คำนำ 
ปัจจุบันสถานการณ์ข้อพิพาทในเรืÉองเกีÉยวกับการรักษาพยาบาลกำลงั 
ทวีความรุนแรงขึÊนเรÉือยๆ ข้อพิพาททÉีสามารถพูดจาทำความเข้าใจกันได้กลายเป็น 
คดีความขึÊนสู่ศาลมากขึÊน ก่อให้เกิดปัญหาต่างๆตามมามากมาย เช่น ความสัมพันธ์ของ 
แพทย์กับผู้ป่วยเริÉมเป็นไปในทางไม่ดี ระบบบริการเริÉมมีปัญหาเนืÉองจากบุคลากร 
ทางการแพทย ์มีความวิตกกังวลต่อการประกอบอาชีพของตนเองกับตัวบทกฎหมายทัÊง 
ทางแพ่ง ทางอาญา มีการส่งต่อผู้ป่วยโดยไม่จำเป็น การไม่ทำการผ่าตัดในโรงพยาบาล 
ชุมชน การส่งตรวจอย่างละเอียดเกินความจาํเป็น เป็นตน้ นอกจากนÊีระบบกฎหมายทÉี 
กำหนดให้คดีเกÉียวกับการรักษาพยาบาลอยู่ในข่าย เป็นคดีผูบ้ริโภคตามพระราชบญัญตัิ 
วิธีพิจารณาความผู้บริโภค พ.ศ. 2551 ทำให้การฟ้องคดีทำได้ง่าย จึงเป็นเหตุหนึÉงทำให้ 
ผู้ป่วยหรือญาติมีช่องทางทÉีจะดำเนินคดีกับเจ้าหน้าทÉีหรือหน่วยงานต้นสังกัดมากขึÊน 
สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขโดยกลุ่มกฎหมายตระหนักถึงปัญหาความ 
วิตกกังวลดังกล่าว จึงได้จัดทำคู่มือแนวทางการปฏิบัติกรณีเกิดข้อพิพาทหรือเชืÉอว่าจะ 
เกิดข้อพิพาททางการแพทย์ ซึÉงมีเนืÊอหาสาระเป็นการให้ความรู้วิชาการทางกฎหมาย 
เกีÉยวกับการปฏิบัติงานทางการแพทย์ กระบวนการในการดำเนินการเมืÉอเกิดข้อพิพาท 
หรือเชืÉอว่าน่าจะเกิดข้อพิพาท ข้อควรปฏิบัติ บทบาทหน้าทีÉของผู้เกีÉยวข้องในแต่ละ 
ขัÊนตอน โดยมีวัตถุประสงค์เพÉือสร้างความเชÉือมันÉและมันÉใจว่าเมÉือมีข้อพิพาทเกิดขึÊนจะ 
มีผู้ช่วยเหลือแพทย์และเจ้าหน้าทีÉในการดำเนินการตามกฎหมายหรือระเบียบราชการ 
โดยไม่ตอ้งวิตกกังวลว่าควรจะตอ้งปฏิบตัิอย่างไรหรือติดต่อกับใครบ้าง ซึÉงจะทำให้ 
แพทย์หรือเจ้าหน้าทีÉมีกำลังใจในการปฏิบัติงานต่อไปตามปกติและจะส่งผลถึงการ 
ให้บริการทÉีดีต่อประชาชนด้วย กลุ่มกฎหมายหวังเป็นอย่างยิÉงว่า คู่มือฉบับนีÊจะเป็น 
เครÉืองมืออย่างหนึÉงในกระบวนการแก้ไขปัญหาของแพทย์และเจ้าหน้าทÉีในกรณีเกิดขอ้ 
พิพาททางการรักษาพยาบาล 
ในการนีÊ ขอขอบพระคุณผู้มีส่วนในการทำคู่มือฉบับนีÊและหากท่าน 
ผู้อ่านมีข้อเสนอแนะประการใดโปรดแจ้งให้ทราบด้วยเพืÉอการปรับปรุงคู่มือให้มีความ 
สมบูรณ์ยิÉงขึÊน 
คณะผู้จัดทำ
สารบัญ 
หน้า 
แนวทางปฏิบัติกรณีมีข้อพิพาทหรือเชืÉอว่าจะมีข้อพิพาทในสถานพยาบาล 
กระบวนการแกไ้ขขอ้พิพาท 2 
กรณีผู้เสียหายแจ้งความร้องทุกข์ 3 
กรณีผู้เสียหายยืÉนฟ้องคดีอาญาเอง 6 
กรณีผู้เสียหายหรือผู้ป่วยฟ้องคดีแพ่งหรือคดีผู้บริโภค 7 
บทบาทหน้าทีÉผู้เกีÉยวข้อง 10 
สถานพยาบาล 10 
สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด 12 
ผอู้าํนวยการโรงพยาบาล 12 
แพทย์ผู้เชีÉยวชาญ 13 
นิติกร 14 
แพทย์ผู้ถูกกล่าวหา 15 
พยาบาลผู้ถูกกล่าวหา 16 
กลุ่มกฎหมาย 17 
กฎหมายเกีÉยวกับเวชระเบียน 
กฎหมายเกีÉยวกับเวชระเบียน 17 
สิทธิของผู้เป็นเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล 21 
การแก้ไขเพิÉมเติมในเวชระเบียน 27 
ความรู้กฎหมายทÉัวไป 
ความรู้เบืÊองต้นเกÉียวกับคดีแพ่ง 30 
ความรับผิดทางละเมิด 32 
ความรู้เบืÊองต้นเกÉียวกับกฎหมายอาญา 36 
การประกนัตวั 39 
คดีผู้บริโภค 45 
บรรณานุกรม 51
(2) 
ภาคผนวก 
- คำสัÉงกรมตำรวจทีÉ 622/2536 
- หนงัสือสาํนกังานอยัการสูงสุดทÉี อส(สคอ). 0019/ว 235 
- หนงัสือกรมตาํรวจทÉี ตช 0031.212/5107 
- ระเบียบกระทรวงการคลงั 
- พรบ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 
- แนวทางการจัดเตรียมเอกสาร พยานหลักฐานและทำคำให้การทีÉจะต้องส่งแก่ 
กระทรวงสาธารณสุขและสำนักงานอัยการ 
- ตวัอย่างใบแต่งทนายความ
แนวทางปฏิบัติกรณีมีข้อพิพาทหรือเชืÉอว่าจะมีข้อพิพาทในสถานพยาบาล 
เมืÉอมีผู้ป่วยมาใช้บริการ ปกติจะมีระบบบริการหรือกระบวนการขัÊนตอนทÉี 
สถานพยาบาลกำหนดขึÊน ซึÉงการให้บริการเป็นไปตามนัÊน บุคลากรทัÊงหลายจึงต้อง 
ตระหนักและคำนึงถึงคุณภาพบริการ ตัÊงแต่แรกรับผู้ป่วยเข้ามาในระบบบริการ 
จนกระทังÉเสร็จสิÊนการให้บริการ โดยพยายามให้การบริการเป็นไปตามมาตรฐานทÉี 
กำหนดอย่างดีทÉีสุด อย่างไรก็ตามเหตุไม่พึงประสงค์มักจะเกิดขึÊนได้เสมอ จึงต้องมีการ 
เตรียมการและรับทราบแนวทางปฏิบัติทีÉจะช่วยทำให้กระบวนการให้บริการสามารถ 
ดำเนินต่อไปได้ โดยมีหลักการดังนีÊ 
1. ช่วยเหลือทัÊงสองฝ่าย คือ ฝ่ายแพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าทÉีสาธารณสุขและฝ่ายผู้ป่วย 
2. พยายามใช้การเจรจาทำความเข้าใจ และไกล่เกลีÉยข้อพิพาทเป็นหลัก เพืÉอให้ 
เกิดความเข้าใจพึงพอใจทุกฝ่าย และข้อพิพาทยุติโดยเร็ว 
กระทรวงสาธารณสุขมีนโยบายทีÉจะแก้ไขปัญหาข้อขัดแย้งทางการแพทย์โดย 
สันติวิธี เพืÉอดำรงความสัมพันธ์อันดีระหว่างผู้ให้บริการคือ แพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าทีÉกับ 
ผู้ป่วยและชุมชน ในการแก้ปัญหาความไม่เข้าใจกันระหว่างสองฝ่าย จึงจำเป็นต้องใช้ 
แนวทางการประนีประนอม สร้างความเข้าใจทÉีถูกต้องตรงกัน ดังนัÊนในการดาํเนินการ 
ตามแนวทางดังกล่าว จึงต้องจัดให้มีคณะทำงานหรือทีมงานทีÉมีความรู้ ทักษะในด้าน 
ต่างๆทีÉเกีÉยวข้อง เช่น นักกฎหมาย ผู้เชีÉยวชาญด้านการแพทย์ พยาบาล ผู้มีความรู้ด้านการ 
ไกล่เกลีÉยข้อพิพาท เป็นต้น 
นอกจากนีÊอาจรวมถึงผู้นำชุมชนหรือบุคคลทÉีผู้ป่วยเคารพนับถือมาร่วมเป็น 
ทีมงาน เช่น ผู้ใหญ่บ้าน อาจารย์ทีÉเคยสอนหนังสือทีÉผู้ป่วยหรือญาติให้ความเชืÉอถือ 
อย่างไรก็ตามในสภาพสังคมปัจจุบันส่วนใหญ่เป็นสังคมเมืองทีÉผู้คนไม่ค่อยรู้จักสนิท 
สนมกันเช่นสังคมชนบท บุคคลลักษณะดังกล่าวจึงหาได้ยาก การไกล่เกลีÉย 
ประนีประนอมของทีมงานโรงพยาบาลอาจไม่ได้ผลเพราะบุคคลในทีมงานส่วนหนÉึง 
เป็นเจ้าหน้าทÉีในโรงพยาบาล จึงควรให้มีทีมงานไกล่เกลÉียในระดับจังหวัดอีกชุดหนึÉง 
เพืÉอทำการไกล่เกลีÉยต่อจากทีมจากโรงพยาบาล เพราะจะมีภาพลักษณ์ของความเป็นกลาง 
มากกว่า หากทีมของระดับจังหวัดไม่สามารถไกล่เกลÉียได้ เชÉือว่า ผูป้่วยหรือญาติจะตอ้ง 
ดำเนินการอย่างใดอย่างหนึÉง หรือหลายอย่างดังนีÊ
2 
1. แจ้งความดำเนินคดีอาญาต่อพนักงานสอบสวน ตำรวจ 
2. ร้องเรียนไปยังสภาวิชาชีพของแพทย์ พยาบาล นัÊนๆ 
3. ร้องเรียนไปยังหน่วยงานต้นสังกัด 
4. ยÉืนฟ้องคดีทัÊงทางแพ่งหรืออาญา 
ดังนัÊนในฐานะผู้เกÉียวข้องจึงจำเป็นต้องรับทราบกระบวนการต่างๆตามกฎหมาย 
เพืÉอจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้องเหมาะสม กล่าวคือ 
กรณีมีความเสียหายเกิดขึÊนจากการรักษาพยาบาล ผู้เสียหายหรือผู้ป่วยมีสิทธิทÉีจะ 
เรียกร้องค่าเสียหายหรือค่าสินไหมทดแทนได้ โดยการยืÉนคำร้องขอให้หน่วยงานต้นสังกัด 
ของบุคคลทÉีทำให้เกิดความเสียหายนัÊนชดใช้ค่าเสียหาย หรือการยÉืนฟ้องต่อศาลเป็นคดีแพ่ง 
หรือคดีผู้บริโภค เพืÉอให้ศาลบังคับให้หน่วยงานต้นสังกัดดังกล่าวชดใช้ค่าเสียหาย 
ส่วนคดีอาญาเป็นการฟ้องเพืÉอให้ศาลลงโทษผู้ทำให้เกิดความเสียหายตาม 
กฎหมายอาญา ซÉึงโทษประกอบดว้ย การกักขงั จาํคุก ปรับ ริบทรัพย์สิน ประหารชีวิต 
และความผิดบางอย่างเป็นความผิดอาญาแผ่นดินซÉึงไม่สามารถตกลงประนีประนอม 
หรือยอมความได้ แม้ว่าได้มีการประนีประนอมยอมความในทางแพ่งแล้วก็ตามก็ไม่ทำ 
ให้คดีอาญาระงับไปแต่อย่างใด เช่น กรณีการทำให้ผู้อืÉนถึงแก่ความตายหรือบาดเจ็บ 
สาหัสโดยประมาทหรือเจตนา ส่วนคดีทีÉสามารถยอมความกันได้เช่น ฉ้อโกง หมิÉน 
ประมาท บุกรุก เป็นต้น 
กระบวนการแก้ไขข้อพิพาท 
เมืÉอมีผู้เสียหายร้องเรียนเกีÉยวกับการรักษาพยาบาลของแพทย์และพยาบาล ก็ให้ 
แพทย์และพยาบาลนำปัญหาไปปรึกษากับทีมทÉีปรึกษา (ประกอบดว้ยแพทยผ์ูเ้ชÉียวชาญ 
และนักกฎหมาย) แล้วทำการไกล่เกลÉียขัÊนต้น หากไกล่เกลÉียสำเร็จเรÉืองก็ยุติ แต่ถ้าไกล่เกลÉีย 
ไม่สำเร็จก็ให้ส่งเรÉืองต่อไปยังสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด เพÉือทำการไกล่เกลÉียข้อพิพาท 
อีกครัÊงหนึÉง หากสำเร็จเรÉืองก็ยุติ แต่ถ้าไม่สำเร็จก็จะเข้าสู่กระบวนการ 3 ประการ คือ 
1. ผู้เสียหายแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน 
2. ผู้เสียหายเรียกร้องไปยังกระทรวงสาธารณสุข 
3. ผู้เสียหายฟ้องคดี (โดยแบ่งเป็นฟ้องคดีอาญาและคดีแพ่ง)
3 
สิทธิของผู้เสียหายในคดีแพ่งและคดีอาญา 
1. กรณีผู้เสียหายแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน 
2. กรณีผเู้สียหายฟ้องคดีอาญาต่อศาลเอง 
3. กรณีผู้เสียหายฟ้องคดีแพ่งเพืÉอเรียกค่าเสียหายต่อศาล 
1. กรณีผ้เูสียหายแจ้งความร้องทุกข์
4 
ในกรณีทีÉท่านถูกผู้ป่วยหรือญาติผู้ป่วยแจ้งความดำเนินคดีทางอาญานัÊนจะมี 
ขัÊนตอนทÉีท่านต้องปฏิบัติและขัÊนตอนทางกฎหมายดังต่อไปนีÊ คือ 
1) พนักงานสอบสวนจะมีหมายเรียกมายังท่าน เพÉือให้ท่านไปให้การต่อพนักงาน 
สอบสวน ซึÉงหมายเรียกนัÊนจะทำเป็นหนังสือโดยจะกำหนดวัน เวลาและสถานีตำรวจทÉี 
ท่านจะต้องไปให้การไว้ในหมายเรียกนัÊน 
2) เมÉือท่านได้รับหมายเรียกแล้ว ท่านจะต้องแจ้งมายงั 
กระทรวงสาธารณสุขโดยด่วน เพืÉอกระทรวงสาธารณสุขจะได้ 
จัดส่งทนายความเข้าไปให้ความช่วยเหลือ แนะนำและร่วม 
เดินทางไปกับท่านในวันทีÉท่านเข้าพบพนักงานสอบสวน 
3) ในวันทÉีท่านเข้าพบพนักงานสอบสวนตามหมายเรียกนัÊน ท่านจะต้องเตรียม 
หนงัสือรับรองตาํแหน่งขา้ราชการของนายประกันหรือหลักทรัพย์ เช่น เงินสด บญัชี 
ธนาคารหรือโฉนดทÉีดินไปด้วย เพÉือใช้ประกันตัวในชัÊนพนักงานสอบสวน 
4) เมืÉอท่านและทนายความทีÉกระทรวงสาธารณสุขจัดให้ ได้เดินทางไปพบ 
พนักงานสอบสวนตามวันและเวลา สถานทีÉทีÉกำหนดตามหมายเรียกแล้ว ในการเข้าให้ 
ปากคำต่อพนักงานสอบสวนนÊัน ท่านมีสิทธิหลายประการ โดยพนกังานสอบสวน 
จะต้องแจ้งสิทธิต่างๆนัÊนให้ท่านทราบก่อนด้วย เช่น มีสิทธิให้ทนายความหรือบุคคลทÉี 
ท่านไว้วางใจเข้ารับฟังการสอบปากคำท่านได้ มีสิทธิทีÉจะได้รับการสอบสวนด้วยความ 
รวดเร็วต่อเนÉือง และเป็นธรรม โดยเฉพาะอย่างยิงÉต้องแจ้งให้ท่านทราบก่อนด้วยว่า ท่าน 
มีสิทธิทÉีจะให้การหรือไม่ก็ได้ ถ้าให้การ ถ้อยคำทÉีท่านให้การนัÊน อาจใช้เป็น 
พยานหลักฐานในการพิจารณาคดีได้ 
ในการสอบปากคำ เบืÊองต้นพนักงานสอบสวน จะถามรายละเอียดเกÉียวกับตัว 
ท่านก่อน เช่น ถามชืÉอ นามสกุล สัญชาติ บิดามารดา อายุ อาชีพ ทีÉอยู่ ทีÉเกิดและแจ้งให้ 
ทราบถึงข้อเท็จจริงเกÉียวกับการกระทำทÉีกล่าวหาว่าท่านกระทำผิด จากนัÊนก็จะแจ้งข้อหา 
ให้ท่านทราบซึÉงในระหว่างการสอบปากคำท่าน ทนายความทÉีกระทรวงสาธารณสุข 
จัดส่งไปนัÊน จะเข้าร่วมรับฟังการสอบปากคำกับท่านด้วยทุกครÊัง ทัÊงนีÊ ท่านควรจะให้ 
การแก่พนักงานสอบสวน โดยไม่ใช้สิทธิปฏิเสธเพÉือให้การในชัÊนศาล เพราะหากไม่ให้ 
การ พนักงานสอบสวนจะสัÉงฟ้องคดีสถานเดียว ซึÉงจะเป็นผมเสียต่อท่านเอง แต่ถ้าให้ 
การตามความเป็นจริง พนักงานสอบสวนอาจมีคำสังÉไม่ฟ้องคดีก็ได้
5 
5) เมืÉอพนักงานสอบสวนทำการรวบรวมพยานหลักฐานและสอบสวนเสร็จแล้ว 
พนักงานสอบสวนก็จะทำความเห็นว่า ควรสัÉงฟ้อง หรือควรสัÉงไม่ฟ้อง แล้วจะส่งเรืÉองไป 
ยังพนักงานอัยการต่อไป 
6) เมืÉอพนักงานอัยการรับเรืÉองและพิจารณาพยานหลักฐานแล้ว จะมีคำสัÉง 2 ประการ คือ 
(1) กรณีพนกังานอยัการสังÉไม่ฟ้อง 
(2) กรณีพนกังานอยัการสังÉฟ้อง 
(1) กรณีพนกังานอยัการสังÉไม่ฟ้อง 
ถ้าคำสังÉนัÊนเป็นคำสังÉเด็ดขาดไม่ฟ้องคดีแล้ว ก็จะมีการแจ้งคำสังÉดังกล่าว 
มาให้ท่านทราบและในกรณีดังกล่าวกฎหมายห้ามมิให้มีการสอบสวนตัวท่านในเรืÉอง 
เดียวกันนัÊนอีก เว้นแต่จะได้พยานหลักฐานใหม่อันสำคัญแก่คดี ซึÉงน่าจะทำให้ศาล 
ลงโทษผู้ต้องหานัÊนได้ ดังนัÊนเมÉือกฎหมายห้ามมิให้มีการสอบสวน พนักงานอัยการก็จะ 
ไม่มีอาํนาจฟ้องคดีนÊนัไดอี้ก 
(2) กรณีพนกังานอยัการสังÉฟ้อง 
ถ้าพนักงานอัยการสัÉงฟ้องคดี พนักงานอัยการก็จะนำตัวท่านพร้อมคำ 
ฟ้องไปยังศาลเพÉือยÉืนฟ้อง โดยในวันทÉียÉืนคำฟ้องนัÊน ท่านจะต้องเตรียมหนงัสือรับรอง 
ตำแหน่งข้าราชการของนายประกันหรือหลักทรัพย์ เช่น เงินสด บัญชีธนาคารหรือโฉนด 
ทÉีดินไปด้วย เพÉือใช้ประกันตัวในชัÊนศาล หลังจากนัÊนเจ้าหน้าทÉีศาลจะแจ้งวันนัดพร้อม 
ให้ท่านทราบ เพืÉอให้ท่านมาศาลในวันและเวลาดังกล่าว 
7) ในวันนัดพร้อม ท่านจะต้องไปศาลพร้อมทนายความ และเมืÉออยู่ในห้องพิจารณา 
แล้ว ศาลจะอ่านคาํฟ้องและอธิบายคำฟ้องให้ฟัง และจะถามท่านว่าได้กระทำผิดจริงตาม 
ฟ้องหรือไม่ จะให้การต่อสู้อย่างไร แล้วจะกำหนดวันนัดสืบพยานโจทก์ จำเลย ต่อไป 
8) ในวันนัดพิจารณา ไม่ว่าจะเป็นวันนัดสืบพยานฝ่ายโจทก์หรือวันนัดสืบพยาน 
ฝ่ายจำเลย ท่านในฐานะจำเลยต้องมาศาลทุกนัด โดยศาลจะสืบพยานฝ่ายโจทก์ก่อน แล้วจึง 
สืบพยานฝ่ายจำเลย ซึÉงในวันสืบพยานฝ่ายจำเลย ท่านจะต้องขึÊนเบิกความในฐานะพยาน 
ด้วย เมืÉอสืบพยานฝ่ายโจทก์และฝ่ายจำเลยเสร็จแล้ว ศาลจะนัดวันฟังคำพิพากษาต่อไป 
9) ในวันนัดฟังคำพิพากษา ท่านในฐานะจำเลยจะต้องมาฟังคำพิพากษาด้วย 
อนึÉงในทุกขัÊนตอนทÉีท่านถูกดำเนินคดี จะมีทนายความและนิติกร เข้าไปให้ 
ความช่วยเหลือ ให้คำแนะนำในด้านกฎหมายแก่ท่านทุกครัÊง
6 
2.กรณีผ้เูสียหายยÉืนฟ้องคดีอาญาเอง 
กรณีทÉีแพทย์หรือพยาบาลถูกผ้เูสียหายดำเนินคดีในทางอาญาในกรณีทÉีผ้เูสียหายฟ้องเอง 
ในกรณีเกิดข้อพิพาทเกีÉยวกับความเสียหายในการรักษาพยาบาล 
1. ไม่ว่าผู้เสียหายจะได้แจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนไว้หรือไม่ก็ตาม 
1.1 ผู้เสียหายมีสิทธินำคดีอาญามาฟ้องด้วยตนเอง 
1.2. ผู้ถูกฟ้อง ( แพทย-์พยาบาล) จะได้รับหมายไต่สวนมูลฟ้องมาจากศาล 
1.3. รวบรวมข้อเท็จจริง (เอกสารหลักฐานต่างๆทีÉเกีÉยวข้อง เช่น เวชระเบียน ฯลฯ) 
1.4. นำหมายศาลและเอกสารต่างๆ แจ้งกระทรวงสาธารณสุขทราบโดยด่วน 
พร้อมใบแต่งทนายความ 3 ชุด 
1.5. กระทรวงสาธารณสุขทำเรืÉองพร้อมส่งเอกสารต่างๆ 
ใบแต่งทนายความไปยังสำนักงานอัยการ เพÉือต่อสู้คดีแทนผู้ถูกฟ้อง 
1.6. วันทีÉศาลนัดไต่สวนมูลฟ้อง พนักงานอัยการจะเข้าทำ 
การต่อสู้คดีแทนจำเลยตามใบแต่งทนายความและเอกสารต่างๆทีÉได้รับมอบหมายจาก 
กระทรวงสาธารณสุข ตามเอกสารดังกล่าวข้างต้น
7 
1.7. เมืÉอศาลไต่สวนมูลฟ้องแล้ว ศาลจะมีคำสังÉ ดังนีÊ 
- คดีมีมูล 
- คดีไม่มีมูล 
2. ในกรณีคดีมีมูล ศาลจะกำหนดระยะเวลาในการพิจารณาคดี ในระหว่างนีÊให้ปฏิบัติ ดังนีÊ 
2.1 เตรียมหลักประกันไว้ประกันตัวก่อนถึงวันนัดพิจารณาหรือวันนัดพร้อม 
ซึÉงหลักประกันมีดังต่อไปนีÊ 
2.2 ใช้เงินมาวางศาลตามจำนวนทีÉศาลกำหนด 
2.3 ใช้หลักทรัพย์มาวาง โดยนำหลักทรัพย์ดังกล่าวไปให้เจ้าพนักงานทีÉดิน 
ประเมินราคาทรัพยส์ินดงักล่าวเสียก่อน 
2.4 ใช้บุคคลประกันตัวต้องให้หัวหน้าหน่วยงานรับรองตำแหน่งและเงินเดือนด้วย 
2.5 หนังสือยินยอมของคู่สมรส 
3. เตรียมตัวขึÊนเบิกความในวันนัดพิจารณา เพÉือเบิกความเป็นพยานต่อศาล เมÉือ 
เสร็จสิÊนการพิจารณาจะนัดฟังคำพิพากษาในวันดังกล่าว ให้เตรียมหลักทรัพย์เพิÉมมาจาก 
เดิมทÉีมีอยู่ในศาลชัÊนต้น เพÉือเตรียมพร้อมในการต่อสู้คดีในชัÊนอุทธรณ์หรือฏีกาต่อไป 
3. กรณีผ้เูสียหายหรือผ้ปู่วยฟ้องคดีแพ่งหรือคดีผ้บูริโภค
8 
เมืÉอผู้เสียหายยÉืนฟ้องคดีต่อศาล ซึÉงตามพระราชบัญญตัิความรับผิดทางละเมิด 
ของเจ้าหน้าทีÉ พ.ศ.2539 บัญญัติให้ต้องฟ้องหน่วยงานต้นสังกัดของเจ้าหน้าทีÉผู้ถูกกล่าวหา 
ว่า ทาํละเมิด เท่านÊนั ดงันÊนัตามหลกัผูเ้สียหายจะตอ้งฟ้องกระทรวงสาธารณสุขหรือสำนักงาน 
ปลัดกระทรวงสาธารณสุขหรือกรมฯ เท่านัÊน จะฟ้องแพทย์ พยาบาล หรือเจ้าหน้าทÉีไม่ได้ 
แต่ในทางปฏิบัติบางครัÊงผู้เสียหายจะฟ้องโรงพยาบาล แพทย์ พยาบาลและหน่วยงาน 
ราชการพร้อมกัน ทำให้สามารถฟ้องยังศาลจังหวัดทีÉเกิดเหตุหรือทีÉศาลจังหวัดนนทบุรี 
หรือศาลแขวงนนทบุรีก็ได้ ซึÉงจะแยกกระบวนการได้ดังนีÊ 
กรณีฟ้องทีÉศาลจังหวัดนนทบุรีหรือศาลแขวงนนทบุรี 
1. กรณีฟ้ องส่วนราชการต้นสังกัดคือกระทรวงสาธารณสุข สำ นักงาน 
ปลัดกระทรวงสาธารณสุข หรือกรมฯ ศาลก็จะมีหมายเรียกพร้อมสำเนาคำฟ้องมายังจำเลย 
และนัดคู่ความไปศาลตามทีÉกำหนด เมืÉอกระทรวงสาธารณสุขหรือสำนักงานปลัดกระทรวง 
สาธารณสุขได้รับหมายเรียก กลุ่มกฎหมายกจ็ะทำหนังสือถึงหน่วยงานทÉีเกÉียวข้องดังนีÊ 
(1) หนังสือถึงอัยการจังหวัดนนทบุรีหรืออัยการจังหวัดคดีศาลแขวงนนทบุรี 
เพืÉอขอความอนุเคราะห์ให้จัดพนักงานอัยการแก้ต่างคดี โดยจัดส่งข้อเท็จจริงต่างๆ (ถ้ามี 
ขณะนÊนั) ใบแต่งทนายความทÉีลงนามโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (กรณี 
ฟ้องกระทรวงฯ) หรือลงนามโดยปลัดกระทรวงสาธารณสุข (กรณีฟ้องสำนักงาน 
ปลัดกระทรวงสาธารณสุข) 
(2) หนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดทีÉเกิดเหตุ เพืÉอขอให้จัดส่งข้อเท็จจริง 
เอกสารหลักฐานต่างๆทีÉเกีÉยวข้อง ไปให้กระทรวงสาธารณสุขหรือสำนักงาน 
ปลัดกระทรวงสาธารณสุขและพนักงานอัยการ รวมทัÊงแจ้งให้แต่งตัÊงคณะกรรมการสอบ 
ข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดเพÉือสอบสวนให้ได้ความว่า มีเหตุเกิดขึÊนจริงหรือไม่ 
ใครเป็นผู้กระทำ ผู้กระทำจงใจหรือประมาทเลินเล่อหรือไม่ ค่าเสียหายมีเท่าใดและใคร 
ต้องเป็นผู้รับผิดชอบ 
(3) หนงัสือถึงแพทยสภา เพÉือขอรับการสนับสนุนพยานผู้เชÉียวชาญเพÉือให้ 
ความเห็นทางวิชาการแก่พนกังานอยัการและศาล 
(4) กรณีเร่งด่วนอาจมีหนังสือขอทราบข้อเท็จจริงเบืÊองต้นไปยังโรงพยาบาลทÉีเกิด 
เหตุ เพÉือรายงานผู้บริหารระดับสูงทราบและส่งไปให้พนักงานอัยการพิจารณาในเบืÊองต้นก่อน
9 
2. กรณีฟ้ องหน่วยงานต้นสังกัดและบุคคลทีÉเกีÉยวข้องด้วย เช่น โรงพยาบาล 
แพทย ์พยาบาล ผูเ้สียหายสามารถยÉืนฟ้องได้ 2 แห่งคือ ศาลจงัหวดันนทบุรีหรือศาล 
แขวงนนทบุรี และศาลจังหวัดหรือศาลแขวงทÉีตัÊงของโรงพยาบาลทÉีเกิดเหตุ 
2.1 กรณีฟ้องทีÉศาลจังหวัดนนทบุรีหรือศาลแขวงนนทบุรี กระบวนการก็จะ 
เป็นไปตาม ข้อ1. แต่กรณีนีÊศาลจะมีหมายเรียกพร้อมสำเนาคำฟ้องไปยังบุคคลอÉืนทÉีถูก 
ฟ้องด้วย เมืÉอบุคคลดังกล่าวได้รับหมายเรียก ให้แจ้งผู้อำนวยการโรงพยาบาลและนิติกร 
ทันที เพืÉอดำเนินการลงนามในใบแต่งทนาย (ไม่ต้องกรอกข้อความอืÉน) จำนวน 3 ใบ 
กรณีฟ้ องโรงพยาบาลเป็นจำเลย ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเป็นผู้ลงนามในใบแต่งทนาย 
จากนัÊนให้ส่งหมายเรียก สำเนาคำฟ้อง ใบแต่งทนายความพร้อมเอกสารหลักฐานไปยัง 
สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด เพืÉอทำเรืÉองถึงกระทรวงสาธารณสุขหรือสำนักงาน 
ปลัดกระทรวงสาธารณสุขโดยด่วน ซึÉงกระทรวงสาธารณสุขจะดำเนินการจดัส่งเอกสาร 
ต่างๆดังกล่าวไปพร้อมกับใบแต่งทนายความของกระทรวงสาธารณสุข หรือ สำนักงาน 
ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ไปยังอัยการจังหวัดนนทบุรีหรืออัยการจังหวัดคดีศาลแขวง 
นนทบุรีแล้วแต่กรณี (คดีมีทุนทรัพย์ไม่เกิน 300,000 บาทอยู่ในอำนาจศาลแขวง ) เพืÉอแก้ 
ต่างคดีต่อไป 
อนึÉง พนักงานอัยการจะแก้ต่างคดีให้กับบุคลากรทÉีถูก 
ฟ้องได้ต่อเมืÉอส่วนราชการต้นสังกัดมีหนังสือแจ้งขอให้พนักงาน 
อัยการดำเนินการให้บุคลากรดังกล่าวเท่านัÊน 
2.2 กรณีฟ้องทีÉศาลจังหวัดหรือศาลแขวงทีÉเกิดเหตุ 
ศาลจะส่งหมายเรียกไปยังจำเลยทุกคน เมืÉอแพทย์ พยาบาลหรือโรงพยาบาลได้รับ 
หมายเรียกดังกล่าว ให้บุคคลดังกล่าวแจ้งผู้อำนวยการและนิติกร (ถา้มี) ทราบ จากนัÊนให้ 
โรงพยาบาลส่งข้อเท็จจริง เอกสารทÉีเกÉียวข้อง รวมทัÊงใบแต่งทนายความทÉีลงนามโดย 
จาํเลยรายละ 3 ใบ ส่งไปให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดโดยด่วน จากนัÊนสำนักงาน 
สาธารณสุขจังหวัดจะต้องทำหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัด เพÉือขอให้อัยการจังหวัดนัÊนๆ 
รับแก้ต่างคดีให้กับแพทย์ พยาบาล หรือโรงพยาบาล โดยจัดส่งข้อมูล เอกสารทีÉเกีÉยวข้อง 
รวมทัÊงใบแต่งทนายความ หมายเรียกของจำเลยทุกคน และต้องแจ้งการดำเนินการ 
ดังกล่าวแก่ปลัดกระทรวงสาธารณสุขโดยด่วน ส่วนกระทรวงสาธารณสุขหรือสำนักงาน 
ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เมืÉอได้รับหมายเรียก ก็จะจัดส่งหมายเรียก สำเนาคำฟ้องและ
10 
ใบแต่งทนายความของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขหรือปลัดกระทรวง 
สาธารณสุขไปยังอัยการจังหวัดทีÉรับผิดชอบคดีของศาลทีÉเป็นเจ้าของเรืÉอง (ปกติคือ 
จังหวัดทีÉเกิดเหตุ) 
กรณีฟ้องโรงพยาบาลหลายจังหวัดหรือแพทย์พยาบาลหลายจังหวัด เช่น 
โรงพยาบาลศรีสะเกษ โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ แต่ฟ้องทีÉศาลจังหวัดศรีสะเกษ ก็ 
ต้องส่งให้อัยการจังหวัดศรีสะเกษเป็นผู้แก้ต่างคดี โดยส่วนราชการต้นสังกัดทีÉถูกฟ้อง 
จะแจ้งขอให้พนักงานอัยการแก้ต่างคดีให้จำเลยทุกคน 
ส่วนผู้ประสานงานคดี ปกติจะมอบหมายให้นิติกรประจำโรงพยาบาลทีÉ 
เกิดเหตุหรือนิติกรสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดและนิติกรกลุ่มกฎหมาย สำนักบริหาร 
กลาง สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นผู้แทนคดีเพืÉอประสานงานกับผู้เกีÉยวข้อง 
และพนกังานอยัการ 
สำหรับแพทย์ พยาบาลหรือเจ้าหน้าทีÉ ทีÉเป็นจำเลยหรือทีÉเกีÉยวข้องกับเรืÉอง 
ดังกล่าว ต้องจัดทำคำให้การ ให้ข้อเท็จจริงการรักษาพยาบาล 
ตัÊงแต่เริÉมการรักษาจนกระทังÉเสร็จสิÊนการรักษา รวมทัÊงต้อง 
อธิบายประเด็นทีÉถูกฟ้อง หลักวิชาการทีÉใช้ในการรักษาพร้อม 
เอกสารทÉีเกÉียวข้อง (ทัÊงนีÊหากเอกสารมีข้อความทÉีเป็น 
ภาษาต่างประเทศให้แปลเป็นภาษาไทยกำกับไว้ด้วย) เพืÉอเป็นข้อมูลให้แก่พนักงาน 
อัยการและต้องเบิกความเป็นพยานในคดีด้วย 
บทบาทหน้าทÉีผู้เกÉียวข้อง 
1) สถานพยาบาล 
สถานพยาบาลหรือโรงพยาบาลทุกแห่งควรจัดให้มีบุคลากรและการดำเนินการ ดงันÊี 
1.1 จัดให้มีนิติกรหรือฝ่ายกฎหมายประจำในโรงพยาบาล 
1.2 จัดให้มีทีมงานอย่างน้อย 3 ทีมคือ 
- ทีมทีÉปรึกษา ประกอบด้วย นิติกรหรือนักกฎหมาย แพทย์ผู้เชีÉยวชาญ 
หัวหน้าพยาบาลหรือผู้เชÉียวชาญด้านการพยาบาล และบุคลากรอÉืนๆ ทÉีเห็นว่าจำเป็น ซึÉง 
ทีมทีÉปรึกษามีหน้าทีÉ ตรวจสอบข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมาย ในการรักษาพยาบาลของ 
กรณีพิพาท ให้ความเห็น ข้อเสนอแนะแก่ผู้อำนวยการโรงพยาบาลรวมทัÊงชีÊแนะแนวทาง
11 
ปฏิบัติของแพทย์ พยาบาล หรือผู้เกีÉยวข้อง ก่อนการเจรจาไกล่เกลีÉยและหากไม่สามารถ 
ไกล่เกลีÉยได้ ให้ทีมจัดเตรียมแนวทางการต่อสู้คดีไว้ รวมทัÊงเตรียมพยาน หลักฐานต่างๆ 
ให้ครบถ้วน ซึÉงทีมทÉีปรึกษานีÊอาจทำในระดับจังหวัดก็ได้ 
- ทีมเจรจาไกล่เกลีÉย ประกอบด้วย หัวหน้าทีมทีÉผู้อำนวยการกำหนด นิติ 
กรหรือฝ่ายกฎหมาย เจ้าหน้าทีÉทีÉได้รับการฝึกอบรมการไกล่เกลีÉยข้อพิพาทและ 
ผู้เกีÉยวข้องอืÉนๆ ทีมดังกล่าวมีหน้าทีÉทำการเจรจาต่อรองไกล่เกลีÉยข้อขัดแย้งเพืÉอให้เกิด 
ความเข้าใจและความพึงพอใจของทุกฝ่าย โดยอาจใช้ข้อมูลจากทีมทีÉปรึกษา 
ประกอบการพิจารณาดำเนินการก็ได้ 
- ทีมบริหารความเสÉียง ซึÉงมีหน้าทÉีแก้ไขข้อบกพร่อง ข้อจำกัด หรือจุดทÉี 
เป็นปัญหา เพÉือให้ระบบบริการมีความเหมาะสมยิÉงขึÊน อันเป็นการป้องกันเหตุในอนาคต 
ทัÊงนีÊ ในกรณีโรงพยาบาลไม่มีความพร้อมทÉีจะดำเนินการ 
ดังกล่าวข้างต้น อาจมีการแก้ไขเปลีÉยนแปลง เช่น อาจทำใน 
ลักษณะเครือข่ายกันเอง หรือ กับโรงพยาบาลอืÉนทีÉมีศักยภาพ 
ความพร้อมก็ได้ ตามความเหมาะสม 
1.3 ในกรณีผูเ้สียหายแจ้งข่าวต่อสÉือมวลชนโรงพยาบาลอาจต้องชีÊแจงโดย 
อาศัยข้อมูลจากทีมทีÉปรึกษา เพืÉอให้ประชาชนได้ทราบข้อเท็จจริงแล้วรายงานให้ 
ผู้บังคับบัญชาตามลำดับชัÊนจนถึงกระทรวงสาธารณสุขทันที 
1.4 ในกรณีผู้ป่วยหรือญาติฟ้องคดีต่อศาล โดยฟ้องโรงพยาบาลเป็นจำเลย 
ด้วย ให้ผู้อำนวยการโรงพยาบาลลงนามในใบแต่งทนายความแล้วส่งให้นิติกรดำเนินการ 
รวบรวมข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย เอกสารทÉีเกÉียวข้อง (ตามทÉีระบุไว้ท้ายหนังสือนีÊ) พร้อม 
หมายนัด, สำเนาคำฟ้อง ส่งให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด เพืÉอแจ้งผู้ว่าราชการจังหวัด 
ให้ส่งพนักงานอัยการแก้ต่างคดีภายในระยะเวลาทีÉกฎหมายกำหนด โดยให้รายงาน 
กระทรวงสาธารณสุขทราบด้วย 
1.5 โรงพยาบาลอาจจัดตัÊงกองทุนหรือจัดหาเงินมาไว้ใช้ในการไกล่เกลÉีย 
ประนีประนอมยอมความในการไกล่เกลÉียชัÊนโรงพยาบาล 
1.6 จัดทำทะเบียนแพทย์ผู้เชีÉยวชาญเพืÉอร่วมในทีมทีÉปรึกษา (โดยอาจใช้ 
ร่วมกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดก็ได้)
12 
2) สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด 
2.1 จัดให้มีทีมไกล่เกลีÉยระดับจังหวัด ในกรณีเห็นว่าควรมีทีมไกล่เกลีÉยระดับ 
อำเภอ ก็จะจัดให้มีทีมไกล่เกลÉียระดับอำเภอขึÊนก็ได้ เพÉือดำเนินการ เมÉือทีมไกล่เกลÉียของ 
โรงพยาบาลไม่สามารถยุติปัญหาได้ 
2.2 จัดทำทะเบียนแพทย์ผู้เชีÉยวชาญแต่ละสาขาเพืÉอร่วมในทีมทีÉปรึกษา 
2.3 กรณีถูกฟ้องคดี ต้องแต่งตัÊงคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทาง 
ละเมิด ตามข้อ 35 แห่งระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกีÉยวกับ 
ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าทÉี พ.ศ.2539 แลว้ส่งรายงานให้กระทรวงสาธารณสุข 
และพนักงานอัยการเพืÉอเป็นข้อมูลในการแก้ต่างคดีต่อไป 
2.4 ในกรณีโรงพยาบาลในสังกัดถูกฟ้องคดีให้รีบดำเนินการขอให้ผู้ว่า 
ราชการจังหวัดมอบหมายคดีให้อัยการจังหวัดแต่งตัÊงพนักงานอัยการแก้ต่างคดีโดยด่วน 
2.5 ควรจัดหาเงินกองทุนเพืÉอช่วยเหลือสถานพยาบาลในสังกัด เพืÉอการไกล่เกลีÉยข้อ 
พิพาท กรณีโรงพยาบาลต้องรับผิดชอบ และเพืÉอช่วยเหลือแพทย์ พยาบาล หรือผู้เกีÉยวข้อง 
2.6 กรณีผู้เสียหายหรือผู้ป่วยแจ้งความดำเนินคดีทางอาญา ให้จัดเตรียมการ 
ช่วยเหลือ แพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าทีÉสาธารณสุข ในเรืÉองการไปพบพนักงานสอบสวน 
พนักงานอัยการ การประกันตัว รวมทัÊงประสานกลุ่มกฎหมาย กระทรวงสาธารณสุขเพÉือ 
เตรียมทนายความแก้ต่างคดีอาญา 
2.7 รายงานสถานการณ์ให้ผู้บังคับบัญชาของกระทรวงสาธารณสุขทราบ 
โดยเร็ว (ผู้ตรวจราชการกระทรวง, ปลัดกระทรวงสาธารณสุข) 
3) ผอู้าํนวยการโรงพยาบาล 
3.1 ควรให้มีการตัÊงทีมทÉีปรึกษา ทีมไกล่เกลÉียและทีม 
บริหารความเสีÉยงในโรงพยาบาล 
3.2 เมืÉอได้รับทราบปัญหา ควรรีบเข้าไปแก้ปัญหาโดย 
ตรวจสอบข้อเท็จจริง ข้อกฎหมายจากทีมทีÉปรึกษา ในกรณี 
เป็นเรืÉองเร่งด่วน ควรไปพบผู้ป่วยหรือญาติก่อนเพืÉอรับฟัง 
ปัญหาและตัดสินใจใดๆอนัเป็นการลดระดบัความรุนแรงของสถานการณ์ (หากมี) 
3.3 อาจเข้าร่วมในการดำเนินการของทีมทัÊงสามได้ตามความจำเป็น
13 
3.4 ในกรณีจำเป็นอาจให้ความช่วยเหลือเบืÊองต้นแก่ผู้เสียชีวิต เช่น การไป 
ร่วมงานศพ ช่วยค่าใช้จ่ายในการปลงศพ เป็นเจ้าภาพงานสวดศพ เป็นต้น เพืÉอเป็นการ 
เยียวยาความเสียหายอีกทางหนึÉง 
3.5 ควรจัดให้แพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าทีÉทีÉเกีÉยวข้อง พบทีมทีÉปรึกษา โดย 
พยายามสร้างขวัญและกำลังใจให้เจ้าหน้าทีÉดังกล่าว เพืÉอสร้างความเข้าใจให้เป็นไปใน 
แนวทางเดียวกันและคลายความวิตกกังวลในการทำงาน 
3.6 กรณีเห็นว่า สถานการณ์ไม่เป็นไปในทางทีÉดี อาจแจ้งไปยังกลุ่มกฎหมาย 
เพÉือขอให้ส่งทนายความหรือนิติกรจากส่วนกลางไปช่วยเหลือก็ได้ 
3.7 หากเห็นว่า ทีมไกล่เกลีÉยของโรงพยาบาลไม่สามารถยุติปัญหาได้ ให้แจ้ง 
นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด เพÉือดำเนินการแก้ไข้ปัญหาในขัÊนต่อไป 
4) แพทย์ผู้เชีÉยวชาญ 
ซึÉงน่าจะเป็นแพทย์ผู้เชÉียวชาญเฉพาะสาขาทÉีขึÊนทะเบียนไว้ 
สำหรับเป็นพยานผู้เชีÉยวชาญ หรือ เป็นบุคคลในทีมทีÉปรึกษา มีบทบาท 
หน้าทีÉ คือ 
4.1 ตรวจสอบข้อเท็จจริงจากเวชระเบียน เอกสารหลักฐาน 
ต่างๆทีÉเกีÉยวกับการรักษากรณีมีข้อขัดแย้ง 
4.2 ให้ความเห็น ข้อเสนอแนะ ต่อผู้อำนวยการโรงพยาบาล หรือ นายแพทย์สาธารณสุข 
จังหวัด หรือ ทีมไกล่เกลีÉย หรือ ทีมบริหารความเสีÉยง รวมถึงแพทย์ พยาบาลและผู้เกีÉยวข้อง 
4.3 จัดทำความเห็นเป็นเอกสาร เพÉือประกอบคำให้การต่อสู้คดีในชัÊน 
พนักงานสอบสวน พนักงานอัยการ หรือศาล รวมทัÊงเข้าเบิกความเป็นพยานในศาล 
5) นิติกร 
(ก) นิติกรของโรงพยาบาล มีบทบาทหน้าทÉี ดังนีÊ 
1. เป็นคณะทำงานในทีมทีÉปรึกษาและทีมไกล่เกลีÉยตามทีÉได้รับมอบหมาย 
2. ตรวจสอบข้อเท็จจริง การรักษาพยาบาลทีÉถูกอ้างว่ามีปัญหา 
3. ตรวจสอบข้อกฎหมายทีÉเกีÉยวข้องกับการรักษาพยาบาล และข้อเท็จจริงดังกล่าว 
4. ให้ความเห็น ข้อเสนอแนะ ต่อทีมทีÉปรึกษา ผู้อำนวยการโรงพยาบาล 
แพทย์ พยาบาล หรือเจ้าหน้าทีÉทีÉเกีÉยวข้องกับกรณีพิพาท
14 
5. กรณีโรงพยาบาล หรือแพทย์ พยาบาล หรือเจ้าหน้าทีÉสาธารณสุข ถูก 
แจ้งความดำเนินคดีอาญาต่อพนักงานสอบสวน ให้จัดเตรียมคำให้การผู้เกีÉยวข้อง 
(ขัÊนตอนการรักษา ประเด็นทÉีถูกกล่าวอ้าง) เวชระเบียน เอกสารหลักฐานต่างๆทÉี 
เกÉียวข้อง รวมทัÊงไปพบพนักงานสอบสวน พนักงานอัยการ แพทย์ หรือพยาบาล ผู้ถูก 
กล่าวหา และให้แจ้งไปยังกลุ่มกฎหมาย สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขทันที 
เพÉือให้จัดส่งทนายความมาช่วยเหลือ ทัÊงนีÊต้องจัดเตรียมเอกสารการประกันตัวให้พร้อม 
(อาจใช้ตำแหน่งของบุคคลผู้เป็นนายประกันก็ได้ เช่น ผู้อำนวยการโรงพยาบาล เป็นต้น) 
กรณีศาลประทับรับฟ้องให้จัดเตรียมใบแต่งทนายความด้วย 
6. กรณีถูกผู้เสียหายฟ้องคดีอาญาให้จัดเตรียมคำให้การผู้เกÉียวข้อง(ขัÊนตอน 
การรักษา ประเด็นทีÉถูกกล่าวอ้าง) เวชระเบียน เอกสารหลักฐานต่างๆทีÉเกีÉยวข้องพร้อมใบ 
แต่งทนายความส่งให้แก่กระทรวงสาธารณสุข เพืÉอส่งให้อัยการแก้ต่างคดีต่อไป 
7. กรณีโรงพยาบาลหรือแพทย์ถูกฟ้องคดีแพ่งต่อศาล ให้จัดเตรียมข้อมูล 
เอกสารหลักฐานต่างๆ ใบแต่งทนายความทีÉลงนามโดยผู้อำนวยการโรงพยาบาล 
ในกรณีฟ้องโรงพยาบาล หรือโดยแพทย์ พยาบาลทÉีถูกฟ้องคดี รวมทัÊง 
หมายเรียกและสำเนาคำฟ้อง ส่งให้กับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด เพืÉอส่งให้พนักงาน 
อัยการทันที ในกรณีพนักงานอัยการเป็นผู้ฟ้องคดีอาญา ให้รีบแจ้งกลุ่มกฎหมายทราบ 
โดยทันที เพÉือจัดส่งทนายความมาให้ความช่วยเหลือ ทัÊงนีÊให้รายงานปลัดกระทรวง 
สาธารณสุขทราบโดยด่วน 
8. เป็นผู้ประสานงานคดี 
(ข) นิติกร สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด มีบทบาทหน้าทÉี ดังนีÊ 
1. ปฏิบตัิงานเช่นเดียวกนักบั นิติกรโรงพยาบาล กรณีโรงพยาบาลไม่มี 
นิติกรประจำ 
2. เป็นผู้ดำเนินการรวบรวมข้อมูลต่างๆ เสนอนายแพทย์สาธรณสุข 
จังหวัด ขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัด มอบคดีให้อัยการจังหวัด แก้ต่างคดีให้กับโรงพยาบาล 
หรือแพทย์ พยาบาลทÉีถูกฟ้องคดีแพ่ง รวมทัÊงรายงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขทราบ 
3. เร่งดำเนินการสอบสวนหาข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิด ตามข้อ 35 
แห่งระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกีÉยวกับความรับผิดทาง 
ละเมิดของเจ้าหน้าทÉี พ.ศ.2539 ซึÉงในกรณีทÉีผู้เสียหายฟ้องคดีต่อศาล ให้ผู้มีอำนาจ
15 
แต่งตัÊงคณะกรรมการโดยไม่ชักช้าและให้ประสานงานกับอัยการสูงสุดเพÉือเตรียมการ 
ต่อสู้คดีต่อไป (ควรจะแจ้งเสร็จภายใน 30-60 วัน) เพราะต้องจัดส่งให้พนักงานอัยการ 
พิจารณาประกอบการแก้ต่างคดี และรายงานให้ปลัดกระทรวงสาธารณสุขทราบ 
4. ประสานคดีกับพนักงานอัยการ นิติกร หรือทนายความจากส่วนกลาง 
นิติกร โรงพยาบาลและผู้เกีÉยวข้องอืÉนๆ 
5. งานอืÉนๆตามทีÉได้รับมอบหมาย 
6) แพทย์ผู้ถูกกล่าวหา ควรมีบทบาทหน้าทÉี ดังนีÊ 
6.1 เมืÉอเกิดมีปัญหาหรือเชืÉอว่าอาจมีปัญหา ให้แจ้ง 
ผบู้งัคบับญัชาทราบโดยเร็ว ไม่ตอ้งตกใจหรือวิตกกังวล และไม่ 
ควรรีบให้ความเห็นต่อเหตุการณ์โดยไม่มีการตรวจสอบก่อน 
โดยเฉพาะต่อผู้ป่วยหรือญาติ ทัÊงนีÊไม่ควรกล่าวหาบุคคลอÉืนว่าเป็น 
ผู้ทำให้เกิดเหตุการณ์เช่นนัÊน 
6.2 ตรวจสอบเวชระเบียน ขัÊนตอนการรักษา เอกสารหลักฐานเกÉียวกับการ 
รักษาพยาบาล ว่าถูกต้องหรือไม่ อย่างไร โดยอาจหารือแพทย์ผู้เชีÉยวชาญ 
6.3 จัดเตรียมทำข้อเท็จจริงโดยอธิบายขัÊนตอนการรักษาพยาบาล อ้างอิงหลกั 
วิชาการและตอบประเด็นปัญหาทีÉถูกกล่าวหา ร้องเรียน หรือถูกฟ้องโดยละเอียด 
เนืÉองจากต้องใช้ประกอบการพิจารณาของทีมทีÉปรึกษา ทีมไกล่เกลีÉย ทีมบริหารความ 
เสÉียง เป็นคำให้การในชัÊนพนักงานสอบสวน ชัÊนพนักงานอัยการและในชัÊนศาล ซึÉงเป็น 
ส่วนทีÉมีความสำคัญมาก 
6.4 หากประสงค์จะได้รับคำแนะนำ คำปรึกษาข้อกฎหมายหรืออืÉนๆ สามารถ 
แจ้งนิติกรโรงพยาบาล นิติกรสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด หรือกลุ่มกฎหมายได้ทันที 
6.5 กรณีได้รับแจ้งว่า ผู้ป่วยหรือญาติ แจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงาน 
สอบสวน ให้รีบแจ้งผู้อำนวยการโรงพยาบาล และกลุ่มกฎหมาย สำ นักงาน 
ปลัดกระทรวงทันที และดำเนินการตามข้อ 6.1-6.4 
6.6 กรณีได้รับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้อง คดีแพ่งหรือคดีอาญา ให้ 
ดาํเนินการตามข้อ 6.5 และลงนามในใบแต่งทนายความทÉีนิติกรจะนำไปให้ เพÉือส่งให้ 
พนักงานอัยการหรือทนายความ ดำเนินการแก้ต่างคดีต่อไป
16 
6.7 ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของทีมทีÉปรึกษา ผู้บังคับบัญชาและฝ่าย 
กฎหมาย หากมีข้อสงสัยให้สอบถามทันที 
7) พยาบาลผู้ถูกกล่าวหา มีบทบาทหน้าทÉี ดังนีÊ 
7.1 เมืÉอเกิดมีปัญหาหรือเชืÉอว่าอาจมีปัญหา ให้แจ้ง 
ผู้บังคับบัญชาทราบโดยเร็ว ไม่ต้องตกใจหรือวิตกกังวล และไม่ 
ควรรีบให้ความเห็นต่อเหตุการณ์โดยไม่มีการตรวจสอบก่อน 
โดยเฉพาะต่อผู้ป่วยหรือญาติ ทัÊงนีÊไม่ควรกล่าวหาบุคคลอÉืนว่า 
เป็นผู้ทำให้เกิดเหตุการณ์เช่นนัÊน 
7.2 ตรวจสอบเวชระเบียน บันทึกการพยาบาล ขัÊนตอนการดูแลรักษาในส่วน 
ทÉีตนรับผิดชอบว่าถูกต้องหรือไม่ โดยอาจหารือหัวหน้าฝ่ายการพยาบาลหรือผู้เชÉียวชาญ 
ด้านการพยาบาล 
7.3 รายงานข้อเท็จจริงต่อผู้บังคับบัญชาตามลำดับ 
7.4 จัดทำข้อเท็จจริงรายละเอียดการรักษาพยาบาลในส่วนทีÉเกีÉยวข้องกับ 
ตนเอง รวมทัÊงอธิบายประเด็นทÉีถูกกล่าวหาหรือฟ้องร้องให้ชัดเจน โดยอาจอ้างอิงหลัก 
วิชาการประกอบ เพÉือเป็นเอกสารประกอบการต่อสู้คดีในชัÊนพนักงานสอบสวน ชัÊน 
อยัการ ชÊนัศาล 
7.5 หากประสงค์จะหารือขอความเห็น คำแนะนำในข้อกฎหมาย สามารถ 
หารือนิติกรโรงพยาบาล นิติกรสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดหรือกลุ่มกฎหมาย 
สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข 
7.6 กรณีได้รับแจ้งว่า ผู้ป่ วยหรือญาติ แจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงาน 
สอบสวน ให้รีบแจ้งผู้อำนวยการโรงพยาบาล และกลุ่มกฎหมาย สำ นักงาน 
ปลัดกระทรวงทันที และดำเนินการตามข้อ 7.1-7.5 
7.7 กรณีได้รับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้อง คดีแพ่งหรือคดีอาญา ให้ 
ดาํเนินการตามข้อ 6.5 และลงนามในใบแต่งทนายความทÉีนิติกรจะนำไปให้ เพÉือส่งให้ 
พนกังานอัยการหรือทนายความ ดำเนินการแก้ต่างคดีต่อไป 
7.8 ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของทีมทีÉปรึกษา ผู้บังคับบัญชาและฝ่าย 
กฎหมาย หากมีข้อสงสัยให้สอบถามทันที
17 
8) กลุ่มกฎหมาย มีบทบาทหน้าทÉี ดังนีÊ 
8.1 รวบรวมข้อมูล ข้อเท็จจริง กรณีมีข้อพิพาท 
เกิดขึÊนจริง หรือเชÉือว่าจะเกิดขÊึนในสถานพยาบาล สังกัด 
กระทรวงสาธารณสุข 
8.2 ให้คำปรึกษา แนะนำ การดำเนินคดีตาม 
กฎหมายแก่แพทย์ และบุคลากรสาธารณสุข รวมถึงว่าความคดีอาญาทีÉพนักงานอัยการ 
เป็นโจทก์ฟ้ อง 
8.3 เจรจาต่อรองกับผู้เสียหายทัÊงในรูปแบบคณะทำงาน หรือบุคคลหรือ 
ร่วมกับทีมของสถานพยาบาล 
8.4 ไกล่เกลีÉยข้อพิพาทของสถานพยาบาลกับผู้เสียหาย 
8.5 เตรียมคดีเพืÉอส่งพนักงานอัยการแก้ต่างคดีแพ่ง อาญา (พยานบุคคล 
เอกสารวัตถุทีÉเกีÉยวข้อง) 
8.6 เตรียมคดีและแก้ต่างคดีอาญาทีÉพนักงานอัยการหรือผู้เสียหายฟ้อง 
คดีอาญา 
8.7 ศึกษา วิเคราะห์ ปัญหาต่างๆทัÊงในส่วนคดีและการให้บริการทาง 
การแพทย์และหาแนวทางป้องกันแก้ไขปัญหาดังกล่าว 
8.8 เผยแพร่ให้ความรู้ด้านกฎหมายแก่บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข 
กฎหมายเกีÉยวกับเวชระเบียน 
เวชระเบียนคืออะไร 
ตามพจนานุกรมไม่ได้บัญญัติคำว่า “เวชระเบียน” เป็นการเฉพาะ แต่ 
ถา้เรานำความหมายของคาํว่า “เวช” ซÉึงแปลว่า รักษาโรค รวมกับคำว่า “ระเบียน” 
ซึÉงแปลว่า ทะเบียนหรือการจดลักษณะหรือรายการงานต่าง ๆเพÉือเป็นหลักฐาน คำว่า 
“เวชระเบียน” น่าจะหมายถึง บันทึกหรือรายงานการรักษาพยาบาลผู้ป่วยนันÉเอง 
เวชระเบียนมีความสำคัญอย่างไร 
เวชระเบียนมีความสำคัญต่อบุคคลอย่างน้อย 4 กลุ่ม คือ
18 
ผ้ปู่วย 
1. เป็นหลักฐานในเรืÉองประวัติการเจ็บป่วย ผลการตรวจร่างกาย 
การตรวจทางห้องทดลอง โรค การให้การรักษาพยาบาล 
ตลอดจนปัจจัยต่าง ๆ ทÉีมีผลต่อการเจ็บป่วย สุขภาพอนามยัของผูป้่วย 
ทีÉจะช่วยให้แพทย์รักษาผู้ป่วยอย่างถูกต้อง 
2. เป็นหลักฐานทางกฎหมายทีÉจะใช้ในการเรียกร้องสิทธิของผู้ป่วย 
เช่น ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการรักษาพยาบาลจากแพทย ์ เป็นหลกัฐานการขอรับเงิน 
ประกนัภยั เป็นตน้ 
แพทย์ 
1. เป็นสืÉอในการติดต่อระหว่างทีมงานทีÉรักษา 
ดูแลผู้ป่วยในการติดตามดูแลผู้ป่วย 
2. เป็นข้อมูลทีÉทำให้แพทย์รักษาพยาบาลได้ 
อย่างถูกต้อง เพราะคนไข้มาก แพทย์อาจจำไม่ได้ว่าใครเป็นอะไร ได้รักษาอะไรไปบ้าง 
โรงพยาบาล 
1. เป็นหลักฐานประเมินประสิทธิภาพในการให้บริการผู้ป่วยว่า มีความ 
ละเอียดถีÉถ้วนและรอบคอบหรือไม่ อย่างไร 
2. เป็นแหล่งข้อมูลในการทำสถิติของโรงพยาบาลและสถิติของประเทศ 
3. ใช้เป็นข้อมูลในการเก็บค่าบริการของโรงพยาบาล 
ผ้สูนใจ 
เวชระเบียนทีÉถูกต้องสมบูรณ์ มีประโยชน์ต่อการศึกษาและวิจัย เช่น 
รายงานผปู้่วยทÉีน่าสนใจ อุบัติการณ์ สาเหตุต่างๆ การวินิจฉัยทางคลินิกอÉืน ๆ รวมทÊงัมี 
ประโยชน์ต่อผู้เขียน นักศึกษาแพทย์ พยาบาล และผู้อยู่ในกระบวนการรักษาผู้ป่วยทุก 
วิชาชีพ 
เวชระเบียนเป็นของใคร 
โดยหลักการต้องดูว่าใครเป็นผู้จัดทำ ซึÉงในความเป็นจริงสถานพยาบาล 
เป็นผู้จัดทำเวชระเบียนเพืÉอประโยชน์ในการดูแลรักษาผู้ป่วย ในส่วนของสถานพยาบาล 
ของราชการ ก็ต้องพิจารณาว่า สภาพของเวชระเบียนเป็นอย่างไร ตามพระราชบัญญตัิ 
ข้อมูลข่าวสารของทางราชการ พ.ศ. 2540 ในมาตรา 4 กำหนดไว้ดังนีÊ
19 
“ข้อมูลข่าวสาร” หมายถึง สิÉงทีÉสืÉอความหมายให้รู้เรืÉองราว ข้อเท็จจริง 
ข้อมูลหรือสิÉงใด ๆ ไม่ว่าการสÉือความหมายนัÊนจะทำได้โดยสภาพของสิÉงนัÊนเอง หรือ 
โดยผ่านวิธีการใด ๆ และไมว่าจะได้จัดทำไว้ในรูปเอกสาร แฟ้ม รายงาน หนังสือ 
แผนผัง แผนทีÉ ภาพวาด ภาพถ่าย ฟิล์ม การบันทึกภาพหรือเสียง การบันทึกโดย 
คอมพิวเตอร์ หรือวิธีอÉืนใดทÉีทำให้สิÉงทÉีบันทึกไว้ปรากฎได้ 
“ขอ้มูลข่าวสารของทางราชการ” หมายความว่า ขอ้มูลข่าวสารทÉีอยู่ใน 
ความครอบครองหรือดูแลของหน่วยงานของรัฐ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลข่าวสารเกีÉยวกับการ 
ดำเนินงานของรัฐ หรือข้อมูลเกีÉยวกับเอกชน 
เมืÉอดูจากตัวเวชระเบียน จะเห็นว่า เวชระเบียนถือเป็นข้อมูลข่าวสาร 
และอยู่ในความครอบครองของโรงพยาบาล จึงถือเป็นขอ้มูลข่าวสารของทางราชการ 
แต่เมืÉอพิจารณาดูในรายละเอียดแล้วจะพบว่า เป็นข้อมูลเกีÉยวกับประวัติผู้ป่วยหรือ 
ประวตัิสุขภาพ ซÉึงตามกฎหมายขอ้มูลข่าวสาร ขอ้มูลประวตัิผูป้่วยถือเป็นขอ้มูลส่วน 
บุคคล ดังนัÊน เวชระเบียนจึงเป็นข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลทÉีอยู่ในความครอบครองของ 
ทางราชการหรือเป็นข้อมูลของทางราชการนัÉนเอง ดังนัÊนเวชระเบียนจึงเป็นของ 
โรงพยาบาลหรือโรงพยาบาลเป็นผู้มีสิทธิในเวชระเบียนดังกล่าว ทัÊงนีÊ ย่อมหมายความ 
รวมถึงหน่วยงานต้นสังกัดของโรงพยาบาลด้วย 
การเปิดเผยเวชระเบียน 
ตามมาตรา 15 แห่งพระราชบัญญติข้อมูล 
ข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 บญัญตัิดงันÊี 
“ข้อมูลข่าวสารของราชการทีÉมีลักษณะอย่างใด 
อย่างหนึÉงดังต่อไปนีÊ หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าทÉีของรัฐอาจมี 
คำสังÉมิให้เปิดเผยก็ได้โดยคาํนึงถึงการปฎิบตัิหน้าทÉีตามกฎหมายของหน่วยงานของรัฐ 
ประโยชน์สาธารณะ และประโยชน์ของเอกชนทีÉเกีÉยวข้องประกอบกัน 
(1) .................................................................................. 
(2) .................................................................................. 
(3) .................................................................................. 
(4) ..................................................................................
20 
(5) รายงานทางการแพทย์หรือข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล ซึÉงการ 
เปิดเผยจะเป็นการรุกลÊำสิทธิส่วนบุคคลโดยไม่สมควร 
(6) .............................................................................. 
(7) .............................................................................. 
