
สรุปผลการทดลอง
เกณฑ์กำรประเมิน/ระดับคุณภำพ
คะแนนรวม 14-16 หมายถึง ดีมาก คะแนนรวม 11-13 หมายถึง ดี
คะแนนรวม 8–10 หมายถึง พอใช้ คะแนนรวม 4–7 หมายถึง ปรับปรุง
เกณฑ์กำรผ่ำน ตั้งแต่ 10 คะแนนขึ้นไป (ผ่ำนเกณฑ์ร้อยละ 60)
ลงชื่อ ผู้ประเมิน
(.........................................................)
........../................/..............
114
แบบประเมินผังมโนทัศน์
เรื่อง กำรเลี้ยวเบนของคลื่น
เลขที่ ชื่อ-สกุล กลุ่ม คะแนน หมำยเหตุ
เกณฑ์กำรประเมิน/ระดับคุณภำพ
คะแนนรวม 4 หมายถึง ดีมาก คะแนนรวม 3 หมายถึง ดี
คะแนนรวม 2 หมายถึง พอใช้ คะแนนรวม 1 หมายถึง ปรับปรุง
เกณฑ์กำรผ่ำน ตั้งแต่ 3 คะแนนขึ้นไป (ผ่ำนเกณฑ์ร้อยละ 60)
ลงชื่อ ผู้ประเมิน
(.........................................................)
........../................/..............
115
แบบสังเกตเจตคติทำงวิทยำศำสตร์ ครั้งที่ 5
เลขที่ ชื่อ-สกุล กลุ่ม
คะแนนแต่ละรำยกำรประเมิน
ความสนใจใฝ่รู้หรือความ
อยากรู้อยากเห็น
ความรับผิดชอบความ
มุ่งมั่นอดทนและเพียร
พยายาม
ความมีเหตุผล
ความมีระเบียบรอบคอบ
เห็นคุณค่าของความมี
ระเบียบและรอบคอบ
ความซื่อสัตย์เสนอความ
จริงถึงแม้จะเป็นผลที่
แตกต่างจากผู้อื่น
ความใจกว้างร่วมแสดง
ความคิดเห็นและรับฟัง
ความคิดเห็นของผู้อื่น
คะแนนรวม(24)
เกณฑ์กำรประเมิน/ระดับคุณภำพ
คะแนนรวม 20-24 หมายถึง มาก คะแนนรวม 15-19 หมายถึง ปานกลาง
คะแนนรวม 10–14 หมายถึง น้อย คะแนนรวม 6 – 9 หมายถึง ไม่แสดงออก
เกณฑ์กำรผ่ำน ตั้งแต่ 15 คะแนนขึ้นไป (ผ่ำนเกณฑ์ร้อยละ 60)
ลงชื่อ ผู้ประเมิน
(.........................................................)
........../................/..............
116
แบบประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ 8 ประกำร ครั้งที่ 1
กลุ่มสำระกำรเรียนรู้......................................................ภำคเรียนที่...........ปีกำรศึกษำ..............
ชื่อ-สกุลนักเรียน.....................................................................ชั้น..............................เลขที่…….
คำชี้แจง: ให้ ผู้สอน สังเกตพฤติกรรมของนักเรียน แล้วขีด  ลงในช่องว่างที่ตรงกับระดับคะแนน
คุณลักษณะ
อันพึงประสงค์
รำยกำรประเมิน
ระดับคะแนน
3 2 1 0
1. รักชาติ ศาสน์
กษัตริย์
1.1 ยืนตรงเมื่อได้ยินเพลงชาติ ร้องเพลงชาติได้ และบอกความหมายของเพลง
ชาติ
1.2 ปฏิบัติตนตามสิทธิและหน้าที่ของนักเรียน ให้ความร่วมมือ ร่วมใจ ในการ
ทางานกับสมาชิกในห้องเรียน
1.3 เข้าร่วมกิจกรรมที่สร้างความสามัคคี ปรองดอง และเป็นประโยชน์ต่อ
โรงเรียนและชุมชน
1.4 เข้าร่วมกิจกรรมทางศาสนาที่ตนนับถือ ปฏิบัติตนตามหลักของศาสนาและ
เป็นตัวอย่างที่ดีของศาสนิกชน
1.5 เข้าร่วมกิจกรรมและมีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมที่เกี่ยวกับสถาบัน
พระมหากษัตริย์ตามที่โรงเรียนและชุมชนจัดขึ้น ชื่นชมในพระราชกรณียกิจ
พระปรีชาสามารถของพระมหากษัตริย์และพระราชวงศ์
2. ซื่อสัตย์ สุจริต 2.1 ให้ข้อมูลที่ถูกต้อง และเป็นจริง
2.2 ปฏิบัติในสิ่งที่ถูกต้อง ละอาย และเกรงกลัวที่จะทาความผิด ทาตามสัญญา
ที่ตนให้ไว้กับพ่อแม่หรือผู้ปกครอง และครู
2.3 ปฏิบัติตนต่อผู้อื่นด้วยความซื่อตรง และเป็นแบบอย่างที่ดีแก่เพื่อน ด้าน
ความซื่อสัตย์
3. มีวินัย
รับผิดชอบ
3.1 ปฏิบัติตามข้อตกลง กฎเกณฑ์ ระเบียบ ข้อบังคับของครอบครัวและ
โรงเรียน มีความตรงต่อเวลาในการปฏิบัติกิจกรรมต่าง ๆ ใน
ชีวิตประจาวันมีความรับผิดชอบ
117
คุณลักษณะ
อันพึงประสงค์
รำยกำรประเมิน
ระดับคะแนน
3 2 1 0
4. ใฝ่เรียนรู้ 4.1 ตั้งใจเรียน
4.2 เอาใจใส่ในการเรียน และมีความเพียรพยายามในการเรียน
4.3 เข้าร่วมกิจกรรมการเรียนรู้ต่าง ๆ
4.4 ศึกษาค้นคว้า หาความรู้จากหนังสือ เอกสาร สิ่งพิมพ์ สื่อเทคโนโลยีต่าง ๆ
แหล่งการเรียนรู้ทั้งภายในและภายนอกโรงเรียน และเลือกใช้สื่อได้อย่าง
เหมาะสม
4.5 บันทึกความรู้ วิเคราะห์ ตรวจสอบบางสิ่งที่เรียนรู้ สรุปเป็นองค์ความรู้
4.6 แลกเปลี่ยนความรู้ ด้วยวิธีการต่าง ๆ และนาไปใช้ในชีวิตประจาวัน
5. อยู่อย่าง
พอเพียง
5.1 ใช้ทรัพย์สินและสิ่งของของโรงเรียนอย่างประหยัด
5.2 ใช้อุปกรณ์การเรียนอย่างประหยัดและรู้คุณค่า
5.3 ใช้จ่ายอย่างประหยัดและมีการเก็บออมเงิน
6. มุ่งมั่นในการ
ทางาน
6.1 มีความตั้งใจและพยายามในการทางานที่ได้รับมอบหมาย
6.2 มีความอดทนและไม่ท้อแท้ต่ออุปสรรคเพื่อให้งานสาเร็จ
7. รักความเป็น
ไทย
7.1 มีจิตสานึกในการอนุรักษ์วัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทย
7.2 เห็นคุณค่าและปฏิบัติตนตามวัฒนธรรมไทย
8. มีจิตสาธารณะ 8.1 รู้จักช่วยพ่อแม่ ผู้ปกครอง และครูทางาน
8.2 อาสาทางาน ช่วยคิด ช่วยทา และแบ่งปันสิ่งของให้ผู้อื่น
8.3 รู้จักการดูแล รักษาทรัพย์สมบัติและสิ่งแวดล้อมของห้องเรียน โรงเรียน
ชุมชน
8.4 เข้าร่วมกิจกรรมเพื่อสังคมและสาธารณประโยชน์ของโรงเรียน
ลงชื่อ ผู้ประเมิน
(..................................................)
............../.................../................
เกณฑ์กำรให้คะแนน
พฤติกรรมที่ปฏิบัติชัดเจนและสม่าเสมอ ให้ 3 คะแนน
พฤติกรรมที่ปฏิบัติชัดเจนและบ่อยครั้ง ให้ 2 คะแนน
พฤติกรรมที่ปฏิบัติบางครั้ง ให้ 1 คะแนน
ไม่เคยปฏิบัติพฤติกรรม ให้ 0 คะแนน
118
แบบประเมินสมรรถนะสำคัญของผู้เรียน ครั้งที่ 1
กลุ่มสำระกำรเรียนรู้......................................................ภำคเรียนที่...........ปีกำรศึกษำ..............
ชื่อ-สกุลนักเรียน.....................................................................ชั้น..............................เลขที่…….
คำชี้แจง: ให้ ผู้สอน สังเกตพฤติกรรมของนักเรียน แล้วขีด  ลงในช่องที่ตรงกับระดับคะแนน
สมรรถนะด้ำน รำยกำรประเมิน
ระดับคะแนน
3 2 1 0
1. ความ
สามารถในการ
สื่อสาร
1.1 มีความสามารถในการรับ – ส่งสาร
1.2 มีความสามารถในการถ่ายทอดความรู้ ความคิด ความเข้าใจ
ของตนเอง โดยใช้ภาษาอย่างเหมาะสม
1.3 ใช้วิธีการสื่อสารที่เหมาะสม
1.4 วิเคราะห์แสดงความคิดเห็นอย่างมีเหตุผล
1.5 เขียนบันทึกเหตุการณ์ประจาวันแล้วเล่าให้เพื่อนฟังได้
สรุป
2. ความ
สามารถในการ
คิด
2.1 มีความสามารถในการคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์
2.2 มีทักษะในการคิดนอกกรอบอย่างสร้างสรรค์
2.3 สามารถคิดอย่างมีวิจารณญาณ
2.4 มีความสามารถในการคิดอย่างมีระบบ
2.5 ตัดสินใจแก้ปัญหาเกี่ยวกับตนเองได้
สรุป
3. ความ
สามารถในการ
แก้ปัญหา
3.1 สามารถแก้ปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ ที่เผชิญได้
3.2 ใช้เหตุผลในการแก้ปัญหา
3.3 เข้าใจความสัมพันธ์และการเปลี่ยนแปลงในสังคม
3.4 แสวงหาความรู้ ประยุกต์ความรู้มาใช้ในการป้องกันและ
แก้ไขปัญหา
3.5 สามารถตัดสินใจได้เหมาะสมตามวัย
สรุป
119
สมรรถนะด้ำน รำยกำรประเมิน
ระดับคะแนน
3 2 1 0
4. ความ
สามารถในการ
ใช้ทักษะชีวิต
4.1 เรียนรู้ด้วยตนเองได้เหมาะสมตามวัย
4.2 สามารถทางานกลุ่มร่วมกับผู้อื่นได้
4.3 นาความรู้ที่ได้ไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจาวัน
4.4 จัดการปัญหาและความขัดแย้งได้เหมาะสม
4.5 หลีกเลี่ยงพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ที่ส่งผลกระทบต่อตนเอง
สรุป
5. ความ
สามารถในการ
ใช้เทคโนโลยี
5.1 เลือกและใช้เทคโนโลยีได้เหมาะสมตามวัย
5.2 มีทักษะกระบวนการทางเทคโนโลยี
5.3 สามารถนาเทคโนโลยีไปใช้พัฒนาตนเอง
5.4 ใช้เทคโนโลยีในการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์
5.5 มีคุณธรรม จริยธรรมในการใช้เทคโนโลยี
สรุป
สรุปผลกำรประเมิน
ลงชื่อ ผู้ประเมิน
(นายพิพัฒน์พงษ์ สาจันทร์)
....../......../........
เกณฑ์กำรให้คะแนนระดับคุณภำพ
ดีเยี่ยม - พฤติกรรมที่ปฏิบัติชัดเจนและสม่าเสมอ ให้ 3 คะแนน
ดี - พฤติกรรมที่ปฏิบัติชัดเจนและบ่อยครั้ง ให้ 2 คะแนน
ผ่ำน - พฤติกรรมที่ปฏิบัติบางครั้ง ให้ 1 คะแนน
ไม่ผ่ำน - ไม่เคยปฏิบัติพฤติกรรม ให้ 0 คะแนน
120
11. บันทึกหลังจัดกิจกรรมกำรเรียนรู้
121
ใบงำนที่ 4 เรื่อง กำรเลี้ยวเบนของคลื่น
ชื่อ_____________________ชั้น_______เลขที่____ กลุ่มที่____
คำชี้แจง ให้นักเรียนแต่ละกลุ่มปฏิบัติ ดังนี้
1. อ่านวิธีทากิจกรรมการทดลองให้เข้าใจ 2. ตอบคาถามก่อนทากิจกรรม
3. ทากิจกรรมและบันทึกผล 4. ตอบคาถามหลังทากิจกรรม
กิจกรรมที่ 1.4 กำรเลี้ยวเบนของคลื่น
วัสดุอุปกรณ์
1.ถาดคลื่นพร้อมอุปกรณ์ติดตั้ง 1 ชุด
2.แท่งไม้หรือพลาสติก 2 อัน
3.น้า 1 ถ้วย
วิธีทำ
1. นาน้าใส่ถาดคลื่น แล้วนาแท่งไม้วางในลักษณะดังภาพ
2. ใช้ตัวทาคลื่นแตะน้าในถาดเป็นจังหวะอย่างสม่าเสมอสังเกตคลื่นน้าที่เกิดขึ้นและคลื่นน้าที่
ผ่านระหว่างแท่งไม้ทั้งสอง บันทึกผล
3. เปลี่ยนระยะห่างระหว่างแท่งไม้ทั้งสองทาซ้าข้อ 2 สังเกตลักษณะของคลื่นน้า บันทึกผล
ได้คะแนน
.....................................
คะแนนเต็ม 16 คะแนน
แท่งไม้ ตัวทาคลื่น
การจัดการทดลอง หลักของฮอยเกนส์
122
คำถำมก่อนทำกิจกรรม
ปัญหำ
1. ปัญหาของการทดลองนี้คืออะไร
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
สมมติฐำน
2. เมื่อใช้ตัวทาคลื่นตีน้า คลื่นน้าที่เกิดขึ้นจากการตีมีลักษณะอย่างไร
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
3. คลื่นน้าจะสามารถเคลื่อนที่ทะลุแท่งไม้ที่กั้นไว้ได้หรือไม่ อย่างไร
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
บันทึกผลกำรทำกิจกรรม
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
คลื่นเคลื่อนที่เจอสิ่งกีดขวางจะมีลักษณะอย่างไร
น้าจะมีการกระเพื่อมขึ้นลงเป็นแนวเส้นตรง เหมือนลอนกระเบื้อง
คลื่นน้าไม่สามารถเคลื่อนที่ทะลุแท่งไม้ที่กั้นไว้ได้ เนื่องจากน้าไม่สามารถแทรกผ่านของแข็งอย่างไม้
ได้ แต่สามารถผ่านช่องว่างระหว่างแท่งไม้ไปได้ โดยคลื่นที่ผ่านออกมาจะมีขนาดเท่ากับความกว้างของช่อง
ของแท่งไม้
จากการทากิจกรรม ได้ผลดังนี้
1. คลื่นที่เกิดจากตัวทาคลื่นเป็นคลื่นในแนวเส้นตรง
2. เมื่อช่องระหว่างแท่งไม้มีขนาดเล็ก คลื่นจะผ่านช่องได้ ลักษณะคลื่นที่ทะลุออกมาจะมี
ลักษณะเป็นคลื่นครึ่งวงกลม
3. เมื่อช่องระหว่างแท่งไม้มีขนาดใหญ่ คลื่นจะผ่านช่องได้ ลักษณะคลื่นที่ผ่านออกมามีทั้ง
ส่วนที่เป็นคลื่นเส้นตรงและส่วนที่เป็นครึ่งวงกลม
123
คำถำมหลังทำกิจกรรม
แปลควำมหมำยและสรุปผล
1. ลักษณะของคลื่นน้าที่เกิดขึ้นจากตัวทาคลื่นแตะน้ากับคลื่นที่เคลื่อนที่ผ่านระหว่างแท่งไม้ทั้งสองมี
ลักษณะเหมือนหรือแตกต่างกัน อย่างไร
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
2. ความกว้างหรือระยะห่างระหว่างแท่งไม้ทั้งสอง มีผลต่อลักษณะของคลื่นที่ผ่านระหว่างแท่งไม้ทั้งสอง
หรือไม่ อย่างไร
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
3. สรุปผลการทดลองนี้ได้อย่างไร
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
มีลักษณะแตกต่างกัน กล่าวคือ คลื่นที่เกิดจากตัวทาคลื่นตีน้าจะเป็นคลื่นเส้นตรงแต่คลื่นที่ทะลุผ่าน
ช่องของแท่งไม้จะเป็นคลื่นครึ่งวงกลม
มีผล กล่าวคือ ถ้าความกว้างน้อย คลื่นสามารถผ่านช่องเป็นคลื่นครึ่งวงกลม ซึ่งจะส่งผลต่อน้า
ด้านหลังของแท่งไม้ ทาให้เกิดการกระเพื่อมไปด้วย แต่ถ้าช่องมีความกว้างมาก คลื่นที่ทะลุช่องมาจะเป็น
คลื่นเส้นตรงผสมกับคลื่นครึ่งวงกลม
หลักของฮอยเกนส์ กล่าวว่า หน้าคลื่นที่ผ่านสิ่งกีดขวางจะทาหน้าที่เป็นแหล่งกาเนิดคลื่นใหม่ที่สร้าง
หน้าคลื่นเป็นรูปครึ่งวงกลมหลังสิ่งกีดขวางได้ ปรากฏการณ์เลี้ยวเบนนี้ ขนาดของช่องมีความสัมพันธ์กับ
ความยาวคลื่น โดยช่องที่จะทาให้เกิดการเลี้ยวเบนได้ดีนั้น ต้องมีขนาดเท่ากับความยาวคลื่น
124
แผนกำรจัดกำรเรียนรู้ที่ 6 กำรแทรกสอดของคลื่น
หน่วยกำรเรียนรู้ที่ 1 คลื่น วิชำวิทยำศำสตร์ 5 ว33101 ชั้นมัธยมศึกษำปีที่ 6 เวลำ 2 ชั่วโมง
**********************************************************************
1. มำตรฐำนกำรเรียนรู้/ตัวชี้วัด
มำตรฐำนกำรเรียนรู้
มำตรฐำน ว 5.1 เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างพลังงานกับการดารงชีวิต การเปลี่ยนรูปพลังงาน
ปฏิสัมพันธ์ระหว่างสารและพลังงาน ผลของการใช้พลังงานต่อชีวิตและสิ่งแวดล้อม มีกระบวนการสืบเสาะหา
ความรู้ สื่อสารสิ่งที่เรียนรู้และนาความรู้ไปใช้ประโยชน์
ตัวชี้วัด
ว 5.1 ม.4-6/1 ทดลองและอธิบายสมบัติของคลื่นกล และอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างอัตราเร็ว
ความถี่ และความยาวคลื่น
มำตรฐำนกำรเรียนรู้
มำตรฐำน ว 8.1 ใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์และจิตวิทยาศาสตร์ในการสืบเสาะหาความรู้
การแก้ปัญหา รู้ว่าปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่มีรูปแบบที่แน่นอนสามารถอธิบายและ
ตรวจสอบได้ภายใต้ข้อมูลและเครื่องมือที่มีอยู่ในช่วงเวลานั้น ๆ เข้าใจว่าวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีสังคมและ
สิ่งแวดล้อมมีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน
ตัวชี้วัด
1. ว 8.1 ม.4-6/1 ตั้งคาถามที่อยู่บนพื้นฐานของความรู้และความเข้าใจทางวิทยาศาสตร์หรือ
ความสนใจหรือจากประเด็นที่เกิดขึ้นในขณะนั้นที่สามารถทาการสารวจตรวจสอบหรือศึกษาค้นคว้าได้อย่าง
ครอบคลุมและเชื่อถือได้
2. ว 8.1 ม.4-6/2 สร้างสมมติฐานที่มีทฤษฎีรองรับหรือคาดการณ์สิ่งที่จะพบหรือสร้าง
แบบจาลองหรือสร้างรูปแบบเพื่อนาไปสู่การสารวจตรวจสอบ
3. ว 8.1 ม.4-6/3 ค้นคว้ารวบรวมข้อมูลที่ต้องพิจารณาปัจจัยหรือตัวแปรสาคัญ ปัจจัยที่มีผลต่อ
ปัจจัยอื่นปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้และจานวนครั้งของการสารวจตรวจสอบเพื่อให้ได้ผลที่มีความเชื่อมั่นอย่าง
เพียงพอ
4. ว 8.1 ม.4-6/4 เลือกวัสดุเทคนิควิธีอุปกรณ์ที่ใช้ในการสังเกตการวัดการสารวจตรวจสอบอย่าง
ถูกต้องทั้งทางกว้างและลึกในเชิงปริมาณและคุณภาพ
5. ว 8.1 ม.4-6/5 รวบรวมข้อมูลและบันทึกผลการสารวจตรวจสอบอย่างเป็นระบบถูกต้อง
ครอบคลุมทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพโดยตรวจสอบความเป็นไปได้ความเหมาะสมหรือความผิดพลาดของ
ข้อมูล
6. ว 8.1 ม.4-6/6 จัดกระทาข้อมูลโดยคานึงถึงการรายงานผลเชิงตัวเลขที่มีระดับความถูกต้อง
และนาเสนอข้อมูลด้วยเทคนิควิธีที่เหมาะสม
125
7. ว 8.1 ม.4-6/7 วิเคราะห์ข้อมูลแปลความหมายข้อมูลและประเมินความสอดคล้องของข้อสรุป
หรือสาระสาคัญเพื่อตรวจสอบกับสมมติฐานที่ตั้งไว้
8. ว 8.1 ม.4-6/8 พิจารณาความน่าเชื่อถือของวิธีการและผลการสารวจตรวจสอบโดยใช้หลัก
ความคลาดเคลื่อนของการวัดและการสังเกตเสนอแนะการปรับปรุงวิธีการสารวจตรวจสอบ
9. ว 8.1 ม.4-6/9 นาผลของการสารวจตรวจสอบที่ได้ทั้งวิธีการและองค์ความรู้ที่ได้ไปสร้าง
คาถามใหม่นาไปใช้แก้ปัญหาในสถานการณ์ใหม่และในชีวิตจริง
10. ว 8.1 ม.4-6/10 ตระหนักถึงความสาคัญในการที่จะต้องมีส่วนร่วมรับผิดชอบการอธิบายการ
ลงความเห็นและการสรุปผลการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ที่นาเสนอต่อสาธารณชนด้วยความถูกต้อง
11. ว 8.1 ม.4-6/11 บันทึกและอธิบายผลการสารวจตรวจสอบอย่างมีเหตุผลใช้พยานหลักฐาน
อ้างอิงหรือค้นคว้าเพิ่มเติมเพื่อหาหลักฐานอ้างอิงที่เชื่อถือได้และยอมรับว่าความรู้เดิมอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้
เมื่อมีข้อมูลและประจักษ์พยานใหม่เพิ่มเติมหรือโต้แย้งจากเดิมซึ่งท้าทายให้มีการตรวจสอบอย่างระมัดระวังอัน
จะนามาสู่การยอมรับเป็นความรู้ใหม่
12. ว 8.1 ม.4-6/12 จัดแสดงผลงานเขียนรายงานและ/หรืออธิบายเกี่ยวกับแนวคิดกระบวนการ
และผลของโครงงานหรือชิ้นงานให้ผู้อื่นเข้าใจ
2. จุดประสงค์กำรเรียนรู้
1. ทดลองและสรุปผลการทดลองเกี่ยวกับการแทรกสอดของคลื่นได้ (P)
2. อธิบายเกี่ยวกับลักษณะการแทรกสอดของคลื่นได้ (K)
3. แสดงความเป็นคนสนใจใฝ่รู้ อยากรู้อยากเห็น รับผิดชอบ มุ่งมั่น อดทนเพียรพยายาม มีเหตุผล มีระเบียบ
รอบคอบ ซื่อสัตย์ ใจกว้าง (A)
3. สำระสำคัญ
การแทรกสอด คือ ปรากฏการณ์ที่เกิดจากการรวมกันของคลื่นตั้งแต่ 2 ขบวน เคลื่อนที่มาซ้อนทับกัน
ในตัวกลางเดียวกัน อธิบายโดยใช้หลักการรวมกันของคลื่น
4. สำระกำรเรียนรู้
1. ควำมรู้
การแทรกสอด คือ ปรากฏการณ์ที่เกิดจากการรวมกันของคลื่นตั้งแต่ 2 ขบวน เคลื่อนที่มา
ซ้อนทับกันในตัวกลางเดียวกัน อธิบายโดยใช้หลักการรวมกันของคลื่น ซึ่งกล่าวว่า การกระจัดของคลื่นรวมจะ
เป็นผลบวกทางพีชคณิตของการกระจัดคลื่นย่อย โดยที่คลื่นย่อยหลังจากซ้อนทับกันแล้วทิศทางการเคลื่อนที่
และรูปร่างจะไม่เปลี่ยนแปลง
การแทรกสอดเสริมของคลื่นอาพันธ์ คือ ตาแหน่งที่คลื่น 2 ขบวนที่มีความถี่เท่ากัน มีขนาดแอม
พลิจูดเท่ากัน และมีทิศทางของแอมพลิจูดตรงกัน เคลื่อนที่เข้าหากัน ทาให้แอมพลิจูดของคลื่นรวมมีค่าเป็น 2
เท่า
126
การแทรกสอดหักล้างของคลื่นอาพันธ์ คือ ตาแหน่งที่คลื่น 2 ขบวนที่มีความถี่เท่ากัน มีขนาด
แอมพลิจูดเท่ากัน แต่มีทิศทางของแอมพลิจูดตรงข้ามกันเคลื่อนที่เข้าหากัน ทาให้แอมพลิจูดของคลื่นรวมมีค่า
เป็นศูนย์
2. ทักษะ/กระบวนกำร/กระบวนกำรคิด
- ทักษะการคิดวิเคราะห์
- ทักษะการสื่อความหมาย
- ทักษะการปฏิบัติการทดลอง
3. ด้ำนเจตคติทำงวิทยำศำสตร์
- สนใจใฝ่รู้ อยากรู้อยากเห็น รับผิดชอบ มุ่งมั่น อดทนเพียรพยายาม มีเหตุผล มีระเบียบ รอบคอบ
ซื่อสัตย์ ใจกว้าง
5. คุณลักษณะอันพึงประสงค์
 รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์  ซื่อสัตย์สุจริต
 มีวินัย  ใฝ่เรียนรู้
 อยู่อย่างพอเพียง  มุ่งมั่นในการทางาน
 รักความเป็นไทย  มีจิตสาธารณะ
6. สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน
 ความสามารถในการสื่อสาร  ความสามารถในการคิด  ความสามารถในการแก้ปัญหา
 ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต  ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี
7. ชิ้นงำน/ภำระงำน
- ผังมโนทัศน์เรื่อง การแทรกสอดของคลื่น
8. กำรจัดกิจกรรมกำรเรียนรู้ (กระบวนกำรสืบเสำะหำควำมรู้ (5Es))
ขั้นที่ 1 สร้ำงควำมสนใจ (Engagement)
1. ครูนานักเรียนเข้าสู่บทเรียนเกี่ยวกับการแทรกสอดของคลื่น โดยนักเรียน 2 คนจับปลายสปริง
จากนั้นให้นักเรียนทั้งสองสะบัดสปริงให้มีแอมพลิจูดเท่ากันและมีทิศทางเดียวกัน แล้วครูถามนักเรียนโดยใช้
คาถามดังนี้
1.1 ตาแหน่งที่คลื่นทั้งสองเคลื่อนที่มาซ้อนทับกันเป็นอย่างไร (แอมพลิจูดจะเพิ่มขึ้น)
1.2 ปรากฏการณ์ดังกล่าวเป็นการแทรกสอดของคลื่นใช่หรือไม่ (ใช่)
2. ครูถามคาถามเพื่อกระตุ้นความคิดของนักเรียน ดังนี้
127
2.1 เมื่อคลื่นเคลื่อนที่มาพบกัน จะมีสิ่งใดเกิดขึ้น อย่างไร (การแทรกสอดของคลื่น ซึ่งอาจ
เป็นการแทรกสอดเสริมหรือการแทรกสอดหักล้าง)
2.2 การแทรกสอดของคลื่นมีลักษณะอย่างไร (การแทรกสอด คือ ปรากฏการณ์ที่เกิดจาก
การรวมกันของคลื่นตั้งแต่ 2 ขบวน เคลื่อนที่มาซ้อนทับกันในตัวกลางเดียวกัน อธิบายโดยใช้หลักการรวมกัน
ของคลื่น)
ขั้นที่ 2 สำรวจและค้นหำ (Exploration)
1. นักเรียนแบ่งกลุ่ม กลุ่มละ 4 คน ศึกษาวิธีการทากิจกรรมที่ 1.5 เรื่อง การรวมกันได้ของคลื่น
ในใบงานที่ 5
2. นักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นก่อนทากิจกรรม โดยครูถามคาถามก่อนทากิจกรรม โดยใช้
คาถามดังนี้
2.1 ปัญหาของการทดลองนี้คืออะไร (คลื่นเคลื่อนที่มาพบกันจะมีลักษณะอย่างไร)
2.2 นักเรียนจะทาอย่างไรเพื่อให้แอมพลิจูดของคลื่นในสปริงทั้งสองข้างมีค่าเท่ากัน (สั่น
ให้ปลายของลวดสปริงอยู่ห่างจากแนวเดิมของลวดสปริงเป็นระยะเท่ากันทั้งสองข้าง)
2.3 นักเรียนคิดว่าเมื่อคลื่นจากปลายสปริงทั้งสองข้างเคลื่อนที่มาพบกัน จะเกิดอะไรขึ้น
(คลื่นจะมาพบกันแล้วอาจจะสะท้อนออกจากกัน เหมือนที่ลูกเทนนิสกระทบกาแพง)
จากนั้นนักเรียนตอบคาถามก่อนทากิจกรรมในใบงานที่ 5
3. นักเรียนลงมือทากิจกรรมตามขั้นตอนที่กาหนดในใบงานที่ 5 เรื่อง การรวมกันได้ของคลื่น
และบันทึกผลการทากิจกรรม
ขั้นที่ 3 อธิบำยและลงข้อสรุป (Explanation)
1. ตัวแทนนักเรียนแต่ละกลุ่มออกมานาเสนอผลการทากิจกรรมเรื่อง การรวมกันได้ของคลื่น
หน้าชั้นเรียน
(ตัวอย่างบันทึกผลการทากิจกรรม
จากการทากิจกรรม ได้ผลดังนี้
1. ตาแหน่งที่คลื่น 2 ขบวนที่มีขนาดแอมพลิจูดเท่ากัน และมีทิศทางของแอมพลิจูดตรงกัน
เคลื่อนที่เข้าหากัน ทาให้แอมพลิจูดของคลื่นรวมมีค่าเป็น 2 เท่า หลังจากซ้อนทับกันแล้วทิศทางการเคลื่อนที่
และรูปร่างของคลื่นทั้งสองจะไม่เปลี่ยนแปลง
2. ตาแหน่งที่คลื่น 2 ขบวนที่มีขนาดแอมพลิจูดเท่ากัน แต่มีทิศทางของแอมพลิจูดตรงข้ามกัน
เคลื่อนที่เข้าหากัน ทาให้แอมพลิจูดของคลื่นรวมมีค่าเป็นศูนย์ หลังจากซ้อนทับกันแล้วทิศทางการเคลื่อนที่
และรูปร่างของคลื่นทั้งสองจะไม่เปลี่ยนแปลง)
2. นักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับผลการทากิจกรรม โดยครูใช้คาถามหลังทา
กิจกรรม จากนั้นนักเรียนตอบคาถามดังนี้
128
2.1 คลื่นที่มีแอมพลิจูดเท่ากันในทิศทางเดียวกัน เมื่อซ้อนทับกันผลเป็นอย่างไร (แอมพลิ
จูดของคลื่นรวมมีค่าเป็น 2 เท่า หลังจากซ้อนทับกันแล้วทิศทางการเคลื่อนที่และรูปร่างของคลื่นทั้งสองจะไม่
เปลี่ยนแปลง)
 
 
  
 
  
การซ้อนทับกันของคลื่นแบบเสริม
2.2 คลื่นที่มีแอมพลิจูดต่างกันในทิศทางเดียวกัน เมื่อซ้อนทับกันผลเป็นอย่างไร (แอมพลิ
จูดของคลื่นรวมเท่ากับแอมพลิจูดของคลื่นทั้งสองมารวมกัน หลังซ้อนทับทิศทางการเคลื่อนที่และรูปร่างของ
คลื่นทั้งสองจะไม่เปลี่ยนแปลง)
2.3 คลื่นที่มีแอมพลิจูดเท่ากันในทิศตรงข้าม เมื่อซ้อนทับกันผลเป็นอย่างไร (แอมพลิจูด
ของคลื่นรวมเป็นศูนย์ เสมือนไม่มีคลื่น หลังซ้อนทับทิศทางการเคลื่อนที่และรูปร่างของคลื่นทั้งสองจะไม่
เปลี่ยนแปลง
 
 
  
 
  
การซ้อนทับกันของคลื่นแบบหักล้าง
2.4 คลื่นที่มีแอมพลิจูดต่างกันในทิศตรงข้าม เมื่อซ้อนทับกันผลเป็นอย่างไร (แอมพลิจูด
คลื่นรวมจะมีค่าลดลงเท่ากับผลต่างของแอมพลิจูดของคลื่นย่อย มีทิศทางตามทิศของแอมพลิจูดที่มีค่า
มากกว่า)
129
2.5 สรุปผลการทดลองนี้ได้อย่างไร (การแทรกสอด คือ ปรากฏการณ์ที่เกิดจากการ
รวมกันของคลื่นตั้งแต่ 2 ขบวน เคลื่อนที่มาซ้อนทับกันในตัวกลางเดียวกัน อธิบายโดยใช้หลักการรวมกันของ
คลื่น ซึ่งกล่าวว่า การกระจัดของคลื่นรวมจะเป็นผลบวกทางพีชคณิตของการกระจัดคลื่นย่อย โดยที่คลื่นย่อย
หลังจากซ้อนทับกันแล้วทิศทางการเคลื่อนที่และรูปร่างจะไม่เปลี่ยนแปลง การแทรกสอดมี 2 แบบ ได้แก่
1) การแทรกสอดเสริม คือ ตาแหน่งที่คลื่น 2 ขบวนที่มีความถี่เท่ากัน มีขนาดแอมพลิจูด
เท่ากัน และมีทิศทางของแอมพลิจูดตรงกัน เคลื่อนที่เข้าหากัน ทาให้แอมพลิจูดของคลื่นรวมมีค่าเป็น 2 เท่า
2) การแทรกสอดหักล้าง คือ ตาแหน่งที่คลื่น 2 ขบวนที่มีความถี่เท่ากัน มีขนาดแอมพลิ
จูดเท่ากัน แต่มีทิศทางของแอมพลิจูดตรงข้ามกันเคลื่อนที่เข้าหากัน ทาให้แอมพลิจูดของคลื่นรวมมีค่าเป็น
ศูนย์)
จากนั้นนักเรียนตอบคาถามหลังทากิจกรรมในใบงานที่ 5
3. นักเรียนร่วมกันสรุปผลการทากิจกรรมเกี่ยวกับการแทรกสอดให้ได้ประเด็นตามจุดประสงค์
การเรียนรู้
4. ครูแสดงภาพการรวมกันของคลื่นที่มีแอมพลิจูดในลักษณะต่าง ๆ
การซ้อนทับกันของคลื่นแบบเสริม
130
การซ้อนทับกันของคลื่นแบบหักล้าง
จากนั้นนักเรียนตอบคาถามดังนี้
4.1 จากภาพการซ้อนทับกันของคลื่น หากคลื่นที่มาพบกันมีแอมพลิจูดในทิศทางเดียวกัน
เมื่อมาซ้อนทับกันพอดี แอมพลิจูดลัพธ์ของคลื่นรวมมีความสัมพันธ์อย่างไรกับแอมพลิจูดของคลื่นย่อยเดิม
(แอมพลิจูดลัพธ์ของคลื่นรวมจะมีค่าเท่ากับผลรวมของแอมพลิจูดของคลื่นย่อยเดิม)
4.2 หากคลื่นที่มาพบกันมีแอมพลิจูดในทิศตรงข้ามกัน เมื่อมาซ้อนทับกันพอดี แอมพลิจูด
ของคลื่นรวมมีความสัมพันธ์อย่างไรกับแอมพลิจูดของคลื่นย่อยเดิม (แอมพลิจูดของคลื่นรวมจะมีค่าเท่ากับ
ผลต่างของแอมพลิจูดของคลื่นย่อยเดิม)
4.3 ลักษณะที่ต่างกันของการพบกันของคลื่นและการชนกันของอนุภาคมีอย่างไรบ้าง
(เมื่ออนุภาคมาชนกันจะกระดอนออกจากกัน กล่าวคือ มีการเปลี่ยนแปลงทิศทางการเคลื่อนที่ แต่เมื่อคลื่นมา
ชนกันจะเกิดการรวมตัวซ้อนทับกัน โดยมีการรวมของแอมพลิจูด และทิศทางของแอมพลิจูดของคลื่นเดิม
หลังจากชนกันคลื่นจะยังคงเคลื่อนที่ต่อไปในทิศทางเดิม)
ขั้นที่ 4 ขยำยควำมรู้ (Elaboration)
1. ครูและนักเรียนร่วมกันอภิปรายเกี่ยวกับ การแทรกสอดสอดของคลื่น จนกระทั่งนักเรียน
อธิบายได้ว่า
การแทรกสอด คือ ปรากฏการณ์ที่เกิดจากการรวมกันของคลื่นตั้งแต่ 2 ขบวน เคลื่อนที่
มาซ้อนทับกันในตัวกลางเดียวกัน อธิบายโดยใช้หลักการรวมกันของคลื่น ซึ่งกล่าวว่า การกระจัดของคลื่นรวม
131
จะเป็นผลบวกทางพีชคณิตของการกระจัดคลื่นย่อย โดยที่คลื่นย่อยหลังจากซ้อนทับกันแล้วทิศทางการ
เคลื่อนที่และรูปร่างจะไม่เปลี่ยนแปลง การแทรกสอดมี 2 แบบ ได้แก่
1) การแทรกสอดเสริมของคลื่นอาพันธ์ คือ ตาแหน่งที่คลื่น 2 ขบวนที่มีความถี่เท่ากัน มี
ขนาดแอมพลิจูดเท่ากัน และมีทิศทางของแอมพลิจูดตรงกัน เคลื่อนที่เข้าหากัน ทาให้แอมพลิจูดของคลื่นรวมมี
ค่าเป็น 2 เท่า
2) การแทรกสอดหักล้างของคลื่นอาพันธ์ คือ ตาแหน่งที่คลื่น 2 ขบวนที่มีความถี่เท่ากัน มี
ขนาดแอมพลิจูดเท่ากัน แต่มีทิศทางของแอมพลิจูดตรงข้ามกันเคลื่อนที่เข้าหากัน ทาให้แอมพลิจูดของคลื่น
รวมมีค่าเป็นศูนย์
2. นักเรียนสืบค้นข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการแทรกสอดของคลื่นจากหนังสือเรียน และแหล่ง
เรียนรู้อื่น ๆ จากนั้นเขียนผังมโนทัศน์เรื่อง การแทรกสอดของคลื่น
ขั้นที่ 5 ประเมิน (Evaluation)
1. ครูประเมินการเรียนรู้ของนักเรียน ดังนี้ สังเกตพฤติกรรมของนักเรียนขณะเข้าร่วมกิจกรรม
การตอบคาถามของนักเรียน การทากิจกรรม การตอบคาถามในใบงาน และประเมินการเขียนผังมโนทัศน์
2. นักเรียนแต่ละกลุ่มพิจารณาว่า จากหัวข้อที่เรียนมาและการปฏิบัติกิจกรรม มีจุดใดบ้างที่ยังไม่
เข้าใจหรือยังมีข้อสงสัย ถ้ามีครูช่วยอธิบายเพิ่มเติมให้นักเรียนเข้าใจ
3. นักเรียนร่วมกันประเมินการปฏิบัติกิจกรรมกลุ่มว่ามีปัญหาหรืออุปสรรคใด และได้มีการแก้ไข
อย่างไรบ้าง
4. นักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประโยชน์ที่ได้รับจากการปฏิบัติการทดลอง และ
การนาความรู้ที่ได้ไปใช้ประโยชน์
5. ทดสอบความเข้าใจของนักเรียนโดยการให้ตอบคาถาม เช่น
- การแทรกสอดหมายถึงอะไร
- การแทรกสอดเสริมคืออะไร
- การแทรกสอดหักล้างคืออะไร
6. นักเรียนทา Blog เรื่อง คลื่นกล เป็นภาระงาน
7. นักเรียนทบทวนความรู้เพิ่มเติมจากสื่อสังคมออนไลน์ เรื่อง คลื่นกล ตอนที่ 2 ทาง youtube
https://youtu.be/30ze8eYEx28 พร้อมทาแบบฝึกหัด เรื่องคลื่นกล ตอนที่ 2
9. สื่อ/แหล่งกำรเรียนรู้
1. ลวดสปริงขนาดใหญ่ (ชุดสาธิตคลื่น) 1 ชุด
2. ใบงานที่ 5 เรื่อง การรวมกันได้ของคลื่น
3. หนังสือเรียน
4. สื่อสังคมออนไลน์ เรื่อง คลื่นกล ตอนที่ 2 ทาง youtube https://youtu.be/30ze8eYEx28
132
10. กำรวัดและกำรประเมินผล
ชิ้นงำน/ภำระงำน/ใบงำน วิธีกำร เครื่องมือ เกณฑ์กำรผ่ำน
1. ด้ำนควำมรู้ (K)
- ใบงานที่ 5 เรื่อง การรวมกันได้ของคลื่น
- ผังมโนทัศน์ เรื่อง การรวมกันได้ของคลื่น
- Blog เรื่อง คลื่นกล
- แบบฝึกหัด เรื่อง คลื่นกล ตอนที่ 2
- การตรวจใบงาน
- การตรวจผลงาน
- การตรวจผลงาน
- การตรวจแบบฝึกหัด
- แบบประเมินใบงาน
- แบบประเมินผังมโนทัศน์
- แบบประเมิน Blog
- แบบฝึกหัด เรื่อง คลื่นกล ตอนที่ 2
- ร้อยละ 60 ขึ้นไป
- ร้อยละ 60 ขึ้นไป
- ร้อยละ 60 ขึ้นไป
- ร้อยละ 60 ขึ้นไป
2.ด้ำนทักษะ/กระบวนกำร (P)
- ใบงานที่ 5 เรื่อง การรวมกันได้ของคลื่น
- การสังเกต
- การตรวจใบงาน
- แบบสังเกตการปฏิบัติการทดลอง
- แบบประเมินใบงาน
- ร้อยละ 60 ขึ้นไป
- ร้อยละ 60 ขึ้นไป
3.ด้ำนเจตคติทำงวิทยำศำสตร์ (A) - การสังเกต - แบบสังเกตเจตคติทางวิทยาศาสตร์ - ร้อยละ 60 ขึ้นไป
แบบสังเกตกำรปฏิบัติกำรทดลอง
เรื่อง กำรรวมกันได้ของคลื่น
เลขที่ ชื่อ-สกุล กลุ่ม
คะแนนแต่ละรำยกำรประเมิน
คะแนนรวม(24)
การทดลองหรือ
ทากิจกรรมตาม
แผนที่กาหนด
การใช้อุปกรณ์
และ/หรือ
เครื่องมือ
การบันทึกผลการ
ทดลองหรือทา
กิจกรรม
การจัดกระทา
ข้อมูลและการ
นาเสนอ
การสรุปผลการ
ทดลองหรือการ
ทากิจกรรม
การดูแลและการ
เก็บอุปกรณ์และ/
หรือเครื่องมือ
เกณฑ์กำรประเมิน/ระดับคุณภำพ
คะแนนรวม 20-24 หมายถึง ดีมาก คะแนนรวม 15-19 หมายถึง ดี
คะแนนรวม 10–14 หมายถึง พอใช้ คะแนนรวม 6 – 9 หมายถึง ปรับปรุง
เกณฑ์กำรผ่ำน ตั้งแต่ 15 คะแนนขึ้นไป (ผ่ำนเกณฑ์ร้อยละ 60)
ลงชื่อ ผู้ประเมิน
(.........................................................)
........../................/..............
133
แบบประเมินใบงำน
เรื่อง กำรรวมกันได้ของคลื่น
เลขที่ ชื่อ-สกุล กลุ่ม
คะแนนแต่ละรำยกำรประเมิน
คะแนนรวม(16)
คาถามก่อนทา
กิจกรรม
บันทึกผลการทา
กิจกรรม
คาถามหลังทา
กิจกรรม
สรุปผลการทดลอง
เกณฑ์กำรประเมิน/ระดับคุณภำพ
คะแนนรวม 14-16 หมายถึง ดีมาก คะแนนรวม 11-13 หมายถึง ดี
คะแนนรวม 8–10 หมายถึง พอใช้ คะแนนรวม 4–7 หมายถึง ปรับปรุง
เกณฑ์กำรผ่ำน ตั้งแต่ 10 คะแนนขึ้นไป (ผ่ำนเกณฑ์ร้อยละ 60)
ลงชื่อ ผู้ประเมิน
(.........................................................)
........../................/..............
134
แบบประเมินผังมโนทัศน์
เรื่อง กำรรวมกันได้ของคลื่น
เลขที่ ชื่อ-สกุล กลุ่ม คะแนน หมำยเหตุ
เกณฑ์กำรประเมิน/ระดับคุณภำพ
คะแนนรวม 4 หมายถึง ดีมาก คะแนนรวม 3 หมายถึง ดี
คะแนนรวม 2 หมายถึง พอใช้ คะแนนรวม 1 หมายถึง ปรับปรุง
เกณฑ์กำรผ่ำน ตั้งแต่ 3 คะแนนขึ้นไป (ผ่ำนเกณฑ์ร้อยละ 60)
ลงชื่อ ผู้ประเมิน
(.........................................................)
........../................/..............
135
แบบประเมิน Blog
เรื่อง คลื่นกล
เลขที่ ชื่อ-สกุล กลุ่ม
คะแนนแต่ละรำยกำรประเมิน
คะแนนรวม(20)
ความครบถ้วนของ
เนื้อหาสาระ
ความถูกต้องของ
เนื้อหาสาระ
ความถูกต้อง
เหมาะสมของภาษา
จานวนแหล่งข้อมูลที่
ค้นคว้าหรืออ้างอิง
รูปแบบการนาเสนอ
เกณฑ์กำรประเมิน/ระดับคุณภำพ
คะแนนรวม 17-20 หมายถึง ดีมาก คะแนนรวม 13-16 หมายถึง ดี
คะแนนรวม 9-12 หมายถึง พอใช้ คะแนนรวม 5- 8 หมายถึง ปรับปรุง
เกณฑ์กำรผ่ำน ตั้งแต่ 12 คะแนนขึ้นไป (ผ่ำนเกณฑ์ร้อยละ 60)
ลงชื่อ ผู้ประเมิน
(.........................................................)
........../................/..............
136
แบบสังเกตเจตคติทำงวิทยำศำสตร์ ครั้งที่ 6
เลขที่ ชื่อ-สกุล กลุ่ม
คะแนนแต่ละรำยกำรประเมิน
ความสนใจใฝ่รู้หรือความ
อยากรู้อยากเห็น
ความรับผิดชอบความ
มุ่งมั่นอดทนและเพียร
พยายาม
ความมีเหตุผล
ความมีระเบียบรอบคอบ
เห็นคุณค่าของความมี
ระเบียบและรอบคอบ
ความซื่อสัตย์เสนอความ
จริงถึงแม้จะเป็นผลที่
แตกต่างจากผู้อื่น
ความใจกว้างร่วมแสดง
ความคิดเห็นและรับฟัง
ความคิดเห็นของผู้อื่น
คะแนนรวม(24)
เกณฑ์กำรประเมิน/ระดับคุณภำพ
คะแนนรวม 20-24 หมายถึง มาก คะแนนรวม 15-19 หมายถึง ปานกลาง
คะแนนรวม 10–14 หมายถึง น้อย คะแนนรวม 6 – 9 หมายถึง ไม่แสดงออก
เกณฑ์กำรผ่ำน ตั้งแต่ 15 คะแนนขึ้นไป (ผ่ำนเกณฑ์ร้อยละ 60)
ลงชื่อ ผู้ประเมิน
(.........................................................)
........../................/..............
137
11. บันทึกหลังจัดกิจกรรมกำรเรียนรู้
138
ใบงำนที่ 5 เรื่อง กำรรวมกันได้ของคลื่น
ชื่อ_____________________ชั้น_______เลขที่____ กลุ่มที่____
คำชี้แจง ให้นักเรียนแต่ละกลุ่มปฏิบัติ ดังนี้
1. อ่านวิธีทากิจกรรมการทดลองให้เข้าใจ 2. ตอบคาถามก่อนทากิจกรรม
3. ทากิจกรรมและบันทึกผล 4. ตอบคาถามหลังทากิจกรรม
กิจกรรมที่ 1.5 กำรรวมกันได้ของคลื่น
วัสดุอุปกรณ์
ลวดสปริงขนาดใหญ่ (ชุดสาธิตคลื่น) 1 ชุด
วิธีทำ
1. นักเรียน 2 คน จับปลายลวดสปริงขนาดใหญ่คนละข้าง จากนั้นสะบัดปลายของลวดสปริงทั้ง
2 ข้างพร้อม ๆ กัน ด้วยแอมพลิจูดที่เท่ากัน ในทิศทางเดียวกัน ดังภาพ สังเกตรูปร่างของลวดสปริงขณะที่คลื่น
ทั้งสองซ้อนทับกัน บันทึกผล
สะบัดปลายลวดสปริง 2 ข้างในทิศทางเดียวกัน
2. สะบัดปลายของลวดสปริงทั้ง 2 ข้างพร้อม ๆ กัน ด้วยแอมพลิจูดเท่ากันอีกครั้งแต่สะบัดในทิศ
ทางตรงข้ามกัน ดังภาพ สังเกตรูปร่างของลวดสปริงขณะที่คลื่นทั้งสองซ้อนทับกัน บันทึกผล
สะบัดปลายลวดสปริง 2 ข้างในทิศตรงข้ามกัน
3. ทาการทดลองซ้าข้อ 2 แต่ให้แอมพลิจูดของคลื่นทั้งสองต่างกัน สังเกตรูปร่างของลวดสปริง
ขณะที่คลื่นทั้งสองซ้อนทับกัน บันทึกผล
ได้คะแนน
.....................................
คะแนนเต็ม 16 คะแนน
139
คำถำมก่อนทำกิจกรรม
ปัญหำ
1. ปัญหาของการทดลองนี้คืออะไร
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
สมมติฐำน
2. นักเรียนจะทาอย่างไรเพื่อให้แอมพลิจูดของคลื่นในลวดสปริงทั้งสองข้างมีค่าเท่ากัน
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
3. นักเรียนคิดว่าเมื่อคลื่นจากปลายลวดสปริงทั้งสองข้างเคลื่อนที่มาพบกัน จะเกิดอะไรขึ้น
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
บันทึกผลกำรทำกิจกรรม
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
.
คลื่นเคลื่อนที่มาพบกันจะมีลักษณะอย่างไร
สั่นให้ปลายของลวดสปริงอยู่ห่างจากแนวเดิมของลวดสปริงเป็นระยะเท่ากันทั้งสองข้าง
คลื่นจะมาชนกันแล้วอาจจะสะท้อนออกจากกัน เหมือนที่ลูกเทนนิสกระทบกาแพง
จากการทากิจกรรม ได้ผลดังนี้
1. ตาแหน่งที่คลื่น 2 ขบวนที่มีความถี่เท่ากัน มีขนาดแอมพลิจูดเท่ากัน และมีทิศทางของ
แอมพลิจูดตรงกัน เคลื่อนที่เข้าหากัน ทาให้แอมพลิจูดของคลื่นรวมมีค่าเป็น 2 เท่า หลังจากซ้อนทับกัน
แล้วทิศทางการเคลื่อนที่และรูปร่างของคลื่นทั้งสองจะไม่เปลี่ยนแปลง
2. ตาแหน่งที่คลื่น 2 ขบวนที่มีความถี่เท่ากัน มีขนาดแอมพลิจูดเท่ากัน แต่มีทิศทางของแอม
พลิจูดตรงข้ามกันเคลื่อนที่เข้าหากัน ทาให้แอมพลิจูดของคลื่นรวมมีค่าเป็นศูนย์ หลังจากซ้อนทับกันแล้ว
ทิศทางการเคลื่อนที่และรูปร่างของคลื่นทั้งสองจะไม่เปลี่ยนแปลง
140
คำถำมหลังทำกิจกรรม
แปลควำมหมำยและสรุปผล
1. คลื่นที่มีแอมพลิจูดเท่ากันในทิศทางเดียวกัน เมื่อซ้อนทับกันผลเป็นอย่างไร
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
2. คลื่นที่มีแอมพลิจูดต่างกันในทิศทางเดียวกัน เมื่อซ้อนทับกันผลเป็นอย่างไร
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
3. คลื่นที่มีแอมพลิจูดเท่ากันในทิศทางตรงข้าม เมื่อซ้อนทับกันผลเป็นอย่างไร
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
4. คลื่นที่มีแอมพลิจูดต่างกันในทิศทางตรงข้าม เมื่อซ้อนทับกันผลเป็นอย่างไร
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
5. สรุปผลการทดลองนี้ได้อย่างไร
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
แอมพลิจูดของคลื่นรวมมีค่าเป็น 2 เท่า หลังจากซ้อนทับกันแล้วทิศทางการเคลื่อนที่และรูปร่าง
ของคลื่นทั้งสองจะไม่เปลี่ยนแปลง
แอมพลิจูดของคลื่นรวมมีค่าเป็นศูนย์ หลังจากซ้อนทับกันแล้วทิศทางการเคลื่อนที่และรูปร่างของ
คลื่นทั้งสองจะไม่เปลี่ยนแปลง
คลื่นจะรวมเป็นคลื่นเดียว โดยแอมพลิจูดเป็นศูนย์ เสมือนไม่มีคลื่น แล้วจึงแยกเคลื่อนที่ในแนว
เดิม
คลื่นจะรวมเป็นคลื่นเดียว โดยแอมพลิจูดจะมีค่าลดลงเท่ากับผลต่างของแอมพลิจูดของคลื่นย่อย
มีทิศทางตามทิศของแอมพลิจูดที่มีค่ามากกว่า
การแทรกสอด คือ ปรากฏการณ์ที่เกิดจากการรวมกันของคลื่นตั้งแต่ 2 ขบวน เคลื่อนที่มาซ้อนทับ
กันในตัวกลางเดียวกัน อธิบายโดยใช้หลักการรวมกันของคลื่น ซึ่งกล่าวว่า การกระจัดของคลื่นรวมจะเป็น
ผลบวกทางพีชคณิตของการกระจัดคลื่นย่อย โดยที่คลื่นย่อยหลังจากซ้อนทับกันแล้วทิศทางการเคลื่อนที่
และรูปร่างจะไม่เปลี่ยนแปลง การแทรกสอดมี 2 แบบ ได้แก่
1. การแทรกสอดเสริม คือ ตาแหน่งที่คลื่น 2 ขบวนที่มีความถี่เท่ากัน มีขนาดแอมพลิจูด
เท่ากัน และมีทิศทางของแอมพลิจูดตรงกัน เคลื่อนที่เข้าหากัน ทาให้แอมพลิจูดของคลื่นรวมมีค่าเป็น 2
เท่า
2. การแทรกสอดหักล้าง คือ ตาแหน่งที่คลื่น 2 ขบวนที่มีความถี่เท่ากัน มีขนาดแอมพลิจูด
เท่ากัน แต่มีทิศทางของแอมพลิจูดตรงข้ามกันเคลื่อนที่เข้าหากัน ทาให้แอมพลิจูดของคลื่นรวมมีค่าเป็น
ศูนย์
141
แผนกำรจัดกำรเรียนรู้ที่ 7 กำรเกิดเสียง
หน่วยกำรเรียนรู้ที่ 1 คลื่น วิชำวิทยำศำสตร์ 5 ว33101 ชั้นมัธยมศึกษำปีที่ 6 เวลำ 2 ชั่วโมง
**********************************************************************
1. มำตรฐำนกำรเรียนรู้/ตัวชี้วัด
มำตรฐำนกำรเรียนรู้
มำตรฐำน ว 5.1 เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างพลังงานกับการดารงชีวิต การเปลี่ยนรูปพลังงาน
ปฏิสัมพันธ์ระหว่างสารและพลังงาน ผลของการใช้พลังงานต่อชีวิตและสิ่งแวดล้อม มีกระบวนการสืบเสาะหา
ความรู้ สื่อสารสิ่งที่เรียนรู้และนาความรู้ไปใช้ประโยชน์
ตัวชี้วัด
ว 5.1 ม.4-6/2 อธิบายการเกิดคลื่นเสียง บีตส์ของเสียง ความเข้มเสียง ระดับความเข้มเสียง การ
ได้ยินเสียง คุณภาพเสียง และนาความรู้ไปใช้ประโยชน์
มำตรฐำนกำรเรียนรู้
มำตรฐำน ว 8.1 ใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์และจิตวิทยาศาสตร์ในการสืบเสาะหาความรู้
การแก้ปัญหา รู้ว่าปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่มีรูปแบบที่แน่นอนสามารถอธิบายและ
ตรวจสอบได้ภายใต้ข้อมูลและเครื่องมือที่มีอยู่ในช่วงเวลานั้น ๆ เข้าใจว่าวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีสังคมและ
สิ่งแวดล้อมมีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน
ตัวชี้วัด
1. ว 8.1 ม.4-6/1 ตั้งคาถามที่อยู่บนพื้นฐานของความรู้และความเข้าใจทางวิทยาศาสตร์หรือ
ความสนใจหรือจากประเด็นที่เกิดขึ้นในขณะนั้นที่สามารถทาการสารวจตรวจสอบหรือศึกษาค้นคว้าได้อย่าง
ครอบคลุมและเชื่อถือได้
2. ว 8.1 ม.4-6/2 สร้างสมมติฐานที่มีทฤษฎีรองรับหรือคาดการณ์สิ่งที่จะพบหรือสร้าง
แบบจาลองหรือสร้างรูปแบบเพื่อนาไปสู่การสารวจตรวจสอบ
3. ว 8.1 ม.4-6/3 ค้นคว้ารวบรวมข้อมูลที่ต้องพิจารณาปัจจัยหรือตัวแปรสาคัญ ปัจจัยที่มีผลต่อ
ปัจจัยอื่นปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้และจานวนครั้งของการสารวจตรวจสอบเพื่อให้ได้ผลที่มีความเชื่อมั่นอย่าง
เพียงพอ
4. ว 8.1 ม.4-6/4 เลือกวัสดุเทคนิควิธีอุปกรณ์ที่ใช้ในการสังเกตการวัดการสารวจตรวจสอบอย่าง
ถูกต้องทั้งทางกว้างและลึกในเชิงปริมาณและคุณภาพ
5. ว 8.1 ม.4-6/5 รวบรวมข้อมูลและบันทึกผลการสารวจตรวจสอบอย่างเป็นระบบถูกต้อง
ครอบคลุมทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพโดยตรวจสอบความเป็นไปได้ความเหมาะสมหรือความผิดพลาดของ
ข้อมูล
6. ว 8.1 ม.4-6/6 จัดกระทาข้อมูลโดยคานึงถึงการรายงานผลเชิงตัวเลขที่มีระดับความถูกต้อง
และนาเสนอข้อมูลด้วยเทคนิควิธีที่เหมาะสม
142
7. ว 8.1 ม.4-6/7 วิเคราะห์ข้อมูลแปลความหมายข้อมูลและประเมินความสอดคล้องของข้อสรุป
หรือสาระสาคัญเพื่อตรวจสอบกับสมมติฐานที่ตั้งไว้
8. ว 8.1 ม.4-6/8 พิจารณาความน่าเชื่อถือของวิธีการและผลการสารวจตรวจสอบโดยใช้หลัก
ความคลาดเคลื่อนของการวัดและการสังเกตเสนอแนะการปรับปรุงวิธีการสารวจตรวจสอบ
9. ว 8.1 ม.4-6/9 นาผลของการสารวจตรวจสอบที่ได้ทั้งวิธีการและองค์ความรู้ที่ได้ไปสร้าง
คาถามใหม่นาไปใช้แก้ปัญหาในสถานการณ์ใหม่และในชีวิตจริง
10. ว 8.1 ม.4-6/10 ตระหนักถึงความสาคัญในการที่จะต้องมีส่วนร่วมรับผิดชอบการอธิบายการ
ลงความเห็นและการสรุปผลการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ที่นาเสนอต่อสาธารณชนด้วยความถูกต้อง
11.ว 8.1 ม.4-6/11 บันทึกและอธิบายผลการสารวจตรวจสอบอย่างมีเหตุผลใช้พยานหลักฐาน
อ้างอิงหรือค้นคว้าเพิ่มเติมเพื่อหาหลักฐานอ้างอิงที่เชื่อถือได้และยอมรับว่าความรู้เดิมอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้
เมื่อมีข้อมูลและประจักษ์พยานใหม่เพิ่มเติมหรือโต้แย้งจากเดิมซึ่งท้าทายให้มีการตรวจสอบอย่างระมัดระวังอัน
จะนามาสู่การยอมรับเป็นความรู้ใหม่
12. ว 8.1 ม.4-6/12 จัดแสดงผลงานเขียนรายงานและ/หรืออธิบายเกี่ยวกับแนวคิดกระบวนการ
และผลของโครงงานหรือชิ้นงานให้ผู้อื่นเข้าใจ
2. จุดประสงค์กำรเรียนรู้
1. ทดลองและสรุปผลการทดลองเกี่ยวกับการเกิดเสียงได้ (P)
2. อธิบายเกี่ยวกับการกาเนิดเสียง อัตราเร็วของเสียง และเสียงก้องได้ (K)
3. แสดงความเป็นคนสนใจใฝ่รู้ อยากรู้อยากเห็น รับผิดชอบ มุ่งมั่น อดทนเพียรพยายาม มีเหตุผล มีระเบียบ
รอบคอบ ซื่อสัตย์ ใจกว้าง (A)
3. สำระสำคัญ
เสียงเกิดจากการสั่นสะเทือนของแหล่งกาเนิดซึ่งการสั่นจะถ่ายทอดพลังงานไปยังอนุภาคของตัวกลางที่
อยู่ล้อมรอบแหล่งกาเนิด ทาให้ตัวกลางมีการสั่นตามไปด้วยทิศทางการสั่นของโมเลกุลของตัวกลางจะขนานกับ
ทิศทางการแผ่ของคลื่นเสียง
4. สำระกำรเรียนรู้
1. ควำมรู้
เสียงเกิดจากการสั่นสะเทือนของแหล่งกาเนิด ซึ่งการสั่นนี้จะถ่ายทอดพลังงานไปยังอนุภาคของ
ตัวกลางที่อยู่ล้อมรอบแหล่งกาเนิด ทาให้ตัวกลางมีการสั่นตามไปด้วย ทิศทางการสั่นของโมเลกุลของตัวกลาง
จะขนานกับทิศทางการแผ่ของคลื่นเสียง เมื่อเสียงเคลื่อนที่ผ่านตัวกลางจะทาให้เกิดการอัด ขยายของโมเลกุล
ของตัวกลาง และพิจารณาที่เสียงต้องอาศัยตัวกลางในการถ่ายทอดพลังงาน ความหนาแน่นของตัวกลางจึงมี
ผลต่อความเร็วในการถ่ายทอดพลังงานเสียง
143
เสียงก้อง คือ เสียงที่ส่งไปกระทบตัวสะท้อนในแนวตั้งฉากกับผิวตัวสะท้อน โดยเวลาที่เสียงใช้ใน
การเคลื่อนที่ออกไปและกลับมาใช้เวลามากกว่า 0.1 วินาที ทาให้ได้ยินเสียงเดียวกัน 2 ครั้ง
2. ทักษะ/กระบวนกำร/กระบวนกำรคิด
- ทักษะการคิดวิเคราะห์
- ทักษะการสื่อความหมาย
- ทักษะการปฏิบัติการทดลอง
3. ด้ำนเจตคติทำงวิทยำศำสตร์
- สนใจใฝ่รู้ อยากรู้อยากเห็น รับผิดชอบ มุ่งมั่น อดทนเพียรพยายาม มีเหตุผล มีระเบียบ รอบคอบ
ซื่อสัตย์ ใจกว้าง
5. คุณลักษณะอันพึงประสงค์
 รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์  ซื่อสัตย์สุจริต
 มีวินัย  ใฝ่เรียนรู้
 อยู่อย่างพอเพียง  มุ่งมั่นในการทางาน
 รักความเป็นไทย  มีจิตสาธารณะ
6. สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน
 ความสามารถในการสื่อสาร  ความสามารถในการคิด  ความสามารถในการแก้ปัญหา
 ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต  ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี
7. ชิ้นงำน/ภำระงำน
-ผังมโนทัศน์ เรื่อง การเกิดเสียง
8. กำรจัดกิจกรรมกำรเรียนรู้ (กระบวนกำรสืบเสำะหำควำมรู้ (5Es))
ขั้นที่ 1 สร้ำงควำมสนใจ (Engagement)
1. นักเรียนสังเกตเสียงต่าง ๆ ในชีวิตประจาวัน แล้วครูถามนักเรียนโดยใช้คาถามดังนี้
1.1 เสียงเหล่านี้เกิดขึ้นได้อย่างไร (การเคาะ การเป่า การตี)
1.2 เสียงเกิดจากการสั่นสะเทือนใช่หรือไม่ (ใช่/ไม่ใช่)
1.3 เสียงเกิดขึ้นได้อย่างไร (เสียงเกิดจากการสั่นสะเทือนของแหล่งกาเนิด)
2. ครูนานักเรียนเข้าสู่กิจกรรม กาเนิดเสียง โดยครูถามคาถามกระตุ้นความคิดของนักเรียนดังนี้
- เสียงมีลักษณะการเคลื่อนที่อย่างไร (เมื่อเสียงเคลื่อนที่ผ่านตัวกลางจะทาให้เกิดการอัด
ขยายของโมเลกุลของตัวกลาง และพิจารณาที่เสียงต้องอาศัยตัวกลางในการถ่ายทอดพลังงาน ความหนาแน่น
ของตัวกลางจึงมีผลต่อความเร็วในการถ่ายทอดพลังงานเสียง)
144
ขั้นที่ 2 สำรวจและค้นหำ (Exploration)
1. นักเรียนแบ่งกลุ่ม กลุ่มละ 4 คน ศึกษาวิธีการทากิจกรรมที่ 1.6 เรื่อง กาเนิดเสียงในใบงานที่ 6
2. นักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นก่อนทากิจกรรม โดยครูถามคาถามก่อนทากิจกรรม ดังนี้
2.1 ปัญหาของการทดลองนี้คืออะไร (เสียงเกิดขึ้นได้อย่างไร และมีลักษณะการเคลื่อนที่
อย่างไร) จากนั้นนักเรียนตอบคาถามก่อนทากิจกรรมในใบงานที่ 6
3. นักเรียนลงมือทากิจกรรมตามขั้นตอนที่กาหนดในใบงานที่ 6 เรื่อง กาเนิดเสียง และบันทึกผล
การทากิจกรรม
ขั้นที่ 3 อธิบำยและลงข้อสรุป (Explanation)
1. ตัวแทนนักเรียนแต่ละกลุ่มออกมานาเสนอผลการทากิจกรรมเรื่อง กาเนิดเสียงหน้าชั้นเรียน
- ตัวอย่างบันทึกผลการทากิจกรรม
รายการ ผลการสังเกต
1. การใช้นิ้วมือแตะลาคอด้านหน้า (ลูกกระเดือก) ขณะเปล่งเสียง มีการสั่งและเกิดเสียง
2. การดีดเส้นเอ็นที่ขึงตึงบนแผ่นไม้ เส้นเอ็นสั่นและเกิดเสียง
3. การจุ่มปลายส้อมเสียงที่เคาะแล้วลงในน้า น้ากระเด็นและเกิดเสียง
4. การเป่าหลอดกาแฟ มีการสั่นและเกิดเสียง
2. นักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับผลการทากิจกรรม โดยครูใช้คาถามหลังทา
กิจกรรม จากนั้นนักเรียนตอบคาถามดังนี้
2.1 เส้นเอ็น ส้อมเสียง และหลอดกาแฟ ทาหน้าที่อะไรในการปฏิบัติกิจกรรม (ทั้ง 3 สิ่ง
เป็นแหล่งกาเนิดเสียง)
2.2 เพราะเหตุใด นักเรียนจึงต้องเปล่งพยัญชนะเสียงก้อง เช่น บ ด ม ขณะปฏิบัติ
กิจกรรมการเกิดเสียง (เสียงของพยัญชนะเสียงก้องทั้ง 3 ตัวนี้ เกิดจากการสั่นสะเทือนของเส้นเสียงที่ลาคอ)
2.3 ถ้านักเรียนขึงเส้นเอ็นให้มีความตึงไม่เท่ากัน จะเกิดผลในลักษณะใด (เสียงที่เกิดจาก
การขึงเส้นเอ็นตึงไม่เท่ากัน จะมีความแตกต่างกัน)
2.4 เพระเหตุใดขณะปฏิบัติกรรมการเกิดเสียงด้วยส้อมเสียง นักเรียนไม่ควรยื่นหน้าเข้า
ใกล้ภาชนะใส่น้า (เพราะจะเกิดอันตรายต่อหู เนื่องจากเสียงที่เกิดจากส้อมเสียงมีเสียงดัง)
2.5 การทาให้เกิดเสียงมีหลายวิธีคือ (การดีด สี ตี และเป่า)
2.6 ทุกครั้งที่เกิดเสียง วัตถุมีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ อย่างไร (วัตถุมีการเปลี่ยนแปลง
โดยวัตถุที่เป็นแหล่งกาเนิดเสียงจะสั่น)
2.7 สรุปผลการทดลองนี้ได้อย่างไร (เสียงเกิดจากการสั่นสะเทือนของวัตถุต้นกาเนิดเสียง
การเกิดเสียงสามารถทาได้หลายวิธี เช่น การดีด สี ตี เป่า)
145
จากนั้นนักเรียนตอบคาถามหลังทากิจกรรมในใบงานที่ 6
3. นักเรียนร่วมกันสรุปผลการทากิจกรรมเกี่ยวกับกาเนิดเสียง ให้ได้ประเด็นตามจุดประสงค์การ
เรียนรู้
4. นักเรียนร่วมกันอภิปรายและแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม โดยครูถามคาถามพัฒนา
กระบวนการคิดของนักเรียน ดังนี้
- เสียงจะสามารถเคลื่อนที่ในตัวกลางที่มีความหนาแน่นได้เร็วหรือช้า เพราะเหตุใด
(เสียงจะสามารถเคลื่อนที่ในตัวกลางที่มีความหนาแน่นมากได้เร็ว เนื่องจากเสียงต้องใช้ตัวกลางในการถ่ายทอด
พลังงาน หากตัวกลางอยู่ใกล้กันมาก หรือมีความหนาแน่นมาก จะทาให้การถ่ายทอดพลังงานเป็นไปอย่าง
รวดเร็วด้วย)
5. ให้ความรู้เพิ่มเติมกับนักเรียนเกี่ยวกับปรากฏการณ์เสียงก้อง (echo) ดังนี้
เสียงก้อง เกิดจากความสามารถในการจาแนกเสียงของหูมนุษย์ คือ ระบบประสาทของ
การรับรู้ทางเสียงของหูจะสามารถแยกเสียง 2 เสียงได้ หากเสียงทั้งสองเคลื่อนที่มาถึงหูต่างกันมากกว่า 0.1
วินาที แต่ถ้าเสียงที่ผ่านเข้ามาโดยเว้นระยะน้อยกว่า 0.1 วินาที ประสาทหูจะไม่สามารถแยกเสียง 2 เสียงนี้ได้
ถ้าเสียงที่ส่งออกไป เคลื่อนที่ไปกระทบตัวสะท้อนในแนวตั้งฉากกับผิวตัวสะท้อน (มุมตก
กระทบเป็น 0๐
) ถ้าเวลาที่เสียงใช้ในการเคลื่อนที่ออกไป และกลับมาใช้เวลามากกว่า 0.1 วินาที จะทาให้ได้ยิน
เสียงเดียวกัน 2 ครั้งที่เรียกว่าเกิดเสียงก้องขึ้น
6. ครูถามคาถามเพื่อพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนดังนี้
6.1 ถ้าปกติเสียงในอากาศเคลื่อนที่ด้วยความเร็วประมาณ 350 m/s ตัวสะท้อนต้องห่าง
อย่างน้อยที่สุดเท่าไรจึงจะเกิดการสะท้อนหรือเกิดเสียงก้องได้
(เสียงก้องจะเกิดขึ้นได้หากเสียงที่เคลื่อนที่มาถึงหูใช้เวลาต่างกันมากกว่า 0.1 วินาที
เสียงแรก คือ เสียงที่ตะโกนออกมา
เสียงที่สอง คือ เสียงที่ได้จากการสะท้อนของเสียง
s
v
t

2L
350
0.1

L  (350 x 0.1) x
1
2
= 17.5 m
ดังนั้น ตัวสะท้อนต้องห่างอย่างน้อยที่สุด 17.5 เมตร จึงจะเกิดเสียงก้องได้)
6.2 หากเราตะโกนในห้องที่ปิดทึบ ทาไมจึงเกิดเสียงก้องขึ้นได้ ทั้ง ๆ ที่มีความกว้างของ
ห้องไม่มากเท่าไร (เนื่องจากมีการสะท้อนกลับไปมาหลายครั้งระหว่างผนังของห้องจนเสมือนเคลื่อนที่ไป
สะท้อนจากตัวสะท้อนที่อยู่ไกล)
146
7. นักเรียนวิเคราะห์ถึงปรากฏการณ์เสียงก้อง ที่ได้ยินในชีวิตประจาวัน
ขั้นที่ 4 ขยำยควำมรู้ (Elaboration)
1. ครูและนักเรียนร่วมกันอภิปรายเกี่ยวกับการเกิดเสียง เสียงก้อง จนกระทั่งนักเรียนอธิบายได้
ว่า
- เสียงเกิดจากการสั่นสะเทือนของแหล่งกาเนิด ซึ่งการสั่นนี้จะถ่ายทอดพลังงานไปยัง
อนุภาคของตัวกลางที่อยู่ล้อมรอบแหล่งกาเนิด ทาให้ตัวกลางมีการสั่นตามไปด้วย ทิศทางการสั่นของโมเลกุล
ของตัวกลางจะขนานกับทิศทางการแผ่ของคลื่นเสียง เมื่อเสียงเคลื่อนที่ผ่านตัวกลางจะทาให้เกิดการอัด ขยาย
ของโมเลกุลของตัวกลาง และพิจารณาที่เสียงต้องอาศัยตัวกลางในการถ่ายทอดพลังงาน ความหนาแน่นของ
ตัวกลางจึงมีผลต่อความเร็วในการถ่ายทอดพลังงานเสียง
- เสียงก้อง คือ เสียงที่ส่งไปกระทบตัวสะท้อนในแนวตั้งฉากกับผิวตัวสะท้อน โดยเวลาที่
เสียงใช้ในการเคลื่อนที่ออกไปและกลับมาใช้เวลามากกว่า 0.1 วินาที ทาให้ได้ยินเสียงเดียวกัน 2 ครั้ง เช่น การ
เกิดเสียงก้องเมื่อตะโกนอยู่ตรงหน้าผา
ขั้นที่ 5 ประเมิน (Evaluation)
1. ครูประเมินการเรียนรู้ของนักเรียน ดังนี้ สังเกตพฤติกรรมของนักเรียนขณะเข้าร่วมกิจกรรม
การตอบคาถามของนักเรียน การทากิจกรรม การตอบคาถามในใบงาน และประเมินการเขียนผังมโนทัศน์
2. นักเรียนแต่ละกลุ่มพิจารณาว่า จากหัวข้อที่เรียนมาและการปฏิบัติกิจกรรม มีจุดใดบ้างที่ยังไม่
เข้าใจหรือยังมีข้อสงสัย ถ้ามีครูช่วยอธิบายเพิ่มเติมให้นักเรียนเข้าใจ
3. นักเรียนร่วมกันประเมินการปฏิบัติกิจกรรมกลุ่มว่ามีปัญหาหรืออุปสรรคใด และได้มีการแก้ไข
อย่างไรบ้าง
4. นักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประโยชน์ที่ได้รับจากการปฏิบัติการทดลอง และ
การนาความรู้ที่ได้ไปใช้ประโยชน์
5. ทดสอบความเข้าใจของนักเรียนโดยการให้ตอบคาถาม เช่น
- เสียงเกิดขึ้นได้อย่างไร
- เสียงก้องคืออะไร และเกิดขึ้นได้อย่างไร
6. นักเรียนทบทวนความรู้เพิ่มเติมจากสื่อสังคมออนไลน์ เรื่อง เสียง ตอนที่ 1 ทาง youtube
https://youtu.be/BRF5-n3eHuE
9. สื่อ/แหล่งกำรเรียนรู้
1. แผ่นไม้สาหรับทดลองเรื่องเสียง 1 ชุด
2. ส้อมเสียง 1 อัน
3. จาน 1 ใบ
4. หลอดกาแฟ 1 หลอด
5. กรรไกรหรือคัดเตอร์ 1 เล่ม
147
6. แว่นขยาย 1 อัน
7. ใบงานที่ 6 เรื่อง กาเนิดเสียง
8. หนังสือเรียน
9. สื่อสังคมออนไลน์ เรื่อง เสียง ตอนที่ 1 ทาง youtube https://youtu.be/BRF5-n3eHuE
10. กำรวัดและกำรประเมินผล
ชิ้นงำน/ภำระงำน/ใบงำน วิธีกำร เครื่องมือ เกณฑ์กำรผ่ำน
1. ด้ำนควำมรู้ (K)
- ใบงานที่ 6 เรื่อง การเกิดเสียง
- ผังมโนทัศน์ เรื่อง การเกิดเสียง
- การตรวจใบงาน
- การตรวจผลงาน
- แบบประเมินใบงาน
- แบบประเมินผังมโนทัศน์
- ร้อยละ 60 ขึ้นไป
- ร้อยละ 60 ขึ้นไป
2.ด้ำนทักษะ/กระบวนกำร (P)
- ใบงานที่ 6 เรื่อง การเกิดเสียง
- การสังเกต
- การตรวจใบงาน
- แบบสังเกตการปฏิบัติการทดลอง
- แบบประเมินใบงาน
- ร้อยละ 60 ขึ้นไป
- ร้อยละ 60 ขึ้นไป
3.ด้ำนเจตคติทำงวิทยำศำสตร์ (A) - การสังเกต - แบบสังเกตเจตคติทางวิทยาศาสตร์ - ร้อยละ 60 ขึ้นไป
148
แบบสังเกตกำรปฏิบัติกำรทดลอง
เรื่อง กำรเกิดเสียง
เลขที่ ชื่อ-สกุล กลุ่ม
คะแนนแต่ละรำยกำรประเมิน
คะแนนรวม(24)
การทดลองหรือ
ทากิจกรรมตาม
แผนที่กาหนด
การใช้อุปกรณ์
และ/หรือ
เครื่องมือ
การบันทึกผลการ
ทดลองหรือทา
กิจกรรม
การจัดกระทา
ข้อมูลและการ
นาเสนอ
การสรุปผลการ
ทดลองหรือการ
ทากิจกรรม
การดูแลและการ
เก็บอุปกรณ์และ/
หรือเครื่องมือ
เกณฑ์กำรประเมิน/ระดับคุณภำพ
คะแนนรวม 20-24 หมายถึง ดีมาก คะแนนรวม 15-19 หมายถึง ดี
คะแนนรวม 10–14 หมายถึง พอใช้ คะแนนรวม 6 – 9 หมายถึง ปรับปรุง
เกณฑ์กำรผ่ำน ตั้งแต่ 15 คะแนนขึ้นไป (ผ่ำนเกณฑ์ร้อยละ 60)
ลงชื่อ ผู้ประเมิน
(.........................................................)
