Download free for 30 days
Sign in
Upload
Language (EN)
Support
Business
Mobile
Social Media
Marketing
Technology
Art & Photos
Career
Design
Education
Presentations & Public Speaking
Government & Nonprofit
Healthcare
Internet
Law
Leadership & Management
Automotive
Engineering
Software
Recruiting & HR
Retail
Sales
Services
Science
Small Business & Entrepreneurship
Food
Environment
Economy & Finance
Data & Analytics
Investor Relations
Sports
Spiritual
News & Politics
Travel
Self Improvement
Real Estate
Entertainment & Humor
Health & Medicine
Devices & Hardware
Lifestyle
Change Language
Language
English
Español
Português
Français
Deutsche
Cancel
Save
Submit search
EN
Uploaded by
Ningnoi Ohlunla
PPTX, PDF
10,806 views
มลพิษทางดิน
หวังว่าจะเป็นประโยชน์ต่อท่านผู้ค้นคว้านะคะ
Science
◦
Read more
3
Save
Share
Embed
Embed presentation
Download
Downloaded 79 times
1
/ 128
2
/ 128
3
/ 128
4
/ 128
5
/ 128
6
/ 128
7
/ 128
8
/ 128
9
/ 128
10
/ 128
11
/ 128
12
/ 128
13
/ 128
14
/ 128
15
/ 128
16
/ 128
17
/ 128
18
/ 128
19
/ 128
20
/ 128
21
/ 128
22
/ 128
23
/ 128
24
/ 128
25
/ 128
26
/ 128
27
/ 128
28
/ 128
29
/ 128
30
/ 128
31
/ 128
32
/ 128
33
/ 128
34
/ 128
35
/ 128
36
/ 128
37
/ 128
38
/ 128
39
/ 128
40
/ 128
41
/ 128
42
/ 128
43
/ 128
44
/ 128
45
/ 128
46
/ 128
47
/ 128
48
/ 128
49
/ 128
50
/ 128
51
/ 128
52
/ 128
53
/ 128
54
/ 128
55
/ 128
56
/ 128
57
/ 128
58
/ 128
59
/ 128
60
/ 128
61
/ 128
62
/ 128
63
/ 128
64
/ 128
65
/ 128
66
/ 128
67
/ 128
68
/ 128
69
/ 128
70
/ 128
71
/ 128
72
/ 128
73
/ 128
74
/ 128
75
/ 128
76
/ 128
77
/ 128
78
/ 128
79
/ 128
80
/ 128
81
/ 128
82
/ 128
83
/ 128
84
/ 128
85
/ 128
86
/ 128
87
/ 128
88
/ 128
89
/ 128
90
/ 128
91
/ 128
92
/ 128
93
/ 128
94
/ 128
95
/ 128
96
/ 128
97
/ 128
98
/ 128
99
/ 128
100
/ 128
101
/ 128
102
/ 128
103
/ 128
104
/ 128
105
/ 128
106
/ 128
107
/ 128
108
/ 128
109
/ 128
110
/ 128
111
/ 128
112
/ 128
113
/ 128
114
/ 128
115
/ 128
116
/ 128
117
/ 128
118
/ 128
119
/ 128
120
/ 128
121
/ 128
122
/ 128
123
/ 128
124
/ 128
125
/ 128
126
/ 128
127
/ 128
128
/ 128
More Related Content
PDF
6แบบฝึกกรดเบสเผยแพร่
by
npapak74
PDF
หินอัคนี หินแปร หินตะกอน
by
website22556
PDF
Din 1
by
Ornrutai
PDF
Pigment
by
sukanya petin
PDF
ไม้ดอกไม้ประดับ
by
Wanlop Chimpalee
PDF
โครงสร้างที่ใช้ในการแลกเปลี่ยนแก๊สของคน
by
Wan Ngamwongwan
PPT
งานนำเสนอ2การถนอมอาหาร
by
Kruleknoy Siripayak
PDF
บทที่ 12 การสังเคราะห์แสง
by
Pinutchaya Nakchumroon
6แบบฝึกกรดเบสเผยแพร่
by
npapak74
หินอัคนี หินแปร หินตะกอน
by
website22556
Din 1
by
Ornrutai
Pigment
by
sukanya petin
ไม้ดอกไม้ประดับ
by
Wanlop Chimpalee
โครงสร้างที่ใช้ในการแลกเปลี่ยนแก๊สของคน
by
Wan Ngamwongwan
งานนำเสนอ2การถนอมอาหาร
by
Kruleknoy Siripayak
บทที่ 12 การสังเคราะห์แสง
by
Pinutchaya Nakchumroon
What's hot
PDF
06.ถ่านหิน
by
Kobwit Piriyawat
PDF
แผนการสอน เรื่องวิวัฒนาการ
by
Sumalee Khvamsuk
PDF
ผู้ประสานงานคุณภาพ ผู้นำการเปลี่ยนแปลง
by
Suradet Sriangkoon
PDF
19 จำนวนจริง ตอนที่6_เทคนิคการแก้อสมการ
by
กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ โรงเรียนอุตรดิตถ์
PDF
Microsoft power point ปฏิกิริยาเคมี
by
Thanyamon Chat.
PDF
แบบบันทึกความดีและรายงานผลการปฏิบัติงาน ประกอบการย้าย 57
by
Weerachat Martluplao
PDF
4สารบัญตารางวิจัย
by
krupornpana55
PDF
O-NET ม.6-สถิติ
by
คุณครูพี่อั๋น
PDF
เงามืด เงามัว
by
Pacharee Nammon
PPT
เซลล์ของสิ่งมีชีวิต
by
Y'tt Khnkt
PDF
บทที่ 15 การถ่ายทอดทางพันธุกรรม
by
Pinutchaya Nakchumroon
PDF
การบริหารแหล่งการเรียนรู้และสภาพแวดล้อม
by
Sireetorn Buanak
PDF
แบบประเมินงานนำเสนอในรูปแบบออนไลน์
by
kruood
PDF
P57176810959
by
mamka
PDF
6 solution (1)
by
jutatipeiei
PDF
01เอกสารสอนเสริม01 16
by
กระทรวงศึกษาธิการ
PDF
การเปลี่ยนแปลงหลังการตาย
by
Surapol Imi
PDF
เรื่องปัญหาภาวะโลกร้อน
by
พัน พัน
PPT
ปัจจัยที่มีผลต่อภาวะสมดุล
by
Manchai
DOCX
ใบงานที่ 4.1 ม4
by
mrtv3mrtv4
06.ถ่านหิน
by
Kobwit Piriyawat
แผนการสอน เรื่องวิวัฒนาการ
by
Sumalee Khvamsuk
ผู้ประสานงานคุณภาพ ผู้นำการเปลี่ยนแปลง
by
Suradet Sriangkoon
19 จำนวนจริง ตอนที่6_เทคนิคการแก้อสมการ
by
กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ โรงเรียนอุตรดิตถ์
Microsoft power point ปฏิกิริยาเคมี
by
Thanyamon Chat.
แบบบันทึกความดีและรายงานผลการปฏิบัติงาน ประกอบการย้าย 57
by
Weerachat Martluplao
4สารบัญตารางวิจัย
by
krupornpana55
O-NET ม.6-สถิติ
by
คุณครูพี่อั๋น
เงามืด เงามัว
by
Pacharee Nammon
เซลล์ของสิ่งมีชีวิต
by
Y'tt Khnkt
บทที่ 15 การถ่ายทอดทางพันธุกรรม
by
Pinutchaya Nakchumroon
การบริหารแหล่งการเรียนรู้และสภาพแวดล้อม
by
Sireetorn Buanak
แบบประเมินงานนำเสนอในรูปแบบออนไลน์
by
kruood
P57176810959
by
mamka
6 solution (1)
by
jutatipeiei
01เอกสารสอนเสริม01 16
by
กระทรวงศึกษาธิการ
การเปลี่ยนแปลงหลังการตาย
by
Surapol Imi
เรื่องปัญหาภาวะโลกร้อน
by
พัน พัน
ปัจจัยที่มีผลต่อภาวะสมดุล
by
Manchai
ใบงานที่ 4.1 ม4
by
mrtv3mrtv4
Viewers also liked
PDF
ดิน
by
website22556
PDF
สื่อการสอนอาชีวอนามัย
by
Tui Ka
PPTX
Ppt+การยศ..
by
Prachaya Sriswang
PDF
แบบทดสอบพร้อมเฉลยรายตัวชี้วัดร่วมสร้างสรรค์ ท.ศ..Docx 40 ข้อ
by
krupornpana55
PPT
ธรรมชาติของเสียงและมลพิษทางเสียง[สายอรุณ14.12.54]
by
wattumplavittayacom
PPT
การวิเคราะห์คุณภาพดิน
by
kasetpcc
PPTX
ปัญหาทรัพยากรดิน
by
Kanokwan Rapol
PDF
ทรัพยากรดิน
by
Jiraporn
PPTX
วัฒนธรรมองค์กร
by
Ningnoi Ohlunla
PPT
Zinc edta vs zinc sulphate
by
Gaurav kumar Singh
PDF
รายงาน Ehia new
by
Naname001
PPT
Envi chem
by
Pipat Chooto
PPTX
มลพิษทางดิน
by
Songkrod Puthongngoen
PPT
Week 5 Nutrition And Sanitation In The Food Service Industry 2 2552
by
Pavit Tansakul
PPT
Groundwater 1
by
Usama Waly
PDF
Forest
by
Jiraporn
DOC
ไม้ตะกู
by
chokchai57
PDF
การวิเคราะห์ดิน
by
kasetpcc
PDF
ปัญหาสิ่งแวดล้อม
by
ชิตชัย โพธิ์ประภา
PPT
งานที่4 powerpoint
by
Ambobo
ดิน
by
website22556
สื่อการสอนอาชีวอนามัย
by
Tui Ka
Ppt+การยศ..
by
Prachaya Sriswang
แบบทดสอบพร้อมเฉลยรายตัวชี้วัดร่วมสร้างสรรค์ ท.ศ..Docx 40 ข้อ
by
krupornpana55
ธรรมชาติของเสียงและมลพิษทางเสียง[สายอรุณ14.12.54]
by
wattumplavittayacom
การวิเคราะห์คุณภาพดิน
by
kasetpcc
ปัญหาทรัพยากรดิน
by
Kanokwan Rapol
ทรัพยากรดิน
by
Jiraporn
วัฒนธรรมองค์กร
by
Ningnoi Ohlunla
Zinc edta vs zinc sulphate
by
Gaurav kumar Singh
รายงาน Ehia new
by
Naname001
Envi chem
by
Pipat Chooto
มลพิษทางดิน
by
Songkrod Puthongngoen
Week 5 Nutrition And Sanitation In The Food Service Industry 2 2552
by
Pavit Tansakul
Groundwater 1
by
Usama Waly
Forest
by
Jiraporn
ไม้ตะกู
by
chokchai57
การวิเคราะห์ดิน
by
kasetpcc
ปัญหาสิ่งแวดล้อม
by
ชิตชัย โพธิ์ประภา
งานที่4 powerpoint
by
Ambobo
Similar to มลพิษทางดิน
PDF
บท3ทรัพยากรหินดินแร่
by
Wichai Likitponrak
PDF
การลำเลียงสารอาหารของพืช
by
Anana Anana
PDF
บทที่3ทรัพยากรธรณีม 2
by
Wichai Likitponrak
PDF
4
by
Pa'rig Prig
PPTX
มลพิษทางดิน
by
Nittaya Jandang
PPT
การเตรียมการก่อนปลูกพืช
by
chunkidtid
PPT
ดิน มัทนา ป.4
by
Krumatt Sinoupakarn
PPS
เพียงก้อนดิน
by
Passakorn TheJung
PPT
ความลับของดิน
by
Komgid
PPTX
ดิน(Soil)
by
Ball Prasertsang
PPTX
ทรัพยากรดิน
by
Roongroeng
PPTX
เพียงก้อนดิน
by
Sumitomo Rubber - Thailand
PPTX
เพียงก้อนดิน
by
Sumitomo Rubber - Thailand
PPTX
เพียงก้อนดิน
by
Sumitomo Rubber - Thailand
PPT
เพียงก้อนดิน
by
Sumitomo Rubber - Thailand
PDF
ดิน
by
Aobinta In
PDF
แบบเสนอโครงร่างโครงงานคอมพิวเตอร์
by
Saringkharn Sriwongsa
PPT
โครงงานเรื่อง12345678910
by
tukkiepalmmy
PPT
โครงงานเรื่อง12345678910
by
tukkiepalmmy
PPT
โครงงานเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างต้นไม้กับภูเขา
by
tukkiepalmmy
บท3ทรัพยากรหินดินแร่
by
Wichai Likitponrak
การลำเลียงสารอาหารของพืช
by
Anana Anana
บทที่3ทรัพยากรธรณีม 2
by
Wichai Likitponrak
4
by
Pa'rig Prig
มลพิษทางดิน
by
Nittaya Jandang
การเตรียมการก่อนปลูกพืช
by
chunkidtid
ดิน มัทนา ป.4
by
Krumatt Sinoupakarn
เพียงก้อนดิน
by
Passakorn TheJung
ความลับของดิน
by
Komgid
ดิน(Soil)
by
Ball Prasertsang
ทรัพยากรดิน
by
Roongroeng
เพียงก้อนดิน
by
Sumitomo Rubber - Thailand
เพียงก้อนดิน
by
Sumitomo Rubber - Thailand
เพียงก้อนดิน
by
Sumitomo Rubber - Thailand
เพียงก้อนดิน
by
Sumitomo Rubber - Thailand
ดิน
by
Aobinta In
แบบเสนอโครงร่างโครงงานคอมพิวเตอร์
by
Saringkharn Sriwongsa
โครงงานเรื่อง12345678910
by
tukkiepalmmy
โครงงานเรื่อง12345678910
by
tukkiepalmmy
โครงงานเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างต้นไม้กับภูเขา
by
tukkiepalmmy
มลพิษทางดิน
1.