คาํสังÉมิให้เปิดเผยข้อมูลข่าวสารของราชการจะกำหนดเงÉือนไขอย่างใด 
ก็ได้ แต่ต้องระบุไว้ด้วยว่า ทีÉเปิดเผยไม่ได้เพราะเป็นข้อมูลข่าวสารประเภทใด และ 
เพราะเหตุใด และให้ถือว่า การมีคำสัÉงเปิดเผยข้อมูลข่าวสารของราชการเป็นดุลยพินิจ 
โดยเฉพาะของเจ้าหน้าทÉีของรัฐ ตามลำดับการบังคบับัญชา แต่ผู้ขออาจอุทธรณ์ต่อ 
คณะกรรมการวินิฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารได้ 
กรณีเวชระเบียนเป็นรายงานทางการแพทย์และเป็น ข้อมูลข่าวสาร 
ส่วนบุคคล ตามมาตรา 15(5) ซึÉงกฎหมายกำหนดให้เป็นดุลยพินิจของเจ้าหน้าทÉีของรัฐ 
ว่าจะเปิดเผยหรือไม่ก็ได้ แต่เนืÉองจากเป็นข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลด้วย กฎหมายได้ 
กำหนดการพิจารณาเปิดเผยข้อมูลในมาตรา 24 กล่าวคือ 
1. จะเปิดเผยโดยปราศจากความยินยอมเป็นหนังสือของเจ้าของข้อมูลทีÉให้ 
ไว้ล่วงหน้าหรือในขณะนัÊนไม่ได้ คือต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลก่อนเท่านัÊน 
2. กรณีทีÉไม่จำเป็นต้องได้รับความยินยอม 
(1) ต่อเจ้าหน้าทีÉของรัฐในหน่วยงานของตน เพืÉอการนำไปใช้ 
ตามอำนาจหน้าทÉีของหน่วยงานของรัฐนัÊน 
(2) เป็นการใช้ข้อมูลตามปกติภายในวัตถุประสงค์ของการจัดให้ 
มีระบบข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลนัÊน 
(3) ต่อหน่วยงานของรัฐทีÉทำงานด้านการวางแผนหรือการสถิติ สำ 
มะโนต่าง ๆ ซึÉงมีหน้าทÉีต้องรักษาข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลไว้ ไม่ให้เปิดเผยต่อไปยังผู้อÉืน 
(4) เป็นการให้เพืÉอประโยชน์ในการศึกษาวิจัยโดยไม่ระบุชีÉอ 
หรือส่วนทีÉทำให้รู้ว่าเป็นข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลทีÉเกีÉยวกับบุคคลใด 
(5) ต่อหอจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศิลปากร หรือหน่วยงาน 
อÉืนของรัฐตามมาตรา 26 วรรคหนึÉง เพิÉอตรวจดูคุณค่าในการเก็บรักษา 
(6) ต่อเจ้าหน้าทีÉของรัฐเพืÉอการป้องกันการฝ่าฝืนหริอไม่ปฎิบัติ 
ตามกฎหมาย การสืบสวน การสอบสวนหรือการฟ้องคดี ไม่ว่าคดีประเภทใดก็ตาม
21 
(7) เป็นการให้ซึÉงจำเป็นเพÉือการป้องกันหรือระงับอันตรายต่อ 
ชีวิตหรือสุขภาพของบุคคล 
(8) ต่อศาล และเจ้าหน้าทีÉของรัฐหรือบุคคลทีÉมีอำนาจตาม 
กฎหมายทีÉจะขอข้อเท็จจริงดังกล่าว 
(9) กรณีอืÉนตามทีÉกำหนดในพระราชกฤษฎีกา 
การเปิดเผยข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลตามวรรคหนึÉง (3) (4) (5) 
(6) (7) (8)และ (9) ให้มีการจัดทำบัญชีแสดงการกำกับไว้กับข้อมูลข่าวสารนัÊน 
สิทธิของผ้เูป็นเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล (มาตรา 25) 
1. มีสิทธิทีÉจะได้รู้ถึงข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลทีÉเกีÉยวกับตน โดย 
- ยืÉนคำขอเป็นหนังสือ 
- หน่วยงานของรัฐทÉีควบคุมดูแลข้อมูลนัÊน จะต้องให้บุคคล 
นัÊนหรือผู้กระทำการแทนบุคคลนัÊนตรวจดูหรือรับสำเนาข้อมูลนัÊน 
- ถ้ามีส่วนต้องห้ามตามมาตรา 14 มาตรา 15 ให้ลบหรือตัดทอน 
หรือกระทำโดยประการอÉืนใดทÉีไม่เป็นการเปิดเผยข้อมูลนัÊน 
- หน่วยงานเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการสำเนาเอกสารและรับรองเอกสารได้ 
- การเปิดเผยรายงานการแพทย์ทีÉเกีÉยวกับบุคคลใด กรณีมีเหตุอัน 
ควรจะเปิดเผยต่อเฉพาะแพทย์ทÉีบุคคลนัÊนมอบหมายก็ได้ 
2. มีสิทธิขอแก้ไข เปลีÉยนแปลงหรือลบข้อมูลทีÉเห็นว่า ไม่ถูกต้องได้ 
แต่เจ้าหน้าทÉีจะเป็นผู้พิจารณา หากไม่ยอมทำตาม ผุ้นัÊนมีสิทธิอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการ 
วินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารได้ 
เมÉือเราพิจารณาบทบัญญัติดังกล่าวแลว้ จะพบว่า 
1. เวชระเบียนเป็นข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลทีÉอยู่ในความครอบครอง 
ของราชการ 
2. จะเปิดเผยให้กับหน่วยงานของรัฐอืÉนหรือผู้อืÉนโดยมิได้รับความ 
ยินยอมจากเจ้าของข้อมูลไม่ได้ 
3. เจ้าของข้อมูลเวชระเบียนมีสิทธิตรวจดูและรับสำเนาเวชระเบียนได้
22 
4. ผู้กระทำการแทนเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลสามารถขอตรวจดูและ 
รับสำเนาเวชระเบียนได้ แต่ถ้าเป็นกรณีผู้เป็นเจ้าของข้อมูลมอบอำนาจไว้ล่วงหน้า และ 
เสียชีวิตก่อนการใช้ใบมอบอำนาจนัÊน ใบมอบอำนาจดังกล่าวเป็นอันใช้ไม่ได้ 
5. เจ้าหน้าทีÉอาจไม่เปิดเผยข้อมูลเวชระเบียนก็ได้ถ้าเห็นว่า การ 
เปิดเผยจะเป็นการล่วงลÊำสิทธิของเจ้าของข้อมูลโดยไม่สมควร 
6. ถ้าเจ้าของข้อมูลเป็นผู้เยาว์ ผู้ใช้อำนาจปกครอง(บิดา มารดา 
ผูป้กครอง) มีสิทธิดำเนินการได้ กรณีผู้เยาว์อายุไม่ตํÉากว่า 15 ปี ต้องได้รับความ 
ยินยอมจากผู้เยาว์ด้วย 
7. ถา้เป็นบุคคลไร้ความสามารถ ผู้อนุบาลขอแทนได้ (บุคคลไร้ 
ความสามารถ คือ บุคคลวิกลจริตทÉีศาลมีคำสังÉให้เป็นบุคคลไร้ความสามารถ / ผอู้นุบาล 
คือ บุคคลทีÉมีสิทธิทำการแทนบุคคลไร้ความสามารถ) 
8. ถ้าเป็นบุคคลเสมือนไร้ความสามารถ (กายพิการ จิตฟัÉนเฟื อนไม่ 
สมประกอบหรือมีเหตุอย่างเดียวกัน) ผพูิ้ทกัษม์ีสิทธิดาํเนินการได้ 
9. ถ้าเจ้าของข้อมูลถึงแก่กรรมและมิได้ทำพินัยกรรมไว้ บุคคล 
ดังต่อไปนีÊขอแทนได้ตามลำดับ 
- บุตรชอบด้วยกฎหมายหรือบุตรบุญธรรม 
- คู่สมรส 
- บิดามารดา 
- ผู้สืบสันดาน 
- พีÉน้องร่วมบิดามารดา 
- คณะกรรมการข้อมูลข่าวสาร 
อย่างไรก็ตาม มี พระราชบัญญัติ สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 กำหนดไว้ดังนีÊ 
มาตรา 7 ขอ้มูลด้านสุขภาพของบุคคล เป็นความลบัส่วนบุคคล ผูใ้ดจะ 
นำไปเปิดเผยในประการทÉีน่าจะทำให้บุคคลนัÊนเสียหายไม่ได้ เว้นแต่การเปิดเผยนัÊน 
เป็นไปตามความประสงค์ของบุคคลนัÊนโดยตรง หรือมีกฎหมายเฉพาะบัญญัติให้ต้อง 
เปิดเผย แต่ไม่ว่าในกรณีใดๆผู้ใดจะอาศัยอำนาจหรือสิทธิตามกฎหมายว่าด้วยข้อมูล 
ข่าวสารของราชการหรือกฎหมายอืÉนเพืÉอขอเอกสารเกีÉยวกับข้อมูลด้านสุขภาพของ 
บุคคลทÉีไม่ใช่ของตนไม่ได้
23 
ตาม มาตรา7 ดังกล่าวจะเห็นว่ากฎหมายสุขภาพแห่งชาติ บัญญัติให้การ 
เปิดเผยข้อมูลด้านสุขภาพของบุคคลต้องอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์ 
1. โดยหลัก เปิดเผยได้เฉพาะกับผู้เป็นเจ้าของข้อมูลเท่านัÊน 
2. การเปิดเผยต่อบุคคลอืÉนต้องได้รับความยินยอมหรือมอบอำนาจจากผู้ 
เป็นเจ้าของข้อมูล 
3. การเปิดเผย ต้องไม่ทำให้บุคคลนัÊนเสียหายหรือน่าจะเสียหาย 
4. จะเปิดเผยข้อมูลแก่บุคคลใดๆก็ตาม ทีÉไม่ได้รับความยินยอมหรือมอบ 
อาํนาจจากเจ้าของข้อมูลนัÊนไม่ได้ แม้จะเป็นผู้ใช้สิทธิตามพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสาร 
ของขา้ราชการ พ.ศ. 2540 ก็ตาม 
แต่เดิมการเปิดเผยเวชระเบียน จะต้องอ้างอิงพระราชบัญญัติข้อมูล 
ข่าวสารราชการ พ.ศ.2540 เป็นหลัก แต่เมืÉอมีพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2550 
บงัคับใช้ดังกล่าว ต้องพิจารณาให้รอบคอบ โดยให้ถือหลักตามหลักเกณฑ์ข้างต้นใน 
มาตรา 7 คือถ้าผู้ขอข้อมูลเป็นบุคคลอืÉนนอกเหนือจากเจ้าของข้อมูลหรือผู้ทีÉได้รับมอบ 
อำนาจหรือได้รับความยินยอม เจ้าหน้าทีÉก็ไม่ควรเปิดเผยจนกว่าจะมีการตีความ มาตรา7 
ให้ชัดเจนว่า กรณีมีกฎหมายบัญญัติไว้เฉพาะให้เปิดเผย หมายถึงบุคคลใด 
10. บริษัทประกันชีวิตขอประวัติผู้ป่วยได้ถ้าได้รับความยินยอมจาก 
เจ้าของข้อมูล(ล่วงหน้าก็ได้) 
11. ผู้มีอำนาจเปิดเผยข้อมูลข่าวสารตามมาตรา 15 คือ 
- ข้าราชการซึÉงครอบครองหรือควบคุมดูแลข้อมูลข่าวสารนัÊน 
และดำรงตำแหน่งตัÊงแต่ระดับ 6 ขÊึนไป 
- ขา้ราชการทหาร ตำรวจ ยศตัÊงแต่พันตรี นาวาอากาศตรี นาวาตรี 
พันตำรวจตรี ขึÊนไป 
- ข้าราชการตุลาการ ตัÊงแต่ชัÊน 2 ขÊึนไป 
- ข้าราชการอัยการ ตัÊงแต่ชัÊน 2 ขÊึนไป 
- ผู้บริ หารท้องถิÉน ปลัดองค์การบริหารส่วนจังหวัด 
ปลัดเทศบาล ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบล 
- รัฐวิสาหกิจ หัวหน้ากองหรือเทียบเท่าขึÊนไป
24 
- หน่วยงานอิสระ บุคคลหรือคณะบุคคลผู้ควบคุมการปฏิบัติงาน 
เลขาธิการ ผอู้าํนวยการ หรือผู้ทÉีได้รับมอบหมาย 
- องค์กรวิชาชีพ บุคคลหรือคณะบุคคลผู้ควบคุมการปฏิบัติงาน 
ขององค์กรประกอบวิชาชีพ หรือหัวหน้าสำนักงานขององค์กรควบคุมการประกอบ 
วิชาชีพ หรือผู้ทีÉได้รับมอบหมาย 
ความรับผิดของผ้เูปิดเผยข้อมูลข่าวสาร 
1. ถ้ากระทำโดยสุจริตภายใต้เงÉือนไขต่อ ไปนีÊ เจ้าหน้าทÉีไม่ต้องรับผิด 
- ข้อมูลข่าวสารตามมาตรา 15 ถ้าเจ้าหน้าทีÉทำถูกต้องตาม 
ระเบียบทีÉหน่วยงานกำหนดภายในระเบียบทีÉคณะรัฐมนตรีกำหนดว่าด้วยการรักษาความ 
ปลอดภัยของทางราชการ 
- ข้อมูลข่าวสารตามมาตรา 15 ถ้าเจ้าหน้าทีÉตามระดับทีÉกำหนด 
มีคำสัÉงให้เปิดเผย เพืÉอประโยชน์ อันสำคัญยิÉงเท่าทีÉเกีÉยวกับประโยชน์สาธารณะหรือ 
ชีวิต ร่างกาย สุขภาพ หรือ ประโยชน์อÉืนของบุคคลและคำสังÉนัÊนสมควรแก่เหตุ 
2. การเปิดเผยขอ้มูลตามขอ้ 1 ไม่เป็นเหตุให้หน่วยงานของรัฐพ้น 
ความรับผิด(หมายความว่าความผิดของหน่วยงานยังคงอยู่) 
3. ถ้าเป็นการกระทำทีÉไม่สุจริตเจ้าหน้าทีÉ อาจมีความผิดตามกฎหมาย 
ดังต่อไปนÊี 
(1) ความผิดฐานละเมิด ตามมาตรา 420 แห่งประมวลกฎหมายแพ่ง 
และพาณิชย ์จะต้องชดใช้ค่าเสียหาย 
มาตรา 420 ผู้ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อต่อบุคคลอืÉนโดยผิด 
กฎหมายให้เขาเสียหายถึงแก่ชีวิตก็ดี แก่ร่างกายก็ดี อนามัยก็ดี เสรีภาพก็ดี ทรัพย์สิน 
หรือสิทธิอย่างใดอย่างหนึÉงก็ดี ผู้นัÊนทำละเมิด จำต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 
(2) ความผิดอาญา 
มาตรา 157 ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัต 
หน้าทÉีโดยไม่ ชอบ เพÉือให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึÉงผู้ใดหรือปฏิบัติหรือละเว้นการ 
ปฎิบัติหน้าทÉีโดยทุจริต ต้องระวางโทษจำคุกตัÊงแต่หนึÉงปีถึงสิบปี หรือปรับตัÊงแต่สอง 
พันบาทถึงสองหมÉืนบาทหรือทัÊงจำทัÊงปรับ
25 
(3) ความผิดทางวินัยข้าราชการ ตามพระราชบัญญัติระบียบ 
ข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 
ตามมาตรา 85(1) ความผิดวินัยร้ายแรงฐานปฏิบัติหรือ ละเว้นการ 
ปฏิบัติราชการโดยไม่ชอบ เพืÉอให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่ผู้หนึÉงผู้ใดหรือ 
ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าทีÉโดยทุจริต 
(4) กระทำการอันได้ชÉือว่า เป็นผปู้ระพฤติชวัÉอยา่งร้ายแรง 
กรณีประมาทเลินเล่อเป็นความผิดวินัยไม่ร้ายแรงตามมาตรา 83(4) ดังนัÊนต้องไม่ 
ประมาทเลินเล่อในหน้าทีÉราชการ 
ความผิดฐานปลอมเอกสาร 
มาตรา 264 ผูใ้ดทาํเอกสารปลอมขÊึนทÊงั 
ฉบับหรือแต่ส่วนหนึÉงส่วนใด เติม ตัดทอนข้อความหรือ 
แก้ไขโดยประการใด ๆ ในเอกสารทีÉแท้จริง หรือประทับตรา 
ปลอมหรือลงลายมือชืÉอปลอมในเอกสาร โดยประการทีÉ 
น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อÉืนหรือประชาชน ถ้ากระทำเพÉือให้ผู้ใดผู้หนึÉงหลงเชÉือว่า 
เป็นเอกสารทÉีแท้จริง ผู้นัÊนกระทำความผิดฐานปลอมเอกสาร ต้องระวางโทษจำคุกไม่ 
เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาทหรือทัÊงจำทัÊงปรับ 
องค์ประกอบความผิด 
1. ทำเอกสารปลอมทัÊงฉบับ หรือแต่ส่วนหนึÉงส่วนใด 
2. เติมหรือตัดทอนหรือแก้ไขด้วประการใดๆ เอกสารอันแท้จริง 
โดยตนไม่มีอำนาจกระทำ 
ข้อสังเกต 
1. การทาํเอกสารปลอมทÊงัฉบบัหรือแต่ส่วนหนึÉงส่วนใด ไม่จำต้อง 
ทำในเอกสารทีÉแท้จริง เช่น การนำสำเนาเอกสารทีÉถ่ายจากต้นฉบับมาแก้ไขเพืÉอให้ผู้อืÉน 
เชÉือว่า ตรงกับเอกสารจริง และน่าจะเกิดความเสียหาย เป็นการปลอมเอกสารทัÊงฉบับ 
แม้จะไม่ได้แก้ไขในเอกสารทีÉแท้จริง 
2. การปลอมเอกสารตามมาตรานÊี ไม่จาํเป็นตอ้งมีตน้ฉบบัเอกสารจริง
26 
3. เอกสารทีÉแท้จริงไม่ได้หมายความถึงความเท็จหรือความจริงของ 
ข้อความในเอกสาร แต่หมายถึง ความมีอยู่หรือไม่มีของเอกสารนัÊน ๆ เรÉืองปลอม 
เอกสารเป็นเรÉืองทÉีทำเอกสารขึÊนเพÉือให้ผู้อÉืนเชÉือว่าเป็นเอกสารทÉีแท้จริงทÉีผู้อÉืนทำขึÊน 
ส่วนเนืÊอความจะเป็นจริงหรือเท็จไม่สำคัญ 
4. การทำเอกสารขีÊนเป็นของตนเองโดยไม่ได้มุ่งหมายให้ผู้เห็น 
เอกสารเข้าใจว่า เอกสารเป็นของผู้อืÉนทำ แม้จะเป็นความเท็จแต่ไม่เป็นปลอมเอกสาร 
5. การประทับตราปลอมหรือลงลายมือชืÉอปลอมเป็นการปลอมเอกสาร 
6. การลงลายมือชืÉอของผู้อืÉน แม้เจ้าของลายมือชืÉอจะยินยอมให้ลง 
ลายมือชÉือแทนก็เป็นการปลอมเอกสาร เพราะการลงลายมือชÉือปลอมเป็นองคป์ระกอบ 
ความผิดฐานปลอมเอกสาร อย่างไรก็ตามต้องเป็นการทำให้ผู้อืÉนหลงเชืÉอด้วย 
วรรคสอง 
ผู้ใดกรอกข้อความในแผ่นกระดาษหรือ 
วัตถุอÉืนใด ซึÉงมีลายมือชÉือผู้อÉืนโดยไม่ได้รับความยินยอม 
หรือโดย ฝ่าฝืนคำสังÉของผู้อÉืน ถ้ากระทำเพÉือนำเอกสารนัÊน 
ไปใช้ในกิจการทÉีอาจเกิดความเสียหายแก่ผู้หนึÉงผู้ใดหรือ 
ประชาชน ให้ถือว่าผู้นัÊนปลอมเอกสาร ต้องระวางโทษ 
เช่นเดียวกนักบัวรรคแรก 
องค์ประกอบความผิด 
1. กรอกข้อความในกระดาษหรือวัตถุอืÉนใด ทีมีลายมือชืÉอผู้อืÉนโดยไม่ได้ 
รับความยินยอมหรือฝ่าฝืนคำสัÉงของผู้อืÉน 
2. ทำเพืÉอนำเอกสารไปใช้ในกิจการทีÉอาจเกิดความเสียหายแก่ผู้หนีÉง 
ผู้ใดหรือประชาชน 
3. โดยเจตนา 
มาตรา 265 ผู้ใดปลอมเอกสารสิทธิหรือเอกสารราชการ ต้องระวาง 
โทษจำคุก 6 เดือนถึง 5 ปี ปรับตัÊงแต่ 1000 ถึง 100000 บาท 
- เอกสารสิทธิ หมายถึง เอกสารแห่งการก่อ เปลีÉยนแปลง โอน 
หรือระงับซึÉงสิทธิ
27 
- เอกสารสิทธิ ทีÉแสดงฐานะบุคคลโดยไม่ก่อให้เกิดสิทธิ ไม่ใช่ 
เอกสารสิทธิ เช่น ใบทะเบียนสมรส ใบอนุญาตขับขีÉรถ 
- เอกสารราชการ หมายถึง เอกสารทÉีเจ้าพนักงานได้ทำขึÊนหรือ 
รับรองในหน้าทÉี และหมายความรวมถึงสำเนาเอกสารนัÊน ๆ ทÉีพนักงานได้รับรองใน 
หน้าทÉีด้วย การรับรองหมายถึง รับรองว่ามีการทำเอกสารขึÊน ไม่ใช่การรับรองความ 
ถูกต้องของเอกสาร 
การแก้ไขเพิÉมเติมในเวชระเบียน 
เวชระเบียนเป็นเอกสารราชการ การแก้ไขเพิÉมเติมอาจถือไดว้่าเป็นการ 
ปลอมเอกสาร เจ้าหน้าทÉีผู้เกÉียวขอ้งจึงไม่ควรแกไ้ขเวชระเบียน 
ในกรณีทีÉมีเหตุผลจำเป็นหรือมีเหตุอันสมควร 
ทำให้การเขียนข้อความในเวชระเบียนไม่ถูกต้องครบถ้วน 
เนืÉองจากเหตุใดๆ เช่น การ เร่งรีบ หลงลืม เป็นต้น เจ้าหน้าทีÉ 
ผเู้ขียนเวชระเบียนก็อาจแก้ไข เพิÉมเติมขอ้ความในเวชระเบียน 
โดยคาํนึงถึงหลักเกณท์ดังต่อไปนีÊ 
1. ไม่ควรขีดฆ่าหรือเพิÉมเติมข้อความใดๆในเวชระเบียนเดิม 
2. การแก้ไขใดๆ ให้เขียนในเอกสารเวชระเบียนแผ่นใหม่ เฉพาะทีÉใช้ 
สำหรับการแก้ไข เพิÉมเติม โดยควรมีพยานซึÉงเป็นผู้ร่วมปฏิบัติงานในการรักษาพยาบาล 
อยา่งน้อย 1 คน และควรใหผ้บู้งัคบับญัชา (ซÉึงเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลหรือหัวหน้า 
งานทÉีเกÉียวกับการรักษาพยาบาลผู้ป่วยรายนัÊน) อย่างน้อย 1 คน ลงลายมือชÉือรับรองการ 
แกไ้ขเวชระเบียนดว้ย 
3. การแก้ไขเพิÉมเติมเวชระเบียนควรกระทำในทันทีทีÉทราบหรือมีเหตุอัน 
ควรรู้ว่าจะตอ้งแกไ้ขเพิÉมเติมเวชระเบยีน 
4. การแก้ไขเวชระเบียนทุกครัÊงต้องบันทึกเหตุผลประกอบการแก้ไขด้วย 
5. ไม่ควรแก้ไขเพิÉมเติมเวชระเบียนในรายทีÉเกิดข้อพิพาทแล้ว 
6. กรณีแก้ไขเพิÉมเติมบันทึกการพยาบาล ก็ให้ปฏิบัติเช่นเดียวกันกับการ 
แกไ้ขเพิÉมเติมเวชระเบียน
28 
เจ้าพนักงานคืออะไร 
เจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา หมายถึงผู้ทีÉมีตำแหน่งไม่ว่า 
จะเป็นฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร หรือตุลาการ ซึÉงเป็นอำนาจทÉีกฎหมายกำหนดไว้และ 
หมายถึงผู้ทÉีได้รับการแต่งตัÊงโดยทางการรัฐบาลไทยให้ปฎิบัติราชการของรัฐบาลไทยเท่านัÊน 
การใช้หรืออ้างเอกสาร 
มาตรา 268 ผู้ใดใช้หรืออ้างเอกสารจากการกระทำความผิด 
ฐานปลอมเอกสารในประการทีÉน่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ 
บุคคลอÉืนหรือประชาชน ต้องระวางโทษตามทÉีบัญญัติมาตรา นัÊน ๆ 
ใบรับรองเท็จ 
มาตรา 269 ผู้ใดการประกอบการงานวิชาแพทย์ กฎหมาย บัญชีหรือ 
วิชาชีพอืÉนใด ทำคำรับรองอันเป็นเท็จโดยประการทีÉน่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อืÉนหรือ 
ประชาชนต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปีหรือปรับไม่เกินสีÉ 
พันบาทหรือทัÊงจำทัÊงปรับ 
ผู้ใดโดยทุจริตใช้หรืออ้างคำรับรองอันเกิดจาก 
การกระทำตามวรรคแรก ต้องระวางโทษเช่นเดียวกัน 
องค์ประกอบความผิด 
1. เป็นผปู้ระกอบวิชาชีพ แพทย ์ กฎหมาย หรือบญัชี หรือวิศวกรหรือ 
นักวิทยาศาสตร์ ทันตแพทย์ เภสัชกร เป็นต้น 
- วิชาชีพ หมายถึง การประกอบอาชีพทีÉต้องใช้ความรู้พิเศษ 
- วิชาชีพ ต้องเป็นผู้ทีÉได้รับอนุญาตตามกฎหมาย ถ้าไม่ได้รับอนุญาต 
ไม่ถือว่าเป็นการกระทำในการประกอบวิชาชีพนÊนัๆ 
- เอาผิดเฉพาะผู้ประกอบวิชาชีพเท่านัÊน 
2. คาํรับรองอนัเป็นเท็จ ต้องเป็นการกระทำทÉีเกÉียวกับวิชาชีพนัÊน ๆ เช่น 
แพทย์ทำใบตรวจโรคว่าป่วย แต่ความจริงไม่ป่วย 
3. โดยประการทีÉน่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อืÉนหรือประชาชน แม้ยัง 
ไม่เกิดความเสียหายก็เป็นความผิด
29 
ความผิดฐานเปิดเผยความลับ 
มาตรา 323 ผู้ใดล่วงรู้หรือได้มาซึÉงความลับของผู้อÉืนโดยเหตุทÉีเป็น 
เจ้าพนักงานผู้มีหน้าทีÉ โดยเหตุทีÉประกอบอาชีพเป็นแพทย์ เภสัชกร คนจำหน่ายยา 
ผู้พยาบาล หรือนักบวช หมอความ ทนายความหรือผู้สอบบัญชีหรือโดยเหตุทีÉเป็น 
ผชู้่วย ในการประกอบวิชาชีพนัÊนแล้วเปิดเผยความลับนัÊนในประการทÉีน่าจะเกิดความ 
เสียหายแก่ผู้หนึÉงผู้ใด ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกินหนÉึงพนั 
บาทหรือทัÊงจำทัÊงปรับ 
ผู้รับการศึกษาอบรมในวิชาชีพดังกล่าวในวรรคแรก เปิดเผยความลบั 
ของผู้อÉืนอันตนได้ล่วงรู้หรือได้มาการศึกษาอบรมนัÊน ในประการทÉีน่าจะเกิดความ 
เสียหายแก่ผู้หนึÉงผู้ใด ต้องระวางโทษเช่นเดียวกัน 
- มาตรานีÊเป็นการล่วงรู้หรือได้ความลับของ 
ผู้อืÉนโดยอาศัยเหตุทีÉมีหน้าทีÉหรือประกอบอาชีพ 
- ความลับ หมายถึง ข้อเท็จจริงหรือวิธีการ 
ทÉีไม่ประจักษ์แก่คนทัวÉไป และเป็นสิÉงทÉีเจ้าของประสงค์จะ 
ปกปิดเพืÉอกิจการส่วนตัว 
- ความลับทีÉล่วงรู้ไม่จำเป็นต้องเป็นความลับเกีÉยวกับเรืÉองหรือหน้าทีÉทีÉตน 
ทำอยู่ เช่น พนักงานสอบสวนล่วงรู้ความลับจากพยานทีÉมาให้การกับตน 
- แม้ตนจะพ้นหน้าทÉีนัÊนไปแล้ว นำไปเปิดเผยก็เป็นความผิด สาระสำคัญ 
อยู่ทีÉตอนได้รับทราบความลับ ได้มาในขณะทีÉมีคุณสมบัติตามทีÉกฎหมายกำหนด ถ้าขาด 
คุณสมบัติจะเป็นเพียงผู้สนับสนุนเท่านัÊน 
- วรรคแรกขยายไปถึงผู้ทำหน้าทÉีผู้ช่วยของบุคคลนัÊนด้วย 
- ผู้ช่วยไม่ได้หมายความว่า ตอ้งมีอาชีพดงักล่าวขา้งตน้ เพียงแต่เป็น 
ผู้ช่วยในการประกอบวิชาชีพนัÊนๆ เช่น เป็นลูกจ้างร้านขายยา 
ให้กับผู้จำหน่ายยา เป็นต้น 
- เพียงแต่พฤติการณ์น่าจะเกิดความเสียหายกับบุคคลอืÉนก็พอ 
- ถ้าไม่ได้มาจากการทำหน้าทÉี เช่นเดินผ่านได้ยินไม่ผิดตามมาตรานีÊ 
แต่อาจผิดฐานหมิÉนประมาท
30 
ความรู้กฎหมายทวÉัไป 
ความรู้เบืÊองต้นเกÉียวกับคดีแพ่ง 
ความหมายของคดีแพ่ง 
คดีแพ่ง คือ การทีÉบุคคลใดได้รับความเสียหายหรือได้รับความ 
กระทบกระเทือนเกีÉยวกับสิทธิหรือหน้าทีÉของบุคคลทีÉมีอยู่ตามทีÉกำหนดไว้ในกฎหมาย 
ซึÉงบุคคลนัÊนมีสิทธิทÉีจะฟ้องร้องต่อศาลแพ่งทÉีมีเขตอำนาจในเรÉืองดังกล่าวได้ เพÉือเยียวยา 
และบรรเทาความเดือดร้อนเสียหายของตน 
ลักษณะทัÉวไปของคดีแพ่ง 
1. คดีแพ่งเป็นเรÉืองทÉีบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึÉง 
เป็นกฎหมายทÉีกำหนดสิทธิหน้าทÉี และความสัมพันธ์ของบุคคลตัÊงแต่เกิดจนถึงแก่ความ 
ตาย ว่าบุคคลมีสิทธิอย่างไร มีหน้าทีÉต้องปฏิบัติต่อกันอย่างไร และกำหนดความสัมพันธ์ 
ในทางกฎหมายระหว่างบุคคล ตัวอย่างเช่นเรÉืองทÉีเกÉียวกับกรณีดังต่อไปนีÊ 
๏ หนีÊ ๏ การกู้ยืมเงิน ๏ หุ้นส่วน – บริษทั 
๏ ละเมิด ๏ คÊาํประกนั ๏ ทรัพยส์ิน 
๏ ซÊือขาย ๏ จาํนอง ๏ ครอบครัว 
๏ เช่าทรัพย ์ ๏ จาํนาํ ๏ มรดก 
๏ เช่าซÊือ ๏ ตวัÌเงิน 
ดังนัÊนเมÉือบุคคลมีความสัมพันธ์กันในลักษณะใดการดำเนินการต้อง 
เป็นไปตามทÉีกฎหมายกำหนด เช่น การทำให้เกิดความเสียหาย ( ละเมิด ) ผกู้ระทาํตอ้ง 
ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน หรือ การซืÊอขายทÉีดินคู่สัญญาต้องทำสัญญาซืÊอขายเป็นหนังสือ 
และจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าทีÉจึงจะมีผลบังคับได้ตามกฎหมาย เป็นต้น 
2. คดีแพ่งเป็นเรืÉองทีÉเกีÉยวกับสิทธิหน้าทีÉและความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล 
ดังนัÊนเมÉือมีข้อพิพาทหรือความขัดแย้งเกิดขึÊนระหว่างกันในทางแพ่ง กฎหมายแพ่งซึÉงได้ 
บัญญัติขึÊนมาเพÉือความถูกต้องเป็นธรรมระหว่างคู่กรณีจึงต้องใช้ให้เกิดความเป็นธรรม
31 
ดังกล่าว โดยศาลจะพิจารณาข้อเท็จจริงประกอบหลักกฎหมายทัÊงตามตัวอักษรและความ 
มุ่งหมายของบทบัญญัติกฎหมายนัÊนๆ และตัดสินคดีเพÉือให้ความยุติธรรมแก่คู่กรณีทัÊง 
สองฝ่าย 
3. คู่กรณีทÉีมีข้อพิพาทหรือความขัดแย้งกันในทางแพ่งนัÊนอาจเป็นบุคคล 
ธรรมดาหรือนิติบุคคลก็ได้ ในกรณีทีÉเป็นนิติบุคคล นิติบุคคลคือ บุคคลทีÉกฎหมายสมมุติ 
ขึÊนมาและกฎหมายรับรองให้มีสิทธิและหน้าทÉีเช่นเดียวกับบุคคลธรรมดากล่าวคือ 
นิติบุคคลสามารถเป็นเจ้าของทรัพย์สินได้ เป็นลูกหนีÊหรือเจ้าหนีÊได้ กระทำละเมิดได้ 
และเป็นโจทก์หรือจำเลยได้ เป็นต้น โดยการดำเนินการทัÊงหลายของนิติบุคคลย่อม 
แสดงออกโดยผู้แทนของนิติบุคคล ดังเช่นกระทรวงสาธารณสุขก็มีฐานะเป็นนิติบุคคลทีÉ 
มีส่วนราชการในสังกัดเป็นจำนวนมากซึÉงส่วนราชการในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขทÉี 
เป็นนิติบุคลได้แก่ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข (มีฐานะเป็ นกรม) กรมการ 
แพทย์ กรมควบคุมโรค กรมอนามัย สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา สำนักงาน 
เป็นต้น โดยส่วนราชการดังกล่าวจะมีผู้แทนของนิติบุคคลในการดำเนินการต่างๆให้กับ 
ส่วนราชการ เช่น สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขก็จะมีปลัดกระทรวงสาธารณสุข 
เป็นผู้แทนของนิติบุคคล และส่วนราชการในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขทีÉไม่เป็นนิติ 
บุคคลคือ โรงพยาบาลของรัฐทัÊงในส่วนกลางและส่วนภูมิภาคทัÉวประเทศเป็นต้น 
อย่างไรก็ตามคู่กรณีฝ่ายทีÉได้รับความเสียหายไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลก็ 
มีสิทธิทีÉจะฟ้องร้องคดีแพ่งต่อศาลทีÉมีเขตอำนาจได้ 
4. เมÉือมีข้อพิพาทหรือความขัดแย้งเกิดขึÊน 
เกีÉยวกับคดีแพ่ง การบังคับกันในทางแพ่งเป็นการบังคับ 
ผ่านทางศาลให้มีการชำระหนีÊหรือชดใช้ค่าเสียหายซึÉง 
อาจจะเป็นการบังคับให้ดำเนินการดังต่อไปนีÊ 
4.1) การกระทาํการ 
เช่น การทีÉโจทก์หรือผู้เสียหายฟ้องร้องต่อศาลบังคับให้จำเลย 
หรือผู้กระทำละเมิดชดใช้ค่าเสียหายอันเนืÉองมาจากการกระทำละเมิด 
4.2) การงดเว้นกระทำการ 
เช่น การทีÉโจทก์หรือผู้เสียหายฟ้องร้องต่อศาลบังคับให้จำเลย 
หรือผู้กระทำละเมิดมิให้ก่อสร้างบ้านในทีÉดินของโจทก์
32 
4.3) การส่งมอบทรัพยส์ิน 
เช่น การทÉีโจทก์หรือผู้ซืÊอฟ้องร้องต่อศาลบังคับให้จำเลย หรือ ผขู้าย 
โอนกรรมสิทธิÍในทÉีดินให้แก่โจทก์ตามสัญญาซืÊอขาย เป็นต้น 
ข้อแตกต่างระหว่างคดีแพ่งกับคดีอาญา 
- คดีแพ่งเป็นเรืÉองเกีÉยวกับสิทธิหน้าทีÉและความสัมพันธ์ของบุคคลแต่ 
คดีอาญาเป็นการกระทำหรืองดเว้นกระทำการอย่างใดซึÉงประมวลกฎหมายอาญา บญัญตัิ 
ไว้เป็นความผิดและกำหนดโทษทางอาญาไว้ 
- เมÉือมีข้อพิพาทหรือการกระทำความผิดเกิดขึÊน ในทางแพ่งผู้เสียหาย 
สามารถบังคับผ่านทางศาลให้มีการชำระหนีÊหรือชดใช้ค่าเสียหายได้แต่ในทางอาญา 
สามารถบังคับผ่านทางศาลให้ลงโทษผู้กระทำความผิดได้ โดยกำหนดโทษทางอาญามี 
ดังนีÊคือ ประหารชีวิต จำคุก กักขัง ปรับ ริบทรัพย์สิน 
ความรับผิดทางละเมิด 
ละเมิด คือ การกระทาํหรืองดเว้นการกระทำ 
ใดๆทÉีเป็นการล่วงสิทธิผิดหน้าทÉีต่อบุคคลอÉืน รวมทัÊง การใช้ 
สิทธิทีÉตนมีอยู่ แต่ทำให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อืÉนแต่ฝ่ายเดียว 
เพราะการใช้สิทธิของตนก็ต้องอยู่ภายใต้ขอบเขตสิทธิเสรีภาพ 
ของผู้อืÉนด้วย การกระทำละเมิดเป็นความรับผิดทางแพ่งอย่าง 
หนึÉง ซึÉงมุ่งหมายเพÉือการเยียวยาความ เสียหาย ทÉีเกิดขึÊนจากการ 
กระทำความผิดของบุคคล ไม่ว่าจะเป็นการกระทำโดยจงใจ หรือ ประมาทเลินเล่อก็ตาม 
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยละเมิด ความรับผิดทาง 
ละเมิด เป็นกรณีทีÉผู้กระทำความผิดต้องรับผิดใช้ ค่าสินไหมทดแทน แก่ผู้ต้องเสียหาย 
ในกรณีทÉีต้องเสียหายแก่ชีวิต ร่างกาย อนามยั เสรีภาพ ทรัพย์สิน หรือสิทธิอย่างหนÉึง 
อย่างใด รวมทัÊงค่าเสียหายอย่างอÉืน อันมิใช่ตัวเงินด้วย เช่น การทÉีต้องทนทุกข์ทรมาน 
เนืÉองจาก ความเจ็บป่วย, ร่างกายพิการ, หน้าเสียโฉม, ทุพพลภาพตลอดชีวิต 
โดยระบบประสาทไม่สามารถควบคุมการขับถ่ายได้, เสียสมรรถภาพทางเพศ 
(ฎ.๗๕/๒๕๓๘, ๖๘/๒๕๓๙) จะเห็นได้ว่าความรับผิดทางละเมิด มีวัตถุประสงค์เพืÉอ 
เยียวยาความเสียหายทÉีเกิดขึÊนแล้ว
33 
กรณีบุคคลทัÉวไปทำละเมิด 
ตามกฎหมายลักษณะละเมิด กรณีทีÉบุคคลทัÉวไปทำละเมิดต่อผู้อืÉนก็ 
จะต้องรับผิดในการกระทำของตนโดยลำพัง แม้จะเป็นผู้เยาว์ หรือ คนวิกลจริตก็ยังต้อง 
รับผิดในผลทีÉตนทำละเมิด อย่างไรก็ตาม กฎหมายก็กำหนด ให้บิดามารดา หรือผู้อนุบาล 
(บุคคลผู้มีอำนาจทำการแทนผู้ไร้ความสามารถตามกฎหมาย) ต้องรับผิดร่วมด้วย 
กล่าวคือตอ้งใชค้่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ต้องเสียหายแทนผู้เยาว์หรือ ผู้วิกลจริต นันÉเอง 
เว้นแต่บิดามารดาหรือผู้อนุบาลจะพิสูจน์ ได้ว่า ตนได้ใช้ความระมัดระวังในการดูแล 
ตามสมควรแล้ว หรือ กรณีลูกจ้างทำละเมิดในทางการทีÉจ้าง1 กฎหมายกำหนดให้ 
นายจ้างต้องร่วมรับผิดกับลูกจ้างด้วย แต่เมÉือนายจ้างได้ใชค้่าสินไหมทดแทนแก่ผูต้อ้ง 
เสียหายแทนลูกจ้างแล้วก็มีสิทธิเรียกร้องเอาจากลูกจ้างได้ (มีสิทธิไล่เบีÊยจากลูกจ้าง) 
เป็นตน้ 
กรณีเจ้าหน้าทีÉของรัฐทำละเมิด 
ถ้าเป็นกรณีทีÉ เจ้าหน้าทีÉของรัฐ ไม่ว่า 
จะเป็น ข้าราชการ พนักงาน หรือ ลูกจ้าง ซึÉงสังกัด 
หน่วยงานของรัฐกระทำละเมิดในการปฏิบัติหน้าทีÉ 
แล้ว หน่วยงานของรัฐซึÉงเจ้าหน้าทÉีนัÊนสังกัดอยู่ต้อง 
รับผิดในผลแห่งละเมิดต่อผู้ต้องเสียหาย กรณีนีÊผู้ต้อง 
เสียหายจะต้องฟ้องหน่วยงานของรัฐโดยตรง จะฟ้องเจ้าหน้าทีÉไม่ได้ เพราะเจ้าหน้าทีÉได้ 
กระทำละเมิดในระหว่างปฏิบัติหน้าทÉีเพÉือประโยชน์ของหน่วยงานของรัฐ ดังนัÊน 
หน่วยงานของรัฐจึงต้องรับผิดในการจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เสียหาย แต่หน่วยงาน 
ของรัฐมีสิทธิเรียกให้เจ้าหน้าทีÉผู้ทำละเมิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวให้แก่ 
หน่วยงานของรัฐได้ ถ้าเจ้าหน้าทีÉกระทำการปฏิบัติหน้าทีÉไปด้วยความจงใจหรือประมาท 
เลินเล่ออย่างร้ายแรง2 เท่านัÊนและต้องเรียกภายในกำหนดอายุความหนึÉงปีนับแต่วันทÉี 
หน่วยงานของรัฐได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนไป ดังนัÊนถ้าเจ้าหน้าทÉีประมาทเลินเล่อธรรมดา 
1 
ในทางการทÉีจ้าง คือ เหตุทÉีเกิดขึÊนจากการปฏิบัติงาน โดยจะเกิดในเวลาทÉีปฏิบัติงานหรือไม่ก็ตาม รวมถึงกรณีทำเกินหน้าทÉีแต่ 
นายจ้างไม่ว่ากล่าวด้วย 
2 
ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง หมายถึง การกระทำโดยมิได้ใช้ความระมัดระวังอย่างใดๆเลย ซึÉงหากใช้ความระมัดระวังแต่เพียง 
เล็กน้อยแล้ว ความเสียหาย ก็คงไม่เกิดขึÊน
34 
ในการปฏิบัติหน้าทีÉแล้ว เมืÉอหน่วยงานของรัฐได้ใช้ค่าสินไหมทดแทน แก่ผู้ต้องเสียหายแล้ว 
จะเรียกจากเจ้าหน้าทÉีไม่ได้ ทัÊงนีÊตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าทÉี พ.ศ. 2539 
กรณีทีÉ เจ้าหน้าทีÉกระทำนอกเหนือหน้าทีÉหรือมิใช่การปฏิบัติหน้าทีÉแล้ว 
เจ้าหน้าทÉีจึงต้องรับผิดเป็นการเฉพาะตัวและผู้เสียหายต้องฟ้องเจ้าหน้าทÉีนัÊนโดยตรง จะ 
ฟ้องหน่วยงานของรัฐไม่ได้ 
อายุความเรียกค่าเสียหาย จากการทำละเมิด ( รวมถึงกรณีผูเ้สียหายฟ้อง 
หน่วยงานของรัฐ หรือเจ้าหน้าทÉีด้วย) มีกำหนดหนึÉงปี นับแต่วันทÉีผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการ 
ละเมิด และรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน หรือ สิบปีนับแต่วันทำละเมิด (กรณีไม่ 
รู้ตัวผู้ต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน) 
กรณีทีÉน่าสนใจทีÉต้องรับผิดในเรืÉองละเมิดแม้ไม่ได้กระทำโดยจงใจ หรือ 
ประมาทเลินเล่อ คือกรณีทีÉกฎหมาย ให้ถือว่าเป็น ความผิด (ความรับผิดเด็ดขาด) เช่น กรณี 
ผู้ครอบครองหรือควบคุมดูแลซึÉงทรัพย์อันเป็นของเกิดอันตรายได้โดยสภาพ เช่น เครÉืองมือ 
แพทย์ทีÉทำงานด้วยกระแสไฟฟ้า, เครืÉองฉายรังสี,เครืÉองมือศัลยกรรมตกแต่ง เป็นต้น เมืÉอ 
เกิดความเสียหายจากตัวเครÉืองมือนัÊนๆ โดยทÉีแพทย์หรือพยาบาลไม่ได้กระทำโดยจงใจ 
หรือ ประมาทเลินเล่อก็ตาม ก็ต้องรับผิดตามกฎหมาย เว้นแต่แพทย์หรือพยาบาลจะพิสูจน์ 
ไดว้่า ความเสียหายเกิดจากเหตุสุดวิสัย3 หรือ เกิดเพราะความผิดของผู้เสียหายเอง 
หลักเกณฑ์การพิจารณาค่าสินไหมทดแทน 
หลักเกณฑ์การจ่ายค่าสินไหมทดแทนเมืÉอมีการละเมิด ก็ 
ต้องพิจารณาจากพฤติการณ์ต่างๆ รวมทัÊงความเสียหาย ทÉีเกิดขึÊน 
และ ความร้ายแรงแห่งละเมิดเป็นกรณีๆไป ซึÉงเป็นดุลพินิจศาล ถ้า 
เป็นกรณีทีÉผู้ต้องเสียหายมีส่วนผิดอยู่ด้วย เช่น กรณีทีÉเกิดบาดแผล 
เล็กน้อย แต่ไม่ทำตามคำแนะนำของแพทย์ และไม่ใส่ใจดูแลรักษา 
บาดแผล จึงทำให้แผลติดเชืÊอลุกลาม ถือว่าผู้ต้องเสียหายมีส่วนผิดอยู่ด้วย กรณีนีÊศาลก็จะ 
พิจารณาลดค่าสินไหมทดแทนลงตามความเหมาะสม กรณีทีÉศาลเห็นว่าผู้ต้องเสียหายมี 
ส่วนผิดมากกว่าก็จะไม่ให้ผู้ต้องเสียหายได้รับค่าสินไหมทดแทนเลยก็ได้ 
3 เหตุสุดวิสัย คือ เหตุทÉีเกิดขึÊน โดยทÉีไม่อาจป้องกันได้ล่วงหน้า แม้จะได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแล้วก็ตาม 
อ้างอิง : เพ็ง เพ็งนิติ ผู้พิพากษาอาวุโสศาลอาญา , คำอธิบายประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยละเมิด และ พ.ร.บ.ความรับ 
ผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าทÉี พ.ศ. ๒๕๓๙ , พิมพ์ครัÊงทÉี ๒ , มูลนิธิพระมงกุฎเกล้า อาคารเนติบัณฑิตยสภา
35 
ตัวอย่าง คดีละเมิดของแพทย์ 
คดีทีÉ 1 แพทย์ต้องการผ่าตัดไส้ติÉงของผู้เสียหายจึงฉีดยาเข้า 
ไขสัน-หลัง แต่โดยประมาทเลินเล่อไม่ยอมเตรียมเครืÉองมือ 
อุปกรณ์ทางการแพทย์ และยาแก้ไขภาวะแทรกซ้อน ทำให้ 
ผู้เสียหายตาย เนืÉองจาก สมองขาดเลือดและออกซิเจน กรณีนÊี ศาล 
ชัÊนต้นวินิจฉัยว่า แพทย์ผู้ฉีดยาระงับความเจ็บปวดเข้าไขสันหลัง 
ของผู้ตาย จำเป็นต้องใช้ความระมัดระวังตามวิสัยของแพทย์ และ พฤติการณ์ คือ จะต้อง 
ฉีดยาเข้าไขสันหลังในปริมาณทีÉเหมาะสมสำหรับการผ่าตัดไส้ติÉง แต่แพทย์ไม่ได้ควบคุม 
ปริมาณของยาให้พอเหมาะ เป็นเหตุให้ยาชาออกฤทธิÍลุกลามไปทัวÉตัวของผู้ตาย จนเกิด 
อาการช็อก หัวใจหยุดเต้นทันที ระบบไหลเวียนโลหิตล้มเหลว ขาดอากาศหายใจ จนเป็น 
เหตุให้ถึงแก่ความตาย อย่างนีÊเรียกได้ว่า แพทย์ผู้นีÊได้ทำละเมิดต่อผู้ป่วยแล้ว แต่คดีนีÊ 
ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยข้อเท็จจริงทีÉได้จากคำเบิกความของพยานผู้เชีÉยวชาญ แล้วน่าเชืÉอว่า 
แพทย์ฉีดยาเข้าไขสันหลังของผู้ตายในปริมาณทีÉเหมาะสมแล้ว จึงมิใช่สาเหตุทำให้ผู้ตาย 
เกิดอาการหยุดหายใจ หัวใจหยุดเต้น กรณีนÊีจึงไม่ถือว่าแพทยก์ระทาํละเมิดโดยประมาท 
เลินเล่อ 
คดีทÉี 2 โจทก์เข้ารับการผ่าตัดเนÊืองอกบริเวณ 
หน้าอก โดยมีแพทย์และพยาบาลคอยดูแลเมืÉอผ่าตัดเสร็จ 
เรียบร้อยแล้ว โจทก์มีอาการหนาวสัÉน แพทย์ได้สัÉงให้ 
เจ้าหน้าทÉีนำกระเป๋านÊำร้อนมาวางพาดบริเวณหน้าอกของ 
โจทก์และนÊำร้อนในกระเป๋านÊำร้อนได้รัÉวออกมาเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับบาดเจ็บเป็นแผล 
พุพอง เมืÉอรักษาหายแล้วเป็นรอยแผลมีลักษณะเป็นวงกว้าง ศาลฏีกาวินิจฉัยว่า การทีÉ 
โจทก์ถูกนÊำร้อนลวกเกิดจากการทÉี แพทย์เจ้าของไข้ไม่ได้ดูแลโจทก์อย่างใกล้ชิด และมิได้ 
กำกับเจ้าหน้าทีÉผู้ใต้บังคับบัญชาของตนให้ใช้ความระมัดระวังอย่างเพียงพอในการดูแล 
รักษาโจทก์ การกระทำของแพทย์จึงเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อต่อโจทก์ ทำให้ 
โจทก์ได้รับความเสียหาย
36 
ความรู้เบืÊองต้นเกÉียวกับกฎหมายอาญา 
กฎหมายอาญา (criminal law) 
กฎหมายอาญาเป็นกฎหมายทÉีรัฐบัญญัติขึÊนโดยมีจุดประสงค์หลักทÉีจะรักษาความ 
สงบเรียบร้อยภายในสังคม รัฐจึงต้องกำหนดให้การกระทำอย่างใดอย่างหนึÉงหรือหลาย 
อย่างทีÉทำแล้วมีผลกระทบต่อสังคม ความสงบสุขของประชาชนถือว่าเป็นความผิดตาม 
กฎหมายของรัฐ และกำหนดบทลงโทษทางอาญาสำหรับการกระทำความผิดนัÊนเช่นการ 
ลกัทรัพย ์ทำร้ายกัน ข่มขืน อนาจาร ฆ่าคน วางเพลิงเผาทรัพย์ เป็นต้นรวมทัÊงมีความหมาย 
รวมถึงการไม่กระทำการบางอย่างทีÉกฎหมายกำหนดไว้ว่าเป็นความผิดอีกด้วย เพืÉอ 
จุดมุ่งหมายในการรักษาความสงบเรียบร้อยภายในสังคมของรัฐนัÊน 
การใช้กฎหมายอาญา 
โดยทีÉกฎหมายอาญามีลักษณะเป็นกฎหมายมหาชนทีÉกำหนดความสัมพันธ์ 
ระหว่างรัฐและเอกชนซึÉงกระทบสิทธิเสรีภาพของประชาชน การบังคับใช้กฎหมายอาญา 
จึงต้องตีความอย่างเคร่งครัดซึÉงมีหลักเกณฑ์ขัÊนต้นในการใช้กฎหมายอาญาดังนีÊ 
1.1 การกระทำทีÉจะเป็นความผิดตามกฎหมายอาญาได้ จะต้องเป็นการกระทำทีÉ 
กฎหมายไดบ้ญัญตัิไว้แล้วว่าเป็นความผิดและได้กำหนดโทษสำหรับการกระทำนัÊนไว้แล้ว 
ในขณะทÉีได้มีการกระทำนัÊนเกิดขึÊน หรือกล่าวได้ว่า ถ้าเป็นการกระทำทÉีกฎหมายอาญา 
ไม่ได้กำหนดไว้ว่าเป็นความผิดก็ไม่มีความผิดและไม่ต้องรับโทษ 
1.2 กฎหมายอาญาจะนำมาใช้ย้อนหลังเป็นผลร้ายแก่ผู้กระทำความผิดไม่ได้ 
1.3 การตีความกฎหมายอาญาจะนำจารีตประเพณีหรือหลักเกณฑ์ทัวÉไปในสังคม 
มาอ้างเพืÉอเป็นโทษแก่ผู้กระทำความผิดมิได้ 
โทษตามกฎหมายอาญา 
บุคคลทัวÉไปอาจจะมีความคิดว่าโทษตามกฎหมายอาญานัÊนมีเพียงโทษจำคุก และ 
โทษปรับเท่านัÊนแต่แท้จริงแล้ว โทษทางอาญามีทัÊงหมด 5 ประเภท คือ
37 
1. ประหารชีวิต 
2. จำคุก 
3. กกัขงั 
4. ปรับ 
5. ริบทรัพย์สิน 
ประเภทคดีอาญา 
ประเภทคดีตามกฎหมายอาญา มี 2 ประเภทคือ 
1. คดีอนัยอมความได้ คือ คดีอาญาทÉีสามารถตกลงยอมความกันได้โดยคู่กรณี 
ซÉึงไม่ว่าคดีจะอยู่ในขÊันตอนใดก็ตามก่อนศาลพิพากษา คู่กรณีก็ยงัสามารถตกลงยอม 
ความกันได้และจะมีผลให้คดีอาญาระงับไปทันที เช่น การยักยอกทรัพย์ การฉ้อโกงผู้อÉืน 
การโกงเจ้าหนีÊ เป็นต้น 
2. คดีอาญาแผน่ดิน คือ คดีอาญาทÉีคู่กรณีไม่สามารถตกลงยอมความกันได้เพราะ 
แม้คู่กรณีจะตกลงยอมความกัน แต่คดีอาญายังไม่ระงับหรือสิÊนสุดไป พนักงานอยัการจะ 
ยังสามารถดำเนินคดีความต่อไปได้โดยถือว่ารัฐเป็นผู้เสียหาย เช่น การฆ่าผู้อืÉนโดย 
เจตนา การลักทรัพย์ เป็นต้น 
ส่วนคดีการฟ้องแพทย์นัÊนจะถือเป็นคดีอาญาประเภทใดนัÊน ต้องดูข้อเท็จจริงเป็น 
กรณีไปด้วยว่าเป็นการถูกฟ้องในความผิดฐานใด เช่น 
ก. ความผิดฐานประมาทเป็นเหตุให้ผู้อืÉนได้รับอันตรายแก่กายสาหัสหรือถึงแก่ 
ความตาย จะถือเป็นคดีอาญาแผ่นดิน 
ข. ความผิดฐานประมาทเป็นเหตุให้ผู้อืÉนได้รับอันตรายแก่กายไม่ร้ายแรง จะถือ 
เป็นความผิดอันยอมความได้ เป็นต้น 
ในกรณีโทษจำคุก ศาลอาจจะไม่ตัดสินถึงขัÊนให้ลงโทษจำคุกจริงๆก็ได้ 
เช่น ในกรณีความผิดทีÉศาลสัÉงลงโทษจาํคุกไม่เกิน 3 ปี ศาลก็มักจะใช้ดุลพินิจ 
ให้รอการลงโทษจำคุกนÊันไว้ก่อนหรือทÉีบุคคลทัวÉไปรู้จักกันว่าการ “รอลงอาญา” 
หากศาลพิจารณาแล้วเห็นว่าผู้กระทำความผิดเป็นผูมี้ประวตัิความประพฤติดี ไม่ 
ควรลงโทษถึงขัÊนจำคุกและไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อนหรือผู้เสียหายได้รับการ 
เยียวยาแล้ว เพÉือให้ผู้นัÊนได้มีโอกาสกลับตัวเป็นคนดี ช่วยเหลือสังคมต่อไป แต่หากมีการ 
ผิดเงืÉอนไขทีÉศาลกำหนด ก็จะถูกลงโทษจำคุกจริงทันที
38 
หมายอาญา 
หมายอาญา คือ หนังสือทีÉออกโดยศาลหรือพนักงานสอบสวน 
หรือผู้มีอำนาจตามกฎหมาย ส่งถึงบุคคลใดบุคคลหนึÉง กำหนดให้ผู้รับ 
หมายต้องทำการอย่างใดอย่างหนึÉง โดยบุคคลผู้ได้รับหมายจากศาลไม่ 
จำเป็นทÉีจะต้องเป็นฝ่ายจำเลยหรือผู้ถูกฟ้องคดีต่อศาลเสมอไป ทัÊงนีÊ 
เพราะหมายศาลมีอยู่หลายประเภทในเบืÊองต้นจึงควรตรวจสอบเสียก่อน 
ว่าหมายจากศาลนÊนัเป็นหมายชนิดใด เช่น 
1.1 หมายเรียก เป็นหมายอาญาเพืÉอเป็นการนัดหมายให้ผู้ได้รับหมาย ไป 
พบศาลหรือพนักงานสอบสวนตามวัน เวลาทีÉกำหนด โดยผู้มีอำนาจออกหมายเรียก 
อาจจะเป็นพนักงานสอบสวนหรือศาลก็ได้เช่นการออกหมายเรียกเพืÉอให้ผูไ้ดรั้บหมาย 
ไปให้ถ้อยคำแก่พนักงานสอบสวนหรือเป็นการเรียกเพืÉอให้ไปในการพิจารณาคดีของ 
ศาลในฐานะเป็นพยานในคดี เป็นต้น 
1.2 หมายจบั เป็น “หมายอาญา” ซึÉงศาลเท่านัÊนเป็นผู้มีอำนาจออกหมายจบัได้ 
สาเหตุทีÉศาลจะออกหมายจับได้จะต้องปรากฏเหตุตามทีÉกฎหมายกำหนดไว้เสียก่อน 
เช่น มีเหตุอันควรเชืÉอว่าบุคคลใดได้กระทำผิดและบุคคลนัÊนจะหลบหนี หรือ 
ผู้ต้องหาทÉีถูกศาลออกหมายเรียกให้ไปศาลแต่กลับไม่ยอมไปตามหมายเรียกนÊัน 
ศาลก็มีอำนาจในการออกหมายจับได้ เป็นต้น 
1.3 หมายขัง เป็นหมายอาญาชนิดหนึÉงซึÉงศาลจะออกหมายชนิดนีÊในกรณีทÉี 
พนักงานสอบสวนได้ตัวผู้ต้องหามาเพืÉอทำการสอบสวนคดีแล้ว แต่ไม่สามารถทำ 
การสอบสวนผู้ต้องหาได้เสร็จภายใน 48 ชวัÉโมง พนกังานสอบสวนก็จะนาํตวัผูต้อ้งหา 
ไปศาลเพÉือขอให้ศาลออกหมายขังเพÉือทำการสอบสวนผู้ต้องหาต่อไป ซึÉงในขัÊนตอน 
นÊีผู้ต้องหามีสิทธิทÉีจะยÉืนขอประกันตัวต่อศาลได้ 
1.4 หมายค้น หมายค้นเป็นหมายอาญาอีกประเภทหนึÉงซึÉงให้อำนาจแก่ 
พนกังานสอบสวนร้องขอต่อศาลเพÉือให้ศาลออกหมายค้นในกรณีทÉีพนักงานสอบสวน 
ตอ้งการเขา้ไปในบา้นพกัหรือทีÉอยู่อาศยัของผูห้นÉึงผูใ้ด เพืÉอตอ้งการทาํการตรวจคน้ 
และคน้หา “บุคคล” ทÉีได้กระทำความผิด หรือค้นหา‘ของกลาง’ ทีÉบุคคลใดได้ใช้ใน 
การกระทำความผิดและได้ซุกซ่อนอยู่ในบ้านพักหรือทÉีอยู่อาศัยนัÊน
39 
การไม่ปฏิบตัิตามหมายเรียกของศาล ถือเป็นความผิดตามกฎหมายซÉึงมีทÊงัโทษ 
ปรับและโทษจำคุก ดังนัÊนเมÉือได้รับหมายเรียกจากศาลแล้วควรปฏิบัติตามหมายศาลทุก 
ครัÊงและควรมีการเตรียมการดังต่อไปนีÊ 
1. เตรียมข้อมูลเพÉือใช้ในการให้การเกÉียวกับคดีทÉีถูกหมายเรียกตวัไปศาล 
2. เตรียมหลักทรัพย์เพืÉอใช้ประกันตัว เช่นเงินสด โฉนดทีÉดิน 
3. มีทนายความเดินทางไปศาลด้วยทุกครัÊง 
การประกันตัว 