........../................/..............
149
แบบประเมินใบงำน
เรื่อง กำรเกิดเสียง
เลขที่ ชื่อ-สกุล กลุ่ม
คะแนนแต่ละรำยกำรประเมิน
คะแนนรวม(16)
คาถามก่อนทา
กิจกรรม
บันทึกผลการทา
กิจกรรม
คาถามหลังทา
กิจกรรม
สรุปผลการทดลอง
เกณฑ์กำรประเมิน/ระดับคุณภำพ
คะแนนรวม 14-16 หมายถึง ดีมาก คะแนนรวม 11-13 หมายถึง ดี
คะแนนรวม 8–10 หมายถึง พอใช้ คะแนนรวม 4–7 หมายถึง ปรับปรุง
เกณฑ์กำรผ่ำน ตั้งแต่ 10 คะแนนขึ้นไป (ผ่ำนเกณฑ์ร้อยละ 60)
ลงชื่อ ผู้ประเมิน
(.........................................................)
........../................/..............
150
แบบประเมินผังมโนทัศน์
เรื่อง กำรเกิดเสียง
เลขที่ ชื่อ-สกุล กลุ่ม คะแนน หมำยเหตุ
เกณฑ์กำรประเมิน/ระดับคุณภำพ
คะแนนรวม 4 หมายถึง ดีมาก คะแนนรวม 3 หมายถึง ดี
คะแนนรวม 2 หมายถึง พอใช้ คะแนนรวม 1 หมายถึง ปรับปรุง
เกณฑ์กำรผ่ำน ตั้งแต่ 3 คะแนนขึ้นไป (ผ่ำนเกณฑ์ร้อยละ 60)
ลงชื่อ ผู้ประเมิน
(.........................................................)
........../................/..............
151
แบบสังเกตเจตคติทำงวิทยำศำสตร์ ครั้งที่ 7
เลขที่ ชื่อ-สกุล กลุ่ม
คะแนนแต่ละรำยกำรประเมิน
ความสนใจใฝ่รู้หรือความ
อยากรู้อยากเห็น
ความรับผิดชอบความ
มุ่งมั่นอดทนและเพียร
พยายาม
ความมีเหตุผล
ความมีระเบียบรอบคอบ
เห็นคุณค่าของความมี
ระเบียบและรอบคอบ
ความซื่อสัตย์เสนอความ
จริงถึงแม้จะเป็นผลที่
แตกต่างจากผู้อื่น
ความใจกว้างร่วมแสดง
ความคิดเห็นและรับฟัง
ความคิดเห็นของผู้อื่น
คะแนนรวม(24)
เกณฑ์กำรประเมิน/ระดับคุณภำพ
คะแนนรวม 20-24 หมายถึง มาก คะแนนรวม 15-19 หมายถึง ปานกลาง
คะแนนรวม 10–14 หมายถึง น้อย คะแนนรวม 6 – 9 หมายถึง ไม่แสดงออก
เกณฑ์กำรผ่ำน ตั้งแต่ 15 คะแนนขึ้นไป (ผ่ำนเกณฑ์ร้อยละ 60)
ลงชื่อ ผู้ประเมิน
(.........................................................)
........../................/..............
152
11. บันทึกหลังจัดกิจกรรมกำรเรียนรู้
153
ใบงำนที่ 6 เรื่อง กำรเกิดเสียง
ชื่อ_____________________ชั้น_______เลขที่____ กลุ่มที่____
คำชี้แจง ให้นักเรียนแต่ละกลุ่มปฏิบัติ ดังนี้
1. อ่านวิธีทากิจกรรมการทดลองให้เข้าใจ 2. ตอบคาถามก่อนทากิจกรรม
3. ทากิจกรรมและบันทึกผล 4. ตอบคาถามหลังทากิจกรรม
กิจกรรมที่ 1.6 กำรเกิดเสียง
วัสดุอุปกรณ์
1. แผ่นไม้สาหรับทดลองเรื่องเสียง 1 ชุด
2. ส้อมเสียง 1 อัน
3. จาน 1 ใบ
4. หลอดกาแฟ 1 หลอด
5. กรรไกรหรือคัดเตอร์ 1 เล่ม
6. แว่นขยาย 1 อัน
วิธีทำ
1. ใช้นิ้วมือแตะบริเวณลาคอด้านหน้า (ตรงลูกกระเดือก) ก่อนที่จะเปล่งเสียง ดังรูป จากนั้นเปล่ง
เสียงพยัญชนะที่เป็นเสียงก้อง เช่น บ ด ม พร้อมทั้งสังเกตความรู้สึกที่มือ แล้วบันทึกผลที่เกิดขึ้น
การใช้นิ้วแตะลาคอขณะเปล่งเสียง
2. ขึงเส้นเอ็นบนแผ่นไม้สาหรับทดลองให้ตึง ดังรูป ก่อนที่จะลงมือดีดควรปรับระยะให้แว่นขยาย
มองเห็นเส้นเอ็นให้ชัดที่สุด จากนั้นดีดเส้นเอ็นที่ขึงตึงแล้วสังเกตการณ์เปลี่ยนแปลงขณะดีดเส้นเอ็น พร้อม
บันทึกผลที่เกิดขึ้น
การดีดสายเอ็น
ได้คะแนน
.....................................
คะแนนเต็ม 16 คะแนน
154
3. เคาะส้อมเสียงให้สั่นพอประมาณแล้วนาปลายส้อมเสียงไปจุ่มในน้า โดยให้ปลายส้อมเสียงแตะ
น้าพอประมาณ ดังรูป สังเกตผลและบันทึกผลที่เกิดขึ้น
การจุ่มส้อมเสียงในน้า
4. นาหลอดกาแฟมา 1 หลอด บีบปลายข้างหนึ่งให้แบนแล้วใช้กรรไกรหรือคัตเตอร์ตัดมุมทั้งสอง
เล็กน้อย ดังรูป จากนั้นทาการเป่าด้านที่แบนจนเกิดเสียงดัง สังเกตความรู้สึกที่เกิดขึ้นที่ริมฝีปาก และบันทึกผล
การทดลองที่เกิดขึ้น
หลอดกาแฟ
คำถำมก่อนทำกิจกรรม
ปัญหำ
1. ปัญหาของการทดลองนี้คืออะไร
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
บันทึกผลกำรทำกิจกรรม
คำถำมหลังทำกิจกรรม
แปลควำมหมำยและสรุปผล
1. เส้นเอ็น ส้อมเสียง และหลอดกาแฟ ทาหน้าที่อะไรในการปฏิบัติกิจกรรม
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
เสียงเกิดขึ้นได้อย่างไร
รายการ ผลการสังเกต
1. การใช้นิ้วมือแตะลาคอด้านหน้า (ลูกกระเดือก) ขณะเปล่งเสียง มีการสั่งและเกิดเสียง
2. การดีดเส้นเอ็นที่ขึงตึงบนแผ่นไม้ เส้นเอ็นสั่นและเกิดเสียง
3. การจุ่มปลายส้อมเสียงที่เคาะแล้วลงในน้า น้ากระเด็นและเกิดเสียง
4. การเป่าหลอดกาแฟ มีการสั่นและเกิดเสียง
ทั้ง 3 สิ่งเป็นแหล่งกาเนิดเสียง
155
2. เพราะเหตุใด นักเรียนจึงต้องเปล่งพยัญชนะเสียงก้อง เช่น บ ด ม ขณะปฏิบัติกิจกรรมการเกิดเสียง
..............................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................................
3. ถ้านักเรียนขึงเส้นเอ็นให้มีความตึงไม่เท่ากัน จะเกิดผลในลักษณะใด
.............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
4. เพระเหตุใดขณะปฏิบัติกรรมการเกิดเสียงด้วยส้อมเสียง นักเรียนไม่ควรยื่นหน้าเข้าใกล้ภาชนะใส่น้า
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
5. การทาให้เกิดเสียงมีหลายวิธีคือ
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
6. ทุกครั้งที่เกิดเสียง วัตถุมีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ อย่างไร
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
7. สรุปผลการทดลองนี้ได้อย่างไร
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
เสียงของพยัญชนะเสียงก้องทั้ง 3 ตัวนี้ เกิดจากการสั่นสะเทือนของเส้นเสียงที่ลาคอ
เสียงที่เกิดจากการขึงเส้นเอ็นตึงไม่เท่ากัน จะมีความแตกต่างกัน
เพราะจะเกิดอันตรายต่อหู เนื่องจากเสียงที่เกิดจากส้อมเสียงมีเสียงดัง
การดีด สี ตี และเป่า
วัตถุมีการเปลี่ยนแปลง โดยวัตถุที่เป็นแหล่งกาเนิดเสียงจะสั่น
- เสียงเกิดจากการสั่นสะเทือนของวัตถุต้นกาเนิดเสียง
- การเกิดเสียงสามารถทาได้หลายวิธี เช่น การดีด สี ตี เป่า
156
แผนกำรจัดกำรเรียนรู้ที่ 8 ธรรมชำติของเสียง
หน่วยกำรเรียนรู้ที่ 1 คลื่น วิชำวิทยำศำสตร์ 5 ว33101 ชั้นมัธยมศึกษำปีที่ 6 เวลำ 2 ชั่วโมง
**********************************************************************
1. มำตรฐำนกำรเรียนรู้/ตัวชี้วัด
มำตรฐำนกำรเรียนรู้
มำตรฐำน ว 5.1 เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างพลังงานกับการดารงชีวิต การเปลี่ยนรูปพลังงาน
ปฏิสัมพันธ์ระหว่างสารและพลังงาน ผลของการใช้พลังงานต่อชีวิตและสิ่งแวดล้อม มีกระบวนการสืบเสาะหา
ความรู้ สื่อสารสิ่งที่เรียนรู้และนาความรู้ไปใช้ประโยชน์
ตัวชี้วัด
ว 5.1 ม.4-6/2 อธิบายการเกิดคลื่นเสียง บีตส์ของเสียง ความเข้มเสียง ระดับความเข้มเสียง การ
ได้ยินเสียง คุณภาพเสียง และนาความรู้ไปใช้ประโยชน์
มำตรฐำนกำรเรียนรู้
มำตรฐำน ว 8.1 ใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์และจิตวิทยาศาสตร์ในการสืบเสาะหาความรู้
การแก้ปัญหา รู้ว่าปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่มีรูปแบบที่แน่นอนสามารถอธิบายและ
ตรวจสอบได้ภายใต้ข้อมูลและเครื่องมือที่มีอยู่ในช่วงเวลานั้น ๆ เข้าใจว่าวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีสังคมและ
สิ่งแวดล้อมมีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน
ตัวชี้วัด
1. ว 8.1 ม.4-6/1 ตั้งคาถามที่อยู่บนพื้นฐานของความรู้และความเข้าใจทางวิทยาศาสตร์หรือ
ความสนใจหรือจากประเด็นที่เกิดขึ้นในขณะนั้นที่สามารถทาการสารวจตรวจสอบหรือศึกษาค้นคว้าได้อย่าง
ครอบคลุมและเชื่อถือได้
2. ว 8.1 ม.4-6/2 สร้างสมมติฐานที่มีทฤษฎีรองรับหรือคาดการณ์สิ่งที่จะพบหรือสร้าง
แบบจาลองหรือสร้างรูปแบบเพื่อนาไปสู่การสารวจตรวจสอบ
3. ว 8.1 ม.4-6/3 ค้นคว้ารวบรวมข้อมูลที่ต้องพิจารณาปัจจัยหรือตัวแปรสาคัญ ปัจจัยที่มีผลต่อ
ปัจจัยอื่นปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้และจานวนครั้งของการสารวจตรวจสอบเพื่อให้ได้ผลที่มีความเชื่อมั่นอย่าง
เพียงพอ
5. ว 8.1 ม.4-6/5 รวบรวมข้อมูลและบันทึกผลการสารวจตรวจสอบอย่างเป็นระบบถูกต้อง
ครอบคลุมทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพโดยตรวจสอบความเป็นไปได้ความเหมาะสมหรือความผิดพลาดของ
ข้อมูล
6. ว 8.1 ม.4-6/6 จัดกระทาข้อมูลโดยคานึงถึงการรายงานผลเชิงตัวเลขที่มีระดับความถูกต้อง
และนาเสนอข้อมูลด้วยเทคนิควิธีที่เหมาะสม
7. ว 8.1 ม.4-6/7 วิเคราะห์ข้อมูลแปลความหมายข้อมูลและประเมินความสอดคล้องของข้อสรุป
หรือสาระสาคัญเพื่อตรวจสอบกับสมมติฐานที่ตั้งไว้
157
8. ว 8.1 ม.4-6/8 พิจารณาความน่าเชื่อถือของวิธีการและผลการสารวจตรวจสอบโดยใช้หลัก
ความคลาดเคลื่อนของการวัดและการสังเกตเสนอแนะการปรับปรุงวิธีการสารวจตรวจสอบ
9. ว 8.1 ม.4-6/9 นาผลของการสารวจตรวจสอบที่ได้ทั้งวิธีการและองค์ความรู้ที่ได้ไปสร้าง
คาถามใหม่นาไปใช้แก้ปัญหาในสถานการณ์ใหม่และในชีวิตจริง
10. ว 8.1 ม.4-6/10 ตระหนักถึงความสาคัญในการที่จะต้องมีส่วนร่วมรับผิดชอบการอธิบายการ
ลงความเห็นและการสรุปผลการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ที่นาเสนอต่อสาธารณชนด้วยความถูกต้อง
11. ว 8.1 ม.4-6/11 บันทึกและอธิบายผลการสารวจตรวจสอบอย่างมีเหตุผลใช้พยานหลักฐาน
อ้างอิงหรือค้นคว้าเพิ่มเติมเพื่อหาหลักฐานอ้างอิงที่เชื่อถือได้และยอมรับว่าความรู้เดิมอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้
เมื่อมีข้อมูลและประจักษ์พยานใหม่เพิ่มเติมหรือโต้แย้งจากเดิมซึ่งท้าทายให้มีการตรวจสอบอย่างระมัดระวังอัน
จะนามาสู่การยอมรับเป็นความรู้ใหม่
12. ว 8.1 ม. 4-6/12 จัดแสดงผลงานเขียนรายงานและ/หรืออธิบายเกี่ยวกับแนวคิด
กระบวนการและผลของโครงงานหรือชิ้นงานให้ผู้อื่นเข้าใจ
2. จุดประสงค์กำรเรียนรู้
1. อธิบายเกี่ยวกับธรรมชาติของเสียงในเรื่อง ระดับเสียง คุณภาพเสียง และความดังได้ (K)
2. แสดงความเป็นคนสนใจใฝ่รู้ อยากรู้อยากเห็น รับผิดชอบ มุ่งมั่น อดทนเพียรพยายาม มีเหตุผล มีระเบียบ
รอบคอบ ซื่อสัตย์ ใจกว้าง (A)
3. สำระสำคัญ
ระดับเสียง คือ การรับรู้ลักษณะของคลื่นเสียงของมนุษย์โดยขึ้นกับความถี่ของคลื่นเสียง ซึ่งเสียงที่มี
ความถี่สูง มนุษย์จะรับรู้เป็นเสียงแหลม และเสียงที่มีความถี่ต่า มนุษย์จะรับรู้เป็นเสียงต่าหรือเสียงทุ้ม คุณภาพ
เสียง คือ รูปร่างของคลื่นเสียง ซึ่งขึ้นกับฮาร์โมนิกต่าง ๆ ที่เป็นองค์ประกอบของเสียง ความดังของเสียง คือ
ปริมาณของพลังงานเสียงที่มาถึงหูผู้ฟัง และความเข้มเสียง คือ พลังงานเสียงที่ตกตั้งฉากบนหนึ่งหน่วยพื้นที่ใน
หนึ่งหน่วยเวลา มีหน่วยเป็นวัตต์ต่อตารางเมตร ความเข้มเสียงที่เบาที่สุดมีค่า 10-12
วัตต์ต่อตารางเมตร และ
ความเข้มเสียงที่ดังที่สุดมีค่า 1 วัตต์ต่อตารางเมตร ระดับความเข้มเสียง คือ การวัดความดังของเสียงในหน่วย
เดซิเบล
4. สำระกำรเรียนรู้
1. ควำมรู้
ระดับเสียง คือ การรับรู้ลักษณะของคลื่นเสียงของมนุษย์ โดยขึ้นกับความถี่ของคลื่นเสียง ซึ่ง
เสียงที่มีความถี่สูง มนุษย์จะรับรู้เป็นเสียงแหลม และเสียงที่มีความถี่ต่า มนุษย์จะรับรู้เป็นเสียงต่าหรือเสียงทุ้ม
คุณภาพเสียง คือ รูปร่างของคลื่นเสียง ซึ่งขึ้นกับฮาร์โมนิกต่าง ๆ ที่เป็นองค์ประกอบของเสียง
ความดัง คือ ปริมาณของพลังงานเสียงที่มาถึงหูผู้ฟัง
158
ความเข้มเสียง คือ พลังงานเสียงที่ตกตั้งฉากบนหนึ่งหน่วยพื้นที่ในหนึ่งหน่วยเวลา มีหน่วยเป็น
วัตต์ต่อตารางเมตร ความเข้มเสียงที่เบาที่สุดมี 10-12
วัตต์ต่อตารางเมตร และความเข้มเสียงที่ดังที่สุดมีค่า 1
วัตต์ต่อตารางเมตร
ระดับความเข้มเสียง คือ การวัดความดังของเสียงในหน่วยเดซิเบล มีค่าตั้งแต่ 0-120 เดซิเบล
2. ทักษะ/กระบวนกำร/กระบวนกำรคิด
- ทักษะการคิดวิเคราะห์
- ทักษะการสืบค้น
- ทักษะการจัดระบบความคิดเป็นแผนภาพ
- ทักษะการสื่อความหมาย
3. ด้ำนเจตคติทำงวิทยำศำสตร์
- สนใจใฝ่รู้ อยากรู้อยากเห็น รับผิดชอบ มุ่งมั่น อดทนเพียรพยายาม มีเหตุผล มีระเบียบ รอบคอบ
ซื่อสัตย์ ใจกว้าง
5. คุณลักษณะอันพึงประสงค์
 รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์  ซื่อสัตย์สุจริต
 มีวินัย  ใฝ่เรียนรู้
 อยู่อย่างพอเพียง  มุ่งมั่นในการทางาน
 รักความเป็นไทย  มีจิตสาธารณะ
6. สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน
 ความสามารถในการสื่อสาร  ความสามารถในการคิด  ความสามารถในการแก้ปัญหา
 ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต  ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี
7. ชิ้นงำน/ภำระงำน
- รายงานการสืบค้นเรื่อง ธรรมชาติของเสียง
- ผังมโนทัศน์เรื่อง ธรรมชาติของเสียง
8. กำรจัดกิจกรรมกำรเรียนรู้ (กระบวนกำรสืบเสำะหำควำมรู้ (5Es))
ขั้นที่ 1 สร้ำงควำมสนใจ (Engagement)
1. นักเรียนสังเกตเสียงของเครื่องดนตรีชนิดต่าง ๆ แล้วครูถามนักเรียนโดยใช้คาถามดังนี้
1.1 เสียงเหล่านี้แตกต่างกันอย่างไร (เสียงแหลม และเสียงทุ้ม)
1.2 เครื่องดนตรีเหล่านี้มีเสียงที่แตกต่างกัน เพราะคุณภาพเสียงใช่หรือไม่ (ใช่/ไม่ใช่)
1.3 ธรรมชาติของเสียง มีอะไรบ้าง (ระดับเสียง คุณภาพเสียง และความดัง)
159
1.4 ระดับเสียงหมายถึงอะไร (ระดับเสียง คือ การรับรู้ลักษณะของคลื่นเสียงของมนุษย์
โดยขึ้นกับความถี่ของคลื่นเสียง ซึ่งเสียงที่มีความถี่สูง มนุษย์จะรับรู้เป็นเสียงแหลม และเสียงที่มีความถี่ต่า
มนุษย์จะรับรู้เป็นเสียงต่าหรือเสียงทุ้ม)
1.5 คุณภาพเสียงหมายถึงอะไร (คุณภาพเสียง คือ รูปร่างของคลื่นเสียง ซึ่งขึ้นกับฮาร์โมนิ
กต่าง ๆ ที่เป็นองค์ประกอบของเสียง)
1.6 ความดังหมายถึงอะไร (ความดังของเสียง คือ ปริมาณของพลังงานเสียงที่มาถึงหูผู้ฟัง)
2. นักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็น โดยครูถามคาถามดังนี้
- เพราะเหตุใดเสียงจากเครื่องดนตรีเหล่านี้จึงแตกต่างกัน (คุณภาพเสียงไม่เหมือนกัน)
ขั้นที่ 2 สำรวจและค้นหำ (Exploration)
1. นักเรียนแบ่งกลุ่ม กลุ่มละ 4 คน สืบค้นข้อมูลเรื่อง ธรรมชาติของเสียงจากแหล่งเรียนรู้ต่าง ๆ
2. นักเรียนแต่ละกลุ่มออกแบบวิธีนาเสนอผลการสืบค้นให้อยู่ในรูปแบบที่น่าสนใจ
ขั้นที่ 3 อธิบำยและลงข้อสรุป (Explanation)
1. ตัวแทนนักเรียนแต่ละกลุ่มออกมานาเสนอผลการสืบค้นเรื่อง ธรรมชาติของเสียง หน้าชั้นเรียน
2. นักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็น โดยครูใช้คาถามดังนี้
2.1 ระดับความเข้มเสียงคืออะไร (การวัดความดังของเสียง มีหน่วยเป็นเดซิเบล)
2.2 คุณภาพเสียงคืออะไร (ความถี่ของเสียง ทาให้เกิดเสียงแหลมและเสียงทุ้ม)
3. นักเรียนร่วมกันสรุปเกี่ยวกับธรรมชาติของเสียงให้ได้ประเด็นตามจุดประสงค์การเรียนรู้
4. นักเรียนวิเคราะห์ถึงประโยชน์ของระดับเสียง ความเข้มเสียง และระดับความเข้มเสียงใน
ชีวิตประจาวัน
ขั้นที่ 4 ขยำยควำมรู้ (Elaboration)
1. ครูและนักเรียนร่วมกันอภิปรายเกี่ยวกับ ธรรมชาติของเสียง ยกตัวอย่างเสียงดัง เสียงแหลม
เสียงทุ้ม จนกระทั่งนักเรียนอธิบายได้ว่า
- ระดับเสียง คือ การรับรู้ลักษณะของคลื่นเสียงของมนุษย์ โดยขึ้นกับความถี่ของคลื่น
เสียง ซึ่งเสียงที่มีความถี่สูง มนุษย์จะรับรู้เป็นเสียงแหลม และเสียงที่มีความถี่ต่า มนุษย์จะรับรู้เป็นเสียงต่าหรือ
เสียงทุ้ม
- คุณภาพเสียง คือ รูปร่างของคลื่นเสียง ซึ่งขึ้นกับฮาร์โมนิกต่าง ๆ ที่เป็นองค์ประกอบ
ของเสียง
- ความดัง คือ ปริมาณของพลังงานเสียงที่มาถึงหูผู้ฟัง
- ความเข้มเสียง คือ พลังงานเสียงที่ตกตั้งฉากบนหนึ่งหน่วยพื้นที่ในหนึ่งหน่วยเวลา มี
หน่วยเป็นวัตต์ต่อตารางเมตร ความเข้มเสียงที่เบาที่สุดมี 10-12
วัตต์ต่อตารางเมตร และความเข้มเสียงที่ดัง
ที่สุดมีค่า 1 วัตต์ต่อตารางเมตร
- ระดับความเข้มเสียง คือ การวัดความดังของเสียงในหน่วยเดซิเบล
160
2. นักเรียนสืบค้นข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับธรรมชาติของเสียงจากหนังสือเรียน และแหล่งเรียนรู้
อื่น ๆ จากนั้นเขียนผังมโนทัศน์เรื่อง ธรรมชาติของเสียง
ขั้นที่ 5 ประเมิน (Evaluation)
1. ครูประเมินการเรียนรู้ของนักเรียน ดังนี้ สังเกตพฤติกรรมของนักเรียนขณะเข้าร่วมกิจกรรม
การตอบคาถามของนักเรียน การทากิจกรรม การตอบคาถามในใบงาน และประเมินการเขียนผังมโนทัศน์
2. นักเรียนแต่ละกลุ่มพิจารณาว่า จากหัวข้อที่เรียนมาและการปฏิบัติกิจกรรม มีจุดใดบ้างที่ยังไม่
เข้าใจหรือยังมีข้อสงสัย ถ้ามีครูช่วยอธิบายเพิ่มเติมให้นักเรียนเข้าใจ
3. นักเรียนร่วมกันประเมินการปฏิบัติกิจกรรมกลุ่มว่ามีปัญหาหรืออุปสรรคใด และได้มีการแก้ไข
อย่างไรบ้าง
4. นักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประโยชน์ที่ได้รับจากการทากิจกรรม และการนา
ความรู้ที่ได้ไปใช้ประโยชน์
5. ทดสอบความเข้าใจของนักเรียนโดยการให้ตอบคาถาม เช่น
- ระดับเสียงหมายถึงอะไร
- คุณภาพเสียงหมายถึงอะไร
- ความดังหมายถึงอะไร
6. นักเรียนทบทวนความรู้เพิ่มเติมจากสื่อสังคมออนไลน์ เรื่อง เสียง ตอนที่ 1 ทาง youtube
https://youtu.be/BRF5-n3eHuE พร้อมทาแบบฝึกหัด เรื่องเสียง ตอนที่ 1
9. สื่อ/แหล่งกำรเรียนรู้
1. แหล่งเรียนรู้ภายในและภายนอกชั้นเรียน
2. หนังสือเรียน
3. สื่อสังคมออนไลน์ เรื่อง เสียง ตอนที่ 1 ทาง youtube https://youtu.be/BRF5-n3eHuE
10. กำรวัดและกำรประเมินผล
ชิ้นงำน/ภำระงำน/ใบงำน วิธีกำร เครื่องมือ เกณฑ์กำรผ่ำน
1. ด้ำนควำมรู้ (K)
- รายงานการสืบค้น เรื่อง ธรรมชาติของเสียง
- ผังมโนทัศน์ เรื่อง ธรรมชาติของเสียง
- แบบฝึกหัด เรื่อง เสียง ตอนที่ 1
- การตรวจผลงาน
- การตรวจผลงาน
- การตรวจแบบฝึกหัด
- แบบประเมินการสืบค้น
- แบบประเมินผังมโนทัศน์
- แบบฝึกหัดเรื่อง เสียง ตอนที่ 1
- ร้อยละ 60 ขึ้นไป
- ร้อยละ 60 ขึ้นไป
- ร้อยละ 60 ขึ้นไป
2.ด้ำนทักษะ/กระบวนกำร (P)
3.ด้ำนเจตคติทำงวิทยำศำสตร์ (A) - การสังเกต - แบบสังเกตเจตคติทางวิทยาศาสตร์ - ร้อยละ 60 ขึ้นไป
161
แบบประเมินกำรสืบค้น
เรื่อง ธรรมชำติของเสียง
เลขที่ ชื่อ-สกุล กลุ่ม
คะแนนแต่ละรำยกำรประเมิน
คะแนนรวม(20)
การวางแผนค้นคว้า
ข้อมูลจากแหล่ง
เรียนรู้
การเก็บรวบรวม
ข้อมูล
การจัดกระทาข้อมูล
และการนาเสนอ
การสรุปผล
การเขียนรายงาน
เกณฑ์กำรประเมิน/ระดับคุณภำพ
คะแนนรวม 17-20 หมายถึง ดีมาก คะแนนรวม 13-16 หมายถึง ดี
คะแนนรวม 9-12 หมายถึง พอใช้ คะแนนรวม 5- 8 หมายถึง ปรับปรุง
เกณฑ์กำรผ่ำน ตั้งแต่ 12 คะแนนขึ้นไป (ผ่ำนเกณฑ์ร้อยละ 60)
ลงชื่อ ผู้ประเมิน
(.........................................................)
........../................/..............
162
แบบประเมินผังมโนทัศน์
เรื่อง ธรรมชำติของเสียง
เลขที่ ชื่อ-สกุล กลุ่ม คะแนน หมำยเหตุ
เกณฑ์กำรประเมิน/ระดับคุณภำพ
คะแนนรวม 4 หมายถึง ดีมาก คะแนนรวม 3 หมายถึง ดี
คะแนนรวม 2 หมายถึง พอใช้ คะแนนรวม 1 หมายถึง ปรับปรุง
เกณฑ์กำรผ่ำน ตั้งแต่ 3 คะแนนขึ้นไป (ผ่ำนเกณฑ์ร้อยละ 60)
ลงชื่อ ผู้ประเมิน
(.........................................................)
........../................/..............
163
แบบสังเกตเจตคติทำงวิทยำศำสตร์ ครั้งที่ 8
เลขที่ ชื่อ-สกุล กลุ่ม
คะแนนแต่ละรำยกำรประเมิน
ความสนใจใฝ่รู้หรือความ
อยากรู้อยากเห็น
ความรับผิดชอบความ
มุ่งมั่นอดทนและเพียร
พยายาม
ความมีเหตุผล
ความมีระเบียบรอบคอบ
เห็นคุณค่าของความมี
ระเบียบและรอบคอบ
ความซื่อสัตย์เสนอความ
จริงถึงแม้จะเป็นผลที่
แตกต่างจากผู้อื่น
ความใจกว้างร่วมแสดง
ความคิดเห็นและรับฟัง
ความคิดเห็นของผู้อื่น
คะแนนรวม(24)
เกณฑ์กำรประเมิน/ระดับคุณภำพ
คะแนนรวม 20-24 หมายถึง มาก คะแนนรวม 15-19 หมายถึง ปานกลาง
คะแนนรวม 10–14 หมายถึง น้อย คะแนนรวม 6 – 9 หมายถึง ไม่แสดงออก
เกณฑ์กำรผ่ำน ตั้งแต่ 15 คะแนนขึ้นไป (ผ่ำนเกณฑ์ร้อยละ 60)
ลงชื่อ ผู้ประเมิน
(.........................................................)
........../................/..............
164
11. บันทึกหลังจัดกิจกรรมกำรเรียนรู้
165
แผนกำรจัดกำรเรียนรู้ที่ 9 บีตส์ของเสียง
หน่วยกำรเรียนรู้ที่ 1 คลื่น วิชำวิทยำศำสตร์ 5 ว33101 ชั้นมัธยมศึกษำปีที่ 6 เวลำ 2 ชั่วโมง
**********************************************************************
1. มำตรฐำนกำรเรียนรู้/ตัวชี้วัด
มำตรฐำนกำรเรียนรู้
มำตรฐำน ว 5.1 เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างพลังงานกับการดารงชีวิต การเปลี่ยนรูปพลังงาน
ปฏิสัมพันธ์ระหว่างสารและพลังงาน ผลของการใช้พลังงานต่อชีวิตและสิ่งแวดล้อม มีกระบวนการสืบเสาะหา
ความรู้ สื่อสารสิ่งที่เรียนรู้และนาความรู้ไปใช้ประโยชน์
ตัวชี้วัด
ว 5.1 ม.4-6/2 อธิบายการเกิดคลื่นเสียง บีตส์ของเสียง ความเข้มเสียง ระดับความเข้มเสียง การ
ได้ยินเสียง คุณภาพเสียง และนาความรู้ไปใช้ประโยชน์
มำตรฐำนกำรเรียนรู้
มำตรฐำน ว 8.1 ใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์และจิตวิทยาศาสตร์ในการสืบเสาะหาความรู้
การแก้ปัญหา รู้ว่าปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่มีรูปแบบที่แน่นอนสามารถอธิบายและ
ตรวจสอบได้ภายใต้ข้อมูลและเครื่องมือที่มีอยู่ในช่วงเวลานั้น ๆ เข้าใจว่าวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีสังคมและ
สิ่งแวดล้อมมีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน
ตัวชี้วัด
1. ว 8.1 ม.4-6/1 ตั้งคาถามที่อยู่บนพื้นฐานของความรู้และความเข้าใจทางวิทยาศาสตร์หรือ
ความสนใจหรือจากประเด็นที่เกิดขึ้นในขณะนั้นที่สามารถทาการสารวจตรวจสอบหรือศึกษาค้นคว้าได้อย่าง
ครอบคลุมและเชื่อถือได้
2. ว 8.1 ม.4-6/2 สร้างสมมติฐานที่มีทฤษฎีรองรับหรือคาดการณ์สิ่งที่จะพบหรือสร้าง
แบบจาลองหรือสร้างรูปแบบเพื่อนาไปสู่การสารวจตรวจสอบ
3. ว 8.1 ม.4-6/3 ค้นคว้ารวบรวมข้อมูลที่ต้องพิจารณาปัจจัยหรือตัวแปรสาคัญ ปัจจัยที่มีผลต่อ
ปัจจัยอื่นปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้และจานวนครั้งของการสารวจตรวจสอบเพื่อให้ได้ผลที่มีความเชื่อมั่นอย่าง
เพียงพอ
4. ว 8.1 ม.4-6/4 เลือกวัสดุเทคนิควิธีอุปกรณ์ที่ใช้ในการสังเกตการวัดการสารวจตรวจสอบอย่าง
ถูกต้องทั้งทางกว้างและลึกในเชิงปริมาณและคุณภาพ
5. ว 8.1 ม.4-6/5 รวบรวมข้อมูลและบันทึกผลการสารวจตรวจสอบอย่างเป็นระบบถูกต้อง
ครอบคลุมทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพโดยตรวจสอบความเป็นไปได้ความเหมาะสมหรือความผิดพลาดของ
ข้อมูล
6. ว 8.1 ม.4-6/6 จัดกระทาข้อมูลโดยคานึงถึงการรายงานผลเชิงตัวเลขที่มีระดับความถูกต้อง
และนาเสนอข้อมูลด้วยเทคนิควิธีที่เหมาะสม
166
7. ว 8.1 ม.4-6/7 วิเคราะห์ข้อมูลแปลความหมายข้อมูลและประเมินความสอดคล้องของข้อสรุป
หรือสาระสาคัญเพื่อตรวจสอบกับสมมติฐานที่ตั้งไว้
8. ว 8.1 ม.4-6/8 พิจารณาความน่าเชื่อถือของวิธีการและผลการสารวจตรวจสอบโดยใช้หลัก
ความคลาดเคลื่อนของการวัดและการสังเกตเสนอแนะการปรับปรุงวิธีการสารวจตรวจสอบ
9. ว 8.1 ม.4-6/9 นาผลของการสารวจตรวจสอบที่ได้ทั้งวิธีการและองค์ความรู้ที่ได้ไปสร้าง
คาถามใหม่นาไปใช้แก้ปัญหาในสถานการณ์ใหม่และในชีวิตจริง
10. ว 8.1 ม.4-6/10 ตระหนักถึงความสาคัญในการที่จะต้องมีส่วนร่วมรับผิดชอบการอธิบายการ
ลงความเห็นและการสรุปผลการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ที่นาเสนอต่อสาธารณชนด้วยความถูกต้อง
11.ว 8.1 ม.4-6/11 บันทึกและอธิบายผลการสารวจตรวจสอบอย่างมีเหตุผลใช้พยานหลักฐาน
อ้างอิงหรือค้นคว้าเพิ่มเติมเพื่อหาหลักฐานอ้างอิงที่เชื่อถือได้และยอมรับว่าความรู้เดิมอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้
เมื่อมีข้อมูลและประจักษ์พยานใหม่เพิ่มเติมหรือโต้แย้งจากเดิมซึ่งท้าทายให้มีการตรวจสอบอย่างระมัดระวังอัน
จะนามาสู่การยอมรับเป็นความรู้ใหม่
12. ว 8.1 ม.4-6/12 จัดแสดงผลงานเขียนรายงานและ/หรืออธิบายเกี่ยวกับแนวคิดกระบวนการ
และผลของโครงงานหรือชิ้นงานให้ผู้อื่นเข้าใจ
2. จุดประสงค์กำรเรียนรู้
1. ทดลองและสรุปผลการทดลองเกี่ยวกับบีตส์ของเสียงได้ (P)
2. อธิบายเกี่ยวกับความหมายและลักษณะบีตส์ของเสียงได้ (K)
3. แสดงความเป็นคนสนใจใฝ่รู้ อยากรู้อยากเห็น รับผิดชอบ มุ่งมั่น อดทนเพียรพยายาม มีเหตุผล มีระเบียบ
รอบคอบ ซื่อสัตย์ ใจกว้าง (A)
3. สำระสำคัญ
บีตส์ คือ ปรากฏการณ์ที่คลื่นเสียงจากแหล่งกาเนิดเสียง 2 แหล่งที่มีความถี่แตกต่างกันเล็กน้อย และ
เคลื่อนที่อยู่ในแนวเดียวกัน เกิดการรวมกันทาให้แอมพลิจูดของคลื่นรวมเปลี่ยนแปลง เกิดเสียงดังเสียงค่อย
เป็นจังหวะ
4. สำระกำรเรียนรู้
1. ควำมรู้
บีตส์ คือ ปรากฏการณ์ที่คลื่นเสียงจากแหล่งกาเนิดเสียง 2 แหล่งที่มีความถี่แตกต่างกันเล็กน้อย
และเคลื่อนที่อยู่ในแนวเดียวกัน เกิดการรวมกันทาให้แอมพลิจูดของคลื่นรวมเปลี่ยนแปลง เกิดเสียงดังเสียง
ค่อยเป็นจังหวะ
2. ทักษะ/กระบวนกำร/กระบวนกำรคิด
- ทักษะการคิดวิเคราะห์
- ทักษะการสื่อความหมาย
167
- ทักษะการปฏิบัติการทดลอง
3. ด้ำนเจตคติทำงวิทยำศำสตร์
- สนใจใฝ่รู้ อยากรู้อยากเห็น รับผิดชอบ มุ่งมั่น อดทนเพียรพยายาม มีเหตุผล มีระเบียบ รอบคอบ
ซื่อสัตย์ ใจกว้าง
5. คุณลักษณะอันพึงประสงค์
 รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์  ซื่อสัตย์สุจริต
 มีวินัย  ใฝ่เรียนรู้
 อยู่อย่างพอเพียง  มุ่งมั่นในการทางาน
 รักความเป็นไทย  มีจิตสาธารณะ
6. สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน
 ความสามารถในการสื่อสาร  ความสามารถในการคิด  ความสามารถในการแก้ปัญหา
 ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต  ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี
7. ชิ้นงำน/ภำระงำน
- ผังมโนทัศน์เรื่อง บีตส์ของเสียง
8. กำรจัดกิจกรรมกำรเรียนรู้ (กระบวนกำรสืบเสำะหำควำมรู้ (5Es))
ขั้นที่ 1 สร้ำงควำมสนใจ (Engagement)
-. ครูนานักเรียนเข้าสู่กิจกรรม บีตส์ของเสียง โดยครูถามคาถามกระตุ้นความคิดของนักเรียนดังนี้
- บีตส์คืออะไร และมีลักษณะอย่างไร (บีตส์ คือ ปรากฏการณ์ที่คลื่นเสียงจาก
แหล่งกาเนิดเสียง 2 แหล่งที่มีความถี่แตกต่างกันเล็กน้อย และเคลื่อนที่อยู่ในแนวเดียวกัน เกิดการรวมกันทาให้
แอมพลิจูดของคลื่นรวมเปลี่ยนแปลง เกิดเสียงดังเสียงค่อยเป็นจังหวะ)
ขั้นที่ 2 สำรวจและค้นหำ (Exploration)
1. นักเรียนแบ่งกลุ่ม กลุ่มละ 4 คน ศึกษาวิธีการทากิจกรรมที่ 1.7 เรื่อง บีตส์ของเสียงในใบงาน
ที่ 7
2. นักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นก่อนทากิจกรรม โดยครูถามคาถามก่อนทากิจกรรม โดยใช้
คาถามดังนี้
2.1 ปัญหาของการทดลองนี้คืออะไร (บีตส์คืออะไร และมีลักษณะอย่างไร)
2.2 ถ้าพันเทปใสให้มีจานวนรอบมากขึ้น หรือน้อยลงกว่าเดิม นักเรียนคิดว่าจะส่งผล
อย่างไรต่อการสั่นของส้อมเสียง และเสียงที่ได้ยินมีลักษณะอย่างไร (ส้อมเสียงมีการสั่นแตกต่างกัน ทาให้ได้ยิน
เสียงดังเสียงค่อยเป็นจังหวะ)
168
3. นักเรียนลงมือทากิจกรรมตามขั้นตอนที่กาหนดในใบงานที่ 7 เรื่อง บีตส์ของเสียง และบันทึก
ผลการทากิจกรรม
ขั้นที่ 3 อธิบำยและลงข้อสรุป (Explanation)
1. ตัวแทนนักเรียนแต่ละกลุ่มออกมานาเสนอผลการทากิจกรรมเรื่อง บีตส์ของเสียงหน้าชั้นเรียน
2. นักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับผลการทากิจกรรม โดยครูใช้คาถามหลังทา
กิจกรรม จากนั้นนักเรียนตอบคาถามดังนี้
2.1 เสียงที่เกิดจากส้อมเสียงชุดที่ 1 และชุดที่ 2 ก่อนและหลังพันเทปใสเหมือนหรือ
ต่างกันอย่างไร (ต่างกัน เสียงที่เกิดจากส้อมเสียงก่อนพันเทปใสจะมีลักษณะเรียบเสมอกัน แต่หลังจากพันเทป
ใสแล้วเสียงที่ได้จากการเคาะส้อมเสียงจะมีลักษณะไม่เรียบเสมอกัน คือ มีบางช่วงเบา บางช่วงดังสลับกัน)
2.2 ถ้าพันเทปใสให้มีจานวนรอบมากขึ้น หรือน้อยลงกว่าเดิม จะส่งผลอย่างไรต่อการสั่น
ของส้อมเสียง และเสียงที่ได้ยินมีลักษณะอย่างไร (ตามผลการทดลองจริง)
2.3 สรุปผลการทดลองนี้ได้อย่างไร (บีตส์ คือ ปรากฏการณ์ที่คลื่นเสียงจากแหล่งกาเนิด
เสียง 2 แหล่งที่มีความถี่แตกต่างกันเล็กน้อย และเคลื่อนที่อยู่ในแนวเดียวกัน เกิดการรวมกันทาให้แอมพลิจูด
ของคลื่นรวมเปลี่ยนแปลง เกิดเสียงดังเสียงค่อยเป็นจังหวะ)
2.4 ถ้าต้องการให้เกิดเสียงบีตส์เป็นจังหวะห่างกันทุกครึ่งวินาที จะต้องเคาะส้อมเสียงที่มี
ความถี่ 200 เฮิรตซ์ กับส้อมเสียงที่มีความถี่เท่าไร (199.5 หรือ 200.5 Hz)
3. นักเรียนร่วมกันสรุปผลการทากิจกรรมเกี่ยวกับบีตส์ของเสียงให้ได้ประเด็นตามจุดประสงค์
การเรียนรู้
4. นักเรียนวิเคราะห์เกี่ยวกับบีตส์ของเสียง กับการเทียบเสียงมาตรฐานของเครื่องดนตรี
ขั้นที่ 4 ขยำยควำมรู้ (Elaboration)
1. ครูและนักเรียนร่วมกันอภิปรายเกี่ยวกับการเกิดบีตส์ เงื่อนไขการเกิดบีตส์ จนกระทั่งนักเรียน
สามารถคานวณเกี่ยวกับบีตส์ได้ถูกต้อง และสามารถบอกได้ว่า การตั้งเสียงของเครื่องดนตรีทาได้โดยการปรับ
ความถี่เสียงของเครื่องดนตรีให้มีค่าเท่ากับความถี่ของเสียงมาตรฐานของอุปกรณ์เทียบเสียง (ไม่เกิดบีตส์)
2. นักเรียนสืบค้นความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับบีตส์ของเสียง จากหนังสือเรียนและแหล่งเรียนรู้อื่น ๆ
จากนั้นเขียนผังมโนทัศน์เรื่อง บีตส์ของเสียง
ขั้นที่ 5 ประเมิน (Evaluation)
1. ครูประเมินการเรียนรู้ของนักเรียน ดังนี้ สังเกตพฤติกรรมของนักเรียนขณะเข้าร่วมกิจกรรม
การตอบคาถามของนักเรียน การทากิจกรรม การตอบคาถามในใบงาน และประเมินการเขียนผังมโนทัศน์
2. นักเรียนแต่ละกลุ่มพิจารณาว่า จากหัวข้อที่เรียนมาและการปฏิบัติกิจกรรม มีจุดใดบ้างที่ยังไม่
เข้าใจหรือยังมีข้อสงสัย ถ้ามีครูช่วยอธิบายเพิ่มเติมให้นักเรียนเข้าใจ
3. นักเรียนร่วมกันประเมินการปฏิบัติกิจกรรมกลุ่มว่ามีปัญหาหรืออุปสรรคใด และได้มีการแก้ไข
อย่างไรบ้าง
169
4. นักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประโยชน์ที่ได้รับจากการปฏิบัติการทดลอง และ
การนาความรู้ที่ได้ไปใช้ประโยชน์
5. ทดสอบความเข้าใจของนักเรียนโดยการให้ตอบคาถาม เช่น
- บีตส์ของเสียงคืออะไร
- นักเรียนสามารถนาความรู้เรื่องบีตส์ของเสียงไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจาวันได้อย่างไร
6. นักเรียนทบทวนความรู้เพิ่มเติมจากสื่อสังคมออนไลน์ เรื่อง เสียง ตอนที่ 2 ทาง youtube
https://youtu.be/WdS8jtAPWhQ
9. สื่อ/แหล่งกำรเรียนรู้
1. ส้อมเสียงพร้อมกล่องขยายเสียงที่มีความถี่เท่ากัน 2 ชุด
2. เทปใส 1 ม้วน
3. ใบงานที่ 7 เรื่อง บีตส์ของเสียง
4. หนังสือเรียน
5. สื่อสังคมออนไลน์ เรื่อง เสียง ตอนที่ 2 ทาง youtube https://youtu.be/WdS8jtAPWhQ
10. กำรวัดและกำรประเมินผล
ชิ้นงำน/ภำระงำน/ใบงำน วิธีกำร เครื่องมือ เกณฑ์กำรผ่ำน
1. ด้ำนควำมรู้ (K)
- ใบงานที่ 7 เรื่อง บีตส์ของเสียง
- ผังมโนทัศน์ เรื่อง บีตส์ของเสียง
- การตรวจใบงาน
- การตรวจผลงาน
- แบบประเมินใบงาน
- แบบประเมินผังมโนทัศน์
- ร้อยละ 60 ขึ้นไป
- ร้อยละ 60 ขึ้นไป
2.ด้ำนทักษะ/กระบวนกำร (P)
- ใบงานที่ 7 เรื่อง บีตส์ของเสียง
- การสังเกต
- การตรวจใบงาน
- แบบสังเกตการปฏิบัติการทดลอง
- แบบประเมินใบงาน
- ร้อยละ 60 ขึ้นไป
- ร้อยละ 60 ขึ้นไป
3.ด้ำนเจตคติทำงวิทยำศำสตร์ (A) - การสังเกต - แบบสังเกตเจตคติทางวิทยาศาสตร์ - ร้อยละ 60 ขึ้นไป
170
แบบสังเกตกำรปฏิบัติกำรทดลอง
เรื่อง บีตส์ของเสียง
เลขที่ ชื่อ-สกุล กลุ่ม
คะแนนแต่ละรำยกำรประเมิน
คะแนนรวม(24)
การทดลองหรือ
ทากิจกรรมตาม
แผนที่กาหนด
การใช้อุปกรณ์
และ/หรือ
เครื่องมือ
การบันทึกผลการ
ทดลองหรือทา
กิจกรรม
การจัดกระทา
ข้อมูลและการ
นาเสนอ
การสรุปผลการ
ทดลองหรือการ
ทากิจกรรม
การดูแลและการ
เก็บอุปกรณ์และ/
หรือเครื่องมือ
เกณฑ์กำรประเมิน/ระดับคุณภำพ
คะแนนรวม 20-24 หมายถึง ดีมาก คะแนนรวม 15-19 หมายถึง ดี
คะแนนรวม 10–14 หมายถึง พอใช้ คะแนนรวม 6 – 9 หมายถึง ปรับปรุง
เกณฑ์กำรผ่ำน ตั้งแต่ 15 คะแนนขึ้นไป (ผ่ำนเกณฑ์ร้อยละ 60)
ลงชื่อ ผู้ประเมิน
(.........................................................)
........../................/..............
171
แบบประเมินใบงำน
เรื่อง บีตส์ของเสียง
เลขที่ ชื่อ-สกุล กลุ่ม
คะแนนแต่ละรำยกำรประเมิน
คะแนนรวม(16)
คาถามก่อนทา
กิจกรรม
บันทึกผลการทา
กิจกรรม
คาถามหลังทา
กิจกรรม
สรุปผลการทดลอง
เกณฑ์กำรประเมิน/ระดับคุณภำพ
คะแนนรวม 14-16 หมายถึง ดีมาก คะแนนรวม 11-13 หมายถึง ดี
คะแนนรวม 8–10 หมายถึง พอใช้ คะแนนรวม 4–7 หมายถึง ปรับปรุง
เกณฑ์กำรผ่ำน ตั้งแต่ 10 คะแนนขึ้นไป (ผ่ำนเกณฑ์ร้อยละ 60)
ลงชื่อ ผู้ประเมิน
(.........................................................)
........../................/..............
172
แบบประเมินผังมโนทัศน์
เรื่อง บีตส์ของเสียง
เลขที่ ชื่อ-สกุล กลุ่ม คะแนน หมำยเหตุ
เกณฑ์กำรประเมิน/ระดับคุณภำพ
คะแนนรวม 4 หมายถึง ดีมาก คะแนนรวม 3 หมายถึง ดี
คะแนนรวม 2 หมายถึง พอใช้ คะแนนรวม 1 หมายถึง ปรับปรุง
เกณฑ์กำรผ่ำน ตั้งแต่ 3 คะแนนขึ้นไป (ผ่ำนเกณฑ์ร้อยละ 60)
ลงชื่อ ผู้ประเมิน
(.........................................................)
........../................/..............
173
แบบสังเกตเจตคติทำงวิทยำศำสตร์ ครั้งที่ 9
เลขที่ ชื่อ-สกุล กลุ่ม
คะแนนแต่ละรำยกำรประเมิน
ความสนใจใฝ่รู้หรือความ
อยากรู้อยากเห็น
ความรับผิดชอบความ
มุ่งมั่นอดทนและเพียร
พยายาม
ความมีเหตุผล
ความมีระเบียบรอบคอบ
เห็นคุณค่าของความมี
ระเบียบและรอบคอบ
ความซื่อสัตย์เสนอความ
จริงถึงแม้จะเป็นผลที่
แตกต่างจากผู้อื่น
ความใจกว้างร่วมแสดง
ความคิดเห็นและรับฟัง
ความคิดเห็นของผู้อื่น
คะแนนรวม(24)
เกณฑ์กำรประเมิน/ระดับคุณภำพ
คะแนนรวม 20-24 หมายถึง มาก คะแนนรวม 15-19 หมายถึง ปานกลาง
คะแนนรวม 10–14 หมายถึง น้อย คะแนนรวม 6 – 9 หมายถึง ไม่แสดงออก
เกณฑ์กำรผ่ำน ตั้งแต่ 15 คะแนนขึ้นไป (ผ่ำนเกณฑ์ร้อยละ 60)
ลงชื่อ ผู้ประเมิน
(.........................................................)
........../................/..............
174
11. บันทึกหลังจัดกิจกรรมกำรเรียนรู้
175
ใบงำนที่ 7 เรื่อง บีตส์ของเสียง
ชื่อ_____________________ชั้น_______เลขที่____ กลุ่มที่____
คำชี้แจง ให้นักเรียนแต่ละกลุ่มปฏิบัติ ดังนี้
1. อ่านวิธีทากิจกรรมการทดลองให้เข้าใจ 2. ตอบคาถามก่อนทากิจกรรม
3. ทากิจกรรมและบันทึกผล 4. ตอบคาถามหลังทากิจกรรม
กิจกรรมที่ 1.7 บีตส์ของเสียง
วัสดุอุปกรณ์
1. ส้อมเสียงพร้อมกล่องขยายเสียงที่มีความถี่เท่ากัน 2 ชุด
2. เทปใส 1 ม้วน
วิธีทำ
1. นักเรียนเคาะส้อมเสียงที่ติดกับกล่องขยายเสียง 1 ชุด สังเกตเสียงที่ได้ยิน จากนั้น เคาะพร้อม
กัน 2 ชุด สังเกตเสียงที่ได้ยิน บันทึกผล
2. นาเทปใสมาพันที่ปลายส้อมเสียง 2-3 รอบกับปลายของส้อมเสียงชุดที่ 1
3. นาส้อมเสียงชุดที่ 1 และชุดที่ 2 มาเคาะพร้อมกัน สังเกตเสียงที่ได้ยิน บันทึกผล
คำถำมก่อนทำกิจกรรม
ปัญหำ
1. ปัญหาของการทดลองนี้คืออะไร
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
สมมติฐำน
2. ถ้าพันเทปใสให้มีจานวนรอบมากขึ้น หรือน้อยลงกว่าเดิม นักเรียนคิดว่า จะส่งผลอย่างไรต่อการสั่น
ของส้อมเสียง และเสียงที่ได้ยินมีลักษณะอย่างไร
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
ได้คะแนน
.....................................
คะแนนเต็ม 16 คะแนน
ส้อมเสียงพร้อม
กล่องขยายเสียง
งขยายเสียง
เทปใส
บีตส์คืออะไร และมีลักษณะอย่างไร
ส้อมเสียงมีการสั่นแตกต่างกัน ทาให้ได้ยินเสียงดังเสียงค่อยเป็นจังหวะ
176
บันทึกผลกำรทำกิจกรรม
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
คำถำมหลังทำกิจกรรม
แปลควำมหมำยและสรุปผล
1. เสียงจากส้อมเสียงชุดที่ 1 และชุดที่ 2 ก่อนและหลังพันเทปใสเหมือนหรือแตกต่างกันหรือไม่อย่างไร
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
2. สรุปผลการทดลองนี้ได้อย่างไร
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
กำรนำไปใช้
3. ถ้าต้องการให้เกิดเสียงบีตส์เป็นจังหวะห่างกันทุกครึ่งวินาที จะต้องเคาะส้อมเสียงที่มีความถี่ 200
เฮิรตซ์ กับส้อมเสียงที่มีความถี่เท่าไร
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................................
เมื่อเคาะส้อมเสียงที่ติดกับกล่องขยายเสียง 1 ชุด เสียงที่ได้ยินจะมีระดับเดียว (เสียงเรียบ)
เมื่อเคาะส้อมเสียงพร้อมกัน 2 ชุด พบว่า เสียงมีที่ได้ยินมีระดับเดียวเหมือนเดิม แต่มีความดัง
มากกว่ากรณีเคาะส้อมเสียง 1 ชุด
เมือนาเทปใสมาพันที่ปลายส้อมเสียง 2-3 รอบกับปลายของส้อมเสียงชุดที่ 1 จากนั้นนาส้อมเสียง
ชุดที่ 1 และชุดที่ 2 มาเคาะพร้อมกัน เสียงจะมีลักษณะไม่เรียบเสมอกัน คือ มีบางช่วงเบา บางช่วงดัง
สลับกัน
ต่างกัน เสียงที่เกิดจากส้อมเสียงก่อนพันเทปใสจะมีลักษณะเรียบเสมอกัน แต่หลังจากพันเทปใส
แล้วเสียงที่ได้จากการเคาะส้อมเสียงจะมีลักษณะไม่เรียบเสมอกัน คือ มีบางช่วงเบา บางช่วงดังสลับกัน
บีตส์ คือ ปรากฏการณ์ที่คลื่นเสียงจากแหล่งกาเนิดเสียง 2 แหล่งที่มีความถี่แตกต่างกันเล็กน้อย
และเคลื่อนที่อยู่ในแนวเดียวกัน เกิดการรวมกันทาให้แอมพลิจูดของคลื่นรวมเปลี่ยนแปลง เกิดเสียงดัง
เสียงค่อยเป็นจังหวะ
หากต้องการให้เกิดบีตส์เป็นจังหวะห่างกันทุกครึ่งวินาที นั่นคือ ความถี่บีตส์มีค่าเท่ากับ 0.5 ครั้ง/
วินาที เมื่อซ่อมเสียงอันแรกมีความถี่ 200 Hz เพื่อให้เกิดความถี่บีตส์ 0.5 ครั้ง/วินาที จะต้องใช้ส้องเสียง
อันที่ 2 ที่มีความถี่ 199.5 Hz หรือ 200.5 Hz
177
แผนกำรจัดกำรเรียนรู้ที่ 10 มลพิษทำงเสียง
หน่วยกำรเรียนรู้ที่ 1 คลื่น วิชำวิทยำศำสตร์ 5 ว33101 ชั้นมัธยมศึกษำปีที่ 6 เวลำ 2 ชั่วโมง
**********************************************************************
1. มำตรฐำนกำรเรียนรู้/ตัวชี้วัด
มำตรฐำนกำรเรียนรู้
มำตรฐำน ว 5.1 เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างพลังงานกับการดารงชีวิต การเปลี่ยนรูปพลังงาน
ปฏิสัมพันธ์ระหว่างสารและพลังงาน ผลของการใช้พลังงานต่อชีวิตและสิ่งแวดล้อม มีกระบวนการสืบเสาะหา
ความรู้ สื่อสารสิ่งที่เรียนรู้และนาความรู้ไปใช้ประโยชน์
ตัวชี้วัด
ว 5.1 ม.4-6/3 อภิปรายผลการสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับมลพิษทางเสียงที่มีต่อสุขภาพของมนุษย์
และการเสนอวิธีป้องกัน
มำตรฐำนกำรเรียนรู้
มำตรฐำน ว 8.1 ใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์และจิตวิทยาศาสตร์ในการสืบเสาะหาความรู้
การแก้ปัญหา รู้ว่าปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่มีรูปแบบที่แน่นอนสามารถอธิบายและ
ตรวจสอบได้ภายใต้ข้อมูลและเครื่องมือที่มีอยู่ในช่วงเวลานั้น ๆ เข้าใจว่าวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีสังคมและ
สิ่งแวดล้อมมีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน
ตัวชี้วัด
1. ว 8.1 ม. 4-6/1 ตั้งคาถามที่อยู่บนพื้นฐานของความรู้และความเข้าใจทางวิทยาศาสตร์หรือ
ความสนใจหรือจากประเด็นที่เกิดขึ้นในขณะนั้นที่สามารถทาการสารวจตรวจสอบหรือศึกษาค้นคว้าได้อย่าง
ครอบคลุมและเชื่อถือได้
2.ว 8.1 ม. 4-6/2 สร้างสมมติฐานที่มีทฤษฎีรองรับหรือคาดการณ์สิ่งที่จะพบหรือสร้าง
แบบจาลองหรือสร้างรูปแบบเพื่อนาไปสู่การสารวจตรวจสอบ
3. ว 8.1 ม. 4-6/3 ค้นคว้ารวบรวมข้อมูลที่ต้องพิจารณาปัจจัยหรือตัวแปรสาคัญ ปัจจัยที่มีผลต่อ
ปัจจัยอื่นปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้และจานวนครั้งของการสารวจตรวจสอบเพื่อให้ได้ผลที่มีความเชื่อมั่นอย่าง
เพียงพอ
5. ว 8.1 ม. 4-6/5 รวบรวมข้อมูลและบันทึกผลการสารวจตรวจสอบอย่างเป็นระบบถูกต้อง
ครอบคลุมทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพโดยตรวจสอบความเป็นไปได้ความเหมาะสมหรือความผิดพลาดของ
ข้อมูล
6. ว 8.1 ม. 4-6/6 จัดกระทาข้อมูลโดยคานึงถึงการรายงานผลเชิงตัวเลขที่มีระดับความถูกต้อง
และนาเสนอข้อมูลด้วยเทคนิควิธีที่เหมาะสม
7. ว 8.1 ม. 4-6/7 วิเคราะห์ข้อมูลแปลความหมายข้อมูลและประเมินความสอดคล้องของ
ข้อสรุปหรือสาระสาคัญเพื่อตรวจสอบกับสมมติฐานที่ตั้งไว้
178
8. ว 8.1 ม. 4-6/8 พิจารณาความน่าเชื่อถือของวิธีการและผลการสารวจตรวจสอบโดยใช้หลัก
ความคลาดเคลื่อนของการวัดและการสังเกตเสนอแนะการปรับปรุงวิธีการสารวจตรวจสอบ
9. ว 8.1 ม. 4-6/9 นาผลของการสารวจตรวจสอบที่ได้ทั้งวิธีการและองค์ความรู้ที่ได้ไปสร้าง
คาถามใหม่นาไปใช้แก้ปัญหาในสถานการณ์ใหม่และในชีวิตจริง
10.ว 8.1 ม. 4-6/10 ตระหนักถึงความสาคัญในการที่จะต้องมีส่วนร่วมรับผิดชอบการอธิบายการ
ลงความเห็นและการสรุปผลการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ที่นาเสนอต่อสาธารณชนด้วยความถูกต้อง
11. ว 8.1 ม. 4-6/11 บันทึกและอธิบายผลการสารวจตรวจสอบอย่างมีเหตุผลใช้พยานหลักฐาน
อ้างอิงหรือค้นคว้าเพิ่มเติมเพื่อหาหลักฐานอ้างอิงที่เชื่อถือได้และยอมรับว่าความรู้เดิมอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้
เมื่อมีข้อมูลและประจักษ์พยานใหม่เพิ่มเติมหรือโต้แย้งจากเดิมซึ่งท้าทายให้มีการตรวจสอบอย่างระมัดระวังอัน
จะนามาสู่การยอมรับเป็นความรู้ใหม่
12. ว 8.1 ม. 4-6/12 จัดแสดงผลงานเขียนรายงานและ/หรืออธิบายเกี่ยวกับแนวคิด
กระบวนการและผลของโครงงานหรือชิ้นงานให้ผู้อื่นเข้าใจ
2. จุดประสงค์กำรเรียนรู้
1. ทากิจกรรมและสรุปผลการทากิจกรรมเกี่ยวกับมลพิษทางเสียงใกล้ตัวได้ (P)
2. อธิบายเกี่ยวกับมลพิษทางเสียงและวิธีป้องกันได้ (K)
3. แสดงความเป็นคนสนใจใฝ่รู้ อยากรู้อยากเห็น รับผิดชอบ มุ่งมั่น อดทนเพียรพยายาม มีเหตุผล มีระเบียบ
รอบคอบ ซื่อสัตย์ ใจกว้าง (A)
3. สำระสำคัญ
มลพิษทางเสียง คือ สภาวะเสียงที่ดังเกินไป จนก่อให้เกิดความราคาญ และเป็นอันตรายต่อระบบการได้
ยินของมนุษย์ การป้องกันสามารถทาได้โดยการหลีกเลี่ยงหรือใช้เครื่องป้องกัน
4. สำระกำรเรียนรู้
1. ควำมรู้
มลพิษทางเสียง คือ สภาวะเสียงที่ดังเกินไป การรับฟังเสียงที่มีระดับความเข้มเสียงสูงกว่า
มาตรฐานเป็นเวลานานจนก่อให้เกิดความราคาญ และเป็นอันตรายต่อระบบการได้ยินของมนุษย์ การป้องกัน
สามารถทาได้โดยการหลีกเลี่ยงบริเวณที่เสียงดัง หรือใช้เครื่องป้องกัน
2. ทักษะ/กระบวนกำร/กระบวนกำรคิด
- ทักษะการสืบค้น
- ทักษะการสื่อความหมาย
- ทักษะการคิดวิเคราะห์
179
3. ด้ำนเจตคติทำงวิทยำศำสตร์
- สนใจใฝ่รู้ อยากรู้อยากเห็น รับผิดชอบ มุ่งมั่น อดทนเพียรพยายาม มีเหตุผล มีระเบียบ รอบคอบ
ซื่อสัตย์ ใจกว้าง
5. คุณลักษณะอันพึงประสงค์
 รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์  ซื่อสัตย์สุจริต
 มีวินัย  ใฝ่เรียนรู้
 อยู่อย่างพอเพียง  มุ่งมั่นในการทางาน
 รักความเป็นไทย  มีจิตสาธารณะ
6. สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน
 ความสามารถในการสื่อสาร  ความสามารถในการคิด  ความสามารถในการแก้ปัญหา
 ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต  ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี
7. ชิ้นงำน/ภำระงำน
- นิทรรศการมลพิษทางเสียงใกล้ตัวและวิธีการแก้ไขป้องกัน
8. กำรจัดกิจกรรมกำรเรียนรู้ (กระบวนกำรสืบเสำะหำควำมรู้ (5Es))
ขั้นที่ 1 สร้ำงควำมสนใจ (Engagement)
1. นักเรียนสังเกตกราฟขอบเขตการได้ยินของมนุษย์ ดังนี้
2. ครูถามนักเรียนโดยใช้คาถามดังนี้
2.1 ระดับความเข้มเสียงเท่าใดที่เป็นอันตรายต่อการได้ยินของมนุษย์ (ตั้งแต่ 85 เดซิเบล
ขึ้นไป)
ระดับความเข้มของเสียง(เดซิเบล)
ความถี่ (เฮิรตซ์)
ขอบเขตการได้ยินของมนุษย์
20
00
0
0
0
0
180
2.2 ระดับความเข้มเสียงเหล่านี้เป็นอันตรายต่อมนุษย์หรือไม่อย่างไร (เป็นอันตรายทาให้
ประสาทหูเสื่อม)
2.3 ระดับความเข้มเสียงตั้งแต่ 85 เดซิเบลขึ้นไปจัดเป็นมลพิษทางเสียงใช่หรือไม่ (ใช่)
3. ครูนานักเรียนเข้าสู่กิจกรรมมลพิษทางเสียงใกล้ตัว โดยครูถามคาถามกระตุ้นความคิดดังนี้
- มลพิษทางเสียงหมายถึงอะไร (มลพิษทางเสียง คือ สภาวะเสียงที่ดังเกินไปจนก่อให้เกิด
ความราคาญ และเป็นอันตรายต่อระบบการได้ยินของมนุษย์)
ขั้นที่ 2 สำรวจและค้นหำ (Exploration)
1. นักเรียนแบ่งกลุ่ม กลุ่มละ 4 คน ศึกษาวิธีการทากิจกรรมที่ 1.8 เรื่อง มลพิษทางเสียงใกล้ตัว
ในใบงานที่ 8
2. นักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นก่อนทากิจกรรม โดยครูถามคาถามก่อนทากิจกรรม ดังนี้
2.1 ปัญหาของกิจกรรมนี้คืออะไร (ในชุมชนมีมลพิษทางเสียงหรือไม่ และจะมีวิธีการแก้ไข
ปัญหาดังกล่าวอย่างไร)
2.2 ในชุมชนของนักเรียนมีแหล่งกาเนิดเสียงที่เป็นมลพิษทางเสียงหรือไม่ และมีวิธีการ
แก้ไขอย่างไร (อาจจะมีหรือไม่มี ขึ้นกับแต่ละชุมชน)
จากนั้นนักเรียนตอบคาถามก่อนทากิจกรรมในใบงานที่ 8
3. นักเรียนลงมือทากิจกรรมตามขั้นตอนที่กาหนดในใบงานที่ 8 เรื่อง มลพิษทางเสียง ใกล้ตัว
และบันทึกผลการทากิจกรรม
ขั้นที่ 3 อธิบำยและลงข้อสรุป (Explanation)
1. ตัวแทนนักเรียนแต่ละกลุ่มออกมานาเสนอผลการทากิจกรรมเรื่อง มลพิษทางเสียง-ใกล้ตัว
หน้าชั้นเรียน
2. นักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับผลการทากิจกรรม โดยครูใช้คาถามหลังทา
กิจกรรม จากนั้นนักเรียนตอบคาถามดังนี้
2.1 การได้รับเสียงดังเกินกว่าที่กาหนดจะมีผลต่อการได้ยินอย่างไร (ประสาทหูเสื่อม
ชั่วคราวหรือถาวร)
2.2 วิธีแก้ปัญหาหากชุมชนมีแหล่งกาเนิดเสียงที่เป็นมลพิษทางเสียงจะทาอย่างไร (แจ้ง
หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง)
3. นักเรียนร่วมกันสรุปผลการทากิจกรรมเกี่ยวกับมลพิษทางเสียง ให้ได้ประเด็นตามจุดประสงค์
การเรียนรู้
ขั้นที่ 4 ขยำยควำมรู้ (Elaboration)
1. นักเรียนวิเคราะห์ถึงสาเหตุ และวิธีการแก้ปัญหาเกี่ยวกับมลพิษทางเสียงในชีวิตประจาวัน
2. นักเรียนร่วมกันจัดนิทรรศการมลพิษทางเสียงใกล้ตัวและวิธีการแก้ไขป้องกัน
181
ขั้นที่ 5 ประเมิน (Evaluation)
1. ครูประเมินการเรียนรู้ของนักเรียน ดังนี้ สังเกตพฤติกรรมของนักเรียนขณะเข้าร่วมกิจกรรม
การตอบคาถามของนักเรียน การทากิจกรรม การตอบคาถามในใบงาน และประเมินการจัดนิทรรศการ
2. นักเรียนแต่ละกลุ่มพิจารณาว่า จากหัวข้อที่เรียนมาและการปฏิบัติกิจกรรม มีจุดใดบ้างที่ยังไม่
เข้าใจหรือยังมีข้อสงสัย ถ้ามีครูช่วยอธิบายเพิ่มเติมให้นักเรียนเข้าใจ
3. นักเรียนร่วมกันประเมินการปฏิบัติกิจกรรมกลุ่มว่ามีปัญหาหรืออุปสรรคใด และได้มีการแก้ไข
อย่างไรบ้าง
4. นักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประโยชน์ที่ได้รับจากการทากิจกรรม และการนา
ความรู้ที่ได้ไปใช้ประโยชน์
5. นักเรียนทบทวนความรู้เพิ่มเติมจากสื่อสังคมออนไลน์ เรื่อง เสียง ตอนที่ 2 ทาง youtube
https://youtu.be/WdS8jtAPWhQ พร้อมทาแบบฝึกหัด เรื่องเสียง ตอนที่ 2
9. สื่อ/แหล่งกำรเรียนรู้
1. กราฟขอบเขตการได้ยินของมนุษย์
2. ใบงานที่ 8 เรื่อง มลพิษทางเสียงใกล้ตัว
3. แหล่งเรียนรู้ภายในและภายนอกชั้นเรียน
4. หนังสือเรียน
5. สื่อสังคมออนไลน์ เรื่อง เสียง ตอนที่ 2 ทาง youtube https://youtu.be/WdS8jtAPWhQ
10. กำรวัดและกำรประเมินผล
ชิ้นงำน/ภำระงำน/ใบงำน วิธีกำร เครื่องมือ เกณฑ์กำรผ่ำน
1. ด้ำนควำมรู้ (K)
- ใบงานที่ 8 เรื่อง มลพิษทางเสียงใกล้ตัว
- นิทรรศการ เรื่อง มลพิษทางเสียงใกล้ตัว
- Blog เรื่อง เสียง
- แบบฝึกหัดเรื่อง เสียง ตอนที่ 2
- การตรวจใบงาน
- การตรวจผลงาน
- การตรวจผลงาน
- การตรวจแบบฝึกหัด
- แบบประเมินใบงาน
- แบบประเมินการจัดนิทรรศการ
- แบบประเมิน Blog
- แบบฝึกหัดเรื่อง เสียง ตอนที่ 2
- ร้อยละ 60 ขึ้นไป
- ร้อยละ 60 ขึ้นไป
- ร้อยละ 60 ขึ้นไป
- ร้อยละ 60 ขึ้นไป
2.ด้ำนทักษะ/กระบวนกำร (P)
3.ด้ำนเจตคติทำงวิทยำศำสตร์ (A) - การสังเกต - แบบสังเกตเจตคติทางวิทยาศาสตร์ - ร้อยละ 60 ขึ้นไป
182
แบบประเมินใบงำน
เรื่อง มลพิษทำงเสียงใกล้ตัว
เลขที่ ชื่อ-สกุล กลุ่ม
คะแนนแต่ละรำยกำรประเมิน
คะแนนรวม(16)
คาถามก่อนทา
กิจกรรม
บันทึกผลการทา
กิจกรรม
คาถามหลังทา
กิจกรรม
สรุปผลการทดลอง
เกณฑ์กำรประเมิน/ระดับคุณภำพ
คะแนนรวม 14-16 หมายถึง ดีมาก คะแนนรวม 11-13 หมายถึง ดี
คะแนนรวม 8–10 หมายถึง พอใช้ คะแนนรวม 4–7 หมายถึง ปรับปรุง
เกณฑ์กำรผ่ำน ตั้งแต่ 10 คะแนนขึ้นไป (ผ่ำนเกณฑ์ร้อยละ 60)
ลงชื่อ ผู้ประเมิน
(.........................................................)
