คำพิพากษา คดีตัวอย่าง - จำคุก หมอหญิง ฉีดยาชา - คนไข้ตาย
คำพิพากษา
ปอ .  มาตรา ๒๙๑              ผู้ใดกระทำโดยประมาทและการกระทำนั้นเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ต้องระวางโทษ จำคุกไม่เกินสิบปี และ ปรับไม่เกินสองหมื่นบาท    กระทำโดยประมาท  =  ไม่ใช่การกระทำโดยเจตนา แต่กระทำโดยปราศจากความระมัดระวังซึ่งบุคคลในภาวะเช่นนั้นจักต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์  +  อาจใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นได้แต่หาได้ใช้ให้เพียงพอไม่  ( ม . ๕๙ วรรคสี่ )
จำเลยที่  2  คือ พ . ญ . สุทธิพร ไกรมาก เป็นแพทย์ผู้ฉีดยาระงับความเจ็บปวดเข้าไขสันหลังของนางสมควร ผู้ตาย จำเป็นต้องใช้ความระมัดระวัง ทั้งวิสัยและพฤติการณ์เป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นผู้ประกอบวิชาชีพทางด้านการแพทย์ที่ได้เรียนมา จักต้องฉีดยาเข้าไขสันหลังในจำนวนปริมาณที่เหมาะสม ในระยะเวลาที่จำเลยที่  1  น . พ . พีระ คงทอง ผ่าตัดไส้ติ่งให้สำเร็จ
แต่ปรากฏว่าจำเลยที่  2  อาจกระทำได้  แต่จำเลยที่  2  หาได้ใช้ความระมัดระวังอย่างเพียงพอไม่ จำเลยที่  2  ฉีดยาชาเข้าทางไขสันหลังของนางสมควร โดยมิได้ควบคุมปริมาณของยา ให้เพียงพอกับการที่จะผ่าตัด จำเลยที่  2  ฉีดยาระงับความเจ็บปวด ในปริมาณที่ไม่เหมาะสม เป็นเหตุให้ยาชาออกฤทธิ์ลุกลามไปทั้งตัวของนางสมควร  จนเกิดอาการช็อกหัวใจหยุดเต้นทันที  ระบบไหลเวียนโลหิตล้มเหลวขาดอากาศหายใจ เป็นเหตุให้นางสมควร ถึงแก่ความตาย ในเวลาต่อมา
  จึง เป็นการกระทำโดยประมาท  และการกระทำนั้นเป็นเหตุให้นางสมควรถึงแก่ความตาย พยานหลักฐานโจทก์จึงมีน้ำหนักรับฟังได้ตามคำฟ้องของโจทก์ ส่วนจำเลยที่  1  ไม่มีความผิดตามฟ้องดังได้วินิจฉัยมาแล้วก่อนหน้านี้ จึงยกฟ้องจำเลยที่  1  และพิพากษาให้  จำเลยที่  2  มีความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา  291  จำคุก  3  ปี
 
หมอผิดจริง ? หมอขาดจริยธรรม ? หมอซวย ? คนไข้ไม่สมควรฟ้อง ? คนไข้ไม่เห็นใจหมอ ? เป็นคดีตัวอย่างในการฟ้องหมอต่อไป ?
เรื่องจริงเป็นอย่างไร ?