การประกันตัว คือ การขอให้ปล่อยตัวผู้ต้องหาในระหว่างการสอบสวนหรือการขอให้ 
ปล่อยจำเลยในระหว่างการพิจารณาคดีของศาลเป็นการชัวÉคราว โดย 
มีหลักประกันว่าจะไม่หลบหนีและมีเงืÉอนไขว่าผู้ทีÉได้รับการประกัน 
ตัวต้องมาพบเจ้าพนักงานตำรวจหรือศาล ตามคำสัÉง 
(เรียกตามกฎหมายว่า การขอปล่อยชัวÉคราว) 
การประกันตัวมี 3 ชÊัน (คดีอยู่ชัÊนไหนก็ประกันตัวชัÊนนัÊน) 
1. ชัÊนพนักงานสอบสวน 
2. ชÊนัพนกังานอยัการ 
3. ชÊนัศาล 
1. ชัÊนพนักงานสอบสวน 
เบืÊองต้นพนักงานสอบสวนจะออกหมายเรียกไปยังท่านเพÉือให้ท่านมาพบ โดย 
พนักงานสอบสวนจะแจ้งให้ท่านทราบว่าผู้เสียหายได้กล่าวหาท่านว่าได้กระทำความผิดไว้ 
อย่างไรบ้าง พนักงานสอบสวนจะถามท่านว่าได้กระทำดังทีÉผู้เสียหายได้กล่าวไว้หรือไม่ 
หากว่าท่านมิได้กระทำดังทีÉผู้เสียหายกล่าวหาไว้ ก็สามารถแจ้งต่อพนักงานสอบสวนได้ว่า 
ขอ้เท็จจริงเป็นอยา่งไร หลงัจากนÊนัพนกังานสอบสวนจะปฏิบตัิเป็น 2 กรณี คือ 
1.1 ปล่อยท่านไปโดยไม่ต้องประกันตัว โดยอาจจะให้ท่านสาบานตนว่าจะไม่ 
หลบหนีเมืÉอพนักงานสอบสวนเรียกตัว หรือ 
1.2 ควบคุมตัวท่านไว้ ซึÉงมักจะเป็นกรณีทÉีออกหมายเรียกแล้วท่านไม่มาพบ 
พนักงานสอบสวนจึงออกหมายจับ กรณีนีÊท่านจะต้องทำการประกันตัวในชัÊนพนักงาน 
สอบสวน โดยใช้หลักฐานหรือหลักทรัพย์เพืÉอประกันตัว
40 
2. ชÊนัพนกังานอยัการ 
เมืÉอพนักงานสอบสวนทำสำนวนเสร็จและเสนอพนักงานอัยการแล้ว การประกัน 
ตัวจะเข้าสู่ชัÊนพนักงานอัยการ หากท่านประสงค์จะประกันตัวก็สามารถประกันตัวได้ 
ทันที โดยใช้หลักประกันเดิมทÉีได้ยÉืนไว้ในชัÊนพนักงานสอบสวนยÉืนต่อได้ ไม่ต้องเตรียม 
หลักประกันใหม่ 
3. ชÊนัศาล 
แบ่งไดเ้ป็น 2 กรณี คือ 
1. กรณีพนกังานอยัการเป็นโจทก์ (ผู้เสียหายร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน) เมÉือ 
พนักงานอัยการทำสำนวนเสร็จแล้ว ก็จะทำสำนวนสัÉงฟ้อง โดยยืÉนฟ้องท่านเป็นคดีต่อ 
ศาล ในวันทÉีพนักงานอัยการยÉืนคำฟ้องท่านจะต้องประกันตัวในชัÊนศาล อาจใช้ 
หลักประกันเดิมในชÊันพนักงานสอบสวนและชÊัน 
พนกังานอยัการ หรือใชห้ลกัประกนัใหม่ (ในทางปฏิบตัิ 
หากใช้หลักประกันเดิมอาจใช้เวลาในการดำเนินการ 
ล่าชา้) 
2. กรณีผู้เสียหายฟ้องคดีเอง ศาลจะทำการไต่สวน 
มูลฟ้องก่อน (ผู้เสียหายต้องพิสูจน์ให้ศาลเชÉือในเบืÊองต้น 
ก่อนว่าน่าจะมีการกระทำความผิดตามฟ้อง) เมืÉอผ่านการไต่สวนมูลฟ้องและศาลมีคำสัÉง 
ประทับรับฟ้องแล้ว ศาลจะกำหนดวันนัดให้ผู้เสียหายและท่านมาศาล ซึÉงท่านจะต้อง 
เตรียมหลักทรัพย์มาประกันตัวในชัÊนศาลด้วย 
ระยะเวลาในการควบคุมตัว 
1. ความผิดทีÉมีโทษไม่เกิน 3 ปี (อำนาจศาลแขวง) 
ควบคุมตัวได้ไม่เกิน 48 ชวัÉโมง แล้วพนักงานสอบสวนต้องสัÉงฟ้องศาล หากฟ้องไม่ 
ทนัใน 48 ชัวÉโมง พนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการต้องยÉืนคำร้องขอผลัดฟ้อง (เลÉือนการ 
ฟ้องออกไป) และฝากขังต่อศาล โดยขอผลัดฟ้องได้ครัÊงละ 6 วนั และขอผลดัฟ้องได้ไม่เกิน 5 
ครัÊง เช่น กรณีกระทำโดยประมาททำให้ผู้อนÉืได้รับอันตรายสาหัส (โทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี)
41 
2. ความผิดทีÉมีโทษเกิน 3 ปี (อำนาจศาลจังหวัด) 
ควบคุมตัวได้ไม่เกิน 48 ชวัÉโมง แลว้พนกังานสอบสวนตอ้งสังÉฟ้องศาลหากฟ้องไม่ 
ทนัใน 48 ชัวÉโมง พนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการต้องยÉืนคำร้องขอหมายขังผู้ต้องหา 
ไวใ้นระหว่างสอบสวนต่อศาล โดยหากเป็นคดีทÉีมีอัตราโทษไม่เกิน 10 ปี ฝากขังได้ครัÊงละ 
ไม่เกิน 12 วนั ขอฝากขงัไดไ้ม่เกิน 4 ครัÊง และหากเป็นคดีทÉีมีอัตราโทษเกิน 10 ปี ขึÊนไป ขอ 
ฝากขงัได้ครÊังละ 12 วนั ขอฝากขงัไดไ้ม่เกิน 7 ครÊัง เช่น กรณีกระทำโดยประมาททำให้ให้ 
ผู้อืÉนเสียชีวิต (โทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี) หรือกรณีทำให้หญิงแท้งลูก (โทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี) 
บุคคลผ้มูีสิทธิยนÉืขอประกันตัว มี 3 ประเภท คือ 
1. ผู้ต้องหาหรือจำเลย ขอประกันตนเองได้ 
2. ผู้มีประโยชน์เกีÉยวข้อง เช่น ญาติพีÉน้อง ผู้บังคับบัญชา นายจ้าง สามี ภริยา ฯลฯ 
3. นายประกนัอาชีพ ไม่ได้มีความเกÉียวข้องกับผู้ต้องหาหรือจำเลยแต่อย่างใด แต่ 
นายประกันอาชีพจะนำหลักทรัพย์ทีÉตนเองมีมาวางเป็นประกันให้แทน โดยผู้ต้องหา 
หรือจำเลยต้องจ่ายเงินค่าตอบแทนจำนวนหนึÉงให้แก่นายประกันอาชีพ (บางศาลจะมีนาย 
ประกันอาชีพทÉีขึÊนทะเบียนไว้ต่อศาลนัÊนๆ คอยให้บริการ) 
หลักฐานทีÉใช้ในการยืÉนประกันตัว 
ในกรณีทÉีท่านต้องการประกันตัวผู้ต้องหาซึÉงถูกควบคุมตัวอยู่ใน 
ชัÊนสอบสวน ท่านควรมีหลักฐานต่างๆ ดังต่อไปนีÊติดตัวไปด้วย คือ 
1.) บัตรประจำตัวประชาชน 
2.) หลักทรัพย์ทีÉจะใช้เป็นหลักประกัน ได้แก่ 
2.1 เงินสด (เงินตราของรัฐบาลไทยเท่านÊนั) 
2.2 โฉนดทÉีดินซึÉงเจ้าพนักงานทÉีดินได้ประเมินราคาแล้วหรือ พนักงาน 
สอบสวนเชืÉอว่าทีÉดินมีราคาไม่น้อยกว่าสองเท่าของ จำนวนเงินทีÉระบุไว้ในสัญญาประกัน 
2.3 หนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก) ซึÉงเจ้าพนักงานทÉีดินได้ 
ประเมินราคาแลว้ หรือพนกังานสอบสวน เชÉือว่าทÉีดินมีราคาไม่น้อยกว่าสองเท่าของ 
จำนวนเงินทีÉระบุไว้ในสัญญาประกัน 
2.4 หลักประกันอิสรภาพของบริษัทประกันภัยต่างๆ 
2.5 พันธบัตรรัฐบาล
42 
2.6 สลากออมสินและสมุดฝากเงินธนาคารประเภทประจำ 
2.7 ใบรับเงินฝากประจำของธนาคาร 
2.8 ตัวÌแลกเงินทÉีธนาคารเป็นผู้จ่าย และธนาคารผู้จ่าย ได้รับรองตลอดไปแล้ว 
2.9 ตัวÌสัญญาใช้เงินทÉีธนาคารเป็นผู้จ่ายและธนาคารผู้จ่ายได้รับรองเอกสารแล้ว 
2.10 เช็คทีÉธนาคารเป็นผู้สัÉงจ่ายหรือรับรอง 
2.11 หนังสือรับรองของธนาคาร เพÉือชำระเบีÊยปรับแทนในกรณีทÉีผิดสัญญาประกัน 
3.) ในกรณีทีÉผู้ยืÉนขอประกันมีครอบครัวแล้วจะต้องทำหนังสือแสดง การอนุญาต 
จากสามีหรือภรรยาแล้วแต่กรณีไปด้วย 
3.1 ให้ผู้ทีÉจะมาขอประกันตัวผู้ต้องหา พบและยืÉนคำร้องต่อ พนักงาน 
สอบสวนทÉีปฎิบัติหน้าทÉีอยู่ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของคดี หรือไม่ก็ตาม 
3.2 หากไม่อาจเขียนคำร้องประกันได้เอง ให้ร้องขอต่อพนักงานสอบสวน 
เพืÉอสัÉงเจ้าหน้าทีÉช่วยเขียนคำร้องให้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ 
3.3 เมืÉอพนักงานสอบสวนรับคำร้องแล้ว ให้ขอหลักฐานการรับสัญญา 
ประกนัหรือใบเสร็จรับเงิน ซÉึงต้องลงเวลารับคำร้องไว้ด้วย 
3.4 เจ้าพนักงานจะพิจารณา แจ้งผลการสัÉงคำร้องให้เสร็จภายใน 24 ชวัÉโมง 
นับแต่เวลาทีÉรับคำร้อง 
3.5 หากไม่ได้รับความสะดวกหรือล่าช้า ให้รีบเข้าพบแจ้งต่อสารวัตร หรือ 
สารวัตรหัวหน้าสถานีทราบทนัที 
3.6 ในการยÉืนและขอประกันตัวผู้ต้องหานีÊ เป็นดุลยพินิจของเจ้าพนักงาน 
ตำรวจทÉีจะให้ประกันหรือไม่ให้ประกันก็ได้ โดยจะพิจารณาถึง 
3.6.1 ความหนักเบาแห่งข้อหา 
3.6.2 พยานหลักฐานทีÉสอบสวนไปแล้วมีเพียงใด 
3.6.3 พฤติการณ์ต่างๆ แห่งคดีเป็นอย่างใด 
3.6.4 เชืÉอถือผู้ร้องขอประกันได้เพียงใด 
3.6.5 ภยัอันตรายหรือความเสียหายทÉีจะเกิดจากการปล่อยชัวÉคราว มี 
เพียงใด หรือไม่ ผู้ต้องหาน่าจะหลบหนีหรือไม่ 
3.7 หากพนักงานเจ้าหน้าทีÉตำรวจพิจารณาอนุญาตให้ประกันตัวไปได้ ก็จะ 
นำสัญญาประกันและผู้ยืÉนประกันลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน
43 
3.8 หากเจ้าพนักงานตำรวจไม่อนุญาตให้ประกันอันสืบเนืÉองจากเหตุใน ข้อ 
3.6 ก็จะแจ้งให้นายประกันทราบและคืนหลักทรัพย์ไป 
"การใช้บุคคลเป็นประกัน" 
บุคคล ( 1 ) 
- ขา้ราชการพลเรือนระดบั 3 ถึง 5 หรือข้าราชการอÉืนทÉีเทียบเท่า 
- ข้าราชการทหารหรือตำรวจทÉีมียศ ตัÊงแต่ร้อยตรี เรือตรี เรืออากาศตรี หรือร้อย 
ตำรวจตรีถึงพันตรี นาวาตรี นาวาอากาศตรีหรือพันตำรวจตรี 
- ข้าราชการบำนาญตัÊงแต่ระดับ 6 หรือเทียบเท่าขึÊนไป 
- พนักงานรัฐวิสาหกิจในระดับเดียว กับข้าราชการประจำ 
- สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร สมาชิกสภาจังหวัด สมาชิกสภาเทศบาล สมาชิก 
สภาเมืองพัทยา สมาชิกสภาเขตกรุงเทพมหานคร กรรมการสุขาภิบาล กำนันและ 
ผใู้หญ่บา้น 
วงเงินประกัน : ทำสัญญาประกันผู้อืÉนหรือตนเอง ได้ในวงเงินไม่เกินหกหมืÉนบาท 
บุคคล( 2 ) 
- ขา้ราชการพลเรือนระดบั 6 ถึง 8 หรือข้าราชการอÉืนทÉีเทียบเท่า 
- ข้าราชการทหารหรือตำรวจทÉีมียศ ตัÊงแต่พันโท นาวาโท นาวาอากาศโท หรือ 
พันตำรวจโทถึงพันเอก นาวาเอก นาวาอากาศเอกหรือพันตำรวจเอก 
- ข้าราชการตุลาการหรืออัยการตัÊงแต่ ชัÊน 1 ถึง 2 
- พนักงานรัฐวิสาหกิจในระดับเดียว กับข้าราชการประจำ 
วงเงินประกัน : ทำสัญญาประกันผู้อืÉนหรือตนเอง ได้ในวงเงินไม่เกินสองแสนบาท 
บุคคล ( 3 ) 
- ขา้ราชการพลเรือนระดบั 9 ถึง 10 หรือข้าราชการอÉืนทÉีเทียบเท่า 
- ข้าราชการทหารหรือตำรวจทÉีมียศ ตัÊงแต่พันเอก นาวาเอก นาวาอากาศเอกหรือ 
พันตำรวจเอกทีÉได้รับ อัตราเงินเดือนพันเอก (พิเศษ) นาวาเอก(พิเศษ) นาวาอากาศเอก- 
(พิเศษ)หรือพันตำรวจเอก(พิเศษ) ถึงพลตรี พลเรือตรี พลอากาศตรี หรือพลตำรวจตรี 
- ข้าราชการตุลาการหรืออัยการตัÊงแต่ ชัÊน 3 ถึง 4
44 
- พนักงานรัฐวิสาหกิจในระดับเดียว กับข้าราชการประจำ 
วงเงินประกัน : ทำสัญญาประกันผู้อืÉนหรือตนเอง ได้ในวงเงินไม่เกินห้าแสนบาท 
บุคคล ( 4 ) 
- ขา้ราชการพลเรือนระดบั 11 หรือข้าราชการอÉืนทÉีเทียบเท่า 
- ข้าราชการทหารหรือตำรวจทÉีมียศ ตัÊงแต่พลโท พลเรือโท พลอากาศโท หรือพลตำรวจโท 
- ข้าราชการตุลาการหรืออัยการตัÊงแต่ ชัÊน 5 ขÊึนไป 
- พนักงานรัฐวิสาหกิจในระดับเดียว กับข้าราชการประจำ 
- สมาชิกรัฐสภา ข้าราชการการเมือง หรือผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร 
วงเงินประกัน : ทำสัญญาประกันผู้อืÉนหรือตนเอง ได้ในวงเงินไม่เกินหนึÉงล้านบาท 
ในกรณีจำเป็นเพืÉอทราบเกีÉยวกับสถานะ ระดับ อัตราเงินเดือนหรือ ภาระผูกพัน 
อÉืนใด อาจให้ผู้ยÉืนประกันแสดงหนังสือรับรองจาก ต้นสังกัดและภาระผูกพันนัÊน ภายใน 
ห้าวันนับตัÊงแต่วันทÉีได้ รับอนุญาตให้ประกัน 
กรณีบุคคลใดได้ทำสัญญาประกันผู้อืÉนหรือตนเองไว้ แต่หลักประกันยังไม่เป็น 
การ เพียงพอ ให้ใช้บุคคลอืÉนทีÉมีคุณสมบัติตาม ทีÉกำหนดไว้หรือใช้หลักทรัพย์อืÉนเป็น 
หลักประกันเพิÉมเติมได้ 
ให้ผู้ทีÉขอทำสัญญาประกันแสดงบัตรประจำตัวต่อพนักงานสอบสวน 
ผู้รับผิดชอบ พิจารณาอนุญาตโดยไม่ชักช้า 
สิทธิของผ้ตู้องหา 
1. สิทธิทีÉจะทราบข้อกล่าวหาหรือข้อหา 
2. สิทธิทÉีจะให้การหรือไม่ให้การก็ได้ 
3. มีสิทธิคัดค้านการฝากขังได้ 
4. มีสิทธิได้รับการเยีÉยมตามสมควร 
5. มีสิทธิได้รับการรักษาพยาบาล 
6. มีสิทธิทีÉจะได้รับการประกันตัว 
7. มีสิทธิทÉีจะขอพบทÉีปรึกษาหรือทนายความสองต่อสองก็ได้ 
8. มีสิทธิทีÉจะพาทนายความหรือผู้ทีÉผู้ต้องหาไว้วางใจ เข้าฟังการสอบสวนได้
45 
คดีผ้บูริโภค 
ความหมายและเหตุผล 
คดีผู้บริโภค เป็นคดีทีÉพิพาทกันระหว่างผู้ประกอบธุรกิจกับผู้บริโภค มีลักษณะทีÉ 
แตกต่างไปจากคดีแพ่งทัวÉๆ ไป เนÉืองจากคู่ความทัÊงสองฝ่ายอยู่ในฐานะทÉีไม่เท่าเทียมกัน 
(ต่างจากคดีแพ่งทÉีคู่ความทัÊงสองฝ่ายอยู่ 
ในฐานะทีÉเท่าเทียมกัน) โดยฝ่ าย 
ผู้บริโภคมักจะอยู่ในฐานะทีÉเสียเปรียบ 
กว่าผู้ประกอบธุรกิจในหลาย ๆ ด้าน 
โดยเฉพาะในด้านของการแสวงหา 
พยานหลักฐานเพืÉอทีÉจะนำมาพิสูจน์ 
ขอ้เท็จจริงทÉีเกิดขึÊน ยิÉงถ้าเป็นพยานหลักฐานทÉีเกÉียวกับการผลิตสินค้าหรือการให้บริการ 
ทีÉนับวันยิÉงอาศัยเทคโนโลยีทีÉทันสมัยเข้ามาเป็นตัวช่วยก็ยิÉงส่งผลให้ผู้บริโภคไม่สามารถ 
หรือยากทีÉจะเข้าถึงตัวพยานหลักฐานดังกล่าวได้ อันก่อให้เกิดอุปสรรคทีÉสำคัญในการทีÉ 
จะอำนวยความยุติธรรมให้กับผู้บริโภคทÉีได้รับความเสียหาย จากการใช้สินค้าหรือ 
บริการ จนบ่อยครัÊงทÉีปัญหาข้อพิพาทเกิดลุกลามบานปลายถึงขึÊนใช้วิธีทÉีรุนแรงและไม่ 
เหมาะสม ซึÉงส่งผลกระทบต่อความสงบสุขของสังคมส่วนรวม 
พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 จึงถูกร่างขึÊนเพÉือให้ผู้บริโภคมี 
โอกาสเข้าถึงความยุติธรรมได้ง่ายและสะดวกยิÉงขึÊน เช่น ผู้บริโภคสามารถฟ้องคดีได้ด้วย 
วาจา (มาตรา 20) เป็นต้น และเพืÉอแก้ไขปัญหาความไม่เป็น 
ธรรมของกระบวนการทางกฎหมายทีÉเป็นอยู่ เช่น ในเรืÉอง 
ของอายุความ (มาตรา 31) ในเรืÉองของค่าเสียหายเชิง 
ลงโทษ (มาตรา 42) เป็นต้น ตลอดจนเพืÉอส่งเสริมคุณธรรม 
และจริยธรรมในการดำเนินธุรกิจและเพืÉอปราบปรามผู้ 
ประกอบธุรกิจทÉีไม่สุจริต ซึÉงจะทำให้เกิดการพัฒนา 
คุณภาพของสินค้าและการบริการ อีกทัÊงยังจะยกระดับมาตรฐานคุณภาพชีวิตของคนไทย 
ให้ดียิÉงขึÊนไปอีกด้วย
46 
พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 กับ แพทย์ สถานพยาบาล 
และการรักษาพยาบาล 
ก่อนอÉืนเราต้องรู้ว่ากฎหมายฉบับนีÊใช้กับคดีแพ่งไม่ใช่กับคดีอาญา และต้องเป็น 
“คดีผูบ้ริโภค” ด้วย ซึÉงในมาตรา 3 ของพระราชบัญญัติดังกล่าวได้ให้ความหมายไว้ 4 
กรณีดว้ยกนั ดงันÊี 
“คดีผู้บริโภค” หมายความว่า 
(1) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีสิทธิฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา 19 
หรือตามกฎหมายอÉืน กับผู้ประกอบธุรกิจซึÉงพิพาทกันเกÉียวกับสิทธิหรือหน้าทÉีตาม 
กฎหมายอันเนืÉองมาจากบริโภคสินค้าหรือบริการ 
(2) คดีแพ่งตามกฎหมายเกีÉยวกับความรับผิดต่อความเสียหายทีÉเกิดจากสินค้าทีÉไม่ปลอดภัย 
(3) คดีแพ่งทีÉเกีÉยวเนืÉองกับคดีตาม (1) หรือ (2) 
(4) คดีแพ่งทÉีมีกฎหมายบัญญัติให้ใช้วิธีพิจารณาคดีตามพระราชบัญญัตินีÊ” 
ซึÉงกรณีสำคัญคือกรณีตาม (1) ทÉีว่า “คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้อง 
....... กับผู้ประกอบธุรกิจซึÉงพิพาทกันเกÉียวกับสิทธิหรือหน้าทÉี ........... อันเนÉืองมาจากการ 
บริโภคสินค้าหรือบริการ” สรุปก็คือ เป็นคดีทีÉมีการพิพาทระหว่างฝ่ายผู้บริโภคกับผู้ 
ประกอบธุรกิจทÉีมีสาเหตุมาจากการบริโภคหรือการบริการ ดังนัÊนการจะวินิจฉัยว่าข้อ 
พิพาทเกÉียวกับการรักษาพยาบาลระหว่างผู้ป่วยกับแพทย์ และหรือสถานพยาบาลนัÊน จะ 
ใช้กฎหมายฉบับนีÊบังคับได้หรือไม่นัÊน ต้องวิเคราะห์ว่า 
1. การรักษาพยาบาล ถือเป็นบริการหรือไม่ 
2. ผู้ป่วยเป็นผู้บริโภคหรือไม่ 
3. ผปู้ระกอบธุรกิจหมายถึงใคร สถานพยาบาลของรัฐหรือสถานพยาบาลของเอกชน 
4. แพทย์ทีÉตรวจรักษา ถือเป็นผู้ประกอบธุรกิจหรือไม่ 
1. การรักษาพยาบาล ถือเป็นการบริการหรือไม่ 
พิจารณาความหมายของคำว่า “การบริการ” ตาม 
พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2551 ดงันÊี 
“บริการ หมายความว่า การรับจัดทำการงาน การใช้
47 
สิทธิใด ๆ หรือการให้ใช้หรือประโยชน์ในทรัพย์สินหรือกิจการใด ๆ โดยเรียกค่าตอบแทน 
เป็นเงินหรือผลประโยชน์อืÉน แต่ไม่รวมถึงการจ้างแรงงานตามกฎหมายแรงงาน” 
ข้อทีÉต้องวิเคราะห์คือ การรักษาพยาบาล อยู่ในความหมายของคำว่า “บริการ” 
หรือไม่ กล่าวคือ “เป็นการจัดทำการงานโดยเรียกค่าตอบแทนหรือไม่” ซÉึงโดยปกติแล้ว 
การรักษาพยาบาล คือ การดูแลรักษาผู้ป่วย อันมีลักษณะเป็นการทำงานให้แก่ผู้ป่วย จึง 
ถือไดว้่าเป็นการรับจัดทาํการงานอย่างหนÉึง ดงันÊัน หากมีการเรียกค่าตอบแทนเป็นเงิน 
หรือผลประโยชน์อÉืน ก็ย่อมต้องถือว่าเป็นการให้บริการอย่างหนึÉง 
2. ผ้ปู่วยเป็นผ้บูริโภคหรือไม่ 
พิจารณาความหมายของคำว่า “ผู้บริ โภค” ตาม 
พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2551 ดงันÊี 
“ผูบ้ริโภค หมายความว่า ผูซ้Êือหรือได้รับบริการจากผู้ 
ประกอบธุรกิจหรือผู้ซึÉงได้รับการเสนอหรือการชักชวนจากผู้ 
ประกอบธุรกิจเพÉือให้ซืÊอสินค้าหรือรับบริการ และหมายความรวมถึงผู้ใช้สินค้าหรือผู้ 
ได้รับบริการจากผู้ประกอบธุรกิจโดยชอบ แม้มิได้เป็นผู้เสีย 
ค่าตอบแทนก็ตาม” 
ดังนัÊนแล้วผู้ป่วยทÉีมาขอทำการรักษาจะถือว่าเป็น “ผู้บริโภค” ก็น่าจะใช่ในกรณีทÉี 
ต้องมีการจ่ายค่าตอบแทนหรือประโยชน์อืÉนให้แก่แพทย์ผู้ทำการรักษาพยาบาลหรือ 
สถานพยาบาล (แมว้่าตวัผปู้่วยจะไม่ไดเ้ป็นผจู้่ายเอง) 
3. ผ้ปูระกอบธุรกิจหมายถึงใคร สถานพยาบาลของรัฐหรือสถานพยาบาลของเอกชน 
พิจารณาความหมายของคำว่า “ผปู้ระกอบธุรกิจ” 
ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2551 ดงันÊี 
“ผู้ประกอบธุรกิจ หมายความว่า ผู้ขาย ผู้ผลิตเพืÉอขาย 
ผู้สังÉหรือนำเข้ามาในราชอาณาจักรเพÉือขาย หรือผู้ซืÊอเพÉือขาย 
ต่อซึÉงสินค้า หรือผู้ให้บริการและหมายความรวมถึงผู้ 
ประกอบกิจการโฆษณาด้วยความหมายของคำตามทีÉได้ 
บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ. วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค”
48 
จากข้างต้นจะเห็นว่าเงืÉอนไขสำคัญทÉีจะทำให้ใครเป็น “ผปู้ระกอบธุรกิจ” ก็คือ 
ผู้นัÊนต้องเรียกค่าตอบแทนหรือผลประโยชน์อÉืนจากการรับรักษาพยาบาลซึÉง 
สถานพยาบาลเหล่านีÊน่าทÉีจะเข้าข่ายเป็น “ผปู้ระกอบธุรกิจ” 
- สถานพยาบาลของเอกชน เนืÉองจากมีการเรียกค่าตอบแทนหรือผลประโยชน์ 
อืÉนจากการรับรักษาพยาบาล แม้ว่าผู้จ่ายค่าตอบแทนจะไม่ใช่ตัวผู้รับบริการก็ตาม 
- สถานพยาบาลของรัฐ ทีÉทำการให้บริการสุขภาพทีÉมีลักษณะชัดเจนว่ามีการ 
เรียกค่าตอบแทนจากการให้บริการ เช่น การรับตรวจสุขภาพตามสถานประกอบการต่าง 
ๆ การเปิ ดให้บริการนอกเวลาและเก็บค่าบริการ 
- กรณีทีÉสถานพยาบาลของรัฐตรวจรักษาผู้ป่วยทีÉใช้สิทธิบัตรทอง อาจมีความ 
แตกต่างกันว่าจะถือเป็นผู้ประกอบธุรกิจหรือไม่ เพราะแม้ไม่ได้เรียกเก็บค่าตอบแทนจาก 
ผู้ป่วย แต่ก็ได้รับค่าตอบแทนจากหน่วยงานทีÉดูแลรับผิดชอบ ถ้ามองในแง่เจตนารมณ์ 
ของการให้บริการดังกล่าว เราอาจมองว่าสถานพยาบาลของรัฐมีลักษณะเป็นการ 
ให้บริการสาธารณะ ไม่ได้มีความมุ่งหวังต้องการค่าตอบแทนจากการให้บริการผู้ป่วยทีÉ 
ใช้สิทธิบัตรทอง การทÉีได้รับงบประมาณเหมาจ่ายหรือเบิกจากส่วนกลางนัÊน ก็เป็น 
วิธีการจัดการงบประมาณของรัฐ ส่วนกรณีของการให้บริการแก่ผู้ป่วยทีÉใช้สิทธิ 
ประกันสังคมนัÊน แม้มีลักษณะคล้ายกับสิทธิบัตรทอง แต่ในรายละเอียดแล้วมีความ 
แตกต่างกันจนทำให้สถานพยาบาลของรัฐบางแห่งต้องการให้ผู้ประกันตนเลือกใช้ 
สถานพยาบาลของตน เพราะหวังค่าตอบแทนจากการบริการให้ผู้ประกันตนถึงขัÊนมีการ 
จูงใจ โฆษณาให้มาเลือกใช้บริการทÉีสถานพยาบาลของตน กรณีดังกล่าวนีÊจึงน่าคิดว่า 
น่าจะเข้าข่ายเป็นผูป้ระกอบธุรกิจได้ 
ในอนาคตแม้ว่าอาจมีข้อสรุปทีÉให้ถือว่า สถานพยาบาลในภาครัฐ เป็น “ผู้ 
ประกอบธุรกิจ” แต่ก็คงไม่สามารถฟ้องเรียกค่าเสียหายโดยตรงจากสถานพยาบาลได้ 
เพราะส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นนิติบุคคล จึงต้องฟ้องหน่วยงานรัฐทีÉ 
สถานพยาบาลนัÊนสังกัดอยู่ 
4. แพทย์ทÉีตรวจรักษา ถือเป็นผ้ปูระกอบธุรกิจหรือไม่ 
แพทย์ทีÉเป็นข้าราชการหรือพนักงานของรัฐทีÉทำงาน 
ในสถานพยาบาลของรัฐไม่น่าจะถือเป็น “ผูป้ระกอบธุรกิจ”
49 
เพราะการตรวจรักษาทÉีทำให้ผู้ป่วยนัÊน เป็นการกระทำตามหน้าทÉีให้แก่รัฐ (เป็น 
ความสัมพันธ์ตามกฎหมายมหาชนเพราะเป็นการทำเพืÉอประโยชน์สาธารณะ อันเป็น 
บทบาทหน้าทÉีของรัฐ) อีกทัÊงไม่ได้มีการเรียกค่าตอบแทนหรือผลประโยชน์โดยตรงจาก 
การตรวจรักษานัÊน 
ผลกระทบต่อแพทย์และสถานพยาบาลจากการบังคับใช้พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดี 
ผ้บูริโภค พ.ศ. 2551 
- การฟ้องร้องแพทย ์และสถานพยาบาลจะมากขÊึน เพราะฟ้องได้ 
สะดวกขÊึน 
- การต่อสู้คดีของแพทย์และสถานพยาบาลจะลำบากขึÊนเพราะ 
ภาระพิสูจน์ตกอยู่กับฝ่ายตนเอง 
- หากแพ้คดีอาจต้องจ่ายเสียหายมากขึÊน เพราะศาลสามารถพิพากษาเชิง 
ลงโทษได้ 
- มีการดูแลรักษาผู้ป่วยในเชิงป้องกันมากขึÊน ทำให้อาจมีการส่งตรวจ 
หรือปรึกษาผู้เชีÉยวชาญเกินความจำเป็น เพราะกลัวการผิดพลาด 
- ค่ารักษาพยาบาลทÉีผู้ป่วยจะจ่ายจะแพงขึÊน เนÉืองจากต้นทุนการ 
รักษาพยาบาลแพงขึÊน เพราะมีการส่งตรวจเกินความจาํเป็น 
- แพทย์ลาออกมากขึÊนและอาจหันไปประกอบวิชาชีพอÉืน เนÉืองจากเกิด 
ความเบืÉอหน่ายทำให้เกิดปัญหาการขาดแคลนแพทย์ โดยเฉพาะในต่างจังหวัด 
ในวันทีÉ 5 กันยายน พ.ศ. 2551 ประธานศาลอุทธรณ์ได้มีคำวินิจฉัย ทีÉ 
8/2551 ในคดีหมายเลขดำทีÉ 2884/2551 ของศาลแขวงสุรินทร์ ระหว่างสำนักงาน 
ปลัดกระทรวงสาธารณสุข โจทก์ กับ บริษัทสัมพันธ์ประกันภัย จำกัด จำเลยทีÉ1 และนาย 
พรศกัดÍิ สันประโคน จำเลยทÉี 2 โดยมีใจความสำคญัคือ “ โรงพยาบาลสุรินทร์ ซÉึงเป็นส่วน 
ราชการในสังกัดโจทก์ ดำเนินกิจการให้บริการด้านการสาธารณสุขแก่ประชาชน โดยเรียก 
ค่ารักษาพยาบาลเป็นการตอบแทน จึงถือได้ว่า โจทก์เป็นผู้ให้บริการและเป็นผู้ประกอบ 
ธุรกิจ ส่วนจำเลยทÉี 2 เป็นผู้เข้ารับการรักษาพยาบาลทÉีโรงพยาบาล โดยมีความรับผิดทÉี 
จะต้องชำระค่ารักษาพยาบาล จำเลยทÉี 2 จึงเป็นผู้ใช้บริการและเป็นผู้บริโภค เมÉือโจทก์ฟ้อง 
เรียกให้จำเลยทÉี 2 ชำระค่ารักษาพยาบาลดังกล่าว จึงเป็นคดีพิพาทระหว่าง ผู้ประกอบธุรกิจ
50 
กับ ผู้บริโภค เกÉียวกับสิทธิหรือหน้าทÉีตามกฎหมายอันเนÉืองมาจากการใช้บริการ เป็นคดี 
ผู้บริโภคตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 3(1)” 
แต่ทัÊงนีÊทางหน่วยงานต้นสังกัด ได้พยายามทÉีจะยÉืนเสนอประเด็นเกÉียวกับ 
ข้อพิจารณาดังกล่าวต่อประธานศาลอุทธรณ์ เพืÉอให้ท่านพิจารณาวินิจฉัยในกรณี 
สถานพยาบาลของรัฐ แพทยแ์ละพยาบาล ว่าไม่ไดเ้ป็นผู้ประกอบการหรือผู้ประกอบธุรกิจ 
ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภคและพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผูบ้ริโภค พ.ศ. 2551
ศูนย์ให้คำปรึกษากฎหมายทางการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข 
วัตถุประสงค์ 
1. ให้คำปรึกษาในด้านกฎหมายทีÉเกีÉยวกับการให้บริการสาธารณสุข 
2. เป็นทีÉติดต่อประสานงานผู้เกีÉยวข้องในการให้การช่วยเหลือแพทย์และเจ้าหน้าทีÉ 
ในการต่อสู้คดี 
3. อำนวยความสะดวกและเป็นการลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางติดต่อกับส่วนงาน 
ราชการโดยตรง 
4. เพืÉอเพิÉมประสิทธิภาพในการให้บริการโดยการเพิÉมช่องทางให้สามารถเข้าถึง 
ข้อมูลข่าวสาร และบริการรวมถึงเรืÉองร้องเรียนต่างๆได้สะดวกรวดเร็ว 
5. สนองตอบนโยบายของกระทรวงสาธารณสุข 
ทีÉปรึกษา 
นายเสริมศักดิÍ เทพาคาํ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านกฎหมาย 
(อดีตผู้พิพากษา หัวหน้าคณะในศาลชÊนัตน้) 
นายผดุงพันธ์ จันทโร ผู้ทรงคุณวุฒิด้านกฎหมาย 
(สาํนกักฎหมายเทพ) 
นายกิตติศักดิÍ ประเสริฐสงค์ ผู้อำนวยการกลุ่มกฎหมาย 
เจ้าหน้าทีÉประจำศูนย์ 
นายโสภณ สวัสดิสาร ทนายความ (ผู้เชีÉยวชาญเฉพาะด้านกฎหมาย) 
นายบุญทรง วิเศษสาธร ทนายความ (ผู้เชีÉยวชาญเฉพาะด้านกฎหมาย) 
นายณฐัพงศ์ เมฆมธัยนัห์ ทนายความ 
นางสาวจิรานุช ขาวป้ อม นิติกร 
นายอนุชา กาศลงักา นิติกร 
นายณฐัพล สาริวงศ์จันทร์ นิติกร 
นายชัยรัตน์ ประภารักษ์วรกุล นิติกร 
นายกิตติ นิวาสะวัต นิติกร 
นางสาวสุดารัตน์ ยิÊมเลÊียง นิติกร
2 
กลุ่มงานคดีทางการแพทย์ กลุ่มกฎหมาย 
สาํนกับริหารกลาง สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข 
88/20 ซอยติวานนท์ 4 ถนนติวานนท์ ตำบลตลาดขวัญ อำเภอเมือง นนทบุรี 11000 
โทรศพัท ์: 02-590-1428 , 02-590-1430 , 02-590-1441 
โทรสาร : 02-590-1428 , 02-590-1434 
Email : anuchak@health.moph.go.th 
...................................................................
คำสัÉงกรมตำรวจ 
ทÉ ี 622 / 2536 
เรÉือง การใช้บุคคลเป็นประกันหรือหลักประกันในการปล่อยชัÉวคราว 
------------------ 
ด้วยกระทรวงมหาดไทยและกรมตำรวจมีนโยบายอำนวยความสะดวกในการ 
ให้บริการแก่ประชาชน โดยเฉพาะเรืÉองการใช้บุคคลเป็นประกันหรือหลักประกันในการ 
ปล่อยชัÉวคราว ตามนัยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 110 และ มาตรา 
114 วรรคสอง 
อาศัยอำนาจตามข้อบังคับกระทรวงมหาดไทยทÉี 4/2499 ลงวันทÉี 13 ตุลาคม 
2499 ข้อ 3 ประกอบกับข้อบังคับกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยระเบียบการดำเนินคดีอาญา 
พ.ศ.2523 ลงวันทีÉ 7 พฤศจิกายน 2523 ซึÉงแก้ไขเพิÉมเติมโดยข้อบังคับกระทรวงมหาดไทย 
ว่าด้วยการดำเนินคดีอาญา ( ฉบับทÉี2 ) พ.ศ.2523 ลงวันทÉี 26 พฤศจิกายน 2523 แก้ไข 
เพิÉมเติมโดยข้อบังคับกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการดำเนินคดีอาญา ( ฉบับทÉี3 ) พ.ศ. 
2523 ลงวันทีÉ 11 ธันวาคม 2523 และ แก้ไขเพิÉมเติมโดยข้อบังคับกระทรวงมหาดไทยว่า 
ด้วยการดำเนินคดีอาญา ( ฉบับทÉี4 ) พ.ศ. 2525 ลงวันทีÉ 26 มกราคม 2525 ข้อ 2.5 จึง 
วางหลักเกณฑ์การใช้บุคคลเป็นประกันหรือหลักประกันในการปล่อยชัÉวคราวไว้ เป็นทาง 
ปฏิบัติดังนÊ ี 
ข้อ 1 ให้ข้าราชการพลเรือนระดับ 3 ถึง 5 หรือข้าราชการอÉืนทีÉเทียบเท่า 
ข้าราชการทหารหรือข้าราชการตำรวจทีÉมียศตัÊงแต่ร้อยตรี เรือตรี เรืออากาศตรีหรือร้อย 
ตำรวจตรีถึงพันตรี นาวาตรี นาวาอากาศตรีหรือพันตำรวจตรี ทำสัญญาประกันผู้อÉืนหรือ 
ตนเองได้ในวงเงินไม่เกินหกหมืÉนบาท 
ให้ข้าราชการพลเรือนระดับ 6 ถึง 8 หรือข้าราชการอÉืนทีÉเทียบเท่า ข้าราชการ 
ทหารหรือข้าราชการตำรวจทีÉมียศตัÊงแต่พันโท นาวาโท นาวาอากาศโทหรือพันตำรวจโทถึง 
พันเอก นาวาเอก นาวาอากาศเอกหรือพันตำรวจเอก ข้าราชการตุลาการหรือข้าราชการ 
อัยการ ตัÊงแต่ชัÊน 1 ถงึ 2 ทำสัญญาประกันผู้อนÉืหรือตนเองได้ในวงเงินไม่เกินสองแสนบาท 
ให้ข้าราชการ.../
- 2 - 
ให้ข้าราชการพลเรือนระดับ 9 ถึง 10 หรือข้าราชการอนÉืทีÉเทียบเท่า ข้าราชการ 
ทหารหรือข้าราชการตำรวจทีÉมียศตัÊงแต่พันเอก นาวาเอก นาวาอากาศเอกหรือพันตำรวจเอก 
ทีÉได้รับอัตราเงินเดือน พันเอก(พิเศษ) นาวาเอก(พิเศษ) นาวาอากาศเอก(พิเศษ)หรือพัน 
ตำรวจเอก(พิเศษ) ถึงพลตรี พลเรือตรี พลอากาศตรีหรือพลตำรวจตรี ข้าราชการตุลาการ 
หรือข้าราชการอัยการ ตัÊงแต่ชัÊน 3 ถงึ 4 ทำสัญญาประกันผู้อนÉืหรือตนเองได้ในวงเงินไม่เกิน 
ห้าแสนบาท 
ให้ข้าราชการพลเรือนระดับ 11 หรือข้าราชการอนÉืทีÉเทียบเท่า ข้าราชการทหาร 
หรือข้าราชการตำรวจทีมÉียศตัÊงแต่พลโท พลเรือโท พลอากาศโทหรือพลตำรวจโท ข้าราชการ 
ตุลาการหรือข้าราชการอัยการ ตัÊงแต่ชัÊน 5 ขึÊนไป ทำสัญญาประกันผู้อนÉืหรือตนเองได้ใน 
วงเงินไม่เกินหนÉึงล้านบาท 
ข้าราชการดังกล่าวในข้อ 1 หมายถึงข้าราชการประจำเท่านÊัน 
ข้อ 2 ให้ข้าราชการบำนาญตัÊงแต่ระดับ 6 หรือเทียบเท่าขึÊนไป ทำสัญญาประกัน 
ผู้อนÉืหรือตนเองได้ในวงเงินไม่เกิน หกหมÉืนบาท 
ข้อ 3 ให้พนักงานรัฐวิสาหกิจทำสัญญาประกันผู้อÉืนหรือตนเองได้ในทำนอง 
เดียวกับข้าราชการตามทีÉระบุไว้ใน ข้อ 1 
ข้อ 4 ให้สมาชิกรัฐสภา ข้าราชการการเมือง หรือผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร 
ทำสัญญาประกันผู้อนÉืหรือตนเองได้ในวงเงินไม่เกินหนÉงึล้านบาท 
ข้อ 5 ให้สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร สมาชิกสภาจังหวัด สมาชิกสภาเทศบาล 
สมาชิกสภาเมืองพัทยา สมาชิกสภาเขตกรุงเทพมหานคร กรรมการสุขาภิบาล กำนันและ 
ผู้ใหญ่บ้าน ทำสัญญาประกันผู้อนÉืหรือตนเองได้ในวงเงินไม่เกินหกหมÉืนบาท 
ข้อ 6 ให้ผู้ทีÉขอทำสัญญาประกันตามข้อ 1 ถึงข้อ 5 แสดงบัตรประจำตัวต่อ 
พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบพิจารณาอนุญาตโดยไม่ชักช้า ในกรณีจำเป็นเพÉือทราบ 
เกีÉยวกับฐานะ ระดับ อัตราเงินเดือน หรือภาระผูกพันอนÉืใดอาจให้ผู้ยÉืนประกันแสดงหนังสือ 
รับรองจากต้นสังกัดและภาระผูกพันภายในห้าวันนับตัÊงแต่วันทีÉได้รับอนุญาตให้ประกัน 
ข้อ 7 ในกรณีบุคคลตามข้อ 1 ถึงข้อ 5 บุคคลใดได้ทำสัญญาประกันผู้อÉืนหรือ 
ตนเองไว้แต่หลักประกันยังไม่เป็นการเพียงพอให้ใช้บุคคลตามข้อ 1 ถึงข้อ 5 บุคคลอืÉนหรือ 
ใช้หลักทรัพย์อนÉืเป็นหลักประกันเพิÉมเติมได้ 
ข้อ 8 ในกรณีจำเป็นเพÉือให้การปฏิบัติตามคำสัÉงนÊีหรือมีวิธีการอÉืนใดเพÉืออำนวย 
ความสะดวกและรวดเร็วยÉิงขึÊน ให้อธิบดีกรมตำรวจเป็นผู้พิจารณากำหนด และรายงาน 
กระทรวงมหาดไทย
- 3 - 
ทัÊงนÊี ตัÊงแต่บัดนÊีเป็นต้นไป 
สัÉง ณ วันทีÉ 15 เมษายน พ.ศ. 2536 
พลตาํรวจเอก สวัสดิÍ อมรวิวัฒน ์ 
( สวัสดิÍ อมรวิวัฒน)์ 
อธบิดกีรมตาํรวจ
บนัทึกขอ้ความ 
ส่วนราชการ ตร โทร. 0 2205 3466 
ทีÉ 0031.212/ว 91 วันทีÉ 11 กันยายน 2549 
เรÉือง การดำเนินคดีอาญากรณีแพทย์เป็นผู้ถูกกล่าวหา 
ผบช.น., ผบช.ก., ผบช.ภ.1-9 
ด้วยแพทยสภา มีหนังสือ ทีÉ พงส. 011/1152 ลงวันทีÉ 21 ส.ค.2549 ขอปรึกษา 
หารือเพืÉอกำหนดแนวทางปฏิบัติกรณีแพทย์ถูกแจ้งความดำเนินคดีอาญา กรณีเนืÉองมาจากการ 
รักษาผู้ป่วยแล้วเกิดความเสียหายต่อร่างกายหรือชีวิต ประกอบกับเป็นข่าวทางสÉือมวลชนหลาย 
แขนงว่า ปัจจุบันมีผู้ป่วยหรือญาติผู้ป่วยร้องเรียนต่อแพทยสภาหรือแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษ 
ต่อพนักงานสอบสวน กล่าวหาแพทย์ผู้ทำการตรวจรักษาผู้ป่วยจนเป็นเหตุให้ผู้ป่วยเสียชีวิต หรือ 
ได้รับความทุกข์ทรมานมากขึÊนจากการตรวจรักษาดังกล่าว 
ดังนÊัน เพÉือให้การดำเนินคดีอาญาเกิดความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย และมีมาตราฐาน 
เป็นไปในแนวทางเดียวกัน จึงให้พนักงานสอบสวนดำเนินการดังนÊ ี 
1. เมืÉอพนักงานสอบสวนได้รับคำร้องทุกข์หรือกล่าวโทษให้ดำเนินคดีอาญาแพทย์ 
ผู้ทำการตรวจรักษาผู้เจ็บป่วยแล้วเกิดความเสียหายต่อร่างกายหรือชีวิตของผู้เจ็บป่วยแล้ว ขอให้ 
พนักงานสอบสวนดำเนินการสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานทุกชนิด เพืÉอพิสูจน์ความผิดหรือ 
ความบริสุทธิÍของผู้ต้องหา หากมีพยานหลักฐานเพียงพอและแน่ชัดให้พนักงานสอบสวน 
ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป 
2. เมืÉอรับคำร้องทุกข์กล่าวโทษ ให้มีหนังสือแจ้งเหตุโดยสรุปไปยังนายก 
แพทยสภา โดยขอทราบความเห็นใน 2 ประเด็น เพืÉอประกอบสำนวนการสอบสวน คือ 
2.1 ในการรักษาของแพทย์ถูกกล่าวหา ได้ทำการรักษาผู้ป่วยตามมาตราฐาน 
วิชาชีพเวชกรรมของแพทยสภาหรือไม่ 
2.2 แพทย์ผู้ถูกกล่าวหาได้ใช้ความระมัดระวังในการตรวจวินิจฉัยและรักษา 
ผู้ป่วยตามภาวะวิสัยและพฤติการณ์ของแพทย์ทีÉจะต้องทำการรักษาพยาบาลในกรณีนÊี หรือไม่ 
พร้อมหนังสือให้สำเนาเวชระเบียนและบัตรประวัติผู้ป่วยนอกของผู้ป่วยหรือผู้ตายส่งไปยังนายก 
แพทยสภา สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข อาคาร 6 ชÊัน 7 ถนนติวานนท์ อำเภอเมือง 
จังหวัดนนทบุรี 11000 
/3. กรณที.Éี..
- 2 - 
3. กรณีทีÉต้องดำเนินการสอบสวนแพทย์ในฐานะผู้ถูกกล่าวหา และหากมีความ 
จำเป็นต้องจับกุมหรือควบคุมแพทย์ ให้คำนึงถึงเกียรติยศศักดิÍศรีของผู้ถูกกล่าวหาและให้ปฏิบัติ 
โดยสุภาพ สะดวก รวดเร็ว ตามสมควร 
จึงแจ้งมาเพืÉอทราบ และถือปฏิบัติโดยเคร่งครัดต่อไป 
พล.ต.อ. โกวิท วัฒนะ 
(โกวิท วัฒนะ) 
ผบ.ตร.
ขา้พเจ้า นาย/นาง................................................................................................. 
เอกสารประกอบคำร้องขอปล่อยชัÉวคราวขอส่งต่อศาล ดังนีÊ (ทำเครืÉองหมาย) 
o กรณีทีÉดิน โฉนดทีÉดิน , น.ส.3 ก , น.ส.3 ข , น.ส.3 ใบประเมินทีÉดินภายใน 1 ปี 
o กรณีใช้ตำแหน่ง หนังสือรับรองการเป็นข้าราชการหรือเจ้าพนักงานของรัฐ 
o กรณีใช้พันธบัตรรัฐบาล , เช็คทีÉธนาคารรับรอง , สมุดเงินฝากประจำ หนังสือรับรอง 
ธนาคารภายใน 1 เดือน 
o กรณีใช้กรมธรรม์ประกันภัย หนังสือรับรองของบริษัทประกันภัย 
o สำเนาบัตรประชาชนนายประกนั , สำเนาบัตรข้าราชการ (ตำแหน่ง) 
o สำเนาบัตรประชาชนคู่สมรสนายประกัน 
o สำเนาบัตรประชาชนผู้ต้องหา / จำเลย 
o สาํเนาทะเบียนบา้นนายประกนั 
o สาํเนาทะเบียนบา้นคู่สมรสนายประกนั 
o สำเนาทะเบียนบ้านผู้ต้องหา / จำเลย 
o สำเนาใบสำคัญการสมรส / หย่า / มรณบัตร 
o หนังสือให้ความยินยอมคู่สมรส 
o แผนทีÉ ทิศทางของหลักประกัน และภาพถ่ายหลักทรัพย์ทีÉมาประกัน 
o สำเนาใบเปลีÉยนชืÉอ – นามสกุล 
o สำเนาบัตรข้าราชการผู้บังคับบัญชา (ตำแหน่ง)
ทีÉ ตช 0031.212/5107 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ 
ถนนพระราม 1 ปทุมวัน 
กรุงเทพมหานคร 10330 
11 กันยายน 2549 
เรÉือง การดำเนินคดีอาญากรณีแพทย์เป็นผู้ถูกกล่าวหา 
เรียน นายกแพทยสภา 
อ้างถึง หนังสือแพทยสภา ทีÉ พส. 011/1152 ลงวันท Éี21 สิงหาคม 2549 
สิÉงทีÉส่งมาด้วย สำเนาหนังสือสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทีÉ 0031.212/ว 91 ลงวันที É11 กนัยายน 2549 
ตามหนังสือทีÉอ้างถึง ได้พบและปรึกษาหารือเพÉือกำหนดแนวทางปฏิบัติกรณี 
แพทยสภาถูกแจ้งความดำเนินคดีอาญา เนÉืองจากการรักษาผู้ป่วยความละเอียดดังแจ้งแล้วนัÊน 
สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขอเรียนว่าได้กำหนดแนวทางการปฏิบัติของพนักงาน 
สอบสวนและผู้เกีÉยวข้องทราบและถือปฏิบัติกรณีแพทยสภาถูกแจ้งความดำเนินคดีอาญา เนÉืองจาก 
การรักษาผู้เจ็บป่วย เพÉือให้เป็นไปแนวทางเดียวกันไว้แล่ว รายละเอียดปรากฏตามสิÉงทีÉส่งมาด้วย 
จึงเรียนมาเพืÉอโปรดทราบ 
ขอแสดงความนับถือ 
พลตำรวจเอก 
(โกวิท วัฒนะ) 
ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ 
กองคดีอาญา 
โทร. 02 205 3466 
โทรสาร 0 2251 2662
ทีÉ อส (สคอ.) 0091/ว 235 สำนักงานอัยการสูงสุด 
ถนนหน้าหับเผย เขตพระนคร 
กรุงเทพฯ 10200 
3 ก.ค. 2550 
เรÉือง แนวทางปฏิบัติการดำเนินคดีอาญา กรณีแพทย์เป็นผู้ถูกกล่าวหา 
เรียน รองอัยการสูงสุด ผู้ตรวจราชการอัยการ อธิบดีอัยการฝ่าย อธิบดีอัยการเขต อัยการพิเศษฝ่าย 
เลขานุการอัยการสูงสุด ผู้อำนวยการสถาบนักฎหมายอาญา อัยการจังหวัด 
สิÉงทีÉส่งมาด้วย บันทึกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทีÉ 0031.212/ว 91 ลงวันทีÉ 11 กนัยายน 2549 
ด้วยแพทยสภาได้ขอให้สำนักงานอัยการสูงสุดพิจารณากำหนดแนวทางปฏิบัติของ 
พนักงานอัยการ กรณีแพทย์ถูกดำเนินคดีอาญาจากการประกอบวิชาเวชกรรม 
สำนักงานอัยการสูงสุดจึงกำหนดแนวทางปฏิบัติการดำเนินคดีอาญา กรณีแพทย์เป็น 
ผู้ถูกกล่าวหา ไว้ดังนีÊ 
1. แนวทางปฏิบัตินีÊให้ใช้บังคับเฉพาะสำนวนการสอบสวนคดีอาญา กรณีแพทย์ถูก 
แจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน เนÉืองมาจากการรักษาผู้เจ็บป่วยแล้วเกิดความ 
เสียหายต่อร่างกายหรือชีวิตของผู้เจ็บป่วยเท่านัÊน 
2. ให้พนักงานอัยการตรวจพิจารณาสำนวนการสอบสวนตามข้อ 1. ว่า ได้มีความเห็น 
ของนายกแพทยสภาในประเด็นต่อไปนีÊหรือไม่ 
2.1 ในการรักษาของแพทย์ผู้ถูกกล่าวหา ได้ทาํการรักษาผู้ป่วยตามมาตราฐาน 
วิชาชีพเวชกรรมของแพทยสภาหรือไม่ 
2.2 แพทย์ผู้ถูกกล่าวหาได้ใช้ความระมัดระวังในการตรวจวินิจฉัยและรักษาผู้ป่วย 
ตามภาวะวิสัยและพฤติการณ์ของแพทย์ทีÉจะต้องทำการรักษาพยาบาลในกรณีนีÊหรือไม่ 
หากตรวจพิจารณาสำนวนการสอบสวนคดีอาญาแล้วปรากฎว่า ไม่มีความเห็นของ 
นายกแพทยสภาทÊัง 2 ประเด็นดังกล่าว ให้พนักงานอัยการมีคำสัÉงให้พนักงานสอบสวนทำการ 
สอบสวนนายกแพทยสภาเพิÉมเติมด้วย
- 2 - 
3. สำนวนการสอบสวนตามข้อ 1. ให้พนักงานอัยการทำความเห็นเสนอสำนวน 
ตามลำดับขัÊนถึงอธิบดีอัยการฝ่ายหรืออธิบดีอัยการเขตเพÉือพิจารณาสัÉง เมÉืออธิบดีอัยการฝ่ายหรือ 
อธิบดีอัยการเขตมีคำสัÉงประดารใดให้ปฏิบัติตามนัÊน 
จึงเรียนมาเพืÉอทราบและถือปฏิบัติ 
ขอแสดงความนับถือ 
(นายสงวน ตียะไพบูลย์สิน) 
รองอัยการสูงสุด ปฏิบัติราชการแทน 
อัยการสูงสุด 
สำนักงานคดีอาญา 
โทร. 0 2515 4247-9 
โทรสาร 0 2515 4247 
E-mail : crim @ ago.go.th
แนวทางการจัดเตรียมเอกสาร พยานหลักฐานและทำคำให้การทีÉจะต้อง 
ส่งแก่กระทรวงสาธารณสุขและสำนักงานอัยการจังหวัด....................... 
เนืÉองจากศาล พนักงานอัยการและนิติกร ไม่มีความรู้เรืÉองทางการแพทย์ จึง 
จำเป็นต้องอธิบายการดูแลรักษาให้เป็นภาษาทÉีเข้าใจได้ง่าย ซึÉงจะเป็นประโยชน์ในการ 
นำเสนอข้อเท็จจริงเรÉืองนีÊให้ศาลพิจารณาและเป็นประโยชน์ต่อรูปคดีของกระทรวง 
สาธารณสุข ซึÉงจะต้องจัดเตรียมเอกสารดังต่อไปนีÊ 
1. สำเนาเวชระเบียนประจาํตวัผปู้่วยโรงพยาบาล..............เลขทÉี ..................................... 
ของ............................... จำนวน ......... ชุด 
2. เอกสารหลักฐานทัÊงหมดทÉีเกÉียวข้องกับ การวินิจฉัย การตรวจรักษา.................................... 
จากอาการ........................ และรวมไปถึงสาเหตุการส่งต่อ ............................................... 
เพÉือไปรักษาพยาบาล.............................(ทัÊงนีÊคำให้การของแพทย์ผู้ทำการรักษา พยาบาล 
และผู้เกÉียวข้องทุกคน ต้องลงลายมือชÉือผู้ให้การทุกครัÊง) 
2.1 บรรยายขอ้เทจ็จริงตัÊงแต…่……………….. เริÉมเขา้รบัการตรวจรักษาทÉี 
โรงพยาบาล......................จนกระทัÉงสิÊนสุดการรักษาทโÉีรงพยาบาล................... 
2.2 อธิบายระเบียบ วิธีการและขัÊนตอน ในการตรวจวินิจฉัยและรักษาผู้ป่วย 
ทÉีมาโรงพยาบาลด้วยอาการ...................... รวมทัÊงการทำเรÉืองส่งตัวผู้ป่วยเพÉือไปรับการ 
รักษาต่อทีÉโรงพยาบาลอืÉน 
2.3 การทีÉ.......................................................เนืÉองมาจากแพทย์และหรือพยาบาล 
โรงพยาบาล...................ตรวจวินิจฉัยผิดพลาดและทำการรักษาโดยไม่ได้ตรวจสอบอาการ 
บาดเจ็บหรือผลกระทบข้างเคียงใดๆหรือไม่ อย่างไร (โปรดอธิบายโดยละเอียด) 
3. เอกสารแจ้งตารางเวลาทาํงานและเข้าเวรของแพทยแ์ละหรือพยาบาลโรงพยาบาล........ 
ในวันทีÉ ....................... 
4. คำให้การของพยานอืÉน ผู้เกีÉยวข้อง เช่น แพทย์เวร พยาบาล เจ้าหน้าทีÉ 
5. ผู้อำนวยการโรงพยาบาลโปรดลงนามในใบแต่งทนายคดีผู้บริโภคจำนวน 3 ฉบบัไป 
พร้อมกับหมายนัดและสาํเนาคำฟ้องให้อัยการจังหวัด..................ช่วยแก้ต่างคดี โดยมี 
หนังสือผ่านสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดให้ผู้ว่าราชการจังหวัด................. ลงนามถึง 
อัยการจังหวัด................ (ใบแต่งทนายความขนาด A4 ถ่ายสำเนาให้เป็นแผ่นเดียวกัน 
ดว้ย ตามตัวอย่างทÉีแนบมาพร้อมนÊี)
หมายเหตุ:กรุณารับรองสำเนาเอกสารทุกฉบับ
(๙) 
ใบแต่งทนายความ 
คดีหมายเลขดำทีÉ ผบ 
/ 
ศาล 
วันทีÉ เดือน พุทธศักราช 
ความ แพ่ง 
โจทก์ 
จำเลย 
ขา้พเจา้ จาํเลย. 
ขอแต่งให้ 
เป็นทนายความของข้าพเจ้าในคดีเรÉืองนีÊและให้มีอำนาจ * ดำเนินกระบวนพิจารณาใด ๆ ไปในทาง . 
จำหน่ายสิทธิของข้าพเจ้าได้ด้วย เช่น การยอมรับตามทÉีคู่ความอีกฝ่ายหนึÉงเรียกร้อง การถอนฟ้อง 
การประนีประนอมยอมความ การสละสิทธิ หรือใช้สิทธิในการอุทธรณ์ หรือฎีกา หรือขอให้ . 
