More Related Content
PDF
บทที่ 4 ระบบย่อยอาหาร 2559 PPT
PDF
PDF
PDF
ติวสบายชีววิทยา (เพิ่มเติม) บทที่ 02 เคมีเป็นพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต PDF
พันธุศาสตร์และเทคโนโลยีทางDna PDF
ชีววิทยา เรื่อง การย่อยอาหาร Digestive system PDF
What's hot
PDF
ใบงานที่ 13 การแบ่งเซลล์แบบไมโทซิส PDF
Microsoft power point ปฏิกิริยาเคมี PDF
PDF
PDF
การคายน้ำและการแลกเปลี่ยนแก๊ส PDF
กระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง (T) PDF
PDF
PDF
PDF
PDF
ใบงานการย่อยอาหาร Version นักเรียนค่ะ PDF
PDF
ใบงานที่ 2 การจัดเรียงอิเล็กตรอน PDF
Power point การถ่ายทอดทางพันธุกรรม PDF
เทคโนโลยีชีวภาพ (Biotechnology) PDF
PDF
แบบทดสอบย่อย เรื่องกล้องจุลทรรศน์ DOCX
ข้อสอบโคร้างสร้างและหน้าที่ของพืชดอก PDF
PDF
Similar to การสลายสารอาหารระดับเซลล์
PDF
PPT
การสลายสารอาหารระดับเซลล์ PDF
กระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง2 PDF
เรื่อง การหายใจระดับเซลล์ cellular rispiration น้องๆสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติ... PDF
ชีววิทยาเรื่อง การหายใจระดับเซลล์ cellular respiration (t) PDF
การสลายสารอาหารเพื่อให้ได้พลังงาน - Energy of cell PDF
สรุประบบการย่อยอาหารและการหายใจระดับเซลล์ PDF
เนื้อหาความเรียงเชิงวิชาการ PPT
PPT
PDF
บทที่ 4 ระบบย่อยอาหาร (2) 2559 PPT
PPT
PPT
PPT
PPT
ระบบย่อยอาหารและการสลายสารอาหารระดับเซลล์ PDF
บทที่ 13 การสังเคราะห์ด้วยแสง PPTX
บทที่ 12 การสังเคราะห์ด้วยแสง PPT
PPT
More from พัน พัน
PDF
PDF
PDF
ประวัติความเป็นมาของคอมพิวเตอร์ DOCX
การเปลี่ยนตัวเลขให้เป็นตัวอักษร PDF
หลักการทำงาน บทบาทและอุปกรณ์พื้นฐานของคอมพิวเตอร์ PDF
รายงานเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ PDF
การทำงานพื้นฐานของคอมพิวเตอร์ PDF
PDF
ระบบคอมพิวเตอร์และยุคสมัย PDF
PDF
PDF
เครือข่ายคอมพิวเตอร์เบื้องต้น PDF
เรื่องคอมพิวเตอร์เบื้องต้น PDF
PDF
PDF
PDF
PDF
PDF
PDF
การสลายสารอาหารระดับเซลล์
- 1.
- 2.
1. เยื่อหุ้มชั้นนอก (Outermembrane)
- มีลักษณะเรียบหน้าที่คอยควบคุมการผ่านเข้าออกของสาร
2. เยื้อหุ้มชั้นใน (Inner membrane)
- มีลักษณะหยักไปมาคล้ายวิลลัสในลาไส้คน เรียกว่า
คริสตา (Crista)
- ที่เยื่อชั้นในมีโครงสร้างเล็ก ๆ ลักษณะเป็นเม็ดกกลม ๆ
เรียกว่า Inner membrane particle ติดกอยู่เต็มไปหมดก
- โครงสร้างเล็ก ๆ มีหน้าที่เป็นแหล่งเก็บสารที่เป็นตัวรับ
ไฮโดกรเจนและตัวรับอิเล็กตรอน
- 3.
- 4.
- 5.
- 6.
- 8.
- เป็นกระบวนการสร้าง ATPจากโมเลกุลของกลูโคส
ไดก้มากที่สุดกถึง 36 -38 โมเลกุล หรือมากกว่าต่อกลูโคส
1 โมเลกุล
- เป็นการสลายสารอาหารโดกยใช้ออกซิเจนเข้าร่วม
ปฏิกิริยา
- 9.
