1
คู่มือ
2
คำนำ
ด้วยความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว รุนแรง ของโลกในปัจจุบัน นิสัยใฝ่เรียนรู้จึงเป็นสิ่งที่สาคัญ
มากต่อการรับมือกับต่อภาวะการแข่งขันทั้งทางด้านสังคม เศษฐกิจ และ เทคโนโลยี ทาให้การศึกษา
ไม่ได้เป็นไปแค่การเรียนรู้ในห้องเรียน เพื่อศึกษาหาความรู้จากตารา เพราะความรู้ไม่สามารถเรียนรู้ได้
หมดในห้องเรียน เพราะความรู้มีมากมายมหาศาสเกินกว่าที่มนุษย์จะเรียนรู้กันได้หมด ต่อวิธีการ
เรียนรู้ต่างหากที่จะสามารถนาไปพัฒนานวัตกรรมต่าง ๆ เพื่อพัฒนาตนเองและช่วยผู้อื่นต่อไป
ในศตวรรษที่ 21 ประเทศไทยจาเป็นต้องค้นหายุทธศาสตร์ใหม่ในการพัฒนาระบบการศึกษา
ดังที่ ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช กล่าวว่า "การศึกษาที่ถูกต้องสาหรับศตวรรษใหม่ ต้องเรียนให้บรรลุ
ทักษะ คือทาได้ต้องเรียนเลย จากรู้วิชาไปสู่ทักษะในการใช้วิชาเพื่อการดารงชีวิตในโลกแห่งความเป็น
จริง การเรียนจึงต้องเน้นเรียนโดยการลงมือทา หรือการฝึกฝนนั่นเอง และคนเราต้องฝึกฝนทักษะต่างๆ
ที่จาเป็นตลอดชีวิต”เครื่องมือเสริมสร้างทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 จึงเป็นเครื่องมือสาคัญในการยกระดับ
การเรียนรู้ร่วมกันของทั้งผู้บริหารการศึกษาครูและผู้เรียนบนฐานคิด“กระบวนการเรียนรู้สาคัญกว่า
ความรู้”และ“กระบวนการหาคาตอบสาคัญกว่าคาตอบ”โดยใช้ฐานคิด“ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21” (21st
Century skills) เพื่อรองรับความท้าทายและการเปลี่ยนแปลงต่างๆที่จะเกิดขึ้นกับประเทศไทยใน
ศตวรรษที่ 21 การยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาและส่งเสริมการผลิตกาลังคนที่มีขีดความสามารถ
ในการแข่งขันในเวทีเศรษฐกิจโลกในศตวรรษที่ 21 โดยอยู่บนพื้นฐานความเป็นไทยและฐานคิดปรัชญา
เศรษฐกิจพอเพียงเพื่อให้เข้าใจตัวตนความเป็นไทยอย่างเข้มแข็งก่อนเข้าสู่เวทีประชาคมอาเซียนอย่าง
ยั่งยืน
ดังนั้นการสร้างเครื่องมือเสริมสร้างทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 จึงได้ถูกสร้างขึ้นผ่านฐานปรัชฐญา
ความคิดและกระบวนการทางการวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ของเด็กไทยให้บรรลุ“ทักษะแห่งศตวรรษที่
21” (21st Century skills) ที่เน้นทักษะการใช้ชีวิตและการเรียนรู้ตลอดชีวิต ซึ่งจะมีครูมีบทบาทหน้าที่
เป็นผู้แนะนาและทาโครงการการเรียนรู้ร่วมกันกับเด็กซึ่งเด็กจะได้ทั้งความสนุกสนานและแนวทาง การ
คิดและสร้างองค์ความรู้ร่วมทั้งนวัตกรรมต่าง ๆ จากความคิดที่เปิดกว้างจากครูที่เป็นผู้เปิดโลกทัศน์นั้น
ให้เด็ก เพราะเครื่องมือเป็นเพียงตัวช่วยนาทางให้ครูเท่านั้น แต่ “ความสาเร็จในการเรียนรู้ ไม่ได้อยู่ที่
เครื่องมือ หากอยู่ที่การเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้สร้างสรรค์องค์ความรู้ด้วยตนเอง”
คณะผู้วิจัยเครื่องมือเสริมสร้างทักษะแห่งศตวรรษที่ 21
3
สำรบัญ
หน้ำ
คำนำ
ความเป็นมาของโครงการ………………………………………………………………… 6
วัตถุประสงค์ของการศึกษา…..………………..…………………………………………. 8
แผนการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่21ของเด็กและเยาวชนไทย
เพื่อเตรียมความพร้อมสู่ประชาคมอาเซียน.......................……………………………… 28
คาถามชวนถก-อภิปราย………………………………………..…………………………… 112
Matrix สาหรับการประเมินผลการจัดการเรียนการสอนให้เป็นไปตาม
กรอบโครงสร้างในโครงการวิจัยนี้…………………………………………………………… 113
บรรณำนุกรม
4
สำรบัญตำรำง
หน้ำ
ตารางที่ 1 ตารางแสดงกรอบแนวคิดโครงสร้างหลักสูตรเพื่อพัฒนาคุณลักษณะ
ที่พึงประสงค์ของเด็กและเยาวชนไทยในศตวรรษที่ 21……..………..……..………… 9
ตารางที่ 2 ตารางแสดงรายละเอียดคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของเด็กและเยาวชนไทย
ในศตวรรษที่ 21……………………………….………………………………………… 15
ตารางที่ 3 เปรียบเทียบกระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้นตอน ขอล สพฐ. กับ 8 ขั้นตอนการจัดการ
จัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21………………………………………………………… 29
ตารางที่ 4 ตารางแสดงบทบาทครู ......................................................................................... 31
ตารางที่ 5 ตัวอย่างการตั้งคาถามของครู…………………………………………………………. 36
ตารางที่ 6 แนวคาถามและแนวคาตอบสาหรับครู………………….……………………………. 53
ตารางที่ 7 ตารางสารวจชุมชน…………………………………………………………………... 57
ตารางที่ 8 ตารางแบบสอบถามเพื่อหาคาตอบของนักเรียน……………………………….......... 58
ตารางที่ 9 ตารางการคิดวิเคราะห์และต่อยอดองค์ความรู้.………………………………............ 60
ตารางที่ 10 ตารางสรุปความคิดของตนเอง………….…………………………......................... 61
ตารางที่ 11 ตารางบันทึกการระดมความคิดของกลุ่ม……………………….............................. 62
ตารางที่ 12 ตารางบันทึกสาระการเรียนรู้กับมาตรฐานการเรียนรู้………………...................... 64
ตารางที่ 13 ตารางบันทึกการจัดการเรียนรู้…………….……………………….……................. 66
ตารางที่ 14 ตารางบันทึกสิ่งที่ได้เรียนรู้และการต่อยอดองค์ความรู้……………………………... 111
5
สำรบัญรูปภำพ
หน้ำ
ภาพที่ 1 แผนภาพบุคคลแห่งศตวรรษที่ 21……………………………..……..…………… 14
ภาพที่ 2 กระบวนการพัฒนาคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของเด็กและเยาวชน
ในศตวรรษที่ 21……………………………..…….……………………………… 21
ภาพที่ 3 กระเป๋าชุดเครื่องมือเสริมสร้างทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ………………………… 22
ภาพที่ 4 หน้าจอแสดงหนังสืออิเล็คทรอนิค ………………………………………………… 24
ภาพที่ 5 หน้าจอแสดงe-Learning ………..………………………………………………… 25
ภาพที่ 6 หน้าจอแสดงตัวอย่างการทดลองทางวิทยาศาสตร์ …………………………….… 25
ภาพที่ 7 หน้าจอแสดงคลังข้อสอบ ……………………………….……………………….… 26
ภาพที่ 8 หน้าจอแสดงโปรแกรมสแคลช ……………………………………………….…… 26
ภาพที่ 9 หน้าจอแสดงโปรแกรมฟรีมายด์ ………………………………………………..… 27
ภาพที่ 10 ภาพข้อความเป้าหมายของเครื่องมือเสริมสร้างทักษะแห่งศตวรรษที่ 21……… 27
ภาพที่ 11 รูปแบบการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ……………………………………… 30
ภาพที่ 12 ตัวอย่างแผนผังมโนทัศน์ของนักเรียนหลังการระดมความคิด .......................... 43
ภาพที่ 13 ตัวอย่างแผนผังมโนภาพของครูในการเชื่อมโยง
คาถามกับเนื้อหาและโครงสร้างหลักสูตร …………………………………..……… 56
ภาพที่ 14 นักเรียนวาดภาพการทานาของชุมชน ……………………………………………. 59
ภาพที่ 15 การเขียนแผนภาพมโนทัศน์เรื่องที่นักเรียนสนใจ………………..……………… 61
ภาพที่ 16 แผนภาพมโนทัศน์การบูรณาการเนื้อหาวิชากับสิ่งที่นักเรียนสนใจ……………… 63
ภาพที่ 17 การประเมินตนเองของนักเรียน …………………………………………………… 110
6
บทนำ
หลักกำรและเหตุผล
ในปี 2546 ผู้นาประเทศในสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Association of
Southeast Asian Nations: ASEAN) หรืออาเซียนเล็งเห็นว่าการรวมตัวเป็น ประชาคมอาเซียน
(ASEAN Community: AC) จะสามารถเสริมสร้างความแข็งแกร่งและความสามารถในการแข่งขันของ
ภูมิภาคต่อประชาคมโลกได้ จึงได้มีดาริที่จะรวมตัวกันก่อตั้งเป็นประชาคมอาเซียน และมีกฎบัตร
อาเซียน (ASEAN charter) และกรอบข้อตกลงอาเซียน (ASEAN Blueprint) เป็นแนวทางในการ
ร่วมกันพัฒนาภายในปี 2558 โดยประชาคมอาเซียนประกอบด้วย 3 เสาหลัก ได้แก่ ประชาคม
การเมืองและความมั่นคงอาเซียน (ASEAN Political and Security Community – APSC) ที่มุ่งเน้น
ความมั่นคงของภูมิภาคให้อยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข แก้ไขปัญหาขัดแย้งได้อย่างสันติวิธี เข้าใจในสังคม
วัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ที่แตกต่าง ,ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic
Community – AEC) ซึ่งมุ่งเน้นการผลิตและการมีตลาดการค้าและบริการ การลงทุน เงินทุนและ
แรงงานที่มีความสามารถในการทางาน สามารถสร้างตลาดที่มีความสามารถในการแข่งขันกับภูมิภาค
อื่น และประชาคมสังคมและวัฒนธรรม (ASEAN Socio-Cultural Community – ASCC) ที่มุ่งหวังให้
อาเซียนที่มีประชาคมเป็นศูนย์กลาง เอื้ออาทรและแบ่งปัน ยกระดับคุณภาพชีวิต ส่งเสริมการใช้
ทรัพยากรอย่างยั่งยืน และส่งเสริมอัตลักษณ์ของอาเซียน
เพื่อรองรับการเป็นประชาคมอาเซียนเต็มรูปแบบในปี 2558 ประเทศต่างๆจึงมุ่งเน้นในเรื่อง
ของการพัฒนาคนเป็นประเด็นสาคัญ การศึกษาจึงถูกจัดให้เป็นแกนและเครื่องมือสาคัญในการ
ดาเนินการพัฒนา แต่สถานการณ์ที่ผ่านมาชี้ให้เห็นว่าระบบการศึกษาไทยอยู่ในขั้นวิกฤติด้านคุณภาพ
ของผู้เรียน โดยในรอบสิบปีที่ผ่านมาคุณภาพของระบบการศึกษาไทยและความสามารถในการแข่งขัน
ของประเทศมีแนวโน้มตกต่าลงอย่างต่อเนื่องเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศต่างๆ อาทิเช่น IMD World
Competitiveness Yearbook 2012 พบว่า ความสามารถแข่งขันของไทยในภาพรวมลดลงเป็นอันดับที่
30 และอันดับด้านการศึกษาก็ลดลงเป็นอันดับที่ 52 จากทั้งหมด 59 ประเทศ โดยพบว่าการศึกษาเป็น
ตัวฉุดความสามารถสถาบัน(คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3,2554:Online)ส่วน World Economic
Forum (WEF) 2012 ลดอันดับประเทศไทยด้านคุณภาพระบบการศึกษาลง 11 อันดับ โดยอยู่ลาดับที่
77 จาก 142 ประเทศ นอกจากนั้น ผลการศึกษาของธนาคารโลก (2012) บ่งชี้ว่าประเทศไทยต้องเร่ง
พัฒนามาตรฐานแรงงานเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจบนฐานความรู้และนวัตกรรมดรรชนีเศรษฐกิจบน
ฐานความรู้ (Knowledge Economy Index: KEI) ของไทยปรับตัวลดลงในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาจากอันดับ
ที่ 54 (ปี 2543) เป็นอันดับ 63 (ในปี 2552) จากทั้งหมด 132 ประเทศสาเหตุหลักมาจากปัจจัย
การศึกษาและเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร(คณะกรรมการพัฒนาขีดความสามารถในการ
แข่งขันของประเทศ, 2554:Online). ดังผลการศึกษาทั้งจาก IMD, WEF และ World Bank
7
อย่างไรก็ดีด้วยสภาวะที่งบประมาณด้านการศึกษาใกล้ “ชนเพดาน” และปริมาณข้อมูลและ
ความรู้จานวนมหาศาลที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน ประเทศไทยจาเป็นต้องค้นหา
ยุทธศาสตร์ใหม่ในการพัฒนาระบบการศึกษาดังที่ ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช กล่าวว่า "การศึกษาที่
ถูกต้องสาหรับศตวรรษใหม่ ต้องเรียนให้บรรลุทักษะ คือทาได้ต้องเรียนเลย จากรู้วิชาไปสู่ทักษะในการ
ใช้วิชาเพื่อการดารงชีวิตในโลกแห่งความเป็นจริง การเรียนจึงต้องเน้นเรียนโดยการลงมือทา หรือการ
ฝึกฝนนั่นเอง และคนเราต้องฝึกฝนทักษะต่างๆ ที่จาเป็นตลอดชีวิต”(วิจารณ์ พานิช,2555:Online)
ดังนั้นการจัดการเรียนรู้ที่จะช่วยพัฒนาการศึกษาของไทยในศตวรรษใหม่นี้ ต้องมีเป้าหมายใน
การปรับเปลี่ยนการเรียนการสอนไปสู่กระบวนการเรียนรู้ร่วมกันของทั้งครูและผู้เรียนที่มุ่งเน้น
“กระบวนการเรียนรู้สาคัญกว่าความรู้” และ “กระบวนการหาคาตอบสาคัญกว่าคาตอบ” โดยใช้ฐานคิด
“ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21” (21st Century skills) ที่พัฒนาโดยองค์กรภาคีเพื่อทักษะแห่งศตวรรษที่
21(Partnership for 21st Skills: P21.org) ซึ่งประกอบด้วย 3 ทักษะ สาคัญได้แก่
1. ทักษะกำรเรียนรู้และนวัตกรรม มุ่งเน้นให้เกิดความสามารถในการคิดเชิงวิพากษ์
และแก้ปัญหาการสื่อสาร การสร้างความร่วมมือ การคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม
2. ทักษะชีวิตและกำรประกอบอำชีพ มุ่งเน้นให้มีความสามารถในการยืดหยุ่นและ
ปรับตัวมีเป้าหมายของชีวิตและความมุ่งมั่น เข้าใจสังคมและยอมรับความแตกต่างทางวัฒนธรรมมี
ศักยภาพการผลิต และยอมรับการตรวจสอบมีความเป็นผู้นาและมีความรับผิดชอบ
3.ทักษะด้ำนข้อมูลข่ำวสำร กำรสื่อสำร เทคโนโลยี มุ่งเน้นให้มีความสามารถใน
การเข้าถึงสารสนเทศและสื่อต่าง ๆ ได้อย่างเหมาะสม สามารถจัดการ เชื่อมโยง ประเมินและสร้าง
สารสนเทศ รวมถึงการประยุกต์ใช้เรื่องจริยธรรมและกฎหมายกับการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศได้
ด้วยเหตุนี้เครื่องมือเสริมสร้างทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 จึงเป็นเครื่องมือสาคัญในการยกระดับ
การเรียนรู้ร่วมกันของทั้งผู้บริหารการศึกษา ครูและผู้เรียนบนฐานคิด “กระบวนการเรียนรู้สาคัญกว่า
ความรู้” และ “กระบวนการหาคาตอบสาคัญกว่าคาตอบ” โดยใช้ฐานคิด “ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21”
(21st Century skills) เพื่อรองรับความท้าทายและการเปลี่ยนแปลงต่างๆที่จะเกิดขึ้นกับประเทศไทยใน
ศตวรรษที่ 21 โดยมีโจทย์ที่มีความเร่งด่วนอย่างการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน (ASEAN Community) ใน
ปี 2558 เป็นเป้าหมายแรกในการทดสอบศักยภาพของฐานคิดและยุทธศาสตร์การใช้ทักษะแห่ง
ศตวรรษที่ 21ดังกล่าวในการยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาและส่งเสริมการผลิตกาลังคนที่มีขีด
ความสามารถในการแข่งขันในเวทีเศรษฐกิจโลกในศตวรรษที่ 21 โดยอยู่บนพื้นฐานความเป็นไทยและ
ฐานคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อให้เข้าใจตัวตนความเป็นไทยอย่างเข้มแข็งก่อนเข้าสู่เวที
ประชาคมอาเซียนอย่างยั่งยืน
8
วัตถุประสงค์ของกำรศึกษำ
เพื่อส่งเสริมการพัฒนาเครื่องมือสนับสนุนการทางานของครูและโรงเรียน ในการออกแบบ
แผนการเรียนรู้เพื่อเสริมสร้างทักษะการเรียนรู้แห่งศตวรรษที่ 21 สาหรับเด็กและเยาวชนไทยเพื่อ
เตรียมความพร้อมสู่การเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพของประชาคมอาเซียน ซึ่งสอดคล้องกับบริบทและ
หลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการและผู้เรียนก้าวทันต่อการเปลี่ยนแปลงด้านการเรียนรู้ในอนาคตโดย
แบ่งออกเป็นวัตถุประสงค์ดังต่อไปนี้
1.1.1 สังเคราะห์ชุดความรู้หลักสูตรASEAN Curriculum Sourcebook (ACS)ซึ่งจัดทาโดย
สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาเครื่องมือเสริมสร้างทักษะแห่ง
ศตวรรษที่ 12ของเด็กและเยาวชนไทยเพื่อเตรียมความพร้อมสู่ประชาคมอาเซียน
1.1.2 เสนอกรอบแนวคิดการพัฒนาทักษะการเรียนรู้แห่งศตวรรษที่12สาหรับเด็กและ
เยาวชน ไทยเพื่อเตรียมความพร้อมสู่ประชาคมอาเซียนที่สอดคล้องกับหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน
กลุ่มสาระ การเรียนรู้ 8กลุ่มสาระของกระทรวงศึกษาธิการ
1.1.3 พัฒนาเครื่องมือครูเพื่อสนับสนุนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เสริมสร้างทักษะแห่ง
ศตวรรษที่ 12ของเด็กและเยาวชนไทยเพื่อเตรียมความพร้อมสู่ประชาคมอาเซียน
1.1.4 พัฒนากลยุทธ์การบริหารวิชาการในสถานศึกษาเพื่อเสริมสร้างทักษะแห่งศตวรรษที่
21ของเด็กและเยาวชนไทยเพื่อเตรียมความพร้อมสู่ประชาคมอาเซียน
จะเห็นได้ว่าความซับซ้อนที่เพิ่มขึ้นของปัญหาต่างๆ ทาให้ต้องทุ่มเทมากยิ่งขึ้นเพื่อเตรียม
นักเรียนให้เป็นนักแก้ปัญหาต้องจัดหายุทธศาสตร์ที่ช่วยนักเรียนรับมือกับปัญหาการเรียนรู้จากปัญหา
(Problem-based learning หรือ PBL) คือ หนึ่งในยุทธศาสตร์นั้น
หลังจากได้ตารางเปรียบเทียบกรอบแนวคิด ASEAN Curriculum Sourcebook (United
States Agency for International Development, 2012)ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 (Bellanca and
Brandt, 2010) และหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน ปี 2544 และหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้น
พื้นฐาน 2551 (กระทรวงศึกษาธิการ, 2551) แล้วจึงได้นามาสร้างเป็นกรอบแนวคิดโครงสร้าง
หลักสูตรเพื่อพัฒนาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของเด็กและเยาวชนไทยในศตวรรษที่ 21โดยยึดหลักการ
ตามแผนการศึกษาชาติที่เน้นการพัฒนาที่รอบด้าน ทั้งด้านร่างกาย สติปัญญา จิตใจ และการประกอบ
อาชีพ ที่สังเคราะห์ร่วมกับกรณีตัวอย่างการนาทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ไปบูรณาการในชั้นเรียนได้
ข้อสรุปตามตารางต่อไปนี้
9
ช่วงชั้น ทักษะชีวิต ทักษะอำชีพ องค์ควำมรู้ กระบวนกำรเรียนรู้เพื่อพัฒนำร่ำงกำยและจิตใจ
ป.1-3 1. การคิดวิพากษ์และการแก้ปัญหา
1.1 สามารถวิพากษ์และแก้ปัญหาง่ายๆ
ได้
2. การสื่อสารและทางานเป็นทีม
2.1 สามารถแสดงความคิดเห็น และ
ยอมรับความคิดเห็นของเพื่อนร่วม งาน
ได้
2.2 รู้จักแบ่งหน้าที่และทางานที่ได้ รับ
มอบหมาย
3. ความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม
3.1 สร้างสรรค์นวัตกรรม เพื่อแก้ปัญหา
ในชีวิตประจาวัน
1. หัตถกรรมและคหกรรม
เย็บปักถักร้อย
งานสาน
2. เกษตรกรรมเลี้ยงสัตว์
3. ผู้ประกอบการ ค้าขาย
4. เศรษฐกิจพอเพียง
1. สมรรถนะด้านสารสนเทศ
2. การอ่าน-เขียน
3. คิด-คานวณ
4. การคิดตรรกะพื้นฐาน
วิทย์, คณิต, เทคโนโลยี
5. พลเมืองที่ดี
6. ด้านสุขภาพ
1. ภูมิใจในความเป็นไทย- อาเซียน
1.1 ภูมิใจในการแต่งกายเป็นไทย-อาเซียน
1.2 รู้จักประเพณีไทยในชีวิตประจาวัน-อาเซียน
(อาหาร, การละเล่น, เทศกาลวันสาคัญ)
2. เคารพความคิดที่แตกต่าง
2.1 เข้าใจความคิดที่แตกต่างของเพื่อนร่วมชั้นเรียน
3. ฝึกฝนและพัฒนาตนเองอย่างสม่าเสมอ
3.1 ส่งการบ้าน (ส่งงานที่ได้รับมอบหมายได้)
4. จริยธรรม
(มีน้าใจ, ความซื่อสัตย์, ขยัน, ประหยัด, มีวินัย, สามัคคี
สุภาพ, อดทน อดกลั้น)
5. สุนทรีย
6. ลงมือทาเพื่อนาไปสู่การเปลี่ยนแปลง
6.1 ต้องสร้างงานต่างๆเพื่อนาไปสู่การเปลี่ยนแปลง
7. มีจิตวิจารณญาณเบื้องต้น
8. ความเสมอภาค
9. ความยุติธรรม
10. การอยู่ร่วมกันอย่างสันติและมีความสุข
ตำรำงที่ 1 ตารางแสดงกรอบแนวคิดโครงสร้างหลักสูตรเพื่อพัฒนาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของ
เด็กและเยาวชนไทยในศตวรรษที่ 21
10
ช่วงชั้น ทักษะชีวิต ทักษะอำชีพ องค์ควำมรู้ กระบวนกำรเรียนรู้เพื่อพัฒนำร่ำงกำยและจิตใจ
ป. 4-6 1. คิดสร้างสรรค์นวัตกรรม
1.1 เพื่อประโยชน์ในชีวิตประจาวัน
(มาจากการคิดที่อยู่ในสิ่งแวดล้อมนั้นๆ
เช่น เรือถีบ ประปาใต้ดิน)
2. คิดวิพากษ์และการแก้ปัญหา
3. การสื่อสารและทางานเป็นทีม
ใช้ภาษาอังกฤษ
4. ความยืดหยุ่นและสามารถปรับตัวได้
5. ทักษะด้านสังคมและทักษะข้าม
วัฒนธรรม(รู้และเข้าใจความแตกต่างของ
วัฒนธรรมที่หลากหลายและปฏิบัติ ตน
ได้อย่างเหมาะสม)
1. หัตถกรรมและคหกรรม
(แกะสลัก, ตัดเย็บ, ทอผ้า,
บาติกอย่างง่าย)
2. เทคโนโลยีสามารถใช้
โปรแกรมในการออกแบบ
งานได้
3. เกษตรกรรม (ขยายพันธุ์
พืชเลี้ยงสัตว์)
4. งานช่าง (งานไม้, งาน
ก่อสร้างเบื้องต้น)
5. สถาปัตยกรรม และการ
ออกแบบออกแบบของใช้ใน
ชีวิตประจาวัน
6. วิศวกรรมต่อวงจรไฟฟ้า
ถ่านไฟฉาย
7. ผู้ประกอบการ
8. งานบริการธุรกิจท่องเที่ยว
มัคคุเทศก์ผู้ช่วย (ลูกมือ)
9. เศรษฐกิจพอเพียง
วิชาการ
1. ประวัติศาสตร์, ภูมิศาสตร์,
พลเมืองดี, เศรษฐศาสตร์
2. การใช้ภาษา
3. คณิตศาสตร์ (การนาไปใช้)
4. สุขภาพ
1.ภูมิใจในความเป็นไทย- อาเซียน
1.1 ภูมิใจในการแต่งกายเป็นไทย-อาเซียน
1.2 รู้จักประเพณีไทยในชีวิตประจาวัน-อาเซียน
(อาหาร, การละเล่น, เทศกาลวันสาคัญ)
2.เคารพความคิดที่แตกต่าง
2.1 เข้าใจความคิดที่แตกต่างของผู้คนและสังคม ใน
อาเซียน
3.ฝึกฝนและพัฒนาตนเองอย่างสม่าเสมอ
3.1 ส่งการบ้าน (ส่งงานที่ได้รับมอบหมายได้)
4.จริยธรรม
มีน้าใจ, ความซื่อสัตย์, ขยัน, ประหยัด, มีวินัย, สามัคคี,
สุภาพ, อดทน
5. สุนทรีย
6.ลงมือทาเพื่อนาไปสู่การเปลี่ยนแปลง
6.1 ต้องสร้างงานต่างๆเพื่อนาไปสู่การเปลี่ยนแปลง
7.มีจิตวิจารณญาณที่สามารถแยกแยะสิ่งที่ดีและไม่ดี เพื่อ
นาไปใช้ได้
8. ความเสมอภาค
9. ความยุติธรรม
10. การอยู่ร่วมกันอย่างสันติและมีความสุข
11
ช่วงชั้น ทักษะชีวิต ทักษะอำชีพ องค์ควำมรู้ กระบวนกำรเรียนรู้เพื่อพัฒนำร่ำงกำยและจิตใจ
ม. 1-3 1. คิดสร้างสรรค์นวัตกรรม
1.1 เพื่อประโยชน์ต่อตนเองและสังคม
2. คิดวิพากษ์และการแก้ปัญหา
2.1 คิดวิพากษ์และแก้ปัญหาของตนเอง
และสังคมที่มีความหลากหลายได้
3. การสื่อสารและทางานเป็นทีม
โดยใช้ภาษาต่างประเทศและอาเซียน
ตลอดจนสามารถทางานร่วมกับผู้คนใน
อาเซียนได้
4. ความยืดหยุ่นและสามารถปรับตัวได้ กับ
ทุกสิ่งแวดล้อม
5.ทักษะด้านสังคมและทักษะข้ามวัฒนธรรม
(ยอมรับความแตกต่างและอยู่ร่วมกันได้ สันติ
สุข)
1. หัตถกรรมและคหกรรม
ตัดเย็บ, ทอผ้า, บาติก
2. เทคโนโลยี (สร้างสรรค์
ชิ้นงานและใช้ โปรแกรม
มัลติมีเดียได้)
3. เกษตรกรรม
(ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่
ทางการเกษตร)
4. งานช่าง
5. สถาปัตยกรรมและการ
ออกแบบ
6. วิศวกรรม
7.ผู้ประกอบการ
8. งานบริการ
9. ข้าราชการและพนักงาน
** เน้นทักษะการสื่อสารที่เป็น
ทางการได้อย่างคล่องแคล่วและ
ทักษะสานักงาน
10. เศรษฐกิจพอเพียง
วิชาการ
1. ประวัติศาสตร์, ภูมิศาสตร์,
พลเมืองดี, เศรษฐศาสตร์
2. การใช้ภาษา (ภาษา-
อาเซียน 3 ภาษา)
3. คณิตศาสตร์ (การนาไปใช้)
4. สุขภาพ
1.ภูมิใจในความเป็นไทย- อาเซียน
1.1 ภูมิใจในการแต่งกายเป็นไทย-อาเซียน
1.2 รู้จักประเพณีไทยในชีวิตประจาวัน-อาเซียน
(อาหาร,การละเล่น,เทศกาลวันสาคัญของอาเซียน)
2.เคารพความคิดที่แตกต่าง
2.1 เข้าใจความคิดที่แตกต่างของผู้คนและสังคม ใน
อาเซียน
3.ฝึกฝนและพัฒนาตนเองอย่างสม่าเสมอ
3.1 มีความรับผิดชอบต่อตนเองและผู้อื่น
3.2 การใช้สุนทรีภาพเพื่อพัฒนาร่างกายและจิตใจ
4.จริยธรรม
มีน้าใจ, ความซื่อสัตย์, ขยัน, ประหยัด, มีวินัย, สามัคคี,
สุภาพ, อดทน
5. สุนทรียะ
6.ลงมือทาเพื่อนาไปสู่การเปลี่ยนแปลง
6.1 ต้องสร้างงานต่างๆเพื่อนาไปสู่การเปลี่ยนแปลง
7.มีจิตวิจารณญาณที่สามารถแยกแยะสิ่งที่ดีและไม่ดี เพื่อ
นาไปใช้ได้
8. ความเสมอภาค
9. ความยุติธรรม
10. การอยู่ร่วมกันอย่างสันติและมีความสุข
12
ช่วงชั้น ทักษะชีวิต ทักษะอำชีพ องค์ควำมรู้ กระบวนกำรเรียนรู้เพื่อพัฒนำร่ำงกำยและจิตใจ
ม. 4-6 1. คิดสร้างสรรค์นวัตกรรม
เพื่อประโยชน์ต่อสังคมตลอดจนประเทศชาติ
และภูมิภาคอาเซียน
2. คิดวิพากษ์และการแก้ปัญหา
คิดวิพากษ์และแก้ปัญหาของสังคมและ
อาเซียนได้
3. การสื่อสารและทางานเป็นทีมโดยใช้
ภาษาต่างประเทศและอาเซียนตลอดจน
ภาษาในภูมิภาคเอเชียอาคเนย์ได้
4. ความยืดหยุ่นและสามารถปรับตัวกับ
ภูมิภาคและผู้คนในอาเซียนได้
5.ทักษะด้านสังคมและทักษะข้ามวัฒนธรรม
ในภูมิภาคอาเซียนและนอกเหนือจากอาเซียน
ได้
1. หัตถกรรมและคหกรรม
ตัดเย็บ, ทอผ้า, บาติก
2.เทคโนโลยี
(สร้างสรรค์ชิ้นงานและใช้
โปรแกรมมัลติมีเดียในระดับที่
ยากขึ้นได้)
3. เกษตรกรรม
(ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่
ทางการเกษตรที่ยากขึ้น)
4. งานช่าง
5. สถาปัตยกรรม และการ
ออกแบบ
6. วิศวกรรม
7.ผู้ประกอบการ
8. งานบริการ
9. ข้าราชการและพนักงาน
** เน้นทักษะการสื่อสารที่เป็น
ทางการได้อย่างคล่องแคล่วและ
ทักษะสานักงาน
10. เศรษฐกิจพอเพียง
วิชาการ
1. ประวัติศาสตร์, ภูมิศาสตร์,
พลเมืองดี, เศรษฐศาสตร์
2. การใช้ภาษา (ภาษา-
อาเซียน 3 ภาษา)
3. คณิตศาสตร์ (การนาไปใช้
และการคิดประยุกต์ใช้)
4. สุขภาพและจิตวิทยา
1.ภูมิใจในความเป็นไทย- อาเซียน
1.1 ภูมิใจในการแต่งกายเป็นไทย-อาเซียน
1.2 รู้จักประเพณีไทยในชีวิตประจาวัน-อาเซียน
อาหาร ของอาเซียน
การละเล่น ของอาเซียน
เทศกาลวันสาคัญ ของอาเซียน
2.เคารพความคิดที่แตกต่าง
2.1 เข้าใจความคิดที่แตกต่างของผู้คนและสังคม ใน
อาเซียนและโลก
3.ฝึกฝนและพัฒนาตนเองอย่างสม่าเสมอ
3.1 มีความรับผิดชอบต่อตนเองและผู้อื่น
4.จริยธรรม
มีน้าใจ, ความซื่อสัตย์, ขยัน, ประหยัด, มีวินัย, สามัคคี,
สุภาพ, อดทน
5. สุนทรีย
6.ลงมือทาเพื่อนาไปสู่การเปลี่ยนแปลง
6.1 ต้องสร้างงานต่างๆเพื่อนาไปสู่การเปลี่ยนแปลง
7.มีจิตวิจารณญาณที่สามารถแยกแยะสิ่งที่ดีและไม่ดี เพื่อ
นาไปใช้ได้
8. ความเสมอภาค
9. ความยุติธรรม
10. การอยู่ร่วมกันอย่างสันติและมีความสุข
13
หลังจากนั้นจึงมาระบุคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของเด็กในแต่ละช่วงชั้น โดยต้องพิจารณาร่วมกับ
ทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญาของเพียเจต์(ทิศนา แขมมณี, 2555) ซึ่งสามารถสรุปสาระสาคัญของเด็ก
ในแต่ละช่วงวัยได้ดังนี้