........../................/..............
183
แบบประเมินกำรจัดนิทรรศกำร
เรื่อ มลพิษทำงเสียงใกล้ตัว
เลขที่ ชื่อ-สกุล กลุ่ม คะแนน หมำยเหตุ
เกณฑ์กำรประเมิน/ระดับคุณภำพ
คะแนนรวม 4 หมายถึง ดีมาก คะแนนรวม 3 หมายถึง ดี
คะแนนรวม 2 หมายถึง พอใช้ คะแนนรวม 1 หมายถึง ปรับปรุง
เกณฑ์กำรผ่ำน ตั้งแต่ 3 คะแนนขึ้นไป (ผ่ำนเกณฑ์ร้อยละ 60)
ลงชื่อ ผู้ประเมิน
(.........................................................)
........../................/..............
184
แบบประเมิน Blog
เรื่อง เสียง
เลขที่ ชื่อ-สกุล กลุ่ม
คะแนนแต่ละรำยกำรประเมิน
คะแนนรวม(20)
ความครบถ้วนของ
เนื้อหาสาระ
ความถูกต้องของ
เนื้อหาสาระ
ความถูกต้อง
เหมาะสมของภาษา
จานวนแหล่งข้อมูลที่
ค้นคว้าหรืออ้างอิง
รูปแบบการนาเสนอ
เกณฑ์กำรประเมิน/ระดับคุณภำพ
คะแนนรวม 17-20 หมายถึง ดีมาก คะแนนรวม 13-16 หมายถึง ดี
คะแนนรวม 9-12 หมายถึง พอใช้ คะแนนรวม 5- 8 หมายถึง ปรับปรุง
เกณฑ์กำรผ่ำน ตั้งแต่ 12 คะแนนขึ้นไป (ผ่ำนเกณฑ์ร้อยละ 60)
ลงชื่อ ผู้ประเมิน
(.........................................................)
........../................/..............
185
แบบสังเกตเจตคติทำงวิทยำศำสตร์ ครั้งที่ 10
เลขที่ ชื่อ-สกุล กลุ่ม
คะแนนแต่ละรำยกำรประเมิน
ความสนใจใฝ่รู้หรือความ
อยากรู้อยากเห็น
ความรับผิดชอบความ
มุ่งมั่นอดทนและเพียร
พยายาม
ความมีเหตุผล
ความมีระเบียบรอบคอบ
เห็นคุณค่าของความมี
ระเบียบและรอบคอบ
ความซื่อสัตย์เสนอความ
จริงถึงแม้จะเป็นผลที่
แตกต่างจากผู้อื่น
ความใจกว้างร่วมแสดง
ความคิดเห็นและรับฟัง
ความคิดเห็นของผู้อื่น
คะแนนรวม(24)
เกณฑ์กำรประเมิน/ระดับคุณภำพ
คะแนนรวม 20-24 หมายถึง มาก คะแนนรวม 15-19 หมายถึง ปานกลาง
คะแนนรวม 10–14 หมายถึง น้อย คะแนนรวม 6 – 9 หมายถึง ไม่แสดงออก
เกณฑ์กำรผ่ำน ตั้งแต่ 15 คะแนนขึ้นไป (ผ่ำนเกณฑ์ร้อยละ 60)
ลงชื่อ ผู้ประเมิน
(.........................................................)
........../................/..............
186
แบบประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ 8 ประกำร ครั้งที่ 2
กลุ่มสำระกำรเรียนรู้......................................................ภำคเรียนที่...........ปีกำรศึกษำ..............
ชื่อ-สกุลนักเรียน.....................................................................ชั้น..............................เลขที่…….
คำชี้แจง: ให้ ผู้สอน สังเกตพฤติกรรมของนักเรียน แล้วขีด  ลงในช่องว่างที่ตรงกับระดับคะแนน
คุณลักษณะ
อันพึงประสงค์
รำยกำรประเมิน
ระดับคะแนน
3 2 1 0
1. รักชาติ ศาสน์
กษัตริย์
1.1 ยืนตรงเมื่อได้ยินเพลงชาติ ร้องเพลงชาติได้ และบอกความหมายของเพลง
ชาติ
1.2 ปฏิบัติตนตามสิทธิและหน้าที่ของนักเรียน ให้ความร่วมมือ ร่วมใจ ในการ
ทางานกับสมาชิกในห้องเรียน
1.3 เข้าร่วมกิจกรรมที่สร้างความสามัคคี ปรองดอง และเป็นประโยชน์ต่อ
โรงเรียนและชุมชน
1.4 เข้าร่วมกิจกรรมทางศาสนาที่ตนนับถือ ปฏิบัติตนตามหลักของศาสนาและ
เป็นตัวอย่างที่ดีของศาสนิกชน
1.5 เข้าร่วมกิจกรรมและมีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมที่เกี่ยวกับสถาบัน
พระมหากษัตริย์ตามที่โรงเรียนและชุมชนจัดขึ้น ชื่นชมในพระราชกรณียกิจ
พระปรีชาสามารถของพระมหากษัตริย์และพระราชวงศ์
2. ซื่อสัตย์ สุจริต 2.1 ให้ข้อมูลที่ถูกต้อง และเป็นจริง
2.2 ปฏิบัติในสิ่งที่ถูกต้อง ละอาย และเกรงกลัวที่จะทาความผิด ทาตามสัญญา
ที่ตนให้ไว้กับพ่อแม่หรือผู้ปกครอง และครู
2.3 ปฏิบัติตนต่อผู้อื่นด้วยความซื่อตรง และเป็นแบบอย่างที่ดีแก่เพื่อน ด้าน
ความซื่อสัตย์
3. มีวินัย
รับผิดชอบ
3.1 ปฏิบัติตามข้อตกลง กฎเกณฑ์ ระเบียบ ข้อบังคับของครอบครัวและ
โรงเรียน มีความตรงต่อเวลาในการปฏิบัติกิจกรรมต่าง ๆ ใน
ชีวิตประจาวันมีความรับผิดชอบ
187
คุณลักษณะ
อันพึงประสงค์
รำยกำรประเมิน
ระดับคะแนน
3 2 1 0
4. ใฝ่เรียนรู้ 4.1 ตั้งใจเรียน
4.2 เอาใจใส่ในการเรียน และมีความเพียรพยายามในการเรียน
4.3 เข้าร่วมกิจกรรมการเรียนรู้ต่าง ๆ
4.4 ศึกษาค้นคว้า หาความรู้จากหนังสือ เอกสาร สิ่งพิมพ์ สื่อเทคโนโลยีต่าง ๆ
แหล่งการเรียนรู้ทั้งภายในและภายนอกโรงเรียน และเลือกใช้สื่อได้อย่าง
เหมาะสม
4.5 บันทึกความรู้ วิเคราะห์ ตรวจสอบบางสิ่งที่เรียนรู้ สรุปเป็นองค์ความรู้
4.6 แลกเปลี่ยนความรู้ ด้วยวิธีการต่าง ๆ และนาไปใช้ในชีวิตประจาวัน
5. อยู่อย่าง
พอเพียง
5.1 ใช้ทรัพย์สินและสิ่งของของโรงเรียนอย่างประหยัด
5.2 ใช้อุปกรณ์การเรียนอย่างประหยัดและรู้คุณค่า
5.3 ใช้จ่ายอย่างประหยัดและมีการเก็บออมเงิน
6. มุ่งมั่นในการ
ทางาน
6.1 มีความตั้งใจและพยายามในการทางานที่ได้รับมอบหมาย
6.2 มีความอดทนและไม่ท้อแท้ต่ออุปสรรคเพื่อให้งานสาเร็จ
7. รักความเป็น
ไทย
7.1 มีจิตสานึกในการอนุรักษ์วัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทย
7.2 เห็นคุณค่าและปฏิบัติตนตามวัฒนธรรมไทย
8. มีจิตสาธารณะ 8.1 รู้จักช่วยพ่อแม่ ผู้ปกครอง และครูทางาน
8.2 อาสาทางาน ช่วยคิด ช่วยทา และแบ่งปันสิ่งของให้ผู้อื่น
8.3 รู้จักการดูแล รักษาทรัพย์สมบัติและสิ่งแวดล้อมของห้องเรียน โรงเรียน
ชุมชน
8.4 เข้าร่วมกิจกรรมเพื่อสังคมและสาธารณประโยชน์ของโรงเรียน
ลงชื่อ ผู้ประเมิน
(..................................................)
............../.................../................
เกณฑ์กำรให้คะแนน
พฤติกรรมที่ปฏิบัติชัดเจนและสม่าเสมอ ให้ 3 คะแนน
พฤติกรรมที่ปฏิบัติชัดเจนและบ่อยครั้ง ให้ 2 คะแนน
พฤติกรรมที่ปฏิบัติบางครั้ง ให้ 1 คะแนน
ไม่เคยปฏิบัติพฤติกรรม ให้ 0 คะแนน
188
แบบประเมินสมรรถนะสำคัญของผู้เรียน ครั้งที่ 2
กลุ่มสำระกำรเรียนรู้......................................................ภำคเรียนที่...........ปีกำรศึกษำ..............
ชื่อ-สกุลนักเรียน.....................................................................ชั้น..............................เลขที่…….
คำชี้แจง: ให้ ผู้สอน สังเกตพฤติกรรมของนักเรียน แล้วขีด  ลงในช่องที่ตรงกับระดับคะแนน
สมรรถนะด้ำน รำยกำรประเมิน
ระดับคะแนน
3 2 1 0
1. ความ
สามารถในการ
สื่อสาร
1.1 มีความสามารถในการรับ – ส่งสาร
1.2 มีความสามารถในการถ่ายทอดความรู้ ความคิด ความเข้าใจ
ของตนเอง โดยใช้ภาษาอย่างเหมาะสม
1.3 ใช้วิธีการสื่อสารที่เหมาะสม
1.4 วิเคราะห์แสดงความคิดเห็นอย่างมีเหตุผล
1.5 เขียนบันทึกเหตุการณ์ประจาวันแล้วเล่าให้เพื่อนฟังได้
สรุป
2. ความ
สามารถในการ
คิด
2.1 มีความสามารถในการคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์
2.2 มีทักษะในการคิดนอกกรอบอย่างสร้างสรรค์
2.3 สามารถคิดอย่างมีวิจารณญาณ
2.4 มีความสามารถในการคิดอย่างมีระบบ
2.5 ตัดสินใจแก้ปัญหาเกี่ยวกับตนเองได้
สรุป
3. ความ
สามารถในการ
แก้ปัญหา
3.1 สามารถแก้ปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ ที่เผชิญได้
3.2 ใช้เหตุผลในการแก้ปัญหา
3.3 เข้าใจความสัมพันธ์และการเปลี่ยนแปลงในสังคม
3.4 แสวงหาความรู้ ประยุกต์ความรู้มาใช้ในการป้องกันและ
แก้ไขปัญหา
3.5 สามารถตัดสินใจได้เหมาะสมตามวัย
สรุป
189
สมรรถนะด้ำน รำยกำรประเมิน
ระดับคะแนน
3 2 1 0
4. ความ
สามารถในการ
ใช้ทักษะชีวิต
4.1 เรียนรู้ด้วยตนเองได้เหมาะสมตามวัย
4.2 สามารถทางานกลุ่มร่วมกับผู้อื่นได้
4.3 นาความรู้ที่ได้ไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจาวัน
4.4 จัดการปัญหาและความขัดแย้งได้เหมาะสม
4.5 หลีกเลี่ยงพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ที่ส่งผลกระทบต่อตนเอง
สรุป
5. ความ
สามารถในการ
ใช้เทคโนโลยี
5.1 เลือกและใช้เทคโนโลยีได้เหมาะสมตามวัย
5.2 มีทักษะกระบวนการทางเทคโนโลยี
5.3 สามารถนาเทคโนโลยีไปใช้พัฒนาตนเอง
5.4 ใช้เทคโนโลยีในการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์
5.5 มีคุณธรรม จริยธรรมในการใช้เทคโนโลยี
สรุป
สรุปผลกำรประเมิน
ลงชื่อ ผู้ประเมิน
(นายพิพัฒน์พงษ์ สาจันทร์)
....../......../........
เกณฑ์กำรให้คะแนนระดับคุณภำพ
ดีเยี่ยม - พฤติกรรมที่ปฏิบัติชัดเจนและสม่าเสมอ ให้ 3 คะแนน
ดี - พฤติกรรมที่ปฏิบัติชัดเจนและบ่อยครั้ง ให้ 2 คะแนน
ผ่ำน - พฤติกรรมที่ปฏิบัติบางครั้ง ให้ 1 คะแนน
ไม่ผ่ำน - ไม่เคยปฏิบัติพฤติกรรม ให้ 0 คะแนน
190
11. บันทึกหลังจัดกิจกรรมกำรเรียนรู้
191
ใบงำนที่ 8 เรื่อง มลพิษทำงเสียงใกล้ตัว
ชื่อ_____________________ชั้น_______เลขที่____ กลุ่มที่____
คำชี้แจง ให้นักเรียนแต่ละกลุ่มปฏิบัติ ดังนี้
1. อ่านวิธีทากิจกรรมให้เข้าใจ 2. ตอบคาถามก่อนทากิจกรรม
3. ทากิจกรรมและบันทึกผล 4. ตอบคาถามหลังทากิจกรรม
กิจกรรมที่ 1.8 มลพิษทำงเสียงใกล้ตัว
วิธีทำ
1. นักเรียนสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับมลพิษทางเสียงในบริเวณต่าง ๆ ในท้องถิ่น เช่น
โรงงานอุตสาหกรรม การจราจร เป็นต้น ในหัวข้อดังนี้
1.1 ที่มาของมลพิษทางเสียง
1.2 ปัญหาและอันตรายจากมลพิษทางเสียง
2. รายงานผลหน้าชั้นเรียน และร่วมกันอภิปรายแนวคิดในการลดมลพิษทางเสียง
คำถำมก่อนทำกิจกรรม
ปัญหำ
1. ปัญหาของการทากิจกรรมนี้คืออะไร
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
สมมติฐำน
2. ในชุมชนของนักเรียนมีแหล่งกาเนิดเสียงที่เป็นมลพิษทางเสียงหรือไม่ และมีวิธีแก้ไขอย่างไร
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
บันทึกผลกำรทำกิจกรรม
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
ได้คะแนน
.....................................
คะแนนเต็ม 16 คะแนน
ในชุมชนมีมลพิษทางเสียงหรือไม่ และจะมีวิธีการแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างไร
อาจจะมีหรือไม่มี ขึ้นกับแต่ละชุมชน
ที่มาของมลพิษทางเสียง
1. การจราจร มาจากยานพาหนะประเภทต่าง ๆ เช่น รถยนต์ รถบรรทุก เรือหางยาว เป็นต้น
2. สถานประกอบการต่าง ๆ ได้แก่ โรงงานอุตสาหกรรม การก่อสร้าง อู่ซ่อมรถ เป็นต้น
3. ชุมชนและสถานบริการ ได้แก่ เสียงจากคนหรือเครื่องใช้ภายในบ้าน เช่น วิทยุ โทรทัศน์ และ
เสียงในย่านธุรกิจการค้า สถานบันเทิงเริงรมย์ เป็นต้น
ผลกระทบจากภาวะมลพิษทางเสียง เช่น หูหนวกทันที เกิดขึ้นจากการที่อยู่ในบริเวณที่มีเสียงดังเกิน
120 เดซิเบล หูอื้อชั่วคราว เกิดขึ้นเมื่ออยู่ในที่มีระดับเสียงดังตั้งแต่ 80 เดซิเบลขึ้นไปในเวลาไม่นานนัก หู
อื้อถาวร เกิดขึ้นเมื่ออยู่ในบริเวณที่มีระดับความดังมากเป็นเวลานาน ฯลฯ
192
คำถำมหลังทำกิจกรรม
แปลควำมหมำยและสรุปผล
1. การได้รับเสียงดังเกินกว่าที่กาหนดจะมีผลต่อการได้ยินอย่างไร
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
2. วิธีแก้ไขปัญหาหากชุมชนมีแหล่งกาเนิดเสียงที่เป็นมลพิษทางเสียงจะทาอย่างไร
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
ประสาทหูเสื่อมชั่วคราวหรือถาวร
1. กาหนดและบังคับใช้มาตรฐานระดับความดังในสถานที่ต่าง ๆ ไม้ให้เกินค่ามาตรฐาน เพื่อลด
อันตรายของเสียงที่อาจทาให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพและการได้ยิน
2. ควบคุมแหล่งกาเนิดเสียง เช่น ควบคุมเสียงที่เกิดจากยานพาหนะ โดยผู้ใช้รถทุกคันต้อง
ตรวจสอบสภาพเครื่องยนต์ของตนให้อยู่ในสภาพที่ดี ไม่ดัดแปลงท่อไอเสียให้เกิดเสียงดังรบกวนผู้อื่น โรง
ภาพยนตร์และสถานบันเทิงไม่ควรเปิดเสียงเครื่องเสียงที่ดังเกินค่ามาตรฐาน รวมทั้งโรงงานอุตสาหกรรม
ควรเลือกใช้เครื่องจักรหรือเครื่องมือต่าง ๆ ที่เกิดเสียงดังรบกวนน้อยที่สุด
3. สารวจและตรวจสอบตามแหล่งกาเนิดเสียงต่าง ๆ เป็นประจา เพื่อเฝ้าระวังและควบคุมไม่ให้เกิด
มลพิษทางเสียง
4. หลีกเลี่ยงการอยู่ในแหล่งที่เสียงดังเป็นเวลานานๆ แต่หากถ้าจาเป็นต้องอยู่หรือต้องทางานที่
เกี่ยวข้องกับเสียงดังมากๆ ควรใช้อุปกรณ์ป้องกันหู เช่นที่ครอบหู ที่อุดหู เพื่อลดอันตรายจากความดังของ
เสียง
193
ตัวอย่ำงผลงำนนักเรียน
ตัวอย่ำงผังมโนทัศน์ เรื่อง องค์ประกอบคลื่น
194
ตัวอย่ำงผังมโนทัศน์ เรื่อง ชนิดของคลื่น
195
ตัวอย่ำงใบงำน
196
197
ตัวอย่ำง Blog เรื่อง คลื่นกล
198
199
200
201
202
203
ตัวอย่ำง Blog เรื่อง เสียง
204
205
206
207
208
ตัวอย่ำงร่องรอยจำกกำรทบทวนสื่อสังคมออนไลน์
209
210
211
212
213
214
215
216
217
218

แผนประกอบวิจัยในชั้นเรียน

  • 1.
    ก แผนการจัดการเรียนรู้ วิชาวิทยาศาสตร์ 5 รหัสว33101 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2559 นายพิพัฒน์พงษ์ สาจันทร์ ตาแหน่ง ครู วิทยฐานะ ชานาญการ โรงเรียนเทพลีลา กรุงเทพมหานคร สานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 เรื่อง คลื่นกลและเสียง
  • 2.
    ก คำนำ แผนการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ รายวิชาวิทยาศาสตร์ 5รหัสวิชา ว33101 เล่มนี้ จัดทา ขึ้นเพื่อใช้เป็นแนวทางในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ สาระที่ 5 พลังงาน เรื่อง คลื่นกลและเสียง ชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 4-6 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ สอดคล้องกับมาตรฐานและตัวชี้วัดตามหลักสูตรแกนกลาง การศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 เนื้อหาภายในเล่ม ประกอบด้วย คาอธิบายรายวิชา โครงสร้างรายวิชา โครงสร้างการจัดเวลาเรียน การออกแบบหน่วยกิจกรรม แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้รายชั่วโมงจานวน 10 แผน รวม 20 ชั่วโมง ในแต่ละแผนมีองค์ประกอบดังนี้ มาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชี้วัด จุดประสงค์การเรียนรู้ สาระสาคัญ สาระการเรียนรู้ คุณลักษณะอันพึงประสงค์ สมรรถนะสาคัญของผู้เรียน ชิ้นงานหรือภาระงาน การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ สื่อ/แหล่งเรียนรู้ การวัดและการประเมินผล และบันทึกหลังการจัดกิจกรรมการ เรียนรู้ ผู้จัดทาได้นาแผนการจัดการเรียนรู้เล่มนี้ไปใช้กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนเทพลีลาในปี การศึกษา 2558 – 2559 พบว่า สามารถพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน และนักเรียนมีความพึง พอใจต่อการจัดการเรียนรู้ ส่งผลให้นักเรียนมีคุณภาพตามที่หลักสูตรกาหนด ขอขอบคุณท่านผู้อานวยการ ท่านรองผู้อานวยการ และคณะครูโรงเรียนเทพลีลา ที่ให้คาปรึกษา คาแนะนา ตลอดจนกาลังใจในการงาน ส่งผลให้การจัดทาแผนการจัดการเรียนรู้เล่มนี้สาเร็จลุล่วงตาม วัตถุประสงค์ทุกประการ นายพิพัฒน์พงษ์ สาจันทร์ ครู คศ.2
  • 3.
    ข สำรบัญ เรื่อง หน้ำ คานา ..............................................................................................................................................................ก คาอธิบายรายวิชา...........................................................................................................................................ค โครงสร้างรายวิชา............................................................................................................................................ง โครงสร้างการจัดเวลาเรียน .............................................................................................................................ฉ การออกแบบหน่วยการเรียนรู้ หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 คลื่น (คลื่นกลและเสียง)..................................................1 แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียน...................................................................................................34 แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน....................................................................................................43 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 ธรรมชาติของคลื่น...............................................................................................57 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 2 ชนิดของคลื่น.......................................................................................................70 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 3 การสะท้อนของคลื่น............................................................................................80 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 4 การหักเหของคลื่น...............................................................................................92 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 5 การเลี้ยวเบนของคลื่น........................................................................................106 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 6 การแทรกสอดของคลื่น......................................................................................124 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 7 การเกิดเสียง......................................................................................................141 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 8 ธรรมชาติของเสียง.............................................................................................156 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 9 บีตส์ของเสียง ....................................................................................................165 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 10 มลพิษทางเสียง................................................................................................177 ตัวอย่างผลงานนักเรียน...............................................................................................................................193
  • 4.
    ค คำอธิบำยรำยวิชำ รำยวิชำวิทยำศำสตร์ 5 รหัสว33101 ชั้นมัธยมศึกษำปีที่ 6 1.0 หน่วยกิต เวลำ 40 ชั่วโมง ******************************************************************************************** ศึกษา วิเคราะห์ คลื่นกล การสะท้อน การหักเห การเลี้ยวเบน การแทรกสอด ความเข้มเสียง ระดับความเข้มเสียง บีตส์ มลพิษทางเสียง คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ปฏิกิริยานิวเคลียร์ และธาตุกัมมันตรังสี โดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ การสืบเสาะหาความรู้ การสารวจตรวจสอบ การสืบค้น ข้อมูล และการอภิปราย เพื่อให้เกิดความรู้ ความเข้าใจ ความคิด สามารถสื่อสารสิ่งที่เรียนรู้ มีความสามารถในการ ตัดสินใจ เห็นคุณค่าของการนาความรู้ไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจาวัน มีจิตวิทยาศาสตร์ จริยธรรม คุณธรรม และค่านิยมที่เหมาะสม มำตรฐำนกำรเรียนรู้/ตัวชี้วัด ว 5.1 ม.4-6/(1-4) ว 5.1 ม.4-6/(5-9) ว 8.1 ม.4-6/(1-12) รวมทั้งหมด 21 ตัวชี้วัด
  • 5.
    ง โครงสร้ำงรำยวิชำ รหัสวิชำ ว33101 รำยวิชำวิทยำศำสตร์ 5 กลุ่มสำระกำรเรียนรู้วิทยำศำสตร์ ระดับชั้นมัธยมศึกษำปีที่ 6 เวลำเรียน 2 ชั่วโมง / สัปดำห์ รวม 40 ชั่วโมง จำนวน 1.0 หน่วยกิต หน่วยที่/ ชื่อ หน่วย การเรียนรู้ มาตรฐานการ เรียนรู้/ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง เวลา (ชั่วโมง) น้าหนัก คะแนน 1. คลื่น ว 5.1 ม.4-6/1-4 - คลื่นกลมีสมบัติ การสะท้อน การหักเห การแทรกสอด และ การเลี้ยวเบน - อัตราเร็ว ความถี่และความยาวคลื่นมีความสัมพันธ์กันดังนี้ อัตราเร็ว = ความถี่  ความยาวคลื่น - คลื่นเสียงเกิดจากการสั่นของแหล่งกาเนิดเสียง - บีตส์ของเสียงเกิดจากคลื่นเสียงจากแหล่งกาเนิดสองแหล่งที่ มีความถี่ต่างกันเล็กน้อย มารวมกัน ทาให้ได้ยินเสียงดังค่อย เป็นจังหวะ - ความเข้มเสียง คือ พลังงานเสียงที่ตกตั้งฉากบนหนึ่งหน่วย พื้นที่ในหนึ่งหน่วยเวลา - ระดับความเข้มเสียงจะบอกความดังค่อยของเสียงที่ได้ยิน - เครื่องดนตรีแต่ละชนิดที่ใช้ตัวโน้ตเดียวกัน จะให้รูปคลื่นที่ แตกต่างกัน เรียกว่ามีคุณภาพเสียงต่างกัน -มลพิษทางเสียงมีผลต่อสุขภาพของมนุษย์ ถ้าฟังเสียงที่มีระดับ ความเข้มเสียงสูงกว่ามาตรฐานเป็นเวลานาน อาจก่อให้เกิด อันตรายต่อการได้ยินและสภาพจิตใจได้ การป้องกันโดยการ หลีกเลี่ยงหรือใช้เครื่องครอบหูหรือลดการสั่นของ แหล่งกาเนิดเสียง เช่น เครื่องจักร - คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าประกอบด้วยสนามแม่เหล็กและสนามไฟฟ้าที่ เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา สเปกตรัมคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ามี ความถี่ต่อเนื่องกัน โดยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าช่วงความถี่ต่าง ๆ มีลักษณะเฉพาะตัว ซึ่งสามารถนาไปใช้ประโยชน์ได้แตกต่าง กัน เช่น การรับส่งวิทยุ โทรทัศน์ การป้องกันอันตรายจาก คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เช่น ไม่อยู่ใกล้เตาไมโครเวฟขณะเตา ทางาน 24 60
  • 6.
    จ หน่วยที่/ ชื่อ หน่วย การเรียนรู้ มาตรฐานการ เรียนรู้/ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง เวลา (ชั่วโมง) น้าหนัก คะแนน 2. กัมมัน ตภาพรังสี และพลัง งานนิว- เคลียร์ ว5.1 ม.4-6/5-9 - ปฏิกิริยานิวเคลียร์เป็นปฏิกิริยาที่ทาให้นิวเคลียสเกิดการ เปลี่ยนแปลง ปฏิกิริยาที่นิวเคลียสของธาตุที่มีเลขมวล มากแตกตัว เรียกว่าฟิชชัน ปฏิกิริยาที่เกิดจากการหลอม รวมนิวเคลียสของธาตุที่มีเลขมวลน้อย เรียกว่า ฟิวชัน ความสัมพันธ์ระหว่างมวลและพลังงานเป็นไปตามสมการ 2 mcE  - ปฏิกิริยานิวเคลียร์ทาให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตและ สิ่งแวดล้อม - โรงไฟฟ้านิวเคลียร์เป็นโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อน ประเภทหนึ่ง ซึ่งได้พลังงานความร้อนจากพลังงาน นิวเคลียร์ - รังสีจากธาตุกัมมันตรังสีมี 3 ชนิด คือ แอลฟา บีตาและ แกมมา ซึ่งมีอานาจทะลุผ่านต่างกัน - กัมมันตภาพรังสีเกิดจากการสลายของไอโซโทปของธาตุ ที่ไม่เสถียร สามารถตรวจจับได้โดยเครื่องตรวจวัดรังสี ในธรรมชาติมีรังสี แต่ส่วนใหญ่อยู่ในระดับต่ามาก - รังสีมีประโยชน์ในด้านอุตสาหกรรม การเกษตร การแพทย์ โบราณคดี รังสีในระดับสูงมีอันตรายต่อ สิ่งมีชีวิต 16 40 ว 8.1 ม.4-6/1-12 - ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ - จิตวิทยาศาสตร์ รวมคะแนนระหว่ำงภำค 50 คะแนนกลำงภำค 20 คะแนนปลำยภำค 30 รวม 100
  • 7.
    ฉ โครงสร้ำงกำรจัดเวลำเรียน รำยวิชำวิทยำศำสตร์ 5 รหัสว33101ชั้นมัธยมศึกษำปีที่ 6 ภำคเรียนที่ 1 เวลำเรียน 40 ชั่วโมง หน่วยการเรียนรู้/แผนการจัดการเรียนรู้ เวลาเรียน (ชม.) หน่วยกำรเรียนรู้ที่ 1 คลื่น แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 ธรรมชาติของคลื่น แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 2 ชนิดของคลื่น แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 3 การสะท้อนของคลื่น แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 4 การหักเหของคลื่น แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 5 การเลี้ยวเบนของคลื่น แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 6 การแทรกสอดของคลื่น แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 7 การเกิดเสียง แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 8 ธรรมชาติของเสียง แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 9 บีตส์ของเสียง แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 10 มลพิษทางเสียง แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 11 คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (1) แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 12 คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (2) แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 13 คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในชีวิตประจาวัน 24 2 2 2 2 2 2 2 2 2 2 2 1 1 หน่วยกำรเรียนรู้ที่ 2 พลังงำนนิวเคลียร์ แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 14 โครงสร้างอะตอม แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 15 กัมมันตภาพรังสี แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 16 การสลายตัวและค่าครึ่งชีวิต แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 17 ปฏิกิริยานิวเคลียร์ แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 18 รังสีกับมนุษย์ แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 19 โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 20 การป้องกันอันตรายจากกัมมันตภาพรังสี 16 2 4 4 2 2 1 1 รวมเวลำเรียน 40
  • 8.
    กำรออกแบบหน่วยกำรเรียนรู้ หน่วยกำรเรียนรู้ที่ 1 คลื่น(คลื่นกลและเสียง) วิชำวิทยำศำสตร์ 5 รหัส ว33101 กลุ่มสำระกำรเรียนรู้วิทยำศำสตร์ ชั้นมัธยมศึกษำปีที่ 6 ภำคเรียนที่ 1 เวลำ 20 ชั่วโมง ************************************************************************ ขั้นที่ 1 กำหนดเป้ำหมำยหลักของกำรเรียนรู้ 1. มำตรฐำนกำรเรียนรู้ / ตัวชี้วัด มำตรฐำนกำรเรียนรู้ มำตรฐำน ว 5.1 เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างพลังงานกับการดารงชีวิต การเปลี่ยนรูปพลังงาน ปฏิสัมพันธ์ระหว่างสารและพลังงาน ผลของการใช้พลังงานต่อชีวิตและสิ่งแวดล้อม มีกระบวนการสืบเสาะหา ความรู้ สื่อสารสิ่งที่เรียนรู้และนาความรู้ไปใช้ประโยชน์ ตัวชี้วัด 1. ว 5.1 ม.4-6/1 ทดลองและอธิบายสมบัติของคลื่นกล และอธิบายความสัมพันธ์ระหว่าง อัตราเร็ว ความถี่ และความยาวคลื่น 2. ว 5.1 ม.4-6/2 อธิบายการเกิดคลื่นเสียง บีตส์ของเสียง ความเข้มเสียง ระดับความเข้มเสียง การได้ยินเสียง คุณภาพเสียง และนาความรู้ไปใช้ประโยชน์ 3.ว 5.1 ม.4-6/3 อภิปรายผลการสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับมลพิษทางเสียงที่มีต่อสุขภาพของมนุษย์ และการเสนอวิธีป้องกัน มำตรฐำนกำรเรียนรู้ มำตรฐำน ว 8.1 ใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์และจิตวิทยาศาสตร์ในการสืบเสาะหาความรู้ การแก้ปัญหา รู้ว่าปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่มีรูปแบบที่แน่นอนสามารถอธิบายและ ตรวจสอบได้ภายใต้ข้อมูลและเครื่องมือที่มีอยู่ในช่วงเวลานั้น ๆ เข้าใจว่าวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สังคม และ สิ่งแวดล้อมมีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน ตัวชี้วัด 1.ว 8.1 ม.4-6/1 ตั้งคาถามที่อยู่บนพื้นฐานของความรู้และความเข้าใจทางวิทยาศาสตร์หรือ ความสนใจ หรือจากประเด็นที่เกิดขึ้นในขณะนั้น ที่สามารถทาการสารวจตรวจสอบหรือศึกษาค้นคว้าได้อย่าง ครอบคลุมและเชื่อถือได้ 2. ว 8.1 ม.4-6/2 สร้างสมมติฐานที่มีทฤษฎีรองรับ หรือคาดการณ์สิ่งที่จะพบ หรือสร้าง แบบจาลอง หรือสร้างรูปแบบ เพื่อนาไปสู่การสารวจตรวจสอบ 3. ว 8.1 ม.4-6/3 ค้นคว้ารวบรวมข้อมูลที่ต้องพิจารณาปัจจัยหรือตัวแปรสาคัญ ปัจจัยที่มีผลต่อ ปัจจัยอื่น ปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ และจานวนครั้งของการสารวจตรวจสอบ เพื่อให้ได้ผลที่มีความเชื่อมั่นอย่าง เพียงพอ
  • 9.
    2 4. ว 8.1ม.4-6/4 เลือกวัสดุ เทคนิควิธี อุปกรณ์ที่ใช้ในการสังเกต การวัด การสารวจตรวจสอบ อย่างถูกต้องทั้งทางกว้างและลึกในเชิงปริมาณและคุณภาพ 5. ว 8.1 ม.4-6/5 รวบรวมข้อมูลและบันทึกผลการสารวจตรวจสอบอย่างเป็นระบบถูกต้อง ครอบคลุมทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ โดยตรวจสอบความเป็นไปได้ ความเหมาะสมหรือความผิดพลาดของ ข้อมูล 6. ว 8.1 ม.4-6/6 จัดกระทาข้อมูล โดยคานึงถึงการรายงานผลเชิงตัวเลขที่มีระดับความถูกต้อง และนาเสนอข้อมูลด้วยเทคนิควิธีที่เหมาะสม 7. ว 8.1 ม.4-6/7 วิเคราะห์ข้อมูล แปลความหมายข้อมูล และประเมินความสอดคล้องของ ข้อสรุป หรือสาระสาคัญ เพื่อตรวจสอบกับสมมติฐานที่ตั้งไว้ 8. ว 8.1 ม.4-6/8 พิจารณาความน่าเชื่อถือของวิธีการและผลการสารวจตรวจสอบ โดยใช้หลัก ความคลาดเคลื่อนของการวัดและการสังเกต เสนอแนะการปรับปรุงวิธีการสารวจตรวจสอบ 9. ว 8.1 ม.4-6/9 นาผลของการสารวจตรวจสอบที่ได้ ทั้งวิธีการและองค์ความรู้ที่ได้ไปสร้าง คาถามใหม่ นาไปใช้แก้ปัญหาในสถานการณ์ใหม่และในชีวิตจริง 10. ว 8.1 ม.4-6/10 ตระหนักถึงความสาคัญในการที่จะต้องมีส่วนร่วมรับผิดชอบการอธิบาย การลงความเห็น และการสรุปผลการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ที่นาเสนอต่อสาธารณชนด้วยความถูกต้อง 11. ว 8.1 ม.4-6/11 บันทึกและอธิบายผลการสารวจตรวจสอบอย่างมีเหตุผล ใช้พยานหลักฐาน อ้างอิงหรือค้นคว้าเพิ่มเติม เพื่อหาหลักฐานอ้างอิงที่เชื่อถือได้ และยอมรับว่าความรู้เดิมอาจมีการเปลี่ยนแปลง ได้ เมื่อมีข้อมูลและประจักษ์พยานใหม่เพิ่มเติมหรือโต้แย้งจากเดิม ซึ่งท้าทายให้มีการตรวจสอบอย่าง ระมัดระวัง อันจะนามาสู่การยอมรับเป็นความรู้ใหม่ 12. ว 8.1 ม.4-6/12 จัดแสดงผลงาน เขียนรายงาน และ/หรืออธิบายเกี่ยวกับแนวคิด กระบวนการ และผลของโครงงานหรือชิ้นงานให้ผู้อื่นเข้าใจ
  • 10.
    3 2. สำระสำคัญ (คำชี้แจง) ผู้เรียนจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับคลื่นกลและคลื่นเสียง ด้วยการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5Es) เน้นผู้เรียนเป็นสาคัญและการใช้คาถามเพื่อพัฒนาให้ผู้เรียนฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์หลายทักษะ เช่น ทักษะการสังเกต การจาแนกประเภท การวัด การสื่อความหมาย การตีความหมายและลงข้อสรุป การ แก้ปัญหา เพื่อการหาคาตอบของปัญหาให้ได้มาซึ่งความรู้ความเข้าใจที่คงทนโดยการนาข้อมูลมาจัดทาให้อยู่ใน รูปแบบที่น่าสนใจและเข้าใจง่ายพร้อมทั้งพัฒนาให้ผู้เรียนได้รับการพัฒนาจิตวิทยาศาสตร์ เช่น การเป็นผู้มี เหตุผลไม่ด่วนสรุปโดยปราศจากข้อมูลหลักฐาน การเป็นผู้มีความคิดสร้างสรรค์ มีความพยายามอดทนใน การศึกษาค้นคว้าและแก้ปัญหา นอกจากนี้ยังช่วยให้ผู้เรียนมีเจตคติที่ดีต่อวิทยาศาสตร์เพราะผู้เรียนจะเห็นถึง ความเชื่อมโยงระหว่างสิ่งที่เรียนกับชีวิตประจาวันและนาไปใช้จริงในชีวิตประจาวันได้ 3. สำระกำรเรียนรู้ 1. ควำมรู้ - คลื่น คือ การถ่ายทอดพลังงานออกจากแหล่งกาเนิดพลังงานด้วยการสั่น มีองค์ประกอบ ดังนี้ 1. ความถี่ คือ จานวนรอบของการเคลื่อนที่ในหนึ่งหน่วยวินาที มีหน่วยเป็นเฮิรตซ์ 2. คาบ คือ เวลาที่ใช้ในการเคลื่อนที่หนึ่งรอบ มีหน่วยเป็นวินาที 3. ความยาวคลื่น คือ ระยะบนแนวสมดุลที่มีคลื่นหนึ่งลูก มีหน่วยเป็นเมตร 4. อัตราเร็วคลื่น คือ ระยะที่คลื่นสามารถเคลื่อนที่ได้ในเวลาหนึ่งวินาที มีหน่วยเป็นเมตร ต่อวินาที สามารถคานวณได้จาก ความถี่คูณกับความยาวคลื่น - ชนิดของคลื่นจาแนกตามการใช้ตัวกลางในการถ่ายทอดพลังงานได้ดังนี้ 1. คลื่นกล คือ คลื่นที่อาศัยตัวกลางในการเคลื่อนที่ 2. คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า คือ คลื่นที่ไม่จาเป็นต้องอาศัยตัวกลางในการเคลื่อนที่ - ชนิดของคลื่นจาแนกตามลักษณะการสั่นของตัวกลางได้ดังนี้ 1. คลื่นตามยาว คือ คลื่นที่เกิดจากอนุภาคของตัวกลางเคลื่อนที่ไปมาแนวเดียวกับการ เคลื่อนที่ของคลื่น 2. คลื่นตามขวาง คือ คลื่นที่เกิดจากอนุภาคของตัวกลางเคลื่อนที่ในแนวตั้งฉากกับการ เคลื่อนที่ของคลื่น - ชนิดของคลื่นจาแนกตามความต่อเนื่องของการให้กาเนิดคลื่นได้ดังนี้ 1. คลื่นดล คือ คลื่นที่เกิดจากแหล่งกาเนิดที่สั่นเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ 2. คลื่นต่อเนื่อง คือ คลื่นที่เกิดจากแหล่งกาเนิดที่สั่นอย่างต่อเนื่อง - การสะท้อนของคลื่น คือ การเปลี่ยนแปลงทิศของคลื่น อันเนื่องมาจากการตกกระทบที่รอยต่อ ระหว่างตัวกลางสองชนิด โดยมีมุมตกกระทบเท่ากับมุมสะท้อน
  • 11.
    4 กฎการสะท้อนประกอบด้วย 1. เส้นแนวฉาก รังสีตกกระทบรังสีสะท้อน อยู่ในระนาบเดียวกัน 2. มุมตกกระทบ เท่ากับ มุมสะท้อน - การหักเหคือ การเปลี่ยนแปลงทิศของคลื่นอันเนื่องมาจากคลื่นเคลื่อนที่จากรอยต่อระหว่าง ตัวกลางที่มีสมบัติแตกต่างกัน แล้วทาให้อัตราเร็วของคลื่นเปลี่ยนไป - มุมวิกฤติคือ มุมตกกระทบที่ทาให้มุมหักเหมีขนาด 90๐ - การสะท้อนกลับหมดคือ การสะท้อนที่เกิดจากมุมตกกระทบมีค่ามากกว่ามุมวิกฤติ แล้วไม่มี การหักเหเกิดขึ้น แต่เกิดการสะท้อนกลับหมดในตัวกลางเดิม - การเลี้ยวเบนคือ การที่คลื่นเคลื่อนที่มาพบสิ่งกีดขวางหรือผ่านช่องเปิด แล้วมีคลื่นส่วนหนึ่งแผ่ กระจายจากขอบของสิ่งกีดขวางไปทางด้านหลังได้ - หลักของฮอยเกนส์ กล่าวว่า หน้าคลื่นที่ผ่านสิ่งกีดขวางจะทาหน้าที่เป็นแหล่งกาเนิดคลื่นใหม่ที่ สร้างหน้าคลื่นเป็นรูปครึ่งวงกลมหลังสิ่งกีดขวางได้ - การแทรกสอด คือ ปรากฏการณ์ที่เกิดจากการรวมกันของคลื่นตั้งแต่ 2 ขบวน เคลื่อนที่มา ซ้อนทับกันในตัวกลางเดียวกัน อธิบายโดยใช้หลักการรวมกันของคลื่น - การรวมกันแบบเสริมคือ คลื่นสองขบวนที่เคลื่อนที่มาพบกัน โดยคลื่นทั้งสองมีแอมพลิจูดทิศ เดียวกัน แอมพลิจูดของคลื่นรวมจะเท่ากับผลรวมของแอมพลิจูดของคลื่นย่อย - การรวมกันแบบหักล้างคือ คลื่นสองขบวนที่เคลื่อนที่มาพบกัน โดยคลื่นทั้งสองมีแอมพลิจูดทิศ ตรงข้ามกัน แอมพลิจูดของคลื่นรวมจะเท่ากับผลต่างของแอมพลิจูดของคลื่นย่อย - เสียงก้องคือเสียงที่ส่งไปกระทบตัวสะท้อนในแนวตั้งฉากกับผิวตัวสะท้อนโดยเวลาที่เสียงใช้ใน การเคลื่อนที่ออกไปและกลับมาใช้เวลามากกว่า 0.1 วินาทีทาให้ได้ยินเสียงเดียวกัน 2 ครั้ง - ระดับเสียงคือการรับรู้ลักษณะของคลื่นเสียงของมนุษย์โดยขึ้นกับความถี่ของคลื่นเสียงซึ่งเสียง ที่มีความถี่สูง มนุษย์จะรับรู้เป็นเสียงแหลมและเสียงที่มีความถี่ต่ามนุษย์จะรับรู้เป็นเสียงต่าหรือเสียงทุ้ม - ความดังของเสียงคือปริมาณของพลังงานเสียงที่มาถึงหูผู้ฟัง - ความเข้มเสียงคือพลังงานเสียงที่ตกตั้งฉากบนหนึ่งหน่วยพื้นที่ในหนึ่งหน่วยเวลามีหน่วยเป็น วัตต์ต่อตารางเมตร ความเข้มเสียงที่เบาที่สุดมีค่า 10-12 วัตต์ต่อตารางเมตร - ระดับความเข้มเสียงคือการวัดความดังของเสียงในหน่วยเดซิเบล - บีตส์ คือ ปรากฏการณ์ที่คลื่นเสียงจากแหล่งกาเนิดเสียง 2 แหล่งที่มีความถี่แตกต่างกัน เล็กน้อย และเคลื่อนที่อยู่ในแนวเดียวกัน เกิดการรวมกันทาให้แอมพลิจูดของคลื่นรวมเปลี่ยนแปลงเกิดเสียงดัง เสียงค่อยเป็นจังหวะ - มลพิษทางเสียงคือสภาวะเสียงที่ดังเกินไปจนก่อให้เกิดความราคาญและเป็นอันตรายต่อระบบ การได้ยินของมนุษย์ การป้องกันมลพิษทางเสียงทาได้โดยหลีกเลี่ยงบริเวณที่เป็นมลพิษทางเสียงหรือสวมใส่ เครื่องป้องกัน
  • 12.
    5 2. ทักษะ/กระบวนกำร/กระบวนกำรคิด 2.1 ทักษะทั่วไป 1.ทักษะการอภิปราย 2. ทักษะการจัดระบบความคิดเป็นแผนภาพ 2.2 ทักษะเฉพำะ 1. ทักษะการสังเกต 2. ทักษะการเปรียบเทียบ 3. ทักษะการคิดวิเคราะห์ 4. ทักษะการจาแนกประเภท 5. ทักษะการสื่อความหมาย 6. ทักษะการกาหนดและควบคุมตัวแปร 7. ทักษะการตั้งสมมติฐาน 8. ทักษะการสรุปผล 3. ด้ำนเจตคติทำงวิทยำศำสตร์ - สนใจใฝ่รู้ อยากรู้อยากเห็น รับผิดชอบ มุ่งมั่น อดทนเพียรพยายาม มีเหตุผล มีระเบียบ รอบคอบ ซื่อสัตย์ ใจกว้าง 4. คำถำมท้ำทำย 1. การถ่ายทอดพลังงานของคลื่นด้วยการสั่นมีผลอย่างไรต่อตัวกลางที่คลื่นผ่านไป 2. เมื่อคลื่นเคลื่อนที่ไปพบสิ่งกีดขวางจะมีลักษณะอย่างไร 3. คลื่นมีการหักเหอย่างไร 4. ปรากฏการณ์ในชีวิตประจาวันที่เกี่ยวข้องกับการหักเหของคลื่นมีอะไรบ้าง 5. เมื่อคลื่นเคลื่อนที่มาเจอสิ่งกีดขวางจะเกิดอะไรขึ้น 6. การเลี้ยวเบนของคลื่นมีลักษณะอย่างไร 7. หลักของฮอยเกนส์มีความสาคัญอย่างไร 8. เมื่อคลื่นเคลื่อนที่มาพบกันจะมีสิ่งใดเกิดขึ้นอย่างไร 9. การแทรกสอดของคลื่นมีลักษณะอย่างไร 10. บีตส์คืออะไรและมีลักษณะอย่างไร 11. เสียงเกิดขึ้นได้อย่างไร 12. ธรรมชาติของเสียงมีอะไรบ้าง 13. ระดับเสียงหมายถึงอะไร 14. คุณภาพเสียงหมายถึงอะไร 15. ความดังหมายถึงอะไร
  • 13.
    6 16. มลพิษทางเสียงหมายถึงอะไร ขั้นที่ 2กำหนดหลักฐำนหรือร่องรอยของกำรเรียนรู้/ควำมเข้ำใจ 5. ชิ้นงำน/ภำระงำน 1. ผังมโนทัศน์ เรื่อง องค์ประกอบของคลื่น 2. รายงานการสืบค้นเรื่อง ชนิดของคลื่น 3. ผังมโนทัศน์ เรื่อง ชนิดของคลื่น 4. ผังมโนทัศน์ เรื่อง การสะท้อนของคลื่น 5. ผังมโนทัศน์ เรื่อง การหักเหของคลื่น 6. ผังมโนทัศน์ เรื่อง การเลี้ยวเบนของคลื่น 7. ผังมโนทัศน์ เรื่อง การแทรกสอดของคลื่น 8. Blog เรื่อง คลื่นกล 9. ผังมโนทัศน์ เรื่อง การเกิดเสียง 10. ผังมโนทัศน์ เรื่อง ธรรมชาติของเสียง 11. รายงานการสืบค้น เรื่อง ธรรมชาติของเสียง 12. ผังมโนทัศน์ เรื่อง บีตส์ของเสียง 13. นิทรรศการมลพิษทางเสียงใกล้ตัว 14. Blog เรื่อง เสียง 6. กำรประเมินผล - แบบสังเกตการปฏิบัติการทดลอง - แบบประเมินใบงาน - แบบประเมินการสืบค้น - แบบประเมินการจัดนิทรรศการ - แบบประเมินผังมโนทัศน์ - แบบประเมิน Blog - แบบสังเกตเจตคติทางวิทยาศาสตร์ - แบบประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ - แบบประเมินสมรรถนะสาคัญของผู้เรียน
  • 14.
    7 แบบสังเกตกำรปฏิบัติกำรทดลอง เรื่อง.......................................................................... เลขที่ ชื่อ-สกุล กลุ่ม คะแนนแต่ละรำยกำรประเมิน คะแนนรวม(24) การทดลองหรือ ทากิจกรรมตาม แผนที่กาหนด การใช้อุปกรณ์ และ/หรือ เครื่องมือ การบันทึกผลการ ทดลองหรือทา กิจกรรม การจัดกระทา ข้อมูลและการ นาเสนอ การสรุปผลการ ทดลองหรือการ ทากิจกรรม การดูแลและการ เก็บอุปกรณ์และ/ หรือเครื่องมือ ลงชื่อผู้ประเมิน (.........................................................) ........../................/..............
  • 15.
    8 เกณฑ์กำรให้คะแนนแบบกำรประเมินกำรปฏิบัติกำรทดลองหรือทำกิจกรรม รำยกำร ประเมิน ระดับคะแนน 4 3 21 1. การทดลอง หรือทา กิจกรรมตาม แผนที่กาหนด ทดลองหรือทากิจกรรม ตามวิธีการและขั้นตอนที่ กาหนดไว้อย่างถูกต้อง ด้วยตนเอง ทดลองหรือทากิจกรรมตาม วิธีการและขั้นตอนที่กาหนดไว้ ด้วยตนเอง มีการปรับปรุง แก้ไขบ้าง ทดลองหรือทากิจกรรมตาม วิธีการและขั้นตอนที่กาหนด ไว้โดยมีครู หรือผู้อื่นเป็นผู้ แนะนา ทดลองหรือทากิจกรรมไม่ ถูกต้องตามวิธีการและ ขั้นตอนที่กาหนดไว้ไม่มี การปรับปรุงแก้ไข 2. การใช้ อุปกรณ์และ/ หรือเครื่องมือ ใช้อุปกรณ์และ/หรือ เครื่องมือในการทดลอง หรือทากิจกรรมได้อย่าง ถูกต้องตามหลักการ ปฏิบัติและคล่องแคล่ว ใช้อุปกรณ์และ/หรือเครื่องมือ ในการทดลองหรือทากิจกรรม ได้อย่างถูกต้องตามหลักการ ปฏิบัติแต่ไม่คล่องแคล่ว ใช้อุปกรณ์และ/หรือ เครื่องมือในการทดลองหรือ ทากิจกรรมได้อย่างถูกต้อง โดยมีครู หรือผู้อื่นเป็นผู้ แนะนา ใช้อุปกรณ์และ/หรือ เครื่องมือในการทดลอง หรือทากิจกรรมไม่ถูกต้อง และไม่มีความคล่องแคล่ว ในการใช้ 3. การบันทึก ผลการทดลอง หรือทา กิจกรรม บันทึกผลเป็นระยะอย่าง ถูกต้อง มีระเบียบ มีการ ระบุหน่วย มีการอธิบาย ข้อมูลให้เห็นความ เชื่อมโยงเป็นภาพรวม เป็นเหตุเป็นผล และ เป็นไปตามการทดลอง หรือทากิจกรรม บันทึกผลเป็นระยะอย่าง ถูกต้อง มีระเบียบ มีการระบุ หน่วย มีการอธิบายข้อมูลให้ เห็นความสัมพันธ์เป็นไปตาม การทดลองหรือทากิจกรรม บันทึกผลเป็นระยะแต่ไม่เป็น ระเบียบ ไม่มีการระบุหน่วย และไม่มีการอธิบายข้อมูลให้ เห็นถึงความสัมพันธ์ของการ ทดลองหรือทากิจกรรม บันทึกผลไม่ครบ ไม่มีการ ระบุหน่วยและไม่เป็นไป ตามการทดลองหรือทา กิจกรรม 4. การจัด กระทาข้อมูล และการ นาเสนอ จัดกระทาข้อมูลอย่างเป็น ระบบ มีการเชื่อมโยงให้ เห็นเป็นภาพรวม และ นาเสนอด้วยแบบต่าง ๆ อย่างชัดเจน ถูกต้อง จัดกระทาข้อมูลอย่างเป็น ระบบ มีการจาแนกข้อมูลให้ เห็นความสัมพันธ์นาเสนอด้วย แบบต่าง ๆ ได้แต่ยังไม่ชัดเจน จัดกระทาข้อมูลอย่างเป็น ระบบ มีการยกตัวอย่าง เพิ่มเติมและนาเสนอด้วย แบบต่าง ๆ แต่ยังไม่ชัดเจน และไม่ถูกต้อง จัดกระทาข้อมูลอย่างไม่ เป็นระบบและมีการ นาเสนอไม่สื่อความหมาย และไม่ชัดเจน 5. การสรุปผล การทดลอง หรือการทา กิจกรรม สรุปผลการทดลองหรือ ทากิจกรรมได้อย่าง ถูกต้อง กระชับ ชัดเจน และครอบคลุมข้อมูลจาก การวิเคราะห์ทั้งหมด สรุปผลการทดลองหรือทา กิจกรรมได้ถูกต้อง แต่ยังไม่ ครอบคลุมข้อมูลจากการ วิเคราะห์ทั้งหมด สรุปผลการทดลองหรือทา กิจกรรมได้ โดยมีครูหรือ ผู้อื่นแนะนาบ้าง จึงสามารถ สรุปได้ถูกต้อง สรุปผลการทดลองหรือทา กิจกรรมตามความรู้ที่พอมี อยู่โดยไม่ใช้ข้อมูลจากการ ทดลองหรือทากิจกรรม
  • 16.
    9 รำยกำร ประเมิน ระดับคะแนน 4 3 21 6. การดูแล และการเก็บ อุปกรณ์และ/ หรือเครื่องมือ ดูแลอุปกรณ์และ/หรือ เครื่องมือในการทดลอง หรือทากิจกรรมและมี การทาความสะอาดและ เก็บอย่างถูกต้องตาม หลักการ ดูแลอุปกรณ์และ/หรือ เครื่องมือในการทดลองหรือทา กิจกรรมและมีการทาความ สะอาดอย่างถูกต้องแต่เก็บไม่ ถูกต้อง ดูแลอุปกรณ์และ/หรือ เครื่องมือในการทดลองหรือ ทากิจกรรมและมีการทา ความสะอาดแต่เก็บไม่ ถูกต้องให้ครูหรือผู้อื่น แนะนา ไม่ดูแลอุปกรณ์และ/หรือ เครื่องมือในการทดลอง หรือทากิจกรรมและไม่ สนใจ ทาความสะอาด รวมทั้งเก็บไม่ถูกต้อง เกณฑ์กำรประเมิน/ระดับคุณภำพ คะแนนรวม 20-24 หมายถึง ดีมาก คะแนนรวม 15-19 หมายถึง ดี คะแนนรวม 10–14 หมายถึง พอใช้ คะแนนรวม 6 – 9 หมายถึง ปรับปรุง เกณฑ์กำรผ่ำน ตั้งแต่ 15 คะแนนขึ้นไป (ผ่ำนเกณฑ์ร้อยละ 60)
  • 17.
  • 18.
    11 เกณฑ์กำรให้คะแนนแบบประเมินใบงำน รำยกำร ประเมิน ระดับคะแนน 4 3 21 1. การเขียน คาถามก่อน การทดลอง ระบุปัญหาและตั้งสมมติฐาน สอดคล้องกับการทดลอง ถูกต้องสมบูรณ์ ระบุปัญหาและตั้งสมมติฐาน สอดคล้องกับการทดลอง ถูกต้องบางส่วน ระบุปัญหาและตั้งสมมติฐาน สอดคล้องกับการทดลอง แต่ ไม่สมบูรณ์ ระบุปัญหาและ ตั้งสมมติฐานไม่สอดคล้อง กับการทดลอง และไม่ ถูกต้อง 2. การบันทึก ผลการ ทดลอง ออกแบบรูปแบบการบันทึก ผลการทดลองเหมาะสม และบันทึกผลการทดลองได้ ถูกต้องสมบูรณ์ ออกแบบรูปแบบการบันทึก ผลการทดลองเหมาะสม และบันทึกผลการทดลองได้ ถูกต้องบางส่วน ออกแบบรูปแบบการบันทึก ผลการทดลองไม่เหมาะสม แต่บันทึกผลการทดลองได้ ถูกต้องบางส่วน ออกแบบรูปแบบการ บันทึกผลการทดลองไม่ เหมาะสมและบันทึกผล การทดลองไม่ถูกต้อง 3. การตอบ คาถามหลัง การทดลอง ตอบคาถามหลังการทดลอง ถูกต้องและสมบูรณ์ ตอบคาถามหลังการทดลอง ถูกต้องบางส่วน ตอบคาถามหลังการทดลอง ถูกต้องเป็นส่วนน้อย ตอบคาถามหลังการ ทดลองไม่ถูกต้องเลย 4. การ สรุปผลการ ทดลอง สรุปผลการทดลองได้อย่าง ถูกต้องสมบูรณ์ สรุปผลการทดลองได้ ถูกต้องบางส่วน สรุปผลการทดลองได้ ถูกต้องเป็นส่วนน้อย สรุปผลการทดลองไม่ ถูกต้องเลย เกณฑ์กำรประเมิน/ระดับคุณภำพ คะแนนรวม 14-16 หมายถึง ดีมาก คะแนนรวม 11-13 หมายถึง ดี คะแนนรวม 8–10 หมายถึง พอใช้ คะแนนรวม 4–7 หมายถึง ปรับปรุง เกณฑ์กำรผ่ำน ตั้งแต่ 10 คะแนนขึ้นไป (ผ่ำนเกณฑ์ร้อยละ 60)
  • 19.
    12 แบบประเมินกำรสืบค้น เรื่อง.......................................................................... เลขที่ ชื่อ-สกุล กลุ่ม คะแนนแต่ละรำยกำรประเมิน คะแนนรวม(20) การวางแผนค้นคว้า ข้อมูลจากแหล่ง เรียนรู้ การเก็บรวบรวม ข้อมูล การจัดกระทาข้อมูล และการนาเสนอ การสรุปผล การเขียนรายงาน ลงชื่อผู้ประเมิน (.........................................................) ........../................/..............
  • 20.
    13 เกณฑ์กำรให้คะแนนแบบกำรประเมินกำรสืบค้น รำยกำร ประเมิน ระดับคะแนน 4 3 21 1. การ วางแผน ค้นคว้าข้อมูล จากแหล่ง เรียนรู้ วางแผนที่จะค้นคว้าข้อมูลจาก แหล่งเรียนรู้ที่หลากหลาย น่าเชื่อถือ และมีการเชื่อมโยงให้ เห็นเป็นภาพรวมแสดงให้เห็นถึง ความสัมพันธ์ของวิธีการทั้งหมด วางแผนที่จะค้นคว้าข้อมูล จากแหล่งเรียนรู้ที่ หลากหลาย และเหมาะสม แต่ไม่มีการเชื่อมโยงให้เห็น เป็นภาพรวม วางแผนที่จะค้นคว้าข้อมูล จากแหล่งเรียนรู้โดยมีครู หรือผู้อื่นแนะนาบ้าง ไม่มีการวางแผนที่จะ ค้นคว้าข้อมูลจาก แหล่งเรียนรู้อย่าง เป็นระบบ 2. การเก็บ รวบรวมข้อมูล เก็บรวบรวมข้อมูลตามแผนที่ กาหนดทุกประการ เก็บรวบรวมข้อมูลโดย คัดเลือกและ/หรือประเมิน ข้อมูล เก็บรวบรวมข้อมูลโดยไม่ มีการคัดเลือกและ/หรือ ประเมินข้อมูล เก็บรวบรวมข้อมูล เป็นระยะ ขาดการ ประเมินเพื่อคัดเลือก 3. การจัด กระทาข้อมูล และการ นาเสนอ จัดกระทาข้อมูลอย่างเป็นระบบ มีการเชื่อมโยงให้เห็นเป็น ภาพรวม และนาเสนอด้วยแบบ ต่าง ๆ อย่างชัดเจนถูกต้อง จัดกระทาข้อมูลอย่างเป็น ระบบ มีการจาแนกข้อมูล ให้เห็นความสัมพันธ์ นาเสนอด้วยแบบต่าง ๆ ได้ อย่างถูกต้อง จัดกระทาข้อมูลอย่างเป็น ระบบ มีการยกตัวอย่าง เพิ่มเติมให้เข้าใจง่าย และ นาเสนอด้วยแบบต่าง ๆ แต่ยังไม่ถูกต้อง จัดกระทาข้อมูล อย่างไม่เป็นระบบ และนาเสนอไม่สื่อ ความหมายและไม่ ชัดเจน 4. การสรุปผล สรุปผลได้อย่างถูกต้องกระชับ ชัดเจน และครอบคลุม มีเหตุผล ที่อ้างอิงจากการสืบค้นได้ สรุปผลได้อย่างกระชับ แต่ ยังไม่ชัดเจนและไม่ ครอบคลุมข้อมูลจากการ วิเคราะห์ทั้งหมด สรุปผลได้กระชับ กะทัดรัดแต่ไม่ชัดเจน สรุปผลโดยไม่ใช้ ข้อมูล และไม่ถูกต้อง 5. การเขียน รายงาน เขียนรายละเอียดตรงตาม จุดประสงค์ถูกต้องและชัดเจน และมีการเชื่อมโยงให้เห็นเป็น ภาพรวม เขียนรายงานตรงตาม จุดประสงค์อย่างถูกต้อง และชัดเจน แต่ขาดการ เรียบเรียง เขียนรายงานโดยสื่อ ความหมายได้ โดยมีครู หรือผู้อื่นแนะนา เขียนรายงานได้ตาม ตัวอย่าง แต่ใช้ภาษา ไม่ถูกต้อง และไม่ ชัดเจน เกณฑ์กำรประเมิน/ระดับคุณภำพ คะแนนรวม 17-20 หมายถึง ดีมาก คะแนนรวม 13-16 หมายถึง ดี คะแนนรวม 9-12 หมายถึง พอใช้ คะแนนรวม 5- 8 หมายถึง ปรับปรุง เกณฑ์กำรผ่ำน ตั้งแต่ 12 คะแนนขึ้นไป (ผ่ำนเกณฑ์ร้อยละ 60)
  • 21.
    14 แบบประเมินกำรจัดนิทรรศกำร เรื่อง.......................................................................... เลขที่ ชื่อ-สกุล กลุ่มคะแนน หมำยเหตุ ลงชื่อ ผู้ประเมิน (.........................................................) ........../................/..............
  • 22.
    15 เกณฑ์กำรให้คะแนนแบบกำรประเมินกำรจัดกระทำและนำเสนอนิทรรศกำร รำยกำร ประเมิน ระดับคะแนน 4 3 21 การจัด กระทาและ นาเสนอ นิทรรศการ รวบรวมข้อมูลและจัด กระทานิทรรศการ อย่างเป็นระบบ และ นาเสนอด้วยแบบที่ ชัดเจน ถูกต้อง ครอบคลุมและมีการ เชื่อมโยงให้เห็น ภาพรวม รวบรวมข้อมูลและจัด กระทานิทรรศการอย่าง เป็นระบบ มีการจาแนก ข้อมูลให้เห็น ความสัมพันธ์และ นาเสนอด้วยแบบที่ ถูกต้องครอบคลุม รวบรวมข้อมูลและ จัดกระทา นิทรรศการได้ มีการ ยกตัวอย่างเพิ่มเติม และนาเสนอด้วย แบบต่าง ๆ แต่ยังไม่ ครอบคลุม รวบรวมข้อมูลและ จัดกระทา นิทรรศการอย่างไม่ เป็นระบบและ นาเสนอไม่สื่อ ความหมายและไม่ ชัดเจน เกณฑ์กำรประเมิน/ระดับคุณภำพ คะแนนรวม 4 หมายถึง ดีมาก คะแนนรวม 3 หมายถึง ดี คะแนนรวม 2 หมายถึง พอใช้ คะแนนรวม 1 หมายถึง ปรับปรุง เกณฑ์กำรผ่ำน ตั้งแต่ 3 คะแนนขึ้นไป (ผ่ำนเกณฑ์ร้อยละ 60)
  • 23.
    16 แบบประเมินผังมโนทัศน์ เรื่อง.......................................................................... เลขที่ ชื่อ-สกุล กลุ่มคะแนน หมำยเหตุ ลงชื่อ ผู้ประเมิน (.........................................................) ........../................/..............
  • 24.
    17 เกณฑ์กำรให้คะแนนแบบกำรประเมินกำรจัดกระทำและนำเสนอผังมโนทัศน์ รำยกำร ประเมิน ระดับคะแนน 4 3 21 การจัดกระทา และนาเสนอผัง มโนทัศน์ จัดกระทาผังมโนทัศน์ อย่างเป็นระบบ และ นาเสนอด้วยแบบที่ ชัดเจน ถูกต้อง ครอบคลุม และมีการ เชื่อมโยงให้เห็นเป็น ภาพรวม จัดกระทาผังมโนทัศน์ อย่างเป็นระบบ มีการ จาแนกข้อมูลให้เห็น ความสัมพันธ์และ นาเสนอด้วยแบบที่ ครอบคลุม จัดกระทาผังมโนทัศน์ ได้ มีการยกตัวอย่าง เพิ่มเติมและนาเสนอ ด้วยแบบต่าง ๆ แต่ยัง ไม่ครอบคลุม จัดกระทาผังมโนทัศน์ อย่างไม่เป็นระบบและ นาเสนอไม่สื่อ ความหมายและไม่ ชัดเจน เกณฑ์กำรประเมิน/ระดับคุณภำพ คะแนนรวม 4 หมายถึง ดีมาก คะแนนรวม 3 หมายถึง ดี คะแนนรวม 2 หมายถึง พอใช้ คะแนนรวม 1 หมายถึง ปรับปรุง เกณฑ์กำรผ่ำน ตั้งแต่ 3 คะแนนขึ้นไป (ผ่ำนเกณฑ์ร้อยละ 60)
  • 25.
    18 แบบประเมิน Blog เรื่อง.......................................................................... เลขที่ ชื่อ-สกุลกลุ่ม คะแนนแต่ละรำยกำรประเมิน คะแนนรวม(20) ความครบถ้วนของ เนื้อหาสาระ ความถูกต้องของ เนื้อหาสาระ ความถูกต้อง เหมาะสมของภาษา จานวนแหล่งข้อมูลที่ ค้นคว้าหรืออ้างอิง รูปแบบการนาเสนอ ลงชื่อ ผู้ประเมิน (.........................................................) ........../................/..............
  • 26.
    19 เกณฑ์กำรให้คะแนนแบบกำรประเมิน Blog รำยกำร ประเมิน ระดับคะแนน 4 32 1 1. ความ ครบถ้วนของ เนื้อหาสาระ มีเนื้อหาสาระครบถ้วน ตรงตามประเด็นที่ กาหนดทั้งหมด มีเนื้อหาสาระค่อนข้าง ครบถ้วน ตรงตาม ประเด็นที่กาหนด ทั้งหมด มีเนื้อหาสาระไม่ ครบถ้วน ตรงตาม ประเด็น แต่ภาพรวม ของสาระทั้งหมดอยู่ใน เกณฑ์พอใช้ มีเนื้อหาสาระไม่ ครบถ้วน ภาพรวมของ สาระทั้งหมดอยู่ใน เกณฑ์ต้องปรับปรุง 2. ความถูกต้อง ของเนื้อหาสาระ เนื้อหาสาระทั้งหมด ความถูกต้องตาม ข้อเท็จจริงและหลักวิชา เนื้อหาสาระเกือบ ทั้งหมดความถูกต้อง ตามข้อเท็จจริงและ หลักวิชา เนื้อหาสาระบางส่วน ถูกต้องตามข้อเท็จจริง และหลักวิชา แต่ต้อง แก้ไขบางส่วน เนื้อหาสาระส่วนใหญ่ ไม่ถูกต้องตาม ข้อเท็จจริงและหลัก วิชาต้องแก้ไขเป็นส่วน ใหญ่ 3. ความถูกต้อง เหมาะสมของ ภาษา สะกดการันต์ถูกต้อง ถ้อยคาสานวนเหมาะสม ดีมาก ลาดับความได้ ชัดเจนเข้าใจง่าย สะกดการันต์ถูกต้อง เป็นส่วนใหญ่ ถ้อยคา สานวนเหมาะสมดีมาก ลาดับความได้พอใช้ สะกดการันต์มีผิดอยู่บ้าง ถ้อยคาสานวนเหมาะสม พอใช้ ลาดับความพอ เข้าใจ สะกดการันต์ผิดมาก ถ้อยคาสานวนไม่ เหมาะสม ลาดับความ ได้ไม่ชัดเจน 4. จานวน แหล่งข้อมูลที่ ค้นคว้า หรือ อ้างอิง ค้นคว้าจากแหล่งการ เรียนรู้ที่หลากหลาย ตั้งแต่ 4 แหล่งขึ้นไป ค้นคว้าจากแหล่งการ เรียนรู้ 3 แหล่ง ค้นคว้าจากแหล่งการ เรียนรู้ 2 แหล่ง ค้นคว้าจากแหล่งการ เรียนรู้เพียงแหล่งการ เรียนรู้เดียว 5. รูปแบบการ นาเสนอ รูปแบบการนาเสนองาน แปลกใหม่ น่าสนใจดี ลาดับเรื่องราวได้ดีมาก รูปแบบการนาเสนอ งานน่าสนใจ ลาดับ เรื่องราวได้ดี รูปแบบการนาเสนองาน น่าสนใจพอใช้ ลาดับ เรื่องราวได้พอใช้ รูปแบบการนาเสนอ งานไม่น่าสนใจ ลาดับ เรื่องราวได้ไม่ดี เกณฑ์กำรประเมิน/ระดับคุณภำพ คะแนนรวม 17-20 หมายถึง ดีมาก คะแนนรวม 13-16 หมายถึง ดี คะแนนรวม 9-12 หมายถึง พอใช้ คะแนนรวม 5- 8 หมายถึง ปรับปรุง เกณฑ์กำรผ่ำน ตั้งแต่ 12 คะแนนขึ้นไป (ผ่ำนเกณฑ์ร้อยละ 60)
  • 27.
    20 แบบสังเกตเจตคติทำงวิทยำศำสตร์ ครั้งที่ .... เลขที่ชื่อ-สกุล กลุ่ม คะแนนแต่ละรำยกำรประเมิน คะแนนรวม(24) ความสนใจใฝ่รู้หรือความ อยากรู้อยากเห็น ความรับผิดชอบความ มุ่งมั่นอดทนและเพียร พยายาม ความมีเหตุผล ความมีระเบียบรอบคอบ เห็นคุณค่าของความมี ระเบียบและรอบคอบ ความซื่อสัตย์เสนอความ จริงถึงแม้จะเป็นผลที่ แตกต่างจากผู้อื่น ความใจกว้างร่วมแสดง ความคิดเห็นและรับฟัง ความคิดเห็นของผู้อื่น ลงชื่อ ผู้ประเมิน (.........................................................) ........../................/..............
  • 28.
    21 เกณฑ์กำรประเมินเจตคติทำงวิทยำศำสตร์ รำยกำรประเมิน ระดับพฤติกรรมกำรแสดงออก มำก (4) ปำนกลำง (3) น้อย (2) ไม่แสดงออก (1) 1. ควำมสนใจใฝ่รู้หรือควำมอยำกรู้อยำกเห็น - มีความสนใจและพอใจใคร่สืบเสาะแสวงหาความรู้ใน สถานการณ์และปัญหาใหม่ๆ อยู่เสมอ - มีความกระตือรือร้นต่อกิจกรรมและเรื่องต่าง ๆ - ชอบทดลองค้นคว้า - ชอบสนทนา ซักถาม ฟัง อ่าน เพื่อให้ได้รับความรู้เพิ่มขึ้น มีพฤติกรรมการ แสดงออกอย่าง สม่าเสมอ ตลอดเวลา มีพฤติกรรมการ แสดงออกเป็น ครั้งคราว มีพฤติกรรม การแสดงออก น้อยครั้ง ไม่มีพฤติกรรม การแสดงออก เลย 2. ควำมรับผิดชอบ ควำมมุ่งมั่น อดทน และเพียร พยำยำม - ยอมรับผลการกระทาของตนเองทั้งที่เป็นผลดีและผลเสีย - ทางานที่ได้รับมอบหมายให้สมบูรณ์ตามกาหนดและตรง ต่อเวลา - เว้นการกระทาอันเป็นผลเสียหายต่อส่วนรวม - ทางานเต็มความสามารถ - ไม่ท้อถอยในการทางาน เมื่อมีอุปสรรคหรือล้มเหลว - มีความอดทนแม้การดาเนินการแก้ปัญหาจะยุ่งยากและใช้ เวลา มีพฤติกรรมการ แสดงออกอย่าง สม่าเสมอ ตลอดเวลา มีพฤติกรรมการ แสดงออกเป็น ครั้งคราว มีพฤติกรรม การแสดงออก น้อยครั้ง ไม่มีพฤติกรรม การแสดงออก เลย 3. ควำมมีเหตุผล - ยอมรับในคาอธิบายเมื่อมีหลักฐานหรือข้อมูลสนับสนุน อย่างเพียงพอ - พยายามอธิบายสิ่งต่าง ๆ ในแง่เหตุและผล ไม่เชื่อโชคลาง หรือคาทานายที่ไม่สามารถอธิบายตามวิธีทางวิทยาศาสตร์ ได้ - อธิบายหรือแสดงความคิดเห็นอย่างมีเหตุผล - ตรวจสอบความถูกต้องหรือความสมเหตุสมผลของแนวคิด ต่าง ๆ กับแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ - รวบรวมข้อมูลอย่างเพียงพอก่อนจะลงข้อสรุปเรื่องราวต่าง ๆ มีพฤติกรรมการ แสดงออกอย่าง สม่าเสมอ ตลอดเวลา มีพฤติกรรมการ แสดงออกเป็น ครั้งคราว มีพฤติกรรม การแสดงออก น้อยครั้ง ไม่มีพฤติกรรม การแสดงออก เลย
  • 29.