พิจารณาคดีใหม่ 
ข้าพเจ้ายอมรับผิดชอบตามทีÉ 
ทนายความจะได้ดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปตามกฎหมาย 
ผู้แต่งทนายความ 
หมายเหตุ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๖๒ ทนายความไม่มีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาใดไปในทางจำหน่ายสิทธิ 
ของคู่ความนัÊน เช่นการยอมรับตามทÉีคู่ความอีกฝ่ายหนึÉงเรียกร้อง การถอนฟ้อง การประนี ประนอมยอมความ การสละสิทธิÍ หรือการ 
ใช้สิทธิในการอุทธรณ์หรือฎีกา หรือในการขอให้พิจารณาคดีใหม่ถ้าจะมอบให้มีอำนาจดังกล่าวประการใดบ้างให้กรอกลงในช่องทÉีว่างไว้ 
ไวโ้ดยระบุให้ชัดแจ้ง ( คำทÉีไม่ใช้และช่องว่างทÉีเหลือให้ขีดเสีย )
คำรับเป็นทนายความ 
ขา้พเจ้า 
ทนายความชัÊนทÉี ใบอนุญาตทÉี ได้รับอนุญาตให้ว่าความ 
สำนักงานอยู่บ้านเลขทีÉ หมู่ทีÉ 
ถนน ตรอก/ซอย 
ใกล้เคียง ตำบล/แขวง 
อำเภอ/เขต จังหวัด โทรศพัท ์ 
ขอเขา้รับเป็นทนายความของ 
เพืÉอดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปตามหน้าทีÉในกฎหมาย 
ทนายความ 
คาํสังÉ 
ผู้พิพากษา
ระเบียบกระทรวงการคลัง 
ว่าด้วยการช่วยเหลือข้าราชการหรือลูกจ้างของทางราชการ 
ทีÉต้องหาคดีอาญา 
พ.ศ.2528 
โดยทÉีเป็นการสมควรช่วยเหลือข้าราชการหรือลูกจ้างของทางราชการทÉีถูกกล่าวหา 
หรือถูกฟ้องคดีอาญาเนÉืองจากการปฏิบัติราชการตามหน้าทีÉ กระทรวงการคลังด้วยความ 
เห็นชอบของคณะรัฐมนตรี จึงกำหนดระเบียบขึÊนไว้ดังนÊ ี 
ข้อ 1 ระเบียบนÊีเรียกว่า “ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการช่วยเหลือ 
ข้าราชการหรือลูกจ้างของทางราชการทีÉต้องหาคดีอาญาพ.ศ.2528” 
ข้อ 2 ระเบียบนÊีให้ใช้บังคับตัÊงแต่วันทีÉ 1 ตลุาคม 2528 เป็นต้นไป 
ข้อ 3 ในระเบียบนÊ ี 
“ส่วนราชการเจ้าสังกัด” หมายความว่า กระทรวง ทบวง กรม หรือ 
หน่วยงานอÉืนซึÉงมีฐานะเทียบเท่ากรมและเป็นนิติบุคคล ซึÉงข้าราชการหรือลูกจ้างทีÉถูก 
กล่าวหาหรือถูกฟ้องคดีอาญาปฏิบัติหน้าทีÉราชการให้แก่ส่วนราชการดังกล่าว 
“หัวหน้าส่วนราชการเจ้าสังกัด” หมายความรวมถึง ผู้ทÉีหัวหน้าส่วน 
ราชการเจ้าสังกัดมอบหมายด้วย 
“ข้าราชการหรือลูกจ้าง” หมายความว่า ข้าราชการหรือลูกจ้างของ 
ทางราชการซึÉงรับเงินเดือนหรือค่าจ้างจากเงินงบประมาณรายจ่าย บุคคลอÉืนใดทีÉได้รับ 
มอบหมายในปฏิบัติหน้าทÉรีาชการ และให้รวมถึงบุคคลดังกล่าวทÉอีอกหรือพ้นจากหน้าทÉี 
ราชการไปแล้วแต่ได้ถูกกล่าวหา หรือถูกฟ้องคดีอาญาเนÉืองจากการปฏิบัติหน้าทีÉราชการ 
ข้อ 4 ผู้ทีÉอยู่ในข่ายได้รับความช่วยเหลือจากทางราชการ จะต้องเป็น 
ข้าราชการหรือลูกจ้างทีÉถูกกล่าวหาหรือถูกฟ้องคดีอาญาเนÉืองจากการปฏิบัติหน้าทีÉราชการ 
ให้แก่ส่วนราชการเจ้าสังกัด และหัวหน้าส่วนราชการเจ้าสังกัดได้พิจารณาแล้วเห็นว่า การ 
กระทำทีÉถูกกล่าวหาหรือถูกฟ้องคดีนÊัน เป็นการปฏิบัติราชการตามหน้าทีÉโดยชอบด้วย 
กฎหมาย หรือระเบียบแบบแผนของทางราชการ และทางราชการมิได้เป็นผู้กล่าวหาหรือฟ้อง 
คดีนÊันเอง 
ข้อ 5 ผู้มีสิทธิได้รับความช่วยเหลือตามข้อ 4 ให้ได้รับความช่วยเหลือทÊังใน 
ชัÊนพนักงานสอบสวน พนักงานอัยการ และศาล แต่สำหรับการได้รับความช่วยเหลือในชัÊน 
ศาล ให้ได้รับความช่วยเหลือเฉพาะคดีทีÉมิชาพนักงานอัยการเป็นโจทก์เท่านÊัน
ข้อ 6 เมÉือผู้ทีÉอยู่ในข่ายได้รับความช่วยเหลือตามระเบียบนÊี แสดงความ 
จำนงขอรับความช่วยเหลือต่อหัวหน้าส่วนราชการเจ้าสังกัดเพืÉอขอให้ออกหนังสือรับรองเพืÉอ 
ช่วยเหลือข้าราชการหรือลุกจ้างทีÉต้องหาคดีอาญา ให้หัวหน้าส่วนราชการเจ้าสังกัดพิจารณา 
ว่า การกระทำทีÉถูกกล่าวหาหรือฟ้องคดีนÊัน เป็นการปฏิบัติราชการตามหน้าทีÉโดยชอบด้วย 
กฎหมายหรือระเบียบแบบแผนของทางราชการหรือไม่ และทางราชการเป็นผู้กล่าวหาหรือ 
ฟ้องคดีนÊันเองหรือไม่ หากหัวหน้าส่วนราชการเจ้าสังกัดเห็นว่า การกระทำทีÉถูกกล่าวหาหรือ 
ถูกฟ้องคดีนÊัน เป็นการปฏิบัติราชการตามหน้าทีÉโดยชอบด้วยกฎหมายหรือระเบียบแบบ 
แผนของทางราชการ และทางราชการมิได้เป็นผู้กล่าวหาหรือฟ้องคดีนÊันเอง จึงจะออก 
หนังสือรับรองเพÉือนำไปมอบให้พนักงานสอบสวน พนักงานอัยการหรือศาล แล้วแต่กรณี 
ข้อ 7 ค่าใช้จ่ายอÉืนๆทีÉเกีÉยวข้องกับการดำเนินคดีอาญา ให้ส่วนราชการเจ้า 
สังกัดจ่ายจากเงินงบประมาณได้เท่าทีÉจ่ายจริงตามจำนวนทีÉพนักงานอัยการเรียกเก็บ 
ข้อ 8 ในกรณีทีÉผู้ได้รับความช่วยเหลือหลบหนี เมÉือพนักงานสอบสวน 
พนักงานอัยการ หรือศาล เรียกให้ชดใช้เงินตามสัญญาประกัน ให้ส่วนราชการนÊันเบิกหัก 
ผลักส่งเงินประมาณในหมวดค่าตอบแทน ใช้สอย วัสดุ เป็นเงินรายได้แผ่นดินของกรม 
ตำรวจ กรมอัยการ หรือกระทรวงยุติธรรม แล้วแต่กรณี และแจ้งให้กระทรวงการคลังทราบ 
พร้อมทัÊงแจ้งให้พนักงานสอบสวน พนักงานอัยการ หรือศาล ทราบด้วย 
ข้อ 9 ภายใต้บังคับตามความในข้อ 4 ข้าราชการหรือลูกจ้างผู้ใดซึÉงได้วาง 
หลักประกันไปก่อนทีÉส่วนราชการเจ้าสังกัดได้ออกหนังสือรับรองให้ตามความในข้อ 6 อาจ 
ขอให้ส่วนราชการเจ้าสังกัดออกหนังสือรับรองเพืÉอนำไปมอบให้พนักงานสอบสวน พนักงาน 
อัยการหรือศาล แล้วแต่กรณี แทนหลักประกันเดิมหรือหลักประกันเพิÉมเติมจากหลักประกัน 
เดมิทÉีได้วางไว้ได้ 
ข้อ 10 การปฏิบัติอÉืนใดนอกเหนือจากทีÉได้กำหนดไว้ในระเบียบนÊี ให้ส่วน 
ราชการเจ้าสังกัดขอทำความตกลงกับกระทรวงการคลัง 
ข้อ 11 ให้ปลัดกระทรวงการคลังรักษาการตามระเบียบนÊี และให้มีอำนาจ 
ตีความและวินิจฉัยปัญหาเกีÉยวกับการปฏิบัติตามระเบียบนÊีด้วย 
ประกาศ ณ วันทีÉ 1 พฤศจิกายน 2528 
(ลงชืÉอ) สมหมาย ฮุนตระกูล 
(นายสมหมาย ฮุนตระกูล) 
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
พระราชบัญญัติ 
วิธีพิจารณาคดีผูoบริโภค 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
พ.ศ. ๒๕๕๑ 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร. 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
ใหoไวo ณ วันที่ ๑๗ กุมภาพันธr พ.ศ. ๒๕๕๑ 
เป}นปeที่ ๖๓ ในรัชกาลป{จจุบัน 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรด 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
เกลoาฯ ใหoประกาศวnา 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
โดยที่เป}นการสมควรใหoมีกฎหมายวnาดoวยวิธีพิจารณาคดีผูoบริโภค 
พระราชบัญญัตินี้มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของ 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
บุคคล ซึ่งตามมาตรา ๒๙ ประกอบกับมาตรา ๓๒ มาตรา ๔๑ และมาตรา ๔๓ ของรัฐธรรมนูญ 
แหnงราชอาณาจักรไทย บัญญัติใหoกระทำไดoโดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแหnงกฎหมาย 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
จึงทรงพระกรุณาโปรดเกลoาฯ ใหoตราพระราชบัญญัติขึ้นไวoโดยคำแนะนำและ 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
ยินยอมของสภานิติบัญญัติแหnงชาติ ดังตnอไปนี้ 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้เรียกวnา “พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผูoบริโภค 
พ.ศ. ๒๕๕๑” 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
มาตรา ๒๑ พระราชบัญญัตินี้ใหoใชoบังคับเมื่อพoนหนึ่งรoอยแปดสิบวันนับแตnวัน 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป}นตoนไป 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
มาตรา ๓ ในพระราชบัญญัตินี้ 
“คดีผูoบริโภค” หมายความวnา 
(๑) คดีแพnงระหวnางผูoบริโภคหรือผูoมีอำนาจฟjองคดีแทนผูoบริโภคตามมาตรา 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
๑๙ หรือตามฎหมายอื่น กับผูoประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหนoาที่ตามฎหมาย 
อันเนื่องมาจากการบริโภคสินคoาหรือบริการ 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
(๒) คดีแพnงตามกฎหมายเกี่ยวกับความรับผิดตnอความเสียหายที่เกิดขึ้นจาก 
สินคoาที่ไมnปลอดภัย 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
(๓) คดีแพnงที่เกี่ยวพันกันกับคดีตาม (๑) หรือ (๒) 
(๔) คดีแพnงที่มีกฎหมายบัญญัติใหoใชoวิธีพิจารณาตามพระราชบัญญัตินี้ 
สำนักงานณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
๑ ราชกิจจานุเบกษา เลnม ๑๒๕/ตอนที่ ๓๘ ก/หนoา ๓๒/๒๕ กุมภาพันธr ๒๕๕๑
- ๒ - สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
“ผูoบริโภค” หมายความวnา ผูoบริโภคตามกฎหมายวnาดoวยการคุoมครองผูoบริโภค 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
และใหoหมายความรวมถึงผูoเสียหายตามกฎหมายเกี่ยวกับความรับผิดตnอความเสียหายที่เกิดขึ้น 
จากสินคoาที่ไมสำปnนัลกองาดภันคยณะดoวกย 
รรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
“ผูoประกอบธุรกิจ” หมายความวnา ผูoประกอบธุรกิจตามกฎหมายวnาดoวยการ 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
คุoมครองผูoบริโภคและใหoหมายความรวมถึงผูoประกอบการตามกฎหมายเกี่ยวกับความรับผิดตnอ 
ความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินคoาที่ไมnปลอดภัยดoวย 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
“ก.ศ.” หมายความวnา คณะกรรมการขoาราชการศาลยุติธรรมตามกฎหมายวnาดoวย 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
ระเบียบบริหารราชการศาลยุติธรรม 
“เจoาพนักงานคดี” หมายความวnา บุคคลที่เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
แตnงตั้งใหoปฏิบัติหนoาที่ตามพระราชบัญญัตินี้ 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
มาตรา ๔ ใหoมีเจoาพนักงานคดีทำหนoาที่ชnวยเหลือศาลในการดำเนินคดีผูoบริโภค 
ตามที่ศาลมอบหมาย ดังตnอไปนี้ 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
(๑) ไกลnเกลี่ยคดีผูoบริโภค 
(๒) ตรวจสอบและรวบรวมพยานหลักฐาน 
(๓) บันทึกคำพยาน 
(๔) ดำเนินการใหoมีการคุoมครองสิทธิของคูnความทั้งกnอนและระหวnางการ 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
พิจารณา 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
(๕) ปฏิบัติหนoาที่อื่นตามพระราชบัญญัตินี้หรือตามขoอกำหนดของประธานศาล 
ฎีกาในการทำหนoาที่ชnวยเหลือนั้น 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
ในการปฏิบัติหนoาที่ตามพระราชบัญญัตินี้ ใหoเจoาพนักงานคดีเป}นเจoาพนักงาน 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
ตามประมวลกฎหมายอาญาและใหoมีอำนาจมีหนังสือเรียกบุคคลใดบุคคลหนึ่งมาใหoขoอมูล หรือใหo 
จัดสnงเอกสารเพื่อประกอบการพิจารณาเรื่องใดเรื่องหนึ่งตามอำนาจหนoาที่ 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
หลักเกณฑrและวิธีการปฏิบัติหนoาที่ของเจoาพนักงานคดีใหoเป}นไปตามที่กำหนดไวo 
ในขoอกำหนดของประธานศาลฎีกา 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
มาตรา ๕ ผูoที่จะไดoรับแตnงตั้งเป}นเจoาพนักงานคดี ตoองมีคุณสมบัติอยnางหนึ่ง 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
อยnางใดดังตnอไปนี้ 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
(๑) สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโททางกฎหมายหรือปริญญาเอกทางฎหมาย 
(๒) สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีทางกฎหมาย เป}นสามัญสมาชิกแหnงเนติ 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
บัณฑิตยสภาและไดoประกอบวิชาชีพทางกฎหมายตามที่ ก.ศ. กำหนดเป}นเวลาไมnนoอยกวnาหนึ่งปe 
(๓) สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีทางกฎหมายและปริญญาในสาขาวิชาอื่นที่ 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
ก.ศ. กำหนดซึ่งไมnต่ำกวnาปริญญาตรี และไดoประกอบวิชาชีพตามที่ ก.ศ. กำหนดเป}นเวลาไมnนoอย 
กวnาสี่ปe 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
ใหoเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรมมีอำนาจพิจารณาแตnงตั้งบุคคลซึ่งมีคุณสมบัติ 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
ตามวรรคหนึ่งเป}นเจoาพนักงานคดี ทั้งนี้ ตามระเบียบที่ ก.ศ. กำหนด
- ๓ - สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
มาตรา ๖ ใหoประธานศาลฎีการักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ และใหoมีอำนาจ 
ออกขoอกำหนสำดเพื่นักองาใหนคoกาณะรกดำรรเนิมกานรกกระฤษบฎีวกา นพิจารณาคดีสำผูoบนักริงาโภนคคเปณะ}นกไปรรมดกาoวยรกคฤวาษฎีมกา 
สะดวก รวดเร็ว 
และเที่ยงธรรมแตnขoอกำหนดดังกลnาวจะตoองไมnทำใหoสิทธิในการตnอสูoคดีของคูnความลดนoอยลง 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
ขoอกำหนดของประธานศาลฎีกาตามพระราชบัญญัตินี้ เมื่อไดoรับความเห็นชอบ 
จากที่ประชุมใหญnศาลฎีกาและประกาศในราชกิจจานุเบกษาแลoวใหoใชoบังคับไดo 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
หมวด ๑ 
บททั่วไป 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
มาตรา ๗ กระบวนพิจารณาคดีผูoบริโภคใหoเป}นไปตามบทบัญญัติแหnง 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
พระราชบัญญัตินี้และขoอกำหนดของประธานศาลฎีกาตามมาตรา ๖ ในกรณีที่ไมnมีบทบัญญัติและ 
ขoอกำหนดดังสำกลนัnากวงาใหนคoนำณะบกทรบัรมญกาญัรติกฤแหษฎีnงกา ประมวลกฎหสำมานัยกวิงาธีนพิคจาณะรกณารรมคกาวารมกแพฤษฎีnงกา 
มาใชoบังคับโดย 
อนุโลม 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
มาตรา ๘ ในกรณีมีป{ญหาวnาคดีใดเป}นคดีผูoบริโภคหรือไมn ใหoประธานศาล 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
อุทธรณrเป}นผูoวินิจฉัย คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณrใหoเป}นที่สุด แตnทั้งนี้ไมnกระทบถึง 
กระบวนพิจารณาใดๆ ที่ไดoกระทำไปกnอนที่จะมีคำวินิจฉัยนั้น 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
การขอใหoประธานศาลอุทธรณrวินิจฉัยป{ญหาตามวรรคหนึ่งไมnวnาโดยคูnความเป}นผูo 
ขอหรือโดยศาสำลเห็นักนงาสนมคคณะวร กรถรoามเปกาน}รกกาฤษรขฎีอกา ในคดีผูบoริโภสำคตนัoอกงางกนระคณะทำกอรยรnามงกาชoารในกฤวัษนฎีนักา 
ดพิจารณา แตn 
ถoาเป}นการขอในคดีอื่นตoองกระทำอยnางชoาในวันชี้สองสถานหรือวันสืบพยาน ในกรณีที่ไมnมีการชี้ 
สองสถานหากพoนกำหนดเวลาดังกลnาวแลoวหoามมิใหoมีการขอใหoวินิจฉัยป{ญหาดังกลnาวอีก และเมื่อ 
ไดoรับคำขอจากศาลชั้นตoนแลoว ใหoประธานศาลอุทธรณrมีคำวินิจฉัยและแจoงผลไปยังศาลชั้นตoน 
โดยเร็ว 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
เพื่อใหoการดำเนินคดีเป}นไปดoวยความรวดเร็ว การดำเนินการใดๆ ระหวnางศาล 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
ชั้นตoนกับศาลอุทธรณrตามมาตรานี้ จะดำเนินการโดยทางโทรสารหรือสื่อเทคโนโลยีสารสนเทศอื่น 
ใดก็ไดo 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
มาตรา ๙ ในกรณีที่ปรากฏวnามีขoอผิดระเบียบหรือผิดหลงในการดำเนินกระบวน 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
พิจารณาของคูคnวามฝาiยใด ใหศาoลสั่งใหคูonความที่ดำเนินกระบวนพิจารณาผิดระเบียบหรือผิดหลง 
นั้นทำการแกสำoไขนัใหกงาoถูนกคตณะoองกภารรยมในการระกฤยะษฎีเวกา ลาและเงื่อนไขสำนัที่กศางาลนคเห็ณะนกสรมรคมกาวรรกำกฤหษนฎีกา 
ด เวoนแตnขoอผิด 
ระเบียบหรือผิดหลงดังกลnาวเกิดจากความไมสุnจริตของคูคnวามฝาiยนั้น 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
มาตรา ๑๐ บทบัญญัติแหnงกฎหมายที่บังคับใหoนิติกรรมใดตoองมีหลักฐานเป}น 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
หนังสือลงลายมือชื่อฝiายที่ตoองรับผิดจึงจะฟjองรoองบังคับคดีไดoนั้น มิใหoนำมาใชoบังคับแกnผูoบริโภค 
ในการฟjองบังคับใหoผูoประกอบธุรกิจชำระหนี้ 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
- ๔ - สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
ในกรณีที่บทบัญญัติแหnงกฎหมายบังคับใหoสัญญาที่ทำขึ้นระหวnางผูoบริโภคกับผูo 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
ประกอบธุรกิจจะตอoงทำตามแบบอยาnงใดอยnางหนึ่ง ถึงแมoสัญญาดังกลnาวยังมิไดoทำใหoถูกตoองตาม 
แบบนั้น แตnหาสำกนัผูกงาoบรินโภคณะคไดกรรoวามกางมัรดกจำฤษหฎีรืกา อชำระหนี้บาสำงสนัnวกนงาแลนคoว ณะใหกoรผูรoบมริกาโภรกคฤมีษอำฎีกา 
นาจฟjองบังคับ 
ใหoผูoประกอบธุรกิจจัดทำสัญญาใหoเป}นไปตามแบบที่กฎหมายกำหนดหรือชำระหนี้เป}นการตอบ 
แทนไดo 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
ในการดำเนินคดีตามวรรคหนึ่งและวรรคสอง มิใหoนำมาตรา ๙๔ แหnงประมวล 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
กฎหมายวิธีพิจารณาความแพnง มาใชoบังคับแกnผูoบริโภคในการฟjองคดีผูoบริโภคและการพิสูจนrถึง 
นิติกรรมหรือสัญญาที่ทำขึ้นระหวnางผูoบริโภกับผูoประกอบธุรกิจ 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
มาตรา ๑๑ ประกาศ โฆษณา คำรับรอง หรือการกระทำดoวยประการใดๆ ของผูo 
ประกอบธุรกิจซึ่งทำใหoผูoบริโภคเขoาใจไดoในขณะทำสัญญาวnาผูoประกอบธุรกิจตกลงจะมอบใหo หรือ 
จัดหาใหoซึ่งสิ่งของบริการ หรือสาธารณูปโภคอื่นใด หรือจะดำเนินการอยnางใดอยnางหนึ่งใหoแกn 
ผูoบริโภคเพื่อเป}นการตอบแทนที่ผูoบริโภคเขoาทำสัญญา หรือขoอตกลงใดๆ ที่ผูoประกอบธุรกิจจะใหo 
สิทธิประโยชนrแกnผูoบริโภคเพิ่มเติมขึ้นจากที่ไดoทำสัญญาไวo ใหoถือวnาขoอความ การกระทำหรือ 
ขoอตกลงดังกลnาวเป}นสnวนหนึ่งของสัญญาระหวnางผูoบริโภคกับผูoประกอบธุรกิจ ซึ่งผูoบริโภคสามารถ 
นำสืบพยานบุคคล หรือพยานหลักฐานเกี่ยวกับขoอตกลงดังกลnาวไดo ถึงแมoวnาการทำสัญญาเชnนวnา 
นั้นกฎหมายจะกำหนดวnาตoองทำเป}นหนังสือหรือมีหลักฐานเป}นหนังสือและไมnปรากฏขoอตกลงนั้น 
ในหนังสือที่ไดoทำขึ้นก็ตาม 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
มาตรา ๑๒ ในการใชoสิทธิแหnงตนก็ดี ในการชำระหนี้ก็ดี ผูoประกอบธุรกิจตoอง 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
กระทำดoวยความสุจริตโดยคำนึงถึงมาตรฐานทางการคoาที่เหมาะสมภายใตoระบบธุรกิจที่เป}นธรรม 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
มาตรา ๑๓ ในกรณีที่ความเสียหายเกิดขึ้นตnอชีวิต รnางกาย สุขภาพ หรืออนามัย 
โดยผลของสาสำรที่นักสะงาสนมคอณะยูกnในรรรมnากางการกยฤขษอฎีงกา ผูoบริโภคหรือสำเปนั}นกกงารนณีคที่ณะตกoอรงรใชมกาoเวรลากฤในษฎีกากา 
รแสดงอาการ 
ผูoบริโภคหรือผูoมีอำนาจฟjองคดีแทนผูoบริโภคตoองใชoสิทธิเรียกรoองภายในสามปeนับแตnวันที่รูoถึง 
ความเสียหายและรูoตัวผูoประกอบธุรกิจที่ตoองรับผิด แตnไมnเกินสิบปนัeบแตnวันที่รูถึoงความเสียหาย 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
มาตรา ๑๔ ถoามีการเจรจาเกี่ยวกับคnาเสียหายที่พึงจnายระหวnางผูoประกอบธุรกิจ 
และผูoบริโภคหรือผูoมีอำนาจฟjองคดีแทนผูoบริโภค ใหoอายุความสะดุดหยุดอยูnไมnนับในระหวnางนั้น 
จนกวnาฝiายใดฝiายหนึ่งไดoบอกเลิกการเจรจา 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
มาตรา ๑๕ ระยะเวลาตามที่กำหนดไวoในพระราชบัญญัตินี้หรือกฎหมายอื่นที่ 
บทบัญญัติแหnงพระราชบัญญัตินี้ใหoนำมาใชoบังคับ หรือระยะเวลาตามที่ศาลกำหนดไวo เมื่อศาล 
เห็นสมควรหรือเมื่อคูnความรoองขอ ศาลมีอำนาจยnนหรือขยายระยะเวลาไดoตามความจำเป}นและ 
เพื่อประโยชนrแหnงความยุติธรม 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
- ๕ - สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
มาตรา ๑๖ การสnงคำคูnความหรือเอกสารอื่นใด หรือการแจoงวันนัด คำสั่งของ 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
ศาลหรือขoอความอยnางอื่นไปยังคูnความหรือบุคคลอื่นใดในคดีผูoบริโภคซึ่งปกติจะตoองดำเนินการ 
โดยทางเจoาพสำนันักกงางานนคศาณะลกนั้รน รมกาศารลกฤอาษฎีจกา สั่งใหoดำเนินกาสำนัรโดกงายนทาคณะงไปกรรรมษกาณีรยกrลฤษงฎีทะกา 
เบียนตอบรับ 
โทรศัพทr โทรสาร ไปรษณียrอิเล็กทรอนิกสr หรือสื่อเทคโนโลยีสารสนเทศอื่นใดก็ไดo โดยคำนึงถึง 
ความจำเป}นเรnงดnวน ความสะดวกรวดเร็ว ความเหมาะสมตามสภาพแหnงเนื้อหาของเรื่องที่ทำการ 
ติดตnอ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑrและวิธีการที่กำหนดไวoในขอoกำหนดของประธานศาลฎีกา 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
หมวด ๒ 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
วิธีพิจารณาคดีผูoบริโภคในศาลชั้นตoน 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
สnวนที่ ๑ 
การฟjองคดี 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
มาตรา ๑๗ ในกรณีที่ผูoประกอบธุรกิจจะฟjองผูoบริโภคเป}นคดีผูoบริโภคและผูo 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
ประกอบธุรกิจมีสิทธิเสนอคำฟjองตnอศาลที่ผูoบริโภคมีภูมิลำเนาอยูnในเขตศาลหรือตnอศาลอื่นไดo 
ดวoย ใหผูoปoระสำกอนับกธุงารนกิคจณะเสกนรอรคำมกาฟรjอกงฤตษnอฎีศากา ลที่ผูoบริโภคสำมีภูนัมิกงาลำนเนาคณะอกยูรnในรมเขกาตรศากฤลษไดฎีกา 
oเพียงแหnงเดียว 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
มาตรา ๑๘ ภายใตoบังคับของกฎหมายวnาดoวยความรับผิดตnอความเสียหายที่ 
เกิดขึ้นจากสินคoาที่ไมnปลอดภัย การยื่นคำฟjองตลอดจนการดำเนินกระบวนพิจารณาใดๆ ในคดี 
ผูoบริโภคซึ่งดำสำเนินักนงากานครโดณะยกผูรรoบมริกาโภรกคฤหษรืฎีอกา ผูoมีอำนาจฟjอสำงนัคกดีงาแทนคนณะผูoบกรริรโภมกาคใหรกฤoไดษฎีoรักา 
บยกเวoนคnาฤชา 
ธรรมเนียมทั้งปวง แตnไมnรวมถึงความรับผิดในคnาฤชาธรรมเนียมในชั้นที่สุด 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
ถoาความปรากฏแกnศาลวnาผูoบริโภคหรือผูoมีอำนาจฟjองคดีแทนผูoบริโภคนำคดีมา 
ฟjองโดยไมnมีเหสำตุนักผงาลอันคนณะสมกครวรมร กาเรีรยกกฤรษoอฎีงกา คnาเสียหายเกิสำนสนัมกคงาวนร คณะประกรพรฤมติกาตรนกฤไมษฎีnเรีกา 
ยบรoอย ดำเนิน 
กระบวนพิจารณาอันมีลักษณะเป}นการประวิงคดีหรือที่ไมnจำเป}น หรือมีพฤติการณrอื่นที่ศาล 
เห็นสมควร ศาลอาจมีคำสั่งใหoบุคคลนั้นชำระคnาฤชาธรรมเนียมที่ไดoรับการยกเวoนทั้งหมดหรือแตn 
บางสnวนตnอศาลภายในระยะเวลาที่ศาลเห็นสมควรกำหนดก็ไดo หากไมnปฏิบัติตาม ใหoศาลมีอำนาจ 
สั่งจำหนnายคดีออกจากสารบบความ 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
ในกรณีตามวรรคหนึ่งและวรรคสอง ถoาศาลเห็นวnาคูnความอีกฝiายหนึ่งจะตoองเป}น 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
ผูoรับผิดเสียคnาฤชาธรรมเนียมทั้งหมดหรือแตnบางสnวนของคูnความทั้งสองฝiาย ใหoศาลพิพากษาใน 
เรื่องคnาฤชาธรสำรนัมกเนีงายนมคโดณะยกสั่รรงมใหกาoคูรกnคฤวาษฎีมกา อีกฝiายหนึ่งนั้นสำชำนักระงาตนnอคณะศากลรในรมนากามรกขฤอษงฎีผูกา 
oบริโภคหรือผูoมี 
อำนาจฟjองคดีแทนผูoบริโภคซึ่งคnาฤชาธรรมเนียมที่ผูoบริโภคหรือผูoมีอำนาจฟjองคดีแทนผูoบริโภค 
นั้นไดoรับยกเวoนทั้งหมดหรือแตnบางสnวนตามที่ศาลเห็นสมควร 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
มาตรา ๑๙ ใหoคณะกรรมการคุoมครองผูoบริโภคหรือสมาคมที่คณะกรรมการ 
คุoมครองผูoบริโภครับรองตามกฎหมายวnาดoวยการคุoมครองผูoบริโภค มีอำนาจฟjองและดำเนินคดี 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
- ๖ - สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
ผูoบริโภคแทนผูoบริโภคไดoโดยใหoนำบทบัญญัติเกี่ยวกับการฟjองและการดำเนินคดีแทนตาม 
กฎหมายดังกลnาวมาใชoบังคับโดยอนุโลม 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
การฟjองคดีตามวรรคหนึ่งใหoระบุชื่อและที่อยูnของผูoบริโภคใหoชัดเจน ในกรณีที่ 
สมาคมเป}นผูoฟjองและมีการเรียกคnาเสียหาย ใหoเรียกคnาเสียหายแทนไดoเฉพาะแตnผูoบริโภคที่เป}น 
สมาชิกของสมาคมนั้นในขณะยื่นฟjองเทnานั้น 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
การถอนฟjองหรือการประนีประนอมยอมความในคดีตามวรรคหนึ่งจะตoองไดoรับ 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
ความยินยอมเป}นหนังสือจากผูoบริโภคที่เกี่ยวขoองมาแสดงตnอศาล และในกรณีขอถอนฟjองศาลจะ 
มีคำสั่งอนุญาตไดoตnอเมื่อเห็นวnาการถอฟjองนั้นไมnเป}นผลเสียตnอการคุoมครองผูoบริโภคเป}น 
สnวนรวม 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
ถoาภายหลังที่ไดoมีการยื่นฟjองตnอศาลแลoว สมาคมผูoยื่นฟjองถูกเพิกถอนการ 
รับรองตามกฎหมายวnาดoวยการคุoมครองผูoบริโภค ใหoผูoบริโภคที่เกี่ยวขoองเขoาดำเนินคดีตnอไป ถoา 
ศาลเห็นวnาผูoบริโภคนั้นอาจไมnทราบถึงการถูกเพิกถอนการรับรองดังกลnาว ศาลจะมีคำสั่งใหoแจoง 
บุคคลดังกลnาวทราบโดยกำหนดระยะเวลาที่ตoองเขoามาในคดีไปพรoอมดoวยก็ไดo บรรดากระบวน 
พิจารณาที่ไดoทำไปกnอนเขoามาในคดีใหoมีผลผูกพันผูoบริโภคนั้นดoวย และหากบุคคลดังกลnาวไมnเขoา 
มาภายในเวลาที่กำหนด ใหoศาลมีอำนาจสั่งจำหนnายคดีสnวนที่เกี่ยวกับบุคคลนั้น 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
มาตรา ๒๐ การฟjองคดีผูoบริโภค โจทกrจะฟjองดoวยวาจาหรือเป}นหนังสือก็ไดo ใน 
กรณีที่โจทกrประสงคrจะฟjองดoวยวาจา ใหoเจoาพนักงานคดีจัดใหoมีการบันทึกรายละเอียดแหnงคำฟjอง 
แลoวใหoโจทกrลงลายมือชื่อไวoเป}นสำคัญ 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
คำฟjองตoองมีขoอเท็จจริงที่เป}นเหตุแหnงการฟjองคดีรวมทั้งคำขอบังคับชัดเจน 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
พอที่จะทำใหoเขoาใจไดo หากศาลเห็นวnาคำฟjองนั้นไมnถูกตoองหรือขาดสาระสำคัญบางเรื่อง ศาลอาจ 
มีคำสั่งใหoโจทกrแกoไขคำฟjองในสnวนนั้นใหoถูกตoองหรือชัดเจนขึ้นก็ไดo 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
มาตรา ๒๑ ภายหลังที่ไดoมีการฟjองคดีผูoบริโภคแลoว หากมีการเสนอคำฟjองเขoา 
มาในคดีดังกลnาวไมnวnาโดยวิธีฟjองเพิ่มเติม ฟjองแยoง หรือโดยสอดเขoามาในคดี หรือหากศาลมี 
คำสั่งใหoรวมพิจารณาคดีแพnงอื่นใดเขoากับคดีผูoบริโภค ใหoถือวnาคดีในสnวนที่เกี่ยวกับคำฟjองซึ่งไดo 
ยื่นภายหลังและคดีที่ศาลสั่งใหoรวมพิจารณาเหลnานั้นเป}นคดีผูoบริโภคตามพระราชบัญญัตินี้ดoวย 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
สnวนที่ ๒ 
การพิจารณาคดี 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
มาตรา ๒๒ ถoาบุคคลใดเกรงวnาพยานหลักฐานที่ตนอาจตoองอoางอิงในภายหนoาจะ 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
สูญหายหรือยากแกnการนำมาเมื่อมีการฟjองเป}นคดีผูoบริโภค หรือถoาคูnความฝiายใดในคดีผูoบริโภค 
เกรงวnาพยานหสำลันักกฐางานคที่ณะตนกจำรรมนกางจะรกอฤoาษงฎีอิกา งจะสูญหายกnอสำนนัที่กจะงานนำคณะมากสืรบรหมการือรเปกฤ}นษกาฎีกา 
รยากที่จะนำมา 
สืบในภายหลัง บุคคลนั้นหรือคูnความฝiายนั้นอาจยื่นคำขอตnอศาลเพื่อมีคำสั่งใหoสืบพยานหลักฐาน 
นั้นไวoทันทีก็ไดo 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
- ๗ - สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
เมื่อศาลไดoรับคำขอเชnนวnานั้น ใหoศาลหมายเรียกผูoขอและคูnความอีกฝiายหนึ่งหรือ 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
บุคคลภายนอกที่เกี่ยวขoองมาศาล และเมื่อไดoฟ{งบุคคลเหลnานั้นแลoว ใหoศาลสั่งคำขอตามที่ 
เห็นสมควรถสำoานัศากงาลนสั่คงณะอกนุรญารมกาตรตากฤมษฎีคำ กา ขอ ก็ใหoสืบสำพนัยากงานนหคณะลักกฐารรมนกาไปรกตาฤษมฎีที่กา 
บัญญัติไวoใน 
พระราชบัญญัตินี้สnวนรายงานและเอกสารอื่นๆ ที่เกี่ยวขอoงกับการนั้นใหศาoลเก็บรักษาไวo 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
ในกรณีที่คูnความอีกฝiายหนึ่งหรือบุคคลภายนอกที่เกี่ยวขoองไมnมีภูมิลำเนาอยูnใน 
ราชอาณาจักรสำและนักงายังนมิคไดณะoเขกรoารมามกาในรกคฤดีษนั้ฎีน กา เมื่อศาลไดoรัสำบนัคำกงาขอนตาคณะมวกรรรรมคกาหนึ่รกง ฤใหษฎีoศากา 
ลสั่งคำขอนั้น 
อยnางคำขออันอาจทำไดoแตnฝiายเดียว และถoาศาลสั่งอนุญาตตามคำขอแลoวใหoสืบพยานไปฝาiยเดียว 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
มาตรา ๒๓ ในกรณีมีเหตุฉุกเฉิน เมื่อมีการยื่นคำขอตามมาตรา ๒๒ ผูoยื่นคำขอ 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
จะยื่นคำรoองรวมไปดoวยเพื่อใหoศาลมีคำสั่งหรือออกหมายตามที่ขอโดยไมnชัชoา และถoาจำเป}นจะ 
ขอใหoศาลมีคำสั่งใหoยึดหรืออายัดเอกสารหรือวัตถุที่จะใชoเป}นพยานหลักฐานที่ขอสืบไวoกnอนโดยมี 
เงื่อนไขอยnางหนึ่งอยnางใดตามที่ศาลเห็นสมควรก็ไดo 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
ใหoนำมาตรา ๒๖๑ มาตรา ๒๖๒ มาตรา ๒๖๓ มาตรา ๒๖๗ มาตรา ๒๖๘ และ 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
มาตรา ๒๖๙ แหnงประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพnงมาใชoบังคับแกnกรณีตามวรรคหนึ่งโดย 
อนุโลม 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
มาตรา ๒๔ เมื่อศาลสั่งรับคำฟjองแลoว ใหoศาลกำหนดวันนัดพิจารณาโดยเร็ว 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
และออกหมายเรียกจำเลยใหoมาศาลตามกำหนดนัดเพื่อการไกลnเกลี่ย ใหoการ และสืบพยานในวัน 
เดียวกัน ทั้งนี้ ใหoศาลสnงสำเนาคำฟjองหรือสำเนาบันทึกคำฟjองใหoจำเลย และสั่งใหoโจทกrมาศาลใน 
วันนัดพิจารณานั้นดoวย 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
จำเลยจะยื่นคำใหoการเป}นหนังสือกnอนวันนัดพิจารณาตามวรรคหนึ่งก็ไดo 
มาตรา ๒๕ ในวันนัดพิจารณา เมื่อโจทกrและจำเลยมาพรoอมกันแลoวใหoเจoา 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
พนักงานคดีหสำรือนับุกคงาคนลคที่ณะศากลรรกำมกาหนรกดฤหษรืฎีอกา ที่คูnความตกลสำงกันันกทำงานกาคณะรไกกรลรnเกมกาลี่ยรใหกฤษoคูฎีnคกา 
วามไดoตกลงกัน 
หรือประนีประนอมยอมความกันกnอน ในการไกลnเกลี่ย ถoาคูnความฝiายใดฝiายหนึ่งรoองขอหรือผูo 
ไกลnเกลี่ยเห็นสมควรผูoไกลnเกลี่ยจะสั่งใหoดำเนินการเป}นการลับเฉพาะตnอหนoาตัวความทุกฝiายหรือ 
ฝiายใดฝiายหนึ่งก็ไดo 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
หลักเกณฑr วิธีการ และระยะเวลาในการไกลnเกลี่ย ใหoเป}นไปตามขoอกำหนดของ 
ประธานศาลฎีกา 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
มาตรา ๒๖ ถoาคูnความไมnอาจตกลงกันหรือไมnอาจประนีประนอมยอมความกันไดo 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
และจำเลยยังไมnไดoยื่นคำใหoการ ใหoศาลจัดใหoมีการสอบถามคำใหoการของจำเลยโดยจำเลยจะยื่น 
คำใหoกาเป}นหนังสือหรือจะใหoการดoวยวาจาก็ไดo ในกณีที่ยื่นคำใหoการเป}นหงสือ หากศาลเห็น 
วnาคำใหoการดังกลnาวไมnถูกตoองหรือขาดสาระสำคัญบางเรื่อง ศาลอาจมีคำสั่งใหoจำเลยแกoไข 
คำใหoการในสnวนนั้นใหoถูกตoองหรือชัดเจนขึ้นก็ไดo ในกรณีใหoการดoวยวาจา ใหoศาลจัดใหoมีการ 
บันทึกคำใหoการนั้นและใหoจำเลยลงลายมือชื่อไวoเป}นสำคัญ 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
- ๘ - สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
ถoาจำเลยไมnใหoการตามวรรคหนึ่ง และไมnไดoรับอนุญาตจากศาลใหoขยายระยะเวลา 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
ยื่นคำใหoการใหoถือวnาจำเลยขาดนัดยื่นคำใหoการ 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
มาตรา ๒๗ เมื่อโจทกrไดoทราบคำสั่งใหoมาศาลตามมาตรา ๒๔ แลoวไมnมาในวัน 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
นัดพิจารณาโดยไมnไดoรับอนุญาตจากศาลใหoเลื่อนคดี ไมnวnาจำเลยจะมาศาลหรือไมn ใหoถือวnาโจทกr 
ไมnประสงคrจะดำเนินคดีตnอไป ใหoศาลมีคำสั่งจำหนnายคดีออกเสียจากสารบบความ เวoนแตnตาม 
พฤติการณrแหสำnงคนัดีกงาศานลคจะณะเห็กรนรมสกามครกวฤรใหษฎีoพิกา จารณาและชี้สำขานัดกตังาดนสิคนณะคดีกรนั้รนมไปการฝกiาฤยษเดีฎีกา 
ยว โดยใหoถือวnา 
โจทกrขาดนัดพิจารณา 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
เมื่อจำเลยไดoรับหมายเรียกใหoมาศาลตามมาตรา ๒๔ แลoวไมnมาในวันนัดพิจารณา 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
โดยไมnไดoรับอนุญาตจากศาลใหoเลื่อนคดี ถoาจำเลยไมnไดoยื่นคำใหoการไวo ใหoถือวnาจำเลยขาดนัดยื่น 
คำใหoการแตnเพียงอยnางเดียว แตnถoาจำเลยไดoยื่นคำใหoการไวoกnอนหรือในวันนัดดังกลnาว ใหoถือวnา 
จำเลยขาดนัดพิจารณา 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
มาตรา ๒๘ ถoาคูnความฝiายใดไมnมาศาลในวันนัดอื่นที่มิใชnวันนัดพิจารณาตาม 
มาตรา ๒๔ ใหoถือวnาคูnความฝiายนั้นสละสิทธิการดำเนินกระบวนพิจารณาของตนในนัดนั้นและ 
ทราบกระบวนพิจารณาที่ศาลไดoดำเนินไปในนัดนั้นดoวยแลoว 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
มาตรา ๒๙ ประเด็นขoอพิพาทขoอใดจำเป}นตoองพิสูจนrถึงขoอเท็จจริงที่เกี่ยวกับ 
การผลิตการประกอบ การออกแบบ หรือสnวนผสมของสินคoา การใหoบริการ หรือการดำเนินการ 
ใดๆ ซึ่งศาลเห็นวnาขoอเท็จจริงดังกลnาวอยูnในความรูoเห็นโดยเฉพาะของคูnความฝiายที่เป}นผูoประกอบ 
ธุรกิจ ใหoภาระการพิสูจนrในประเด็นดังกลnาวตกอยูnแกnคูnความฝiายที่เป}นผูoประกอบธุรกิจนั้น 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมรกฤษฎีกา 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
มาตรา ๓๐ ถoาภายหลังที่ไดoมีคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีผูoบริโภคแลoว ปรากฏวnามี 
การฟjองผูoประสำกนัอกบงาธุรนกิคจณะรากยรเดีรมยกาวรกักนฤเปษฎี}นกา คดีผูoบริโภคอีสำกโดนักยงาขนoอคเท็ณะจกจรริรงมที่กาพิรพากฤทษเปฎีกา 
}นอยnางเดียวกับ 
คดีกnอนและศาลในคดีกnอนไดoวินิจฉัยไวoแลoว ศาลในคดีหลังอาจมีคำสั่งใหoถือวnาขoอเท็จจริงใน 
ประเด็นนั้นเป}นอันยุติเชnนเดียวกับคดีกnอนโดยไมnตoองสืบพยานหลักฐาน เวoนแตnศาลเห็นวnา 
ขoอเท็จจริงในคดีกnอนนั้นยังไมnเพียงพอแกnการวินิจฉัยชี้ขาดคดี หรือเพื่อใหoโอกาสแกnคูnความที่ 
เสียเปรียบตnอสูoคดี ศาลมีอำนาจเรียกพยานหลักฐานมาสืบเองหรืออนุญาตใหoคูnความนำ 
พยานหลักฐานมาสืบเพิ่มเติมตามที่เห็นสมควรก็ไดo 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
มาตรา ๓๑ ในกรณีที่ศาลมีคำสั่งใหoสืบพยาน ใหoศาลสอบถามคูnความฝiายที่ 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
จะตoองนำพยานเขoาสืบวnาประสงคrจะอoางอิงพยานหลักฐานใดแลoวบันทึกไวoหรือสั่งใหoคูnความจัดทำ 
บัญชีระบุพยานยื่นตnอศาลภายในระยะเวลาตามที่เห็นสมควรก็ไดo 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
มาตรา ๓๒ กnอนการสืบพยาน ใหoศาลแจoงประเด็นขoอพิพาทใหoคูnความทราบและ 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
จะกำหนดใหoคูnความฝiายใดนำพยานมาสืบกnอนหรือหลังก็ไดo 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
- ๙ - สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
มาตรา ๓๓ เพื่อประโยชนrแหnงความยุติธรรมในอันที่จะใหoไดoความแจoงชัดใน 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
ขoอเท็จจริงแหnงคดี ใหoศาลมีอำนาจเรียกพยานหลักฐานมาสืบไดoเองตามที่เห็นสมควร ในการนี้ใหo 
ศาลมีอำนาจสั่สำงนัใหกงาoเจนoาคพณะนักกงารรนมกาคดีรกตฤรษวฎีจกา สอบและรวบรสำวมนัพกงายานนคหณะลักกรฐารมนกาที่รจำกฤเปษฎี}นกา 
แลoวรายงานใหo 
ศาลทราบ รวมทั้งมีอำนาจเรียกสำนักงานคณะกรรมการคุoมครองผูoบริโภค หนnวยงาน หรือบุคคลที่ 
เกี่ยวขoองมาใหoขoอมูลหรือใหoจัดสnงพยานหลักฐานเพื่อประกอบการพิจารณาไดo 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
พยานหลักฐานที่ไดoมาตามวรรคหนึ่งตoองใหoคูnความทุกฝiายทราบและไมnตัดสิทธิ 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
คูnความในอันที่จะโตoแยoงพยานหลักฐานดังกลnาว 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
มาตรา ๓๔ ในการสืบพยานไมnวnาจะเป}นพยานที่คูnความฝiายใดอoางหรือที่ศาล 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
เรียกมาเองใหoศาลเป}นผูoซักถามพยาน คูnความหรือทนายความจะซักถามพยานไดoตnอเมื่อไดoรับ 
อนุญาตจากศาล 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
ใหoศาลมีอำนาจซักถามพยานเกี่ยวกับขoอเท็จจริงใดๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับคดีแมoจะไมn 
มีคูnความฝiายใดยกขึ้นอoางก็ตาม 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
มาตรา ๓๕ การนั่งพิจารณาสืบพยาน ใหoศาลนั่งพิจารณาคดีติดตnอกันไปโดยไมn 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
เลื่อนคดีจนกวnาจะเสร็จการพิจารณา เวoนแตnมีเหตุจำเป}นอันมิอาจกoาวลnวงเสียไดo ศาลจะมีคำสั่ง 
เลื่อนไดคoรั้งละสำไมนักเกิnงานนสิคบณะหกoาวัรรน 
มการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
มาตรา ๓๖ ศาลอาจขอใหoผูoทรงคุณวุฒิหรือผูoเชี่ยวชาญมาใหoความเห็นเพื่อ 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
ประกอบการพิจารณาพิพากษาคดีไดo แตnตoองใหoคูnความทุกฝiายทราบและใหoโอกาสคูnความตาม 
สมควรในอันสำที่นัจะกงาขอนใหคณะoเรีกยรรกมผูกาoทรรกงฤคุษณฎีกา วุฒิหรือผูoเชี่ยสำวชานักญงาฝนiาคยณะตนกรมารมใหการoคกวาฤษมฎีเห็กา 
นโตoแยoงหรือ 
เพิ่มเติมความเห็นของผูoทรงคุณวุฒิหรือผูเชี่oยวชาญดังกลาnว 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
ผูoทรงคุณวุฒิหรือผูoเชี่ยวชาญที่ศาลขอใหoมาใหoความเห็นมีสิทธิไดoรับคnาปiวยการ 
คnาพาหนะเดินสำทานักงงาและนคณะคnากเชรnารมที่กาพักรกตาฤษมฎีระกา เบียบที่กำหนสำดนัโดกงายนคคณะณะกกรรรรมมกาการรกบฤษริฎีหากา 
รศาลยุติธรรม 
ตามกฎหมายวnาดoวยระเบียบบริหารราชการศาลยุติธรรม 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
มาตรา ๓๗ เมื่อไดoสืบพยานหลักฐานตามที่จำเป}นและคูnความไดoแถลงการณr ถoา 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
หากมีเสร็จแลoวใหoถือวnาการพิจารณาเป}นอันสิ้นสุดและใหoศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งโดยเร็ว แตn 
ตราบใดที่ยังมิไดoมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง หากศาลเห็นวnาเป}นการจำเป}นที่จะตoองนำพยานหลักฐาน 
มาสืบเพิ่มเติมเพื่อประโยชนrแหnงความยุติธรรม ใหoศาลทำการสืบพยานหลักฐานตnอไปไดo ซึ่งอาจ 
รวมทั้งการเรียกพยานที่สืบแลoวมาสืบใหมnดoวย โดยไมnตoองมีฝiายใดรoองขอ 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
สnวนที่ ๓ 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
คำพิพากษาและคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดี 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
- ๑๐ - สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
มาตรา ๓๘ คำ พิพากษาหรือคำ สั่งชี้ขาดตัดสินคดี อยnางนoอยตoองแสดง 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
ขoอเท็จจริงที่ฟ{งไดoโดยสรุปและคำวินิจฉัยในประเด็นแหnงคดีพรoอมดoวยเหตุผลแหnงคำวินิจฉัยนั้น 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
มาตรา ๓๙ ในคดีที่ผูoบริโภคหรือผูoมีอำนาจฟjองคดีแทนผูoบริโภคเป}นโจทกr ถoา 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
ความปรากฏแกnศาลวnาจำนวนคnาเสียหายที่โจทกrเรียกรoองไมnถูกตoองหรือวิธีการบังคับตามคำขอ 
ของโจทกrไมnเพียงพอตnอการแกoไขเยียวยาความเสียหายตามฟjอง ศาลมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยใหo 
ถูกตoองหรือกำสำหนันกดงาวินธีคกาณะรกบัรงรคัมบกาใหรกoเหฤษมาะฎีกา สมไดoแมoจะเกิสำนนักกงาวnานที่คปณะรากกรฏรมในกาคำรกขฤอษฎีบักา 
งคับของโจทกrก็ 
ตาม แตnขoอที่ศาลยกขึ้นวินิจฉัยนั้นจะตoองเกี่ยวขoองกับขoอเท็จจริงที่คูnความยกขึ้นมาวnากลnาวกันแลoว 
โดยชอบ 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
มาตรา ๔๐ ในกรณีที่ความเสียหายเกิดขึ้นแกnรnางกาย สุขภาพ หรืออนามัยและ 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
ในเวลาที่พิพาษาคดีเป}นการพoนวิสัยจะหยั่งรูoไดoแนnวnาความเสียหายนั้นมีแทoจริงเพียงใด ศาลอาจ 
กลnาวในคำพิพากษาหรือคำสั่งวnายังสงวนไวoซึ่งสิทธิที่จะแกoไขคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นอีกภายใน 
ระยะเวลาที่ศาสำลกำนักหงานนด คณะทั้งกนี้ รรตมoอกางรไมกฤnเกิษฎีนกา สิบปeนับแตnวันสำที่ศานักลงามีนคำคณะพิกพารรกมษาการหกรืฤอษคำฎีกา 
สั่ง แตnกnอนการ 
แกoไขตoองใหoโอกาสคูnความอีกฝiายที่จะคัดคoาน 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
มาตรา ๔๑ ในคดีที่ผูoบริโภคหรือผูoมีอำนาจฟjองคดีแทนผูoบริโภคเป}นโจทกrฟjอง 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
ขอใหoผูoประกอบธุรกิจรับผิดในความชำรุดบกพรnองของสินคoา หากศาลเชื่อวnาความชำรุดบกพรnอง 
ดังกลnาวมีอยูnในขณะสnงมอบสินคoานั้นและไมnอาจแกoไขใหoกลับคืนสภาพที่ใชoงานไดoตามปกติหรือ 
ถึงแมoจะแกoไขแลoวแตnหากนำไปใชoบริโภคแลoวอาจเกิดอันตรายแกnรnางกาย สุขภาพ หรืออนามัย 
ของผูoบริโภคที่ใชoสินคoานั้น ใหoศาลมีอำนาจพิพากษาใหoผูoประกอบธุรกิจเปลี่ยนสินคoาใหมnใหoแกn 
ผูoบริโภคแทนการแกoไขซnอมแซมสินคoาที่ชำรุดบกพรnองนั้นก็ไดo ทั้งนี้ โดยคำนึงถึงลักษณะของ 
สินคoาที่อาจเปลี่ยนทดแทนกันไดo พฤติการณrของผูoประกอบธุรกิจ ตลอดจนความสุจริตของ 
ผูoบริโภคประกอบดoวย และหากขoอเท็จจริงปรากฏวnา ผูoบริโภคไดoรับประโยชนrจากการใชoสินคoาหรือ 
ไดoกnอใหoเกิดความเสียหายแกnสินคoานั้น ใหoศาลมีคำสั่งใหoผูoบริโภคชดใชoคnาใชoทรัพยrหรือคnาเสียหาย 
แลoวแตnกรณี ใหoแกnผูoประกอบธุรกิจนั้นไดoตามที่เห็นสมควร 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
การฟjองคดีตามวรรคหนึ่ง ถoาผูoถูกฟjองมิใชnผูoผลิตหรือผูoนำเขoาสินคoานั้น ใหoศาลมี 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
คำสั่งเรียกผูoผลิตหรือผูoนำเขoาดังกลnาวเขoามาในคดีตามมาตรา ๕๗ (๓) แหnงประมวลกฎหมายวิธี 
พิจารณาความแพnงและมีอำนาจพิพากษาใหoบุคคลดังกลnาวรnวมรับผิดในหนี้ที่ผูoประกอบธุรกิจตาม 
วรรคหนึ่งมีตnอผูoบริโภคไดoดoวย 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
มาตรา ๔๒ ถoาการกระทำที่ถูกฟjองรoองเกิดจากการที่ผูoประกอบธุรกิจกระทำโดย 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
เจตนาเอาเปรียบผูoบริโภคโดยไมnเป}นธรรมหรือจงใจใหoผูoบริโภคไดoรับความเสียหายหรือประมาท 
เลินเลnออยnางรoายแรงไมnนำพาตnอความเสียหายที่จะเกิดแกnผูoบริโภคหรือกระทำการอันเป}นการฝiา 
ฝนgตnอความรับสำผินัดกชงาอนบคในณะฐากรนะรมผูกาoมีรอากฤชีษพฎีกา หรือธุรกิจอันยสำnอมนักเปงา}นนที่คไวณะoวากรงรใจมกาขอรงกปฤษระฎีชากา 
ชน เมื่อศาลมี 
คำพิพากษาใหoผูoประกอบธุรกิจชดใชoคnาเสียหายแกnผูoบริโภค ใหoศาลมีอำนาจสั่งใหoผูoประกอบธุรกิจ 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
- ๑๑ - สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
จnายคnาเสียหายเพื่อการลงโทษเพิ่มขึ้นจากจำนวนคnาเสียหายที่แทoจริงที่ศาลกำหนดไดoตามที่ 
เห็นสมควร ทั้งนี้ โดยคำนึงถึงพฤติการณrตnางๆ เชnน ความเสียหายที่ผูoบริโภคไดoรับ ผลประโยชนrที่ 
ผูoประกอบธุรกิจไดoรับ สถานะทางการเงินของผูoประกอบธุรกิจ การที่ผูoประกอบธุรกิจไดoบรรเทา 
ความเสียหายที่เกิดขึ้น ตลอดจนการที่ผูoบริโภคมีสnวนในการกnอใหoเกิดความเสียหายดoวย 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
การกำหนดคnาเสียหายเพื่อการลงโทษตามวรรคหนึ่ง ใหoศาลมีอำนาจกำหนดไดo 
ไมnเกินสองเทสำnาขนัอกงงาคนnาคเสีณะยกหารรยมที่กาแทรกoจฤษริงฎีที่กา ศาลกำหนด สำแตนักnถงาoาคนnาคเสีณะยกหารรมยกาที่แทรกฤoจษริฎีงกา 
ที่ศาลกำหนดมี 
จำนวนเงินไมnเกินหoาหมื่นบาท ใหoศาลมีอำนาจกำหนดคnาเสียหายเพื่อการลงโทษไดoไมnเกินหoาเทnา 
ของคnาเสียหายที่แทoจริงที่ศาลกำหนด 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
มาตรา ๔๓ ในคดีผูoบริโภค เมื่อศาลวินิจฉัยชี้ขาดคดีหรือจำหนnายคดีเสียจาก 
สารบบความหากขoอเท็จจริงปรากฏแกnศาลวnายังมีสินคoาที่ไดoจำหนnายไปแลoวหรือที่เหลืออยูnใน 
ทoองตลาดอาจเป}นอันตรายตnอชีวิต รnางกาย สุขภาพ หรืออนามัยของผูoบริโภคโดยสnวนรวม และไมn 
อาจใชoวิธีปjองกันอยnางอื่นไดo ใหoศาลมีอำนาจออกคำสั่งดังตnอไปนี้ 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
(๑) ใหoผูoประกอบธุรกิจจัดการประกาศและรับสินคoาดังกลnาวซึ่งอาจเป}นอันตราย 
คืนจากผูoบริโภคเพื่อทำการแกoไขหรือเปลี่ยนใหoใหมnภายในเวลาที่กำหนดโดยคnาใชoจnายของผูo 
ประกอบธุรกิจเองแตnถoาเป}นกรณีที่ไมnอาจแกoไขหรือดำเนินการตามที่กลnาวขoางตoนไดo ก็ใหoใชoราคา 
ตามที่ศาลเห็นสมควรโดยคำนึงถึงลักษณะและสภาพของสินคoาขณะรับคืน รวมทั้งความสุจริตของ 
ผูoประกอบธุรกิจประกอบดoวย 
สำนักงานคณะรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
(๒) หoามผูoประกอบธุรกิจจำหนnายสินคoาที่เหลืออยูnและใหoเรียกเก็บสินคoาที่ยัง 
ไมnไดoจำหนnายสำแกนักnผูงาoบนริคโภณะคกกรลัรบมกาคืนรกจฤนษกฎีวกา nาจะไดoมีการแกสำoไขนักเปงานลี่คยณะนแปกรลรมงกาสินรกคฤoาษดัฎีงกา 
กลnาวใหoมีความ 
ปลอดภัย แตnถoาเป}นกรณีที่ไมnสามารถแกoไขเปลี่ยนแปลงไดo ศาลจะมีคำสั่งหoามผูoประกอบธุรกิจ 
ผลิตหรือนำเขoาสินคoานั้นก็ไดoและหากเป}นที่สงสัยวnาผูoประกอบธุรกิจจะเก็บสินคoาที่เหลือไวoเพื่อ 
จำหนnายตnอไป ใหoศาลมีอำนาจสั่งใหผูooประกอบธุรกิจทำลายสินคาoที่เหลือนั้นดวoย 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
ถoาความปรากฏในภายหลังวnาผูoประกอบธุรกิจไมnปฏิบัติตามคำสั่งศาล ใหoศาลมี 
อำนาจสั่งจับกุมและกักขังผูoประกอบธุรกิจหรือผูoมีอำนาจทำการแทนของผูoประกอบธุรกิจในกรณีที่ 
ผูoประกอบธุรกิจเป}นนิติบุคคลไวoจนกวnาจะไดoปฏิบัติตามคำสั่งดังกลnาว หรือสั่งใหoเจoาพนักงานคดี 
หรือบุคคลหนึ่งบุคคลใดดำเนินการโดยใหoผูoประกอบธุรกิจเป}ผูoรับผิดชอบในคnาใชoจnาย และหาก 
ผูoประกอบธุรกิจไมnชำระใหoบุคคลนั้นมีอำนาจบังคับคดีกับผูoประกอบธุรกิจเสมือนหนึ่งเป}นเจoาหนี้ 
ตามคำพิพากษา ผูoประกอบธุรกิจหรือผูoมีอำนาจทำการแทนของผูoประกอบธุรกิจในกรณีที่ผูo 
ประกอบธุรกิจเป}นนิติบุคคลที่ถูกจับกุมโดยเหตุจงใจขัดขืนคำสั่ง จะตoองถูกกักขังไวoจนกวnาจะมี 
ประกัน หรือประกันและหลักประกันตามจำนวนที่ศาลเห็นสมควรกำหนดวnาตนยินยอมที่จะปฏิบัติ 
ตามคำสั่งทุกประการ แตnทั้งนี้ หoามไมnใหoกักขังผูoประกอบธุรกิจหรือผูoมีอำนาจทำการแทนของผูo 
ประกอบธุรกิจในกรณีที่ผูoประกอบธุรกิจเป}นนิติบุคคลแตnละครั้งเกินกวnาหกเดือนนับแตnวันจับหรือ 
กักขัง แลoวแตnกรณี 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
- ๑๒ - สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
มาตรา ๔๔ ในคดีที่ผูoประกอบธุรกิจซึ่งถูกฟjองเป}นนิติบุคคล หากขoอเท็จจริง 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
ปรากฏวnานิติบุคคลดังกลnาวถูกจัดตั้งขึ้นหรือดำเนินการโดยไมnสุจริต หรือมีพฤติการณrฉoอฉล 
หลอกลวงผูoบสำริโภนักคงาหนรืคอณะมีกากรรรยัมกกายรoากยฤถษnาฎียกา เททรัพยrสินขอสำงนันิกติงาบุนคคคณะลไปกรรเปมกา}นปรกระฤษโยฎีชกา 
นrของบุคคลใด 
บุคคลหนึ่ง และทรัพยrสินของนิติบุคคลมีไมnเพียงพอตnอการชำระหนี้ตามฟjอง เมื่อคูnความรoองขอ 
หรือศาลเห็นสมควร ใหoศาลมีอำนาจเรียกหุoนสnวน ผูoถือหุoนหรือบุคคลที่มีอำนาจควบคุมการ 
ดำเนินงานของนิติบุคคลหรือผูoรับมอบทรัพยrสินจากนิติบุคคลดังกลnาวเขoามาเป}นจำเลยรnวม และ 
ใหoมีอำนาจพิพากษาใหoบุคคลเชnนวnานั้นรnวมรับผิดชอบในหนี้ที่นิติบุคคลมีตnอผูoบริโภคไดoดoวย เวoน 
แตnผูoนั้นจะพิสูจนrไดoวnาตนมิไดoมีสnวนรูoเห็นในการกระทำดังกลnาว หรือในกรณีของผูoรับมอบ 
ทรัพยrสินนั้นจากนิติบุคคลจะตoองพิสูจนrไดoวnาตนไดoรับทรัพยrสินมาโดยสุจริตและเสียคnาตอบแทน 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
ผูoรับมอบทรัพยrสินจากนิติบุคคลตามวรรคหนึ่งใหoรnวมรับผิดไมnเกินทรัพยrสินที่ผูo 
นั้นไดoรับจากนิติบุคคลนั้น 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
หมวด ๓ 
อุทธรณr 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
มาตรา ๔๕ ใหoจัดตั้งแผนกคดีผูoบริโภคขึ้นในศาลอุทธรณrและศาลอุทธรณrภาค 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
โดยใหoมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีที่อุทธรณrคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นตoนในคดีผูoบริโภค 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
มาตรา ๔๖ การอุทธรณrคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นตoนในคดีผูoบริโภค ใหo 
อุทธรณrไปยังสำศานักลงาอุนทคธณะรณกrแผรรมนกากรคกดีฤษผูฎีoบกา ริโภคหรือศาสำลอุนักทงาธนรคณณะrภากครรแผมกานรกคฤษดีฎีผูกา 
oบริโภคภายใน 
กำหนดหนึ่งเดือนนับแตnวันที่ไดoอnานคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
มาตรา ๔๗ ในคดีผูoบริโภคที่ราคาทรัพยrสินหรือจำนวนทุนทรัพยrที่พิพาทกันใน 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
ชั้นอุทธรณrไมnเกินหoาหมื่นบาทหรือไมnเกินจำนวนที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา หoามมิใหoคูnความ 
อุทธรณrในป{ญหาขoอเท็จจริง 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
มาตรา ๔๘ ในกรณีที่ผูoอุทธรณrเห็นวnาคดีตoองหoามอุทธรณrตามมาตรา ๔๗ ผูo 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
อุทธรณrอาจยื่นคำขอโดยทำเป}นคำรoองเพื่อขออนุญาตอุทธรณrตnอศาลอุทธรณrแผนกคดีผูoบริโภค 
หรือศาลอุทธรณrภาคแผนกคดีผูoบริโภคไปพรoอมกับอุทธรณrก็ไดo ในกรณีเชnนวnานี้ เมื่อศาลชั้นตoน 
ตรวจอุทธรณrแลoวเห็นวnาเป}นอุทธรณrที่ตoองหoาม ก็ใหoสnงอุทธรณrและคำขอดังกลnาวไปยังศาล 
อุทธรณrแผนกคดีผูoบริโภคหรือศาลอุทธรณrภาคแผนกคดีผูoบริโภคเพื่อพิจารณา แตnถoาศาลชั้นตoน 
เห็นวnาอุทธรณrดังกลnาวไมnตoองหoามก็ใหoมีคำสั่งรับอุทธรณrนั้นไวoดำเนินการตnอไป 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
ในกรณีที่ศาลชั้นตoนสั่งไมnรับอุทธรณrเพราะเหตุตoองหoามอุทธรณrตามมาตรา ๔๗ 
ผูoอุทธรณrอาจสำยื่นนัคำกงาขนอคโดณะยกทำรรเปมกา}นรคำกฤรษoอฎีงกา เพื่อขออนุญาตสำอุนัทกธงารณนคrตณะnอศากรลรมอุกาทธรรกณฤษrแผฎีกา 
นกคดีผูoบริโภค 
หรือศาลอุทธรณrภาคแผนกคดีผูoบริโภคภายในกำหนดสิบหoาวันนับแตnวันที่ศาลชั้นตoนมีคำสั่งก็ไดo 
ถoาคูnความยื่นคำขอดังกลnาวแลoว จะอุทธรณrคำสั่งไมnรับอุทธรณไมrnไดo 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
- ๑๓ - สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
หลักเกณฑrและวิธีการยื่นคำขอและการพิจารณาคำขอของศาลอุทธรณrแผนกคดี 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
ผูoบริโภคหรือศาลอุทธรณrภาคแผนกคดีผูoบริโภคตามวรรคหนึ่งและวรรคสองใหoเป}นไปตาม 
ขอoกำหนดของสำปนัระกงาธานนคศาณะลกฎีรรกา 
มการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
มาตรา ๔๙ การพิจารณาพิพากษาคดีผูoบริโภคในศาลอุทธรณrแผนกคดีผูoบริโภค 
หรือศาลอุทธรณrภาคแผนกคดีผูoบริโภคตoองดำเนินการใหoเสร็จสิ้นโดยเร็ว ทั้งนี้ ตามขoอกำหนด 
ของประธานศาสำลนัฎีกกา 
งานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
ภายใตoบังคับมาตรา ๕๒ คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณrแผนกคดี 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
ผูoบริโภคและศาลอุทธรณrภาคแผนกคดีผูoบริโภคใหoเป}นที่สุด 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
มาตรา ๕๐ ใหoนำบทบัญญัติในหมวด ๒ วิธีพิจารณาคดีผูoบริโภคในศาลชั้นตoน 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
มาใชoบังคับแกnการอุทธรณrและการพิจารณาพิพากษาชี้ขาดตัดสินคดีของศาลอุทธรณrแผนกคดี 
ผูoบริโภคและศาลอุทธรณrภาคแผนกคดีผูoบริโภคโดยอนุโลม 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
หมวด ๔ 
ฎีกา 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
มาตรา ๕๑ คดีที่ศาลอุทธรณrแผนกคดีผูoบริโภคหรือศาลอุทธรณrภาคแผนกคดี 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
ผูบoริโภคมีคำพิพากษาหรือคำสั่งแลว oคูnความอาจยื่นคำรoองตnอศาลฎีกาเพื่อขอใหoพิจารณาอนุญาต 
ใหoฎีกาในป{ญสำหานัขกoองาเท็นคจณะจริกงรในรมคกาดีรที่กมีฤทุษฎีนกา ทรัพยrที่พิพาทสำในนัชั้กนงาฎีนกาคณะเกิกนรรสมอกางแสรกฤนษบาฎีกา 
ทหรือในป{ญหา 
ขoอกฎหมายภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแตnวันที่ไดoอnานคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณr 
แผนกคดีผูoบริโภคหรือศาลอุทธรณภาrคแผนกคดีผูบoริโภค 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
การยื่นคำรoองตามวรรคหนึ่ง ใหoคูnความยื่นฎีกาไปพรoอมกับคำรoองนั้นดoวย โดย 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
ยื่นตnอศาลชั้นตoนที่มีคำพิพากษาหรือคำสั่งในคดีนั้น แลoวใหoศาลชั้นตoนรีบสnงคำรoองพรoอมฎีกา 
ดังกลnาวไปยังศาลฎีกาเพื่อพิจารณาโดยเร็ว 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
มาตรา ๕๒ ศาลฎีกาอาจพิจารณาอนุญาตใหoฎีกาตามมาตรา ๕๑ ไดoเมื่อเห็นวnา 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
ป{ญหาตามฎีกานั้นเป}นป{ญหาซึ่งเกี่ยวพันกับประโยชนrสาธารณะ หรือเป}นป{ญหาสำคัญอื่นที่ศาล 
ฎีกาควรวินิจฉัย 
สำนักงานคณะกรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
มาตรา ๕๓ หลักเกณฑrและวิธีการในการยื่นคำรoองตามมาตรา ๕๑ การพิจารณา 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรการกฤษฎีกา 
คำรoองการตรวจรับฎีกา การแกoฎีกา ตลอดจนการพิจารณาและวินิจฉัยของศาลฎีกาตามมาตรา 
๕๒ ใหoเป}นไปตามขoอกำหนดของประธานศาลฎีกา 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
มาตรา ๕๔ ในคดีที่ไดoรับอนุญาตใหoฎีกาเฉพาะป{ญหาขoอกฎหมาย หากศาลฎีกา 
เห็นวnาคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณrหรือศาลอุทธรณrภาคไมnถูกตoองไมnวnาทั้งหมดหรือ 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
- ๑๔ - สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
บางสnวนศาลฎีกาจะมีคำวินิจฉัยแตnเฉพาะในป{ญหาขoอกฎหมายและยกคำพิพากษาหรือคำสั่งของ 
ศาลอุทธรณrหรือศาลอุทธรณrภาคหรือศาลชั้นตoน แลoวมีคำสั่งใหoศาลอุทธรณrหรือศาลอุทธรณrภาค 
หรือศาลชั้นตoนแลoวแตnกรณี ทำคำพิพากษาหรือคำสั่งใหมnภายใตoกรอบคำวินิจฉัยของศาลฎีกาก็ไดo 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
มาตรา ๕๕ ใหoนำบทบัญญัติในหมวด ๒ วิธีพิจารณาคดีผูoบริโภคในศาลชั้นตoน 
มาใชoบังคับแกnการพิจารณาพิพากษาชี้ขาดตัดสินคดีของศาลฎีกาโดยอนุโลม 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
หมวด ๕ 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
วิธีการชั่วคราวกnอนพิพากษา 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
มาตรา ๕๖ กnอนยื่นฟjองคดีผูoบริโภค หากมีเหตุเชnนเดียวกับกรณีที่จะทำใหoโจทกr 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
มีสิทธิยื่นคำขอใหศาoลมีคำสั่งจัดใหมีoวิธีคุoมครองชั่วคราวกอnนพิพากษาตามมาตรา ๒๕๔ (๒) แหnง 
ประมวลกฎหมาสำนัยกวิงาธีพินคจาณะรณากรรคมวากามรกแพฤษnง ฎีกา หรือมีความจำสำเปนั}นกตงาoอนงคขณะอใหกรoศารมลกามีรคำกฤสั่ษงฎีหกา 
oามชั่วคราวมิใหo 
จำเลยกระทำการหรืองดเวoนกระทำการอยnางหนึ่งอยnางใดเพื่อคุoมครองประโยชนrของผูoบริโภคเป}น 
สวnนรวม ผูoที่จะเป}นโจทกrอาจยื่นคำขอฝiายเดียวโดยทำเป}นคำรoองเพื่อขอใชoวิธีการชั่วราวดังกลnาว 
กnอนฟjองไดo 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
คำขอตามวรรคหนึ่งตoองบรรยายถึงขoอเท็จจริงที่แสดงวnามีเหตุที่จะฟjองผูo 
ประกอบธุรกิจเป}นจำเลยและมีเหตุเพียงพอที่จะทำใหoเชื่อวnาสมควรที่ศาลจะมีคำสั่งอนุญาตตามคำ 
ขอนั้น รวมทั้งจะตoองมีบันทึกถoอยคำยืนยันขoอเท็จจริงของผูoรูoเห็นเหตุแหnงการขอนั้นเพื่อสนับสนุน 
ขoออoางดังกลnาว 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
มาตรา ๕๗ ในการพิจารณาคำขอตามมาตรา ๕๖ ใหoศาลมีคำสั่งอนุญาตตามคำ 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
ขอหากพิจารณาแลoวเห็นวnา 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
(๑) คำขอที่ยื่นและในโอกาสที่ยื่นคำขอนั้นมีเหตุสมควร และมีเหตุเพียงพอที่ 
ศาลจะมีคำสั่งอนุญาตตามคำขอนั้นไดo และ 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
(๒) สภาพแหnงความเสียหายของผูoขอไมnสามารถที่จะไดoรับชดใชoเป}นเงินหรือ 
ทดแทนดoวยสิ่สำงอื่นันกงาใดนไดคณะo หกรืรอรผูมกาoที่จะรกถูฤษกฎีฟกา jองเป}นจำเลยไมสำนัnอกยูงาnในนคฐาณะนะกรที่รจะมกาชดรกใชฤษoหฎีรืกา 
อทดแทนความ 
เสียหายแกnผูoขอหรือกรณีเป}นการยากที่จะบังคับคดีเอาแกnผูoที่จะถูกฟjองเป}นจำเลยนั้นไดoภายหลัง 
หรือจะเกิดความเสียหายตnอผูoบริโภคเป}นสnวนรวมอันยากตnอการแกoไขเยียวยาในภายหลัง 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
ทั้งนี้ โดยใหoคำนึงถึงความเสียหายวnาจะเกิดขึ้นแกnฝiายใดฝiายหนึ่งมากกวnากัน 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
เพียงใดเป}นสำคัญ 
ถoาศาลมีคำสั่งใหoยกคำขอนั้น คำสั่งเชnนวnานี้ใหoเป}นที่สุด 
มาตรา ๕๘ ใหoศาลแจoงคำสั่งอนุญาตตามมาตรา ๕๗ ใหoผูoที่จะถูกฟjองเป}นจำเลย 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
ทราบโดยไมnชักชoา 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
คำสั่งศาลตามวรรคหนึ่งนั้นใหoมีผลบังคับแกnผูoที่จะถูกฟjองเป}นจำเลยไดoทันที
- ๑๕ - สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
มาตรา ๕๙ ในกรณีที่ศาลมีคำสั่งอนุญาตตามมาตรา ๕๗ ใหoศาลพิเคราะหrถึง 
ความเสียหายสำที่นัอากงาจนจะคณะเกิกดรขึ้รนมกาแกรnผูกฤoที่ษจะฎีกา ถูกฟjองเป}นจำสำเลนักย งาและนคณะอากรจรสั่มงกาใหรกoผูฤoขษอฎีตากา 
มมาตรา ๕๖ 
วางเงินหรือหาประกันมาใหoตามจำนวนภายในระยะเวลาและกำหนดเงื่อนไขอยnางใดตามที่ศาล 
เห็นสมควรสำหรับความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นดังกลาnวก็ไดo 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
มาตรา ๖๐ ผูoที่จะถูกฟjองเป}นจำเลยอาจยื่นคำขอใหoศาลยกเลิกหรือเปลี่ยนแปลง 
คำสั่งอนุญาตตามมาตรา ๕๗ ไดo ถoาศาลมีคำสั่งยกเลิกหรือเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิมดังกลnาว คำสั่ง 
เชnนวnานี้ใหoเป}นที่สุด 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
ในกรณีตามวรรคหนึ่ง ผูoที่จะถูกฟjองเป}นจำเลยอาจมีคำขอใหoศาลมีคำสั่งใหoผูoขอ 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
ตามมาตรา ๕๖ ชดใชoคnาสินไหมทดแทนแกnตนไดo โดยขอรวมไปกับคำขอใหoยกเลิกหรือ 
เปลี่ยนแปลงคำสั่งนั้น หรือยื่นคำขอตnอศาลภายในสามสิบวันนับแตnวันที่ศาลมีคำสั่งยกเลิกหรือ 
เปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิมดังกลnาวและเมื่อศาลทำการไตnสวนแลoวเห็นวnาคำสั่งเดิมที่ถูกยกเลิกหรือ 
เปลี่ยนแปลงนั้นเป}นการสั่งโดยความผิดหรือความเลินเลnอของผูoขอ ทำใหoศาลมีความเห็นหลงไป 
วnามีเหตุที่จะฟjองผูoที่จะถูกฟjองเป}นจำเลยนั้นหรือมีเหตุเพียงพอที่จะสั่งอนุญาตตามมาตรา ๕๗ ใหo 
ศาลมีคำสั่งใหoผูoขอชดใชoคnาสินไหมทดแทนใหoแกnผูoที่จะถูกฟjองเป}นจำเลยไดoตามจำนวนที่ศาล 
เห็นสมควร และถoาผูoขอไมnปฏิบัติตามคำสั่งศาล ศาลมีอำนาจบังคับผูoขอเสมือนหนึ่งวnาเป}นลูกหนี้ 
ตามคำพิพากษา 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
มาตรา ๖๑ ในกรณีที่ผูoขอตามมาตรา ๕๖ มิไดoฟjองคดีเกี่ยวกับคำขอที่ศาลมี 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
คำสั่งอนุญาตตามมาตรา ๕๗ ภายในสิบหoาวันนับแตnวันที่ศาลมีคำสั่งหรือภายในระยะเวลาที่ศาล 
กำหนด ใหoถือวnาคำสั่งนั้นเป}นอันยกเลิกเมื่อครบกำหนดดังกลnาว 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
ในกรณีตามวรรคหนึ่ง ผูoที่จะถูกฟjองเป}นจำเลยอาจยื่นคำขอตnอศาลภายใน 
สามสิบวันนับสำแตนัnวักนงาที่นถืคอณะวnากคำรรมสั่กางนั้รนกเปฤษ}นฎีอักา นยกเลิก ขอใหสำนัoศากงาลมีนคำคณะสั่งกใหรรมoผูกาoขอรตากฤษมฎีมากา 
ตรา ๕๖ ชดใชo 
คnาสินไหมทดแทนแกnตนไดo และใหoศาลมีคำสั่งใหoผูoขอชดใชoคnาสินไหมทดแทนใหoแกnผูoที่จะถูกฟjอง 
เป}นจำเลยไดoตามจำนวนที่ศาลเห็นสมควร และถoาผูoขอไมnปฏิบัติตามคำสั่งศาล ศาลมีอำนาจบังคับ 
ผูoขอเสมือนหนึ่งวnาเป}นลูกหนี้ตามคำพิพากษา 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
มาตรา ๖๒ ในกรณีที่ผูoขอตามมาตรา ๕๖ ฟjองคดีเกี่ยวกับคำขอที่ศาลมีคำสั่ง 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
อนุญาตตามมาตรา ๕๗ ภายในสิบหoาวันนับแตnวันที่ศาลมีคำสั่งหรือภายในระยะเวลาที่ศาล 
กำหนดใหคำoสั่สำงนัอกนุงาญานคตณะนั้นกหรรรืมอกาคำรสั่กงฤอษนุฎีญากา ตที่ศาลมีคำสำสั่นังเปกงาลี่นยคนณะแปกลรรงมตากามรมากฤษตฎีรา กา 
๖๐ วรรคหนึ่ง 
มีผลใชoบังคับตnอไป เวoนแตnศาลจะมีคำสั่งตามคำขอของจำเลยใหoยกเลิกหรือเปลี่ยนแปลงเป}น 
อยnางอื่น และใหoนำมาตรา ๒๖๐ มาตรา ๒๖๑ และมาตรา ๒๖๓ แหnงประมวลกฎหมายวิธี 
พิจารณาความแพnงมาใชoบังคับโดยอนุโลม 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
มาตรา ๖๓ ในระหวnางการพิจารณา ถoามีความจำเป}นตoองกำหนดมาตรการหรือ 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
วิธีการใดๆ เพื่อบรรเทาความเสียหายหรือปjองกันเหตุที่จะกnอใหoเกิดความเสียหายแกnคูnความหรือ
- ๑๖ - สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
ผูoบริโภคเป}นสnวนรวมเป}นการชั่วคราวกnอนการพิพากษาคดี เมื่อศาลเห็นสมควรหรือคูnความมีคำ 
ขอหรือปรากฏจากรายงานของเจoาพนักงานคดี ใหoศาลมีอำนาจกำหนดมาตรการหรือวิธีการนั้นไดo 
เทnาที่จำเป}นและพอสมควรแกnกรณีเพื่อประโยชนrแหnงความยุติธรรม ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑrและ 
วิธีการที่กำหนดโดยขoอกำหนดของประธานศาลฎีกา 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
เพื่อประโยชนrในการดำเนินการตามวรรคหนึ่ง ใหoศาลมีอำนาจออกคำสั่งใหo 
บุคคลที่เกี่ยวขสำoอนังกแจงาoงนขคoอณะมูกลรหรรืมอกาอรอกกฤหษมาฎีกา ยเรียกบุคคลสำนั้นนัมากงาไตนคnสณะวนกเกี่รรยมวกากัรบกคฤษวาฎีมกา 
เสียหาย เหตุที่ 
จะกnอใหoเกิดความเสียหายรวมทั้งกิจการและทรัพยrสินของจำเลยไดตาoมที่เห็นสมควร 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
หมวด ๖ 
สำนักงานคณะกรรมกาการบักฤงษคัฎีบกา ตามคำพิพากษาสำนัหกรืงาอคำนคสั่ณะง 
กรรมการกฤษฎีกา 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
มาตรา ๖๔ ในการบังคับคดี หากการออกคำบังคับไปยังลูกหนี้ตามคำพิพากษา 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
กnอนมีการออกหมายบังคับคดีจะทำใหoเจoาหนี้ตามคำพิพาษาไดoรับความเสียหายและหากเนิ่นชoา 
ไปจะไมnอาจบังคับคดีไดo เจoาหนี้ตามคำพิพากษาอาจมีคำขอฝiายเดียวตnอศาลเพื่อใหoออกหมาย 
บังคับคดีไปทันทีโดยไมnจำตoองออกคำบังคับกnอนก็ไดo 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
มาตรา ๖๕ ภายหลังที่ไดoมีคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีผูoบริโภคแลoว หากความ 
ปรากฏแกnศาลวnามีขoอขัดขoองทำใหoไมnอาจดำเนินการบังคับคดีตามคำพิพากษาไดoหรือมีความ 
จำเป}นตoองกำหนดวิธีการอยnางหนึ่งอยnางใดเพื่อบังคับใหoเป}นไปตามคำพิพากษา ใหoศาลมีอำนาจ 
ออกคำสั่งเพื่อแกoไขขoอขัดขoองดังกลnาวตามความจำเป}นและสมควรแกnกรณีเพื่อประโยชนrแหnง 
ความยุติธรรม 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
สำนักงานคณะกรรมการฤษฎีกา สำนักงานคณะกรมกากฤษฎีกา 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
บทเฉพาะกาล 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
มาตรา ๖๖ บรรดาคดีผูoบริโภคซึ่งคoางพิจารณาอยูnในศาลกnอนวันที่ 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
พระราชบัญญัตินี้ใชoบังคับใหoศาลนั้นมีอำนาจพิจารณาพิพากษาตnอไป และใหoบังคับตามกฎหมาย 
ซึ่งใชอoยูกnอnนวัสำนที่นักพงาระนราคณะชบักญรรญัมกาตินี้รใชกฤoบัษงฎีคักา บจนกวnาคดีนั้สำนจะนักถึงางนที่คสุณะด 
กรรมการกฤษฎีกา 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
ผูoรับสนองพระบรมราชโองการ 
พลเอก สุรยุทธr จุลานนทr 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
นายกรัฐมนตรี 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
- ๑๗ - สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใชoพระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่ป{จจุบันระบบเศรษฐกิจมี 
การขยายตัวอยnางรวดเร็ว และมีการนำความรูoทางดoานวิทยาศาสตรrและเทคโนโลยีมาใชoในการ 
ผลิตสินคoาและบริการมากขึ้นในขณะที่ผูoบริโภคสnวนใหญnยังขาดความรูoในเรื่องของคุณภาพสินคoา 
หรือบริการตลอดจนเทคนิคการตลาดของผูoประกอบธุรกิจ ทั้งยังขาดอำนาจตnอรองในการเขoาทำ 
สัญญาเพื่อใหoไดoมาซึ่งสินคoาหรือบริการ ทำใหoผูoบริโภคถูกเอารัดเอาเปรียบอยูnเสมอ นอกจากนี้ 
เมื่อเกิดขoอพิพาทขึ้น กระบวนการในการเรียกรoองคnาเสียหายตoองใชoเวลานานและสรoางความ 
ยุnงยากใหoแกnผูoบริโภคที่จะตoองพิสูจนrถึงขoอเท็จจริงตnางๆ ซึ่งไมnอยูnในความรูoเห็นของตนเอง อีกทั้ง 
ตoองเสียคnาใชoจnายในรดำเนินคดีสูง ผูoบริโภคจึงตกอยูnในฐานะที่เสียเปรียบจนบางครั้งนำไปสูnการ 
ใชoวิธีการที่รุนแรงและกnอใหoเกิดการเผชิญหนoาระหวnางผูoประกอบธุรกิจกับกลุnมผูoบริโภคที่ไมnไดoรับ 
ความเป}นธรรมอันสnงผลกระทบตnอระบบเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ สมควรใหoมีระบบวิธี 
พิจารณาคดีที่เอื้อตnอการใชoสิทธิเรียกรoองของผูoบริโภค เพื่อใหoผูoบริโภคที่ไดoรับความเสียหายไดoรับ 
การแกoไขเยียวยาดoวยความรวดเร็ว ประหยัดและมีประสิทธิภาพ อันเป}นการคุoมครองสิทธิของ 
ผูoบริโภค ขณะเดียวกัน เป}นการสnงเสริมใหoผูoประกอบธุรกิจหันมาใหoความสำคัญตnอการพัฒนา 
คุณภาพของสินคoาและบริการใหoดียิ่งขึ้น จึงจำเป}นตoองตราพระราชบัญญัตินี้ 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
ปริยานุช/ผูoจัดทำ 
๔ มีนาคม ๒๕๕๑ 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
- ๑๘ - สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา 
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
บรรณานุกรม 
เอกสารภาษาไทย 
หนังสือ 
ดร.เกียรติขจร วจันะสวสัดÍิ. คาํอธิบายกฎหมายอาญา ภาค1. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์ 
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2544. 