1. เด็กแรกเกิดถึง 2 ปี อยู่ในขั้นการพัฒนาประสาทรับรู้และการเคลื่อนไหว(Sensori-Motor
Stage) เด็กจะพัฒนาการเคลื่อนไหวเป็นสาคัญ เช่น การไขว่คว้า การเคลื่อนไหว การมอง การดู เด็ก
สามารถแก้ปัญหาได้แบบลองผิดลองถูก แต่ไม่สามารถอธิบายออกมาเป็นคาพูด เด็กต้องมีปฏิสัมพันธ์
กับสิ่งแวดล้อมด้วยตนเอง ซึ่งสาคัญต่อพัฒนาการด้านสติปัญญาและความคิด เด็กจะฝึกการประสานงาน
ระหว่างกล้ามเนื้อมือกับสายตา และเรียนรู้จากการทาซ้าและเลียนแบบ
2. เด็กอายุ 2-7 ปี อยู่ในขั้นก่อนปฏิบัติการคิด (Preoperational Stage) แบ่งออกเป็นสองขั้น
ย่อย คือ
 ขั้นก่อนเกิดสังกัป(Preconceptual Stage) เป็นพัฒนาการของเด็กอายุ 2-4 ปี เป็นขั้น
ที่เด็กเริ่มมีเหตุผลเบื้องต้น สามารถจะโยงความสัมพันธ์ระหว่างเหตุการณ์ 2 เหตุการณ์ หรือมากกว่ามา
เป็นเหตุผลเกี่ยวโยงซึ่งกันและกัน แต่เหตุผลของเด็กวัยนี้ยังมีขอบเขตจากัดอยู่ เพราะเด็กยังคงยึด
ตนเองเป็นศูนย์กลาง คือถือความคิดตนเองเป็นใหญ่ และมองไม่เห็นเหตุผลของผู้อื่น ความคิดและ
เหตุผลของเด็กวัยนี้ จึงไม่ค่อยถูกต้องตามความเป็นจริงนัก นอกจากนี้ความเข้าใจต่อสิ่งต่างๆ ยังคงอยู่
ในระดับเบื้องต้น เช่น เข้าใจว่าเด็กหญิง 2 คน ชื่อเหมือนกัน จะมีทุกอย่างเหมือนกันหมด แสดงว่า
ความคิดรวบยอดของเด็กวัยนี้ยังไม่พัฒนาเต็มที่ แต่พัฒนาการทางภาษาของเด็กเจริญรวดเร็วมาก
 ขั้นการคิดแบบญาณหยั่งรู้ นึกออกเองโดยไม่ใช้เหตุผล)Intuitive Thought) เป็นขั้น
พัฒนาการของเด็ก อายุ 4-7 ปี ขั้นนี้เด็กจะเกิดความคิดรวบยอดเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ รวมตัวดีขึ้น รู้จักแยก
ประเภทและแยกชิ้นส่วนของวัตถุ เข้าใจความหมายของจานวนเลข เริ่มมีพัฒนาการเกี่ยวกับการอนุรักษ์
แต่ไม่แจ่มชัดนัก สามารถแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้โดยไม่คิดเตรียมล่วงหน้าไว้ก่อน รู้จักนาความรู้ในสิ่ง
หนึ่งไปอธิบายหรือแก้ปัญหาอื่นและสามารถนาเหตุผลทั่วๆ ไปมาสรุปแก้ปัญหา โดยไม่วิเคราะห์อย่างถี่
ถ้วนเสียก่อนการคิดหาเหตุผลของเด็กยังขึ้นอยู่กับสิ่งที่ตนรับรู้ หรือสัมผัสจากภายนอก
3. ขั้นปฏิบัติการคิดด้านรูปธรรม(Concrete Operation Stage) ขั้นนี้จะเริ่มจากอายุ 7-11 ปี
พัฒนาการทางด้านสติปัญญาและความคิดของเด็กวัยนี้สามารถสร้างกฎเกณฑ์และตั้งเกณฑ์ในการแบ่ง
สิ่งแวดล้อมออกเป็นหมวดหมู่ได้ เด็กวัยนี้สามารถที่จะเข้าใจเหตุผล รู้จักการแก้ปัญหาสิ่งต่างๆ ที่เป็น
รูปธรรมได้ สามารถที่จะเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องความคงตัวของสิ่งต่างๆ โดยที่เด็กเข้าใจว่าของแข็งหรือ
ของเหลวจานวนหนึ่งแม้ว่าจะเปลี่ยนรูปร่างไปก็ยังมีน้าหนัก หรือปริมาตรเท่าเดิม สามารถที่จะเข้าใจ
ความสัมพันธ์ของส่วนย่อย ส่วนรวม ลักษณะเด่นของเด็กวัยนี้คือ ความสามารถในการคิดย้อนกลับ
นอกจากนั้นความสามารถในการจาของเด็กในช่วงนี้มีประสิทธิภาพขึ้น สามารถจัดกลุ่มหรือจัดการได้
อย่างสมบูรณ์ สามารถสนทนากับบุคคลอื่นและเข้าใจความคิดของผู้อื่นได้ดี
14
4. ขั้นปฏิบัติการคิดด้วยนามธรรม (Formal Operational Stage) นี้จะเริ่มจากอายุ 11-15 ปี
ในขั้นนี้พัฒนาการทางสติปัญญาและความคิดของเด็กวัยนี้เป็นขั้นสุดยอด คือเด็กในวัยนี้จะเริ่มคิดแบบ
ผู้ใหญ่ ความคิดแบบเด็กจะสิ้นสุดลง เด็กจะสามารถที่จะคิดหาเหตุผลนอกเหนือไปจากข้อมูลที่มีอยู่
สามารถที่จะคิดแบบนักวิทยาศาสตร์ สามารถที่จะตั้งสมมุติฐานและทฤษฎี และเห็นว่าความเป็นจริงที่
เห็นด้วยการรับรู้ที่สาคัญเท่ากับความคิดกับสิ่งที่อาจจะเป็นไปได้ เด็กวัยนี้มีความคิดนอกเหนือไปกว่าสิ่ง
ปัจจุบัน สนใจที่จะสร้างทฤษฎีเกี่ยวกับทุกสิ่งทุกอย่างและมีความพอใจที่จะคิดพิจารณาเกี่ยวกับสิ่งที่ไม่มี
ตัวตน หรือสิ่งที่เป็นนามธรรมพัฒนาการทางการรู้คิดของเด็กในช่วงอายุ 6 ปีแรกของชีวิต ซึ่งเพียเจต์
ได้ศึกษาไว้เป็นประสบการณ์ สาคัญที่เด็กควรได้รับการส่งเสริม มี 6 ขั้น ได้แก่ (1) ขั้นความรู้แตกต่าง
(Absolute Differences) เด็กเริ่มรับรู้ในความแตกต่างของสิ่งของที่มองเห็น (2)ขั้นรู้สิ่งตรงกันข้าม
(Opposition) ขั้นนี้เด็กรู้ว่าของต่างๆ มีลักษณะตรงกันข้ามเป็น 2 ด้าน เช่น มี-ไม่มี ใหญ่-เล็ก (3) ขั้นรู้
หลายระดับ( Discrete Degree) เด็กเริ่มรู้จักคิดสิ่งที่เกี่ยวกับลักษณะที่อยู่ตรงกลางระหว่างปลายสุดสอง
ปลาย เช่น ปานกลาง น้อย (4) ขั้นความเปลี่ยนแปลงต่อเนื่อง (Variation) เด็กสามารถเข้าใจเกี่ยวกับ
การเปลี่ยนแปลงของสิ่งต่างๆ เช่น บอกถึงความเจริญเติบโตของต้นไม้ (5) ขั้นรู้ผลของการกระทา
(Function) ในขั้นนี้เด็กจะเข้าใจถึงความสัมพันธ์ของการเปลี่ยนแปลง (6) ขั้นการทดแทนอย่างลงตัว
(Exact Compensation) เด็กจะรู้ว่าการกระทาให้ของสิ่งหนึ่งเปลี่ยนแปลงย่อมมีผลต่ออีกสิ่งหนึ่งอย่าง
ทัดเทียมกัน
จากการศึกษาวิจัยกรอบแนวคิดเพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชนไทยในศตวรรษที่ 21 จากASEAN
Curriculum Sourcebook (UnitedStatesAgencyforInternationalDevelopment, 2012) ทักษะแห่ง
ศตวรรษที่ 12 (BellancaandBrandt, 1020) หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน 2544 หลักสูตรแกนกลาง
การศึกษาขั้นพื้นฐาน 2551 (กระทรวงศึกษาธิการ, 2551) จิตแห่งอนาคต (Gardner, 1008) และทฤษฎี
พัฒนาการทางสติปัญญาของเพียเจต์ (ทิศนาแขมมณี, 2555) สามารถนาเสนอออกมาเป็นแผนภาพ
บุคคลแห่งศตวรรษที่ 21 ได้ดังนี้
ภำพที่ 1 แผนภาพบุคคลแห่งศตวรรษที่ 21
15
ตำรำงที่ 2 แสดงรายละเอียดคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของเด็กและเยาวชนไทยในศตวรรษที่ 21
ช่วงชั้น คุณลักษณะอันพึงประสงค์ของเด็กและเยำวชนไทยแห่งศตวรรษที่ 21
ประถมศึกษาปีที่ 1-3  แยกแยะเรื่องราวและองค์ความรู้พื้นฐานได้อย่างมีเหตุและผล
 นาความคิดไปใช้อธิบาย สื่อสารความต้องการของตนเองได้
 อยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างมีความสุข
 แบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบต่อตนเองและผู้อื่นได้
 มีวิจารณญาณ เข้าใจสิ่งที่ควรปฏิบัติและไม่ควรปฏิบัติด้วยตนเอง
 มีทักษะการเรียนรู้
 ความเป็นไทย
ประถมศึกษาปีที่ 4-6  แยกแยะเรื่องราวและองค์ความรู้พื้นฐานได้อย่างมีเหตุและผล
 นาความคิดไปใช้อธิบาย สื่อสารความต้องการของตนเองได้
 อยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างมีความสุข
 แบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบต่อตนเองและผู้อื่นได้
 มีวิจารณญาณ เข้าใจสิ่งที่ควรปฏิบัติและไม่ควรปฏิบัติด้วยตนเอง
 มีทักษะการเรียนรู้
 ความเป็นไทย
ทักษะที่เพิ่มเติม
 มีทักษะกระบวนการเรียนรู้ที่ดีพอที่จะประยุกต์ใช้ความรู้
 นาความรู้มาประยุกต์ใช้อย่างสร้างสรรค์ เพื่อให้เกิดนวัตกรรมที่เป็น
ประโยชน์ต่อตนเองและเพื่อใช้ในการแก้ปัญหา
 มีคุณธรรม จริยธรรม
 เข้าใจตนเองและผู้อื่น
 มีทักษะการสื่อสาร
 มีความสามารถในการแก้ปัญหาและการคิดเชิงวิพากษ์
 เข้าใจคนต่างประเพณีและวัฒนธรรมในภูมิภาคและอาเซียน
 หาความชอบและความถนัดด้านอาชีพของตนเองเพื่อนาไปประกอบ
อาชีพและหาแนวทางการศึกษาต่อ
 มีนิสัยใฝ่เรียนรู้ และพัฒนาตนเองอย่างสม่าเสมอ
 มีวิจารณญาณในการใช้ชีวิต
16
ช่วงชั้น คุณลักษณะอันพึงประสงค์ของเด็กและเยำวชนไทยแห่งศตวรรษที่ 21
มัธยมศึกษาปีที่ 1-3  แยกแยะเรื่องราวและองค์ความรู้พื้นฐานได้อย่างมีเหตุและผล
 นาความคิดไปใช้อธิบาย สื่อสารความต้องการของตนเองได้
 อยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างมีความสุข
 แบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบต่อตนเองและผู้อื่นได้
 มีวิจารณญาณ เข้าใจสิ่งที่ควรปฏิบัติและไม่ควรปฏิบัติด้วยตนเอง
 มีทักษะการเรียนรู้
 มีทักษะกระบวนการเรียนรู้ที่ดีพอที่จะประยุกต์ใช้ความรู้
 นาความรู้มาประยุกต์ใช้อย่างสร้างสรรค์ เพื่อให้เกิดนวัตกรรมที่เป็น
ประโยชน์ต่อตนเองและเพื่อใช้ในการแก้ปัญหา
 มีคุณธรรม จริยธรรม
 เข้าใจตนเองและผู้อื่น
 มีทักษะการสื่อสาร
 เข้าใจคนต่างประเพณีและวัฒนธรรมในภูมิภาคและอาเซียน
 หาความชอบและความถนัดด้านอาชีพของตนเองเพื่อนาไปประกอบ
อาชีพและหาแนวทางการศึกษาต่อ
 มีนิสัยใฝ่เรียนรู้ และพัฒนาตนเองอย่างสม่าเสมอ
 มีวิจารณญาณในการใช้ชีวิต
 ความเป็นไทย
ทักษะที่เพิ่มเติม
 มีความรู้เชิงการประยุกต์ใช้และการคิดวิเคราะห์และสังเคราะห์อย่าง
เชี่ยวชาญ
 สื่อสารภาษาต่างๆในภูมิภาคและอาเซียนได้อย่างน้อย 3 ภาษา
 สามารถทางานกับผู้อื่นได้ เคารพผู้อื่น
 มีความคิดเชิงวิพากษ์และสามารถวิเคราะห์ความคิดและความชานาญ
ของตนเองได้
 สามารถปรับเปลี่ยนความคิด ทัศนคติ และมุมมองการใช้ชีวิตอย่างมี
จริยธรรม
 มีสุนทรียภาพในการดาเนินชีวิต
 มีวิจารณญาณต่อสิ่งต่างๆทั้งสิ่งที่ดีและไม่ดี
17
ช่วงชั้น คุณลักษณะอันพึงประสงค์ของเด็กและเยำวชนไทยแห่งศตวรรษที่ 21
มัธยมศึกษาปีที่ 1-3  สามารถเรียนรู้ด้วยตนเองจนมีความชานาญในสิ่งที่ตนเองรักและมี
ความสุขในการใช้ชีวิต
 มีความชานาญด้านองค์ความรู้ที่จะนาไปใช้ต่อยอดในการศึกษาต่อทั้ง
สายสามัญและสายอาชีพ
 มีทักษะอาชีพต่างๆ เพื่อนาไปประยุกต์ใช้ในการประกอบอาชีพอย่างมี
คุณธรรม จริยธรรม
มัธยมศึกษาปีที่ 4-6 ทักษะที่เพิ่มเติม
 มีความรู้เชิงการประยุกต์ใช้และการคิดวิเคราะห์และสังเคราะห์อย่าง
เชี่ยวชาญในสายการเรียนรู้ของตน
 วางแผนและคิดอย่างมีเหตุผลเชิงนามธรรม เชื่อมโยงสิ่งต่างๆได้อย่าง
ชานาญ
 การมีคุณธรรมและจริยธรรมในการใช้องค์ความรู้
 สื่อสารกับผู้คนได้อย่างเข้าใจทั้งในภูมิภาคและต่างภูมิภาค ที่มีความ
ซับซ้อนทางความคิด ประเพณี และวัฒนธรรม
 เคารพและเข้าใจความต่างของผู้คน
 นาความรู้ไปพัฒนาและสร้างนวัตกรรมเพื่อตนเองและผู้อื่น
 คิดแก้ปัญหาที่ซับซ้อนได้อย่างมีวิจารณญาณ
 นาทักษะต่างๆไปต่อยอดองค์ความรู้ในระดับสูง
 มีวิจารณญาณในเรื่องราวต่างๆที่เข้ามา และตัดสินใจอย่างมีคุณธรรม
จริยธรรม
 ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขต่อสถานการณ์และบริบทต่างๆในชีวิต
 ความเป็นไทย
18
จากกระบวนการดังกล่าวข้างต้นนั้นสรุปได้เป็นกรอบการวิจัยเรื่องนี้ได้การพัฒนาคุณลักษณะ
และสมรรถนะอันพึงประสงค์ของเด็กและเยาวชนไทยแห่งศตวรรษที่ 21 นั้นผ่านกระบวนการเรื่อยนรู้
อย่างเป็นระบบและส่งต่อทักษะต่าง ๆในแต่ละช่วงชั้นอย่างต่อเนื่องที่เปรียบเสมือนฟันเฟืองที่จะ
ขับเคลื่อนการพัฒนาเด็กและเยาวชนไทยให้มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์แห่งศตวรรษที่ 21 ต้อง
ประสานกันระหว่างฝ่ายบริหารและครูผู้สอน ดังนี้
1. ส่วนของผู้บริหาร ต้องมีกระบวนการที่ดี และมีหลักสูตรที่พร้อมนาไปสู่บุคคลแห่ง
ศตวรรษที่ 21 ตลอดจนมีกระบวนการประเมินผลที่เที่ยงตรงและมีความเชื่อมั่น มีการจัดสิ่งแวดล้อมี่เอื้อ
ต่อการเรียนรู้และสุดท้ายต้องมีการอบรมครูให้มีความพร้อมที่สร้างบุคคลแห่งศตวรรษที่ 21 โดยสรุป
ดังนี้
Process Curriculum Evaluation Learning Environment Teacher training
2. ครูผู้สอนต้องมีความเข้าใจคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของเด็กและเยาวชนศตวรรษที่ 21
ตามกรอบการวิจัยนี้ ดังตารางที่
ช่วงชั้น Life skills
ทักษะ
ชีวิต
Knowledge
ควำมรู้
Process
for
Physical
and
Mental
กระบวนกำร
เรียนรู้เพื่อ
พัฒนำ
ร่ำงกำยและ
จิตใจ
Professiona
l skills
ทักษะอำชีพ
ตัวบ่งชี้
ช่วงชั้นที่ 1 Interpers
onal
ความสัม
พันธ์
ระหว่าง
บุคคล
Learn
how to
learn
การ
เรียนรู้
เพื่อการ
เรียนรู้
Self
discipline
วิ นั ย ใ น
ตนเอง
Hand
skills
ทักษะการ
ใช้มือ
•แยกแยะเรื่องราวและองค์ความรู้พื้นฐานได้
อย่างมีเหตุและผล
•นาความคิดไปใช้อธิบายสื่อสารความ
ต้องการของตนเองได้
•อยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างมีความสุข
•แบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบต่อตนเองและ
ผู้อื่นได้
•มีวิจารณญาณเข้าใจสิ่งที่ควรปฏิบัติและไม่
ควรปฏิบัติด้วยตนเอง
•มีทักษะการเรียนรู้
•ความเป็นไทย
19
ช่วงชั้น Life skills
ทักษะชีวิต
Knowledge
ความรู้
Process
for
Physical
and
Mental
กระบวนกา
รเรียนรู้เพื่อ
พัฒนา
ร่างกายและ
จิตใจ
Professional
skills
ทักษะ
อาชีพ
ตัวบ่งชี้
ช่วงชั้นที่ 2 Self-
Utilization
การเข้าใจ
ตนเอง
Literacy
&
Logical
ความสาม
ารถใน
การอ่าน
ออกเขียน
ได้และ
ตรรกะ
ต่าง ๆ
Systcmatic
thinking
การคิด
อย่างเป็น
ระบบและมี
เหตุผล
Working
Skills
ทักษะการ
ทางาน
เบื้องต้น
•มีทักษะกระบวนการเรียนรู้ที่ดีพอที่จะ
ประยุกต์ใช้ความรู้
•นาความรู้มาประยุกต์ใช้อย่างสร้างสรรค์
เพื่อให้เกิดนวัตกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อ
ตนเองและเพื่อใช้ในการแก้ปัญหา
•มีคุณธรรมจริยธรรม
•เข้าใจตนเองและผู้อื่น
•มีทักษะการสื่อสาร
•มีความสามารถในการแก้ปัญหาและการคิด
เชิงวิพากษ์
•เข้าใจคนต่างประเพณีและวัฒนธรรมใน
ภูมิภาคและอาเซียน
•หาความชอบและความถนัดด้านอาชีพ
ช่วงชั้นที่ 3 Flexibility
มีความ
ยืดหยุ่น
Application
Academic
for Asean
life
การ
ประยุกต์
ใช้และ
การเข้าใจ
ผู้คนใน
อาเซียน
Pubic
minded
การมีจิต
สาธารณะ
Mangering
Skills
มีทักษะการ
บริหาร
•มีความรู้เชิงการประยุกต์ใช้และการคิด
วิเคราะห์และสังเคราะห์อย่างเชี่ยวชาญ
•สื่อสารภาษาต่างๆในภูมิภาคและอาเซียนได้
อย่างน้อย 3 ภาษา
•สามารถทางานกับผู้อื่นได้เคารพผู้อื่น
•มีความคิดเชิงวิพากษ์และสามารถวิเคราะห์
ความคิดและความชานาญของตนเองได้
•มีสามารถปรับเปลี่ยนความคิดทัศนคติและ
มุมมองการใช้ชีวิตอย่างมีจริยธรรม
•มีสุนทรียภาพในการดาเนินชีวิต
•มีวิจารณญาณต่อสิ่งต่างๆทั้งสิ่งที่ดีและไม่ดี
20
ช่วงชั้น Life skills
ทักษะชีวิต
Knowledge
ความรู้
Process
for
Physical
and
Mental
กระบวนกา
รเรียนรู้เพื่อ
พัฒนา
ร่างกายและ
จิตใจ
Professional
skills
ทักษะ
อาชีพ
ตัวบ่งชี้
ช่วงชั้นที่ 4 Innovator
เป็นนวัตกร
Multidisci
plinary
มีความรู้
แบบ
สหวิชาชีพ
Cross
cultural
การเข้าใจ
การข้าม
วัฒนธรรม
Coperate
with
Sufficiency
Eco
การใช้ชีวิต
โดยนา
ปรัชญา
เศรษฐกิจ
พอเพียงไป
ใช้
•ความรู้เชิงการประยุกต์ใช้และการคิด
วิเคราะห์และสังเคราะห์อย่างเชี่ยวชาญใน
สายการเรียนรู้ของตน
•วางแผนและคิดอย่างมีเหตุผลเชิงนามธรรม
เชื่อมโยงสิ่งต่างๆได้อย่างชานาญ
•การมีคุณธรรมและจริยธรรมในการใช้องค์
ความรู้
•สื่อสารกับผู้คนได้อย่างเข้าใจทั้งในภูมิภาค
และต่างภูมิภาคที่มีความซับซ้อนทาง
ความคิดประเพณีและวัฒนธรรม
•สื่อสารกับผู้คนได้อย่างเข้าใจทั้งในภูมิภาค
และต่างภูมิภาคที่มีความซับซ้อนทาง
ความคิดประเพณีและวัฒนธรรม
•เคารพและเข้าใจความต่างของผู้คน
•นาความรู้ไปพัฒนาและสร้างนวัตกรรมเพื่อ
ตนเองและผู้อื่น
•คิด แ ก้ปัญ ห าที่ ซับ ซ้ อ น ได้อ ย่ างมี
วิจารณญาณ
•นาทักษะต่างๆไปต่อยอดองค์ความรู้ใน
ระดับสูง
•มีวิจารณญาณในเรื่องราวต่างๆที่เข้ามาและ
ตัดสินใจอย่างมีคุณธรรมจริยธรรม
•ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขต่อสถานการณ์และ
บริบทต่างๆในชีวิต
•ความเป็นไทยและนาไปปรัชญาเศรษฐกิจ
พอเพียง
21
จากกรอบแนวคิดดังกล่าวนั้นต้องผ่านกระบวนการเรียนการสอนที่สอดรับและครูผู้สอนต้องมี
ความรู้และเข้าใจอย่างยิ่ง และสิ่งสาคัญต้องมีเครื่องมือเพื่อนาไปสู่จุดมุ่งหมายของคุณคุณลักษณะอันพึง
ประสงค์ของเด็กและเยาวชนไทยในศตวรรษที่ 21 ดังภาพ
ภำพที่ 2 กระบวนการพัฒนาคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของเด็กและเยาวชนไทยในศตวรรษที่ 21
รูปแบบและแนวคิดกำรสร้ำงคู่มือครูที่สอดคล้องกับกำรจัดกำรเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21
เมื่อได้กรอบแนวคิดจากการสังเคราะห์กรอบแนวคิดต่าง ๆ โดยได้เป็นปรัชญาข้างต้นตลอดจน
ได้ข้อเสนอแนะจากเครือข่ายครูสอนดีจานวน 40 คน ผลการประชุมปฏิบัติการเพื่อรับฟังความคิดเห็น
(Public Hearing) เพื่อนาไปพัฒนาชุดเครื่องมือเสริมสร้างทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ผู้วิจัยได้ออกแบบ
และสร้างเครื่องมือเสริมสร้างทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ของเด็กและเยาวชนไทยเพื่อเตรียมความพร้อมสู่
ประชาคมอาเซียน โดยชุดเครื่องมือดังกล่าวเป็นชุดเครื่องมือที่ช่วยส่งเสริมครูในการออกแบบการสอน
ให้มีความสอดคล้องกับการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21
22
ภำพที่ 3 กระเป๋าชุดเครื่องมือเสริมสร้างทักษะแห่งศตวรรษที่ 21
โดยกระเป๋าชุดเครื่องมือมีโครงสร้างหลักสูตรซึ่งเน้นทักษะที่สาคัญต่อการพัฒนานักเรียนเพื่อ
เตรียมความพร้อมสู่การเป็นประชาคมอาเซียนและเป็นบุคคลอันพึงประสงค์ในศตวรรษที่ 21 โดยที่ครู
ผู้ใช้สามารถนาเครื่องมือนี้ ไปปรับใช้ให้เข้ากับบริบทของท้องถิ่น โดยจะสร้างเป็นกระเป๋าชุดเครื่องมือซึ่ง
ภายในประกอบด้วย
4.3.1. คู่มือครูเสริมสร้ำงทักษะแห่งศตวรรษที่ 12
คู่มือครูซึ่งมีแนวคิดของโครงการการพัฒนาเครื่องมือเสริมสร้างทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ของ
เด็กและเยาวชนไทยเพื่อเตรียมความพร้อมสู่ประชาคมอาเซียน พร้อมแผ่นวีดีทัศน์สื่อการเรียนรู้เกี่ยวกับ
การจัดการเรียนการสอนในศตวรรษที่ 21 ด้วยตัวอย่าง การจัดการเรียนรู้ เรื่อง “ภาษาและวัฒนธรรม
อาเซียน ตอน ปฏิบัติการตามล่าหาบาย” เนื่องจากภาษาและวัฒนธรรมเป็นสิ่งที่จะเข้ามาพร้อม
ประชาคมอาเซียนและเป็นสิ่งสาคัญอย่างยิ่ง ในตัวอย่างนี้จึงเป็นการศึกษาเริ่มต้นจากคาศัพท์คือคาว่า
“บาย” ซึ่งเป็นภาษาเขมร แปลว่า “ข้าว” โดยภายในคู่มือจะอธิบายเรื่องการบูรณาการเรื่องข้าวกับวิชา
ต่าง ๆ ดังตัวอย่างในบรรณานุกรม
23
4.3.2. แบบฟอร์มกำรจัดกำรเรียนรู้ (Template) ซึ่งประกอบด้วย
4.3.2.1 แบบสอบถามเกี่ยวกับความรู้ความเข้าใจของครูต่อการเป็นผู้อานวยความ
สะดวกและสร้างบรรยากาศในการเรียนรู้ คือ การประเมินตนเองของครูที่จะเป็นผู้อานวยความสะดวก
ว่ามีความพร้อมหรือไม่ ที่จะสร้างบรรยากาศในการเรียนรู้
4.3.2.2 แบบฟอร์มจดหมายต่างๆ คือ จดหมายเพื่อขออนุญาตผู้ปกครอง จดหมายขอ
อนุญาตผู้อานวยการโรงเรียน จดหมายเพื่อขออนุญาตเข้าดูสถานที่ และจดหมายขอความอนุเคราะห์
วิทยากร แบบฟอร์มจดหมายนี้มีไว้เพื่อความสะดวกและรวดเร็วการออกนอกสถานที่และการอนุเคราะห์
เรื่องต่าง ๆ
4.3.2.3 แบบฟอร์มคู่มือนักสารวจ คือ การออกแบบการสารวจของผู้เรียนในรูปแบบต่าง
ๆ เพื่อฝึกการออกแบบการวางแผนอย่างเป็นระบบ
4.3.2.4 แบบสอบถาม เตรียมความพร้อมก่อนสารวจชุมชน คือ ข้อคาถามเพื่อเตรียม
ความพร้อมก่อนที่จะออกสารวจชุมชนเพื่อสร้างความเข้าใจและมีจุดประสงค์การเรียนรู้ร่วมกัน
4.3.2.5 แบบบันทึกความรู้ การสารวจชุมชน คือ แบบการเขียนบันทึกความรู้ในชุมชน
เพื่อฝึกการสังเกตคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์และการเขียนสื่อสาร
4.3.2.6 แบบฟอร์มสาหรับการเขียนแผนผังมโนทัศน์ คือ แบบการเขียนภาพความคิด
จากสิ่งที่ได้สารวจพบเห็นและฝึกเชื่อมโยงความคิด ทาให้เกิดการคิดอย่างเป็นระบบ
4.3.2.7 แบบฟอร์มตารางสรุปความคิดเห็นของตนเอง คือ แบบฝึกการสรุปความคิดเห็น
ของตนเอง โดยการเขียน อธิบายความด้วยเหตุผล
4.3.2.8 แบบฟอร์มตารางสรุปความคิดเห็นของกลุ่ม คือ แบบฝึกการสรุปความคิดเห็น
ของผู้อื่นโดยการฟังจับประเด็น การเขียนและการพูด ฝึกการรับฟังผู้อื่นและการแสดงความคิดเห็นอย่าง
เป็นกัลยาณมิตร
4.3.2.9 แบบฟอร์มตารางบันทึกการแบ่งหัวข้อการเรียนรู้กับสาระวิชาต่างๆ คือ แบบ
การแสดงคิดเห็นเชื่อมโยงเนื้อหาและฝึกการบูรณาการวิชาและเนื้อหาที่สนใจ โดยฝึกการคิดอย่างมีแบบ
แผนและฝึกคิดกระบวนการสร้างสรรค์อย่างเป็นระบบ
4.3.2.10 แบบฟอร์มตารางบันทึกการจัดการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างครูกับนักเรียนคือ
แบบแสดงความคิดเห็นที่ครูกับนักเรียนได้แสดงความคิดเห็นร่วมกันเพื่อออกการเรียนการสอนโดยให้
นักเรียนแสดงความคิดเห็นเน้น ผู้เรียนเป็นสาคัญ
4.3.2.11 แบบฟอร์มบันทึกความรู้ )สาหรับแต่ละหัวข้อที่เรียนรู้( คือ แบบการเขียนสรุป
ความรู้จากการสารวจและแหล่งความรู้ต่างๆ เพื่อฝึกการเขียนและการทาความเข้าใจเนื้อหาวิชาต่าง ๆ
4.3.2.12 แบบฟอร์มใบงาน )ครูมอบหมายให้นักเรียน( คือ ใบงานที่ครูออกแบบให้
นักเรียนได้ฝึกปฏิบัติและลงมือทา เพื่อเกิดทักษะและความชานาญ อีกทั้งสร้างความเข้าใจมากยิ่งขึ้น
4.3.2.13 สมุดจดบันทึกการไปเรียนรู้นอกห้องเรียน (Field Trip Book) คือ สมุดบันทึก
การเรียนรู้เมื่อออกไปทัศนศึกษาหรือเรียนรู้นอกห้องเรียน
24
4.3.2.14 แบบฟอร์มประเมินตนเองของนักเรียนคือ แบบการเขียนประเมินตนเองด้าน
ต่าง ๆ เพื่อฝึกกระบวนการพัฒนาด้านจิตใจและจริยธรรม การคิดวิเคราะห์และหาแนวทางพัฒนาตนเอง
ด้าน ความรู้และทักษะชีวิต เพื่อการเข้าใจตนเองและผู้อื่น และนาไปใช้ในชีวิตและการทางานในอนาคต
4.3.2.15 แบบฟอร์มบันทึกสิ่งที่ได้เรียนรู้และการต่อยอดองค์ความรู้คือ แบบการสรุป
ความคิดและการตกตะกอนทางความคิดที่ได้จากการเรียนรู้และฝึกการคิดต่อยอดองค์ความรู้ที่จะ
นาไปใช้ในอนาคตได้ เช่น การประกอบอาชีพ การสร้างนวัตกรรม การศึกษาวิจัยแบบง่าย ๆ เป็นต้น
4.3.2.16 แบบฟอร์มตัวอย่าง ด้วยตัวอย่างการจัดการเรียนรู้เรื่อง “ภาษาและวัฒนธรรม
อาเซียน ตอน ปฏิบัติการตามล่าหา บาย” พร้อมหนังสืออาเซียนศึกษาคือ ตัวอย่างการจัดการเรียนการ
สอนเพื่อเสริมสร้างทักษะแห่งศตวรรษที่ 21เรื่อง “ข้าว”ที่ประกอบด้วยเรื่องความเป็นมาของข้าวโดยการ
ทดสอบทางวิทยาศาสตร์ ความเชื่อและวัฒนธรรม ที่ประกอบด้วยประเพณีการทาขวัญข้าว การร้องเพลง
เกี่ยวข้าว อาหารในอาเซียนเศรษฐกิจพอเพียงและการนาความรู้เรื่องข้าวมาผลิตเป็นนวัตกรรมและ
ประกอบอาชีพ โดยการทาน้าข้าวกล้อง
4.3.2.17 แผ่นดีวีดีหนังสืออิเล็คทรอนิค 5,000 เล่ม คือ แหล่งข้อมูลเพื่อการศึกษาเรียนรู้
ในเนื้อหาวิชาต่าง ๆ เพื่อความสะดวกในการหาข้อมูลในการศึกษาและอ้างอิงเพื่อสร้างใบความรู้ของครู
หรือทารายงานของนักเรียน ดังภาพ
ภำพที่ 4 หน้าจอแสดงหนังสืออิเล็คทรอนิค
4.3.2.18 แผ่นดีวีดี e-Learning ประกอบด้วย 200บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน คือ
โปรแกรมช่วยสอนในวิชาต่าง ๆ เพื่อให้ความสะดวกต่อครูและให้นักเรียนได้ศึกษาความรู้ด้วยตนเอง
อย่างสนุกสนาน ดังภาพ
25
ภำพที่ 5 หน้าจอแสดง e-Learning
4.3.2.19 แผ่นดีวีดีตัวอย่างการทดลองวิทยาศาสตร์ คือ วีดิทัศน์ในการทาการทดลอง
วิทยาศาตร์เพื่อเป็นแนวทางการจัดการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ ดังภาพ
ภำพที่ 6 แสดงหน้าจอตัวอย่างการทดลองวิทยาศาสตร์
4.3.2.20 แผ่นดีวีดีคลังข้อสอบ ทุกกลุ่มสาระ 500 ชุด คือ ข้อสอบวิชาต่าง ๆ เพื่อให้ทา
เป็นแบบทดสอบความรู้ในวิชาต่าง ๆ เพื่อให้นักเรียนได้ฝึกคิดวิเคราะห์และได้ทาแบบฝึกการทา
แบบทดสอบ ดังภาพ
26
ภำพที่ 7 แสดงหน้าจอคลังข้อสอบ
4.3.2.21 แผ่นซีดีโปรแกรมสแคลช (Scratch) คือ โปรแกรมคอมพิวเตอร์ช่วยสอน
สาหรับสร้างภาพการ์ตูนเคลื่อนไหวเพื่อการนาเสนอ โดยโปรแกรมนี้ถูกสร้างขึ้นภายใต้แนวคิดที่มุ่งเน้น
การพัฒนาระบบสมองในระหว่างการใช้งานโปรแกรม ให้ผู้ใช้งานได้ฝึกการคิดอย่างเป็นระบบดังภาพ
ภำพที่ 8 แสดงหน้าจอโปรแกรมสแคลช
4.3.2.22 แผ่นซีดีโปรแกรมฟรีมายด์ คือ โปรแกรมที่อานวยความสะดวกในการสร้างผัง
มโนทัศน์หรือ Mind Map จากการระดมสมองระหว่างคุณครูและผู้เรียน เพื่อใช้วางแผนในการเรียนรู้
ให้กับผู้เรียน ดังภาพ
27
ภำพที่ 9 แสดงหน้าจอโปรแกรมฟรีมายด์
บทบาทที่สาคัญที่จะทาให้ชุดเครื่องมือเสริมสร้างทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ไม่เพียงเป็น
แบบฟอร์มแต่เป็นเป็นเครื่องมือเสริมสร้างนิสัยรักการพัฒนาตนเองของผู้ใช้ ทาให้ผู้ใช้เกิดความ
เปลี่ยนแปลงจากภายใน ด้วย “ชุดคาถามชวนถก-อภิปราย” และเป็นประเด็นทางสังคมประเด็นหนึ่งที่จะ
เป็นจุดเชื่อมให้เกิดเครือข่ายในการปฏิรูปการศึกษาที่สมาชิกคือครูผู้ปฏิบัติงานจริงดังคากล่าวที่ว่า
“ความสาเร็จในการเรียนรู้ ไม่ได้อยู่ที่เครื่องมือ หากอยู่ที่การเปิดโอกาสให้ผู้เรียน ได้สร้างสรรค์องค์
ความรู้ด้วยตนเอง” ซึ่งติดอยู่ด้านหลังกระเป๋าชุดเครื่องมือ เพื่อให้ผู้ใช้ได้ตระหนักถึงความสาคัญเรื่อง
การเปิดโอกาสให้ผู้เรียน ได้สร้างสรรค์องค์ความรู้ด้วยตนเอง ซึ่งเป็นสิ่งสาคัญที่สุดเพราะผู้เรียนจะเกิด