ไม่เคยคิดที่จะเอาหมอติดคุก เธอเพียงแต่ ต้องการให้ใครสักคนตอบว่าแม่เธอเป็นอะไรตาย  แต่ก็ไม่คิดว่าเหตุการณ์จะบานปลายมาจนเป็นแบบนี้ 5  มิถุนายน  2545  เมื่อแม่ของศิริมาศเสียชีวิตหลังการผ่าตัดไส้ติ่ง ไม่มีใครอธิบายว่าแม่ตายเพราะอะไร แพทย์ผู้อยู่ในเหตุการณ์ก็บอกว่าหัวใจล้มเหลว ไปถามรพ . มหาราชก็ตอบว่าเพราะสมองบวม ทางรพ . ไม่เคยมีน้ำใจไปร่วมงานศพ เธอนำศพแม่เข้ากรุงเทพผ่าพิสูจน์ที่สถาบันนิติเวช ผลก็ออกมาแบบคลุมเครือ
สส . จังหวัดนครศรีธรรมราชสอบสวนแล้วบอกว่าหมอไม่ผิด แต่จะจ่ายเงินให้ แต่ หมอไม่รับว่าเป็นความผิดพลาด  ศิริมาศ บอกว่าถ้าจะให้รับเงินต้องอธิบายก่อนว่าแม่ตายเพราะอะไร ถ้าหมอไม่ผิดเธอก็เหมือนไปขู่กรรโชกทรัพย์มันไม่ถูกต้อง คนในสสจ . บอกว่าถ้าเป็นอย่างนั้นก็ให้ไปฟ้องเอาเอง ศิริมาศจึงไปแจ้งความ  ( จุดเริ่มต้นคดีอาญา )  เมื่อไปแจ้งความ ศิริมาศรู้ว่ามีการใช้อิทธิพลท้องถิ่น ทำให้ ตำรวจไม่รับแจ้งความ  ไม่ยอมทำสำนวนส่งอัยการ
เธอร้องเรียนแพทยสภาก็บอกสั้น ๆ ว่า ”คดีไม่มีมูล” ร้องรัฐมนตรีฯ สธ . ยุคนางสุดารัตน์ฯ ก็ไม่มีใครช่วย ศิริมาศร้องเรียนต่อ  16  หน่วยงาน หน่วยงานสอบสวนแล้วพบว่าตำรวจมีความผิดจนถูกย้าย และอัยการสูงสุดมีคำสั่งให้ฟ้องคดีนี้ แต่ก็ไม่ได้ฟ้องในทันที ปลายปี  2545  ศิริมาศเข้ารวมตัวกับเครือข่ายฯ เครือข่ายฯ จึงช่วยเธอยื่นฟ้องสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะหน่วยงานต้นสังกัดของรพ . ร่อนพิบูลย์ เป็นคดีแพ่ง ตามพรบ . ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่รัฐ ปี  2539  จนกระทั่งปลายปี  2548  ศาลชั้นต้นตัดสินให้ ศิริมาศชนะคดีแพ่งที่ฟ้องกระทรวง
ระหว่างนั้นทางอัยการจังหวัดทุ่งสงได้ยื่นฟ้องในคดีอาญาทันที ทั้งที่ก่อนหน้านั้นเธอก็หมดหวังไปแล้วกับคดีอาญา ศิริมาศเหนื่อยมาหลายปี หนังสือก็ไม่ได้เรียนทั้งที่เธอเอนทร้านซ์ติดคณะชีวะเคมี เธออยากเรียนหนังสือ เธอพอใจและ ได้คำตอบแล้วว่าแม่เป็นอะไรตาย ชมรมแพทย์ชนบทได้ประสานกับเครือข่ายฯ ว่าจะหาทางออกอย่างไรดี เครือข่ายฯ อาสาคุยกับน้องให้ศิริมาศบอกว่ามาพูดตอนนี้มันสายไปแล้ว อัยการสั่งฟ้องไปแล้ว ทำไมก่อนหน้านี้ไม่มาคุย และคดีอาญานั้น ยอมความกันไม่ได้  ถือเป็นอาญาแผ่นดิน