มลพิษทางดิน เสนอ อาจารย์ศรินทร์ ทองธรรมชาติ
2.
คณะผู้จัดทำ นำงสำวธิดำรัตน์ ไสยสิทธิ์ 553410090110 นำงสำวนรำกร
ภูเพ่น 553410090111 นำงสำวนุจรีย์ สุคนธวำรีย์ 553410090112 นำงสำวมัสธุรส เฮียงโฮม 553410090119 นำงสำวศศิธร ยำงธิสำร 553410090124 นำงสำวจิรำวรรณ โสภำชัย 553410090143
3.
บทนา ดินเป็ นทรัพยากรทางธรรมชาติที่สาคัญต่อสภาพแวดล้อม และ ต่อการดารงชีวิตของมนุษย์
สัตว์ และพืช เป็ นแหล่งกาเนิดของปัจจัยสี่ คือ เป็ นที่อยู่อาศัย เป็ นแหล่งผลิตอาหาร ผลิตเครื่องนุ่งห่ม และเป็ น แหล่งผลิตยารักษาโรค มนุษย์ได้ใช้ดินเป็ นเครื่องทามาหากิน และใช้ประโยชน์จากดิน ในกิจกรรมต่างๆ มีผลให้มีการเปลี่ยนแปลงการใช้ดินในหลายรูปแบบ และส่วนหนึ่งอาจทาให้เกิดการสูญเสียทรัพยากรดิน เช่น การชะล้าง พังทลายของหน้าดิน ดินเปรี้ยว การทาการเกษตรและการจัดกระทาดิน อย่างผิดวิธี
4.
ดิน ความหมายของดินอาจแบ่งออกได้ 2 ความหมายดังนี้ 1.
ดิน คือ เทหวัตถุธรรมชาติ (natural body) ที่ปก คลุมผิวโลกอยู่บางๆ เกิดขึ้นจากการแปรสภาพ หรือการผุพัง ของหิน แร่ และอินทรียวัตถุผสมคลุกเคล้ากัน ซึ่งเป็ นการแปล ความหมายมาจากหลักวิชาว่าด้วยการกาเนิดดิน และการ จาแนกดิน (pedology) 2. ดิน คือ เทหวัตถุที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติรวมกัน เป็ นชั้นๆ (profile) จากส่วนผสมของแร่ธาตุต่างๆ ที่ สลายตัวกับวัตถุอินทรีย์ ที่เน่าเปื่ อยผุพังอยู่รวมกันเป็ นชั้นๆ บางๆ ห่อหุ้มผิวโลก
5.
ความสาคัญของดิน ดินถือได้ว่าเป็ นสิ่งจาเป็ นในการที่ได้มาของปัจจัยสี่ของมนุษย์ ในการดารงชีพ
และการเจริญเติบโต ไม่ว่าจะเป็ นอาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค ปัจจัยเหล่านี้มนุษย์ได้มาจากดินทั้งสิ้น ความสาคัญของดินต่อ มนุษย์
6.
ความสาคัญของดิน ดินทาหน้าที่เป็ นที่ยึดเกาะติดของรากพืช เพื่อให้ลาต้นแน่น ไม่ล้มเอียง ดินให้อากาศแก่รากพืช
เพื่อการหายใจ ดินให้อาหารแก่รากพืช เพื่อการเจริญเติบโต เป็ นแหล่งกักเก็บน้าสาหรับพืช เป็ นที่อยู่อาศัยของจุลินทรีย์ในดิน ความสาคัญของดินต่อพืช
7.
ความสาคัญของดิน ความสาคัญของดินที่มีต่อเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม ถ้าดินมีความอุดมสมบูรณ์ ทรัพยากรธรรมชาติก็มี มาก
พืชผลอุดมสมบูรณ์ให้ผลผลิตสูง ประชาชนพลเมืองมี ชีวิตความเป็ นอยู่สุขสบาย สามารถมีเงินทองเนื่องจากการ ขายผลผลิต ประชากรของประเทศมีเศรษฐกิจดี รัฐสามารถ เก็บภาษีอากรได้เป็ นรายได้ที่จะนามาทานุบารุงประเทศชาติ ให้รุ่งเรือง
8.
กระบวนการเกิดดิน ดินเกิดจากการสลายตัวผุพังของหินและแร่ ซึ่งในดินมี องค์ประกอบที่เป็ นของแข็งประมาณ
95-99 เปอร์เซ็นต์ การ สลายตัวนี้ขึ้นอยู่กับสภาวะแวดล้อมที่ต่างกัน เช่น ชนิดของหิน แร่ การเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ ลักษณะภูมิประเทศ เป็ นต้น ใน การเกิดดินจะประกอบด้วยขั้นตอนที่สาคัญ 2 ขั้นตอน
9.
กระบวนการเกิดดิน การผุพังสลายตัว การผุพังสลายตัวของหินและแร่จะได้วัตถุต้นกาเนิด ของดิน แล้วมีการเปลี่ยนแปลงทั้งทางกายภาพและทางเคมี ทา ให้หินและแร่แตกตัวเป็
นชิ้นเล็กๆ วัตถุที่ได้จากการสลายตัว เหล่านี้ มีการทับถมกันกับอินทรียวัตถุต้นกาเนิดดิน (parent materials) และจะกลายเป็ นวัตถุต้นกาเนิดของดินต่อไป
10.
กระบวนการเกิดดิน กระบวนการสร้างดิน กระบวนการสร้างดิน กระบวนการนี้เกิดขึ้นต่อเนื่องจาก การผุพังสลายตัวของหินและแร่ แล้วเกิดการทับถมรวมตัวกัน ใหม่
จนกลายเป็ นวัตถุต้นกาเนิดดินชนิดต่างๆ และเป็ นดินใน ที่สุด หลักการทั่วไปของกระบวนการนี้มี 2 ประเภท
11.
กระบวนการสร้างดิน การแยกชั้นของดิน (horizonation) ซึ่งทาให้หน้าดิน เกิดเป็
นชั้นต่างๆ ได้ เนื่องจากสภาพแวดล้อมและผลรวม ของกระบวนการสร้างดิน ซึ่งได้แก่ กระบวนการสูญเสียชะ ล้างวัสดุ การเคลื่อนย้ายเปลี่ยนสภาพของวัสดุ การเพิ่มเติม ของวัสดุแร่ธาตุ ฮิวมัส หรืออินทรียวัตถุลงบนผิวดิน ทาให้ ดินมีการพัฒนาโครงสร้างดีขึ้น
12.
กระบวนการสร้างดิน การไม่แยกชั้นดิน (haplodization) กระบวนการสร้าง ดิน
ทาให้หน้าดินมีลักษณะสม่าเสมอ จนไม่สามารถแยกชั้น ได้ชัดเจน
13.
ขั้นตอนการเกิดดิน
14.
ปัจจัยที่ควบคุมการเกิดดิน 1. • วัตถุกาเนิดดิน ประกอบด้วย
หิน อินทรียวัตถุที่ เน่าเปื่ อยผุพังผสมผสานลงไปในดิน หินที่แตก สลายกลายเป็ นดิน จะเกิดการผุพังสลายตัว ทั้ง จากกระบวนการทางเคมี และทางกายภาพ 2. • ลักษณะทางภูมิประเทศ มีส่วนเกี่ยวข้องกับการ เกิดดินมาก เพราะเกี่ยวข้องกับการพังทลาย หรือการคงอยู่ของดิน
15.
ปัจจัยที่ควบคุมการเกิดดิน 3. • เวลาเป็ นสิ่งที่ช่วยในการพัฒนาดินมาก
เพราะกว่า ดินจะกาเนิดขึ้นมาได้จะต้องใช้เวลาที่ยาวนาน กว่า จะบรรลุถึงภาวะขั้นสูงสุดได้ 4. • ลักษณะภูมิอากาศ องค์ประกอบทางด้าน ภูมิอากาศที่มีอิทธิพลต่อการพัฒนาดินที่สาคัญ คือ • 1. ความชื้น ในบริเวณที่มีความชุ่มชื้น กระบวนการเกิดดินจะหายไปได้อย่างรวดเร็ว กว่าในเขตแห้งแล้ง • 2. อุณหภูมิจะมีอิทธิพลต่อการเกิดดิน
16.
ปัจจัยที่ควบคุมการเกิดดิน อุณหภูมิจะมีอิทธิพลต่อการเกิดดิน 2 ประการ (1)
ช่วยเร่งปฏิกิริยาทางเคมีกับหินดินดาน (2) ช่วยกระตุ้นให้การย่อยสลายของอินทรียวัตถุ จาก แบคทีเรีย ซึ่งในเขตภูมิอากาศร้อน การทางานของ แบคทีเรียจะย่อยสลายซากพืชซากสัตว์ที่ตายแล้วได้ดีกว่า ในเขตภูมิอากาศหนาวเย็น (3) ลม เป็ นปัจจัยสาคัญที่ทาให้ดินผุพังกลายเป็ นดินได้ ดี เฉพาะในเขตภูมิอากาศที่แห้งแล้ง
17.
ทั้งพืชและสัตว์จะมีส่วนสาคัญที่ทาให้หินดินดาน หรือหินโผล่แตกสลายกลายเป็ นดิน เช่น
รากพืชหยั่งลงไป ตามรอยร้าวหิน สัตว์เหยียบย่าหรือการประกอบกิจกรรม ต่างๆ ของมนุษย์ ปัจจัยด้านชีววิทยา
18.
ดินประกอบด้วยส่วนสาคัญ 4 ส่วน
คือ อนินทรีย์วัตถุ อินทรียวัตถุ น้า และอากาศ สัดส่วนขององค์ประกอบทั้งสี่ ของดินแต่ละพื้นที่จะแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับภูมิประเทศ ภูมิอากาศ การกระทาของมนุษย์และสิ่งมีชีวิตต่างๆได้ องค์ประกอบของดิน ส่วนประกอบต่างๆของดินที่เหมาะสมต่อการปลูกพืช
19.
อนินทรีย์วัตถุ อนินทรีย์วัตถุเป็ นส่วนของประกอบของดินได้มาจาก การสลายตัวผุพังของหินและแร่ หรือส่วนของดินที่เป็
นแร่ธาตุ เป็ นส่วนที่มีเปอร์เซ็นต์โดยปริมาตรมากที่สุดของส่วนประกอบ ทั้ง 4 ที่มีอยู่ในดินทั่วๆไป ดังนั้นจึงเป็ นส่วนที่ควบคุมเนื้อดิน และเป็ นส่วนที่มีการเกิดกระบวนการทางเคมีต่างๆในดิน
20.
อนินทรีย์วัตถุ ตารางค่าเฉลี่ยของปริมาณธาตุต่างๆที่พบในส่วนธรณีภาคและในดิน ธาตุ ธรณีภาค ดิน ออกซิเจน(O)
47.2 49.0 ซิลิกอน(Si) 27.6 33.0 อะลูมิเนียม(Al) 8.8 7.13 เหล็ก(Fe) 5.1 3.8 แคลเซียม(Ca) 3.6 1.37 โซเดียม(Na) 2.64 0.63 โพแทสเซียม(K) 2.6 1.36 แม็กนีเซียม(Mg) 2.1 0.6 ไทเทเนียม(Ti) 0.6 0.46 ไฮโดรเจน(H) 0.15 -
21.