ทักษะบุคคลแห่งศตวรรษที่ 21 ตามกรอบแนวคิดข้างต้นต้องเกิดจากผู้เรียนเป็นผู้สร้างเอง
ภำพที่ 10 ภาพข้อความเป้าหมายของเครื่องมือเสริมสร้างทักษะแห่งศตวรรษที่ 21
28
จากกรอบแนวคิดการดังกล่าวข้างต้น จึงได้ขั้นตอนการจัดการเรียนรู้เพื่อให้เกิดกระบวนการ
เรียนที่เกิดจากผู้เรียนเป็นสาคัญ (Coaching and Mentoring) กล่าวคือ แนวคิการจัดการเรียนการสอน
แบบ (Coaching and Mentoring) มาจากระบบการพี่เลี้ยงเป็นเครื่องมือหนึ่งของการพัฒนาบุคลากรใน
องค์กรที่ได้รับความสนใจจากผู้บริหารและมีการนามาใช้ปฏิบัติแล้วในหลายๆองค์กรซึ่งเน้นการพัฒนา
แบบมีส่วนร่วม (Developmental Partnership) จากบุคคลที่ต้องทาหน้าที่แลกเปลี่ยนความรู้
ประสบการณ์ข้อมูลต่างๆและมุมมองส่วนบุคคลเพื่อส่งเสริมสนับสนุนและผลักดันให้อีกฝ่ายมีความพร้อม
ในการทางานพร้อมที่จะเจริญเติบโตและมีความก้าวหน้าในสายอาชีพการเป็นพี่เลี้ยงจึงป็นรูปแบบของ
ประสบการณ์ในการทางานของอีกฝ่ายเป็นการพัฒนาที่เน้นให้เกิดการสร้างโอกาสในการมีส่วนร่วมการ
แก้ไขปัญหาและการกาหนดเป้าหมายเพื่อให้งานบรรลุผลสาเร็จตามที่ผู้บริหารต้องการซึ่งการเป็นพี่เลี้ยง
เป็นการใช้ความคิดในการวิเคราะห์และการนาเสนอทิศทางที่ถูกต้องให้กับอีกฝ่ายดังนั้นรูปแบบของการ
เป็นพี่เลี้ยงจึงเป็นกระบวนการของการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ของผู้ที่มีความรู้และประสบการณ์หรือที่
เรียกว่าMentor ให้กับผู้ที่มีประสบการณ์ในการทางานในองค์การนั้นหรือที่เรียกMentee การทา
Mentoring จะประสบความสาเร็จได้นั้นขึ้นอยู่กับองค์กรจะต้องมีระบบการคัดเลือกประเมินคุณสมบัติ
ประเมินผลการปฏิบัติหน้าที่พี่เลี้ยงเพื่อค้นหาและพัฒนาพี่เลี้ยงให้เป็นบุคลากรที่มีความสามารถรวมถึง
การจัดระบบการฝึกอบรมพัฒนาความสามารถของการเป็นพี่เลี้ยงที่ดีทาให้พี่เลี้ยงรู้บทบาทหน้าที่รู้
วิธีการและขั้นตอนการเป็นพี่เลี้ยงที่มีประสิทธิภาพ
จะเห็นได้ว่าสอดคล้องกับกระบวนการสร้างคุณลักษณะของเด็กและเยาวชนแห่งศตวรรษที่ 21
คือการสร้างเด็กและเยาวชนนั้นต้องเป็นไปทั้งระบบโรงเรียนคือต้องมีกระบวนการที่ดีและมีหลักสูตรที่
พร้อมนาไปสู่บุคคลแห่งศตวรรษที่ 21 ตลอดจนมีกระบวนการประเมินผลที่เที่ยงตรงและมีความเชื่อมั่น
มีการจัดสิ่งแวดล้อมี่เอื้อต่อการเรียนรู้และสุดท้ายต้องมีการอบรมครูให้มีความพร้อมที่สร้างบุคคลแห่ง
ศตวรรษที่ 21 โดยครูต้องมีความเข้าใจบทบาทของตนเองเป็นอย่างดีว่าการเป็นพี่เลี้ยงหรือผู้อานวย
ความสะดวกให้เด็กนั้นต้องมีความเข้าใจในกระบวนการจัดการเรียนการสนอแบบ(Coaching and
Mentoring) เป็นอย่างดีจึงจะทาให้เด็กและเยาวชนไทยไปสู่คุณลักษณะอันพึงประสงค์ในศตวรรษที่ 21
ได้โดยเน้นการมีส่วนร่วม (Developmental Partnership) ของผู้เรียนโดยครูต้องทาหน้าที่แลกเปลี่ยน
ความรู้ประสบการณ์ข้อมูลต่างๆโดยครูต้องมีคุณสมบัติการเป็นพี่เลี้ยงหรือผู้อานวยความสะดวกที่
เหมาะสมมีความสาคัญคือควรมีความพร้อมยินดีที่จะเป็นพี่เลี้ยงมีอารมณ์มั่นคงมีความคิดเชิงบวกมี
ความอดทนและความรับผิดชอบมีจริยธรรมที่ดีเป็นผู้รับฟังที่ดีมีทัศนคติที่ดีมีการสื่อสารที่ดีบริหารเวลา
ได้เป็นอย่างดีมีความใฝ่เรียนรู้ต้องการการพัฒนาอยู่เสมอซึ่งเป็นส่วนสาคัญในการจัดการเรียนการสอน
ดังกล่าวโดยคณะผู้วิจัยพบว่าบทบาทครูเป็นสิ่งสาคัญที่สุดที่ทาให้เกิดทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 เพราะ
ความสาเร็จในการเรียนรู้ไม่ได้อยู่ที่เครื่องมือหากอยู่ที่การเปิดโอกาสในผู้เรียนได้สร้างสรรค์องค์ความรู้
ด้วยตนเองซึ่งเป็นสิ่งสาคัญในการศึกษาเรื่องนี้ดังนั้นผู้วิจัยจึงได้นาเสนอการจัดการเรียนการสอนแบบ
(Coaching and Mentoring) คือ การเปลี่ยนบทบาทครูมาเป็นผู้อานวยการเรียนรู้โดยมี 8 ขั้นตอนที่ครู
เป็นผู้อานวยควาสะดวกให้กับนักเรียนในการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง ซึ่งสอดคล้องกับ กระบวนการ
เรียนรู้ 5 ขั้นตอนของสานักงานการศึกษาขั้นพื้นฐานดังนี้
29
กระบวนกำรเรียนรู้ 5 ขั้นตอน หรือที่เรียกว่ำ
"QSCCS"
ของสำนักงำนกำรศึกษำขั้นพื้นฐำน
กำรจัดกำรเรียนรู้เพื่อให้เกิดกระบวนกำร
เรียนที่เกิดจำกผู้เรียนเป็นสำคัญ
โดยเปลี่ยนบทบำทครูมำเป็น
ผู้อำนวยกำรเรียนรู้ มี 8 ขั้นตอน
Q หมำยถึง Learning to Question
การเรียนรู้แบบโครงงาน จาก Intel teach to the
Future ซึ่งก่อนการเรียนการสอนจะมีการตั้งคาถาม
ให้นักเรียนได้ คิดและร่วมกันแสดงความคิดเห็น เพื่อ
ฝึกนักเรียนให้กล้าคิด กล้าแสดงออก (Q)
ขั้นตอนที่ 1
เตรียมครู
ขั้นตอนที่ 2
สารวจชุมชน หาแรงบันดาลใจ
ขั้นตอนที่ 3
ระดมความคิด
S ตัวที่หนึ่ง หมำยถึง to search
การเรียนรู้แบบโครงงาน ให้นักเรียนได้เรียนรู้ร่วมกัน
ศึกษาหาความรู้ ค้นคว้า แก้ปัญหาเอง และปฏิบัติจน
จบกระบวนการของการทาโครงงาน (S)
ขั้นตอนที่ 4
วิเคราะห์ จาแนก
แยกแยะข้อมูลที่ถูกต้อง
ขั้นตอนที่ 5
ออกแบบการเรียนรู้ร่วมกัน
Cตัวที่หนึ่ง หมำยถึง to construct
การเรียนรู้แบบบูรณาการ นาความรู้ที่ได้ไปบูรณา
การกับวิชาอื่นๆ และนาไปใช้ได้จริงอย่างถูกต้อง (C)
ขั้นตอนที่ 6
ลงมือปฏิบัติ
C ตัวที่สอง หมำยถึง to communicat
การเรียนรู้ในแบบของ Backworddesigeเป็นวิธีการ
สอนที่ใช้ผลงานเป็นที่ตั้งว่าเมื่อนักเรียนเรียนจบแล้ว
หรือในขณะที่เรียน ต้องมีภาระงานในระหว่างเรียน
หรือมีผลงาน แลกเปลี่ยนเรียนรู้ (C)
ขั้นตอนที่ 7
สรุปข้อมูล
S ตัวที่สอง หมำยถึง to service
5. เมื่อจบการเรียนรู้ในแต่ละหน่วยแล้ว นักเรียน
สามารถนาเสนอ พัฒนาปรับปรุงได้ เพื่อเกิด
ประโยชน์ต่อตนเองและคนอื่น ๆ (S)
ขั้นตอนที่ 8
ต่อยอดองค์ความรู้
ตำรำงที่ 3 เปรียบเทียบกระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้นตอนของ สพฐ. กับ 8 ขั้นตอน การจัดการเรียนรู้
ในศตวรรษที่ 21
จากศึกษาเปรียบเทียบขั้นตอนการสอน (Coaching and Mentoring) จึงได้เป็นแบบการเรียน
การสอนเพื่อสอดคล้องกับการจัดการเรียนการสอนตามระดับชั้นบริบทและขนาดที่หลากหลายของ
โรงเรียนและความต้องการจาเป็นของสถานศึกษาโดยครูเป็นพี่เลี้ยงหรือผู้อานวยความสะดวกดังภาพ
30
ภำพที่ 11 รูปแบบการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21
1. Q หมำยถึง Learn to Question การเรียนรู้แบบโครงงานจากIntel teach to the Future ซึ่ง
ก่อนการเรียนการสอนจะมีการตั้งคาถามให้นักเรียนได้คิดและร่วมกันแสดงความคิดเห็นเพื่อฝึกนักเรียน
ให้กล้าคิดกล้าแสดงออก (Q) ประกอบด้วย 3 ขั้นตอน คือ ขั้นตอนที่ 1 เตรียมครู ขั้นตอนที่ 2 สารวจ
ชุมชนหาแรงบันดาลใจ และ ขั้นตอนที่ 3 ระดมความคิดถือเป็นขั้นตอนสาคัญที่สุดโดยเฉพาะบทบาทครู
ในแต่ละช่วงชั้นที่สร้างคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ดังนี้
ขั้นตอนที่ 1 เตรียมครู โดยครูมีบทบาทเป็นผู้อานวยความสะดวกและการสร้างบรรยากาศใน
การเรียนรู้และสร้างบรรยากาศในการเรียนรู้ มีเครื่องมือแบบสอบถามเกี่ยวกับความรู้ความเข้าใจของครู
ต่อการเป็นผู้อานวยความสะดวกและสร้างบรรยากาศในการเรียนรู้โดยมีแบบประเมินตนเองเพื่อเป็นครูผู้
อานวยความสะดวกในการเรียนรู้ของนักเรียนเครื่องมือแบบประเมินตนเองด้านการเป็นผู้อานวยความ
สะดวกในการเรียนรู้ เพื่อให้สามารถสร้างคุณลักษณะอันพึงประสงค์แต่ละช่วงชั้นได้ถูกต้อง โดยในแต่ละ
ช่วงชั้นครูมีบทบาทที่แตกต่างกัน โดยวัดผลตามคะแนนดังนี้
31
ช่วงชั้น
ช่วงชั้น
Life s
Life skills
ทักษะชีวิตkills
Knowledge
ความรู้งชั้น
LiProcess for Physical
and Mental
กระบวนการเรียนรู้
เพื่อพัฒนาร่างกาย
และจิตใจe skills
ช่
Professional
skills
ทักษะอาชีพวง
ชั้น
Lifตัวบ่งชี้e skills
บทบาทครู
ครู
ช่วงชั้นที่ 1 Interpersonal
ความสัมพันธ์
ระหว่างบุคคล
Learn how
to learn
การเรียนรู้
เพื่อการ
เรียนรู้
Self discipline
วินัยในตนเอง
Hand skills
ทักษะ
การใช้มือ
•แยกแยะเรื่องราวและองค์ความรู้พื้นฐานได้
อย่างมีเหตุและผล
•นาความคิดไปใช้อธิบายสื่อสารความ
ต้องการของตนเองได้
•อยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างมีความสุข
•แบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบต่อตนเองและ
ผู้อื่นได้
•มีวิจารณญาณเข้าใจสิ่งที่ควรปฏิบัติและไม่
ควรปฏิบัติด้วยตนเอง
•มีทักษะการเรียนรู้
•ความเป็นไทย
ครูต้องมีบทบาทอานวยความสะดวกต่อ
เด็กวัย โดยมีอารมณ์มั่นคงมีความคิดเชิง
บวกมีความอดทนและความรับผิดชอบ
สามารถสื่อและทาความเข้าใจกับเด็กได้
เพื่อให้โอกาสเด็กได้ซักถามทาความ
เข้าใจ โดยมีเครื่องมือหรือการสอนที่
สนุกสนาน เพื่อในได้เรียนรู้เพื่อการเรียนรู้
9kตารำตำรำงที่ 4 ตารางแสดงบทบาทของครู
32
ช่วงชั้น
ช่วงชั้น
Life s
Life skills
ทักษะชีวิตkills
Knowledge
ความรู้งชั้น
LiProcess for
Physical and Mental
กระบวนการเรียนรู้
เพื่อพัฒนาร่างกาย
และจิตใจ
e skills
ช่
Professional
skills
ทักษะอาชีพ
วงชั้น
Lifตัวบ่งชี้e skills
บทบาทครู
ช่วงชั้นที่ 2 Self- Utilization
การเข้าใจตนเอง
Literacy &
Logical
ความสามารถ
ในการอ่าน
ออกเขียนได้
และตรรกะ
ต่าง ๆ
Systcmatic
thinking
การคิดอย่างเป็น
ระบบและมีเหตุผล
Working Skills
ทักษะการทางาน
เบื้องต้น
•มีทักษะกระบวนการเรียนรู้ที่ดีพอที่จะ
ประยุกต์ใช้ความรู้
•นาความรู้มาประยุกต์ใช้อย่างสร้างสรรค์
เพื่อให้เกิดนวัตกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อ
ตนเองและเพื่อใช้ในการแก้ปัญหา
•มีคุณธรรมจริยธรรม
•เข้าใจตนเองและผู้อื่น
•มีทักษะการสื่อสาร
•มีความสามารถในการแก้ปัญหาและการ
คิดเชิงวิพากษ์
•เข้าใจคนต่างประเพณีและวัฒนธรรมใน
ภูมิภาคและอาเซียน
•หาความชอบและความถนัดด้านอาชีพของ
ตนเองเพื่อนาไปประกอบอาชีพและหา
แนวทางการศึกษาต่อ
•มีนิสัยใฝ่เรียนรู้และพัฒนาตนเองอย่าง
สม่าเสมอ
•มีวิจารณญาณในการใช้ชีวิต
ครูมีบทบาทผู้อานวยความสะดวกที่เหมาะสม
ต่อวัยเด็ก ช่วงที่ 2คือควรมีความพร้อมและ
ความเข้าใจพัฒนาการเด็กวัยนี้ เพื่อสร้างให้
เกิดทักษะการเรียนรู้ที่สามารถประยุกต์ใช้
ความรู้ได้ด้วยอารมณ์ที่มั่นคงมีความคิดเชิง
บวก ต่อความแตกต่างของผู้เรียนรู้มีความ
อดทนและความรับผิดชอบมีจริยธรรมที่ดีเป็น
ผู้รับฟังที่ดีมีทัศนคติที่ดีมีการสื่อสารที่ดีเพื่อ
สร้างทัศนคติที่และสามารถสร้างระบบเหตุผล
และมีบทบาทสร้างการทางานเป็นทีมได้
ตลอดจน แนะนาแนวทางแก้ปัญหาได้เป็น
อย่างดี
33
ช่วงชั้น
ช่วงชั้น
Life s
Life skills
ทักษะชีวิตkills
Knowledge
ความรู้งชั้น
LiProcess for
Physical and
Mental
กระบวนการ
เรียนรู้เพื่อ
พัฒนา
ร่างกายและ
จิตใจ
e skills
ช่
Professional
skills
ทักษะอาชีพ
วงชั้น
Lifตัวบ่งชี้e skills
บทบาทครู
ช่วงชั้นที่
3
Flexibility
มีความยืดหยุ่น
Application
Academic
for Asean
life
การ
ประยุกต์ใช้
และการเข้าใจ
ผู้คนใน
อาเซียน
Pubic
minded
การมีจิต
สารธณะ
Mangering
Skills
มีทักษะการ
บริหาร
•มีความรู้เชิงการประยุกต์ใช้และการคิด
วิเคราะห์และสังเคราะห์อย่างเชี่ยวชาญ
•สื่อสารภาษาต่างๆในภูมิภาคและอาเซียน
ได้อย่างน้อย 3 ภาษา
•สามารถทางานกับผู้อื่นได้เคารพผู้อื่น
•มีความคิดเชิงวิพากษ์และสามารถ
วิเคราะห์ความคิดและความชานาญของ
ตนเองได้
•มีสามารถปรับเปลี่ยนความคิดทัศนคติและ
มุมมองการใช้ชีวิตอย่างมีจริยธรรม
•มีสุนทรียภาพในการดาเนินชีวิต
•มีวิจารณญาณต่อสิ่งต่างๆทั้งสิ่งที่ดีและไม่
ดี
ครูมีบทบาทผู้อานวยความสะดวกที่เหมาะสม
ต่อวัยรุ่น ตอนต้น โดยสามารถผู้อานวยความ
สะดวกที่เหมาะสม มีความยืดหยุ่นต่อความคิด
ของผู้เรียน ซึ่งมีความสาคัญมาก เพราะเป็น
วัยแห่งการเปลี่ยนแปลง ต้องมีอารมณ์มั่นคงมี
ความคิดเชิงบวกมีความอดทนและความ
รับผิดชอบมีจริยธรรมที่ดีเป็นผู้รับฟังที่ดีมี
ทัศนคติที่ดีมีการสื่อสารที่ดี โดยมีบทบาทใน
การสร้างจิตสารธณะแก่ผู้เรียน และมีบทบาท
ในอานวยความสะดวกในการประยุกต์ใช้
ความรู้และการทาความเข้าใจต่อผู้อย่างมี
วิจารณญาณ
34
ช่วงชั้น Life skills
ทักษะชีวิต
Knowledge
ควำมรู้
Process for
Physical and
Mental
กระบวนกำร
เรียนรู้เพื่อ
พัฒนำ
ร่ำงกำยและ
จิตใจ
Professional
skills
ทักษะอำชีพ
ตัวบ่งชี้ บทบาทครู
ช่วงชั้นที่ 4 Innovator
เป็นนวัตกร
Multidisciplina
ry
มีควำมรู้
แบบสหวิชำชีพ
Cross
cultural
กำรเข้ำใจกำร
ข้ำม
วัฒนธรรม
Coperate
with
Sufficiency
Eco
กำรใช้ชีวิต
โดยนำ
ปรัชญำ
เศรษฐกิจ
พอเพียงไปใช้
•ความรู้เชิงการประยุกต์ใช้และการคิดวิเคราะห์และ
สังเคราะห์อย่างเชี่ยวชาญในสายการเรียนรู้ของตน
•วางแผนและคิดอย่างมีเหตุผลเชิงนามธรรมเชื่อมโยงสิ่ง
ต่างๆได้อย่างชานาญ
•การมีคุณธรรมและจริยธรรมในการใช้องค์ความรู้
•สื่อสารกับผู้คนได้อย่างเข้าใจทั้งในภูมิภาคและต่าง
ภูมิภาคที่มีความซับซ้อนทางความคิดประเพณีและ
วัฒนธรรม
•สื่อสารกับผู้คนได้อย่างเข้าใจทั้งในภูมิภาคและต่าง
ภูมิภาคที่มีความซับซ้อนทางความคิดประเพณีและ
วัฒนธรรม
•เคารพและเข้าใจความต่างของผู้คน
•นาความรู้ไปพัฒนาและสร้างนวัตกรรมเพื่อตนเองและ
ผู้อื่น •คิดแก้ปัญหาที่ซับซ้อนได้อย่างมีวิจารณญาณ
•นาทักษะต่างๆไปต่อยอดองค์ความรู้ในระดับสูง
•มีวิจารณญาณในเรื่องราวต่างๆที่เข้ามาและตัดสินใจ
อย่างมีคุณธรรมจริยธรรม
•ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขต่อสถานการณ์และบริบทต่างๆใน
ชีวิต
•ความเป็นไทยและนาไปปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
ครูมีบทบาทผู้อานวยความสะดวกที่เหมาะสมต่อวัยรุ่น ที่เป็น
ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ โดยสามารถผู้อานวยความสะดวกที่
เหมาะสม มีความยืดหยุ่นต่อความคิดของผู้เรียน ซึ่งมี
ความสาคัญมาก เพราะเป็นวัยที่ต้องเลือกเส้นทางชีวิต มี
อารมณ์มั่นคงต่อการยัวยุต่าง ๆ เพื่อนาความคิดสร้างสรรค์
ต่าง ๆ มาอานวยความสะดวกให้ผู้เรียนเป็น นวัตกร และ
สามารถเรียนรู้แบบสหวิชาชีพได้ มีความคิดเชิงบวก เพื่อ
อานวยความสะดวกและเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้สร้างทัศนคติที่
ดีต่อบุคลคลทั่วไปและเข้าใจวัฒนธรรมต่าง ๆ มีความอดทน
และความรับผิดชอบมีจริยธรรมที่ดีเพื่อเป็นแบบอย่างต่อ
ผู้เรียน ตลอดจนเป็นผู้รับฟังที่ดีเพื่อสร้างบรรยากาศการ
แก้ปัญหาที่มีความซับซ้อนมากขึ้น โดยครูมีบทบาทสร้าง
สานึกการเคารพและเข้าใจผู้คนทั้งในภูมิภาคและต่างภูมิภาค
ที่มีความซับซ้อนทางความคิดประเพณีและวัฒนธรรมการ
สื่อสารที่ดีโดยไม่ลืมความเป็นไทย และใช้ชีวิตอย่างเป็นสุข
และพอเพียง
35
ขั้นตอนที่ 2 สำรวจชุมชน หำแรงบันดำลใจ
บทบำทครู สารวจสถานที่ เส้นทางและติดต่อกับแหล่งชุมชนใกล้โรงเรียนที่จะพานักเรียนไป
ศึกษาเรียนรู้พร้อมทั้งติดต่อวิทยากรหรือผู้เชี่ยวชาญไว้ให้คาแนะนาแก่นักเรียน หลังจากนั้นครูจึงพา
นักเรียนไปทัศนศึกษา พร้อมทั้งคอยกระตุ้นซักถามชี้ชวนให้นักเรียนเกิดแรงจูงใจและสนใจหาคาตอบใน
สิ่งต่างๆรอบตัว ครูตั้งคาถามเกี่ยวกับเรื่องที่นักเรียนสนใจ หรือครูมีจุดประสงค์จะสร้างบทเรียนรู้เพื่อ
นาไปสู่จุดประสงค์เชิงพฤติกรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น การมีทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 เพื่อเตรียมความ
พร้อมสู่ประชาคมอาเซียน ดังนั้น การทาความเข้าใจวัฒนธรรมโดยจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 นั้น
ต้องเปิดโอกาสให้ผู้เรียน ได้สร้างสรรค์องค์ความรู้ด้วยตนเองทางคณะผู้วิจัย จึงนาเสนอ ชุดการเรียนรู้
เรื่อง ภาษาและวัฒนธรรมในอาเซียน ตอนปฏิบัติการตามล่าหา “บาย” เนื่องจากการก้าวเข้าสู่ประชาคม
อาเซียนนั้นต้องสร้างความพร้อมเพื่อรองรับการแข่งขัน เพราะความรู้ในโลกยุคปัจจุบันมีมากมาย
มหาศาล ผู้เรียนจะต้องสามารถสร้างองค์ความรู้ได้ตนเองตลอดจนสามารถสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อ
ก้าวนาประเทศอื่น ผ่านเครื่องมือการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ดังตัวอย่างเรื่องภาษาและวัฒนธรรม
ในอาเซียน ตอน ปฏิบัติการตามล่าหา “บาย” ตัวอย่างแนวคาถาม
แนวคำถำมสำหรับครู แนวคำตอบของครู
1.ชี้ชวนให้นักเรียนสังเกตสิ่งมีชีวิตที่มี
ความสัมพันธ์กันจากสิ่งที่พบเห็นในท้องนา
เพื่อเชื่อมโยงถึงเรื่อง ระบบนิเวศ ห่วงโซ่
อาหาร สายใยอาหาร เป็นต้น
นักเรียนสามารถบอกความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ในระบบ
นิเวศได้ เช่น สังเกตหอยเชอรี่มาเกาะที่ต้นข้าว และสามารถบอกได้
ว่า ข้าวและท้องนาเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของหอยเชอรี่ ครูจึงอธิบาย
เรื่องระบบนิเวศวิทยาความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ในระบบ
นิเวศเดียวกัน จะ 3 รูปแบบคือ1.พึ่งพาอาศัยกัน เป็นการอยู่ร่วมกัน
ของสิ่งมีชีวิต 2 ชนิด ที่ทาให้ฝ่ายหนึ่งและทั้ง 2 ฝ่ายได้ประโยชน์
โดยที่ฝ่ายใดไม่เสียประโยชน์เลย 2.ปฏิปักษ์ต่อกัน เป็นการอยู่
ร่วมกันของสิ่งมีชีวิตโดยฝ่ายหนึ่ง จับอีกฝ่ายหนึ่งเป็นอาหาร
เรียกว่า ผู้ล่า ส่วนฝ่ายที่ถูกจับเป็นอาหารเรียกว่า เหยื่อ 3.แบบเป็น
กลางต่อกัน เป็นการอยู่ร่วมกันของสิ่งมีชีวิตที่เป็นอิสระต่อกันไม่มี
ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดได้หรือเสียประโยชน์
2.นักเรียนคิดว่าต้นข้าวกับหอยเชอรี่มี
ความสัมพันธ์กันในระบบนิเวศลักษณะใด
นักเรียนสามารถแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับความสัมพันธ์กันของ
หอยเชอรี่ ต้นข้าว หรือสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ
ครูอธิบายว่า ต้นข้าวกับหอยเชอรี่อยู่ร่วมกันโดยหอยเชอรี่จะกัดกิน
ต้นข้าวซึ่งเป็นการอยู่ร่วมกันแบบเป็นปฏิปักษ์ต่อกัน กล่าวคือ หอย
เชอรี่ เป็นผู้ได้ประโยชน์ และต้นข้าว เป็นผู้เสียประโยชน์จากการถูก
หอยเชอรี่กัดกิน ใช้เป็นที่อยู่อาศัยและแหล่งขยายพันธุ์
36
ตำรำงที่ 5 ตัวอย่างการตั้งคาถามของครู
บทบำทนักเรียน เมื่อครูได้แสดงบทบาทผู้อานวยความสะดวกและแนะนาความรู้แล้ว จะทาให้
นักเรียนมีความสนใจอยากรู้ ในตัวอย่างนักเรียนสนใจคาว่า “บาย” และได้นาเสนอเรื่อง “บาย” คืออะไร
จึงให้นักเรียนอยากค้นหาคาตอบ โดยครูมอบบทบาทการสร้างองค์ความรู้และค้นหาความรู้จากคาถาม
ข้างต้นให้นักเรียนเป็นผู้แสดงบทบาทผู้เรียนเชิงรุก
เครื่องมือ 1. คู่มือนักสารวจ 2. แบบสอบถาม 3. แบบบันทึกความรู้
จากตัวอย่างข้างต้นจะเห็นได้ว่าครูได้แสดงบทบาทของตนในการสร้างบรรยากาศเรื่องข้าว โดย
การเชิญชวนให้เด็กคิดโดยใช้คาถาม ในปัจจัยแวดล้อมอื่นครูอาจใช้คาถามชวนคิดแตกต่างกันไป เพีอดึง
ศักยภาพและทักษะต่าง ๆ และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ดังตัวอย่าง
แนวคำถำมสำหรับครู แนวคำตอบของครู
3.นักเรียนคิดว่า แต่ละชุมชนหรือสังคมมี
ความสัมพันธ์กันอย่างไร
นักเรียนแสดงแนวคิดเกี่ยวกับสังคมในมุมมองนักเรียน
ครูอธิบายเรื่องความ แตกต่างกันของกลุ่มคนในสังคมแต่ละสังคม
กล่าวคือ ในสังคมหนึ่งจะประกอบไปด้วยบุคคลที่มีสถานภาพและ
บทบาทในสังคม เช่น ผู้ มีสถานภาพเป็น พ่อ ผู้หญิงมีสถานภาพ
เป็นแม่ พ่อมีบทบาทหาเลี้ยงครอบครัว ส่วนแม่ จะมีบทบาทใน
การเลี้ยงดูลูก ซึ่งเป็นกลุ่มปฐมภูมิในสังคม ส่วนที่ใหญ่ขึ้นคือ กลุ่ม
ทุติยภูมิ จะเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันมากขึ้น กล่าวคือ กลุ่มชนหลาย
กลุ่มรวมกันกลายเป็นภาคส่วน จากนั้นก็กลายเป็นประเทศ จาก
ประเทศหลาย ๆ ประเทศก็กลายเป็นภูมิภาค เช่น ภูมิภาคอาเซียน
4.นักเรียนคิดว่าเพราะเหตุใดจึงมีการ
รวมกลุ่มกันระหว่างประเทศสมาชิกใน
ภูมิภาคอาเซียน เหมือนหรือแตกต่างกันกับ
ระบบนิเวศหรือไม่ อย่างไร
นักเรียนแสดงความคิดเห็นเชื่อมโยงระหว่างระบบนิเวศในธรรมชาติ
กับระบบสังคมของมนุษย์
ครูอธิบายถึง ตัวอย่าง เรื่องหอยเชอรี่กับต้นข้าว มีผู้ได้และเสีย
ประโยชน์ ซึ่งนักเรียนต้องการสังคมแบบนี้หรือไม่ ในความต้องการ
พื้นฐานของมนุษย์ต้องการความเข้าใจและความรัก และการอยู่
ร่วมกันอย่างมีความสุข ฉะนั้นมนุษย์จึงไม่อยากเบียดเบียนกัน
ในทางกลับกันมนุษย์ต้องอยู่ด้วยกันแบบพึ่งพาอาศัยกัน จึงเกิดการ
รวมกลุ่มของประเทศสมาชิก เช่น กลุ่มประเทศอาเซียน
5.นักเรียนคิดว่าสิ่งใดที่ทาให้ผู้คนในอาเซียน
เข้าใจซึ่งกันและกันมากที่สุด
นักเรียนสามารถตอบได้ว่า การสื่อสารที่เข้าใจกัน
ครูอธิบายว่า การเข้าใจภาษาและวัฒนธรรมเป็นส่วนหนึ่งในการ
พัฒนาร่วมกันเพราะการพูดจาสื่อสารกันอย่างเป็นมิตร ทาให้รู้สึก
ปลอดภัย ดังนั้นการทาความเข้าใจมนุษย์ในเรื่องความแตกต่าง สิ่ง
แรกคือ ภาษาและวัฒนธรรม
37
ช่วงชั้น Life skills
ทักษะชีวิต
Knowledge
ควำมรู้
Process for
Physical and
Mental
กระบวนกำร
เรียนรู้เพื่อ
พัฒนำ
ร่ำงกำยและ
จิตใจ
Professiona
l skills
ทักษะอำชีพ
ตัวอย่ำงคำถำม
เพื่อดึงศักยภำพด้ำนต่ำงๆ
ช่วงชั้นที่ 1 Interperso
nal
ความ
สัมพันธ์
ระหว่าง
บุคคล
Learn how
to learn
การเรียนรู้
เพื่อการ
เรียนรู้
Self
discipline
วินัยใน
ตนเอง
Hand
skills
ทักษะ
การใช้มือ
 นักเรียนมีใครเป็นเพื่อนที่
สนิทที่สุด เพราะอะไร
 นักเรียนอยากเรียนรู้เรื่อง
อะไร
 จะเรียนรู้อย่างไรให้
สนุกสนานและได้ความรู้
 จะสร้างระเบียบวินัยได้
อย่างไร
 ชอบวิชาอะไรมากที่สุด
 นักเรียนชอบอ่านออกเสียง
หรือไม่
 เราอยากช่วยเหลือใครมาก
ที่สุด
 เราควรแปรงฟันกี่ครั้ง
เพราะอะไร
 อวัยวะใดสาคัญที่สุด
 ผลไม้ที่ชอบมากที่สุดคือ
 ใครไม่ชอบทานผักเพราะ
อะไร
 อาหารมีประโยชน์อย่างไร
 เราควรนอนกี่ทุ่ม
 เราควรช่วยเหลือพ่อแม่ทา
อะไรบ้าง
38
ช่วงชั้น Life skills
ทักษะชีวิต
Knowledge
ควำมรู้
Process for
Physical and
Mental
กระบวนกำร
เรียนรู้เพื่อ
พัฒนำร่ำงกำย
และจิตใจ
Professional
skills
ทักษะอำชีพ
ตัวอย่ำงคำถำม
เพื่อดึงศักยภำพด้ำนต่ำงๆ
ช่วงชั้นที่ 2 Self-
Utilization
การเข้าใจ
ตนเอง
Literacy &
Logical
ความสามา
รถในการ
อ่านออก
เขียนได้
และตรรกะ
ต่าง ๆ
Systcmatic
thinking
การคิดอย่าง
เป็นระบบ
และมีเหตุผล
Working
Skills
ทักษะการ
ทางาน
เบื้องต้น
 เมื่อโตขึ้นนักเรียนอยาก
เป็นอะไรเพราะอะไร ลอง
ค้นคว้าหรือไม่ว่าอาชีพที่
อยากเป็นทาเกี่ยวกับ
อะไรบ้าง
 ทาไมถึงคิดอย่างนั้น
เพราะอะไร
 นักเรียนคิดว่าตนเองถนัด
เรื่องอะไร
 คาที่ออกเสียงเหมือนกัน
ทาไมถึงต่างกันและใน
ภาษาอื่น ๆ นักเรียนคิดว่า
มีหรือไม่
 นักเรียนคิดว่าถูกผิดตัดสิน
อย่างไร
 เราเกิดมาทาไม
 เราเกิดขึ้นมาได้อย่างไร
 นักเรียนชอบอ่านหนังสือ
อะไร
 ได้อะไรจากการอ่าน
หนังสือเรื่องที่ชอบ
 นามสกุลของเรามาจากที่
ใด
 สิ่งที่ต้องทาเมื่ออยู่กับผู้อื่น
 การเรียนมีความสาคัญกับ
เราอย่างไร
 อยากเรียนอะไรมากที่สุด
39
ช่วงชั้น Life skills
ทักษะชีวิต
Knowledge
ควำมรู้
Process for
Physical and
Mental
กระบวนกำร
เรียนรู้เพื่อ
พัฒนำร่ำงกำย
และจิตใจ
Professional
skills
ทักษะอำชีพ
ตัวอย่ำงคำถำม
เพื่อดึงศักยภำพด้ำนต่ำง ๆ
ช่วงชั้นที่ 3 Flexibility
มีความ
ยืดหยุ่น
Application
Academic for
Asean life
การ
ประยุกต์ใช้
และการเข้าใจ
ผู้คนใน
อาเซียน
Pubic minded
การมีจิต
สารธณะ
Mangering Skills
มีทักษะการ
บริหาร
 เมื่อมีปัญหานักเรียน
ปรึกษาใคร เพราะเหตุใด
 นักเรียนได้นาความรู้ที่
เรียนมานาไปแก้ปัญหา
อะไรบ้าง
 นักเรียนเข้าใจการเข้าสู่
AEC หรือไม่อย่างไร
 นักเรียนรู้จักชาติใดมาก
ที่สุดใน AECเพราะเหตุใด
 เมื่อต้องไปต่างประเทศต้อง
ทาอย่างไรบ้าง
 วัฒนธรรมมีความสาคัญ
อย่างไร เพราะอะไร
 การเข้าใจผู้คนต้องทา
อย่างไรบ้าง
 ทาไมต้องมีภาษา
 นักเรียนอยากเรียนรู้ภาษา
ใดเพิ่มเติม เพราะเหตุ
 การเรียนรู้ที่สาคัญที่สุดคือ
 กาทางานกับผู้คนสิ่งใด
สาคัญที่สุดเพราะเหตุใด
 เราเกิดมาทาไม
 อยากสร้างสิ่งใดให้กับใคร
มากที่สุดเพราะเหตุใด
 เมื่อมีเหตุน้าท่วมนักเรียน
อยากทาสิ่งใดมากที่สุด
 อยากแก้ปัญหาให้กับใคร
มากที่สุดเพราะเหตุใด
40
ช่วงชั้น Life skills
ทักษะชีวิต
Knowledge
ควำมรู้
Process for
Physical and
Mental
กระบวนกำร
เรียนรู้เพื่อ
พัฒนำร่ำงกำย
และจิตใจ
Professional
skills
ทักษะอำชีพ
ตัวอย่ำงคำถำม
เพื่อดึงศักยภำพด้ำนต่ำง ๆ
ช่วงชั้นที่ 4 Innovator
เป็นนวัตกร
Multi
disciplinary
มีความรู้
แบบสหวิชาชีพ
Cross cultural
การเข้าใจการ
ข้ามวัฒนธรรม
Coperate with
Sufficiency
Eco.