1. ไกลโคลิซีส (Glycolysis)
2.การสร้างอะซิติลโคเอนไซม์เอ หรือการออกซิเดกชัน กรดก
ไพรูวิก (Pyruvate oxidation หรือ pyruvate
dehydrogenase complex pathway)
3. วัฏจักรเครบส์ (Krebs cycle)
4. การถ่ายทอดกอิเล็กตรอน (Electron transport system)
- 11.
- 12.
- คาร์บอน 6อะตอมไปเป็นกรดกไพรูวิก (C3H4O3)
- ซึ่งมีคาร์บอน 3 อะตอม จานวน 2 โมเลกุล
- เกิดกที่ไซโทพลาสซึมของเซลล์ที่เรียกว่าไซโทซอล (Cytosol)
- มีหลายขั้นตอนแต่ละขั้นตอนมีเอนไซม์ต่างชนิดกกันเป็นตัวเร่ง
ปฏิกิริยา
- 13.
- 14.
- 15.
C6H12O6 + 2ADP + 2Pi + 2 NAD+ 2 C3H4O3 + 2ATP + 2NADH + H+
กระบวนการและผลลัพธ์เป็นอย่างไร
เรามาช่วยกันสรุปทบทวนกันดีกว่าสรุป
- 17.
- 18.
3. ถ้าเริ่มจากกลูโคส (C6H12O6 ) 1 โมเลกุล จะไดก้
ผลลัพธ์ที่สาคัญ คือ
3.1 ไดก้กรดกไพรูวิก 2 โมเลกุล (2 C3H4O3 )
3.2 เกิดก ATP จากกระบวนการ 4 ATP ใช้
ในการฟอสโฟรีเลชันไป 2 ATP เพราะฉะนั้นจึงไดก้พลังงาน
สุทธิ 2 ATP
3.3 เกิดกไฮโดกรเจน (H) 4 อะตอม โดกยมี
NAD+ มารับ
2 NAD+ + 4 H+ + 2e- 2 NADH + H+
- 19.
- 20.
- 22.
2 C3H4O3 +2 NAD+ +2 Coenzyme A
2 C2H3O - S – Co A + 2NADH + H++ 2CO2
กระบวนการและผลลัพธ์เป็นอย่างไร
เรามาช่วยกันสรุปดีกว่า
- 23.
1. กรดกไพรูวิกแต่ละโมเลกุลจะถูกเปลี่ยนเป็นอะซิติลโค
เอนไซม์ เอโดกยกลุ่มของเอนไซม์ Pyruvate dehydrogenase
complex
2. ปฏิกิริยาการเปลี่ยนกรดกไพรูวิกแต่ละโมเลกุล ไปเป็นอะซิติล
โคเอนไซม์ เอ นี้ ไดก้ผลลัพธ์ที่สาคัญ คือ
2.1 เกิดกคาร์บอนไดกออกไซดก์ 1 โมเลกุล จากแต่ละ
ปฏิกิริยา กลูโคส 1 โมเลกุล ทาให้ไดก้กรดกไพรูวิก 2 โมเลกุล
เพราะฉะนั้นจึงไดก้ผลลัพธ์เป็นคาร์บอนไดกออกไซดก์รวมทั้งสิ้น 2
โมเลกุล/ 1 โมเลกุลของ กลูโคส
- 24.
2.2 เกิดกไฮโดกรเจน 2อะตอม จากแต่ละปฏิกิริยา ซึ่งรวมกับ
NAD+ กลายเป็น NADH + H+ 1 โมเลกุล
เริ่มต้นจากกลูโคส 1 โมเลกุล ไดก้กรดกไพรูวิก 2
โมเลกุล เพราะฉะนั้นจึงไดก้ไฮโดกรเจนทั้งสิ้น 4 อะตอม หรือ
NADH + H+ 2 โมเลกุล
- 25.
- มีชื่อเรียกอย่างอื่นอีก เช่นวัฏจักรของกรดกซิตริก (Citric
acid cycle) หรือวัฏจักรของกรดกไทรคาร์บอกซิลิก
(Tricarboxylic acid cycle = TCA cycle)
- ปฏิกิริยาในช่วงนี้มีลักษณะเป็นวัฏจักรเกิดกขึ้นบริเวณเมทริกซ์
(Matrix) ของไมโทคอนเดรีย
- ต้องอาศัยเอนไซม์และโคแฟกเตอร์หลายชนิดก ที่เกี่ยวข้องกับ
การสร้างสารพลังงานสูงให้กับเซลล์จานวนมาก
- 26.