แต่ก็มีทางออก  โดยให้แพทย์ขอโทษอย่างเป็นทางการ และทำบุญให้แม่เธอ และเธอจะไปแถลงต่อศาลเองว่าไม่ติดใจเอาความ และให้หมอไปรับสารภาพกับศาลท่านพร้อม ๆ กัน โทษหนักจะได้เป็นเบา อย่างมากศาลก็รอลงอาญา แต่แพทยสภาและสำนักงานปลัดกระทรวงฯ ไม่ให้หมอขอโทษและให้สู้คดี โดยบอกหมอว่ามีทางชนะ โดยจัดทีมนักกฎหมาย ทีมแพทย์ที่จบกฏหมายช่วยเหลือกันอย่างเต็มที่ มีกรรมการแพทยสภาคอยประกบพยานฝ่ายของศิริมาศในศาลอย่างน่าเกลียดอีกด้วย
ในการสู้คดีศิริมาศเห็นว่าแพทย์หญิงสุทธิพร หลงเชื่อหน่วยงาน เบิกความไม่ตรงกับข้อเท็จจริง แพทย์พยานผู้เชี่ยวชาญจากราชวิทยาลัยก็เบิกความขัดกับตำราที่ตนเองเขียน ดังนั้นการที่พญ . สุทธิพร ต้องคดีอาญาในครั้งนี้ เป็นเพราะหลงเชื่อแพทยสภาและสำนักงานปลัดกระทรวงฯ ที่ยุให้แพทย์สู้คดีในทางที่ผิดๆ จึงทำให้ตนเองต้องเป็นเช่นนี้ ทั้งที่น้องศิริมาศและเครือข่ายฯ ได้พยายามช่วยแล้วแต่แพทย์ไม่รับเอง มิหนำซ้ำทุกครั้งที่ศิริมาศพบกับพญ . สุทธิพร เธอยกมือไหว้แต่พญ . สุทธิพรไม่เคยรับไหว้ และแสดงกิริยาอาการที่ ไม่เป็นมิตร อีกด้วย
“ เวลาคนไข้ถูกหน่วยงานรังแก ยัดเยียดความอยุติธรรมให้ เครือข่ายฯ  ไม่เคยเห็นวงการแพทย์ส่วนใหญ่จะเห็นใจ และออกมาเรียกร้องเพื่อคนไข้ทั้ง ๆ ที่รู้ดีกันอยู่ว่าแพทย์ทำผิด และหน่วยงานไม่มีความเป็นธรรม แต่ก็ปล่อยให้คนไข้ถูกกระทำ วงการแพทย์ไม่ควรเห็นแก่พวกพ้องอย่างน่าเกลียด และออกมาตอบโต้เหมือนจับคนไข้เป็นตัวประกัน จะไม่รักษา จะลาออก การเอาชีวิตคนไข้มาต่อรองในทางที่ผิดนั้นเป็นสิ่งที่ไม่สมควรทำอย่างยิ่ง สังคมแพทย์ควรมีความเห็นอกเห็นใจผู้เสียหาย และหาทาง ช่วยเหลือกันอย่างมีมนุษยธรรม  เพราะที่ใดไม่มีความเป็นธรรม สันติย่อมไม่เกิด แพทย์อยากให้คนไข้เข้าใจแพทย์ เห็นใจในความเหนื่อยยากของแพทย์แพทย์ก็ต้องเห็นใจคนไข้ด้วยถึงจะมีความสงบสุขด้วยกันทุกฝ่าย”
 
ทุกวันนี้ทั้งแพทย์ และคนไข้ คือ เหยื่อ ของระบบ เหยื่อของหน่วยงาน ที่ผู้บริหารเหลิงและลุแก่อำนาจ ไม่มีความจริงใจในการแก้ไขปัญหา คดีนี้ผิดพลาดที่ทุกฝ่ายเป็นเหยื่อมาตั้งแต่แรกแล้ว
ในอนาคต  ขอให้ทุกคนโชคดี  ไม่ตกเป็นเหยื่อของบางสิ่งที่เราเรีกมันว่า “ระบบ”
 

คำพิพากษาคดีแพทย์ฉีดยาชา คนไข้ตาย

  • 1.