การใช้ชีวิตโดย
นาปรัชญา
เศรษฐกิจ
พอเพียงไปใช้
 ถ้านักเรียนสร้างสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
ได้อย่างสร้างอะไรเพราะอะไร
 สิ่งที่นักเรียนอยากได้มากที่สุด
คืออะไร
 นักเรียนอยากเรียนสายใดมาก
ที่สุด
 นักเรียนเลือกอาชีพได้อยาก
เป็นอะไร และมีความเข้าใจ
อย่างไร
 นักเรียนมีความเข้าใจเรื่องผู้คน
และวัฒนธรมอย่างไรบ้าง
 นักเรียนมีแนวทางการใช้ชีวิต
อย่างไรเพราะอะไร
 สิ่งที่อยากทามากที่สุดใน
อนาคตคืออะไร
 หากเลือกได้อยากย้อนอดีต
หรือเพราะเหตุใด
 ถ้าแก้ไขอดีตได้อยากแก้ไข
อะไร
 นักเรียนคิดลักษณะบุคคลมี
อะไรบ้าง
 การเรียรู้ผู้คนมีความสาคัญ
หรือไม่อย่างไร
 สิ่งสาคัญของความเป็นมนุษย์
คืออะไร
41
ขั้นตอนที่ 3 ระดมควำมคิด
บทบำทของครู ระดมความคิดกับนักเรียนและซักถามนักเรียนถึงสิ่งที่อยากเรียนรู้ ให้นักเรียน
ได้แสดงภูมิความรู้ของตนเองในเรื่องนั้นๆ และหาวิธีการค้นคว้าหาคาตอบของสิ่งที่อยากเรียนรู้ร่วมกัน
โดยนักเรียนอาจมีความคิดที่แตกต่างกัน ดังตัวอย่างแผนผังมโนทัศน์ของนักเรียนที่มีความแตกต่างทาง
ความคิด ดังนี้
42
ภำพที่ 12 ตัวอย่างแผนผังมโนทัศน์ของนักเรียนหลังจากระดมความคิด
จะเห็นได้ว่าเมื่อระดมสมองจะเกิดความแตกต่างด้านความคิด ครูควรมีบทบาทในการอานวย
ความสะดวกโดยให้นักเรียนเป็นผู้เลือกแนวทางการเรียนรู้ด้วยตนเองโดยครูอาจแบ่งให้ทาเป็นกลุ่ม หรือ
ให้นักเรียนเลือกหัวข้อที่สนใจและออกแบบเวลาร่วมกันโดยในขั้นตอนนี้ส่งต่อเป็นบทบาทนักเรียน
บทบำทนักเรียน นาเสนอสิ่งที่ตนเองสนใจผ่านการทา Mind map บอกสิ่งที่ตนเองสนใจ รับฟัง
ความคิดเห็นจากผู้อื่นและสามารถเชื่อมโยงกับชีวิตประจาวันและหาข้อสรุปจากการเรียน
เครื่องมือ 1. แผนภาพมโนทัศน์
2. แบบฟอร์มการเขียนสรุปความคิดของตนเอง
43
2. S ตัวที่หนึ่ง หมำยถึง to search
การเรียนรู้แบบโครงงาน ให้นักเรียนได้เรียนรู้ร่วมกัน ศึกษาหาความรู้ ค้นคว้า แก้ปัญหาเอง
และปฏิบัติจนจบกระบวนการของการทาโครงงาน (S) ต่อกับขั้นตอนที่ 4 วิเคราะห์จาแนกแยกแยะข้อมูล
ที่ถูกต้องและขั้นตอนที่ 5 ออกแบบการเรียนรู้ร่วมกันดังนี้
ขั้นตอนที่ 4 วิเครำะห์ จำแนก แยกแยะข้อมูลที่ถูกต้อง
บทบำทของครู ครูนาหัวข้อต่างๆที่นักเรียนต้องการเรียนรู้มาแยกเป็นสาระวิชากาหนด
จุดประสงค์และการประเมินผลที่ต้องการร่วมกันดังตัวอย่าง
หัวข้อ สำระวิชำ มำตรฐำนกำรเรียนรู้
ข้าว วิทยาศาสตร์ มาตรฐาน ว 1.1 เข้าใจหน่วยพื้นฐานของสิ่งมีชีวิตความสัมพันธ์ของ
โครงสร้าง และหน้าที่ของระบบต่าง ๆ ของสิ่งมีชีวิตที่ทางานสัมพันธ์กัน
มีกระบวนการสืบเสาะหาความรู้สื่อสารสิ่งที่เราเรียนรู้และนาความรู้ไปใช้
ในการดารงชีวิตของตนเองและดูแลสิ่งมีชีวิต
มาตรฐาน ว 2.1 เข้าใจสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่น ความสัมพันธ์ระหว่าง
สิ่งแวดล้อมกับสิ่งมีชีวิต ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ในระบบ
นิเวศ มีกระบวนการสืบเสาะหาความรู้และจิตศาสตร์ สื่อสารสิ่งที่เรียนรู้
และนาความรู้ไปใช้ประโยชน์
มาตรฐาน ว 2.2 เข้าใจความสาคัญของทรัพยากรธรรมชาติการใช้
ทรัพยกรธรรมชาติในระดับท้องถิ่น ประเทศ และโลก นาความรู้ไปใช้ใน
การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่นอย่างยั่งยืน
ข้าว ภาษาไทย มาตารฐาน ท.1.1 ใช้กระบวนการอ่านสร้างความรู้และความคิด เพื่อ
นาไปใช้ตัดสินใจ แก้ปัญหา ในการดาเนินชีวิตและมีนิสัยรักการอ่าน
มาตรฐาน ท.1.2 ใช้กระบวนการเขียนสื่อสาร เขียนเรียงความ และเขียน
เรื่องราวในรูปแบบต่าง ๆ เขียนรายงานข้อมูลสารสนเทศและรายงาน
การศึกษาค้นคว้าอย่างมีประสิทธิภาพ
ข้าว สังคม มาตรฐาน ส 3.1 เข้าใจและสามารถบริหารการจัดการทรัพยากรในการ
ผลิตและการบริโภค การใช้ทรัพยากรที่มีอยู่จากัดได้อย่างมีประสิทธิภาพ
และคุ้มค่า รวมทั้งเข้าใจหลักการของเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อการดารงชีวิต
อย่างมีดุลยภาพ
มาตรฐาน ส 4.3 เข้าใจความเป็นมาของชาติ วัฒนธรรม ภูมิปัญญาไทย
มีความรัก ความภูมืใจและธารงความเป็นไทย
มาตรฐาน ส 5.2 เข้าใจปฎิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสภาพแวดล้อมทาง
กายภาพที่ก่อให้เกิดการสร้างสรรค์วัฒนธรรม มีจิตสานึกและมีส่วนร่วม
ในการอนุรักษ์ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน
44
หัวข้อ สำระวิชำ มำตรฐำนกำรเรียนรู้
ข้าว คณิตศาสตร์ มาตรฐาน ค 2.1 เข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับการวัด วัดและคาคคะเนของ
สิ่งของที่ต้องการวัด
มาตรฐาน ค 6.1 มีความสามารถในการแก้ปัญหา กาให้เหตุผล การ
สื่อสาร การสื่อความหมายทางคณิตศาสตร์ และการนาเสนอ การ
เชื่อมโยงความรู้ต่าง ๆ และเชื่อมโยงคณิตศาสตร์กับศาสตร์อื่น ๆ และมี
ความคิดสร้างสรรค์
ข้าว การงานอาชีพ
และเทคโนโลยี
มาตรฐาน ง 1.1 เข้าใจการทาง มีความคิดสร้างสรรค์ มีทักษะ
กระบวนการทางาน ทักษะการจัดการ ทักษะกระบวนการแก้ปัญหา
ทักษะการทางานร่วมกัน และทักษะการแสวงหาความรู้ มีคุณธรรม และ
ลักษณะนิสัยในการทางาน มีจิตสานึกในการใช้พลังงาน ทรัพยากร และ
สิ่งแวดล้อม เพื่อการดารงชีวิตและครอบครัว
มาตรฐาน ง 4.1 เข้าใจ มีทักษะที่จาเป็น มีประสบการณ์ เห็นแนวทางใน
งานอาชีพ ใช้เทคโนโลยีเพื่อพัฒนอาชีพ มีคุณธรรม และ มีเจตคติที่ดีต่อ
อาชีพ
ข้าว นาฏศิลป์และ
ศิลปะ
มาตรฐาน ศ 1.2 เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างทัศนศิลป์ ประวัติศาสตร์
และวัฒนธรรม เห็นคุณค่างานทัศนศิลป์เป็นมรดกทางวัฒนธรรม ภูมิ
ปัญญาไทยและสากล
มาตรฐาน ศ. 2.2 เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างดนตรีและวัฒนธรรม เห็น
คุณค่าของดนตรี ที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น ภูมิ
ปัญญาไทยและสากล
มาตรฐาน ศ 3.1 เข้าใจและแสดงออกทางนาฎศิลป์อย่างสร้างสรรค์
วิเคราะห์ วิพากษ์ ถ่ายทอดความรู้สึกความคิดอย่างอิสระ ขื่นชม และ
ประยุกต์ใช้ในชีวิตประจาวัน
ข้าว สุขศึกษาและ
และพลศึกษา
มาตรฐาน พ. 4.1 เห็นคุณค่าและมีทักษะในการสร้างเสริมสุขภาพ การ
ดารงสุขภาพ การป้องกันโรค และ การสร้างเสริมสมรรถาพเพื่อสุภาพ
บทบำทนักเรียน นักเรียนช่วยครูแบ่งแยกหัวข้อการเรียนรู้เป็นหมวดหมู่สาระวิชากาหนด
จุดประสงค์และการประเมินผลที่ต้องการร่วมกัน
เครื่องมือ 1. แผนภาพมโนทัศน์การบูรณาการวิชาต่าง ๆ
2. แบบฟอร์มตารางบันทึกการแบ่งหัวข้อการเรียนรู้กับสาระวิชาต่าง ๆ
45
ขั้นตอนที่ 5 ออกแบบกำรเรียนรู้ร่วมกัน
บทบำทครูครูช่วยให้คาแนะนานักเรียนในการคิดกิจกรรมการเรียนรู้สาหรับแต่ละหัวข้อช่วยกัน
วางแผน กันมาแล้วร่วมกับนักเรียนและหาข้อสรุปร่วมกันว่าจะเลือกกิจกรรมอะไร กาหนดจุดประสงค์
และการประเมินผลการเรียนรู้ร่วมกันในขั้นตอนนี้อาจให้ครูประจาวิชามาช่วยกันหรืออาจจัดเป็นกิจกรรม
ค่ายการเรียนรู้ 2-3 วัน หรือ อาจจัดในคาบชุมนุม ตามปัจจัยต่าง ๆ ของโรงเรียนเอื้ออานวย โดยมีการ
รูปแบบการออกแบบการเรียนรู้ร่วมกัน ดังตัวอย่าง
กิจกรรม ควำมคิด
นักเรียน
ควำมคิดครู สรุปกำร
เรียนรู้
ร่วมกัน
จุดประสงค์กำรเรียนรู้ กำรประเมินผล
KPA
วิทยาศาสตร์ เราสามารถ
รับประทาน
อาหารอะไร
ทดแทนข้าว
ได้บ้าง
อาหารและ
สารอาหาร
ทดสอบ
สารอาหาร
1.นักเรียนบอกเรื่องสารอาหาร
ได้
ทาการทดลอง
ราวง ราวงมาตราฐาน
เกี่ยวข้าว
เห็นด้วย
แล้วถามคาถาม
ชวนคิดว่า
นักเรียนฝึก
ราวงเกี่ยวข้าว
และ
การละเล่น
ต่าง ๆ
1. เรียนรู้เพลงพื้นบ้าน
การละเล่น ต่าง ๆ
ร้องได้
ราได้และการละเล่น
ได้
สังคม อาหารประจา
ชาติของประเทศ
สมาชิกอาเซียน
นโยบายจานา
ข้าว, เศรษฐกิจ
พอเพียง
อาหารประจา
ชาติของ
ประเทศ
สมาชิก
อาเซียน,
นโยบายจานา
ข้าว,
เศรษฐกิจ
พอเพียง
1. นักเรียนสามารถบอก
ลักษณะต่าง ๆ ของ
ประเทศสมาชิกอาเซียน
2. นักเรียนนักเรียนอธิบาย
เรื่องเศรษฐกิจของอาเซียน
3. นักเรียอธิบายเรื่องเศรษฐกิจ
พอเพียงได้
แบบทดสอบอัตนัย
กทอ. และ
คณิตศาสตร์
ผลิตน้าข้าวกล้อง
งอก
เห็นด้วย ทาน้าข้าว
กล้องงอก
1. นักเรียนบอก เการชั่ง
ตวง วัดได้
ทาน้าข้าวกล้องงอก
ได้
46
บทบำทนักเรียน ช่วยกันคิดกิจกรรมการเรียนรู้สาหรับแต่ละหัวข้อที่ได้ช่วยกันวางแผนกัน
มาแล้วร่วมกับครู และหาข้อสรุปร่วมกันว่าจะเลือกกิจกรรมอะไร กาหนดจุดประสงค์และการประเมินผล
การเรียนรู้ร่วมกัน
เครื่องมือ แบบฟอร์มตารางบันทึกการจัดการเรียนรู้ และตารางบันทึกการจัดการเรียนรู้
3. C ตัวที่หนึ่ง หมำยถึงto construct
การเรียนรู้แบบบูรณาการ นาความรู้ที่ได้ไปบูรณาการกับวิชาอื่นๆ และนาไปใช้ได้จริงอย่าง
ถูกต้อง (C) ตรงกับขั้นที่ 6 ลงมือปฏิบัติกล่าวคือ
ขั้นตอนที่ 6 ลงมือปฏิบัติ
ในขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนของการลงมือทา ดังนั้นการสร้างใบงานและใบความรู้ของครูจึงสาคัญ
ควรเป็นอย่างที่น่าสนใจ เพื่อให้เด็ก ๆ ได้ทากิจกรรมได้อย่างสนุกสนาน
บทบำทของครู ออกแบบการเรียนรู้และปรับแผนการเรียน ให้สอดคล้องกับความสนใจของ
นักเรียน และเรียนรู้ไปพร้อมกับนักเรียนโดยครูเป็นผู้อานวยความสะดวกหรือพี่เลี้ยงคอยช่วยเหลือและ
ให้คาแนะนา
บทบำทนักเรียน ศึกษา ค้นคว้า ลงมือปฏิบัติตามแผนที่วางไว้ จนถึงการสรุปผลการเรียนรู้และ
สร้างชิ้นงานต่างๆตรวจทานงานที่ทาและแก้ไขปรับปรุงหากเกิดข้อผิดพลาดนักเรียนหาข้อมูล/ทดลอง/
สร้างชิ้นงาน
เครื่องมือ 1. ใบงาน 2. ใบบันทึกความรู้
ในขั้นตอนนี้ต้องมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้โดยบทบาทของครูช่วยแนะนาและให้ความรู้นักเรียนให้
รู้จักรูปแบบในการนาเสนอข้อมูล การเรียนรู้ในแบบต่างๆและให้นักเรียนได้เลือกรูปแบบที่ตนเองถนัด
หรือสนใจ เช่น สร้างชิ้นงาน ทา power point presentation หรือ Poster ต่างๆ
บทบาทนักเรียนสรุปความรู้ที่ตนเองเรียนมาในแต่ละกิจกรรมหรือแต่ละหัวข้อ โดยเลือกรูปแบบ
การนาเสนอผลงานในรูปแบบที่ตนเองสนใจ เครื่องมือนาเสนอชิ้นงานจากโปรแกรมต่าง ๆ ข้างต้น
4. C ตัวที่สอง หมำยถึง to communicat
การเรียนรู้ในแบบของ Backward desige เป็นวิธีการสอนที่ใช้ผลงานเป็นที่ตั้งว่าเมื่อนักเรียนเรียนจบ
แล้วหรือในขณะที่เรียน ต้องมีภาระงานในระหว่างเรียนหรือมีผลงาน แลกเปลี่ยนเรียนรู้ (C) ตรงกับ
ขั้นตอนที่ 7 สรุปข้อมูล กล่าวคือ
ขั้นตอนที่ 7 สรุปข้อมูล
บทบำทครู ครูให้ความรู้นักเรียนให้รู้จักรูปแบบในการนาเสนอ เช่นสร้างชิ้นงาน ทา power
point presentation หรือ Poster ต่างๆส่วนในช่วงชั้นเด็กเล็กก็อาจนาเสนอเป็นผลงานที่นักเรียนทาและ
สามารถสร้างความภูมิใจแก่นักเรียน หรือในชั้นเด็กโตก็อาจจัดเป็นนิทัศน์การการเรียนรู้ในวันสาคัญ ๆ
ของโรงเรียนเพื่อสร้างแรงบันดาลใจและกาลังใจต่อไป
47
บทบำทนักเรียน สรุปความรู้ที่ตนเองเรียนมาในแต่ละกิจกรรมหรือแต่ละหัวข้อ โดยเลือก
รูปแบบการนาเสนอผลงานในรูปแบบที่ตนเองสนใจ
เครื่องมือ 1. ชิ้นงานที่จะนาเสนอ 2. แบบประเมินตนเอง
5. S ตัวที่สอง หมำยถึง to service
เมื่อจบการเรียนรู้ในแต่ละหน่วยแล้ว นักเรียนสามารถนาเสนอ พัฒนาปรับปรุงได้ เพื่อเกิดประโยชน์ต่อ
ตนเองและคนอื่น ๆ (S) ตรงกับขั้นตอนที่ 8 ต่อยอดองค์ความรู้
ขั้นตอนที่ 8 ต่อยอดองค์ควำมรู้
บทบำทของครู ครูช่วยแนะนานักเรียนในการต่อยอดองค์ความรู้ ถามคาถามเพื่อให้นักเรียน
ได้คิดต่อยอดจากสิ่งที่ตนเองเรียนรู้มา
ช่วงชั้น Life skills
ทักษะชีวิต
Knowledge
ควำมรู้
Process for
Physical and
Mental
กระบวนกำ
รเรียนรู้เพื่อ
พัฒนำ
ร่ำงกำยและ
จิตใจ
Professional
skills
ทักษะ
อำชีพ
ตัวอย่ำงคำถำม
เพื่อต่อยอดองค์ควำมรู้
ช่วงชั้นที่ 1 Interpersonal
ความ
สัมพันธ์
ระหว่างบุคคล
Learn how
to learn
การเรียนรู้
เพื่อการ
เรียนรู้
Self
discipline
วินัยในตนเอง
Hand skills
ทักษะ
การใช้มือ
 นักเรียนอยากนาความรู้
เรื่องนี้ไปใช้กับใคร
 นักเรียนจะนาไปสร้างวินัย
ในตนเองได้หรือไม่
 นักเรียนอยากนาความรู้ไป
สร้างเป็นศิลปะหรือไม่
อย่างไร
ช่วงชั้นที่ 2 Self-
Utilization
การเข้าใจ
ตนเอง
Literacy &
Logical
ความ
สามารถใน
การอ่านออก
เขียนได้และ
ตรรกะ
ต่าง ๆ
Systcmatic
thinking
การคิดอย่าง
เป็นระบบและมี
เหตุผล
Working
Skills
ทักษะการ
ทางาน
เบื้องต้น
 นักเรียนได้เรียนรู้เรื่องนี้
แล้วนาไปพัฒนาตนเองได้
อย่างไร
 นักเรียนให้เหตุผลต่อสิ่งที่
ได้เรียนด้วยกระบวนการ
ใดและจะนาไปใช้ต่อไปได้
อย่างไร
 นักเรียนจะนาความรู้ไปใช้
ในการทางานในอนาคตได้
อย่างไร
48
ช่วงชั้น Life skills
ทักษะชีวิต
Knowledge
ควำมรู้
Process for
Physical and
Mental
กระบวน
กำรเรียนรู้
เพื่อพัฒนำ
ร่ำงกำยและ
จิตใจ
Professional
skills
ทักษะ
อำชีพ
ตัวอย่ำงคำถำม
เพื่อต่อยอดองค์ควำมรู้
ช่วงชั้นที่ 3 Flexibility
มีความยืดหยุ่น
Application
Academic
for Asean
life
การ
ประยุกต์ใช้
และการ
เข้าใจผู้คนใน
อาเซียน
Pubic minded
การมีจิต
สารธณะ
Mangering
Skills
มีทักษะการ
บริหาร
 จากการเรียนรู้นักเรียนจะ
นาความรู้ไปประยุกต์ใช้ใน
อนาคตได้อย่างไร
 นักเรียนจะนาความรู้ไป
สร้างอะไรได้บ้างเพื่อ
ช่วยเหลือสังคม
 สิ่งที่ได้เรืยนรู้ไปจะนาไป
ต่อยอดความรู้ด้านใดได้
บ้าง
ช่วงชั้นที่ 4 Innovator
เป็นนวัตกร
Multi
disciplinary
มีความรู้
แบบสห
วิชาชีพ
Cross
cultural
การเข้าใจการ
ข้ามวัฒนธรรม
Coperate
with
Sufficiency
Eco
การใช้ชีวิต
โดยนา
ปรัชญา
เศรษฐกิจ
พอเพียงไปใช้
 จากสิ่งที่ได้เรียนรู้ไป
นักเรียนคิดว่าสามารถ
สร้างนวัตกรรมอะไรได้
บ้าง
 นักเรียนสามารถนาความรู้
ไปใช้ในชีวิตประจาวันได้
อย่างไร
 สิ่งที่ได้จากการเรียนรู้และ
จะนาไปต่อยอดองค์
ความรู้คืออะไรและเพราะ
อะไร
บทบำทนักเรียน นักเรียนสรุปสิ่งที่ตนเองได้เรียนรู้มาตลอดโครงงาน รู้จักเชื่อมโยงสิ่งที่ได้
เรียนรู้กับชีวิตจริงและคิดต่อยอดองค์ความรู้เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อ ตนเองและสังคม
เครื่องมือแบบฟอร์มบันทึกสิ่งที่ได้เรียนรู้และการต่อยอดองค์ความรู้
49
บทบาทที่สาคัญของชุดเครื่องมือเสริมสร้างทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 นี้คือ เป็นเครื่องมือ
เสริมสร้างนิสัยรักการพัฒนาตนเองของผู้ใช้ ทาให้ผู้ใช้เกิดความเปลี่ยนแปลงจากภายใน ด้วย “ชุด
คาถามชวนถก-อภิปราย” และเป็นประเด็นทางสังคมประเด็นหนึ่งที่จะเป็นจุดเชื่อมให้เกิดเครือข่ายใน
การปฏิรูปการศึกษาที่สมาชิกคือครูผู้ปฏิบัติงานจริง โดยมีบริบทและปัจัยสิ่งแวดล้อมที่แตกต่างกัน ซึ่งใน
การจัดการเรียนดังกล่าว อาจมีการปรับเปลี่ยนไปตามความเหมาะสมของการบริหารของโรงเรียนและ
การออกแบบการเรียนการสอนของครู ดังตัวอย่าง
วิธีกำรจัดกำรเรียนกำรสอน เวลำ
1. การจัดกิจกรรมเป็นชั่วโมงโครงงาน 1 คาบต่อสัปดาห์
2. การจัดกิจกรรมค่ายโครงงาน 2- 3 วันต่อ ภาคการศึกษา
3-5 วันต่อ ภาคการศึกษา
5-7 วันต่อ ภาคการศึกษา
ตามความเหมาะสมของเนื้อหาและจุดประสงค์ของผู้สอน
3. การจัดกิจกรรมโครงงานในวิชาเรียน ตามชั่วโมงการเรียน
4. การจัดกิจกรรมเรียนรู้เป็นโครงงาน
ร่วมกันทุกวิชาในระดับชั้น
ตามชั่วโมงการเรียน
5. การจัดเป็นกิจกรรมชุมชม โดยใช้
โครงงานเป็ นการเรียนรู้เรื่องที่
นักเรียนสนใจ
1 คาบต่อสัปดาห์
คณะผู้วิจัยจึงเสนอเป็นแนวทางในการจัดกาเรียนรู้เพื่อเข้าใจของชุมชนและสร้างความยั่งยืนของตัว
ผู้เรียนเพราะได้ทาความเข้าใจรากความเป็นไทยและชุมชนของตนในบริบทของภูมิภาคและหากต้องไป
ชุมชนอื่นก็ใช้ความเข้าใจชุมชนเพื่อทางานหรืออยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ดังตัวอย่างเรื่องการตามหา
“บาย” เพื่อเป็นตัวอย่างสาหรับครูผู้สนใจได้นาไปประยุกต์ใช้ต่อไป
50
แผนกำรจัดกำรเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ของเด็กและเยำวชนไทย
เพื่อเตรียมควำมพร้อมสู่ประชำคมอำเซียน
1. ขั้นเตรียมครู
บทบาทครู เตรียมความพร้อมของครูโดยมีแบบประเมินตนเอง ด้านการเป็นผู้
อานวยความสะดวก และการสร้างบรรยากาศในการเรียนรู้
เครื่องมือ แบบสอบถามเกี่ยวกับความรู้ความเข้าใจของครูต่อการเป็นผู้อานวย
ความสะดวกและสร้างบรรยากาศในการเรียนรู้
ขั้นเตรียมครูบทบาทครูเตรียมความพร้อมของครูโดยมีแบบประเมินตนเองเพื่อเป็นครูผู้อานวย
ความสะดวกในการเรียนรู้ของนักเรียนเครื่องมือแบบประเมินตนเองด้านการเป็นผู้อานวยความสะดวกใน
การเรียนรู้โดยมีเครื่องมือในการประเมินความพร้อมของครูโดยวัดผลตามคะแนนดังนี้
คะแนน เกณฑ์
1-5 คะแนน ยังไม่พร้อม
6-11 คะแนน มีความพร้อมพอสมควร
12 -16 คะแนน มีความพร้อมมาก
17 – 21 คะแนน มีความพร้อมมากที่สุด
แบบสอบถำมเกี่ยวกับควำมรู้ ควำมเข้ำใจ กำรเป็นผู้อำนวยควำมสะดวกในกำรเรียนรู้ของครู
คำชี้แจงให้คุณครูสำรวจตนเองว่ำมีควำมรู้ ควำมเข้ำใจ เกี่ยวกับกำรเป็นผู้อำนวยควำมสะดวกในกำร
เรียนรู้ หรือไม่ ให้ใส่เครื่องหมำย ×หน้ำข้อที่มี และใส่เครื่องหมำย หน้ำข้อที่ไม่มี
………....... 1.พร้อมใช้คาถามกระตุ้นส่งเสริมให้ผู้เรียนได้เรียนรู้และสร้างองค์ความรู้ด้วย
ตนเอง
………....... 2.พร้อมช่วยคิดค้นสร้างสรรค์ คอยช่วยเหลือชี้แนะ
………....... 3.พร้อมจัดสภาพการณ์เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ในมีความสนุกสนาน
………....... 4.พร้อมทาหน้าที่เป็นสื่อกลางคอยให้ความช่วยเหลือในการเรียนรู้ แนะนาผู้เรียน
………....... 5.พร้อมตั้งคาถาว่า“ใคร ทาอะไร ที่ไหน เมื่อไร อย่างไร”เพื่อช่วยนักเรียนให้เกิด
การเชื่อมโยง
………....... 6.พร้อมช่วยให้ผู้เรียนนาสิ่งที่ได้เรียนรู้ไปประยุกต์ใช้ในการแก้ปัญหาอื่นๆ
………....... 7.พร้อมช่วยให้ผู้เรียนเกิดความตั้งใจและตอบสนองในการเรียนรู้
………....... 8.พร้อมแจ้งจุดประสงค์การเรียนรู้แก่นักเรียน
………....... 9.พร้อมให้นักเรียนอภิปรายความสัมพันธ์ของเนื้อหาที่เรียนรู้กับเนื้อหาอื่น ๆ
………....... 10.พร้อมแสดงให้เห็นถึงการตอบสนองที่เหมาะสม เช่น ให้กาลังใจ ถามกลับ ชี้
ชัดความถูกต้อง
………....... 11.พร้อมตั้งคาถามช่วยทาให้ผู้เรียนเกิดความตระหนักในคุณค่าของการเรียนรู้
51
เช่น เราเรียนรู้เรื่องนี้ไปทาไม เรื่องนี้มีความสาคัญอย่างไร เมื่อเรียนเรื่องนี้
………....... 12.พร้อมช่วยให้เกิดการตั้งเป้าหมายการวางแผนการดาเนินงานและการติดตาม
ผลด้วยตนเอง
………....... 13. พร้อมกับการสื่อสารได้แก่ การคาพูดที่ช่วยทาให้ผู้เรียนเกิดความรู้สึกเชื่อมั่น
ในตนเองมากยิ่งขึ้น
………....... 14.พร้อมช่วยเสริมสร้างการมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ของผู้เรียน ด้วยการใช้
กระบวนการกลุ่ม
………....... 15.พร้อมใช้คาถามที่บ่งชี้ถึงพฤติกรรมการอานวยความสะดวกในการเรียนรู้เช่น
“นักเรียนคิดว่าจะปรับปรุงการทางานของตนให้ดีขึ้นได้อย่างไรการเรียนครั้งนี้มี
ประโยชน์อย่างไร?”
………....... 16.พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้เลือก
………....... 17.พร้อมชี้แนะแนวทางแก่ผู้เรียนในการวางแผน
………....... 18.พร้อมเป็นแบบอย่างที่ดีในการกาหนดจุดมุ่งหมายของบทเรียนและกิจกรรม
การเรียนรู้
………....... 19.พร้อมส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดความตระหนักในความสาคัญของการวางแผน
………....... 20.พร้อมใช้คาพูดที่ช่วยเสริมสร้างความรู้สึกท้าทายในการเรียนรู้
………....... 21.พร้อมช่วยเสริมสร้างให้ผู้เรียนมีการปรับเปลี่ยนตนเอง
2. สำรวจชุมชน หำแรงบันดำลใจ
บทบำทครู สารวจสถานที่ เส้นทางและติดต่อกับแหล่งชุมชนใกล้โรงเรียนที่จะพา
นักเรียนไปศึกษาเรียนรู้พร้อมทั้งติดต่อวิทยากรหรือผู้เชี่ยวชาญไว้ให้คาแนะนาแก่นักเรียน หลังจากนั้น
ครูจึงพานักเรียนไปทัศนศึกษา พร้อมกับกระตุ้นความสนใจครูตั้งคาถามเกี่ยวกับเรื่องที่นักเรียน
สนใจ หรือครูมีจุดประสงค์จะสร้างบทเรียนรู้เพื่อนาไปสู่จุดประสงค์เชิงพฤติกรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น
การมีทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 เพื่อเตรียมความพร้อมสู่ประชาคมอาเซียน ดังนั้น การทาความเข้าใจ
วัฒนธรรมโดยจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 นั้นต้องเปิดโอกาสให้ผู้เรียน ได้สร้างสรรค์องค์ความรู้ด้วย
ตนเอง ทางคณะผู้วิจัย จึงนาเสนอ ชุดการเรียนรู้เรื่อง ภาษาและวัฒนธรรมในอาเซียนตอนปฏิบัติการ
ตามล่าหา“บาย” เพื่อเป็นตัวอย่างในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนเพื่อสร้างองค์ความรู้ได้ตนเอง
ตลอดจนสามารถสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อก้าวนาประเทศอื่น ผ่านเครื่องมือการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษ
ที่ 21 ดังตัวอย่าง
52
ตำรำงที่ 6 แนวคาถามและแนวคาตอบสาหรับครู
แนวคำถำมสำหรับครู แนวคำตอบของครู
1. ชี้ชวนให้นักเรียนสังเกตสิ่งมีชีวิตที่มี
ความสัมพันธ์กันจากสิ่งที่พบเห็นในท้องนา
เพื่อเชื่อมโยงถึงเรื่อง ระบบนิเวศ ห่วงโซ่
อาหาร สายใยอาหาร เป็นต้น
นักเรียนสามารถบอกความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตที่
อาศัยอยู่ในระบบนิเวศได้ เช่น สังเกตหอยเชอรี่มา
เกาะที่ต้นข้าว และสามารถบอกได้ว่า ข้าวและท้อง
นาเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของหอยเชอรี่ ครูจึงอธิบาย
เรื่องระบบนิเวศวิทยาว่าความสัมพันธ์ระหว่าง
สิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ในระบบนิเวศเดียวกัน จะ 3 รูปแบบ
คือ
1. พึ่งพาอาศัยกัน เป็นการอยู่ร่วมกันของ
สิ่งมีชีวิต 2 ชนิด ที่ทาให้ฝ่ายหนึ่งและทั้ง 2
ฝ่ายได้ประโยชน์ โดยที่ฝ่ายใดไม่เสีย
ประโยชน์เลย
2. ปฏิปักษ์ต่อกัน เป็นการอยู่ร่วมกันของ
สิ่งมีชีวิตโดยฝ่ายหนึ่ง จับอีกฝ่ายหนึ่งเป็น
อาหารเรียกว่า ผู้ล่า ส่วนฝ่ายที่ถูกจับเป็น
อาหารเรียกว่า เหยื่อ
3. แบบเป็นกลางต่อกัน เป็นการอยู่ร่วมกัน
ของสิ่งมีชีวิตที่เป็นอิสระต่อกันไม่มีฝ่ายหนึ่ง
ฝ่ายใดได้หรือเสียประโยชน์
2.นักเรียนคิดว่าต้นข้าวกับหอยเชอรี่มี
ความสัมพันธ์กันในระบบนิเวศลักษณะใด
นักเรียนสามารถแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับ
ความสัมพันธ์กันของหอยเชอรี่ ต้นข้าว หรือสิ่งมีชีวิต
ต่าง ๆ
ครูอธิบายว่า ต้นข้าวกับหอยเชอรี่อยู่ร่วมกันโดย
หอยเชอรี่จะกัดกินต้นข้าวซึ่งเป็นการอยู่ร่วมกันแบบ
เป็นปฏิปักษ์ต่อกัน กล่าวคือ หอยเชอรี่ เป็นผู้ได้
ประโยชน์ และต้นข้าว เป็นผู้เสียประโยชน์จากการ
ถูกหอยเชอรี่กัดกิน ใช้เป็นที่อยู่อาศัยและแหล่ง
ขยายพันธุ์
53
แนวคำถำมสำหรับครู แนวคำตอบของครู
3.นักเรียนคิดว่า แต่ละชุมชนหรือสังคมมี
ความสัมพันธ์กันอย่างไร
นักเรียนแสดงแนวคิดเกี่ยวกับสังคมในมุมมอง
นักเรียน
ครูอธิบายเรื่องความ แตกต่างกันของกลุ่มคนใน
สังคมแต่ละสังคม กล่าวคือ ในสังคมหนึ่งจะประกอบ
ไปด้วยบุคคลที่มีสถานภาพและบทบาทในสังคม เช่น
ผู้ มีสถานภาพเป็น พ่อ ผู้หญิงมีสถานภาพ เป็นแม่
พ่อมีบทบาทหาเลี้ยงครอบครัว ส่วนแม่ จะมี
บทบาทในการเลี้ยงดูลูก ซึ่งเป็นกลุ่มปฐมภูมิใน
สังคม ส่วนที่ใหญ่ขึ้นคือ กลุ่มทุติยภูมิ จะเกี่ยวข้อง
สัมพันธ์กันมากขึ้น กล่าวคือ กลุ่มชนหลายกลุ่ม
รวมกันกลายเป็นภาคส่วน จากนั้นก็กลายเป็น
ประเทศ จากประเทศหลาย ๆ ประเทศก็กลายเป็น
ภูมิภาค เช่น ภูมิภาคอาเซียน
4.นักเรียนคิดว่าเพราะเหตุใดจึงมีการ
รวมกลุ่มกันระหว่างประเทศสมาชิกใน
ภูมิภาคอาเซียน เหมือนหรือแตกต่างกัน
กับระบบนิเวศหรือไม่ อย่างไร
นักเรียนแสดงความคิดเห็นเชื่อมโยงระหว่างระบบ
นิเวศในธรรมชาติกับระบบสังคมของมนุษย์
ครูอธิบายถึง ตัวอย่าง เรื่องหอยเชอรี่กับต้นข้าว
มีผู้ได้และเสียประโยชน์ ซึ่งนักเรียนต้องการสังคม
แบบนี้หรือไม่
ในความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ต้องการความ
เข้าใจและความรัก และการอยู่ร่วมกันอย่างมี
ความสุข ฉะนั้นมนุษย์จึงไม่อยากเบียดเบียนกัน
ในทางกลับกันมนุษย์ต้องอยู่ด้วยกันแบบพึ่งพาอาศัย
กัน จึงเกิดการรวมกลุ่มของประเทศสมาชิก เช่น
กลุ่มประเทศอาเซียน
5.นักเรียนคิดว่าสิ่งใดที่ทาให้ผู้คนใน
อาเซียนเข้าใจซึ่งกันและกันมากที่สุด
นักเรียนสามารถตอบได้ว่า การสื่อสารที่เข้าใจกัน
ครูอธิบายว่า การเข้าใจภาษาและวัฒนธรรมเป็นส่วน
หนึ่งในการพัฒนาร่วมกันเพราะการพูดจาสื่อสารกัน
อย่างเป็นมิตร ทาให้รู้สึกปลอดภัย ดังนั้นการทา
ความเข้ามนุษย์ในเรื่องความแตกต่าง สิ่งแรกคือ
ภาษาและวัฒนธรรม
54
แนวคำถำมสำหรับครู แนวคำตอบของครู
6.นักเรียนคิดว่าลักษณะภาษาแต่ประเทศ
เป็นอย่างไรบ้าง
นักเรียนสามารถอธิบายความแตกต่างด้านภาษาได้
ครูอธิบาย เรื่องลักษณะภาษาประกอบด้วย เสียงแต่
ละเสียงที่เป็นหน่วยที่เล็กที่สุดในภาษา ซึ่งเสียงใน
ภาษาไทยประกอบไปด้วยพยัญ ชนะ สระ
วรรณยุกต์ แต่ในความแตกต่างของภาษานั้น คือ
วรรณยุกต์ ในบางภาษาไม่มี ดังนั้นการศึกษาภาษา
ต้องศึกษาอย่างสนุกและสร้างสรรค์ เพราะภาษาเป็น
สิ่งหนึ่งที่มีชีวิตและสามารถทาความเข้าใจผู้อื่นได้
เพราะสิ่งของ หรือพืช อย่างเดียวกันหรือชนิด
เดียวกัน เมื่ออยู่ต่างภูมิภาคหรือต่างประเทศก็เรียก
แตกต่างกัน ดังนั้นเราควรศึกษาคาศัพท์ต่าง ๆ เพื่อ
การก้าวเข้าสู่ประชาคมอาเซียน
7.นักเรียนรู้จักพืชที่ชื่อว่า “บาย” หรือไม่ นักเรียนสามารถคาดเดาคาตอบได้
ครูอธิบายเรื่องวงศ์คาศัพท์ที่เกี่ยวกับพืชในภูมิภาค
โดยใบ้ว่ามีความเกี่ยวเนื่องกับเศรษฐกิจพอเพียง
8.นักเรียนเข้าใจเศรษฐกิจพอเพียงหรือไม่ นักเรียนสามารถอธิบายเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงได้
ครูอธิบายเรื่อง เศรษฐกิจพอเพียง คือ แนว
พระราชดาริของพระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
พระราชทานให้กับชาวไทยเพื่อ ให้ได้ใช้ชีวิตอย่าง
พอเพียงและยั่งยืน โดยอยู่กับ ธรรมชาติและ
สิ่งแวดล้อมในท้องถิ่นที่มีพืชพันธุ์ธัญญาหารใน
ท้องถิ่นซึ่งเป็นแนวปรัชญาในการดาเนินชีวิตของคน
ไทย
9. นักเรียนลองเป็นสารวจ หรือ เป็นนักสืบ
เพื่อตามหาว่า “บาย” คืออะไร
นักเรียนมีความกระตือรือร้นและมีความสนใจที่จะหา
คาตอบว่า “บาย” คืออะไร
ครูอธิยาย นักเรียนต้องศึกษาค้นคว้าและหาคาตอบ
ร่วมกัน
55
ภำพที่ 13 มโนภาพของคุณครูในการเชื่อมโยงคาถามกับเนื้อหาและโครงสร้างหลักสูตร
56
บทบำทนักเรียน
เมื่อครูได้แสดงบทบาทผู้อานวยการและแนะนาความรู้แล้ว จะทาให้นักเรียนมีความสนใจอยากรู้
เรื่อง “บาย” ว่าคืออะไร โดยครูมอบบทบาทการสร้างองค์ความรู้และค้นหาความรู้จากคาถามข้างต้นให้
นักเรียนเป็นผู้แสดงบทบาทผู้เรียน โดยมีเครื่องมีดังนี้
เครื่องมือ 1. คู่มือนักสารวจ 2. แบบสอบถาม 3. แบบบันทึกความรู้
คู่มือนักสำรวจ
สถำนที่ อำเภอบ้ำนนำ จังหวัดนครนำยก
วันที่ 19 สิงหำคม 2556
วัตถุประสงค์ของกำรสำรวจในครั้งนี้คือ
1. เพื่อศึกษาภาษาท้องถิ่นเกี่ยวกับพืชพรรณ
2. เพื่อศึกษาสภาพแวดล้อมและวิถีชีวิตของคนในชุมชน
3. เพื่อศึกษาลักษณะของพืชในชุมชน
1 . เลือกวิธีกำรในกำรสำรวจชุมชน
วิธีกำร เลือก รำยละเอียดที่จะสำรวจ สิ่งที่ต้องเตรียม
สังเกตและจดบันทึก  บันทึกสิ่งต่าง ๆที่พบ
เช่น ต้นไม้ แหล่งน้า
สัตว์ สิ่งปลูกสร้าง
สมุดบันทึก/ปากกา
วำดภำพหรือถ่ำยภำพบริเวณพื้นที่ที่
สำรวจ ระบุรำยละเอียด
พูดคุยกับคนในชุมชน
อื่น ๆ
ตำรำงที่ 7 ตารางสารวจชุมชน
57
ข้อแนะนำก่อนออกสำรวจ
 กาหนดวัตถุประสงค์ของการสารวจให้ชัดเจน
 รู้จักสังเกตสิ่งต่าง ๆ รอบตัว สิ่งที่สังเกตได้ อาจแบ่งเป็นหมวดได้หลากหลาย เช่น
สภาพแวดล้อม ,สิ่งปลูกสร้าง ,ศิลปะหัตถกรรมเป็นต้น
 ตั้งคาถามเป็นหากต้องพูดคุยกับคนในชุมชนเพื่อสอบถามข้อมูลต้องรู้จักถามคาถาม
คาถามที่ดี ควรเป็นคาถามปลายเปิด ไม่ใช่คาถามที่ตอบได้เพียงใช่หรือไม่ใช่ เช่น
ทำไมวัดนี้จึงชื่อวัดหนองแขม , สร้างขึ้นเมื่อไร
 ควรค้นคว้าข้อมูลเบื้องต้นของสถานที่ที่จะไปสารวจก่อนไปสารวจจริง 
ในตัวอย่างนี้นักเรียนต้องตามหาว่า “บาย” คืออะไรนักเรียนจึงต้องออกสารวจ ตามแหล่งชุมชนที่ครูได้
ออกแบบและวางแผนไว้แล้วโดยครูมีแบบสอบให้นักเรียนได้ไปสอบถาม ดังตัวอย่าง
แบบสอบถำม
คำถำม นักเรียนคิดคำถำม คำตอบที่ได้
ใคร ใครใช้คาว่า “บาย” ทุกคน
ใครเป็นคนคิดค้นปุ๋ย ปุ๋ยยูเรีย คิดค้นโดย นักวิชาการการเกษตร ของ
กระทรวงเกษตรแห่งชาติ บราซิล ดร.คาร์โดโซ
ใครเป็นผู้นามาปลูก ยังไม่หลักฐานชี้ชัด เพราะมีมาตั้งบรรพกาลแล้ว
อะไร อะไรคือบาย ข้าว
อะไรที่ทาให้ “บาย”
เจริญเติบโต
แสง น้า ปุ๋ย
ที่ไหน บายอยู่ที่ไหน อยู่ในทุ่งนา
กับใคร บายอยู่กับใคร ชาวนา
เมื่อไร จะเห็นมันเมื่อไร ฤดูฝนจะเป็นสีเขียว ฤดูหนาวจะเป็นสีทอง
ทาไม ทาไมต้องปลูกข้าวในน้า เพราะข้าวเป็นพืชที่ต้องการน้ามาก
เมื่อใด กาหดการในแต่ละครั้งตอนใช้
เวลาเมื่อใดบ้าง
ประมาณ 3 เดือน มี นาปี และ นาปรัง
นาปีทาปีละครั้ง ส่วนนาปังทาปีละ 2 ครั้ง
ตำรำงที่ 8 ตารางแบบสอบถามเพื่อหาคาตอบของนักเรียน
58
เมื่อนักเรียนได้คำตอบว่ำบำยคือ “ข้ำว” แล้ว นักเรียนออกสำรวจพื้นที่ในกำรปลูกข้ำวในแหล่ง
ชุมชนเพื่อวำดภำพและหำแรงบันดำลใจเพื่อต่อยอดองค์ควำมรู้
เริ่มสำรวจกันเถอะ !