1. อะซิติลโคเอนไซม์เอ 1โมเลกุล ทาปฏิกิริยากับ H2O แล้ว
โคเอนไซม์ เอ จะแยกเป็นอิสระ จะเหลือสารที่มีคาร์บอน
2 อะตอม (C2H4O2)
2. สารที่มีคาร์บอน 2 อะตอม จะทาปฏิกิริยากับสารที่มี
คาร์บอน 4 อะตอม คือกรดกออกซาโลอะซิติก
(Oxaloacetic acid) ซึ่งมีอยู่แล้วภายในเซลล์ ไดก้เป็น
กรดกซิตริก ซึ่งมีคาร์บอน 6 อะตอม
- 27.
- 28.
- 29.
5. กรดกซักซินิก จะเปลี่ยนเป็นกรดกฟูมาริก(Fumaric)ให้
ไฮโดกรเจน ออกมา 2 อะตอม โดกยมี FAD มารับ กลายเป็น
FADH2
FAD + 2H+ + 2e- FADH2
6. กรดกฟูมาริกทาปฏิกิริยากับน้า ไดก้สารที่มีคาร์บอน 4
อะตอม คือ กรดกมาลิก(Malic acid)
7. กรดกมาลิกจะเปลี่ยนเป็นกรดกออกซาโลอะซิติกโดกยปล่อย
ไฮโดกรเจน ออกมา 2 อะตอม และมี NAD+ มารับ กลายเป็น
NADH + H+
- 31.
2CH3COSCoA + 6NAD++ 2FAD + 2GDP + 2Pi + 6H2O
4 CO2 + 6NADH + 6H+ + 2FADH2 + 2GTP + 2CoASH
กระบวนการและผลลัพธ์เป็นอย่างไร
เรามาช่วยกันสรุปกันดีกว่า
- 32.
1. เกิดกขึ้นที่ของเหลว (Matrix)ในไมโทคอนเดกรีย
2. ผลลัพธ์ที่สาคัญของปฏิกิริยามีดกังนี้ (เริ่มต้นจากลูโคส 1
โมเลกุลหรืออะซิติลโค เอ 2 โมเลกุล)
2.1 เกิดกพลังงานอิสระเก็บไว้ในรูปของ GTP
(Guanosine triphosphate) 2 โมเลกุล เมื่อถูกไฮโดกรลิซีสแล้วจะ
ให้พลังงานออกมาเท่ากับ 1 ATP จึงอาจถือว่าให้พลังงานเท่ากับ
2 ATP ไดก้
- 33.
2.2 เกิดกไฮโดกรเจน 16อะตอม โดกย H 12 อะตอม
มี NAD+ มารับกลายเป็น 6 (NADH + H+) และ H 4
อะตอม มี FAD มารับกลายเป็น 2 FADH2 โมเลกุล NADH
+ H+ และ FADH2 ที่เกิดกขึ้นทั้งหมดกจะถูกส่งเข้าสู่กระบวนการ
ถ่ายทอดกอิเล็กตรอน เพื่อออกซิเดกชันให้ไดก้ ATP ต่อไป
2.3 เกิดก CO2 ทั้งสิ้น 4 โมเลกุล
- 37.
- 38.
- 39.
- 40.
- 41.
- 42.
- 43.
- 44.
- 45.
- 48.
- 49.
- 50.
24 H +6 O2 + 34 ADP + 34Pi 12 H2O + 34 ATP
NAD+ เป็นสารตัวแรกที่มารับอิเล็กตรอน เมื่อการถ่ายทอด
อิเล็กตรอนสิ้นสุดลงจะสังเคราะห์ ATP ได้ 3 โมเลกุล
FAD เป็นสารตัวแรกที่มารับอิเล็กตรอน เมื่อการถ่ายทอด
อิเล็กตรอนสิ้นสุดลงจะสังเคราะห์ ATP ได้ 2 โมเลกุล
- 51.
- 52.
- 53.