อินทรีย์วัตถุ อินทรียวัตถุในดิน มักพบไม่เกินร้อยละ 10
ในดิน แม้ว่าปริมาณสารในดินจะมีน้อย แต่มีน้อยแต่มีความสาคัญ เป็ นอย่างมากต่อกระบวนการทางกายภาพและทางเคมีที่ เกิดขึ้นในดิน มีโครงสร้างดีขึ้น คือทาให้ดินร่วนซุย อินทรีย์วัตถุยังสามารถช่วยให้ดินมีสมบัติอุ้มน้าได้ดีขึ้น และมี สมบัติในการตรึงธาตุอาหารไว้ได้มาก อินทรีย์วัตถุแบ่ง ออกเป็ น 2 ประเภท คือ
22.
อินทรีย์วัตถุ องค์ประกอบอินทรีย์ที่มีชีวิต หมายถึง จุลชีพทั้งหมดที่อยู่ ในดิน
รากของพืช และสิ่งมีชีวิตอื่นๆ โดยองค์ประกอบ อินทรีย์ที่มีชีวิตนี้อาจจะปรากฏในรูปโปรตีน แซ็กคาไรด์ หรือ ไขมันธรรมชาติก็ได้ สิ่งมีชีวิตเหล่านี้จะเป็ นแหล่งผลิต องค์ประกอบอินทรีย์ที่ไม่มีชีวิต โดยมีการเปลี่ยนสภาพ สิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบข้างของมันให้มีความเหมาะสมต่อการ ดารงชีวิต อินทรีย์วัตถุแบ่งออกเป็ น 2 ประเภท คือ
23.
อินทรีย์วัตถุ องค์ประกอบอินทรีย์ที่ไม่มีชีวิต เกิดจากการผุพังของ ซากพืช ซากสัตว์
รวมเรียกว่า ฮิวมัส ซึ่งเป็ นการยากที่จะแยก องค์ประกอบฮิวมัส เพราะโครงสร้างของฮิวมัสนั้นไม่แน่นอน และไม่สิ้นสุด ในทางปฏิบัติจึงแยกฮิวมัสออกตามหมู่ฟังก์ชัน ที่มาเกาะอยู่ การเปลี่ยนรูปของสารประกอบอินทรีย์ในดินเป็ น ฮิวมัสนี้ มีความสาคัญต่อปริมาณธาตุอาหารของพืชที่เกิดพีท อินทรีย์วัตถุแบ่งออกเป็ น 2 ประเภท คือ
24.
อินทรีย์วัตถุ ภาพแสดงโครงสร้างกรดฮิวมิก
25.
น้ำในดิน น้ำที่อยู่ในดินจะพบอยู่ในช่องว่ำงระหว่ำงก้อนดิน หรืออนุภำคดิน ช่วยละลำยธำตุอำหำรและแก๊สต่ำงๆใน ดิน และเป็นแหล่งอำหำรที่สำคัญของพืช
เป็นที่ที่มี คอลลอยด์แพร่กระจำย น้ำในดินมีควำมสำคัญมำกในด้ำนเคมีสิ่งแวดล้อมเพรำะ ปฏิกิริยำเกือบทั้งหมดที่เกิดขึ้นที่น้ำในดินนี้ดังนั้นน้ำในดิน จึงมีควำมเกี่ยวพันกันกับกระบวนกำรหลำยอย่ำง ได้แก่
26.
น้ำในดิน น้ำในดินมีควำมเกี่ยวพันกันกับกระบวนกำรหลำยอย่ำง ได้แก่ 1. กำรออสโมซิส ขึ้นกับควำมเข้มข้นของสำรที่ละลำยอยู่ในน้ำ ปริมำณกำรแตกตัวของสำรดังกล่ำวในน้ำนั้น 2.
ค่ำพี เอช ของน้ำในดิน มีผลโดยตรงจำกกระบวนกำรทำง กำยภำพ เคมี และชีววิทยำต่ำงๆที่เกิดขึ้นในดิน 3. ควำมสำมำรถในกำรเป็นบัฟเฟอร์ของน้ำในดิน ขึ้นกับ ปริมำณกรดอ่อน เบสอ่อน และเกลือที่ละลำยอยู่ 4. ศักยภำพในกำรเกิดปฏิกิริยำออกซิเดชัน-รีดักชัน ของน้ำใน ดิน 5. คอลลลอยด์ในดิน เป็นอนุภำคที่มีขนำดตั้งแต่ 1 นำโนเมตร จนถึง 2000 หรือ 2500 นำโนเมตร
27.
อำกำศในดิน อำกำศในดินอยู่ในช่องว่ำงระหว่ำงก้อนดิน หรืออนุภำค ของดิน ซึ่งไม่มีน้ำ
อำกำศในดินประกอบด้วย คำร์บอนไดออกไซด์ ออกซิเจน ไนโตรเจน และไอน้ำ อำกำศ ในดินมีหน้ำที่ดังนี้ 1. ให้ออกซิเจนแก่รำกพืช และจุลินทรีย์ในดินเพื่อกำร หำยใจ 2. ให้คำร์บอนไดออกไซด์แก่ดิน 3. เป็นแหล่งให้คำร์บอนแก่จุลินทรีย์ในดิน 4. เป็นแหล่งให้ไนโตรเจนแก่จุลินทรีย์บำงชนิดในดิน
28.
สมบัติของดิน สมบัติทางกายภาพของดิน ( Physical
Properties of Soil ) สมบัติทางกายภาพของดิน ที่สาคัญ ได้แก่ 1. • สีของดิน • สีเป็ นคุณสมบัติของดินที่สามารถเห็นได้ชัดเจนกว่าสมบัติอื่นๆ และใช้ ประโยชน์ในการจาแนกออกเป็ นชนิดต่างๆได้อีกอย่างหนึ่ง โดยปกติแล้ว ดินจะมีสีดาหรือคล้า ซึ่งแสดงว่าดินนั้นมีอินทรียวัตถุผสมอยู่มาก ซึ่งจะเป็ น ดินชั้นบน 2. • เนื้อดินเป็ นคุณสมบัติที่บ่งบอกถึงขนาดอนุภาคของชิ้นส่วนที่ประกอบกันขึ้น เป็ นดิน หรือบ่งบอกถึงความหยาบ (coarseness) หรือความละเอียดของดิน (fineness) เนื้อดินมีส่วนเกี่ยวข้องกับคุณสมบัติทางกายภาพและทางเคมีของ ดิน เช่น การถ่ายเทอากาศ น้าในดิน อนุภาคของดินพื้นฐานแบ่งได้ 3 ประเภทดังนี้ • 1) อนุภาคดินทราย (sand) • 2) อนุภาคดินตะกอนหรือทรายแป้ ง (silt) • 3) อนุภาคดินเหนียว (clay)
29.
อนุภาคดินพื้นฐาน การจาแนกเนื้อดินตามสามเหลี่ยมมาตรฐาน เส้นทึบในรูปจะใช้สาหรับแบ่งเนื้อดินออก จากกัน
30.
อนุภาคดินพื้นฐาน ชนิดของเนื้อดินตามแผนภาพสามเหลี่ยมมาตรฐาน เปอร์เซ็นอนุภาคดิน ชื่อเนื้อดินดินทราย ดินเหนียว ดินตะกอน 30 90 60 45 60 5 30 10 10 5 10 45 ดินเหนียว ดินทราย ร่วนปนทรายค่อนข้าง เหนียว ร่วน
31.
วิธีวัดน้ำหนักของดินทรำย ดินตะกอน และดินเหนียว
มีหลำยวิธี แต่วิธีที่สะดวก รวดเร็วคือ กำรวิเครำะห์เชิงกล (mechanical analysis) ซึ่งมีขั้นตอนดังนี้ ขั้นที่ 1 แยกส่วนที่เป็นสำรอินทรีย์ออกให้หมด แล้วแยกกรวดหินออก ดินที่เป็นก้อนก็ทำให้แตก ขั้นที่ 2 แยกดินทรำย ดินตะกอน และดินเหนียว ออกจำกกันโดยกำรร่อนด้วยตะแกรงมำตรฐำน
32.
ดินที่อยู่บนพื้นโลกโดยทั่วๆ ไป หาก พิจารณาให้ลึกลงไปในแนวดิ่งด้วย
ลักษณะสีของดิน องค์ประกอบของเนื้อดิน โครงสร้างของดินจะเห็นว่ามีลักษณะการจัดเรียงเป็ นชั้นถึง 3 ชั้น ซึ่งแต่ละชั้นจะมี ลักษณะดังนี้ ชั้นของดิน 1. • ดินชั้นเอ (a-horizon) เป็นดินที่อยู่ชั้นบนสุด (top soil) มีซากอินทรีย์วัตถุ สะสมมากที่สุด ซึ่งจะอยู่ในส่วนที่เป็นผิวหน้าดิน (surface soil) ดินที่ เหมาะสมแก่การปลูกพืช 2. • ดินชั้นบี (b-horizon) เป็นดินชั้นล่าง (sub soil) อยู่ถัดจากชั้นเอลงมาเป็นบ มาเป็นบริเวรที่มีการสะสมของอนุภาคดินเหนียว เหล็ก อะลูมิเนียม และ ฮิวมัส จึงทาให้ดินมีสีเข้ม 3. • ดินชั้นซี (c-horizon) เป็นชั้นที่ให้วัตถุกาเนิดดิน (parent material) เป็น ส่วนของหินที่กาลังสลายตัวหรืออาจเกิดจากการสลายตัวของหินดินดาน (bed rock) ที่อยู่ด้านล่างหรือเป็นส่วนของวัตถุที่เคลื่อนย้ายจากที่อื่นโดย โดยตัวการต่างๆ ก็ได้
33.
ชั้นของดิน
34.
โครงสร้างของดิน โครงสร้างของดิน คือ การรวมตัวของเนื้อดินเข้าเป็นหน่วยหรือขนาดต่างๆ กันตามธรรมชาติ
ซึ่งแบ่งออกเป็น 4 แบบ ดังนี้ 1) แบบเป็ นแผ่น ดินจะรวมตัวกันเป็ นชั้นบางๆ ตาม แนวราบ 2) แบบปริซึม อนุภาคเม็ดดินจะรวมตัวกันเป็ นแนวตั้งรู สามเหลี่ยมยาวมาก ปรากฏอยู่ในชั้นดิน 3) แบบลูกบาศก์หรือรูปเหลี่ยม ดินจะรวมตัวกันเป็ นก้อน รูปร่างเหลี่ยมจนถึงค่อนข้างกลม 4) แบบเป็ นเม็ดค่อนข้างกลม ดินจะมีลักษณะโครงสร้าง เป็ นรูปทรงกลมไถพรวนง่าย ระบายน้าดี เหมาะแก่การ เพาะปลูก
35.
การจัดอันดับของดิน การจัดอันดับของดินตามหลักปฐวีวิทยามี 3 อันดับ
คือ 1) อันดับโซนัล (zonal soil) คือ คือ ดินที่เกิดขึ้นใน สภาพที่มีการระบายน้าได้ดี พบอยู่ทั่วไป เป็ นดินที่มีมากกว่า ดินอันดับอื่นๆ 2) อันดับอินทราโซนัล (intrazonal soil) ดินที่เกิดขึ้นใน สภาพที่มีการระบายน้าไม่ดี พบในเขตที่ลุ่มมีน้าท่วมขัง ได้แก่ ดินในที่ลุ่ม ดินทุ่งหญ้า และดินตามหนองน้า 3) อันดับเอโซนัล (azonal soil) คือ ดินในเขตภูเขาเป็ นดิน เกิดใหม่ ไม่มีลักษณะของช่วงชั้นดินที่เห็นได้ชัดเจน และ ขาดการบุกเบิกพัฒนา 4) แบบเป็ นเม็ดค่อนข้างกลม ดิน จะมีลักษณะโครงสร้างเป็ นรูปทรงกลมไถพรวนง่าย ระบาย น้าดี เหมาะแก่การเพาะปลูก
36.