3.บันทึกข้อมูลจำกกำรพูดคุยกับคนในชุมชน
จากการผู้คุยนักเรียนได้ความรู้ว่า “บาย” หมายถึง “ข้าว” สามารถปลูกได้ในท้องถิ่น
และ
ภำพที่ 14 นักเรียนวาดภาพการทานาของชุมชน
ให้นักเรียนวาดแผนที่ชุมชนที่ไปสารวจพบพืชที่ชื่อ “บาย”
59
สรุปควำมรู้ที่ได้จำกกำรสำรวจ
การทานาโดยในประเทศไทย สามารถทาได้ 2 ครั้ง คือ นาปีและนาปรัง ฤดูที่เริ่มทานาคือ ฤดู
ฝนและเก็บเกี่ยวในฤดูหนาว และข้าวเป็นผลผลิตเพื่อส่งออกทารายได้ให้กับประเทศจากนั้นนักเรียนนา
ความคิดมาวิเคราะห์และต่อยอดความคิดจากสี่งได้ไปพบเพื่อออกแบบการเรียนจากสถานที่ จุดมุ่งหมาย
และการต่อยอดอความคิด เพื่อจะวางแผนการเรียน ดังตัวอย่าง
สถำนที่ จุดมุ่งหมำย ควำมคิดต่อยอด
นาข้าว ศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับข้าว 1. ข้าวนาไปทาอะไรได้บ้าง
นวัตกรรมที่ช่วยในการผลิตและ
เก็บเกี่ยวข้าว
2.ในภูมิภาคอาเซียนเรียกข้าวว่า
อะไรบ้าง
3.ในภาคต่าง ๆ ในประเทศไทย
เรียกข้าวว่า อะไรบ้าง
4.จะปลูกข้าวให้ได้ผลผลิตสูง
ต้องทาอย่างไร
ตำรำงที่ 9 ตารางการคิดวิเคราะห์และต่อยอดองค์ความรู้
3. ระดมควำมคิด
บทบำทของครู ระดมความคิดกับนักเรียนและซักถามนักเรียนถึงสิ่งที่อยากเรียนรู้ ให้
นักเรียนได้แสดงภูมิความรู้ของตนเองในเรื่องนั้นๆ และหาวิธีการ
ค้นคว้าหาคาตอบของสิ่งที่อยากเรียนรู้ร่วมกัน
บทบำทนักเรียน นาเสนอสิ่งที่ตนเองสนใจผ่านการทา Mind mapบอกสิ่งที่ตนเองสนใจ
รับฟังความคิดเห็นจากผู้อื่นและสามารถเชื่อมโยงกับชีวิตประจาวันได้
เครื่องมือ 1. แผนภาพมโนทัศน์
2. แบบฟอร์มการเขียนสรุปความคิดของตนเอง
3. แบบฟอร์มตารางบันทึกการระดมความคิดของกลุ่ม
60
นักเรียนเขียนแผนภำพมโนทัศน์ที่นักเรียนสนใจ
ภำพที่ 15 การเขียนแผนภาพมโนทัศน์ที่นักเรียนสนใจ
เมื่อเด็ก ๆ ได้ออกแบบผังความคิดแล้ว นักเรียนมาเขียนสรุปประเด็นสาคัญของตัวเองตาม
แบบฟอร์มด้านล่าง ในขั้นนี้พัฒนานักเรียนให้สามารถวางแผนงานจากความสนใจของตนเองได้ เพื่อ
นาเสนอเพื่อนร่วมชั้นเพื่อสรุปประเด็นความคิดเห็นร่วมกันต่อไปดังตัวอย่างด้านล่าง
แบบฟอร์มเขียนสรุปควำมคิดของตนเอง
หัวข้อ สิ่งที่รู้แล้ว สิ่งที่อยำกเรียนรู้เพิ่มเติม วิธีกำรเรียนรู้
โครงสร้างของพืช ต้น, เมล็ด, ใบ,
ราก
ทาไมเวลาเคี้ยวข้าวนานๆจะมีรส
หวาน
ทาการทดลอง
คาศัพท์เกี่ยว
กับข้าว
คาว่า “บาย”
หมายถึง“ข้าว”
เป็นภาษาเขมร
ในภูมิภาคอื่น ๆ เรียกว่าอะไรบ้าง ศึกษาค้นคว้า
ประเพณีและ
วัฒนธรรมเกี่ยว
กับข้าว
มีการทาขวัญ
ข้าว
ทาขวัญข้าวทาอย่างไร ศึกษาค้นคว้า
ตำรำงที่ 10 ตารางสรุปความคิดของตนเอง
บาย
"ข้าว"
ทาไมเวลาเคี้ยว
ข้าวนานๆ
จะมีรสหวาน
ในภูมิภาคอื่น
ๆ เรียกว่า
อะไรบ้าง
ส่วนต่าง ๆ ของ
ข้าวทา
ประโยชน์อะไร
ได้บ้าง
ทาไมภาษาถึง
เรียกข้าวไม่
เหมือนกัน
ทาขวัญข้าว
ทาอย่างไร
61
เมื่อนักเรียนนาเสนอความคิดแล้วของตัวเองตามความคิดเห็นด้านบน ก็นาเสนอเพื่อน ๆ และ
ครูเพื่อสรุปและหาเหตุผลร่วมกันแล้วครูสรุปลงฟอร์มการระดมความคิดกลุ่ม ในขั้นนี้เป็นการพัฒนาการ
ฟังความคิดเห็นและการทางานเป็นทีม อีกทั้งรวมกันหาเหตุผลเพื่อตั้งสมมุติฐาน เพื่อนามาซึ่งการสร้าง
องค์ความรู้ ดังตัวอย่าง
แบบฟอร์มตำรำงบันทึกกำรระดมควำมคิดของกลุ่ม
ชื่อนักเรียน ควำมคิดเห็น เหตุผลในกำรนำเสนอ
เด็กชาย ไก่ หากเคี้ยวหรืออมข้าวไว้ในปาก
นานๆจะมีรสหวาน
ในข้าวมีน้าตาลจริงหรือไม่จริงต้องทาการ
ทดลอง
เด็กหญิง ปลา ทาไมภาษาถึงเรียกข้าวไม่เหมือนกัน ในแต่ละกลุ่มชนได้กาหนดการสร้างและใช้
ภาษามาไม่เหมือนกัน เป็นการตกลงกัน
ในกลุ่มชนนั้น ๆ
เป็นเพราะเหตุใด
เด็กชาย โต้ง ทาไมต้องทาขวัญข้าว เป็นการเรียกกาลังใจจึงควรศึกษาว่ามีการ
ทาขวัญข้าวอย่างไร
เด็กหญิง สวย ส่วนต่าง ๆ ของข้าวทาประโยชน์
อะไรได้บ้าง
ข้าว สามารถทาน้าข้าวกล่องได้ มี
ประโยชน์มาก น่าจะเป็นการนาไปค้าขาย
และทารายได้ได้
เด็กหญิง ออม สามารถขยายการผลิตได้อย่างไร สร้างเครื่องทาน้าข้าวกล่อง การทา
เครื่องมือทาข้าวกล่องให้ง่ายต่อการผลิต
ซึ่งสามารถต่อยอดได้
เด็กชายนัด คาศัพท์เกี่ยวกับข้าว ภูมิภาคต่างกัน คาศัพท์ก็ต่างกัน อยาก
ศึกษาและเรียนรู้
ตำรำงที่ 11 ตารางบันทึกการระดมความคิดของกลุ่ม
4. วิเครำะห์ จำแนก แยกแยะข้อมูลที่ถูกต้อง
บทบำทของครู นาหัวข้อต่างๆที่นักเรียนต้องการเรียนรู้มาแยกเป็นสาระวิชากาหนด
จุดประสงค์และการประเมินผลที่ต้องการร่วมกัน
บทบำทนักเรียน นักเรียนช่วยครูแบ่งแยกหัวข้อการเรียนรู้เป็นหมวดหมู่สาระวิชา
กาหนดจุดประสงค์และการประเมินผลที่ต้องการร่วมกัน
เครื่องมือ 1. แผนภาพมโนทัศน์การบูรณาการวิชาต่าง ๆ
2.แบบฟอร์มตารางบันทึกการแบ่งหัวข้อการเรียนรู้กับสาระวิชาต่าง ๆ
62
ภำพที่ 16 แผนภาพมโนทัศน์การบูรณาการเนื้อหาวิชากับสิ่งที่นักเรียนสนใจ
63
แบบฟอร์มตารางบันทึกการแบ่งหัวข้อการเรียนรู้กับสาระวิชาต่างๆ
หัวข้อ สำระวิชำ มำตรฐำนกำรเรียนรู้
ข้าว วิทยาศาสตร์ มาตรฐาน ว 1.1 เข้าใจหน่วยพื้นฐานของสิ่งมีชีวิตความสัมพันธ์ของ
โครงสร้าง และหน้าที่ของระบบต่าง ๆ ของสิ่งมีชีวิตที่ทางานสัมพันธ์กัน
มีกระบวนการสืบเสาะหาความรู้สื่อสารสิ่งที่เราเรียนรู้และนาความรู้ไปใช้
ในการดารงชีวิตของตนเองและดูแลสิ่งมีชีวิต
มาตรฐาน ว 2.1 เข้าใจสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่น ความสัมพันธ์ระหว่าง
สิ่งแวดล้อมกับสิ่งมีชีวิต ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ในระบบ
นิเวศ มีกระบวนการสืบเสาะหาความรู้และจิตศาสตร์ สื่อสารสิ่งที่เรียนรู้
และนาความรู้ไปใช้ประโยชน์
มาตรฐาน ว2.2 เข้าใจความสาคัญของทรัพยากรธรรมชาติการใช้
ทรัพยกรธรรมชาติในระดับท้องถิ่น ประเทศ และโลก นาความรู้ไปใช้ใน
การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่นอย่างยั่งยืน
ข้าว ภาษาไทย มาตารฐาน ท.1.1 ใช้กระบวนการอ่านสร้างความรู้และความคิด เพื่อ
นาไปใช้ตัดสินใจ แก้ปัญหา ในการดาเนินชีวิตและมีนิสัยรักการอ่าน
มาตรฐานท.1.2ใช้กระบวนการเขียนสื่อสาร เขียนเรียงความ และเขียน
เรื่องราวในรูปแบบต่าง ๆ เขียนรายงานข้อมูลสารสนเทศและรายงาน
การศึกษาค้นคว้าอย่างมีประสิทธิภาพ
ข้าว สังคม มาตรฐาน ส 3.1 เข้าใจและสามารถบริหารการจัดการทรัพยากรในการ
ผลิตและการบริโภค การใช้ทรัพยากรที่มีอยู่จากัดได้อย่างมีประสิทธิภาพ
และคุ้มค่า รวมทั้งเข้าใจหลักการของเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อการดารงชีวิต
อย่างมีดุลยภาพ
มาตรฐาน ส 4.3 เข้าใจความเป็นมาของชาติ วัฒนธรรม ภูมิปัญญาไทย
มีความรัก ความภูมืใจและธารงความเป็นไทย
มาตรฐาน ส 5.2 เข้าใจปฎิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสภาพแวดล้อมทาง
กายภาพที่ก่อให้เกิดการสร้างสรรค์วัฒนธรรม มีจิตสานึกและมีส่วนร่วม
ในการอนุรักษ์ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน
64
หัวข้อ สำระวิชำ มำตรฐำนกำรเรียนรู้
ข้าว คณิตศาสตร์ มาตรฐาน ค 2.1 เข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับการวัด วัดและคาคคะเนของ
สิ่งของที่ต้องการวัด
มาตรฐาน ค 6.1 มีความสามารถในการแก้ปัญหา กาให้เหตุผล การ
สื่อสาร การสื่อความหมายทางคณิตศาสตร์ และการนาเสนอ การ
เชื่อมโยงความรู้ต่าง ๆ และเชื่อมโยงคณิตศาสตร์กับศาสตร์อื่น ๆ และมี
ความคิดสร้างสรรค์
ข้าว การงานอาชีพ
และเทคโนโลยี
มาตรฐาน ง 1.1 เข้าใจการทาง มีความคิดสร้างสรรค์ มีทักษะ
กระบวนการทางาน ทักษะการจัดการ ทักษะกระบวนการแก้ปัญหา
ทักษะการทางานร่วมกัน และทักษะการแสวงหาความรู้ มีคุณธรรม และ
ลักษณะนิสัยในการทางาน มีจิตสานึกในการใช้พลังงาน ทรัพยากร และ
สิ่งแวดล้อม เพื่อการดารงชีวิตและครอบครัว
มาตรฐาน ง 4.1 เข้าใจ มีทักษะที่จาเป็น มีประสบการณ์ เห็นแนวทางใน
งานอาชีพ ใช้เทคโนโลยีเพื่อพัฒนอาชีพ มีคุณธรรม และ มีเจตคติที่ดีต่อ
อาชีพ
ข้าว นาฏศิลป์และ
ศิลปะ
มาตรฐาน ศ 1.2 เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างทัศนศิลป์ ประวัติศาสตร์
และวัฒนธรรม เห็นคุณค่างานทัศนศิลป์เป็นมรดกทางวัฒนธรรม ภูมิ
ปัญญาไทยและสากล
มาตรฐาน ศ. 2.2 เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างดนตรีและวัฒนธรรม เห็น
คุณค่าของดนตรี ที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น ภูมิ
ปัญญาไทยและสากล
มาตรฐาน ศ 3.1 เข้าใจและแสดงออกทางนาฎศิลป์อย่างสร้างสรรค์
วิเคราะห์ วิพากษ์ ถ่ายทอดความรู้สึกความคิดอย่างอิสระ ขื่นชม และ
ประยุกต์ใช้ในชีวิตประจาวัน
ข้าว สุขศึกษาและ
และพลศึกษา
มาตรฐาน พ. 4.1 เห็นคุณค่าและมีทักษะในการสร้างเสริมสุขภาพ การ
ดารงสุขภาพ การป้องกันโรค และ การสร้างเสริมสมรรถาพเพื่อสุภาพ
ตำรำงที่ 12 ตารางบันทึกสาระการเรียนรู้กับมาตฐานการเรียนรู้
65
5. ออกแบบกำรเรียนรู้ร่วมกัน
บทบำทครู ช่วยให้คาแนะนานักเรียนในการคิดกิจกรรมการเรียนรู้สาหรับแต่ละ
หัวข้อที่ได้ช่วยกันวางแผน กันมาแล้วร่วมกับนักเรียนและหาข้อสรุป
ร่วมกันว่าจะเลือกกิจกรรมอะไร กาหนดจุดประสงค์และการประเมินผล
การเรียนรู้ร่วมกัน
บทบำทนักเรียน ช่วยกันคิดกิจกรรมการเรียนรู้สาหรับแต่ละหัวข้อที่ได้ช่วยกันวางแผน
กันมาแล้วร่วมกับครู และหาข้อสรุปร่วมกันว่าจะเลือกกิจกรรมอะไร
กาหนดจุดประสงค์และการประเมินผลการเรียนรู้ร่วมกัน
เครื่องมือ แบบฟอร์มตารางบันทึกการจัดการเรียนรู้
ในขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนของการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างครูกับนักเรียนที่จะทาหาให้นักได้มีส่วน
ร่วมในการจัดการเรียนรู้ เมื่อนักเรียนแต่ละคนได้เสนอความคิดเห็นจองตนเองแล้วก็นาการมาสรุปรวม
หัวข้อที่ใกล้เคียงกันสร้างจุดประสงค์และการประเมินผลร่วมกัน ดังตัวอย่าง
แบบฟอร์มตำรำงบันทึกกำรจัดกำรเรียนรู้
กิจกรรม ควำมคิด
นักเรียน
ควำมคิดครู สรุปกำร
เรียนรู้ร่วมกัน
จุดประสงค์กำรเรียนรู้ กำร
ประเมินผล
KPA
วิทยาศาสตร์ เราสามารถ
รับประทาน
อาหารอะไร
ทดแทนข้าว
ได้บ้าง
อาหารและ
สารอาหาร
ทดสอบ
สารอาหาร
1.นักเรียนบอกเรื่อง
สารอาหารได้
ทาการทดลอง
การอ่าน และ
การเขียน
ฝึกอ่าน ฝึกเขียน ฝึกอ่าน,
ฝึกเขียน
1. นักเรียนสามารถอ่าน
วิเคราะห์สานวนเกี่ยวข้าวได้
2.นักเรียนเขียนเรียงความ
เกี่ยวข้าวได้
3.นักเรียนบอกคาศัพท์เกี่ยว
ข้าวในอาเซียนได้
เขียน
เรียงความ
ราวง ราวง
มาตราฐาน
เกี่ยวข้าว
เห็นด้วย
แล้วถาม
คาถามชวน
คิดว่า
นักเรียนฝึก รา
วงเกี่ยวข้าว
และการละเล่น
ต่าง ๆ
1. เรียนรู้เพลงพื้นบ้าน
การละเล่น ต่าง ๆ
ร้องได้
ราได้และเล่
การละเล่นได้
66
กิจกรรม ควำมคิด
นักเรียน
ควำมคิดครู สรุปกำร
เรียนรู้ร่วมกัน
จุดประสงค์กำรเรียนรู้ กำร
ประเมินผล
KPA
สังคม อาหารประจา
ชาติของ
ประเทศ
สมาชิก
อาเซียน
นโยบาย
จานาข้าว,
เศรษฐกิจ
พอเพียง
อาหารประจา
ชาติของ
ประเทศ
สมาชิก
อาเซียน,
นโยบายจานา
ข้าว, เศรษฐกิจ
พอเพียง
6. นักเรียนสามารถบอก
ลักษณะต่าง ๆ ของ
ประเทศสมาชิกอาเซียน
7. นักเรียนนักเรียนอธิบาย
เรื่องเศรษฐกิจของ
อาเซียน
8. นักเรียอธิบายเรื่อง
เศรษฐกิจพอเพียงได้
แบบทดสอบ
อัตนัย
กทอ. และ
คณิตศาสตร์
ผลิตน้าข้าว
กล้องงอก
เห็นด้วย ทาน้าข้าว
กล้องงอก
1.นักเรียนบอกหลักการ ชั่ง
ตวง วัดได้
ทาน้าข้าว
กล้องงอกได้
ตำรำงที่ 13 ตารางบันทึกการจัดการเรียนรู้
6. ลงมือปฎิบัติ
บทบำทของครู ช่วยสร้างบรรยากาศแห่งการเรียนรู้ให้กับนักเรียน คอยอานวยความสะดวกใน
การเรียนรู้และการทากิจกรรมต่างๆ ออกแบบการเรียนรู้และปรับแผนการเรียน
ให้สอดคล้องกับความสนใจของนักเรียน และเรียนรู้ไปพร้อมกับนักเรียน
บทบำทนักเรียน ศึกษา ค้นคว้า ลงมือปฏิบัติตามแผนที่วางไว้ จนถึงการสรุปผลการเรียนรู้และ
สร้างชิ้นงานต่างๆตรวจทานงานที่ทาและแก้ไขปรับปรุงหากเกิดข้อผิดพลาด
นักเรียนหาข้อมูล/ทดลอง/สร้างชิ้นงาน
เครื่องมือ 1. ใบงาน
2.ใบบันทึกความรู้
67
ในขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนของการลงมือทา ดังนั้นการสร้างใบงานและใบความรู้ของครูจึงสาคัญควร
เป็นอย่างที่น่าสนใจ เพื่อให้เด็ก ๆ ได้ทากิจกรรมได้อย่างสนุกสนาน ดังตัวอย่าง
ใบควำมรู้ที่1
เรื่อง สำรอำหำรในข้ำว
สำระกำรเรียนรู้ วิทยำศำสตร์
จุดประสงค์กำรเรียนรู้
1.นักเรียนสามารถบอกเรื่องสารอาหารได้
KPA ทาการทดลองได้
ส่วนประกอบและคุณค่าทางโภชนาการของสารอาหารในเมล็ดข้าว
เมล็ดข้าวประกอบด้วยเปลือกหุ้มเมล็ดหรือแกลบ (Hull หรือHusk) ซึ่งจะหุ้มข้าวกล้องในเมล็ดข้าวกล้อง
ประกอบด้วยจมูกข้าวหรือคัพภะ (Embryo หรือGerm) ราขาวและเมล็ดข้าวขาวหรือเมล็ดข้าวสาร
(Endosperm) ดังรูปที่1ส่วนคุณค่าทางโภชนาการแร่ธาตุต่างๆและวิตามินมีอยู่มากมายในทุกส่วนของ
เมล็ดข้าว
68
รูปแสดงส่วนประกอบของเมล็ดข้าว (ข้าวสารแกลบจมูกข้าวและราข้าว)
ส่วนประกอบของเมล็ดข้ำว
1. แกลบประกอบไปด้วยโปรตีนไขมันเยื่อใยคาร์โบไฮเดรตเถ้าสารซิลิกาแคลเซียมฟอสฟอรัสลิกนิน
เซลลูโลสเพนโตแซนเฮมิเซลลูโลสและอื่นๆ (ตารางที่1) เราสามารถนาแกลบไปใช้งานได้หลายอย่างเช่น
ทาปุ๋ยใส่ต้นไม้นาไปเผาใช้เป็นพลังงานความร้อนได้เป็นขี้เถ้าใช้ทาสบู่หรือใส่ในนาข้าวเพื่อปรับสภาพดิน
และช่วยลดการทาลายของโรคและแมลงศัตรูข้าวใช้ผสมดินเหนียวเป็นส่วนประกอบของอิฐฯลฯ
2. ข้ำวกล้องเมื่อนาข้าวกล้องมาขัดเอาผิวออกจะได้ราหยาบและจมูกข้าว (5 – 8 %), ราละเอียดและ
จมูกข้าว (2 – 3 %) และข้าวสาร (60 -73 %) องค์ประกอบหลักของเมล็ดข้าวคือคาร์โบไฮเดรตหรือแป้ง
ข้าว (Starch)
3. คำร์โบไฮเดรตหรือแป้ งข้ำวข้าวจะมีแป้งอยู่90 % ของน้าหนักแห้งเม็ดแป้ง20 – 60เม็ดอัดรวมกัน
อยู่ในอมิโลพลาสและล้อมรอบเม็ดแป้งด้วยโปรตีนแป้งข้าวสามารถแยกออกเป็นองค์ประกอบย่อย2ชนิด
ได้แก่อมิโลเปคติน (Amylopectin) และอมิโลส (Amylose)
3.1อมิโลเปคตินเป็นแป้งที่เป็นโพลิเมอร์ของน้าตาลกลูโคสมีโครงสร้างโมเลกุลเหมือนกิ่งไม้โดยมีพันธะ
α 1-4 D เชื่อมน้าตาลกลูโคสเป็นเส้นยาวและพันธะα 1-6 D เชื่อมน้าตาลกลูโคสที่แตกแยกออกจาก
เส้นตรงคุณสมบัติของอมิโลเปคตินทาปฏิกิริยากับสารไอโอดีนได้สีม่วงหรือน้าตาลแดงดูดซับไอโอดีน
และเซลลูโลสได้ต่าและย่อยสลายด้วยเอ็นไซม์β-amylase ได้ต่า
69
3.2อมิโลสเป็นแป้งที่เป็นโพลิเมอร์ของน้าตาลกลูโคสเช่นกันมีโครงสร้างโมเลกุลเป็นแบบเส้นตรงมีพันธะ
α 1-4 D เชื่อมน้าตาลกลูโคสเป็นเส้นยาวคุณสมบัติของอมิโลสคือทาปฏิกิริยากับสารไอโอดีนได้สีน้าเงิน
เข้มดูดซับไอโอดีนและเซลลูโลสได้มากและย่อยสลายด้วยเอ็นไซม์β-amylase ได้100 %
4. โปรตีนเมล็ดข้าวมีส่วนประกอบของโปรตีนอยู่ประมาณ4.3 – 18.2 % หรือเฉลี่ย9.5 % เป็นอันดับ
สองรองจากแป้งปริมาณโปรตีนที่พบในเมล็ดข้าวมีความแปรปรวนขึ้นอยู่กับสถานที่ปลูกและ
สภาพแวดล้อมโปรตีนในเมล็ดข้าวสามารถแบ่งเป็น4ชนิดตามคุณสมบัติในการละลายได้แก่
4.1อัลบลูมิน (Alblumin) มีคุณสมบัติละลายได้ในน้า (Water soluble protein)
4.2โกลบูลิน (Globulin) มีคุณสมบัติละลายได้ในน้าเกลือ (Salt soluble protein)
4.3โปรลามิน (Prolamin) มีคุณสมบัติละลายได้ในแอลกอฮอล์ (Alcohol soluble protein)
4.4กลูเตลลิน (Glutelin) มีคุณสมบัติละลายได้ในกรดหรือด่าง (Acid or alkali soluble protein)
5. ไขมันไขมันที่อยู่ในเมล็ดข้าวมักจะอยู่ในสภาพเป็นหยดไขมันเล็กๆขนาดเล็กกว่า1.5ไมครอนอยู่
บริเวณเยื่อหุ้มผิวเมล็ด (ราหยาบและราละเอียด) และจมูกข้าว (คัพภะ) เมล็ดข้าวมีไขมัน1.6 – 2.8 %
ส่วนใหญ่อยู่ในราข้าวไขมันที่ได้จากข้าวเป็นไขมันชนิดที่มีคุณภาพดีมีกรดไขมันอิ่มตัว18%กรดไขมันไม่
อิ่มตัวเชิงเดี่ยว (Monounsaturated Fatty Acid : MUFA) 45%กรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน
(Polyunsaturated Fatty Acid : PUFA) 37%น้ามันราข้าวเหมาะสาหรับผู้ที่ต้องการลดคอเลสเตอรอลที่
ไม่ดี (LDL-C) เพราะมีปริมาณกรดไขมันไม่อิ่มตัวสูง (Linoleic acid, Oleic acid และPalmitic acid) มี
สารแกมม่าออไรซานอล (Gamma Oryzanol) ช่วยในการควบคุมระดับโคเลสเตอรอลในเส้นเลือด
6. สำรต้ำนอนุมูลอิสระ (Anti-oxidants)เป็นสารที่มีคุณสมบัติช่วยในการป้องกันการเกิดปฏิกิริยาทาง
เคมีซึ่งทาให้เนื้อเยื่อเสื่อมสภาพเกี่ยวข้องกับกลไกการสร้างภูมิต้านทานโรคเป็นสารประกอบที่มีอยู่ใน
เมล็ดข้าวและมีมากกว่าร้อยชนิดสารต้านอนุมูลอิสระมีหลายประเภทได้แก่วิตามินเกลือแร่หรือเอ็นไซม์มี
ประโยชน์ช่วยป้องกันร่างกายจากอนุมูลอิสระ (Free radicals) ซึ่งเชื่อว่าเป็นสารก่อให้เกิดโรคมะเร็งสาร
ต้านอนุมูลอิสระสาคัญที่อยู่ในเมล็ดข้าวได้แก่แกมมา-ออไรซานอล (Gamma Oryzanol) โทโคฟีรอล
(Tocopherol) และโทโคไตรอีนอล (Tocotrienol)
70
ใบงำนที่ 1
เรื่อง สำรอำหำรในข้ำว
สำระกำรเรียนรู้ วิทยำศำสตร์
1.ให้นักเรียนทาการทดลองดังนี้
กำรทดสอบน้ำตำล
ทดสอบโดยหยดสารละลายเบเนดิกต์ในอาหาร
แล้วนาไปต้มในน้าเดือดถ้าในอาหารมีน้าตาลอยู่
ถ้ามีน้าตาลโมเลกุลเดี่ยวมาก
จะได้ตะกอนสีส้มอิฐ
ถ้ามีน้าตาลโมเลกุลเดี่ยวอยู่บ้าง
จะได้ตะกอนสีเขียว
ถ้ามีน้าตาลโมเลกุลเดี่ยวอยู่น้อย
จะได้ตะกอนสีเหลือง
ตะกอนสีส้มอิฐ