    22 รำยกำรประเมิน ระดับพฤติกรรมกำรแสดงออก มำก (4) ปำนกลำง (3) น้อย (2) ไม่แสดงออก (1) 4. ควำมมีระเบียบรอบคอบเห็นคุณค่ำของควำมมีระเบียบ และรอบคอบ - นาวิธีหลายๆ วิธี มาตรวจสอบผลหรือวิธีการทดลอง - มีความละเอียดถี่ถ้วนในการทางาน - มีการวางแผนในการทางานและจัดระบบทางาน - ตรวจสอบความเรียบร้อยหรือคุณภาพของเครื่องมือก่อน ทาการทดลอง - ทางานได้อย่างมีระเบียบและเรียบร้อย มีพฤติกรรมการ แสดงออกอย่าง สม่าเสมอ ตลอดเวลา มีพฤติกรรมการ แสดงออกเป็น ครั้งคราว มีพฤติกรรม การแสดงออก น้อยครั้ง ไม่มีพฤติกรรม การแสดงออก เลย 5. ควำมซื่อสัตย์เสนอควำมจริงถึงแม้จะเป็นผลที่แตกต่ำง จำกผู้อื่น - เห็นคุณค่าของการเสนอข้อมูลตามความจริง - บันทึกข้อมูลตามความจริง และไม่ใช้ความคิดเห็นของ ตนเองไปเกี่ยวข้อง - ไม่แอบอ้างผลงานของผู้อื่นว่าเป็นของตนเอง มีพฤติกรรมการ แสดงออกอย่าง สม่าเสมอ ตลอดเวลา มีพฤติกรรมการ แสดงออกเป็น ครั้งคราว มีพฤติกรรม การแสดงออก น้อยครั้ง ไม่มีพฤติกรรม การแสดงออก เลย 6. ควำมใจกว้ำง ร่วมแสดงควำมคิดเห็นและรับฟังควำม คิดเห็นของผู้อื่น - รับฟังคาวิพากษ์วิจารณ์ ข้อโต้แย้ง หรือข้อคิดเห็นที่มี เหตุผลของผู้อื่น - ไม่ยึดมั่นในความคิดเห็นของตนเอง และยอมรับการ เปลี่ยนแปลง - รับฟังความคิดเห็นที่ตนเองยังไม่เข้าใจและพร้อมที่จะทา ความเข้าใจ -ยอมพิจารณาข้อมูลหรือความคิดที่ยังสรุปแน่นอนไม่ได้ และพร้อมที่จะหาข้อมูลเพิ่มเติม มีพฤติกรรมการ แสดงออกอย่าง สม่าเสมอ ตลอดเวลา มีพฤติกรรมการ แสดงออกเป็น ครั้งคราว มีพฤติกรรม การแสดงออก น้อยครั้ง ไม่มีพฤติกรรม การแสดงออก เลย เกณฑ์กำรประเมิน/ระดับคุณภำพ คะแนนรวม 20-24 หมายถึง มาก คะแนนรวม 15-19 หมายถึง ปานกลาง คะแนนรวม 10–14 หมายถึง น้อย คะแนนรวม 6 – 9 หมายถึง ไม่แสดงออก เกณฑ์กำรผ่ำน ตั้งแต่ 15 คะแนนขึ้นไป (ผ่ำนเกณฑ์ร้อยละ 60)
  • 30.
    23 แบบประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ 8 ประกำร กลุ่มสำระกำรเรียนรู้......................................................ภำคเรียนที่...........ปีกำรศึกษำ.............. ชื่อ-สกุลนักเรียน.....................................................................ชั้น..............................เลขที่……. คำชี้แจง:ให้ ผู้สอน สังเกตพฤติกรรมของนักเรียน แล้วขีด  ลงในช่องว่างที่ตรงกับระดับคะแนน คุณลักษณะ อันพึงประสงค์ รำยกำรประเมิน ระดับคะแนน 3 2 1 0 1. รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ 1.1 ยืนตรงเมื่อได้ยินเพลงชาติ ร้องเพลงชาติได้ และบอกความหมายของเพลง ชาติ 1.2 ปฏิบัติตนตามสิทธิและหน้าที่ของนักเรียน ให้ความร่วมมือ ร่วมใจ ในการ ทางานกับสมาชิกในห้องเรียน 1.3 เข้าร่วมกิจกรรมที่สร้างความสามัคคี ปรองดอง และเป็นประโยชน์ต่อ โรงเรียนและชุมชน 1.4 เข้าร่วมกิจกรรมทางศาสนาที่ตนนับถือ ปฏิบัติตนตามหลักของศาสนาและ เป็นตัวอย่างที่ดีของศาสนิกชน 1.5 เข้าร่วมกิจกรรมและมีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมที่เกี่ยวกับสถาบัน พระมหากษัตริย์ตามที่โรงเรียนและชุมชนจัดขึ้น ชื่นชมในพระราชกรณียกิจ พระปรีชาสามารถของพระมหากษัตริย์และพระราชวงศ์ 2. ซื่อสัตย์ สุจริต 2.1 ให้ข้อมูลที่ถูกต้อง และเป็นจริง 2.2 ปฏิบัติในสิ่งที่ถูกต้อง ละอาย และเกรงกลัวที่จะทาความผิด ทาตามสัญญา ที่ตนให้ไว้กับพ่อแม่หรือผู้ปกครอง และครู 2.3 ปฏิบัติตนต่อผู้อื่นด้วยความซื่อตรง และเป็นแบบอย่างที่ดีแก่เพื่อน ด้าน ความซื่อสัตย์ 3. มีวินัย รับผิดชอบ 3.1 ปฏิบัติตามข้อตกลง กฎเกณฑ์ ระเบียบ ข้อบังคับของครอบครัวและ โรงเรียน มีความตรงต่อเวลาในการปฏิบัติกิจกรรมต่าง ๆ ใน ชีวิตประจาวันมีความรับผิดชอบ
  • 31.
    24 คุณลักษณะ อันพึงประสงค์ รำยกำรประเมิน ระดับคะแนน 3 2 10 4. ใฝ่เรียนรู้ 4.1 ตั้งใจเรียน 4.2 เอาใจใส่ในการเรียน และมีความเพียรพยายามในการเรียน 4.3 เข้าร่วมกิจกรรมการเรียนรู้ต่าง ๆ 4.4 ศึกษาค้นคว้า หาความรู้จากหนังสือ เอกสาร สิ่งพิมพ์ สื่อเทคโนโลยีต่าง ๆ แหล่งการเรียนรู้ทั้งภายในและภายนอกโรงเรียน และเลือกใช้สื่อได้อย่าง เหมาะสม 4.5 บันทึกความรู้ วิเคราะห์ ตรวจสอบบางสิ่งที่เรียนรู้ สรุปเป็นองค์ความรู้ 4.6 แลกเปลี่ยนความรู้ ด้วยวิธีการต่าง ๆ และนาไปใช้ในชีวิตประจาวัน 5. อยู่อย่าง พอเพียง 5.1 ใช้ทรัพย์สินและสิ่งของของโรงเรียนอย่างประหยัด 5.2 ใช้อุปกรณ์การเรียนอย่างประหยัดและรู้คุณค่า 5.3 ใช้จ่ายอย่างประหยัดและมีการเก็บออมเงิน 6. มุ่งมั่นในการ ทางาน 6.1 มีความตั้งใจและพยายามในการทางานที่ได้รับมอบหมาย 6.2 มีความอดทนและไม่ท้อแท้ต่ออุปสรรคเพื่อให้งานสาเร็จ 7. รักความเป็น ไทย 7.1 มีจิตสานึกในการอนุรักษ์วัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทย 7.2 เห็นคุณค่าและปฏิบัติตนตามวัฒนธรรมไทย 8. มีจิตสาธารณะ 8.1 รู้จักช่วยพ่อแม่ ผู้ปกครอง และครูทางาน 8.2 อาสาทางาน ช่วยคิด ช่วยทา และแบ่งปันสิ่งของให้ผู้อื่น 8.3 รู้จักการดูแล รักษาทรัพย์สมบัติและสิ่งแวดล้อมของห้องเรียน โรงเรียน ชุมชน 8.4 เข้าร่วมกิจกรรมเพื่อสังคมและสาธารณประโยชน์ของโรงเรียน ลงชื่อ ผู้ประเมิน (..................................................) ............../.................../................ เกณฑ์กำรให้คะแนน พฤติกรรมที่ปฏิบัติชัดเจนและสม่าเสมอ ให้ 3 คะแนน พฤติกรรมที่ปฏิบัติชัดเจนและบ่อยครั้ง ให้ 2 คะแนน พฤติกรรมที่ปฏิบัติบางครั้ง ให้ 1 คะแนน ไม่เคยปฏิบัติพฤติกรรม ให้ 0 คะแนน
  • 32.
    25 สรุปผลกำรประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ 8 ประกำร วิชำวิทยำศำสตร์5 รหัสวิชำ ว33101 ชั้นมัธยมศึกษำปีที่ 6/..... ภำคเรียนที่ 1 ปีกำรศึกษำ 2559 เลขที่ รำยชื่อนักเรียน ผลกำรประเมิน ดีเยี่ยม (3) ดี (2) ผ่าน (1) มผ. (0) สรุปผลกำรประเมินรำยชั้นเรียน  ดีเยี่ยม คิดเป็นร้อยละ............  ดี คิดเป็นร้อยละ............  ผ่ำน คิดเป็นร้อยละ............  ไม่ผ่ำน คิดเป็นร้อยละ............ ลงชื่อ...................................................ผู้ประเมิน ลงชื่อ...................................................ผู้อนุมัติผล (นายพิพัฒน์พงษ์ สาจันทร์) (นายชาญชัย โรจนะ) ครูผู้สอน ผู้อานวยการโรงเรียนเทพลีลา
  • 33.
    26 กำรประเมินสมรรถนะสำคัญของผู้เรียน วิชำวิทยำศำสตร์ 5 (ว33101)กลุ่มสำระกำรเรียนรู้วิทยำศำสตร์ โรงเรียนเทพลีลำ สำนักงำนเขตพื้นที่กำรศึกษำมัธยมศึกษำ เขต 2 การประเมินสมรรถนะสาคัญของผู้เรียน กาหนดเป็นผ่านและไม่ผ่าน ในการผ่านกาหนดเกณฑ์ การตัดสินเป็นดีเยี่ยม ดี และผ่าน และความหมายของแต่ละระดับ ดังนี้ ดีเยี่ยม หมายถึง ผู้เรียนปฏิบัติตนตามสมรรถนะจนเป็นนิสัย และนาไปใช้ในชีวิตประจาวันเพื่อ ประโยชน์สุขของตนเองและสังคม โดยพิจารณาจากผลการประเมินระดับดีเยี่ยม จานวน 3-5 สมรรถนะ และ ไม่มีสมรรถนะใดได้ผลการประเมินต่ากว่าระดับดี ดี หมายถึง ผู้เรียนมีสมรรถนะในการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ เพื่อให้เป็นการยอมรับของสังคม โดยพิจารณาจาก 1) ได้ผลการประเมินระดับดีเยี่ยม จานวน 1-2 สมรรถนะ และไม่มีสมรรถนะใดได้ผลการประเมิน ต่ากว่าระดับดี หรือ 2) ได้ผลการประเมินระดับดีเยี่ยม จานวน 2 สมรรถนะ และ ไม่มีสมรรถนะใดได้ผลการประเมิน ต่ากว่าระดับผ่าน หรือ 3) ได้ผลการประเมินระดับดี จานวน 4-5 สมรรถนะ และไม่มีสมรรถนะใดได้ผลการประเมินต่า กว่าระดับผ่าน ผ่ำน หมายถึง ผู้เรียนรับรู้และปฏิบัติตามกฎเกณฑ์และเงื่อนไขที่สถานศึกษากาหนด โดยพิจารณาจาก 1) ได้ผลการประเมินระดับผ่าน จานวน 4-5 สมรรถนะ และไม่มีคุณลักษณะใดได้ผลการประเมินต่า กว่าระดับผ่าน หรือ 2) ได้ผลการประเมินระดับดี จานวน 2 สมรรถนะ และ ไม่มีสมรรถนะใดได้ผลการประเมินต่ากว่า ระดับผ่าน ไม่ผ่ำน หมายถึง ผู้เรียนรับรู้และปฏิบัติได้ไม่ครบตามกฎเกณฑ์และเงื่อนไขที่กาหนด โดยพิจารณา จากผลการประเมินระดับไม่ผ่าน ตั้งแต่ 1 สมรรถนะ เกณฑ์กำรให้คะแนนระดับคุณภำพ ดีเยี่ยม - พฤติกรรมที่ปฏิบัติชัดเจนและสม่าเสมอ ให้ 3 คะแนน ดี - พฤติกรรมที่ปฏิบัติชัดเจนและบ่อยครั้ง ให้ 2 คะแนน ผ่ำน - พฤติกรรมที่ปฏิบัติบางครั้ง ให้ 1 คะแนน ไม่ผ่ำน - ไม่เคยปฏิบัติพฤติกรรม ให้ 0 คะแนน เกณฑ์กำรสรุปผล ดีเยี่ยม 13-15 คะแนน ดี 9-12 คะแนน ผ่ำน 1-8 คะแนน ไม่ผ่ำน 0 คะแนน
  • 34.
    27 แบบประเมินสมรรถนะสำคัญของผู้เรียน กลุ่มสำระกำรเรียนรู้......................................................ภำคเรียนที่...........ปีกำรศึกษำ.............. ชื่อ-สกุลนักเรียน.....................................................................ชั้น..............................เลขที่……. คำชี้แจง: ให้ ผู้สอนสังเกตพฤติกรรมของนักเรียน แล้วขีด  ลงในช่องที่ตรงกับระดับคะแนน สมรรถนะด้ำน รำยกำรประเมิน ระดับคะแนน 3 2 1 0 1. ความ สามารถในการ สื่อสาร 1.1 มีความสามารถในการรับ – ส่งสาร 1.2 มีความสามารถในการถ่ายทอดความรู้ ความคิด ความเข้าใจ ของตนเอง โดยใช้ภาษาอย่างเหมาะสม 1.3 ใช้วิธีการสื่อสารที่เหมาะสม 1.4 วิเคราะห์แสดงความคิดเห็นอย่างมีเหตุผล 1.5 เขียนบันทึกเหตุการณ์ประจาวันแล้วเล่าให้เพื่อนฟังได้ สรุป 2. ความ สามารถในการ คิด 2.1 มีความสามารถในการคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ 2.2 มีทักษะในการคิดนอกกรอบอย่างสร้างสรรค์ 2.3 สามารถคิดอย่างมีวิจารณญาณ 2.4 มีความสามารถในการคิดอย่างมีระบบ 2.5 ตัดสินใจแก้ปัญหาเกี่ยวกับตนเองได้ สรุป 3. ความ สามารถในการ แก้ปัญหา 3.1 สามารถแก้ปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ ที่เผชิญได้ 3.2 ใช้เหตุผลในการแก้ปัญหา 3.3 เข้าใจความสัมพันธ์และการเปลี่ยนแปลงในสังคม 3.4 แสวงหาความรู้ ประยุกต์ความรู้มาใช้ในการป้องกันและ แก้ไขปัญหา 3.5 สามารถตัดสินใจได้เหมาะสมตามวัย สรุป
  • 35.
    28 สมรรถนะด้ำน รำยกำรประเมิน ระดับคะแนน 3 21 0 4. ความ สามารถในการ ใช้ทักษะชีวิต 4.1 เรียนรู้ด้วยตนเองได้เหมาะสมตามวัย 4.2 สามารถทางานกลุ่มร่วมกับผู้อื่นได้ 4.3 นาความรู้ที่ได้ไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจาวัน 4.4 จัดการปัญหาและความขัดแย้งได้เหมาะสม 4.5 หลีกเลี่ยงพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ที่ส่งผลกระทบต่อตนเอง สรุป 5. ความ สามารถในการ ใช้เทคโนโลยี 5.1 เลือกและใช้เทคโนโลยีได้เหมาะสมตามวัย 5.2 มีทักษะกระบวนการทางเทคโนโลยี 5.3 สามารถนาเทคโนโลยีไปใช้พัฒนาตนเอง 5.4 ใช้เทคโนโลยีในการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ 5.5 มีคุณธรรม จริยธรรมในการใช้เทคโนโลยี สรุป สรุปผลกำรประเมิน ลงชื่อ ผู้ประเมิน (นายพิพัฒน์พงษ์ สาจันทร์) ....../......../........ เกณฑ์กำรให้คะแนนระดับคุณภำพ ดีเยี่ยม - พฤติกรรมที่ปฏิบัติชัดเจนและสม่าเสมอ ให้ 3 คะแนน ดี - พฤติกรรมที่ปฏิบัติชัดเจนและบ่อยครั้ง ให้ 2 คะแนน ผ่ำน - พฤติกรรมที่ปฏิบัติบางครั้ง ให้ 1 คะแนน ไม่ผ่ำน - ไม่เคยปฏิบัติพฤติกรรม ให้ 0 คะแนน
  • 36.
    29 สรุปผลกำรประเมินสมรรถนะสำคัญของผู้เรียน วิชำวิทยำศำสตร์ 5 รหัสวิชำว33101 ชั้นมัธยมศึกษำปีที่ 6/..... ภำคเรียนที่ 1 ปีกำรศึกษำ 2559 เลขที่ รำยชื่อนักเรียน ผลกำรประเมิน ดีเยี่ยม (3) ดี (2) ผ่าน (1) มผ. (0) สรุปผลกำรประเมินรำยชั้นเรียน  ดีเยี่ยม คิดเป็นร้อยละ............  ดี คิดเป็นร้อยละ............  ผ่ำน คิดเป็นร้อยละ............  ไม่ผ่ำน คิดเป็นร้อยละ............ ลงชื่อ...................................................ผู้ประเมิน ลงชื่อ...................................................ผู้อนุมัติผล (นายพิพัฒน์พงษ์ สาจันทร์) (นายชาญชัย โรจนะ) ครูผู้สอน ผู้อานวยการโรงเรียนเทพลีลา
  • 37.
    30 ขั้นที่ 3 กำรจัดกิจกรรมกำรเรียนรู้หรือจัดประสบกำรณ์กำรเรียนรู้ 7.กำรจัดกิจกรรมกำรเรียนรู้ ก่อนที่จะเริ่มเรียนให้ตรวจสอบความพร้อมและความรู้พื้นฐานเดิมของนักเรียนก่อนที่จะเริ่มเรียน โดยให้ นักเรียนทาแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียน เรื่องคลื่นกลและเสียง ซึ่งเป็นข้อสอบแบบ เลือกตอบ 4 ตัวเลือก จานวน 40 ข้อ แล้วแจ้งจุดประสงค์การเรียนรู้ให้นักเรียนทราบ ก่อนการจัดกิจกรรมการ เรียนรู้ 1. ธรรมชำติของคลื่น (2 ชั่วโมง) นักเรียนทากิจกรรมต่อไปนี้ ศึกษาเอกสารความรู้เกี่ยวกับธรรมชาติของคลื่น สรุปความหมาย จากนั้นแบ่งกลุ่มและทากิจกรรมเรื่อง คลื่นที่เกิดจากการสั่นของสปริง นาเสนอผล และสรุปผลการทากิจกรรม เขียนผังมโนทัศน์ โดยครูประเมินตามสภาพจริงจากการสังเกตพฤติกรรมของนักเรียนขณะเข้าร่วมกิจกรรม กลุ่ม ใช้เกณฑ์การให้คะแนนแบบการประเมินตามสภาพจริง 2. ชนิดของคลื่น (2 ชั่วโมง) นักเรียนทากิจกรรมต่อไปนี้ ศึกษาเอกสารความรู้เกี่ยวกับชนิดของคลื่น สรุปความหมาย จากนั้น แบ่งกลุ่มสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับ ชนิดของคลื่น นาเสนอผล และสรุปผลการทากิจกรรม เขียนผังมโนทัศน์ โดยครู ประเมินตามสภาพจริงจากการสังเกตพฤติกรรมของนักเรียนขณะเข้าร่วมกิจกรรมกลุ่ม ใช้เกณฑ์การให้คะแนน แบบการประเมินตามสภาพจริง 3. สมบัติของคลื่น (8 ชั่วโมง) 3.1 กำรสะท้อน (2 ชั่วโมง) นักเรียนทากิจกรรมต่อไปนี้ ศึกษาเอกสารความรู้เกี่ยวกับการสะท้อน สรุปความหมาย จากนั้น แบ่งกลุ่มและทากิจกรรมเรื่องกฎการสะท้อน นาเสนอผล และสรุปผลการทากิจกรรม เขียนผังมโนทัศน์ จากนั้นครูประเมินตามสภาพจริงจากการสังเกตพฤติกรรมของนักเรียนขณะเข้าร่วมกิจกรรมกลุ่ม โดยใช้เกณฑ์ การให้คะแนนแบบการประเมินตามสภาพจริง 3.2 กำรหักเหของคลื่น (2 ชั่วโมง) นักเรียนทากิจกรรมต่อไปนี้ ศึกษาเอกสารความรู้เกี่ยวกับการหักเหของคลื่น สรุป ความหมาย จากนั้นแบ่งกลุ่มและทากิจกรรมเรื่องการหักเหของคลื่น นาเสนอผล และสรุปผลการทากิจกรรม เขียนผังมโนทัศน์ โดยครูประเมินตามสภาพจริงจากการสังเกตพฤติกรรมของนักเรียนขณะเข้าร่วมกิจกรรม กลุ่ม ใช้เกณฑ์การให้คะแนนแบบการประเมินตามสภาพจริง 3.3 กำรเลี้ยวเบนของคลื่น (2 ชั่วโมง) นักเรียนทากิจกรรมต่อไปนี้ ศึกษาเอกสารความรู้เกี่ยวกับการเลี้ยวเบนของคลื่น สรุป ความหมาย จากนั้นแบ่งกลุ่มและทากิจกรรมเรื่อง หลักของฮอยเกนส์ นาเสนอผล และสรุปผลการทากิจกรรม เขียนผังมโนทัศน์ โดยครูประเมินตามสภาพจริงจากการสังเกตพฤติกรรมของนักเรียนขณะเข้าร่วมกิจกรรม กลุ่ม ใช้เกณฑ์การให้คะแนนแบบการประเมินตามสภาพจริง
  • 38.
    31 3.4 กำรแทรกสอดของคลื่น(2 ชั่วโมง) นักเรียนทากิจกรรมต่อไปนี้ศึกษาเอกสารความรู้เกี่ยวกับการแทรกสอดของคลื่น สรุป ความหมาย จากนั้นแบ่งกลุ่มและทากิจกรรมเรื่องการรวมกันได้ของคลื่น นาเสนอผล และสรุปผลการทา กิจกรรม เขียนผังมโนทัศน์ โดยครูประเมินตามสภาพจริงจากการสังเกตพฤติกรรมของนักเรียนขณะเข้าร่วม กิจกรรมกลุ่ม ใช้เกณฑ์การให้คะแนนแบบการประเมินตามสภาพจริง 4. เสียงและกำรได้ยิน (8 ชั่วโมง) 4.1 กำรเกิดเสียง (2 ชั่วโมง) นักเรียนทากิจกรรมต่อไปนี้ แบ่งกลุ่มและทากิจกรรมเรื่องกาเนิดเสียง นาเสนอผลและ สรุปผลการทากิจกรรม จากนั้นศึกษาเกี่ยวกับการเกิดเสียงและปรากฏการณ์เสียงก้อง เขียนผังมโนทัศน์ โดย ครูประเมินตามสภาพจริงจากการสังเกตพฤติกรรมของนักเรียนขณะเข้าร่วมกิจกรรมกลุ่ม ใช้เกณฑ์การให้ คะแนนแบบการประเมินตามสภาพจริง 4.2 ธรรมชำติของเสียง (2 ชั่วโมง) นักเรียนทากิจกรรมต่อไปนี้ ศึกษาเอกสารความรู้เกี่ยวกับธรรมชาติของเสียงทั้งระดับเสียง และความดัง สรุปความหมาย เขียนผังมโนทัศน์ โดยครูประเมินตามสภาพจริงจากการสังเกตพฤติกรรมของ นักเรียนขณะเข้าร่วมกิจกรรมกลุ่มและจากการประเมินตนเองด้วยการเขียนบันทึกหลังการเรียน ใช้ เกณฑ์การให้คะแนนแบบการประเมินตามสภาพจริง 4.3 บีตส์ของเสียง (2 ชั่วโมง) นักเรียนทากิจกรรมต่อไปนี้ ศึกษาเอกสารความรู้เกี่ยวกับบีตส์ของเสียง สรุปความหมาย จากนั้นแบ่งกลุ่มและทากิจกรรมเรื่องบีตส์ของเสียง นาเสนอผล และสรุปผลการทากิจกรรม เขียนผังมโนทัศน์ โดยครูประเมินตามสภาพจริงจากการสังเกตพฤติกรรมของนักเรียนขณะเข้าร่วมกิจกรรมกลุ่มและจากการ ประเมินตนเองด้วยการเขียนบันทึกหลังการเรียน ใช้เกณฑ์การให้คะแนนแบบการประเมินตามสภาพ จริง 4.4 มลพิษทำงเสียง (2 ชั่วโมง) นักเรียนทากิจกรรมต่อไปนี้ แบ่งกลุ่มและทากิจกรรมสืบค้นข้อมูล จัดนิทรรศการเกี่ยวกับ มลพิษทางเสียงใกล้ตัวแล้วให้นักเรียนนาเสนอนิทรรศการ โดยครูประเมินตามสภาพจริงจากการสังเกต พฤติกรรมของนักเรียนขณะเข้าร่วมกิจกรรมกลุ่ม โดยใช้เกณฑ์การให้คะแนนแบบการประเมินตามสภาพจริง หลังเรียนครบ 20 ชั่วโมง ให้นักเรียนทาแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน เรื่องคลื่นกล และเสียง ซึ่งเป็นข้อสอบแบบเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จานวน 40 ข้อ
  • 39.
    32 8. สื่อ/แหล่งกำรเรียนรู้ 1. วัสดุอุปกรณ์ กิจกรรมที่1.1 คลื่นที่เกิดจากการสั่นของสปริง 1. ลวดสปริงขนาดใหญ่ (ชุดสาธิตคลื่น) 1 อัน 2. เชือกฟาง กิจกรรมที่ 1.2 การสะท้อนของคลื่น 1. ถาดคลื่นพร้อมอุปกรณ์ติดตั้ง 1 ชุด 2. ตัวสะท้อนหน้าตรง 1 ชิ้น 3. อุปกรณ์ทาคลื่นการสะท้อนของคลื่น 1 ชุด 4. หม้อแปลงโวลต์ต่าพร้อมสายไฟ 1 ชุด 5. กระดาษขาวรองใต้ถาด 1 แผ่น กิจกรรมที่ 1.3 การหักเหของคลื่น 1. ถาดคลื่นพร้อมอุปกรณ์ติดตั้ง 1 ชุด 2. แผ่นกระจกหนาขนาด 15 15 เซนติเมตร 1 แผ่น 3. อุปกรณ์ทาคลื่นหน้าตรง 1 ชุด 4. หม้อแปลงโวลต์ต่าพร้อมสายไฟ 1 ชุด 5. กระดาษขาวรองใต้ถาด กิจกรรมที่ 1.4 การเลี้ยวเบนของคลื่น 1. ถาดคลื่นพร้อมอุปกรณ์ติดตั้ง 1 ชุด 2. แท่งไม้หรือพลาสติก 2 อัน กิจกรรมที่ 1.5 การรวมกันได้ของคลื่น ลวดสปริงขนาดใหญ่ (ชุดสาธิตคลื่น) 1 ชุด กิจกรรมที่ 1.6 กาเนิดเสียง 1. แผ่นไม้สาหรับทดลองเรื่องเสียง 1 ชุด 2. ส้อมเสียง 1 อัน 3. จาน 1 ใบ 4. หลอดกาแฟ 1 หลอด 5. กรรไกรหรือคัดเตอร์ 1 เล่ม 6. แว่นขยาย 1 อัน กิจกรรมที่ 1.7 บีตส์ของเสียง 1. ส้อมเสียงพร้อมกล่องขยายเสียงที่มีความถี่เท่ากัน 2 ชุด 2. เทปใส 1 ม้วน 
  • 40.
    33 2. ใบงำน/แหล่งเรียนรู้ 1. ใบงานที่1 เรื่องคลื่นที่เกิดจากการสั่นของสปริง 2. ใบงานที่ 2 เรื่องการสะท้อนของคลื่น 3. ใบงานที่ 3 เรื่องการหักเหของคลื่น 4. ใบงานที่ 4 เรื่องการเลี้ยวเบนของคลื่น 5. ใบงานที่ 5 เรื่องการรวมกันได้ของคลื่น 6. ใบงานที่ 6 เรื่องกาเนิดเสียง 7. ใบงานที่ 7 เรื่องบีตส์ของเสียง 8. ใบงานที่ 8 เรื่องมลพิษทางเสียงใกล้ตัว 9. เอกสารประกอบสื่อสังคมออนไลน์เรื่องคลื่นกลและเสียง 10. แบบฝึกหัด เรื่อง คลื่นกล ชุดที่ 1 11. แบบฝึกหัด เรื่อง คลื่นกล ชุดที่ 2 12. แบบฝึกหัด เรื่อง เสียง ตอนที่ 1 13. แบบฝึกหัด เรื่อง เสียง ตอนที่ 2 14. สื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งเป็นสื่อวีดิทัศน์บน Youtube เรื่อง คลื่นกลและเสียง ประกอบด้วย 4 ตอน ได้แก่ 14.1 คลื่นกล ตอนที่ 1 (https://youtu.be/GEVXMtkItf8) 14.2 คลื่นกล ตอนที่ 2 (https://youtu.be/30ze8eYEx28) 14.3 เสียง ตอนที่ 1 (https://youtu.be/BRF5-n3eHuE) 14.4 เสียง ตอนที่ 2 (https://youtu.be/WdS8jtAPWhQ)
  • 41.
    34 แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทำงกำรเรียนก่อนเรียน เรื่อง คลื่นกลและเสียง รหัสวิชำว33101 วิชำวิทยำศำสตร์ 5 ชั้นมัธยมศึกษำปีที่ 6 คะแนน 40 คะแนน เวลำ 60 นำที แบบทดสอบนี้มีจำนวน 40 ข้อ คำสั่ง จงเลือกคาตอบที่ถูกต้องที่สุดเพียงคาตอบเดียวเท่านั้น แล้วทาเครื่องหมายกากบาท (X) ใน กระดาษคาตอบ 1. คลื่นในข้อใดต่อไปนี้ เป็นคลื่นกลที่ต้องอาศัยตัวกลางในการเคลื่อนที่ทั้งหมด 1. คลื่นเสียง คลื่นวิทยุ คลื่นไมโครเวฟ 2. คลื่นเสียง คลื่นผิวน้า คลื่นในเส้นเชือก 3. คลื่นในสปริง คลื่นผิวน้า คลื่นแสง 4. คลื่นผิวน้า คลื่นเสียง คลื่นแสง 2. สมบัติใดของคลื่นกลที่แตกต่างไปจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า 1. การสะท้อน 2. การแทรกสอด 3. การเลี้ยวเบน 4. การอาศัยตัวกลาง 3. ในขณะที่เกิดคลื่นตามขวาง อนุภาคของตัวกลางเคลื่อนที่อย่างไร 1. สั่นเป็นเส้นโค้งตามแนวคลื่น 2. สั่นเคลื่อนที่กลับไปกลับมาตามทิศการเคลื่อนที่ของคลื่น 3. สั่นเป็นเส้นตรงตามทิศการเคลื่อนที่ของคลื่น 4. สั่นตั้งฉากกับทิศการเคลื่อนที่ของคลื่น 4. ความยาวคลื่นจากถาดคลื่นมีค่า 4 เซนติเมตร ระยะจากแถบสว่างที่ 1 ถึงแถบสว่างที่ 5 ยาวกี่ เซนติเมตร 1. 8 cm 2. 12 cm 3. 16 cm 4. 20 cm 5. จากกราฟการกระจัดกับระยะทางของคลื่น ความยาวคลื่นมีค่าเท่าใด 1. 2 cm 2. 4 cm 3. 6 cm 4. 8 cm 6. จากข้อ 5 ถ้าคลื่นดังกล่าวมีความถี่ 10 เฮิรตซ์ จะมีอัตราเร็วของคลื่นเท่าใด 1. 20 cm/s 2. 40 cm/s 3. 60 cm/s 4. 80 cm/s
  • 42.
    35 7. จากการสังเกตแถบสว่างใต้ถาดคลื่นพบว่าแถบสว่างที่ 1กับแถบสว่างที่ 4 ห่างกัน 12 เซนติเมตร ดัง ภาพ ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับคลื่นดังกล่าว 12 cm 1. เกิดจากแหล่งกาเนิดที่เป็นจุด และมีความยาวคลื่น 3 cm 2. เกิดจากแหล่งกาเนิดที่เป็นจุด และมีความยาวคลื่น 4 cm 3. เกิดจากแหล่งกาเนิดที่เป็นเส้นตรง และมีความยาวคลื่น 3 cm 4. เกิดจากแหล่งกาเนิดที่เป็นเส้นตรง และมีความยาวคลื่น 4 cm 8. ข้อใดกล่าวถึงแถบมืดและแถบสว่างที่ปรากฏใต้ถาดคลื่นถูกต้องที่สุด 1. ทั้งแถบมืดและแถบสว่างคือบริเวณสันคลื่น 2. ทั้งแถบมืดและแถบสว่างคือบริเวณท้องคลื่น 3. แถบมืดคือบริเวณท้องคลื่น แถบสว่างคือบริเวณสันคลื่น 4. แถบมืดคือบริเวณสันคลื่น แถบสว่างคือบริเวณท้องคลื่น 9. คลื่นขบวนหนึ่งเคลื่อนที่ไปตามผิวน้าด้วยอัตราเร็ว 20 เซนติเมตร/วินาที เมื่อปรับให้มอเตอร์หมุนด้วย ความถี่ 5 รอบ/วินาที แถบสว่างที่อยู่ติดกันจะห่างกันเท่าใด 1. 1.0 cm 2. 2.0 cm 3. 4.0 cm 4. 5.0 cm 10.คลื่นผิวน้ามีความเร็ว 10 เซนติเมตรต่อวินาที ถ้าระยะห่างจากท้องคลื่นถึงท้องคลื่นติดกันเท่ากับ 5 เซนติเมตร ความถี่มีค่าเท่าใด 1. 0.5 Hz 2. 2.0 Hz 3. 10 Hz 4. 50 Hz 11.ลูกบอลลูกหนึ่งตกลงน้าและสั่นขึ้นลงหลายรอบทาให้เกิดคลื่นผิวน้าแผ่ออกไปเป็นรูปวงกลม เมื่อผ่าน ไป 5 วินาที คลื่นน้าแผ่ออกไปได้รัศมีสูงสุดประมาณ 15 เมตร มีระยะระหว่างสันคลื่นที่ติดกันเท่ากับ 1.5 เมตร ลูกบอลสั่นขึ้นลงด้วยความถี่ประมาณเท่าใด 1. 0.5 Hz 2. 1.0 Hz 3. 1.5 Hz 4. 2.0 Hz
  • 43.
    36 12.ข้อใดกล่าวได้ถูกต้องเกี่ยวกับคลื่นในภาพ C A B 1. มีคลื่นทั้งหมด 5ลูก 2. ระยะ C คือ ความยาวคลื่น 3. ช่วงเวลา C คือ คาบของคลื่น 4. ตาแหน่ง A และ B มีการกระจัดเป็นบวก 13.คลื่นนิ่งในเส้นเชือกที่เวลาต่าง ๆ 3 เวลา ดังภาพ จงหาความเร็วของคลื่นในเชือกนี้ 1. 15 m/s 2. 30 m/s 3. 60 m/s 4. 120 m/s 14.ถ้าผูกเชือกเป็นบ่วงคล้องกับเสาที่วางในแนวราบ จากนั้นสะบัดเชือกให้เกิดคลื่นเคลื่อนที่ไปตกกระทบ เสาดังภาพ ข้อใดกล่าวถึงคลื่นสะท้อนได้ถูกต้องหากการสะท้อนไม่มีการสูญเสียพลังงาน 1. มีแอมพลิจูดลดลง 2. ทิศการกระจัดตรงข้ามกับคลื่นตกกระทบ 3. ทิศการกระจัดเหมือนกับคลื่นตกกระทบ 4. อัตราเร็วของคลื่นสะท้อนจะมากกว่าคลื่นตกกระทบ
  • 44.
    37 15.คลื่นเคลื่อนที่ผ่านรอยต่อตัวกลางที่ไม่เหมือนกัน พบว่าสิ่งใดมีการเปลี่ยนแปลงเสมอ ก. ความยาวคลื่นข. อัตราเร็วของคลื่น ค. ทิศทางการเคลื่อนที่ของคลื่น ง. ความถี่คลื่น 1. ข้อ ก และ ข 2. ข้อ ก และ ค 3. ข้อ ข ค และ ง 4. ข้อ ก ข ค และ ง 16.น้าลึกคลื่นจะมี...........(ก)...............ส่วนน้าตื้นจะมี...............(ข).................... แต่ทั้งน้าลึกและน้าตื้นจะมี ...........(ค)................. ข้อความ (ก) (ข) และ (ค) ควรเป็นข้อใดจึงจะเหมาะสมที่สุด ตามลาดับ 1. ความเร็วคลื่นน้อย ความเร็วคลื่นมาก ความถี่เท่ากัน 2. ความยาวคลื่นมาก ความยาวคลื่นน้อย ความถี่เท่ากัน 3. ความยาวคลื่นมาก ความยาวคลื่นน้อย ความเร็วคลื่นเท่ากัน 4. ความเร็วคลื่นมาก ความเร็วคลื่นน้อย ความยาวคลื่นเท่ากัน 17.ข้อใดกล่าวถึงการแทรกสอดของคลื่นในภาพ (ก) และ ภาพ (ข) ได้ถูกต้อง (ก) (ข) 1. ภาพ (ก) และ (ข) เป็นการแทรกสอดเสริม 2. ภาพ (ก) และ (ข) เป็นการแทรกสอดหักล้าง 3. ภาพ (ก) เป็นการแทรกสอดหักล้าง ภาพ (ข) เป็นการแทรกสอดเสริม 4. ภาพ (ก) เป็นการแทรกสอดเสริม ภาพ (ข) เป็นการแทรกสอดหักล้าง 18.ข้อใดกล่าวถึงการแทรกสอดของคลื่นได้ถูกต้อง 1. ขณะเกิดการแทรกสอดเสริมจะทาให้ความถี่ของคลื่นเพิ่มขึ้น 2. ขณะเกิดการแทรกสอดหักล้างจะทาให้ความถี่ของคลื่นเพิ่มขึ้น 3. ขณะเกิดการแทรกสอดเสริมจะทาให้ขนาดการกระจัดของคลื่นเพิ่มขึ้น 4. ขณะเกิดการแทรกสอดหักล้างจะทาให้ขนาดการกระจัดของคลื่นเพิ่มขึ้น
  • 45.
    38 19.ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับการเลี้ยวเบนของคลื่น 1. คลื่นที่เลี้ยวเบนจะมีความถี่ลดลงเสมอ 2. คลื่นที่เลี้ยวเบนจะมีอัตราเร็วลดลงเสมอ 3.คลื่นที่เลี้ยวเบนจะมีความยาวลดลงเสมอ 4. คลื่นที่เลี้ยวเบนจะมีแอมพลิจูดลดลงเสมอ 20.ข้อใดเป็นสมบัติเฉพาะตัวของคลื่นเท่านั้น 1. การสะท้อน การหักเห 2. การหักเห การเลี้ยวเบน 3. การเลี้ยวเบน การแทรกสอด 4. การสะท้อน การแทรกสอด 21. เมื่อเคาะส้อมเสียง โมเลกุลของอากาศที่อยู่รอบ ๆ ส้อมเสียงจะมีการเคลื่อนที่อย่างไร 1. สั่นไปมาตามแนวระดับ 2. สั่นขึ้นและสั่นลงตามแนวดิ่ง 3. เคลื่อนที่ออกเป็นรูปคลื่น 4. เคลื่อนที่ออกจากส้อมเสียง 22. วางกระดิ่งไฟฟ้าที่ส่งเสียงดังตลอดเวลาและหลอดไฟฟ้าที่ให้แสงสว่างในครอบแก้ว ที่ภายในเป็น สุญญากาศ ข้อใดถูกต้องที่สุด 1. ไม่ได้ยินเสียงกระดิ่ง แต่เห็นแสงจากหลอดไฟ 2. ไม่ได้ยินเสียงกระดิ่ง และไม่เห็นแสงจากหลอดไฟ 3. ได้ยินเสียงกระดิ่ง และเห็นแสงจากหลอดไฟ 4. ได้ยินเสียงกระดิ่ง แต่ไม่เห็นแสงจากหลอดไฟ 23. ข้อใดกล่าวถูกต้องเมื่อให้เสียงเคลื่อนที่จากบริเวณอากาศร้อนไปสู่บริเวณอากาศเย็น 1. อัตราเร็วของเสียงลด 2. ความถี่ลดลง 3. ความถี่เพิ่ม 4. อัตราเร็วของเสียงเพิ่ม 24. นักสารวจต้องการทราบความลึกของทะเลโดยใช้เครื่องโซนาร์ เมื่อปล่อยสัญญาณออกจากเครื่องส่ง สามารถรับสัญญาณหลังจากส่งลงไปเป็นเวลา 0.6 วินาที ถ้าอัตราเร็วของเสียงในน้าเป็น 1,500 เมตร ต่อวินาที ทะเลมีความลึกเท่าใด 1. 150 m 2. 300 m 3. 450 m 4. 900 m
  • 46.
    39 25. ข้อใดกล่าวถึงความเข้มเสียงได้ถูกต้อง 1. แปรผกผันกับความถี่ของแหล่งกาเนิดเสียง 2.แปรผันตรงกับความถี่ของแหล่งกาเนิดเสียง 3. แปรผกผันกับระยะทางจากแหล่งกาเนิดเสียงยกกาลังสอง 4. แปรผันตรงกับระยะทางจากแหล่งกาเนิดเสียงยกกาลังสอง 26. ข้อใดเกี่ยวข้องกับการหักเหของคลื่นเสียง 1. ค้างคาวสามารถบินหลบสิ่งกีดขวางได้ในที่มืด 2. การไม่ได้ยินเสียงฟ้าร้อง แต่เห็นฟ้าแลบ 3. การบุผนังห้องประชุมด้วยวัสดุดูดซับเสียง 4. การได้ยินเสียงเพลงแม้หันลาโพงไปทางอื่น 27. เครื่องมือชนิดใดบ้างที่อาศัยสมบัติของเสียงมาใช้ ก. โซนาร์ ข. อัลตราซาวด์ ค. เรดาร์ ง. เลเซอร์ คาตอบที่ถูกที่สุดคือข้อใด 1. ก และ ข 2. ก และ ค 3. ข และ ค 4. ข และ ง 28. เสียงในข้อใดที่มนุษย์ปกติไม่ได้ยิน 1. เสียงที่ความเข้มเสียง 0.1 W/m2 และมีความถี่ 7 Hz 2. เสียงที่ความเข้มเสียง 10-10 W/m2 และมีความถี่ 100 Hz 3. เสียงที่ความเข้มเสียง 10 W/m2 และมีความถี่ 100 Hz 4. เสียงที่ความเข้มเสียง 10-10 W/m2 และมีความถี่ 15,000 Hz 29. เสียงที่มีระดับความเข้มเสียง 120 เดซิเบล จะมีความเข้มเสียงเท่าใด 1. 0.1 W/m2 2. 0.5 W/m2 3. 0.8 W/m2 4. 1.0 W/m2 30. เสียงที่มีความเข้ม 10-6 วัตต์ต่อตารางเมตร จะมีระดับความเข้มเสียงเท่าใด 1. 60 dB 2. 70 dB 3. 80 dB 4. 90 dB 31. ข้อใดต่อไปนี้เกี่ยวข้องกับการใช้คลื่นเสียงความถี่ต่า มากที่สุด 1. การหาอาหารของค้างคาว 2. การหาอาหารของโลมา 3. การสั่นในผลึกบางชนิด 4. การสื่อสารระยะไกลของช้าง
  • 47.
    40 32. ถ้าบ้านอยู่ใกล้ทางรถไฟ จะมีวิธีการอย่างไรจึงจะทาให้ได้ยินเสียงที่มีระดับความเข้มเสียงลดลง ก.สร้างรั้วให้ทึบ ข. ปลูกต้นไม้ให้หนาแน่น ค. ติดกระจกบริเวณหน้าต่างและประตู คาตอบที่ถูกต้องที่สุดคือข้อใด 1. ก และ ข 2. ข และ ค 3. ก และ ค 4. ก ข และ ค 33. เสียงในข้อใดมีความดังมากที่สุด 1. เสียงที่มีความถี่ 256 เฮิรตซ์ และมีความเข้มเสียง 0.1 วัตต์/ตารางเมตร 2. เสียงที่มีความถี่ 512 เฮิรตซ์ และมีระดับความเข้มเสียง 100 เดซิเบล 3. เสียงที่มีความถี่ 512 เฮิรตซ์ และมีระดับความเข้มเสียง 70 เดซิเบล 4. เสียงที่มีความถี่ 256 เฮิรตซ์ และมีความเข้มเสียง 1 วัตต์/ตารางเมตร 34. ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับการได้ยินเสียง 1. เสียงแหลมจะมีระดับเสียงต่ากว่าเสียงทุ้ม 2. เสียงแหลมจะมีระดับเสียงสูงกว่าเสียงทุ้ม 3. เสียงดังมากจะมีระดับเสียงต่ากว่าเสียงดังน้อย 4. เสียงดังมากจะมีระดับเสียงสูงกว่าเสียงดังน้อย 35. ขณะยืนอยู่ขอบสระว่ายน้าได้ยินเสียงที่มีความถี่ 256 เฮิรตซ์ เมื่อฟังเสียงดังกล่าวใต้ผิวน้าความถี่ของ เสียงที่ได้ยินจะเป็นอย่างไร 1. น้อยกว่า 256 เฮิรตซ์ 2. 256 เฮิรตซ์ เท่าเดิม 3. มากกว่า 256 เฮิรตซ์ 4. อาจมากกว่า หรือ น้อยกว่า 256 เฮิรตซ์ก็ได้ขึ้นอยู่กับอุณหภูมิของอากาศขณะนั้น 36. เมื่อไล่ระดับเสียงของเครื่องดนตรีจากระดับเสียงต่าไประดับเสียงสูง ข้อใดกล่าวได้ถูกต้องเกี่ยวกับโน้ต เสียงโด (C) กับโน้ตเสียงเร (D) 1. เสียงโด (C) มีความถี่มากกว่าโน้ตเสียงเร (D) 2. เสียงโด (C) มีความถี่น้อยกว่าโน้ตเสียงเร (D) 3. เสียงโด (C) มีความดังมากกว่าโน้ตเสียงเร (D) 4. เสียงโด (C) มีความดังน้อยกว่าโน้ตเสียงเร (D)
  • 48.
    41 37. จากสัญญาณเสียงในภาพ (ก)และ (ข) ซึ่งเป็นเสียงที่มีแอมพลิจูดเท่ากัน (ก) (ข) ข้อใดกล่าวถูกต้อง 1. สัญญาณเสียงในภาพ (ก) มีระดับเสียงต่ากว่าสัญญาณเสียงในภาพ (ข) 2. สัญญาณเสียงในภาพ (ก) มีระดับเสียงสูงกว่าสัญญาณเสียงในภาพ (ข) 3. สัญญาณเสียงในภาพ (ก) มีความดังน้อยกว่าสัญญาณเสียงในภาพ (ข) 4. สัญญาณเสียงในภาพ (ก) มีความดังมากกว่าสัญญาณเสียงในภาพ (ข) 38. การกระทาในข้อใดไม่สามารถป้องกันอันตรายจากมลพิษทางเสียงได้ 1. ใส่เครื่องป้องกันเสียง 2. เปิดวิทยุให้เสียงดังมากกว่า 3. หลีกเลี่ยงแหล่งกาเนิดเสียงดัง 4. ปลูกต้นไม้สูง ๆ เป็นแนวกั้นเสียง 39. เสียงบีตส์เกิดจากการผสมกันของคลื่นเสียง 2 ขบวนที่มีสมบัติใดต่างกันเล็กน้อย 1. ความถี่ 2. ความดัง 3. แอมพลิจูด 4. อัตราเร็ว 40. เปล่าขลุ่ย 2 เลาพร้อมกันที่ตัวโน้ตเดียวกันเป็นเวลา 10 วินาที แต่เนื่องจากความไม่สมบูรณ์ของขลุ่ย ทาให้เกิดเสียงบีตส์ นับเสียงดังได้ 20 ครั้ง ถ้าความถี่ของโน้ตจากขลุ่ยเลาหนึ่งคือ 350 Hz ความถี่ที่ เป็นไปได้ของตัวโน้ตจากขลุ่ยอีกเลาหนึ่งมีค่าเท่าใด 1. 346 Hz และ 348 Hz 2. 348 Hz และ 350 Hz 3. 348 Hz และ 352 Hz 4. 350 Hz และ 352 Hz --------------------------------------------------------------------------------------------------
  • 49.
    42 เฉลยแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทำงกำรเรียนก่อนเรียน 1. 2 2.4 3. 4 4. 3 5. 2 6. 2 7. 4 8. 3 9. 3 10. 2 11. 4 12. 2 13. 1 14. 3 15. 1 16. 2 17. 4 18. 3 19. 4 20. 3 21. 1 22. 1 23. 1 24. 3 25. 3 26. 2 27. 1 28. 1 29. 4 30. 1 31. 4 32. 4 33. 4 34. 2 35. 2 36. 2 37. 1 38. 2 39. 1 40. 3
  • 50.
    43 แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทำงกำรเรียนหลังเรียน เรื่อง คลื่นกลและเสียง รหัสวิชำว33101 วิชำวิทยำศำสตร์ 5 ชั้นมัธยมศึกษำปีที่ 6 คะแนน 40 คะแนน เวลำ 60 นำที แบบทดสอบนี้มีจำนวน 40 ข้อ คำสั่ง จงเลือกคาตอบที่ถูกต้องที่สุดเพียงคาตอบเดียวเท่านั้น แล้วทาเครื่องหมายกากบาท (X) ใน กระดาษคาตอบ 1. สมบัติใดของคลื่นกลที่แตกต่างไปจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า 1. การสะท้อน 2. การแทรกสอด 3. การเลี้ยวเบน 4. การอาศัยตัวกลาง 2. ในขณะที่เกิดคลื่นตามขวาง อนุภาคของตัวกลางเคลื่อนที่อย่างไร 1. สั่นเป็นเส้นโค้งตามแนวคลื่น 2. สั่นตั้งฉากกับทิศการเคลื่อนที่ของคลื่น 3. สั่นเป็นเส้นตรงตามทิศการเคลื่อนที่ของคลื่น 4. สั่นเคลื่อนที่กลับไปกลับมาตามทิศการเคลื่อนที่ของคลื่น 3. คลื่นในข้อใดต่อไปนี้ เป็นคลื่นกลที่ต้องอาศัยตัวกลางในการเคลื่อนที่ทั้งหมด 1. คลื่นเสียง คลื่นวิทยุ คลื่นไมโครเวฟ 2. คลื่นผิวน้า คลื่นเสียง คลื่นแสง 3. คลื่นในสปริง คลื่นผิวน้า คลื่นแสง 4. คลื่นเสียง คลื่นผิวน้า คลื่นในเส้นเชือก 4. จากกราฟการกระจัดกับระยะทางของคลื่น ความยาวคลื่นมีค่าเท่าใด 1. 2 cm 2. 4 cm 3. 6 cm 4. 8 cm 5. จากข้อ 4 ถ้าคลื่นดังกล่าวมีความถี่ 10 เฮิรตซ์ จะมีอัตราเร็วของคลื่นเท่าใด 1. 20 cm/s 2. 40 cm/s 3. 60 cm/s 4. 80 cm/s 6. ความยาวคลื่นจากถาดคลื่นมีค่า 4 เซนติเมตร ระยะจากแถบสว่างที่ 1 ถึงแถบสว่างที่ 5 ยาวกี่ เซนติเมตร 1. 8 cm 2. 12 cm 3. 16 cm 4. 20 cm
  • 51.
    44 7. ข้อใดกล่าวถึงแถบมืดและแถบสว่างที่ปรากฏใต้ถาดคลื่นถูกต้องที่สุด 1. ทั้งแถบมืดและแถบสว่างคือบริเวณสันคลื่น 2.ทั้งแถบมืดและแถบสว่างคือบริเวณท้องคลื่น 3. แถบมืดคือบริเวณสันคลื่น แถบสว่างคือบริเวณท้องคลื่น 4. แถบมืดคือบริเวณท้องคลื่น แถบสว่างคือบริเวณสันคลื่น 8. จากการสังเกตแถบสว่างใต้ถาดคลื่นพบว่าแถบสว่างที่ 1 กับแถบสว่างที่ 4 ห่างกัน 12 เซนติเมตร ดัง ภาพ ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับคลื่นดังกล่าว 12 cm 1. เกิดจากแหล่งกาเนิดที่เป็นจุด และมีความยาวคลื่น 3 cm 2. เกิดจากแหล่งกาเนิดที่เป็นจุด และมีความยาวคลื่น 4 cm 3. เกิดจากแหล่งกาเนิดที่เป็นเส้นตรง และมีความยาวคลื่น 3 cm 4. เกิดจากแหล่งกาเนิดที่เป็นเส้นตรง และมีความยาวคลื่น 4 cm 9. คลื่นผิวน้ามีความเร็ว 10 เซนติเมตรต่อวินาที ถ้าระยะห่างจากท้องคลื่นถึงท้องคลื่นติดกันเท่ากับ 5 เซนติเมตร ความถี่มีค่าเท่าใด 1. 0.5 Hz 2. 2.0 Hz 3. 10 Hz 4. 50 Hz 10. คลื่นขบวนหนึ่งเคลื่อนที่ไปตามผิวน้าด้วยอัตราเร็ว 20 เซนติเมตร/วินาที เมื่อปรับให้มอเตอร์หมุนด้วย ความถี่ 5 รอบ/วินาที แถบสว่างที่อยู่ติดกันจะห่างกันเท่าใด 1. 1.0 cm 2. 2.0 cm 3. 4.0 cm 4. 5.0 cm 11. ลูกบอลลูกหนึ่งตกลงน้าและสั่นขึ้นลงหลายรอบทาให้เกิดคลื่นผิวน้าแผ่ออกไปเป็นรูปวงกลม เมื่อผ่าน ไป 5 วินาที คลื่นน้าแผ่ออกไปได้รัศมีสูงสุดประมาณ 15 เมตร มีระยะระหว่างสันคลื่นที่ติดกันเท่ากับ 1.5 เมตร ลูกบอลสั่นขึ้นลงด้วยความถี่ประมาณเท่าใด 1. 0.5 Hz 2. 1.0 Hz 3. 1.5 Hz 4. 2.0 Hz
  • 52.
    45 12. คลื่นนิ่งในเส้นเชือกที่เวลาต่าง ๆ3 เวลา ดังภาพ จงหาความเร็วของคลื่นในเชือกนี้ 1. 15 m/s 2. 30 m/s 3. 60 m/s 4. 120 m/s 13. ข้อใดกล่าวได้ถูกต้องเกี่ยวกับคลื่นในภาพ C A B 1. มีคลื่นทั้งหมด 5 ลูก 2. ระยะ C คือ ความยาวคลื่น 3. ช่วงเวลา C คือ คาบของคลื่น 4. ตาแหน่ง A และ B มีการกระจัดเป็นบวก 14. ถ้าผูกเชือกเป็นบ่วงคล้องกับเสาที่วางในแนวราบ จากนั้นสะบัดเชือกให้เกิดคลื่นเคลื่อนที่ไปตกกระทบ เสาดังภาพ ข้อใดกล่าวถึงคลื่นสะท้อนได้ถูกต้องหากการสะท้อนไม่มีการสูญเสียพลังงาน 1. มีแอมพลิจูดลดลง 2. ทิศการกระจัดตรงข้ามกับคลื่นตกกระทบ 3. ทิศการกระจัดเหมือนกับคลื่นตกกระทบ 4. อัตราเร็วของคลื่นสะท้อนจะมากกว่าคลื่นตกกระทบ
  • 53.
    46 15. น้าลึกคลื่นจะมี...........(ก)...............ส่วนน้าตื้นจะมี...............(ข).................... แต่ทั้งน้าลึกและน้าตื้นจะ มี...........(ค)................. ข้อความ(ก) (ข) และ (ค) ควรเป็นข้อใดจึงจะเหมาะสมที่สุด ตามลาดับ 1. ความยาวคลื่นมาก ความยาวคลื่นน้อย ความถี่เท่ากัน 2. ความเร็วคลื่นน้อย ความเร็วคลื่นมาก ความถี่เท่ากัน 3. ความยาวคลื่นมาก ความยาวคลื่นน้อย ความเร็วคลื่นเท่ากัน 4. ความเร็วคลื่นมาก ความเร็วคลื่นน้อย ความยาวคลื่นเท่ากัน 16. คลื่นเคลื่อนที่ผ่านรอยต่อตัวกลางที่ไม่เหมือนกัน พบว่าสิ่งใดมีการเปลี่ยนแปลงเสมอ ก. ความยาวคลื่น ข. อัตราเร็วของคลื่น ค. ทิศทางการเคลื่อนที่ของคลื่น ง. ความถี่คลื่น 1. ข้อ ก และ ข 2. ข้อ ก และ ค 3. ข้อ ข ค และ ง 4. ข้อ ก ข ค และ ง 17. ข้อใดกล่าวถึงการแทรกสอดของคลื่นได้ถูกต้อง 1. ขณะเกิดการแทรกสอดเสริมจะทาให้ความถี่ของคลื่นเพิ่มขึ้น 2. ขณะเกิดการแทรกสอดหักล้างจะทาให้ความถี่ของคลื่นเพิ่มขึ้น 3. ขณะเกิดการแทรกสอดเสริมจะทาให้ขนาดการกระจัดของคลื่นเพิ่มขึ้น 4. ขณะเกิดการแทรกสอดหักล้างจะทาให้ขนาดการกระจัดของคลื่นเพิ่มขึ้น 18. ข้อใดกล่าวถึงการแทรกสอดของคลื่นในภาพ (ก) และ ภาพ (ข) ได้ถูกต้อง (ก) (ข) 1. ภาพ (ก) และ (ข) เป็นการแทรกสอดเสริม 2. ภาพ (ก) และ (ข) เป็นการแทรกสอดหักล้าง 3. ภาพ (ก) เป็นการแทรกสอดเสริม ภาพ (ข) เป็นการแทรกสอดหักล้าง 4. ภาพ (ก) เป็นการแทรกสอดหักล้าง ภาพ (ข) เป็นการแทรกสอดเสริม
  • 54.
    47 19. ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับการเลี้ยวเบนของคลื่น 1. คลื่นที่เลี้ยวเบนจะมีความถี่ลดลงเสมอ 2.คลื่นที่เลี้ยวเบนจะมีอัตราเร็วลดลงเสมอ 3. คลื่นที่เลี้ยวเบนจะมีความยาวลดลงเสมอ 4. คลื่นที่เลี้ยวเบนจะมีแอมพลิจูดลดลงเสมอ 20. ข้อใดเป็นสมบัติเฉพาะตัวของคลื่นเท่านั้น 1. การสะท้อน การหักเห 2. การหักเห การเลี้ยวเบน 3. การเลี้ยวเบน การแทรกสอด 4. การสะท้อน การแทรกสอด 21. วางกระดิ่งไฟฟ้าที่ส่งเสียงดังตลอดเวลาและหลอดไฟฟ้าที่ให้แสงสว่างในครอบแก้ว ที่ภายในเป็น สุญญากาศ ข้อใดถูกต้องที่สุด 1. ไม่ได้ยินเสียงกระดิ่ง แต่เห็นแสงจากหลอดไฟ 2. ไม่ได้ยินเสียงกระดิ่ง และไม่เห็นแสงจากหลอดไฟ 3. ได้ยินเสียงกระดิ่ง และเห็นแสงจากหลอดไฟ 4. ได้ยินเสียงกระดิ่ง แต่ไม่เห็นแสงจากหลอดไฟ 22. เมื่อเคาะส้อมเสียง โมเลกุลของอากาศที่อยู่รอบ ๆ ส้อมเสียงจะมีการเคลื่อนที่อย่างไร 1. สั่นไปมาตามแนวระดับ 2. สั่นขึ้นและสั่นลงตามแนวดิ่ง 3. เคลื่อนที่ออกเป็นรูปคลื่น 4. เคลื่อนที่ออกจากส้อมเสียง 23. ข้อใดกล่าวถูกต้องเมื่อให้เสียงเคลื่อนที่จากบริเวณอากาศร้อนไปสู่บริเวณอากาศเย็น 1. ความถี่เพิ่ม 2. ความถี่ลดลง 3. อัตราเร็วของเสียงลด 4. อัตราเร็วของเสียงเพิ่ม 24. นักสารวจต้องการทราบความลึกของทะเลโดยใช้เครื่องโซนาร์ เมื่อปล่อยสัญญาณออกจากเครื่องส่ง สามารถรับสัญญาณหลังจากส่งลงไปเป็นเวลา 0.6 วินาที ถ้าอัตราเร็วของเสียงในน้าเป็น 1,500 เมตร ต่อวินาที ทะเลมีความลึกเท่าใด 1. 150 m 2. 300 m 3. 450 m 4. 900 m
  • 55.
    48 25. ข้อใดเกี่ยวข้องกับการหักเหของคลื่นเสียง 1. ค้างคาวสามารถบินหลบสิ่งกีดขวางได้ในที่มืด 2.การไม่ได้ยินเสียงฟ้าร้อง แต่เห็นฟ้าแลบ 3. การบุผนังห้องประชุมด้วยวัสดุดูดซับเสียง 4. การได้ยินเสียงเพลงแม้หันลาโพงไปทางอื่น 26. เครื่องมือชนิดใดบ้างที่อาศัยสมบัติของเสียงมาใช้ ก. โซนาร์ ข. อัลตราซาวด์ ค. เรดาร์ ง. เลเซอร์ คาตอบที่ถูกที่สุดคือข้อใด 1. ก และ ข 2. ก และ ค 3. ข และ ค 4. ข และ ง 27. ข้อใดกล่าวถึงความเข้มเสียงได้ถูกต้อง 1. แปรผกผันกับความถี่ของแหล่งกาเนิดเสียง 2. แปรผันตรงกับความถี่ของแหล่งกาเนิดเสียง 3. แปรผกผันกับระยะทางจากแหล่งกาเนิดเสียงยกกาลังสอง 4. แปรผันตรงกับระยะทางจากแหล่งกาเนิดเสียงยกกาลังสอง 28. เสียงที่มีระดับความเข้มเสียง 120 เดซิเบล จะมีความเข้มเสียงเท่าใด 1. 0.1 W/m2 2. 0.5 W/m2 3. 0.8 W/m2 4. 1.0 W/m2 29. เสียงที่มีความเข้ม 10-6 วัตต์ต่อตารางเมตร จะมีระดับความเข้มเสียงเท่าใด 1. 60 dB 2. 70 dB 3. 80 dB 4. 90 dB 30. เสียงในข้อใดที่มนุษย์ปกติไม่ได้ยิน 1. เสียงที่ความเข้มเสียง 0.1 W/m2 และมีความถี่ 7 Hz 2. เสียงที่ความเข้มเสียง 10-10 W/m2 และมีความถี่ 100 Hz 3. เสียงที่ความเข้มเสียง 10 W/m2 และมีความถี่ 100 Hz 4. เสียงที่ความเข้มเสียง 10-10 W/m2 และมีความถี่ 15,000 Hz 31. ข้อใดต่อไปนี้เกี่ยวข้องกับการใช้คลื่นเสียงความถี่ต่า มากที่สุด 1. การหาอาหารของค้างคาว 2. การหาอาหารของโลมา 3. การสั่นในผลึกบางชนิด 4. การสื่อสารระยะไกลของช้าง
  • 56.
    49 32. ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับการได้ยินเสียง 1. เสียงแหลมจะมีระดับเสียงต่ากว่าเสียงทุ้ม 2.เสียงแหลมจะมีระดับเสียงสูงกว่าเสียงทุ้ม 3. เสียงดังมากจะมีระดับเสียงต่ากว่าเสียงดังน้อย 4. เสียงดังมากจะมีระดับเสียงสูงกว่าเสียงดังน้อย 33. เสียงในข้อใดมีความดังมากที่สุด 1. เสียงที่มีความถี่ 256 เฮิรตซ์ และมีความเข้มเสียง 0.1 วัตต์/ตารางเมตร 2. เสียงที่มีความถี่ 512 เฮิรตซ์ และมีระดับความเข้มเสียง 100 เดซิเบล 3. เสียงที่มีความถี่ 512 เฮิรตซ์ และมีระดับความเข้มเสียง 70 เดซิเบล 4. เสียงที่มีความถี่ 256 เฮิรตซ์ และมีความเข้มเสียง 1 วัตต์/ตารางเมตร 34. เมื่อไล่ระดับเสียงของเครื่องดนตรีจากระดับเสียงต่าไประดับเสียงสูง ข้อใดกล่าวได้ถูกต้องเกี่ยวกับโน้ต เสียงโด (C) กับโน้ตเสียงเร (D) 1. เสียงโด (C) มีความถี่มากกว่าโน้ตเสียงเร (D) 2. เสียงโด (C) มีความถี่น้อยกว่าโน้ตเสียงเร (D) 3. เสียงโด (C) มีความดังมากกว่าโน้ตเสียงเร (D) 4. เสียงโด (C) มีความดังน้อยกว่าโน้ตเสียงเร (D) 35. ขณะยืนอยู่ขอบสระว่ายน้าได้ยินเสียงที่มีความถี่ 256 เฮิรตซ์ เมื่อฟังเสียงดังกล่าวใต้ผิวน้าความถี่ของ เสียงที่ได้ยินจะเป็นอย่างไร 1. น้อยกว่า 256 เฮิรตซ์ 2. 256 เฮิรตซ์ เท่าเดิม 3. มากกว่า 256 เฮิรตซ์ 4. อาจมากกว่า หรือ น้อยกว่า 256 เฮิรตซ์ก็ได้ขึ้นอยู่กับอุณหภูมิของอากาศขณะนั้น 36. จากสัญญาณเสียงในภาพ (ก) และ (ข) ซึ่งเป็นเสียงที่มีแอมพลิจูดเท่ากัน (ก) (ข) ข้อใดกล่าวถูกต้อง 1. สัญญาณเสียงในภาพ (ก) มีระดับเสียงต่ากว่าสัญญาณเสียงในภาพ (ข) 2. สัญญาณเสียงในภาพ (ก) มีระดับเสียงสูงกว่าสัญญาณเสียงในภาพ (ข) 3. สัญญาณเสียงในภาพ (ก) มีความดังน้อยกว่าสัญญาณเสียงในภาพ (ข) 4. สัญญาณเสียงในภาพ (ก) มีความดังมากกว่าสัญญาณเสียงในภาพ (ข)
  • 57.
    50 37. เสียงบีตส์เกิดจากการผสมกันของคลื่นเสียง 2ขบวนที่มีสมบัติใดต่างกันเล็กน้อย 1. ความถี่ 2. ความดัง 3. แอมพลิจูด 4. อัตราเร็ว 38. เปล่าขลุ่ย 2 เลาพร้อมกันที่ตัวโน้ตเดียวกันเป็นเวลา 10 วินาที แต่เนื่องจากความไม่สมบูรณ์ของขลุ่ย ทาให้เกิดเสียงบีตส์ นับเสียงดังได้ 20 ครั้ง ถ้าความถี่ของโน้ตจากขลุ่ยเลาหนึ่งคือ 350 Hz ความถี่ที่ เป็นไปได้ของตัวโน้ตจากขลุ่ยอีกเลาหนึ่งมีค่าเท่าใด 1. 346 Hz และ 348 Hz 2. 348 Hz และ 350 Hz 3. 348 Hz และ 352 Hz 4. 350 Hz และ 352 Hz 39. การกระทาในข้อใดไม่สามารถป้องกันอันตรายจากมลพิษทางเสียงได้ 1. ใส่เครื่องป้องกันเสียง 2. เปิดวิทยุให้เสียงดังมากกว่า 3. หลีกเลี่ยงแหล่งกาเนิดเสียงดัง 4. ปลูกต้นไม้สูง ๆ เป็นแนวกั้นเสียง 40. ถ้าบ้านอยู่ใกล้ทางรถไฟ จะมีวิธีการอย่างไรจึงจะทาให้ได้ยินเสียงที่มีระดับความเข้มเสียงลดลง ก. สร้างรั้วให้ทึบ ข. ปลูกต้นไม้ให้หนาแน่น ค. ติดกระจกบริเวณหน้าต่างและประตู คาตอบที่ถูกต้องที่สุดคือข้อใด 1. ก และ ข 2. ข และ ค 3. ก และ ค 4. ก ข และ ค --------------------------------------------------------------------------------------------------
  • 58.
    51 เฉลยแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทำงกำรเรียนหลังเรียน 1. 4 2.2 3. 4 4. 2 5. 2 6. 3 7. 4 8. 4 9. 2 10. 3 11. 4 12. 1 13. 2 14. 3 15. 1 16. 1 17. 3 18. 3 19. 4 20. 3 21. 1 22. 1 23. 3 24. 3 25. 2 26. 1 27. 3 28. 4 29. 1 30. 1 31. 4 32. 2 33. 4 34. 2 35. 2 36. 1 37. 1 38. 3 39. 2 40. 4
  • 59.
    52 แบบบันทึกสรุปผลกำรเรียนรู้สำหรับผู้เรียน หน่วยกำรเรียนรู้ที่ 1 ชื่อ-นามสกุล.................................................................เลขที่.............ชั้น............. กลุ่มที่ ......... คำชี้แจง ให้นักเรียนบันทึกสรุปผลการเรียนรู้จากหน่วยการเรียนรู้นี้ นักเรียนมีความรู้สึกอย่างไร หลังจากที่เรียนหน่วยการเรียนรู้นี้ แล้ว ..................................................... ..................................................... ............ นักเรียนยังไม่เข้าใจเรื่องใดอีกบ้างที่ เกี่ยวกับหน่วยการเรียนรู้นี้ซึ่ง ต้องการให้ครูอธิบายเพิ่มเติม ........................................................ ........................................................ ..................................................... นักเรียนได้รับความรู้เรื่องใดบ้าง จากหน่วยการเรียนรู้นี้ ..................................................... ..................................................... .................................................. .................................................... นักเรียนจะสามารถนาความรู้ ความ เข้าใจจากหน่วยการเรียนรู้นี้ไปใช้ ประโยชน์ในชีวิตประจาวันได้ อย่างไรบ้าง ........................................................ ........................................................ ........................................................ .................................................... นักเรียนได้ทากิจกรรมอะไรบ้าง ในหน่วยการเรียนรู้นี้ ..................................................... ..................................................... ..................................................... ................................................. .................................................... ผลงานที่นักเรียนชอบและต้องการ คัดเลือกเป็นผลงานดีเด่นจากหน่วย การเรียนรู้นี้คือผลงานใดบ้างเพราะ อะไร ........................................................ ........................................................ ..................................................... หน่วยกำรเรียนรู้ที่ 1 คลื่น
  • 60.
    53 ตัวชี้วัด 1. ว 5.1ม.4-6/1 ทดลองและอธิบายสมบัติของคลื่นกล และอธิบายความสัมพันธ์ระหว่าง อัตราเร็ว ความถี่ และความยาวคลื่น 2. ว 5.1 ม.4-6/2 อธิบายการเกิดคลื่นเสียง บีตส์ของเสียง ความเข้มเสียง ระดับความเข้มเสียง การได้ยินเสียง คุณภาพเสียง และนาความรู้ไปใช้ประโยชน์ 3. ว 5.1 ม.4-6/3 อภิปรายผลการสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับมลพิษทางเสียงที่มีต่อสุขภาพของมนุษย์ และการเสนอวิธีป้องกัน 4. ว 8.1 ม.4-6/1 ตั้งคาถามที่อยู่บนพื้นฐานของความรู้และความเข้าใจทางวิทยาศาสตร์ หรือ ความสนใจ หรือจากประเด็นที่เกิดขึ้นในขณะนั้น ที่สามารถทาการสารวจตรวจสอบหรือศึกษาค้นคว้าได้อย่าง ครอบคลุมและเชื่อถือได้ 5. ว 8.1 ม.4-6/2 สร้างสมมติฐานที่มีทฤษฎีรองรับ หรือคาดการณ์สิ่งที่จะพบ หรือสร้าง แบบจาลอง หรือสร้างรูปแบบ เพื่อนาไปสู่การสารวจตรวจสอบ 6. ว 8.1 ม.4-6/3 ค้นคว้ารวบรวมข้อมูลที่ต้องพิจารณาปัจจัยหรือตัวแปรสาคัญ ปัจจัยที่มีผลต่อ ปัจจัยอื่น ปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ และจานวนครั้งของการสารวจตรวจสอบ เพื่อให้ได้ผลที่มีความเชื่อมั่นอย่าง เพียงพอ 7. ว 8.1 ม.4-6/4 เลือกวัสดุ เทคนิควิธี อุปกรณ์ที่ใช้ในการสังเกต การวัด การสารวจตรวจสอบ อย่างถูกต้องทั้งทางกว้างและลึกในเชิงปริมาณและคุณภาพ 8. ว 8.1 ม.4-6/5 รวบรวมข้อมูลและบันทึกผลการสารวจตรวจสอบอย่างเป็นระบบ ถูกต้อง ครอบคลุมทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ โดยตรวจสอบความเป็นไปได้ ความเหมาะสมหรือความผิดพลาดของ ข้อมูล 9. ว 8.1 ม.4-6/6 จัดกระทาข้อมูล โดยคานึงถึงการรายงานผลเชิงตัวเลขที่มีระดับความถูกต้อง และนาเสนอข้อมูลด้วยเทคนิควิธีที่เหมาะสม 10. ว 8.1 ม.4-6/7 วิเคราะห์ข้อมูล แปลความหมายข้อมูล และประเมินความสอดคล้องของ ข้อสรุป หรือสาระสาคัญ เพื่อตรวจสอบกับสมมติฐานที่ตั้งไว้ 11. ว 8.1 ม.4-6/8 พิจารณาความน่าเชื่อถือของวิธีการและผลการสารวจตรวจสอบ โดยใช้หลัก ความคลาดเคลื่อนของการวัดและการสังเกต เสนอแนะการปรับปรุงวิธีการสารวจตรวจสอบ 12. ว 8.1 ม.4-6/9 นาผลของการสารวจตรวจสอบที่ได้ทั้งวิธีการและองค์ความรู้ที่ได้ไปสร้าง คาถามใหม่ นาไปใช้แก้ปัญหาในสถานการณ์ใหม่และในชีวิตจริง 12. ว 8.1 ม.4-6/10 ตระหนักถึงความสาคัญในการที่จะต้องมีส่วนร่วมรับผิดชอบการอธิบายการ ลงความเห็น และการสรุปผลการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ที่นาเสนอต่อสาธารณชนด้วยความถูกต้อง 14. ว 8.1 ม.4-6/11 บันทึกและอธิบายผลการสารวจตรวจสอบอย่างมีเหตุผล ใช้พยานหลักฐาน อ้างอิงหรือค้นคว้าเพิ่มเติมเพื่อหาหลักฐานอ้างอิงที่เชื่อถือได้ และยอมรับว่าความรู้เดิมอาจมีการเปลี่ยนแปลง
  • 61.
    54 ได้ เมื่อมีข้อมูลและประจักษ์พยานใหม่เพิ่มเติมหรือโต้แย้งจากเดิม ซึ่งท้าทายให้มีการตรวจสอบอย่าง ระมัดระวังอันจะนามาสู่การยอมรับเป็นความรู้ใหม่ 15.ว 8.1 ม.4-6/12 จัดแสดงผลงาน เขียนรายงาน และ/หรืออธิบายเกี่ยวกับแนวคิด กระบวนการ และผลของโครงงานหรือชิ้นงานให้ผู้อื่นเข้าใจ
  • 62.
    55 แผนกำรจัดกำรเรียนรู้ระยะยำวหน่วยกำรเรียนรู้ที่ 1 คลื่น(คลื่นกลและเสียง) เวลำ (ชั่วโมง) หัวข้อเรื่อง กิจกรรม ชิ้นงำน/ภำระงำน กำรประเมินกำรเรียนรู้ 2 ธรรมชาติของ คลื่น - การสังเกต - การอภิปราย - การทากิจกรรม การทดลองเรื่อง คลื่นที่เกิดจากการสั่นของสปริง - การเขียนผังมโนทัศน์ - ใบงานที่ 1 เรื่อง คลื่นที่เกิด จากการสั่นของสปริง - ผังมโนทัศน์เรื่ององค์ประกอบ ของคลื่น - การประเมินการทดลอง - การประเมินใบงาน - การประเมินผังมโนทัศน์ 2 ชนิดของคลื่น - การสังเกต - การสืบค้น - การอภิปราย - การสรุปผล - การเขียนผังมโนทัศน์ - รายงานการสืบค้นเรื่อง ชนิด ของคลื่น - ผังมโนทัศน์ ชนิดของคลื่น - การประเมินการสืบค้น - การประเมินผังมโนทัศน์ 2 การสะท้อน ของคลื่น - การสังเกต - การอภิปราย - การคิดวิเคราะห์ - การสรุปผล - การทากิจกรรมการทดลองเรื่อง การสะท้อนของคลื่น - การเขียนผังมโนทัศน์ - ใบงานที่ 2 เรื่อง การสะท้อน ของคลื่น - ผังมโนทัศน์เรื่อง การสะท้อน ของคลื่น - การประเมินการทดลอง - การประเมินใบงาน - การประเมินผังมโนทัศน์ 2 การหักเหของ คลื่น - การสังเกต - การอภิปราย - การคิดวิเคราะห์ - การสรุปผล - การทากิจกรรม การทดลองเรื่อง การหักเหของคลื่น - การเขียนผังมโนทัศน์ - ใบงานที่ 3 เรื่องการหักเหของ คลื่น - ผังมโนทัศน์ เรื่องการหักเห ของคลื่น - การประเมินการทดลอง - การประเมินใบงาน - การประเมินผังมโนทัศน์ 2 การเลี้ยวเบน ของคลื่น - การสังเกต - การอภิปราย - การคิดวิเคราะห์ - การสรุปผล - การทากิจกรรมการทดลองเรื่อง การเลี้ยวเบนของคลื่น - การเขียนผังมโนทัศน์ - ใบงานที่ 4 เรื่องการเลี้ยวเบน ของคลื่น - ผังมโนทัศน์ เรื่องการเลี้ยวเบน ของคลื่น - การประเมินการทดลอง - การประเมินใบงาน - การประเมินผังมโนทัศน์
  • 63.