สมบัติทางเคมีของดิน สมบัติทางเคมีของดินจะมีความสาคัญต่อการเคลื่อนย้ายกลไกต่างๆ ที่ เกิดขึ้นของสารอาหาร แร่ธาตุต่างๆ
รวมถึงสารพิษอื่นๆ ที่จะเข้าสู่สิ่งแวดล้อม ซึ่งสมบัติทางเคมีของดินที่สาคัญมี ดังต่อไปนี้ การแลกเปลี่ยนประจุในดิน (exchangeable cation) หนึ่งในปฎิกิริยาเคมีที่ สาคัญในดิน คือ การแลกเปลี่ยนประจุบวก ในการรับปริมาณแคตไอออนของ ดิน ซึ่งวัดในเทอม CEC คือ ความจุในการแลกเปลี่ยนไอออนบวกของดิน (cation exchange capacity) ศักย์รีดอกซ์ในดิน (redox potential) สถานะออกซิเดชัน (oxidation state) ของดินเป็ นผลมาจกการระบายน้าและ อากาศของดิน ซึ่งสภาพอากาศในดินเป็ นตัวกาหนดชนิดจุลินทรีย์ของดินที่เป็ น ตัวการย่อยสลายสารอินทรีย์และการเปลี่ยนรูปไนโตรเจนในดิน ค่าพีเอช ของดิน (soil pH) ค่าพีเอช ของดินเป็ นค่าที่แสดงถึงสภาพความเป็ นกรดเป็ นด่างของดินเป็ น คุณสมบัติทางเคมีของดินที่มีความสาคัญมากต่อการเจริญเติบโตของพืช และ สิ่งมีชีวิตต่างๆ โดยเฉพาะพวกจุลินทรีย์ พืช และจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ส่วน ใหญ่จะเจริยเติบโตในดินที่มีค่า พีเอชเป็ นกลาง
37.
ค่าพีเอช ค่าพีเอช (pH) ความเป็
นกรด/ด่าง ต่ากว่า 4.5 5.0 5.5 6.0 6.5 7.3 7.8 8.4 มากกว่า 9.0 กรดจัด กรดสูงมาก กรดสูง กรดปานกลาง กรดอ่อน กลาง ด่างอ่อน ด่างปานกลาง ด่างสูง ด่าง ตารางที่ค่าพีเอชแสดงมาตราส่วนของความเป็ นกรดเป็ นด่างของ ดิน
38.
ค่าพีเอช ค่าพีเอช ของดินที่วัดได้เกี่ยวข้องกับสภาพละลายได้ของธาตุ การ เจริญเติบโตของพืช
และจุลินทรีย์ในดินดังต่อไปนี้ 1) พีเอชของดิน กับสภาพละลายได้ของธาตุ เนื่องจากน้าในดินเป็ นตัวทาละลายธาตุที่เป็ นที่เป็ น องค์ประกอบของอนุภาคดินและธาตุที่อยู่ในสารที่ใส่ลง ไปในดิน ดังนั้นสภาพละลายได้ของธาตุจึงขึ้นอยู่กับค่า พีเอชของดิน ตัวอย่างของสภาพละลายได้ของธาตุ อาหารพืชในสภาพความเป็ นกรด–ด่าง ของดิน และค่าพี เอช
39.
ค่าพีเอช ภาพแสดง สภาพละลายได้ของธาตุอาหารพืชในช่วงพีเอชต่างๆของดิน
40.
ค่าพีเอช 2) พีเอชของดินกับกิจกรรมจุลินทรีย์ในดิน แบคทีเรียในดินส่วน ใหญ่เจริญเติบโตในสภำพดินเป็นกลำง
กิจกรรมบำงอย่ำง เช่น กระบวนกำรไนทริฟิเคชันจะเป็นไปได้โดยช้ำมำกถ้ำดินเป็นกรดจัด ขณะที่กระบวนกำรแอมโมเนียฟิเคชันไม่ถูกกระทบมำกเท่ำไนทริฟิเค ชัน
41.
ค่าพีเอช ระดับความเป็นกรดเป็นด่างของดินที่เหมาะสมกับพืชชนิดต่างๆ
42.
ในดินยังมีสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กมากใช้เป็ นที่อยู่อาศัย ผลพวง แห่งการดารงของสิ่งมีชีวิตเหล่านี้จะส่งผลกระทบต่อมนุษย์ทั้งด้าน เกิดประโยชน์และบังเกิดโทษ
ประโยชน์อันมหาศาลที่เกิดแก่มวล พืชและสัตว์โลกทั่วไปที่เห็นได้ก็คือ การมีกิจกรรมร่วมที่ทาให้มีวัก จักรคาร์บอนและ วัฏจักรไนโตรเจน ซึ่งเป็ นวัฏจักรที่เกี่ยวพันกับ สิ่งมีชีวิตทั้งมวลดาเนินไปได้นับจากยุคดึกดาบรรพ์จนถึงปัจจุบันนี้ จึงควรได้รู้จักกับสิ่งมีชีวิตในดินพอสังเขปดังนี้ สมบัติทางชีวภาพของดิน
43.
สิ่งมีชีวิตในดิน จุลินทรีย์ในดินที่สาคัญ ได้แก่ 1) แบคทีเรีย
แบคทีเรียมีขนาดเล็กมาก เทียบกับอนุภาค คอลลอยด์ คือ มีขนาดเพี่ยงไม่กี่ไมครอน แต่ถึงแม้จะมีขนาด เล็กก็มีปริมาณมากที่สุดในดิน 2) เชื้อรา (fungi) โดยทั่วไปเชื้อราจะเจริยงอกงามอย่าง รวดเร็วหลังระยะเริ่มต้นของการย่อยสลายสารอินทรีย์ จน สามารถสังเกตเห็นเส้นใยได้บนผิวดิน ปริมาณเชื้อราจะมีน้อย กว่าแบคทีเรียและแอกทโนไมซีตมาก 3) แอกทิโนไมซีต (actinomycetes) แอกทิโนไมซีตมี ขนาดใหญ่กว่าแบคทีเรียมาก แต่มีจานวนน้อยกว่าแบคทีเรีย ขนาดเซลล์เดียวๆของมันจะไล่เลี่ยกับขนาดของแบคทีเรีย
44.
สัตว์ขนาดเล็กในดิน สัตว์ขนาดเล็กในดินที่มีอยู่เป็ นจานวนมาก ที่มีบทบาท ในการย่อยสลายอินทรีย์วัตถุเหลือใช้หรือซากพืชซากสัตว์ใน ดิน
ได้แก่สัตว์เซลล์เดียว (protozoa) ไส้เดือนฝอย (nematode) สัตว์เหล่านี้ช่วยย่อยสลายสารอินทรีย์ แต่สัตว์ เซลล์เดียวและไส้เดือนฝอยหลายชนิดสามารถทาลายพืชที่ ปลูกได้
45.
มลพิษทางดิน มลพิษทางดิน หมายถึง การที่ดินเสื่อมคุณภาพ หรือ
การที่มีสารมลพิษปนเปื้ อนเกินขีดจากัดจน ก่อให้เกิดอันตรายต่อสิ่งมีชีวิต และสิ่งแวดล้อมทั้ง ทางตรงและทางอ้อม
46.
1. มลพิษทางดินที่เกิดจากสภาพเนื้อดินเสื่อม คุณภาพ 2. ดินเค็มและดินโซดิก มลพิษทางดินแบ่งได้เป็
น 2 ลักษณะ คือ
47.
ดินกรดหรือดินเปรี้ยว มีค่าพีเอชต่ากว่า 4.5
มีสมบัติทาง เคมีที่ไม่เหมาะกับการเจริญเติบโตของพืช ความเป็ นกรด เกิดขึ้น เนื่องจากอนุภาคของดินจะปลดปล่อยไฮโดรเจนไอออนออกมา เพียงบางส่วน ไฮโดรเจนไอออนที่ปล่อยออกมาจะแสดงความเป็ น กรดที่แท้จริง 1. มลพิษทางดินที่เกิดจากสภาพเนื้อดินเสื่อมคุณภาพ มี ดังนี้ ดินกรด
49.
สาเหตุการเกิดดินกรด 1. การผุพังของหินและแร่ธาตุต่างๆ ในบริเวณที่มี แคลเซียม
แมกนีเซียม โพแทสเซียม เมื่อเกิดการผุพัง แคต ไอออนเหล่านี้จะถูกดูดซับอยู่บนผิวของอนุภาคดินเหนียวเป็ น จานวนมาก ไอออนเหล่านี้จะถูกชะล้างพัดพาไปคงเหลือแต่ ออกไซด์ของเหล็กและอลูมิเนียม 2. การผุพังเน่าเปื่ อยของอินทรียวัตถุในดิน การ เคลื่อนที่ของเหล็ก อลูมิเนียม และแมงกานีสในดินเกิด สารประกอบเชิงซ้อนของสารอินทรีย์
50.
4. ดินในบางพื้นที่ที่เคยทาเหมืองแร่ไพไรต์ (Pyrite
: 𝐅𝐞𝐒 𝟐) หรือแร่ที่มีสารประกอบซัลไฟด์อื่นๆ ปนอยู่ด้วย แร่ไพ ไรต์เมื่อถูกออกซิไดส์จะกลายเป็ นกรดซัลฟิวริกและเฟอร์ริก ออกไซด์ (Fe OH 3)ทาให้บริเวณดังกล่าวมีค่าพีเอชต่ากว่า 2 ได้ 3. การใส่ปุ๋ ยที่สามารถทาให้เกิดอนุภาคกรดออกมา เช่น ปุ๋ ยแอมโมเนียมซัลเฟต แอมโมเนียมไอออน สามารถทา ให้เกิดเป็ นดินกรดได้ ดังสมการ 𝑵𝑯 𝟒 + + 2𝑶 𝟐 𝑵𝑶 𝟑 + 𝟐𝑯+ + 𝑯 𝟐O
51.
1. ดินเค็ม เป็
นดินที่มีเกลือนอยู่ในดินเป็ นปริมาณมาก ส่วนใหญ่ประกอบด้วยเกลือพวกคลอไรด์และซัลเฟตของ โซเดียม แคลเซียม และแมกนีเซียม มีระดับความสามารถใน การแลกเปลี่ยนโซเดียมน้อยกว่า 15 เปอร์เซ็นต์ C.E.C หมายถึง ปริมาณโซเดียมอิ่มตัวน้อยกว่า 15 เปอร์เซ็นต์ ดินเค็มและดินโซดิก
52.
สาเหตุการเกิดดินเค็ม 1.1 เกิดการผุพังของธาตุ (หิน)
จากการผุพังอาจทาให้ กลายเป็ นเกลือที่มีความเข็มข้นสูงถึง 3-5 มิลลิโมลต่อลิตร 1.2 เกิดจากซากหินเกลือ (fossil salts) บริเวณ แผ่นดินที่เคยเป็ นทะเลมากก่อนอาจจะมีเกลือสะสมอยู่ในรูป ของซากหินเกลือ เมื่อเกลือเหล่านี้ละลายน้า หรือดูดซึมขึ้นสู่ ดินด้วยแรงแคปิ ลารี่จะทาให้เกิดดินเค็มขึ้น
53.
1.3 เกลือจากบรรยากาศ (atmospheric
salts) ใน บริเวณที่ใกล้ทะเลจะมีการสะสมเกลือที่อาจมาจาก บรรยากาศ โดยฝนและลมอาจนาพาเกลือหรือฝุ่นมาตกได้ ในลักษณะการเกิดการควบแน่นของหยดน้าที่มีเกลือหรือฝุ่น เป็ นแกนกลางแล้วตกลงเป็ นฝนไปยังที่ต่างๆ โดยมีความ เข้มข้นสูงถึง 50-200 มิลลิกรัมต่อลิตร
54.
2. ดินโซดิก (sodic
soils) มีโซเดียมอิ่มตัวมากกว่า 15 เปอร์เซ็นต์ C.E.C ของดิน มีพีเอชสูงมากกว่า 9 ยอมให้น้าผ่านน้อย 3. ดินเค็ม-โซดิก (soline-sodic soil) เป็ นดินที่มีปริมาณ เกลือสูง และมีการแลกเปลี่ยนโซเดียมสูง มีค่าพีเอชน้อยกว่าหรือ เท่ากับ 8.5 และมีค่าโซเดียมอิ่มตัวมากกว่า 15 เปอร์เซ็นต์
55.
ผลกระทบจากปัญหาดินเค็มและดินโซดิก 1. ดินเค็มอาจทาให้เกิดพลายโมไลซิส (plasmolysis) หรือออสโมซิวกลับทาง 2.
ดินโซดิก จะทาให้เกิดการสะสมโซเดียมในพืช และ ในเนื้อเยื่อใกล้ระบบทางเดินอาหารทาให้เกิดการตายของ เนื้อเยื่อบริเวณนั้น เรียกว่า นีโครซิส (necrosis) เกิดใบไหม้ที่ ขอบหรือปลายใบ และจะตายได้ในที่สุด
56.
3. เกิดการสูญเสียสมดุลของธาตุอาหารที่เป็ นประโยชน์ ในดิน 4.