ตะกอนสีเขียว
ตะกอนสีเหลือง
ข้าวที่นามาทดลองเป็นสีใด……………
2.นักเรียนคิดว่าเพราะเหตุใด
…………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………
71
ใบควำมรู้ 2
เรื่อง ประเพณีทำขวัญข้ำว
สำระกำรเรียนรู้ ภำษำและวัฒนธรรมไทย
จุดประสงค์กำรเรียนรู้
1.นักเรียนสามารถสรุปความและเขียนแสดงความคิดเห็นเรื่องประเพณีทาขวัญข้าวได้
KPA อ่านตีความ
การทาขวัญข้าวแตกต่างจากภาคหนึ่งไปยังอีกภาคหนึ่ง ในภาคกลาง จะทาในช่วงเวลากลางเดือน 20
ผลผลิตอุดมสมบูรณ์ ตลอดจนถวายแก่พระสงฆ์เมื่อข้าวในนาสุกดีแล้ว เมื่อนวดข้าวเสร็จก็จะกาหนดวัน
พฤหัสบดีหรือวันศุกร์นาข้าวขึ้นยุ้ง ชาวบ้านก็จะมาร่วมทาขวัญข้าว ร้องเพลงทาขวัญแม่โพสพ
เครื่องเซ่นสังเวย
ให้นาเครื่องสังเวยไปบูชาแม่โพสพในแต่ละครั้ง
1.ช่วงข้ำวในนำกำลังตั้งท้อง
กล้วย อ้อย ถั่ว งา ส้ม อย่างละ 1 2คา ใส่ตะกร้าสาน หมาก พลูจีบ 2คา
1 เมื่อเกี่ยวข้ำวและนำขึ้นยุ้งข้ำว
• หมาก พลูจีบ 2คา
• บุหรี่ 2มวน
• ข้าวที่เกี่ยวแล้ว 2กา
• ผ้าแดง ผ้าขาว ขนาด 2คืบ อย่างละ2ผืน
72
ใบงำนที่ 2
เรื่อง สำรอำหำรในข้ำว
สำระกำรเรียนรู้ วิทยำศำสตร์
คำสั่ง ให้นักเรียนอ่ำนข้อควำมอ่ำนล่ำงแล้วอธิบำยควำม 1 ย่อหน้ำ
คำกล่ำวรับขวัญข้ำว
“วันนี้วันดีแม่โพสพแม่โพศรีแม่จันเทพีแม่ศรีสุดา (เป็นวันจันเทวีเป็นวันสีสุชาดา) ขอแต่งเนื้อแต่งตัว
เตรียมไปไหว้หลวงพ่อวัดป่า (ป่าเลไลย์) เตรียมเนื้อเตรียมตัวเดี๋ยวลูกผัวก็จะมาพลางก็กวักน้าอาบน้า
ยอดข้าวเอากรรไกรตัดแต่งเหมือนแต่งผมให้สมสวยเอาผ้ามานุ่งเอาสไบมาห่มหวีผมก็บรรจงแต่งทั้งแป้ง
หอมน้าหอมก็ปะก็พรมด้วยคาชมว่าสวยแล้วงามแล้วดูซิดูซิดูซิให้ส่องกระจกวันดีคืนดีถ้าแม่โพสพแม่โพ
สีต้องแบกท้องแบกไส้ก็มีผลสุกลูกไม้เตรียมเอาไว้ยามแพ้ท้องด้วยแล้วนะ"
ก่อนลากลับก็เอามือจับต้นตาแก(สะแก) ปากก็ว่า“ตาตาแกฝากแม่โพสพไว้ด้วยหากมีศัตรูหมู่ร้ายหรือ
ย้ายมาขอให้ตาช่วยไล่ไปให้พ้นจนหมดภัยนะตา”แล้วบอกลาแม่โพสพ“แม่โพสพแม่โพสีแม่จงอยู่ดีกินดี
บัดนี้ต้องขอลาขอให้ได้รวงละหม้อกอละมัดมัดละเกวียนนะแม่นะ"
…………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………
73
ใบควำมรู้ที่ 3
เรื่อง สำนวนไทยที่ใช้กันอยู่เป็นประจำที่มีคำว่ำ “ข้ำว”
สำระกำรเรียนรู้ ภำษำไทย
จุดประสงค์กำรเรียนรู้
1. นักเรียนบอกเข้าใจเรื่องสานวนไทยเกี่ยวข้าวได้
2. นักเรียนบอกความหมายของสานวนไทยเกี่ยวข้าวได้
KPA เขียนอธิบายสานวนที่คิดว่าเกี่ยวข้องกับชีวิตนักเรียนมากที่สุด 2 สานวน
เรื่อง สำนวนไทยที่ใช้กันอยู่เป็นประจำที่มีคำว่ำ “ข้ำว”
สำนวนข้ำวที่เกี่ยวกับควำมเจริญงอกงำม
ข้าวเหลือเกลืออิ่ม บริบูรณ์ด้วยข้าวปลาอาหาร
ในน้ามีปลา ในนามีข้าว มีความอุดมสมบูรณ์
กินข้าวร้อนนอนสบาย มีความเป็นอยู่อย่างสบาย นึกจะกินจะตื่นเมื่อไรก็ได้
หนูตกถังข้าวสาร อยู่อย่างสบาย มีอาหารการกินอุดมสมบูรณ์
สำนวนข้ำวที่เกี่ยวกับขนบธรรมเนียมประเพณี
ข้าวนอกเจ้า ข้าวนอกหม้อ การกระทาหรือประพฤติ นอกเหนือจากคาสั่ง หรือผิดจากแบบแผน
ขนบธรรมเนียมประเพณี
ข้าวแดงแกงร้อน บุญคุณ กินข้าวและแกงของผู้ใด ต้องนึกถึงบุญคุณของผู้นั้น
ข้าวไม่มียาง คนที่รับอุปการะผู้อื่นไปแล้ว ไม่นึกถึง บุญคุณ เหมือนข้าวไม่มียาง กินไม่ดี
เลี้ยงเสียข้าวสุก เลี้ยงบุคคลหรือใดๆ ไว้ แต่อาศัยพึ่งพาไม่ได
สำนวนข้ำวกับควำมตกทุกข์ได้ยำก
ข้าวยากหมากแพง ยามที่บ้านเมืองขาดแคลนอาการ ประชาชนทุกข์ยากลาบาก
ไม่มีข้าวสารกรอกหม้อ ยากจนไม่มีแม้แต่อาหารจะกิน
กินน้าต่างข้าว ทุกข์มาก ลาบากมาก จนมาก
สำนวนข้ำวที่เกี่ยวกับระยะเวลำ
ชั่วหม้อข้าวเดือด เวลาไม่นานนัก
ก้นหม้อข้าวยังไม่ทันดา ระยะเวลาสั้นๆ คอยเหมือนข้าวคอยฝน ตั้งใจคอยแต่ไม่รู้เวลาแน่นอน
74
สำนวนข้ำวในพิธีกรรม
ข้าวแจก ข้าวที่ทาบุญอุทิศส่วนกุศลให้ผู้ตาย
ข้าวบาตร เรียกขันเชิงสาหรับใส่ข้าวตักบาตรว่า ขันข้าวบาตรหรือเรียกข้าวที่เตรียมไว้ใส่บาตรก็ได้
ข้าวเปรต เครื่องเซ่นเปรตในพิธีตรุษสารท
ข้าวผอกกระบอกน้า ของกินเล็กๆ น้อยๆ และมีกระบอกน้าเล็กๆ กรอกน้า แขวนกิ่งไม้ที่ทาขึ้นแล้วผูกไว้
ที่บันไดเรือน ใช้ในพิธีตรุษ
ข้าวพระ ข้าวสาหรับถวายพระพุทธ
ข้าวกรู ข้าวที่ทาเพื่ออุทิศให้เปรตในพิธีสารท
สำนวนทั่วไป
ข้าวใหม่ปลามัน อะไรที่เป็นของใหม่กาลังดี
ชายข้าวเปลือก หญิงข้าวสาร ชายไปอยู่ที่ไหนย่อมสามารถแพร่พันธุ์สร้างเชื้อสายได้เหมือนข้าวเปลือก
ส่วนผู้หญิงทาไม่ได้เพราะต้องยึดมั่นอยู่กับสามีจึงเปรียบเสมือนข้าวสารที่ไปอยู่ที่ไหนก็ไม่สามารถแพร่
พันธุ์ได้
หมาเห็นข้าวเปลือก ทาอะไรกับสิ่งที่อยู่ข้างหน้าไม่ได้
ได้เบี้ยเอาข้าว ได้อย่างหนึ่ง หากต้องการอีกสิ่งหนึ่งด้วย
บนข้าวผี ตีข้าวพระ บนบานขอร้องให้ผีหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วย
กินข้าวต้มกระโจมกลาง ทาสิ่งใดโดยไม่พิจารณาให้รอบคอบ จะทาให้ได้รับความลาบาก )เหมือนการกิน
ข้าวต้มกลางถ้วย จะเย็นช้ากว่าริมๆ(
ข้าวนอกนา บุคคลที่ไม่ได้เกิดในถิ่นนั้นๆ บุคคลที่ผู้อื่นไม่จัดเป็นพวกพ้อง ไม่เป็นที่ยอมรับของสังคม
ตาข้าวสารกรอกหม้อ ทาอะไรแบบปัจจุบัน ทาแค่พอให้ผ่านไปไม่เผื่ออนาคต
ทุบข้าวประชดหมา ปิ้งปลาประชดแมว การประชด ไม่ได้ทาให้เกิดผลดี กลับทาให้เสียหายไปโดยเปล่า
ประโยชน์
ข้าวของ สิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ
ที่มา :หนังสือ ข้าว ...วัฒนธรรมแห่งชีวิต ” สานักพิมพ์ แปลน โมทิฟ หน้า 132
75
ใบงำนที่ 3
เรื่องสำนวนเกี่ยวกับข้ำว
สำระกำรเรียนรู้ภำษำไทย
คาสั่ง ให้นักเรียนเขียนอธิบายสานวนที่คิดว่าเกี่ยวข้องกับชีวิตนักเรียนมากที่สุด 2 สานวน
…………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………
76
ใบควำมรู้ที่ 4
เรื่อง คำศัพท์เกี่ยวกับอำหำร
สำระกำรเรียนรู้ ภำษำไทย
จุดประสงค์กำรเรียนรู้
1.นักเรียนบอกบอกคาศัพท์เกี่ยวข้าวในอาเซียนได้
KPA เขียนอธิบายสานวนที่คิดว่าเกี่ยวข้องกับชีวิตนักเรียนมากที่สุด 2 สานวน
ภาษาในความหมายอย่างกว้างหมายถึงกริยาอาการที่แสดงออกมาแล้วสามารถทาความเข้าใจกันได้ไม่ว่า
จะเป็นระหว่างมนุษย์กับมนุษย์มนุษย์กับสัตว์หรือสัตว์กับสัตว์ส่วนภาษาในความหมายอย่างแคบนั้น
หมายถึงเสียงพูดที่มนุษย์ใช้สื่อสารกันเท่านั้น
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานพ.ศ. 2542ได้ให้คาจากัดความของคาว่าภาษาไว้ว่า "ถ้อยคาที่ใช้พูด
หรือเขียนเพื่อสื่อความของชนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเช่นภาษาไทยภาษาจีนหรือเพื่อสื่อความเฉพาะวงการเช่น
ภาษาราชการภาษากฎหมายภาษาธรรม; เสียงตัวหนังสือหรือกิริยา; อาการที่สื่อความได้เช่นภาษาพูด
ภาษาเขียนภาษาท่าทางภาษามือ"วิชาที่ว่าด้วยการศึกษาภาษาในแง่ต่างๆเรียกว่า "ภาษาศาสตร์" เริ่ม
บุกเบิกโดยแฟร์ดินองเดอโซซูร์ (Ferdinand de Saussure) บุคคลที่พูดภาษาใดก็ตามถือได้ว่าเป็นส่วน
หนึ่งของชุมชนเชิงภาษาศาสตร์ของภาษานั้นๆ
ภาษาที่ใช้สื่อสารนั้นเป็นสิ่งสาคัญในการเป็นประชาคมอาเซียนนั่นก็คือภาษาอังกฤษแต่สิ่งที่เราต้องรู้และ
ทาความเข้าใจในการเป็นประชาคมอาเซียนก็คือภาษาต่างๆในประชาคมทั้งสิบประเทศนั้นแต่ละประเทศมี
ภาษาที่ใช้ต่างกันสาเหตุที่ต้องรู้ภาษาของประเทศอื่นๆก็เพราะภาษาเปรียบเสมือนสื่อกลางในการสื่อสาร
ซึ่งกันและกันในหลายๆด้านทั้งทางด้านเศรษฐกิจรวมไปถึงการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมอันดีงามร่วมกันอีก
ด้วยเรามาดูกันว่าแต่ละประเทศในประชาคมอาเซียนนั้นเขาใช้ภาษาใดเป็นภาษาราชการหรือภาษาประจา
ชาติบ้าง
ประเทศไทยใช้ภาษาไทยเป็นภาษาราชการ
ประเทศบรูไนฯใช้ภาษามาเลย์และรองลงใช้ภาษาอังกฤษและภาษาจีนเป็นภาษาราชการ
ประเทศกัมพูชาใช้ภาษาเขมรเป็นภาษาราชการส่วนภาษาที่ใช้โดยทั่วไปได้แก่อังกฤษฝรั่งเศสเวียดนาม
จีนและไทย
77
ประเทศอินโดนีเซียใช้ภาษาราชการและภาษาประจาชาติได้แก่ภาษาอินโดนีเซียหรือBahasa Indonesia
ประเทศลาวใช้ภาษาลาวเป็นภาษาราชการ
ประเทศมาเลเซียใช้ภาษามาเลย์ (Bahasa Malaysia เป็นภาษาราชการ) อังกฤษจีนทมิฬ
ประเทศพม่าใช้ภาษาพม่าเป็นภาษาราชการ
ประเทศฟิลิปปินส์มีการใช้ภาษามากกว่า170ภาษาโดยส่วนมากเกือบทั้งหมดนั้นเป็นตระกูลภาษาย่อย
มาลาโย-โปลินีเซียนตะวันตกแต่ในปีพ.ศ. 2530รัฐธรรมนูญได้ระบุให้ภาษาฟิลิปิโน (Filipino) และ
ภาษาอังกฤษเป็นภาษาราชการส่วนภาษาต่างประเทศอื่นๆที่ใช้กันมากในประเทศฟิลิปปินส์มีทั้งหมด8
ภาษาได้แก่ภาษาสเปนภาษาจีนฮกเกี้ยนภาษาจีนแต้จิ๋วภาษาอินโดนีเซียภาษาซินด์ภาษาปัญจาบภาษา
เกาหลีและภาษาอาหรับโดยฟิลิปปินส์นั้นมีภาษาประจาชาติคือภาษาตากาล็อก
ประเทศสิงคโปร์ภาษาทางราชการคือภาษามาเลย์ (ภาษาประจาชาติ) จีนกลาง (แมนดาริน) ทมิฬและ
อังกฤษสิงคโปร์ส่งเสริมให้ประชาชนพูด2ภาษาโดยเฉพาะจีนกลางในขณะที่ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่ใช้
ในการติดต่องานและในชีวิตประจาวัน
ประเทศเวียดนามภาษาเวียดนาม (Vietnamese) เป็นภาษาราชการซึ่งเมื่อปีพ.ศ. 2463วงการวิชาการ
เวียดนามได้ลงประชามติที่จะใช้ตัวอักษรโรมัน (quocngu) แทนตัวอักษรจีน (Chu Nom) ในการเขียน
ภาษาเวียดนาม
อีกแค่ไม่กี่ปีประเทศไทยของเราและอีก9ประเทศก็จะรวมกันเป็นหนึ่งทั้งในด้านของเศรษฐกิจและเป็น
จุดยืนใหญ่ในการต่อรองกับประเทศนานาชาติดังนั้นภาษาจึงสาคัญมากกับสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เพียงแค่
ภาษาอังกฤษเท่านั้นที่เราจะต้องศึกษาและมีความเข้าใจเป็นอย่างดีแล้วภาษาประจาชาติของแต่ประเทศก็
เช่นกันประโยคง่ายๆเช่นการกล่าวทักทายถามสารทุกข์สุกดิบก็เป็นสิ่งสาคัญและนอกจากภาษาแล้วสิ่งที่
สาคัญมากนั่นก็คือการศึกษาวัฒนธรรมที่อาจจะแตกต่างกับบ้านเราซึ่งจาให้เราอยู่ในสังคมที่เรียกว่า
“อาเซียน”ได้อย่างเต็มภาคภูมิ
78
ใบงำนที่ 4
เรื่อง คำศัพท์เกียวกับอำหำร
สำระกำรเรียนรู้ ภำษำไทย
คำสั่ง ให้นักเรียนหาคาสั่งเกี่ยวอาหารในภาษาอาเซียนมา 2 ประเทศ
คาศัพท์ภาษาไทย คาศัพท์ภาษา…………… คาศัพท์ภาษา…………….
อาหารกลางวัน
อาหารเย็น
อาหารค่า
ข้าว
น้า
น้าชา
น้าแข็ง
กาแฟ
กาแฟเย็น
กาแฟร้อน
นม
ครีม
น้าผลไม้
เนื้อหมู
ไก่
ปลา
เนื้อวัว
ผัก
ผลไม้
อร่อย
ไม่อร่อย
เผ็ด
หวาน
เปรี้ยว
79
ใบควำมรู้ 5
เรื่อง เพลงเกี่ยวข้ำว
สำระกำรเรียนรู้ ศิลปและนำฎศิลป์
จุดประสงค์กำรเรียนรู้
1.นักเรียนสามารถแสดงเพลงเกี่ยวข้าวได้
KPA การแสดงราเกี่ยวข้าว
เพลงเกี่ยวข้าวใช้สาหรับร้องในขณะลงแขกเกี่ยวข้าวเนื่องจากการทานาเป็นอาชีพหลักของคนไทยมาช้า
นานแล้วเพลงเกี่ยวข้างจึงเกิดมีมานานแล้วเช่นกันโดยปกติชาวนาจะเริ่มทาการไถหว่านปักดาข้าวใน
ราวเดือนพฤษภาคมและมิถุนายนซึ่งเป็นฤดูฝนและจะเริ่มเก็บเกี่ยวประมาณเดือนมกราคมพันธุ์การเก็บ
เกี่ยวถ้าไม่รีบทาย่อมเกิดความเสียหายได้จึงต้องเรียกคนมาช่วยกันซึ่งเรียกว่า "ลงแขก" เมื่อมีคนมา
ชุมนุมกันมากในขณะทางานหรือหยุดพักผ่อนจึงเกิดการเล่นเพลงเกี่ยวข้าวขึ้นเพื่อให้เกิดความ
สนุกสนานดับความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าเพลงเกี่ยวข้าวนี้นิยมเล่นเฉพาะในฤดูเกี่ยวข้าวเท่านั้นและมัก
เล่นกันในขณะเกี่ยวข้าวคาร้องมักมีใจความไต่ถามถึงการทานาและเกี้ยวพาราสีกันดังนั้นสิ่งที่ได้รับ
นอกเหนือจากความสนุกสนานแล้วยังเกิดประโยชน์ในทางปลูกฝังความสามัคคีระหว่างเพื่อนบ้านใน
อาชีพเดียวกันการสมาคมระหว่างชายหญิงตลอดจนทาให้เกิดนิสัยรักในทางกาพย์กลอนฝึกให้เป็นคน
เฉลียวฉลาดและมีไหวพริบอีกด้วย
สถานที่เล่นเพลงเกี่ยวข้าวคือในท้องนาหรือลานหน้าโรงนาการแต่งกายก็แต่งแบบพื้นเมืองวิธีเล่นก็แบ่ง
ผู้เล่นเป็น 2 ฝ่ายคือฝ่ายชายและฝ่ายหญิงฝ่ายละกี่คนก็ได้ไม่จากัดโดยปกติจะเป็นฝ่ายละ 5-6 คนแต่ละ
ฝ่ายจะมีหัวหน้าหนึ่งคนเรียกว่า "พ่อเพลง" และ "แม่เพลง" ผู้เล่นทุกคนถือเคียวมือหนึ่งก่อนจะเล่นพ่อ
เพลงและแม่เพลงจะต้องว่าบทไหว้ครูก่อนโดยพ่อเพลงจะเป็นผู้เริ่มก่อนแล้วแม่เพลงจึงจะไหว้ครูบ้าง
กลอนที่ชาวบ้านนามาร้องอาจเป็นกลอนโบราณที่เห็นว่ามันเพราะจึงจดจาเป็นแบบอย่างมาร้องหรือ
โดยมากเป็นกลอนสดร้องว่ากันสดๆเพราะไม่จาเป็นต้องแต่งเตรียมไว้ก่อนดังนั้นเพลงเหล่านี้จึงไม่ค่อยมี
คนจดบันทึกไว้บางเพลง (เช่นที่ยกตัวอย่างมา) จะสั้นบ้างยาวตามแต่ปฏิภาณของพ่อเพลงแม่เพลงที่คิด
จะร้องออกมา
80
ใบงำนที่ 5
เรื่อง เพลงเกี่ยวข้ำว
สำระกำรเรียนรู้ศิลปะและนำฎศิลป์
คำสั่งให้นักเรียนฝึกร้องเพลงเกี่ยวข้าวเพื่อทาการแสดงหน้าชั้นเรีนย
ตัวอย่างบทไหว้ครู
ยกหัตถ์เหนือหว่างคิ้ว
ทั้งสิบนิ้วประทุมทอง
จะไหว้พระแท่นศิลาอาสน์
ไหว้พระบาทที่ท่านจาลอง
จะเล่าแต่ต้นให้วนเวียน
ถึงพ่อค้าเกียนเจ้าขายของ
คืนเข้าธานินทร์กบิลพัสดุ์
ได้เป็นกษัตริย์ครอบครอง
ได้คู่เคียงมาร่วมภิรมย์
มีนางสนมเนืองนอง
พอบุญมาเตือนก็เคลื่อนคลา
ทิ้งภริยาที่ร่วมห้อง
ไปบรรพชารักษาพรต
สละหมดทั้งข้าวของ
ให้เป็นมงคลอยู่บนสมอง
ลูกที่ในท้องนาเอย
ลูกจะไหว้ศรีพระแม่โพสพ
แม่นพดารา
นางพระแม่ธรณีแม่คงคา
ลูกก็ไหว้
ให้มาปกเกล้าปกผม
ลูกรักดั่งร่มโพไทร
ไหว้ครูเสร็จสรรพ
ลูกจะคานับคุณใหม่
ไหว้บิดามารดา
ที่ท่านเลี้ยงมาจนใหญ่
81
ได้อาบน้าป้อนข้าว
มาแต่ตัวเรานี้กะไร
ทั้งน้าขุ่นมิให้อาบ
ขมิ้นหยาบมิให้ทา
ท่านเอาลูกใส่ในแปล
ร้องโอ้ละเห่และช้าไกว
เมื่อไหว้ครูเสร็จแล้วก็จะเริ่มว่าแก้กันต่อไปในระยะที่ว่าเพลงมือที่กาต้นข้าวและเคียวก็ราไปตามจังหวะ
และคาร้องกลอนและทานองของเพลงเกี่ยวข้าวนี้คล้ายคลึงกับเพลงเรือแต่ใช้เวลาเล่นน้อยกว่าและเล่น
เฉพาะเวลากลางวันเท่านั้น
ตัวอย่างบทปลอบ
ชาย
พี่จะขอฟังสาเนียงน้อง
แม่เอ๋ยร้องราว่า
พี่เข้ามาปลอบทรามสงวน
ทั้งกาลก็จวนเวลา
ขอเชิญแม่เยื้อนเอื้อนโอษฐ์
เถิดแม่พวงมะโหดสุมนา
แม่งามประกอบจงตอบวาจา
เถิดแม่ดอกจาปาเอย
ถ้วนกาหนดสามบท
แม่งามประกอบไม่ตอบมา
เสียแรงที่มาวอนแม่ยอดรัก
อยู่ก็เป็นนักเป็นหนา
ขอเชิญน้องร้องน้องรา
อย่าให้พี่ชายขายหน้า
ที่เพื่อนเข้ามาเลยเอย
หญิง
82
แต่พอพี่เอยทรามเชยก้อร้อง
ตอบสนองสนทนา
ฉันเสียแค่นของพี่ไม่ได้
ซังจะตายจาจะว่า
ไหนๆก็ได้เข้ามาปลอบ
แล้วจาจะตอบวาจา
มีให้พี่ชายขายหน้า
ที่เพื่อนเข้ามาดอกเอย
เพลงที่ใช้ร้องในขณะเกี่ยวข้าวมักจะเป็นกลอนสั้นๆตัวอย่างเช่น
คว้าเถิดหนาแม่คว้า
รีบตะบึงให้ถึงคนนา
จะได้พูดจากันเอย
เกี่ยวเถิดหนาแม่เกี่ยว
อย่ามัวแลมัวเหลียว
เคียวจะบาดมือเอย
เกี่ยวข้าวแม่ยาย
ผักบุ้งผักหวาย
พันที่ปลายกาเอย
คว้าเถิดหนาแม่คว้า
ผักบุ้งสันตะวา
คว้าให้เต็มกาเอย
ขอสังเกตสาหรับเพลงเกี่ยวข้าวคือใช้กลอน (ฉันทลักษณ์) แบบเพลงเรือแต่เวลารับลูกคู่จะรับบาทท้ายว่า
"เฮ้เอ้าเฮ้เฮ้" ไปเรื่อยๆเป็นการกระทุ้งซึ่งจะช่วยให้สนุกครื้นเครงขึ้น
เพลงเกี่ยวข้าวนี้บางท้องที่เช่นอ่างทองเรียกว่าเพลงเต้นกาหมายถึงการร้องที่มีลูกคู่รับ "เฮ้เอ้าเฮ้เฮ้" ซึ่ง
ทานองจะต่างไปจากเพลงเรือเล็กน้อย (แต่ฉันทลักษณ์ยังคงเป็นแบบเพลงเรือ)
83
การเล่นเพลง "เต้นกา" นั้นพ่อเพลงแม่เพลงไม่ต้องเกี่ยวข้าวด้วยเพราะถือว่ามีหน้าที่เพียงเล่นเพลงการ
เล่นต้องมาตั้งวงกันมือซ้ายถือข้าวมือขาวถือเคียวแล้วร้องราไปอย่างสนุกสนานการควงเคียวควงข้าว
ต้องบรรจบกันพอดีที่ตรงหน้าเสมอจึงอาจจะลาบากบ้างสาหรับคนที่ไม่ได้เป็นพ่อเพลงแม่เพลง
ตัวอย่างบทไหว้ครูเพลงเต้นกา (เกี่ยวข้าว) ของอ่างทองได้จากนายบุญเผื่อนโพธิ์ภักดิ์พ่อเพลงผู้มี
ชื่อเสียงของอ่างทองในปัจจุบัน (อายุ 61 ปีพ.ศ. 2520)
จะยกบายศรีขึ้นสี่มุม
จะไหว้พระภูมิเจ้าท้องนา
เหล้าขวดไก่ตัว
มาเซ่นที่ท้องนา
มานั่งในคอช่วยต่อปัญญา
เมื่อลูกจะว่าเพลงเอย
(เอิงเอยเพลงเอย
มานั่งในคอช่วยต่อปัญญา
มานั่งในคอช่วยต่อปัญญา
เมื่อลูกจะว่าเพลงเอย
เอิงเอ้ยเพลงเอย
เอ้าปัญญาเอ้าปัญญา
เมื่อลูกจะว่าเพลงเอย)
บทไหว้ครูจะสั้นหรือยาวเท่าไรก็ได้ถ้าไหว้พอเป็นพิธีก็อาจว่าสั้นๆเพียงคาสองคา (บทสองบท) ดังเช่นที่
ยกตัวงอย่างมาแล้วต่อจากนั้นก็เกริ่นแล้วจะเล่นเป็นชุดหรือเป็นบทปลีกย่อยก็ตามแต่จะคิดกัน
84
ตัวอย่างบทปลอบ
(ของพระพร้อมวัดปากน้าใต้กรุงเทพมหานคร
อดีตพ่อเพลงชาวอ่างทอง (อายุ 73 พรรษาพ.ศ. 2520)
ไหว้ครูสาเร็จเสร็จสก
ขยายยกเป็นเพลงปลอบ (รับเฮ่เอ้าเฮ้เฮ้)
หาไหนไม่เทียมเรี่ยมแล้ว
ไม่มีคนเสมออย่างฟ้าครอบ
ขอเชิญมาเล่นเต้นกาสักรอบ
ลุกขึ้นมาตอบเพลงเอย
(ลูกคู่รับเอ้าเอยเพลงเอยขอเชิญมาเล่นเต้นกาสักรอบๆ
ลุกขึ้นมาตอบเพลงเอย)
ขอเชิญมาเต้นกาสักรอบ
ลุกขึ้นมาตอบเพลงด้วย (รับเฮ้เอ้าเฮ้เฮ้)
จิตใจเจ้าไม่สมเพช
พี่จะเป่าด้วยเวทย์มหาระรวย (รับ)
เดชะพระคุณขลัง
ให้เล่นกันด้วยนางเอย
(ลูกคู่รับเดชะพระคุณช่วยๆให้เล่นกันด้วยนางเอย)
85
ใบควำมรู้ 6
เรื่อง อำหำรประเทศสมำชิกอำเซียน
สำระกำรเรียนรู้ สังคมและวัฒนธรรม
จุดประสงค์กำรเรียนรู้
1.นักเรียนสามารถบอกลักษณะต่าง ๆ ของประเทศสมาชิกอาเซียน
KPA แบบทดสอบอัตนัย
อาเซียน (ASEAN) หรือสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Association of Southeast
Asian Natios) ก่อตั้งขึ้นโดยปฏิญญากรุงเทพฯซึ่งได้ลงนามกันที่วังสราญรมย์เมื่อวันที่ 8 สิงหาคมพ.ศ.