นายธานิศ เกศวพิทกัษ.์ กฎหมายวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภคตามพระราชบญัญตัิวิธีพิจารณา 
คดีผู้บริโภค พ.ศ.2551. กรุงเทพฯ : บริษัท ยูเนียน อุลตร้าไวโอเร็ต จำกัด, 2551. 
เพ็ง เพ็งนิติ. คำอธิบายประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยละเมิด และ พ.ร.บ. 
ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าทีÉ พ.ศ.2539. กรุงเทพฯ : สำนักอบรมศึกษา 
กฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา, 2546. 
เอกสารอืÉน ๆ 
www.medlawstory.com/index.php 
www.medlawstory.com/contentimage/042.pdf
คู่มือการปฏิบัติของบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขในกรณีเกิดข้อพิพาทในการให้บริการด้าน

คู่มือการปฏิบัติของบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขในกรณีเกิดข้อพิพาทในการให้บริการด้าน

  • 2.
    คำนำ ปัจจุบันสถานการณ์ข้อพิพาทในเรืÉองเกีÉยวกับการรักษาพยาบาลกำลงั ทวีความรุนแรงขึÊนเรÉือยๆข้อพิพาททÉีสามารถพูดจาทำความเข้าใจกันได้กลายเป็น คดีความขึÊนสู่ศาลมากขึÊน ก่อให้เกิดปัญหาต่างๆตามมามากมาย เช่น ความสัมพันธ์ของ แพทย์กับผู้ป่วยเริÉมเป็นไปในทางไม่ดี ระบบบริการเริÉมมีปัญหาเนืÉองจากบุคลากร ทางการแพทย ์มีความวิตกกังวลต่อการประกอบอาชีพของตนเองกับตัวบทกฎหมายทัÊง ทางแพ่ง ทางอาญา มีการส่งต่อผู้ป่วยโดยไม่จำเป็น การไม่ทำการผ่าตัดในโรงพยาบาล ชุมชน การส่งตรวจอย่างละเอียดเกินความจาํเป็น เป็นตน้ นอกจากนÊีระบบกฎหมายทÉี กำหนดให้คดีเกÉียวกับการรักษาพยาบาลอยู่ในข่าย เป็นคดีผูบ้ริโภคตามพระราชบญัญตัิ วิธีพิจารณาความผู้บริโภค พ.ศ. 2551 ทำให้การฟ้องคดีทำได้ง่าย จึงเป็นเหตุหนึÉงทำให้ ผู้ป่วยหรือญาติมีช่องทางทÉีจะดำเนินคดีกับเจ้าหน้าทÉีหรือหน่วยงานต้นสังกัดมากขึÊน สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขโดยกลุ่มกฎหมายตระหนักถึงปัญหาความ วิตกกังวลดังกล่าว จึงได้จัดทำคู่มือแนวทางการปฏิบัติกรณีเกิดข้อพิพาทหรือเชืÉอว่าจะ เกิดข้อพิพาททางการแพทย์ ซึÉงมีเนืÊอหาสาระเป็นการให้ความรู้วิชาการทางกฎหมาย เกีÉยวกับการปฏิบัติงานทางการแพทย์ กระบวนการในการดำเนินการเมืÉอเกิดข้อพิพาท หรือเชืÉอว่าน่าจะเกิดข้อพิพาท ข้อควรปฏิบัติ บทบาทหน้าทีÉของผู้เกีÉยวข้องในแต่ละ ขัÊนตอน โดยมีวัตถุประสงค์เพÉือสร้างความเชÉือมันÉและมันÉใจว่าเมÉือมีข้อพิพาทเกิดขึÊนจะ มีผู้ช่วยเหลือแพทย์และเจ้าหน้าทีÉในการดำเนินการตามกฎหมายหรือระเบียบราชการ โดยไม่ตอ้งวิตกกังวลว่าควรจะตอ้งปฏิบตัิอย่างไรหรือติดต่อกับใครบ้าง ซึÉงจะทำให้ แพทย์หรือเจ้าหน้าทีÉมีกำลังใจในการปฏิบัติงานต่อไปตามปกติและจะส่งผลถึงการ ให้บริการทÉีดีต่อประชาชนด้วย กลุ่มกฎหมายหวังเป็นอย่างยิÉงว่า คู่มือฉบับนีÊจะเป็น เครÉืองมืออย่างหนึÉงในกระบวนการแก้ไขปัญหาของแพทย์และเจ้าหน้าทÉีในกรณีเกิดขอ้ พิพาททางการรักษาพยาบาล ในการนีÊ ขอขอบพระคุณผู้มีส่วนในการทำคู่มือฉบับนีÊและหากท่าน ผู้อ่านมีข้อเสนอแนะประการใดโปรดแจ้งให้ทราบด้วยเพืÉอการปรับปรุงคู่มือให้มีความ สมบูรณ์ยิÉงขึÊน คณะผู้จัดทำ
  • 3.
    สารบัญ หน้า แนวทางปฏิบัติกรณีมีข้อพิพาทหรือเชืÉอว่าจะมีข้อพิพาทในสถานพยาบาล กระบวนการแกไ้ขขอ้พิพาท 2 กรณีผู้เสียหายแจ้งความร้องทุกข์ 3 กรณีผู้เสียหายยืÉนฟ้องคดีอาญาเอง 6 กรณีผู้เสียหายหรือผู้ป่วยฟ้องคดีแพ่งหรือคดีผู้บริโภค 7 บทบาทหน้าทีÉผู้เกีÉยวข้อง 10 สถานพยาบาล 10 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด 12 ผอู้าํนวยการโรงพยาบาล 12 แพทย์ผู้เชีÉยวชาญ 13 นิติกร 14 แพทย์ผู้ถูกกล่าวหา 15 พยาบาลผู้ถูกกล่าวหา 16 กลุ่มกฎหมาย 17 กฎหมายเกีÉยวกับเวชระเบียน กฎหมายเกีÉยวกับเวชระเบียน 17 สิทธิของผู้เป็นเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล 21 การแก้ไขเพิÉมเติมในเวชระเบียน 27 ความรู้กฎหมายทÉัวไป ความรู้เบืÊองต้นเกÉียวกับคดีแพ่ง 30 ความรับผิดทางละเมิด 32 ความรู้เบืÊองต้นเกÉียวกับกฎหมายอาญา 36 การประกนัตวั 39 คดีผู้บริโภค 45 บรรณานุกรม 51
  • 4.
    (2) ภาคผนวก -คำสัÉงกรมตำรวจทีÉ 622/2536 - หนงัสือสาํนกังานอยัการสูงสุดทÉี อส(สคอ). 0019/ว 235 - หนงัสือกรมตาํรวจทÉี ตช 0031.212/5107 - ระเบียบกระทรวงการคลงั - พรบ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 - แนวทางการจัดเตรียมเอกสาร พยานหลักฐานและทำคำให้การทีÉจะต้องส่งแก่ กระทรวงสาธารณสุขและสำนักงานอัยการ - ตวัอย่างใบแต่งทนายความ
  • 5.
    แนวทางปฏิบัติกรณีมีข้อพิพาทหรือเชืÉอว่าจะมีข้อพิพาทในสถานพยาบาล เมืÉอมีผู้ป่วยมาใช้บริการ ปกติจะมีระบบบริการหรือกระบวนการขัÊนตอนทÉี สถานพยาบาลกำหนดขึÊน ซึÉงการให้บริการเป็นไปตามนัÊน บุคลากรทัÊงหลายจึงต้อง ตระหนักและคำนึงถึงคุณภาพบริการ ตัÊงแต่แรกรับผู้ป่วยเข้ามาในระบบบริการ จนกระทังÉเสร็จสิÊนการให้บริการ โดยพยายามให้การบริการเป็นไปตามมาตรฐานทÉี กำหนดอย่างดีทÉีสุด อย่างไรก็ตามเหตุไม่พึงประสงค์มักจะเกิดขึÊนได้เสมอ จึงต้องมีการ เตรียมการและรับทราบแนวทางปฏิบัติทีÉจะช่วยทำให้กระบวนการให้บริการสามารถ ดำเนินต่อไปได้ โดยมีหลักการดังนีÊ 1. ช่วยเหลือทัÊงสองฝ่าย คือ ฝ่ายแพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าทÉีสาธารณสุขและฝ่ายผู้ป่วย 2. พยายามใช้การเจรจาทำความเข้าใจ และไกล่เกลีÉยข้อพิพาทเป็นหลัก เพืÉอให้ เกิดความเข้าใจพึงพอใจทุกฝ่าย และข้อพิพาทยุติโดยเร็ว กระทรวงสาธารณสุขมีนโยบายทีÉจะแก้ไขปัญหาข้อขัดแย้งทางการแพทย์โดย สันติวิธี เพืÉอดำรงความสัมพันธ์อันดีระหว่างผู้ให้บริการคือ แพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าทีÉกับ ผู้ป่วยและชุมชน ในการแก้ปัญหาความไม่เข้าใจกันระหว่างสองฝ่าย จึงจำเป็นต้องใช้ แนวทางการประนีประนอม สร้างความเข้าใจทÉีถูกต้องตรงกัน ดังนัÊนในการดาํเนินการ ตามแนวทางดังกล่าว จึงต้องจัดให้มีคณะทำงานหรือทีมงานทีÉมีความรู้ ทักษะในด้าน ต่างๆทีÉเกีÉยวข้อง เช่น นักกฎหมาย ผู้เชีÉยวชาญด้านการแพทย์ พยาบาล ผู้มีความรู้ด้านการ ไกล่เกลีÉยข้อพิพาท เป็นต้น นอกจากนีÊอาจรวมถึงผู้นำชุมชนหรือบุคคลทÉีผู้ป่วยเคารพนับถือมาร่วมเป็น ทีมงาน เช่น ผู้ใหญ่บ้าน อาจารย์ทีÉเคยสอนหนังสือทีÉผู้ป่วยหรือญาติให้ความเชืÉอถือ อย่างไรก็ตามในสภาพสังคมปัจจุบันส่วนใหญ่เป็นสังคมเมืองทีÉผู้คนไม่ค่อยรู้จักสนิท สนมกันเช่นสังคมชนบท บุคคลลักษณะดังกล่าวจึงหาได้ยาก การไกล่เกลีÉย ประนีประนอมของทีมงานโรงพยาบาลอาจไม่ได้ผลเพราะบุคคลในทีมงานส่วนหนÉึง เป็นเจ้าหน้าทÉีในโรงพยาบาล จึงควรให้มีทีมงานไกล่เกลÉียในระดับจังหวัดอีกชุดหนึÉง เพืÉอทำการไกล่เกลีÉยต่อจากทีมจากโรงพยาบาล เพราะจะมีภาพลักษณ์ของความเป็นกลาง มากกว่า หากทีมของระดับจังหวัดไม่สามารถไกล่เกลÉียได้ เชÉือว่า ผูป้่วยหรือญาติจะตอ้ง ดำเนินการอย่างใดอย่างหนึÉง หรือหลายอย่างดังนีÊ
  • 6.
    2 1. แจ้งความดำเนินคดีอาญาต่อพนักงานสอบสวนตำรวจ 2. ร้องเรียนไปยังสภาวิชาชีพของแพทย์ พยาบาล นัÊนๆ 3. ร้องเรียนไปยังหน่วยงานต้นสังกัด 4. ยÉืนฟ้องคดีทัÊงทางแพ่งหรืออาญา ดังนัÊนในฐานะผู้เกÉียวข้องจึงจำเป็นต้องรับทราบกระบวนการต่างๆตามกฎหมาย เพืÉอจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้องเหมาะสม กล่าวคือ กรณีมีความเสียหายเกิดขึÊนจากการรักษาพยาบาล ผู้เสียหายหรือผู้ป่วยมีสิทธิทÉีจะ เรียกร้องค่าเสียหายหรือค่าสินไหมทดแทนได้ โดยการยืÉนคำร้องขอให้หน่วยงานต้นสังกัด ของบุคคลทÉีทำให้เกิดความเสียหายนัÊนชดใช้ค่าเสียหาย หรือการยÉืนฟ้องต่อศาลเป็นคดีแพ่ง หรือคดีผู้บริโภค เพืÉอให้ศาลบังคับให้หน่วยงานต้นสังกัดดังกล่าวชดใช้ค่าเสียหาย ส่วนคดีอาญาเป็นการฟ้องเพืÉอให้ศาลลงโทษผู้ทำให้เกิดความเสียหายตาม กฎหมายอาญา ซÉึงโทษประกอบดว้ย การกักขงั จาํคุก ปรับ ริบทรัพย์สิน ประหารชีวิต และความผิดบางอย่างเป็นความผิดอาญาแผ่นดินซÉึงไม่สามารถตกลงประนีประนอม หรือยอมความได้ แม้ว่าได้มีการประนีประนอมยอมความในทางแพ่งแล้วก็ตามก็ไม่ทำ ให้คดีอาญาระงับไปแต่อย่างใด เช่น กรณีการทำให้ผู้อืÉนถึงแก่ความตายหรือบาดเจ็บ สาหัสโดยประมาทหรือเจตนา ส่วนคดีทีÉสามารถยอมความกันได้เช่น ฉ้อโกง หมิÉน ประมาท บุกรุก เป็นต้น กระบวนการแก้ไขข้อพิพาท เมืÉอมีผู้เสียหายร้องเรียนเกีÉยวกับการรักษาพยาบาลของแพทย์และพยาบาล ก็ให้ แพทย์และพยาบาลนำปัญหาไปปรึกษากับทีมทÉีปรึกษา (ประกอบดว้ยแพทยผ์ูเ้ชÉียวชาญ และนักกฎหมาย) แล้วทำการไกล่เกลÉียขัÊนต้น หากไกล่เกลÉียสำเร็จเรÉืองก็ยุติ แต่ถ้าไกล่เกลÉีย ไม่สำเร็จก็ให้ส่งเรÉืองต่อไปยังสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด เพÉือทำการไกล่เกลÉียข้อพิพาท อีกครัÊงหนึÉง หากสำเร็จเรÉืองก็ยุติ แต่ถ้าไม่สำเร็จก็จะเข้าสู่กระบวนการ 3 ประการ คือ 1. ผู้เสียหายแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน 2. ผู้เสียหายเรียกร้องไปยังกระทรวงสาธารณสุข 3. ผู้เสียหายฟ้องคดี (โดยแบ่งเป็นฟ้องคดีอาญาและคดีแพ่ง)
  • 7.
    3 สิทธิของผู้เสียหายในคดีแพ่งและคดีอาญา 1.กรณีผู้เสียหายแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน 2. กรณีผเู้สียหายฟ้องคดีอาญาต่อศาลเอง 3. กรณีผู้เสียหายฟ้องคดีแพ่งเพืÉอเรียกค่าเสียหายต่อศาล 1. กรณีผ้เูสียหายแจ้งความร้องทุกข์
  • 8.
    4 ในกรณีทีÉท่านถูกผู้ป่วยหรือญาติผู้ป่วยแจ้งความดำเนินคดีทางอาญานัÊนจะมี ขัÊนตอนทÉีท่านต้องปฏิบัติและขัÊนตอนทางกฎหมายดังต่อไปนีÊคือ 1) พนักงานสอบสวนจะมีหมายเรียกมายังท่าน เพÉือให้ท่านไปให้การต่อพนักงาน สอบสวน ซึÉงหมายเรียกนัÊนจะทำเป็นหนังสือโดยจะกำหนดวัน เวลาและสถานีตำรวจทÉี ท่านจะต้องไปให้การไว้ในหมายเรียกนัÊน 2) เมÉือท่านได้รับหมายเรียกแล้ว ท่านจะต้องแจ้งมายงั กระทรวงสาธารณสุขโดยด่วน เพืÉอกระทรวงสาธารณสุขจะได้ จัดส่งทนายความเข้าไปให้ความช่วยเหลือ แนะนำและร่วม เดินทางไปกับท่านในวันทีÉท่านเข้าพบพนักงานสอบสวน 3) ในวันทÉีท่านเข้าพบพนักงานสอบสวนตามหมายเรียกนัÊน ท่านจะต้องเตรียม หนงัสือรับรองตาํแหน่งขา้ราชการของนายประกันหรือหลักทรัพย์ เช่น เงินสด บญัชี ธนาคารหรือโฉนดทÉีดินไปด้วย เพÉือใช้ประกันตัวในชัÊนพนักงานสอบสวน 4) เมืÉอท่านและทนายความทีÉกระทรวงสาธารณสุขจัดให้ ได้เดินทางไปพบ พนักงานสอบสวนตามวันและเวลา สถานทีÉทีÉกำหนดตามหมายเรียกแล้ว ในการเข้าให้ ปากคำต่อพนักงานสอบสวนนÊัน ท่านมีสิทธิหลายประการ โดยพนกังานสอบสวน จะต้องแจ้งสิทธิต่างๆนัÊนให้ท่านทราบก่อนด้วย เช่น มีสิทธิให้ทนายความหรือบุคคลทÉี ท่านไว้วางใจเข้ารับฟังการสอบปากคำท่านได้ มีสิทธิทีÉจะได้รับการสอบสวนด้วยความ รวดเร็วต่อเนÉือง และเป็นธรรม โดยเฉพาะอย่างยิงÉต้องแจ้งให้ท่านทราบก่อนด้วยว่า ท่าน มีสิทธิทÉีจะให้การหรือไม่ก็ได้ ถ้าให้การ ถ้อยคำทÉีท่านให้การนัÊน อาจใช้เป็น พยานหลักฐานในการพิจารณาคดีได้ ในการสอบปากคำ เบืÊองต้นพนักงานสอบสวน จะถามรายละเอียดเกÉียวกับตัว ท่านก่อน เช่น ถามชืÉอ นามสกุล สัญชาติ บิดามารดา อายุ อาชีพ ทีÉอยู่ ทีÉเกิดและแจ้งให้ ทราบถึงข้อเท็จจริงเกÉียวกับการกระทำทÉีกล่าวหาว่าท่านกระทำผิด จากนัÊนก็จะแจ้งข้อหา ให้ท่านทราบซึÉงในระหว่างการสอบปากคำท่าน ทนายความทÉีกระทรวงสาธารณสุข จัดส่งไปนัÊน จะเข้าร่วมรับฟังการสอบปากคำกับท่านด้วยทุกครÊัง ทัÊงนีÊ ท่านควรจะให้ การแก่พนักงานสอบสวน โดยไม่ใช้สิทธิปฏิเสธเพÉือให้การในชัÊนศาล เพราะหากไม่ให้ การ พนักงานสอบสวนจะสัÉงฟ้องคดีสถานเดียว ซึÉงจะเป็นผมเสียต่อท่านเอง แต่ถ้าให้ การตามความเป็นจริง พนักงานสอบสวนอาจมีคำสังÉไม่ฟ้องคดีก็ได้
  • 9.
    5 5) เมืÉอพนักงานสอบสวนทำการรวบรวมพยานหลักฐานและสอบสวนเสร็จแล้ว พนักงานสอบสวนก็จะทำความเห็นว่า ควรสัÉงฟ้อง หรือควรสัÉงไม่ฟ้อง แล้วจะส่งเรืÉองไป ยังพนักงานอัยการต่อไป 6) เมืÉอพนักงานอัยการรับเรืÉองและพิจารณาพยานหลักฐานแล้ว จะมีคำสัÉง 2 ประการ คือ (1) กรณีพนกังานอยัการสังÉไม่ฟ้อง (2) กรณีพนกังานอยัการสังÉฟ้อง (1) กรณีพนกังานอยัการสังÉไม่ฟ้อง ถ้าคำสังÉนัÊนเป็นคำสังÉเด็ดขาดไม่ฟ้องคดีแล้ว ก็จะมีการแจ้งคำสังÉดังกล่าว มาให้ท่านทราบและในกรณีดังกล่าวกฎหมายห้ามมิให้มีการสอบสวนตัวท่านในเรืÉอง เดียวกันนัÊนอีก เว้นแต่จะได้พยานหลักฐานใหม่อันสำคัญแก่คดี ซึÉงน่าจะทำให้ศาล ลงโทษผู้ต้องหานัÊนได้ ดังนัÊนเมÉือกฎหมายห้ามมิให้มีการสอบสวน พนักงานอัยการก็จะ ไม่มีอาํนาจฟ้องคดีนÊนัไดอี้ก (2) กรณีพนกังานอยัการสังÉฟ้อง ถ้าพนักงานอัยการสัÉงฟ้องคดี พนักงานอัยการก็จะนำตัวท่านพร้อมคำ ฟ้องไปยังศาลเพÉือยÉืนฟ้อง โดยในวันทÉียÉืนคำฟ้องนัÊน ท่านจะต้องเตรียมหนงัสือรับรอง ตำแหน่งข้าราชการของนายประกันหรือหลักทรัพย์ เช่น เงินสด บัญชีธนาคารหรือโฉนด ทÉีดินไปด้วย เพÉือใช้ประกันตัวในชัÊนศาล หลังจากนัÊนเจ้าหน้าทÉีศาลจะแจ้งวันนัดพร้อม ให้ท่านทราบ เพืÉอให้ท่านมาศาลในวันและเวลาดังกล่าว 7) ในวันนัดพร้อม ท่านจะต้องไปศาลพร้อมทนายความ และเมืÉออยู่ในห้องพิจารณา แล้ว ศาลจะอ่านคาํฟ้องและอธิบายคำฟ้องให้ฟัง และจะถามท่านว่าได้กระทำผิดจริงตาม ฟ้องหรือไม่ จะให้การต่อสู้อย่างไร แล้วจะกำหนดวันนัดสืบพยานโจทก์ จำเลย ต่อไป 8) ในวันนัดพิจารณา ไม่ว่าจะเป็นวันนัดสืบพยานฝ่ายโจทก์หรือวันนัดสืบพยาน ฝ่ายจำเลย ท่านในฐานะจำเลยต้องมาศาลทุกนัด โดยศาลจะสืบพยานฝ่ายโจทก์ก่อน แล้วจึง สืบพยานฝ่ายจำเลย ซึÉงในวันสืบพยานฝ่ายจำเลย ท่านจะต้องขึÊนเบิกความในฐานะพยาน ด้วย เมืÉอสืบพยานฝ่ายโจทก์และฝ่ายจำเลยเสร็จแล้ว ศาลจะนัดวันฟังคำพิพากษาต่อไป 9) ในวันนัดฟังคำพิพากษา ท่านในฐานะจำเลยจะต้องมาฟังคำพิพากษาด้วย อนึÉงในทุกขัÊนตอนทÉีท่านถูกดำเนินคดี จะมีทนายความและนิติกร เข้าไปให้ ความช่วยเหลือ ให้คำแนะนำในด้านกฎหมายแก่ท่านทุกครัÊง
  • 10.
    6 2.กรณีผ้เูสียหายยÉืนฟ้องคดีอาญาเอง กรณีทÉีแพทย์หรือพยาบาลถูกผ้เูสียหายดำเนินคดีในทางอาญาในกรณีทÉีผ้เูสียหายฟ้องเอง ในกรณีเกิดข้อพิพาทเกีÉยวกับความเสียหายในการรักษาพยาบาล 1. ไม่ว่าผู้เสียหายจะได้แจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนไว้หรือไม่ก็ตาม 1.1 ผู้เสียหายมีสิทธินำคดีอาญามาฟ้องด้วยตนเอง 1.2. ผู้ถูกฟ้อง ( แพทย-์พยาบาล) จะได้รับหมายไต่สวนมูลฟ้องมาจากศาล 1.3. รวบรวมข้อเท็จจริง (เอกสารหลักฐานต่างๆทีÉเกีÉยวข้อง เช่น เวชระเบียน ฯลฯ) 1.4. นำหมายศาลและเอกสารต่างๆ แจ้งกระทรวงสาธารณสุขทราบโดยด่วน พร้อมใบแต่งทนายความ 3 ชุด 1.5. กระทรวงสาธารณสุขทำเรืÉองพร้อมส่งเอกสารต่างๆ ใบแต่งทนายความไปยังสำนักงานอัยการ เพÉือต่อสู้คดีแทนผู้ถูกฟ้อง 1.6. วันทีÉศาลนัดไต่สวนมูลฟ้อง พนักงานอัยการจะเข้าทำ การต่อสู้คดีแทนจำเลยตามใบแต่งทนายความและเอกสารต่างๆทีÉได้รับมอบหมายจาก กระทรวงสาธารณสุข ตามเอกสารดังกล่าวข้างต้น
  • 11.
    7 1.7. เมืÉอศาลไต่สวนมูลฟ้องแล้วศาลจะมีคำสังÉ ดังนีÊ - คดีมีมูล - คดีไม่มีมูล 2. ในกรณีคดีมีมูล ศาลจะกำหนดระยะเวลาในการพิจารณาคดี ในระหว่างนีÊให้ปฏิบัติ ดังนีÊ 2.1 เตรียมหลักประกันไว้ประกันตัวก่อนถึงวันนัดพิจารณาหรือวันนัดพร้อม ซึÉงหลักประกันมีดังต่อไปนีÊ 2.2 ใช้เงินมาวางศาลตามจำนวนทีÉศาลกำหนด 2.3 ใช้หลักทรัพย์มาวาง โดยนำหลักทรัพย์ดังกล่าวไปให้เจ้าพนักงานทีÉดิน ประเมินราคาทรัพยส์ินดงักล่าวเสียก่อน 2.4 ใช้บุคคลประกันตัวต้องให้หัวหน้าหน่วยงานรับรองตำแหน่งและเงินเดือนด้วย 2.5 หนังสือยินยอมของคู่สมรส 3. เตรียมตัวขึÊนเบิกความในวันนัดพิจารณา เพÉือเบิกความเป็นพยานต่อศาล เมÉือ เสร็จสิÊนการพิจารณาจะนัดฟังคำพิพากษาในวันดังกล่าว ให้เตรียมหลักทรัพย์เพิÉมมาจาก เดิมทÉีมีอยู่ในศาลชัÊนต้น เพÉือเตรียมพร้อมในการต่อสู้คดีในชัÊนอุทธรณ์หรือฏีกาต่อไป 3. กรณีผ้เูสียหายหรือผ้ปู่วยฟ้องคดีแพ่งหรือคดีผ้บูริโภค
  • 12.
    8 เมืÉอผู้เสียหายยÉืนฟ้องคดีต่อศาล ซึÉงตามพระราชบัญญตัิความรับผิดทางละเมิด ของเจ้าหน้าทีÉ พ.ศ.2539 บัญญัติให้ต้องฟ้องหน่วยงานต้นสังกัดของเจ้าหน้าทีÉผู้ถูกกล่าวหา ว่า ทาํละเมิด เท่านÊนั ดงันÊนัตามหลกัผูเ้สียหายจะตอ้งฟ้องกระทรวงสาธารณสุขหรือสำนักงาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุขหรือกรมฯ เท่านัÊน จะฟ้องแพทย์ พยาบาล หรือเจ้าหน้าทÉีไม่ได้ แต่ในทางปฏิบัติบางครัÊงผู้เสียหายจะฟ้องโรงพยาบาล แพทย์ พยาบาลและหน่วยงาน ราชการพร้อมกัน ทำให้สามารถฟ้องยังศาลจังหวัดทีÉเกิดเหตุหรือทีÉศาลจังหวัดนนทบุรี หรือศาลแขวงนนทบุรีก็ได้ ซึÉงจะแยกกระบวนการได้ดังนีÊ กรณีฟ้องทีÉศาลจังหวัดนนทบุรีหรือศาลแขวงนนทบุรี 1. กรณีฟ้ องส่วนราชการต้นสังกัดคือกระทรวงสาธารณสุข สำ นักงาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข หรือกรมฯ ศาลก็จะมีหมายเรียกพร้อมสำเนาคำฟ้องมายังจำเลย และนัดคู่ความไปศาลตามทีÉกำหนด เมืÉอกระทรวงสาธารณสุขหรือสำนักงานปลัดกระทรวง สาธารณสุขได้รับหมายเรียก กลุ่มกฎหมายกจ็ะทำหนังสือถึงหน่วยงานทÉีเกÉียวข้องดังนีÊ (1) หนังสือถึงอัยการจังหวัดนนทบุรีหรืออัยการจังหวัดคดีศาลแขวงนนทบุรี เพืÉอขอความอนุเคราะห์ให้จัดพนักงานอัยการแก้ต่างคดี โดยจัดส่งข้อเท็จจริงต่างๆ (ถ้ามี ขณะนÊนั) ใบแต่งทนายความทÉีลงนามโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (กรณี ฟ้องกระทรวงฯ) หรือลงนามโดยปลัดกระทรวงสาธารณสุข (กรณีฟ้องสำนักงาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข) (2) หนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดทีÉเกิดเหตุ เพืÉอขอให้จัดส่งข้อเท็จจริง เอกสารหลักฐานต่างๆทีÉเกีÉยวข้อง ไปให้กระทรวงสาธารณสุขหรือสำนักงาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุขและพนักงานอัยการ รวมทัÊงแจ้งให้แต่งตัÊงคณะกรรมการสอบ ข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดเพÉือสอบสวนให้ได้ความว่า มีเหตุเกิดขึÊนจริงหรือไม่ ใครเป็นผู้กระทำ ผู้กระทำจงใจหรือประมาทเลินเล่อหรือไม่ ค่าเสียหายมีเท่าใดและใคร ต้องเป็นผู้รับผิดชอบ (3) หนงัสือถึงแพทยสภา เพÉือขอรับการสนับสนุนพยานผู้เชÉียวชาญเพÉือให้ ความเห็นทางวิชาการแก่พนกังานอยัการและศาล (4) กรณีเร่งด่วนอาจมีหนังสือขอทราบข้อเท็จจริงเบืÊองต้นไปยังโรงพยาบาลทÉีเกิด เหตุ เพÉือรายงานผู้บริหารระดับสูงทราบและส่งไปให้พนักงานอัยการพิจารณาในเบืÊองต้นก่อน
  • 13.
    9 2. กรณีฟ้องหน่วยงานต้นสังกัดและบุคคลทีÉเกีÉยวข้องด้วย เช่น โรงพยาบาล แพทย ์พยาบาล ผูเ้สียหายสามารถยÉืนฟ้องได้ 2 แห่งคือ ศาลจงัหวดันนทบุรีหรือศาล แขวงนนทบุรี และศาลจังหวัดหรือศาลแขวงทÉีตัÊงของโรงพยาบาลทÉีเกิดเหตุ 2.1 กรณีฟ้องทีÉศาลจังหวัดนนทบุรีหรือศาลแขวงนนทบุรี กระบวนการก็จะ เป็นไปตาม ข้อ1. แต่กรณีนีÊศาลจะมีหมายเรียกพร้อมสำเนาคำฟ้องไปยังบุคคลอÉืนทÉีถูก ฟ้องด้วย เมืÉอบุคคลดังกล่าวได้รับหมายเรียก ให้แจ้งผู้อำนวยการโรงพยาบาลและนิติกร ทันที เพืÉอดำเนินการลงนามในใบแต่งทนาย (ไม่ต้องกรอกข้อความอืÉน) จำนวน 3 ใบ กรณีฟ้ องโรงพยาบาลเป็นจำเลย ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเป็นผู้ลงนามในใบแต่งทนาย จากนัÊนให้ส่งหมายเรียก สำเนาคำฟ้อง ใบแต่งทนายความพร้อมเอกสารหลักฐานไปยัง สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด เพืÉอทำเรืÉองถึงกระทรวงสาธารณสุขหรือสำนักงาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุขโดยด่วน ซึÉงกระทรวงสาธารณสุขจะดำเนินการจดัส่งเอกสาร ต่างๆดังกล่าวไปพร้อมกับใบแต่งทนายความของกระทรวงสาธารณสุข หรือ สำนักงาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ไปยังอัยการจังหวัดนนทบุรีหรืออัยการจังหวัดคดีศาลแขวง นนทบุรีแล้วแต่กรณี (คดีมีทุนทรัพย์ไม่เกิน 300,000 บาทอยู่ในอำนาจศาลแขวง ) เพืÉอแก้ ต่างคดีต่อไป อนึÉง พนักงานอัยการจะแก้ต่างคดีให้กับบุคลากรทÉีถูก ฟ้องได้ต่อเมืÉอส่วนราชการต้นสังกัดมีหนังสือแจ้งขอให้พนักงาน อัยการดำเนินการให้บุคลากรดังกล่าวเท่านัÊน 2.2 กรณีฟ้องทีÉศาลจังหวัดหรือศาลแขวงทีÉเกิดเหตุ ศาลจะส่งหมายเรียกไปยังจำเลยทุกคน เมืÉอแพทย์ พยาบาลหรือโรงพยาบาลได้รับ หมายเรียกดังกล่าว ให้บุคคลดังกล่าวแจ้งผู้อำนวยการและนิติกร (ถา้มี) ทราบ จากนัÊนให้ โรงพยาบาลส่งข้อเท็จจริง เอกสารทÉีเกÉียวข้อง รวมทัÊงใบแต่งทนายความทÉีลงนามโดย จาํเลยรายละ 3 ใบ ส่งไปให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดโดยด่วน จากนัÊนสำนักงาน สาธารณสุขจังหวัดจะต้องทำหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัด เพÉือขอให้อัยการจังหวัดนัÊนๆ รับแก้ต่างคดีให้กับแพทย์ พยาบาล หรือโรงพยาบาล โดยจัดส่งข้อมูล เอกสารทีÉเกีÉยวข้อง รวมทัÊงใบแต่งทนายความ หมายเรียกของจำเลยทุกคน และต้องแจ้งการดำเนินการ ดังกล่าวแก่ปลัดกระทรวงสาธารณสุขโดยด่วน ส่วนกระทรวงสาธารณสุขหรือสำนักงาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เมืÉอได้รับหมายเรียก ก็จะจัดส่งหมายเรียก สำเนาคำฟ้องและ
  • 14.
    10 ใบแต่งทนายความของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขหรือปลัดกระทรวง สาธารณสุขไปยังอัยการจังหวัดทีÉรับผิดชอบคดีของศาลทีÉเป็นเจ้าของเรืÉอง(ปกติคือ จังหวัดทีÉเกิดเหตุ) กรณีฟ้องโรงพยาบาลหลายจังหวัดหรือแพทย์พยาบาลหลายจังหวัด เช่น โรงพยาบาลศรีสะเกษ โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ แต่ฟ้องทีÉศาลจังหวัดศรีสะเกษ ก็ ต้องส่งให้อัยการจังหวัดศรีสะเกษเป็นผู้แก้ต่างคดี โดยส่วนราชการต้นสังกัดทีÉถูกฟ้อง จะแจ้งขอให้พนักงานอัยการแก้ต่างคดีให้จำเลยทุกคน ส่วนผู้ประสานงานคดี ปกติจะมอบหมายให้นิติกรประจำโรงพยาบาลทีÉ เกิดเหตุหรือนิติกรสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดและนิติกรกลุ่มกฎหมาย สำนักบริหาร กลาง สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นผู้แทนคดีเพืÉอประสานงานกับผู้เกีÉยวข้อง และพนกังานอยัการ สำหรับแพทย์ พยาบาลหรือเจ้าหน้าทีÉ ทีÉเป็นจำเลยหรือทีÉเกีÉยวข้องกับเรืÉอง ดังกล่าว ต้องจัดทำคำให้การ ให้ข้อเท็จจริงการรักษาพยาบาล ตัÊงแต่เริÉมการรักษาจนกระทังÉเสร็จสิÊนการรักษา รวมทัÊงต้อง อธิบายประเด็นทีÉถูกฟ้อง หลักวิชาการทีÉใช้ในการรักษาพร้อม เอกสารทÉีเกÉียวข้อง (ทัÊงนีÊหากเอกสารมีข้อความทÉีเป็น ภาษาต่างประเทศให้แปลเป็นภาษาไทยกำกับไว้ด้วย) เพืÉอเป็นข้อมูลให้แก่พนักงาน อัยการและต้องเบิกความเป็นพยานในคดีด้วย บทบาทหน้าทÉีผู้เกÉียวข้อง 1) สถานพยาบาล สถานพยาบาลหรือโรงพยาบาลทุกแห่งควรจัดให้มีบุคลากรและการดำเนินการ ดงันÊี 1.1 จัดให้มีนิติกรหรือฝ่ายกฎหมายประจำในโรงพยาบาล 1.2 จัดให้มีทีมงานอย่างน้อย 3 ทีมคือ - ทีมทีÉปรึกษา ประกอบด้วย นิติกรหรือนักกฎหมาย แพทย์ผู้เชีÉยวชาญ หัวหน้าพยาบาลหรือผู้เชÉียวชาญด้านการพยาบาล และบุคลากรอÉืนๆ ทÉีเห็นว่าจำเป็น ซึÉง ทีมทีÉปรึกษามีหน้าทีÉ ตรวจสอบข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมาย ในการรักษาพยาบาลของ กรณีพิพาท ให้ความเห็น ข้อเสนอแนะแก่ผู้อำนวยการโรงพยาบาลรวมทัÊงชีÊแนะแนวทาง
  • 15.
    11 ปฏิบัติของแพทย์ พยาบาลหรือผู้เกีÉยวข้อง ก่อนการเจรจาไกล่เกลีÉยและหากไม่สามารถ ไกล่เกลีÉยได้ ให้ทีมจัดเตรียมแนวทางการต่อสู้คดีไว้ รวมทัÊงเตรียมพยาน หลักฐานต่างๆ ให้ครบถ้วน ซึÉงทีมทÉีปรึกษานีÊอาจทำในระดับจังหวัดก็ได้ - ทีมเจรจาไกล่เกลีÉย ประกอบด้วย หัวหน้าทีมทีÉผู้อำนวยการกำหนด นิติ กรหรือฝ่ายกฎหมาย เจ้าหน้าทีÉทีÉได้รับการฝึกอบรมการไกล่เกลีÉยข้อพิพาทและ ผู้เกีÉยวข้องอืÉนๆ ทีมดังกล่าวมีหน้าทีÉทำการเจรจาต่อรองไกล่เกลีÉยข้อขัดแย้งเพืÉอให้เกิด ความเข้าใจและความพึงพอใจของทุกฝ่าย โดยอาจใช้ข้อมูลจากทีมทีÉปรึกษา ประกอบการพิจารณาดำเนินการก็ได้ - ทีมบริหารความเสÉียง ซึÉงมีหน้าทÉีแก้ไขข้อบกพร่อง ข้อจำกัด หรือจุดทÉี เป็นปัญหา เพÉือให้ระบบบริการมีความเหมาะสมยิÉงขึÊน อันเป็นการป้องกันเหตุในอนาคต ทัÊงนีÊ ในกรณีโรงพยาบาลไม่มีความพร้อมทÉีจะดำเนินการ ดังกล่าวข้างต้น อาจมีการแก้ไขเปลีÉยนแปลง เช่น อาจทำใน ลักษณะเครือข่ายกันเอง หรือ กับโรงพยาบาลอืÉนทีÉมีศักยภาพ ความพร้อมก็ได้ ตามความเหมาะสม 1.3 ในกรณีผูเ้สียหายแจ้งข่าวต่อสÉือมวลชนโรงพยาบาลอาจต้องชีÊแจงโดย อาศัยข้อมูลจากทีมทีÉปรึกษา เพืÉอให้ประชาชนได้ทราบข้อเท็จจริงแล้วรายงานให้ ผู้บังคับบัญชาตามลำดับชัÊนจนถึงกระทรวงสาธารณสุขทันที 1.4 ในกรณีผู้ป่วยหรือญาติฟ้องคดีต่อศาล โดยฟ้องโรงพยาบาลเป็นจำเลย ด้วย ให้ผู้อำนวยการโรงพยาบาลลงนามในใบแต่งทนายความแล้วส่งให้นิติกรดำเนินการ รวบรวมข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย เอกสารทÉีเกÉียวข้อง (ตามทÉีระบุไว้ท้ายหนังสือนีÊ) พร้อม หมายนัด, สำเนาคำฟ้อง ส่งให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด เพืÉอแจ้งผู้ว่าราชการจังหวัด ให้ส่งพนักงานอัยการแก้ต่างคดีภายในระยะเวลาทีÉกฎหมายกำหนด โดยให้รายงาน กระทรวงสาธารณสุขทราบด้วย 1.5 โรงพยาบาลอาจจัดตัÊงกองทุนหรือจัดหาเงินมาไว้ใช้ในการไกล่เกลÉีย ประนีประนอมยอมความในการไกล่เกลÉียชัÊนโรงพยาบาล 1.6 จัดทำทะเบียนแพทย์ผู้เชีÉยวชาญเพืÉอร่วมในทีมทีÉปรึกษา (โดยอาจใช้ ร่วมกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดก็ได้)
  • 16.
    12 2) สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด 2.1 จัดให้มีทีมไกล่เกลีÉยระดับจังหวัด ในกรณีเห็นว่าควรมีทีมไกล่เกลีÉยระดับ อำเภอ ก็จะจัดให้มีทีมไกล่เกลÉียระดับอำเภอขึÊนก็ได้ เพÉือดำเนินการ เมÉือทีมไกล่เกลÉียของ โรงพยาบาลไม่สามารถยุติปัญหาได้ 2.2 จัดทำทะเบียนแพทย์ผู้เชีÉยวชาญแต่ละสาขาเพืÉอร่วมในทีมทีÉปรึกษา 2.3 กรณีถูกฟ้องคดี ต้องแต่งตัÊงคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทาง ละเมิด ตามข้อ 35 แห่งระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกีÉยวกับ ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าทÉี พ.ศ.2539 แลว้ส่งรายงานให้กระทรวงสาธารณสุข และพนักงานอัยการเพืÉอเป็นข้อมูลในการแก้ต่างคดีต่อไป 2.4 ในกรณีโรงพยาบาลในสังกัดถูกฟ้องคดีให้รีบดำเนินการขอให้ผู้ว่า ราชการจังหวัดมอบหมายคดีให้อัยการจังหวัดแต่งตัÊงพนักงานอัยการแก้ต่างคดีโดยด่วน 2.5 ควรจัดหาเงินกองทุนเพืÉอช่วยเหลือสถานพยาบาลในสังกัด เพืÉอการไกล่เกลีÉยข้อ พิพาท กรณีโรงพยาบาลต้องรับผิดชอบ และเพืÉอช่วยเหลือแพทย์ พยาบาล หรือผู้เกีÉยวข้อง 2.6 กรณีผู้เสียหายหรือผู้ป่วยแจ้งความดำเนินคดีทางอาญา ให้จัดเตรียมการ ช่วยเหลือ แพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าทีÉสาธารณสุข ในเรืÉองการไปพบพนักงานสอบสวน พนักงานอัยการ การประกันตัว รวมทัÊงประสานกลุ่มกฎหมาย กระทรวงสาธารณสุขเพÉือ เตรียมทนายความแก้ต่างคดีอาญา 2.7 รายงานสถานการณ์ให้ผู้บังคับบัญชาของกระทรวงสาธารณสุขทราบ โดยเร็ว (ผู้ตรวจราชการกระทรวง, ปลัดกระทรวงสาธารณสุข) 3) ผอู้าํนวยการโรงพยาบาล 3.1 ควรให้มีการตัÊงทีมทÉีปรึกษา ทีมไกล่เกลÉียและทีม บริหารความเสีÉยงในโรงพยาบาล 3.2 เมืÉอได้รับทราบปัญหา ควรรีบเข้าไปแก้ปัญหาโดย ตรวจสอบข้อเท็จจริง ข้อกฎหมายจากทีมทีÉปรึกษา ในกรณี เป็นเรืÉองเร่งด่วน ควรไปพบผู้ป่วยหรือญาติก่อนเพืÉอรับฟัง ปัญหาและตัดสินใจใดๆอนัเป็นการลดระดบัความรุนแรงของสถานการณ์ (หากมี) 3.3 อาจเข้าร่วมในการดำเนินการของทีมทัÊงสามได้ตามความจำเป็น
  • 17.
    13 3.4 ในกรณีจำเป็นอาจให้ความช่วยเหลือเบืÊองต้นแก่ผู้เสียชีวิตเช่น การไป ร่วมงานศพ ช่วยค่าใช้จ่ายในการปลงศพ เป็นเจ้าภาพงานสวดศพ เป็นต้น เพืÉอเป็นการ เยียวยาความเสียหายอีกทางหนึÉง 3.5 ควรจัดให้แพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าทีÉทีÉเกีÉยวข้อง พบทีมทีÉปรึกษา โดย พยายามสร้างขวัญและกำลังใจให้เจ้าหน้าทีÉดังกล่าว เพืÉอสร้างความเข้าใจให้เป็นไปใน แนวทางเดียวกันและคลายความวิตกกังวลในการทำงาน 3.6 กรณีเห็นว่า สถานการณ์ไม่เป็นไปในทางทีÉดี อาจแจ้งไปยังกลุ่มกฎหมาย เพÉือขอให้ส่งทนายความหรือนิติกรจากส่วนกลางไปช่วยเหลือก็ได้ 3.7 หากเห็นว่า ทีมไกล่เกลีÉยของโรงพยาบาลไม่สามารถยุติปัญหาได้ ให้แจ้ง นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด เพÉือดำเนินการแก้ไข้ปัญหาในขัÊนต่อไป 4) แพทย์ผู้เชีÉยวชาญ ซึÉงน่าจะเป็นแพทย์ผู้เชÉียวชาญเฉพาะสาขาทÉีขึÊนทะเบียนไว้ สำหรับเป็นพยานผู้เชีÉยวชาญ หรือ เป็นบุคคลในทีมทีÉปรึกษา มีบทบาท หน้าทีÉ คือ 4.1 ตรวจสอบข้อเท็จจริงจากเวชระเบียน เอกสารหลักฐาน ต่างๆทีÉเกีÉยวกับการรักษากรณีมีข้อขัดแย้ง 4.2 ให้ความเห็น ข้อเสนอแนะ ต่อผู้อำนวยการโรงพยาบาล หรือ นายแพทย์สาธารณสุข จังหวัด หรือ ทีมไกล่เกลีÉย หรือ ทีมบริหารความเสีÉยง รวมถึงแพทย์ พยาบาลและผู้เกีÉยวข้อง 4.3 จัดทำความเห็นเป็นเอกสาร เพÉือประกอบคำให้การต่อสู้คดีในชัÊน พนักงานสอบสวน พนักงานอัยการ หรือศาล รวมทัÊงเข้าเบิกความเป็นพยานในศาล 5) นิติกร (ก) นิติกรของโรงพยาบาล มีบทบาทหน้าทÉี ดังนีÊ 1. เป็นคณะทำงานในทีมทีÉปรึกษาและทีมไกล่เกลีÉยตามทีÉได้รับมอบหมาย 2. ตรวจสอบข้อเท็จจริง การรักษาพยาบาลทีÉถูกอ้างว่ามีปัญหา 3. ตรวจสอบข้อกฎหมายทีÉเกีÉยวข้องกับการรักษาพยาบาล และข้อเท็จจริงดังกล่าว 4. ให้ความเห็น ข้อเสนอแนะ ต่อทีมทีÉปรึกษา ผู้อำนวยการโรงพยาบาล แพทย์ พยาบาล หรือเจ้าหน้าทีÉทีÉเกีÉยวข้องกับกรณีพิพาท
  • 18.
    14 5. กรณีโรงพยาบาลหรือแพทย์ พยาบาล หรือเจ้าหน้าทีÉสาธารณสุข ถูก แจ้งความดำเนินคดีอาญาต่อพนักงานสอบสวน ให้จัดเตรียมคำให้การผู้เกีÉยวข้อง (ขัÊนตอนการรักษา ประเด็นทÉีถูกกล่าวอ้าง) เวชระเบียน เอกสารหลักฐานต่างๆทÉี เกÉียวข้อง รวมทัÊงไปพบพนักงานสอบสวน พนักงานอัยการ แพทย์ หรือพยาบาล ผู้ถูก กล่าวหา และให้แจ้งไปยังกลุ่มกฎหมาย สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขทันที เพÉือให้จัดส่งทนายความมาช่วยเหลือ ทัÊงนีÊต้องจัดเตรียมเอกสารการประกันตัวให้พร้อม (อาจใช้ตำแหน่งของบุคคลผู้เป็นนายประกันก็ได้ เช่น ผู้อำนวยการโรงพยาบาล เป็นต้น) กรณีศาลประทับรับฟ้องให้จัดเตรียมใบแต่งทนายความด้วย 6. กรณีถูกผู้เสียหายฟ้องคดีอาญาให้จัดเตรียมคำให้การผู้เกÉียวข้อง(ขัÊนตอน การรักษา ประเด็นทีÉถูกกล่าวอ้าง) เวชระเบียน เอกสารหลักฐานต่างๆทีÉเกีÉยวข้องพร้อมใบ แต่งทนายความส่งให้แก่กระทรวงสาธารณสุข เพืÉอส่งให้อัยการแก้ต่างคดีต่อไป 7. กรณีโรงพยาบาลหรือแพทย์ถูกฟ้องคดีแพ่งต่อศาล ให้จัดเตรียมข้อมูล เอกสารหลักฐานต่างๆ ใบแต่งทนายความทีÉลงนามโดยผู้อำนวยการโรงพยาบาล ในกรณีฟ้องโรงพยาบาล หรือโดยแพทย์ พยาบาลทÉีถูกฟ้องคดี รวมทัÊง หมายเรียกและสำเนาคำฟ้อง ส่งให้กับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด เพืÉอส่งให้พนักงาน อัยการทันที ในกรณีพนักงานอัยการเป็นผู้ฟ้องคดีอาญา ให้รีบแจ้งกลุ่มกฎหมายทราบ โดยทันที เพÉือจัดส่งทนายความมาให้ความช่วยเหลือ ทัÊงนีÊให้รายงานปลัดกระทรวง สาธารณสุขทราบโดยด่วน 8. เป็นผู้ประสานงานคดี (ข) นิติกร สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด มีบทบาทหน้าทÉี ดังนีÊ 1. ปฏิบตัิงานเช่นเดียวกนักบั นิติกรโรงพยาบาล กรณีโรงพยาบาลไม่มี นิติกรประจำ 2. เป็นผู้ดำเนินการรวบรวมข้อมูลต่างๆ เสนอนายแพทย์สาธรณสุข จังหวัด ขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัด มอบคดีให้อัยการจังหวัด แก้ต่างคดีให้กับโรงพยาบาล หรือแพทย์ พยาบาลทÉีถูกฟ้องคดีแพ่ง รวมทัÊงรายงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขทราบ 3. เร่งดำเนินการสอบสวนหาข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิด ตามข้อ 35 แห่งระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกีÉยวกับความรับผิดทาง ละเมิดของเจ้าหน้าทÉี พ.ศ.2539 ซึÉงในกรณีทÉีผู้เสียหายฟ้องคดีต่อศาล ให้ผู้มีอำนาจ
  • 19.
    15 แต่งตัÊงคณะกรรมการโดยไม่ชักช้าและให้ประสานงานกับอัยการสูงสุดเพÉือเตรียมการ ต่อสู้คดีต่อไป(ควรจะแจ้งเสร็จภายใน 30-60 วัน) เพราะต้องจัดส่งให้พนักงานอัยการ พิจารณาประกอบการแก้ต่างคดี และรายงานให้ปลัดกระทรวงสาธารณสุขทราบ 4. ประสานคดีกับพนักงานอัยการ นิติกร หรือทนายความจากส่วนกลาง นิติกร โรงพยาบาลและผู้เกีÉยวข้องอืÉนๆ 5. งานอืÉนๆตามทีÉได้รับมอบหมาย 6) แพทย์ผู้ถูกกล่าวหา ควรมีบทบาทหน้าทÉี ดังนีÊ 6.1 เมืÉอเกิดมีปัญหาหรือเชืÉอว่าอาจมีปัญหา ให้แจ้ง ผบู้งัคบับญัชาทราบโดยเร็ว ไม่ตอ้งตกใจหรือวิตกกังวล และไม่ ควรรีบให้ความเห็นต่อเหตุการณ์โดยไม่มีการตรวจสอบก่อน โดยเฉพาะต่อผู้ป่วยหรือญาติ ทัÊงนีÊไม่ควรกล่าวหาบุคคลอÉืนว่าเป็น ผู้ทำให้เกิดเหตุการณ์เช่นนัÊน 6.2 ตรวจสอบเวชระเบียน ขัÊนตอนการรักษา เอกสารหลักฐานเกÉียวกับการ รักษาพยาบาล ว่าถูกต้องหรือไม่ อย่างไร โดยอาจหารือแพทย์ผู้เชีÉยวชาญ 6.3 จัดเตรียมทำข้อเท็จจริงโดยอธิบายขัÊนตอนการรักษาพยาบาล อ้างอิงหลกั วิชาการและตอบประเด็นปัญหาทีÉถูกกล่าวหา ร้องเรียน หรือถูกฟ้องโดยละเอียด เนืÉองจากต้องใช้ประกอบการพิจารณาของทีมทีÉปรึกษา ทีมไกล่เกลีÉย ทีมบริหารความ เสÉียง เป็นคำให้การในชัÊนพนักงานสอบสวน ชัÊนพนักงานอัยการและในชัÊนศาล ซึÉงเป็น ส่วนทีÉมีความสำคัญมาก 6.4 หากประสงค์จะได้รับคำแนะนำ คำปรึกษาข้อกฎหมายหรืออืÉนๆ สามารถ แจ้งนิติกรโรงพยาบาล นิติกรสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด หรือกลุ่มกฎหมายได้ทันที 6.5 กรณีได้รับแจ้งว่า ผู้ป่วยหรือญาติ แจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงาน สอบสวน ให้รีบแจ้งผู้อำนวยการโรงพยาบาล และกลุ่มกฎหมาย สำ นักงาน ปลัดกระทรวงทันที และดำเนินการตามข้อ 6.1-6.4 6.6 กรณีได้รับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้อง คดีแพ่งหรือคดีอาญา ให้ ดาํเนินการตามข้อ 6.5 และลงนามในใบแต่งทนายความทÉีนิติกรจะนำไปให้ เพÉือส่งให้ พนักงานอัยการหรือทนายความ ดำเนินการแก้ต่างคดีต่อไป
  • 20.
    16 6.7 ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของทีมทีÉปรึกษาผู้บังคับบัญชาและฝ่าย กฎหมาย หากมีข้อสงสัยให้สอบถามทันที 7) พยาบาลผู้ถูกกล่าวหา มีบทบาทหน้าทÉี ดังนีÊ 7.1 เมืÉอเกิดมีปัญหาหรือเชืÉอว่าอาจมีปัญหา ให้แจ้ง ผู้บังคับบัญชาทราบโดยเร็ว ไม่ต้องตกใจหรือวิตกกังวล และไม่ ควรรีบให้ความเห็นต่อเหตุการณ์โดยไม่มีการตรวจสอบก่อน โดยเฉพาะต่อผู้ป่วยหรือญาติ ทัÊงนีÊไม่ควรกล่าวหาบุคคลอÉืนว่า เป็นผู้ทำให้เกิดเหตุการณ์เช่นนัÊน 7.2 ตรวจสอบเวชระเบียน บันทึกการพยาบาล ขัÊนตอนการดูแลรักษาในส่วน ทÉีตนรับผิดชอบว่าถูกต้องหรือไม่ โดยอาจหารือหัวหน้าฝ่ายการพยาบาลหรือผู้เชÉียวชาญ ด้านการพยาบาล 7.3 รายงานข้อเท็จจริงต่อผู้บังคับบัญชาตามลำดับ 7.4 จัดทำข้อเท็จจริงรายละเอียดการรักษาพยาบาลในส่วนทีÉเกีÉยวข้องกับ ตนเอง รวมทัÊงอธิบายประเด็นทÉีถูกกล่าวหาหรือฟ้องร้องให้ชัดเจน โดยอาจอ้างอิงหลัก วิชาการประกอบ เพÉือเป็นเอกสารประกอบการต่อสู้คดีในชัÊนพนักงานสอบสวน ชัÊน อยัการ ชÊนัศาล 7.5 หากประสงค์จะหารือขอความเห็น คำแนะนำในข้อกฎหมาย สามารถ หารือนิติกรโรงพยาบาล นิติกรสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดหรือกลุ่มกฎหมาย สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข 7.6 กรณีได้รับแจ้งว่า ผู้ป่ วยหรือญาติ แจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงาน สอบสวน ให้รีบแจ้งผู้อำนวยการโรงพยาบาล และกลุ่มกฎหมาย สำ นักงาน ปลัดกระทรวงทันที และดำเนินการตามข้อ 7.1-7.5 7.7 กรณีได้รับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้อง คดีแพ่งหรือคดีอาญา ให้ ดาํเนินการตามข้อ 6.5 และลงนามในใบแต่งทนายความทÉีนิติกรจะนำไปให้ เพÉือส่งให้ พนกังานอัยการหรือทนายความ ดำเนินการแก้ต่างคดีต่อไป 7.8 ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของทีมทีÉปรึกษา ผู้บังคับบัญชาและฝ่าย กฎหมาย หากมีข้อสงสัยให้สอบถามทันที
  • 21.
    17 8) กลุ่มกฎหมายมีบทบาทหน้าทÉี ดังนีÊ 8.1 รวบรวมข้อมูล ข้อเท็จจริง กรณีมีข้อพิพาท เกิดขึÊนจริง หรือเชÉือว่าจะเกิดขÊึนในสถานพยาบาล สังกัด กระทรวงสาธารณสุข 8.2 ให้คำปรึกษา แนะนำ การดำเนินคดีตาม กฎหมายแก่แพทย์ และบุคลากรสาธารณสุข รวมถึงว่าความคดีอาญาทีÉพนักงานอัยการ เป็นโจทก์ฟ้ อง 8.3 เจรจาต่อรองกับผู้เสียหายทัÊงในรูปแบบคณะทำงาน หรือบุคคลหรือ ร่วมกับทีมของสถานพยาบาล 8.4 ไกล่เกลีÉยข้อพิพาทของสถานพยาบาลกับผู้เสียหาย 8.5 เตรียมคดีเพืÉอส่งพนักงานอัยการแก้ต่างคดีแพ่ง อาญา (พยานบุคคล เอกสารวัตถุทีÉเกีÉยวข้อง) 8.6 เตรียมคดีและแก้ต่างคดีอาญาทีÉพนักงานอัยการหรือผู้เสียหายฟ้อง คดีอาญา 8.7 ศึกษา วิเคราะห์ ปัญหาต่างๆทัÊงในส่วนคดีและการให้บริการทาง การแพทย์และหาแนวทางป้องกันแก้ไขปัญหาดังกล่าว 8.8 เผยแพร่ให้ความรู้ด้านกฎหมายแก่บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข กฎหมายเกีÉยวกับเวชระเบียน เวชระเบียนคืออะไร ตามพจนานุกรมไม่ได้บัญญัติคำว่า “เวชระเบียน” เป็นการเฉพาะ แต่ ถา้เรานำความหมายของคาํว่า “เวช” ซÉึงแปลว่า รักษาโรค รวมกับคำว่า “ระเบียน” ซึÉงแปลว่า ทะเบียนหรือการจดลักษณะหรือรายการงานต่าง ๆเพÉือเป็นหลักฐาน คำว่า “เวชระเบียน” น่าจะหมายถึง บันทึกหรือรายงานการรักษาพยาบาลผู้ป่วยนันÉเอง เวชระเบียนมีความสำคัญอย่างไร เวชระเบียนมีความสำคัญต่อบุคคลอย่างน้อย 4 กลุ่ม คือ
  • 22.
    18 ผ้ปู่วย 1.เป็นหลักฐานในเรืÉองประวัติการเจ็บป่วย ผลการตรวจร่างกาย การตรวจทางห้องทดลอง โรค การให้การรักษาพยาบาล ตลอดจนปัจจัยต่าง ๆ ทÉีมีผลต่อการเจ็บป่วย สุขภาพอนามยัของผูป้่วย ทีÉจะช่วยให้แพทย์รักษาผู้ป่วยอย่างถูกต้อง 2. เป็นหลักฐานทางกฎหมายทีÉจะใช้ในการเรียกร้องสิทธิของผู้ป่วย เช่น ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการรักษาพยาบาลจากแพทย ์ เป็นหลกัฐานการขอรับเงิน ประกนัภยั เป็นตน้ แพทย์ 1. เป็นสืÉอในการติดต่อระหว่างทีมงานทีÉรักษา ดูแลผู้ป่วยในการติดตามดูแลผู้ป่วย 2. เป็นข้อมูลทีÉทำให้แพทย์รักษาพยาบาลได้ อย่างถูกต้อง เพราะคนไข้มาก แพทย์อาจจำไม่ได้ว่าใครเป็นอะไร ได้รักษาอะไรไปบ้าง โรงพยาบาล 1. เป็นหลักฐานประเมินประสิทธิภาพในการให้บริการผู้ป่วยว่า มีความ ละเอียดถีÉถ้วนและรอบคอบหรือไม่ อย่างไร 2. เป็นแหล่งข้อมูลในการทำสถิติของโรงพยาบาลและสถิติของประเทศ 3. ใช้เป็นข้อมูลในการเก็บค่าบริการของโรงพยาบาล ผ้สูนใจ เวชระเบียนทีÉถูกต้องสมบูรณ์ มีประโยชน์ต่อการศึกษาและวิจัย เช่น รายงานผปู้่วยทÉีน่าสนใจ อุบัติการณ์ สาเหตุต่างๆ การวินิจฉัยทางคลินิกอÉืน ๆ รวมทÊงัมี ประโยชน์ต่อผู้เขียน นักศึกษาแพทย์ พยาบาล และผู้อยู่ในกระบวนการรักษาผู้ป่วยทุก วิชาชีพ เวชระเบียนเป็นของใคร โดยหลักการต้องดูว่าใครเป็นผู้จัดทำ ซึÉงในความเป็นจริงสถานพยาบาล เป็นผู้จัดทำเวชระเบียนเพืÉอประโยชน์ในการดูแลรักษาผู้ป่วย ในส่วนของสถานพยาบาล ของราชการ ก็ต้องพิจารณาว่า สภาพของเวชระเบียนเป็นอย่างไร ตามพระราชบัญญตัิ ข้อมูลข่าวสารของทางราชการ พ.ศ. 2540 ในมาตรา 4 กำหนดไว้ดังนีÊ
  • 23.
    19 “ข้อมูลข่าวสาร” หมายถึงสิÉงทีÉสืÉอความหมายให้รู้เรืÉองราว ข้อเท็จจริง ข้อมูลหรือสิÉงใด ๆ ไม่ว่าการสÉือความหมายนัÊนจะทำได้โดยสภาพของสิÉงนัÊนเอง หรือ โดยผ่านวิธีการใด ๆ และไมว่าจะได้จัดทำไว้ในรูปเอกสาร แฟ้ม รายงาน หนังสือ แผนผัง แผนทีÉ ภาพวาด ภาพถ่าย ฟิล์ม การบันทึกภาพหรือเสียง การบันทึกโดย คอมพิวเตอร์ หรือวิธีอÉืนใดทÉีทำให้สิÉงทÉีบันทึกไว้ปรากฎได้ “ขอ้มูลข่าวสารของทางราชการ” หมายความว่า ขอ้มูลข่าวสารทÉีอยู่ใน ความครอบครองหรือดูแลของหน่วยงานของรัฐ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลข่าวสารเกีÉยวกับการ ดำเนินงานของรัฐ หรือข้อมูลเกีÉยวกับเอกชน เมืÉอดูจากตัวเวชระเบียน จะเห็นว่า เวชระเบียนถือเป็นข้อมูลข่าวสาร และอยู่ในความครอบครองของโรงพยาบาล จึงถือเป็นขอ้มูลข่าวสารของทางราชการ แต่เมืÉอพิจารณาดูในรายละเอียดแล้วจะพบว่า เป็นข้อมูลเกีÉยวกับประวัติผู้ป่วยหรือ ประวตัิสุขภาพ ซÉึงตามกฎหมายขอ้มูลข่าวสาร ขอ้มูลประวตัิผูป้่วยถือเป็นขอ้มูลส่วน บุคคล ดังนัÊน เวชระเบียนจึงเป็นข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลทÉีอยู่ในความครอบครองของ ทางราชการหรือเป็นข้อมูลของทางราชการนัÉนเอง ดังนัÊนเวชระเบียนจึงเป็นของ โรงพยาบาลหรือโรงพยาบาลเป็นผู้มีสิทธิในเวชระเบียนดังกล่าว ทัÊงนีÊ ย่อมหมายความ รวมถึงหน่วยงานต้นสังกัดของโรงพยาบาลด้วย การเปิดเผยเวชระเบียน ตามมาตรา 15 แห่งพระราชบัญญติข้อมูล ข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 บญัญตัิดงันÊี “ข้อมูลข่าวสารของราชการทีÉมีลักษณะอย่างใด อย่างหนึÉงดังต่อไปนีÊ หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าทÉีของรัฐอาจมี คำสังÉมิให้เปิดเผยก็ได้โดยคาํนึงถึงการปฎิบตัิหน้าทÉีตามกฎหมายของหน่วยงานของรัฐ ประโยชน์สาธารณะ และประโยชน์ของเอกชนทีÉเกีÉยวข้องประกอบกัน (1) .................................................................................. (2) .................................................................................. (3) .................................................................................. (4) ..................................................................................
  • 24.