ดินที่มีโซเดียมอิ่มตัวสูง จะทาให้ขาดแคลเซียม ไอออนและแมกนีเซียมไอออน 5. ดินที่มีพีเอชสูง ทาให้พืชขาดธาตุอาหารได้
57.
การแก้ปัญหาดินเค็มและดินโซดิก 1. การชะล้าง (leaching)
ทาได้เฉพาะดินเค็ม โดยการ ยกร่องพืชที่ปลูกเมื่อฝนตกน้าจะชะล้างเกลือออกไป
58.
3. การทาร่องที่กาหนดจุดสะสมของเกลือได้ ทาให้ สามารถหลีกเลี่ยงผลกระทบจากดินเค็มต่อพืชได้ 2.
การสับเปลี่ยนไอออนของเกลือในดิน ใช้ได้กับดิน โซดิกและดินเค็ม-โซดิก โดยการใส่โซเดียซัลฟอสเฟตหรือ ยิปซัมลงไปเปลี่ยนกับโซเดียมคาร์บอนเนตและโซเดียมคลอ ไรด์ให้เป็ น โซเดียมซัลเฟตที่สามารถชะล้างออกไปได้แทน
59.
2. มลพิษทางดินที่เกิดจากการที่มีสารมลพิษปนเปื้ อน เกินปริมาณที่ดินสามารถมีได้ในธรรมชาติ โดยปกติสารพวกโลหะหนัก
ตะกั่ว แคดเมียน เกลือ กรด จะมีอยู่ในดินธรรมชาติ แต่ถ้ามีมากจะทาให้เกิดอันตรายต่อ สิ่งมีชีวิต สารปนเปื้ อนที่ทาให้เกิดมลพิษทางดินกาเนิดจาก สารประกอบรูปต่างๆ 5ประเภท คือ
60.
1. สารเคมีปราบศัตรูพืช และปุ๋
ยเคมี สารปราบศัตรูพืชเป็ นวัสถุมีพิษ เช่น สารฆ่าแมลง สารฆ่าวัชพืช และสารฆ่าเชื้อรา ปุ๋ ยเคมี เช่น ปุ๋ ยฟอสฟอรัสจะทาให้ฟอสเฟตสะสม อยู่ภายในดินและเป็ นผลตกค้างจานวนมาก ปุ๋ ยแอมโมเนียม จาทาให้ดินเกิดกรมากขึ้น ปุ๋ ยที่มีโซเดียมเป็ นองค์ประกอบ จะทาให้สมบัติทางกายภาพของดินเลวลง
61.
2. วัสดุอนินทรีย์ วัสดุอนินทรีย์ หรือสารประกอบอนินทรีย์ที่ปนเปื้
อนอยู่ ในดินปริมาณที่แตกต่างกนในรูปของธาตุต่างๆ หรือพวกโลหะ หนัก เช่น อาร์เซนิก โรอน แคดเมียน ทองแดงเป็ นต้น 3. ของเสียในรูปสารอินทรย์ ของเสียในรูปสารอินทรย์เกิดจากกิจกรรมของสิ่งมีชีวิต เช่น เศษวัสดุจากสัตว์ พืช
62.
4. เกลือที่ละลายได้ สารละลายเกลือต่างๆ ที่มีอยู่ในดินมีปริมาณสูงทาให้ดิน มีความเค็มมากจนเป็
นพิษต่อพืช หรือไม่สามารถปลูกพืชได้ 5. สารกัมมันตภาพรังสี สารกัมมันตภาพรังสีที่สาคัญมี 3 ชนิด คือ คาร์บอน - 14 สตอนเตียม -90 และซีเซียม -137 สารทั้ง 3 ชนิดนี้มี โอกาสเข้ามาสู่โซ่อาหารของมนุษย์ได้ง่าย เพราะพืชดูดเข้าไปใน ระดับสูง
63.
แหล่งกาเนิดของสารมลพิษทางดิน การสลายตัวของหินแม่ดินหรือวัตถุต้นกาเนิดหิน แม่ดิน เมื่อสลายตัวแล้วจะทาให้คุณสมบัติของดินเปลี่ยนแปลงไปจาก สภาพดั้งเดิมตามธรรมชาติ เพราะในวัตถุต้นกาเนิดดิน
เมื่อ สลายตัวแล้วจะให้สารมลพิษที่ปนเปื้ อนปริมาณมาก ทั้งในรูปของ สารโลหะที่เป็ นพิษ กัมมันตภาพรังสี ระดับของกรด เกลือและด่าง 1. มลพิษทางดินที่เกิดโดยธรรมชาติ
64.
แบ่งเป็ น 2
พวกคือ 1. ขยะซึ่งเป็ นของแข็งประเภทเศษอาหาร ได้แก่ ถุงพลาสติก ถุงกระดาษ ใบตอง หลอดไฟ เป็ นต้น 2. ของเสียที่มากับน้าทิ้งจากบ้านเรือน จากการซักล้าง ทาความสะอาด แบ่งเป็ น 2 ส่วน คือ 1 ส่วนที่เป็ นของเหลว เรียกว่า ซีเวจ 2 ส่วนที่ตกตะกอนนอนก้น เรียกว่า สลัดจ์ 2. มลพิษทางดินจากกิจกรรมของมนุษย์ 2.1 ของเสียจากแหล่งชุมชนและบ้านเรือน
65.
การใช้สารกาจัดศัตรูพืช ทาให้เกิดการตกค้างของสารพิษ ในดิน ถ้าสารกาจัดศัตรูพืชมีความคงทนมาก
ก็จะเป็ นอันตรายต่อ ดินมาก และจะตกค้างในดินเป็ นเวลานาน 2.2 ของเสียจากการใช้สารเคมีในการเกษตรกรรม สารพิษจากโรงงานที่น่ากลัว คือ โลหะหนัก โลหะหนักที่มี โอกาสปนเปื้ อนดินได้มาก ได้แก่ ตะกั่ว แคดเมียม และปรอท ส่วน ไอเสียรถยนต์ที่ใช้น้ามันเบนซินที่มีสารตะกั่ว ตะกั่วก็จะสะสม ตกค้างในดิน ทาให้เกิดมลพิษของดิน หรืออู่ซ่อมรถ จะมีผลทาให้ ดินสะสมคราบน้ามัน มีผลทาให้ดินเสื่อมสภาพใช้ประโยชน์ไม่ได้ 2.3 ของเสียจากอุตสาหกรรมและยานพาหนะ
66.
ฝุ่นกัมมันตภาพรังสีที่เกิดจากการทดลองระเบิด นิวเคลียร์ กากกัมมันตภาพรังสีที่ปนมากับน้าเสียของโรงงาน อุตสาหกรรมบางชนิด เช่น โรงงานถลุงแร่
โรงงานไฟฟ้ าปรมาณู ย่อมมีโอกาส ตกหล่นหรือแทรกซึมเข้ามาอยู่ในดิน และทาให้ดินเป็ นพิษได้ อนุภาพกัมมันตภาพรังสีที่สาคัญมี 3 ชนิด ได้แก่ คาร์บอน - 14 สตรอนเตียม-90 ซีเซียม-137 มีโอกาสเข้าสู่ห่วงโซ่อาหาร ของมนุษย์ได้ง่าย เพราะพืชดูดเข้าไปในปริมาณสูง โดยเฉพาะ สตรอนเตียม 2.4 กากของเสียจากการใช้กัมมันตภาพรังสี
67.
สารพิษทางดินที่สาคัญ สารเคมีปราบศัตรูพืชเป็ นสารมลพิษที่สาคัญที่สุดในดิน เนื่องจากถูกนาไปใส่ลงดินโดยตรง ตั้งแต่เริ่มเพาะปลูกจนถึง การเก็บเกี่ยว
สารพวกนี้จะเสถียรมากจึงตกค้างในดินนาน ปุ๋ ยเคมีที่เพิ่มลงในดิน ถ้าใช้มากหรือนานๆจะทาให้ดิน เสื่อมสภาพ 1. สารเคมีปราบศัตรูพืช และปุ๋ ย
68.
เนื่องจากในดินมีสารประกอบฮิวมัสซึ่งจะจับกับไอออน ของโลหะ ได้อย่างแข็งแรงโดยกระบวนการคีเลชั่น(Chelation) เนื่องจากมีหมู่คาร์บอกซิล และหมู่ฟีนอลิกไฮดรอกซิล
จานวน มาก โลหะหนักที่เป็ นสารมลพิษในดินที่สาคัญได้แก่ 2. โลหะหนัก
69.
ตะกั่วที่อยู่ในดินส่วนมากจะอยู่ในรูปของเลต ไอออน ซึ่งจับ กับอนุภาคดินโดยสารพันธะกับสารประกอบฮิวมิก 1.
ตะกั่ว แหล่งกาเนิด มาจากการทาเหมืองแร่ตะกั่ว โรงงานอุตสาหกรรม แบตเตอร์รี่ อุตสาหกรรมโลหะผสม การทิ้งขยะและวัสดุที่มี ส่วนผสมของตะกั่วลงบนดิน เป็ นต้น
70.
ผลกระทบ สารตะกั่วที่อยู่ในรูปของสารอินทรีย์จะเข้าทาง ร่างกายโดยผิวหนัง และการหายใจ และส่วนที่อยู่ในรูปของ สารอนินทรีย์จะได้จากการกินและการหายใจ
ตะกั่วมีผล ในทางพันธุกรรม ซึ่งตะกั่วจะรบกวนการทางานใน กระบวนการทางชีวเคมีของ DNA และ RNA ทาให้ไม่ สามารถนากรดอะมิโนไปเกาะรวมกันที่ไรโบโซมได้ ถือได้ ว่า ตะกั่วเป็ นสารก่อกลายพันธ์และสารก่อมะเร็งชนิดหนึ่ง
71.
พิษของตะกั่ว 1.แบบเฉียบพลัน เช่น อ่อนเพลีย
วินเวียน การกระตุก ของกล้ามเนื้อ 2.แบบเรื้องรัง คือ โรคโลหิตจาง
72.
แคดเมียมอยู่ในดินในรูปของแคดเมียมไอออน โดยเกิด ซีเลซันกับสารประกอบฮิวมิกในอนุภาคของดิน 2. แคดเมียม แหล่งกาเนิด กากตะกอนน้าเสียในอุตสาหรรมที่มีแคดเมียมปนอยู่ จากการสึกหรอของยางรถยนต์ที่มีแคดเมียม
จากปุ๋ ยฟอตเฟสที่ มีแคดเมียมปนอยู่ เป็ นต้น
73.
ผลกระทบ ถ้าได้รับแคดเมียมเข้าสู่ร่างกายติดต่อกันนานจะ ก่อให้เกิดโรคพิษแคดเมียม ที่เรียกว่า โรค
อิไต – อิไต
74.
ความเป็ นพิษของแคดเมียม 1. ความเป็
นพิษแบบเฉียบพลัน คือ ระบบการทางาน ของไตล้มเหลว และเป็ นพิษต่อทางเดินอาหาร อาการที่ปรากฏ เริ่มแรกคือ คลื่นไส้และอาเจียนอย่างรุนแรง ตามด้วนท้องร่วง และน้าลายฟูปาก 2. ความเป็ นพิษแบบเรื้อรัง คือ เนื้อเยื่อปอดถูกทาลาย เกิดผลที่ไต จะเกิดโรคกระดูกผุ คือ กระดูกจะพรุน โค้งงอได้ง่าย
75.
การแพร่กระจายของปรอทในดินจะน้อยมาก จากการ สารวจพบว่า บริเวณอ่าวไทยตอนบน
มีความเข้มข้นอยู่ในช่วง ระหว่าง 17.9-49.3 ส่วนในล้านส่วน และบริเวณอ่าวไทยตอนล่าง พบอยู่ในช่วง 0-43.9 ส่วนในล้านส่วน 3. ปรอท ผลกระทบและพิษของปรอท ส่วนใหญ่จะแพร่กระจายในน้ามีการถ่ายทอดสู่สัตว์หรือ สิ่งมีชีวิตในน้าทาให้เกิดโรคพิษจากปรอท ที่เรียกว่าโรค มินามา ตะ
76.
ผลกระทบ สารตะกั่วที่อยู่ในรูปของสารอินทรีย์จะเข้าทาง ร่างกายโดยผิวหนัง และการหายใจ และส่วนที่อยู่ในรูปของ สารอนินทรีย์จะได้จากการกินและการหายใจ
ตะกั่วมีผล ในทางพันธุกรรม ซึ่งตะกั่วจะรบกวนการทางานใน กระบวนการทางชีวเคมีของ DNA และ RNA ทาให้ไม่ สามารถนากรดอะมิโนไปเกาะรวมกันที่ไรโบโซมได้ ถือได้ ว่า ตะกั่วเป็ นสารก่อกลายพันธ์และสารก่อมะเร็งชนิดหนึ่ง
77.