    56 เวลำ (ชั่วโมง) หัวข้อเรื่อง กิจกรรม ชิ้นงำน/ภำระงำนกำรประเมินกำรเรียนรู้ 2 การแทรกสอด ของคลื่น - การสังเกต - การอภิปราย - การคิดวิเคราะห์ - การสรุปผล - การทากิจกรรมการทดลองเรื่อง การรวมกันได้ของคลื่น - การเขียนผังมโนทัศน์ - ใบงานที่ 5 เรื่อง การรวมกัน ได้ของคลื่น - ผังมโนทัศน์ เรื่อง การรวมกัน ได้ของคลื่น - Blog เรื่อง คลื่นกล - การประเมินการทดลอง - การประเมินใบงาน - การประเมินผังมโนทัศน์ - การประเมิน Blog 2 การเกิดเสียง - การสังเกต - การอภิปราย - การคิดวิเคราะห์ - การสรุปผล - การทากิจกรรม การทดลองเรื่อง การเกิดเสียง - การเขียนผังมโนทัศน์ - ใบงานที่ 6 เรื่อง การเกิดเสียง - ผังมโนทัศน์ เรื่อง การเกิด เสียง - การประเมินการทดลอง - การประเมินใบงาน - การประเมินผังมโนทัศน์ 2 ธรรมชาติของ เสียง - การสังเกต - การคิดวิเคราะห์ - การสืบค้น - การเขียนผังมโนทัศน์ - รายงานการสืบค้นเรื่อง ธรรมชาติของเสียง - ผังมโนทัศน์เรื่อง ธรรมชาติ ของเสียง - การประเมินการสืบค้น - การประเมินผังมโนทัศน์ 2 บีตส์ของเสียง - การสังเกต - การอภิปราย - การคิดวิเคราะห์ - การสรุปผล - การทากิจกรรมการทดลองเรื่อง บีตส์ของเสียง - การเขียนผังมโนทัศน์ - ใบงานที่ 7 เรื่องบีตส์ของเสียง - ผังมโนทัศน์เรื่อง บีตส์ของ เสียง - การประเมินการทดลอง - การประเมินใบงาน - การประเมินผังมโนทัศน์ 2 มลพิษทาง เสียง - การสังเกต - การอภิปราย - การคิดวิเคราะห์ - การทากิจกรรมเรื่อง มลพิษทาง เสียงใกล้ตัว - การจัดนิทรรศการ - ใบงานที่ 8 เรื่อง มลพิษทาง เสียงใกล้ตัว - นิทรรศการ เรื่อง มลพิษทาง เสียงใกล้ตัว - Blog เรื่อง เสียง - การประเมินใบงาน - การประเมินนิทรรศการ - การประเมิน Blog
  • 64.
    57 แผนกำรจัดกำรเรียนรู้ที่ 1 ธรรมชำติของคลื่น หน่วยกำรเรียนรู้ที่1 คลื่น วิชำวิทยำศำสตร์ 5 ว33101 ชั้นมัธยมศึกษำปีที่ 6 เวลำ 2 ชั่วโมง ********************************************************************** 1. มำตรฐำนกำรเรียนรู้/ตัวชี้วัด มำตรฐำนกำรเรียนรู้ มำตรฐำน ว 5.1 เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างพลังงานกับการดารงชีวิตการเปลี่ยนรูปพลังงาน ปฏิสัมพันธ์ระหว่างสารและพลังงานผลของการใช้พลังงานต่อชีวิตและสิ่งแวดล้อม มีกระบวนการสืบเสาะหา ความรู้ สื่อสารสิ่งที่เรียนรู้และนาความรู้ไปใช้ประโยชน์ ตัวชี้วัด ว 5.1 ม.4-6/1 ทดลองและอธิบายสมบัติของคลื่นกลและอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างอัตราเร็ว ความถี่และความยาวคลื่น มำตรฐำนกำรเรียนรู้ มำตรฐำน ว 8.1 ใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์และจิตวิทยาศาสตร์ในการสืบเสาะหาความรู้ การแก้ปัญหา รู้ว่าปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่มีรูปแบบที่แน่นอนสามารถอธิบายและ ตรวจสอบได้ภายใต้ข้อมูลและเครื่องมือที่มีอยู่ในช่วงเวลานั้น ๆ เข้าใจว่าวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีสังคมและ สิ่งแวดล้อมมีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน ตัวชี้วัด 1. ว 8.1 ม.4-6/1 ตั้งคาถามที่อยู่บนพื้นฐานของความรู้และความเข้าใจทางวิทยาศาสตร์หรือ ความสนใจหรือจากประเด็นที่เกิดขึ้นในขณะนั้นที่สามารถทาการสารวจตรวจสอบหรือศึกษาค้นคว้าได้อย่าง ครอบคลุมและเชื่อถือได้ 2. ว 8.1 ม.4-6/2 สร้างสมมติฐานที่มีทฤษฎีรองรับหรือคาดการณ์สิ่งที่จะพบหรือสร้าง แบบจาลองหรือสร้างรูปแบบเพื่อนาไปสู่การสารวจตรวจสอบ 3. ว 8.1 ม.4-6/3 ค้นคว้ารวบรวมข้อมูลที่ต้องพิจารณาปัจจัยหรือตัวแปรสาคัญปัจจัยที่มีผลต่อ ปัจจัยอื่น ปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้และจานวนครั้งของการสารวจตรวจสอบเพื่อให้ได้ผลที่มีความเชื่อมั่นอย่าง เพียงพอ 4. ว 8.1 ม.4-6/4 เลือกวัสดุเทคนิควิธีอุปกรณ์ที่ใช้ในการสังเกตการวัดการสารวจตรวจสอบอย่าง ถูกต้องทั้งทางกว้างและลึกในเชิงปริมาณและคุณภาพ 5. ว 8.1 ม.4-6/5 รวบรวมข้อมูลและบันทึกผลการสารวจตรวจสอบอย่างเป็นระบบถูกต้อง ครอบคลุมทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพโดยตรวจสอบความเป็นไปได้ความเหมาะสมหรือความผิดพลาดของ ข้อมูล 6. ว 8.1 ม.4-6/6 จัดกระทาข้อมูลโดยคานึงถึงการรายงานผลเชิงตัวเลขที่มีระดับความถูกต้อง และนาเสนอข้อมูลด้วยเทคนิควิธีที่เหมาะสม
  • 65.
    58 7. ว 8.1ม.4-6/7 วิเคราะห์ข้อมูลแปลความหมายข้อมูลและประเมินความสอดคล้องของข้อสรุป หรือสาระสาคัญเพื่อตรวจสอบกับสมมติฐานที่ตั้งไว้ 8. ว 8.1 ม.4-6/8 พิจารณาความน่าเชื่อถือของวิธีการและผลการสารวจตรวจสอบโดยใช้หลัก ความคลาดเคลื่อนของการวัดและการสังเกตเสนอแนะการปรับปรุงวิธีการสารวจตรวจสอบ 9. ว 8.1 ม.4-6/9 นาผลของการสารวจตรวจสอบที่ได้ทั้งวิธีการและองค์ความรู้ที่ได้ไปสร้าง คาถามใหม่นาไปใช้แก้ปัญหาในสถานการณ์ใหม่และในชีวิตจริง 10. ว 8.1 ม.4-6/10 ตระหนักถึงความสาคัญในการที่จะต้องมีส่วนร่วมรับผิดชอบการอธิบายการ ลงความเห็นและการสรุปผลการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ที่นาเสนอต่อสาธารณชนด้วยความถูกต้อง 11. ว 8.1 ม.4-6/11 บันทึกและอธิบายผลการสารวจตรวจสอบอย่างมีเหตุผลใช้พยานหลักฐาน อ้างอิงหรือค้นคว้าเพิ่มเติมเพื่อหาหลักฐานอ้างอิงที่เชื่อถือได้และยอมรับว่าความรู้เดิมอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ เมื่อมีข้อมูลและประจักษ์พยานใหม่เพิ่มเติมหรือโต้แย้งจากเดิมซึ่งท้าทายให้มีการตรวจสอบอย่างระมัดระวังอัน จะนามาสู่การยอมรับเป็นความรู้ใหม่ 12. ว 8.1 ม.4-6/12 จัดแสดงผลงานเขียนรายงานและ/หรืออธิบายเกี่ยวกับแนวคิดกระบวนการ และผลของโครงงานหรือชิ้นงานให้ผู้อื่นเข้าใจ 2. จุดประสงค์กำรเรียนรู้ 1. ทดลองและสรุปผลการทดลองเกี่ยวกับธรรมชาติของคลื่นได้ (P) 2. อธิบายเกี่ยวกับธรรมชาติของคลื่นได้ (K) 3. แสดงความเป็นคนสนใจใฝ่รู้ อยากรู้อยากเห็น รับผิดชอบ มุ่งมั่น อดทนเพียรพยายาม มีเหตุผล มี ระเบียบ รอบคอบ ซื่อสัตย์ ใจกว้าง (A) 3. สำระสำคัญ คลื่น คือ ปรากฏการณ์ที่เกิดจากการถ่ายทอดพลังงานออกจากแหล่งกาเนิด แผ่กระจายพลังงานออกไป 4. สำระกำรเรียนรู้ 1. ควำมรู้ 1. ความถี่ คือ จานวนรอบของการเคลื่อนที่ในหนึ่งหน่วยวินาที มีหน่วยเป็นเฮิรตซ์ 2. คาบ คือ เวลาที่ใช้ในการเคลื่อนที่หนึ่งรอบ มีหน่วยเป็นวินาที 3. ความยาวคลื่น คือ ระยะบนแนวสมดุลที่มีคลื่นหนึ่งลูก มีหน่วยเป็นเมตร 4. อัตราเร็วคลื่น คือ ระยะที่คลื่นสามารถเคลื่อนที่ได้ในเวลาหนึ่งวินาที มีหน่วยเป็นเมตร ต่อวินาที สามารถคานวณได้จาก ความถี่คูณกับความยาวคลื่น ปัจจัยที่มีผลต่อความเร็วของคลื่นชนิดต่าง ๆ มีดังนี้ 1. คลื่นน้า อัตราเร็วขึ้นกับความลึก 2. คลื่นในเส้นเชือก อัตราเร็วขึ้นกับแรงตึงเชือก
  • 66.
    59 3. คลื่นเสียง อัตราเร็วขึ้นกับอุณหภูมิและความหนาแน่นของตัวกลาง 4.คลื่นแสง อัตราเร็วขึ้นกับความหนาแน่นของตัวกลาง 2. ทักษะ/กระบวนกำร/กระบวนกำรคิด - ทักษะการคิดวิเคราะห์ - ทักษะการสื่อความหมาย - ทักษะการจัดระบบความคิดเป็นแผนภาพ - ทักษะการปฏิบัติการทดลอง 3. ด้ำนเจตคติทำงวิทยำศำสตร์ - สนใจใฝ่รู้ อยากรู้อยากเห็น รับผิดชอบ มุ่งมั่น อดทนเพียรพยายาม มีเหตุผล มีระเบียบ รอบคอบ ซื่อสัตย์ ใจกว้าง 5. คุณลักษณะอันพึงประสงค์  รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์  ซื่อสัตย์สุจริต  มีวินัย  ใฝ่เรียนรู้  อยู่อย่างพอเพียง  มุ่งมั่นในการทางาน  รักความเป็นไทย  มีจิตสาธารณะ 6. สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน  ความสามารถในการสื่อสาร  ความสามารถในการคิด  ความสามารถในการแก้ปัญหา  ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต  ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี 7. ชิ้นงำน/ภำระงำน - ผังมโนทัศน์เรื่ององค์ประกอบของคลื่น 8. กำรจัดกิจกรรมกำรเรียนรู้ (กระบวนกำรสืบเสำะหำควำมรู้ (5Es)) ขั้นที่ 1 สร้ำงควำมสนใจ (Engagement) 1. ครูกระตุ้นความสนใจเพื่อนานักเรียนเข้าสู่บทเรียนเกี่ยวกับธรรมชาติของคลื่น โดยครูโยนก้อน หินลงในน้าจากนั้นนักเรียนสังเกตการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น แล้วครูถามนักเรียนโดยใช้คาถามดังนี้ 1.1 ผิวน้ามีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร (ผิวน้ากระเพื่อมเป็นคลื่นแผ่ออกไป) 1.2 คลื่นเป็นการถ่ายทอดพลังงานใช่หรือไม่ (ใช่) 2. ครูนาเข้าสู่กิจกรรมเรื่อง คลื่นที่เกิดจากการสั่นของสปริง โดยครูถามคาถามสาคัญดังนี้ - การถ่ายทอดพลังงานของคลื่นด้วยการสั่นมีผลอย่างไรต่อตัวกลางที่คลื่นผ่านไป (มีการ ถ่ายทอดพลังงานต่อเนื่องกันไปเป็นระลอกโดยเคลื่อนออกจากแหล่งกาเนิดคลื่น)
  • 67.
    60 ขั้นที่ 2 สำรวจและค้นหำ(Exploration) 1. นักเรียนแบ่งกลุ่ม กลุ่มละ 4 คน ศึกษาวิธีการทากิจกรรมที่ 1.1 เรื่อง คลื่นที่เกิดจากการสั่น ของสปริงในใบงานที่ 1 2. นักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นก่อนทากิจกรรม โดยครูถามคาถามก่อนทากิจกรรมโดยใช้ คาถามดังนี้ 2.1 ปัญหาของการทดลองนี้คืออะไร (เมื่อลวดสปริงสั่น ลวดสปริงมีการถ่ายทอดพลังงาน อย่างไร) 2.2 ลวดสปริงมีการสั่นเป็นการถ่ายทอดพลังงานหรือไม่ (เป็น) 2.3 การสั่นลวดสปริง นักเรียนคิดว่าจะทาให้ลวดสปริงมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร (ลวด สปริงมีการเคลื่อนที่ในลักษณะเดียวกับการเคลื่อนที่ของมือที่จับลวดสปริง เช่น ถ้าขยับมือขึ้นลงลวดสปริงจะ เคลื่อนที่ขึ้นลงด้วย เป็นต้น) 2.4 การที่ลวดสปริงหรือวัสดุต่าง ๆ มีการเคลื่อนที่ได้ เกิดจากสาเหตุใด (แสดงว่าลวด สปริงหรือวัตถุถูกแรงภายนอกมากระทา) จากนั้นนักเรียนตอบคาถามก่อนทากิจกรรมในใบงานที่ 1 3. นักเรียนลงมือทากิจกรรมตามขั้นตอนที่กาหนดในใบงานที่ 1 เรื่อง คลื่นที่เกิดจากการสั่นของ สปริง และบันทึกผลการทากิจกรรม ขั้นที่ 3 อธิบำยและลงข้อสรุป (Explanation) 1. ตัวแทนนักเรียนแต่ละกลุ่มออกมานาเสนอผลการทากิจกรรมเรื่อง คลื่นที่เกิดจากการสั่นของ สปริง หน้าชั้นเรียน (ตัวอย่างบันทึกผลการทากิจกรรม จากการทากิจกรรม ได้ผลดังนี้ 1. เมื่อสั่นสปริง สปริงจะมีการเคลื่อนที่ขึ้นลงตามการสั่น และแนวการเคลื่อนที่ขึ้นลงของสปริงจะขยับ ไปเรื่อย ๆ ในทิศตรงข้ามจากตาแหน่งปลายที่เริ่มสั่น 2. เมื่อสั่นต่อเนื่อง สปริงจะเคลื่อนที่ต่อเนื่องด้วย 3. เมื่อสั่นเร็วขึ้น รูปร่างแนวโค้งของสปริงจะแคบลงอยู่ชิดกันมากขึ้น 4. เชือกฟางที่ผูกไว้จะสั่นขึ้นลงตามทิศการสั่นของสปริแต่ไม่ได้เคลื่อนที่ไปตามการเคลื่อนที่ของแนวโค้ง ของลวดสปริง) 2. นักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับผลการทากิจกรรม โดยครูใช้คาถามหลังทา กิจกรรม จากนั้นนักเรียนตอบคาถามดังนี้ 2.1 เมื่อจับปลายข้างหนึ่งของลวดสปริงสั่นขึ้นลง ลวดสปริงมีรูปร่างเปลี่ยนไปหรือไม่ อย่างไร (เปลี่ยนแปลง คือ มีลักษณะโค้งขึ้นลงตามการสั่น)
  • 68.
    61 2.2 เมื่อสั่นลวดสปริงขึ้นลง 1รอบ กับสั่นต่อเนื่อง ลวดสปริงมีรูปร่างแตกต่างกันหรือไม่ อย่างไร (แตกต่างกัน เมื่อลวดสปริงสั่น 1 รอบ จะมีรูปโค้งของลวดสปริงเพียง 1 รอบ แต่ถ้าสั่นต่อเนื่อง รูปโค้ง ของลวดสปริงจะเกิดต่อเนื่องตลอดความยาวของลวดสปริง) 2.3 เมื่อสั่นลวดสปริงให้เร็วขึ้นกว่าเดิม รูปร่างของลวดสปริงมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร เมื่อเปรียบเทียบกับการสั่นลวดสปริงช้า ๆ (รูปร่างแนวโค้งของสปริงจะแคบลงอยู่ชิดกันมากขึ้น) 2.4 เมื่อลวดสปริงมีการสั่น เชือกฟางที่ผูกไว้มีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ อย่างไร (เชือกฟาง ที่ผูกไว้มีการเคลื่อนที่ขึ้นลงตามการสั่นของลวดสปริง แต่ไม่ได้เคลื่อนที่ไปตามการเคลื่อนที่ของแนวโค้งของลวด สปริง) 2.5 สรุปผลการทดลองนี้ได้อย่างไร (คลื่น คือ การถ่ายทอดพลังงานของแหล่งกาเนิดคลื่น ไปยังบริเวณใกล้เคียงด้วยการสั่นของอนุภาคตัวกลาง โดยที่อนุภาคของตัวกลางไม่เคลื่อนที่ไปพร้อมกับคลื่น) 2.6 การถ่ายทอดพลังงานของคลื่นด้วยการสั่นมีผลต่อตัวกลางที่คลื่นผ่านไปอย่างไร (ตัวกลางเคลื่อนที่ตามการสั่นของสปริง) จากนั้นนักเรียนตอบคาถามหลังทากิจกรรมในใบงานที่ 1 3. นักเรียนร่วมกันสรุปผลการทากิจกรรมเกี่ยวกับคลื่นที่เกิดจากการสั่นของสปริงให้ได้ประเด็น ตามจุดประสงค์การเรียนรู้ 4. ให้ความรู้เพิ่มเติมแก่นักเรียนเกี่ยวกับปัจจัยที่มีผลต่อความเร็วของคลื่น ดังนี้ ผังมโนทัศน์ ปัจจัยที่มีผลต่อความเร็วของคลื่น ขั้นที่ 4 ขยำยควำมรู้ (Elaboration) 1. ครูและนักเรียนร่วมกันอภิปรายเรื่อง องค์ประกอบของคลื่น พร้อมทั้งยกตัวอย่างคลื่นที่อยู่ รอบ ๆ ตัว จนกระทั่งนักเรียนอธิบายได้ว่า - คลื่น คือ ปรากฏการณ์ที่เกิดจากการถ่ายทอดพลังงานออกจากแหล่งกาเนิด แผ่กระจาย พลังงานออกไป องค์ประกอบของคลื่นที่สาคัญมีดังนี้ คลื่นแสง ปัจจัยที่มีผลต่อควำมเร็วของคลื่น อัตราเร็วขึ้นกับแรงตึงเชือก คลื่นในเส้นเชือก อัตราเร็วขึ้นกับความหนาแน่น ของตัวกลาง อัตราเร็วขึ้นกับความลึก คลื่นน้า คลื่นเสียง อัตราเร็วขึ้นกับอุณหภูมิและ ความหนาแน่นของตัวกลาง
  • 69.
    62 - ความถี่ คือจานวนรอบของการเคลื่อนที่ในหนึ่งหน่วยวินาที มีหน่วยเป็นเฮิรตซ์ - คาบ คือ เวลาที่ใช้ในการเคลื่อนที่หนึ่งรอบ มีหน่วยเป็นวินาที - ความยาวคลื่น คือ ระยะบนแนวสมดุลที่มีคลื่นหนึ่งลูก มีหน่วยเป็นเมตร - อัตราเร็วคลื่น คือ ระยะที่คลื่นสามารถเคลื่อนที่ได้ในเวลาหนึ่งวินาที มีหน่วยเป็น เมตรต่อวินาที สามารถคานวณได้จาก ความถี่คูณกับความยาวคลื่น ปัจจัยที่มีผลต่อความเร็วของคลื่น 2. นักเรียนสืบค้นข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับองค์ประกอบของคลื่นในหนังสือเรียน จากนั้นเขียนผัง มโนทัศน์ เรื่อง องค์ประกอบของคลื่น ขั้นที่ 5 ประเมิน (Evaluation) 1. ครูประเมินการเรียนรู้ของนักเรียน ดังนี้ สังเกตพฤติกรรมของนักเรียนขณะเข้าร่วมกิจกรรม การตอบคาถามของนักเรียน การทากิจกรรม การตอบคาถามในใบงาน และประเมินการเขียนผังมโนทัศน์ 2. นักเรียนแต่ละกลุ่มพิจารณาว่า จากหัวข้อที่เรียนมาและการปฏิบัติกิจกรรม มีจุดใดบ้างที่ยังไม่ เข้าใจหรือยังมีข้อสงสัย ถ้ามีครูช่วยอธิบายเพิ่มเติมให้นักเรียนเข้าใจ 3. นักเรียนร่วมกันประเมินการปฏิบัติกิจกรรมกลุ่มว่ามีปัญหาหรืออุปสรรคใด และได้มีการแก้ไข อย่างไรบ้าง 4. นักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประโยชน์ที่ได้รับจากการปฏิบัติการทดลอง และ การนาความรู้ที่ได้ไปใช้ประโยชน์ 5. ทดสอบความเข้าใจของนักเรียนโดยการให้ตอบคาถาม เช่น - คลื่นคืออะไร และมีองค์ประกอบที่สาคัญอะไรบ้าง 6. นักเรียนทบทวนความรู้เพิ่มเติมจากสื่อสังคมออนไลน์ เรื่อง คลื่นกล ตอนที่ 1 ทาง youtube https://youtu.be/GEVXMtkItf8 9. สื่อ/แหล่งกำรเรียนรู้ 1. ลวดสปริงขนาดใหญ่ (ชุดสาธิตคลื่น) 1 อัน 2. เชือกฟาง 3. ใบงานที่ 1 เรื่อง คลื่นที่เกิดจากการสั่นของสปริง 4. แหล่งเรียนรู้ภายในและภายนอกชั้นเรียน 5. หนังสือเรียน 6. สื่อสังคมออนไลน์ เรื่อง คลื่นกล ตอนที่ 1 ทาง youtube https://youtu.be/GEVXMtkItf8
  • 70.
    63 10. กำรวัดและกำรประเมินผล ชิ้นงำน/ภำระงำน/ใบงำน วิธีกำรเครื่องมือ เกณฑ์กำรผ่ำน 1. ด้ำนควำมรู้ (K) - ใบงานที่ 1 เรื่อง คลื่นที่เกิดจากการสั่นของ สปริง - ผังมโนทัศน์ เรื่อง องค์ประกอบของคลื่น - การตรวจใบงาน - การตรวจผลงาน - แบบประเมินใบงาน - แบบประเมินผังมโนทัศน์ - ร้อยละ 60 ขึ้นไป - ร้อยละ 60 ขึ้นไป 2.ด้ำนทักษะ/กระบวนกำร (P) - ใบงานที่ 1 เรื่อง คลื่นที่เกิดจากการสั่นของ สปริง - การสังเกต - การตรวจใบงาน - แบบสังเกตการปฏิบัติการทดลอง - แบบประเมินใบงาน - ร้อยละ 60 ขึ้นไป - ร้อยละ 60 ขึ้นไป 3.ด้ำนเจตคติทำงวิทยำศำสตร์ (A) - การสังเกต - แบบสังเกตเจตคติทางวิทยาศาสตร์ - ร้อยละ 60 ขึ้นไป แบบสังเกตกำรปฏิบัติกำรทดลอง เรื่อง คลื่นที่เกิดจำกกำรสั่นของสปริง เลขที่ ชื่อ-สกุล กลุ่ม คะแนนแต่ละรำยกำรประเมิน คะแนนรวม(24) การทดลองหรือ ทากิจกรรมตาม แผนที่กาหนด การใช้อุปกรณ์ และ/หรือ เครื่องมือ การบันทึกผลการ ทดลองหรือทา กิจกรรม การจัดกระทา ข้อมูลและการ นาเสนอ การสรุปผลการ ทดลองหรือการ ทากิจกรรม การดูแลและการ เก็บอุปกรณ์และ/ หรือเครื่องมือ เกณฑ์กำรประเมิน/ระดับคุณภำพ คะแนนรวม 20-24 หมายถึง ดีมาก คะแนนรวม 15-19 หมายถึง ดี คะแนนรวม 10–14 หมายถึง พอใช้ คะแนนรวม 6 – 9 หมายถึง ปรับปรุง เกณฑ์กำรผ่ำน ตั้งแต่ 15 คะแนนขึ้นไป (ผ่ำนเกณฑ์ร้อยละ 60) ลงชื่อ ผู้ประเมิน (.........................................................) ........../................/..............
  • 71.
    64 แบบประเมินใบงำน เรื่อง คลื่นที่เกิดจำกกำรสั่นของสปริง เลขที่ ชื่อ-สกุลกลุ่ม คะแนนแต่ละรำยกำรประเมิน คะแนนรวม(16) คาถามก่อนทา กิจกรรม บันทึกผลการทา กิจกรรม คาถามหลังทา กิจกรรม สรุปผลการทดลอง เกณฑ์กำรประเมิน/ระดับคุณภำพ คะแนนรวม 14-16 หมายถึง ดีมาก คะแนนรวม 11-13 หมายถึง ดี คะแนนรวม 8–10 หมายถึง พอใช้ คะแนนรวม 4–7 หมายถึง ปรับปรุง เกณฑ์กำรผ่ำน ตั้งแต่ 10 คะแนนขึ้นไป (ผ่ำนเกณฑ์ร้อยละ 60) ลงชื่อ ผู้ประเมิน (.........................................................) ........../................/..............
  • 72.
    65 แบบประเมินผังมโนทัศน์ เรื่อง องค์ประกอบของคลื่น เลขที่ ชื่อ-สกุลกลุ่ม คะแนน หมำยเหตุ เกณฑ์กำรประเมิน/ระดับคุณภำพ คะแนนรวม 4 หมายถึง ดีมาก คะแนนรวม 3 หมายถึง ดี คะแนนรวม 2 หมายถึง พอใช้ คะแนนรวม 1 หมายถึง ปรับปรุง เกณฑ์กำรผ่ำน ตั้งแต่ 3 คะแนนขึ้นไป (ผ่ำนเกณฑ์ร้อยละ 60) ลงชื่อ ผู้ประเมิน (.........................................................) ........../................/..............
  • 73.
    66 แบบสังเกตเจตคติทำงวิทยำศำสตร์ ครั้งที่ 1 เลขที่ชื่อ-สกุล กลุ่ม คะแนนแต่ละรำยกำรประเมิน ความสนใจใฝ่รู้หรือความ อยากรู้อยากเห็น ความรับผิดชอบความ มุ่งมั่นอดทนและเพียร พยายาม ความมีเหตุผล ความมีระเบียบรอบคอบ เห็นคุณค่าของความมี ระเบียบและรอบคอบ ความซื่อสัตย์เสนอความ จริงถึงแม้จะเป็นผลที่ แตกต่างจากผู้อื่น ความใจกว้างร่วมแสดง ความคิดเห็นและรับฟัง ความคิดเห็นของผู้อื่น คะแนนรวม(24) เกณฑ์กำรประเมิน/ระดับคุณภำพ คะแนนรวม 20-24 หมายถึง มาก คะแนนรวม 15-19 หมายถึง ปานกลาง คะแนนรวม 10–14 หมายถึง น้อย คะแนนรวม 6 – 9 หมายถึง ไม่แสดงออก เกณฑ์กำรผ่ำน ตั้งแต่ 15 คะแนนขึ้นไป (ผ่ำนเกณฑ์ร้อยละ 60) ลงชื่อ ผู้ประเมิน (.........................................................) ........../................/..............
  • 74.
  • 75.
    68 ใบงำนที่ 1 เรื่องคลื่นที่เกิดจำกกำรสั่นของสปริง ชื่อ_____________________ชั้น_______เลขที่____ กลุ่มที่____ คำชี้แจง ให้นักเรียนแต่ละกลุ่มปฏิบัติ ดังนี้ 1. อ่านวิธีทากิจกรรมการทดลองให้เข้าใจ 2. ตอบคาถามก่อนทากิจกรรม 3. ทากิจกรรมและบันทึกผล 4. ตอบคาถามหลังทากิจกรรม กิจกรรมที่ 1.1 คลื่นที่เกิดจำกกำรสั่นของสปริง วัสดุอุปกรณ์ 1. ลวดสปริงขนาดใหญ่ (ชุดสาธิตคลื่น) 1 อัน 2. เชือกฟาง วิธีทำ 1. นาลวดสปริงมายืดในลักษณะดังภาพ 2. ผูกเชือกฟางไว้ ณ ตาแหน่งหนึ่งของลวดสปริง 3. จับปลายข้างหนึ่งของลวดสปริงแล้วสั่นขึ้นลงในแนวดิ่งกับแนวของตัวลวดสปริง 1 รอบ สังเกตการ เปลี่ยนแปลงของลวดสปริงและเชือกฟางที่ผูกไว้ 4. ทาข้อ 3 ซ้าอีกครั้ง แต่ให้สั่นต่อเนื่องมากกว่า 1 รอบ สังเกตการเปลี่ยนแปลงของลวดสปริงและการ สั่นของเชือกฟาง 5 ทาข้อ 3 ซ้าอีกครั้ง แต่ให้สั่นเร็วขึ้นกว่าเดิม สังเกตการเปลี่ยนแปลงของลวดสปริง และการสั่นของ เชือกฟาง คำถำมก่อนทำกิจกรรม ปัญหำ 1. ปัญหาของการทดลองนี้คืออะไร .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. สมมติฐำน 2. ลวดสปริงมีการสั่นเป็นการถ่ายทอดพลังงานหรือไม่ .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. ได้คะแนน ..................................... คะแนนเต็ม 16 คะแนน เมื่อลวดสปริงสั่น ลวดสปริงมีการถ่ายทอดพลังงานอย่างไร เป็น
  • 76.
    69 3. การสั่นลวดสปริง นักเรียนคิดว่าจะทาให้ลวดสปริงมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. 4.การที่ลวดสปริงหรือวัสดุต่าง ๆ มีการเคลื่อนที่ได้ เกิดจากสาเหตุใด .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. บันทึกผลกำรทำกิจกรรม .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. คำถำมหลังทำกิจกรรม แปลควำมหมำยและสรุปผล 1. เมื่อจับปลายข้างหนึ่งของลวดสปริงสั่นขึ้นลง ลวดสปริงมีรูปร่างเปลี่ยนไปหรือไม่ อย่างไร .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. 2. เมื่อสั่นลวดสปริงขึ้นลง 1 รอบ กับสั่นต่อเนื่อง ลวดสปริงมีรูปร่างแตกต่างกันหรือไม่ อย่างไร .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. 3. เมื่อสั่นลวดสปริงให้เร็วขึ้นกว่าเดิม รูปร่างของลวดสปริงมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร เมื่อเปรียบเทียบ กับการสั่นลวดสปริงช้า ๆ .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. 4. เมื่อลวดสปริงมีการสั่น เชือกฟางที่ผูกไว้มีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ อย่างไร .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. 5. สรุปผลการทดลองนี้ได้อย่างไร .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. ลวดสปริงมีการเคลื่อนที่ในลักษณะเดียวกับการเคลื่อนที่ของมือที่จับลวดสปริง เช่น ถ้าขยับมือขึ้น ลงลวดสปริงจะเคลื่อนที่ขึ้นลงด้วย เป็นต้น ลวดสปริงหรือวัตถุถูกแรงภายนอกมากระทา จากการทากิจกรรม ได้ผลดังนี้ 1. เมื่อสั่นสปริง สปริงจะมีการเคลื่อนที่ขึ้นลงตามการสั่น และแนวการเคลื่อนที่ขึ้นลงของสปริงจะ ขยับไปเรื่อย ๆ ในทิศตรงข้ามจากตาแหน่งปลายที่เริ่มสั่น 2. เมื่อสั่นต่อเนื่อง สปริงจะเคลื่อนที่ต่อเนื่องด้วย 3. เมื่อสั่นเร็วขึ้น รูปร่างแนวโค้งของสปริงจะแคบลงอยู่ชิดกันมากขึ้น 4. เชือกฟางที่ผูกไว้จะสั่นขึ้นลงตามทิศการสั่นของสปริง เปลี่ยนแปลง คือ มีลักษณะโค้งขึ้นลงตามการสั่น แตกต่างกัน เมื่อลวดสปริงสั่น 1 รอบ จะมีรูปโค้งของลวดสปริงเพียง 1 รอบ แต่ถ้าสั่นต่อเนื่อง รูป โค้งของลวดสปริงจะเกิดต่อเนื่องตลอดความยาวของลวดสปริง รูปร่างแนวโค้งของสปริงจะแคบลงอยู่ชิดกันมากขึ้น เชือกฟางที่ผูกไว้มีการเคลื่อนที่ขึ้นลงตามการสั่นของลวดสปริง แต่ไม่ได้เคลื่อนที่ไปตามการเคลื่อนที่ ของแนวโค้งของลวดสปริง คลื่น คือ การถ่ายทอดพลังงานของแหล่งกาเนิดคลื่นไปยังบริเวณใกล้เคียงด้วยการสั่นของอนุภาค ตัวกลาง โดยที่อนุภาคของตัวกลางไม่เคลื่อนที่ไปพร้อมกับคลื่น
  • 77.
    70 แผนกำรจัดกำรเรียนรู้ที่ 2 ชนิดของคลื่น หน่วยกำรเรียนรู้ที่1 คลื่น วิชำวิทยำศำสตร์ 5 ว33101 ชั้นมัธยมศึกษำปีที่ 6 เวลำ 2 ชั่วโมง ********************************************************************** 1. มำตรฐำนกำรเรียนรู้/ตัวชี้วัด มำตรฐำนกำรเรียนรู้ มำตรฐำน ว 5.1 เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างพลังงานกับการดารงชีวิตการเปลี่ยนรูปพลังงาน ปฏิสัมพันธ์ระหว่างสารและพลังงานผลของการใช้พลังงานต่อชีวิตและสิ่งแวดล้อม มีกระบวนการสืบเสาะหา ความรู้สื่อสารสิ่งที่เรียนรู้และนาความรู้ไปใช้ประโยชน์ ตัวชี้วัด ว 5.1 ม.4-6/1 ทดลองและอธิบายสมบัติของคลื่นกลและอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างอัตราเร็ว ความถี่และความยาวคลื่น มำตรฐำนกำรเรียนรู้ มำตรฐำน ว 8.1 ใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์และจิตวิทยาศาสตร์ในการสืบเสาะหาความรู้ การแก้ปัญหา รู้ว่าปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่มีรูปแบบที่แน่นอนสามารถอธิบายและ ตรวจสอบได้ภายใต้ข้อมูลและเครื่องมือที่มีอยู่ในช่วงเวลานั้น ๆ เข้าใจว่าวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีสังคมและ สิ่งแวดล้อมมีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน ตัวชี้วัด 1. ว 8.1 ม.4-6/1 ตั้งคาถามที่อยู่บนพื้นฐานของความรู้และความเข้าใจทางวิทยาศาสตร์หรือ ความสนใจหรือจากประเด็นที่เกิดขึ้นในขณะนั้นที่สามารถทาการสารวจตรวจสอบหรือศึกษาค้นคว้าได้อย่าง ครอบคลุมและเชื่อถือได้ 2. ว 8.1 ม.4-6/2 สร้างสมมติฐานที่มีทฤษฎีรองรับหรือคาดการณ์สิ่งที่จะพบหรือสร้าง แบบจาลองหรือสร้างรูปแบบเพื่อนาไปสู่การสารวจตรวจสอบ 3. ว 8.1 ม.4-6/3 ค้นคว้ารวบรวมข้อมูลที่ต้องพิจารณาปัจจัยหรือตัวแปรสาคัญ ปัจจัยที่มีผลต่อ ปัจจัยอื่นปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้และจานวนครั้งของการสารวจตรวจสอบเพื่อให้ได้ผลที่มีความเชื่อมั่นอย่าง เพียงพอ 5. ว 8.1 ม.4-6/5 รวบรวมข้อมูลและบันทึกผลการสารวจตรวจสอบอย่างเป็นระบบถูกต้อง ครอบคลุมทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพโดยตรวจสอบความเป็นไปได้ความเหมาะสมหรือความผิดพลาดของ ข้อมูล 6. ว 8.1 ม.4-6/6 จัดกระทาข้อมูลโดยคานึงถึงการรายงานผลเชิงตัวเลขที่มีระดับความถูกต้อง และนาเสนอข้อมูลด้วยเทคนิควิธีที่เหมาะสม
  • 78.
    71 7. ว 8.1ม.4-6/7 วิเคราะห์ข้อมูลแปลความหมายข้อมูลและประเมินความสอดคล้องของข้อสรุป หรือสาระสาคัญเพื่อตรวจสอบกับสมมติฐานที่ตั้งไว้ 8. ว 8.1 ม.4-6/8 พิจารณาความน่าเชื่อถือของวิธีการและผลการสารวจตรวจสอบโดยใช้หลัก ความคลาดเคลื่อนของการวัดและการสังเกตเสนอแนะการปรับปรุงวิธีการสารวจตรวจสอบ 9. ว 8.1 ม.4-6/9 นาผลของการสารวจตรวจสอบที่ได้ทั้งวิธีการและองค์ความรู้ที่ได้ไปสร้าง คาถามใหม่นาไปใช้แก้ปัญหาในสถานการณ์ใหม่และในชีวิตจริง 10. ว 8.1 ม.4-6/10 ตระหนักถึงความสาคัญในการที่จะต้องมีส่วนร่วมรับผิดชอบการอธิบายการ ลงความเห็นและการสรุปผลการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ที่นาเสนอต่อสาธารณชนด้วยความถูกต้อง 11. ว 8.1 ม.4-6/11 บันทึกและอธิบายผลการสารวจตรวจสอบอย่างมีเหตุผลใช้พยานหลักฐาน อ้างอิงหรือค้นคว้าเพิ่มเติมเพื่อหาหลักฐานอ้างอิงที่เชื่อถือได้และยอมรับว่าความรู้เดิมอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ เมื่อมีข้อมูลและประจักษ์พยานใหม่เพิ่มเติมหรือโต้แย้งจากเดิมซึ่งท้าทายให้มีการตรวจสอบอย่างระมัดระวังอัน จะนามาสู่การยอมรับเป็นความรู้ใหม่ 12. ว 8.1 ม.4-6/12 จัดแสดงผลงานเขียนรายงานและ/หรืออธิบายเกี่ยวกับแนวคิดกระบวนการ และผลของโครงงานหรือชิ้นงานให้ผู้อื่นเข้าใจ 2. จุดประสงค์กำรเรียนรู้ 1. อธิบายชนิดของคลื่นและจาแนกประเภทชนิดของคลื่นได้ (K) 2. แสดงความเป็นคนสนใจใฝ่รู้ อยากรู้อยากเห็น รับผิดชอบ มุ่งมั่น อดทนเพียรพยายาม มีเหตุผล มีระเบียบ รอบคอบ ซื่อสัตย์ ใจกว้าง (A) 3. สำระสำคัญ คลื่นมีหลายประเภทและสามารถจาแนกประเภทของคลื่นได้โดยใช้เกณฑ์ต่าง ๆ ได้แก่ - ถ้าใช้ตัวกลางในการถ่ายทอดพลังงานเป็นเกณฑ์จะจาแนกได้เป็นคลื่นกลและคลื่น แม่เหล็กไฟฟ้า - ถ้าใช้ลักษณะการสั่นของตัวกลางจะจาแนกได้เป็นคลื่นตามยาวและคลื่นตามขวาง - ถ้าใช้ความต่อเนื่องของการให้กาเนิดคลื่นจะจาแนกได้เป็นคลื่นดลและคลื่นต่อเนื่อง 4. สำระกำรเรียนรู้ 1. ควำมรู้ 1.1 ชนิดของคลื่นจาแนกตามการใช้ตัวกลางในการถ่ายทอดพลังงานได้ดังนี้ 1) คลื่นกลคือคลื่นที่อาศัยตัวกลางในการเคลื่อนที่ 2) คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าคือคลื่นที่ไม่จาเป็นต้องอาศัยตัวกลางในการเคลื่อนที่ 1.2 ชนิดของคลื่นจาแนกตามลักษณะการสั่นของตัวกลางได้ดังนี้
  • 79.
    72 1) คลื่นตามยาวคือคลื่นที่เกิดจากอนุภาคของตัวกลางเคลื่อนที่ไปมาแนวเดียวกับการ เคลื่อนที่ของคลื่น 2) คลื่นตามขวางคือคลื่นที่เกิดจากอนุภาคของตัวกลางเคลื่อนที่ในแนวตั้งฉากกับการ เคลื่อนที่ของคลื่น 1.3ชนิดของคลื่นจาแนกตามความต่อเนื่องของการให้กาเนิดคลื่นได้ดังนี้ 1) คลื่นดลคือคลื่นที่เกิดจากแหล่งกาเนิดที่สั่นเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ 2) คลื่นต่อเนื่องคือคลื่นที่เกิดจากแหล่งกาเนิดที่สั่นอย่างต่อเนื่อง 2. ทักษะ/กระบวนกำร/กระบวนกำรคิด - ทักษะการสื่อความหมาย - ทักษะการจาแนกประเภท - ทักษะการสืบค้น - ทักษะการจัดระบบความคิดเป็นแผนภาพ 3. ด้ำนเจตคติทำงวิทยำศำสตร์ - สนใจใฝ่รู้ อยากรู้อยากเห็น รับผิดชอบ มุ่งมั่น อดทนเพียรพยายาม มีเหตุผล มีระเบียบ รอบคอบ ซื่อสัตย์ ใจกว้าง 5. คุณลักษณะอันพึงประสงค์  รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์  ซื่อสัตย์สุจริต  มีวินัย  ใฝ่เรียนรู้  อยู่อย่างพอเพียง  มุ่งมั่นในการทางาน  รักความเป็นไทย  มีจิตสาธารณะ 6. สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน  ความสามารถในการสื่อสาร  ความสามารถในการคิด  ความสามารถในการแก้ปัญหา  ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต  ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี 7. ชิ้นงำน/ภำระงำน - รายงานการสืบค้นเรื่อง ชนิดของคลื่น - ผังมโนทัศน์เรื่อง ชนิดของคลื่น 8. กำรจัดกิจกรรมกำรเรียนรู้ (กระบวนกำรสืบเสำะหำควำมรู้ (5Es)) ขั้นที่ 1 สร้ำงควำมสนใจ (Engagement) 1. ครูนาเข้าสู่บทเรียนเกี่ยวกับชนิดของคลื่นโดยให้นักเรียนยกตัวอย่างคลื่นที่นักเรียนรู้จักมาให้ มากที่สุด
  • 80.
    73 2. นักเรียนลองจัดกลุ่มของคลื่นโดยไม่บอกหลักเกณฑ์จากนั้นครูถามถึงเกณฑ์ในการแบ่งที่ นักเรียนใช้พิจารณาในการจัดกลุ่มของคลื่น ขั้นที่ 2สำรวจและค้นหำ (Exploration) 1. นักเรียนแบ่งกลุ่มกลุ่มละ 4 คนสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับชนิดของคลื่นจากแหล่งเรียนรู้ต่าง ๆ 2. นักเรียนแต่ละกลุ่มร่วมกันออกแบบวิธีนาเสนอผลการสืบค้นให้อยู่ในรูปแบบที่น่าสนใจ ขั้นที่ 3 อธิบำยและลงข้อสรุป (Explanation) 1. ตัวแทนนักเรียนแต่ละกลุ่มออกมานาเสนอผลการสืบค้นหน้าชั้นเรียน 2. ครูและนักเรียนร่วมกันอภิปรายหลักเกณฑ์ในการจาแนกแบบแรกคือการใช้ตัวกลางในการ ถ่ายทอดพลังงานโดยใช้คาถามดังนี้ 2.1 นักเรียนคิดว่าเกณฑ์ที่ใช้ตัวกลางในการพิจารณาจาแนกชนิดของคลื่นมีลักษณะ อย่างไร (จาแนกว่าคลื่นชนิดใดที่ใช้ตัวกลางและไม่ใช้ตัวกลางในการถ่ายทอดพลังงานจากแหล่งกาเนิด) 2.2 คลื่นที่ไม่ต้องใช้ตัวกลางในการเคลื่อนที่ได้แก่ (คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เช่น คลื่นแสง คลื่นวิทยุ เป็นต้น) 2.3 คลื่นที่ต้องใช้ตัวกลางในการเคลื่อนที่ได้แก่ (คลื่นกล เช่น คลื่นเสียง คลื่นผิวน้า คลื่น ในเส้นเชือก เป็นต้น) 3.ครูและนักเรียนร่วมกันอภิปรายการจาแนกชนิดของคลื่นด้วยการใช้การสั่นของอนุภาคตัวกลาง เมื่อเทียบกับทิศทางการแผ่หรือการเคลื่อนที่ของคลื่นโดยใช้คาถามดังนี้ 3.1 นักเรียนคิดว่าการสั่นของอนุภาคตัวกลางเมื่อเทียบกับทิศทางการแผ่หรือการเคลื่อนที่ ของคลื่นมีได้กี่ลักษณะอะไรบ้าง (มี 2 ลักษณะคือลักษณะการสั่นของอนุภาคตัวกลางอยู่ในแนวเดียวกับการ เคลื่อนที่ของคลื่นเรียกว่าคลื่นตามยาว และลักษณะของการสั่นของอนุภาคตัวกลางอยู่ในแนวตั้งฉากกับการ การเคลื่อนที่ของคลื่น เรียกว่าคลื่นตามขวาง) 3.2 คลื่นที่มีลักษณะการสั่นของคลื่นอยู่ในแนวเดียวกับการแผ่มีคลื่นอะไรบ้าง (ตัวอย่างเช่น คลื่นเสียง เป็นต้น) 3.3 คลื่นที่มีลักษณะการสั่นของคลื่นอยู่ในแนวตั้งฉากกับการแผ่มีคลื่นอะไรบ้าง (ตัวอย่างเช่น คลื่นน้า คลื่นในเส้นเชือก คลื่นแสง เป็นต้น) 4. ครูนานักเรียนอภิปรายการจาแนกชนิดของคลื่นตามความต่อเนื่องของการให้กาเนิดคลื่นโดย ใช้คาถามดังนี้ 4.1 นักเรียนคิดว่าการจาแนกคลื่นตามความต่อเนื่องของการให้กาเนิดคลื่นจะแบ่งคลื่น ออกได้เป็นกี่ประเภทอะไรบ้าง (แบ่งเป็น 2 ประเภทคือให้คลื่นสั้น ๆ เพียง 1-2 ลูกแล้วหยุดส่งคลื่นออกมา เรียกว่าคลื่นดลและให้คลื่นต่อเนื่องกันออกมาตลอดเรียกว่าคลื่นต่อเนื่อง) 5. นักเรียนร่วมกันสรุปความรู้เกี่ยวกับชนิดของคลื่นให้ได้ประเด็นตามจุดประสงค์การเรียนรู้
  • 81.
    74 ขั้นที่ 4 ขยำยควำมรู้(Elaboration) 1. ครูและนักเรียนร่วมกันอภิปรายเกี่ยวกับชนิดของคลื่น ยกตัวอย่างคลื่นรอบ ๆ ตัว และสามารถจาแนกประเภทของคลื่น จนกระทั่งนักเรียนอธิบายได้ว่า - คลื่นมีหลายประเภทและสามารถจาแนกประเภทของคลื่นได้โดยใช้เกณฑ์ต่าง ๆ ได้แก่ - จาแนกตามการใช้ตัวกลางในการถ่ายทอดพลังงานได้ดังนี้ 1) คลื่นกลคือคลื่นที่อาศัยตัวกลางในการเคลื่อนที่ เช่น คลื่นผิวน้า คลื่นเสียง คลื่น ในเส้นเชือก คลื่นในสปริง คลื่นแผ่นดินไหว 2) คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าคือคลื่นที่ไม่จาเป็นต้องอาศัยตัวกลางในการเคลื่อนที่ ได้แก่ คลื่นวิทยุ คลื่นไมโครเวฟ อินฟราเรด แสง อัลตราไวโอเลต รังสีเอกซ์ รังสีแกมมา - จาแนกตามลักษณะการสั่นของตัวกลางได้ดังนี้ 1) คลื่นตามยาวคือคลื่นที่เกิดจากอนุภาคของตัวกลางเคลื่อนที่ไปมาแนวเดียวกับ การเคลื่อนที่ของคลื่น เช่น คลื่นเสียง 2) คลื่นตามขวางคือคลื่นที่เกิดจากอนุภาคของตัวกลางเคลื่อนที่ในแนวตั้งฉากกับ การเคลื่อนที่ของคลื่น เช่น คลื่นผิวน้า คลื่นในเส้นเชือก - จาแนกตามความต่อเนื่องของการให้กาเนิดคลื่นได้ดังนี้ 1) คลื่นดลคือคลื่นที่เกิดจากแหล่งกาเนิดที่สั่นเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ 2) คลื่นต่อเนื่องคือคลื่นที่เกิดจากแหล่งกาเนิดที่สั่นอย่างต่อเนื่อง 2. นักเรียนสืบค้นข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับชนิดของคลื่น ทั้งจากหนังสือเรียน แหล่งเรียนรู้อื่น ๆ จากนั้นเขียนผังมโนทัศน์เกี่ยวกับชนิดของคลื่น ขั้นที่ 5 ประเมิน (Evaluation) 1. ครูประเมินการเรียนรู้ของนักเรียนดังนี้สังเกตพฤติกรรมของนักเรียนขณะเข้าร่วมกิจกรรม การตอบคาถามของนักเรียน การสืบค้นและประเมินการเขียนผังมโนทัศน์ 2. นักเรียนแต่ละกลุ่มพิจารณาว่า จากหัวข้อที่เรียนมาและการปฏิบัติกิจกรรม มีจุดใดบ้างที่ยังไม่ เข้าใจหรือยังมีข้อสงสัย ถ้ามีครูช่วยอธิบายเพิ่มเติมให้นักเรียนเข้าใจ 3. นักเรียนร่วมกันประเมินการปฏิบัติกิจกรรมกลุ่มว่ามีปัญหาหรืออุปสรรคใด และได้มีการแก้ไข อย่างไรบ้าง 4. นักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประโยชน์ที่ได้รับจากการสืบค้น การเขียนผังมโน ทัศน์ และการนาความรู้ที่ได้ไปใช้ประโยชน์ 5. ทดสอบความเข้าใจของนักเรียนโดยการให้ตอบคาถาม เช่น - ถ้าจาแนกคลื่นตามลักษณะของตัวกลาง จะแบ่งคลื่นได้เป็นกี่ประเภทอะไรบ้าง - ถ้าจาแนกคลื่นตามลักษณะการสั่นของแหล่งกาเนิด จะแบ่งคลื่นได้เป็นกี่ประเภท อะไรบ้าง
  • 82.
    75 - คลื่นตามขวางและคลื่นตามยาวแตกต่างกันในลักษณะใด 6. นักเรียนทบทวนความรู้เพิ่มเติมจากสื่อสังคมออนไลน์เรื่อง คลื่นกล ตอนที่ 1 ทาง youtube https://youtu.be/GEVXMtkItf8 พร้อมทาแบบฝึกหัด เรื่องคลื่นกล ตอนที่ 1 9. สื่อ/แหล่งกำรเรียนรู้ 1. แหล่งเรียนรู้ภายในและภายนอกชั้นเรียน 2. หนังสือเรียน 3. สื่อสังคมออนไลน์ เรื่องคลื่นกล ตอนที่ 1 ทาง youtubehttps://youtu.be/GEVXMtkItf8 10. กำรวัดและกำรประเมินผล ชิ้นงำน/ภำระงำน/ใบงำน วิธีกำร เครื่องมือ เกณฑ์กำรผ่ำน 1. ด้ำนควำมรู้ (K) - รายงานการสืบค้น เรื่อง ชนิดของคลื่น - ผังมโนทัศน์ เรื่อง ชนิดของคลื่น - แบบฝึกหัด เรื่อง คลื่นกล ตอนที่ 1 - การตรวจผลงาน - การตรวจผลงาน - การตรวจแบบฝึกหัด - แบบประเมินการสืบค้น - แบบประเมินผังมโนทัศน์ - แบบฝึกหัดเรื่องคลื่นกล ตอนที่ 1 - ร้อยละ 60 ขึ้นไป - ร้อยละ 60 ขึ้นไป - ร้อยละ 60 ขึ้นไป 2.ด้ำนทักษะ/กระบวนกำร (P) 3.ด้ำนเจตคติทำงวิทยำศำสตร์ (A) - การสังเกต - แบบสังเกตเจตคติทางวิทยาศาสตร์ - ร้อยละ 60 ขึ้นไป
  • 83.
    76 แบบประเมินกำรสืบค้น เรื่อง ชนิดของคลื่น เลขที่ ชื่อ-สกุลกลุ่ม คะแนนแต่ละรำยกำรประเมิน คะแนนรวม(20) การวางแผนค้นคว้า ข้อมูลจากแหล่ง เรียนรู้ การเก็บรวบรวม ข้อมูล การจัดกระทาข้อมูล และการนาเสนอ การสรุปผล การเขียนรายงาน เกณฑ์กำรประเมิน/ระดับคุณภำพ คะแนนรวม 17-20 หมายถึง ดีมาก คะแนนรวม 13-16 หมายถึง ดี คะแนนรวม 9-12 หมายถึง พอใช้ คะแนนรวม 5- 8 หมายถึง ปรับปรุง เกณฑ์กำรผ่ำน ตั้งแต่ 12 คะแนนขึ้นไป (ผ่ำนเกณฑ์ร้อยละ 60) ลงชื่อ ผู้ประเมิน (.........................................................) ........../................/..............
  • 84.
    77 แบบประเมินผังมโนทัศน์ เรื่อง ชนิดของคลื่น เลขที่ ชื่อ-สกุลกลุ่ม คะแนน หมำยเหตุ เกณฑ์กำรประเมิน/ระดับคุณภำพ คะแนนรวม 4 หมายถึง ดีมาก คะแนนรวม 3 หมายถึง ดี คะแนนรวม 2 หมายถึง พอใช้ คะแนนรวม 1 หมายถึง ปรับปรุง เกณฑ์กำรผ่ำน ตั้งแต่ 3 คะแนนขึ้นไป (ผ่ำนเกณฑ์ร้อยละ 60) ลงชื่อ ผู้ประเมิน (.........................................................) ........../................/..............
  • 85.
    78 แบบสังเกตเจตคติทำงวิทยำศำสตร์ ครั้งที่ 2 เลขที่ชื่อ-สกุล กลุ่ม คะแนนแต่ละรำยกำรประเมิน ความสนใจใฝ่รู้หรือความ อยากรู้อยากเห็น ความรับผิดชอบความ มุ่งมั่นอดทนและเพียร พยายาม ความมีเหตุผล ความมีระเบียบรอบคอบ เห็นคุณค่าของความมี ระเบียบและรอบคอบ ความซื่อสัตย์เสนอความ จริงถึงแม้จะเป็นผลที่ แตกต่างจากผู้อื่น ความใจกว้างร่วมแสดง ความคิดเห็นและรับฟัง ความคิดเห็นของผู้อื่น คะแนนรวม(24) เกณฑ์กำรประเมิน/ระดับคุณภำพ คะแนนรวม 20-24 หมายถึง มาก คะแนนรวม 15-19 หมายถึง ปานกลาง คะแนนรวม 10–14 หมายถึง น้อย คะแนนรวม 6 – 9 หมายถึง ไม่แสดงออก เกณฑ์กำรผ่ำน ตั้งแต่ 15 คะแนนขึ้นไป (ผ่ำนเกณฑ์ร้อยละ 60) ลงชื่อ ผู้ประเมิน (.........................................................) ........../................/..............
  • 86.
  • 87.
    80 แผนกำรจัดกำรเรียนรู้ที่ 3 กำรสะท้อนของคลื่น หน่วยกำรเรียนรู้ที่1 คลื่น วิชำวิทยำศำสตร์ 5 ว33101 ชั้นมัธยมศึกษำปีที่ 6 เวลำ 2 ชั่วโมง ********************************************************************** 1. มำตรฐำนกำรเรียนรู้/ตัวชี้วัด มำตรฐำนกำรเรียนรู้ มำตรฐำน ว 5.1 เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างพลังงานกับการดารงชีวิต การเปลี่ยนรูปพลังงาน ปฏิสัมพันธ์ระหว่างสารและพลังงาน ผลของการใช้พลังงานต่อชีวิตและสิ่งแวดล้อม มีกระบวนการสืบเสาะหา ความรู้ สื่อสารสิ่งที่เรียนรู้และนาความรู้ไปใช้ประโยชน์ ตัวชี้วัด ว 5.1 ม.4-6/1 ทดลองและอธิบายสมบัติของคลื่นกล และอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างอัตราเร็ว ความถี่ และความยาวคลื่น มำตรฐำนกำรเรียนรู้ มำตรฐำน ว 8.1 ใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์และจิตวิทยาศาสตร์ในการสืบเสาะหาความรู้ การแก้ปัญหา รู้ว่าปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่มีรูปแบบที่แน่นอน สามารถอธิบายและ ตรวจสอบได้ภายใต้ข้อมูลและเครื่องมือที่อยู่ในช่วงเวลานั้น ๆ เข้าใจว่า วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สังคม และ สิ่งแวดล้อมมีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน ตัวชี้วัด 1. ว 8.1 ม.4-6/1 ตั้งคาถามที่อยู่บนพื้นฐานของความรู้และความเข้าใจทางวิทยาศาสตร์ หรือ ความสนใจ หรือจากประเด็นที่เกิดขึ้นในขณะนั้น ที่สามารถทาการสารวจตรวจสอบหรือศึกษาค้นคว้าได้อย่าง ครอบคลุมและเชื่อถือได้ 2. ว 8.1 ม.4-6/2 สร้างสมมติฐานที่มีทฤษฎีรองรับ หรือคาดการณ์สิ่งที่จะพบ หรือสร้าง แบบจาลอง หรือสร้างรูปแบบ เพื่อนาไปสู่การสารวจตรวจสอบ 3. ว 8.1 ม.4-6/3 ค้นคว้ารวบรวมข้อมูลที่ต้องพิจารณาปัจจัยหรือตัวแปรสาคัญ ปัจจัยที่มีผลต่อ ปัจจัยอื่น ปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ และจานวนครั้งของการสารวจตรวจสอบ เพื่อให้ได้ผลที่มีความเชื่อมั่นอย่าง เพียงพอ 4. ว 8.1 ม.4-6/4 เลือกวัสดุ เทคนิควิธี อุปกรณ์ที่ใช้ในการสังเกต การวัด การสารวจ ตรวจสอบ อย่างถูกต้องทั้งทางกว้างและลึกในเชิงปริมาณและคุณภาพ 5. ว 8.1 ม.4-6/5 รวบรวมข้อมูลและบันทึกผลการสารวจตรวจสอบอย่างเป็นระบบถูกต้อง ครอบคลุมทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ โดยตรวจสอบความเป็นไปได้ ความเหมาะสมหรือความผิดพลาดของ ข้อมูล 6. ว 8.1 ม.4-6/6 จัดกระทาข้อมูล โดยคานึงถึงการรายงานผลเชิงตัวเลขที่มีระดับความถูกต้อง และนาเสนอข้อมูลเทคนิควิธีที่เหมาะสม
  • 88.
    81 7. ว 8.1ม.4-6/7 วิเคราะห์ข้อมูล แปลความหมายข้อมูล และประเมินความสอดคล้องของ ข้อสรุป หรือสาระสาคัญ เพื่อตรวจสอบกับสมมติฐานที่ตั้งไว้ 8. ว 8.1 ม.4-6/8 พิจารณาความน่าเชื่อถือของวิธีการและผลการสารวจตรวจสอบ โดยใช้หลัก ความคลาดเคลื่อนของการวัดและการสังเกต เสนอแนะการปรับปรุงวิธีการสารวจตรวจสอบ 9. ว 8.1 ม.4-6/9 นาผลของการสารวจตรวจสอบที่ได้ ทั้งวิธีการและองค์ความรู้ที่ได้ไปสร้าง คาถามใหม่ นาไปใช้แก้ปัญหาในสถานการณ์ใหม่และในชีวิตจริง 10. ว 8.1 ม.4-6/10 ตระหนักถึงความสาคัญในการที่จะต้องมีส่วนร่วมรับผิดชอบการอธิบาย การลงความเห็น และการสรุปผลการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ที่นาเสนอต่อสาธารณชนด้วยความถูกต้อง 11. ว 8.1 ม.4-6/11 บันทึกและอธิบายผลการสารวจตรวจสอบอย่างมีเหตุผลใช้พยานหลักฐาน อ้างอิงหรือค้นคว้าเพิ่มเติม เพื่อหาหลักฐานอ้างอิงที่เชื่อถือได้ และยอมรับว่าความรู้เดิมอาจมีการเปลี่ยนแปลง ได้ เมื่อมีข้อมูลและประจักษ์พยานใหม่เพิ่มเติมหรือโต้แย้งจากเดิม ซึ่งท้าทายให้มีการตรวจสอบอย่าง ระมัดระวัง อันจะนามาสู่การยอมรับเป็นความรู้ใหม่ 12. ว 8.1 ม.4-6/12 จัดแสดงผลงาน เขียนรายงาน และ/หรืออธิบายเกี่ยวกับแนวคิด กระบวนการ และผลของโครงงานหรือชิ้นงานให้ผู้อื่นเข้าใจ 2. จุดประสงค์กำรเรียนรู้ 1. ทดลองและสรุปผลการทดลองเกี่ยวกับการสะท้อนของคลื่นได้ (P) 2. อธิบายเกี่ยวกับลักษณะการสะท้อนและกฎการสะท้อนของคลื่นได้ (K) 3. แสดงความเป็นคนสนใจใฝ่รู้ อยากรู้อยากเห็น รับผิดชอบ มุ่งมั่น อดทนเพียรพยายาม มีเหตุผล มีระเบียบ รอบคอบ ซื่อสัตย์ ใจกว้าง (A) 3. สำระสำคัญ การสะท้อนของคลื่น คือ การเปลี่ยนแปลงทิศของคลื่น อันเนื่องมาจากการตกกระทบที่รอยต่อระหว่าง ตัวกลางสองชนิด โดยมีมุมตกกระทบเท่ากับมุมสะท้อน และมีกฎการสะท้อนคือ เส้นแนวฉาก รังสีตกกระทบ รังสีสะท้อน อยู่ในระนาบเดียวกัน อีกทั้งมุมตกกระทบเท่ากับมุมสะท้อน 4. สำระกำรเรียนรู้ 1. ควำมรู้ การสะท้อนของคลื่น คือ การเปลี่ยนแปลงทิศของคลื่น อันเนื่องมาจากการตกกระทบที่รอยต่อ ระหว่างตัวกลางสองชนิด โดยมีมุมตกกระทบเท่ากับมุมสะท้อน กฎการสะท้อน ประกอบด้วย 1. เส้นแนวฉาก รังสีตกกระทบ รังสีสะท้อน อยู่ในระนาบเดียวกัน 2. มุมตกกระทบ เท่ากับ มุมสะท้อน 2. ทักษะ/กระบวนกำร/กระบวนกำรคิด - ทักษะการคิดวิเคราะห์
  • 89.
    82 - ทักษะการสื่อความหมาย - ทักษะการปฏิบัติการทดลอง 3.ด้ำนเจตคติทำงวิทยำศำสตร์ - สนใจใฝ่รู้ อยากรู้อยากเห็น รับผิดชอบ มุ่งมั่น อดทนเพียรพยายาม มีเหตุผล มีระเบียบ รอบคอบ ซื่อสัตย์ ใจกว้าง 5. คุณลักษณะอันพึงประสงค์  รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์  ซื่อสัตย์สุจริต  มีวินัย  ใฝ่เรียนรู้  อยู่อย่างพอเพียง  มุ่งมั่นในการทางาน  รักความเป็นไทย  มีจิตสาธารณะ 6. สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน  ความสามารถในการสื่อสาร  ความสามารถในการคิด  ความสามารถในการแก้ปัญหา  ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต  ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี 7. ชิ้นงำน/ภำระงำน - ผังมโนทัศน์เรื่อง การสะท้อนของคลื่น 8. กำรจัดกิจกรรมกำรเรียนรู้ (กระบวนกำรสืบเสำะหำควำมรู้ (5Es)) ขั้นที่ 1 สร้ำงควำมสนใจ (Engagement) - นานักเรียนเข้าสู่บทเรียนเกี่ยวกับสมบัติของคลื่น เรื่อง การสะท้อนของคลื่น โดยนักเรียนสังเกต ภาพคลื่นน้าที่กระทบฝั่ง แล้วครูถามนักเรียนโดยใช้คาถามดังนี้ 1) ผิวน้ามีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร (ผิวน้ากระเพื่อมเป็นคลื่นแผ่ออกไปในน้าเหมือนเดิม) 2) ปรากฏการณ์ดังกล่าวเป็นการสะท้อนใช่หรือไม่ (ใช่/ไม่ใช่) 3) เมื่อคลื่นเคลื่อนที่ไปพบสิ่งกีดขวาง จะมีลักษณะอย่างไร (มีการเปลี่ยนทิศการเคลื่อนที่) ขั้นที่ 2 สำรวจและค้นหำ (Exploration) 1. นักเรียนแบ่งกลุ่ม กลุ่มละ 4 คน ศึกษาวิธีการทากิจกรรมที่ 1.2 เรื่อง การสะท้อนของคลื่น ใน ใบงานที่ 2 2. นักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นก่อนทากิจกรรม โดยครูถามคาถามก่อนทากิจกรรม โดยใช้ คาถามดังนี้ 2.1 ปัญหาของการทดลองนี้คืออะไร (เมื่อคลื่นกระทบสิ่งกีดขวางจะมีลักษณะอย่างไร) 2.2 การสะท้อนของคลื่นมีกฎหรือไม่ (มี) จากนั้นนักเรียนตอบคาถามก่อนทากิจกรรมในใบงานที่ 2
  • 90.
    83 3. นักเรียนลงมือทากิจกรรมตามขั้นตอนที่กาหนดในใบงานที่ 2เรื่อง การสะท้อนของคลื่น และ บันทึกผลการทากิจกรรม ขั้นที่ 3 อธิบำยและลงข้อสรุป (Explanation) 1. ตัวแทนนักเรียนแต่ละกลุ่มออกมานาเสนอผลการทากิจกรรมเรื่อง การสะท้อนของคลื่น หน้า ชั้นเรียน 2. นักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับผลการทากิจกรรม โดยครูใช้คาถามหลังทา กิจกรรม จากนั้นนักเรียนตอบคาถามดังนี้ 2.1 มุมระหว่างแนวเส้น A ที่ตกกระทบตัวสะท้อนกับเส้นแนวฉาก (B) ที่สร้างขึ้น กับมุม ระหว่างแนวเส้น C ที่สะท้อนออกจากตัวสะท้อนกับเส้นแนวฉาก (B) มีความสัมพันธ์กันอย่างไร (มุมระหว่าง แนวเส้น A ที่ตกกระทบตัวสะท้อนกับเส้นแนวฉาก (B) ที่สร้างขึ้น (มุมตกกระทบ) จะมีค่าเท่ากับมุมระหว่าง แนวเส้น C ที่สะท้อนออกจากตัวสะท้อนกับเส้นแนวฉาก (B) (มุมสะท้อน)) 2.2 เมื่อเปลี่ยนมุมของตัวสะท้อนทาให้แนวเส้น A และแนวเส้น C มีการเปลี่ยนแปลง อย่างไร (เมื่อเปลี่ยนมุมของตัวสะท้อน แนวเส้น A และแนวเส้น C ที่สะท้อนจะมีการเปลี่ยนแปลงไปด้วย โดย มุมตกกระทบเท่ากับมุมสะท้อนเสมอ) 2.3 สรุปผลการทดลองนี้ได้อย่างไร (การสะท้อนของคลื่นจะเป็นไปตามกฎการสะท้อน เสมอ กล่าวคือ 1. แนวของคลื่นตกกระทบ รังสีสะท้อน และเส้นแนวฉากอยู่บนระนาบเดียวกัน 2. มุมตก กระทบเท่ากับมุมสะท้อน) จากนั้นนักเรียนตอบคาถามหลังทากิจกรรมในใบงานที่ 2 3. นักเรียนร่วมกันสรุปผลการทากิจกรรมเกี่ยวกับการสะท้อนของคลื่นให้ได้ประเด็นตาม จุดประสงค์การเรียนรู้ 4. นักเรียนวิเคราะห์ การสะท้อนของคลื่นที่พบในชีวิตประจาวัน เช่น การสะท้อนของคลื่นผิวน้า เมื่อกระทบขอบสระ การสะท้อนของเชือกปลายตึงและปลายอิสระ เป็นต้น ขั้นที่ 4 ขยำยควำมรู้ (Elaboration) 1. ครูและนักเรียนร่วมกันอภิปรายจนกระทั่งนักเรียนอธิบายได้ว่า - การสะท้อนของคลื่น คือ การเปลี่ยนแปลงทิศของคลื่น อันเนื่องมาจากการตกกระทบที่ รอยต่อระหว่างตัวกลางสองชนิด โดยมีมุมตกกระทบเท่ากับมุมสะท้อน กฎการสะท้อน ประกอบด้วย 1) เส้นแนวฉาก รังสีตกกระทบ รังสีสะท้อน อยู่ในระนาบเดียวกัน 2) มุมตกกระทบ เท่ากับ มุมสะท้อน 2. นักเรียนสืบค้นข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการสะท้อนของคลื่น ทั้งจากหนังสือเรียน แหล่งเรียนรู้ อื่น ๆ จากนั้นเขียนผังมโนทัศน์ เรื่อง การสะท้อนของคลื่น ขั้นที่ 5 ประเมิน (Evaluation) 1. ครูประเมินการเรียนรู้ของนักเรียน ดังนี้ สังเกตพฤติกรรมของนักเรียนขณะเข้าร่วมกิจกรรม การตอบคาถามของนักเรียน การทากิจกรรม การตอบคาถามในใบงาน และประเมินการเขียนผังมโนทัศน์
  • 91.
    84 2. นักเรียนแต่ละกลุ่มพิจารณาว่า จากหัวข้อที่เรียนมาและการปฏิบัติกิจกรรมมีจุดใดบ้างที่ยังไม่ เข้าใจหรือยังมีข้อสงสัย ถ้ามีครูช่วยอธิบายเพิ่มเติมให้นักเรียนเข้าใจ 3. นักเรียนร่วมกันประเมินการปฏิบัติกิจกรรมกลุ่มว่ามีปัญหาหรืออุปสรรคใด และได้มีการแก้ไข อย่างไรบ้าง 4. นักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประโยชน์ที่ได้รับจากการปฏิบัติการทดลอง และ การนาความรู้ที่ได้ไปใช้ประโยชน์ 5. ทดสอบความเข้าใจของนักเรียนโดยการให้ตอบคาถาม เช่น - การสะท้อนของคลื่นหมายถึงอะไร - กฎการสะท้อนของคลื่นมีอะไรบ้าง 6. นักเรียนทบทวนความรู้เพิ่มเติมจากสื่อสังคมออนไลน์ เรื่อง คลื่นกล ตอนที่ 2 ทาง youtube https://youtu.be/30ze8eYEx28 9. สื่อ/แหล่งกำรเรียนรู้ 1. ถาดคลื่นพร้อมอุปกรณ์ติดตั้ง 1 ชุด 2. ตัวสะท้อนหน้าตรง 1 ชิ้น 3. อุปกรณ์ทาคลื่นการสะท้อนของคลื่น 1 ชุด 4. หม้อแปลงโวลต์ต่า พร้อมสายไฟ 1 ชุด 5. กระดาษขาวรองใต้ถาด 1 แผ่น 6. ใบงานที่ 2 เรื่อง การสะท้อนของคลื่น 7. หนังสือเรียน 8. สื่อสังคมออนไลน์ เรื่อง คลื่นกล ตอนที่ 2 ทาง youtube https://youtu.be/30ze8eYEx28 10. กำรวัดและกำรประเมินผล ชิ้นงำน/ภำระงำน/ใบงำน วิธีกำร เครื่องมือ เกณฑ์กำรผ่ำน 1. ด้ำนควำมรู้ (K) - ใบงานที่ 2 เรื่อง การสะท้อนของคลื่น - ผังมโนทัศน์ เรื่อง การสะท้อนของคลื่น - การตรวจใบงาน - การตรวจผลงาน - แบบประเมินใบงาน - แบบประเมินผังมโนทัศน์ - ร้อยละ 60 ขึ้นไป - ร้อยละ 60 ขึ้นไป 2.ด้ำนทักษะ/กระบวนกำร (P) - ใบงานที่ 2 เรื่อง การสะท้อนของคลื่น - การสังเกต - การตรวจใบงาน - แบบสังเกตการปฏิบัติการทดลอง - แบบประเมินใบงาน - ร้อยละ 60 ขึ้นไป - ร้อยละ 60 ขึ้นไป 3.ด้ำนเจตคติทำงวิทยำศำสตร์ (A) - การสังเกต - แบบสังเกตเจตคติทางวิทยาศาสตร์ - ร้อยละ 60 ขึ้นไป
  • 92.
    85 แบบสังเกตกำรปฏิบัติกำรทดลอง เรื่อง กำรสะท้อนของคลื่น เลขที่ ชื่อ-สกุลกลุ่ม คะแนนแต่ละรำยกำรประเมิน คะแนนรวม(24) การทดลองหรือ ทากิจกรรมตาม แผนที่กาหนด การใช้อุปกรณ์ และ/หรือ เครื่องมือ การบันทึกผลการ ทดลองหรือทา กิจกรรม การจัดกระทา ข้อมูลและการ นาเสนอ การสรุปผลการ ทดลองหรือการ ทากิจกรรม การดูแลและการ เก็บอุปกรณ์และ/ หรือเครื่องมือ เกณฑ์กำรประเมิน/ระดับคุณภำพ คะแนนรวม 20-24 หมายถึง ดีมาก คะแนนรวม 15-19 หมายถึง ดี คะแนนรวม 10–14 หมายถึง พอใช้ คะแนนรวม 6 – 9 หมายถึง ปรับปรุง เกณฑ์กำรผ่ำน ตั้งแต่ 15 คะแนนขึ้นไป (ผ่ำนเกณฑ์ร้อยละ 60) ลงชื่อ ผู้ประเมิน (.........................................................) ........../................/..............
  • 93.
    86 แบบประเมินใบงำน เรื่อง กำรสะท้อนของคลื่น เลขที่ ชื่อ-สกุลกลุ่ม คะแนนแต่ละรำยกำรประเมิน คะแนนรวม(16) คาถามก่อนทา กิจกรรม บันทึกผลการทา กิจกรรม คาถามหลังทา กิจกรรม สรุปผลการทดลอง เกณฑ์กำรประเมิน/ระดับคุณภำพ คะแนนรวม 14-16 หมายถึง ดีมาก คะแนนรวม 11-13 หมายถึง ดี คะแนนรวม 8–10 หมายถึง พอใช้ คะแนนรวม 4–7 หมายถึง ปรับปรุง เกณฑ์กำรผ่ำน ตั้งแต่ 10 คะแนนขึ้นไป (ผ่ำนเกณฑ์ร้อยละ 60) ลงชื่อ ผู้ประเมิน (.........................................................) ........../................/..............