2510 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความเข้าใจอันดีต่อกันระหว่างประเทศในภูมิภาคธารงไว้ซึ่ง
สันติภาพเสถียรภาพและความมั่นคงทางการเมืองสร้างสรรค์ความเจริญทางด้านเศรษฐกิจการพัฒนา
ทางสังคมและวัฒนธรรมการกินดีอยู่ดีบนพื้นฐานของความเสมอภาคและผลประโยชน์ร่วมกันของ
ประเทศสมาชิกก่อตั้งขึ้นเมื่อพ.ศ. 2510 มีสมาชิก 5 ประเทศได้แก่ไทยอินโดนีเซียมาเลเซียฟิลิปปินส์
และสิงคโปร์ได้ร่วมกันจัดทาปฏิญญากรุงเทพ (Bangkok Declaration) เมื่อเดือนสิงหาคมพ.ศ.2510 เป็น
สัญญาผูกพันฉบับแรกของประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต่อมาบรูไนดารุสซาลามได้เข้าเป็น
สมาชิกลาดับที่ 6 พ.ศ. 2527 เวียดนามเข้าเป็นสมาชิกลาดับที่ 7 ปีพ.ศ. 2538 ส่วนลาวและพม่าเข้าเป็น
สมาชิกพ.ศ. 2540 สาหรับกัมพูชาเข้าเป็นสมาชิกล่าสุดปีพ.ศ. 2542 ทาให้ปัจจุบันอาเซียนมีสมาชิก 10
ประเทศอาเซียนเป็นภูมิภาคที่มีความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วและเป็นตัวอย่างของการ
รวมตัวของกลุ่มประเทศที่มีพลังต่อรองในเวทีการเมืองและเศรษฐกิจระหว่างประเทศความก้าวหน้าของ
อาเซียนมีปัจจัยสาคัญจากความไว้วางใจกันระหว่างประเทศสมาชิกอันก่อให้สถานการณ์ในเอเชีย
ตะวันออกเฉียงใต้ได้เปลี่ยนผ่านจากสภาวะแห่งความตึงเครียดและเผชิญหน้าในยุคสงครามเย็นมาสู่
ความมีเสถียรภาพความมั่นคงและความร่วมมืออย่างใกล้ชิดในปัจจุบันปัจจุบันสมาคมประชาชาติแห่ง
เอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรืออาเซียนมีสานักงานตั้งอยู่ที่กรุงจาการ์ตาประเทศอินโดนีเซียและในปี 2553
นายสุรินทร์พิศสุวรรณทาหน้าที่เลขาธิการอาเซียน
สิ่งสาคัญที่ควรศึกษาและเรียนรู้อย่างหนึ่ง คือเรื่องอาหาร อาหารประจาชาติอาเซียน 10
ประเทศซึ่งในปี 2015 หรือ พ.ศ. 2558 นี้ประเทศในกลุ่มเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะรวมเป็นหนึ่งโดย
เรียกสั้นๆว่ากลุ่มอาเซียนเรามาทาความรู้จักเกี่ยวกับอาหารอาเซียน10 ประเทศของแต่ละประเทศว่าใน
เพื่อนบ้านของเรานั้นมีอาหารอะไรกันบ้างเรามาเริ่มที่ประเทศไทย
86
อำหำรยอดนิยมของไทย
ต้มยากุ้ง (Tom Yam Goong) แค่เอ่ยชื่อก็เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า ต้มยากุ้งเป็นอาหารคาวที่
เหมาะสาหรับรับประทานกับข้าวสวยร้อน ๆ กลิ่นหอมของสมุนไพรที่เป็นส่วนประกอบในต้มยากุ้ง
นอกจากจะทาให้รู้สึกสดชื่นแล้ว ยังช่วยกระตุ้นการเจริญอาหารได้เป็นอย่างดีและเนื่องจากต้มยากุ้งเป็น
อาหารที่มีรสเปรี้ยว และเผ็ดเป็นหลัก ทาให้รับประทานแล้วไม่เลี่ยน จึงทาให้ต้มยากุ้งเป็นอาหารที่ได้รับ
ความนิยมในทั่วทุกภาคของประเทศไทย รวมถึงชาวต่างชาติเองก็ติดอกติดใจในความอร่อยของต้มยากุ้ง
เช่นเดียวกัน
อำหำรยอดนิยมของบรูไน
อัมบูยัต (Ambuyat) เป็นอาหารยอดนิยมของบรูไน มีลักษณะเด่นอยู่ที่ตัวแป้งจะเหนียวข้นคล้าย
ข้าวต้ม หรือโจ๊ก โดยมีแป้งสาคูเป็นส่วนผสมหลัก ตัวแป้งอัมบูยัตเอง ไม่มีรสชาติ แต่ความอร่อยจะอยู่ที่
การจิ้มกับซอสผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว นอกจากนี้ยังมีเครื่องเคียงอีก 2-3 ชนิด เช่น ผักสด เนื้อห่อใบตองย่าง
หรือเนื้อทอด ทั้งนี้ การรับประทานอัมบูยัตให้ได้รสชาติ ต้องรับประทานตอนร้อน ๆ จึงจะดีที่สุด
87
อำหำรยอดนิยมของกัมพูชำ
อาม็อก (Amok) เป็นอาหารคาวยอดนิยมของกัมพูชา มีลักษณะคล้ายห่อหมกของไทย โดยเป็น
การนาเนื้อปลาสด ๆ ลวกพริกเครื่องแกง และกะทิ แล้วทาให้สุกโดยการนาไปนึ่ง ซึ่งนอกจากจะใช้เนื้อ
ปลาแล้ว อาจเลือกใช้เนื้อไก่แทนก็ได้ ส่วนสาเหตุที่คนในประเทศกัมพูชานิยมรับประทานปลา เนื่องจาก
สภาพภูมิประเทศของกัมพูชามีแหล่งน้าอุดมสมบูรณ์ ทาให้ปลาเป็นอาหารที่หารับประทานได้ง่ายนั่นเอง
อำหำรยอดนิยมของอินโดนีเซีย
กาโด กาโด (GadoGado) อาหารยอดนิยมของประเทศอินโดนีเซีย ประกอบไปด้วยผัก และธัญพืช
หลากหลายชนิด ทั้งแครอท มันฝรั่ง กะหล่าปลี ถั่วงอก ถั่วเขียว นอกจากนี้ยังมีเต้าหู้ และไข่ต้มสุกด้วย
กาโด กาโดจะนามารับประทานกับซอสถั่วที่คล้ายกับซอสสะเต๊ะ อย่างไรก็ตาม ด้วยเครื่องสมุนไพรใน
ซอส อาทิ รากผักชี หอมแดง กระเทียม ตะไคร้ ทาให้เมื่อรับประทานแล้วจะไม่รู้สึกเลี่ยนกะทิมาก
จนเกินไปนั่นเอง
88
อำหำรยอดนิยมของลำว
สลัดหลวงพระบาง (LuangPrabang Salad) เป็นอาหารขึ้นชื่ออีกชนิดหนึ่ง เนื่องจากมีรสชาติ
กลางๆ ทาให้รับประทานได้ทั้งชาวตะวันออก และตะวันตก โดยส่วนประกอบสาคัญคือ ผักน้า ซึ่งเป็นผัก
ป่าที่ขึ้นตามริมธารน้าไหล และยังมีส่วนประกอบอื่น ๆ เช่น มันแกว แตงกวา มะเขือเทศ ไข่ต้ม
ผักกาดหอม และหมูสับลวกสุก ส่วนวิธีปรุงรสคือ ราดด้วยน้าสลัดชนิดใส คลุกส่วนผสมทั้งหมดเข้า
ด้วยกัน แล้วโรยหน้าด้วยกระเทียมเจียว และถั่วลิสงคั่ว
อำหำรยอดนิยมของมำเลเซีย
นาซิ เลอมัก (NasiLemak) อาหารยอดนิยมของประเทศมาเลเซีย โดยนาซิ เลอมัก จะเป็นข้าวหุง
กับกะทิ และใบเตย ทานพร้อมเครื่องเคียง 4 อย่าง ได้แก่ ปลากะตักทอดกรอบ แตงกวาหั่น ไข่ต้มสุก
และถั่วอบ ซึ่งนาซิ เลอมักแบบดั้งเดิมจะห่อด้วยใบตอง และมักทานเป็นอาหารเช้า แต่ในปัจจุบัน
กลายเป็นอาหารยอดนิยมที่ทานได้ทุกมื้อ และแพร่หลายในประเทศเพื่อนบ้านอีกหลายแห่ง เช่น
สิงคโปร์ และภาคใต้ของไทยด้วย
89
อำหำรยอดนิยมของฟิ ลิปปิ นส์
อโดโบ้ (Adobo) เป็นอาหารยอดนิยมของประเทศฟิลิปปินส์ ทาจากเนื้อหมู หรือเนื้อไก่ ที่ผ่านการ
หมัก และปรุงรส โดยจะใส่น้าส้มสายชู ซีอิ๊วขาว กระเทียมสับ ใบกระวาน พริกไทยดา นาไปทาให้สุก
โดยอบในเตาอบ หรือทอด แล้วนามารับประทานกับข้าวสวยร้อน ๆในอดีตอาหารจานนี้เป็นที่นิยมในหมู่
นักเดินทาง เนื่องจากส่วนผสมของอโดโบ้สามารถเก็บรักษาไว้ได้นาน เหมาะสาหรับพกไว้เป็นเสบียง
อาหารระหว่างการเดินทาง ซึ่งปัจจุบันอโดโบ้ได้กลายเป็นอาหารยอดนิยมที่นามารับประทานกันได้ทุกที่
ทุกเวลา
อำหำรยอดนิยมของสิงคโปร์
ลักซา (Laksa) อาหารขึ้นชื่อของประเทศสิงคโปร์ ลักซามีลักษณะคล้ายก๋วยเตี๋ยวต้มยาใส่กะทิ ทา
ให้รสชาติเข้มข้น คล้ายคลึงกับข้าวซอยของไทย โดยลักซาจะมีส่วนผสมของ กุ้งแห้ง พริก กุ้งต้ม และ
หอยแครง เหมาะสาหรับคนที่ชอบรับประทานอาหารทะเลเป็นอย่างยิ่ง อย่างไรก็ตาม ลักซามีทั้งแบบที่
ใส่กะทิ และไม่ใส่กะทิ ทว่า แบบที่ใส่กะทิจะเป็นที่นิยมมากกว่า
90
อำหำรยอดนิยมของเวียดนำม
ปาะเปี๊ยะเวียดนาม (Vietnamese Spring Rolls) ถือเป็นหนึ่งในอาหารพื้นเมืองที่โด่งดังที่สุดของ
ประเทศเวียดนาม ความอร่อยของเปาะเปี๊ยะเวียดนาม อยู่ที่การนาแผ่นแป้งซึ่งทาจากข้าวจ้าวมาห่อไส้
ซึ่งอาจจะเป็นไก่ หมู กุ้ง หรือหมูยอ โดยนามารวมกับผักสมุนไพรอีกหลายชนิด เช่น สะระแหน่
ผักกาดหอม และนามารับประทานคู่กับน้าจิ้มหวาน โดยจะมีถั่วคั่ว แครอทซอย ไชเท้าซอย ให้เติม
ตามใจชอบ และบางครั้งอาจมีเครื่องเคียงอย่างอื่นเพิ่มด้วย
อำหำรยอดนิยมของพม่ำ
หล่าเพ็ด (Lahpet) เป็นอาหารยอดนิยมของพม่า โดยการนาใบชาหมักมาทานกับเครื่องเคียง เช่น
กระเทียมเจียว ถั่วชนิดต่าง ๆ งาคั่ว กุ้งแห้ง ขิง มะพร้าวคั่ว เรียกได้ว่า มีลักษณะคล้ายคลึงกับเมี่ยงคา
ของประเทศไทย ซึ่งหล่าเพ็ดนี้ จะเป็นเมนูอาหารที่ขาดไม่ได้ในโอกาสพิเศษหรือเทศกาลสาคัญ ๆ ของ
ประเทศพม่า โดยกล่าวกันว่า หากงานเลี้ยง หรืองานเฉลิมฉลองใด ไม่มีหล่าเพ็ด จะถือว่าการนั้นเป็น
งานที่ขาดความสมบูรณ์ไปเลยทีเดียว
91
ใบงำนที่ 6
เรื่อง อำหำรประจำชำติของประเทศสมำชิกอำเซียน
สำระกำรเรียนรู้สังคมและวัฒนธรรม
2. ให้นักเรียนหาข้อมูลว่านอกจากอาหารที่เป็นเอกลักษณ์ในแต่ละชาติแล้ว ในแต่ประเทศมีสิ่งที่นักเรียน
ควรเรียนรู้เพื่อเตรียมพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียน มีสิ่งที่เหมือนและแตกต่างกันหรือไม่อย่างไร โดยทา
เป็นแผนผังมโนทัศน์
92
ใบควำมรู้ 7
เรื่องเศรษฐกิของอำเซียน
สำระกำรเรียนรู้สังคมและวัฒนธรรม
จุดประสงค์กำรเรียนรู้
1.นักเรียนสามารถอธิบายเรื่องเศรษฐกิของอาเซียนได้
KPA แบบทดสอบอัตนัย
ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน
ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน มีวัตถุประสงค์เพื่อทาให้ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีความมั่นคง มั่ง
คั่ง และสามารถแข่งขันกับภูมิภาคอื่น ๆ ได้โดย
1. มุ่งให้เกิดการไหลเวียนอย่างเสรีของสินค้า บริการ การลงทุน เงินทุน การพัฒนาทางเศรษฐกิจ การลด
ปัญหาความยากจน และการเหลื่อมล้าทางสังคม
2. ทาให้อาเซียนเป็นตลาดและฐานการผลิตเดียว (single market and production) โดยจะเริ่มกลไกและ
มาตรการใหม่ๆ ในการปฏิบัติตามข้อริเริ่มทางเศรษฐกิจที่มีอยู่แล้ว
3. ให้ความช่วยเหลือแก่ประเทศสมาชิกใหม่ของอาเซียน เพื่อลดช่องว่างการพัฒนาและช่วยให้ประเทศ
เหล่านี้เข้าร่วมกระบวนการรวมตัวทางเศรษฐกิจของอาเซียน
93
4. ส่งเสริมความร่วมมือในนโยบายการเงินและเศรษฐกิจมหภาค ตลาดการเงิน และตลาดทุน การ
ประกันภัยและภาษีอากร การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการคมนาคม พัฒนาความร่วมมือด้าน
กฎหมาย การเกษตร พลังงาน การท่องเที่ยว การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์โดยการยกระดับการศึกษา
และการพัฒนาฝีมือแรงงาน
ความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ
1. ความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ
ความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและการพัฒนาของอาเซียน ถือเป็นหนึ่งในเป้าหมายหลักที่ผู้นาประเทศ
สมาชิกตัดสินใจรวมตัวกันเป็นอาเซียน ปัจจุบันอาเซียนมีความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ที่เรียกได้ว่า
ครอบคลุมทุกสาขา ไม่ว่าจะเป็นการค้าและการลงทุน การท่องเที่ยว อุตสาหกรรม การเงิน พลังงาน การ
ต่อสู้กับความยากจน ไปจนถึงการเชื่อมโยงเครือข่ายคมนาคมของประเทศสมาชิก โดยมีเป้าหมายเพื่อ
ส่งเสริมให้อาเซียนเป็นตลาดและฐานการผลิตเดียว มีการเคลื่อนย้ายทุน สินค้า บริการ การลงทุน
แรงงานฝีมือระหว่างประเทศสมาชิกโดยเสรี ส่งเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของอาเซียน ลด
ช่องว่างของระดับการพัฒนาของประเทศสมาชิกอาเซียน สร้างความกินดีอยู่ดีและส่งเสริมให้อาเซียน
สามารถรวมตัวเข้ากับประชาคมโลกได้ อย่างไม่อยู่ในภาวะที่เสียเปรียบ
ในด้านการค้า ประเทศสมาชิกอาเซียนได้จัดตั้งเขตการค้าเสรีอาเซียน (ASEAN Free Trade Area :
AFTA) ในพ.ศ. 2535 ตามข้อเสนอของนายอานันท์ ปันยารชุน นายกรัฐมนตรี ในสมัยนั้น เพื่อเป็นกลไก
ช่วยขยายการค้าระหว่างประเทศสมาชิก และดึงดูดการลงทุน จากภายนอกจนถึง พ.ศ. 2551 ประเทศ
สมาชิกอาเซียน 6 ประเทศที่เข้าเป็นสมาชิกก่อน ได้แก่ ประเทศไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์
สิงคโปร์ และบรูไนดารุสซาลาม ได้ลดภาษีสินค้าในกรอบ AFTA ทุกรายการลงเหลือร้อยละ 0-5 แล้ว
ในขณะที่ประเทศที่เข้าเป็นสมาชิกอาเซียนทีหลังได้แก่ เวียดนาม ลาว พม่า และกัมพูชา มีกาหนดต้อง
ลดภาษีสินค้าลงเหลือร้อยละ 0-5 ใน พ.ศ. 2558
ด้านการค้าบริการ ประเทศสมาชิกอาเซียนได้ทยอยเปิดเสรีมากขึ้นเรื่อยๆ โดยมุ่งเน้น ใน 7 สาขาหลัก
คือ การเงิน ขนส่งทางทะเล ขนส่งทางอากาศ การสื่อสารโทรคมนาคม การท่องเที่ยว ก่อสร้าง และ
บริหารธุรกิจ
ด้านการลงทุน ประเทศสมาชิกอาเซียนได้ดาเนินความร่วมมือในการส่งเสริมการลงทุนครอบคลุมสาขา
การผลิต เกษตร ประมง ป่าไม้ เหมืองแร่ และการบริการที่เกี่ยวข้องกับ 5 สาขาดังกล่าว
ด้านอุตสาหกรรม อาเซียนมีความตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมของอาเซียน (ASEAN
94
Industrial Cooperation : AICO) ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันให้กับสินค้า
อุตสาหกรรมของอาเซียน โดยสนับสนุนการแบ่งการผลิตในภูมิภาค ลดต้นทุนการผลิต โดยการลดภาษี
นาเข้าสินค้าสาเร็จรูป กึ่งสาเร็จรูป และวัตถุดิบ ความร่วมมือของอาเซียนในเรื่องนี้เป็นประโยชน์อย่าง
มากกับอุตสาหกรรมการผลิตและประกอบรถยนต์ของประเทศสมาชิกอาเซียน การมีความร่วมมือกันทาง
เศรษฐกิจของอาเซียนมีประโยชน์หลายประการ เช่น
1. ช่วยลดต้นทุนการผลิตและมีการเคลื่อนย้ายสินค้าบริการและการลงทุนภายในประเทศสมาชิกอย่าง
สะดวกมากยิ่งขึ้น
2. ช่วยลดการพึ่งพาตลาดในประเทศที่สาม อันเนื่องมาจากการขยายตัวของการค้าภายในภูมิภาค
โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่มที่อาเซียนมีศักยภาพและสามารถผลิตได้เองในระดับมาตรฐานสากล อาทิ
ผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ ผลิตภัณฑ์ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ และผลิตภัณฑ์ด้านสุขภาพและ
เครื่องสาอาง
3. ช่วยสร้างอานาจการต่อรองของอาเซียนกับกลุ่มเศรษฐกิจอื่น ๆ
4. ช่วยเพิ่มสวัสดิการและยกระดับความเป็นอยู่ของผู้บริโภคภายในประเทศสมาชิกอาเซียนให้ดียิ่งขึ้น
เนื่องจากผู้บริโภคสามารถเลือกสรรสินค้าต่าง ๆ ได้หลากหลายมากยิ่งขึ้น ในราคาที่ถูกลงแต่คุณภาพสูง
ขึ้น
5. ช่วยให้เกิดการพัฒนาทางเศรษฐกิจของแต่ละประเทศสมาชิก อันนามาซึ่งชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น
ใน พ.ศ. 2545 ผู้นาประเทศอาเซียนได้เห็นชอบร่วมกันให้จัดตั้ง “ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน” เพื่อให้
การรวมตัวกันทางเศรษฐกิจของอาเซียนมีเป้าหมายที่ชัดเจนยิ่งขึ้น ขณะนี้ประเทศ สมาชิกอาเซียนกาลัง
อยู่ในระหว่างดาเนินการให้บรรลุเป้าหมายการเป็นประชาคมเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นหนึ่งในสามเสาหลักของ
การจัดตั้งประชาคมอาเซียนภายในปีเป้าหมาย พ.ศ. 2558
ประเทศไทยกับอาเซียน
สานักการประชาสัมพันธ์ต่างประเทศ กรมประชาสัมพันธ์
2. เขตการค้าเสรีอาเซียน (ASEAN Free Trade Area : AFTA)
เพื่อให้ประเทศในกลุ่มประชาคมอาเซียนได้บรรลุวัตถุประสงค์ด้านความเจริญเติบโตและความร่วมมือ
ทางด้านเศรษฐกิจ เขตการค้าเสรีอาเซียน หรือ AFTA ซึ่งเป็นคาย่อมาจากคาว่า ASEAN Free Trade
Area จึงถูกก่อตั้งขึ้นในการประชุมผู้นาอาเซียน (ASEAN Summit) ในปี พ.ศ. 2535 โดยได้รับการลง
95
นามในสิงคโปร์ เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2535 ประเทศในกลุ่มประชาคมอาเซียนได้เข้าร่วมในข้อตกลงเขต
การค้าเสรีในช่วงปีต่างๆ ดังนี้ ปี พ.ศ. 2538 ประเทศบรูไน อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์
ไทย และ เวียดนาม
ปี พ.ศ. 2540 ประเทศลาว พม่า ปี พ.ศ. 2542 ประเทศกัมพูชา
เขตการค้าเสรีเป็นข้อตกลงโดยสมาชิกกลุ่มอาเซียนซึ่งกังวลต่อผลิตภัณฑ์หัตถกรรมท้องถิ่นของตนเอง
เกี่ยวกับการตลาดและคุณภาพของสินค้า เขตการค้าเสรีเป็นการลดภาษีศุลกากรเพื่อให้สินค้าภายใน
อาเซียนเกิดการหมุนเวียน การก่อตั้งเขตการค้าเสรีมีวัตถุประสงค์ดังนี้
1. เพิ่มปริมาณการค้าภายในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
2. สร้างแรงดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศในภูมิภาคให้มากขึ้น
3. ทาให้ภูมิภาคอาเซียนเป็นฐานการผลิตที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันระดับโลกการดาเนินการ
ของเขตการค้าเสรีอาเซียนนาไปสู่การอานวยความสะดวกต่อการค้าภายในภูมิภาคอาเซียน โดยการ
ปรับกระบวนการด้านตรวจคนเข้าเมือง ภาษี และลดอุปสรรคอันเกิดจากมาตรการกีดกันทางการค้า ดังนี้
1. ปรับขั้นตอนการตรวจคนเข้าเมืองให้สอดคล้องกัน
2. ปรับ Tariff Nomenclature ให้สอดคล้องกัน
3. ให้ประเทศสมาชิกปฏิบัติตาม GATT Valuation Agreement
4. อานวยความสะดวกพิธีการตรวจคนเข้าเมืองด้วย Green Lane
5. ยกเลิกค่าธรรมเนียมการตรวจคนเข้าเมือง
6. ปรับมาตรฐานผลิตภัณฑ์และการตรวจประเมินเพื่อการรับรองของประเทศสมาชิก ให้สอดคล้องกัน
7. จัดทาความตกลงว่าด้วยการยอมรับร่วม
96
ใบงำนที่ 7
เรื่อง เศรษฐกิของอำเซียน
สำระกำรเรียนรู้ สังคมและวัฒนธรรม
ให้นักเรียนจับคู่ว่าคาถมกับคาตอบใดที่มีความสัมพันธ์กันแล้วตอบคาถามในกระดาษคาตอบ
คำถำม
คำถำม คำตอบ
1. การค้าเสรี 1. การค้าขายที่ไม่มีการกีดกันด้านภาษี
อากร
2. เขตการค้าเสรีอาเซียน 2. AFTA
3. ผลดีของการค้าเสรี 3. ผู้บริโภคสามารถซื้อสินค้าที่มีคุณภาพ
ในราคาไม่แพง
4. AFTA 4. ASEAN Free Trade Area – AFTA
5. ประเทศในประชาคมอาเซียน 5. ปี พ.ศ.2535
6. จุดมุ่งหมายของ AFTA 6. ส่งเสริมการค้าและลดต้นทุนการผลิต
สินค้าอุตสาหกรรมในกลุ่มอาเซียน
7. สินค้าอุปโภคที่เข้ามาจาหน่ายและ
นักเรียนรู้จักมาจากประเทศใดมากที่สุด
7. ประเทศจีน
8. สินค้าอุปโภคที่นาเข้าจากต่างประเทศ
จานวนมาก
8. เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์
9. คาว่าเสรี 9. การกระทาใด ๆ ที่ไม่ทาให้ผู้อื่น
เดือดร้อน
10. ASEAN 10. ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
97
กระดำษคำตอบ
คำถำม คำตอบ เหตุล
98
ใบควำมรู้ 8
เรื่องเศรษฐกิจพอเพียงได้
สำระกำรเรียนรู้สังคมและวัฒนธรรม
จุดประสงค์กำรเรียนรู้
1.นักเรียนสามารถอธิบายเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงได้
KPA เรียงความเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงในแบบของตนเอง
เรื่องหลักปรัชญำของเศรษฐกิจพอเพียง
แนวคิดหลัก
เป็นปรัชญาที่ชี้ถึงแนวทางการดารงอยู่และปฏิบัติตนของประชาชนทุกระดับให้ดาเนินไปในทางสาย
กลางโดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อให้ก้าวทันต่อโลกยุคโลกาภิวัตน์
เป้ ำหมำย
มุ่งให้เกิดความสมดุลและความพร้อมต่อการรองรับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและกว้างขวางทั้งทาง
วัตถุสังคมสิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรมจากโลกภายนอกได้เป็นอย่างดี
หลักกำร
ความพอเพียงหมายถึงความพอประมาณความมีเหตุผลการสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีในตัวพอสมควรต่อการมี
ผลกระทบใดๆอันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทั้งภายนอกและภายใน
เงื่อนไขพื้นฐาน ( ความรู้คู่คุณธรรม )
- ต้องอาศัยความรอบรู้ความรอบคอบและความระมัดระวังอย่างยิ่งในการนาวิชาการต่างๆมาใช้ในการ
วางแผนละการดาเนินการทุกขั้นตอน
- การเสริมสร้างจิตใจของคนในชาติให้มีจิตสานึกในคุณธรรมความซื่อสัตย์สุจริตและให้มีความรอบรู้
ที่เหมาะสมดาเนินชีวิตด้วยความอดทนความเพียรมีสติปัญญาและความรอบคอบ
99
แผนภาพหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
ทางสายกลาง
พอประมาณ
มีเหตุผล มีภูมิคุ้มกัน
ความรู้ คุณธรรม
รอบรู้ รอบคอบ ระมัดระวัง ซื่อสัตย์ สุจริต ขยัน อดทน สติปัญญารอบรู้ แบ่งปัน
หลักปรัชญำของเศรษฐกิจพอเพียง
1. เป็นวิถีการดาเนินชีวิตที่ใช้คุณธรรมนาความรู้
2. เป็นการพัฒนาตนเองครอบครัวองค์กรชุมชนสังคมประเทศชาติให้ก้าวหน้าไปพร้อมกับความสมดุล
มั่นคง
3. เป็นหลักปฏิบัติเพื่อให้อยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขระหว่างคนกันในสังคมและคนกับธรรมชาติอย่างยั่งยืน
การประยุกต์ใช้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
พื้นฐานคือพึ่งตนเองเป็นหลักทาอะไรอย่างเป็นขั้นตอนรอบคอบระมัดระวัง
พิจารณาถึงความพอดีพอเหมาะพอควรสมเหตุสมผลและพร้อมรับความเปลี่ยนแปลงในด้านต่างๆการ
สร้างความสามัคคีให้เกิดขึ้นบนพื้นฐานของความสุมดุลในแต่ละสัดส่วนแต่ละระดับครอบทั้งด้าน
เศรษฐกิจสังคมเทคโนโลยีทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมรวมถึงจิตใจและวัฒนธรรม
การประยุกต์ใช้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
1. โดยพื้นฐานก็คือการพึ่งตนเองเป็นหลักการทาอะไรอย่างเป็นขั้นตอนรอบคอบระมัดระวัง
2. พิจารณาถึงความพอดีพอเหมาะพอควรความสมเหตุสมผลและการพร้อมรับความเปลี่ยนแปลง
3. การสร้างสามัคคีให้เกิดขึ้นบนพื้นฐานของความสมดุลในแต่ละสัดส่วนแต่ละระดับ
4. ครอบคลุมทั้งทางด้านจิตใจสังคมเทคโนโลยีทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมรวมทั้งเศรษฐกิจ
การประยุกต์ใช้เศรษฐกิจพอเพียงในด้านต่างๆ
เงื่อนไข
100
ด้ำนจิตใจ
มีจิตใจเข้มแข็งพึ่งตนเองได้มีจิตสานึกที่ดีเอื้ออาทรประนีประนอมนึกถึง
ผลประโยชน์ส่วนรวมเป็นหลัก
ด้ำนสังคม
ช่วยเหลือเกื้อกูลกันรู้รักสามัคคีสร้างความเข้มแข็งให้ครอบครัวและชุมชน
ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
รู้จักใช้และจัดการอย่างฉลาดและรอบคอบเลือกใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดความ
ยั่งยืนสูงสุด
ด้ำนเทคโนโลยี
รู้จักใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมสอดคล้องกับความต้องการและสภาพแวดล้อมพัฒนา
เทคโนโลยีจากภูมิปัญญาชาวบ้านก่อให้เกิดประโยชน์กับคนหมู่มาก
101
ใบงำนที่ 8
เรื่องเศรษฐกิจพอเพียงได้
สำระกำรเรียนรู้สังคมและวัฒนธรรม
1.ให้นักเรียนเรียงความเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงในแบบของตนเอง
…………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………..…………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………..……………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………….……………………………….
…………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………..……………………………….
102
ใบควำมรู้ 9
เรื่องกำรทำน้ำข้ำวกล้องงอก
สำระกำรเรียนรู้ กทอ. และคณิตศำสตร์
จุดประสงค์กำรเรียนรู้
1.นักเรียนสามารถทาข้าวกล้องได้
2.นักเรียนสามารถอธิบายถึงความสัมพันธ์ระหว่างการชั่งตวงให้อาหารมีรสชาตดีได้
KPA 1.ทาข้าวกล้องได้
2.เขียนอธิบายได้
ข้าวกล้องงอก (germinated brown rice หรือGABA-rice) ถือเป็นนวัตกรรมหนึ่งที่กาลังได้รับความสนใจ
เป็นอย่างมากเนื่องจากข้าวกล้องงอก (germinated brown rice) เป็นการนาข้าวกล้องมาผ่าน
กระบวนการงอกซึ่งโดยปกติแล้วในตัวข้าวกล้องเองประกอบด้วยสารอาหารจานวนมากเช่นใยอาหาร
กรดไฟติก (Phytic acid) วิตามินซีวิตามินอีและ GABA (gamma aminobutyric acid) ซึ่งช่วยป้องกัน
โรคต่างๆ เช่น มะเร็งเบาหวานและช่วยในการควบคุมน้าหนักตัวสามารถป้องกันการทาลายสมองซึ่งเป็น
สาเหตุของโรคสูญเสียความทรงจา (อัลไซเมอร์)
มารูจักข้าวกล้องกับข้าวกล้องงอกกัน
ข้ำวกล้อง
ความจริงมีข้าวกล้องมากมายที่ขายอยู่ในท้องตลาดสมัยก่อนชาวบ้านจะใช้วิธีตาด้วยมือเพื่อกระเทาะ
เปลือกจึงเรียกว่าข้าวซ้อมมือสมัยใหม่ใช้เครื่องจักรทาจึงเรียกว่าข้าวกล้องปัจจุบันข้าวทุกชนิดจะผ่าน
ขั้นตอนการขัดสีมาทั้งนั้นขึ้นอยู่กับว่าขัดมากหรือขัดน้อยถ้าขัดจนขาวใสจะกลายเป็นข้าวขาวซึ่งเป็นข้าว
พิมพ์นิยมสาหรับคนทั่วโลกแต่ถ้าขัดบ้างเล็กน้อยยังเห็นเมล็ดข้าวเป็นสีน้าตาลอยู่หรือขัดมากขึ้นอีกนิด
หนึ่งแต่เมล็ดข้าวยังคงเป็นสีน้าตาลอยู่จะเรียกกลุ่มนี้ว่าข้าวกล้องทั้งหมดซึ่งมันก้อมาจากข้าวในพันธุ์
กลุ่มเดียวกันอยู่ที่ว่าจะมันเป็นพันธุ์อะไรก้อเท่านั้นเองเช่นข้าวหอมมะลิก้ออาจมีทั้งข้าวขาวและข้าว
กล้องฯลฯยังมีข้าวอีกกลุ่มหนึ่งที่มีสีเข้มเช่นข้าวหอมนิลดามีสีน้าตาลมืดจนเกือบเป็นสีดาหรือข้าวมันปูจะ
มีความมันและสีแดงเข้มข้าวกลุ่มนี้จะมีสีของเยื่อหุ้มเมล็ด (รา) ที่มีสีเข้มตามไปด้วยนอกจากนี้ยังมีข้าว
บาเลย์ข้าวโอ๊ดฯลฯซึ่งข้าวทุกชนิดถ้าผ่านการขัดสีแต่เพียงน้อยที่เรียกว่าข้าวกล้องนี้ถือมีประโยชน์ทั้งนั้น
ใครชอบแบบไหนก้อเลือกมารับประทานได้ตามสะดวก
103
วิธีทำข้ำวกล้องงอก
- นาข้าวกล้องใหม่แข่น้าทิ้งไว้ 5-10 ชั่วโมง
- เทน้าออกแล้วนาข้าวกล้องที่แช่น้าแล้วมาหมักไว้ในห่อผ้าที่ชุ่มน้าทิ้งไว้อีกประมาณ 10-24 ชั่วโมง
- นาข้าวกล้องที่ได้มาหุงหรือทาน้าข้าวกล้องงอกได้ตามใจชอบ
สูตรน้าข้าวกล้องงอก
ส่วนผสม
- ข้าวกล้องงอก 150 กรัม
- น้าสะอาด2ลิตร
- น้าตาลทราย
- นมสด
- ธัญพืชต่างๆเช่นถั่วหลืองถั่วเขียวงาดาฯลฯ
อุปกรณ์: เครื่องทาน้าเต้าหู้แบบไฟฟ้า
104
ใบงำนที่ 9
เรื่องกำรทำน้ำข้ำวกล้องงอก
สำระกำรเรียนรู้ กทอ. และคณิตศำสตร์
คาสั่ง ให้นักเรียนเขียนอธิบายถึงความสัมพันธ์ระหว่างการชั่งตวงให้อาหารมีรสชาตดีได้
…………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………..……….………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………….……………………………
…………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………
105
แบบบันทึกควำมรู้
วันที่……………………………………….
…………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………..………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………
106
6.1 กำรเรียนรู้จำกผู้เชี่ยวชำญ
บทบำทของครู พานักเรียนไปเรียนรู้ยังสถานที่จริงและได้ลงมือปฎิบัติจริง
บทบำทนักเรียน เรียนรู้จากสถานที่จริง ผู้เชี่ยวชาญ ซักถามข้อสงสัยต่างๆ จากผู้รู้
เครื่องมือ สมุดโน้ต
ชื่อโครงงานภาษาและวัฒนธรรมในอาเซียน ตอน “ปฎิบัติการตามล่าหา บาย”
ชื่อนักเรียน ......................................................................
ชื่อสถานที่ ......................................................................
วันที่ ..................เดือน.....................พ.ศ...........................
คาถาม ข้อสงสัย
1 …………………………………………..……………
2…………………………………………………………
3 …………………………………………………………
4…………………………………………………………
5 …………………………………………………………
ตอบข้อสงสัย
1…………………………………………………………
2…………………………………………………………
3.…………………………………………………………
4 …………………………………………………………
5 …………………………………………………………
107
สิ่งที่ได้เรียนรู้เพิ่มเติม
1…………………………………………………………
2…………………………………………………………
3.…………………………………………………………
4…………………………………………………………
5 …………………………………………………………
วาดรูปสิ่งที่ประทับใจหรือบันทึกสิ่งที่ประทับใจ
วาดรูปตกแต่ง
108
6.2 แลกเปลี่ยนเรียนรู้
บทบำทของครู ช่วยแนะนาและให้ความรู้นักเรียนให้รู้จักรูปแบบในการนาเสนอข้อมูลการเรียนรู้ใน
แบบต่างๆและให้นักเรียนได้เลือกรูปแบบที่ตนเองถนัดหรือสนใจ เช่น สร้างชิ้นงาน
ทา poier point presentationหรือ rosterต่างๆ
บทบำทนักเรียน สรุปความรู้ที่ตนเองเรียนมาในแต่ละกิจกรรมหรือแต่ละหัวข้อ โดยเลือกรูปแบบการ
นาเสนอผลงานในรูปแบบที่ตนเองสนใจ
เครื่องมือ นาเสนอชิ้นงาน
7. สรุปข้อมูล
บทบำทครู ครูให้ความรู้นักเรียนให้รู้จักรูปแบบในการนาเสนอ เช่นสร้างชิ้นงาน ทา power
point presentationหรือ Poster ต่างๆ
บทบำทนักเรียน สรุปความรู้ที่ตนเองเรียนมาในแต่ละกิจกรรมหรือแต่ละหัวข้อโดย
เลือกรูปแบบการนาเสนอผลงานในรูปแบบที่ตนเองสนใจ
เครื่องมือ 1. ชิ้นงานที่จะนาเสนอ
2. แบบประเมินตนเอง
109
แบบประเมินตนเอง
ภำพที่ 11 การประเมินตนเองของผู้เรียน
1.คาศัพท์เกี่ยวกับข้าวของประเทศสมาชิก
อาเซียน
2. เศรษฐกิจ
3. การแปรรูปอาหาร
4การใช้ชีวิตอย่างพอเพียง
5.การสร้างนวัตกรรมด้านการเกษตร เช่น การ
ทาน้าข้าวกล้องงอก
6.อาหารในอาเซียน
สิ่งที่ได้เรียนรู้
มีความเข้าใจเรื่องข้าวตลอดจนคความเชื่อมโยง
กับสิ่งมีชีวิต อันเนื่องจากการอยู่ร่วมกันของ
มนุษย์และการเข้าเรื่องอาเซียนและการเข้าสู่
ประชาคมอาเซียน
สิ่งที่ทาได้ดี
ต้องศึกษาเพิ่มเติมเรื่องวัฒนธรรมของประเทศ
สมาชิกอาเซียน
สิ่งที่ต้องปรับปรุง แก้ไข
สามารถนาไปต่อยอด่อความรู้ได้เพื่อสร้างองค์
ความรู้ด้านอื่น ๆ ให้มากขึ้น
สิ่งที่ต้องเรียนรู้เพิ่มเติม
ประเมิน
ตนเอง
110
8. กำรต่อยอดองค์ควำมรู้
บทบำทของครู ช่วยแนะนานักเรียนในการต่อยอดองค์ความรู้ ถามคาถามเพื่อให้นักเรียน
ได้คิดต่อยอดจากสิ่งที่ตนเองเรียนรู้มา
บทบำทนักเรียน สรุปสิ่งที่ตนเองได้เรียนรู้มาตลอดโครงงาน รู้จักเชื่อมโยงสิ่งที่ได้ เรียนรู้กับ
ชีวิตจริงและคิดต่อยอดองค์ความรู้เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อ ตนเองและสังคม
เครื่องมือ ได้เรียนรู้แบบฟอร์มบันทึกสิ่งที่ได้เรียนรู้และการต่อยอดอง
แบบฟอร์มบันทึกสิ่งที่ได้เรียนรู้และกำรต่อยอดองค์ควำมรู้
ตำรำงที่ 14 บันทึกสิ่งที่ได้เรียนรู้และการต่อยอดองค์ความรู้
สิ่งที่ได้จำกำรเรียนรู้ กำรต่อยอดองค์ควำมรู้
ภาษา ศึกษาภาษาอาเซียนด้านวงศ์คาศัพท์ต่างๆ
การงานอาชีพและเทคโนโลยี การเพิ่มมูลค่าของข้าว
การผลิต/การบริโภค/เศรษฐกิจพอเพียง การรวมกลุ่มทางเกษตรกรรม เช่น สหกรณ์
การเกษตร
วิทยาศาสตร์ ครีมน้ามันราข้าว
ผลิตภัณฑ์สมุนไพรจากข้าว
การปลูกข้าวแบบเกษตรอินทรีย์ คิดค้นนวัตกรรมช่วยในการกาจัดศัตรูพืชในการ
ปลูกข้าว
การออกแบบสูตรอาหารด้านข้าวต่าง ๆ ออกแบบสูตรอาหารได้ด้วยตนเอง
111
คำถำมชวนถก-อภิปรำย
ด้ำนวิทยำศำสตร์
1. เรามานาความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ไปประยุกต์ใช้เพื่อประโยชน์ในการปลูกข้าวได้อย่างไร
2. ระบบนิเวศกับสังคมมนุษย์เหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร
ด้ำนศิลปะดนตรี
1. เราสามารถใช้ส่วนใดของข้าวมาสร้างงานศิลปะได้จงยกตัวอย่างหรืออธิบายกระบวนการ
2. ให้นักเรียนช่วยกันแต่งเพลงที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับข้าวส่วนประกอบของข้าวหรือการทานาโดยใช้ทานอง
เพลงที่นักเรียนรู้จัก
ด้ำนคณิตศำสตร์
1. ให้นักเรียนหาวิธีตวงข้าวชนิดต่างๆโดยใช้วัสดุที่หาได้ใกล้ตัวหรือกาหนดมาตราส่วนรูปแบบใหม่
2. ความสูงของข้าวแต่ละชนิดมีความแตกต่างกันหรือไม่เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น
ด้ำนกอท.