สารประกอบอินทรีย์ที่ระเหยง่ายได้แก่ เบนซีน โทโลอีน ไซลีน
และคลอโรแอลเคน จัดเป็ นสารมลพิษโดยทั่วๆไปในดิน ส่วนใหญ่จะมาจากการรั่วไหลจากถังเก็บและอาจยังมาจากการ ฝั่งกลบขยะในดิน 3. สารประกอบอินทรีย์ที่ระเหยง่าย
78.
ไดออกซิน เป็ นสารพวกกลุ่ม
พอลิคลอริเนตเตตไดเบน โซพาราไดออกซิน (PCDDs)และสารกลุ่มพวก พอลิคลอริเนต เตตไดเนโซฟิวราน ( PCDFS) 4. ไดออกซิน
79.
แหล่งกาเนิด 1. จากการเผาขยะ ในการเกิดสารไดออกซิน
จากการ เผาไหม้ วัสดุที่ถูกเผาจะต้องมีองค์ประกอบทางเคมีอยู่ 3 ประเภท คือ สารอินทรีย์ สารคลอรีน และ วัสดุที่มีสาร PCDD PCDF และ PCBs อยู่ 2. จากผลิตภัณฑ์ข้างเคียงในกระบวนการผลิตทาง อุตสาหกรรมบางชนิด เช่น การผลิตยาปราบศัตรูพืช ยาฆ่าเชื้อ รา
80.
ผลกระทบ ไดออกซินเป็ นสารที่มีความเป็ นพิษสะสมสูง
รวมทั้ง เป็ นสารก่อมะเร็ง การสะสมของไดออกซินในร่างกายอาจ ก่อให้เกิดผลเสียต่อชีวิต โดยโมเลกุลของไดออกซิน สามารถแข่งขันการทางาน กับฮอร์โมนหรือเอนไซม์ใน เนื้อเยื่อ ทาให้ฮอร์โมนหรือเอนไซม์ ทาหน้าที่ไม่ได้ หรือไม่ดี เท่าที่ควร
81.
การวิเคราะห์สารมลพิษทางดินและทางพืช การเก็บตัวอย่างดินเป็ นขั้นตอนแรกที่มีความสาคัญมาก เพราะจะต้องทาการเก็บตัวอย่างดินที่เป็ นตัวแทนที่ถูกต้องของ พื้นที่บริเวณนั้น 1.การเก็บตัวอย่างดิน
82.
หลักการเก็บตัวอย่างดินที่สาคัญ 1. ดินตัวอย่างที่เก็บจะต้องเป็ นตัวแทนที่ถูกต้องของ ที่ดินในบริเวณนั้น
ถ้าเก็บมาผิดพลาด การแนะนาการใช้ปุ๋ ยและ การจัดการดินจะผิดพลาดทั้งหมด 2. อุปกรณ์และภาชนะต่างๆที่ใช้ในการเก็บดินต้องสะอาด 3. ตัวอย่างดินแต่ละตัวอย่างจะต้องเป็ นตัวแทนของพื้นที่ ที่มีความสม่าเสมอกัน
83.
4. เวลาที่เก็บตัวอย่างดินจะเก็บเมื่อใดก็ได้ แต่สาหรับ การปลูกพืชตามฤดูกาล
ควรเก็บดินก่อนการปลูกพืช 2 เดือน 5. พื้นที่แต่ละแปลง ควรเก็บตัวอย่างมาวิเคราะห์ 2-3 ปี ต่อครั้ง 6. เพื่อให้การแนะนาที่ถูกต้อง กสิกรจะต้องกรอกข้อมูล ต่างๆ เกี่ยวกับการใช้ดินที่ผ่านมาแล้วให้มากและละเอียดที่สุด ในแบบข้อมูลกากับตัวอย่างดิน
84.
พลั่ว เสียม จอบ
กระป๋ องพลาสติก ผ้าพลาสติก ขนาด 1x1 ถุงพลาสติก อุปกรณ์และวิธีการในการเก็บตัวอย่างดิน อุปกรณ์ที่สาคัญ ได้แก่ พลั่ว เสียม จอบ ถุงพลาสติก กระป๋ องพลาสติก และผ้าพลาสติกขนาด 1x1
85.
สาหรับวิธีเก็บตัวอย่างดินมีขั้นตอนดังนี้ 1) แบ่งพื้นที่ เมื่อแบ่งแล้วให้หมายเลขแต่ละแปลง กสิกรควรทาแผนที่แสดงการการแบ่งแปลงนี้ด้วยเพื่อกันลืม แปลง 1 บ้าน
แปลง 3 แปลง 2
86.
2) เดินสุ่มเก็บตัวอย่างดินให้ทั่วในแต่ละแปลงเพื่อเก็บ ดินแปลงละ ประมาณ15
จุด ดังภาพ
87.
3) การเก็บดินแต่ละจุดควรทาดังนี้ คือ
ใช้พลั่วหรือจอบ ขุดดินให้เป็ นหลุมรูปคมขวานลึกประมาณ 15 เซนติเมตร หลังจากนั้นใช้พลั่วแซะดินด้านหนึ่งของหลุดที่ขุดให้ได้ดินแผ่น หนาประมาณ 2-3 เซนติเมตร ลึกลงไป 15 เซนติเมตร ต้อง เก็บดินในลักษณะแบบนี้ให้ครบ 15 จุด ทั่วทั้งแปลง ดังภาพ
88.
4) คลุกเคล้าดินตัวอย่างในกระเป๋ าพลาสติกให้เข้ากัน แล้วเทลงบนผ้าพลาสติกทีละ
2 มุม ที่อยู่ตรงข้ามกัน ทาสลับมุม กัน 3-4 ครั้ง หลังจากนั้นกองดินเป็ นรูปฝาชีแล้วใช้มือขีดเป็ น กากบาท(x) บนยอดฝาชีซึ่งจะทาให้กองดินถูกแบ่งเป็ น 4 ส่วน g
89.
5) ระดับความลึกจะขึ้นอยู่กับชนิดของพืชที่ใช่ในการ ปลูก เช่น
ดินที่ใช้ในการปลูกข้าวและพืชเศรษฐกิจ การเก็บ ตัวอย่างดินควรเก็บในระดับความลึก 0-20 เซนติเมตร เป็ น ต้น 6) ตัวอย่างดินรวม ( Composite sample) ควรเก็บลึก ประมาณ 0-20 เซนติเมตร โดยเก็บตัวอย่างประมาณ 10-30 จุด(หลุม) ในพื้นที่ 10-20 ไร่ ต่อตัวอย่างดินรวม 1 ตัวอย่าง
90.
7) การเก็บตัวอย่างดินที่มีปัญหาในขณะที่มีการปลูกพืช ถ้า พืชตายเป็
นหย่อมๆหรือแสดงอาการผิดปกติ ให้เก็บดินลึก 0-15 เซนติเมตร จากบริเวณที่พืชตาย และบริเวณที่มีต้นพืชเจริญเติบโตได้ ดีเป็ นปกติแหล่งละ 1 ตัวอย่าง ดินที่มีการสะสมพวกเกลือต่างๆ ให้เก็บ ลึก 0-15 เซนติเมตร ประมาณ 20-30 จุด ห่างกันจุดละ 2 เมตรขึ้น ไป และให้เก็บดินล่างลึกถัดลงไปจากระยะ 15 เซนติเมตรจนถึงความ ลึก 1 เมตร โดยเก็บอีกประมาณ 3 จุด รวมเป็ น 1 ตัวอย่างพร้อมทั้ง เก็บตัวอย่างดินจากพื้นที่ถัดไปใกล้ๆกัน ซึ่งต้นพืชที่ขึ้นอยู่เจริญเติบโต เป็ นปกติ 1 ตัวอย่าง 8) เขียนป้ ายบอกเบอร์แปลง พร้อมรายละเอียดอื่นๆ ที่ เกี่ยวกับตัวอย่างดินผูกป้ ายติดไว้กับตัวอย่างดิน ป้ ายนี้ควรทาเพิ่มอีก 1 ชุด เพื่อเก็บไว้เป็ นหลักฐาน
91.
การเตรียมตัวอย่างดิน ในการเตรียมตัวอย่างดินเพื่อทาการวิเคราะห์จึงมี วิธีที่แตกต่างกัน ดังนี้ 1) การเตรียมตัวอย่างดินแบบ
รอ ซอยล์ แซมเพิล (raw soil sample) เป็ นการเก็บตัวอย่างดินที่ค่อนข้าง อาศัยความระมัดระวัง เนื่องจากตัวอย่างดินที่นามาศึกษา นั้นต้องให้อยู่ในสภาพธรรมชาติอย่างแท้จริง ดังนั้น หลังจากเก็บตัวอย่างดินมายังห้องปฏิบัติการแล้ว ก็ควร ปฏิบัติดังนี้ คือ
92.
(1) นาตัวอย่างดินมาทาการแยกวัสดุเจือปน ต่างๆ เช่น
รากพืช หิน เศษวัสดุต่างๆ (2) นาตัวอย่างดินบดผ่านตะแกรงขนาด เส้นผ่าศูนย์กลาง 2 มิลลิเมตร (3) หลังจากเตรียมตัวอย่างดินเสร็จแล้ว ถ้าไม่ สามารถวิเคราะห์คุณสมบัติต่างๆ ของดินได้เสร็จภายใน วันเดียว ก็ควรนาตัวอย่างดินเข้าห้องเย็น ตู้เย็นหรือกล่อง น้าแข็ง ที่มีอุณหภูมิประมาณ 3-5 องศาเซลเซียส
93.
2) การเตรียมตัวอย่างดินแบบ แอร์
ไดร์ ซอยล์ แซมเพิล (air dry soil sample) (1) นาตัวอย่างดินออกจากถุงพลาสติก มาแผ่บนแผ่นพลาสติกหรือถาด และนาไปวางบนชั้น ตากดิน (2) ตากดินไว้หลายๆวัน ในที่ร่มหรือใน ห้องตากดิน แต่ถ้าต้องการให้ดินแห้งเร็วอาจใช้พัดลม หรือเครื่องเป่ าลมเป่ าก็ได้ (3) เมื่อดินแห้งแล้ว ก็นาตัวอย่างดินมา ชั่งทาซ้า โดยการนาตัวอย่างดิน ทุกๆ 2-3 วัน มาชั่งอีก จนน้าหนักคงที่
94.
(4) เมื่อน้าหนักดินคงที่แล้ว จึงนาตัวอย่างดินเข้า เครื่องบด
โดยผ่านตะแกรงขนาด 2 มิลลิลิตร (5) เก็บตัวอย่างดินเพื่อทาการวิเคราะห์ ใส่ในขวด หรือถุงพลาสติกและใส่ตัวเลขกากับไว้ในถุงตัวอย่างดินนั้นด้วย สารมลพิษนอกจะสะสมเมื่ออยู่ในดินแล้ว ถ้าเราใช้ดิน ปลูกพืชสารพิษเหล่านี้ก็จะเข้าไปสะสมตกค้างในพืช ซึ่งจะเข้า สู้ลูกโซ่อาหาร ผ่านเข้าสู้มนุษย์และสัตว์ได้ การที่จะทาการ ตรวจวิเคราะห์ติดตามสารมลพิษที่ตกค้างในพืช เราต้องทราบ วิธีการเก็บตัวอย่างพืช
95.
การเก็บตัวอย่างพืช การวิเคราะห์หาปริมาณสารมลพิษในพืช เช่น โลหะ หนัก
ยาปราบศัตรูพืช เป็ นอีกวิธีการหนึ่งที่จะนาค่ามา วิเคราะห์ มาติดตามการตกค้างของสารพิษในพืช นามา ประเมินความปลอดภัยในการบริโภค และเป็ นแนวทางใน การปรับปรุง แก้ไข รวมทั้งป้ องกันการปนเปื้ อนสารมลพิษ ในดินที่ใช้ในการเกษตรกรรมด้วย ส่วนเก็บตัวอย่างพืชต้อง ใช้เครื่องมือ ดังนี้
96.
1. เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บตัวอย่างพืช ในการเก็บ ตัวอย่างพืชควรเตรียมอุปกรณ์
ดังนี้ 1) กรรไกร 2) ถุงกระดาษฟาง 3) ปากกา ดินสอ 4) บันได
97.