    20 (5) รายงานทางการแพทย์หรือข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลซึÉงการ เปิดเผยจะเป็นการรุกลÊำสิทธิส่วนบุคคลโดยไม่สมควร (6) .............................................................................. (7) .............................................................................. คาํสังÉมิให้เปิดเผยข้อมูลข่าวสารของราชการจะกำหนดเงÉือนไขอย่างใด ก็ได้ แต่ต้องระบุไว้ด้วยว่า ทีÉเปิดเผยไม่ได้เพราะเป็นข้อมูลข่าวสารประเภทใด และ เพราะเหตุใด และให้ถือว่า การมีคำสัÉงเปิดเผยข้อมูลข่าวสารของราชการเป็นดุลยพินิจ โดยเฉพาะของเจ้าหน้าทÉีของรัฐ ตามลำดับการบังคบับัญชา แต่ผู้ขออาจอุทธรณ์ต่อ คณะกรรมการวินิฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารได้ กรณีเวชระเบียนเป็นรายงานทางการแพทย์และเป็น ข้อมูลข่าวสาร ส่วนบุคคล ตามมาตรา 15(5) ซึÉงกฎหมายกำหนดให้เป็นดุลยพินิจของเจ้าหน้าทÉีของรัฐ ว่าจะเปิดเผยหรือไม่ก็ได้ แต่เนืÉองจากเป็นข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลด้วย กฎหมายได้ กำหนดการพิจารณาเปิดเผยข้อมูลในมาตรา 24 กล่าวคือ 1. จะเปิดเผยโดยปราศจากความยินยอมเป็นหนังสือของเจ้าของข้อมูลทีÉให้ ไว้ล่วงหน้าหรือในขณะนัÊนไม่ได้ คือต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลก่อนเท่านัÊน 2. กรณีทีÉไม่จำเป็นต้องได้รับความยินยอม (1) ต่อเจ้าหน้าทีÉของรัฐในหน่วยงานของตน เพืÉอการนำไปใช้ ตามอำนาจหน้าทÉีของหน่วยงานของรัฐนัÊน (2) เป็นการใช้ข้อมูลตามปกติภายในวัตถุประสงค์ของการจัดให้ มีระบบข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลนัÊน (3) ต่อหน่วยงานของรัฐทีÉทำงานด้านการวางแผนหรือการสถิติ สำ มะโนต่าง ๆ ซึÉงมีหน้าทÉีต้องรักษาข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลไว้ ไม่ให้เปิดเผยต่อไปยังผู้อÉืน (4) เป็นการให้เพืÉอประโยชน์ในการศึกษาวิจัยโดยไม่ระบุชีÉอ หรือส่วนทีÉทำให้รู้ว่าเป็นข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลทีÉเกีÉยวกับบุคคลใด (5) ต่อหอจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศิลปากร หรือหน่วยงาน อÉืนของรัฐตามมาตรา 26 วรรคหนึÉง เพิÉอตรวจดูคุณค่าในการเก็บรักษา (6) ต่อเจ้าหน้าทีÉของรัฐเพืÉอการป้องกันการฝ่าฝืนหริอไม่ปฎิบัติ ตามกฎหมาย การสืบสวน การสอบสวนหรือการฟ้องคดี ไม่ว่าคดีประเภทใดก็ตาม
  • 25.
    21 (7) เป็นการให้ซึÉงจำเป็นเพÉือการป้องกันหรือระงับอันตรายต่อ ชีวิตหรือสุขภาพของบุคคล (8) ต่อศาล และเจ้าหน้าทีÉของรัฐหรือบุคคลทีÉมีอำนาจตาม กฎหมายทีÉจะขอข้อเท็จจริงดังกล่าว (9) กรณีอืÉนตามทีÉกำหนดในพระราชกฤษฎีกา การเปิดเผยข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลตามวรรคหนึÉง (3) (4) (5) (6) (7) (8)และ (9) ให้มีการจัดทำบัญชีแสดงการกำกับไว้กับข้อมูลข่าวสารนัÊน สิทธิของผ้เูป็นเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล (มาตรา 25) 1. มีสิทธิทีÉจะได้รู้ถึงข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลทีÉเกีÉยวกับตน โดย - ยืÉนคำขอเป็นหนังสือ - หน่วยงานของรัฐทÉีควบคุมดูแลข้อมูลนัÊน จะต้องให้บุคคล นัÊนหรือผู้กระทำการแทนบุคคลนัÊนตรวจดูหรือรับสำเนาข้อมูลนัÊน - ถ้ามีส่วนต้องห้ามตามมาตรา 14 มาตรา 15 ให้ลบหรือตัดทอน หรือกระทำโดยประการอÉืนใดทÉีไม่เป็นการเปิดเผยข้อมูลนัÊน - หน่วยงานเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการสำเนาเอกสารและรับรองเอกสารได้ - การเปิดเผยรายงานการแพทย์ทีÉเกีÉยวกับบุคคลใด กรณีมีเหตุอัน ควรจะเปิดเผยต่อเฉพาะแพทย์ทÉีบุคคลนัÊนมอบหมายก็ได้ 2. มีสิทธิขอแก้ไข เปลีÉยนแปลงหรือลบข้อมูลทีÉเห็นว่า ไม่ถูกต้องได้ แต่เจ้าหน้าทÉีจะเป็นผู้พิจารณา หากไม่ยอมทำตาม ผุ้นัÊนมีสิทธิอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการ วินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารได้ เมÉือเราพิจารณาบทบัญญัติดังกล่าวแลว้ จะพบว่า 1. เวชระเบียนเป็นข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลทีÉอยู่ในความครอบครอง ของราชการ 2. จะเปิดเผยให้กับหน่วยงานของรัฐอืÉนหรือผู้อืÉนโดยมิได้รับความ ยินยอมจากเจ้าของข้อมูลไม่ได้ 3. เจ้าของข้อมูลเวชระเบียนมีสิทธิตรวจดูและรับสำเนาเวชระเบียนได้
  • 26.
    22 4. ผู้กระทำการแทนเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลสามารถขอตรวจดูและ รับสำเนาเวชระเบียนได้ แต่ถ้าเป็นกรณีผู้เป็นเจ้าของข้อมูลมอบอำนาจไว้ล่วงหน้า และ เสียชีวิตก่อนการใช้ใบมอบอำนาจนัÊน ใบมอบอำนาจดังกล่าวเป็นอันใช้ไม่ได้ 5. เจ้าหน้าทีÉอาจไม่เปิดเผยข้อมูลเวชระเบียนก็ได้ถ้าเห็นว่า การ เปิดเผยจะเป็นการล่วงลÊำสิทธิของเจ้าของข้อมูลโดยไม่สมควร 6. ถ้าเจ้าของข้อมูลเป็นผู้เยาว์ ผู้ใช้อำนาจปกครอง(บิดา มารดา ผูป้กครอง) มีสิทธิดำเนินการได้ กรณีผู้เยาว์อายุไม่ตํÉากว่า 15 ปี ต้องได้รับความ ยินยอมจากผู้เยาว์ด้วย 7. ถา้เป็นบุคคลไร้ความสามารถ ผู้อนุบาลขอแทนได้ (บุคคลไร้ ความสามารถ คือ บุคคลวิกลจริตทÉีศาลมีคำสังÉให้เป็นบุคคลไร้ความสามารถ / ผอู้นุบาล คือ บุคคลทีÉมีสิทธิทำการแทนบุคคลไร้ความสามารถ) 8. ถ้าเป็นบุคคลเสมือนไร้ความสามารถ (กายพิการ จิตฟัÉนเฟื อนไม่ สมประกอบหรือมีเหตุอย่างเดียวกัน) ผพูิ้ทกัษม์ีสิทธิดาํเนินการได้ 9. ถ้าเจ้าของข้อมูลถึงแก่กรรมและมิได้ทำพินัยกรรมไว้ บุคคล ดังต่อไปนีÊขอแทนได้ตามลำดับ - บุตรชอบด้วยกฎหมายหรือบุตรบุญธรรม - คู่สมรส - บิดามารดา - ผู้สืบสันดาน - พีÉน้องร่วมบิดามารดา - คณะกรรมการข้อมูลข่าวสาร อย่างไรก็ตาม มี พระราชบัญญัติ สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 กำหนดไว้ดังนีÊ มาตรา 7 ขอ้มูลด้านสุขภาพของบุคคล เป็นความลบัส่วนบุคคล ผูใ้ดจะ นำไปเปิดเผยในประการทÉีน่าจะทำให้บุคคลนัÊนเสียหายไม่ได้ เว้นแต่การเปิดเผยนัÊน เป็นไปตามความประสงค์ของบุคคลนัÊนโดยตรง หรือมีกฎหมายเฉพาะบัญญัติให้ต้อง เปิดเผย แต่ไม่ว่าในกรณีใดๆผู้ใดจะอาศัยอำนาจหรือสิทธิตามกฎหมายว่าด้วยข้อมูล ข่าวสารของราชการหรือกฎหมายอืÉนเพืÉอขอเอกสารเกีÉยวกับข้อมูลด้านสุขภาพของ บุคคลทÉีไม่ใช่ของตนไม่ได้
  • 27.
    23 ตาม มาตรา7ดังกล่าวจะเห็นว่ากฎหมายสุขภาพแห่งชาติ บัญญัติให้การ เปิดเผยข้อมูลด้านสุขภาพของบุคคลต้องอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์ 1. โดยหลัก เปิดเผยได้เฉพาะกับผู้เป็นเจ้าของข้อมูลเท่านัÊน 2. การเปิดเผยต่อบุคคลอืÉนต้องได้รับความยินยอมหรือมอบอำนาจจากผู้ เป็นเจ้าของข้อมูล 3. การเปิดเผย ต้องไม่ทำให้บุคคลนัÊนเสียหายหรือน่าจะเสียหาย 4. จะเปิดเผยข้อมูลแก่บุคคลใดๆก็ตาม ทีÉไม่ได้รับความยินยอมหรือมอบ อาํนาจจากเจ้าของข้อมูลนัÊนไม่ได้ แม้จะเป็นผู้ใช้สิทธิตามพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสาร ของขา้ราชการ พ.ศ. 2540 ก็ตาม แต่เดิมการเปิดเผยเวชระเบียน จะต้องอ้างอิงพระราชบัญญัติข้อมูล ข่าวสารราชการ พ.ศ.2540 เป็นหลัก แต่เมืÉอมีพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2550 บงัคับใช้ดังกล่าว ต้องพิจารณาให้รอบคอบ โดยให้ถือหลักตามหลักเกณฑ์ข้างต้นใน มาตรา 7 คือถ้าผู้ขอข้อมูลเป็นบุคคลอืÉนนอกเหนือจากเจ้าของข้อมูลหรือผู้ทีÉได้รับมอบ อำนาจหรือได้รับความยินยอม เจ้าหน้าทีÉก็ไม่ควรเปิดเผยจนกว่าจะมีการตีความ มาตรา7 ให้ชัดเจนว่า กรณีมีกฎหมายบัญญัติไว้เฉพาะให้เปิดเผย หมายถึงบุคคลใด 10. บริษัทประกันชีวิตขอประวัติผู้ป่วยได้ถ้าได้รับความยินยอมจาก เจ้าของข้อมูล(ล่วงหน้าก็ได้) 11. ผู้มีอำนาจเปิดเผยข้อมูลข่าวสารตามมาตรา 15 คือ - ข้าราชการซึÉงครอบครองหรือควบคุมดูแลข้อมูลข่าวสารนัÊน และดำรงตำแหน่งตัÊงแต่ระดับ 6 ขÊึนไป - ขา้ราชการทหาร ตำรวจ ยศตัÊงแต่พันตรี นาวาอากาศตรี นาวาตรี พันตำรวจตรี ขึÊนไป - ข้าราชการตุลาการ ตัÊงแต่ชัÊน 2 ขÊึนไป - ข้าราชการอัยการ ตัÊงแต่ชัÊน 2 ขÊึนไป - ผู้บริ หารท้องถิÉน ปลัดองค์การบริหารส่วนจังหวัด ปลัดเทศบาล ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบล - รัฐวิสาหกิจ หัวหน้ากองหรือเทียบเท่าขึÊนไป
  • 28.
    24 - หน่วยงานอิสระบุคคลหรือคณะบุคคลผู้ควบคุมการปฏิบัติงาน เลขาธิการ ผอู้าํนวยการ หรือผู้ทÉีได้รับมอบหมาย - องค์กรวิชาชีพ บุคคลหรือคณะบุคคลผู้ควบคุมการปฏิบัติงาน ขององค์กรประกอบวิชาชีพ หรือหัวหน้าสำนักงานขององค์กรควบคุมการประกอบ วิชาชีพ หรือผู้ทีÉได้รับมอบหมาย ความรับผิดของผ้เูปิดเผยข้อมูลข่าวสาร 1. ถ้ากระทำโดยสุจริตภายใต้เงÉือนไขต่อ ไปนีÊ เจ้าหน้าทÉีไม่ต้องรับผิด - ข้อมูลข่าวสารตามมาตรา 15 ถ้าเจ้าหน้าทีÉทำถูกต้องตาม ระเบียบทีÉหน่วยงานกำหนดภายในระเบียบทีÉคณะรัฐมนตรีกำหนดว่าด้วยการรักษาความ ปลอดภัยของทางราชการ - ข้อมูลข่าวสารตามมาตรา 15 ถ้าเจ้าหน้าทีÉตามระดับทีÉกำหนด มีคำสัÉงให้เปิดเผย เพืÉอประโยชน์ อันสำคัญยิÉงเท่าทีÉเกีÉยวกับประโยชน์สาธารณะหรือ ชีวิต ร่างกาย สุขภาพ หรือ ประโยชน์อÉืนของบุคคลและคำสังÉนัÊนสมควรแก่เหตุ 2. การเปิดเผยขอ้มูลตามขอ้ 1 ไม่เป็นเหตุให้หน่วยงานของรัฐพ้น ความรับผิด(หมายความว่าความผิดของหน่วยงานยังคงอยู่) 3. ถ้าเป็นการกระทำทีÉไม่สุจริตเจ้าหน้าทีÉ อาจมีความผิดตามกฎหมาย ดังต่อไปนÊี (1) ความผิดฐานละเมิด ตามมาตรา 420 แห่งประมวลกฎหมายแพ่ง และพาณิชย ์จะต้องชดใช้ค่าเสียหาย มาตรา 420 ผู้ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อต่อบุคคลอืÉนโดยผิด กฎหมายให้เขาเสียหายถึงแก่ชีวิตก็ดี แก่ร่างกายก็ดี อนามัยก็ดี เสรีภาพก็ดี ทรัพย์สิน หรือสิทธิอย่างใดอย่างหนึÉงก็ดี ผู้นัÊนทำละเมิด จำต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทน (2) ความผิดอาญา มาตรา 157 ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัต หน้าทÉีโดยไม่ ชอบ เพÉือให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึÉงผู้ใดหรือปฏิบัติหรือละเว้นการ ปฎิบัติหน้าทÉีโดยทุจริต ต้องระวางโทษจำคุกตัÊงแต่หนึÉงปีถึงสิบปี หรือปรับตัÊงแต่สอง พันบาทถึงสองหมÉืนบาทหรือทัÊงจำทัÊงปรับ
  • 29.
    25 (3) ความผิดทางวินัยข้าราชการตามพระราชบัญญัติระบียบ ข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 ตามมาตรา 85(1) ความผิดวินัยร้ายแรงฐานปฏิบัติหรือ ละเว้นการ ปฏิบัติราชการโดยไม่ชอบ เพืÉอให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่ผู้หนึÉงผู้ใดหรือ ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าทีÉโดยทุจริต (4) กระทำการอันได้ชÉือว่า เป็นผปู้ระพฤติชวัÉอยา่งร้ายแรง กรณีประมาทเลินเล่อเป็นความผิดวินัยไม่ร้ายแรงตามมาตรา 83(4) ดังนัÊนต้องไม่ ประมาทเลินเล่อในหน้าทีÉราชการ ความผิดฐานปลอมเอกสาร มาตรา 264 ผูใ้ดทาํเอกสารปลอมขÊึนทÊงั ฉบับหรือแต่ส่วนหนึÉงส่วนใด เติม ตัดทอนข้อความหรือ แก้ไขโดยประการใด ๆ ในเอกสารทีÉแท้จริง หรือประทับตรา ปลอมหรือลงลายมือชืÉอปลอมในเอกสาร โดยประการทีÉ น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อÉืนหรือประชาชน ถ้ากระทำเพÉือให้ผู้ใดผู้หนึÉงหลงเชÉือว่า เป็นเอกสารทÉีแท้จริง ผู้นัÊนกระทำความผิดฐานปลอมเอกสาร ต้องระวางโทษจำคุกไม่ เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาทหรือทัÊงจำทัÊงปรับ องค์ประกอบความผิด 1. ทำเอกสารปลอมทัÊงฉบับ หรือแต่ส่วนหนึÉงส่วนใด 2. เติมหรือตัดทอนหรือแก้ไขด้วประการใดๆ เอกสารอันแท้จริง โดยตนไม่มีอำนาจกระทำ ข้อสังเกต 1. การทาํเอกสารปลอมทÊงัฉบบัหรือแต่ส่วนหนึÉงส่วนใด ไม่จำต้อง ทำในเอกสารทีÉแท้จริง เช่น การนำสำเนาเอกสารทีÉถ่ายจากต้นฉบับมาแก้ไขเพืÉอให้ผู้อืÉน เชÉือว่า ตรงกับเอกสารจริง และน่าจะเกิดความเสียหาย เป็นการปลอมเอกสารทัÊงฉบับ แม้จะไม่ได้แก้ไขในเอกสารทีÉแท้จริง 2. การปลอมเอกสารตามมาตรานÊี ไม่จาํเป็นตอ้งมีตน้ฉบบัเอกสารจริง
  • 30.
    26 3. เอกสารทีÉแท้จริงไม่ได้หมายความถึงความเท็จหรือความจริงของ ข้อความในเอกสาร แต่หมายถึง ความมีอยู่หรือไม่มีของเอกสารนัÊน ๆ เรÉืองปลอม เอกสารเป็นเรÉืองทÉีทำเอกสารขึÊนเพÉือให้ผู้อÉืนเชÉือว่าเป็นเอกสารทÉีแท้จริงทÉีผู้อÉืนทำขึÊน ส่วนเนืÊอความจะเป็นจริงหรือเท็จไม่สำคัญ 4. การทำเอกสารขีÊนเป็นของตนเองโดยไม่ได้มุ่งหมายให้ผู้เห็น เอกสารเข้าใจว่า เอกสารเป็นของผู้อืÉนทำ แม้จะเป็นความเท็จแต่ไม่เป็นปลอมเอกสาร 5. การประทับตราปลอมหรือลงลายมือชืÉอปลอมเป็นการปลอมเอกสาร 6. การลงลายมือชืÉอของผู้อืÉน แม้เจ้าของลายมือชืÉอจะยินยอมให้ลง ลายมือชÉือแทนก็เป็นการปลอมเอกสาร เพราะการลงลายมือชÉือปลอมเป็นองคป์ระกอบ ความผิดฐานปลอมเอกสาร อย่างไรก็ตามต้องเป็นการทำให้ผู้อืÉนหลงเชืÉอด้วย วรรคสอง ผู้ใดกรอกข้อความในแผ่นกระดาษหรือ วัตถุอÉืนใด ซึÉงมีลายมือชÉือผู้อÉืนโดยไม่ได้รับความยินยอม หรือโดย ฝ่าฝืนคำสังÉของผู้อÉืน ถ้ากระทำเพÉือนำเอกสารนัÊน ไปใช้ในกิจการทÉีอาจเกิดความเสียหายแก่ผู้หนึÉงผู้ใดหรือ ประชาชน ให้ถือว่าผู้นัÊนปลอมเอกสาร ต้องระวางโทษ เช่นเดียวกนักบัวรรคแรก องค์ประกอบความผิด 1. กรอกข้อความในกระดาษหรือวัตถุอืÉนใด ทีมีลายมือชืÉอผู้อืÉนโดยไม่ได้ รับความยินยอมหรือฝ่าฝืนคำสัÉงของผู้อืÉน 2. ทำเพืÉอนำเอกสารไปใช้ในกิจการทีÉอาจเกิดความเสียหายแก่ผู้หนีÉง ผู้ใดหรือประชาชน 3. โดยเจตนา มาตรา 265 ผู้ใดปลอมเอกสารสิทธิหรือเอกสารราชการ ต้องระวาง โทษจำคุก 6 เดือนถึง 5 ปี ปรับตัÊงแต่ 1000 ถึง 100000 บาท - เอกสารสิทธิ หมายถึง เอกสารแห่งการก่อ เปลีÉยนแปลง โอน หรือระงับซึÉงสิทธิ
  • 31.
    27 - เอกสารสิทธิทีÉแสดงฐานะบุคคลโดยไม่ก่อให้เกิดสิทธิ ไม่ใช่ เอกสารสิทธิ เช่น ใบทะเบียนสมรส ใบอนุญาตขับขีÉรถ - เอกสารราชการ หมายถึง เอกสารทÉีเจ้าพนักงานได้ทำขึÊนหรือ รับรองในหน้าทÉี และหมายความรวมถึงสำเนาเอกสารนัÊน ๆ ทÉีพนักงานได้รับรองใน หน้าทÉีด้วย การรับรองหมายถึง รับรองว่ามีการทำเอกสารขึÊน ไม่ใช่การรับรองความ ถูกต้องของเอกสาร การแก้ไขเพิÉมเติมในเวชระเบียน เวชระเบียนเป็นเอกสารราชการ การแก้ไขเพิÉมเติมอาจถือไดว้่าเป็นการ ปลอมเอกสาร เจ้าหน้าทÉีผู้เกÉียวขอ้งจึงไม่ควรแกไ้ขเวชระเบียน ในกรณีทีÉมีเหตุผลจำเป็นหรือมีเหตุอันสมควร ทำให้การเขียนข้อความในเวชระเบียนไม่ถูกต้องครบถ้วน เนืÉองจากเหตุใดๆ เช่น การ เร่งรีบ หลงลืม เป็นต้น เจ้าหน้าทีÉ ผเู้ขียนเวชระเบียนก็อาจแก้ไข เพิÉมเติมขอ้ความในเวชระเบียน โดยคาํนึงถึงหลักเกณท์ดังต่อไปนีÊ 1. ไม่ควรขีดฆ่าหรือเพิÉมเติมข้อความใดๆในเวชระเบียนเดิม 2. การแก้ไขใดๆ ให้เขียนในเอกสารเวชระเบียนแผ่นใหม่ เฉพาะทีÉใช้ สำหรับการแก้ไข เพิÉมเติม โดยควรมีพยานซึÉงเป็นผู้ร่วมปฏิบัติงานในการรักษาพยาบาล อยา่งน้อย 1 คน และควรใหผ้บู้งัคบับญัชา (ซÉึงเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลหรือหัวหน้า งานทÉีเกÉียวกับการรักษาพยาบาลผู้ป่วยรายนัÊน) อย่างน้อย 1 คน ลงลายมือชÉือรับรองการ แกไ้ขเวชระเบียนดว้ย 3. การแก้ไขเพิÉมเติมเวชระเบียนควรกระทำในทันทีทีÉทราบหรือมีเหตุอัน ควรรู้ว่าจะตอ้งแกไ้ขเพิÉมเติมเวชระเบยีน 4. การแก้ไขเวชระเบียนทุกครัÊงต้องบันทึกเหตุผลประกอบการแก้ไขด้วย 5. ไม่ควรแก้ไขเพิÉมเติมเวชระเบียนในรายทีÉเกิดข้อพิพาทแล้ว 6. กรณีแก้ไขเพิÉมเติมบันทึกการพยาบาล ก็ให้ปฏิบัติเช่นเดียวกันกับการ แกไ้ขเพิÉมเติมเวชระเบียน
  • 32.
    28 เจ้าพนักงานคืออะไร เจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญาหมายถึงผู้ทีÉมีตำแหน่งไม่ว่า จะเป็นฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร หรือตุลาการ ซึÉงเป็นอำนาจทÉีกฎหมายกำหนดไว้และ หมายถึงผู้ทÉีได้รับการแต่งตัÊงโดยทางการรัฐบาลไทยให้ปฎิบัติราชการของรัฐบาลไทยเท่านัÊน การใช้หรืออ้างเอกสาร มาตรา 268 ผู้ใดใช้หรืออ้างเอกสารจากการกระทำความผิด ฐานปลอมเอกสารในประการทีÉน่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ บุคคลอÉืนหรือประชาชน ต้องระวางโทษตามทÉีบัญญัติมาตรา นัÊน ๆ ใบรับรองเท็จ มาตรา 269 ผู้ใดการประกอบการงานวิชาแพทย์ กฎหมาย บัญชีหรือ วิชาชีพอืÉนใด ทำคำรับรองอันเป็นเท็จโดยประการทีÉน่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อืÉนหรือ ประชาชนต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปีหรือปรับไม่เกินสีÉ พันบาทหรือทัÊงจำทัÊงปรับ ผู้ใดโดยทุจริตใช้หรืออ้างคำรับรองอันเกิดจาก การกระทำตามวรรคแรก ต้องระวางโทษเช่นเดียวกัน องค์ประกอบความผิด 1. เป็นผปู้ระกอบวิชาชีพ แพทย ์ กฎหมาย หรือบญัชี หรือวิศวกรหรือ นักวิทยาศาสตร์ ทันตแพทย์ เภสัชกร เป็นต้น - วิชาชีพ หมายถึง การประกอบอาชีพทีÉต้องใช้ความรู้พิเศษ - วิชาชีพ ต้องเป็นผู้ทีÉได้รับอนุญาตตามกฎหมาย ถ้าไม่ได้รับอนุญาต ไม่ถือว่าเป็นการกระทำในการประกอบวิชาชีพนÊนัๆ - เอาผิดเฉพาะผู้ประกอบวิชาชีพเท่านัÊน 2. คาํรับรองอนัเป็นเท็จ ต้องเป็นการกระทำทÉีเกÉียวกับวิชาชีพนัÊน ๆ เช่น แพทย์ทำใบตรวจโรคว่าป่วย แต่ความจริงไม่ป่วย 3. โดยประการทีÉน่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อืÉนหรือประชาชน แม้ยัง ไม่เกิดความเสียหายก็เป็นความผิด
  • 33.
    29 ความผิดฐานเปิดเผยความลับ มาตรา323 ผู้ใดล่วงรู้หรือได้มาซึÉงความลับของผู้อÉืนโดยเหตุทÉีเป็น เจ้าพนักงานผู้มีหน้าทีÉ โดยเหตุทีÉประกอบอาชีพเป็นแพทย์ เภสัชกร คนจำหน่ายยา ผู้พยาบาล หรือนักบวช หมอความ ทนายความหรือผู้สอบบัญชีหรือโดยเหตุทีÉเป็น ผชู้่วย ในการประกอบวิชาชีพนัÊนแล้วเปิดเผยความลับนัÊนในประการทÉีน่าจะเกิดความ เสียหายแก่ผู้หนึÉงผู้ใด ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกินหนÉึงพนั บาทหรือทัÊงจำทัÊงปรับ ผู้รับการศึกษาอบรมในวิชาชีพดังกล่าวในวรรคแรก เปิดเผยความลบั ของผู้อÉืนอันตนได้ล่วงรู้หรือได้มาการศึกษาอบรมนัÊน ในประการทÉีน่าจะเกิดความ เสียหายแก่ผู้หนึÉงผู้ใด ต้องระวางโทษเช่นเดียวกัน - มาตรานีÊเป็นการล่วงรู้หรือได้ความลับของ ผู้อืÉนโดยอาศัยเหตุทีÉมีหน้าทีÉหรือประกอบอาชีพ - ความลับ หมายถึง ข้อเท็จจริงหรือวิธีการ ทÉีไม่ประจักษ์แก่คนทัวÉไป และเป็นสิÉงทÉีเจ้าของประสงค์จะ ปกปิดเพืÉอกิจการส่วนตัว - ความลับทีÉล่วงรู้ไม่จำเป็นต้องเป็นความลับเกีÉยวกับเรืÉองหรือหน้าทีÉทีÉตน ทำอยู่ เช่น พนักงานสอบสวนล่วงรู้ความลับจากพยานทีÉมาให้การกับตน - แม้ตนจะพ้นหน้าทÉีนัÊนไปแล้ว นำไปเปิดเผยก็เป็นความผิด สาระสำคัญ อยู่ทีÉตอนได้รับทราบความลับ ได้มาในขณะทีÉมีคุณสมบัติตามทีÉกฎหมายกำหนด ถ้าขาด คุณสมบัติจะเป็นเพียงผู้สนับสนุนเท่านัÊน - วรรคแรกขยายไปถึงผู้ทำหน้าทÉีผู้ช่วยของบุคคลนัÊนด้วย - ผู้ช่วยไม่ได้หมายความว่า ตอ้งมีอาชีพดงักล่าวขา้งตน้ เพียงแต่เป็น ผู้ช่วยในการประกอบวิชาชีพนัÊนๆ เช่น เป็นลูกจ้างร้านขายยา ให้กับผู้จำหน่ายยา เป็นต้น - เพียงแต่พฤติการณ์น่าจะเกิดความเสียหายกับบุคคลอืÉนก็พอ - ถ้าไม่ได้มาจากการทำหน้าทÉี เช่นเดินผ่านได้ยินไม่ผิดตามมาตรานีÊ แต่อาจผิดฐานหมิÉนประมาท
  • 34.
    30 ความรู้กฎหมายทวÉัไป ความรู้เบืÊองต้นเกÉียวกับคดีแพ่ง ความหมายของคดีแพ่ง คดีแพ่ง คือ การทีÉบุคคลใดได้รับความเสียหายหรือได้รับความ กระทบกระเทือนเกีÉยวกับสิทธิหรือหน้าทีÉของบุคคลทีÉมีอยู่ตามทีÉกำหนดไว้ในกฎหมาย ซึÉงบุคคลนัÊนมีสิทธิทÉีจะฟ้องร้องต่อศาลแพ่งทÉีมีเขตอำนาจในเรÉืองดังกล่าวได้ เพÉือเยียวยา และบรรเทาความเดือดร้อนเสียหายของตน ลักษณะทัÉวไปของคดีแพ่ง 1. คดีแพ่งเป็นเรÉืองทÉีบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึÉง เป็นกฎหมายทÉีกำหนดสิทธิหน้าทÉี และความสัมพันธ์ของบุคคลตัÊงแต่เกิดจนถึงแก่ความ ตาย ว่าบุคคลมีสิทธิอย่างไร มีหน้าทีÉต้องปฏิบัติต่อกันอย่างไร และกำหนดความสัมพันธ์ ในทางกฎหมายระหว่างบุคคล ตัวอย่างเช่นเรÉืองทÉีเกÉียวกับกรณีดังต่อไปนีÊ ๏ หนีÊ ๏ การกู้ยืมเงิน ๏ หุ้นส่วน – บริษทั ๏ ละเมิด ๏ คÊาํประกนั ๏ ทรัพยส์ิน ๏ ซÊือขาย ๏ จาํนอง ๏ ครอบครัว ๏ เช่าทรัพย ์ ๏ จาํนาํ ๏ มรดก ๏ เช่าซÊือ ๏ ตวัÌเงิน ดังนัÊนเมÉือบุคคลมีความสัมพันธ์กันในลักษณะใดการดำเนินการต้อง เป็นไปตามทÉีกฎหมายกำหนด เช่น การทำให้เกิดความเสียหาย ( ละเมิด ) ผกู้ระทาํตอ้ง ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน หรือ การซืÊอขายทÉีดินคู่สัญญาต้องทำสัญญาซืÊอขายเป็นหนังสือ และจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าทีÉจึงจะมีผลบังคับได้ตามกฎหมาย เป็นต้น 2. คดีแพ่งเป็นเรืÉองทีÉเกีÉยวกับสิทธิหน้าทีÉและความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ดังนัÊนเมÉือมีข้อพิพาทหรือความขัดแย้งเกิดขึÊนระหว่างกันในทางแพ่ง กฎหมายแพ่งซึÉงได้ บัญญัติขึÊนมาเพÉือความถูกต้องเป็นธรรมระหว่างคู่กรณีจึงต้องใช้ให้เกิดความเป็นธรรม
  • 35.
    31 ดังกล่าว โดยศาลจะพิจารณาข้อเท็จจริงประกอบหลักกฎหมายทัÊงตามตัวอักษรและความ มุ่งหมายของบทบัญญัติกฎหมายนัÊนๆ และตัดสินคดีเพÉือให้ความยุติธรรมแก่คู่กรณีทัÊง สองฝ่าย 3. คู่กรณีทÉีมีข้อพิพาทหรือความขัดแย้งกันในทางแพ่งนัÊนอาจเป็นบุคคล ธรรมดาหรือนิติบุคคลก็ได้ ในกรณีทีÉเป็นนิติบุคคล นิติบุคคลคือ บุคคลทีÉกฎหมายสมมุติ ขึÊนมาและกฎหมายรับรองให้มีสิทธิและหน้าทÉีเช่นเดียวกับบุคคลธรรมดากล่าวคือ นิติบุคคลสามารถเป็นเจ้าของทรัพย์สินได้ เป็นลูกหนีÊหรือเจ้าหนีÊได้ กระทำละเมิดได้ และเป็นโจทก์หรือจำเลยได้ เป็นต้น โดยการดำเนินการทัÊงหลายของนิติบุคคลย่อม แสดงออกโดยผู้แทนของนิติบุคคล ดังเช่นกระทรวงสาธารณสุขก็มีฐานะเป็นนิติบุคคลทีÉ มีส่วนราชการในสังกัดเป็นจำนวนมากซึÉงส่วนราชการในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขทÉี เป็นนิติบุคลได้แก่ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข (มีฐานะเป็ นกรม) กรมการ แพทย์ กรมควบคุมโรค กรมอนามัย สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา สำนักงาน เป็นต้น โดยส่วนราชการดังกล่าวจะมีผู้แทนของนิติบุคคลในการดำเนินการต่างๆให้กับ ส่วนราชการ เช่น สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขก็จะมีปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นผู้แทนของนิติบุคคล และส่วนราชการในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขทีÉไม่เป็นนิติ บุคคลคือ โรงพยาบาลของรัฐทัÊงในส่วนกลางและส่วนภูมิภาคทัÉวประเทศเป็นต้น อย่างไรก็ตามคู่กรณีฝ่ายทีÉได้รับความเสียหายไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลก็ มีสิทธิทีÉจะฟ้องร้องคดีแพ่งต่อศาลทีÉมีเขตอำนาจได้ 4. เมÉือมีข้อพิพาทหรือความขัดแย้งเกิดขึÊน เกีÉยวกับคดีแพ่ง การบังคับกันในทางแพ่งเป็นการบังคับ ผ่านทางศาลให้มีการชำระหนีÊหรือชดใช้ค่าเสียหายซึÉง อาจจะเป็นการบังคับให้ดำเนินการดังต่อไปนีÊ 4.1) การกระทาํการ เช่น การทีÉโจทก์หรือผู้เสียหายฟ้องร้องต่อศาลบังคับให้จำเลย หรือผู้กระทำละเมิดชดใช้ค่าเสียหายอันเนืÉองมาจากการกระทำละเมิด 4.2) การงดเว้นกระทำการ เช่น การทีÉโจทก์หรือผู้เสียหายฟ้องร้องต่อศาลบังคับให้จำเลย หรือผู้กระทำละเมิดมิให้ก่อสร้างบ้านในทีÉดินของโจทก์
  • 36.
    32 4.3) การส่งมอบทรัพยส์ิน เช่น การทÉีโจทก์หรือผู้ซืÊอฟ้องร้องต่อศาลบังคับให้จำเลย หรือ ผขู้าย โอนกรรมสิทธิÍในทÉีดินให้แก่โจทก์ตามสัญญาซืÊอขาย เป็นต้น ข้อแตกต่างระหว่างคดีแพ่งกับคดีอาญา - คดีแพ่งเป็นเรืÉองเกีÉยวกับสิทธิหน้าทีÉและความสัมพันธ์ของบุคคลแต่ คดีอาญาเป็นการกระทำหรืองดเว้นกระทำการอย่างใดซึÉงประมวลกฎหมายอาญา บญัญตัิ ไว้เป็นความผิดและกำหนดโทษทางอาญาไว้ - เมÉือมีข้อพิพาทหรือการกระทำความผิดเกิดขึÊน ในทางแพ่งผู้เสียหาย สามารถบังคับผ่านทางศาลให้มีการชำระหนีÊหรือชดใช้ค่าเสียหายได้แต่ในทางอาญา สามารถบังคับผ่านทางศาลให้ลงโทษผู้กระทำความผิดได้ โดยกำหนดโทษทางอาญามี ดังนีÊคือ ประหารชีวิต จำคุก กักขัง ปรับ ริบทรัพย์สิน ความรับผิดทางละเมิด ละเมิด คือ การกระทาํหรืองดเว้นการกระทำ ใดๆทÉีเป็นการล่วงสิทธิผิดหน้าทÉีต่อบุคคลอÉืน รวมทัÊง การใช้ สิทธิทีÉตนมีอยู่ แต่ทำให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อืÉนแต่ฝ่ายเดียว เพราะการใช้สิทธิของตนก็ต้องอยู่ภายใต้ขอบเขตสิทธิเสรีภาพ ของผู้อืÉนด้วย การกระทำละเมิดเป็นความรับผิดทางแพ่งอย่าง หนึÉง ซึÉงมุ่งหมายเพÉือการเยียวยาความ เสียหาย ทÉีเกิดขึÊนจากการ กระทำความผิดของบุคคล ไม่ว่าจะเป็นการกระทำโดยจงใจ หรือ ประมาทเลินเล่อก็ตาม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยละเมิด ความรับผิดทาง ละเมิด เป็นกรณีทีÉผู้กระทำความผิดต้องรับผิดใช้ ค่าสินไหมทดแทน แก่ผู้ต้องเสียหาย ในกรณีทÉีต้องเสียหายแก่ชีวิต ร่างกาย อนามยั เสรีภาพ ทรัพย์สิน หรือสิทธิอย่างหนÉึง อย่างใด รวมทัÊงค่าเสียหายอย่างอÉืน อันมิใช่ตัวเงินด้วย เช่น การทÉีต้องทนทุกข์ทรมาน เนืÉองจาก ความเจ็บป่วย, ร่างกายพิการ, หน้าเสียโฉม, ทุพพลภาพตลอดชีวิต โดยระบบประสาทไม่สามารถควบคุมการขับถ่ายได้, เสียสมรรถภาพทางเพศ (ฎ.๗๕/๒๕๓๘, ๖๘/๒๕๓๙) จะเห็นได้ว่าความรับผิดทางละเมิด มีวัตถุประสงค์เพืÉอ เยียวยาความเสียหายทÉีเกิดขึÊนแล้ว
  • 37.
    33 กรณีบุคคลทัÉวไปทำละเมิด ตามกฎหมายลักษณะละเมิดกรณีทีÉบุคคลทัÉวไปทำละเมิดต่อผู้อืÉนก็ จะต้องรับผิดในการกระทำของตนโดยลำพัง แม้จะเป็นผู้เยาว์ หรือ คนวิกลจริตก็ยังต้อง รับผิดในผลทีÉตนทำละเมิด อย่างไรก็ตาม กฎหมายก็กำหนด ให้บิดามารดา หรือผู้อนุบาล (บุคคลผู้มีอำนาจทำการแทนผู้ไร้ความสามารถตามกฎหมาย) ต้องรับผิดร่วมด้วย กล่าวคือตอ้งใชค้่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ต้องเสียหายแทนผู้เยาว์หรือ ผู้วิกลจริต นันÉเอง เว้นแต่บิดามารดาหรือผู้อนุบาลจะพิสูจน์ ได้ว่า ตนได้ใช้ความระมัดระวังในการดูแล ตามสมควรแล้ว หรือ กรณีลูกจ้างทำละเมิดในทางการทีÉจ้าง1 กฎหมายกำหนดให้ นายจ้างต้องร่วมรับผิดกับลูกจ้างด้วย แต่เมÉือนายจ้างได้ใชค้่าสินไหมทดแทนแก่ผูต้อ้ง เสียหายแทนลูกจ้างแล้วก็มีสิทธิเรียกร้องเอาจากลูกจ้างได้ (มีสิทธิไล่เบีÊยจากลูกจ้าง) เป็นตน้ กรณีเจ้าหน้าทีÉของรัฐทำละเมิด ถ้าเป็นกรณีทีÉ เจ้าหน้าทีÉของรัฐ ไม่ว่า จะเป็น ข้าราชการ พนักงาน หรือ ลูกจ้าง ซึÉงสังกัด หน่วยงานของรัฐกระทำละเมิดในการปฏิบัติหน้าทีÉ แล้ว หน่วยงานของรัฐซึÉงเจ้าหน้าทÉีนัÊนสังกัดอยู่ต้อง รับผิดในผลแห่งละเมิดต่อผู้ต้องเสียหาย กรณีนีÊผู้ต้อง เสียหายจะต้องฟ้องหน่วยงานของรัฐโดยตรง จะฟ้องเจ้าหน้าทีÉไม่ได้ เพราะเจ้าหน้าทีÉได้ กระทำละเมิดในระหว่างปฏิบัติหน้าทÉีเพÉือประโยชน์ของหน่วยงานของรัฐ ดังนัÊน หน่วยงานของรัฐจึงต้องรับผิดในการจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เสียหาย แต่หน่วยงาน ของรัฐมีสิทธิเรียกให้เจ้าหน้าทีÉผู้ทำละเมิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวให้แก่ หน่วยงานของรัฐได้ ถ้าเจ้าหน้าทีÉกระทำการปฏิบัติหน้าทีÉไปด้วยความจงใจหรือประมาท เลินเล่ออย่างร้ายแรง2 เท่านัÊนและต้องเรียกภายในกำหนดอายุความหนึÉงปีนับแต่วันทÉี หน่วยงานของรัฐได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนไป ดังนัÊนถ้าเจ้าหน้าทÉีประมาทเลินเล่อธรรมดา 1 ในทางการทÉีจ้าง คือ เหตุทÉีเกิดขึÊนจากการปฏิบัติงาน โดยจะเกิดในเวลาทÉีปฏิบัติงานหรือไม่ก็ตาม รวมถึงกรณีทำเกินหน้าทÉีแต่ นายจ้างไม่ว่ากล่าวด้วย 2 ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง หมายถึง การกระทำโดยมิได้ใช้ความระมัดระวังอย่างใดๆเลย ซึÉงหากใช้ความระมัดระวังแต่เพียง เล็กน้อยแล้ว ความเสียหาย ก็คงไม่เกิดขึÊน
  • 38.
    34 ในการปฏิบัติหน้าทีÉแล้ว เมืÉอหน่วยงานของรัฐได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ต้องเสียหายแล้ว จะเรียกจากเจ้าหน้าทÉีไม่ได้ ทัÊงนีÊตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าทÉี พ.ศ. 2539 กรณีทีÉ เจ้าหน้าทีÉกระทำนอกเหนือหน้าทีÉหรือมิใช่การปฏิบัติหน้าทีÉแล้ว เจ้าหน้าทÉีจึงต้องรับผิดเป็นการเฉพาะตัวและผู้เสียหายต้องฟ้องเจ้าหน้าทÉีนัÊนโดยตรง จะ ฟ้องหน่วยงานของรัฐไม่ได้ อายุความเรียกค่าเสียหาย จากการทำละเมิด ( รวมถึงกรณีผูเ้สียหายฟ้อง หน่วยงานของรัฐ หรือเจ้าหน้าทÉีด้วย) มีกำหนดหนึÉงปี นับแต่วันทÉีผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการ ละเมิด และรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน หรือ สิบปีนับแต่วันทำละเมิด (กรณีไม่ รู้ตัวผู้ต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน) กรณีทีÉน่าสนใจทีÉต้องรับผิดในเรืÉองละเมิดแม้ไม่ได้กระทำโดยจงใจ หรือ ประมาทเลินเล่อ คือกรณีทีÉกฎหมาย ให้ถือว่าเป็น ความผิด (ความรับผิดเด็ดขาด) เช่น กรณี ผู้ครอบครองหรือควบคุมดูแลซึÉงทรัพย์อันเป็นของเกิดอันตรายได้โดยสภาพ เช่น เครÉืองมือ แพทย์ทีÉทำงานด้วยกระแสไฟฟ้า, เครืÉองฉายรังสี,เครืÉองมือศัลยกรรมตกแต่ง เป็นต้น เมืÉอ เกิดความเสียหายจากตัวเครÉืองมือนัÊนๆ โดยทÉีแพทย์หรือพยาบาลไม่ได้กระทำโดยจงใจ หรือ ประมาทเลินเล่อก็ตาม ก็ต้องรับผิดตามกฎหมาย เว้นแต่แพทย์หรือพยาบาลจะพิสูจน์ ไดว้่า ความเสียหายเกิดจากเหตุสุดวิสัย3 หรือ เกิดเพราะความผิดของผู้เสียหายเอง หลักเกณฑ์การพิจารณาค่าสินไหมทดแทน หลักเกณฑ์การจ่ายค่าสินไหมทดแทนเมืÉอมีการละเมิด ก็ ต้องพิจารณาจากพฤติการณ์ต่างๆ รวมทัÊงความเสียหาย ทÉีเกิดขึÊน และ ความร้ายแรงแห่งละเมิดเป็นกรณีๆไป ซึÉงเป็นดุลพินิจศาล ถ้า เป็นกรณีทีÉผู้ต้องเสียหายมีส่วนผิดอยู่ด้วย เช่น กรณีทีÉเกิดบาดแผล เล็กน้อย แต่ไม่ทำตามคำแนะนำของแพทย์ และไม่ใส่ใจดูแลรักษา บาดแผล จึงทำให้แผลติดเชืÊอลุกลาม ถือว่าผู้ต้องเสียหายมีส่วนผิดอยู่ด้วย กรณีนีÊศาลก็จะ พิจารณาลดค่าสินไหมทดแทนลงตามความเหมาะสม กรณีทีÉศาลเห็นว่าผู้ต้องเสียหายมี ส่วนผิดมากกว่าก็จะไม่ให้ผู้ต้องเสียหายได้รับค่าสินไหมทดแทนเลยก็ได้ 3 เหตุสุดวิสัย คือ เหตุทÉีเกิดขึÊน โดยทÉีไม่อาจป้องกันได้ล่วงหน้า แม้จะได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแล้วก็ตาม อ้างอิง : เพ็ง เพ็งนิติ ผู้พิพากษาอาวุโสศาลอาญา , คำอธิบายประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยละเมิด และ พ.ร.บ.ความรับ ผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าทÉี พ.ศ. ๒๕๓๙ , พิมพ์ครัÊงทÉี ๒ , มูลนิธิพระมงกุฎเกล้า อาคารเนติบัณฑิตยสภา
  • 39.
    35 ตัวอย่าง คดีละเมิดของแพทย์ คดีทีÉ 1 แพทย์ต้องการผ่าตัดไส้ติÉงของผู้เสียหายจึงฉีดยาเข้า ไขสัน-หลัง แต่โดยประมาทเลินเล่อไม่ยอมเตรียมเครืÉองมือ อุปกรณ์ทางการแพทย์ และยาแก้ไขภาวะแทรกซ้อน ทำให้ ผู้เสียหายตาย เนืÉองจาก สมองขาดเลือดและออกซิเจน กรณีนÊี ศาล ชัÊนต้นวินิจฉัยว่า แพทย์ผู้ฉีดยาระงับความเจ็บปวดเข้าไขสันหลัง ของผู้ตาย จำเป็นต้องใช้ความระมัดระวังตามวิสัยของแพทย์ และ พฤติการณ์ คือ จะต้อง ฉีดยาเข้าไขสันหลังในปริมาณทีÉเหมาะสมสำหรับการผ่าตัดไส้ติÉง แต่แพทย์ไม่ได้ควบคุม ปริมาณของยาให้พอเหมาะ เป็นเหตุให้ยาชาออกฤทธิÍลุกลามไปทัวÉตัวของผู้ตาย จนเกิด อาการช็อก หัวใจหยุดเต้นทันที ระบบไหลเวียนโลหิตล้มเหลว ขาดอากาศหายใจ จนเป็น เหตุให้ถึงแก่ความตาย อย่างนีÊเรียกได้ว่า แพทย์ผู้นีÊได้ทำละเมิดต่อผู้ป่วยแล้ว แต่คดีนีÊ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยข้อเท็จจริงทีÉได้จากคำเบิกความของพยานผู้เชีÉยวชาญ แล้วน่าเชืÉอว่า แพทย์ฉีดยาเข้าไขสันหลังของผู้ตายในปริมาณทีÉเหมาะสมแล้ว จึงมิใช่สาเหตุทำให้ผู้ตาย เกิดอาการหยุดหายใจ หัวใจหยุดเต้น กรณีนÊีจึงไม่ถือว่าแพทยก์ระทาํละเมิดโดยประมาท เลินเล่อ คดีทÉี 2 โจทก์เข้ารับการผ่าตัดเนÊืองอกบริเวณ หน้าอก โดยมีแพทย์และพยาบาลคอยดูแลเมืÉอผ่าตัดเสร็จ เรียบร้อยแล้ว โจทก์มีอาการหนาวสัÉน แพทย์ได้สัÉงให้ เจ้าหน้าทÉีนำกระเป๋านÊำร้อนมาวางพาดบริเวณหน้าอกของ โจทก์และนÊำร้อนในกระเป๋านÊำร้อนได้รัÉวออกมาเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับบาดเจ็บเป็นแผล พุพอง เมืÉอรักษาหายแล้วเป็นรอยแผลมีลักษณะเป็นวงกว้าง ศาลฏีกาวินิจฉัยว่า การทีÉ โจทก์ถูกนÊำร้อนลวกเกิดจากการทÉี แพทย์เจ้าของไข้ไม่ได้ดูแลโจทก์อย่างใกล้ชิด และมิได้ กำกับเจ้าหน้าทีÉผู้ใต้บังคับบัญชาของตนให้ใช้ความระมัดระวังอย่างเพียงพอในการดูแล รักษาโจทก์ การกระทำของแพทย์จึงเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อต่อโจทก์ ทำให้ โจทก์ได้รับความเสียหาย
  • 40.
    36 ความรู้เบืÊองต้นเกÉียวกับกฎหมายอาญา กฎหมายอาญา(criminal law) กฎหมายอาญาเป็นกฎหมายทÉีรัฐบัญญัติขึÊนโดยมีจุดประสงค์หลักทÉีจะรักษาความ สงบเรียบร้อยภายในสังคม รัฐจึงต้องกำหนดให้การกระทำอย่างใดอย่างหนึÉงหรือหลาย อย่างทีÉทำแล้วมีผลกระทบต่อสังคม ความสงบสุขของประชาชนถือว่าเป็นความผิดตาม กฎหมายของรัฐ และกำหนดบทลงโทษทางอาญาสำหรับการกระทำความผิดนัÊนเช่นการ ลกัทรัพย ์ทำร้ายกัน ข่มขืน อนาจาร ฆ่าคน วางเพลิงเผาทรัพย์ เป็นต้นรวมทัÊงมีความหมาย รวมถึงการไม่กระทำการบางอย่างทีÉกฎหมายกำหนดไว้ว่าเป็นความผิดอีกด้วย เพืÉอ จุดมุ่งหมายในการรักษาความสงบเรียบร้อยภายในสังคมของรัฐนัÊน การใช้กฎหมายอาญา โดยทีÉกฎหมายอาญามีลักษณะเป็นกฎหมายมหาชนทีÉกำหนดความสัมพันธ์ ระหว่างรัฐและเอกชนซึÉงกระทบสิทธิเสรีภาพของประชาชน การบังคับใช้กฎหมายอาญา จึงต้องตีความอย่างเคร่งครัดซึÉงมีหลักเกณฑ์ขัÊนต้นในการใช้กฎหมายอาญาดังนีÊ 1.1 การกระทำทีÉจะเป็นความผิดตามกฎหมายอาญาได้ จะต้องเป็นการกระทำทีÉ กฎหมายไดบ้ญัญตัิไว้แล้วว่าเป็นความผิดและได้กำหนดโทษสำหรับการกระทำนัÊนไว้แล้ว ในขณะทÉีได้มีการกระทำนัÊนเกิดขึÊน หรือกล่าวได้ว่า ถ้าเป็นการกระทำทÉีกฎหมายอาญา ไม่ได้กำหนดไว้ว่าเป็นความผิดก็ไม่มีความผิดและไม่ต้องรับโทษ 1.2 กฎหมายอาญาจะนำมาใช้ย้อนหลังเป็นผลร้ายแก่ผู้กระทำความผิดไม่ได้ 1.3 การตีความกฎหมายอาญาจะนำจารีตประเพณีหรือหลักเกณฑ์ทัวÉไปในสังคม มาอ้างเพืÉอเป็นโทษแก่ผู้กระทำความผิดมิได้ โทษตามกฎหมายอาญา บุคคลทัวÉไปอาจจะมีความคิดว่าโทษตามกฎหมายอาญานัÊนมีเพียงโทษจำคุก และ โทษปรับเท่านัÊนแต่แท้จริงแล้ว โทษทางอาญามีทัÊงหมด 5 ประเภท คือ
  • 41.
    37 1. ประหารชีวิต 2. จำคุก 3. กกัขงั 4. ปรับ 5. ริบทรัพย์สิน ประเภทคดีอาญา ประเภทคดีตามกฎหมายอาญา มี 2 ประเภทคือ 1. คดีอนัยอมความได้ คือ คดีอาญาทÉีสามารถตกลงยอมความกันได้โดยคู่กรณี ซÉึงไม่ว่าคดีจะอยู่ในขÊันตอนใดก็ตามก่อนศาลพิพากษา คู่กรณีก็ยงัสามารถตกลงยอม ความกันได้และจะมีผลให้คดีอาญาระงับไปทันที เช่น การยักยอกทรัพย์ การฉ้อโกงผู้อÉืน การโกงเจ้าหนีÊ เป็นต้น 2. คดีอาญาแผน่ดิน คือ คดีอาญาทÉีคู่กรณีไม่สามารถตกลงยอมความกันได้เพราะ แม้คู่กรณีจะตกลงยอมความกัน แต่คดีอาญายังไม่ระงับหรือสิÊนสุดไป พนักงานอยัการจะ ยังสามารถดำเนินคดีความต่อไปได้โดยถือว่ารัฐเป็นผู้เสียหาย เช่น การฆ่าผู้อืÉนโดย เจตนา การลักทรัพย์ เป็นต้น ส่วนคดีการฟ้องแพทย์นัÊนจะถือเป็นคดีอาญาประเภทใดนัÊน ต้องดูข้อเท็จจริงเป็น กรณีไปด้วยว่าเป็นการถูกฟ้องในความผิดฐานใด เช่น ก. ความผิดฐานประมาทเป็นเหตุให้ผู้อืÉนได้รับอันตรายแก่กายสาหัสหรือถึงแก่ ความตาย จะถือเป็นคดีอาญาแผ่นดิน ข. ความผิดฐานประมาทเป็นเหตุให้ผู้อืÉนได้รับอันตรายแก่กายไม่ร้ายแรง จะถือ เป็นความผิดอันยอมความได้ เป็นต้น ในกรณีโทษจำคุก ศาลอาจจะไม่ตัดสินถึงขัÊนให้ลงโทษจำคุกจริงๆก็ได้ เช่น ในกรณีความผิดทีÉศาลสัÉงลงโทษจาํคุกไม่เกิน 3 ปี ศาลก็มักจะใช้ดุลพินิจ ให้รอการลงโทษจำคุกนÊันไว้ก่อนหรือทÉีบุคคลทัวÉไปรู้จักกันว่าการ “รอลงอาญา” หากศาลพิจารณาแล้วเห็นว่าผู้กระทำความผิดเป็นผูมี้ประวตัิความประพฤติดี ไม่ ควรลงโทษถึงขัÊนจำคุกและไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อนหรือผู้เสียหายได้รับการ เยียวยาแล้ว เพÉือให้ผู้นัÊนได้มีโอกาสกลับตัวเป็นคนดี ช่วยเหลือสังคมต่อไป แต่หากมีการ ผิดเงืÉอนไขทีÉศาลกำหนด ก็จะถูกลงโทษจำคุกจริงทันที
  • 42.
    38 หมายอาญา หมายอาญาคือ หนังสือทีÉออกโดยศาลหรือพนักงานสอบสวน หรือผู้มีอำนาจตามกฎหมาย ส่งถึงบุคคลใดบุคคลหนึÉง กำหนดให้ผู้รับ หมายต้องทำการอย่างใดอย่างหนึÉง โดยบุคคลผู้ได้รับหมายจากศาลไม่ จำเป็นทÉีจะต้องเป็นฝ่ายจำเลยหรือผู้ถูกฟ้องคดีต่อศาลเสมอไป ทัÊงนีÊ เพราะหมายศาลมีอยู่หลายประเภทในเบืÊองต้นจึงควรตรวจสอบเสียก่อน ว่าหมายจากศาลนÊนัเป็นหมายชนิดใด เช่น 1.1 หมายเรียก เป็นหมายอาญาเพืÉอเป็นการนัดหมายให้ผู้ได้รับหมาย ไป พบศาลหรือพนักงานสอบสวนตามวัน เวลาทีÉกำหนด โดยผู้มีอำนาจออกหมายเรียก อาจจะเป็นพนักงานสอบสวนหรือศาลก็ได้เช่นการออกหมายเรียกเพืÉอให้ผูไ้ดรั้บหมาย ไปให้ถ้อยคำแก่พนักงานสอบสวนหรือเป็นการเรียกเพืÉอให้ไปในการพิจารณาคดีของ ศาลในฐานะเป็นพยานในคดี เป็นต้น 1.2 หมายจบั เป็น “หมายอาญา” ซึÉงศาลเท่านัÊนเป็นผู้มีอำนาจออกหมายจบัได้ สาเหตุทีÉศาลจะออกหมายจับได้จะต้องปรากฏเหตุตามทีÉกฎหมายกำหนดไว้เสียก่อน เช่น มีเหตุอันควรเชืÉอว่าบุคคลใดได้กระทำผิดและบุคคลนัÊนจะหลบหนี หรือ ผู้ต้องหาทÉีถูกศาลออกหมายเรียกให้ไปศาลแต่กลับไม่ยอมไปตามหมายเรียกนÊัน ศาลก็มีอำนาจในการออกหมายจับได้ เป็นต้น 1.3 หมายขัง เป็นหมายอาญาชนิดหนึÉงซึÉงศาลจะออกหมายชนิดนีÊในกรณีทÉี พนักงานสอบสวนได้ตัวผู้ต้องหามาเพืÉอทำการสอบสวนคดีแล้ว แต่ไม่สามารถทำ การสอบสวนผู้ต้องหาได้เสร็จภายใน 48 ชวัÉโมง พนกังานสอบสวนก็จะนาํตวัผูต้อ้งหา ไปศาลเพÉือขอให้ศาลออกหมายขังเพÉือทำการสอบสวนผู้ต้องหาต่อไป ซึÉงในขัÊนตอน นÊีผู้ต้องหามีสิทธิทÉีจะยÉืนขอประกันตัวต่อศาลได้ 1.4 หมายค้น หมายค้นเป็นหมายอาญาอีกประเภทหนึÉงซึÉงให้อำนาจแก่ พนกังานสอบสวนร้องขอต่อศาลเพÉือให้ศาลออกหมายค้นในกรณีทÉีพนักงานสอบสวน ตอ้งการเขา้ไปในบา้นพกัหรือทีÉอยู่อาศยัของผูห้นÉึงผูใ้ด เพืÉอตอ้งการทาํการตรวจคน้ และคน้หา “บุคคล” ทÉีได้กระทำความผิด หรือค้นหา‘ของกลาง’ ทีÉบุคคลใดได้ใช้ใน การกระทำความผิดและได้ซุกซ่อนอยู่ในบ้านพักหรือทÉีอยู่อาศัยนัÊน
  • 43.
    39 การไม่ปฏิบตัิตามหมายเรียกของศาล ถือเป็นความผิดตามกฎหมายซÉึงมีทÊงัโทษ ปรับและโทษจำคุก ดังนัÊนเมÉือได้รับหมายเรียกจากศาลแล้วควรปฏิบัติตามหมายศาลทุก ครัÊงและควรมีการเตรียมการดังต่อไปนีÊ 1. เตรียมข้อมูลเพÉือใช้ในการให้การเกÉียวกับคดีทÉีถูกหมายเรียกตวัไปศาล 2. เตรียมหลักทรัพย์เพืÉอใช้ประกันตัว เช่นเงินสด โฉนดทีÉดิน 3. มีทนายความเดินทางไปศาลด้วยทุกครัÊง การประกันตัว การประกันตัว คือ การขอให้ปล่อยตัวผู้ต้องหาในระหว่างการสอบสวนหรือการขอให้ ปล่อยจำเลยในระหว่างการพิจารณาคดีของศาลเป็นการชัวÉคราว โดย มีหลักประกันว่าจะไม่หลบหนีและมีเงืÉอนไขว่าผู้ทีÉได้รับการประกัน ตัวต้องมาพบเจ้าพนักงานตำรวจหรือศาล ตามคำสัÉง (เรียกตามกฎหมายว่า การขอปล่อยชัวÉคราว) การประกันตัวมี 3 ชÊัน (คดีอยู่ชัÊนไหนก็ประกันตัวชัÊนนัÊน) 1. ชัÊนพนักงานสอบสวน 2. ชÊนัพนกังานอยัการ 3. ชÊนัศาล 1. ชัÊนพนักงานสอบสวน เบืÊองต้นพนักงานสอบสวนจะออกหมายเรียกไปยังท่านเพÉือให้ท่านมาพบ โดย พนักงานสอบสวนจะแจ้งให้ท่านทราบว่าผู้เสียหายได้กล่าวหาท่านว่าได้กระทำความผิดไว้ อย่างไรบ้าง พนักงานสอบสวนจะถามท่านว่าได้กระทำดังทีÉผู้เสียหายได้กล่าวไว้หรือไม่ หากว่าท่านมิได้กระทำดังทีÉผู้เสียหายกล่าวหาไว้ ก็สามารถแจ้งต่อพนักงานสอบสวนได้ว่า ขอ้เท็จจริงเป็นอยา่งไร หลงัจากนÊนัพนกังานสอบสวนจะปฏิบตัิเป็น 2 กรณี คือ 1.1 ปล่อยท่านไปโดยไม่ต้องประกันตัว โดยอาจจะให้ท่านสาบานตนว่าจะไม่ หลบหนีเมืÉอพนักงานสอบสวนเรียกตัว หรือ 1.2 ควบคุมตัวท่านไว้ ซึÉงมักจะเป็นกรณีทÉีออกหมายเรียกแล้วท่านไม่มาพบ พนักงานสอบสวนจึงออกหมายจับ กรณีนีÊท่านจะต้องทำการประกันตัวในชัÊนพนักงาน สอบสวน โดยใช้หลักฐานหรือหลักทรัพย์เพืÉอประกันตัว
  • 44.
    40 2. ชÊนัพนกังานอยัการ เมืÉอพนักงานสอบสวนทำสำนวนเสร็จและเสนอพนักงานอัยการแล้ว การประกัน ตัวจะเข้าสู่ชัÊนพนักงานอัยการ หากท่านประสงค์จะประกันตัวก็สามารถประกันตัวได้ ทันที โดยใช้หลักประกันเดิมทÉีได้ยÉืนไว้ในชัÊนพนักงานสอบสวนยÉืนต่อได้ ไม่ต้องเตรียม หลักประกันใหม่ 3. ชÊนัศาล แบ่งไดเ้ป็น 2 กรณี คือ 1. กรณีพนกังานอยัการเป็นโจทก์ (ผู้เสียหายร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน) เมÉือ พนักงานอัยการทำสำนวนเสร็จแล้ว ก็จะทำสำนวนสัÉงฟ้อง โดยยืÉนฟ้องท่านเป็นคดีต่อ ศาล ในวันทÉีพนักงานอัยการยÉืนคำฟ้องท่านจะต้องประกันตัวในชัÊนศาล อาจใช้ หลักประกันเดิมในชÊันพนักงานสอบสวนและชÊัน พนกังานอยัการ หรือใชห้ลกัประกนัใหม่ (ในทางปฏิบตัิ หากใช้หลักประกันเดิมอาจใช้เวลาในการดำเนินการ ล่าชา้) 2. กรณีผู้เสียหายฟ้องคดีเอง ศาลจะทำการไต่สวน มูลฟ้องก่อน (ผู้เสียหายต้องพิสูจน์ให้ศาลเชÉือในเบืÊองต้น ก่อนว่าน่าจะมีการกระทำความผิดตามฟ้อง) เมืÉอผ่านการไต่สวนมูลฟ้องและศาลมีคำสัÉง ประทับรับฟ้องแล้ว ศาลจะกำหนดวันนัดให้ผู้เสียหายและท่านมาศาล ซึÉงท่านจะต้อง เตรียมหลักทรัพย์มาประกันตัวในชัÊนศาลด้วย ระยะเวลาในการควบคุมตัว 1. ความผิดทีÉมีโทษไม่เกิน 3 ปี (อำนาจศาลแขวง) ควบคุมตัวได้ไม่เกิน 48 ชวัÉโมง แล้วพนักงานสอบสวนต้องสัÉงฟ้องศาล หากฟ้องไม่ ทนัใน 48 ชัวÉโมง พนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการต้องยÉืนคำร้องขอผลัดฟ้อง (เลÉือนการ ฟ้องออกไป) และฝากขังต่อศาล โดยขอผลัดฟ้องได้ครัÊงละ 6 วนั และขอผลดัฟ้องได้ไม่เกิน 5 ครัÊง เช่น กรณีกระทำโดยประมาททำให้ผู้อนÉืได้รับอันตรายสาหัส (โทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี)
  • 45.
    41 2. ความผิดทีÉมีโทษเกิน3 ปี (อำนาจศาลจังหวัด) ควบคุมตัวได้ไม่เกิน 48 ชวัÉโมง แลว้พนกังานสอบสวนตอ้งสังÉฟ้องศาลหากฟ้องไม่ ทนัใน 48 ชัวÉโมง พนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการต้องยÉืนคำร้องขอหมายขังผู้ต้องหา ไวใ้นระหว่างสอบสวนต่อศาล โดยหากเป็นคดีทÉีมีอัตราโทษไม่เกิน 10 ปี ฝากขังได้ครัÊงละ ไม่เกิน 12 วนั ขอฝากขงัไดไ้ม่เกิน 4 ครัÊง และหากเป็นคดีทÉีมีอัตราโทษเกิน 10 ปี ขึÊนไป ขอ ฝากขงัได้ครÊังละ 12 วนั ขอฝากขงัไดไ้ม่เกิน 7 ครÊัง เช่น กรณีกระทำโดยประมาททำให้ให้ ผู้อืÉนเสียชีวิต (โทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี) หรือกรณีทำให้หญิงแท้งลูก (โทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี) บุคคลผ้มูีสิทธิยนÉืขอประกันตัว มี 3 ประเภท คือ 1. ผู้ต้องหาหรือจำเลย ขอประกันตนเองได้ 2. ผู้มีประโยชน์เกีÉยวข้อง เช่น ญาติพีÉน้อง ผู้บังคับบัญชา นายจ้าง สามี ภริยา ฯลฯ 3. นายประกนัอาชีพ ไม่ได้มีความเกÉียวข้องกับผู้ต้องหาหรือจำเลยแต่อย่างใด แต่ นายประกันอาชีพจะนำหลักทรัพย์ทีÉตนเองมีมาวางเป็นประกันให้แทน โดยผู้ต้องหา หรือจำเลยต้องจ่ายเงินค่าตอบแทนจำนวนหนึÉงให้แก่นายประกันอาชีพ (บางศาลจะมีนาย ประกันอาชีพทÉีขึÊนทะเบียนไว้ต่อศาลนัÊนๆ คอยให้บริการ) หลักฐานทีÉใช้ในการยืÉนประกันตัว ในกรณีทÉีท่านต้องการประกันตัวผู้ต้องหาซึÉงถูกควบคุมตัวอยู่ใน ชัÊนสอบสวน ท่านควรมีหลักฐานต่างๆ ดังต่อไปนีÊติดตัวไปด้วย คือ 1.) บัตรประจำตัวประชาชน 2.) หลักทรัพย์ทีÉจะใช้เป็นหลักประกัน ได้แก่ 2.1 เงินสด (เงินตราของรัฐบาลไทยเท่านÊนั) 2.2 โฉนดทÉีดินซึÉงเจ้าพนักงานทÉีดินได้ประเมินราคาแล้วหรือ พนักงาน สอบสวนเชืÉอว่าทีÉดินมีราคาไม่น้อยกว่าสองเท่าของ จำนวนเงินทีÉระบุไว้ในสัญญาประกัน 2.3 หนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก) ซึÉงเจ้าพนักงานทÉีดินได้ ประเมินราคาแลว้ หรือพนกังานสอบสวน เชÉือว่าทÉีดินมีราคาไม่น้อยกว่าสองเท่าของ จำนวนเงินทีÉระบุไว้ในสัญญาประกัน 2.4 หลักประกันอิสรภาพของบริษัทประกันภัยต่างๆ 2.5 พันธบัตรรัฐบาล
  • 46.