    คำพิพากษา คดีตัวอย่าง -จำคุก หมอหญิง ฉีดยาชา - คนไข้ตาย
  • 2.
  • 3.
    ปอ .  มาตรา ๒๙๑             ผู้ใดกระทำโดยประมาทและการกระทำนั้นเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ต้องระวางโทษ จำคุกไม่เกินสิบปี และ ปรับไม่เกินสองหมื่นบาท    กระทำโดยประมาท = ไม่ใช่การกระทำโดยเจตนา แต่กระทำโดยปราศจากความระมัดระวังซึ่งบุคคลในภาวะเช่นนั้นจักต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์ + อาจใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นได้แต่หาได้ใช้ให้เพียงพอไม่ ( ม . ๕๙ วรรคสี่ )
  • 4.
    จำเลยที่ 2 คือ พ . ญ . สุทธิพร ไกรมาก เป็นแพทย์ผู้ฉีดยาระงับความเจ็บปวดเข้าไขสันหลังของนางสมควร ผู้ตาย จำเป็นต้องใช้ความระมัดระวัง ทั้งวิสัยและพฤติการณ์เป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นผู้ประกอบวิชาชีพทางด้านการแพทย์ที่ได้เรียนมา จักต้องฉีดยาเข้าไขสันหลังในจำนวนปริมาณที่เหมาะสม ในระยะเวลาที่จำเลยที่ 1 น . พ . พีระ คงทอง ผ่าตัดไส้ติ่งให้สำเร็จ
  • 5.
    แต่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 อาจกระทำได้ แต่จำเลยที่ 2 หาได้ใช้ความระมัดระวังอย่างเพียงพอไม่ จำเลยที่ 2 ฉีดยาชาเข้าทางไขสันหลังของนางสมควร โดยมิได้ควบคุมปริมาณของยา ให้เพียงพอกับการที่จะผ่าตัด จำเลยที่ 2 ฉีดยาระงับความเจ็บปวด ในปริมาณที่ไม่เหมาะสม เป็นเหตุให้ยาชาออกฤทธิ์ลุกลามไปทั้งตัวของนางสมควร จนเกิดอาการช็อกหัวใจหยุดเต้นทันที ระบบไหลเวียนโลหิตล้มเหลวขาดอากาศหายใจ เป็นเหตุให้นางสมควร ถึงแก่ความตาย ในเวลาต่อมา
  • 6.
      จึง เป็นการกระทำโดยประมาท และการกระทำนั้นเป็นเหตุให้นางสมควรถึงแก่ความตาย พยานหลักฐานโจทก์จึงมีน้ำหนักรับฟังได้ตามคำฟ้องของโจทก์ ส่วนจำเลยที่ 1 ไม่มีความผิดตามฟ้องดังได้วินิจฉัยมาแล้วก่อนหน้านี้ จึงยกฟ้องจำเลยที่ 1 และพิพากษาให้ จำเลยที่ 2 มีความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 จำคุก 3 ปี
  • 7.
  • 8.
    หมอผิดจริง ? หมอขาดจริยธรรม? หมอซวย ? คนไข้ไม่สมควรฟ้อง ? คนไข้ไม่เห็นใจหมอ ? เป็นคดีตัวอย่างในการฟ้องหมอต่อไป ?
  • 9.
  • 10.
    ไม่เคยคิดที่จะเอาหมอติดคุก เธอเพียงแต่ ต้องการให้ใครสักคนตอบว่าแม่เธอเป็นอะไรตาย แต่ก็ไม่คิดว่าเหตุการณ์จะบานปลายมาจนเป็นแบบนี้ 5 มิถุนายน 2545 เมื่อแม่ของศิริมาศเสียชีวิตหลังการผ่าตัดไส้ติ่ง ไม่มีใครอธิบายว่าแม่ตายเพราะอะไร แพทย์ผู้อยู่ในเหตุการณ์ก็บอกว่าหัวใจล้มเหลว ไปถามรพ . มหาราชก็ตอบว่าเพราะสมองบวม ทางรพ . ไม่เคยมีน้ำใจไปร่วมงานศพ เธอนำศพแม่เข้ากรุงเทพผ่าพิสูจน์ที่สถาบันนิติเวช ผลก็ออกมาแบบคลุมเครือ
  • 11.