2. วิธีการเก็บตัวอย่างพืช อาจแบ่งออกได้ดังนี้ 1)
การเก็บตัวอย่างพืชในเรือนกระจกหรือกระถาง ควรจะเก็บตัวอย่างพืชทุกส่วน คือ ทั้งลาต้น ใบ และราก 2) การเก็บตัวอย่างพืชในแปลงหรือพื้นที่เพาะปลูก (1) การเก็บตัวอย่างพืชที่แสดงอาการผิดปกติ คือ มีธาตุอาหารมากจนเกินไป ก็ควรต้องเก็บตัวอย่างพืชที่ แสดงอาการผิดปกติมาประมาณ 2-3 ต้น และเก็บตัวอย่างพืช ที่เจริญเติบโตตามปกติมาอีก 2-3 ต้น เช่นเดียวกันในบริเวณ พื้นที่นั้นๆห้ามเก็บตัวอย่างพืชที่ตายแล้วหรือใบพืชแห้ง หมดแล้ว
98.
(2) การเก็บตัวอย่างพืชไร่ ควรจะตัดส่วนของ พืชที่อยู่เหนือพื้นดิน
ประมาณ 5 เซนติเมตร 3. การเตรียมตัวอย่างพืชเพื่อวิเคราะห์ 1) ควรจะรวบรวมตัวอย่างพืชให้เสร็จเร็วที่สุดและทา การล้างด้วยน้าให้สะอาด 2) นาตัวอย่างพืชที่บรรจุใส่ถุงกระดาษฟางเข้าตู้อบที่ อุณหภูมิ 80 องศาเซลเซียส นาน 12-28 ชั่วโมง 3) นาตัวอย่างพืชที่อบแล้วไปบดด้วยเครื่องบดพืช
99.
4) ถ้าตัวอย่างพืชมีน้าหนักน้อยกว่า 1
กรัม ให้ใช้ กรรไกรตัดให้เป็ นชิ้นเล็กที่สุด 5) บรรจุใส่ภาชนะเช่น ขวดแก้ว ปิ ดจุกให้แน่นอย่าให้ อากาศเข้าไปได้ 6) ก่อนจะทาการวิเคราะห์ควรจะนาตัวอย่างพืชไปอบ ซ้าอีกครั้งหนึ่ง โดยอบที่อุณหภูมิ 60-80 องศาเซลเซียส นาน 12-14 ชั่วโมง และทาให้เย็นในเครื่องดูดความชื้น (dessicartor) นาน 2 ชั่วโมง
100.
ยาฆ่าแมลงซึ่งมีพิษมากแพร่กระจายสู่สิ่งแวดล้อม ทุกหนทุกแห่งไม่ว่าจะเป็ น อากาศ
น้า ดิน และพืช เพื่อเป็ น ประโยชน์ในการประเมินความปลอดภัยต่อสุขภาพอนามัย สิ่งแวดล้อม เราควรศึกษาสารเหล่านี้ที่จะตกค้างในสิ่งมีชีวิต และสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในน้าและในพืชที่ใช่ บริโภคเป็ นอาหาร การวิเคราะห์ยาฆ่าแมลง
101.
การวิเคราะห์หาปริมาณโลหะหนัก ตะกั่ว แคดเมียม
และปรอทในดิน และพืช โดยวิธีอะตอม มิกแอบซอร์พชัน สเปกโทรโฟโตเมทรี เทคนิควิธีอะตอมมิกแอบซอร์พชัน สเปกโทรโฟโต เมทรี สามารถใช้วิเคราะห์หาโลหะหนัก ตะกั่ว แคดเดียม และปรอทที่มีปริมาณน้อยๆ ในสารตัวอย่างได้ โดยใช้ หลักการดูดกลืนแสงของอะตอมโดยอะตอมธาตุอิสระแต่ละ ชนิดจะดูดกลืนแสงที่ความยาวคลื่นต่างกันเฉพาะตัว ทาให้ อะตอมของธาตุในสารประกอบเกิดเป็ นอะตอมอิสระ
102.
โดยใช้พลังงานความร้อนจากเปลวไฟ ซึ่งจะทาให้ เกิดกระบวนการแตกตัวหรือทาให้เป็ นไอและทาให้อะตอม อยู่ในสถานะกระตุ้น
เมื่อแสงจากแหล่งกาเนิดแสงคือ ฮอล โลว คาโทดแลมพ์ (Hollow Cathode Lamp: HCL) ซึ่งทา ให้พลังงานที่เหมาะสมสาหรับธาตุแต่ละชนิด การทาลาย สารอินทรีย์ที่มีอยู่ในสารตัวอย่างทาให้ได้ 2 วิธี คือ วิธีการ ย่อยสลายโยการเผาให้เป็ นเถ้า (dry ashing) และวิธีการ ย่อยสลายด้วยกรด (wet acid digestion)
103.
1. เครื่องมือ อุปกรณ์
และสารเคมี ในการวิเคราะห์หาโลหะ ตะกั่ว แคดเดียม และปรอทจะใช้เครื่องมือ อุปกรณ์ และสารเคมี 1) เครื่องอะตอมมิกแอบซอร์พชัน สเปกโทรโฟโตมิเตอร์ (atomic absorption spectrophotometer) 2) เครื่องย่อย (digest apparatus) 3) ขวดเจลดาห์ล (kjeldahl flask) ขนาด 100 มิลลิลิตร 4) ขวดวัดปริมาตร (volumetric flask) ขนาด 100 มิลลิลิตร 5) เครื่องชั่ง (analytical balana) 6) กระบอกตวง (cylinder) 7) กรวย (funnel) 8) กระดาษกรองเบอร์ 5 หรือเบอร์ 42 9) กรดเพอร์คลอกริกเข้มข้น (conc.HCLO4) 10) สารละลายมาตรฐาน ตะกั่ว แคดเดียม และปรอท
104.
2. วิธีการวิเคราะห์ วิธีการวิเคราะห์จะประกอบด้วย 4
ขั้นตอน 1)การเตรียมตัวอย่างดิน และพืช ซึ่งทาได้ดังนี้ (1) ชั่งตัวอย่างดิน 1 กรัม และตัวอย่างพืช (ที่อบ แล้ว) 0.1-0.3 กรัม ใส่ในขวดเจลดาห์ล ขนาด 100 มล. (2) เติมกรดเพอร์คลอริกเข้มข้น 10 ml นาไปย่อยด้วยเครื่องย่อยค่อยๆ เพิ่มความร้อนย่อย (digest) จน ตัวอย่างใสปล่อยทิ้งไว้ให้เย็นแล้วเทตัวอย่างใส่ขวดวัดปริมาตรขนาด 100 มล. ปรับปริมาตรด้วยน้ากลั่นให้ครบ 100 มล. (3) กรองด้วยกระดาษกรองเบอร์ 5 หรือเบอร์ 42 แล้วนาสารละลายที่ได้นาไปวิเคราะห์หาปริมาณโลหะ ตะกั่ว แค ดเดียม และปรอทต่อไป
105.
2) ขั้นตอนการใช้เครื่องอะตอมมิกแอบซอร์พชัน สเปกโทรโฟโต มิเตอร์ (1)
เลือกโฮลโลคาโทด แลมพ์ให้ตรงกับธาตุที่จะวิเคราะห์ คือ ตะกั่ว แคดเดียม และปรอท (2) แล้วตั้งค่าพารามิเตอร์ต่างๆ ตามคูมือเครื่อง โดยจัดโนโนโคร มาเตอร์ ให้มีความยาวเป็ นคลื่น 283.3 นาโนเมตร สาหรับวิเคราะห์ตะกั่ว 228.8 นาโนเมตร สาหรับวิเคราะห์แคดเมียม และ 253.7 สาหรับวิเคราะห์ปรอท (3) อุ่นเครื่องนานประมาณ 15 นาที แล้วปรับค่าพลังงานของฮอล โลคาโทด แลมพ์ (4) นาเนลบูไลเซอร์ (nelbulizer) จุ่มลงในน้ากลั่น พร้อมกับวัด เครื่องมอให้อ่านค่าการดูดกลืนเป็ นศูนย์และนาสารละลายมาตรฐานที่มีความ เข้มข้นพอเหมาะ ในการทาเซนต์ เช็ค เพื่อให้อ่านค่าการดูดกลืนในช่วง 0.20 ± 20 เปอร์เซ็นต์ เพื่อเตรียมความพร้อมของเครื่อง
106.
3) การสร้างกราฟมาตรฐาน เตรียมสารละลายมาตรฐานของโลหะที่ต้องการวิเคราะห์ให้มี ความเข้มข้นต่างๆ กันอย่างน้อย
4-5 ความเข้มข้นแล้วนาเนลบู ไลเซอร์จุ่มลงในสารละลาย ความเข้มข้นต่างๆที่เตรียมไว้ แล้ววัดค่า การดูดกลืนแสง เพื่อสร้างกราฟมาตรฐาน 4) การวิเคราะห์สารตัวอย่าง ทุกครั้งก่อนที่จะทาการวิเคราะห์สารละลายตัวอย่างจะต้อง จุ่มเนลบูไลเซอร์ลงในน้ากลั่นก่อน หลังจากนั้นจึงนาจุ่มลงใน สารละลายตัวอย่าง แล้ววัดค่าการดูดกลืนแสง นาไปคานวณหาความ เข้มข้นของสารตัวอย่างโดยเทียบกับกราฟมาตรฐาน
107.
5. การวิเคราะห์ไดออกซินในดิน การรวิเคราะห์สารไดออกซินในดินทาได้โดยการเตรียมตัวอย่าง ดิน วิธีที่
2 ประมาณ 1 กรัมมาสกัดด้วยเฮกเซน แล้วนาไปวิเคราะห์ผล
108.
ผลกระทบจากมลพิษทางดิน 1. สูญเสียพื้นที่ที่จะนามาใช้ประโยชน์ คือ
ดินบริเวณ ใดที่เป็ นดินเสียหรือมีสารพิษสะสม จะสูญเสียประสิทธิภาพใน การใช้ดินหรือไม่สามารถนาดินมาใช้ประโยชน์ได้ 2. ทาให้เกิดการสะสมของสารพิษในดิน เมื่อมีการใช้ ดินปลูกพืช สารพิษ เช่น ดีดีที จะถูกพืชนาไปใช้และถ่ายทอด อาหารไปตามโซ่อาหารจนถึงคน 3. เป็ นแหล่งสะสมและเพาะพันธุ์เชื้อโรคและสัตว์ที่เป็ น พาหนะนาโรคต่างๆ เช่น แมลงวัน หนูตามขยะมูลฝอย 4. ทาให้หน้าดินสาหรับใช้ในการเกษตรเสียไป เช่น การเป็ นดินกรด หรือดินเค็ม เป็ นต้น
109.
5. มีผลต่อเนื่องไปยังคุณภาพของแหล่งน้าธรรมชาติเมื่อ มีการไหลของแหล่งน้าผ่านพื้นดินที่มีสารพิษหรือมีขยะมูลฝอย สะสมอยู่ในปริมาณสูง 6. ทาให้สมรรถนะของดินในการรับน้าหนักลดลง
เพราะ การอัดแน่นของดินลดลงและมีการย่อยสลายของขยะมูลฝอย ซึ่งทาให้ดินยุบตัวต่อไป 7. มีผลกระทบต่อคุณภาพของอากาศ เนื่องจากเกิด กลิ่น และเกิดการสลายของขยะมูลฝอย และสารอินทรีย์ที่ย่อย สลาย
110.
แนวทางการปรับปรุงแก้ไขดินที่ถูกปนเปื้ อน ในการลดความเป็ นพิษของสารปนเปื้
อนในดิน จนอยู่ใน ระดับที่ไม่อันรายต่อสิ่งแวดล้อม อาจกระทาได้ 3 วิธี ดังนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการกาจัดองค์ประกอบทางเคมี ของสารปนเปื้ อนให้อยู่ภายในดินที่เกิดมลพิษแล้ว เพื่อไม่ให้ แพร่กระจายออกไปยังบริเวณใกล้เคียง ซึ่งเทคนิคที่ใช้ลด ความเป็ นอิสระหรือการเคลื่อนไหวของสารปนเปื้ อน อาจ กระทาได้ 3 วิธี ดังนี้ 1. ลดความเป็ นอิสระของสารปนเปื้ อน
111.
- การดูดซับองค์ประกอบของสารปนเปื้ อนไว้ด้วย อนุภาคดินในธรรมชาติ -
การแลกเปลี่ยนประจุที่เป็ นองค์ประกอบของสาร ปนเปื้ อนกับประจุต่างๆ ที่อยู่ในดิน - สารอื่นๆที่อยู่ในไม่เป็ นพิษ
112.