  • 94.
    87 แบบประเมินผังมโนทัศน์ เรื่อง กำรสะท้อนของคลื่น เลขที่ ชื่อ-สกุลกลุ่ม คะแนน หมำยเหตุ เกณฑ์กำรประเมิน/ระดับคุณภำพ คะแนนรวม 4 หมายถึง ดีมาก คะแนนรวม 3 หมายถึง ดี คะแนนรวม 2 หมายถึง พอใช้ คะแนนรวม 1 หมายถึง ปรับปรุง เกณฑ์กำรผ่ำน ตั้งแต่ 3 คะแนนขึ้นไป (ผ่ำนเกณฑ์ร้อยละ 60) ลงชื่อ ผู้ประเมิน (.........................................................) ........../................/..............
  • 95.
    88 แบบสังเกตเจตคติทำงวิทยำศำสตร์ ครั้งที่ 3 เลขที่ชื่อ-สกุล กลุ่ม คะแนนแต่ละรำยกำรประเมิน ความสนใจใฝ่รู้หรือความ อยากรู้อยากเห็น ความรับผิดชอบความ มุ่งมั่นอดทนและเพียร พยายาม ความมีเหตุผล ความมีระเบียบรอบคอบ เห็นคุณค่าของความมี ระเบียบและรอบคอบ ความซื่อสัตย์เสนอความ จริงถึงแม้จะเป็นผลที่ แตกต่างจากผู้อื่น ความใจกว้างร่วมแสดง ความคิดเห็นและรับฟัง ความคิดเห็นของผู้อื่น คะแนนรวม(24) เกณฑ์กำรประเมิน/ระดับคุณภำพ คะแนนรวม 20-24 หมายถึง มาก คะแนนรวม 15-19 หมายถึง ปานกลาง คะแนนรวม 10–14 หมายถึง น้อย คะแนนรวม 6 – 9 หมายถึง ไม่แสดงออก เกณฑ์กำรผ่ำน ตั้งแต่ 15 คะแนนขึ้นไป (ผ่ำนเกณฑ์ร้อยละ 60) ลงชื่อ ผู้ประเมิน (.........................................................) ........../................/..............
  • 96.
  • 97.
    90 ตัวสะท้อน อุปกรณ์ทาคลื่น ใบงำนที่ 2เรื่อง กำรสะท้อนของคลื่น ชื่อ_____________________ชั้น_______เลขที่____ กลุ่มที่____ คำชี้แจง ให้นักเรียนแต่ละกลุ่มปฏิบัติ ดังนี้ 1. อ่านวิธีทากิจกรรมการทดลองให้เข้าใจ 2. ตอบคาถามก่อนทากิจกรรม 3. ทากิจกรรมและบันทึกผล 4. ตอบคาถามหลังทากิจกรรม กิจกรรมที่ 1.2 กำรสะท้อนของคลื่น วัสดุอุปกรณ์ 1. ถาดคลื่นพร้อมอุปกรณ์ติดตั้ง 1 ชุด 2. ตัวสะท้อนหน้าตรง 1 ชิ้น 3. อุปกรณ์ทาคลื่นการสะท้อนของคลื่น 1 ชุด 4. หม้อแปลงโวลต์ต่า พร้อมสายไฟ 1 ชุด 5. กระดาษขาวรองใต้ถาด 1 แผ่น วิธีทำ 1. ตั้งชุดอุปกรณ์ถาดคลื่น ใส่น้า ตัวทาคลื่น ตัวสะท้อน พร้อมต่อหลอดไฟฟ้ากับหม้อแปลงโวลต์ ต่า 12 โวลต์ 2. วางตัวสะท้อนคลื่นในแนวเฉียง 3. เคาะอุปกรณ์ทาคลื่นหน้าตรงเป็นจังหวะ ๆ จะเห็นหน้าคลื่นออกจากแหล่งกาเนิดคลื่นเข้าสู่ตัว สะท้อน วาดแนวหน้าคลื่นตกกระทบและวาดแนวหน้าคลื่นสะท้อน 4. ลากเส้นตั้งฉากกับหน้าคลื่นตกกระทบ (A) แนวเส้นนี้เมื่อกระทบกับตัวสะท้อน ให้ลากเส้นตั้ง ฉากกับตัวสะท้อน (B) และลากเส้นตั้งฉากกับหน้าคลื่นสะท้อน (C) 5. เปลี่ยนมุมของตัวสะท้อนอีก 2 ค่า บันทึกผล ได้คะแนน ..................................... คะแนนเต็ม 16 คะแนน การจัดการทดลอง การสะท้อนของคลื่น ตัวอย่างภาพวาดแนวหน้าคลื่น ตกกระทบและแนวหน้าคลื่นสะท้อน
  • 98.
    91 คำถำมก่อนทำกิจกรรม ปัญหำ 1. ปัญหาของการทดลองนี้คืออะไร ............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................................................................. สมมติฐำน 2. การสะท้อนของคลื่นมีกฎหรือไม่อย่างไร ............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................................................................. บันทึกผลกำรทำกิจกรรม ............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................................................................. คำถำมหลังทำกิจกรรม แปลควำมหมำยและสรุปผล 1. มุมระหว่างแนวเส้น A ที่ตกกระทบตัวสะท้อนกับเส้นแนวฉาก (B) ที่สร้างขึ้น กับมุมระหว่างแนวเส้น C ที่สะท้อนออกจากตัวสะท้อนกับเส้นแนวฉาก (B) มีความสัมพันธ์กันอย่างไร ............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................................................................. 2. เมื่อเปลี่ยนมุมของตัวสะท้อนทาให้แนวเส้น A และแนวเส้น C มีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร ............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................................................................. 3. สรุปผลการทดลองนี้ได้อย่างไร ............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................................................................. เมื่อคลื่นกระทบสิ่งกีดขวางจะมีลักษณะอย่างไร มี มุมตกกระทบจะมีค่าเท่ากับมุมสะท้อน เมื่อเพิ่มมุมตกกระทบ มุมสะท้อนจะเพิ่มขึ้นด้วย และมุมตก กระทบยังคงเท่ากับมุมสะท้อน มุมระหว่างแนวเส้น A ที่ตกกระทบตัวสะท้อนกับเส้นแนวฉาก (B) ที่สร้างขึ้น (มุมตกกระทบ) จะมี ค่าเท่ากับมุมระหว่างแนวเส้น C ที่สะท้อนออกจากตัวสะท้อนกับเส้นแนวฉาก (B) (มุมสะท้อน) เมื่อเปลี่ยนมุมของตัวสะท้อน แนวเส้น A และแนวเส้น C ที่สะท้อนจะมีการเปลี่ยนแปลงไปด้วย โดยมุมตกกระทบเท่ากับมุมสะท้อนเสมอ การสะท้อนของคลื่นจะเป็นไปตามกฎการสะท้อนเสมอ กล่าวคือ 1. แนวของคลื่นตกกระทบ รังสี สะท้อน และเส้นแนวฉากอยู่บนระนาบเดียวกัน 2. มุมตกกระทบเท่ากับมุมสะท้อน
  • 99.
    92 แผนกำรจัดกำรเรียนรู้ที่ 4 กำรหักเหของคลื่น หน่วยกำรเรียนรู้ที่1 คลื่น วิชำวิทยำศำสตร์ 5 ว33101 ชั้นมัธยมศึกษำปีที่ 6 เวลำ 2 ชั่วโมง ********************************************************************** 1. มำตรฐำนกำรเรียนรู้/ตัวชี้วัด มำตรฐำนกำรเรียนรู้ มำตรฐำน ว 5.1 เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างพลังงานกับการดารงชีวิต การเปลี่ยนรูปพลังงาน ปฏิสัมพันธ์ระหว่างสารและพลังงาน ผลของการใช้พลังงานต่อชีวิตและสิ่งแวดล้อม มีกระบวนการสืบเสาะหา ความรู้ สื่อสารสิ่งที่เรียนรู้และนาความรู้ไปใช้ประโยชน์ ตัวชี้วัด ว 5.1 ม.4-6/1 ทดลองและอธิบายสมบัติของคลื่นกล และอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างอัตราเร็ว ความถี่ และความยาวคลื่น มำตรฐำนกำรเรียนรู้ มำตรฐำน ว 8.1 ใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์และจิตวิทยาศาสตร์ในการสืบเสาะหาความรู้ การแก้ปัญหา รู้ว่าปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่มีรูปแบบที่แน่นอนสามารถอธิบายและ ตรวจสอบได้ภายใต้ข้อมูลและเครื่องมือที่มีอยู่ในช่วงเวลานั้น ๆ เข้าใจว่าวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีสังคมและ สิ่งแวดล้อมมีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน ตัวชี้วัด 1. ว 8.1 ม.4-6/1 ตั้งคาถามที่อยู่บนพื้นฐานของความรู้และความเข้าใจทางวิทยาศาสตร์หรือ ความสนใจหรือจากประเด็นที่เกิดขึ้นในขณะนั้นที่สามารถทาการสารวจตรวจสอบหรือศึกษาค้นคว้าได้อย่าง ครอบคลุมและเชื่อถือได้ 2. ว 8.1 ม.4-6/2 สร้างสมมติฐานที่มีทฤษฎีรองรับหรือคาดการณ์สิ่งที่จะพบหรือสร้าง แบบจาลองหรือสร้างรูปแบบเพื่อนาไปสู่การสารวจตรวจสอบ 3. ว 8.1 ม.4-6/3 ค้นคว้ารวบรวมข้อมูลที่ต้องพิจารณาปัจจัยหรือตัวแปรสาคัญ ปัจจัยที่มีผลต่อ ปัจจัยอื่นปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้และจานวนครั้งของการสารวจตรวจสอบเพื่อให้ได้ผลที่มีความเชื่อมั่นอย่าง เพียงพอ 4. ว 8.1 ม.4-6/4 เลือกวัสดุเทคนิควิธีอุปกรณ์ที่ใช้ในการสังเกตการวัดการสารวจตรวจสอบอย่าง ถูกต้องทั้งทางกว้างและลึกในเชิงปริมาณและคุณภาพ 5. ว 8.1 ม.4-6/5 รวบรวมข้อมูลและบันทึกผลการสารวจตรวจสอบอย่างเป็นระบบถูกต้อง ครอบคลุมทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพโดยตรวจสอบความเป็นไปได้ความเหมาะสมหรือความผิดพลาดของ ข้อมูล 6. ว 8.1 ม.4-6/6 จัดกระทาข้อมูลโดยคานึงถึงการรายงานผลเชิงตัวเลขที่มีระดับความถูกต้อง และนาเสนอข้อมูลด้วยเทคนิควิธีที่เหมาะสม
  • 100.
    93 7. ว 8.1ม.4-6/7 วิเคราะห์ข้อมูลแปลความหมายข้อมูลและประเมินความสอดคล้องของข้อสรุป หรือสาระสาคัญเพื่อตรวจสอบกับสมมติฐานที่ตั้งไว้ 8. ว 8.1 ม.4-6/8 พิจารณาความน่าเชื่อถือของวิธีการและผลการสารวจตรวจสอบโดยใช้หลัก ความคลาดเคลื่อนของการวัดและการสังเกตเสนอแนะการปรับปรุงวิธีการสารวจตรวจสอบ 9. ว 8.1 ม.4-6/9 นาผลของการสารวจตรวจสอบที่ได้ทั้งวิธีการและองค์ความรู้ที่ได้ไปสร้าง คาถามใหม่นาไปใช้แก้ปัญหาในสถานการณ์ใหม่และในชีวิตจริง 10. ว 8.1 ม.4-6/10 ตระหนักถึงความสาคัญในการที่จะต้องมีส่วนร่วมรับผิดชอบการอธิบายการ ลงความเห็นและการสรุปผลการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ที่นาเสนอต่อสาธารณชนด้วยความถูกต้อง 11. ว 8.1 ม.4-6/11 บันทึกและอธิบายผลการสารวจตรวจสอบอย่างมีเหตุผลใช้พยานหลักฐาน อ้างอิงหรือค้นคว้าเพิ่มเติมเพื่อหาหลักฐานอ้างอิงที่เชื่อถือได้และยอมรับว่าความรู้เดิมอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ เมื่อมีข้อมูลและประจักษ์พยานใหม่เพิ่มเติมหรือโต้แย้งจากเดิมซึ่งท้าทายให้มีการตรวจสอบอย่างระมัดระวังอัน จะนามาสู่การยอมรับเป็นความรู้ใหม่ 12. ว 8.1 ม.4-6/12 จัดแสดงผลงานเขียนรายงานและ/หรืออธิบายเกี่ยวกับแนวคิดกระบวนการ และผลของโครงงานหรือชิ้นงานให้ผู้อื่นเข้าใจ 2. จุดประสงค์กำรเรียนรู้ 1. ทดลองและสรุปผลการทดลองเกี่ยวกับการหักเหของคลื่นได้ (P) 2. อธิบายเกี่ยวกับลักษณะการหักเหของคลื่นได้ (K) 3. แสดงความเป็นคนสนใจใฝ่รู้ อยากรู้อยากเห็น รับผิดชอบ มุ่งมั่น อดทนเพียรพยายาม มีเหตุผล มีระเบียบ รอบคอบ ซื่อสัตย์ ใจกว้าง (A) 3. สำระสำคัญ การหักเห คือ การเปลี่ยนแปลงทิศของคลื่นอันเนื่องมาจากคลื่นเคลื่อนที่จากรอยต่อระหว่างตัวกลางที่มี สมบัติแตกต่างกัน แล้วทาให้อัตราเร็วของคลื่นเปลี่ยนไป มุมวิกฤติ คือ มุมตกกระทบที่ทาให้มุมหักเหมีขนาด 90๐ การสะท้อนกลับหมด คือ การสะท้อนที่เกิดจากมุมตกกระทบมีค่ามากกว่ามุมวิกฤติ แล้วไม่มีการหักเห เกิดขึ้นแต่เกิดการสะท้อนกลับหมดในตัวกลางเดิม 4. สำระกำรเรียนรู้ 1. ควำมรู้ การหักเห คือ การเปลี่ยนแปลงทิศของคลื่นอันเนื่องมาจากคลื่นเคลื่อนที่จากรอยต่อระหว่าง ตัวกลางที่มีสมบัติแตกต่างกัน แล้วทาให้อัตราเร็วของคลื่นเปลี่ยนไป มุมวิกฤติ คือ มุมตกกระทบที่ทาให้มุมหักเหมีขนาด 90๐ การสะท้อนกลับหมด คือ การสะท้อนที่เกิดจากมุมตกกระทบมีค่ามากกว่ามุมวิกฤติ แล้วไม่มีการ หักเหเกิดขึ้น แต่เกิดการสะท้อนกลับหมดในตัวกลางเดิม
  • 101.
    94 2. ทักษะ/กระบวนกำร/กระบวนกำรคิด - ทักษะการคิดวิเคราะห์ -ทักษะการสื่อความหมาย - ทักษะการปฏิบัติการทดลอง 3. ด้ำนเจตคติทำงวิทยำศำสตร์ - สนใจใฝ่รู้ อยากรู้อยากเห็น รับผิดชอบ มุ่งมั่น อดทนเพียรพยายาม มีเหตุผล มีระเบียบ รอบคอบ ซื่อสัตย์ ใจกว้าง 5. คุณลักษณะอันพึงประสงค์  รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์  ซื่อสัตย์สุจริต  มีวินัย  ใฝ่เรียนรู้  อยู่อย่างพอเพียง  มุ่งมั่นในการทางาน  รักความเป็นไทย  มีจิตสาธารณะ 6. สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน  ความสามารถในการสื่อสาร  ความสามารถในการคิด  ความสามารถในการแก้ปัญหา  ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต  ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี 7. ชิ้นงำน/ภำระงำน - ผังมโนทัศน์เรื่อง การหักเหของคลื่น 8. กำรจัดกิจกรรมกำรเรียนรู้ (กระบวนกำรสืบเสำะหำควำมรู้ (5Es)) ขั้นที่ 1 สร้ำงควำมสนใจ (Engagement) - ครูนานักเรียนเข้าสู่บทเรียนเกี่ยวกับ สมบัติของคลื่น เรื่อง การหักเห โดยนักเรียนสังเกตแท่ง ดินสอที่อยู่ในแก้วน้า แล้วครูถามนักเรียนโดยใช้คาถามดังนี้ 1.1 แท่งดินสอมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร (แท่งดินสอมีขนาดใหญ่กว่าปกติ) 1.2 ปรากฏการณ์ดังกล่าวเป็นการหักเหใช่หรือไม่ (ใช่/ไม่ใช่) ขั้นที่ 2 สำรวจและค้นหำ (Exploration) 1. นักเรียนแบ่งกลุ่ม กลุ่มละ 4 คน ศึกษาวิธีการทากิจกรรมที่ 1.3 เรื่อง การหักเหของคลื่น ใน ใบงานที่ 3 2. นักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นก่อนทากิจกรรม โดยครูถามคาถามก่อนทากิจกรรม โดยใช้ คาถามดังนี้ 2.1 ปัญหาของการทดลองนี้คืออะไร (เมื่อคลื่นกระทบสิ่งกีดขวาง หน้าคลื่นมีการ เปลี่ยนแปลงอย่างไร)
  • 102.
    95 2.2 นักเรียนคิดว่า เมื่อคลื่นน้าตกกระทบแผ่นกระจกในแนวตั้งฉากกับผิวของแผ่นกระจก หน้าคลื่นที่ผ่านแผ่นกระจกมีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่อย่างไร (ไม่มีการเปลี่ยนแปลงทิศทาง) จากนั้นนักเรียนตอบคาถามก่อนทากิจกรรมในใบงานที่ 3 3. นักเรียนลงมือทากิจกรรมตามขั้นตอนที่กาหนดในใบงานที่ 3 เรื่อง การหักเหของคลื่น และ บันทึกผลการทากิจกรรม ขั้นที่ 3 อธิบำยและลงข้อสรุป (Explanation) 1. ตัวแทนนักเรียนแต่ละกลุ่มออกมานาเสนอผลการทากิจกรรมเรื่อง การหักเหของคลื่น หน้าชั้น เรียน (ตัวอย่างบันทึกผลการทากิจกรรม จากกิจกรรมได้ผล ดังนี้ 1. เมื่อคลื่นตกกระทบแผ่นกระจกในแนวตั้งฉากกับผิวแผ่นกระจก คลื่นที่ผ่านแผ่นกระจกจะไม่ เปลี่ยนแปลงทิศทาง 2. เมื่อคลื่นที่ตกกระทบแผ่นกระจกที่เอียงทามุมต่าง ๆ คลื่นที่ผ่านแผ่นกระจกจะมีการ เปลี่ยนแปลงทิศทางไปจากเดิม) 2. นักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับผลการทากิจกรรม โดยครูใช้คาถามหลังทา กิจกรรม จากนั้นนักเรียนตอบคาถามดังนี้ 2.1 เมื่อคลื่นน้าตกกระทบแผ่นกระจกในแนวตั้งฉากกับผิวของแผ่นกระจก หน้าคลื่นที่ ผ่านแผ่นกระจกมีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ อย่างไร (ไม่มีการเปลี่ยนแปลงทิศทาง) 2.2 เมื่อคลื่นน้าตกกระทบแผ่นกระจกเอียงทามุมเล็กน้อยจากแนวฉากของผิวแผ่นกระจก หน้าคลื่นที่ผ่านแผ่นกระจกมีการเปลี่ยนแปลงทิศทางหรือไม่ อย่างไร (มีการเปลี่ยนแปลงทิศทาง โดยคลื่นจาก ตัวกลางที่น้าลึกเคลื่อนไปยังตัวกลางที่น้าตื้นกว่า แนวทางเดินของคลื่นจะหักเหเข้าสู่เส้นแนวฉาก ถ้าคลื่นจาก ตัวกลางในน้าตื้นเคลื่อนไปยังตัวกลางน้าที่ลึกกว่า แนวทางเดินของคลื่นจะหักเหออกจากเส้นแนวฉาก) 2.3 เมื่อคลื่นกระทบแผ่นกระจกซึ่งเอียงทามุมจากแนวของผิวของแผ่นกระจกมากขึ้น เรื่อย ๆ จะเกิดอะไรขึ้น (มุมที่คลื่นผ่านแผ่นกระจกจะเบนมากขึ้นกว่าเดิมด้วย แต่ไม่มากไปกว่ามุมที่คลื่นตก กระทบแผ่นแก้วในแนวตั้งฉาก) 2.4 คลื่นที่ออกจากแผ่นกระจก (น้าตื้น) สู่บริเวณน้าที่ลึกกว่า ลักษณะของคลื่นจะเป็น อย่างไร (คลื่นจะเกิดการเบี่ยงเบนทิศทางการเคลื่อนที่ โดยเบนออกจากเส้นแนวฉาก) 2.5 สรุปผลการทดลองนี้ได้อย่างไร (การหักเหของคลื่น เกิดขึ้นเมื่อคลื่นเปลี่ยนตัวกลางใน การเคลื่อนที่ หรือคลื่นเคลื่อนที่ผ่านรอยต่อระหว่างตัวกลางที่มีสมบัติต่างกัน เช่น คลื่นน้าเคลื่อนที่จากบริเวณ น้าตื้นไปสู่น้าลึก โดยตกกระทบทามุมเฉียงกับแนวรอยต่อระหว่างตัวกลาง จะทาให้เกิดการเบี่ยงเบนทิศ
  • 103.
    96 ทางการเคลื่อนที่ การหักเหมีผลทาให้อัตราเร็วและความยาวของคลื่นเปลี่ยนไป แต่ความถี่คงเดิมโดยบริเวณ น้าตื้นจะมีความยาวคลื่นน้าน้อยกว่าบริเวณน้าลึก) จากนั้นนักเรียนตอบคาถามหลังทากิจกรรมในใบงานที่ 3 3. นักเรียนร่วมกันสรุปผลการทากิจกรรมเกี่ยวกับการหักเหของคลื่นให้ได้ประเด็นตาม จุดประสงค์การเรียนรู้ ขั้นที่ 4 ขยำยควำมรู้ (Elaboration) 1. ครูและนักเรียนร่วมกันอภิปรายเกี่ยวกับการหักเหของคลื่น จนกระทั่งนักเรียนอธิบายได้ว่า - การหักเห คือ การเปลี่ยนแปลงทิศของคลื่นอันเนื่องมาจากคลื่นเคลื่อนที่จากรอยต่อ ระหว่างตัวกลางที่มีสมบัติแตกต่างกัน แล้วทาให้อัตราเร็วของคลื่นเปลี่ยนไป - มุมวิกฤติ คือ มุมตกกระทบที่ทาให้มุมหักเหมีขนาด 90๐ - การสะท้อนกลับหมด คือ การสะท้อนที่เกิดจากมุมตกกระทบมีค่ามากกว่ามุมวิกฤติ แล้ว ไม่มีการหักเหเกิดขึ้น แต่เกิดการสะท้อนกลับหมดในตัวกลางเดิม 2. นักเรียนสืบค้นข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการหักเหของคลื่น จากหนังสือเรียน และแหล่งเรียนรู้ อื่น ๆ จากนั้นเขียนผังมโนทัศน์เรื่อง การหักเหของคลื่น ขั้นที่ 5 ประเมิน (Evaluation) 1. ครูประเมินการเรียนรู้ของนักเรียน ดังนี้ สังเกตพฤติกรรมของนักเรียนขณะเข้าร่วมกิจกรรม การตอบคาถามของนักเรียน การทากิจกรรม การตอบคาถามในใบงาน และประเมินการเขียนผังมโนทัศน์ 2. นักเรียนแต่ละกลุ่มพิจารณาว่า จากหัวข้อที่เรียนมาและการปฏิบัติกิจกรรม มีจุดใดบ้างที่ยังไม่ เข้าใจหรือยังมีข้อสงสัย ถ้ามีครูช่วยอธิบายเพิ่มเติมให้นักเรียนเข้าใจ 3. นักเรียนร่วมกันประเมินการปฏิบัติกิจกรรมกลุ่มว่ามีปัญหาหรืออุปสรรคใด และได้มีการแก้ไข อย่างไรบ้าง 4. นักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประโยชน์ที่ได้รับจากการปฏิบัติการทดลอง และ การนาความรู้ที่ได้ไปใช้ประโยชน์ 5. ทดสอบความเข้าใจของนักเรียนโดยการให้ตอบคาถาม เช่น - การหักเหของคลื่นหมายถึงอะไร - ความยาวคลื่น ความถี่ และอัตราเร็วของคลื่นในบริเวณน้าลึกและน้าตื้นแตกต่างกัน หรือไม่อย่างไร - มุมวิกฤติคืออะไร - การสะท้อนกลับหมดคืออะไร 6. นักเรียนทบทวนความรู้เพิ่มเติมจากสื่อสังคมออนไลน์ เรื่อง คลื่นกล ตอนที่ 2 ทาง youtube https://youtu.be/30ze8eYEx28
  • 104.
    97 9. สื่อ/แหล่งกำรเรียนรู้ 1. ถาดคลื่นพร้อมอุปกรณ์ติดตั้ง1 ชุด 2. แผ่นกระจกหนา ขนาด 15 x 15 เซนติเมตร 1 แผ่น 3. อุปกรณ์ทาคลื่นหน้าตรง 1 ชุด 4. หม้อแปลงโวลต์ต่า พร้อมสายไฟ 1 ชุด 5. กระดาษขาวรองใต้ถาด 6. ใบงานที่ 3 เรื่อง การหักเหของคลื่น 7. หนังสือเรียน 8. สื่อสังคมออนไลน์ เรื่อง คลื่นกล ตอนที่ 2 ทาง youtube https://youtu.be/30ze8eYEx28 10. กำรวัดและกำรประเมินผล ชิ้นงำน/ภำระงำน/ใบงำน วิธีกำร เครื่องมือ เกณฑ์กำรผ่ำน 1. ด้ำนควำมรู้ (K) - ใบงานที่ 3 เรื่อง การหักเหของคลื่น - ผังมโนทัศน์ เรื่อง การหักเหของคลื่น - การตรวจใบงาน - การตรวจผลงาน - แบบประเมินใบงาน - แบบประเมินผังมโนทัศน์ - ร้อยละ 60 ขึ้นไป - ร้อยละ 60 ขึ้นไป 2.ด้ำนทักษะ/กระบวนกำร (P) - ใบงานที่ 3 เรื่อง การหักเหของคลื่น - การสังเกต - การตรวจใบงาน - แบบสังเกตการปฏิบัติการทดลอง - แบบประเมินใบงาน - ร้อยละ 60 ขึ้นไป - ร้อยละ 60 ขึ้นไป 3.ด้ำนเจตคติทำงวิทยำศำสตร์ (A) - การสังเกต - แบบสังเกตเจตคติทางวิทยาศาสตร์ - ร้อยละ 60 ขึ้นไป
  • 105.
    98 แบบสังเกตกำรปฏิบัติกำรทดลอง เรื่อง กำรหักเหของคลื่น เลขที่ ชื่อ-สกุลกลุ่ม คะแนนแต่ละรำยกำรประเมิน คะแนนรวม(24) การทดลองหรือ ทากิจกรรมตาม แผนที่กาหนด การใช้อุปกรณ์ และ/หรือ เครื่องมือ การบันทึกผลการ ทดลองหรือทา กิจกรรม การจัดกระทา ข้อมูลและการ นาเสนอ การสรุปผลการ ทดลองหรือการ ทากิจกรรม การดูแลและการ เก็บอุปกรณ์และ/ หรือเครื่องมือ เกณฑ์กำรประเมิน/ระดับคุณภำพ คะแนนรวม 20-24 หมายถึง ดีมาก คะแนนรวม 15-19 หมายถึง ดี คะแนนรวม 10–14 หมายถึง พอใช้ คะแนนรวม 6 – 9 หมายถึง ปรับปรุง เกณฑ์กำรผ่ำน ตั้งแต่ 15 คะแนนขึ้นไป (ผ่ำนเกณฑ์ร้อยละ 60) ลงชื่อ ผู้ประเมิน (.........................................................) ........../................/..............
  • 106.
    99 แบบประเมินใบงำน เรื่อง กำรหักเหของคลื่น เลขที่ ชื่อ-สกุลกลุ่ม คะแนนแต่ละรำยกำรประเมิน คะแนนรวม(16) คาถามก่อนทา กิจกรรม บันทึกผลการทา กิจกรรม คาถามหลังทา กิจกรรม สรุปผลการทดลอง เกณฑ์กำรประเมิน/ระดับคุณภำพ คะแนนรวม 14-16 หมายถึง ดีมาก คะแนนรวม 11-13 หมายถึง ดี คะแนนรวม 8–10 หมายถึง พอใช้ คะแนนรวม 4–7 หมายถึง ปรับปรุง เกณฑ์กำรผ่ำน ตั้งแต่ 10 คะแนนขึ้นไป (ผ่ำนเกณฑ์ร้อยละ 60) ลงชื่อ ผู้ประเมิน (.........................................................) ........../................/..............
  • 107.
    100 แบบประเมินผังมโนทัศน์ เรื่อง กำรหักเหของคลื่น เลขที่ ชื่อ-สกุลกลุ่ม คะแนน หมำยเหตุ เกณฑ์กำรประเมิน/ระดับคุณภำพ คะแนนรวม 4 หมายถึง ดีมาก คะแนนรวม 3 หมายถึง ดี คะแนนรวม 2 หมายถึง พอใช้ คะแนนรวม 1 หมายถึง ปรับปรุง เกณฑ์กำรผ่ำน ตั้งแต่ 3 คะแนนขึ้นไป (ผ่ำนเกณฑ์ร้อยละ 60) ลงชื่อ ผู้ประเมิน (.........................................................) ........../................/..............
  • 108.
    101 แบบสังเกตเจตคติทำงวิทยำศำสตร์ ครั้งที่ 4 เลขที่ชื่อ-สกุล กลุ่ม คะแนนแต่ละรำยกำรประเมิน ความสนใจใฝ่รู้หรือความ อยากรู้อยากเห็น ความรับผิดชอบความ มุ่งมั่นอดทนและเพียร พยายาม ความมีเหตุผล ความมีระเบียบรอบคอบ เห็นคุณค่าของความมี ระเบียบและรอบคอบ ความซื่อสัตย์เสนอความ จริงถึงแม้จะเป็นผลที่ แตกต่างจากผู้อื่น ความใจกว้างร่วมแสดง ความคิดเห็นและรับฟัง ความคิดเห็นของผู้อื่น คะแนนรวม(24) เกณฑ์กำรประเมิน/ระดับคุณภำพ คะแนนรวม 20-24 หมายถึง มาก คะแนนรวม 15-19 หมายถึง ปานกลาง คะแนนรวม 10–14 หมายถึง น้อย คะแนนรวม 6 – 9 หมายถึง ไม่แสดงออก เกณฑ์กำรผ่ำน ตั้งแต่ 15 คะแนนขึ้นไป (ผ่ำนเกณฑ์ร้อยละ 60) ลงชื่อ ผู้ประเมิน (.........................................................) ........../................/..............
  • 109.
  • 110.
    103 ใบงำนที่ 3 เรื่องกำรหักเหของคลื่น ชื่อ_____________________ชั้น_______เลขที่____ กลุ่มที่____ คำชี้แจง ให้นักเรียนแต่ละกลุ่มปฏิบัติ ดังนี้ 1. อ่านวิธีทากิจกรรมการทดลองให้เข้าใจ 2. ตอบคาถามก่อนทากิจกรรม 3. ทากิจกรรมและบันทึกผล 4. ตอบคาถามหลังทากิจกรรม กิจกรรมที่ 1.3 กำรหักเหของคลื่น วัสดุอุปกรณ์ 1. ถาดคลื่นพร้อมอุปกรณ์ติดตั้ง 1 ชุด 2. แผ่นกระจกหนา ขนาด 15 × 15 เซนติเมตร 1 แผ่น 3. อุปกรณ์ทาคลื่นหน้าตรง 1 ชุด 4. หม้อแปลงโวลต์ต่า พร้อมสายไฟ 1 ชุด 5. กระดาษขาวรองใต้ถาด วิธีทำ 1. ตั้งชุดอุปกรณ์ถาดคลื่น ใส่น้า แผ่นกระจก พร้อมต่อหลอดไฟเข้ากับหม้อแปลงโวลลต์ต่าขนาด 12 โวลต์ 2. วางแผ่นกระจกให้หน้าแผ่นกระจกอยู่ในแนวเฉียง 3. เคาะอุปกรณ์ทาคลื่นเป็นจังหวะ ๆ จะเห็นหน้าคลื่นออกจากแหล่งกาเนิดคลื่นเข้าสู่แผ่น กระจก วาดแนวหน้าคลื่นตกกระทบ และวาดแนวหน้าคลื่นเมื่อคลื่นผ่านแผ่นกระจกไปแล้ว 4. ทาซ้าข้อ 2 ค่อย ๆ เอียงแผ่นกระจกให้ทามุมมากขึ้น สังเกตการเปลี่ยนแปลง บันทึกผลการ ทากิจกรรม ได้คะแนน ..................................... คะแนนเต็ม 16 คะแนน ตัวทาคลื่น แผ่นกระจก การจัดการทดลอง การหักเหของคลื่น
  • 111.
    104 คำถำมก่อนทำกิจกรรม ปัญหำ 1. ปัญหาของการทดลองนี้คืออะไร ............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. สมมติฐำน 2. นักเรียนคิดว่าเมื่อคลื่นน้าตกกระทบแผ่นกระจกในแนวตั้งฉากกับผิวของแผ่นกระจก หน้าคลื่นที่ผ่าน แผ่นกระจกมีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ อย่างไร .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. บันทึกผลกำรทำกิจกรรม .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. เมื่อคลื่นกระทบสิ่งกีดขวาง หน้าคลื่นมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร ไม่มีการเปลี่ยนแปลงทิศทาง จากกิจกรรมได้ผล ดังนี้ 1. เมื่อคลื่นตกกระทบแผ่นกระจกในแนวตั้งฉากกับผิวแผ่นกระจก คลื่นที่ผ่านแผ่นกระจกจะ ไม่เปลี่ยนแปลงทิศทาง แถบสว่างบริเวณน้าลึกจะห่างกัน ส่วนแถบสว่างบริเวณน้าตื้นจะชิดกัน 2. เมื่อคลื่นที่ตกกระทบแผ่นกระจกที่เอียงทามุมต่าง ๆ คลื่นที่ผ่านแผ่นกระจกจะมีการ เปลี่ยนแปลงทิศทางไปจากเดิม แถบสว่างบริเวณน้าลึกจะห่างกัน ส่วนแถบสว่างบริเวณน้าตื้นจะชิดกัน
  • 112.
    105 คำถำมหลังทำกิจกรรม แปลควำมหมำยและสรุปผล 1. เมื่อคลื่นน้าตกกระทบแผ่นกระจกในแนวตั้งฉากกับผิวของแผ่นกระจก หน้าคลื่นที่ผ่านแผ่นกระจกมี การเปลี่ยนแปลงหรือไม่ อย่างไร .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. 2. เมื่อคลื่นน้าตกกระทบแผ่นกระจกเอียงทามุมเล็กน้อยจากแนวฉากของผิวแผ่นกระจกหน้าคลื่นที่ผ่าน แผ่นกระจกมีการเปลี่ยนแปลงทิศทางหรือไม่ อย่างไร .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. 3. เมื่อคลื่นน้ากระทบแผ่นกระจกซึ่งเอียงทามุมจากแนวของผิวของแผ่นกระจกมากขึ้นเรื่อย ๆ จะเกิด อะไรขึ้น .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. 4. คลื่นที่ออกจากแผ่นกระจก (น้าตื้น) สู่บริเวณน้าที่ลึกกว่า ลักษณะของคลื่นจะเป็นอย่างไร .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. 5. สรุปผลการทดลองนี้ได้อย่างไร .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. ไม่มีการเปลี่ยนแปลงทิศทาง มีการเปลี่ยนแปลงทิศทาง โดยคลื่นจากตัวกลางที่น้าลึกเคลื่อนไปยังตัวกลางที่น้าตื้นกว่า แนวทาง เดินของคลื่นจะหักเหเข้าสู่เส้นแนวฉาก ถ้าคลื่นจากตัวกลางในน้าตื้นเคลื่อนไปยังตัวกลางน้าที่ลึกกว่า แนวทางเดินของคลื่นจะหักเหออกจากเส้นแนวฉาก มุมที่คลื่นผ่านแผ่นกระจกจะเบนมากขึ้นกว่าเดิมด้วย แต่ไม่มากไปกว่ามุมที่คลื่นตกกระทบแผ่นแก้ว ในแนวตั้งฉาก คลื่นจะเกิดการเบี่ยงเบนทิศทางการเคลื่อนที่ โดยเบนออกจากเส้นแนวฉาก การหักเหของคลื่น เกิดขึ้นเมื่อคลื่นเปลี่ยนตัวกลางในการเคลื่อนที่ หรือคลื่นเคลื่อนที่ผ่านรอยต่อ ระหว่างตัวกลางที่มีสมบัติต่างกัน เช่น คลื่นน้าเคลื่อนที่จากบริเวณน้าตื้นไปสู่น้าลึก โดยตกกระทบทามุม เฉียงกับแนวรอยต่อระหว่างตัวกลาง จะทาให้เกิดการเบี่ยงเบนทิศทางการเคลื่อนที่ การหักเหมีผลทาให้ อัตราเร็วและความยาวของคลื่นเปลี่ยนไป แต่ความถี่คงเดิม โดยบริเวณน้าตื้นจะมีความยาวคลื่นน้าน้อย กว่าบริเวณน้าลึก
  • 113.
    106 แผนกำรจัดกำรเรียนรู้ที่ 5 กำรเลี้ยวเบนของคลื่น หน่วยกำรเรียนรู้ที่1 คลื่น วิชำวิทยำศำสตร์ 5 ว33101 ชั้นมัธยมศึกษำปีที่ 6 เวลำ 2 ชั่วโมง ********************************************************************** 1. มำตรฐำนกำรเรียนรู้/ตัวชี้วัด มำตรฐำนกำรเรียนรู้ มำตรฐำน ว 5.1 เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างพลังงานกับการดารงชีวิต การเปลี่ยนรูปพลังงาน ปฏิสัมพันธ์ระหว่างสารและพลังงาน ผลของการใช้พลังงานต่อชีวิตและสิ่งแวดล้อม มีกระบวนการสืบเสาะหา ความรู้ สื่อสารสิ่งที่เรียนรู้และนาความรู้ไปใช้ประโยชน์ ตัวชี้วัด ว 5.1 ม.4-6/1 ทดลองและอธิบายสมบัติของคลื่นกล และอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างอัตราเร็ว ความถี่ และความยาวคลื่น มำตรฐำนกำรเรียนรู้ มำตรฐำน ว 8.1 ใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์และจิตวิทยาศาสตร์ในการสืบเสาะหาความรู้ การแก้ปัญหา รู้ว่าปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่มีรูปแบบที่แน่นอนสามารถอธิบายและ ตรวจสอบได้ภายใต้ข้อมูลและเครื่องมือที่มีอยู่ในช่วงเวลานั้น ๆ เข้าใจว่าวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีสังคมและ สิ่งแวดล้อมมีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน ตัวชี้วัด 1. ว 8.1 ม.4-6/1 ตั้งคาถามที่อยู่บนพื้นฐานของความรู้และความเข้าใจทางวิทยาศาสตร์หรือ ความสนใจหรือจากประเด็นที่เกิดขึ้นในขณะนั้นที่สามารถทาการสารวจตรวจสอบหรือศึกษาค้นคว้าได้อย่าง ครอบคลุมและเชื่อถือได้ 2. ว 8.1 ม.4-6/2 สร้างสมมติฐานที่มีทฤษฎีรองรับหรือคาดการณ์สิ่งที่จะพบหรือสร้าง แบบจาลองหรือสร้างรูปแบบเพื่อนาไปสู่การสารวจตรวจสอบ 3. ว 8.1 ม.4-6/3 ค้นคว้ารวบรวมข้อมูลที่ต้องพิจารณาปัจจัยหรือตัวแปรสาคัญ ปัจจัยที่มีผลต่อ ปัจจัยอื่นปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้และจานวนครั้งของการสารวจตรวจสอบเพื่อให้ได้ผลที่มีความเชื่อมั่นอย่าง เพียงพอ 4. ว 8.1 ม.4-6/4 เลือกวัสดุเทคนิควิธีอุปกรณ์ที่ใช้ในการสังเกตการวัดการสารวจตรวจสอบอย่าง ถูกต้องทั้งทางกว้างและลึกในเชิงปริมาณและคุณภาพ 5. ว 8.1 ม.4-6/5 รวบรวมข้อมูลและบันทึกผลการสารวจตรวจสอบอย่างเป็นระบบถูกต้อง ครอบคลุมทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพโดยตรวจสอบความเป็นไปได้ความเหมาะสมหรือความผิดพลาดของ ข้อมูล 6. ว 8.1 ม.4-6/6 จัดกระทาข้อมูลโดยคานึงถึงการรายงานผลเชิงตัวเลขที่มีระดับความถูกต้อง และนาเสนอข้อมูลด้วยเทคนิควิธีที่เหมาะสม
  • 114.
    107 7. ว 8.1ม.4-6/7 วิเคราะห์ข้อมูลแปลความหมายข้อมูลและประเมินความสอดคล้องของข้อสรุป หรือสาระสาคัญเพื่อตรวจสอบกับสมมติฐานที่ตั้งไว้ 8. ว 8.1 ม.4-6/8 พิจารณาความน่าเชื่อถือของวิธีการและผลการสารวจตรวจสอบโดยใช้หลัก ความคลาดเคลื่อนของการวัดและการสังเกตเสนอแนะการปรับปรุงวิธีการสารวจตรวจสอบ 9. ว 8.1 ม.4-6/9 นาผลของการสารวจตรวจสอบที่ได้ทั้งวิธีการและองค์ความรู้ที่ได้ไปสร้าง คาถามใหม่นาไปใช้แก้ปัญหาในสถานการณ์ใหม่และในชีวิตจริง 10. ว 8.1 ม.4-6/10 ตระหนักถึงความสาคัญในการที่จะต้องมีส่วนร่วมรับผิดชอบการอธิบายการ ลงความเห็นและการสรุปผลการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ที่นาเสนอต่อสาธารณชนด้วยความถูกต้อง 11. ว 8.1 ม.4-6/11 บันทึกและอธิบายผลการสารวจตรวจสอบอย่างมีเหตุผลใช้พยานหลักฐาน อ้างอิงหรือค้นคว้าเพิ่มเติมเพื่อหาหลักฐานอ้างอิงที่เชื่อถือได้และยอมรับว่าความรู้เดิมอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ เมื่อมีข้อมูลและประจักษ์พยานใหม่เพิ่มเติมหรือโต้แย้งจากเดิมซึ่งท้าทายให้มีการตรวจสอบอย่างระมัดระวังอัน จะนามาสู่การยอมรับเป็นความรู้ใหม่ 12. ว 8.1 ม.4-6/12 จัดแสดงผลงานเขียนรายงานและ/หรืออธิบายเกี่ยวกับแนวคิดกระบวนการ และผลของโครงงานหรือชิ้นงานให้ผู้อื่นเข้าใจ 2. จุดประสงค์กำรเรียนรู้ 1. ทดลองและสรุปผลการทดลองเกี่ยวกับการเลี้ยวเบนของคลื่นได้ (P) 2. อธิบายเกี่ยวกับลักษณะการเลี้ยวเบนของคลื่นจากทฤษฎีของฮอยเกนส์ จากตัวอย่างของการ เลี้ยวเบนของคลื่นน้าผ่านช่องของสิ่งกีดขวางได้ (K) 3. แสดงความเป็นคนสนใจใฝ่รู้ อยากรู้อยากเห็น รับผิดชอบ มุ่งมั่น อดทนเพียรพยายาม มีเหตุผล มีระเบียบ รอบคอบ ซื่อสัตย์ ใจกว้าง (A) 3. สำระสำคัญ การเลี้ยวเบน คือ การที่คลื่นเคลื่อนที่มาพบสิ่งกีดขวางหรือผ่านช่องเปิด แล้วมีคลื่นส่วนหนึ่งแผ่กระจาย จากขอบของสิ่งกีดขวางไปทางด้านหลังได้โดยหลักของฮอยเกนส์ กล่าวว่า หน้าคลื่นที่ผ่านสิ่งกีดขวางจะทา หน้าที่เป็นแหล่งกาเนิดคลื่นใหม่ที่สร้างหน้าคลื่นเป็นรูปครึ่งวงกลมหลังสิ่งกีดขวางได้ 4. สำระกำรเรียนรู้ 1. ควำมรู้ การเลี้ยวเบน คือ การที่คลื่นเคลื่อนที่มาพบสิ่งกีดขวางหรือผ่านช่องเปิด แล้วมีคลื่นส่วนหนึ่งแผ่ กระจายจากขอบของสิ่งกีดขวางไปทางด้านหลังได้ หลักของฮอยเกนส์ กล่าวว่า หน้าคลื่นที่ผ่านสิ่งกีดขวางจะทาหน้าที่เป็นแหล่งกาเนิดคลื่นใหม่ที่ สร้างหน้าคลื่นเป็นรูปครึ่งวงกลมหลังสิ่งกีดขวางได้
  • 115.
    108 2. ทักษะ/กระบวนกำร/กระบวนกำรคิด - ทักษะการคิดวิเคราะห์ -ทักษะการสื่อความหมาย - ทักษะการปฏิบัติการทดลอง 3. ด้ำนเจตคติทำงวิทยำศำสตร์ - สนใจใฝ่รู้ อยากรู้อยากเห็น รับผิดชอบ มุ่งมั่น อดทนเพียรพยายาม มีเหตุผล มีระเบียบ รอบคอบ ซื่อสัตย์ ใจกว้าง 5. คุณลักษณะอันพึงประสงค์  รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์  ซื่อสัตย์สุจริต  มีวินัย  ใฝ่เรียนรู้  อยู่อย่างพอเพียง  มุ่งมั่นในการทางาน  รักความเป็นไทย  มีจิตสาธารณะ 6. สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน  ความสามารถในการสื่อสาร  ความสามารถในการคิด  ความสามารถในการแก้ปัญหา  ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต  ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี 7. ชิ้นงำน/ภำระงำน - ผังมโนทัศน์เรื่อง การเลี้ยวเบนของคลื่น 8. กำรจัดกิจกรรมกำรเรียนรู้ (กระบวนกำรสืบเสำะหำควำมรู้ (5Es)) ขั้นที่ 1 สร้ำงควำมสนใจ (Engagement) 1. ครูนานักเรียนเข้าสู่บทเรียนเกี่ยวกับการเลี้ยวเบนของคลื่น โดยนักเรียนสังเกตการได้ยิน เสียงเพลง เมื่อวิทยุอยู่หลังกาแพง แล้วครูถามนักเรียนโดยใช้คาถามดังนี้ 1.1 เพราะเหตุใดจึงได้ยินเสียงเพลง เมื่อวิทยุอยู่ด้านหลังกาแพง (เสียงสามารถเลี้ยว-อ้อม กาแพงได้) 1.2 ปรากฏการณ์ดังกล่าวเป็นการเลี้ยวเบนของคลื่นใช่หรือไม่ (ใช่/ไม่ใช่) 2. ครูถามคาถามกระตุ้นความคิดของนักเรียนดังนี้ 2.1 เมื่อคลื่นเคลื่อนที่มาเจอสิ่งกีดขวาง จะเกิดอะไรขึ้น (อาจจะเกิดการสะท้อน การหักเห หรือการเลี้ยวเบน) 2.2 การเลี้ยวเบนของคลื่นมีลักษณะอย่างไร (การเลี้ยวเบน คือ การที่คลื่นเคลื่อนที่มาพบ สิ่งกีดขวางหรือผ่านช่องเปิด แล้วมีคลื่นส่วนหนึ่งแผ่กระจายจากขอบของสิ่งกีดขวางไปทางด้านหลังได้)
  • 116.
    109 2.3 หลักของฮอยเกนส์มีความสาคัญอย่างไร (หลักของฮอยเกนส์กล่าวว่าหน้าคลื่นที่ผ่าน สิ่งกีดขวางจะทาหน้าที่เป็นแหล่งกาเนิดคลื่นใหม่ที่สร้างหน้าคลื่นเป็นรูปครึ่งวงกลมหลังสิ่งกีดขวางได้) ขั้นที่ 2 สำรวจและค้นหำ (Exploration) 1. นักเรียนแบ่งกลุ่มกลุ่มละ 4 คน ศึกษาวิธีการทากิจกรรมที่ 1.4 เรื่อง การเลี้ยวเบนของคลื่น ในใบงานที่ 4 2. นักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นก่อนทากิจกรรม โดยครูถามคาถามก่อนทากิจกรรม โดยใช้ คาถามดังนี้ 2.1 ปัญหาของการทดลองนี้คืออะไร (คลื่นเคลื่อนที่เจอสิ่งกีดขวางจะมีลักษณะอย่างไร) 2.2 เมื่อใช้ตัวทาคลื่นตีน้า คลื่นน้าที่เกิดขึ้นจากการตีมีลักษณะอย่างไร (น้าจะมีการ กระเพื่อมขึ้นลงเป็นแนวเส้นตรง เหมือนลอนกระเบื้อง) 2.3 คลื่นน้าจะสามารถเคลื่อนที่ทะลุแท่งไม้ที่กั้นไว้ได้หรือไม่ อย่างไร (คลื่นน้าไม่สามารถ เคลื่อนที่ทะลุแท่งไม้ที่กั้นไว้ได้ เนื่องจากน้าไม่สามารถแทรกผ่านของแข็งอย่างไม้ได้ แต่สามารถผ่านช่องว่าง ระหว่างแท่งไม้ไปได้ โดยคลื่นที่ผ่านออกมาจะมีขนาดเท่ากับความกว้างของช่องของแท่งไม้ ดังภาพ 3. นักเรียนลงมือทากิจกรรมตามขั้นตอนที่กาหนดในใบงานที่ 4 เรื่อง การเลี้ยวเบนของคลื่น และบันทึกผลการทากิจกรรม ขั้นที่ 3 อธิบำยและลงข้อสรุป (Explanation) 1. ตัวแทนนักเรียนแต่ละกลุ่มออกมานาเสนอผลการทากิจกรรมเรื่อง การเลี้ยวเบนของคลื่นหน้า ชั้นเรียน (ตัวอย่างบันทึกผลการทากิจกรรม จากการทากิจกรรม ได้ผลดังนี้ 1. คลื่นที่เกิดจากตัวทาคลื่นเป็นคลื่นในแนวเส้นตรง 2. เมื่อช่องระหว่างแท่งไม้มีขนาดเล็ก คลื่นจะผ่านช่องได้ และลักษณะคลื่นที่ทะลุออกมาจะมี ลักษณะเป็นคลื่นครึ่งวงกลม 3. เมื่อช่องระหว่างแท่งไม้มีขนาดใหญ่ คลื่นจะผ่านช่องได้ แต่ลักษณะคลื่นที่ผ่านออกมามีทั้งส่วน ที่เป็นคลื่นเส้นตรงและส่วนที่เป็นครึ่งวงกลม) 2. นักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับผลการทากิจกรรม โดยครูใช้คาถามหลังทา กิจกรรม จากนั้นนักเรียนตอบคาถามดังนี้
  • 117.
    110 2.1 ลักษณะของคลื่นน้าที่เกิดขึ้นจากตัวทาคลื่นแตะน้า กับคลื่นที่เคลื่อนที่ผ่านระหว่าง แท่งไม้ทั้งสองมีลักษณะเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร (มีลักษณะแตกต่างกัน กล่าวคือ คลื่นที่เกิดจากตัวทา คลื่นตีน้าจะเป็นคลื่นเส้นตรงแต่คลื่นที่ทะลุผ่านช่องของแท่งไม้จะเป็นคลื่นครึ่งวงกลม) 2.2 ความกว้างหรือระยะห่างระหว่างแท่งไม้ทั้งสอง มีผลต่อลักษณะของคลื่นที่ผ่าน ระหว่างแท่งไม้ทั้งสองหรือไม่ อย่างไร (มีผล กล่าวคือ ถ้าความกว้างน้อย คลื่นสามารถผ่านช่องเป็นคลื่นครึ่ง วงกลม ซึ่งจะส่งผลต่อน้าด้านหลังของแท่งไม้ ทาให้เกิดการกระเพื่อมไปด้วย แต่ถ้าช่องมีความกว้างมาก คลื่นที่ ทะลุช่องมาจะเป็นคลื่นเส้นตรงผสมกับคลื่นครึ่งวงกลม) 2.3 สรุปผลการทดลองนี้ได้อย่างไร (หลักของฮอยเกนส์ กล่าวว่า หน้าคลื่นที่ผ่านสิ่งกีด ขวางจะทาหน้าที่เป็นแหล่งกาเนิดคลื่นใหม่ที่สร้างหน้าคลื่นเป็นรูปครึ่งวงกลมหลังสิ่งกีดขวางได้ ปรากฏการณ์ เลี้ยวเบนนี้ ขนาดของช่องมีความสัมพันธ์กับความยาวคลื่น โดยช่องที่จะทาให้เกิดการเลี้ยวเบนได้ดีนั้น ต้องมี ขนาดเท่ากับความยาวคลื่น) 3. นักเรียนร่วมกันสรุปผลการทากิจกรรมเกี่ยวกับหลักของฮอยเกนส์ให้ได้ประเด็นตาม จุดประสงค์การเรียนรู้ 4. นักเรียนวิเคราะห์ถึงปรากฏการณ์การเลี้ยวเบนของคลื่น ที่พบเห็นในชีวิตประจาวัน เช่น การ เห็นภาพในโบสถ์ที่ปิดสนิท วัดพระธาตุลาปางหลวง จังหวัดลาปาง เป็นต้น ขั้นที่ 4 ขยำยควำมรู้ (Elaboration) 1. ครูและนักเรียนร่วมกันอภิปรายเกี่ยวกับ การเลี้ยวเบนของคลื่น พร้อมทั้งยกตัวอย่างการ เลี้ยวเบนของคลื่นในชีวิตประจาวัน จนกระทั่งนักเรียนอธิบายได้ว่า - การเลี้ยวเบน คือ การที่คลื่นเคลื่อนที่มาพบสิ่งกีดขวางหรือผ่านช่องเปิด แล้วมีคลื่นส่วน หนึ่งแผ่กระจายจากขอบของสิ่งกีดขวางไปทางด้านหลังได้ - หลักของฮอยเกนส์ กล่าวว่า หน้าคลื่นที่ผ่านสิ่งกีดขวางจะทาหน้าที่เป็นแหล่งกาเนิด คลื่นใหม่ที่สร้างหน้าคลื่นเป็นรูปครึ่งวงกลมหลังสิ่งกีดขวางได้ 2. นักเรียนสืบค้นข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเลี้ยวเบนของคลื่นจากหนังสือเรียน และแหล่งเรียนรู้ อื่น ๆ จากนั้นเขียนผังมโนทัศน์เรื่อง การเลี้ยวเบนของคลื่น ขั้นที่ 5 ประเมิน (Evaluation) 1. ครูประเมินการเรียนรู้ของนักเรียน ดังนี้ สังเกตพฤติกรรมของนักเรียนขณะเข้าร่วมกิจกรรม การตอบคาถามของนักเรียน การทากิจกรรม การตอบคาถามในใบงาน และประเมินการเขียนผังมโนทัศน์ 2. นักเรียนแต่ละกลุ่มพิจารณาว่า จากหัวข้อที่เรียนมาและการปฏิบัติกิจกรรม มีจุดใดบ้างที่ยังไม่ เข้าใจหรือยังมีข้อสงสัย ถ้ามีครูช่วยอธิบายเพิ่มเติมให้นักเรียนเข้าใจ 3. นักเรียนร่วมกันประเมินการปฏิบัติกิจกรรมกลุ่มว่ามีปัญหาหรืออุปสรรคใด และได้มีการแก้ไข อย่างไรบ้าง
  • 118.
    111 4. นักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประโยชน์ที่ได้รับจากการปฏิบัติการทดลอง และ การนาความรู้ที่ได้ไปใช้ประโยชน์ 5.ทดสอบความเข้าใจของนักเรียนโดยการให้ตอบคาถาม เช่น - การเลี้ยวเบนหมายถึงอะไร - หลักของฮอยเกนส์ กล่าวว่าอย่างไร 6. นักเรียนทบทวนความรู้เพิ่มเติมจากสื่อสังคมออนไลน์ เรื่อง คลื่นกล ตอนที่ 2 ทาง youtube https://youtu.be/30ze8eYEx28 9. สื่อ/แหล่งกำรเรียนรู้ 1. ถาดคลื่นพร้อมอุปกรณ์ติดตั้ง 1 ชุด 2. แท่งไม้หรือพลาสติก 2 อัน 3. น้า 1 ถ้วย 4. ใบงานที่ 4 เรื่อง การเลี้ยวเบนของคลื่น 5. หนังสือเรียน 6. สื่อสังคมออนไลน์ เรื่อง คลื่นกล ตอนที่ 2 ทาง youtube https://youtu.be/30ze8eYEx28 10. กำรวัดและกำรประเมินผล ชิ้นงำน/ภำระงำน/ใบงำน วิธีกำร เครื่องมือ เกณฑ์กำรผ่ำน 1. ด้ำนควำมรู้ (K) - ใบงานที่ 4 เรื่อง การเลี้ยวเบนของคลื่น - ผังมโนทัศน์ เรื่อง การเลี้ยวเบนของคลื่น - การตรวจใบงาน - การตรวจผลงาน - แบบประเมินใบงาน - แบบประเมินผังมโนทัศน์ - ร้อยละ 60 ขึ้นไป - ร้อยละ 60 ขึ้นไป 2.ด้ำนทักษะ/กระบวนกำร (P) - ใบงานที่ 4 เรื่อง การเลี้ยวเบนของคลื่น - การสังเกต - การตรวจใบงาน - แบบสังเกตการปฏิบัติการทดลอง - แบบประเมินใบงาน - ร้อยละ 60 ขึ้นไป - ร้อยละ 60 ขึ้นไป 3.ด้ำนเจตคติทำงวิทยำศำสตร์ (A) - การสังเกต - แบบสังเกตเจตคติทางวิทยาศาสตร์ - ร้อยละ 60 ขึ้นไป
  • 119.
    112 แบบสังเกตกำรปฏิบัติกำรทดลอง เรื่อง กำรเลี้ยวเบนของคลื่น เลขที่ ชื่อ-สกุลกลุ่ม คะแนนแต่ละรำยกำรประเมิน คะแนนรวม(24) การทดลองหรือ ทากิจกรรมตาม แผนที่กาหนด การใช้อุปกรณ์ และ/หรือ เครื่องมือ การบันทึกผลการ ทดลองหรือทา กิจกรรม การจัดกระทา ข้อมูลและการ นาเสนอ การสรุปผลการ ทดลองหรือการ ทากิจกรรม การดูแลและการ เก็บอุปกรณ์และ/ หรือเครื่องมือ เกณฑ์กำรประเมิน/ระดับคุณภำพ คะแนนรวม 20-24 หมายถึง ดีมาก คะแนนรวม 15-19 หมายถึง ดี คะแนนรวม 10–14 หมายถึง พอใช้ คะแนนรวม 6 – 9 หมายถึง ปรับปรุง เกณฑ์กำรผ่ำน ตั้งแต่ 15 คะแนนขึ้นไป (ผ่ำนเกณฑ์ร้อยละ 60) ลงชื่อ ผู้ประเมิน (.........................................................) ........../................/..............
  • 120.
    113 แบบประเมินใบงำน เรื่อง กำรเลี้ยวเบนของคลื่น เลขที่ ชื่อ-สกุลกลุ่ม คะแนนแต่ละรำยกำรประเมิน คะแนนรวม(16) คาถามก่อนทา กิจกรรม บันทึกผลการทา กิจกรรม คาถามหลังทา กิจกรรม สรุปผลการทดลอง เกณฑ์กำรประเมิน/ระดับคุณภำพ คะแนนรวม 14-16 หมายถึง ดีมาก คะแนนรวม 11-13 หมายถึง ดี คะแนนรวม 8–10 หมายถึง พอใช้ คะแนนรวม 4–7 หมายถึง ปรับปรุง เกณฑ์กำรผ่ำน ตั้งแต่ 10 คะแนนขึ้นไป (ผ่ำนเกณฑ์ร้อยละ 60) ลงชื่อ ผู้ประเมิน (.........................................................) ........../................/..............
  • 121.
    114 แบบประเมินผังมโนทัศน์ เรื่อง กำรเลี้ยวเบนของคลื่น เลขที่ ชื่อ-สกุลกลุ่ม คะแนน หมำยเหตุ เกณฑ์กำรประเมิน/ระดับคุณภำพ คะแนนรวม 4 หมายถึง ดีมาก คะแนนรวม 3 หมายถึง ดี คะแนนรวม 2 หมายถึง พอใช้ คะแนนรวม 1 หมายถึง ปรับปรุง เกณฑ์กำรผ่ำน ตั้งแต่ 3 คะแนนขึ้นไป (ผ่ำนเกณฑ์ร้อยละ 60) ลงชื่อ ผู้ประเมิน (.........................................................) ........../................/..............
  • 122.
    115 แบบสังเกตเจตคติทำงวิทยำศำสตร์ ครั้งที่ 5 เลขที่ชื่อ-สกุล กลุ่ม คะแนนแต่ละรำยกำรประเมิน ความสนใจใฝ่รู้หรือความ อยากรู้อยากเห็น ความรับผิดชอบความ มุ่งมั่นอดทนและเพียร พยายาม ความมีเหตุผล ความมีระเบียบรอบคอบ เห็นคุณค่าของความมี ระเบียบและรอบคอบ ความซื่อสัตย์เสนอความ จริงถึงแม้จะเป็นผลที่ แตกต่างจากผู้อื่น ความใจกว้างร่วมแสดง ความคิดเห็นและรับฟัง ความคิดเห็นของผู้อื่น คะแนนรวม(24) เกณฑ์กำรประเมิน/ระดับคุณภำพ คะแนนรวม 20-24 หมายถึง มาก คะแนนรวม 15-19 หมายถึง ปานกลาง คะแนนรวม 10–14 หมายถึง น้อย คะแนนรวม 6 – 9 หมายถึง ไม่แสดงออก เกณฑ์กำรผ่ำน ตั้งแต่ 15 คะแนนขึ้นไป (ผ่ำนเกณฑ์ร้อยละ 60) ลงชื่อ ผู้ประเมิน (.........................................................) ........../................/..............
  • 123.
    116 แบบประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ 8 ประกำรครั้งที่ 1 กลุ่มสำระกำรเรียนรู้......................................................ภำคเรียนที่...........ปีกำรศึกษำ.............. ชื่อ-สกุลนักเรียน.....................................................................ชั้น..............................เลขที่……. คำชี้แจง: ให้ ผู้สอน สังเกตพฤติกรรมของนักเรียน แล้วขีด  ลงในช่องว่างที่ตรงกับระดับคะแนน คุณลักษณะ อันพึงประสงค์ รำยกำรประเมิน ระดับคะแนน 3 2 1 0 1. รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ 1.1 ยืนตรงเมื่อได้ยินเพลงชาติ ร้องเพลงชาติได้ และบอกความหมายของเพลง ชาติ 1.2 ปฏิบัติตนตามสิทธิและหน้าที่ของนักเรียน ให้ความร่วมมือ ร่วมใจ ในการ ทางานกับสมาชิกในห้องเรียน 1.3 เข้าร่วมกิจกรรมที่สร้างความสามัคคี ปรองดอง และเป็นประโยชน์ต่อ โรงเรียนและชุมชน 1.4 เข้าร่วมกิจกรรมทางศาสนาที่ตนนับถือ ปฏิบัติตนตามหลักของศาสนาและ เป็นตัวอย่างที่ดีของศาสนิกชน 1.5 เข้าร่วมกิจกรรมและมีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมที่เกี่ยวกับสถาบัน พระมหากษัตริย์ตามที่โรงเรียนและชุมชนจัดขึ้น ชื่นชมในพระราชกรณียกิจ พระปรีชาสามารถของพระมหากษัตริย์และพระราชวงศ์ 2. ซื่อสัตย์ สุจริต 2.1 ให้ข้อมูลที่ถูกต้อง และเป็นจริง 2.2 ปฏิบัติในสิ่งที่ถูกต้อง ละอาย และเกรงกลัวที่จะทาความผิด ทาตามสัญญา ที่ตนให้ไว้กับพ่อแม่หรือผู้ปกครอง และครู 2.3 ปฏิบัติตนต่อผู้อื่นด้วยความซื่อตรง และเป็นแบบอย่างที่ดีแก่เพื่อน ด้าน ความซื่อสัตย์ 3. มีวินัย รับผิดชอบ 3.1 ปฏิบัติตามข้อตกลง กฎเกณฑ์ ระเบียบ ข้อบังคับของครอบครัวและ โรงเรียน มีความตรงต่อเวลาในการปฏิบัติกิจกรรมต่าง ๆ ใน ชีวิตประจาวันมีความรับผิดชอบ
  • 124.
    117 คุณลักษณะ อันพึงประสงค์ รำยกำรประเมิน ระดับคะแนน 3 2 10 4. ใฝ่เรียนรู้ 4.1 ตั้งใจเรียน 4.2 เอาใจใส่ในการเรียน และมีความเพียรพยายามในการเรียน 4.3 เข้าร่วมกิจกรรมการเรียนรู้ต่าง ๆ 4.4 ศึกษาค้นคว้า หาความรู้จากหนังสือ เอกสาร สิ่งพิมพ์ สื่อเทคโนโลยีต่าง ๆ แหล่งการเรียนรู้ทั้งภายในและภายนอกโรงเรียน และเลือกใช้สื่อได้อย่าง เหมาะสม 4.5 บันทึกความรู้ วิเคราะห์ ตรวจสอบบางสิ่งที่เรียนรู้ สรุปเป็นองค์ความรู้ 4.6 แลกเปลี่ยนความรู้ ด้วยวิธีการต่าง ๆ และนาไปใช้ในชีวิตประจาวัน 5. อยู่อย่าง พอเพียง 5.1 ใช้ทรัพย์สินและสิ่งของของโรงเรียนอย่างประหยัด 5.2 ใช้อุปกรณ์การเรียนอย่างประหยัดและรู้คุณค่า 5.3 ใช้จ่ายอย่างประหยัดและมีการเก็บออมเงิน 6. มุ่งมั่นในการ ทางาน 6.1 มีความตั้งใจและพยายามในการทางานที่ได้รับมอบหมาย 6.2 มีความอดทนและไม่ท้อแท้ต่ออุปสรรคเพื่อให้งานสาเร็จ 7. รักความเป็น ไทย 7.1 มีจิตสานึกในการอนุรักษ์วัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทย 7.2 เห็นคุณค่าและปฏิบัติตนตามวัฒนธรรมไทย 8. มีจิตสาธารณะ 8.1 รู้จักช่วยพ่อแม่ ผู้ปกครอง และครูทางาน 8.2 อาสาทางาน ช่วยคิด ช่วยทา และแบ่งปันสิ่งของให้ผู้อื่น 8.3 รู้จักการดูแล รักษาทรัพย์สมบัติและสิ่งแวดล้อมของห้องเรียน โรงเรียน ชุมชน 8.4 เข้าร่วมกิจกรรมเพื่อสังคมและสาธารณประโยชน์ของโรงเรียน ลงชื่อ ผู้ประเมิน (..................................................) ............../.................../................ เกณฑ์กำรให้คะแนน พฤติกรรมที่ปฏิบัติชัดเจนและสม่าเสมอ ให้ 3 คะแนน พฤติกรรมที่ปฏิบัติชัดเจนและบ่อยครั้ง ให้ 2 คะแนน พฤติกรรมที่ปฏิบัติบางครั้ง ให้ 1 คะแนน ไม่เคยปฏิบัติพฤติกรรม ให้ 0 คะแนน
  • 125.
    118 แบบประเมินสมรรถนะสำคัญของผู้เรียน ครั้งที่ 1 กลุ่มสำระกำรเรียนรู้......................................................ภำคเรียนที่...........ปีกำรศึกษำ.............. ชื่อ-สกุลนักเรียน.....................................................................ชั้น..............................เลขที่……. คำชี้แจง:ให้ ผู้สอน สังเกตพฤติกรรมของนักเรียน แล้วขีด  ลงในช่องที่ตรงกับระดับคะแนน สมรรถนะด้ำน รำยกำรประเมิน ระดับคะแนน 3 2 1 0 1. ความ สามารถในการ สื่อสาร 1.1 มีความสามารถในการรับ – ส่งสาร 1.2 มีความสามารถในการถ่ายทอดความรู้ ความคิด ความเข้าใจ ของตนเอง โดยใช้ภาษาอย่างเหมาะสม 1.3 ใช้วิธีการสื่อสารที่เหมาะสม 1.4 วิเคราะห์แสดงความคิดเห็นอย่างมีเหตุผล 1.5 เขียนบันทึกเหตุการณ์ประจาวันแล้วเล่าให้เพื่อนฟังได้ สรุป 2. ความ สามารถในการ คิด 2.1 มีความสามารถในการคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ 2.2 มีทักษะในการคิดนอกกรอบอย่างสร้างสรรค์ 2.3 สามารถคิดอย่างมีวิจารณญาณ 2.4 มีความสามารถในการคิดอย่างมีระบบ 2.5 ตัดสินใจแก้ปัญหาเกี่ยวกับตนเองได้ สรุป 3. ความ สามารถในการ แก้ปัญหา 3.1 สามารถแก้ปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ ที่เผชิญได้ 3.2 ใช้เหตุผลในการแก้ปัญหา 3.3 เข้าใจความสัมพันธ์และการเปลี่ยนแปลงในสังคม 3.4 แสวงหาความรู้ ประยุกต์ความรู้มาใช้ในการป้องกันและ แก้ไขปัญหา 3.5 สามารถตัดสินใจได้เหมาะสมตามวัย สรุป
  • 126.
    119 สมรรถนะด้ำน รำยกำรประเมิน ระดับคะแนน 3 21 0 4. ความ สามารถในการ ใช้ทักษะชีวิต 4.1 เรียนรู้ด้วยตนเองได้เหมาะสมตามวัย 4.2 สามารถทางานกลุ่มร่วมกับผู้อื่นได้ 4.3 นาความรู้ที่ได้ไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจาวัน 4.4 จัดการปัญหาและความขัดแย้งได้เหมาะสม 4.5 หลีกเลี่ยงพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ที่ส่งผลกระทบต่อตนเอง สรุป 5. ความ สามารถในการ ใช้เทคโนโลยี 5.1 เลือกและใช้เทคโนโลยีได้เหมาะสมตามวัย 5.2 มีทักษะกระบวนการทางเทคโนโลยี 5.3 สามารถนาเทคโนโลยีไปใช้พัฒนาตนเอง 5.4 ใช้เทคโนโลยีในการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ 5.5 มีคุณธรรม จริยธรรมในการใช้เทคโนโลยี สรุป สรุปผลกำรประเมิน ลงชื่อ ผู้ประเมิน (นายพิพัฒน์พงษ์ สาจันทร์) ....../......../........ เกณฑ์กำรให้คะแนนระดับคุณภำพ ดีเยี่ยม - พฤติกรรมที่ปฏิบัติชัดเจนและสม่าเสมอ ให้ 3 คะแนน ดี - พฤติกรรมที่ปฏิบัติชัดเจนและบ่อยครั้ง ให้ 2 คะแนน ผ่ำน - พฤติกรรมที่ปฏิบัติบางครั้ง ให้ 1 คะแนน ไม่ผ่ำน - ไม่เคยปฏิบัติพฤติกรรม ให้ 0 คะแนน
  • 127.
  • 128.
    121 ใบงำนที่ 4 เรื่องกำรเลี้ยวเบนของคลื่น ชื่อ_____________________ชั้น_______เลขที่____ กลุ่มที่____ คำชี้แจง ให้นักเรียนแต่ละกลุ่มปฏิบัติ ดังนี้ 1. อ่านวิธีทากิจกรรมการทดลองให้เข้าใจ 2. ตอบคาถามก่อนทากิจกรรม 3. ทากิจกรรมและบันทึกผล 4. ตอบคาถามหลังทากิจกรรม กิจกรรมที่ 1.4 กำรเลี้ยวเบนของคลื่น วัสดุอุปกรณ์ 1.ถาดคลื่นพร้อมอุปกรณ์ติดตั้ง 1 ชุด 2.แท่งไม้หรือพลาสติก 2 อัน 3.น้า 1 ถ้วย วิธีทำ 1. นาน้าใส่ถาดคลื่น แล้วนาแท่งไม้วางในลักษณะดังภาพ 2. ใช้ตัวทาคลื่นแตะน้าในถาดเป็นจังหวะอย่างสม่าเสมอสังเกตคลื่นน้าที่เกิดขึ้นและคลื่นน้าที่ ผ่านระหว่างแท่งไม้ทั้งสอง บันทึกผล 3. เปลี่ยนระยะห่างระหว่างแท่งไม้ทั้งสองทาซ้าข้อ 2 สังเกตลักษณะของคลื่นน้า บันทึกผล ได้คะแนน ..................................... คะแนนเต็ม 16 คะแนน แท่งไม้ ตัวทาคลื่น การจัดการทดลอง หลักของฮอยเกนส์
  • 129.
    122 คำถำมก่อนทำกิจกรรม ปัญหำ 1. ปัญหาของการทดลองนี้คืออะไร .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. สมมติฐำน 2. เมื่อใช้ตัวทาคลื่นตีน้าคลื่นน้าที่เกิดขึ้นจากการตีมีลักษณะอย่างไร .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. 3. คลื่นน้าจะสามารถเคลื่อนที่ทะลุแท่งไม้ที่กั้นไว้ได้หรือไม่ อย่างไร .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. บันทึกผลกำรทำกิจกรรม .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. คลื่นเคลื่อนที่เจอสิ่งกีดขวางจะมีลักษณะอย่างไร น้าจะมีการกระเพื่อมขึ้นลงเป็นแนวเส้นตรง เหมือนลอนกระเบื้อง คลื่นน้าไม่สามารถเคลื่อนที่ทะลุแท่งไม้ที่กั้นไว้ได้ เนื่องจากน้าไม่สามารถแทรกผ่านของแข็งอย่างไม้ ได้ แต่สามารถผ่านช่องว่างระหว่างแท่งไม้ไปได้ โดยคลื่นที่ผ่านออกมาจะมีขนาดเท่ากับความกว้างของช่อง ของแท่งไม้ จากการทากิจกรรม ได้ผลดังนี้ 1. คลื่นที่เกิดจากตัวทาคลื่นเป็นคลื่นในแนวเส้นตรง 2. เมื่อช่องระหว่างแท่งไม้มีขนาดเล็ก คลื่นจะผ่านช่องได้ ลักษณะคลื่นที่ทะลุออกมาจะมี ลักษณะเป็นคลื่นครึ่งวงกลม 3. เมื่อช่องระหว่างแท่งไม้มีขนาดใหญ่ คลื่นจะผ่านช่องได้ ลักษณะคลื่นที่ผ่านออกมามีทั้ง ส่วนที่เป็นคลื่นเส้นตรงและส่วนที่เป็นครึ่งวงกลม
  • 130.
    123 คำถำมหลังทำกิจกรรม แปลควำมหมำยและสรุปผล 1. ลักษณะของคลื่นน้าที่เกิดขึ้นจากตัวทาคลื่นแตะน้ากับคลื่นที่เคลื่อนที่ผ่านระหว่างแท่งไม้ทั้งสองมี ลักษณะเหมือนหรือแตกต่างกัน อย่างไร .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. 2.ความกว้างหรือระยะห่างระหว่างแท่งไม้ทั้งสอง มีผลต่อลักษณะของคลื่นที่ผ่านระหว่างแท่งไม้ทั้งสอง หรือไม่ อย่างไร .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. 3. สรุปผลการทดลองนี้ได้อย่างไร .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. มีลักษณะแตกต่างกัน กล่าวคือ คลื่นที่เกิดจากตัวทาคลื่นตีน้าจะเป็นคลื่นเส้นตรงแต่คลื่นที่ทะลุผ่าน ช่องของแท่งไม้จะเป็นคลื่นครึ่งวงกลม มีผล กล่าวคือ ถ้าความกว้างน้อย คลื่นสามารถผ่านช่องเป็นคลื่นครึ่งวงกลม ซึ่งจะส่งผลต่อน้า ด้านหลังของแท่งไม้ ทาให้เกิดการกระเพื่อมไปด้วย แต่ถ้าช่องมีความกว้างมาก คลื่นที่ทะลุช่องมาจะเป็น คลื่นเส้นตรงผสมกับคลื่นครึ่งวงกลม หลักของฮอยเกนส์ กล่าวว่า หน้าคลื่นที่ผ่านสิ่งกีดขวางจะทาหน้าที่เป็นแหล่งกาเนิดคลื่นใหม่ที่สร้าง หน้าคลื่นเป็นรูปครึ่งวงกลมหลังสิ่งกีดขวางได้ ปรากฏการณ์เลี้ยวเบนนี้ ขนาดของช่องมีความสัมพันธ์กับ ความยาวคลื่น โดยช่องที่จะทาให้เกิดการเลี้ยวเบนได้ดีนั้น ต้องมีขนาดเท่ากับความยาวคลื่น
  • 131.