    สส . จังหวัดนครศรีธรรมราชสอบสวนแล้วบอกว่าหมอไม่ผิดแต่จะจ่ายเงินให้ แต่ หมอไม่รับว่าเป็นความผิดพลาด ศิริมาศ บอกว่าถ้าจะให้รับเงินต้องอธิบายก่อนว่าแม่ตายเพราะอะไร ถ้าหมอไม่ผิดเธอก็เหมือนไปขู่กรรโชกทรัพย์มันไม่ถูกต้อง คนในสสจ . บอกว่าถ้าเป็นอย่างนั้นก็ให้ไปฟ้องเอาเอง ศิริมาศจึงไปแจ้งความ ( จุดเริ่มต้นคดีอาญา ) เมื่อไปแจ้งความ ศิริมาศรู้ว่ามีการใช้อิทธิพลท้องถิ่น ทำให้ ตำรวจไม่รับแจ้งความ ไม่ยอมทำสำนวนส่งอัยการ
  • 12.
    เธอร้องเรียนแพทยสภาก็บอกสั้น ๆ ว่า”คดีไม่มีมูล” ร้องรัฐมนตรีฯ สธ . ยุคนางสุดารัตน์ฯ ก็ไม่มีใครช่วย ศิริมาศร้องเรียนต่อ 16 หน่วยงาน หน่วยงานสอบสวนแล้วพบว่าตำรวจมีความผิดจนถูกย้าย และอัยการสูงสุดมีคำสั่งให้ฟ้องคดีนี้ แต่ก็ไม่ได้ฟ้องในทันที ปลายปี 2545 ศิริมาศเข้ารวมตัวกับเครือข่ายฯ เครือข่ายฯ จึงช่วยเธอยื่นฟ้องสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะหน่วยงานต้นสังกัดของรพ . ร่อนพิบูลย์ เป็นคดีแพ่ง ตามพรบ . ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่รัฐ ปี 2539 จนกระทั่งปลายปี 2548 ศาลชั้นต้นตัดสินให้ ศิริมาศชนะคดีแพ่งที่ฟ้องกระทรวง
  • 13.
    ระหว่างนั้นทางอัยการจังหวัดทุ่งสงได้ยื่นฟ้องในคดีอาญาทันที ทั้งที่ก่อนหน้านั้นเธอก็หมดหวังไปแล้วกับคดีอาญา ศิริมาศเหนื่อยมาหลายปีหนังสือก็ไม่ได้เรียนทั้งที่เธอเอนทร้านซ์ติดคณะชีวะเคมี เธออยากเรียนหนังสือ เธอพอใจและ ได้คำตอบแล้วว่าแม่เป็นอะไรตาย ชมรมแพทย์ชนบทได้ประสานกับเครือข่ายฯ ว่าจะหาทางออกอย่างไรดี เครือข่ายฯ อาสาคุยกับน้องให้ศิริมาศบอกว่ามาพูดตอนนี้มันสายไปแล้ว อัยการสั่งฟ้องไปแล้ว ทำไมก่อนหน้านี้ไม่มาคุย และคดีอาญานั้น ยอมความกันไม่ได้ ถือเป็นอาญาแผ่นดิน
  • 14.