2. การเร่งการสลายตัวของสารปนเปื้ อนในดิน -
ปฏิกิริยาทางชีววิทยา โดยอาศัยจุลินทรีย์ที่มีอยู่ในดิน เช่น แบคทีเรีย แอกติโนไมซีต และรา จุลินทรีย์เหล่านี้จะใช้สาร ปนเปื้ อนที่อยู่ในรูปสสารประกอบอินทรีย์ และสารอินทรีย์ถูกย่อยสลาย และลดความเป็ นพิษ และอาจปลดปล่อยสารอาหารที่เป็ นประโยชน์ต่อ พืชและสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ที่อาศัยอยู่ในดิน - ปฏิกิริยาทางเคมี เทคนิคการทาให้สารปนเปื้ อนสลายตัว ทางเคมีจนสามารถทาให้สารปนเปื้ อนเปลี่ยนสภาพไปอยู่ในรูปที่ไม่เป็ น พิษ เราอาจกระทาได้โดยอาศัยกระบวนการเพิ่มออกซิเจน (oxidation) ลดออกซิเจน (reduction) การตกตะกอนการ เปลี่ยนแปลงรูปสารปนเปื้ อนให้อยู่ในสารพอลิเมอร์
113.
- ปฏิกิริยาทางเคมีและแสงร่วมกัน การทาให้สาร ปนเปื้
อนสลายตัว โดยใช้แสงเป็ นตัวเร่งปฏิกิริยา อาจ เกิดขึ้นได้จากการแผ่รังสีของแสง อัลตราไวโอเลตซึ่งมีผล ทาให้โครงสร้างของสารประกอบอินทรีย์แยกสลายออก เป็ น การสลายตัวของสารปนเปื้ อนให้เร็วขึ้น
114.
3. การทาให้สารปนเปื้ อนเจือจาง ทาได้โดยการนาดินหรือสารที่ปราศจากสารปนเปื้
อนของ สารพิษใดๆ นามาคลุกเคล้าลงในดินที่มีสารเคมีปนเปื้ อนอยู่ วิธีนี้จะ ช่วยลดระดับความเป็ นพิษของสารปนเปื้ อนในดินได้ ซึ่งวิธีการนี้อาจ นาไปใช้ลดความเป็ นพิษของดินที่มีต่อจุลินทรีย์ดิน หรือลดอันตราย จากการบริโภคอาหารของมนุษย์ที่เก็บเกี่ยวจากบริเวณนั้น หรือจาก การสัมผัสโดยตรงกับสารปนเปื้ อน หรือจากการดูดสารปนเปื้ อนของ พืชและสัตว์ ซึ่งผ่านเข้าไปสู่ระบบโซ่อาหารของมนุษย์ต่อไป
115.
คาถามท้ายบท 1. ในการเกิดดินปัจจัยใดที่สาคัญมากที่สุดที่ควบคุมและส่งเสริม ให้เกิดการพัฒนาของดินและมีอิทธิพลทาให้ดินมีลักษณะแตกต่างกัน ก. ลักษณะภูมิประเทศ ข.
ลักษณะภูมิอากาศ ค. เวลา ง. วัตถุกาเนิดดิน ตอบ ค. เวลา เวลาเป็นสิ่งที่ช่วยในการพัฒนาดินมาก เพราะกว่าดินจะกาเนิดขึ้นมาได้ จะต้องใช้เวลาที่ยาวนาน กว่าจะบรรลุถึงภาวะขั้นสูงสุดได้
116.
คาถามท้ายบท 2. กลุ่มแร่ชนิดใดบ้างเป็ นกลุ่มแร่ที่พบมากบนผิวโลก ก.
ซิลิเกต คาร์บอเนต ซัลไฟด์ ข. ซัลเฟต คาร์บอเนต โกเมน ค. ธาตุอิสระ แฮไลด์ ควอตซ์ ง. ควอตซ์ โกเมน ซิลิเกต ตอบ ข้อ ก. เพราะกลุ่มแร่โกเมน ควอตซ์ ไม่ใช่กลุ่มแร่ที่พบมากที่บนผิวโลก
117.
คาถามท้ายบท 3. ดินแต่ละชั้นมีคุณสมบัติแตกต่างกัน อยากทราบว่าดินชั้นใดที่ ลักษณะของดินจะบอกถึงสภาพการระบายน้าของดินว่า
ดีหรือเลว เพียงใด ก.ดินชั้นเอ (a-horizon) ข.ดินชั้นบี (b-horizon) ค.ดินชั้นซี (c-horizon) ง. ดินชั้นเอ (a-horizon) และดินชั้นบี (b-horizon ตอบ ข
118.
คาถามท้ายบท 4. พืชส่วนมากเจริญเติบโตได้ดีในดินที่มีระดับพีเอช ประมาณเท่าใด ก. ต่ากว่า
4.5 ข. 4.5 – 5.0 ค. 5.0 – 6.0 ง. 6.0-7.0 ตอบ ง. 6.0-7.0 การปรับพืชของดินจึงควรอยู่ในช่วงนี้จึงจะทาให้พืช เจริญเติบโตได้ดี และทาให้การใช้ระบบดินปลูกพืชเพื่อกาจัดสารมลพิษเป็ นไป อย่างมีประสิทธิภาพ
119.
คาถามท้ายบท 5. องค์ประกอบทางเคมีของดินที่เป็ นอินทรีย์วัตถุส่วนใหญ่จะพบเเร่ธาตุ ชนิดใด ก.
ฟอสฟอรัส ข. เหล็ก ค. โพแทสเซียม ง.ออกซิเจน ตอบ ง. ออกซิเจน เพราะ ฟอสฟอรัส มีอัตราส่วน 0.08 โดยปริมาตร เหล็ก มีอัตราส่วน 3.8 โดยปริมาตร โพแทสเซียม มีอัตราส่วน 1.36 โดยปริมาตร ออกซิเจน มีอัตราส่วน 49.00 โดยปริมาตร
120.
คาถามท้ายบท 6. อนุภาพของสารกัมมันตภาพรังสีที่สาคัญ 3
ชนิด ที่มีโอกาสเข้า สู่ห่วงโซ่อาหารของมนุษย์ได้ง่าย เพราะ พืชดูดเข้าไปในระดับสูง คือ ข้อใด ก. คาร์บอน -14 สตรอนเตียม -90 ซีเซียม - 137 ข. คาร์บอน -14 โคบอลต์ -60 โซเดียม-24 ค. คาร์บอน -14 ฟอสฟอรัส -32 ไอโอดีน -131 ง. คาร์บอน -14 ทอเรียม -232 อินเดียม -115 ตอบ ก เพราะ โซเดียม-24 ศึกษาการหมุนเวียนของโลหิต ไอโอดีน -131 ใช้ติดตาม ความผิดปกติของไทรรอยด์ โคบอลต์ -60 ใช้ในการรักษามะเร็งและถนอมอาหาร เทอเรียม -232 อินเดียม -115 มีปริมาณมากในบริเวณที่เป็นเหมืองแร่ เหมืองน้ามัน
121.
คาถามท้ายบท 7. การเก็บตัวอย่างดินมาวิเคราะห์ในวิธีแบบ รอ
ซอยส์ แซมเพิล ถ้ายังไม่สามารถวิเคราะห์เสร็จภายในวันเดียว ควรเก็บไว้ในแบบใดดิน จึงจะคงอยู่ในสภาพสมบูณ์ที่สุด ก.กล่องเก็บตัวอย่างดิน ข.ตู้เย็นหรือกล่องน้าแข็ง ค.ตู้อบ ง.ถุงพลาสติกหรือขวด ตอบ 2.ตอบ ข. ตู้เย็นหรือกล่องน้าแข็ง เพราะดินจะต้องอยู่ในสภาพธรรมชาติอย่าง แท้จริง
122.
คาถามท้ายบท 8. วิธีการใดที่นิยมใช้ในการวัดน้าหนักของดินทรายดินตะกอน และดินเหนียว ก.การวิเคราะห์เชิงกล ข.การวิเคราะห์เชิงเคมี ค.การวิเคราะห์เชิงชีวภาพ ง.การวิเคราะห์เชิงเคมีชีวภาพ ตอบ 2. ตอบ
ก. การวิเคราะห์เชิงกล
123.
คาถามท้ายบท 9. เกลือที่พบอยู่ในดินเค็มชนิดใดที่ส่งผลอันตรายต่อพืช ก.คลอไรด์ แมกนีเซียม
แคลเซียมไอออน ข.ซัลเฟต โพแทสเซียม แมกนีเซียม ค.โพแทสเซียม คลอไรด์ ซัลเฟต ง.แมกนีเซียม ซัลเฟต คลอไรด์ ตอบ ง.
124.
คาถามท้ายบท 10. ก่อนการวิเคราะห์หาปริมาณโลหะหนักโดยวิธีอะตอมมิกแอบซอร์พ ชัน สเปคโทรโฟโตเมทรี
จะต้องเติมสารละลายชนิดใดในน้ากลั่น ก. กรดซัลฟิวริก ข. เนบลูไลเซอร์ ค. ไอโอดีน ง. บลูไดมอน ตอบ ข. เนบลูไลเซอร์
125.
คาถามท้ายบท 1. จงอธิบายกระบวนการสร้างดินว่ามีกี่ประเภท อะไรบ้าง กระบวนการสร้างดิน
กระบวนการนี้เกิดขึ้นต่อเนื่องจากการผุพังสลายตัวของหิน และแร่ แล้วเกิดการทับถมรวมตัวกันใหม่ จนกลายเป็ นวัตถุต้นกาเนิดดินชนิดต่างๆ และ เป็ นดินในที่สุด หลักการทั่วไปของกระบวนการนี้มี 2 ประเภท 1. การแยกชั้นของดิน (horizonation) ซึ่งทาให้หน้าดินเกิดเป็ นชั้นต่างๆ ได้ เนื่องจากสภาพแวดล้อมและผลรวมของกระบวนการสร้างดิน ซึ่งได้แก่ กระบวนการสูญเสีย ชะล้างวัสดุ การเคลื่อนย้ายเปลี่ยนสภาพของวัสดุ การเพิ่มเติมของวัสดุแร่ธาตุ ฮิวมัส หรือ อินทรียวัตถุลงบนผิวดิน ทาให้ดินมีการพัฒนาโครงสร้างดีขึ้น 2. การไม่แยกชั้นดิน (haplodization) กระบวนการสร้างดิน ทาให้หน้าดินมี ลักษณะสม่าเสมอ จนไม่สามารถแยกชั้นได้ชัดเจน
126.
คาถามท้ายบท 2. ดินจัดลาดับตามหลักปฐพีวิทยา แบ่งได้กี่อันดับ
อะไรบ้างจงอธิบาย ตอบ 1) อันดับโซนัล (zonal soil) คือ คือ ดินที่เกิดขึ้นในสภาพที่มีการ ระบายน้าได้ดี พบอยู่ทั่วไป เป็ นดินที่มีมากกว่าดินอันดับอื่นๆ 2) อันดับอินทราโซนัล (intrazonal soil) ดินที่เกิดขึ้นในสภาพที่มีการ ระบายน้าไม่ดี พบในเขตที่ลุ่มมีน้าท่วมขัง ได้แก่ ดินในที่ลุ่ม ดินทุ่งหญ้า และดิน ตามหนองน้า 3) อันดับเอโซนัล (azonal soil) คือ ดินในเขตภูเขาเป็ นดินเกิดใหม่ ไม่มีลักษณะของช่วงชั้นดินที่เห็นได้ชัดเจน และขาดการบุกเบิกพัฒนา 4) แบบเป็ นเม็ดค่อนข้างกลม ดินจะมีลักษณะโครงสร้างเป็ นรูปทรง กลมไถพรวนง่าย ระบายน้าดี เหมาะแก่การเพาะปลูก
127.
คาถามท้ายบท 3. เพราะเหตุใดดินชั้น A
จึงเหมาะสมต่อการปลูกพืชมากที่สุด ตอบ เพราะดินชั้นเอ (a-horizon) เป็ นดินที่อยู่ชั้นบนสุด (top soil) มี ซากอินทรีย์วัตถุสะสมมากที่สุด ซึ่งจะอยู่ในส่วนที่เป็ นผิวหน้าดิน (surface soil) และเนื่องจากพวกอินทรียวัตถุและแร่ธาตุๆ ที่ละลายน้าได้จะถูกชะล้าง ไปยังดินบีโดยมีน้าเป็ นตัวกลาง
Editor's Notes
#29
สมบัติทางกายภาพของดิน ( Physical Properties of Soil ) สมบัติทางกายภาพของดินที่สำคัญ ได้แก่
Download