6. - NADH+ H+ เมื่อผ่านกระบวนการถ่ายทอดกอิเล็กตรอนจะไดก้
พลังงาน = 3 ATP
- FADH2 เมื่อผ่านกระบวนการถ่ายทอดกอิเล็กตรอนจะไดก้
พลังงาน = 2 ATP
สรุป .....ลักษณะกระบวนการและผลลัพธ์สาคัญของ
..............ระบบการถ่ายทอดอิเล็กตรอน
- 54.
- 55.
C6H12O6 + 6O2 + 36 – 38 ADP + 36 – 38 Pi
6CO2 + 6H2O + 36 - 38ATP
- 56.
C6H12O6 + 6O2 + 36 – 38 ADP + 36 – 38 Pi
6CO2 + 6H2O + 36 - 38ATP
C6H12O6 + 2 ADP + 2Pi + 2 NAD+ 2 C3H4O3 + 2ATP + 2NADH + H+
2 C3H4O3 + 2 NAD+ +2 Coenzyme A
2 C2H3O - S – Co A + 2NADH + H++ 2CO2
2CH3COSCoA + 6 NAD++ 2FAD + 2GDP + 2Pi + 6H2O
4 CO2 + 6NADH + 6H+ + 2FADH2 + 2GTP + 2CoASH
- 57.
- 58.
ประกอบดก้วย 2 ขั้นตอนคือ
1. ไกลโคลิซีส (Gycolysis)
2. การหมัก(Fermentation)
การหายใจแบบไม่ใช้ออกซิเจนของสิ่งมีชีวิตต่างชนิดกกันจะให้ผลลัพธ์
จากปฏิกิริยาบางขั้นตอนไม่เหมือนกัน เช่น
1. การหายใจแบบไม่ใช้ออกซิเจนในเซลล์ยีสต์
2. การหายใจแบบไม่ใช้ออกซิเจนของเซลล์กล้ามเนื้อ
- 59.
- ขาดกแก๊สออกซิเจนซึ่งเป็นตัวรับอิเล็กตรอนในขั้นตอนสุดกท้าย
(จึงไม่สามารถสร้าง ATPไดก้)
- มีการสะสม NADH และ FADH2 มากขึ้นจึงทาให้ขาดกแคลน NAD+
และ FAD
- มีผลให้ปฏิกิริยาไกลโคลิซีส วัฏจักรเครบส์ และการถ่ายทอดก
อิเล็กตรอนดกาเนินต่อไปไม่ไดก้และยังทาให้เซลล์ขาดก ATP
-เซลล์จึงมีกระบวนการผันกลับให้ NADH กลายเป็น NAD+ เพื่อให้
กระบวนการไกลโคลิซีสไม่หยุดกชะงัก และสามารถ
สร้าง ATP ต่อไปไดก้
- เรียกกระบวนการนี้ว่า กระบวนการหมัก (Fermentation)
- 60.
- เริ่มจากไกลโคลิซีส
- NADH+ H+ จะถ่ายทอดกอะตอมของไฮโดกรเจนไปยัง
acetaldehyde ซึ่งเป็นสารประกอบที่มีคาร์บอน 2 อะตอม ทาให้ไม่
สามารถใช้พลังงานจากอิเล็กตรอนที่มีอยู่ในอะตอมของไฮโดกรเจนมา
สร้าง ATP ไดก้อีก
เอทิลแอลกอฮอล์เป็นสารพิษเป็นอันตรายต่อเซลล์ ถ้ามี
เอทิลแอลกอฮอล์มากๆ ยีสต์อาจทนไม่ไดก้และตายในที่สุดก
- 61.
- 62.
2 C3H4O3 Pyruvatedecarboxylase 2 C2H4O + 2CO2
- กรดกไพรูวิกจะเปลี่ยนเป็นแอซีทัลดกีไฮดก์ ( Acetaldehyde) เป็น
สารประกอบที่มีคาร์บอน 2 อะตอม
- ไดก้แก๊สคาร์บอนไดกออกไซดก์ โดกยเอนไซม์ไพรูเวตดกีคาร์บอกซีเลส
( Pyruvate decarboxylase)
สมการ
- 63.