    แต่ก็มีทางออก โดยให้แพทย์ขอโทษอย่างเป็นทางการและทำบุญให้แม่เธอ และเธอจะไปแถลงต่อศาลเองว่าไม่ติดใจเอาความ และให้หมอไปรับสารภาพกับศาลท่านพร้อม ๆ กัน โทษหนักจะได้เป็นเบา อย่างมากศาลก็รอลงอาญา แต่แพทยสภาและสำนักงานปลัดกระทรวงฯ ไม่ให้หมอขอโทษและให้สู้คดี โดยบอกหมอว่ามีทางชนะ โดยจัดทีมนักกฎหมาย ทีมแพทย์ที่จบกฏหมายช่วยเหลือกันอย่างเต็มที่ มีกรรมการแพทยสภาคอยประกบพยานฝ่ายของศิริมาศในศาลอย่างน่าเกลียดอีกด้วย
  • 15.
    ในการสู้คดีศิริมาศเห็นว่าแพทย์หญิงสุทธิพร หลงเชื่อหน่วยงาน เบิกความไม่ตรงกับข้อเท็จจริงแพทย์พยานผู้เชี่ยวชาญจากราชวิทยาลัยก็เบิกความขัดกับตำราที่ตนเองเขียน ดังนั้นการที่พญ . สุทธิพร ต้องคดีอาญาในครั้งนี้ เป็นเพราะหลงเชื่อแพทยสภาและสำนักงานปลัดกระทรวงฯ ที่ยุให้แพทย์สู้คดีในทางที่ผิดๆ จึงทำให้ตนเองต้องเป็นเช่นนี้ ทั้งที่น้องศิริมาศและเครือข่ายฯ ได้พยายามช่วยแล้วแต่แพทย์ไม่รับเอง มิหนำซ้ำทุกครั้งที่ศิริมาศพบกับพญ . สุทธิพร เธอยกมือไหว้แต่พญ . สุทธิพรไม่เคยรับไหว้ และแสดงกิริยาอาการที่ ไม่เป็นมิตร อีกด้วย
  • 16.
    “ เวลาคนไข้ถูกหน่วยงานรังแก ยัดเยียดความอยุติธรรมให้เครือข่ายฯ ไม่เคยเห็นวงการแพทย์ส่วนใหญ่จะเห็นใจ และออกมาเรียกร้องเพื่อคนไข้ทั้ง ๆ ที่รู้ดีกันอยู่ว่าแพทย์ทำผิด และหน่วยงานไม่มีความเป็นธรรม แต่ก็ปล่อยให้คนไข้ถูกกระทำ วงการแพทย์ไม่ควรเห็นแก่พวกพ้องอย่างน่าเกลียด และออกมาตอบโต้เหมือนจับคนไข้เป็นตัวประกัน จะไม่รักษา จะลาออก การเอาชีวิตคนไข้มาต่อรองในทางที่ผิดนั้นเป็นสิ่งที่ไม่สมควรทำอย่างยิ่ง สังคมแพทย์ควรมีความเห็นอกเห็นใจผู้เสียหาย และหาทาง ช่วยเหลือกันอย่างมีมนุษยธรรม เพราะที่ใดไม่มีความเป็นธรรม สันติย่อมไม่เกิด แพทย์อยากให้คนไข้เข้าใจแพทย์ เห็นใจในความเหนื่อยยากของแพทย์แพทย์ก็ต้องเห็นใจคนไข้ด้วยถึงจะมีความสงบสุขด้วยกันทุกฝ่าย”
  • 17.
  • 18.
    ทุกวันนี้ทั้งแพทย์ และคนไข้ คือเหยื่อ ของระบบ เหยื่อของหน่วยงาน ที่ผู้บริหารเหลิงและลุแก่อำนาจ ไม่มีความจริงใจในการแก้ไขปัญหา คดีนี้ผิดพลาดที่ทุกฝ่ายเป็นเหยื่อมาตั้งแต่แรกแล้ว
  • 19.
    ในอนาคต ขอให้ทุกคนโชคดี ไม่ตกเป็นเหยื่อของบางสิ่งที่เราเรีกมันว่า “ระบบ”
  • 20.