    124 แผนกำรจัดกำรเรียนรู้ที่ 6 กำรแทรกสอดของคลื่น หน่วยกำรเรียนรู้ที่1 คลื่น วิชำวิทยำศำสตร์ 5 ว33101 ชั้นมัธยมศึกษำปีที่ 6 เวลำ 2 ชั่วโมง ********************************************************************** 1. มำตรฐำนกำรเรียนรู้/ตัวชี้วัด มำตรฐำนกำรเรียนรู้ มำตรฐำน ว 5.1 เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างพลังงานกับการดารงชีวิต การเปลี่ยนรูปพลังงาน ปฏิสัมพันธ์ระหว่างสารและพลังงาน ผลของการใช้พลังงานต่อชีวิตและสิ่งแวดล้อม มีกระบวนการสืบเสาะหา ความรู้ สื่อสารสิ่งที่เรียนรู้และนาความรู้ไปใช้ประโยชน์ ตัวชี้วัด ว 5.1 ม.4-6/1 ทดลองและอธิบายสมบัติของคลื่นกล และอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างอัตราเร็ว ความถี่ และความยาวคลื่น มำตรฐำนกำรเรียนรู้ มำตรฐำน ว 8.1 ใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์และจิตวิทยาศาสตร์ในการสืบเสาะหาความรู้ การแก้ปัญหา รู้ว่าปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่มีรูปแบบที่แน่นอนสามารถอธิบายและ ตรวจสอบได้ภายใต้ข้อมูลและเครื่องมือที่มีอยู่ในช่วงเวลานั้น ๆ เข้าใจว่าวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีสังคมและ สิ่งแวดล้อมมีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน ตัวชี้วัด 1. ว 8.1 ม.4-6/1 ตั้งคาถามที่อยู่บนพื้นฐานของความรู้และความเข้าใจทางวิทยาศาสตร์หรือ ความสนใจหรือจากประเด็นที่เกิดขึ้นในขณะนั้นที่สามารถทาการสารวจตรวจสอบหรือศึกษาค้นคว้าได้อย่าง ครอบคลุมและเชื่อถือได้ 2. ว 8.1 ม.4-6/2 สร้างสมมติฐานที่มีทฤษฎีรองรับหรือคาดการณ์สิ่งที่จะพบหรือสร้าง แบบจาลองหรือสร้างรูปแบบเพื่อนาไปสู่การสารวจตรวจสอบ 3. ว 8.1 ม.4-6/3 ค้นคว้ารวบรวมข้อมูลที่ต้องพิจารณาปัจจัยหรือตัวแปรสาคัญ ปัจจัยที่มีผลต่อ ปัจจัยอื่นปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้และจานวนครั้งของการสารวจตรวจสอบเพื่อให้ได้ผลที่มีความเชื่อมั่นอย่าง เพียงพอ 4. ว 8.1 ม.4-6/4 เลือกวัสดุเทคนิควิธีอุปกรณ์ที่ใช้ในการสังเกตการวัดการสารวจตรวจสอบอย่าง ถูกต้องทั้งทางกว้างและลึกในเชิงปริมาณและคุณภาพ 5. ว 8.1 ม.4-6/5 รวบรวมข้อมูลและบันทึกผลการสารวจตรวจสอบอย่างเป็นระบบถูกต้อง ครอบคลุมทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพโดยตรวจสอบความเป็นไปได้ความเหมาะสมหรือความผิดพลาดของ ข้อมูล 6. ว 8.1 ม.4-6/6 จัดกระทาข้อมูลโดยคานึงถึงการรายงานผลเชิงตัวเลขที่มีระดับความถูกต้อง และนาเสนอข้อมูลด้วยเทคนิควิธีที่เหมาะสม
  • 132.
    125 7. ว 8.1ม.4-6/7 วิเคราะห์ข้อมูลแปลความหมายข้อมูลและประเมินความสอดคล้องของข้อสรุป หรือสาระสาคัญเพื่อตรวจสอบกับสมมติฐานที่ตั้งไว้ 8. ว 8.1 ม.4-6/8 พิจารณาความน่าเชื่อถือของวิธีการและผลการสารวจตรวจสอบโดยใช้หลัก ความคลาดเคลื่อนของการวัดและการสังเกตเสนอแนะการปรับปรุงวิธีการสารวจตรวจสอบ 9. ว 8.1 ม.4-6/9 นาผลของการสารวจตรวจสอบที่ได้ทั้งวิธีการและองค์ความรู้ที่ได้ไปสร้าง คาถามใหม่นาไปใช้แก้ปัญหาในสถานการณ์ใหม่และในชีวิตจริง 10. ว 8.1 ม.4-6/10 ตระหนักถึงความสาคัญในการที่จะต้องมีส่วนร่วมรับผิดชอบการอธิบายการ ลงความเห็นและการสรุปผลการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ที่นาเสนอต่อสาธารณชนด้วยความถูกต้อง 11. ว 8.1 ม.4-6/11 บันทึกและอธิบายผลการสารวจตรวจสอบอย่างมีเหตุผลใช้พยานหลักฐาน อ้างอิงหรือค้นคว้าเพิ่มเติมเพื่อหาหลักฐานอ้างอิงที่เชื่อถือได้และยอมรับว่าความรู้เดิมอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ เมื่อมีข้อมูลและประจักษ์พยานใหม่เพิ่มเติมหรือโต้แย้งจากเดิมซึ่งท้าทายให้มีการตรวจสอบอย่างระมัดระวังอัน จะนามาสู่การยอมรับเป็นความรู้ใหม่ 12. ว 8.1 ม.4-6/12 จัดแสดงผลงานเขียนรายงานและ/หรืออธิบายเกี่ยวกับแนวคิดกระบวนการ และผลของโครงงานหรือชิ้นงานให้ผู้อื่นเข้าใจ 2. จุดประสงค์กำรเรียนรู้ 1. ทดลองและสรุปผลการทดลองเกี่ยวกับการแทรกสอดของคลื่นได้ (P) 2. อธิบายเกี่ยวกับลักษณะการแทรกสอดของคลื่นได้ (K) 3. แสดงความเป็นคนสนใจใฝ่รู้ อยากรู้อยากเห็น รับผิดชอบ มุ่งมั่น อดทนเพียรพยายาม มีเหตุผล มีระเบียบ รอบคอบ ซื่อสัตย์ ใจกว้าง (A) 3. สำระสำคัญ การแทรกสอด คือ ปรากฏการณ์ที่เกิดจากการรวมกันของคลื่นตั้งแต่ 2 ขบวน เคลื่อนที่มาซ้อนทับกัน ในตัวกลางเดียวกัน อธิบายโดยใช้หลักการรวมกันของคลื่น 4. สำระกำรเรียนรู้ 1. ควำมรู้ การแทรกสอด คือ ปรากฏการณ์ที่เกิดจากการรวมกันของคลื่นตั้งแต่ 2 ขบวน เคลื่อนที่มา ซ้อนทับกันในตัวกลางเดียวกัน อธิบายโดยใช้หลักการรวมกันของคลื่น ซึ่งกล่าวว่า การกระจัดของคลื่นรวมจะ เป็นผลบวกทางพีชคณิตของการกระจัดคลื่นย่อย โดยที่คลื่นย่อยหลังจากซ้อนทับกันแล้วทิศทางการเคลื่อนที่ และรูปร่างจะไม่เปลี่ยนแปลง การแทรกสอดเสริมของคลื่นอาพันธ์ คือ ตาแหน่งที่คลื่น 2 ขบวนที่มีความถี่เท่ากัน มีขนาดแอม พลิจูดเท่ากัน และมีทิศทางของแอมพลิจูดตรงกัน เคลื่อนที่เข้าหากัน ทาให้แอมพลิจูดของคลื่นรวมมีค่าเป็น 2 เท่า
  • 133.
    126 การแทรกสอดหักล้างของคลื่นอาพันธ์ คือ ตาแหน่งที่คลื่น2 ขบวนที่มีความถี่เท่ากัน มีขนาด แอมพลิจูดเท่ากัน แต่มีทิศทางของแอมพลิจูดตรงข้ามกันเคลื่อนที่เข้าหากัน ทาให้แอมพลิจูดของคลื่นรวมมีค่า เป็นศูนย์ 2. ทักษะ/กระบวนกำร/กระบวนกำรคิด - ทักษะการคิดวิเคราะห์ - ทักษะการสื่อความหมาย - ทักษะการปฏิบัติการทดลอง 3. ด้ำนเจตคติทำงวิทยำศำสตร์ - สนใจใฝ่รู้ อยากรู้อยากเห็น รับผิดชอบ มุ่งมั่น อดทนเพียรพยายาม มีเหตุผล มีระเบียบ รอบคอบ ซื่อสัตย์ ใจกว้าง 5. คุณลักษณะอันพึงประสงค์  รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์  ซื่อสัตย์สุจริต  มีวินัย  ใฝ่เรียนรู้  อยู่อย่างพอเพียง  มุ่งมั่นในการทางาน  รักความเป็นไทย  มีจิตสาธารณะ 6. สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน  ความสามารถในการสื่อสาร  ความสามารถในการคิด  ความสามารถในการแก้ปัญหา  ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต  ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี 7. ชิ้นงำน/ภำระงำน - ผังมโนทัศน์เรื่อง การแทรกสอดของคลื่น 8. กำรจัดกิจกรรมกำรเรียนรู้ (กระบวนกำรสืบเสำะหำควำมรู้ (5Es)) ขั้นที่ 1 สร้ำงควำมสนใจ (Engagement) 1. ครูนานักเรียนเข้าสู่บทเรียนเกี่ยวกับการแทรกสอดของคลื่น โดยนักเรียน 2 คนจับปลายสปริง จากนั้นให้นักเรียนทั้งสองสะบัดสปริงให้มีแอมพลิจูดเท่ากันและมีทิศทางเดียวกัน แล้วครูถามนักเรียนโดยใช้ คาถามดังนี้ 1.1 ตาแหน่งที่คลื่นทั้งสองเคลื่อนที่มาซ้อนทับกันเป็นอย่างไร (แอมพลิจูดจะเพิ่มขึ้น) 1.2 ปรากฏการณ์ดังกล่าวเป็นการแทรกสอดของคลื่นใช่หรือไม่ (ใช่) 2. ครูถามคาถามเพื่อกระตุ้นความคิดของนักเรียน ดังนี้
  • 134.
    127 2.1 เมื่อคลื่นเคลื่อนที่มาพบกัน จะมีสิ่งใดเกิดขึ้นอย่างไร (การแทรกสอดของคลื่น ซึ่งอาจ เป็นการแทรกสอดเสริมหรือการแทรกสอดหักล้าง) 2.2 การแทรกสอดของคลื่นมีลักษณะอย่างไร (การแทรกสอด คือ ปรากฏการณ์ที่เกิดจาก การรวมกันของคลื่นตั้งแต่ 2 ขบวน เคลื่อนที่มาซ้อนทับกันในตัวกลางเดียวกัน อธิบายโดยใช้หลักการรวมกัน ของคลื่น) ขั้นที่ 2 สำรวจและค้นหำ (Exploration) 1. นักเรียนแบ่งกลุ่ม กลุ่มละ 4 คน ศึกษาวิธีการทากิจกรรมที่ 1.5 เรื่อง การรวมกันได้ของคลื่น ในใบงานที่ 5 2. นักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นก่อนทากิจกรรม โดยครูถามคาถามก่อนทากิจกรรม โดยใช้ คาถามดังนี้ 2.1 ปัญหาของการทดลองนี้คืออะไร (คลื่นเคลื่อนที่มาพบกันจะมีลักษณะอย่างไร) 2.2 นักเรียนจะทาอย่างไรเพื่อให้แอมพลิจูดของคลื่นในสปริงทั้งสองข้างมีค่าเท่ากัน (สั่น ให้ปลายของลวดสปริงอยู่ห่างจากแนวเดิมของลวดสปริงเป็นระยะเท่ากันทั้งสองข้าง) 2.3 นักเรียนคิดว่าเมื่อคลื่นจากปลายสปริงทั้งสองข้างเคลื่อนที่มาพบกัน จะเกิดอะไรขึ้น (คลื่นจะมาพบกันแล้วอาจจะสะท้อนออกจากกัน เหมือนที่ลูกเทนนิสกระทบกาแพง) จากนั้นนักเรียนตอบคาถามก่อนทากิจกรรมในใบงานที่ 5 3. นักเรียนลงมือทากิจกรรมตามขั้นตอนที่กาหนดในใบงานที่ 5 เรื่อง การรวมกันได้ของคลื่น และบันทึกผลการทากิจกรรม ขั้นที่ 3 อธิบำยและลงข้อสรุป (Explanation) 1. ตัวแทนนักเรียนแต่ละกลุ่มออกมานาเสนอผลการทากิจกรรมเรื่อง การรวมกันได้ของคลื่น หน้าชั้นเรียน (ตัวอย่างบันทึกผลการทากิจกรรม จากการทากิจกรรม ได้ผลดังนี้ 1. ตาแหน่งที่คลื่น 2 ขบวนที่มีขนาดแอมพลิจูดเท่ากัน และมีทิศทางของแอมพลิจูดตรงกัน เคลื่อนที่เข้าหากัน ทาให้แอมพลิจูดของคลื่นรวมมีค่าเป็น 2 เท่า หลังจากซ้อนทับกันแล้วทิศทางการเคลื่อนที่ และรูปร่างของคลื่นทั้งสองจะไม่เปลี่ยนแปลง 2. ตาแหน่งที่คลื่น 2 ขบวนที่มีขนาดแอมพลิจูดเท่ากัน แต่มีทิศทางของแอมพลิจูดตรงข้ามกัน เคลื่อนที่เข้าหากัน ทาให้แอมพลิจูดของคลื่นรวมมีค่าเป็นศูนย์ หลังจากซ้อนทับกันแล้วทิศทางการเคลื่อนที่ และรูปร่างของคลื่นทั้งสองจะไม่เปลี่ยนแปลง) 2. นักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับผลการทากิจกรรม โดยครูใช้คาถามหลังทา กิจกรรม จากนั้นนักเรียนตอบคาถามดังนี้
  • 135.
    128 2.1 คลื่นที่มีแอมพลิจูดเท่ากันในทิศทางเดียวกัน เมื่อซ้อนทับกันผลเป็นอย่างไร(แอมพลิ จูดของคลื่นรวมมีค่าเป็น 2 เท่า หลังจากซ้อนทับกันแล้วทิศทางการเคลื่อนที่และรูปร่างของคลื่นทั้งสองจะไม่ เปลี่ยนแปลง) การซ้อนทับกันของคลื่นแบบเสริม 2.2 คลื่นที่มีแอมพลิจูดต่างกันในทิศทางเดียวกัน เมื่อซ้อนทับกันผลเป็นอย่างไร (แอมพลิ จูดของคลื่นรวมเท่ากับแอมพลิจูดของคลื่นทั้งสองมารวมกัน หลังซ้อนทับทิศทางการเคลื่อนที่และรูปร่างของ คลื่นทั้งสองจะไม่เปลี่ยนแปลง) 2.3 คลื่นที่มีแอมพลิจูดเท่ากันในทิศตรงข้าม เมื่อซ้อนทับกันผลเป็นอย่างไร (แอมพลิจูด ของคลื่นรวมเป็นศูนย์ เสมือนไม่มีคลื่น หลังซ้อนทับทิศทางการเคลื่อนที่และรูปร่างของคลื่นทั้งสองจะไม่ เปลี่ยนแปลง การซ้อนทับกันของคลื่นแบบหักล้าง 2.4 คลื่นที่มีแอมพลิจูดต่างกันในทิศตรงข้าม เมื่อซ้อนทับกันผลเป็นอย่างไร (แอมพลิจูด คลื่นรวมจะมีค่าลดลงเท่ากับผลต่างของแอมพลิจูดของคลื่นย่อย มีทิศทางตามทิศของแอมพลิจูดที่มีค่า มากกว่า)
  • 136.
    129 2.5 สรุปผลการทดลองนี้ได้อย่างไร (การแทรกสอดคือ ปรากฏการณ์ที่เกิดจากการ รวมกันของคลื่นตั้งแต่ 2 ขบวน เคลื่อนที่มาซ้อนทับกันในตัวกลางเดียวกัน อธิบายโดยใช้หลักการรวมกันของ คลื่น ซึ่งกล่าวว่า การกระจัดของคลื่นรวมจะเป็นผลบวกทางพีชคณิตของการกระจัดคลื่นย่อย โดยที่คลื่นย่อย หลังจากซ้อนทับกันแล้วทิศทางการเคลื่อนที่และรูปร่างจะไม่เปลี่ยนแปลง การแทรกสอดมี 2 แบบ ได้แก่ 1) การแทรกสอดเสริม คือ ตาแหน่งที่คลื่น 2 ขบวนที่มีความถี่เท่ากัน มีขนาดแอมพลิจูด เท่ากัน และมีทิศทางของแอมพลิจูดตรงกัน เคลื่อนที่เข้าหากัน ทาให้แอมพลิจูดของคลื่นรวมมีค่าเป็น 2 เท่า 2) การแทรกสอดหักล้าง คือ ตาแหน่งที่คลื่น 2 ขบวนที่มีความถี่เท่ากัน มีขนาดแอมพลิ จูดเท่ากัน แต่มีทิศทางของแอมพลิจูดตรงข้ามกันเคลื่อนที่เข้าหากัน ทาให้แอมพลิจูดของคลื่นรวมมีค่าเป็น ศูนย์) จากนั้นนักเรียนตอบคาถามหลังทากิจกรรมในใบงานที่ 5 3. นักเรียนร่วมกันสรุปผลการทากิจกรรมเกี่ยวกับการแทรกสอดให้ได้ประเด็นตามจุดประสงค์ การเรียนรู้ 4. ครูแสดงภาพการรวมกันของคลื่นที่มีแอมพลิจูดในลักษณะต่าง ๆ การซ้อนทับกันของคลื่นแบบเสริม
  • 137.
    130 การซ้อนทับกันของคลื่นแบบหักล้าง จากนั้นนักเรียนตอบคาถามดังนี้ 4.1 จากภาพการซ้อนทับกันของคลื่น หากคลื่นที่มาพบกันมีแอมพลิจูดในทิศทางเดียวกัน เมื่อมาซ้อนทับกันพอดีแอมพลิจูดลัพธ์ของคลื่นรวมมีความสัมพันธ์อย่างไรกับแอมพลิจูดของคลื่นย่อยเดิม (แอมพลิจูดลัพธ์ของคลื่นรวมจะมีค่าเท่ากับผลรวมของแอมพลิจูดของคลื่นย่อยเดิม) 4.2 หากคลื่นที่มาพบกันมีแอมพลิจูดในทิศตรงข้ามกัน เมื่อมาซ้อนทับกันพอดี แอมพลิจูด ของคลื่นรวมมีความสัมพันธ์อย่างไรกับแอมพลิจูดของคลื่นย่อยเดิม (แอมพลิจูดของคลื่นรวมจะมีค่าเท่ากับ ผลต่างของแอมพลิจูดของคลื่นย่อยเดิม) 4.3 ลักษณะที่ต่างกันของการพบกันของคลื่นและการชนกันของอนุภาคมีอย่างไรบ้าง (เมื่ออนุภาคมาชนกันจะกระดอนออกจากกัน กล่าวคือ มีการเปลี่ยนแปลงทิศทางการเคลื่อนที่ แต่เมื่อคลื่นมา ชนกันจะเกิดการรวมตัวซ้อนทับกัน โดยมีการรวมของแอมพลิจูด และทิศทางของแอมพลิจูดของคลื่นเดิม หลังจากชนกันคลื่นจะยังคงเคลื่อนที่ต่อไปในทิศทางเดิม) ขั้นที่ 4 ขยำยควำมรู้ (Elaboration) 1. ครูและนักเรียนร่วมกันอภิปรายเกี่ยวกับ การแทรกสอดสอดของคลื่น จนกระทั่งนักเรียน อธิบายได้ว่า การแทรกสอด คือ ปรากฏการณ์ที่เกิดจากการรวมกันของคลื่นตั้งแต่ 2 ขบวน เคลื่อนที่ มาซ้อนทับกันในตัวกลางเดียวกัน อธิบายโดยใช้หลักการรวมกันของคลื่น ซึ่งกล่าวว่า การกระจัดของคลื่นรวม
  • 138.
    131 จะเป็นผลบวกทางพีชคณิตของการกระจัดคลื่นย่อย โดยที่คลื่นย่อยหลังจากซ้อนทับกันแล้วทิศทางการ เคลื่อนที่และรูปร่างจะไม่เปลี่ยนแปลง การแทรกสอดมี2 แบบ ได้แก่ 1) การแทรกสอดเสริมของคลื่นอาพันธ์ คือ ตาแหน่งที่คลื่น 2 ขบวนที่มีความถี่เท่ากัน มี ขนาดแอมพลิจูดเท่ากัน และมีทิศทางของแอมพลิจูดตรงกัน เคลื่อนที่เข้าหากัน ทาให้แอมพลิจูดของคลื่นรวมมี ค่าเป็น 2 เท่า 2) การแทรกสอดหักล้างของคลื่นอาพันธ์ คือ ตาแหน่งที่คลื่น 2 ขบวนที่มีความถี่เท่ากัน มี ขนาดแอมพลิจูดเท่ากัน แต่มีทิศทางของแอมพลิจูดตรงข้ามกันเคลื่อนที่เข้าหากัน ทาให้แอมพลิจูดของคลื่น รวมมีค่าเป็นศูนย์ 2. นักเรียนสืบค้นข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการแทรกสอดของคลื่นจากหนังสือเรียน และแหล่ง เรียนรู้อื่น ๆ จากนั้นเขียนผังมโนทัศน์เรื่อง การแทรกสอดของคลื่น ขั้นที่ 5 ประเมิน (Evaluation) 1. ครูประเมินการเรียนรู้ของนักเรียน ดังนี้ สังเกตพฤติกรรมของนักเรียนขณะเข้าร่วมกิจกรรม การตอบคาถามของนักเรียน การทากิจกรรม การตอบคาถามในใบงาน และประเมินการเขียนผังมโนทัศน์ 2. นักเรียนแต่ละกลุ่มพิจารณาว่า จากหัวข้อที่เรียนมาและการปฏิบัติกิจกรรม มีจุดใดบ้างที่ยังไม่ เข้าใจหรือยังมีข้อสงสัย ถ้ามีครูช่วยอธิบายเพิ่มเติมให้นักเรียนเข้าใจ 3. นักเรียนร่วมกันประเมินการปฏิบัติกิจกรรมกลุ่มว่ามีปัญหาหรืออุปสรรคใด และได้มีการแก้ไข อย่างไรบ้าง 4. นักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประโยชน์ที่ได้รับจากการปฏิบัติการทดลอง และ การนาความรู้ที่ได้ไปใช้ประโยชน์ 5. ทดสอบความเข้าใจของนักเรียนโดยการให้ตอบคาถาม เช่น - การแทรกสอดหมายถึงอะไร - การแทรกสอดเสริมคืออะไร - การแทรกสอดหักล้างคืออะไร 6. นักเรียนทา Blog เรื่อง คลื่นกล เป็นภาระงาน 7. นักเรียนทบทวนความรู้เพิ่มเติมจากสื่อสังคมออนไลน์ เรื่อง คลื่นกล ตอนที่ 2 ทาง youtube https://youtu.be/30ze8eYEx28 พร้อมทาแบบฝึกหัด เรื่องคลื่นกล ตอนที่ 2 9. สื่อ/แหล่งกำรเรียนรู้ 1. ลวดสปริงขนาดใหญ่ (ชุดสาธิตคลื่น) 1 ชุด 2. ใบงานที่ 5 เรื่อง การรวมกันได้ของคลื่น 3. หนังสือเรียน 4. สื่อสังคมออนไลน์ เรื่อง คลื่นกล ตอนที่ 2 ทาง youtube https://youtu.be/30ze8eYEx28
  • 139.
    132 10. กำรวัดและกำรประเมินผล ชิ้นงำน/ภำระงำน/ใบงำน วิธีกำรเครื่องมือ เกณฑ์กำรผ่ำน 1. ด้ำนควำมรู้ (K) - ใบงานที่ 5 เรื่อง การรวมกันได้ของคลื่น - ผังมโนทัศน์ เรื่อง การรวมกันได้ของคลื่น - Blog เรื่อง คลื่นกล - แบบฝึกหัด เรื่อง คลื่นกล ตอนที่ 2 - การตรวจใบงาน - การตรวจผลงาน - การตรวจผลงาน - การตรวจแบบฝึกหัด - แบบประเมินใบงาน - แบบประเมินผังมโนทัศน์ - แบบประเมิน Blog - แบบฝึกหัด เรื่อง คลื่นกล ตอนที่ 2 - ร้อยละ 60 ขึ้นไป - ร้อยละ 60 ขึ้นไป - ร้อยละ 60 ขึ้นไป - ร้อยละ 60 ขึ้นไป 2.ด้ำนทักษะ/กระบวนกำร (P) - ใบงานที่ 5 เรื่อง การรวมกันได้ของคลื่น - การสังเกต - การตรวจใบงาน - แบบสังเกตการปฏิบัติการทดลอง - แบบประเมินใบงาน - ร้อยละ 60 ขึ้นไป - ร้อยละ 60 ขึ้นไป 3.ด้ำนเจตคติทำงวิทยำศำสตร์ (A) - การสังเกต - แบบสังเกตเจตคติทางวิทยาศาสตร์ - ร้อยละ 60 ขึ้นไป แบบสังเกตกำรปฏิบัติกำรทดลอง เรื่อง กำรรวมกันได้ของคลื่น เลขที่ ชื่อ-สกุล กลุ่ม คะแนนแต่ละรำยกำรประเมิน คะแนนรวม(24) การทดลองหรือ ทากิจกรรมตาม แผนที่กาหนด การใช้อุปกรณ์ และ/หรือ เครื่องมือ การบันทึกผลการ ทดลองหรือทา กิจกรรม การจัดกระทา ข้อมูลและการ นาเสนอ การสรุปผลการ ทดลองหรือการ ทากิจกรรม การดูแลและการ เก็บอุปกรณ์และ/ หรือเครื่องมือ เกณฑ์กำรประเมิน/ระดับคุณภำพ คะแนนรวม 20-24 หมายถึง ดีมาก คะแนนรวม 15-19 หมายถึง ดี คะแนนรวม 10–14 หมายถึง พอใช้ คะแนนรวม 6 – 9 หมายถึง ปรับปรุง เกณฑ์กำรผ่ำน ตั้งแต่ 15 คะแนนขึ้นไป (ผ่ำนเกณฑ์ร้อยละ 60) ลงชื่อ ผู้ประเมิน (.........................................................) ........../................/..............
  • 140.
    133 แบบประเมินใบงำน เรื่อง กำรรวมกันได้ของคลื่น เลขที่ ชื่อ-สกุลกลุ่ม คะแนนแต่ละรำยกำรประเมิน คะแนนรวม(16) คาถามก่อนทา กิจกรรม บันทึกผลการทา กิจกรรม คาถามหลังทา กิจกรรม สรุปผลการทดลอง เกณฑ์กำรประเมิน/ระดับคุณภำพ คะแนนรวม 14-16 หมายถึง ดีมาก คะแนนรวม 11-13 หมายถึง ดี คะแนนรวม 8–10 หมายถึง พอใช้ คะแนนรวม 4–7 หมายถึง ปรับปรุง เกณฑ์กำรผ่ำน ตั้งแต่ 10 คะแนนขึ้นไป (ผ่ำนเกณฑ์ร้อยละ 60) ลงชื่อ ผู้ประเมิน (.........................................................) ........../................/..............
  • 141.
    134 แบบประเมินผังมโนทัศน์ เรื่อง กำรรวมกันได้ของคลื่น เลขที่ ชื่อ-สกุลกลุ่ม คะแนน หมำยเหตุ เกณฑ์กำรประเมิน/ระดับคุณภำพ คะแนนรวม 4 หมายถึง ดีมาก คะแนนรวม 3 หมายถึง ดี คะแนนรวม 2 หมายถึง พอใช้ คะแนนรวม 1 หมายถึง ปรับปรุง เกณฑ์กำรผ่ำน ตั้งแต่ 3 คะแนนขึ้นไป (ผ่ำนเกณฑ์ร้อยละ 60) ลงชื่อ ผู้ประเมิน (.........................................................) ........../................/..............
  • 142.
    135 แบบประเมิน Blog เรื่อง คลื่นกล เลขที่ชื่อ-สกุล กลุ่ม คะแนนแต่ละรำยกำรประเมิน คะแนนรวม(20) ความครบถ้วนของ เนื้อหาสาระ ความถูกต้องของ เนื้อหาสาระ ความถูกต้อง เหมาะสมของภาษา จานวนแหล่งข้อมูลที่ ค้นคว้าหรืออ้างอิง รูปแบบการนาเสนอ เกณฑ์กำรประเมิน/ระดับคุณภำพ คะแนนรวม 17-20 หมายถึง ดีมาก คะแนนรวม 13-16 หมายถึง ดี คะแนนรวม 9-12 หมายถึง พอใช้ คะแนนรวม 5- 8 หมายถึง ปรับปรุง เกณฑ์กำรผ่ำน ตั้งแต่ 12 คะแนนขึ้นไป (ผ่ำนเกณฑ์ร้อยละ 60) ลงชื่อ ผู้ประเมิน (.........................................................) ........../................/..............
  • 143.
    136 แบบสังเกตเจตคติทำงวิทยำศำสตร์ ครั้งที่ 6 เลขที่ชื่อ-สกุล กลุ่ม คะแนนแต่ละรำยกำรประเมิน ความสนใจใฝ่รู้หรือความ อยากรู้อยากเห็น ความรับผิดชอบความ มุ่งมั่นอดทนและเพียร พยายาม ความมีเหตุผล ความมีระเบียบรอบคอบ เห็นคุณค่าของความมี ระเบียบและรอบคอบ ความซื่อสัตย์เสนอความ จริงถึงแม้จะเป็นผลที่ แตกต่างจากผู้อื่น ความใจกว้างร่วมแสดง ความคิดเห็นและรับฟัง ความคิดเห็นของผู้อื่น คะแนนรวม(24) เกณฑ์กำรประเมิน/ระดับคุณภำพ คะแนนรวม 20-24 หมายถึง มาก คะแนนรวม 15-19 หมายถึง ปานกลาง คะแนนรวม 10–14 หมายถึง น้อย คะแนนรวม 6 – 9 หมายถึง ไม่แสดงออก เกณฑ์กำรผ่ำน ตั้งแต่ 15 คะแนนขึ้นไป (ผ่ำนเกณฑ์ร้อยละ 60) ลงชื่อ ผู้ประเมิน (.........................................................) ........../................/..............
  • 144.
  • 145.
    138 ใบงำนที่ 5 เรื่องกำรรวมกันได้ของคลื่น ชื่อ_____________________ชั้น_______เลขที่____ กลุ่มที่____ คำชี้แจง ให้นักเรียนแต่ละกลุ่มปฏิบัติ ดังนี้ 1. อ่านวิธีทากิจกรรมการทดลองให้เข้าใจ 2. ตอบคาถามก่อนทากิจกรรม 3. ทากิจกรรมและบันทึกผล 4. ตอบคาถามหลังทากิจกรรม กิจกรรมที่ 1.5 กำรรวมกันได้ของคลื่น วัสดุอุปกรณ์ ลวดสปริงขนาดใหญ่ (ชุดสาธิตคลื่น) 1 ชุด วิธีทำ 1. นักเรียน 2 คน จับปลายลวดสปริงขนาดใหญ่คนละข้าง จากนั้นสะบัดปลายของลวดสปริงทั้ง 2 ข้างพร้อม ๆ กัน ด้วยแอมพลิจูดที่เท่ากัน ในทิศทางเดียวกัน ดังภาพ สังเกตรูปร่างของลวดสปริงขณะที่คลื่น ทั้งสองซ้อนทับกัน บันทึกผล สะบัดปลายลวดสปริง 2 ข้างในทิศทางเดียวกัน 2. สะบัดปลายของลวดสปริงทั้ง 2 ข้างพร้อม ๆ กัน ด้วยแอมพลิจูดเท่ากันอีกครั้งแต่สะบัดในทิศ ทางตรงข้ามกัน ดังภาพ สังเกตรูปร่างของลวดสปริงขณะที่คลื่นทั้งสองซ้อนทับกัน บันทึกผล สะบัดปลายลวดสปริง 2 ข้างในทิศตรงข้ามกัน 3. ทาการทดลองซ้าข้อ 2 แต่ให้แอมพลิจูดของคลื่นทั้งสองต่างกัน สังเกตรูปร่างของลวดสปริง ขณะที่คลื่นทั้งสองซ้อนทับกัน บันทึกผล ได้คะแนน ..................................... คะแนนเต็ม 16 คะแนน
  • 146.
    139 คำถำมก่อนทำกิจกรรม ปัญหำ 1. ปัญหาของการทดลองนี้คืออะไร .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. สมมติฐำน 2. นักเรียนจะทาอย่างไรเพื่อให้แอมพลิจูดของคลื่นในลวดสปริงทั้งสองข้างมีค่าเท่ากัน .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. 3.นักเรียนคิดว่าเมื่อคลื่นจากปลายลวดสปริงทั้งสองข้างเคลื่อนที่มาพบกัน จะเกิดอะไรขึ้น .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. บันทึกผลกำรทำกิจกรรม .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. . คลื่นเคลื่อนที่มาพบกันจะมีลักษณะอย่างไร สั่นให้ปลายของลวดสปริงอยู่ห่างจากแนวเดิมของลวดสปริงเป็นระยะเท่ากันทั้งสองข้าง คลื่นจะมาชนกันแล้วอาจจะสะท้อนออกจากกัน เหมือนที่ลูกเทนนิสกระทบกาแพง จากการทากิจกรรม ได้ผลดังนี้ 1. ตาแหน่งที่คลื่น 2 ขบวนที่มีความถี่เท่ากัน มีขนาดแอมพลิจูดเท่ากัน และมีทิศทางของ แอมพลิจูดตรงกัน เคลื่อนที่เข้าหากัน ทาให้แอมพลิจูดของคลื่นรวมมีค่าเป็น 2 เท่า หลังจากซ้อนทับกัน แล้วทิศทางการเคลื่อนที่และรูปร่างของคลื่นทั้งสองจะไม่เปลี่ยนแปลง 2. ตาแหน่งที่คลื่น 2 ขบวนที่มีความถี่เท่ากัน มีขนาดแอมพลิจูดเท่ากัน แต่มีทิศทางของแอม พลิจูดตรงข้ามกันเคลื่อนที่เข้าหากัน ทาให้แอมพลิจูดของคลื่นรวมมีค่าเป็นศูนย์ หลังจากซ้อนทับกันแล้ว ทิศทางการเคลื่อนที่และรูปร่างของคลื่นทั้งสองจะไม่เปลี่ยนแปลง
  • 147.
    140 คำถำมหลังทำกิจกรรม แปลควำมหมำยและสรุปผล 1. คลื่นที่มีแอมพลิจูดเท่ากันในทิศทางเดียวกัน เมื่อซ้อนทับกันผลเป็นอย่างไร .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. 2.คลื่นที่มีแอมพลิจูดต่างกันในทิศทางเดียวกัน เมื่อซ้อนทับกันผลเป็นอย่างไร .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. 3. คลื่นที่มีแอมพลิจูดเท่ากันในทิศทางตรงข้าม เมื่อซ้อนทับกันผลเป็นอย่างไร .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. 4. คลื่นที่มีแอมพลิจูดต่างกันในทิศทางตรงข้าม เมื่อซ้อนทับกันผลเป็นอย่างไร .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. 5. สรุปผลการทดลองนี้ได้อย่างไร .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. แอมพลิจูดของคลื่นรวมมีค่าเป็น 2 เท่า หลังจากซ้อนทับกันแล้วทิศทางการเคลื่อนที่และรูปร่าง ของคลื่นทั้งสองจะไม่เปลี่ยนแปลง แอมพลิจูดของคลื่นรวมมีค่าเป็นศูนย์ หลังจากซ้อนทับกันแล้วทิศทางการเคลื่อนที่และรูปร่างของ คลื่นทั้งสองจะไม่เปลี่ยนแปลง คลื่นจะรวมเป็นคลื่นเดียว โดยแอมพลิจูดเป็นศูนย์ เสมือนไม่มีคลื่น แล้วจึงแยกเคลื่อนที่ในแนว เดิม คลื่นจะรวมเป็นคลื่นเดียว โดยแอมพลิจูดจะมีค่าลดลงเท่ากับผลต่างของแอมพลิจูดของคลื่นย่อย มีทิศทางตามทิศของแอมพลิจูดที่มีค่ามากกว่า การแทรกสอด คือ ปรากฏการณ์ที่เกิดจากการรวมกันของคลื่นตั้งแต่ 2 ขบวน เคลื่อนที่มาซ้อนทับ กันในตัวกลางเดียวกัน อธิบายโดยใช้หลักการรวมกันของคลื่น ซึ่งกล่าวว่า การกระจัดของคลื่นรวมจะเป็น ผลบวกทางพีชคณิตของการกระจัดคลื่นย่อย โดยที่คลื่นย่อยหลังจากซ้อนทับกันแล้วทิศทางการเคลื่อนที่ และรูปร่างจะไม่เปลี่ยนแปลง การแทรกสอดมี 2 แบบ ได้แก่ 1. การแทรกสอดเสริม คือ ตาแหน่งที่คลื่น 2 ขบวนที่มีความถี่เท่ากัน มีขนาดแอมพลิจูด เท่ากัน และมีทิศทางของแอมพลิจูดตรงกัน เคลื่อนที่เข้าหากัน ทาให้แอมพลิจูดของคลื่นรวมมีค่าเป็น 2 เท่า 2. การแทรกสอดหักล้าง คือ ตาแหน่งที่คลื่น 2 ขบวนที่มีความถี่เท่ากัน มีขนาดแอมพลิจูด เท่ากัน แต่มีทิศทางของแอมพลิจูดตรงข้ามกันเคลื่อนที่เข้าหากัน ทาให้แอมพลิจูดของคลื่นรวมมีค่าเป็น ศูนย์
  • 148.
    141 แผนกำรจัดกำรเรียนรู้ที่ 7 กำรเกิดเสียง หน่วยกำรเรียนรู้ที่1 คลื่น วิชำวิทยำศำสตร์ 5 ว33101 ชั้นมัธยมศึกษำปีที่ 6 เวลำ 2 ชั่วโมง ********************************************************************** 1. มำตรฐำนกำรเรียนรู้/ตัวชี้วัด มำตรฐำนกำรเรียนรู้ มำตรฐำน ว 5.1 เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างพลังงานกับการดารงชีวิต การเปลี่ยนรูปพลังงาน ปฏิสัมพันธ์ระหว่างสารและพลังงาน ผลของการใช้พลังงานต่อชีวิตและสิ่งแวดล้อม มีกระบวนการสืบเสาะหา ความรู้ สื่อสารสิ่งที่เรียนรู้และนาความรู้ไปใช้ประโยชน์ ตัวชี้วัด ว 5.1 ม.4-6/2 อธิบายการเกิดคลื่นเสียง บีตส์ของเสียง ความเข้มเสียง ระดับความเข้มเสียง การ ได้ยินเสียง คุณภาพเสียง และนาความรู้ไปใช้ประโยชน์ มำตรฐำนกำรเรียนรู้ มำตรฐำน ว 8.1 ใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์และจิตวิทยาศาสตร์ในการสืบเสาะหาความรู้ การแก้ปัญหา รู้ว่าปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่มีรูปแบบที่แน่นอนสามารถอธิบายและ ตรวจสอบได้ภายใต้ข้อมูลและเครื่องมือที่มีอยู่ในช่วงเวลานั้น ๆ เข้าใจว่าวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีสังคมและ สิ่งแวดล้อมมีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน ตัวชี้วัด 1. ว 8.1 ม.4-6/1 ตั้งคาถามที่อยู่บนพื้นฐานของความรู้และความเข้าใจทางวิทยาศาสตร์หรือ ความสนใจหรือจากประเด็นที่เกิดขึ้นในขณะนั้นที่สามารถทาการสารวจตรวจสอบหรือศึกษาค้นคว้าได้อย่าง ครอบคลุมและเชื่อถือได้ 2. ว 8.1 ม.4-6/2 สร้างสมมติฐานที่มีทฤษฎีรองรับหรือคาดการณ์สิ่งที่จะพบหรือสร้าง แบบจาลองหรือสร้างรูปแบบเพื่อนาไปสู่การสารวจตรวจสอบ 3. ว 8.1 ม.4-6/3 ค้นคว้ารวบรวมข้อมูลที่ต้องพิจารณาปัจจัยหรือตัวแปรสาคัญ ปัจจัยที่มีผลต่อ ปัจจัยอื่นปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้และจานวนครั้งของการสารวจตรวจสอบเพื่อให้ได้ผลที่มีความเชื่อมั่นอย่าง เพียงพอ 4. ว 8.1 ม.4-6/4 เลือกวัสดุเทคนิควิธีอุปกรณ์ที่ใช้ในการสังเกตการวัดการสารวจตรวจสอบอย่าง ถูกต้องทั้งทางกว้างและลึกในเชิงปริมาณและคุณภาพ 5. ว 8.1 ม.4-6/5 รวบรวมข้อมูลและบันทึกผลการสารวจตรวจสอบอย่างเป็นระบบถูกต้อง ครอบคลุมทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพโดยตรวจสอบความเป็นไปได้ความเหมาะสมหรือความผิดพลาดของ ข้อมูล 6. ว 8.1 ม.4-6/6 จัดกระทาข้อมูลโดยคานึงถึงการรายงานผลเชิงตัวเลขที่มีระดับความถูกต้อง และนาเสนอข้อมูลด้วยเทคนิควิธีที่เหมาะสม
  • 149.
    142 7. ว 8.1ม.4-6/7 วิเคราะห์ข้อมูลแปลความหมายข้อมูลและประเมินความสอดคล้องของข้อสรุป หรือสาระสาคัญเพื่อตรวจสอบกับสมมติฐานที่ตั้งไว้ 8. ว 8.1 ม.4-6/8 พิจารณาความน่าเชื่อถือของวิธีการและผลการสารวจตรวจสอบโดยใช้หลัก ความคลาดเคลื่อนของการวัดและการสังเกตเสนอแนะการปรับปรุงวิธีการสารวจตรวจสอบ 9. ว 8.1 ม.4-6/9 นาผลของการสารวจตรวจสอบที่ได้ทั้งวิธีการและองค์ความรู้ที่ได้ไปสร้าง คาถามใหม่นาไปใช้แก้ปัญหาในสถานการณ์ใหม่และในชีวิตจริง 10. ว 8.1 ม.4-6/10 ตระหนักถึงความสาคัญในการที่จะต้องมีส่วนร่วมรับผิดชอบการอธิบายการ ลงความเห็นและการสรุปผลการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ที่นาเสนอต่อสาธารณชนด้วยความถูกต้อง 11.ว 8.1 ม.4-6/11 บันทึกและอธิบายผลการสารวจตรวจสอบอย่างมีเหตุผลใช้พยานหลักฐาน อ้างอิงหรือค้นคว้าเพิ่มเติมเพื่อหาหลักฐานอ้างอิงที่เชื่อถือได้และยอมรับว่าความรู้เดิมอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ เมื่อมีข้อมูลและประจักษ์พยานใหม่เพิ่มเติมหรือโต้แย้งจากเดิมซึ่งท้าทายให้มีการตรวจสอบอย่างระมัดระวังอัน จะนามาสู่การยอมรับเป็นความรู้ใหม่ 12. ว 8.1 ม.4-6/12 จัดแสดงผลงานเขียนรายงานและ/หรืออธิบายเกี่ยวกับแนวคิดกระบวนการ และผลของโครงงานหรือชิ้นงานให้ผู้อื่นเข้าใจ 2. จุดประสงค์กำรเรียนรู้ 1. ทดลองและสรุปผลการทดลองเกี่ยวกับการเกิดเสียงได้ (P) 2. อธิบายเกี่ยวกับการกาเนิดเสียง อัตราเร็วของเสียง และเสียงก้องได้ (K) 3. แสดงความเป็นคนสนใจใฝ่รู้ อยากรู้อยากเห็น รับผิดชอบ มุ่งมั่น อดทนเพียรพยายาม มีเหตุผล มีระเบียบ รอบคอบ ซื่อสัตย์ ใจกว้าง (A) 3. สำระสำคัญ เสียงเกิดจากการสั่นสะเทือนของแหล่งกาเนิดซึ่งการสั่นจะถ่ายทอดพลังงานไปยังอนุภาคของตัวกลางที่ อยู่ล้อมรอบแหล่งกาเนิด ทาให้ตัวกลางมีการสั่นตามไปด้วยทิศทางการสั่นของโมเลกุลของตัวกลางจะขนานกับ ทิศทางการแผ่ของคลื่นเสียง 4. สำระกำรเรียนรู้ 1. ควำมรู้ เสียงเกิดจากการสั่นสะเทือนของแหล่งกาเนิด ซึ่งการสั่นนี้จะถ่ายทอดพลังงานไปยังอนุภาคของ ตัวกลางที่อยู่ล้อมรอบแหล่งกาเนิด ทาให้ตัวกลางมีการสั่นตามไปด้วย ทิศทางการสั่นของโมเลกุลของตัวกลาง จะขนานกับทิศทางการแผ่ของคลื่นเสียง เมื่อเสียงเคลื่อนที่ผ่านตัวกลางจะทาให้เกิดการอัด ขยายของโมเลกุล ของตัวกลาง และพิจารณาที่เสียงต้องอาศัยตัวกลางในการถ่ายทอดพลังงาน ความหนาแน่นของตัวกลางจึงมี ผลต่อความเร็วในการถ่ายทอดพลังงานเสียง
  • 150.
    143 เสียงก้อง คือ เสียงที่ส่งไปกระทบตัวสะท้อนในแนวตั้งฉากกับผิวตัวสะท้อนโดยเวลาที่เสียงใช้ใน การเคลื่อนที่ออกไปและกลับมาใช้เวลามากกว่า 0.1 วินาที ทาให้ได้ยินเสียงเดียวกัน 2 ครั้ง 2. ทักษะ/กระบวนกำร/กระบวนกำรคิด - ทักษะการคิดวิเคราะห์ - ทักษะการสื่อความหมาย - ทักษะการปฏิบัติการทดลอง 3. ด้ำนเจตคติทำงวิทยำศำสตร์ - สนใจใฝ่รู้ อยากรู้อยากเห็น รับผิดชอบ มุ่งมั่น อดทนเพียรพยายาม มีเหตุผล มีระเบียบ รอบคอบ ซื่อสัตย์ ใจกว้าง 5. คุณลักษณะอันพึงประสงค์  รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์  ซื่อสัตย์สุจริต  มีวินัย  ใฝ่เรียนรู้  อยู่อย่างพอเพียง  มุ่งมั่นในการทางาน  รักความเป็นไทย  มีจิตสาธารณะ 6. สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน  ความสามารถในการสื่อสาร  ความสามารถในการคิด  ความสามารถในการแก้ปัญหา  ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต  ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี 7. ชิ้นงำน/ภำระงำน -ผังมโนทัศน์ เรื่อง การเกิดเสียง 8. กำรจัดกิจกรรมกำรเรียนรู้ (กระบวนกำรสืบเสำะหำควำมรู้ (5Es)) ขั้นที่ 1 สร้ำงควำมสนใจ (Engagement) 1. นักเรียนสังเกตเสียงต่าง ๆ ในชีวิตประจาวัน แล้วครูถามนักเรียนโดยใช้คาถามดังนี้ 1.1 เสียงเหล่านี้เกิดขึ้นได้อย่างไร (การเคาะ การเป่า การตี) 1.2 เสียงเกิดจากการสั่นสะเทือนใช่หรือไม่ (ใช่/ไม่ใช่) 1.3 เสียงเกิดขึ้นได้อย่างไร (เสียงเกิดจากการสั่นสะเทือนของแหล่งกาเนิด) 2. ครูนานักเรียนเข้าสู่กิจกรรม กาเนิดเสียง โดยครูถามคาถามกระตุ้นความคิดของนักเรียนดังนี้ - เสียงมีลักษณะการเคลื่อนที่อย่างไร (เมื่อเสียงเคลื่อนที่ผ่านตัวกลางจะทาให้เกิดการอัด ขยายของโมเลกุลของตัวกลาง และพิจารณาที่เสียงต้องอาศัยตัวกลางในการถ่ายทอดพลังงาน ความหนาแน่น ของตัวกลางจึงมีผลต่อความเร็วในการถ่ายทอดพลังงานเสียง)
  • 151.
    144 ขั้นที่ 2 สำรวจและค้นหำ(Exploration) 1. นักเรียนแบ่งกลุ่ม กลุ่มละ 4 คน ศึกษาวิธีการทากิจกรรมที่ 1.6 เรื่อง กาเนิดเสียงในใบงานที่ 6 2. นักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นก่อนทากิจกรรม โดยครูถามคาถามก่อนทากิจกรรม ดังนี้ 2.1 ปัญหาของการทดลองนี้คืออะไร (เสียงเกิดขึ้นได้อย่างไร และมีลักษณะการเคลื่อนที่ อย่างไร) จากนั้นนักเรียนตอบคาถามก่อนทากิจกรรมในใบงานที่ 6 3. นักเรียนลงมือทากิจกรรมตามขั้นตอนที่กาหนดในใบงานที่ 6 เรื่อง กาเนิดเสียง และบันทึกผล การทากิจกรรม ขั้นที่ 3 อธิบำยและลงข้อสรุป (Explanation) 1. ตัวแทนนักเรียนแต่ละกลุ่มออกมานาเสนอผลการทากิจกรรมเรื่อง กาเนิดเสียงหน้าชั้นเรียน - ตัวอย่างบันทึกผลการทากิจกรรม รายการ ผลการสังเกต 1. การใช้นิ้วมือแตะลาคอด้านหน้า (ลูกกระเดือก) ขณะเปล่งเสียง มีการสั่งและเกิดเสียง 2. การดีดเส้นเอ็นที่ขึงตึงบนแผ่นไม้ เส้นเอ็นสั่นและเกิดเสียง 3. การจุ่มปลายส้อมเสียงที่เคาะแล้วลงในน้า น้ากระเด็นและเกิดเสียง 4. การเป่าหลอดกาแฟ มีการสั่นและเกิดเสียง 2. นักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับผลการทากิจกรรม โดยครูใช้คาถามหลังทา กิจกรรม จากนั้นนักเรียนตอบคาถามดังนี้ 2.1 เส้นเอ็น ส้อมเสียง และหลอดกาแฟ ทาหน้าที่อะไรในการปฏิบัติกิจกรรม (ทั้ง 3 สิ่ง เป็นแหล่งกาเนิดเสียง) 2.2 เพราะเหตุใด นักเรียนจึงต้องเปล่งพยัญชนะเสียงก้อง เช่น บ ด ม ขณะปฏิบัติ กิจกรรมการเกิดเสียง (เสียงของพยัญชนะเสียงก้องทั้ง 3 ตัวนี้ เกิดจากการสั่นสะเทือนของเส้นเสียงที่ลาคอ) 2.3 ถ้านักเรียนขึงเส้นเอ็นให้มีความตึงไม่เท่ากัน จะเกิดผลในลักษณะใด (เสียงที่เกิดจาก การขึงเส้นเอ็นตึงไม่เท่ากัน จะมีความแตกต่างกัน) 2.4 เพระเหตุใดขณะปฏิบัติกรรมการเกิดเสียงด้วยส้อมเสียง นักเรียนไม่ควรยื่นหน้าเข้า ใกล้ภาชนะใส่น้า (เพราะจะเกิดอันตรายต่อหู เนื่องจากเสียงที่เกิดจากส้อมเสียงมีเสียงดัง) 2.5 การทาให้เกิดเสียงมีหลายวิธีคือ (การดีด สี ตี และเป่า) 2.6 ทุกครั้งที่เกิดเสียง วัตถุมีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ อย่างไร (วัตถุมีการเปลี่ยนแปลง โดยวัตถุที่เป็นแหล่งกาเนิดเสียงจะสั่น) 2.7 สรุปผลการทดลองนี้ได้อย่างไร (เสียงเกิดจากการสั่นสะเทือนของวัตถุต้นกาเนิดเสียง การเกิดเสียงสามารถทาได้หลายวิธี เช่น การดีด สี ตี เป่า)
  • 152.
    145 จากนั้นนักเรียนตอบคาถามหลังทากิจกรรมในใบงานที่ 6 3. นักเรียนร่วมกันสรุปผลการทากิจกรรมเกี่ยวกับกาเนิดเสียงให้ได้ประเด็นตามจุดประสงค์การ เรียนรู้ 4. นักเรียนร่วมกันอภิปรายและแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม โดยครูถามคาถามพัฒนา กระบวนการคิดของนักเรียน ดังนี้ - เสียงจะสามารถเคลื่อนที่ในตัวกลางที่มีความหนาแน่นได้เร็วหรือช้า เพราะเหตุใด (เสียงจะสามารถเคลื่อนที่ในตัวกลางที่มีความหนาแน่นมากได้เร็ว เนื่องจากเสียงต้องใช้ตัวกลางในการถ่ายทอด พลังงาน หากตัวกลางอยู่ใกล้กันมาก หรือมีความหนาแน่นมาก จะทาให้การถ่ายทอดพลังงานเป็นไปอย่าง รวดเร็วด้วย) 5. ให้ความรู้เพิ่มเติมกับนักเรียนเกี่ยวกับปรากฏการณ์เสียงก้อง (echo) ดังนี้ เสียงก้อง เกิดจากความสามารถในการจาแนกเสียงของหูมนุษย์ คือ ระบบประสาทของ การรับรู้ทางเสียงของหูจะสามารถแยกเสียง 2 เสียงได้ หากเสียงทั้งสองเคลื่อนที่มาถึงหูต่างกันมากกว่า 0.1 วินาที แต่ถ้าเสียงที่ผ่านเข้ามาโดยเว้นระยะน้อยกว่า 0.1 วินาที ประสาทหูจะไม่สามารถแยกเสียง 2 เสียงนี้ได้ ถ้าเสียงที่ส่งออกไป เคลื่อนที่ไปกระทบตัวสะท้อนในแนวตั้งฉากกับผิวตัวสะท้อน (มุมตก กระทบเป็น 0๐ ) ถ้าเวลาที่เสียงใช้ในการเคลื่อนที่ออกไป และกลับมาใช้เวลามากกว่า 0.1 วินาที จะทาให้ได้ยิน เสียงเดียวกัน 2 ครั้งที่เรียกว่าเกิดเสียงก้องขึ้น 6. ครูถามคาถามเพื่อพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนดังนี้ 6.1 ถ้าปกติเสียงในอากาศเคลื่อนที่ด้วยความเร็วประมาณ 350 m/s ตัวสะท้อนต้องห่าง อย่างน้อยที่สุดเท่าไรจึงจะเกิดการสะท้อนหรือเกิดเสียงก้องได้ (เสียงก้องจะเกิดขึ้นได้หากเสียงที่เคลื่อนที่มาถึงหูใช้เวลาต่างกันมากกว่า 0.1 วินาที เสียงแรก คือ เสียงที่ตะโกนออกมา เสียงที่สอง คือ เสียงที่ได้จากการสะท้อนของเสียง s v t  2L 350 0.1  L  (350 x 0.1) x 1 2 = 17.5 m ดังนั้น ตัวสะท้อนต้องห่างอย่างน้อยที่สุด 17.5 เมตร จึงจะเกิดเสียงก้องได้) 6.2 หากเราตะโกนในห้องที่ปิดทึบ ทาไมจึงเกิดเสียงก้องขึ้นได้ ทั้ง ๆ ที่มีความกว้างของ ห้องไม่มากเท่าไร (เนื่องจากมีการสะท้อนกลับไปมาหลายครั้งระหว่างผนังของห้องจนเสมือนเคลื่อนที่ไป สะท้อนจากตัวสะท้อนที่อยู่ไกล)
  • 153.
    146 7. นักเรียนวิเคราะห์ถึงปรากฏการณ์เสียงก้อง ที่ได้ยินในชีวิตประจาวัน ขั้นที่4 ขยำยควำมรู้ (Elaboration) 1. ครูและนักเรียนร่วมกันอภิปรายเกี่ยวกับการเกิดเสียง เสียงก้อง จนกระทั่งนักเรียนอธิบายได้ ว่า - เสียงเกิดจากการสั่นสะเทือนของแหล่งกาเนิด ซึ่งการสั่นนี้จะถ่ายทอดพลังงานไปยัง อนุภาคของตัวกลางที่อยู่ล้อมรอบแหล่งกาเนิด ทาให้ตัวกลางมีการสั่นตามไปด้วย ทิศทางการสั่นของโมเลกุล ของตัวกลางจะขนานกับทิศทางการแผ่ของคลื่นเสียง เมื่อเสียงเคลื่อนที่ผ่านตัวกลางจะทาให้เกิดการอัด ขยาย ของโมเลกุลของตัวกลาง และพิจารณาที่เสียงต้องอาศัยตัวกลางในการถ่ายทอดพลังงาน ความหนาแน่นของ ตัวกลางจึงมีผลต่อความเร็วในการถ่ายทอดพลังงานเสียง - เสียงก้อง คือ เสียงที่ส่งไปกระทบตัวสะท้อนในแนวตั้งฉากกับผิวตัวสะท้อน โดยเวลาที่ เสียงใช้ในการเคลื่อนที่ออกไปและกลับมาใช้เวลามากกว่า 0.1 วินาที ทาให้ได้ยินเสียงเดียวกัน 2 ครั้ง เช่น การ เกิดเสียงก้องเมื่อตะโกนอยู่ตรงหน้าผา ขั้นที่ 5 ประเมิน (Evaluation) 1. ครูประเมินการเรียนรู้ของนักเรียน ดังนี้ สังเกตพฤติกรรมของนักเรียนขณะเข้าร่วมกิจกรรม การตอบคาถามของนักเรียน การทากิจกรรม การตอบคาถามในใบงาน และประเมินการเขียนผังมโนทัศน์ 2. นักเรียนแต่ละกลุ่มพิจารณาว่า จากหัวข้อที่เรียนมาและการปฏิบัติกิจกรรม มีจุดใดบ้างที่ยังไม่ เข้าใจหรือยังมีข้อสงสัย ถ้ามีครูช่วยอธิบายเพิ่มเติมให้นักเรียนเข้าใจ 3. นักเรียนร่วมกันประเมินการปฏิบัติกิจกรรมกลุ่มว่ามีปัญหาหรืออุปสรรคใด และได้มีการแก้ไข อย่างไรบ้าง 4. นักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประโยชน์ที่ได้รับจากการปฏิบัติการทดลอง และ การนาความรู้ที่ได้ไปใช้ประโยชน์ 5. ทดสอบความเข้าใจของนักเรียนโดยการให้ตอบคาถาม เช่น - เสียงเกิดขึ้นได้อย่างไร - เสียงก้องคืออะไร และเกิดขึ้นได้อย่างไร 6. นักเรียนทบทวนความรู้เพิ่มเติมจากสื่อสังคมออนไลน์ เรื่อง เสียง ตอนที่ 1 ทาง youtube https://youtu.be/BRF5-n3eHuE 9. สื่อ/แหล่งกำรเรียนรู้ 1. แผ่นไม้สาหรับทดลองเรื่องเสียง 1 ชุด 2. ส้อมเสียง 1 อัน 3. จาน 1 ใบ 4. หลอดกาแฟ 1 หลอด 5. กรรไกรหรือคัดเตอร์ 1 เล่ม
  • 154.
    147 6. แว่นขยาย 1อัน 7. ใบงานที่ 6 เรื่อง กาเนิดเสียง 8. หนังสือเรียน 9. สื่อสังคมออนไลน์ เรื่อง เสียง ตอนที่ 1 ทาง youtube https://youtu.be/BRF5-n3eHuE 10. กำรวัดและกำรประเมินผล ชิ้นงำน/ภำระงำน/ใบงำน วิธีกำร เครื่องมือ เกณฑ์กำรผ่ำน 1. ด้ำนควำมรู้ (K) - ใบงานที่ 6 เรื่อง การเกิดเสียง - ผังมโนทัศน์ เรื่อง การเกิดเสียง - การตรวจใบงาน - การตรวจผลงาน - แบบประเมินใบงาน - แบบประเมินผังมโนทัศน์ - ร้อยละ 60 ขึ้นไป - ร้อยละ 60 ขึ้นไป 2.ด้ำนทักษะ/กระบวนกำร (P) - ใบงานที่ 6 เรื่อง การเกิดเสียง - การสังเกต - การตรวจใบงาน - แบบสังเกตการปฏิบัติการทดลอง - แบบประเมินใบงาน - ร้อยละ 60 ขึ้นไป - ร้อยละ 60 ขึ้นไป 3.ด้ำนเจตคติทำงวิทยำศำสตร์ (A) - การสังเกต - แบบสังเกตเจตคติทางวิทยาศาสตร์ - ร้อยละ 60 ขึ้นไป
  • 155.
    148 แบบสังเกตกำรปฏิบัติกำรทดลอง เรื่อง กำรเกิดเสียง เลขที่ ชื่อ-สกุลกลุ่ม คะแนนแต่ละรำยกำรประเมิน คะแนนรวม(24) การทดลองหรือ ทากิจกรรมตาม แผนที่กาหนด การใช้อุปกรณ์ และ/หรือ เครื่องมือ การบันทึกผลการ ทดลองหรือทา กิจกรรม การจัดกระทา ข้อมูลและการ นาเสนอ การสรุปผลการ ทดลองหรือการ ทากิจกรรม การดูแลและการ เก็บอุปกรณ์และ/ หรือเครื่องมือ เกณฑ์กำรประเมิน/ระดับคุณภำพ คะแนนรวม 20-24 หมายถึง ดีมาก คะแนนรวม 15-19 หมายถึง ดี คะแนนรวม 10–14 หมายถึง พอใช้ คะแนนรวม 6 – 9 หมายถึง ปรับปรุง เกณฑ์กำรผ่ำน ตั้งแต่ 15 คะแนนขึ้นไป (ผ่ำนเกณฑ์ร้อยละ 60) ลงชื่อ ผู้ประเมิน (.........................................................) ........../................/..............
  • 156.
    149 แบบประเมินใบงำน เรื่อง กำรเกิดเสียง เลขที่ ชื่อ-สกุลกลุ่ม คะแนนแต่ละรำยกำรประเมิน คะแนนรวม(16) คาถามก่อนทา กิจกรรม บันทึกผลการทา กิจกรรม คาถามหลังทา กิจกรรม สรุปผลการทดลอง เกณฑ์กำรประเมิน/ระดับคุณภำพ คะแนนรวม 14-16 หมายถึง ดีมาก คะแนนรวม 11-13 หมายถึง ดี คะแนนรวม 8–10 หมายถึง พอใช้ คะแนนรวม 4–7 หมายถึง ปรับปรุง เกณฑ์กำรผ่ำน ตั้งแต่ 10 คะแนนขึ้นไป (ผ่ำนเกณฑ์ร้อยละ 60) ลงชื่อ ผู้ประเมิน (.........................................................) ........../................/..............
  • 157.
    150 แบบประเมินผังมโนทัศน์ เรื่อง กำรเกิดเสียง เลขที่ ชื่อ-สกุลกลุ่ม คะแนน หมำยเหตุ เกณฑ์กำรประเมิน/ระดับคุณภำพ คะแนนรวม 4 หมายถึง ดีมาก คะแนนรวม 3 หมายถึง ดี คะแนนรวม 2 หมายถึง พอใช้ คะแนนรวม 1 หมายถึง ปรับปรุง เกณฑ์กำรผ่ำน ตั้งแต่ 3 คะแนนขึ้นไป (ผ่ำนเกณฑ์ร้อยละ 60) ลงชื่อ ผู้ประเมิน (.........................................................) ........../................/..............
  • 158.
    151 แบบสังเกตเจตคติทำงวิทยำศำสตร์ ครั้งที่ 7 เลขที่ชื่อ-สกุล กลุ่ม คะแนนแต่ละรำยกำรประเมิน ความสนใจใฝ่รู้หรือความ อยากรู้อยากเห็น ความรับผิดชอบความ มุ่งมั่นอดทนและเพียร พยายาม ความมีเหตุผล ความมีระเบียบรอบคอบ เห็นคุณค่าของความมี ระเบียบและรอบคอบ ความซื่อสัตย์เสนอความ จริงถึงแม้จะเป็นผลที่ แตกต่างจากผู้อื่น ความใจกว้างร่วมแสดง ความคิดเห็นและรับฟัง ความคิดเห็นของผู้อื่น คะแนนรวม(24) เกณฑ์กำรประเมิน/ระดับคุณภำพ คะแนนรวม 20-24 หมายถึง มาก คะแนนรวม 15-19 หมายถึง ปานกลาง คะแนนรวม 10–14 หมายถึง น้อย คะแนนรวม 6 – 9 หมายถึง ไม่แสดงออก เกณฑ์กำรผ่ำน ตั้งแต่ 15 คะแนนขึ้นไป (ผ่ำนเกณฑ์ร้อยละ 60) ลงชื่อ ผู้ประเมิน (.........................................................) ........../................/..............
  • 159.
  • 160.
    153 ใบงำนที่ 6 เรื่องกำรเกิดเสียง ชื่อ_____________________ชั้น_______เลขที่____ กลุ่มที่____ คำชี้แจง ให้นักเรียนแต่ละกลุ่มปฏิบัติ ดังนี้ 1. อ่านวิธีทากิจกรรมการทดลองให้เข้าใจ 2. ตอบคาถามก่อนทากิจกรรม 3. ทากิจกรรมและบันทึกผล 4. ตอบคาถามหลังทากิจกรรม กิจกรรมที่ 1.6 กำรเกิดเสียง วัสดุอุปกรณ์ 1. แผ่นไม้สาหรับทดลองเรื่องเสียง 1 ชุด 2. ส้อมเสียง 1 อัน 3. จาน 1 ใบ 4. หลอดกาแฟ 1 หลอด 5. กรรไกรหรือคัดเตอร์ 1 เล่ม 6. แว่นขยาย 1 อัน วิธีทำ 1. ใช้นิ้วมือแตะบริเวณลาคอด้านหน้า (ตรงลูกกระเดือก) ก่อนที่จะเปล่งเสียง ดังรูป จากนั้นเปล่ง เสียงพยัญชนะที่เป็นเสียงก้อง เช่น บ ด ม พร้อมทั้งสังเกตความรู้สึกที่มือ แล้วบันทึกผลที่เกิดขึ้น การใช้นิ้วแตะลาคอขณะเปล่งเสียง 2. ขึงเส้นเอ็นบนแผ่นไม้สาหรับทดลองให้ตึง ดังรูป ก่อนที่จะลงมือดีดควรปรับระยะให้แว่นขยาย มองเห็นเส้นเอ็นให้ชัดที่สุด จากนั้นดีดเส้นเอ็นที่ขึงตึงแล้วสังเกตการณ์เปลี่ยนแปลงขณะดีดเส้นเอ็น พร้อม บันทึกผลที่เกิดขึ้น การดีดสายเอ็น ได้คะแนน ..................................... คะแนนเต็ม 16 คะแนน
  • 161.
    154 3. เคาะส้อมเสียงให้สั่นพอประมาณแล้วนาปลายส้อมเสียงไปจุ่มในน้า โดยให้ปลายส้อมเสียงแตะ น้าพอประมาณดังรูป สังเกตผลและบันทึกผลที่เกิดขึ้น การจุ่มส้อมเสียงในน้า 4. นาหลอดกาแฟมา 1 หลอด บีบปลายข้างหนึ่งให้แบนแล้วใช้กรรไกรหรือคัตเตอร์ตัดมุมทั้งสอง เล็กน้อย ดังรูป จากนั้นทาการเป่าด้านที่แบนจนเกิดเสียงดัง สังเกตความรู้สึกที่เกิดขึ้นที่ริมฝีปาก และบันทึกผล การทดลองที่เกิดขึ้น หลอดกาแฟ คำถำมก่อนทำกิจกรรม ปัญหำ 1. ปัญหาของการทดลองนี้คืออะไร .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. บันทึกผลกำรทำกิจกรรม คำถำมหลังทำกิจกรรม แปลควำมหมำยและสรุปผล 1. เส้นเอ็น ส้อมเสียง และหลอดกาแฟ ทาหน้าที่อะไรในการปฏิบัติกิจกรรม .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. เสียงเกิดขึ้นได้อย่างไร รายการ ผลการสังเกต 1. การใช้นิ้วมือแตะลาคอด้านหน้า (ลูกกระเดือก) ขณะเปล่งเสียง มีการสั่งและเกิดเสียง 2. การดีดเส้นเอ็นที่ขึงตึงบนแผ่นไม้ เส้นเอ็นสั่นและเกิดเสียง 3. การจุ่มปลายส้อมเสียงที่เคาะแล้วลงในน้า น้ากระเด็นและเกิดเสียง 4. การเป่าหลอดกาแฟ มีการสั่นและเกิดเสียง ทั้ง 3 สิ่งเป็นแหล่งกาเนิดเสียง
  • 162.
    155 2. เพราะเหตุใด นักเรียนจึงต้องเปล่งพยัญชนะเสียงก้องเช่น บ ด ม ขณะปฏิบัติกิจกรรมการเกิดเสียง .............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................................................................. 3. ถ้านักเรียนขึงเส้นเอ็นให้มีความตึงไม่เท่ากัน จะเกิดผลในลักษณะใด ............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. 4. เพระเหตุใดขณะปฏิบัติกรรมการเกิดเสียงด้วยส้อมเสียง นักเรียนไม่ควรยื่นหน้าเข้าใกล้ภาชนะใส่น้า .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. 5. การทาให้เกิดเสียงมีหลายวิธีคือ .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. 6. ทุกครั้งที่เกิดเสียง วัตถุมีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ อย่างไร .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. 7. สรุปผลการทดลองนี้ได้อย่างไร .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. เสียงของพยัญชนะเสียงก้องทั้ง 3 ตัวนี้ เกิดจากการสั่นสะเทือนของเส้นเสียงที่ลาคอ เสียงที่เกิดจากการขึงเส้นเอ็นตึงไม่เท่ากัน จะมีความแตกต่างกัน เพราะจะเกิดอันตรายต่อหู เนื่องจากเสียงที่เกิดจากส้อมเสียงมีเสียงดัง การดีด สี ตี และเป่า วัตถุมีการเปลี่ยนแปลง โดยวัตถุที่เป็นแหล่งกาเนิดเสียงจะสั่น - เสียงเกิดจากการสั่นสะเทือนของวัตถุต้นกาเนิดเสียง - การเกิดเสียงสามารถทาได้หลายวิธี เช่น การดีด สี ตี เป่า
  • 163.
    156 แผนกำรจัดกำรเรียนรู้ที่ 8 ธรรมชำติของเสียง หน่วยกำรเรียนรู้ที่1 คลื่น วิชำวิทยำศำสตร์ 5 ว33101 ชั้นมัธยมศึกษำปีที่ 6 เวลำ 2 ชั่วโมง ********************************************************************** 1. มำตรฐำนกำรเรียนรู้/ตัวชี้วัด มำตรฐำนกำรเรียนรู้ มำตรฐำน ว 5.1 เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างพลังงานกับการดารงชีวิต การเปลี่ยนรูปพลังงาน ปฏิสัมพันธ์ระหว่างสารและพลังงาน ผลของการใช้พลังงานต่อชีวิตและสิ่งแวดล้อม มีกระบวนการสืบเสาะหา ความรู้ สื่อสารสิ่งที่เรียนรู้และนาความรู้ไปใช้ประโยชน์ ตัวชี้วัด ว 5.1 ม.4-6/2 อธิบายการเกิดคลื่นเสียง บีตส์ของเสียง ความเข้มเสียง ระดับความเข้มเสียง การ ได้ยินเสียง คุณภาพเสียง และนาความรู้ไปใช้ประโยชน์ มำตรฐำนกำรเรียนรู้ มำตรฐำน ว 8.1 ใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์และจิตวิทยาศาสตร์ในการสืบเสาะหาความรู้ การแก้ปัญหา รู้ว่าปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่มีรูปแบบที่แน่นอนสามารถอธิบายและ ตรวจสอบได้ภายใต้ข้อมูลและเครื่องมือที่มีอยู่ในช่วงเวลานั้น ๆ เข้าใจว่าวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีสังคมและ สิ่งแวดล้อมมีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน ตัวชี้วัด 1. ว 8.1 ม.4-6/1 ตั้งคาถามที่อยู่บนพื้นฐานของความรู้และความเข้าใจทางวิทยาศาสตร์หรือ ความสนใจหรือจากประเด็นที่เกิดขึ้นในขณะนั้นที่สามารถทาการสารวจตรวจสอบหรือศึกษาค้นคว้าได้อย่าง ครอบคลุมและเชื่อถือได้ 2. ว 8.1 ม.4-6/2 สร้างสมมติฐานที่มีทฤษฎีรองรับหรือคาดการณ์สิ่งที่จะพบหรือสร้าง แบบจาลองหรือสร้างรูปแบบเพื่อนาไปสู่การสารวจตรวจสอบ 3. ว 8.1 ม.4-6/3 ค้นคว้ารวบรวมข้อมูลที่ต้องพิจารณาปัจจัยหรือตัวแปรสาคัญ ปัจจัยที่มีผลต่อ ปัจจัยอื่นปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้และจานวนครั้งของการสารวจตรวจสอบเพื่อให้ได้ผลที่มีความเชื่อมั่นอย่าง เพียงพอ 5. ว 8.1 ม.4-6/5 รวบรวมข้อมูลและบันทึกผลการสารวจตรวจสอบอย่างเป็นระบบถูกต้อง ครอบคลุมทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพโดยตรวจสอบความเป็นไปได้ความเหมาะสมหรือความผิดพลาดของ ข้อมูล 6. ว 8.1 ม.4-6/6 จัดกระทาข้อมูลโดยคานึงถึงการรายงานผลเชิงตัวเลขที่มีระดับความถูกต้อง และนาเสนอข้อมูลด้วยเทคนิควิธีที่เหมาะสม 7. ว 8.1 ม.4-6/7 วิเคราะห์ข้อมูลแปลความหมายข้อมูลและประเมินความสอดคล้องของข้อสรุป หรือสาระสาคัญเพื่อตรวจสอบกับสมมติฐานที่ตั้งไว้
  • 164.