    42 2.6 สลากออมสินและสมุดฝากเงินธนาคารประเภทประจำ 2.7 ใบรับเงินฝากประจำของธนาคาร 2.8 ตัวÌแลกเงินทÉีธนาคารเป็นผู้จ่าย และธนาคารผู้จ่าย ได้รับรองตลอดไปแล้ว 2.9 ตัวÌสัญญาใช้เงินทÉีธนาคารเป็นผู้จ่ายและธนาคารผู้จ่ายได้รับรองเอกสารแล้ว 2.10 เช็คทีÉธนาคารเป็นผู้สัÉงจ่ายหรือรับรอง 2.11 หนังสือรับรองของธนาคาร เพÉือชำระเบีÊยปรับแทนในกรณีทÉีผิดสัญญาประกัน 3.) ในกรณีทีÉผู้ยืÉนขอประกันมีครอบครัวแล้วจะต้องทำหนังสือแสดง การอนุญาต จากสามีหรือภรรยาแล้วแต่กรณีไปด้วย 3.1 ให้ผู้ทีÉจะมาขอประกันตัวผู้ต้องหา พบและยืÉนคำร้องต่อ พนักงาน สอบสวนทÉีปฎิบัติหน้าทÉีอยู่ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของคดี หรือไม่ก็ตาม 3.2 หากไม่อาจเขียนคำร้องประกันได้เอง ให้ร้องขอต่อพนักงานสอบสวน เพืÉอสัÉงเจ้าหน้าทีÉช่วยเขียนคำร้องให้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ 3.3 เมืÉอพนักงานสอบสวนรับคำร้องแล้ว ให้ขอหลักฐานการรับสัญญา ประกนัหรือใบเสร็จรับเงิน ซÉึงต้องลงเวลารับคำร้องไว้ด้วย 3.4 เจ้าพนักงานจะพิจารณา แจ้งผลการสัÉงคำร้องให้เสร็จภายใน 24 ชวัÉโมง นับแต่เวลาทีÉรับคำร้อง 3.5 หากไม่ได้รับความสะดวกหรือล่าช้า ให้รีบเข้าพบแจ้งต่อสารวัตร หรือ สารวัตรหัวหน้าสถานีทราบทนัที 3.6 ในการยÉืนและขอประกันตัวผู้ต้องหานีÊ เป็นดุลยพินิจของเจ้าพนักงาน ตำรวจทÉีจะให้ประกันหรือไม่ให้ประกันก็ได้ โดยจะพิจารณาถึง 3.6.1 ความหนักเบาแห่งข้อหา 3.6.2 พยานหลักฐานทีÉสอบสวนไปแล้วมีเพียงใด 3.6.3 พฤติการณ์ต่างๆ แห่งคดีเป็นอย่างใด 3.6.4 เชืÉอถือผู้ร้องขอประกันได้เพียงใด 3.6.5 ภยัอันตรายหรือความเสียหายทÉีจะเกิดจากการปล่อยชัวÉคราว มี เพียงใด หรือไม่ ผู้ต้องหาน่าจะหลบหนีหรือไม่ 3.7 หากพนักงานเจ้าหน้าทีÉตำรวจพิจารณาอนุญาตให้ประกันตัวไปได้ ก็จะ นำสัญญาประกันและผู้ยืÉนประกันลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน
  • 47.
    43 3.8 หากเจ้าพนักงานตำรวจไม่อนุญาตให้ประกันอันสืบเนืÉองจากเหตุในข้อ 3.6 ก็จะแจ้งให้นายประกันทราบและคืนหลักทรัพย์ไป "การใช้บุคคลเป็นประกัน" บุคคล ( 1 ) - ขา้ราชการพลเรือนระดบั 3 ถึง 5 หรือข้าราชการอÉืนทÉีเทียบเท่า - ข้าราชการทหารหรือตำรวจทÉีมียศ ตัÊงแต่ร้อยตรี เรือตรี เรืออากาศตรี หรือร้อย ตำรวจตรีถึงพันตรี นาวาตรี นาวาอากาศตรีหรือพันตำรวจตรี - ข้าราชการบำนาญตัÊงแต่ระดับ 6 หรือเทียบเท่าขึÊนไป - พนักงานรัฐวิสาหกิจในระดับเดียว กับข้าราชการประจำ - สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร สมาชิกสภาจังหวัด สมาชิกสภาเทศบาล สมาชิก สภาเมืองพัทยา สมาชิกสภาเขตกรุงเทพมหานคร กรรมการสุขาภิบาล กำนันและ ผใู้หญ่บา้น วงเงินประกัน : ทำสัญญาประกันผู้อืÉนหรือตนเอง ได้ในวงเงินไม่เกินหกหมืÉนบาท บุคคล( 2 ) - ขา้ราชการพลเรือนระดบั 6 ถึง 8 หรือข้าราชการอÉืนทÉีเทียบเท่า - ข้าราชการทหารหรือตำรวจทÉีมียศ ตัÊงแต่พันโท นาวาโท นาวาอากาศโท หรือ พันตำรวจโทถึงพันเอก นาวาเอก นาวาอากาศเอกหรือพันตำรวจเอก - ข้าราชการตุลาการหรืออัยการตัÊงแต่ ชัÊน 1 ถึง 2 - พนักงานรัฐวิสาหกิจในระดับเดียว กับข้าราชการประจำ วงเงินประกัน : ทำสัญญาประกันผู้อืÉนหรือตนเอง ได้ในวงเงินไม่เกินสองแสนบาท บุคคล ( 3 ) - ขา้ราชการพลเรือนระดบั 9 ถึง 10 หรือข้าราชการอÉืนทÉีเทียบเท่า - ข้าราชการทหารหรือตำรวจทÉีมียศ ตัÊงแต่พันเอก นาวาเอก นาวาอากาศเอกหรือ พันตำรวจเอกทีÉได้รับ อัตราเงินเดือนพันเอก (พิเศษ) นาวาเอก(พิเศษ) นาวาอากาศเอก- (พิเศษ)หรือพันตำรวจเอก(พิเศษ) ถึงพลตรี พลเรือตรี พลอากาศตรี หรือพลตำรวจตรี - ข้าราชการตุลาการหรืออัยการตัÊงแต่ ชัÊน 3 ถึง 4
  • 48.
    44 - พนักงานรัฐวิสาหกิจในระดับเดียวกับข้าราชการประจำ วงเงินประกัน : ทำสัญญาประกันผู้อืÉนหรือตนเอง ได้ในวงเงินไม่เกินห้าแสนบาท บุคคล ( 4 ) - ขา้ราชการพลเรือนระดบั 11 หรือข้าราชการอÉืนทÉีเทียบเท่า - ข้าราชการทหารหรือตำรวจทÉีมียศ ตัÊงแต่พลโท พลเรือโท พลอากาศโท หรือพลตำรวจโท - ข้าราชการตุลาการหรืออัยการตัÊงแต่ ชัÊน 5 ขÊึนไป - พนักงานรัฐวิสาหกิจในระดับเดียว กับข้าราชการประจำ - สมาชิกรัฐสภา ข้าราชการการเมือง หรือผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร วงเงินประกัน : ทำสัญญาประกันผู้อืÉนหรือตนเอง ได้ในวงเงินไม่เกินหนึÉงล้านบาท ในกรณีจำเป็นเพืÉอทราบเกีÉยวกับสถานะ ระดับ อัตราเงินเดือนหรือ ภาระผูกพัน อÉืนใด อาจให้ผู้ยÉืนประกันแสดงหนังสือรับรองจาก ต้นสังกัดและภาระผูกพันนัÊน ภายใน ห้าวันนับตัÊงแต่วันทÉีได้ รับอนุญาตให้ประกัน กรณีบุคคลใดได้ทำสัญญาประกันผู้อืÉนหรือตนเองไว้ แต่หลักประกันยังไม่เป็น การ เพียงพอ ให้ใช้บุคคลอืÉนทีÉมีคุณสมบัติตาม ทีÉกำหนดไว้หรือใช้หลักทรัพย์อืÉนเป็น หลักประกันเพิÉมเติมได้ ให้ผู้ทีÉขอทำสัญญาประกันแสดงบัตรประจำตัวต่อพนักงานสอบสวน ผู้รับผิดชอบ พิจารณาอนุญาตโดยไม่ชักช้า สิทธิของผ้ตู้องหา 1. สิทธิทีÉจะทราบข้อกล่าวหาหรือข้อหา 2. สิทธิทÉีจะให้การหรือไม่ให้การก็ได้ 3. มีสิทธิคัดค้านการฝากขังได้ 4. มีสิทธิได้รับการเยีÉยมตามสมควร 5. มีสิทธิได้รับการรักษาพยาบาล 6. มีสิทธิทีÉจะได้รับการประกันตัว 7. มีสิทธิทÉีจะขอพบทÉีปรึกษาหรือทนายความสองต่อสองก็ได้ 8. มีสิทธิทีÉจะพาทนายความหรือผู้ทีÉผู้ต้องหาไว้วางใจ เข้าฟังการสอบสวนได้
  • 49.
    45 คดีผ้บูริโภค ความหมายและเหตุผล คดีผู้บริโภค เป็นคดีทีÉพิพาทกันระหว่างผู้ประกอบธุรกิจกับผู้บริโภค มีลักษณะทีÉ แตกต่างไปจากคดีแพ่งทัวÉๆ ไป เนÉืองจากคู่ความทัÊงสองฝ่ายอยู่ในฐานะทÉีไม่เท่าเทียมกัน (ต่างจากคดีแพ่งทÉีคู่ความทัÊงสองฝ่ายอยู่ ในฐานะทีÉเท่าเทียมกัน) โดยฝ่ าย ผู้บริโภคมักจะอยู่ในฐานะทีÉเสียเปรียบ กว่าผู้ประกอบธุรกิจในหลาย ๆ ด้าน โดยเฉพาะในด้านของการแสวงหา พยานหลักฐานเพืÉอทีÉจะนำมาพิสูจน์ ขอ้เท็จจริงทÉีเกิดขึÊน ยิÉงถ้าเป็นพยานหลักฐานทÉีเกÉียวกับการผลิตสินค้าหรือการให้บริการ ทีÉนับวันยิÉงอาศัยเทคโนโลยีทีÉทันสมัยเข้ามาเป็นตัวช่วยก็ยิÉงส่งผลให้ผู้บริโภคไม่สามารถ หรือยากทีÉจะเข้าถึงตัวพยานหลักฐานดังกล่าวได้ อันก่อให้เกิดอุปสรรคทีÉสำคัญในการทีÉ จะอำนวยความยุติธรรมให้กับผู้บริโภคทÉีได้รับความเสียหาย จากการใช้สินค้าหรือ บริการ จนบ่อยครัÊงทÉีปัญหาข้อพิพาทเกิดลุกลามบานปลายถึงขึÊนใช้วิธีทÉีรุนแรงและไม่ เหมาะสม ซึÉงส่งผลกระทบต่อความสงบสุขของสังคมส่วนรวม พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 จึงถูกร่างขึÊนเพÉือให้ผู้บริโภคมี โอกาสเข้าถึงความยุติธรรมได้ง่ายและสะดวกยิÉงขึÊน เช่น ผู้บริโภคสามารถฟ้องคดีได้ด้วย วาจา (มาตรา 20) เป็นต้น และเพืÉอแก้ไขปัญหาความไม่เป็น ธรรมของกระบวนการทางกฎหมายทีÉเป็นอยู่ เช่น ในเรืÉอง ของอายุความ (มาตรา 31) ในเรืÉองของค่าเสียหายเชิง ลงโทษ (มาตรา 42) เป็นต้น ตลอดจนเพืÉอส่งเสริมคุณธรรม และจริยธรรมในการดำเนินธุรกิจและเพืÉอปราบปรามผู้ ประกอบธุรกิจทÉีไม่สุจริต ซึÉงจะทำให้เกิดการพัฒนา คุณภาพของสินค้าและการบริการ อีกทัÊงยังจะยกระดับมาตรฐานคุณภาพชีวิตของคนไทย ให้ดียิÉงขึÊนไปอีกด้วย
  • 50.
    46 พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 กับ แพทย์ สถานพยาบาล และการรักษาพยาบาล ก่อนอÉืนเราต้องรู้ว่ากฎหมายฉบับนีÊใช้กับคดีแพ่งไม่ใช่กับคดีอาญา และต้องเป็น “คดีผูบ้ริโภค” ด้วย ซึÉงในมาตรา 3 ของพระราชบัญญัติดังกล่าวได้ให้ความหมายไว้ 4 กรณีดว้ยกนั ดงันÊี “คดีผู้บริโภค” หมายความว่า (1) คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีสิทธิฟ้องคดีแทนผู้บริโภคตามมาตรา 19 หรือตามกฎหมายอÉืน กับผู้ประกอบธุรกิจซึÉงพิพาทกันเกÉียวกับสิทธิหรือหน้าทÉีตาม กฎหมายอันเนืÉองมาจากบริโภคสินค้าหรือบริการ (2) คดีแพ่งตามกฎหมายเกีÉยวกับความรับผิดต่อความเสียหายทีÉเกิดจากสินค้าทีÉไม่ปลอดภัย (3) คดีแพ่งทีÉเกีÉยวเนืÉองกับคดีตาม (1) หรือ (2) (4) คดีแพ่งทÉีมีกฎหมายบัญญัติให้ใช้วิธีพิจารณาคดีตามพระราชบัญญัตินีÊ” ซึÉงกรณีสำคัญคือกรณีตาม (1) ทÉีว่า “คดีแพ่งระหว่างผู้บริโภคหรือผู้มีอำนาจฟ้อง ....... กับผู้ประกอบธุรกิจซึÉงพิพาทกันเกÉียวกับสิทธิหรือหน้าทÉี ........... อันเนÉืองมาจากการ บริโภคสินค้าหรือบริการ” สรุปก็คือ เป็นคดีทีÉมีการพิพาทระหว่างฝ่ายผู้บริโภคกับผู้ ประกอบธุรกิจทÉีมีสาเหตุมาจากการบริโภคหรือการบริการ ดังนัÊนการจะวินิจฉัยว่าข้อ พิพาทเกÉียวกับการรักษาพยาบาลระหว่างผู้ป่วยกับแพทย์ และหรือสถานพยาบาลนัÊน จะ ใช้กฎหมายฉบับนีÊบังคับได้หรือไม่นัÊน ต้องวิเคราะห์ว่า 1. การรักษาพยาบาล ถือเป็นบริการหรือไม่ 2. ผู้ป่วยเป็นผู้บริโภคหรือไม่ 3. ผปู้ระกอบธุรกิจหมายถึงใคร สถานพยาบาลของรัฐหรือสถานพยาบาลของเอกชน 4. แพทย์ทีÉตรวจรักษา ถือเป็นผู้ประกอบธุรกิจหรือไม่ 1. การรักษาพยาบาล ถือเป็นการบริการหรือไม่ พิจารณาความหมายของคำว่า “การบริการ” ตาม พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2551 ดงันÊี “บริการ หมายความว่า การรับจัดทำการงาน การใช้
  • 51.
    47 สิทธิใด ๆหรือการให้ใช้หรือประโยชน์ในทรัพย์สินหรือกิจการใด ๆ โดยเรียกค่าตอบแทน เป็นเงินหรือผลประโยชน์อืÉน แต่ไม่รวมถึงการจ้างแรงงานตามกฎหมายแรงงาน” ข้อทีÉต้องวิเคราะห์คือ การรักษาพยาบาล อยู่ในความหมายของคำว่า “บริการ” หรือไม่ กล่าวคือ “เป็นการจัดทำการงานโดยเรียกค่าตอบแทนหรือไม่” ซÉึงโดยปกติแล้ว การรักษาพยาบาล คือ การดูแลรักษาผู้ป่วย อันมีลักษณะเป็นการทำงานให้แก่ผู้ป่วย จึง ถือไดว้่าเป็นการรับจัดทาํการงานอย่างหนÉึง ดงันÊัน หากมีการเรียกค่าตอบแทนเป็นเงิน หรือผลประโยชน์อÉืน ก็ย่อมต้องถือว่าเป็นการให้บริการอย่างหนึÉง 2. ผ้ปู่วยเป็นผ้บูริโภคหรือไม่ พิจารณาความหมายของคำว่า “ผู้บริ โภค” ตาม พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2551 ดงันÊี “ผูบ้ริโภค หมายความว่า ผูซ้Êือหรือได้รับบริการจากผู้ ประกอบธุรกิจหรือผู้ซึÉงได้รับการเสนอหรือการชักชวนจากผู้ ประกอบธุรกิจเพÉือให้ซืÊอสินค้าหรือรับบริการ และหมายความรวมถึงผู้ใช้สินค้าหรือผู้ ได้รับบริการจากผู้ประกอบธุรกิจโดยชอบ แม้มิได้เป็นผู้เสีย ค่าตอบแทนก็ตาม” ดังนัÊนแล้วผู้ป่วยทÉีมาขอทำการรักษาจะถือว่าเป็น “ผู้บริโภค” ก็น่าจะใช่ในกรณีทÉี ต้องมีการจ่ายค่าตอบแทนหรือประโยชน์อืÉนให้แก่แพทย์ผู้ทำการรักษาพยาบาลหรือ สถานพยาบาล (แมว้่าตวัผปู้่วยจะไม่ไดเ้ป็นผจู้่ายเอง) 3. ผ้ปูระกอบธุรกิจหมายถึงใคร สถานพยาบาลของรัฐหรือสถานพยาบาลของเอกชน พิจารณาความหมายของคำว่า “ผปู้ระกอบธุรกิจ” ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2551 ดงันÊี “ผู้ประกอบธุรกิจ หมายความว่า ผู้ขาย ผู้ผลิตเพืÉอขาย ผู้สังÉหรือนำเข้ามาในราชอาณาจักรเพÉือขาย หรือผู้ซืÊอเพÉือขาย ต่อซึÉงสินค้า หรือผู้ให้บริการและหมายความรวมถึงผู้ ประกอบกิจการโฆษณาด้วยความหมายของคำตามทีÉได้ บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ. วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค”
  • 52.
    48 จากข้างต้นจะเห็นว่าเงืÉอนไขสำคัญทÉีจะทำให้ใครเป็น “ผปู้ระกอบธุรกิจ”ก็คือ ผู้นัÊนต้องเรียกค่าตอบแทนหรือผลประโยชน์อÉืนจากการรับรักษาพยาบาลซึÉง สถานพยาบาลเหล่านีÊน่าทÉีจะเข้าข่ายเป็น “ผปู้ระกอบธุรกิจ” - สถานพยาบาลของเอกชน เนืÉองจากมีการเรียกค่าตอบแทนหรือผลประโยชน์ อืÉนจากการรับรักษาพยาบาล แม้ว่าผู้จ่ายค่าตอบแทนจะไม่ใช่ตัวผู้รับบริการก็ตาม - สถานพยาบาลของรัฐ ทีÉทำการให้บริการสุขภาพทีÉมีลักษณะชัดเจนว่ามีการ เรียกค่าตอบแทนจากการให้บริการ เช่น การรับตรวจสุขภาพตามสถานประกอบการต่าง ๆ การเปิ ดให้บริการนอกเวลาและเก็บค่าบริการ - กรณีทีÉสถานพยาบาลของรัฐตรวจรักษาผู้ป่วยทีÉใช้สิทธิบัตรทอง อาจมีความ แตกต่างกันว่าจะถือเป็นผู้ประกอบธุรกิจหรือไม่ เพราะแม้ไม่ได้เรียกเก็บค่าตอบแทนจาก ผู้ป่วย แต่ก็ได้รับค่าตอบแทนจากหน่วยงานทีÉดูแลรับผิดชอบ ถ้ามองในแง่เจตนารมณ์ ของการให้บริการดังกล่าว เราอาจมองว่าสถานพยาบาลของรัฐมีลักษณะเป็นการ ให้บริการสาธารณะ ไม่ได้มีความมุ่งหวังต้องการค่าตอบแทนจากการให้บริการผู้ป่วยทีÉ ใช้สิทธิบัตรทอง การทÉีได้รับงบประมาณเหมาจ่ายหรือเบิกจากส่วนกลางนัÊน ก็เป็น วิธีการจัดการงบประมาณของรัฐ ส่วนกรณีของการให้บริการแก่ผู้ป่วยทีÉใช้สิทธิ ประกันสังคมนัÊน แม้มีลักษณะคล้ายกับสิทธิบัตรทอง แต่ในรายละเอียดแล้วมีความ แตกต่างกันจนทำให้สถานพยาบาลของรัฐบางแห่งต้องการให้ผู้ประกันตนเลือกใช้ สถานพยาบาลของตน เพราะหวังค่าตอบแทนจากการบริการให้ผู้ประกันตนถึงขัÊนมีการ จูงใจ โฆษณาให้มาเลือกใช้บริการทÉีสถานพยาบาลของตน กรณีดังกล่าวนีÊจึงน่าคิดว่า น่าจะเข้าข่ายเป็นผูป้ระกอบธุรกิจได้ ในอนาคตแม้ว่าอาจมีข้อสรุปทีÉให้ถือว่า สถานพยาบาลในภาครัฐ เป็น “ผู้ ประกอบธุรกิจ” แต่ก็คงไม่สามารถฟ้องเรียกค่าเสียหายโดยตรงจากสถานพยาบาลได้ เพราะส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นนิติบุคคล จึงต้องฟ้องหน่วยงานรัฐทีÉ สถานพยาบาลนัÊนสังกัดอยู่ 4. แพทย์ทÉีตรวจรักษา ถือเป็นผ้ปูระกอบธุรกิจหรือไม่ แพทย์ทีÉเป็นข้าราชการหรือพนักงานของรัฐทีÉทำงาน ในสถานพยาบาลของรัฐไม่น่าจะถือเป็น “ผูป้ระกอบธุรกิจ”
  • 53.
    49 เพราะการตรวจรักษาทÉีทำให้ผู้ป่วยนัÊน เป็นการกระทำตามหน้าทÉีให้แก่รัฐ(เป็น ความสัมพันธ์ตามกฎหมายมหาชนเพราะเป็นการทำเพืÉอประโยชน์สาธารณะ อันเป็น บทบาทหน้าทÉีของรัฐ) อีกทัÊงไม่ได้มีการเรียกค่าตอบแทนหรือผลประโยชน์โดยตรงจาก การตรวจรักษานัÊน ผลกระทบต่อแพทย์และสถานพยาบาลจากการบังคับใช้พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดี ผ้บูริโภค พ.ศ. 2551 - การฟ้องร้องแพทย ์และสถานพยาบาลจะมากขÊึน เพราะฟ้องได้ สะดวกขÊึน - การต่อสู้คดีของแพทย์และสถานพยาบาลจะลำบากขึÊนเพราะ ภาระพิสูจน์ตกอยู่กับฝ่ายตนเอง - หากแพ้คดีอาจต้องจ่ายเสียหายมากขึÊน เพราะศาลสามารถพิพากษาเชิง ลงโทษได้ - มีการดูแลรักษาผู้ป่วยในเชิงป้องกันมากขึÊน ทำให้อาจมีการส่งตรวจ หรือปรึกษาผู้เชีÉยวชาญเกินความจำเป็น เพราะกลัวการผิดพลาด - ค่ารักษาพยาบาลทÉีผู้ป่วยจะจ่ายจะแพงขึÊน เนÉืองจากต้นทุนการ รักษาพยาบาลแพงขึÊน เพราะมีการส่งตรวจเกินความจาํเป็น - แพทย์ลาออกมากขึÊนและอาจหันไปประกอบวิชาชีพอÉืน เนÉืองจากเกิด ความเบืÉอหน่ายทำให้เกิดปัญหาการขาดแคลนแพทย์ โดยเฉพาะในต่างจังหวัด ในวันทีÉ 5 กันยายน พ.ศ. 2551 ประธานศาลอุทธรณ์ได้มีคำวินิจฉัย ทีÉ 8/2551 ในคดีหมายเลขดำทีÉ 2884/2551 ของศาลแขวงสุรินทร์ ระหว่างสำนักงาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข โจทก์ กับ บริษัทสัมพันธ์ประกันภัย จำกัด จำเลยทีÉ1 และนาย พรศกัดÍิ สันประโคน จำเลยทÉี 2 โดยมีใจความสำคญัคือ “ โรงพยาบาลสุรินทร์ ซÉึงเป็นส่วน ราชการในสังกัดโจทก์ ดำเนินกิจการให้บริการด้านการสาธารณสุขแก่ประชาชน โดยเรียก ค่ารักษาพยาบาลเป็นการตอบแทน จึงถือได้ว่า โจทก์เป็นผู้ให้บริการและเป็นผู้ประกอบ ธุรกิจ ส่วนจำเลยทÉี 2 เป็นผู้เข้ารับการรักษาพยาบาลทÉีโรงพยาบาล โดยมีความรับผิดทÉี จะต้องชำระค่ารักษาพยาบาล จำเลยทÉี 2 จึงเป็นผู้ใช้บริการและเป็นผู้บริโภค เมÉือโจทก์ฟ้อง เรียกให้จำเลยทÉี 2 ชำระค่ารักษาพยาบาลดังกล่าว จึงเป็นคดีพิพาทระหว่าง ผู้ประกอบธุรกิจ
  • 54.
    50 กับ ผู้บริโภคเกÉียวกับสิทธิหรือหน้าทÉีตามกฎหมายอันเนÉืองมาจากการใช้บริการ เป็นคดี ผู้บริโภคตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 3(1)” แต่ทัÊงนีÊทางหน่วยงานต้นสังกัด ได้พยายามทÉีจะยÉืนเสนอประเด็นเกÉียวกับ ข้อพิจารณาดังกล่าวต่อประธานศาลอุทธรณ์ เพืÉอให้ท่านพิจารณาวินิจฉัยในกรณี สถานพยาบาลของรัฐ แพทยแ์ละพยาบาล ว่าไม่ไดเ้ป็นผู้ประกอบการหรือผู้ประกอบธุรกิจ ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภคและพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผูบ้ริโภค พ.ศ. 2551
  • 55.
    ศูนย์ให้คำปรึกษากฎหมายทางการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข วัตถุประสงค์ 1. ให้คำปรึกษาในด้านกฎหมายทีÉเกีÉยวกับการให้บริการสาธารณสุข 2. เป็นทีÉติดต่อประสานงานผู้เกีÉยวข้องในการให้การช่วยเหลือแพทย์และเจ้าหน้าทีÉ ในการต่อสู้คดี 3. อำนวยความสะดวกและเป็นการลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางติดต่อกับส่วนงาน ราชการโดยตรง 4. เพืÉอเพิÉมประสิทธิภาพในการให้บริการโดยการเพิÉมช่องทางให้สามารถเข้าถึง ข้อมูลข่าวสาร และบริการรวมถึงเรืÉองร้องเรียนต่างๆได้สะดวกรวดเร็ว 5. สนองตอบนโยบายของกระทรวงสาธารณสุข ทีÉปรึกษา นายเสริมศักดิÍ เทพาคาํ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านกฎหมาย (อดีตผู้พิพากษา หัวหน้าคณะในศาลชÊนัตน้) นายผดุงพันธ์ จันทโร ผู้ทรงคุณวุฒิด้านกฎหมาย (สาํนกักฎหมายเทพ) นายกิตติศักดิÍ ประเสริฐสงค์ ผู้อำนวยการกลุ่มกฎหมาย เจ้าหน้าทีÉประจำศูนย์ นายโสภณ สวัสดิสาร ทนายความ (ผู้เชีÉยวชาญเฉพาะด้านกฎหมาย) นายบุญทรง วิเศษสาธร ทนายความ (ผู้เชีÉยวชาญเฉพาะด้านกฎหมาย) นายณฐัพงศ์ เมฆมธัยนัห์ ทนายความ นางสาวจิรานุช ขาวป้ อม นิติกร นายอนุชา กาศลงักา นิติกร นายณฐัพล สาริวงศ์จันทร์ นิติกร นายชัยรัตน์ ประภารักษ์วรกุล นิติกร นายกิตติ นิวาสะวัต นิติกร นางสาวสุดารัตน์ ยิÊมเลÊียง นิติกร
  • 56.
    2 กลุ่มงานคดีทางการแพทย์ กลุ่มกฎหมาย สาํนกับริหารกลาง สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข 88/20 ซอยติวานนท์ 4 ถนนติวานนท์ ตำบลตลาดขวัญ อำเภอเมือง นนทบุรี 11000 โทรศพัท ์: 02-590-1428 , 02-590-1430 , 02-590-1441 โทรสาร : 02-590-1428 , 02-590-1434 Email : anuchak@health.moph.go.th ...................................................................
  • 57.
    คำสัÉงกรมตำรวจ ทÉ ี622 / 2536 เรÉือง การใช้บุคคลเป็นประกันหรือหลักประกันในการปล่อยชัÉวคราว ------------------ ด้วยกระทรวงมหาดไทยและกรมตำรวจมีนโยบายอำนวยความสะดวกในการ ให้บริการแก่ประชาชน โดยเฉพาะเรืÉองการใช้บุคคลเป็นประกันหรือหลักประกันในการ ปล่อยชัÉวคราว ตามนัยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 110 และ มาตรา 114 วรรคสอง อาศัยอำนาจตามข้อบังคับกระทรวงมหาดไทยทÉี 4/2499 ลงวันทÉี 13 ตุลาคม 2499 ข้อ 3 ประกอบกับข้อบังคับกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยระเบียบการดำเนินคดีอาญา พ.ศ.2523 ลงวันทีÉ 7 พฤศจิกายน 2523 ซึÉงแก้ไขเพิÉมเติมโดยข้อบังคับกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการดำเนินคดีอาญา ( ฉบับทÉี2 ) พ.ศ.2523 ลงวันทÉี 26 พฤศจิกายน 2523 แก้ไข เพิÉมเติมโดยข้อบังคับกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการดำเนินคดีอาญา ( ฉบับทÉี3 ) พ.ศ. 2523 ลงวันทีÉ 11 ธันวาคม 2523 และ แก้ไขเพิÉมเติมโดยข้อบังคับกระทรวงมหาดไทยว่า ด้วยการดำเนินคดีอาญา ( ฉบับทÉี4 ) พ.ศ. 2525 ลงวันทีÉ 26 มกราคม 2525 ข้อ 2.5 จึง วางหลักเกณฑ์การใช้บุคคลเป็นประกันหรือหลักประกันในการปล่อยชัÉวคราวไว้ เป็นทาง ปฏิบัติดังนÊ ี ข้อ 1 ให้ข้าราชการพลเรือนระดับ 3 ถึง 5 หรือข้าราชการอÉืนทีÉเทียบเท่า ข้าราชการทหารหรือข้าราชการตำรวจทีÉมียศตัÊงแต่ร้อยตรี เรือตรี เรืออากาศตรีหรือร้อย ตำรวจตรีถึงพันตรี นาวาตรี นาวาอากาศตรีหรือพันตำรวจตรี ทำสัญญาประกันผู้อÉืนหรือ ตนเองได้ในวงเงินไม่เกินหกหมืÉนบาท ให้ข้าราชการพลเรือนระดับ 6 ถึง 8 หรือข้าราชการอÉืนทีÉเทียบเท่า ข้าราชการ ทหารหรือข้าราชการตำรวจทีÉมียศตัÊงแต่พันโท นาวาโท นาวาอากาศโทหรือพันตำรวจโทถึง พันเอก นาวาเอก นาวาอากาศเอกหรือพันตำรวจเอก ข้าราชการตุลาการหรือข้าราชการ อัยการ ตัÊงแต่ชัÊน 1 ถงึ 2 ทำสัญญาประกันผู้อนÉืหรือตนเองได้ในวงเงินไม่เกินสองแสนบาท ให้ข้าราชการ.../
  • 58.
    - 2 - ให้ข้าราชการพลเรือนระดับ 9 ถึง 10 หรือข้าราชการอนÉืทีÉเทียบเท่า ข้าราชการ ทหารหรือข้าราชการตำรวจทีÉมียศตัÊงแต่พันเอก นาวาเอก นาวาอากาศเอกหรือพันตำรวจเอก ทีÉได้รับอัตราเงินเดือน พันเอก(พิเศษ) นาวาเอก(พิเศษ) นาวาอากาศเอก(พิเศษ)หรือพัน ตำรวจเอก(พิเศษ) ถึงพลตรี พลเรือตรี พลอากาศตรีหรือพลตำรวจตรี ข้าราชการตุลาการ หรือข้าราชการอัยการ ตัÊงแต่ชัÊน 3 ถงึ 4 ทำสัญญาประกันผู้อนÉืหรือตนเองได้ในวงเงินไม่เกิน ห้าแสนบาท ให้ข้าราชการพลเรือนระดับ 11 หรือข้าราชการอนÉืทีÉเทียบเท่า ข้าราชการทหาร หรือข้าราชการตำรวจทีมÉียศตัÊงแต่พลโท พลเรือโท พลอากาศโทหรือพลตำรวจโท ข้าราชการ ตุลาการหรือข้าราชการอัยการ ตัÊงแต่ชัÊน 5 ขึÊนไป ทำสัญญาประกันผู้อนÉืหรือตนเองได้ใน วงเงินไม่เกินหนÉึงล้านบาท ข้าราชการดังกล่าวในข้อ 1 หมายถึงข้าราชการประจำเท่านÊัน ข้อ 2 ให้ข้าราชการบำนาญตัÊงแต่ระดับ 6 หรือเทียบเท่าขึÊนไป ทำสัญญาประกัน ผู้อนÉืหรือตนเองได้ในวงเงินไม่เกิน หกหมÉืนบาท ข้อ 3 ให้พนักงานรัฐวิสาหกิจทำสัญญาประกันผู้อÉืนหรือตนเองได้ในทำนอง เดียวกับข้าราชการตามทีÉระบุไว้ใน ข้อ 1 ข้อ 4 ให้สมาชิกรัฐสภา ข้าราชการการเมือง หรือผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ทำสัญญาประกันผู้อนÉืหรือตนเองได้ในวงเงินไม่เกินหนÉงึล้านบาท ข้อ 5 ให้สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร สมาชิกสภาจังหวัด สมาชิกสภาเทศบาล สมาชิกสภาเมืองพัทยา สมาชิกสภาเขตกรุงเทพมหานคร กรรมการสุขาภิบาล กำนันและ ผู้ใหญ่บ้าน ทำสัญญาประกันผู้อนÉืหรือตนเองได้ในวงเงินไม่เกินหกหมÉืนบาท ข้อ 6 ให้ผู้ทีÉขอทำสัญญาประกันตามข้อ 1 ถึงข้อ 5 แสดงบัตรประจำตัวต่อ พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบพิจารณาอนุญาตโดยไม่ชักช้า ในกรณีจำเป็นเพÉือทราบ เกีÉยวกับฐานะ ระดับ อัตราเงินเดือน หรือภาระผูกพันอนÉืใดอาจให้ผู้ยÉืนประกันแสดงหนังสือ รับรองจากต้นสังกัดและภาระผูกพันภายในห้าวันนับตัÊงแต่วันทีÉได้รับอนุญาตให้ประกัน ข้อ 7 ในกรณีบุคคลตามข้อ 1 ถึงข้อ 5 บุคคลใดได้ทำสัญญาประกันผู้อÉืนหรือ ตนเองไว้แต่หลักประกันยังไม่เป็นการเพียงพอให้ใช้บุคคลตามข้อ 1 ถึงข้อ 5 บุคคลอืÉนหรือ ใช้หลักทรัพย์อนÉืเป็นหลักประกันเพิÉมเติมได้ ข้อ 8 ในกรณีจำเป็นเพÉือให้การปฏิบัติตามคำสัÉงนÊีหรือมีวิธีการอÉืนใดเพÉืออำนวย ความสะดวกและรวดเร็วยÉิงขึÊน ให้อธิบดีกรมตำรวจเป็นผู้พิจารณากำหนด และรายงาน กระทรวงมหาดไทย
  • 59.
    - 3 - ทัÊงนÊี ตัÊงแต่บัดนÊีเป็นต้นไป สัÉง ณ วันทีÉ 15 เมษายน พ.ศ. 2536 พลตาํรวจเอก สวัสดิÍ อมรวิวัฒน ์ ( สวัสดิÍ อมรวิวัฒน)์ อธบิดกีรมตาํรวจ
  • 60.
    บนัทึกขอ้ความ ส่วนราชการ ตรโทร. 0 2205 3466 ทีÉ 0031.212/ว 91 วันทีÉ 11 กันยายน 2549 เรÉือง การดำเนินคดีอาญากรณีแพทย์เป็นผู้ถูกกล่าวหา ผบช.น., ผบช.ก., ผบช.ภ.1-9 ด้วยแพทยสภา มีหนังสือ ทีÉ พงส. 011/1152 ลงวันทีÉ 21 ส.ค.2549 ขอปรึกษา หารือเพืÉอกำหนดแนวทางปฏิบัติกรณีแพทย์ถูกแจ้งความดำเนินคดีอาญา กรณีเนืÉองมาจากการ รักษาผู้ป่วยแล้วเกิดความเสียหายต่อร่างกายหรือชีวิต ประกอบกับเป็นข่าวทางสÉือมวลชนหลาย แขนงว่า ปัจจุบันมีผู้ป่วยหรือญาติผู้ป่วยร้องเรียนต่อแพทยสภาหรือแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษ ต่อพนักงานสอบสวน กล่าวหาแพทย์ผู้ทำการตรวจรักษาผู้ป่วยจนเป็นเหตุให้ผู้ป่วยเสียชีวิต หรือ ได้รับความทุกข์ทรมานมากขึÊนจากการตรวจรักษาดังกล่าว ดังนÊัน เพÉือให้การดำเนินคดีอาญาเกิดความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย และมีมาตราฐาน เป็นไปในแนวทางเดียวกัน จึงให้พนักงานสอบสวนดำเนินการดังนÊ ี 1. เมืÉอพนักงานสอบสวนได้รับคำร้องทุกข์หรือกล่าวโทษให้ดำเนินคดีอาญาแพทย์ ผู้ทำการตรวจรักษาผู้เจ็บป่วยแล้วเกิดความเสียหายต่อร่างกายหรือชีวิตของผู้เจ็บป่วยแล้ว ขอให้ พนักงานสอบสวนดำเนินการสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานทุกชนิด เพืÉอพิสูจน์ความผิดหรือ ความบริสุทธิÍของผู้ต้องหา หากมีพยานหลักฐานเพียงพอและแน่ชัดให้พนักงานสอบสวน ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป 2. เมืÉอรับคำร้องทุกข์กล่าวโทษ ให้มีหนังสือแจ้งเหตุโดยสรุปไปยังนายก แพทยสภา โดยขอทราบความเห็นใน 2 ประเด็น เพืÉอประกอบสำนวนการสอบสวน คือ 2.1 ในการรักษาของแพทย์ถูกกล่าวหา ได้ทำการรักษาผู้ป่วยตามมาตราฐาน วิชาชีพเวชกรรมของแพทยสภาหรือไม่ 2.2 แพทย์ผู้ถูกกล่าวหาได้ใช้ความระมัดระวังในการตรวจวินิจฉัยและรักษา ผู้ป่วยตามภาวะวิสัยและพฤติการณ์ของแพทย์ทีÉจะต้องทำการรักษาพยาบาลในกรณีนÊี หรือไม่ พร้อมหนังสือให้สำเนาเวชระเบียนและบัตรประวัติผู้ป่วยนอกของผู้ป่วยหรือผู้ตายส่งไปยังนายก แพทยสภา สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข อาคาร 6 ชÊัน 7 ถนนติวานนท์ อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี 11000 /3. กรณที.Éี..
  • 61.
    - 2 - 3. กรณีทีÉต้องดำเนินการสอบสวนแพทย์ในฐานะผู้ถูกกล่าวหา และหากมีความ จำเป็นต้องจับกุมหรือควบคุมแพทย์ ให้คำนึงถึงเกียรติยศศักดิÍศรีของผู้ถูกกล่าวหาและให้ปฏิบัติ โดยสุภาพ สะดวก รวดเร็ว ตามสมควร จึงแจ้งมาเพืÉอทราบ และถือปฏิบัติโดยเคร่งครัดต่อไป พล.ต.อ. โกวิท วัฒนะ (โกวิท วัฒนะ) ผบ.ตร.
  • 62.
    ขา้พเจ้า นาย/นาง................................................................................................. เอกสารประกอบคำร้องขอปล่อยชัÉวคราวขอส่งต่อศาลดังนีÊ (ทำเครืÉองหมาย) o กรณีทีÉดิน โฉนดทีÉดิน , น.ส.3 ก , น.ส.3 ข , น.ส.3 ใบประเมินทีÉดินภายใน 1 ปี o กรณีใช้ตำแหน่ง หนังสือรับรองการเป็นข้าราชการหรือเจ้าพนักงานของรัฐ o กรณีใช้พันธบัตรรัฐบาล , เช็คทีÉธนาคารรับรอง , สมุดเงินฝากประจำ หนังสือรับรอง ธนาคารภายใน 1 เดือน o กรณีใช้กรมธรรม์ประกันภัย หนังสือรับรองของบริษัทประกันภัย o สำเนาบัตรประชาชนนายประกนั , สำเนาบัตรข้าราชการ (ตำแหน่ง) o สำเนาบัตรประชาชนคู่สมรสนายประกัน o สำเนาบัตรประชาชนผู้ต้องหา / จำเลย o สาํเนาทะเบียนบา้นนายประกนั o สาํเนาทะเบียนบา้นคู่สมรสนายประกนั o สำเนาทะเบียนบ้านผู้ต้องหา / จำเลย o สำเนาใบสำคัญการสมรส / หย่า / มรณบัตร o หนังสือให้ความยินยอมคู่สมรส o แผนทีÉ ทิศทางของหลักประกัน และภาพถ่ายหลักทรัพย์ทีÉมาประกัน o สำเนาใบเปลีÉยนชืÉอ – นามสกุล o สำเนาบัตรข้าราชการผู้บังคับบัญชา (ตำแหน่ง)
  • 63.
    ทีÉ ตช 0031.212/5107สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ถนนพระราม 1 ปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330 11 กันยายน 2549 เรÉือง การดำเนินคดีอาญากรณีแพทย์เป็นผู้ถูกกล่าวหา เรียน นายกแพทยสภา อ้างถึง หนังสือแพทยสภา ทีÉ พส. 011/1152 ลงวันท Éี21 สิงหาคม 2549 สิÉงทีÉส่งมาด้วย สำเนาหนังสือสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทีÉ 0031.212/ว 91 ลงวันที É11 กนัยายน 2549 ตามหนังสือทีÉอ้างถึง ได้พบและปรึกษาหารือเพÉือกำหนดแนวทางปฏิบัติกรณี แพทยสภาถูกแจ้งความดำเนินคดีอาญา เนÉืองจากการรักษาผู้ป่วยความละเอียดดังแจ้งแล้วนัÊน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขอเรียนว่าได้กำหนดแนวทางการปฏิบัติของพนักงาน สอบสวนและผู้เกีÉยวข้องทราบและถือปฏิบัติกรณีแพทยสภาถูกแจ้งความดำเนินคดีอาญา เนÉืองจาก การรักษาผู้เจ็บป่วย เพÉือให้เป็นไปแนวทางเดียวกันไว้แล่ว รายละเอียดปรากฏตามสิÉงทีÉส่งมาด้วย จึงเรียนมาเพืÉอโปรดทราบ ขอแสดงความนับถือ พลตำรวจเอก (โกวิท วัฒนะ) ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กองคดีอาญา โทร. 02 205 3466 โทรสาร 0 2251 2662
  • 64.
    ทีÉ อส (สคอ.)0091/ว 235 สำนักงานอัยการสูงสุด ถนนหน้าหับเผย เขตพระนคร กรุงเทพฯ 10200 3 ก.ค. 2550 เรÉือง แนวทางปฏิบัติการดำเนินคดีอาญา กรณีแพทย์เป็นผู้ถูกกล่าวหา เรียน รองอัยการสูงสุด ผู้ตรวจราชการอัยการ อธิบดีอัยการฝ่าย อธิบดีอัยการเขต อัยการพิเศษฝ่าย เลขานุการอัยการสูงสุด ผู้อำนวยการสถาบนักฎหมายอาญา อัยการจังหวัด สิÉงทีÉส่งมาด้วย บันทึกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทีÉ 0031.212/ว 91 ลงวันทีÉ 11 กนัยายน 2549 ด้วยแพทยสภาได้ขอให้สำนักงานอัยการสูงสุดพิจารณากำหนดแนวทางปฏิบัติของ พนักงานอัยการ กรณีแพทย์ถูกดำเนินคดีอาญาจากการประกอบวิชาเวชกรรม สำนักงานอัยการสูงสุดจึงกำหนดแนวทางปฏิบัติการดำเนินคดีอาญา กรณีแพทย์เป็น ผู้ถูกกล่าวหา ไว้ดังนีÊ 1. แนวทางปฏิบัตินีÊให้ใช้บังคับเฉพาะสำนวนการสอบสวนคดีอาญา กรณีแพทย์ถูก แจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน เนÉืองมาจากการรักษาผู้เจ็บป่วยแล้วเกิดความ เสียหายต่อร่างกายหรือชีวิตของผู้เจ็บป่วยเท่านัÊน 2. ให้พนักงานอัยการตรวจพิจารณาสำนวนการสอบสวนตามข้อ 1. ว่า ได้มีความเห็น ของนายกแพทยสภาในประเด็นต่อไปนีÊหรือไม่ 2.1 ในการรักษาของแพทย์ผู้ถูกกล่าวหา ได้ทาํการรักษาผู้ป่วยตามมาตราฐาน วิชาชีพเวชกรรมของแพทยสภาหรือไม่ 2.2 แพทย์ผู้ถูกกล่าวหาได้ใช้ความระมัดระวังในการตรวจวินิจฉัยและรักษาผู้ป่วย ตามภาวะวิสัยและพฤติการณ์ของแพทย์ทีÉจะต้องทำการรักษาพยาบาลในกรณีนีÊหรือไม่ หากตรวจพิจารณาสำนวนการสอบสวนคดีอาญาแล้วปรากฎว่า ไม่มีความเห็นของ นายกแพทยสภาทÊัง 2 ประเด็นดังกล่าว ให้พนักงานอัยการมีคำสัÉงให้พนักงานสอบสวนทำการ สอบสวนนายกแพทยสภาเพิÉมเติมด้วย
  • 65.
    - 2 - 3. สำนวนการสอบสวนตามข้อ 1. ให้พนักงานอัยการทำความเห็นเสนอสำนวน ตามลำดับขัÊนถึงอธิบดีอัยการฝ่ายหรืออธิบดีอัยการเขตเพÉือพิจารณาสัÉง เมÉืออธิบดีอัยการฝ่ายหรือ อธิบดีอัยการเขตมีคำสัÉงประดารใดให้ปฏิบัติตามนัÊน จึงเรียนมาเพืÉอทราบและถือปฏิบัติ ขอแสดงความนับถือ (นายสงวน ตียะไพบูลย์สิน) รองอัยการสูงสุด ปฏิบัติราชการแทน อัยการสูงสุด สำนักงานคดีอาญา โทร. 0 2515 4247-9 โทรสาร 0 2515 4247 E-mail : crim @ ago.go.th
  • 66.
    แนวทางการจัดเตรียมเอกสาร พยานหลักฐานและทำคำให้การทีÉจะต้อง ส่งแก่กระทรวงสาธารณสุขและสำนักงานอัยการจังหวัด....................... เนืÉองจากศาล พนักงานอัยการและนิติกร ไม่มีความรู้เรืÉองทางการแพทย์ จึง จำเป็นต้องอธิบายการดูแลรักษาให้เป็นภาษาทÉีเข้าใจได้ง่าย ซึÉงจะเป็นประโยชน์ในการ นำเสนอข้อเท็จจริงเรÉืองนีÊให้ศาลพิจารณาและเป็นประโยชน์ต่อรูปคดีของกระทรวง สาธารณสุข ซึÉงจะต้องจัดเตรียมเอกสารดังต่อไปนีÊ 1. สำเนาเวชระเบียนประจาํตวัผปู้่วยโรงพยาบาล..............เลขทÉี ..................................... ของ............................... จำนวน ......... ชุด 2. เอกสารหลักฐานทัÊงหมดทÉีเกÉียวข้องกับ การวินิจฉัย การตรวจรักษา.................................... จากอาการ........................ และรวมไปถึงสาเหตุการส่งต่อ ............................................... เพÉือไปรักษาพยาบาล.............................(ทัÊงนีÊคำให้การของแพทย์ผู้ทำการรักษา พยาบาล และผู้เกÉียวข้องทุกคน ต้องลงลายมือชÉือผู้ให้การทุกครัÊง) 2.1 บรรยายขอ้เทจ็จริงตัÊงแต…่……………….. เริÉมเขา้รบัการตรวจรักษาทÉี โรงพยาบาล......................จนกระทัÉงสิÊนสุดการรักษาทโÉีรงพยาบาล................... 2.2 อธิบายระเบียบ วิธีการและขัÊนตอน ในการตรวจวินิจฉัยและรักษาผู้ป่วย ทÉีมาโรงพยาบาลด้วยอาการ...................... รวมทัÊงการทำเรÉืองส่งตัวผู้ป่วยเพÉือไปรับการ รักษาต่อทีÉโรงพยาบาลอืÉน 2.3 การทีÉ.......................................................เนืÉองมาจากแพทย์และหรือพยาบาล โรงพยาบาล...................ตรวจวินิจฉัยผิดพลาดและทำการรักษาโดยไม่ได้ตรวจสอบอาการ บาดเจ็บหรือผลกระทบข้างเคียงใดๆหรือไม่ อย่างไร (โปรดอธิบายโดยละเอียด) 3. เอกสารแจ้งตารางเวลาทาํงานและเข้าเวรของแพทยแ์ละหรือพยาบาลโรงพยาบาล........ ในวันทีÉ ....................... 4. คำให้การของพยานอืÉน ผู้เกีÉยวข้อง เช่น แพทย์เวร พยาบาล เจ้าหน้าทีÉ 5. ผู้อำนวยการโรงพยาบาลโปรดลงนามในใบแต่งทนายคดีผู้บริโภคจำนวน 3 ฉบบัไป พร้อมกับหมายนัดและสาํเนาคำฟ้องให้อัยการจังหวัด..................ช่วยแก้ต่างคดี โดยมี หนังสือผ่านสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดให้ผู้ว่าราชการจังหวัด................. ลงนามถึง อัยการจังหวัด................ (ใบแต่งทนายความขนาด A4 ถ่ายสำเนาให้เป็นแผ่นเดียวกัน ดว้ย ตามตัวอย่างทÉีแนบมาพร้อมนÊี)
  • 67.
  • 68.
    (๙) ใบแต่งทนายความ คดีหมายเลขดำทีÉผบ / ศาล วันทีÉ เดือน พุทธศักราช ความ แพ่ง โจทก์ จำเลย ขา้พเจา้ จาํเลย. ขอแต่งให้ เป็นทนายความของข้าพเจ้าในคดีเรÉืองนีÊและให้มีอำนาจ * ดำเนินกระบวนพิจารณาใด ๆ ไปในทาง . จำหน่ายสิทธิของข้าพเจ้าได้ด้วย เช่น การยอมรับตามทÉีคู่ความอีกฝ่ายหนึÉงเรียกร้อง การถอนฟ้อง การประนีประนอมยอมความ การสละสิทธิ หรือใช้สิทธิในการอุทธรณ์ หรือฎีกา หรือขอให้ . พิจารณาคดีใหม่ ข้าพเจ้ายอมรับผิดชอบตามทีÉ ทนายความจะได้ดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปตามกฎหมาย ผู้แต่งทนายความ หมายเหตุ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๖๒ ทนายความไม่มีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาใดไปในทางจำหน่ายสิทธิ ของคู่ความนัÊน เช่นการยอมรับตามทÉีคู่ความอีกฝ่ายหนึÉงเรียกร้อง การถอนฟ้อง การประนี ประนอมยอมความ การสละสิทธิÍ หรือการ ใช้สิทธิในการอุทธรณ์หรือฎีกา หรือในการขอให้พิจารณาคดีใหม่ถ้าจะมอบให้มีอำนาจดังกล่าวประการใดบ้างให้กรอกลงในช่องทÉีว่างไว้ ไวโ้ดยระบุให้ชัดแจ้ง ( คำทÉีไม่ใช้และช่องว่างทÉีเหลือให้ขีดเสีย )
  • 69.
    คำรับเป็นทนายความ ขา้พเจ้า ทนายความชัÊนทÉีใบอนุญาตทÉี ได้รับอนุญาตให้ว่าความ สำนักงานอยู่บ้านเลขทีÉ หมู่ทีÉ ถนน ตรอก/ซอย ใกล้เคียง ตำบล/แขวง อำเภอ/เขต จังหวัด โทรศพัท ์ ขอเขา้รับเป็นทนายความของ เพืÉอดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปตามหน้าทีÉในกฎหมาย ทนายความ คาํสังÉ ผู้พิพากษา
  • 70.
    ระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยการช่วยเหลือข้าราชการหรือลูกจ้างของทางราชการ ทีÉต้องหาคดีอาญา พ.ศ.2528 โดยทÉีเป็นการสมควรช่วยเหลือข้าราชการหรือลูกจ้างของทางราชการทÉีถูกกล่าวหา หรือถูกฟ้องคดีอาญาเนÉืองจากการปฏิบัติราชการตามหน้าทีÉ กระทรวงการคลังด้วยความ เห็นชอบของคณะรัฐมนตรี จึงกำหนดระเบียบขึÊนไว้ดังนÊ ี ข้อ 1 ระเบียบนÊีเรียกว่า “ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการช่วยเหลือ ข้าราชการหรือลูกจ้างของทางราชการทีÉต้องหาคดีอาญาพ.ศ.2528” ข้อ 2 ระเบียบนÊีให้ใช้บังคับตัÊงแต่วันทีÉ 1 ตลุาคม 2528 เป็นต้นไป ข้อ 3 ในระเบียบนÊ ี “ส่วนราชการเจ้าสังกัด” หมายความว่า กระทรวง ทบวง กรม หรือ หน่วยงานอÉืนซึÉงมีฐานะเทียบเท่ากรมและเป็นนิติบุคคล ซึÉงข้าราชการหรือลูกจ้างทีÉถูก กล่าวหาหรือถูกฟ้องคดีอาญาปฏิบัติหน้าทีÉราชการให้แก่ส่วนราชการดังกล่าว “หัวหน้าส่วนราชการเจ้าสังกัด” หมายความรวมถึง ผู้ทÉีหัวหน้าส่วน ราชการเจ้าสังกัดมอบหมายด้วย “ข้าราชการหรือลูกจ้าง” หมายความว่า ข้าราชการหรือลูกจ้างของ ทางราชการซึÉงรับเงินเดือนหรือค่าจ้างจากเงินงบประมาณรายจ่าย บุคคลอÉืนใดทีÉได้รับ มอบหมายในปฏิบัติหน้าทÉรีาชการ และให้รวมถึงบุคคลดังกล่าวทÉอีอกหรือพ้นจากหน้าทÉี ราชการไปแล้วแต่ได้ถูกกล่าวหา หรือถูกฟ้องคดีอาญาเนÉืองจากการปฏิบัติหน้าทีÉราชการ ข้อ 4 ผู้ทีÉอยู่ในข่ายได้รับความช่วยเหลือจากทางราชการ จะต้องเป็น ข้าราชการหรือลูกจ้างทีÉถูกกล่าวหาหรือถูกฟ้องคดีอาญาเนÉืองจากการปฏิบัติหน้าทีÉราชการ ให้แก่ส่วนราชการเจ้าสังกัด และหัวหน้าส่วนราชการเจ้าสังกัดได้พิจารณาแล้วเห็นว่า การ กระทำทีÉถูกกล่าวหาหรือถูกฟ้องคดีนÊัน เป็นการปฏิบัติราชการตามหน้าทีÉโดยชอบด้วย กฎหมาย หรือระเบียบแบบแผนของทางราชการ และทางราชการมิได้เป็นผู้กล่าวหาหรือฟ้อง คดีนÊันเอง ข้อ 5 ผู้มีสิทธิได้รับความช่วยเหลือตามข้อ 4 ให้ได้รับความช่วยเหลือทÊังใน ชัÊนพนักงานสอบสวน พนักงานอัยการ และศาล แต่สำหรับการได้รับความช่วยเหลือในชัÊน ศาล ให้ได้รับความช่วยเหลือเฉพาะคดีทีÉมิชาพนักงานอัยการเป็นโจทก์เท่านÊัน
  • 71.
    ข้อ 6 เมÉือผู้ทีÉอยู่ในข่ายได้รับความช่วยเหลือตามระเบียบนÊีแสดงความ จำนงขอรับความช่วยเหลือต่อหัวหน้าส่วนราชการเจ้าสังกัดเพืÉอขอให้ออกหนังสือรับรองเพืÉอ ช่วยเหลือข้าราชการหรือลุกจ้างทีÉต้องหาคดีอาญา ให้หัวหน้าส่วนราชการเจ้าสังกัดพิจารณา ว่า การกระทำทีÉถูกกล่าวหาหรือฟ้องคดีนÊัน เป็นการปฏิบัติราชการตามหน้าทีÉโดยชอบด้วย กฎหมายหรือระเบียบแบบแผนของทางราชการหรือไม่ และทางราชการเป็นผู้กล่าวหาหรือ ฟ้องคดีนÊันเองหรือไม่ หากหัวหน้าส่วนราชการเจ้าสังกัดเห็นว่า การกระทำทีÉถูกกล่าวหาหรือ ถูกฟ้องคดีนÊัน เป็นการปฏิบัติราชการตามหน้าทีÉโดยชอบด้วยกฎหมายหรือระเบียบแบบ แผนของทางราชการ และทางราชการมิได้เป็นผู้กล่าวหาหรือฟ้องคดีนÊันเอง จึงจะออก หนังสือรับรองเพÉือนำไปมอบให้พนักงานสอบสวน พนักงานอัยการหรือศาล แล้วแต่กรณี ข้อ 7 ค่าใช้จ่ายอÉืนๆทีÉเกีÉยวข้องกับการดำเนินคดีอาญา ให้ส่วนราชการเจ้า สังกัดจ่ายจากเงินงบประมาณได้เท่าทีÉจ่ายจริงตามจำนวนทีÉพนักงานอัยการเรียกเก็บ ข้อ 8 ในกรณีทีÉผู้ได้รับความช่วยเหลือหลบหนี เมÉือพนักงานสอบสวน พนักงานอัยการ หรือศาล เรียกให้ชดใช้เงินตามสัญญาประกัน ให้ส่วนราชการนÊันเบิกหัก ผลักส่งเงินประมาณในหมวดค่าตอบแทน ใช้สอย วัสดุ เป็นเงินรายได้แผ่นดินของกรม ตำรวจ กรมอัยการ หรือกระทรวงยุติธรรม แล้วแต่กรณี และแจ้งให้กระทรวงการคลังทราบ พร้อมทัÊงแจ้งให้พนักงานสอบสวน พนักงานอัยการ หรือศาล ทราบด้วย ข้อ 9 ภายใต้บังคับตามความในข้อ 4 ข้าราชการหรือลูกจ้างผู้ใดซึÉงได้วาง หลักประกันไปก่อนทีÉส่วนราชการเจ้าสังกัดได้ออกหนังสือรับรองให้ตามความในข้อ 6 อาจ ขอให้ส่วนราชการเจ้าสังกัดออกหนังสือรับรองเพืÉอนำไปมอบให้พนักงานสอบสวน พนักงาน อัยการหรือศาล แล้วแต่กรณี แทนหลักประกันเดิมหรือหลักประกันเพิÉมเติมจากหลักประกัน เดมิทÉีได้วางไว้ได้ ข้อ 10 การปฏิบัติอÉืนใดนอกเหนือจากทีÉได้กำหนดไว้ในระเบียบนÊี ให้ส่วน ราชการเจ้าสังกัดขอทำความตกลงกับกระทรวงการคลัง ข้อ 11 ให้ปลัดกระทรวงการคลังรักษาการตามระเบียบนÊี และให้มีอำนาจ ตีความและวินิจฉัยปัญหาเกีÉยวกับการปฏิบัติตามระเบียบนÊีด้วย ประกาศ ณ วันทีÉ 1 พฤศจิกายน 2528 (ลงชืÉอ) สมหมาย ฮุนตระกูล (นายสมหมาย ฮุนตระกูล) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
  • 72.
    สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา พระราชบัญญัติ วิธีพิจารณาคดีผูoบริโภค สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา พ.ศ. ๒๕๕๑ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร. สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ใหoไวo ณ วันที่ ๑๗ กุมภาพันธr พ.ศ. ๒๕๕๑ เป}นปeที่ ๖๓ ในรัชกาลป{จจุบัน สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรด สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เกลoาฯ ใหoประกาศวnา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา โดยที่เป}นการสมควรใหoมีกฎหมายวnาดoวยวิธีพิจารณาคดีผูoบริโภค พระราชบัญญัตินี้มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา บุคคล ซึ่งตามมาตรา ๒๙ ประกอบกับมาตรา ๓๒ มาตรา ๔๑ และมาตรา ๔๓ ของรัฐธรรมนูญ แหnงราชอาณาจักรไทย บัญญัติใหoกระทำไดoโดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแหnงกฎหมาย สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา จึงทรงพระกรุณาโปรดเกลoาฯ ใหoตราพระราชบัญญัติขึ้นไวoโดยคำแนะนำและ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ยินยอมของสภานิติบัญญัติแหnงชาติ ดังตnอไปนี้ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้เรียกวnา “พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผูoบริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑” สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา มาตรา ๒๑ พระราชบัญญัตินี้ใหoใชoบังคับเมื่อพoนหนึ่งรoอยแปดสิบวันนับแตnวัน สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป}นตoนไป สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา มาตรา ๓ ในพระราชบัญญัตินี้ “คดีผูoบริโภค” หมายความวnา (๑) คดีแพnงระหวnางผูoบริโภคหรือผูoมีอำนาจฟjองคดีแทนผูoบริโภคตามมาตรา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ๑๙ หรือตามฎหมายอื่น กับผูoประกอบธุรกิจซึ่งพิพาทกันเกี่ยวกับสิทธิหรือหนoาที่ตามฎหมาย อันเนื่องมาจากการบริโภคสินคoาหรือบริการ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (๒) คดีแพnงตามกฎหมายเกี่ยวกับความรับผิดตnอความเสียหายที่เกิดขึ้นจาก สินคoาที่ไมnปลอดภัย สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (๓) คดีแพnงที่เกี่ยวพันกันกับคดีตาม (๑) หรือ (๒) (๔) คดีแพnงที่มีกฎหมายบัญญัติใหoใชoวิธีพิจารณาตามพระราชบัญญัตินี้ สำนักงานณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ๑ ราชกิจจานุเบกษา เลnม ๑๒๕/ตอนที่ ๓๘ ก/หนoา ๓๒/๒๕ กุมภาพันธr ๒๕๕๑
  • 73.
    - ๒ -สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา “ผูoบริโภค” หมายความวnา ผูoบริโภคตามกฎหมายวnาดoวยการคุoมครองผูoบริโภค สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และใหoหมายความรวมถึงผูoเสียหายตามกฎหมายเกี่ยวกับความรับผิดตnอความเสียหายที่เกิดขึ้น จากสินคoาที่ไมสำปnนัลกองาดภันคยณะดoวกย รรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา “ผูoประกอบธุรกิจ” หมายความวnา ผูoประกอบธุรกิจตามกฎหมายวnาดoวยการ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา คุoมครองผูoบริโภคและใหoหมายความรวมถึงผูoประกอบการตามกฎหมายเกี่ยวกับความรับผิดตnอ ความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินคoาที่ไมnปลอดภัยดoวย สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา “ก.ศ.” หมายความวnา คณะกรรมการขoาราชการศาลยุติธรรมตามกฎหมายวnาดoวย สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ระเบียบบริหารราชการศาลยุติธรรม “เจoาพนักงานคดี” หมายความวnา บุคคลที่เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา แตnงตั้งใหoปฏิบัติหนoาที่ตามพระราชบัญญัตินี้ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา มาตรา ๔ ใหoมีเจoาพนักงานคดีทำหนoาที่ชnวยเหลือศาลในการดำเนินคดีผูoบริโภค ตามที่ศาลมอบหมาย ดังตnอไปนี้ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (๑) ไกลnเกลี่ยคดีผูoบริโภค (๒) ตรวจสอบและรวบรวมพยานหลักฐาน (๓) บันทึกคำพยาน (๔) ดำเนินการใหoมีการคุoมครองสิทธิของคูnความทั้งกnอนและระหวnางการ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา พิจารณา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (๕) ปฏิบัติหนoาที่อื่นตามพระราชบัญญัตินี้หรือตามขoอกำหนดของประธานศาล ฎีกาในการทำหนoาที่ชnวยเหลือนั้น สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ในการปฏิบัติหนoาที่ตามพระราชบัญญัตินี้ ใหoเจoาพนักงานคดีเป}นเจoาพนักงาน สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ตามประมวลกฎหมายอาญาและใหoมีอำนาจมีหนังสือเรียกบุคคลใดบุคคลหนึ่งมาใหoขoอมูล หรือใหo จัดสnงเอกสารเพื่อประกอบการพิจารณาเรื่องใดเรื่องหนึ่งตามอำนาจหนoาที่ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา หลักเกณฑrและวิธีการปฏิบัติหนoาที่ของเจoาพนักงานคดีใหoเป}นไปตามที่กำหนดไวo ในขoอกำหนดของประธานศาลฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา มาตรา ๕ ผูoที่จะไดoรับแตnงตั้งเป}นเจoาพนักงานคดี ตoองมีคุณสมบัติอยnางหนึ่ง สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา อยnางใดดังตnอไปนี้ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (๑) สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโททางกฎหมายหรือปริญญาเอกทางฎหมาย (๒) สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีทางกฎหมาย เป}นสามัญสมาชิกแหnงเนติ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา บัณฑิตยสภาและไดoประกอบวิชาชีพทางกฎหมายตามที่ ก.ศ. กำหนดเป}นเวลาไมnนoอยกวnาหนึ่งปe (๓) สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีทางกฎหมายและปริญญาในสาขาวิชาอื่นที่ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ก.ศ. กำหนดซึ่งไมnต่ำกวnาปริญญาตรี และไดoประกอบวิชาชีพตามที่ ก.ศ. กำหนดเป}นเวลาไมnนoอย กวnาสี่ปe สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ใหoเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรมมีอำนาจพิจารณาแตnงตั้งบุคคลซึ่งมีคุณสมบัติ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ตามวรรคหนึ่งเป}นเจoาพนักงานคดี ทั้งนี้ ตามระเบียบที่ ก.ศ. กำหนด
  • 74.
    - ๓ -สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา มาตรา ๖ ใหoประธานศาลฎีการักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ และใหoมีอำนาจ ออกขoอกำหนสำดเพื่นักองาใหนคoกาณะรกดำรรเนิมกานรกกระฤษบฎีวกา นพิจารณาคดีสำผูoบนักริงาโภนคคเปณะ}นกไปรรมดกาoวยรกคฤวาษฎีมกา สะดวก รวดเร็ว และเที่ยงธรรมแตnขoอกำหนดดังกลnาวจะตoองไมnทำใหoสิทธิในการตnอสูoคดีของคูnความลดนoอยลง สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ขoอกำหนดของประธานศาลฎีกาตามพระราชบัญญัตินี้ เมื่อไดoรับความเห็นชอบ จากที่ประชุมใหญnศาลฎีกาและประกาศในราชกิจจานุเบกษาแลoวใหoใชoบังคับไดo สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา หมวด ๑ บททั่วไป สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา มาตรา ๗ กระบวนพิจารณาคดีผูoบริโภคใหoเป}นไปตามบทบัญญัติแหnง สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา พระราชบัญญัตินี้และขoอกำหนดของประธานศาลฎีกาตามมาตรา ๖ ในกรณีที่ไมnมีบทบัญญัติและ ขoอกำหนดดังสำกลนัnากวงาใหนคoนำณะบกทรบัรมญกาญัรติกฤแหษฎีnงกา ประมวลกฎหสำมานัยกวิงาธีนพิคจาณะรกณารรมคกาวารมกแพฤษฎีnงกา มาใชoบังคับโดย อนุโลม สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา มาตรา ๘ ในกรณีมีป{ญหาวnาคดีใดเป}นคดีผูoบริโภคหรือไมn ใหoประธานศาล สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา อุทธรณrเป}นผูoวินิจฉัย คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณrใหoเป}นที่สุด แตnทั้งนี้ไมnกระทบถึง กระบวนพิจารณาใดๆ ที่ไดoกระทำไปกnอนที่จะมีคำวินิจฉัยนั้น สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา การขอใหoประธานศาลอุทธรณrวินิจฉัยป{ญหาตามวรรคหนึ่งไมnวnาโดยคูnความเป}นผูo ขอหรือโดยศาสำลเห็นักนงาสนมคคณะวร กรถรoามเปกาน}รกกาฤษรขฎีอกา ในคดีผูบoริโภสำคตนัoอกงางกนระคณะทำกอรยรnามงกาชoารในกฤวัษนฎีนักา ดพิจารณา แตn ถoาเป}นการขอในคดีอื่นตoองกระทำอยnางชoาในวันชี้สองสถานหรือวันสืบพยาน ในกรณีที่ไมnมีการชี้ สองสถานหากพoนกำหนดเวลาดังกลnาวแลoวหoามมิใหoมีการขอใหoวินิจฉัยป{ญหาดังกลnาวอีก และเมื่อ ไดoรับคำขอจากศาลชั้นตoนแลoว ใหoประธานศาลอุทธรณrมีคำวินิจฉัยและแจoงผลไปยังศาลชั้นตoน โดยเร็ว สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เพื่อใหoการดำเนินคดีเป}นไปดoวยความรวดเร็ว การดำเนินการใดๆ ระหวnางศาล สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ชั้นตoนกับศาลอุทธรณrตามมาตรานี้ จะดำเนินการโดยทางโทรสารหรือสื่อเทคโนโลยีสารสนเทศอื่น ใดก็ไดo สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา มาตรา ๙ ในกรณีที่ปรากฏวnามีขoอผิดระเบียบหรือผิดหลงในการดำเนินกระบวน สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา พิจารณาของคูคnวามฝาiยใด ใหศาoลสั่งใหคูonความที่ดำเนินกระบวนพิจารณาผิดระเบียบหรือผิดหลง นั้นทำการแกสำoไขนัใหกงาoถูนกคตณะoองกภารรยมในการระกฤยะษฎีเวกา ลาและเงื่อนไขสำนัที่กศางาลนคเห็ณะนกสรมรคมกาวรรกำกฤหษนฎีกา ด เวoนแตnขoอผิด ระเบียบหรือผิดหลงดังกลnาวเกิดจากความไมสุnจริตของคูคnวามฝาiยนั้น สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา มาตรา ๑๐ บทบัญญัติแหnงกฎหมายที่บังคับใหoนิติกรรมใดตoองมีหลักฐานเป}น สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา หนังสือลงลายมือชื่อฝiายที่ตoองรับผิดจึงจะฟjองรoองบังคับคดีไดoนั้น มิใหoนำมาใชoบังคับแกnผูoบริโภค ในการฟjองบังคับใหoผูoประกอบธุรกิจชำระหนี้ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
  • 75.