2 C2H4O +2NADH + 2H+ Alcohol dehydrogenase
2 C2H5OH + 2 NAD+ + 2CO2
- แอซิทิลดกีไฮดก์จะถูกออกซิไดกซ์ดก้วย NADH + H+ เป็น
เอทิลแอลกอฮอล์หรือเอทานอล โดกยเอนไซม์แอลกอฮอล์ดกีไฮโดกรจีเนส
(Alcohol dehydrogenase)
สมการ
- 65.
- เบียร์
- สุรา
-ไวน์ชนิดกต่าง ๆ
- การผลิตแอลกอฮอล์จากกากน้าตาล
- นามาใช้เป็นเชื้อเพลิง
- 66.
- พยาธิตัวตืดก และแบคทีเรียบางชนิดก
-กรดกไพรูวิกจะทาปฏิกิริยากับไฮโดกรเจนไดก้เป็นกรดกแลกติก (C3H6 O3)
- ขณะที่เราออกกาลังกาย เลือดกจะมีกรดกแลกติก (Lactic acid) สูงพร้อม ๆ
กับการทางานหนักของกล้ามเนื้อลาย (แลกเปลี่ยนแก๊สสูงถึง 24,000 ลูกบาศก์
เซนติเมตร/นาที ปกติ แลกเปลี่ยนแก๊สไดก้มากที่สุดกประมาณ 5,000 ลูกบาศก์เซนติเมตร )
- ร่างกายขาดกออกซิเจนหรือไดก้รับแก๊สออกซิเจนไม่เพียงพอ การสลาย
กลูโคสในเซลล์กล้ามเนื้อจะไม่สมบูรณ์ และไม่เข้าสู่วัฏจักรเครบส์และ
ระบบถ่ายทอดกอิเล็กตรอน แต่จะสลายไปสู่กรดกแลกติกหรือแลกเตดก
โดกยตรง
- 67.
- 68.
- NAD+ ถูกสร้างขึ้นมาโดกยNADH (จากไกลโคลิซีส) ให้อิเล็กตรอน
และไฮโดกรเจนแก่ไพรูเวตโดกยตรง
- เกิดกแลกเทตขึ้น 2 โมเลกุล
C6H12O6 + 2 ADP + 2Pi → 2 C3H6 O3
สมการ
- 70.
- 71.
-มีแบคทีเรียบางชนิดก เช่น แลกโตบาซิลลัส(Lactobacillus) สามารถ
สลายสารอาหารโดกยไม่ใช้แก๊สออกซิเจน ทาให้เกิดกกรดกแลกติก
- เราจึงนาจุลินทรีย์เหล่านี้มาใช้ประโยชน์ในการหมักหรือผลิตอาหาร
บางชนิดก
- เช่น นมเปรี้ยว โยเกิร์ต เต้าหู้ยี้ การดกองผักและผลไม้ต่าง ๆ
- 72.
- 73.
- 74.
- 75.
การสลายสารอาหารแบบใช้ O2 การสลายสารอาหารแบบไม่ใช้O2
1. สลายโมเลกุลอาหารไดก้สมบูรณ์ คาร์บอน
อินทรีย์ถูกเปลี่ยนเป็นคาร์บอนอินทรีย์ไดก้
ทั้งหมดก
1. สลายโมเลกุลอาหารไดก้ไม่สมบูรณ์ คาร์บอน
อินทรีย์ยังคงปรากฏเหลืออยู่
2. สารตัวสุดกท้ายที่รับไฮโดกรเจนจากกลูโคสคือ O2 2. สารตัวสุดกท้ายที่รับไฮโดกรเจนจากกลูโคสคือ กรดก
ไพรูวิก
3. ผลลัพธ์ตัวสุดกท้ายไดก้ CO2 + H2O และ
พลังงาน
3. ผลลัพธ์ตัวสุดกท้ายในยีสต์ และพืช คือ
เอทิลแอลกอฮอล์ และ CO2 กับพลังงาน
สาหรับกล้ามเนื้อลาย พยาธิตัวตืดก และ
แบคทีเรียจะไดก้กรดกแลกติกและพลังงาน
4. พลังงาน 36 หรือ 38 ATP/ กลูโคส 1
โมเลกุล
4. พลังงาน 2 ATP/ กลูโคส 1 โมเลกุล
5. เกิดกทั้งใน Cytoplasm และ ไมโทคอนเดกรีย 5. เกิดกใน Cytoplasm เท่านั้น
6. เกิดกน้า 6. ไม่เกิดกน้า