Structure and Function of the Root
โครงสร้างและหน้าที่ของราก
โครงสร้าง หน้าที่และชนิดของราก
รากของพืชมีหน้าที่สาคัญ คือ ยึดลาต้นให้ติดอยู่กับพื้นดิน
ทาหน้าที่ดูดซึมน้าและแร่ธาตุ ๆ จากดิน
ส่งไปยังส่วนต่าง ๆ ของลาต้น
Zone of maturation
Zone of elongation
Zone of cell
division
Root cap
1. การแบ่งบริเวณของราก
บริเวณหมวกราก (Root cap)
•เป็นบริเวณที่อยู่ปลายสุดของราก
•ปกคลุม apical meristem
•ประกอบด้วยเนื้อเยื่อ parenchyma
•เซลล์มีการเรียงตัวกันอย่างหลวมๆ
•อายุสั้น
•ทาหน้าที่ป้องกันอันตรายแก่ปลายราก
บริเวณเซลล์แบ่งตัว
(Region of cell division)
• เป็นบริเวณที่อยู่ถัดจากหมวกราก
ขึ้นมา
• ผนังเซลล์บาง ภายในมี
protoplasm ปริมาณมาก
• ประกอบด้วย apical
meristem
• มีการแบ่งเซลล์แบบ mitosis
อย่างรวดเร็ว
• สร้างเซลล์หมวกราก
• เจริญเป็นเซลล์ที่มีรูปร่างยาวขึ้น
บริเวณเซลล์ยืดตัวตามยาว
(Region of cell elongation)
• เป็นบริเวณที่อยู่เหนือบริเวณเนื้อเยื่อเจริญขึ้นมา
• ประกอบด้วยเซลล์ที่มีรูปร่างยาว
• มีช่องว่าระหว่างเซลล์ขนาดใหญ่
บริเวณเซลล์เจริญเติบโตเต็มที่
(Region of maturation)
• เป็นบริเวณที่อยู่สูงถัดจากบริเวณ
เซลล์ยืดตัวขึ้นมา
• เซลล์มีการเปลี่ยนแปลงเป็น
เนื้อเยื่อถาวร
• มีขนราก (root hair cell)
• ขนรากมีอายุ 7-8 วัน
2. โครงสร้างภายในของราก
โครงสร้างภายในของราก
• Epidermis เป็นเนื้อเยื่อที่อยู่ชั้นนอกสุด มีการจัดเรียงตัวชั้นเดียว
• Cortex ประกอบด้วย parenchymal cell เป็นส่วนใหญ่
• Endodermis เป็นลักษณะเด่นของราก เมื่อเซลล์อายุมากขึ้น จะมีแถบ
หนา เรียกว่า Casparian strip
• Stele ประกอบด้วย pericycle vascular bundle pith (ไส้ไม้)
ระบบราก
ระบบรากฝอย
(fibrous root)
ระบบรากแก้ว
(tap root)
รากพืชใบเลี้ยงเดี่ยว
รากพืชใบเลี้ยงคู่
รากพืชใบเลี้ยงคู่
รากแก้ว (Tap Root)
รากแขนง
(Lateral Root หรือ branch root)
รากฝอย (Fibrous root)
รากพิเศษ (adventitious root)
รากที่ไม่ได้กาเนิดมาจากรากแรกเกิด รากที่ไม่ได้เกิดมาจากการเพาะเมล็ด
แตเจริญเติบโตออกมาจากลาต้น หรือ ใบ เชน รากที่เกิดจากการขยาย
พันธุโดยการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ การตอน การปกชา การแยกหนอ
รากที่เปลี่ยนแปลงรูปร่างและทาหน้าที่พิเศษ
(modified root)
1. รากสะสมอาหาร (storage root or tuberous root) เป็นรากที่สะสมอาหารในรูป
ของเมด็แป้ง อาจสะสมอาหารไวท้ รากแกว้ รากแขนงหรือรากพิเศษกได้จงึทาให้รากอวบอ้วน
เช่น มันเทศ หัวไชเท้า หัวผักกาดหวาน แครอต กระชาย ต้อยติ่ง
2. รากฝอย (fibrous root) เป็นรากเส้นเล็กที่โตสม่าเสมอ งอกออกจากโคนต้นรอบรากแก้ว
ต่อมารากแก้วจะตายไป รากฝอยจึงทาหน้าที่ดูดน้า ธาตุอาหารและพยุง ลาต้นแทนรากแก้ว พบ
ในพืชใบเลี้ยงเดี่ยว เช่น ข้าวโพด มะพร้าว
3. รากสังเคราะห์แสง (photosynthetic root) รากชนิดนี้มักอยู่ในอากาศ (ariel root)
จึงเป็นรากอากาศด้วย รากมีคลอโรฟิลล์จึงทาหน้าที่สังเคราะห์แสงได้ รากประเภทนี้ พบได้ในพืช
อิงอาศัย (epiphyte) เป็นรากของพืชที่ไม่ได้เบียดเบียนพืชให้อาศัย เช่น กล้วยไม้ ไทร
4. รากยึดเกาะ (climbing root) เป็นรากที่แตกตามข้อของลาต้น พบในพืชทอดเลื้อย
ทาหน้าที่ยึดเกาะตามหลักให้ลาต้นทอดไปได้ เช่น พลู พลูด่าง พริกไทย
5. รากช่วยพยุงให้ลอยน้า (vescicle) รากชนิดนี้มีลักษณะเป็นกระเปาะเล็กช่วย พยุงให้พืช
ลอยน้าได้ เช่น รากของแพงพวยน้า เป็นต้น
6. รากปรสิต (parasitic root) หรือรากกาฝาก (haustoial root) เป็นรากของพืชที่
งอกแทงลงไปบนพืชที่ให้อาศัยเพื่อดูดสารอาหารจากพืชนั้น เช่น รากของประทัดทอง
กาฝากต้นเต็ง เป็นต้น
7. รากหายใจ (pneumatophore or aerating root) ทาหน้าที่จะหายใจได้มากเป็น
พิเศษ เกิดจากรากที่อยู่ใต้ดินงอกออกและตั้งตรงขึ้นมาเหนือดินช่วยในการหายใจ พบมาก
ในพืชชายเลน เช่น รากของโกงกาง แสม ลาพู
รากค้าจุน หรือ รากอากาศสาหรับค้าจุน
(Prop root)
รากค้าจุน , รากปีก (Buttress root)
รากเกาะเลื้อย (Climbing root)
รากหายใจ
(aerating root)
รากทุนลอย (floating root)
• รากที่แตกออกมาจากขอของพืชน้า มีลักษณะคลายฟองน้า ทา
หน้าที่พยุงตนพืชใหลอยน้าได
รากอากาศ (aerial root)
• รากที่เกาะติดอยูกับพืชอื่น แตไม
เบียดเบียนพืชนั้น ทาหนาที่
ดูดน้าและธาตุอาหารจากอากาศ
รากเบียน หรือ รากปรสิต
(haustorium; Parasitic root)
รากสังเคราะห์แสง
(Photosynthetic root)
รากสะสมอาหาร
(Food storage root)

โครงสร้างและหน้าที่ของราก