    157 8. ว 8.1ม.4-6/8 พิจารณาความน่าเชื่อถือของวิธีการและผลการสารวจตรวจสอบโดยใช้หลัก ความคลาดเคลื่อนของการวัดและการสังเกตเสนอแนะการปรับปรุงวิธีการสารวจตรวจสอบ 9. ว 8.1 ม.4-6/9 นาผลของการสารวจตรวจสอบที่ได้ทั้งวิธีการและองค์ความรู้ที่ได้ไปสร้าง คาถามใหม่นาไปใช้แก้ปัญหาในสถานการณ์ใหม่และในชีวิตจริง 10. ว 8.1 ม.4-6/10 ตระหนักถึงความสาคัญในการที่จะต้องมีส่วนร่วมรับผิดชอบการอธิบายการ ลงความเห็นและการสรุปผลการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ที่นาเสนอต่อสาธารณชนด้วยความถูกต้อง 11. ว 8.1 ม.4-6/11 บันทึกและอธิบายผลการสารวจตรวจสอบอย่างมีเหตุผลใช้พยานหลักฐาน อ้างอิงหรือค้นคว้าเพิ่มเติมเพื่อหาหลักฐานอ้างอิงที่เชื่อถือได้และยอมรับว่าความรู้เดิมอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ เมื่อมีข้อมูลและประจักษ์พยานใหม่เพิ่มเติมหรือโต้แย้งจากเดิมซึ่งท้าทายให้มีการตรวจสอบอย่างระมัดระวังอัน จะนามาสู่การยอมรับเป็นความรู้ใหม่ 12. ว 8.1 ม. 4-6/12 จัดแสดงผลงานเขียนรายงานและ/หรืออธิบายเกี่ยวกับแนวคิด กระบวนการและผลของโครงงานหรือชิ้นงานให้ผู้อื่นเข้าใจ 2. จุดประสงค์กำรเรียนรู้ 1. อธิบายเกี่ยวกับธรรมชาติของเสียงในเรื่อง ระดับเสียง คุณภาพเสียง และความดังได้ (K) 2. แสดงความเป็นคนสนใจใฝ่รู้ อยากรู้อยากเห็น รับผิดชอบ มุ่งมั่น อดทนเพียรพยายาม มีเหตุผล มีระเบียบ รอบคอบ ซื่อสัตย์ ใจกว้าง (A) 3. สำระสำคัญ ระดับเสียง คือ การรับรู้ลักษณะของคลื่นเสียงของมนุษย์โดยขึ้นกับความถี่ของคลื่นเสียง ซึ่งเสียงที่มี ความถี่สูง มนุษย์จะรับรู้เป็นเสียงแหลม และเสียงที่มีความถี่ต่า มนุษย์จะรับรู้เป็นเสียงต่าหรือเสียงทุ้ม คุณภาพ เสียง คือ รูปร่างของคลื่นเสียง ซึ่งขึ้นกับฮาร์โมนิกต่าง ๆ ที่เป็นองค์ประกอบของเสียง ความดังของเสียง คือ ปริมาณของพลังงานเสียงที่มาถึงหูผู้ฟัง และความเข้มเสียง คือ พลังงานเสียงที่ตกตั้งฉากบนหนึ่งหน่วยพื้นที่ใน หนึ่งหน่วยเวลา มีหน่วยเป็นวัตต์ต่อตารางเมตร ความเข้มเสียงที่เบาที่สุดมีค่า 10-12 วัตต์ต่อตารางเมตร และ ความเข้มเสียงที่ดังที่สุดมีค่า 1 วัตต์ต่อตารางเมตร ระดับความเข้มเสียง คือ การวัดความดังของเสียงในหน่วย เดซิเบล 4. สำระกำรเรียนรู้ 1. ควำมรู้ ระดับเสียง คือ การรับรู้ลักษณะของคลื่นเสียงของมนุษย์ โดยขึ้นกับความถี่ของคลื่นเสียง ซึ่ง เสียงที่มีความถี่สูง มนุษย์จะรับรู้เป็นเสียงแหลม และเสียงที่มีความถี่ต่า มนุษย์จะรับรู้เป็นเสียงต่าหรือเสียงทุ้ม คุณภาพเสียง คือ รูปร่างของคลื่นเสียง ซึ่งขึ้นกับฮาร์โมนิกต่าง ๆ ที่เป็นองค์ประกอบของเสียง ความดัง คือ ปริมาณของพลังงานเสียงที่มาถึงหูผู้ฟัง
  • 165.
    158 ความเข้มเสียง คือ พลังงานเสียงที่ตกตั้งฉากบนหนึ่งหน่วยพื้นที่ในหนึ่งหน่วยเวลามีหน่วยเป็น วัตต์ต่อตารางเมตร ความเข้มเสียงที่เบาที่สุดมี 10-12 วัตต์ต่อตารางเมตร และความเข้มเสียงที่ดังที่สุดมีค่า 1 วัตต์ต่อตารางเมตร ระดับความเข้มเสียง คือ การวัดความดังของเสียงในหน่วยเดซิเบล มีค่าตั้งแต่ 0-120 เดซิเบล 2. ทักษะ/กระบวนกำร/กระบวนกำรคิด - ทักษะการคิดวิเคราะห์ - ทักษะการสืบค้น - ทักษะการจัดระบบความคิดเป็นแผนภาพ - ทักษะการสื่อความหมาย 3. ด้ำนเจตคติทำงวิทยำศำสตร์ - สนใจใฝ่รู้ อยากรู้อยากเห็น รับผิดชอบ มุ่งมั่น อดทนเพียรพยายาม มีเหตุผล มีระเบียบ รอบคอบ ซื่อสัตย์ ใจกว้าง 5. คุณลักษณะอันพึงประสงค์  รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์  ซื่อสัตย์สุจริต  มีวินัย  ใฝ่เรียนรู้  อยู่อย่างพอเพียง  มุ่งมั่นในการทางาน  รักความเป็นไทย  มีจิตสาธารณะ 6. สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน  ความสามารถในการสื่อสาร  ความสามารถในการคิด  ความสามารถในการแก้ปัญหา  ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต  ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี 7. ชิ้นงำน/ภำระงำน - รายงานการสืบค้นเรื่อง ธรรมชาติของเสียง - ผังมโนทัศน์เรื่อง ธรรมชาติของเสียง 8. กำรจัดกิจกรรมกำรเรียนรู้ (กระบวนกำรสืบเสำะหำควำมรู้ (5Es)) ขั้นที่ 1 สร้ำงควำมสนใจ (Engagement) 1. นักเรียนสังเกตเสียงของเครื่องดนตรีชนิดต่าง ๆ แล้วครูถามนักเรียนโดยใช้คาถามดังนี้ 1.1 เสียงเหล่านี้แตกต่างกันอย่างไร (เสียงแหลม และเสียงทุ้ม) 1.2 เครื่องดนตรีเหล่านี้มีเสียงที่แตกต่างกัน เพราะคุณภาพเสียงใช่หรือไม่ (ใช่/ไม่ใช่) 1.3 ธรรมชาติของเสียง มีอะไรบ้าง (ระดับเสียง คุณภาพเสียง และความดัง)
  • 166.
    159 1.4 ระดับเสียงหมายถึงอะไร (ระดับเสียงคือ การรับรู้ลักษณะของคลื่นเสียงของมนุษย์ โดยขึ้นกับความถี่ของคลื่นเสียง ซึ่งเสียงที่มีความถี่สูง มนุษย์จะรับรู้เป็นเสียงแหลม และเสียงที่มีความถี่ต่า มนุษย์จะรับรู้เป็นเสียงต่าหรือเสียงทุ้ม) 1.5 คุณภาพเสียงหมายถึงอะไร (คุณภาพเสียง คือ รูปร่างของคลื่นเสียง ซึ่งขึ้นกับฮาร์โมนิ กต่าง ๆ ที่เป็นองค์ประกอบของเสียง) 1.6 ความดังหมายถึงอะไร (ความดังของเสียง คือ ปริมาณของพลังงานเสียงที่มาถึงหูผู้ฟัง) 2. นักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็น โดยครูถามคาถามดังนี้ - เพราะเหตุใดเสียงจากเครื่องดนตรีเหล่านี้จึงแตกต่างกัน (คุณภาพเสียงไม่เหมือนกัน) ขั้นที่ 2 สำรวจและค้นหำ (Exploration) 1. นักเรียนแบ่งกลุ่ม กลุ่มละ 4 คน สืบค้นข้อมูลเรื่อง ธรรมชาติของเสียงจากแหล่งเรียนรู้ต่าง ๆ 2. นักเรียนแต่ละกลุ่มออกแบบวิธีนาเสนอผลการสืบค้นให้อยู่ในรูปแบบที่น่าสนใจ ขั้นที่ 3 อธิบำยและลงข้อสรุป (Explanation) 1. ตัวแทนนักเรียนแต่ละกลุ่มออกมานาเสนอผลการสืบค้นเรื่อง ธรรมชาติของเสียง หน้าชั้นเรียน 2. นักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็น โดยครูใช้คาถามดังนี้ 2.1 ระดับความเข้มเสียงคืออะไร (การวัดความดังของเสียง มีหน่วยเป็นเดซิเบล) 2.2 คุณภาพเสียงคืออะไร (ความถี่ของเสียง ทาให้เกิดเสียงแหลมและเสียงทุ้ม) 3. นักเรียนร่วมกันสรุปเกี่ยวกับธรรมชาติของเสียงให้ได้ประเด็นตามจุดประสงค์การเรียนรู้ 4. นักเรียนวิเคราะห์ถึงประโยชน์ของระดับเสียง ความเข้มเสียง และระดับความเข้มเสียงใน ชีวิตประจาวัน ขั้นที่ 4 ขยำยควำมรู้ (Elaboration) 1. ครูและนักเรียนร่วมกันอภิปรายเกี่ยวกับ ธรรมชาติของเสียง ยกตัวอย่างเสียงดัง เสียงแหลม เสียงทุ้ม จนกระทั่งนักเรียนอธิบายได้ว่า - ระดับเสียง คือ การรับรู้ลักษณะของคลื่นเสียงของมนุษย์ โดยขึ้นกับความถี่ของคลื่น เสียง ซึ่งเสียงที่มีความถี่สูง มนุษย์จะรับรู้เป็นเสียงแหลม และเสียงที่มีความถี่ต่า มนุษย์จะรับรู้เป็นเสียงต่าหรือ เสียงทุ้ม - คุณภาพเสียง คือ รูปร่างของคลื่นเสียง ซึ่งขึ้นกับฮาร์โมนิกต่าง ๆ ที่เป็นองค์ประกอบ ของเสียง - ความดัง คือ ปริมาณของพลังงานเสียงที่มาถึงหูผู้ฟัง - ความเข้มเสียง คือ พลังงานเสียงที่ตกตั้งฉากบนหนึ่งหน่วยพื้นที่ในหนึ่งหน่วยเวลา มี หน่วยเป็นวัตต์ต่อตารางเมตร ความเข้มเสียงที่เบาที่สุดมี 10-12 วัตต์ต่อตารางเมตร และความเข้มเสียงที่ดัง ที่สุดมีค่า 1 วัตต์ต่อตารางเมตร - ระดับความเข้มเสียง คือ การวัดความดังของเสียงในหน่วยเดซิเบล
  • 167.
    160 2. นักเรียนสืบค้นข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับธรรมชาติของเสียงจากหนังสือเรียน และแหล่งเรียนรู้ อื่นๆ จากนั้นเขียนผังมโนทัศน์เรื่อง ธรรมชาติของเสียง ขั้นที่ 5 ประเมิน (Evaluation) 1. ครูประเมินการเรียนรู้ของนักเรียน ดังนี้ สังเกตพฤติกรรมของนักเรียนขณะเข้าร่วมกิจกรรม การตอบคาถามของนักเรียน การทากิจกรรม การตอบคาถามในใบงาน และประเมินการเขียนผังมโนทัศน์ 2. นักเรียนแต่ละกลุ่มพิจารณาว่า จากหัวข้อที่เรียนมาและการปฏิบัติกิจกรรม มีจุดใดบ้างที่ยังไม่ เข้าใจหรือยังมีข้อสงสัย ถ้ามีครูช่วยอธิบายเพิ่มเติมให้นักเรียนเข้าใจ 3. นักเรียนร่วมกันประเมินการปฏิบัติกิจกรรมกลุ่มว่ามีปัญหาหรืออุปสรรคใด และได้มีการแก้ไข อย่างไรบ้าง 4. นักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประโยชน์ที่ได้รับจากการทากิจกรรม และการนา ความรู้ที่ได้ไปใช้ประโยชน์ 5. ทดสอบความเข้าใจของนักเรียนโดยการให้ตอบคาถาม เช่น - ระดับเสียงหมายถึงอะไร - คุณภาพเสียงหมายถึงอะไร - ความดังหมายถึงอะไร 6. นักเรียนทบทวนความรู้เพิ่มเติมจากสื่อสังคมออนไลน์ เรื่อง เสียง ตอนที่ 1 ทาง youtube https://youtu.be/BRF5-n3eHuE พร้อมทาแบบฝึกหัด เรื่องเสียง ตอนที่ 1 9. สื่อ/แหล่งกำรเรียนรู้ 1. แหล่งเรียนรู้ภายในและภายนอกชั้นเรียน 2. หนังสือเรียน 3. สื่อสังคมออนไลน์ เรื่อง เสียง ตอนที่ 1 ทาง youtube https://youtu.be/BRF5-n3eHuE 10. กำรวัดและกำรประเมินผล ชิ้นงำน/ภำระงำน/ใบงำน วิธีกำร เครื่องมือ เกณฑ์กำรผ่ำน 1. ด้ำนควำมรู้ (K) - รายงานการสืบค้น เรื่อง ธรรมชาติของเสียง - ผังมโนทัศน์ เรื่อง ธรรมชาติของเสียง - แบบฝึกหัด เรื่อง เสียง ตอนที่ 1 - การตรวจผลงาน - การตรวจผลงาน - การตรวจแบบฝึกหัด - แบบประเมินการสืบค้น - แบบประเมินผังมโนทัศน์ - แบบฝึกหัดเรื่อง เสียง ตอนที่ 1 - ร้อยละ 60 ขึ้นไป - ร้อยละ 60 ขึ้นไป - ร้อยละ 60 ขึ้นไป 2.ด้ำนทักษะ/กระบวนกำร (P) 3.ด้ำนเจตคติทำงวิทยำศำสตร์ (A) - การสังเกต - แบบสังเกตเจตคติทางวิทยาศาสตร์ - ร้อยละ 60 ขึ้นไป
  • 168.
    161 แบบประเมินกำรสืบค้น เรื่อง ธรรมชำติของเสียง เลขที่ ชื่อ-สกุลกลุ่ม คะแนนแต่ละรำยกำรประเมิน คะแนนรวม(20) การวางแผนค้นคว้า ข้อมูลจากแหล่ง เรียนรู้ การเก็บรวบรวม ข้อมูล การจัดกระทาข้อมูล และการนาเสนอ การสรุปผล การเขียนรายงาน เกณฑ์กำรประเมิน/ระดับคุณภำพ คะแนนรวม 17-20 หมายถึง ดีมาก คะแนนรวม 13-16 หมายถึง ดี คะแนนรวม 9-12 หมายถึง พอใช้ คะแนนรวม 5- 8 หมายถึง ปรับปรุง เกณฑ์กำรผ่ำน ตั้งแต่ 12 คะแนนขึ้นไป (ผ่ำนเกณฑ์ร้อยละ 60) ลงชื่อ ผู้ประเมิน (.........................................................) ........../................/..............
  • 169.
    162 แบบประเมินผังมโนทัศน์ เรื่อง ธรรมชำติของเสียง เลขที่ ชื่อ-สกุลกลุ่ม คะแนน หมำยเหตุ เกณฑ์กำรประเมิน/ระดับคุณภำพ คะแนนรวม 4 หมายถึง ดีมาก คะแนนรวม 3 หมายถึง ดี คะแนนรวม 2 หมายถึง พอใช้ คะแนนรวม 1 หมายถึง ปรับปรุง เกณฑ์กำรผ่ำน ตั้งแต่ 3 คะแนนขึ้นไป (ผ่ำนเกณฑ์ร้อยละ 60) ลงชื่อ ผู้ประเมิน (.........................................................) ........../................/..............
  • 170.
    163 แบบสังเกตเจตคติทำงวิทยำศำสตร์ ครั้งที่ 8 เลขที่ชื่อ-สกุล กลุ่ม คะแนนแต่ละรำยกำรประเมิน ความสนใจใฝ่รู้หรือความ อยากรู้อยากเห็น ความรับผิดชอบความ มุ่งมั่นอดทนและเพียร พยายาม ความมีเหตุผล ความมีระเบียบรอบคอบ เห็นคุณค่าของความมี ระเบียบและรอบคอบ ความซื่อสัตย์เสนอความ จริงถึงแม้จะเป็นผลที่ แตกต่างจากผู้อื่น ความใจกว้างร่วมแสดง ความคิดเห็นและรับฟัง ความคิดเห็นของผู้อื่น คะแนนรวม(24) เกณฑ์กำรประเมิน/ระดับคุณภำพ คะแนนรวม 20-24 หมายถึง มาก คะแนนรวม 15-19 หมายถึง ปานกลาง คะแนนรวม 10–14 หมายถึง น้อย คะแนนรวม 6 – 9 หมายถึง ไม่แสดงออก เกณฑ์กำรผ่ำน ตั้งแต่ 15 คะแนนขึ้นไป (ผ่ำนเกณฑ์ร้อยละ 60) ลงชื่อ ผู้ประเมิน (.........................................................) ........../................/..............
  • 171.
  • 172.
    165 แผนกำรจัดกำรเรียนรู้ที่ 9 บีตส์ของเสียง หน่วยกำรเรียนรู้ที่1 คลื่น วิชำวิทยำศำสตร์ 5 ว33101 ชั้นมัธยมศึกษำปีที่ 6 เวลำ 2 ชั่วโมง ********************************************************************** 1. มำตรฐำนกำรเรียนรู้/ตัวชี้วัด มำตรฐำนกำรเรียนรู้ มำตรฐำน ว 5.1 เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างพลังงานกับการดารงชีวิต การเปลี่ยนรูปพลังงาน ปฏิสัมพันธ์ระหว่างสารและพลังงาน ผลของการใช้พลังงานต่อชีวิตและสิ่งแวดล้อม มีกระบวนการสืบเสาะหา ความรู้ สื่อสารสิ่งที่เรียนรู้และนาความรู้ไปใช้ประโยชน์ ตัวชี้วัด ว 5.1 ม.4-6/2 อธิบายการเกิดคลื่นเสียง บีตส์ของเสียง ความเข้มเสียง ระดับความเข้มเสียง การ ได้ยินเสียง คุณภาพเสียง และนาความรู้ไปใช้ประโยชน์ มำตรฐำนกำรเรียนรู้ มำตรฐำน ว 8.1 ใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์และจิตวิทยาศาสตร์ในการสืบเสาะหาความรู้ การแก้ปัญหา รู้ว่าปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่มีรูปแบบที่แน่นอนสามารถอธิบายและ ตรวจสอบได้ภายใต้ข้อมูลและเครื่องมือที่มีอยู่ในช่วงเวลานั้น ๆ เข้าใจว่าวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีสังคมและ สิ่งแวดล้อมมีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน ตัวชี้วัด 1. ว 8.1 ม.4-6/1 ตั้งคาถามที่อยู่บนพื้นฐานของความรู้และความเข้าใจทางวิทยาศาสตร์หรือ ความสนใจหรือจากประเด็นที่เกิดขึ้นในขณะนั้นที่สามารถทาการสารวจตรวจสอบหรือศึกษาค้นคว้าได้อย่าง ครอบคลุมและเชื่อถือได้ 2. ว 8.1 ม.4-6/2 สร้างสมมติฐานที่มีทฤษฎีรองรับหรือคาดการณ์สิ่งที่จะพบหรือสร้าง แบบจาลองหรือสร้างรูปแบบเพื่อนาไปสู่การสารวจตรวจสอบ 3. ว 8.1 ม.4-6/3 ค้นคว้ารวบรวมข้อมูลที่ต้องพิจารณาปัจจัยหรือตัวแปรสาคัญ ปัจจัยที่มีผลต่อ ปัจจัยอื่นปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้และจานวนครั้งของการสารวจตรวจสอบเพื่อให้ได้ผลที่มีความเชื่อมั่นอย่าง เพียงพอ 4. ว 8.1 ม.4-6/4 เลือกวัสดุเทคนิควิธีอุปกรณ์ที่ใช้ในการสังเกตการวัดการสารวจตรวจสอบอย่าง ถูกต้องทั้งทางกว้างและลึกในเชิงปริมาณและคุณภาพ 5. ว 8.1 ม.4-6/5 รวบรวมข้อมูลและบันทึกผลการสารวจตรวจสอบอย่างเป็นระบบถูกต้อง ครอบคลุมทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพโดยตรวจสอบความเป็นไปได้ความเหมาะสมหรือความผิดพลาดของ ข้อมูล 6. ว 8.1 ม.4-6/6 จัดกระทาข้อมูลโดยคานึงถึงการรายงานผลเชิงตัวเลขที่มีระดับความถูกต้อง และนาเสนอข้อมูลด้วยเทคนิควิธีที่เหมาะสม
  • 173.
    166 7. ว 8.1ม.4-6/7 วิเคราะห์ข้อมูลแปลความหมายข้อมูลและประเมินความสอดคล้องของข้อสรุป หรือสาระสาคัญเพื่อตรวจสอบกับสมมติฐานที่ตั้งไว้ 8. ว 8.1 ม.4-6/8 พิจารณาความน่าเชื่อถือของวิธีการและผลการสารวจตรวจสอบโดยใช้หลัก ความคลาดเคลื่อนของการวัดและการสังเกตเสนอแนะการปรับปรุงวิธีการสารวจตรวจสอบ 9. ว 8.1 ม.4-6/9 นาผลของการสารวจตรวจสอบที่ได้ทั้งวิธีการและองค์ความรู้ที่ได้ไปสร้าง คาถามใหม่นาไปใช้แก้ปัญหาในสถานการณ์ใหม่และในชีวิตจริง 10. ว 8.1 ม.4-6/10 ตระหนักถึงความสาคัญในการที่จะต้องมีส่วนร่วมรับผิดชอบการอธิบายการ ลงความเห็นและการสรุปผลการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ที่นาเสนอต่อสาธารณชนด้วยความถูกต้อง 11.ว 8.1 ม.4-6/11 บันทึกและอธิบายผลการสารวจตรวจสอบอย่างมีเหตุผลใช้พยานหลักฐาน อ้างอิงหรือค้นคว้าเพิ่มเติมเพื่อหาหลักฐานอ้างอิงที่เชื่อถือได้และยอมรับว่าความรู้เดิมอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ เมื่อมีข้อมูลและประจักษ์พยานใหม่เพิ่มเติมหรือโต้แย้งจากเดิมซึ่งท้าทายให้มีการตรวจสอบอย่างระมัดระวังอัน จะนามาสู่การยอมรับเป็นความรู้ใหม่ 12. ว 8.1 ม.4-6/12 จัดแสดงผลงานเขียนรายงานและ/หรืออธิบายเกี่ยวกับแนวคิดกระบวนการ และผลของโครงงานหรือชิ้นงานให้ผู้อื่นเข้าใจ 2. จุดประสงค์กำรเรียนรู้ 1. ทดลองและสรุปผลการทดลองเกี่ยวกับบีตส์ของเสียงได้ (P) 2. อธิบายเกี่ยวกับความหมายและลักษณะบีตส์ของเสียงได้ (K) 3. แสดงความเป็นคนสนใจใฝ่รู้ อยากรู้อยากเห็น รับผิดชอบ มุ่งมั่น อดทนเพียรพยายาม มีเหตุผล มีระเบียบ รอบคอบ ซื่อสัตย์ ใจกว้าง (A) 3. สำระสำคัญ บีตส์ คือ ปรากฏการณ์ที่คลื่นเสียงจากแหล่งกาเนิดเสียง 2 แหล่งที่มีความถี่แตกต่างกันเล็กน้อย และ เคลื่อนที่อยู่ในแนวเดียวกัน เกิดการรวมกันทาให้แอมพลิจูดของคลื่นรวมเปลี่ยนแปลง เกิดเสียงดังเสียงค่อย เป็นจังหวะ 4. สำระกำรเรียนรู้ 1. ควำมรู้ บีตส์ คือ ปรากฏการณ์ที่คลื่นเสียงจากแหล่งกาเนิดเสียง 2 แหล่งที่มีความถี่แตกต่างกันเล็กน้อย และเคลื่อนที่อยู่ในแนวเดียวกัน เกิดการรวมกันทาให้แอมพลิจูดของคลื่นรวมเปลี่ยนแปลง เกิดเสียงดังเสียง ค่อยเป็นจังหวะ 2. ทักษะ/กระบวนกำร/กระบวนกำรคิด - ทักษะการคิดวิเคราะห์ - ทักษะการสื่อความหมาย
  • 174.
    167 - ทักษะการปฏิบัติการทดลอง 3. ด้ำนเจตคติทำงวิทยำศำสตร์ -สนใจใฝ่รู้ อยากรู้อยากเห็น รับผิดชอบ มุ่งมั่น อดทนเพียรพยายาม มีเหตุผล มีระเบียบ รอบคอบ ซื่อสัตย์ ใจกว้าง 5. คุณลักษณะอันพึงประสงค์  รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์  ซื่อสัตย์สุจริต  มีวินัย  ใฝ่เรียนรู้  อยู่อย่างพอเพียง  มุ่งมั่นในการทางาน  รักความเป็นไทย  มีจิตสาธารณะ 6. สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน  ความสามารถในการสื่อสาร  ความสามารถในการคิด  ความสามารถในการแก้ปัญหา  ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต  ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี 7. ชิ้นงำน/ภำระงำน - ผังมโนทัศน์เรื่อง บีตส์ของเสียง 8. กำรจัดกิจกรรมกำรเรียนรู้ (กระบวนกำรสืบเสำะหำควำมรู้ (5Es)) ขั้นที่ 1 สร้ำงควำมสนใจ (Engagement) -. ครูนานักเรียนเข้าสู่กิจกรรม บีตส์ของเสียง โดยครูถามคาถามกระตุ้นความคิดของนักเรียนดังนี้ - บีตส์คืออะไร และมีลักษณะอย่างไร (บีตส์ คือ ปรากฏการณ์ที่คลื่นเสียงจาก แหล่งกาเนิดเสียง 2 แหล่งที่มีความถี่แตกต่างกันเล็กน้อย และเคลื่อนที่อยู่ในแนวเดียวกัน เกิดการรวมกันทาให้ แอมพลิจูดของคลื่นรวมเปลี่ยนแปลง เกิดเสียงดังเสียงค่อยเป็นจังหวะ) ขั้นที่ 2 สำรวจและค้นหำ (Exploration) 1. นักเรียนแบ่งกลุ่ม กลุ่มละ 4 คน ศึกษาวิธีการทากิจกรรมที่ 1.7 เรื่อง บีตส์ของเสียงในใบงาน ที่ 7 2. นักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นก่อนทากิจกรรม โดยครูถามคาถามก่อนทากิจกรรม โดยใช้ คาถามดังนี้ 2.1 ปัญหาของการทดลองนี้คืออะไร (บีตส์คืออะไร และมีลักษณะอย่างไร) 2.2 ถ้าพันเทปใสให้มีจานวนรอบมากขึ้น หรือน้อยลงกว่าเดิม นักเรียนคิดว่าจะส่งผล อย่างไรต่อการสั่นของส้อมเสียง และเสียงที่ได้ยินมีลักษณะอย่างไร (ส้อมเสียงมีการสั่นแตกต่างกัน ทาให้ได้ยิน เสียงดังเสียงค่อยเป็นจังหวะ)
  • 175.
    168 3. นักเรียนลงมือทากิจกรรมตามขั้นตอนที่กาหนดในใบงานที่ 7เรื่อง บีตส์ของเสียง และบันทึก ผลการทากิจกรรม ขั้นที่ 3 อธิบำยและลงข้อสรุป (Explanation) 1. ตัวแทนนักเรียนแต่ละกลุ่มออกมานาเสนอผลการทากิจกรรมเรื่อง บีตส์ของเสียงหน้าชั้นเรียน 2. นักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับผลการทากิจกรรม โดยครูใช้คาถามหลังทา กิจกรรม จากนั้นนักเรียนตอบคาถามดังนี้ 2.1 เสียงที่เกิดจากส้อมเสียงชุดที่ 1 และชุดที่ 2 ก่อนและหลังพันเทปใสเหมือนหรือ ต่างกันอย่างไร (ต่างกัน เสียงที่เกิดจากส้อมเสียงก่อนพันเทปใสจะมีลักษณะเรียบเสมอกัน แต่หลังจากพันเทป ใสแล้วเสียงที่ได้จากการเคาะส้อมเสียงจะมีลักษณะไม่เรียบเสมอกัน คือ มีบางช่วงเบา บางช่วงดังสลับกัน) 2.2 ถ้าพันเทปใสให้มีจานวนรอบมากขึ้น หรือน้อยลงกว่าเดิม จะส่งผลอย่างไรต่อการสั่น ของส้อมเสียง และเสียงที่ได้ยินมีลักษณะอย่างไร (ตามผลการทดลองจริง) 2.3 สรุปผลการทดลองนี้ได้อย่างไร (บีตส์ คือ ปรากฏการณ์ที่คลื่นเสียงจากแหล่งกาเนิด เสียง 2 แหล่งที่มีความถี่แตกต่างกันเล็กน้อย และเคลื่อนที่อยู่ในแนวเดียวกัน เกิดการรวมกันทาให้แอมพลิจูด ของคลื่นรวมเปลี่ยนแปลง เกิดเสียงดังเสียงค่อยเป็นจังหวะ) 2.4 ถ้าต้องการให้เกิดเสียงบีตส์เป็นจังหวะห่างกันทุกครึ่งวินาที จะต้องเคาะส้อมเสียงที่มี ความถี่ 200 เฮิรตซ์ กับส้อมเสียงที่มีความถี่เท่าไร (199.5 หรือ 200.5 Hz) 3. นักเรียนร่วมกันสรุปผลการทากิจกรรมเกี่ยวกับบีตส์ของเสียงให้ได้ประเด็นตามจุดประสงค์ การเรียนรู้ 4. นักเรียนวิเคราะห์เกี่ยวกับบีตส์ของเสียง กับการเทียบเสียงมาตรฐานของเครื่องดนตรี ขั้นที่ 4 ขยำยควำมรู้ (Elaboration) 1. ครูและนักเรียนร่วมกันอภิปรายเกี่ยวกับการเกิดบีตส์ เงื่อนไขการเกิดบีตส์ จนกระทั่งนักเรียน สามารถคานวณเกี่ยวกับบีตส์ได้ถูกต้อง และสามารถบอกได้ว่า การตั้งเสียงของเครื่องดนตรีทาได้โดยการปรับ ความถี่เสียงของเครื่องดนตรีให้มีค่าเท่ากับความถี่ของเสียงมาตรฐานของอุปกรณ์เทียบเสียง (ไม่เกิดบีตส์) 2. นักเรียนสืบค้นความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับบีตส์ของเสียง จากหนังสือเรียนและแหล่งเรียนรู้อื่น ๆ จากนั้นเขียนผังมโนทัศน์เรื่อง บีตส์ของเสียง ขั้นที่ 5 ประเมิน (Evaluation) 1. ครูประเมินการเรียนรู้ของนักเรียน ดังนี้ สังเกตพฤติกรรมของนักเรียนขณะเข้าร่วมกิจกรรม การตอบคาถามของนักเรียน การทากิจกรรม การตอบคาถามในใบงาน และประเมินการเขียนผังมโนทัศน์ 2. นักเรียนแต่ละกลุ่มพิจารณาว่า จากหัวข้อที่เรียนมาและการปฏิบัติกิจกรรม มีจุดใดบ้างที่ยังไม่ เข้าใจหรือยังมีข้อสงสัย ถ้ามีครูช่วยอธิบายเพิ่มเติมให้นักเรียนเข้าใจ 3. นักเรียนร่วมกันประเมินการปฏิบัติกิจกรรมกลุ่มว่ามีปัญหาหรืออุปสรรคใด และได้มีการแก้ไข อย่างไรบ้าง
  • 176.
    169 4. นักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประโยชน์ที่ได้รับจากการปฏิบัติการทดลอง และ การนาความรู้ที่ได้ไปใช้ประโยชน์ 5.ทดสอบความเข้าใจของนักเรียนโดยการให้ตอบคาถาม เช่น - บีตส์ของเสียงคืออะไร - นักเรียนสามารถนาความรู้เรื่องบีตส์ของเสียงไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจาวันได้อย่างไร 6. นักเรียนทบทวนความรู้เพิ่มเติมจากสื่อสังคมออนไลน์ เรื่อง เสียง ตอนที่ 2 ทาง youtube https://youtu.be/WdS8jtAPWhQ 9. สื่อ/แหล่งกำรเรียนรู้ 1. ส้อมเสียงพร้อมกล่องขยายเสียงที่มีความถี่เท่ากัน 2 ชุด 2. เทปใส 1 ม้วน 3. ใบงานที่ 7 เรื่อง บีตส์ของเสียง 4. หนังสือเรียน 5. สื่อสังคมออนไลน์ เรื่อง เสียง ตอนที่ 2 ทาง youtube https://youtu.be/WdS8jtAPWhQ 10. กำรวัดและกำรประเมินผล ชิ้นงำน/ภำระงำน/ใบงำน วิธีกำร เครื่องมือ เกณฑ์กำรผ่ำน 1. ด้ำนควำมรู้ (K) - ใบงานที่ 7 เรื่อง บีตส์ของเสียง - ผังมโนทัศน์ เรื่อง บีตส์ของเสียง - การตรวจใบงาน - การตรวจผลงาน - แบบประเมินใบงาน - แบบประเมินผังมโนทัศน์ - ร้อยละ 60 ขึ้นไป - ร้อยละ 60 ขึ้นไป 2.ด้ำนทักษะ/กระบวนกำร (P) - ใบงานที่ 7 เรื่อง บีตส์ของเสียง - การสังเกต - การตรวจใบงาน - แบบสังเกตการปฏิบัติการทดลอง - แบบประเมินใบงาน - ร้อยละ 60 ขึ้นไป - ร้อยละ 60 ขึ้นไป 3.ด้ำนเจตคติทำงวิทยำศำสตร์ (A) - การสังเกต - แบบสังเกตเจตคติทางวิทยาศาสตร์ - ร้อยละ 60 ขึ้นไป
  • 177.
    170 แบบสังเกตกำรปฏิบัติกำรทดลอง เรื่อง บีตส์ของเสียง เลขที่ ชื่อ-สกุลกลุ่ม คะแนนแต่ละรำยกำรประเมิน คะแนนรวม(24) การทดลองหรือ ทากิจกรรมตาม แผนที่กาหนด การใช้อุปกรณ์ และ/หรือ เครื่องมือ การบันทึกผลการ ทดลองหรือทา กิจกรรม การจัดกระทา ข้อมูลและการ นาเสนอ การสรุปผลการ ทดลองหรือการ ทากิจกรรม การดูแลและการ เก็บอุปกรณ์และ/ หรือเครื่องมือ เกณฑ์กำรประเมิน/ระดับคุณภำพ คะแนนรวม 20-24 หมายถึง ดีมาก คะแนนรวม 15-19 หมายถึง ดี คะแนนรวม 10–14 หมายถึง พอใช้ คะแนนรวม 6 – 9 หมายถึง ปรับปรุง เกณฑ์กำรผ่ำน ตั้งแต่ 15 คะแนนขึ้นไป (ผ่ำนเกณฑ์ร้อยละ 60) ลงชื่อ ผู้ประเมิน (.........................................................) ........../................/..............
  • 178.
    171 แบบประเมินใบงำน เรื่อง บีตส์ของเสียง เลขที่ ชื่อ-สกุลกลุ่ม คะแนนแต่ละรำยกำรประเมิน คะแนนรวม(16) คาถามก่อนทา กิจกรรม บันทึกผลการทา กิจกรรม คาถามหลังทา กิจกรรม สรุปผลการทดลอง เกณฑ์กำรประเมิน/ระดับคุณภำพ คะแนนรวม 14-16 หมายถึง ดีมาก คะแนนรวม 11-13 หมายถึง ดี คะแนนรวม 8–10 หมายถึง พอใช้ คะแนนรวม 4–7 หมายถึง ปรับปรุง เกณฑ์กำรผ่ำน ตั้งแต่ 10 คะแนนขึ้นไป (ผ่ำนเกณฑ์ร้อยละ 60) ลงชื่อ ผู้ประเมิน (.........................................................) ........../................/..............
  • 179.
    172 แบบประเมินผังมโนทัศน์ เรื่อง บีตส์ของเสียง เลขที่ ชื่อ-สกุลกลุ่ม คะแนน หมำยเหตุ เกณฑ์กำรประเมิน/ระดับคุณภำพ คะแนนรวม 4 หมายถึง ดีมาก คะแนนรวม 3 หมายถึง ดี คะแนนรวม 2 หมายถึง พอใช้ คะแนนรวม 1 หมายถึง ปรับปรุง เกณฑ์กำรผ่ำน ตั้งแต่ 3 คะแนนขึ้นไป (ผ่ำนเกณฑ์ร้อยละ 60) ลงชื่อ ผู้ประเมิน (.........................................................) ........../................/..............
  • 180.
    173 แบบสังเกตเจตคติทำงวิทยำศำสตร์ ครั้งที่ 9 เลขที่ชื่อ-สกุล กลุ่ม คะแนนแต่ละรำยกำรประเมิน ความสนใจใฝ่รู้หรือความ อยากรู้อยากเห็น ความรับผิดชอบความ มุ่งมั่นอดทนและเพียร พยายาม ความมีเหตุผล ความมีระเบียบรอบคอบ เห็นคุณค่าของความมี ระเบียบและรอบคอบ ความซื่อสัตย์เสนอความ จริงถึงแม้จะเป็นผลที่ แตกต่างจากผู้อื่น ความใจกว้างร่วมแสดง ความคิดเห็นและรับฟัง ความคิดเห็นของผู้อื่น คะแนนรวม(24) เกณฑ์กำรประเมิน/ระดับคุณภำพ คะแนนรวม 20-24 หมายถึง มาก คะแนนรวม 15-19 หมายถึง ปานกลาง คะแนนรวม 10–14 หมายถึง น้อย คะแนนรวม 6 – 9 หมายถึง ไม่แสดงออก เกณฑ์กำรผ่ำน ตั้งแต่ 15 คะแนนขึ้นไป (ผ่ำนเกณฑ์ร้อยละ 60) ลงชื่อ ผู้ประเมิน (.........................................................) ........../................/..............
  • 181.
  • 182.
    175 ใบงำนที่ 7 เรื่องบีตส์ของเสียง ชื่อ_____________________ชั้น_______เลขที่____ กลุ่มที่____ คำชี้แจง ให้นักเรียนแต่ละกลุ่มปฏิบัติ ดังนี้ 1. อ่านวิธีทากิจกรรมการทดลองให้เข้าใจ 2. ตอบคาถามก่อนทากิจกรรม 3. ทากิจกรรมและบันทึกผล 4. ตอบคาถามหลังทากิจกรรม กิจกรรมที่ 1.7 บีตส์ของเสียง วัสดุอุปกรณ์ 1. ส้อมเสียงพร้อมกล่องขยายเสียงที่มีความถี่เท่ากัน 2 ชุด 2. เทปใส 1 ม้วน วิธีทำ 1. นักเรียนเคาะส้อมเสียงที่ติดกับกล่องขยายเสียง 1 ชุด สังเกตเสียงที่ได้ยิน จากนั้น เคาะพร้อม กัน 2 ชุด สังเกตเสียงที่ได้ยิน บันทึกผล 2. นาเทปใสมาพันที่ปลายส้อมเสียง 2-3 รอบกับปลายของส้อมเสียงชุดที่ 1 3. นาส้อมเสียงชุดที่ 1 และชุดที่ 2 มาเคาะพร้อมกัน สังเกตเสียงที่ได้ยิน บันทึกผล คำถำมก่อนทำกิจกรรม ปัญหำ 1. ปัญหาของการทดลองนี้คืออะไร .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. สมมติฐำน 2. ถ้าพันเทปใสให้มีจานวนรอบมากขึ้น หรือน้อยลงกว่าเดิม นักเรียนคิดว่า จะส่งผลอย่างไรต่อการสั่น ของส้อมเสียง และเสียงที่ได้ยินมีลักษณะอย่างไร .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. ได้คะแนน ..................................... คะแนนเต็ม 16 คะแนน ส้อมเสียงพร้อม กล่องขยายเสียง งขยายเสียง เทปใส บีตส์คืออะไร และมีลักษณะอย่างไร ส้อมเสียงมีการสั่นแตกต่างกัน ทาให้ได้ยินเสียงดังเสียงค่อยเป็นจังหวะ
  • 183.
    176 บันทึกผลกำรทำกิจกรรม .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. คำถำมหลังทำกิจกรรม แปลควำมหมำยและสรุปผล 1. เสียงจากส้อมเสียงชุดที่ 1และชุดที่ 2 ก่อนและหลังพันเทปใสเหมือนหรือแตกต่างกันหรือไม่อย่างไร .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. 2. สรุปผลการทดลองนี้ได้อย่างไร .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. กำรนำไปใช้ 3. ถ้าต้องการให้เกิดเสียงบีตส์เป็นจังหวะห่างกันทุกครึ่งวินาที จะต้องเคาะส้อมเสียงที่มีความถี่ 200 เฮิรตซ์ กับส้อมเสียงที่มีความถี่เท่าไร .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................................................................. เมื่อเคาะส้อมเสียงที่ติดกับกล่องขยายเสียง 1 ชุด เสียงที่ได้ยินจะมีระดับเดียว (เสียงเรียบ) เมื่อเคาะส้อมเสียงพร้อมกัน 2 ชุด พบว่า เสียงมีที่ได้ยินมีระดับเดียวเหมือนเดิม แต่มีความดัง มากกว่ากรณีเคาะส้อมเสียง 1 ชุด เมือนาเทปใสมาพันที่ปลายส้อมเสียง 2-3 รอบกับปลายของส้อมเสียงชุดที่ 1 จากนั้นนาส้อมเสียง ชุดที่ 1 และชุดที่ 2 มาเคาะพร้อมกัน เสียงจะมีลักษณะไม่เรียบเสมอกัน คือ มีบางช่วงเบา บางช่วงดัง สลับกัน ต่างกัน เสียงที่เกิดจากส้อมเสียงก่อนพันเทปใสจะมีลักษณะเรียบเสมอกัน แต่หลังจากพันเทปใส แล้วเสียงที่ได้จากการเคาะส้อมเสียงจะมีลักษณะไม่เรียบเสมอกัน คือ มีบางช่วงเบา บางช่วงดังสลับกัน บีตส์ คือ ปรากฏการณ์ที่คลื่นเสียงจากแหล่งกาเนิดเสียง 2 แหล่งที่มีความถี่แตกต่างกันเล็กน้อย และเคลื่อนที่อยู่ในแนวเดียวกัน เกิดการรวมกันทาให้แอมพลิจูดของคลื่นรวมเปลี่ยนแปลง เกิดเสียงดัง เสียงค่อยเป็นจังหวะ หากต้องการให้เกิดบีตส์เป็นจังหวะห่างกันทุกครึ่งวินาที นั่นคือ ความถี่บีตส์มีค่าเท่ากับ 0.5 ครั้ง/ วินาที เมื่อซ่อมเสียงอันแรกมีความถี่ 200 Hz เพื่อให้เกิดความถี่บีตส์ 0.5 ครั้ง/วินาที จะต้องใช้ส้องเสียง อันที่ 2 ที่มีความถี่ 199.5 Hz หรือ 200.5 Hz
  • 184.
    177 แผนกำรจัดกำรเรียนรู้ที่ 10 มลพิษทำงเสียง หน่วยกำรเรียนรู้ที่1 คลื่น วิชำวิทยำศำสตร์ 5 ว33101 ชั้นมัธยมศึกษำปีที่ 6 เวลำ 2 ชั่วโมง ********************************************************************** 1. มำตรฐำนกำรเรียนรู้/ตัวชี้วัด มำตรฐำนกำรเรียนรู้ มำตรฐำน ว 5.1 เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างพลังงานกับการดารงชีวิต การเปลี่ยนรูปพลังงาน ปฏิสัมพันธ์ระหว่างสารและพลังงาน ผลของการใช้พลังงานต่อชีวิตและสิ่งแวดล้อม มีกระบวนการสืบเสาะหา ความรู้ สื่อสารสิ่งที่เรียนรู้และนาความรู้ไปใช้ประโยชน์ ตัวชี้วัด ว 5.1 ม.4-6/3 อภิปรายผลการสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับมลพิษทางเสียงที่มีต่อสุขภาพของมนุษย์ และการเสนอวิธีป้องกัน มำตรฐำนกำรเรียนรู้ มำตรฐำน ว 8.1 ใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์และจิตวิทยาศาสตร์ในการสืบเสาะหาความรู้ การแก้ปัญหา รู้ว่าปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่มีรูปแบบที่แน่นอนสามารถอธิบายและ ตรวจสอบได้ภายใต้ข้อมูลและเครื่องมือที่มีอยู่ในช่วงเวลานั้น ๆ เข้าใจว่าวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีสังคมและ สิ่งแวดล้อมมีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน ตัวชี้วัด 1. ว 8.1 ม. 4-6/1 ตั้งคาถามที่อยู่บนพื้นฐานของความรู้และความเข้าใจทางวิทยาศาสตร์หรือ ความสนใจหรือจากประเด็นที่เกิดขึ้นในขณะนั้นที่สามารถทาการสารวจตรวจสอบหรือศึกษาค้นคว้าได้อย่าง ครอบคลุมและเชื่อถือได้ 2.ว 8.1 ม. 4-6/2 สร้างสมมติฐานที่มีทฤษฎีรองรับหรือคาดการณ์สิ่งที่จะพบหรือสร้าง แบบจาลองหรือสร้างรูปแบบเพื่อนาไปสู่การสารวจตรวจสอบ 3. ว 8.1 ม. 4-6/3 ค้นคว้ารวบรวมข้อมูลที่ต้องพิจารณาปัจจัยหรือตัวแปรสาคัญ ปัจจัยที่มีผลต่อ ปัจจัยอื่นปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้และจานวนครั้งของการสารวจตรวจสอบเพื่อให้ได้ผลที่มีความเชื่อมั่นอย่าง เพียงพอ 5. ว 8.1 ม. 4-6/5 รวบรวมข้อมูลและบันทึกผลการสารวจตรวจสอบอย่างเป็นระบบถูกต้อง ครอบคลุมทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพโดยตรวจสอบความเป็นไปได้ความเหมาะสมหรือความผิดพลาดของ ข้อมูล 6. ว 8.1 ม. 4-6/6 จัดกระทาข้อมูลโดยคานึงถึงการรายงานผลเชิงตัวเลขที่มีระดับความถูกต้อง และนาเสนอข้อมูลด้วยเทคนิควิธีที่เหมาะสม 7. ว 8.1 ม. 4-6/7 วิเคราะห์ข้อมูลแปลความหมายข้อมูลและประเมินความสอดคล้องของ ข้อสรุปหรือสาระสาคัญเพื่อตรวจสอบกับสมมติฐานที่ตั้งไว้
  • 185.
    178 8. ว 8.1ม. 4-6/8 พิจารณาความน่าเชื่อถือของวิธีการและผลการสารวจตรวจสอบโดยใช้หลัก ความคลาดเคลื่อนของการวัดและการสังเกตเสนอแนะการปรับปรุงวิธีการสารวจตรวจสอบ 9. ว 8.1 ม. 4-6/9 นาผลของการสารวจตรวจสอบที่ได้ทั้งวิธีการและองค์ความรู้ที่ได้ไปสร้าง คาถามใหม่นาไปใช้แก้ปัญหาในสถานการณ์ใหม่และในชีวิตจริง 10.ว 8.1 ม. 4-6/10 ตระหนักถึงความสาคัญในการที่จะต้องมีส่วนร่วมรับผิดชอบการอธิบายการ ลงความเห็นและการสรุปผลการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ที่นาเสนอต่อสาธารณชนด้วยความถูกต้อง 11. ว 8.1 ม. 4-6/11 บันทึกและอธิบายผลการสารวจตรวจสอบอย่างมีเหตุผลใช้พยานหลักฐาน อ้างอิงหรือค้นคว้าเพิ่มเติมเพื่อหาหลักฐานอ้างอิงที่เชื่อถือได้และยอมรับว่าความรู้เดิมอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ เมื่อมีข้อมูลและประจักษ์พยานใหม่เพิ่มเติมหรือโต้แย้งจากเดิมซึ่งท้าทายให้มีการตรวจสอบอย่างระมัดระวังอัน จะนามาสู่การยอมรับเป็นความรู้ใหม่ 12. ว 8.1 ม. 4-6/12 จัดแสดงผลงานเขียนรายงานและ/หรืออธิบายเกี่ยวกับแนวคิด กระบวนการและผลของโครงงานหรือชิ้นงานให้ผู้อื่นเข้าใจ 2. จุดประสงค์กำรเรียนรู้ 1. ทากิจกรรมและสรุปผลการทากิจกรรมเกี่ยวกับมลพิษทางเสียงใกล้ตัวได้ (P) 2. อธิบายเกี่ยวกับมลพิษทางเสียงและวิธีป้องกันได้ (K) 3. แสดงความเป็นคนสนใจใฝ่รู้ อยากรู้อยากเห็น รับผิดชอบ มุ่งมั่น อดทนเพียรพยายาม มีเหตุผล มีระเบียบ รอบคอบ ซื่อสัตย์ ใจกว้าง (A) 3. สำระสำคัญ มลพิษทางเสียง คือ สภาวะเสียงที่ดังเกินไป จนก่อให้เกิดความราคาญ และเป็นอันตรายต่อระบบการได้ ยินของมนุษย์ การป้องกันสามารถทาได้โดยการหลีกเลี่ยงหรือใช้เครื่องป้องกัน 4. สำระกำรเรียนรู้ 1. ควำมรู้ มลพิษทางเสียง คือ สภาวะเสียงที่ดังเกินไป การรับฟังเสียงที่มีระดับความเข้มเสียงสูงกว่า มาตรฐานเป็นเวลานานจนก่อให้เกิดความราคาญ และเป็นอันตรายต่อระบบการได้ยินของมนุษย์ การป้องกัน สามารถทาได้โดยการหลีกเลี่ยงบริเวณที่เสียงดัง หรือใช้เครื่องป้องกัน 2. ทักษะ/กระบวนกำร/กระบวนกำรคิด - ทักษะการสืบค้น - ทักษะการสื่อความหมาย - ทักษะการคิดวิเคราะห์
  • 186.
    179 3. ด้ำนเจตคติทำงวิทยำศำสตร์ - สนใจใฝ่รู้อยากรู้อยากเห็น รับผิดชอบ มุ่งมั่น อดทนเพียรพยายาม มีเหตุผล มีระเบียบ รอบคอบ ซื่อสัตย์ ใจกว้าง 5. คุณลักษณะอันพึงประสงค์  รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์  ซื่อสัตย์สุจริต  มีวินัย  ใฝ่เรียนรู้  อยู่อย่างพอเพียง  มุ่งมั่นในการทางาน  รักความเป็นไทย  มีจิตสาธารณะ 6. สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน  ความสามารถในการสื่อสาร  ความสามารถในการคิด  ความสามารถในการแก้ปัญหา  ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต  ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี 7. ชิ้นงำน/ภำระงำน - นิทรรศการมลพิษทางเสียงใกล้ตัวและวิธีการแก้ไขป้องกัน 8. กำรจัดกิจกรรมกำรเรียนรู้ (กระบวนกำรสืบเสำะหำควำมรู้ (5Es)) ขั้นที่ 1 สร้ำงควำมสนใจ (Engagement) 1. นักเรียนสังเกตกราฟขอบเขตการได้ยินของมนุษย์ ดังนี้ 2. ครูถามนักเรียนโดยใช้คาถามดังนี้ 2.1 ระดับความเข้มเสียงเท่าใดที่เป็นอันตรายต่อการได้ยินของมนุษย์ (ตั้งแต่ 85 เดซิเบล ขึ้นไป) ระดับความเข้มของเสียง(เดซิเบล) ความถี่ (เฮิรตซ์) ขอบเขตการได้ยินของมนุษย์ 20 00 0 0 0 0
  • 187.
    180 2.2 ระดับความเข้มเสียงเหล่านี้เป็นอันตรายต่อมนุษย์หรือไม่อย่างไร (เป็นอันตรายทาให้ ประสาทหูเสื่อม) 2.3ระดับความเข้มเสียงตั้งแต่ 85 เดซิเบลขึ้นไปจัดเป็นมลพิษทางเสียงใช่หรือไม่ (ใช่) 3. ครูนานักเรียนเข้าสู่กิจกรรมมลพิษทางเสียงใกล้ตัว โดยครูถามคาถามกระตุ้นความคิดดังนี้ - มลพิษทางเสียงหมายถึงอะไร (มลพิษทางเสียง คือ สภาวะเสียงที่ดังเกินไปจนก่อให้เกิด ความราคาญ และเป็นอันตรายต่อระบบการได้ยินของมนุษย์) ขั้นที่ 2 สำรวจและค้นหำ (Exploration) 1. นักเรียนแบ่งกลุ่ม กลุ่มละ 4 คน ศึกษาวิธีการทากิจกรรมที่ 1.8 เรื่อง มลพิษทางเสียงใกล้ตัว ในใบงานที่ 8 2. นักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นก่อนทากิจกรรม โดยครูถามคาถามก่อนทากิจกรรม ดังนี้ 2.1 ปัญหาของกิจกรรมนี้คืออะไร (ในชุมชนมีมลพิษทางเสียงหรือไม่ และจะมีวิธีการแก้ไข ปัญหาดังกล่าวอย่างไร) 2.2 ในชุมชนของนักเรียนมีแหล่งกาเนิดเสียงที่เป็นมลพิษทางเสียงหรือไม่ และมีวิธีการ แก้ไขอย่างไร (อาจจะมีหรือไม่มี ขึ้นกับแต่ละชุมชน) จากนั้นนักเรียนตอบคาถามก่อนทากิจกรรมในใบงานที่ 8 3. นักเรียนลงมือทากิจกรรมตามขั้นตอนที่กาหนดในใบงานที่ 8 เรื่อง มลพิษทางเสียง ใกล้ตัว และบันทึกผลการทากิจกรรม ขั้นที่ 3 อธิบำยและลงข้อสรุป (Explanation) 1. ตัวแทนนักเรียนแต่ละกลุ่มออกมานาเสนอผลการทากิจกรรมเรื่อง มลพิษทางเสียง-ใกล้ตัว หน้าชั้นเรียน 2. นักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับผลการทากิจกรรม โดยครูใช้คาถามหลังทา กิจกรรม จากนั้นนักเรียนตอบคาถามดังนี้ 2.1 การได้รับเสียงดังเกินกว่าที่กาหนดจะมีผลต่อการได้ยินอย่างไร (ประสาทหูเสื่อม ชั่วคราวหรือถาวร) 2.2 วิธีแก้ปัญหาหากชุมชนมีแหล่งกาเนิดเสียงที่เป็นมลพิษทางเสียงจะทาอย่างไร (แจ้ง หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง) 3. นักเรียนร่วมกันสรุปผลการทากิจกรรมเกี่ยวกับมลพิษทางเสียง ให้ได้ประเด็นตามจุดประสงค์ การเรียนรู้ ขั้นที่ 4 ขยำยควำมรู้ (Elaboration) 1. นักเรียนวิเคราะห์ถึงสาเหตุ และวิธีการแก้ปัญหาเกี่ยวกับมลพิษทางเสียงในชีวิตประจาวัน 2. นักเรียนร่วมกันจัดนิทรรศการมลพิษทางเสียงใกล้ตัวและวิธีการแก้ไขป้องกัน
  • 188.
    181 ขั้นที่ 5 ประเมิน(Evaluation) 1. ครูประเมินการเรียนรู้ของนักเรียน ดังนี้ สังเกตพฤติกรรมของนักเรียนขณะเข้าร่วมกิจกรรม การตอบคาถามของนักเรียน การทากิจกรรม การตอบคาถามในใบงาน และประเมินการจัดนิทรรศการ 2. นักเรียนแต่ละกลุ่มพิจารณาว่า จากหัวข้อที่เรียนมาและการปฏิบัติกิจกรรม มีจุดใดบ้างที่ยังไม่ เข้าใจหรือยังมีข้อสงสัย ถ้ามีครูช่วยอธิบายเพิ่มเติมให้นักเรียนเข้าใจ 3. นักเรียนร่วมกันประเมินการปฏิบัติกิจกรรมกลุ่มว่ามีปัญหาหรืออุปสรรคใด และได้มีการแก้ไข อย่างไรบ้าง 4. นักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประโยชน์ที่ได้รับจากการทากิจกรรม และการนา ความรู้ที่ได้ไปใช้ประโยชน์ 5. นักเรียนทบทวนความรู้เพิ่มเติมจากสื่อสังคมออนไลน์ เรื่อง เสียง ตอนที่ 2 ทาง youtube https://youtu.be/WdS8jtAPWhQ พร้อมทาแบบฝึกหัด เรื่องเสียง ตอนที่ 2 9. สื่อ/แหล่งกำรเรียนรู้ 1. กราฟขอบเขตการได้ยินของมนุษย์ 2. ใบงานที่ 8 เรื่อง มลพิษทางเสียงใกล้ตัว 3. แหล่งเรียนรู้ภายในและภายนอกชั้นเรียน 4. หนังสือเรียน 5. สื่อสังคมออนไลน์ เรื่อง เสียง ตอนที่ 2 ทาง youtube https://youtu.be/WdS8jtAPWhQ 10. กำรวัดและกำรประเมินผล ชิ้นงำน/ภำระงำน/ใบงำน วิธีกำร เครื่องมือ เกณฑ์กำรผ่ำน 1. ด้ำนควำมรู้ (K) - ใบงานที่ 8 เรื่อง มลพิษทางเสียงใกล้ตัว - นิทรรศการ เรื่อง มลพิษทางเสียงใกล้ตัว - Blog เรื่อง เสียง - แบบฝึกหัดเรื่อง เสียง ตอนที่ 2 - การตรวจใบงาน - การตรวจผลงาน - การตรวจผลงาน - การตรวจแบบฝึกหัด - แบบประเมินใบงาน - แบบประเมินการจัดนิทรรศการ - แบบประเมิน Blog - แบบฝึกหัดเรื่อง เสียง ตอนที่ 2 - ร้อยละ 60 ขึ้นไป - ร้อยละ 60 ขึ้นไป - ร้อยละ 60 ขึ้นไป - ร้อยละ 60 ขึ้นไป 2.ด้ำนทักษะ/กระบวนกำร (P) 3.ด้ำนเจตคติทำงวิทยำศำสตร์ (A) - การสังเกต - แบบสังเกตเจตคติทางวิทยาศาสตร์ - ร้อยละ 60 ขึ้นไป
  • 189.
    182 แบบประเมินใบงำน เรื่อง มลพิษทำงเสียงใกล้ตัว เลขที่ ชื่อ-สกุลกลุ่ม คะแนนแต่ละรำยกำรประเมิน คะแนนรวม(16) คาถามก่อนทา กิจกรรม บันทึกผลการทา กิจกรรม คาถามหลังทา กิจกรรม สรุปผลการทดลอง เกณฑ์กำรประเมิน/ระดับคุณภำพ คะแนนรวม 14-16 หมายถึง ดีมาก คะแนนรวม 11-13 หมายถึง ดี คะแนนรวม 8–10 หมายถึง พอใช้ คะแนนรวม 4–7 หมายถึง ปรับปรุง เกณฑ์กำรผ่ำน ตั้งแต่ 10 คะแนนขึ้นไป (ผ่ำนเกณฑ์ร้อยละ 60) ลงชื่อ ผู้ประเมิน (.........................................................) ........../................/..............
  • 190.
    183 แบบประเมินกำรจัดนิทรรศกำร เรื่อ มลพิษทำงเสียงใกล้ตัว เลขที่ ชื่อ-สกุลกลุ่ม คะแนน หมำยเหตุ เกณฑ์กำรประเมิน/ระดับคุณภำพ คะแนนรวม 4 หมายถึง ดีมาก คะแนนรวม 3 หมายถึง ดี คะแนนรวม 2 หมายถึง พอใช้ คะแนนรวม 1 หมายถึง ปรับปรุง เกณฑ์กำรผ่ำน ตั้งแต่ 3 คะแนนขึ้นไป (ผ่ำนเกณฑ์ร้อยละ 60) ลงชื่อ ผู้ประเมิน (.........................................................) ........../................/..............
  • 191.
    184 แบบประเมิน Blog เรื่อง เสียง เลขที่ชื่อ-สกุล กลุ่ม คะแนนแต่ละรำยกำรประเมิน คะแนนรวม(20) ความครบถ้วนของ เนื้อหาสาระ ความถูกต้องของ เนื้อหาสาระ ความถูกต้อง เหมาะสมของภาษา จานวนแหล่งข้อมูลที่ ค้นคว้าหรืออ้างอิง รูปแบบการนาเสนอ เกณฑ์กำรประเมิน/ระดับคุณภำพ คะแนนรวม 17-20 หมายถึง ดีมาก คะแนนรวม 13-16 หมายถึง ดี คะแนนรวม 9-12 หมายถึง พอใช้ คะแนนรวม 5- 8 หมายถึง ปรับปรุง เกณฑ์กำรผ่ำน ตั้งแต่ 12 คะแนนขึ้นไป (ผ่ำนเกณฑ์ร้อยละ 60) ลงชื่อ ผู้ประเมิน (.........................................................) ........../................/..............
  • 192.
    185 แบบสังเกตเจตคติทำงวิทยำศำสตร์ ครั้งที่ 10 เลขที่ชื่อ-สกุล กลุ่ม คะแนนแต่ละรำยกำรประเมิน ความสนใจใฝ่รู้หรือความ อยากรู้อยากเห็น ความรับผิดชอบความ มุ่งมั่นอดทนและเพียร พยายาม ความมีเหตุผล ความมีระเบียบรอบคอบ เห็นคุณค่าของความมี ระเบียบและรอบคอบ ความซื่อสัตย์เสนอความ จริงถึงแม้จะเป็นผลที่ แตกต่างจากผู้อื่น ความใจกว้างร่วมแสดง ความคิดเห็นและรับฟัง ความคิดเห็นของผู้อื่น คะแนนรวม(24) เกณฑ์กำรประเมิน/ระดับคุณภำพ คะแนนรวม 20-24 หมายถึง มาก คะแนนรวม 15-19 หมายถึง ปานกลาง คะแนนรวม 10–14 หมายถึง น้อย คะแนนรวม 6 – 9 หมายถึง ไม่แสดงออก เกณฑ์กำรผ่ำน ตั้งแต่ 15 คะแนนขึ้นไป (ผ่ำนเกณฑ์ร้อยละ 60) ลงชื่อ ผู้ประเมิน (.........................................................) ........../................/..............
  • 193.
    186 แบบประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ 8 ประกำรครั้งที่ 2 กลุ่มสำระกำรเรียนรู้......................................................ภำคเรียนที่...........ปีกำรศึกษำ.............. ชื่อ-สกุลนักเรียน.....................................................................ชั้น..............................เลขที่……. คำชี้แจง: ให้ ผู้สอน สังเกตพฤติกรรมของนักเรียน แล้วขีด  ลงในช่องว่างที่ตรงกับระดับคะแนน คุณลักษณะ อันพึงประสงค์ รำยกำรประเมิน ระดับคะแนน 3 2 1 0 1. รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ 1.1 ยืนตรงเมื่อได้ยินเพลงชาติ ร้องเพลงชาติได้ และบอกความหมายของเพลง ชาติ 1.2 ปฏิบัติตนตามสิทธิและหน้าที่ของนักเรียน ให้ความร่วมมือ ร่วมใจ ในการ ทางานกับสมาชิกในห้องเรียน 1.3 เข้าร่วมกิจกรรมที่สร้างความสามัคคี ปรองดอง และเป็นประโยชน์ต่อ โรงเรียนและชุมชน 1.4 เข้าร่วมกิจกรรมทางศาสนาที่ตนนับถือ ปฏิบัติตนตามหลักของศาสนาและ เป็นตัวอย่างที่ดีของศาสนิกชน 1.5 เข้าร่วมกิจกรรมและมีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมที่เกี่ยวกับสถาบัน พระมหากษัตริย์ตามที่โรงเรียนและชุมชนจัดขึ้น ชื่นชมในพระราชกรณียกิจ พระปรีชาสามารถของพระมหากษัตริย์และพระราชวงศ์ 2. ซื่อสัตย์ สุจริต 2.1 ให้ข้อมูลที่ถูกต้อง และเป็นจริง 2.2 ปฏิบัติในสิ่งที่ถูกต้อง ละอาย และเกรงกลัวที่จะทาความผิด ทาตามสัญญา ที่ตนให้ไว้กับพ่อแม่หรือผู้ปกครอง และครู 2.3 ปฏิบัติตนต่อผู้อื่นด้วยความซื่อตรง และเป็นแบบอย่างที่ดีแก่เพื่อน ด้าน ความซื่อสัตย์ 3. มีวินัย รับผิดชอบ 3.1 ปฏิบัติตามข้อตกลง กฎเกณฑ์ ระเบียบ ข้อบังคับของครอบครัวและ โรงเรียน มีความตรงต่อเวลาในการปฏิบัติกิจกรรมต่าง ๆ ใน ชีวิตประจาวันมีความรับผิดชอบ
  • 194.
    187 คุณลักษณะ อันพึงประสงค์ รำยกำรประเมิน ระดับคะแนน 3 2 10 4. ใฝ่เรียนรู้ 4.1 ตั้งใจเรียน 4.2 เอาใจใส่ในการเรียน และมีความเพียรพยายามในการเรียน 4.3 เข้าร่วมกิจกรรมการเรียนรู้ต่าง ๆ 4.4 ศึกษาค้นคว้า หาความรู้จากหนังสือ เอกสาร สิ่งพิมพ์ สื่อเทคโนโลยีต่าง ๆ แหล่งการเรียนรู้ทั้งภายในและภายนอกโรงเรียน และเลือกใช้สื่อได้อย่าง เหมาะสม 4.5 บันทึกความรู้ วิเคราะห์ ตรวจสอบบางสิ่งที่เรียนรู้ สรุปเป็นองค์ความรู้ 4.6 แลกเปลี่ยนความรู้ ด้วยวิธีการต่าง ๆ และนาไปใช้ในชีวิตประจาวัน 5. อยู่อย่าง พอเพียง 5.1 ใช้ทรัพย์สินและสิ่งของของโรงเรียนอย่างประหยัด 5.2 ใช้อุปกรณ์การเรียนอย่างประหยัดและรู้คุณค่า 5.3 ใช้จ่ายอย่างประหยัดและมีการเก็บออมเงิน 6. มุ่งมั่นในการ ทางาน 6.1 มีความตั้งใจและพยายามในการทางานที่ได้รับมอบหมาย 6.2 มีความอดทนและไม่ท้อแท้ต่ออุปสรรคเพื่อให้งานสาเร็จ 7. รักความเป็น ไทย 7.1 มีจิตสานึกในการอนุรักษ์วัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทย 7.2 เห็นคุณค่าและปฏิบัติตนตามวัฒนธรรมไทย 8. มีจิตสาธารณะ 8.1 รู้จักช่วยพ่อแม่ ผู้ปกครอง และครูทางาน 8.2 อาสาทางาน ช่วยคิด ช่วยทา และแบ่งปันสิ่งของให้ผู้อื่น 8.3 รู้จักการดูแล รักษาทรัพย์สมบัติและสิ่งแวดล้อมของห้องเรียน โรงเรียน ชุมชน 8.4 เข้าร่วมกิจกรรมเพื่อสังคมและสาธารณประโยชน์ของโรงเรียน ลงชื่อ ผู้ประเมิน (..................................................) ............../.................../................ เกณฑ์กำรให้คะแนน พฤติกรรมที่ปฏิบัติชัดเจนและสม่าเสมอ ให้ 3 คะแนน พฤติกรรมที่ปฏิบัติชัดเจนและบ่อยครั้ง ให้ 2 คะแนน พฤติกรรมที่ปฏิบัติบางครั้ง ให้ 1 คะแนน ไม่เคยปฏิบัติพฤติกรรม ให้ 0 คะแนน
  • 195.
    188 แบบประเมินสมรรถนะสำคัญของผู้เรียน ครั้งที่ 2 กลุ่มสำระกำรเรียนรู้......................................................ภำคเรียนที่...........ปีกำรศึกษำ.............. ชื่อ-สกุลนักเรียน.....................................................................ชั้น..............................เลขที่……. คำชี้แจง:ให้ ผู้สอน สังเกตพฤติกรรมของนักเรียน แล้วขีด  ลงในช่องที่ตรงกับระดับคะแนน สมรรถนะด้ำน รำยกำรประเมิน ระดับคะแนน 3 2 1 0 1. ความ สามารถในการ สื่อสาร 1.1 มีความสามารถในการรับ – ส่งสาร 1.2 มีความสามารถในการถ่ายทอดความรู้ ความคิด ความเข้าใจ ของตนเอง โดยใช้ภาษาอย่างเหมาะสม 1.3 ใช้วิธีการสื่อสารที่เหมาะสม 1.4 วิเคราะห์แสดงความคิดเห็นอย่างมีเหตุผล 1.5 เขียนบันทึกเหตุการณ์ประจาวันแล้วเล่าให้เพื่อนฟังได้ สรุป 2. ความ สามารถในการ คิด 2.1 มีความสามารถในการคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ 2.2 มีทักษะในการคิดนอกกรอบอย่างสร้างสรรค์ 2.3 สามารถคิดอย่างมีวิจารณญาณ 2.4 มีความสามารถในการคิดอย่างมีระบบ 2.5 ตัดสินใจแก้ปัญหาเกี่ยวกับตนเองได้ สรุป 3. ความ สามารถในการ แก้ปัญหา 3.1 สามารถแก้ปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ ที่เผชิญได้ 3.2 ใช้เหตุผลในการแก้ปัญหา 3.3 เข้าใจความสัมพันธ์และการเปลี่ยนแปลงในสังคม 3.4 แสวงหาความรู้ ประยุกต์ความรู้มาใช้ในการป้องกันและ แก้ไขปัญหา 3.5 สามารถตัดสินใจได้เหมาะสมตามวัย สรุป
  • 196.
    189 สมรรถนะด้ำน รำยกำรประเมิน ระดับคะแนน 3 21 0 4. ความ สามารถในการ ใช้ทักษะชีวิต 4.1 เรียนรู้ด้วยตนเองได้เหมาะสมตามวัย 4.2 สามารถทางานกลุ่มร่วมกับผู้อื่นได้ 4.3 นาความรู้ที่ได้ไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจาวัน 4.4 จัดการปัญหาและความขัดแย้งได้เหมาะสม 4.5 หลีกเลี่ยงพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ที่ส่งผลกระทบต่อตนเอง สรุป 5. ความ สามารถในการ ใช้เทคโนโลยี 5.1 เลือกและใช้เทคโนโลยีได้เหมาะสมตามวัย 5.2 มีทักษะกระบวนการทางเทคโนโลยี 5.3 สามารถนาเทคโนโลยีไปใช้พัฒนาตนเอง 5.4 ใช้เทคโนโลยีในการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ 5.5 มีคุณธรรม จริยธรรมในการใช้เทคโนโลยี สรุป สรุปผลกำรประเมิน ลงชื่อ ผู้ประเมิน (นายพิพัฒน์พงษ์ สาจันทร์) ....../......../........ เกณฑ์กำรให้คะแนนระดับคุณภำพ ดีเยี่ยม - พฤติกรรมที่ปฏิบัติชัดเจนและสม่าเสมอ ให้ 3 คะแนน ดี - พฤติกรรมที่ปฏิบัติชัดเจนและบ่อยครั้ง ให้ 2 คะแนน ผ่ำน - พฤติกรรมที่ปฏิบัติบางครั้ง ให้ 1 คะแนน ไม่ผ่ำน - ไม่เคยปฏิบัติพฤติกรรม ให้ 0 คะแนน
  • 197.
  • 198.
    191 ใบงำนที่ 8 เรื่องมลพิษทำงเสียงใกล้ตัว ชื่อ_____________________ชั้น_______เลขที่____ กลุ่มที่____ คำชี้แจง ให้นักเรียนแต่ละกลุ่มปฏิบัติ ดังนี้ 1. อ่านวิธีทากิจกรรมให้เข้าใจ 2. ตอบคาถามก่อนทากิจกรรม 3. ทากิจกรรมและบันทึกผล 4. ตอบคาถามหลังทากิจกรรม กิจกรรมที่ 1.8 มลพิษทำงเสียงใกล้ตัว วิธีทำ 1. นักเรียนสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับมลพิษทางเสียงในบริเวณต่าง ๆ ในท้องถิ่น เช่น โรงงานอุตสาหกรรม การจราจร เป็นต้น ในหัวข้อดังนี้ 1.1 ที่มาของมลพิษทางเสียง 1.2 ปัญหาและอันตรายจากมลพิษทางเสียง 2. รายงานผลหน้าชั้นเรียน และร่วมกันอภิปรายแนวคิดในการลดมลพิษทางเสียง คำถำมก่อนทำกิจกรรม ปัญหำ 1. ปัญหาของการทากิจกรรมนี้คืออะไร .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. สมมติฐำน 2. ในชุมชนของนักเรียนมีแหล่งกาเนิดเสียงที่เป็นมลพิษทางเสียงหรือไม่ และมีวิธีแก้ไขอย่างไร .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. บันทึกผลกำรทำกิจกรรม .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. ได้คะแนน ..................................... คะแนนเต็ม 16 คะแนน ในชุมชนมีมลพิษทางเสียงหรือไม่ และจะมีวิธีการแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างไร อาจจะมีหรือไม่มี ขึ้นกับแต่ละชุมชน ที่มาของมลพิษทางเสียง 1. การจราจร มาจากยานพาหนะประเภทต่าง ๆ เช่น รถยนต์ รถบรรทุก เรือหางยาว เป็นต้น 2. สถานประกอบการต่าง ๆ ได้แก่ โรงงานอุตสาหกรรม การก่อสร้าง อู่ซ่อมรถ เป็นต้น 3. ชุมชนและสถานบริการ ได้แก่ เสียงจากคนหรือเครื่องใช้ภายในบ้าน เช่น วิทยุ โทรทัศน์ และ เสียงในย่านธุรกิจการค้า สถานบันเทิงเริงรมย์ เป็นต้น ผลกระทบจากภาวะมลพิษทางเสียง เช่น หูหนวกทันที เกิดขึ้นจากการที่อยู่ในบริเวณที่มีเสียงดังเกิน 120 เดซิเบล หูอื้อชั่วคราว เกิดขึ้นเมื่ออยู่ในที่มีระดับเสียงดังตั้งแต่ 80 เดซิเบลขึ้นไปในเวลาไม่นานนัก หู อื้อถาวร เกิดขึ้นเมื่ออยู่ในบริเวณที่มีระดับความดังมากเป็นเวลานาน ฯลฯ
  • 199.
    192 คำถำมหลังทำกิจกรรม แปลควำมหมำยและสรุปผล 1. การได้รับเสียงดังเกินกว่าที่กาหนดจะมีผลต่อการได้ยินอย่างไร .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. 2. วิธีแก้ไขปัญหาหากชุมชนมีแหล่งกาเนิดเสียงที่เป็นมลพิษทางเสียงจะทาอย่างไร .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. ประสาทหูเสื่อมชั่วคราวหรือถาวร 1.กาหนดและบังคับใช้มาตรฐานระดับความดังในสถานที่ต่าง ๆ ไม้ให้เกินค่ามาตรฐาน เพื่อลด อันตรายของเสียงที่อาจทาให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพและการได้ยิน 2. ควบคุมแหล่งกาเนิดเสียง เช่น ควบคุมเสียงที่เกิดจากยานพาหนะ โดยผู้ใช้รถทุกคันต้อง ตรวจสอบสภาพเครื่องยนต์ของตนให้อยู่ในสภาพที่ดี ไม่ดัดแปลงท่อไอเสียให้เกิดเสียงดังรบกวนผู้อื่น โรง ภาพยนตร์และสถานบันเทิงไม่ควรเปิดเสียงเครื่องเสียงที่ดังเกินค่ามาตรฐาน รวมทั้งโรงงานอุตสาหกรรม ควรเลือกใช้เครื่องจักรหรือเครื่องมือต่าง ๆ ที่เกิดเสียงดังรบกวนน้อยที่สุด 3. สารวจและตรวจสอบตามแหล่งกาเนิดเสียงต่าง ๆ เป็นประจา เพื่อเฝ้าระวังและควบคุมไม่ให้เกิด มลพิษทางเสียง 4. หลีกเลี่ยงการอยู่ในแหล่งที่เสียงดังเป็นเวลานานๆ แต่หากถ้าจาเป็นต้องอยู่หรือต้องทางานที่ เกี่ยวข้องกับเสียงดังมากๆ ควรใช้อุปกรณ์ป้องกันหู เช่นที่ครอบหู ที่อุดหู เพื่อลดอันตรายจากความดังของ เสียง
  • 200.
  • 201.
  • 202.
  • 203.
  • 204.
  • 205.
  • 206.
  • 207.
  • 208.
  • 209.
  • 210.
  • 211.
  • 212.
  • 213.
  • 214.
  • 215.
  • 216.
  • 217.
  • 218.
  • 219.
  • 220.
  • 221.
  • 222.
  • 223.
  • 224.
  • 225.