    - ๔ -สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ในกรณีที่บทบัญญัติแหnงกฎหมายบังคับใหoสัญญาที่ทำขึ้นระหวnางผูoบริโภคกับผูo สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ประกอบธุรกิจจะตอoงทำตามแบบอยาnงใดอยnางหนึ่ง ถึงแมoสัญญาดังกลnาวยังมิไดoทำใหoถูกตoองตาม แบบนั้น แตnหาสำกนัผูกงาoบรินโภคณะคไดกรรoวามกางมัรดกจำฤษหฎีรืกา อชำระหนี้บาสำงสนัnวกนงาแลนคoว ณะใหกoรผูรoบมริกาโภรกคฤมีษอำฎีกา นาจฟjองบังคับ ใหoผูoประกอบธุรกิจจัดทำสัญญาใหoเป}นไปตามแบบที่กฎหมายกำหนดหรือชำระหนี้เป}นการตอบ แทนไดo สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ในการดำเนินคดีตามวรรคหนึ่งและวรรคสอง มิใหoนำมาตรา ๙๔ แหnงประมวล สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา กฎหมายวิธีพิจารณาความแพnง มาใชoบังคับแกnผูoบริโภคในการฟjองคดีผูoบริโภคและการพิสูจนrถึง นิติกรรมหรือสัญญาที่ทำขึ้นระหวnางผูoบริโภกับผูoประกอบธุรกิจ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา มาตรา ๑๑ ประกาศ โฆษณา คำรับรอง หรือการกระทำดoวยประการใดๆ ของผูo ประกอบธุรกิจซึ่งทำใหoผูoบริโภคเขoาใจไดoในขณะทำสัญญาวnาผูoประกอบธุรกิจตกลงจะมอบใหo หรือ จัดหาใหoซึ่งสิ่งของบริการ หรือสาธารณูปโภคอื่นใด หรือจะดำเนินการอยnางใดอยnางหนึ่งใหoแกn ผูoบริโภคเพื่อเป}นการตอบแทนที่ผูoบริโภคเขoาทำสัญญา หรือขoอตกลงใดๆ ที่ผูoประกอบธุรกิจจะใหo สิทธิประโยชนrแกnผูoบริโภคเพิ่มเติมขึ้นจากที่ไดoทำสัญญาไวo ใหoถือวnาขoอความ การกระทำหรือ ขoอตกลงดังกลnาวเป}นสnวนหนึ่งของสัญญาระหวnางผูoบริโภคกับผูoประกอบธุรกิจ ซึ่งผูoบริโภคสามารถ นำสืบพยานบุคคล หรือพยานหลักฐานเกี่ยวกับขoอตกลงดังกลnาวไดo ถึงแมoวnาการทำสัญญาเชnนวnา นั้นกฎหมายจะกำหนดวnาตoองทำเป}นหนังสือหรือมีหลักฐานเป}นหนังสือและไมnปรากฏขoอตกลงนั้น ในหนังสือที่ไดoทำขึ้นก็ตาม สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา มาตรา ๑๒ ในการใชoสิทธิแหnงตนก็ดี ในการชำระหนี้ก็ดี ผูoประกอบธุรกิจตoอง สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา กระทำดoวยความสุจริตโดยคำนึงถึงมาตรฐานทางการคoาที่เหมาะสมภายใตoระบบธุรกิจที่เป}นธรรม สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา มาตรา ๑๓ ในกรณีที่ความเสียหายเกิดขึ้นตnอชีวิต รnางกาย สุขภาพ หรืออนามัย โดยผลของสาสำรที่นักสะงาสนมคอณะยูกnในรรรมnากางการกยฤขษอฎีงกา ผูoบริโภคหรือสำเปนั}นกกงารนณีคที่ณะตกoอรงรใชมกาoเวรลากฤในษฎีกากา รแสดงอาการ ผูoบริโภคหรือผูoมีอำนาจฟjองคดีแทนผูoบริโภคตoองใชoสิทธิเรียกรoองภายในสามปeนับแตnวันที่รูoถึง ความเสียหายและรูoตัวผูoประกอบธุรกิจที่ตoองรับผิด แตnไมnเกินสิบปนัeบแตnวันที่รูถึoงความเสียหาย สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา มาตรา ๑๔ ถoามีการเจรจาเกี่ยวกับคnาเสียหายที่พึงจnายระหวnางผูoประกอบธุรกิจ และผูoบริโภคหรือผูoมีอำนาจฟjองคดีแทนผูoบริโภค ใหoอายุความสะดุดหยุดอยูnไมnนับในระหวnางนั้น จนกวnาฝiายใดฝiายหนึ่งไดoบอกเลิกการเจรจา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา มาตรา ๑๕ ระยะเวลาตามที่กำหนดไวoในพระราชบัญญัตินี้หรือกฎหมายอื่นที่ บทบัญญัติแหnงพระราชบัญญัตินี้ใหoนำมาใชoบังคับ หรือระยะเวลาตามที่ศาลกำหนดไวo เมื่อศาล เห็นสมควรหรือเมื่อคูnความรoองขอ ศาลมีอำนาจยnนหรือขยายระยะเวลาไดoตามความจำเป}นและ เพื่อประโยชนrแหnงความยุติธรม สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
  • 76.
    - ๕ -สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา มาตรา ๑๖ การสnงคำคูnความหรือเอกสารอื่นใด หรือการแจoงวันนัด คำสั่งของ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ศาลหรือขoอความอยnางอื่นไปยังคูnความหรือบุคคลอื่นใดในคดีผูoบริโภคซึ่งปกติจะตoองดำเนินการ โดยทางเจoาพสำนันักกงางานนคศาณะลกนั้รน รมกาศารลกฤอาษฎีจกา สั่งใหoดำเนินกาสำนัรโดกงายนทาคณะงไปกรรรมษกาณีรยกrลฤษงฎีทะกา เบียนตอบรับ โทรศัพทr โทรสาร ไปรษณียrอิเล็กทรอนิกสr หรือสื่อเทคโนโลยีสารสนเทศอื่นใดก็ไดo โดยคำนึงถึง ความจำเป}นเรnงดnวน ความสะดวกรวดเร็ว ความเหมาะสมตามสภาพแหnงเนื้อหาของเรื่องที่ทำการ ติดตnอ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑrและวิธีการที่กำหนดไวoในขอoกำหนดของประธานศาลฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา หมวด ๒ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา วิธีพิจารณาคดีผูoบริโภคในศาลชั้นตoน สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สnวนที่ ๑ การฟjองคดี สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา มาตรา ๑๗ ในกรณีที่ผูoประกอบธุรกิจจะฟjองผูoบริโภคเป}นคดีผูoบริโภคและผูo สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ประกอบธุรกิจมีสิทธิเสนอคำฟjองตnอศาลที่ผูoบริโภคมีภูมิลำเนาอยูnในเขตศาลหรือตnอศาลอื่นไดo ดวoย ใหผูoปoระสำกอนับกธุงารนกิคจณะเสกนรอรคำมกาฟรjอกงฤตษnอฎีศากา ลที่ผูoบริโภคสำมีภูนัมิกงาลำนเนาคณะอกยูรnในรมเขกาตรศากฤลษไดฎีกา oเพียงแหnงเดียว สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา มาตรา ๑๘ ภายใตoบังคับของกฎหมายวnาดoวยความรับผิดตnอความเสียหายที่ เกิดขึ้นจากสินคoาที่ไมnปลอดภัย การยื่นคำฟjองตลอดจนการดำเนินกระบวนพิจารณาใดๆ ในคดี ผูoบริโภคซึ่งดำสำเนินักนงากานครโดณะยกผูรรoบมริกาโภรกคฤหษรืฎีอกา ผูoมีอำนาจฟjอสำงนัคกดีงาแทนคนณะผูoบกรริรโภมกาคใหรกฤoไดษฎีoรักา บยกเวoนคnาฤชา ธรรมเนียมทั้งปวง แตnไมnรวมถึงความรับผิดในคnาฤชาธรรมเนียมในชั้นที่สุด สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ถoาความปรากฏแกnศาลวnาผูoบริโภคหรือผูoมีอำนาจฟjองคดีแทนผูoบริโภคนำคดีมา ฟjองโดยไมnมีเหสำตุนักผงาลอันคนณะสมกครวรมร กาเรีรยกกฤรษoอฎีงกา คnาเสียหายเกิสำนสนัมกคงาวนร คณะประกรพรฤมติกาตรนกฤไมษฎีnเรีกา ยบรoอย ดำเนิน กระบวนพิจารณาอันมีลักษณะเป}นการประวิงคดีหรือที่ไมnจำเป}น หรือมีพฤติการณrอื่นที่ศาล เห็นสมควร ศาลอาจมีคำสั่งใหoบุคคลนั้นชำระคnาฤชาธรรมเนียมที่ไดoรับการยกเวoนทั้งหมดหรือแตn บางสnวนตnอศาลภายในระยะเวลาที่ศาลเห็นสมควรกำหนดก็ไดo หากไมnปฏิบัติตาม ใหoศาลมีอำนาจ สั่งจำหนnายคดีออกจากสารบบความ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ในกรณีตามวรรคหนึ่งและวรรคสอง ถoาศาลเห็นวnาคูnความอีกฝiายหนึ่งจะตoองเป}น สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ผูoรับผิดเสียคnาฤชาธรรมเนียมทั้งหมดหรือแตnบางสnวนของคูnความทั้งสองฝiาย ใหoศาลพิพากษาใน เรื่องคnาฤชาธรสำรนัมกเนีงายนมคโดณะยกสั่รรงมใหกาoคูรกnคฤวาษฎีมกา อีกฝiายหนึ่งนั้นสำชำนักระงาตนnอคณะศากลรในรมนากามรกขฤอษงฎีผูกา oบริโภคหรือผูoมี อำนาจฟjองคดีแทนผูoบริโภคซึ่งคnาฤชาธรรมเนียมที่ผูoบริโภคหรือผูoมีอำนาจฟjองคดีแทนผูoบริโภค นั้นไดoรับยกเวoนทั้งหมดหรือแตnบางสnวนตามที่ศาลเห็นสมควร สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา มาตรา ๑๙ ใหoคณะกรรมการคุoมครองผูoบริโภคหรือสมาคมที่คณะกรรมการ คุoมครองผูoบริโภครับรองตามกฎหมายวnาดoวยการคุoมครองผูoบริโภค มีอำนาจฟjองและดำเนินคดี สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
  • 77.
    - ๖ -สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ผูoบริโภคแทนผูoบริโภคไดoโดยใหoนำบทบัญญัติเกี่ยวกับการฟjองและการดำเนินคดีแทนตาม กฎหมายดังกลnาวมาใชoบังคับโดยอนุโลม สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา การฟjองคดีตามวรรคหนึ่งใหoระบุชื่อและที่อยูnของผูoบริโภคใหoชัดเจน ในกรณีที่ สมาคมเป}นผูoฟjองและมีการเรียกคnาเสียหาย ใหoเรียกคnาเสียหายแทนไดoเฉพาะแตnผูoบริโภคที่เป}น สมาชิกของสมาคมนั้นในขณะยื่นฟjองเทnานั้น สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา การถอนฟjองหรือการประนีประนอมยอมความในคดีตามวรรคหนึ่งจะตoองไดoรับ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ความยินยอมเป}นหนังสือจากผูoบริโภคที่เกี่ยวขoองมาแสดงตnอศาล และในกรณีขอถอนฟjองศาลจะ มีคำสั่งอนุญาตไดoตnอเมื่อเห็นวnาการถอฟjองนั้นไมnเป}นผลเสียตnอการคุoมครองผูoบริโภคเป}น สnวนรวม สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ถoาภายหลังที่ไดoมีการยื่นฟjองตnอศาลแลoว สมาคมผูoยื่นฟjองถูกเพิกถอนการ รับรองตามกฎหมายวnาดoวยการคุoมครองผูoบริโภค ใหoผูoบริโภคที่เกี่ยวขoองเขoาดำเนินคดีตnอไป ถoา ศาลเห็นวnาผูoบริโภคนั้นอาจไมnทราบถึงการถูกเพิกถอนการรับรองดังกลnาว ศาลจะมีคำสั่งใหoแจoง บุคคลดังกลnาวทราบโดยกำหนดระยะเวลาที่ตoองเขoามาในคดีไปพรoอมดoวยก็ไดo บรรดากระบวน พิจารณาที่ไดoทำไปกnอนเขoามาในคดีใหoมีผลผูกพันผูoบริโภคนั้นดoวย และหากบุคคลดังกลnาวไมnเขoา มาภายในเวลาที่กำหนด ใหoศาลมีอำนาจสั่งจำหนnายคดีสnวนที่เกี่ยวกับบุคคลนั้น สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา มาตรา ๒๐ การฟjองคดีผูoบริโภค โจทกrจะฟjองดoวยวาจาหรือเป}นหนังสือก็ไดo ใน กรณีที่โจทกrประสงคrจะฟjองดoวยวาจา ใหoเจoาพนักงานคดีจัดใหoมีการบันทึกรายละเอียดแหnงคำฟjอง แลoวใหoโจทกrลงลายมือชื่อไวoเป}นสำคัญ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา คำฟjองตoองมีขoอเท็จจริงที่เป}นเหตุแหnงการฟjองคดีรวมทั้งคำขอบังคับชัดเจน สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา พอที่จะทำใหoเขoาใจไดo หากศาลเห็นวnาคำฟjองนั้นไมnถูกตoองหรือขาดสาระสำคัญบางเรื่อง ศาลอาจ มีคำสั่งใหoโจทกrแกoไขคำฟjองในสnวนนั้นใหoถูกตoองหรือชัดเจนขึ้นก็ไดo สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา มาตรา ๒๑ ภายหลังที่ไดoมีการฟjองคดีผูoบริโภคแลoว หากมีการเสนอคำฟjองเขoา มาในคดีดังกลnาวไมnวnาโดยวิธีฟjองเพิ่มเติม ฟjองแยoง หรือโดยสอดเขoามาในคดี หรือหากศาลมี คำสั่งใหoรวมพิจารณาคดีแพnงอื่นใดเขoากับคดีผูoบริโภค ใหoถือวnาคดีในสnวนที่เกี่ยวกับคำฟjองซึ่งไดo ยื่นภายหลังและคดีที่ศาลสั่งใหoรวมพิจารณาเหลnานั้นเป}นคดีผูoบริโภคตามพระราชบัญญัตินี้ดoวย สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สnวนที่ ๒ การพิจารณาคดี สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา มาตรา ๒๒ ถoาบุคคลใดเกรงวnาพยานหลักฐานที่ตนอาจตoองอoางอิงในภายหนoาจะ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สูญหายหรือยากแกnการนำมาเมื่อมีการฟjองเป}นคดีผูoบริโภค หรือถoาคูnความฝiายใดในคดีผูoบริโภค เกรงวnาพยานหสำลันักกฐางานคที่ณะตนกจำรรมนกางจะรกอฤoาษงฎีอิกา งจะสูญหายกnอสำนนัที่กจะงานนำคณะมากสืรบรหมการือรเปกฤ}นษกาฎีกา รยากที่จะนำมา สืบในภายหลัง บุคคลนั้นหรือคูnความฝiายนั้นอาจยื่นคำขอตnอศาลเพื่อมีคำสั่งใหoสืบพยานหลักฐาน นั้นไวoทันทีก็ไดo สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
  • 78.
    - ๗ -สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เมื่อศาลไดoรับคำขอเชnนวnานั้น ใหoศาลหมายเรียกผูoขอและคูnความอีกฝiายหนึ่งหรือ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา บุคคลภายนอกที่เกี่ยวขoองมาศาล และเมื่อไดoฟ{งบุคคลเหลnานั้นแลoว ใหoศาลสั่งคำขอตามที่ เห็นสมควรถสำoานัศากงาลนสั่คงณะอกนุรญารมกาตรตากฤมษฎีคำ กา ขอ ก็ใหoสืบสำพนัยากงานนหคณะลักกฐารรมนกาไปรกตาฤษมฎีที่กา บัญญัติไวoใน พระราชบัญญัตินี้สnวนรายงานและเอกสารอื่นๆ ที่เกี่ยวขอoงกับการนั้นใหศาoลเก็บรักษาไวo สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ในกรณีที่คูnความอีกฝiายหนึ่งหรือบุคคลภายนอกที่เกี่ยวขoองไมnมีภูมิลำเนาอยูnใน ราชอาณาจักรสำและนักงายังนมิคไดณะoเขกรoารมามกาในรกคฤดีษนั้ฎีน กา เมื่อศาลไดoรัสำบนัคำกงาขอนตาคณะมวกรรรรมคกาหนึ่รกง ฤใหษฎีoศากา ลสั่งคำขอนั้น อยnางคำขออันอาจทำไดoแตnฝiายเดียว และถoาศาลสั่งอนุญาตตามคำขอแลoวใหoสืบพยานไปฝาiยเดียว สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา มาตรา ๒๓ ในกรณีมีเหตุฉุกเฉิน เมื่อมีการยื่นคำขอตามมาตรา ๒๒ ผูoยื่นคำขอ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา จะยื่นคำรoองรวมไปดoวยเพื่อใหoศาลมีคำสั่งหรือออกหมายตามที่ขอโดยไมnชัชoา และถoาจำเป}นจะ ขอใหoศาลมีคำสั่งใหoยึดหรืออายัดเอกสารหรือวัตถุที่จะใชoเป}นพยานหลักฐานที่ขอสืบไวoกnอนโดยมี เงื่อนไขอยnางหนึ่งอยnางใดตามที่ศาลเห็นสมควรก็ไดo สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ใหoนำมาตรา ๒๖๑ มาตรา ๒๖๒ มาตรา ๒๖๓ มาตรา ๒๖๗ มาตรา ๒๖๘ และ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา มาตรา ๒๖๙ แหnงประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพnงมาใชoบังคับแกnกรณีตามวรรคหนึ่งโดย อนุโลม สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา มาตรา ๒๔ เมื่อศาลสั่งรับคำฟjองแลoว ใหoศาลกำหนดวันนัดพิจารณาโดยเร็ว สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และออกหมายเรียกจำเลยใหoมาศาลตามกำหนดนัดเพื่อการไกลnเกลี่ย ใหoการ และสืบพยานในวัน เดียวกัน ทั้งนี้ ใหoศาลสnงสำเนาคำฟjองหรือสำเนาบันทึกคำฟjองใหoจำเลย และสั่งใหoโจทกrมาศาลใน วันนัดพิจารณานั้นดoวย สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา จำเลยจะยื่นคำใหoการเป}นหนังสือกnอนวันนัดพิจารณาตามวรรคหนึ่งก็ไดo มาตรา ๒๕ ในวันนัดพิจารณา เมื่อโจทกrและจำเลยมาพรoอมกันแลoวใหoเจoา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา พนักงานคดีหสำรือนับุกคงาคนลคที่ณะศากลรรกำมกาหนรกดฤหษรืฎีอกา ที่คูnความตกลสำงกันันกทำงานกาคณะรไกกรลรnเกมกาลี่ยรใหกฤษoคูฎีnคกา วามไดoตกลงกัน หรือประนีประนอมยอมความกันกnอน ในการไกลnเกลี่ย ถoาคูnความฝiายใดฝiายหนึ่งรoองขอหรือผูo ไกลnเกลี่ยเห็นสมควรผูoไกลnเกลี่ยจะสั่งใหoดำเนินการเป}นการลับเฉพาะตnอหนoาตัวความทุกฝiายหรือ ฝiายใดฝiายหนึ่งก็ไดo สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา หลักเกณฑr วิธีการ และระยะเวลาในการไกลnเกลี่ย ใหoเป}นไปตามขoอกำหนดของ ประธานศาลฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา มาตรา ๒๖ ถoาคูnความไมnอาจตกลงกันหรือไมnอาจประนีประนอมยอมความกันไดo สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และจำเลยยังไมnไดoยื่นคำใหoการ ใหoศาลจัดใหoมีการสอบถามคำใหoการของจำเลยโดยจำเลยจะยื่น คำใหoกาเป}นหนังสือหรือจะใหoการดoวยวาจาก็ไดo ในกณีที่ยื่นคำใหoการเป}นหงสือ หากศาลเห็น วnาคำใหoการดังกลnาวไมnถูกตoองหรือขาดสาระสำคัญบางเรื่อง ศาลอาจมีคำสั่งใหoจำเลยแกoไข คำใหoการในสnวนนั้นใหoถูกตoองหรือชัดเจนขึ้นก็ไดo ในกรณีใหoการดoวยวาจา ใหoศาลจัดใหoมีการ บันทึกคำใหoการนั้นและใหoจำเลยลงลายมือชื่อไวoเป}นสำคัญ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
  • 79.
    - ๘ -สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ถoาจำเลยไมnใหoการตามวรรคหนึ่ง และไมnไดoรับอนุญาตจากศาลใหoขยายระยะเวลา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ยื่นคำใหoการใหoถือวnาจำเลยขาดนัดยื่นคำใหoการ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา มาตรา ๒๗ เมื่อโจทกrไดoทราบคำสั่งใหoมาศาลตามมาตรา ๒๔ แลoวไมnมาในวัน สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา นัดพิจารณาโดยไมnไดoรับอนุญาตจากศาลใหoเลื่อนคดี ไมnวnาจำเลยจะมาศาลหรือไมn ใหoถือวnาโจทกr ไมnประสงคrจะดำเนินคดีตnอไป ใหoศาลมีคำสั่งจำหนnายคดีออกเสียจากสารบบความ เวoนแตnตาม พฤติการณrแหสำnงคนัดีกงาศานลคจะณะเห็กรนรมสกามครกวฤรใหษฎีoพิกา จารณาและชี้สำขานัดกตังาดนสิคนณะคดีกรนั้รนมไปการฝกiาฤยษเดีฎีกา ยว โดยใหoถือวnา โจทกrขาดนัดพิจารณา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เมื่อจำเลยไดoรับหมายเรียกใหoมาศาลตามมาตรา ๒๔ แลoวไมnมาในวันนัดพิจารณา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา โดยไมnไดoรับอนุญาตจากศาลใหoเลื่อนคดี ถoาจำเลยไมnไดoยื่นคำใหoการไวo ใหoถือวnาจำเลยขาดนัดยื่น คำใหoการแตnเพียงอยnางเดียว แตnถoาจำเลยไดoยื่นคำใหoการไวoกnอนหรือในวันนัดดังกลnาว ใหoถือวnา จำเลยขาดนัดพิจารณา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา มาตรา ๒๘ ถoาคูnความฝiายใดไมnมาศาลในวันนัดอื่นที่มิใชnวันนัดพิจารณาตาม มาตรา ๒๔ ใหoถือวnาคูnความฝiายนั้นสละสิทธิการดำเนินกระบวนพิจารณาของตนในนัดนั้นและ ทราบกระบวนพิจารณาที่ศาลไดoดำเนินไปในนัดนั้นดoวยแลoว สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา มาตรา ๒๙ ประเด็นขoอพิพาทขoอใดจำเป}นตoองพิสูจนrถึงขoอเท็จจริงที่เกี่ยวกับ การผลิตการประกอบ การออกแบบ หรือสnวนผสมของสินคoา การใหoบริการ หรือการดำเนินการ ใดๆ ซึ่งศาลเห็นวnาขoอเท็จจริงดังกลnาวอยูnในความรูoเห็นโดยเฉพาะของคูnความฝiายที่เป}นผูoประกอบ ธุรกิจ ใหoภาระการพิสูจนrในประเด็นดังกลnาวตกอยูnแกnคูnความฝiายที่เป}นผูoประกอบธุรกิจนั้น สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมรกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา มาตรา ๓๐ ถoาภายหลังที่ไดoมีคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีผูoบริโภคแลoว ปรากฏวnามี การฟjองผูoประสำกนัอกบงาธุรนกิคจณะรากยรเดีรมยกาวรกักนฤเปษฎี}นกา คดีผูoบริโภคอีสำกโดนักยงาขนoอคเท็ณะจกจรริรงมที่กาพิรพากฤทษเปฎีกา }นอยnางเดียวกับ คดีกnอนและศาลในคดีกnอนไดoวินิจฉัยไวoแลoว ศาลในคดีหลังอาจมีคำสั่งใหoถือวnาขoอเท็จจริงใน ประเด็นนั้นเป}นอันยุติเชnนเดียวกับคดีกnอนโดยไมnตoองสืบพยานหลักฐาน เวoนแตnศาลเห็นวnา ขoอเท็จจริงในคดีกnอนนั้นยังไมnเพียงพอแกnการวินิจฉัยชี้ขาดคดี หรือเพื่อใหoโอกาสแกnคูnความที่ เสียเปรียบตnอสูoคดี ศาลมีอำนาจเรียกพยานหลักฐานมาสืบเองหรืออนุญาตใหoคูnความนำ พยานหลักฐานมาสืบเพิ่มเติมตามที่เห็นสมควรก็ไดo สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา มาตรา ๓๑ ในกรณีที่ศาลมีคำสั่งใหoสืบพยาน ใหoศาลสอบถามคูnความฝiายที่ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา จะตoองนำพยานเขoาสืบวnาประสงคrจะอoางอิงพยานหลักฐานใดแลoวบันทึกไวoหรือสั่งใหoคูnความจัดทำ บัญชีระบุพยานยื่นตnอศาลภายในระยะเวลาตามที่เห็นสมควรก็ไดo สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา มาตรา ๓๒ กnอนการสืบพยาน ใหoศาลแจoงประเด็นขoอพิพาทใหoคูnความทราบและ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา จะกำหนดใหoคูnความฝiายใดนำพยานมาสืบกnอนหรือหลังก็ไดo สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
  • 80.
    - ๙ -สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา มาตรา ๓๓ เพื่อประโยชนrแหnงความยุติธรรมในอันที่จะใหoไดoความแจoงชัดใน สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ขoอเท็จจริงแหnงคดี ใหoศาลมีอำนาจเรียกพยานหลักฐานมาสืบไดoเองตามที่เห็นสมควร ในการนี้ใหo ศาลมีอำนาจสั่สำงนัใหกงาoเจนoาคพณะนักกงารรนมกาคดีรกตฤรษวฎีจกา สอบและรวบรสำวมนัพกงายานนคหณะลักกรฐารมนกาที่รจำกฤเปษฎี}นกา แลoวรายงานใหo ศาลทราบ รวมทั้งมีอำนาจเรียกสำนักงานคณะกรรมการคุoมครองผูoบริโภค หนnวยงาน หรือบุคคลที่ เกี่ยวขoองมาใหoขoอมูลหรือใหoจัดสnงพยานหลักฐานเพื่อประกอบการพิจารณาไดo สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา พยานหลักฐานที่ไดoมาตามวรรคหนึ่งตoองใหoคูnความทุกฝiายทราบและไมnตัดสิทธิ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา คูnความในอันที่จะโตoแยoงพยานหลักฐานดังกลnาว สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา มาตรา ๓๔ ในการสืบพยานไมnวnาจะเป}นพยานที่คูnความฝiายใดอoางหรือที่ศาล สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เรียกมาเองใหoศาลเป}นผูoซักถามพยาน คูnความหรือทนายความจะซักถามพยานไดoตnอเมื่อไดoรับ อนุญาตจากศาล สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ใหoศาลมีอำนาจซักถามพยานเกี่ยวกับขoอเท็จจริงใดๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับคดีแมoจะไมn มีคูnความฝiายใดยกขึ้นอoางก็ตาม สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา มาตรา ๓๕ การนั่งพิจารณาสืบพยาน ใหoศาลนั่งพิจารณาคดีติดตnอกันไปโดยไมn สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เลื่อนคดีจนกวnาจะเสร็จการพิจารณา เวoนแตnมีเหตุจำเป}นอันมิอาจกoาวลnวงเสียไดo ศาลจะมีคำสั่ง เลื่อนไดคoรั้งละสำไมนักเกิnงานนสิคบณะหกoาวัรรน มการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา มาตรา ๓๖ ศาลอาจขอใหoผูoทรงคุณวุฒิหรือผูoเชี่ยวชาญมาใหoความเห็นเพื่อ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ประกอบการพิจารณาพิพากษาคดีไดo แตnตoองใหoคูnความทุกฝiายทราบและใหoโอกาสคูnความตาม สมควรในอันสำที่นัจะกงาขอนใหคณะoเรีกยรรกมผูกาoทรรกงฤคุษณฎีกา วุฒิหรือผูoเชี่ยสำวชานักญงาฝนiาคยณะตนกรมารมใหการoคกวาฤษมฎีเห็กา นโตoแยoงหรือ เพิ่มเติมความเห็นของผูoทรงคุณวุฒิหรือผูเชี่oยวชาญดังกลาnว สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ผูoทรงคุณวุฒิหรือผูoเชี่ยวชาญที่ศาลขอใหoมาใหoความเห็นมีสิทธิไดoรับคnาปiวยการ คnาพาหนะเดินสำทานักงงาและนคณะคnากเชรnารมที่กาพักรกตาฤษมฎีระกา เบียบที่กำหนสำดนัโดกงายนคคณะณะกกรรรรมมกาการรกบฤษริฎีหากา รศาลยุติธรรม ตามกฎหมายวnาดoวยระเบียบบริหารราชการศาลยุติธรรม สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา มาตรา ๓๗ เมื่อไดoสืบพยานหลักฐานตามที่จำเป}นและคูnความไดoแถลงการณr ถoา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา หากมีเสร็จแลoวใหoถือวnาการพิจารณาเป}นอันสิ้นสุดและใหoศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งโดยเร็ว แตn ตราบใดที่ยังมิไดoมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง หากศาลเห็นวnาเป}นการจำเป}นที่จะตoองนำพยานหลักฐาน มาสืบเพิ่มเติมเพื่อประโยชนrแหnงความยุติธรรม ใหoศาลทำการสืบพยานหลักฐานตnอไปไดo ซึ่งอาจ รวมทั้งการเรียกพยานที่สืบแลoวมาสืบใหมnดoวย โดยไมnตoองมีฝiายใดรoองขอ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สnวนที่ ๓ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา คำพิพากษาและคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดี สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
  • 81.
    - ๑๐ -สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา มาตรา ๓๘ คำ พิพากษาหรือคำ สั่งชี้ขาดตัดสินคดี อยnางนoอยตoองแสดง สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ขoอเท็จจริงที่ฟ{งไดoโดยสรุปและคำวินิจฉัยในประเด็นแหnงคดีพรoอมดoวยเหตุผลแหnงคำวินิจฉัยนั้น สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา มาตรา ๓๙ ในคดีที่ผูoบริโภคหรือผูoมีอำนาจฟjองคดีแทนผูoบริโภคเป}นโจทกr ถoา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ความปรากฏแกnศาลวnาจำนวนคnาเสียหายที่โจทกrเรียกรoองไมnถูกตoองหรือวิธีการบังคับตามคำขอ ของโจทกrไมnเพียงพอตnอการแกoไขเยียวยาความเสียหายตามฟjอง ศาลมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยใหo ถูกตoองหรือกำสำหนันกดงาวินธีคกาณะรกบัรงรคัมบกาใหรกoเหฤษมาะฎีกา สมไดoแมoจะเกิสำนนักกงาวnานที่คปณะรากกรฏรมในกาคำรกขฤอษฎีบักา งคับของโจทกrก็ ตาม แตnขoอที่ศาลยกขึ้นวินิจฉัยนั้นจะตoองเกี่ยวขoองกับขoอเท็จจริงที่คูnความยกขึ้นมาวnากลnาวกันแลoว โดยชอบ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา มาตรา ๔๐ ในกรณีที่ความเสียหายเกิดขึ้นแกnรnางกาย สุขภาพ หรืออนามัยและ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ในเวลาที่พิพาษาคดีเป}นการพoนวิสัยจะหยั่งรูoไดoแนnวnาความเสียหายนั้นมีแทoจริงเพียงใด ศาลอาจ กลnาวในคำพิพากษาหรือคำสั่งวnายังสงวนไวoซึ่งสิทธิที่จะแกoไขคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นอีกภายใน ระยะเวลาที่ศาสำลกำนักหงานนด คณะทั้งกนี้ รรตมoอกางรไมกฤnเกิษฎีนกา สิบปeนับแตnวันสำที่ศานักลงามีนคำคณะพิกพารรกมษาการหกรืฤอษคำฎีกา สั่ง แตnกnอนการ แกoไขตoองใหoโอกาสคูnความอีกฝiายที่จะคัดคoาน สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา มาตรา ๔๑ ในคดีที่ผูoบริโภคหรือผูoมีอำนาจฟjองคดีแทนผูoบริโภคเป}นโจทกrฟjอง สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ขอใหoผูoประกอบธุรกิจรับผิดในความชำรุดบกพรnองของสินคoา หากศาลเชื่อวnาความชำรุดบกพรnอง ดังกลnาวมีอยูnในขณะสnงมอบสินคoานั้นและไมnอาจแกoไขใหoกลับคืนสภาพที่ใชoงานไดoตามปกติหรือ ถึงแมoจะแกoไขแลoวแตnหากนำไปใชoบริโภคแลoวอาจเกิดอันตรายแกnรnางกาย สุขภาพ หรืออนามัย ของผูoบริโภคที่ใชoสินคoานั้น ใหoศาลมีอำนาจพิพากษาใหoผูoประกอบธุรกิจเปลี่ยนสินคoาใหมnใหoแกn ผูoบริโภคแทนการแกoไขซnอมแซมสินคoาที่ชำรุดบกพรnองนั้นก็ไดo ทั้งนี้ โดยคำนึงถึงลักษณะของ สินคoาที่อาจเปลี่ยนทดแทนกันไดo พฤติการณrของผูoประกอบธุรกิจ ตลอดจนความสุจริตของ ผูoบริโภคประกอบดoวย และหากขoอเท็จจริงปรากฏวnา ผูoบริโภคไดoรับประโยชนrจากการใชoสินคoาหรือ ไดoกnอใหoเกิดความเสียหายแกnสินคoานั้น ใหoศาลมีคำสั่งใหoผูoบริโภคชดใชoคnาใชoทรัพยrหรือคnาเสียหาย แลoวแตnกรณี ใหoแกnผูoประกอบธุรกิจนั้นไดoตามที่เห็นสมควร สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา การฟjองคดีตามวรรคหนึ่ง ถoาผูoถูกฟjองมิใชnผูoผลิตหรือผูoนำเขoาสินคoานั้น ใหoศาลมี สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา คำสั่งเรียกผูoผลิตหรือผูoนำเขoาดังกลnาวเขoามาในคดีตามมาตรา ๕๗ (๓) แหnงประมวลกฎหมายวิธี พิจารณาความแพnงและมีอำนาจพิพากษาใหoบุคคลดังกลnาวรnวมรับผิดในหนี้ที่ผูoประกอบธุรกิจตาม วรรคหนึ่งมีตnอผูoบริโภคไดoดoวย สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา มาตรา ๔๒ ถoาการกระทำที่ถูกฟjองรoองเกิดจากการที่ผูoประกอบธุรกิจกระทำโดย สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เจตนาเอาเปรียบผูoบริโภคโดยไมnเป}นธรรมหรือจงใจใหoผูoบริโภคไดoรับความเสียหายหรือประมาท เลินเลnออยnางรoายแรงไมnนำพาตnอความเสียหายที่จะเกิดแกnผูoบริโภคหรือกระทำการอันเป}นการฝiา ฝนgตnอความรับสำผินัดกชงาอนบคในณะฐากรนะรมผูกาoมีรอากฤชีษพฎีกา หรือธุรกิจอันยสำnอมนักเปงา}นนที่คไวณะoวากรงรใจมกาขอรงกปฤษระฎีชากา ชน เมื่อศาลมี คำพิพากษาใหoผูoประกอบธุรกิจชดใชoคnาเสียหายแกnผูoบริโภค ใหoศาลมีอำนาจสั่งใหoผูoประกอบธุรกิจ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
  • 82.
    - ๑๑ -สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา จnายคnาเสียหายเพื่อการลงโทษเพิ่มขึ้นจากจำนวนคnาเสียหายที่แทoจริงที่ศาลกำหนดไดoตามที่ เห็นสมควร ทั้งนี้ โดยคำนึงถึงพฤติการณrตnางๆ เชnน ความเสียหายที่ผูoบริโภคไดoรับ ผลประโยชนrที่ ผูoประกอบธุรกิจไดoรับ สถานะทางการเงินของผูoประกอบธุรกิจ การที่ผูoประกอบธุรกิจไดoบรรเทา ความเสียหายที่เกิดขึ้น ตลอดจนการที่ผูoบริโภคมีสnวนในการกnอใหoเกิดความเสียหายดoวย สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา การกำหนดคnาเสียหายเพื่อการลงโทษตามวรรคหนึ่ง ใหoศาลมีอำนาจกำหนดไดo ไมnเกินสองเทสำnาขนัอกงงาคนnาคเสีณะยกหารรยมที่กาแทรกoจฤษริงฎีที่กา ศาลกำหนด สำแตนักnถงาoาคนnาคเสีณะยกหารรมยกาที่แทรกฤoจษริฎีงกา ที่ศาลกำหนดมี จำนวนเงินไมnเกินหoาหมื่นบาท ใหoศาลมีอำนาจกำหนดคnาเสียหายเพื่อการลงโทษไดoไมnเกินหoาเทnา ของคnาเสียหายที่แทoจริงที่ศาลกำหนด สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา มาตรา ๔๓ ในคดีผูoบริโภค เมื่อศาลวินิจฉัยชี้ขาดคดีหรือจำหนnายคดีเสียจาก สารบบความหากขoอเท็จจริงปรากฏแกnศาลวnายังมีสินคoาที่ไดoจำหนnายไปแลoวหรือที่เหลืออยูnใน ทoองตลาดอาจเป}นอันตรายตnอชีวิต รnางกาย สุขภาพ หรืออนามัยของผูoบริโภคโดยสnวนรวม และไมn อาจใชoวิธีปjองกันอยnางอื่นไดo ใหoศาลมีอำนาจออกคำสั่งดังตnอไปนี้ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (๑) ใหoผูoประกอบธุรกิจจัดการประกาศและรับสินคoาดังกลnาวซึ่งอาจเป}นอันตราย คืนจากผูoบริโภคเพื่อทำการแกoไขหรือเปลี่ยนใหoใหมnภายในเวลาที่กำหนดโดยคnาใชoจnายของผูo ประกอบธุรกิจเองแตnถoาเป}นกรณีที่ไมnอาจแกoไขหรือดำเนินการตามที่กลnาวขoางตoนไดo ก็ใหoใชoราคา ตามที่ศาลเห็นสมควรโดยคำนึงถึงลักษณะและสภาพของสินคoาขณะรับคืน รวมทั้งความสุจริตของ ผูoประกอบธุรกิจประกอบดoวย สำนักงานคณะรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (๒) หoามผูoประกอบธุรกิจจำหนnายสินคoาที่เหลืออยูnและใหoเรียกเก็บสินคoาที่ยัง ไมnไดoจำหนnายสำแกนักnผูงาoบนริคโภณะคกกรลัรบมกาคืนรกจฤนษกฎีวกา nาจะไดoมีการแกสำoไขนักเปงานลี่คยณะนแปกรลรมงกาสินรกคฤoาษดัฎีงกา กลnาวใหoมีความ ปลอดภัย แตnถoาเป}นกรณีที่ไมnสามารถแกoไขเปลี่ยนแปลงไดo ศาลจะมีคำสั่งหoามผูoประกอบธุรกิจ ผลิตหรือนำเขoาสินคoานั้นก็ไดoและหากเป}นที่สงสัยวnาผูoประกอบธุรกิจจะเก็บสินคoาที่เหลือไวoเพื่อ จำหนnายตnอไป ใหoศาลมีอำนาจสั่งใหผูooประกอบธุรกิจทำลายสินคาoที่เหลือนั้นดวoย สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ถoาความปรากฏในภายหลังวnาผูoประกอบธุรกิจไมnปฏิบัติตามคำสั่งศาล ใหoศาลมี อำนาจสั่งจับกุมและกักขังผูoประกอบธุรกิจหรือผูoมีอำนาจทำการแทนของผูoประกอบธุรกิจในกรณีที่ ผูoประกอบธุรกิจเป}นนิติบุคคลไวoจนกวnาจะไดoปฏิบัติตามคำสั่งดังกลnาว หรือสั่งใหoเจoาพนักงานคดี หรือบุคคลหนึ่งบุคคลใดดำเนินการโดยใหoผูoประกอบธุรกิจเป}ผูoรับผิดชอบในคnาใชoจnาย และหาก ผูoประกอบธุรกิจไมnชำระใหoบุคคลนั้นมีอำนาจบังคับคดีกับผูoประกอบธุรกิจเสมือนหนึ่งเป}นเจoาหนี้ ตามคำพิพากษา ผูoประกอบธุรกิจหรือผูoมีอำนาจทำการแทนของผูoประกอบธุรกิจในกรณีที่ผูo ประกอบธุรกิจเป}นนิติบุคคลที่ถูกจับกุมโดยเหตุจงใจขัดขืนคำสั่ง จะตoองถูกกักขังไวoจนกวnาจะมี ประกัน หรือประกันและหลักประกันตามจำนวนที่ศาลเห็นสมควรกำหนดวnาตนยินยอมที่จะปฏิบัติ ตามคำสั่งทุกประการ แตnทั้งนี้ หoามไมnใหoกักขังผูoประกอบธุรกิจหรือผูoมีอำนาจทำการแทนของผูo ประกอบธุรกิจในกรณีที่ผูoประกอบธุรกิจเป}นนิติบุคคลแตnละครั้งเกินกวnาหกเดือนนับแตnวันจับหรือ กักขัง แลoวแตnกรณี สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
  • 83.
    - ๑๒ -สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา มาตรา ๔๔ ในคดีที่ผูoประกอบธุรกิจซึ่งถูกฟjองเป}นนิติบุคคล หากขoอเท็จจริง สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ปรากฏวnานิติบุคคลดังกลnาวถูกจัดตั้งขึ้นหรือดำเนินการโดยไมnสุจริต หรือมีพฤติการณrฉoอฉล หลอกลวงผูoบสำริโภนักคงาหนรืคอณะมีกากรรรยัมกกายรoากยฤถษnาฎียกา เททรัพยrสินขอสำงนันิกติงาบุนคคคณะลไปกรรเปมกา}นปรกระฤษโยฎีชกา นrของบุคคลใด บุคคลหนึ่ง และทรัพยrสินของนิติบุคคลมีไมnเพียงพอตnอการชำระหนี้ตามฟjอง เมื่อคูnความรoองขอ หรือศาลเห็นสมควร ใหoศาลมีอำนาจเรียกหุoนสnวน ผูoถือหุoนหรือบุคคลที่มีอำนาจควบคุมการ ดำเนินงานของนิติบุคคลหรือผูoรับมอบทรัพยrสินจากนิติบุคคลดังกลnาวเขoามาเป}นจำเลยรnวม และ ใหoมีอำนาจพิพากษาใหoบุคคลเชnนวnานั้นรnวมรับผิดชอบในหนี้ที่นิติบุคคลมีตnอผูoบริโภคไดoดoวย เวoน แตnผูoนั้นจะพิสูจนrไดoวnาตนมิไดoมีสnวนรูoเห็นในการกระทำดังกลnาว หรือในกรณีของผูoรับมอบ ทรัพยrสินนั้นจากนิติบุคคลจะตoองพิสูจนrไดoวnาตนไดoรับทรัพยrสินมาโดยสุจริตและเสียคnาตอบแทน สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ผูoรับมอบทรัพยrสินจากนิติบุคคลตามวรรคหนึ่งใหoรnวมรับผิดไมnเกินทรัพยrสินที่ผูo นั้นไดoรับจากนิติบุคคลนั้น สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา หมวด ๓ อุทธรณr สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา มาตรา ๔๕ ใหoจัดตั้งแผนกคดีผูoบริโภคขึ้นในศาลอุทธรณrและศาลอุทธรณrภาค สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา โดยใหoมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีที่อุทธรณrคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นตoนในคดีผูoบริโภค สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา มาตรา ๔๖ การอุทธรณrคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นตoนในคดีผูoบริโภค ใหo อุทธรณrไปยังสำศานักลงาอุนทคธณะรณกrแผรรมนกากรคกดีฤษผูฎีoบกา ริโภคหรือศาสำลอุนักทงาธนรคณณะrภากครรแผมกานรกคฤษดีฎีผูกา oบริโภคภายใน กำหนดหนึ่งเดือนนับแตnวันที่ไดoอnานคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา มาตรา ๔๗ ในคดีผูoบริโภคที่ราคาทรัพยrสินหรือจำนวนทุนทรัพยrที่พิพาทกันใน สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ชั้นอุทธรณrไมnเกินหoาหมื่นบาทหรือไมnเกินจำนวนที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา หoามมิใหoคูnความ อุทธรณrในป{ญหาขoอเท็จจริง สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา มาตรา ๔๘ ในกรณีที่ผูoอุทธรณrเห็นวnาคดีตoองหoามอุทธรณrตามมาตรา ๔๗ ผูo สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา อุทธรณrอาจยื่นคำขอโดยทำเป}นคำรoองเพื่อขออนุญาตอุทธรณrตnอศาลอุทธรณrแผนกคดีผูoบริโภค หรือศาลอุทธรณrภาคแผนกคดีผูoบริโภคไปพรoอมกับอุทธรณrก็ไดo ในกรณีเชnนวnานี้ เมื่อศาลชั้นตoน ตรวจอุทธรณrแลoวเห็นวnาเป}นอุทธรณrที่ตoองหoาม ก็ใหoสnงอุทธรณrและคำขอดังกลnาวไปยังศาล อุทธรณrแผนกคดีผูoบริโภคหรือศาลอุทธรณrภาคแผนกคดีผูoบริโภคเพื่อพิจารณา แตnถoาศาลชั้นตoน เห็นวnาอุทธรณrดังกลnาวไมnตoองหoามก็ใหoมีคำสั่งรับอุทธรณrนั้นไวoดำเนินการตnอไป สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ในกรณีที่ศาลชั้นตoนสั่งไมnรับอุทธรณrเพราะเหตุตoองหoามอุทธรณrตามมาตรา ๔๗ ผูoอุทธรณrอาจสำยื่นนัคำกงาขนอคโดณะยกทำรรเปมกา}นรคำกฤรษoอฎีงกา เพื่อขออนุญาตสำอุนัทกธงารณนคrตณะnอศากรลรมอุกาทธรรกณฤษrแผฎีกา นกคดีผูoบริโภค หรือศาลอุทธรณrภาคแผนกคดีผูoบริโภคภายในกำหนดสิบหoาวันนับแตnวันที่ศาลชั้นตoนมีคำสั่งก็ไดo ถoาคูnความยื่นคำขอดังกลnาวแลoว จะอุทธรณrคำสั่งไมnรับอุทธรณไมrnไดo สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
  • 84.
    - ๑๓ -สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา หลักเกณฑrและวิธีการยื่นคำขอและการพิจารณาคำขอของศาลอุทธรณrแผนกคดี สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ผูoบริโภคหรือศาลอุทธรณrภาคแผนกคดีผูoบริโภคตามวรรคหนึ่งและวรรคสองใหoเป}นไปตาม ขอoกำหนดของสำปนัระกงาธานนคศาณะลกฎีรรกา มการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา มาตรา ๔๙ การพิจารณาพิพากษาคดีผูoบริโภคในศาลอุทธรณrแผนกคดีผูoบริโภค หรือศาลอุทธรณrภาคแผนกคดีผูoบริโภคตoองดำเนินการใหoเสร็จสิ้นโดยเร็ว ทั้งนี้ ตามขoอกำหนด ของประธานศาสำลนัฎีกกา งานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ภายใตoบังคับมาตรา ๕๒ คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณrแผนกคดี สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ผูoบริโภคและศาลอุทธรณrภาคแผนกคดีผูoบริโภคใหoเป}นที่สุด สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา มาตรา ๕๐ ใหoนำบทบัญญัติในหมวด ๒ วิธีพิจารณาคดีผูoบริโภคในศาลชั้นตoน สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา มาใชoบังคับแกnการอุทธรณrและการพิจารณาพิพากษาชี้ขาดตัดสินคดีของศาลอุทธรณrแผนกคดี ผูoบริโภคและศาลอุทธรณrภาคแผนกคดีผูoบริโภคโดยอนุโลม สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา หมวด ๔ ฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา มาตรา ๕๑ คดีที่ศาลอุทธรณrแผนกคดีผูoบริโภคหรือศาลอุทธรณrภาคแผนกคดี สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ผูบoริโภคมีคำพิพากษาหรือคำสั่งแลว oคูnความอาจยื่นคำรoองตnอศาลฎีกาเพื่อขอใหoพิจารณาอนุญาต ใหoฎีกาในป{ญสำหานัขกoองาเท็นคจณะจริกงรในรมคกาดีรที่กมีฤทุษฎีนกา ทรัพยrที่พิพาทสำในนัชั้กนงาฎีนกาคณะเกิกนรรสมอกางแสรกฤนษบาฎีกา ทหรือในป{ญหา ขoอกฎหมายภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแตnวันที่ไดoอnานคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณr แผนกคดีผูoบริโภคหรือศาลอุทธรณภาrคแผนกคดีผูบoริโภค สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา การยื่นคำรoองตามวรรคหนึ่ง ใหoคูnความยื่นฎีกาไปพรoอมกับคำรoองนั้นดoวย โดย สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ยื่นตnอศาลชั้นตoนที่มีคำพิพากษาหรือคำสั่งในคดีนั้น แลoวใหoศาลชั้นตoนรีบสnงคำรoองพรoอมฎีกา ดังกลnาวไปยังศาลฎีกาเพื่อพิจารณาโดยเร็ว สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา มาตรา ๕๒ ศาลฎีกาอาจพิจารณาอนุญาตใหoฎีกาตามมาตรา ๕๑ ไดoเมื่อเห็นวnา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ป{ญหาตามฎีกานั้นเป}นป{ญหาซึ่งเกี่ยวพันกับประโยชนrสาธารณะ หรือเป}นป{ญหาสำคัญอื่นที่ศาล ฎีกาควรวินิจฉัย สำนักงานคณะกรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา มาตรา ๕๓ หลักเกณฑrและวิธีการในการยื่นคำรoองตามมาตรา ๕๑ การพิจารณา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรการกฤษฎีกา คำรoองการตรวจรับฎีกา การแกoฎีกา ตลอดจนการพิจารณาและวินิจฉัยของศาลฎีกาตามมาตรา ๕๒ ใหoเป}นไปตามขoอกำหนดของประธานศาลฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา มาตรา ๕๔ ในคดีที่ไดoรับอนุญาตใหoฎีกาเฉพาะป{ญหาขoอกฎหมาย หากศาลฎีกา เห็นวnาคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณrหรือศาลอุทธรณrภาคไมnถูกตoองไมnวnาทั้งหมดหรือ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
  • 85.
    - ๑๔ -สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา บางสnวนศาลฎีกาจะมีคำวินิจฉัยแตnเฉพาะในป{ญหาขoอกฎหมายและยกคำพิพากษาหรือคำสั่งของ ศาลอุทธรณrหรือศาลอุทธรณrภาคหรือศาลชั้นตoน แลoวมีคำสั่งใหoศาลอุทธรณrหรือศาลอุทธรณrภาค หรือศาลชั้นตoนแลoวแตnกรณี ทำคำพิพากษาหรือคำสั่งใหมnภายใตoกรอบคำวินิจฉัยของศาลฎีกาก็ไดo สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา มาตรา ๕๕ ใหoนำบทบัญญัติในหมวด ๒ วิธีพิจารณาคดีผูoบริโภคในศาลชั้นตoน มาใชoบังคับแกnการพิจารณาพิพากษาชี้ขาดตัดสินคดีของศาลฎีกาโดยอนุโลม สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา หมวด ๕ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา วิธีการชั่วคราวกnอนพิพากษา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา มาตรา ๕๖ กnอนยื่นฟjองคดีผูoบริโภค หากมีเหตุเชnนเดียวกับกรณีที่จะทำใหoโจทกr สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา มีสิทธิยื่นคำขอใหศาoลมีคำสั่งจัดใหมีoวิธีคุoมครองชั่วคราวกอnนพิพากษาตามมาตรา ๒๕๔ (๒) แหnง ประมวลกฎหมาสำนัยกวิงาธีพินคจาณะรณากรรคมวากามรกแพฤษnง ฎีกา หรือมีความจำสำเปนั}นกตงาoอนงคขณะอใหกรoศารมลกามีรคำกฤสั่ษงฎีหกา oามชั่วคราวมิใหo จำเลยกระทำการหรืองดเวoนกระทำการอยnางหนึ่งอยnางใดเพื่อคุoมครองประโยชนrของผูoบริโภคเป}น สวnนรวม ผูoที่จะเป}นโจทกrอาจยื่นคำขอฝiายเดียวโดยทำเป}นคำรoองเพื่อขอใชoวิธีการชั่วราวดังกลnาว กnอนฟjองไดo สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา คำขอตามวรรคหนึ่งตoองบรรยายถึงขoอเท็จจริงที่แสดงวnามีเหตุที่จะฟjองผูo ประกอบธุรกิจเป}นจำเลยและมีเหตุเพียงพอที่จะทำใหoเชื่อวnาสมควรที่ศาลจะมีคำสั่งอนุญาตตามคำ ขอนั้น รวมทั้งจะตoองมีบันทึกถoอยคำยืนยันขoอเท็จจริงของผูoรูoเห็นเหตุแหnงการขอนั้นเพื่อสนับสนุน ขoออoางดังกลnาว สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา มาตรา ๕๗ ในการพิจารณาคำขอตามมาตรา ๕๖ ใหoศาลมีคำสั่งอนุญาตตามคำ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ขอหากพิจารณาแลoวเห็นวnา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (๑) คำขอที่ยื่นและในโอกาสที่ยื่นคำขอนั้นมีเหตุสมควร และมีเหตุเพียงพอที่ ศาลจะมีคำสั่งอนุญาตตามคำขอนั้นไดo และ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (๒) สภาพแหnงความเสียหายของผูoขอไมnสามารถที่จะไดoรับชดใชoเป}นเงินหรือ ทดแทนดoวยสิ่สำงอื่นันกงาใดนไดคณะo หกรืรอรผูมกาoที่จะรกถูฤษกฎีฟกา jองเป}นจำเลยไมสำนัnอกยูงาnในนคฐาณะนะกรที่รจะมกาชดรกใชฤษoหฎีรืกา อทดแทนความ เสียหายแกnผูoขอหรือกรณีเป}นการยากที่จะบังคับคดีเอาแกnผูoที่จะถูกฟjองเป}นจำเลยนั้นไดoภายหลัง หรือจะเกิดความเสียหายตnอผูoบริโภคเป}นสnวนรวมอันยากตnอการแกoไขเยียวยาในภายหลัง สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ทั้งนี้ โดยใหoคำนึงถึงความเสียหายวnาจะเกิดขึ้นแกnฝiายใดฝiายหนึ่งมากกวnากัน สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เพียงใดเป}นสำคัญ ถoาศาลมีคำสั่งใหoยกคำขอนั้น คำสั่งเชnนวnานี้ใหoเป}นที่สุด มาตรา ๕๘ ใหoศาลแจoงคำสั่งอนุญาตตามมาตรา ๕๗ ใหoผูoที่จะถูกฟjองเป}นจำเลย สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ทราบโดยไมnชักชoา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา คำสั่งศาลตามวรรคหนึ่งนั้นใหoมีผลบังคับแกnผูoที่จะถูกฟjองเป}นจำเลยไดoทันที
  • 86.
    - ๑๕ -สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา มาตรา ๕๙ ในกรณีที่ศาลมีคำสั่งอนุญาตตามมาตรา ๕๗ ใหoศาลพิเคราะหrถึง ความเสียหายสำที่นัอากงาจนจะคณะเกิกดรขึ้รนมกาแกรnผูกฤoที่ษจะฎีกา ถูกฟjองเป}นจำสำเลนักย งาและนคณะอากรจรสั่มงกาใหรกoผูฤoขษอฎีตากา มมาตรา ๕๖ วางเงินหรือหาประกันมาใหoตามจำนวนภายในระยะเวลาและกำหนดเงื่อนไขอยnางใดตามที่ศาล เห็นสมควรสำหรับความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นดังกลาnวก็ไดo สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา มาตรา ๖๐ ผูoที่จะถูกฟjองเป}นจำเลยอาจยื่นคำขอใหoศาลยกเลิกหรือเปลี่ยนแปลง คำสั่งอนุญาตตามมาตรา ๕๗ ไดo ถoาศาลมีคำสั่งยกเลิกหรือเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิมดังกลnาว คำสั่ง เชnนวnานี้ใหoเป}นที่สุด สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ในกรณีตามวรรคหนึ่ง ผูoที่จะถูกฟjองเป}นจำเลยอาจมีคำขอใหoศาลมีคำสั่งใหoผูoขอ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ตามมาตรา ๕๖ ชดใชoคnาสินไหมทดแทนแกnตนไดo โดยขอรวมไปกับคำขอใหoยกเลิกหรือ เปลี่ยนแปลงคำสั่งนั้น หรือยื่นคำขอตnอศาลภายในสามสิบวันนับแตnวันที่ศาลมีคำสั่งยกเลิกหรือ เปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิมดังกลnาวและเมื่อศาลทำการไตnสวนแลoวเห็นวnาคำสั่งเดิมที่ถูกยกเลิกหรือ เปลี่ยนแปลงนั้นเป}นการสั่งโดยความผิดหรือความเลินเลnอของผูoขอ ทำใหoศาลมีความเห็นหลงไป วnามีเหตุที่จะฟjองผูoที่จะถูกฟjองเป}นจำเลยนั้นหรือมีเหตุเพียงพอที่จะสั่งอนุญาตตามมาตรา ๕๗ ใหo ศาลมีคำสั่งใหoผูoขอชดใชoคnาสินไหมทดแทนใหoแกnผูoที่จะถูกฟjองเป}นจำเลยไดoตามจำนวนที่ศาล เห็นสมควร และถoาผูoขอไมnปฏิบัติตามคำสั่งศาล ศาลมีอำนาจบังคับผูoขอเสมือนหนึ่งวnาเป}นลูกหนี้ ตามคำพิพากษา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา มาตรา ๖๑ ในกรณีที่ผูoขอตามมาตรา ๕๖ มิไดoฟjองคดีเกี่ยวกับคำขอที่ศาลมี สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา คำสั่งอนุญาตตามมาตรา ๕๗ ภายในสิบหoาวันนับแตnวันที่ศาลมีคำสั่งหรือภายในระยะเวลาที่ศาล กำหนด ใหoถือวnาคำสั่งนั้นเป}นอันยกเลิกเมื่อครบกำหนดดังกลnาว สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ในกรณีตามวรรคหนึ่ง ผูoที่จะถูกฟjองเป}นจำเลยอาจยื่นคำขอตnอศาลภายใน สามสิบวันนับสำแตนัnวักนงาที่นถืคอณะวnากคำรรมสั่กางนั้รนกเปฤษ}นฎีอักา นยกเลิก ขอใหสำนัoศากงาลมีนคำคณะสั่งกใหรรมoผูกาoขอรตากฤษมฎีมากา ตรา ๕๖ ชดใชo คnาสินไหมทดแทนแกnตนไดo และใหoศาลมีคำสั่งใหoผูoขอชดใชoคnาสินไหมทดแทนใหoแกnผูoที่จะถูกฟjอง เป}นจำเลยไดoตามจำนวนที่ศาลเห็นสมควร และถoาผูoขอไมnปฏิบัติตามคำสั่งศาล ศาลมีอำนาจบังคับ ผูoขอเสมือนหนึ่งวnาเป}นลูกหนี้ตามคำพิพากษา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา มาตรา ๖๒ ในกรณีที่ผูoขอตามมาตรา ๕๖ ฟjองคดีเกี่ยวกับคำขอที่ศาลมีคำสั่ง สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา อนุญาตตามมาตรา ๕๗ ภายในสิบหoาวันนับแตnวันที่ศาลมีคำสั่งหรือภายในระยะเวลาที่ศาล กำหนดใหคำoสั่สำงนัอกนุงาญานคตณะนั้นกหรรรืมอกาคำรสั่กงฤอษนุฎีญากา ตที่ศาลมีคำสำสั่นังเปกงาลี่นยคนณะแปกลรรงมตากามรมากฤษตฎีรา กา ๖๐ วรรคหนึ่ง มีผลใชoบังคับตnอไป เวoนแตnศาลจะมีคำสั่งตามคำขอของจำเลยใหoยกเลิกหรือเปลี่ยนแปลงเป}น อยnางอื่น และใหoนำมาตรา ๒๖๐ มาตรา ๒๖๑ และมาตรา ๒๖๓ แหnงประมวลกฎหมายวิธี พิจารณาความแพnงมาใชoบังคับโดยอนุโลม สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา มาตรา ๖๓ ในระหวnางการพิจารณา ถoามีความจำเป}นตoองกำหนดมาตรการหรือ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา วิธีการใดๆ เพื่อบรรเทาความเสียหายหรือปjองกันเหตุที่จะกnอใหoเกิดความเสียหายแกnคูnความหรือ
  • 87.
    - ๑๖ -สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ผูoบริโภคเป}นสnวนรวมเป}นการชั่วคราวกnอนการพิพากษาคดี เมื่อศาลเห็นสมควรหรือคูnความมีคำ ขอหรือปรากฏจากรายงานของเจoาพนักงานคดี ใหoศาลมีอำนาจกำหนดมาตรการหรือวิธีการนั้นไดo เทnาที่จำเป}นและพอสมควรแกnกรณีเพื่อประโยชนrแหnงความยุติธรรม ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑrและ วิธีการที่กำหนดโดยขoอกำหนดของประธานศาลฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เพื่อประโยชนrในการดำเนินการตามวรรคหนึ่ง ใหoศาลมีอำนาจออกคำสั่งใหo บุคคลที่เกี่ยวขสำoอนังกแจงาoงนขคoอณะมูกลรหรรืมอกาอรอกกฤหษมาฎีกา ยเรียกบุคคลสำนั้นนัมากงาไตนคnสณะวนกเกี่รรยมวกากัรบกคฤษวาฎีมกา เสียหาย เหตุที่ จะกnอใหoเกิดความเสียหายรวมทั้งกิจการและทรัพยrสินของจำเลยไดตาoมที่เห็นสมควร สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา หมวด ๖ สำนักงานคณะกรรมกาการบักฤงษคัฎีบกา ตามคำพิพากษาสำนัหกรืงาอคำนคสั่ณะง กรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา มาตรา ๖๔ ในการบังคับคดี หากการออกคำบังคับไปยังลูกหนี้ตามคำพิพากษา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา กnอนมีการออกหมายบังคับคดีจะทำใหoเจoาหนี้ตามคำพิพาษาไดoรับความเสียหายและหากเนิ่นชoา ไปจะไมnอาจบังคับคดีไดo เจoาหนี้ตามคำพิพากษาอาจมีคำขอฝiายเดียวตnอศาลเพื่อใหoออกหมาย บังคับคดีไปทันทีโดยไมnจำตoองออกคำบังคับกnอนก็ไดo สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา มาตรา ๖๕ ภายหลังที่ไดoมีคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีผูoบริโภคแลoว หากความ ปรากฏแกnศาลวnามีขoอขัดขoองทำใหoไมnอาจดำเนินการบังคับคดีตามคำพิพากษาไดoหรือมีความ จำเป}นตoองกำหนดวิธีการอยnางหนึ่งอยnางใดเพื่อบังคับใหoเป}นไปตามคำพิพากษา ใหoศาลมีอำนาจ ออกคำสั่งเพื่อแกoไขขoอขัดขoองดังกลnาวตามความจำเป}นและสมควรแกnกรณีเพื่อประโยชนrแหnง ความยุติธรรม สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการฤษฎีกา สำนักงานคณะกรมกากฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา บทเฉพาะกาล สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา มาตรา ๖๖ บรรดาคดีผูoบริโภคซึ่งคoางพิจารณาอยูnในศาลกnอนวันที่ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา พระราชบัญญัตินี้ใชoบังคับใหoศาลนั้นมีอำนาจพิจารณาพิพากษาตnอไป และใหoบังคับตามกฎหมาย ซึ่งใชอoยูกnอnนวัสำนที่นักพงาระนราคณะชบักญรรญัมกาตินี้รใชกฤoบัษงฎีคักา บจนกวnาคดีนั้สำนจะนักถึงางนที่คสุณะด กรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ผูoรับสนองพระบรมราชโองการ พลเอก สุรยุทธr จุลานนทr สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา นายกรัฐมนตรี สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
  • 88.
    - ๑๗ -สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใชoพระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่ป{จจุบันระบบเศรษฐกิจมี การขยายตัวอยnางรวดเร็ว และมีการนำความรูoทางดoานวิทยาศาสตรrและเทคโนโลยีมาใชoในการ ผลิตสินคoาและบริการมากขึ้นในขณะที่ผูoบริโภคสnวนใหญnยังขาดความรูoในเรื่องของคุณภาพสินคoา หรือบริการตลอดจนเทคนิคการตลาดของผูoประกอบธุรกิจ ทั้งยังขาดอำนาจตnอรองในการเขoาทำ สัญญาเพื่อใหoไดoมาซึ่งสินคoาหรือบริการ ทำใหoผูoบริโภคถูกเอารัดเอาเปรียบอยูnเสมอ นอกจากนี้ เมื่อเกิดขoอพิพาทขึ้น กระบวนการในการเรียกรoองคnาเสียหายตoองใชoเวลานานและสรoางความ ยุnงยากใหoแกnผูoบริโภคที่จะตoองพิสูจนrถึงขoอเท็จจริงตnางๆ ซึ่งไมnอยูnในความรูoเห็นของตนเอง อีกทั้ง ตoองเสียคnาใชoจnายในรดำเนินคดีสูง ผูoบริโภคจึงตกอยูnในฐานะที่เสียเปรียบจนบางครั้งนำไปสูnการ ใชoวิธีการที่รุนแรงและกnอใหoเกิดการเผชิญหนoาระหวnางผูoประกอบธุรกิจกับกลุnมผูoบริโภคที่ไมnไดoรับ ความเป}นธรรมอันสnงผลกระทบตnอระบบเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ สมควรใหoมีระบบวิธี พิจารณาคดีที่เอื้อตnอการใชoสิทธิเรียกรoองของผูoบริโภค เพื่อใหoผูoบริโภคที่ไดoรับความเสียหายไดoรับ การแกoไขเยียวยาดoวยความรวดเร็ว ประหยัดและมีประสิทธิภาพ อันเป}นการคุoมครองสิทธิของ ผูoบริโภค ขณะเดียวกัน เป}นการสnงเสริมใหoผูoประกอบธุรกิจหันมาใหoความสำคัญตnอการพัฒนา คุณภาพของสินคoาและบริการใหoดียิ่งขึ้น จึงจำเป}นตoองตราพระราชบัญญัตินี้ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ปริยานุช/ผูoจัดทำ ๔ มีนาคม ๒๕๕๑ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
  • 89.
    - ๑๘ -สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
  • 90.
    บรรณานุกรม เอกสารภาษาไทย หนังสือ ดร.เกียรติขจร วจันะสวสัดÍิ. คาํอธิบายกฎหมายอาญา ภาค1. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2544. นายธานิศ เกศวพิทกัษ.์ กฎหมายวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภคตามพระราชบญัญตัิวิธีพิจารณา คดีผู้บริโภค พ.ศ.2551. กรุงเทพฯ : บริษัท ยูเนียน อุลตร้าไวโอเร็ต จำกัด, 2551. เพ็ง เพ็งนิติ. คำอธิบายประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยละเมิด และ พ.ร.บ. ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าทีÉ พ.ศ.2539. กรุงเทพฯ : สำนักอบรมศึกษา กฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา, 2546. เอกสารอืÉน ๆ www.medlawstory.com/index.php www.medlawstory.com/contentimage/042.pdf