1. เครื่องสีข้าวมีมาตั้งแต่เมื่อไหร่ใครเป็นผู้คิดค้นนักเนียนสามารถผลิตเครื่องมือเหล่านั้นได้หรือไม่
2. วัสดุใดที่นามาทาเครื่องสีข้าวได้จงยกตัวอย่างและอธิบาย
3. การเก็บเกี่ยวผลผลิตแบบใดที่ให้ปริมาณและคุณภาพของข้าวได้ดีที่สุดจงอภิปราย
ด้ำนภำษำไทย
1. ทาไมภาษาแต่ละถิ่นแตกต่างกัน
2. เรามีแนวทางการเรียนรู้ภาษา ต่างประเทศอย่างไร
3. การศึกษาคาศัพท์มีความสาคัญอย่างไรต่อการศึกษาภาษา
4. เป็นได้หรือไม่ว่าภาษาไทยจะเป็นภาษาราชการในประชาคมอาเซียน
ด้ำนสังคมและวัฒนธรรม
1. การศึกษาสังคมและวัฒนธรรมมีประโยชน์ในการอยู่ร่วมกันในประชาคมอาเซียนอย่างไร
2. ในระบบเศรษฐกิจที่เป็นสังคมนิยม เราจะสร้างนวัตกรรมใดที่เป็นเอกลักษณ์มาจากประเทศไทยและ
วัฒนธรรมไทยได้บ้าง
3. เราจะใช้แนวปรัญญาเศรษฐกิจพอเพียงในการดาเนินชีวิตได้อย่างไร และประยุกต์ใช้ในเรื่องใดได้บ้าง
112
Matrix สำหรับกำรประเมินผลกำรจัดกำรเรียนกำรสอนให้เป็นไปตำมกรอบโครงสร้ำงในโครงกำรวิจัยนี้ระดับปฐมวัย
ขั้นที่
กระบวนกำรจัดกำรเรียนกำรสอน/ทักษะ
ที่ได้รับ
ทักษะชีวิต
ทักษะ
อำชีพ
องค์ควำมรู้ กระบวนกำรเรียนรู้เพื่อพัฒนำร่ำงกำยและจิตใจ
การริเริ่มและกากับดูแล
การสื่อสารและทางานเป็น
ทีม
หัตถกรรม-คหกรรม-
เกษตรกรรม
ตนเอง(ร่างกายและจิตใจ)
สิ่งแวดล้อมรอบตัว
รูปทรง(เรขาคณิต)
ภูมิใจในความเป็นไทย
ฝึกฝนและพัฒนา
ตนเองอย่างสม่าเสมอ
สุนทรีย
1 เตรียมครู
2 สำรวจชุมชนหำแรงบันดำลใจ x x x
3 ระดมควำมคิด x x x
4 วิเครำห์จำแนกแยกแยะข้อมูลที่ถุกต้อง x
5 ออกแบบกำรเรียนรู้ร่วมกัน
6
ลงมือปฏิบัติ
x x x x x x x6.1 หาข้อมูล-ทดลอง-สร้างชิ้นงานจริง
6.2 เรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญจริง x x x x x x x
6.3 แลกเปลี่ยนเรียนรู้ x x x x x x x x
7 สรุปข้อมูลองค์ควำมรู้ x
8 ต่อยอดองค์ควำมรู้ x x
113
Matrix สำหรับกำรประเมินผลกำรจัดกำรเรียนกำรสอนให้เป็นไปตำมกรอบโครงสร้ำงในโครงกำรวิจัยนี้ระดับช่วงชั้นที่ 1
ขั้นที่
กระบวนการจัดการเรียนการสอน/
ทักษะที่ได้รับ
ทักษะชีวิต ทักษะอาชีพ องค์ความรู้ กระบวนการเรียนรู้เพื่อพัฒนาร่างกายและจิตใจ
สร้างสรรค์นวัตกรรม
คิดวิพากษ์และการแก้ปัญหา
การสื่อสารและทางานเป็นทีม
หัตถกรรม-คหกรรม-เกษตรกรรม
บริหารจัดการ
สมรรถนะด้านสารสนเทศ
การอ่าน-เขียน
คิด-คานวณ
วิทย์,คณิต,เทคโนโลยี
สุขศึกษา
การคิดตรรกะพื้นฐาน
ภูมิใจในความเป็นไทย
เคารพความคิดที่แตกต่าง
ฝึกฝนและพัฒนาตนเองอย่างสม่าเสมอ
จริยธรรม
สุนทรีย
ลงมือทาเพื่อนาไปสู่การเปลี่ยนแปลง
มีจิตวิจารณญาณที่สามารถแยกแยะสิ่งที่ดี
และไม่ดีเพื่อนาไปใช้ได้
1 เตรียมครู
2 สารวจชุมชนหาแรงบันดาลใจ x x x x x x
3 ระดมความคิด x x x x x x
4 วิเคราห์จาแนกแยกแยะข้อมูลที่ถุกต้อง x x x
5 ออกแบบการเรียนรู้ร่วมกัน
6
ลงมือปฏิบัติ
x x x x x x x x x x x x x6.1 หาข้อมูล-ทดลอง-สร้างชิ้นงานจริง
6.2 เรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญจริง x x x x x x x x x x x
6.3 แลกเปลี่ยนเรียนรู้ x x x x x x x x x x x x x x
7 สรุปข้อมูลองค์ความรู้ x x x x x
8 ต่อยอดองค์ความรู้ x x x x x x
114
Matrix สำหรับกำรประเมินผลกำรจัดกำรเรียนกำรสอนให้เป็นไปตำมกรอบโครงสร้ำงในโครงกำรวิจัยนี้ระดับช่วงชั้นที่ 2
ขั้นที่
กระบวนการจัดการเรียนการสอน/
ทักษะที่ได้รับ
ทักษะชีวิต ทักษะอาชีพ องค์ความรู้ กระบวนการเรียนรู้เพื่อพัฒนาร่างกายและจิตใจ
สร้างสรรค์นวัตกรรม
คิดวิพากษ์และการแก้ปัญหา
การสื่อสารและทางานเป็นทีม
ความยืดหยุ่นและการปรับตัว
ทักษะด้านสังคมและทักษะข้าม
วัฒนธรรม
หัตถกรรม-คหกรรม-เกษตรกรรม
เทคโนโลยี-อุตสาหกรรม
บริหารจัดการ
งานบริการ
ประวัติศาสตร์-ภูมิศาสตร์-
เศรษฐศาสตร์
การใช้ภาษา
คณิตศาสตร์ประยุกต์(การนาไปใช้)
วิทยาศาสตร์สุขภาพ
ภูมิใจในความเป็นไทย-อาเซียน
เคารพความคิดที่แตกต่าง
ฝึกฝนและพัฒนาตนเองอย่างสม่าเสมอ
จริยธรรม
สุนทรีย
ลงมือทาเพื่อนาไปสู่การเปลี่ยนแปลง
มีจิตวิจารณญาณที่สามารถแยกแยะ
สิ่งที่ดีและไม่ดีเพื่อนาไปใช้ได้
1 เตรียมครู
2 สารวจชุมชนหาแรงบันดาลใจ x x x x x x x x
3 ระดมความคิด x x x x x x x x
4
วิเคราห์จาแนกแยกแยะข้อมูลที่ถุ
กต้อง x x x
5 ออกแบบการเรียนรู้ร่วมกัน
6
ลงมือปฏิบัติ
x x x x x x x x x x x x x x
6.1 หาข้อมูล-ทดลอง-สร้าง
ชิ้นงานจริง
6.2 เรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญจริง x x x x x x x x x x x x x
6.3 แลกเปลี่ยนเรียนรู้ x x x x x x x x x x x x x x x x
7 สรุปข้อมูลองค์ความรุ้ x x x x x
8 ต่อยอดองค์ความรู้ x x x x x x
115
ขั้น
ที่
กระบวนการจัดการ
เรียนการสอน/
ทักษะที่ได้รับ
ทักษะชีวิต ทักษะอาชีพ องค์ความรู้ กระบวนการเรียนรู้เพื่อพัฒนาร่าง กายและจิตใจ
สร้างสรรค์นวัตกรรม
คิดวิพากษ์และการแก้ปัญหา
การสื่อสารและทางานเป็นทีม
ความยืดหยุ่นและการปรับตัว
ทักษะด้านสังคมและทักษะข้าม
วัฒนธรรม
หัตถกรรม-คหกรรม-เกษตรกรรม
เทคโนโลยี-อุตสาหกรรม
บริหารจัดการ
งานบริการ
การจัดการด้านรัฐกิจ
ประวัติศาสตร์-ภูมิศาสตร์-
เศรษฐศาสตร์
การใช้ภาษา(ภาษา-อาเซียน3ภาษา)
คณิตศาสตร์ประยุกต์(การนาไปใช้)
วิทยาศาสตร์สุขภาพ
ภูมิใจในความเป็นไทย-อาเซียน
เคารพความคิดที่แตกต่าง
ฝึกฝนและพัฒนาตนเองอย่าง
สม่าเสมอ
จริยธรรม
สุนทรีย
ลงมือทาเพื่อนาไปสู่การเปลี่ยนแปลง
มีจิตวิจารณญาณที่สามารถแยกแยะ
สิ่งที่ดีและไม่ดีเพื่อนาไปใช้ได้
1 เตรียมครู
2
สารวจชุมชนหาแรง
บันดาลใจ x x x x x x x x
3 ระดมความคิด x x x x x x x x
4
วิเคราห์จาแนกแยกแยะ
ข้อมูลที่ถุกต้อง x x x
5
ออกแบบการเรียนรู้
ร่วมกัน
6
ลงมือปฏิบัติ
x x x x x x x x x x x x x x x
6.1 หาข้อมูล-ทดลอง-
สร้างชิ้นงานจริง
6.2 เรียนรู้จาก
ผู้เชี่ยวชาญจริง x x x x x x x x x x x x x x
6.3 แลกเปลี่ยนเรียนรู้ x x x x x x x x x x x x x x x x x
7 สรุปข้อมูลองค์ความรู้ x x x x x
8 ต่อยอดองค์ความรู้ x x x x x x
Matrix สำหรับกำรประเมินผลกำรจัดกำรเรียนกำรสอนให้เป็นไปตำมกรอบโครงสร้ำงในโครงกำรวิจัยนี้ระดับช่วงชั้นที่ 3
116
ขั้น
ที่
กระบวนการจัดการเรียนการ
สอน/ทักษะที่ได้รับ
ทักษะชีวิต ทักษะอาชีพ องค์ความรู้ กระบวนการเรียนรู้เพื่อพัฒนาร่างกายและจิตใจ
สร้างสรรค์นวัตกรรม
คิดวิพากษ์และการแก้ปัญหา
การสื่อสารและทางานเป็นทีม
คความยืดหยุ่นและการปรับตัววาม
ยืดหยุ่นและการปรับตัว
ทักษะด้านสังคมและทักษะข้าม
วัฒนธรรม
หัตถกรรม-คหกรรม-เกษตรกรรม
เทคโนโลยี-อุตสาหกรรม
บริหารจัดการ
งานบริการ
การจัดการด้านรัฐกิจ
ประวัติศาสตร์-ภูมิศาสตร์-
เศรษฐศาสตร์
การใช้ภาษา(ภาษา-อาเซียน3ภาษา)
คณิตศาสตร์ประยุกต์(การนาไปใช้)
วิทยาศาสตร์สุขภาพ-จิตวิทยา
ภูมิใจในความเป็นไทย-อาเซียน
เคารพความคิดที่แตกต่าง
ฝึกฝนและพัฒนาตนเองอย่างสม่าเสมอ
จริยธรรม
สุนทรีย
ลงมือทาเพื่อนาไปสู่การเปลี่ยนแปลง
มีจิตวิจารณญาณที่สามารถแยกแยะสิ่ง
ที่ดีและไม่ดีเพื่อนาไปใช้ได้
1 เตรียมครู
2 สารวจชุมชนหาแรงบันดาลใจ x x x x x x x x
3 ระดมความคิด x x x x x x x x
4
วิเคราห์จาแนกแยกแยะข้อมูล
ที่ถุกต้อง x x x
5 ออกแบบการเรียนรู้ร่วมกัน
6
ลงมือปฏิบัติ
x x x x x x x x x x x x x x x
6.1 หาข้อมูล-ทดลอง-สร้าง
ชิ้นงานจริง
6.2 เรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญจริง x x x x x x x x x x x x x x
6.3 แลกเปลี่ยนเรียนรู้ x x x x x x x x x x x x x x x x x
7 สรุปข้อมูลองค์ความรู้ x x x x x
8 ต่อยอดองค์ความรู้ x x x x x x
Matrix สำหรับกำรประเมินผลกำรจัดกำรเรียนกำรสอนให้เป็นไปตำมกรอบโครงสร้ำงในโครงกำรวิจัยนี้ระดับช่วงชั้นที่ 4
117
บรรณำนุกรม
กระทรวงศึกษาธิการ. แนวทำงกำรบริหำรจัดกำรเรียนรู้สู่ประชำคมอำเซียน. กรุงเทพฯ, 2555.
กระทรวงศึกษาธิการ. หลักสูตรแกนกลำงกำรศึกษำขั้นพื้นฐำน พุทธศักรำช 2551. กรุงเทพฯ,
2551.
เกรียงศักดิ์เจริญวงศ์ศักดิ์,ภำพอนำคตและคุณลักษณะของคนไทยที่ประสงค์. กรุงเทพ : สานักงาน
คณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ, 2546.
คงรัฐ นวลแปง. กำรพัฒนำรูปแบบกำรเรียนกำรสอนที่ส่งเสริมจิตแห่งวิทยำกำร จิตแห่งกำร
สังเครำะห์ และจิตแห่งกำรสร้ำงสรรค์ สำหรับนิสิตปริญญำตรี คณะศึกษำศำสตร์
มหำวิทยำลัยบูรพำ. ปริญญาการศึกษาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการวิจัยและพัฒนาหลักสูตร.
มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, 2554.
คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน.รำยงำนผลกำรจัดสัมมนำกำรจัดอันดับควำมสำมำรถ
ทำงกำรแข่งขันของประเทศไทยโดย IMD. [Online], 2554.ที่มา:http://www.nesdb.go.th./
LinkClick.aspx?fileticket=RsZdSgi42Qc%253D&tabid=489&mid=1163
คณะกรรมการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (กพข.).ผลกำรวิเครำะห์ตัวชี้วัดและ
แนวทำงกำรจัดกำรจุดอ่อนของประเทศไทยจำกกำรจัดอันดับควำมสำมำรถในกำร
แข่งขันโดย WEF และ IMD. [Online], 2554.ที่มา:http://www.nesdb.go.th/Portals/0/home
/interest/kro52/kpc/%E020WEF&IMD.pdf
จานงค์ ทองประเสริฐ. ภำษำไทย วัฒนธรรมไทย. กรุงเทพฯ: สานักพิมพ์ดวงแก้ว, 2552.
ทิศนา แขมมณี. ศำสตร์กำรสอน: องค์ควำมรู้เพื่อกำรจัดกระบวนกำรเรียนรู้ที่มีประสิทธิภำพ.
กรุงเทพฯ: สานักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2555.
ประเวศ วะสี, มีปัญญำ รักษำทุก (ข์) โรค : ระบบกำรศึกษำที่แก้ควำมทุกข์ยำกของคนทั้งแผ่นดิน.
กรุงเทพ : ปัญญาญาณ, 2553.
ไพฑูรย์ สินลารัตน์, สัตตศิลำ หลักเจ็ดประกำรสำหรับกำรเปลี่ยนผ่ำนกำรศึกษำเข้ำสู่ยุค
เศรษฐกิจ
118
วิจารณ์ พานิช. วิถีกำรเรียนรู้เพื่อศิษย์ในศตวรรษที่ 21. กรุงเทพฯ: มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์, 2555.
สานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ. ปรัชญำของเศรษฐกิจพอเพียง.
กรุงเทพฯ: สานักพิมพ์ 21 เซนจูรี, 2550.
สานักงานรับรองมาตราฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา. สรุปผลกำรประเมินคุณภำพภำยนอก
สถำนศึกษำระดับกำรศึกษำขั้นพื้นฐำน รอบสอง ระยะ 4 ปี(พ.ศ. 2549-2552). [Online],
http://www.onesga.or.th.
สานักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ. แผนพัฒนำกำรศึกษำของกระทรวงศึกษำธิกำรฉบับที่สิบเอ็ด
พ.ศ. 2555 – 2559.[Online],http://www.plan.ru.ac.th/strategy/data/education
_evelopement_55-59.pdf
สุมน อมรวิวัฒน์. วิถีกำรเรียนรู้ : คุณลักษณะที่คำดหวังในช่วงวัย. กรุงเทพฯ: สานักงาน
คณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ, 2546.
Bellanca, James and Brandt, Ron.21st
Century Skills :Rethinking How Students Learn. USA:
Solution Tree Press, 2010.
Gardner Howard, Five Minds for the Future.USA: Harvard Business Press, 2008.
Ministry of Education Singapore.Nurturing Our Young for the Future: Competencies for 21st
Century. [Online], 2010.Source : http://www.moe.gov.sg/committee-of-supply-
debate/files/nurturing-our-young. pdE.
Toffler Alvin. The Third Wave. USA: Global Brain Publication, 1980.
United States Agency for International Development.ASEAN Curriculum Sourcebook.[Online],
2012. Source :http://www.vnseameo.org/zakir/ASEAN_Curriculum_Sourcebook.pdf
119
120

คู่มือครู

  • 1.
  • 2.
    2 คำนำ ด้วยความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว รุนแรง ของโลกในปัจจุบันนิสัยใฝ่เรียนรู้จึงเป็นสิ่งที่สาคัญ มากต่อการรับมือกับต่อภาวะการแข่งขันทั้งทางด้านสังคม เศษฐกิจ และ เทคโนโลยี ทาให้การศึกษา ไม่ได้เป็นไปแค่การเรียนรู้ในห้องเรียน เพื่อศึกษาหาความรู้จากตารา เพราะความรู้ไม่สามารถเรียนรู้ได้ หมดในห้องเรียน เพราะความรู้มีมากมายมหาศาสเกินกว่าที่มนุษย์จะเรียนรู้กันได้หมด ต่อวิธีการ เรียนรู้ต่างหากที่จะสามารถนาไปพัฒนานวัตกรรมต่าง ๆ เพื่อพัฒนาตนเองและช่วยผู้อื่นต่อไป ในศตวรรษที่ 21 ประเทศไทยจาเป็นต้องค้นหายุทธศาสตร์ใหม่ในการพัฒนาระบบการศึกษา ดังที่ ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช กล่าวว่า "การศึกษาที่ถูกต้องสาหรับศตวรรษใหม่ ต้องเรียนให้บรรลุ ทักษะ คือทาได้ต้องเรียนเลย จากรู้วิชาไปสู่ทักษะในการใช้วิชาเพื่อการดารงชีวิตในโลกแห่งความเป็น จริง การเรียนจึงต้องเน้นเรียนโดยการลงมือทา หรือการฝึกฝนนั่นเอง และคนเราต้องฝึกฝนทักษะต่างๆ ที่จาเป็นตลอดชีวิต”เครื่องมือเสริมสร้างทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 จึงเป็นเครื่องมือสาคัญในการยกระดับ การเรียนรู้ร่วมกันของทั้งผู้บริหารการศึกษาครูและผู้เรียนบนฐานคิด“กระบวนการเรียนรู้สาคัญกว่า ความรู้”และ“กระบวนการหาคาตอบสาคัญกว่าคาตอบ”โดยใช้ฐานคิด“ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21” (21st Century skills) เพื่อรองรับความท้าทายและการเปลี่ยนแปลงต่างๆที่จะเกิดขึ้นกับประเทศไทยใน ศตวรรษที่ 21 การยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาและส่งเสริมการผลิตกาลังคนที่มีขีดความสามารถ ในการแข่งขันในเวทีเศรษฐกิจโลกในศตวรรษที่ 21 โดยอยู่บนพื้นฐานความเป็นไทยและฐานคิดปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียงเพื่อให้เข้าใจตัวตนความเป็นไทยอย่างเข้มแข็งก่อนเข้าสู่เวทีประชาคมอาเซียนอย่าง ยั่งยืน ดังนั้นการสร้างเครื่องมือเสริมสร้างทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 จึงได้ถูกสร้างขึ้นผ่านฐานปรัชฐญา ความคิดและกระบวนการทางการวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ของเด็กไทยให้บรรลุ“ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21” (21st Century skills) ที่เน้นทักษะการใช้ชีวิตและการเรียนรู้ตลอดชีวิต ซึ่งจะมีครูมีบทบาทหน้าที่ เป็นผู้แนะนาและทาโครงการการเรียนรู้ร่วมกันกับเด็กซึ่งเด็กจะได้ทั้งความสนุกสนานและแนวทาง การ คิดและสร้างองค์ความรู้ร่วมทั้งนวัตกรรมต่าง ๆ จากความคิดที่เปิดกว้างจากครูที่เป็นผู้เปิดโลกทัศน์นั้น ให้เด็ก เพราะเครื่องมือเป็นเพียงตัวช่วยนาทางให้ครูเท่านั้น แต่ “ความสาเร็จในการเรียนรู้ ไม่ได้อยู่ที่ เครื่องมือ หากอยู่ที่การเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้สร้างสรรค์องค์ความรู้ด้วยตนเอง” คณะผู้วิจัยเครื่องมือเสริมสร้างทักษะแห่งศตวรรษที่ 21
  • 3.
    3 สำรบัญ หน้ำ คำนำ ความเป็นมาของโครงการ………………………………………………………………… 6 วัตถุประสงค์ของการศึกษา…..………………..…………………………………………. 8 แผนการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่21ของเด็กและเยาวชนไทย เพื่อเตรียมความพร้อมสู่ประชาคมอาเซียน.......................………………………………28 คาถามชวนถก-อภิปราย………………………………………..…………………………… 112 Matrix สาหรับการประเมินผลการจัดการเรียนการสอนให้เป็นไปตาม กรอบโครงสร้างในโครงการวิจัยนี้…………………………………………………………… 113 บรรณำนุกรม
  • 4.
    4 สำรบัญตำรำง หน้ำ ตารางที่ 1 ตารางแสดงกรอบแนวคิดโครงสร้างหลักสูตรเพื่อพัฒนาคุณลักษณะ ที่พึงประสงค์ของเด็กและเยาวชนไทยในศตวรรษที่21……..………..……..………… 9 ตารางที่ 2 ตารางแสดงรายละเอียดคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของเด็กและเยาวชนไทย ในศตวรรษที่ 21……………………………….………………………………………… 15 ตารางที่ 3 เปรียบเทียบกระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้นตอน ขอล สพฐ. กับ 8 ขั้นตอนการจัดการ จัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21………………………………………………………… 29 ตารางที่ 4 ตารางแสดงบทบาทครู ......................................................................................... 31 ตารางที่ 5 ตัวอย่างการตั้งคาถามของครู…………………………………………………………. 36 ตารางที่ 6 แนวคาถามและแนวคาตอบสาหรับครู………………….……………………………. 53 ตารางที่ 7 ตารางสารวจชุมชน…………………………………………………………………... 57 ตารางที่ 8 ตารางแบบสอบถามเพื่อหาคาตอบของนักเรียน……………………………….......... 58 ตารางที่ 9 ตารางการคิดวิเคราะห์และต่อยอดองค์ความรู้.………………………………............ 60 ตารางที่ 10 ตารางสรุปความคิดของตนเอง………….…………………………......................... 61 ตารางที่ 11 ตารางบันทึกการระดมความคิดของกลุ่ม……………………….............................. 62 ตารางที่ 12 ตารางบันทึกสาระการเรียนรู้กับมาตรฐานการเรียนรู้………………...................... 64 ตารางที่ 13 ตารางบันทึกการจัดการเรียนรู้…………….……………………….……................. 66 ตารางที่ 14 ตารางบันทึกสิ่งที่ได้เรียนรู้และการต่อยอดองค์ความรู้……………………………... 111
  • 5.
    5 สำรบัญรูปภำพ หน้ำ ภาพที่ 1 แผนภาพบุคคลแห่งศตวรรษที่21……………………………..……..…………… 14 ภาพที่ 2 กระบวนการพัฒนาคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของเด็กและเยาวชน ในศตวรรษที่ 21……………………………..…….……………………………… 21 ภาพที่ 3 กระเป๋าชุดเครื่องมือเสริมสร้างทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ………………………… 22 ภาพที่ 4 หน้าจอแสดงหนังสืออิเล็คทรอนิค ………………………………………………… 24 ภาพที่ 5 หน้าจอแสดงe-Learning ………..………………………………………………… 25 ภาพที่ 6 หน้าจอแสดงตัวอย่างการทดลองทางวิทยาศาสตร์ …………………………….… 25 ภาพที่ 7 หน้าจอแสดงคลังข้อสอบ ……………………………….……………………….… 26 ภาพที่ 8 หน้าจอแสดงโปรแกรมสแคลช ……………………………………………….…… 26 ภาพที่ 9 หน้าจอแสดงโปรแกรมฟรีมายด์ ………………………………………………..… 27 ภาพที่ 10 ภาพข้อความเป้าหมายของเครื่องมือเสริมสร้างทักษะแห่งศตวรรษที่ 21……… 27 ภาพที่ 11 รูปแบบการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ……………………………………… 30 ภาพที่ 12 ตัวอย่างแผนผังมโนทัศน์ของนักเรียนหลังการระดมความคิด .......................... 43 ภาพที่ 13 ตัวอย่างแผนผังมโนภาพของครูในการเชื่อมโยง คาถามกับเนื้อหาและโครงสร้างหลักสูตร …………………………………..……… 56 ภาพที่ 14 นักเรียนวาดภาพการทานาของชุมชน ……………………………………………. 59 ภาพที่ 15 การเขียนแผนภาพมโนทัศน์เรื่องที่นักเรียนสนใจ………………..……………… 61 ภาพที่ 16 แผนภาพมโนทัศน์การบูรณาการเนื้อหาวิชากับสิ่งที่นักเรียนสนใจ……………… 63 ภาพที่ 17 การประเมินตนเองของนักเรียน …………………………………………………… 110
  • 6.
    6 บทนำ หลักกำรและเหตุผล ในปี 2546 ผู้นาประเทศในสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้(Association of Southeast Asian Nations: ASEAN) หรืออาเซียนเล็งเห็นว่าการรวมตัวเป็น ประชาคมอาเซียน (ASEAN Community: AC) จะสามารถเสริมสร้างความแข็งแกร่งและความสามารถในการแข่งขันของ ภูมิภาคต่อประชาคมโลกได้ จึงได้มีดาริที่จะรวมตัวกันก่อตั้งเป็นประชาคมอาเซียน และมีกฎบัตร อาเซียน (ASEAN charter) และกรอบข้อตกลงอาเซียน (ASEAN Blueprint) เป็นแนวทางในการ ร่วมกันพัฒนาภายในปี 2558 โดยประชาคมอาเซียนประกอบด้วย 3 เสาหลัก ได้แก่ ประชาคม การเมืองและความมั่นคงอาเซียน (ASEAN Political and Security Community – APSC) ที่มุ่งเน้น ความมั่นคงของภูมิภาคให้อยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข แก้ไขปัญหาขัดแย้งได้อย่างสันติวิธี เข้าใจในสังคม วัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ที่แตกต่าง ,ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community – AEC) ซึ่งมุ่งเน้นการผลิตและการมีตลาดการค้าและบริการ การลงทุน เงินทุนและ แรงงานที่มีความสามารถในการทางาน สามารถสร้างตลาดที่มีความสามารถในการแข่งขันกับภูมิภาค อื่น และประชาคมสังคมและวัฒนธรรม (ASEAN Socio-Cultural Community – ASCC) ที่มุ่งหวังให้ อาเซียนที่มีประชาคมเป็นศูนย์กลาง เอื้ออาทรและแบ่งปัน ยกระดับคุณภาพชีวิต ส่งเสริมการใช้ ทรัพยากรอย่างยั่งยืน และส่งเสริมอัตลักษณ์ของอาเซียน เพื่อรองรับการเป็นประชาคมอาเซียนเต็มรูปแบบในปี 2558 ประเทศต่างๆจึงมุ่งเน้นในเรื่อง ของการพัฒนาคนเป็นประเด็นสาคัญ การศึกษาจึงถูกจัดให้เป็นแกนและเครื่องมือสาคัญในการ ดาเนินการพัฒนา แต่สถานการณ์ที่ผ่านมาชี้ให้เห็นว่าระบบการศึกษาไทยอยู่ในขั้นวิกฤติด้านคุณภาพ ของผู้เรียน โดยในรอบสิบปีที่ผ่านมาคุณภาพของระบบการศึกษาไทยและความสามารถในการแข่งขัน ของประเทศมีแนวโน้มตกต่าลงอย่างต่อเนื่องเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศต่างๆ อาทิเช่น IMD World Competitiveness Yearbook 2012 พบว่า ความสามารถแข่งขันของไทยในภาพรวมลดลงเป็นอันดับที่ 30 และอันดับด้านการศึกษาก็ลดลงเป็นอันดับที่ 52 จากทั้งหมด 59 ประเทศ โดยพบว่าการศึกษาเป็น ตัวฉุดความสามารถสถาบัน(คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3,2554:Online)ส่วน World Economic Forum (WEF) 2012 ลดอันดับประเทศไทยด้านคุณภาพระบบการศึกษาลง 11 อันดับ โดยอยู่ลาดับที่ 77 จาก 142 ประเทศ นอกจากนั้น ผลการศึกษาของธนาคารโลก (2012) บ่งชี้ว่าประเทศไทยต้องเร่ง พัฒนามาตรฐานแรงงานเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจบนฐานความรู้และนวัตกรรมดรรชนีเศรษฐกิจบน ฐานความรู้ (Knowledge Economy Index: KEI) ของไทยปรับตัวลดลงในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาจากอันดับ ที่ 54 (ปี 2543) เป็นอันดับ 63 (ในปี 2552) จากทั้งหมด 132 ประเทศสาเหตุหลักมาจากปัจจัย การศึกษาและเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร(คณะกรรมการพัฒนาขีดความสามารถในการ แข่งขันของประเทศ, 2554:Online). ดังผลการศึกษาทั้งจาก IMD, WEF และ World Bank
  • 7.
    7 อย่างไรก็ดีด้วยสภาวะที่งบประมาณด้านการศึกษาใกล้ “ชนเพดาน” และปริมาณข้อมูลและ ความรู้จานวนมหาศาลที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในปัจจุบันประเทศไทยจาเป็นต้องค้นหา ยุทธศาสตร์ใหม่ในการพัฒนาระบบการศึกษาดังที่ ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช กล่าวว่า "การศึกษาที่ ถูกต้องสาหรับศตวรรษใหม่ ต้องเรียนให้บรรลุทักษะ คือทาได้ต้องเรียนเลย จากรู้วิชาไปสู่ทักษะในการ ใช้วิชาเพื่อการดารงชีวิตในโลกแห่งความเป็นจริง การเรียนจึงต้องเน้นเรียนโดยการลงมือทา หรือการ ฝึกฝนนั่นเอง และคนเราต้องฝึกฝนทักษะต่างๆ ที่จาเป็นตลอดชีวิต”(วิจารณ์ พานิช,2555:Online) ดังนั้นการจัดการเรียนรู้ที่จะช่วยพัฒนาการศึกษาของไทยในศตวรรษใหม่นี้ ต้องมีเป้าหมายใน การปรับเปลี่ยนการเรียนการสอนไปสู่กระบวนการเรียนรู้ร่วมกันของทั้งครูและผู้เรียนที่มุ่งเน้น “กระบวนการเรียนรู้สาคัญกว่าความรู้” และ “กระบวนการหาคาตอบสาคัญกว่าคาตอบ” โดยใช้ฐานคิด “ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21” (21st Century skills) ที่พัฒนาโดยองค์กรภาคีเพื่อทักษะแห่งศตวรรษที่ 21(Partnership for 21st Skills: P21.org) ซึ่งประกอบด้วย 3 ทักษะ สาคัญได้แก่ 1. ทักษะกำรเรียนรู้และนวัตกรรม มุ่งเน้นให้เกิดความสามารถในการคิดเชิงวิพากษ์ และแก้ปัญหาการสื่อสาร การสร้างความร่วมมือ การคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม 2. ทักษะชีวิตและกำรประกอบอำชีพ มุ่งเน้นให้มีความสามารถในการยืดหยุ่นและ ปรับตัวมีเป้าหมายของชีวิตและความมุ่งมั่น เข้าใจสังคมและยอมรับความแตกต่างทางวัฒนธรรมมี ศักยภาพการผลิต และยอมรับการตรวจสอบมีความเป็นผู้นาและมีความรับผิดชอบ 3.ทักษะด้ำนข้อมูลข่ำวสำร กำรสื่อสำร เทคโนโลยี มุ่งเน้นให้มีความสามารถใน การเข้าถึงสารสนเทศและสื่อต่าง ๆ ได้อย่างเหมาะสม สามารถจัดการ เชื่อมโยง ประเมินและสร้าง สารสนเทศ รวมถึงการประยุกต์ใช้เรื่องจริยธรรมและกฎหมายกับการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศได้ ด้วยเหตุนี้เครื่องมือเสริมสร้างทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 จึงเป็นเครื่องมือสาคัญในการยกระดับ การเรียนรู้ร่วมกันของทั้งผู้บริหารการศึกษา ครูและผู้เรียนบนฐานคิด “กระบวนการเรียนรู้สาคัญกว่า ความรู้” และ “กระบวนการหาคาตอบสาคัญกว่าคาตอบ” โดยใช้ฐานคิด “ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21” (21st Century skills) เพื่อรองรับความท้าทายและการเปลี่ยนแปลงต่างๆที่จะเกิดขึ้นกับประเทศไทยใน ศตวรรษที่ 21 โดยมีโจทย์ที่มีความเร่งด่วนอย่างการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน (ASEAN Community) ใน ปี 2558 เป็นเป้าหมายแรกในการทดสอบศักยภาพของฐานคิดและยุทธศาสตร์การใช้ทักษะแห่ง ศตวรรษที่ 21ดังกล่าวในการยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาและส่งเสริมการผลิตกาลังคนที่มีขีด ความสามารถในการแข่งขันในเวทีเศรษฐกิจโลกในศตวรรษที่ 21 โดยอยู่บนพื้นฐานความเป็นไทยและ ฐานคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อให้เข้าใจตัวตนความเป็นไทยอย่างเข้มแข็งก่อนเข้าสู่เวที ประชาคมอาเซียนอย่างยั่งยืน
  • 8.
    8 วัตถุประสงค์ของกำรศึกษำ เพื่อส่งเสริมการพัฒนาเครื่องมือสนับสนุนการทางานของครูและโรงเรียน ในการออกแบบ แผนการเรียนรู้เพื่อเสริมสร้างทักษะการเรียนรู้แห่งศตวรรษที่ 21สาหรับเด็กและเยาวชนไทยเพื่อ เตรียมความพร้อมสู่การเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพของประชาคมอาเซียน ซึ่งสอดคล้องกับบริบทและ หลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการและผู้เรียนก้าวทันต่อการเปลี่ยนแปลงด้านการเรียนรู้ในอนาคตโดย แบ่งออกเป็นวัตถุประสงค์ดังต่อไปนี้ 1.1.1 สังเคราะห์ชุดความรู้หลักสูตรASEAN Curriculum Sourcebook (ACS)ซึ่งจัดทาโดย สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาเครื่องมือเสริมสร้างทักษะแห่ง ศตวรรษที่ 12ของเด็กและเยาวชนไทยเพื่อเตรียมความพร้อมสู่ประชาคมอาเซียน 1.1.2 เสนอกรอบแนวคิดการพัฒนาทักษะการเรียนรู้แห่งศตวรรษที่12สาหรับเด็กและ เยาวชน ไทยเพื่อเตรียมความพร้อมสู่ประชาคมอาเซียนที่สอดคล้องกับหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน กลุ่มสาระ การเรียนรู้ 8กลุ่มสาระของกระทรวงศึกษาธิการ 1.1.3 พัฒนาเครื่องมือครูเพื่อสนับสนุนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เสริมสร้างทักษะแห่ง ศตวรรษที่ 12ของเด็กและเยาวชนไทยเพื่อเตรียมความพร้อมสู่ประชาคมอาเซียน 1.1.4 พัฒนากลยุทธ์การบริหารวิชาการในสถานศึกษาเพื่อเสริมสร้างทักษะแห่งศตวรรษที่ 21ของเด็กและเยาวชนไทยเพื่อเตรียมความพร้อมสู่ประชาคมอาเซียน จะเห็นได้ว่าความซับซ้อนที่เพิ่มขึ้นของปัญหาต่างๆ ทาให้ต้องทุ่มเทมากยิ่งขึ้นเพื่อเตรียม นักเรียนให้เป็นนักแก้ปัญหาต้องจัดหายุทธศาสตร์ที่ช่วยนักเรียนรับมือกับปัญหาการเรียนรู้จากปัญหา (Problem-based learning หรือ PBL) คือ หนึ่งในยุทธศาสตร์นั้น หลังจากได้ตารางเปรียบเทียบกรอบแนวคิด ASEAN Curriculum Sourcebook (United States Agency for International Development, 2012)ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 (Bellanca and Brandt, 2010) และหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน ปี 2544 และหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้น พื้นฐาน 2551 (กระทรวงศึกษาธิการ, 2551) แล้วจึงได้นามาสร้างเป็นกรอบแนวคิดโครงสร้าง หลักสูตรเพื่อพัฒนาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของเด็กและเยาวชนไทยในศตวรรษที่ 21โดยยึดหลักการ ตามแผนการศึกษาชาติที่เน้นการพัฒนาที่รอบด้าน ทั้งด้านร่างกาย สติปัญญา จิตใจ และการประกอบ อาชีพ ที่สังเคราะห์ร่วมกับกรณีตัวอย่างการนาทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ไปบูรณาการในชั้นเรียนได้ ข้อสรุปตามตารางต่อไปนี้
  • 9.
    9 ช่วงชั้น ทักษะชีวิต ทักษะอำชีพองค์ควำมรู้ กระบวนกำรเรียนรู้เพื่อพัฒนำร่ำงกำยและจิตใจ ป.1-3 1. การคิดวิพากษ์และการแก้ปัญหา 1.1 สามารถวิพากษ์และแก้ปัญหาง่ายๆ ได้ 2. การสื่อสารและทางานเป็นทีม 2.1 สามารถแสดงความคิดเห็น และ ยอมรับความคิดเห็นของเพื่อนร่วม งาน ได้ 2.2 รู้จักแบ่งหน้าที่และทางานที่ได้ รับ มอบหมาย 3. ความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม 3.1 สร้างสรรค์นวัตกรรม เพื่อแก้ปัญหา ในชีวิตประจาวัน 1. หัตถกรรมและคหกรรม เย็บปักถักร้อย งานสาน 2. เกษตรกรรมเลี้ยงสัตว์ 3. ผู้ประกอบการ ค้าขาย 4. เศรษฐกิจพอเพียง 1. สมรรถนะด้านสารสนเทศ 2. การอ่าน-เขียน 3. คิด-คานวณ 4. การคิดตรรกะพื้นฐาน วิทย์, คณิต, เทคโนโลยี 5. พลเมืองที่ดี 6. ด้านสุขภาพ 1. ภูมิใจในความเป็นไทย- อาเซียน 1.1 ภูมิใจในการแต่งกายเป็นไทย-อาเซียน 1.2 รู้จักประเพณีไทยในชีวิตประจาวัน-อาเซียน (อาหาร, การละเล่น, เทศกาลวันสาคัญ) 2. เคารพความคิดที่แตกต่าง 2.1 เข้าใจความคิดที่แตกต่างของเพื่อนร่วมชั้นเรียน 3. ฝึกฝนและพัฒนาตนเองอย่างสม่าเสมอ 3.1 ส่งการบ้าน (ส่งงานที่ได้รับมอบหมายได้) 4. จริยธรรม (มีน้าใจ, ความซื่อสัตย์, ขยัน, ประหยัด, มีวินัย, สามัคคี สุภาพ, อดทน อดกลั้น) 5. สุนทรีย 6. ลงมือทาเพื่อนาไปสู่การเปลี่ยนแปลง 6.1 ต้องสร้างงานต่างๆเพื่อนาไปสู่การเปลี่ยนแปลง 7. มีจิตวิจารณญาณเบื้องต้น 8. ความเสมอภาค 9. ความยุติธรรม 10. การอยู่ร่วมกันอย่างสันติและมีความสุข ตำรำงที่ 1 ตารางแสดงกรอบแนวคิดโครงสร้างหลักสูตรเพื่อพัฒนาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของ เด็กและเยาวชนไทยในศตวรรษที่ 21
  • 10.
    10 ช่วงชั้น ทักษะชีวิต ทักษะอำชีพองค์ควำมรู้ กระบวนกำรเรียนรู้เพื่อพัฒนำร่ำงกำยและจิตใจ ป. 4-6 1. คิดสร้างสรรค์นวัตกรรม 1.1 เพื่อประโยชน์ในชีวิตประจาวัน (มาจากการคิดที่อยู่ในสิ่งแวดล้อมนั้นๆ เช่น เรือถีบ ประปาใต้ดิน) 2. คิดวิพากษ์และการแก้ปัญหา 3. การสื่อสารและทางานเป็นทีม ใช้ภาษาอังกฤษ 4. ความยืดหยุ่นและสามารถปรับตัวได้ 5. ทักษะด้านสังคมและทักษะข้าม วัฒนธรรม(รู้และเข้าใจความแตกต่างของ วัฒนธรรมที่หลากหลายและปฏิบัติ ตน ได้อย่างเหมาะสม) 1. หัตถกรรมและคหกรรม (แกะสลัก, ตัดเย็บ, ทอผ้า, บาติกอย่างง่าย) 2. เทคโนโลยีสามารถใช้ โปรแกรมในการออกแบบ งานได้ 3. เกษตรกรรม (ขยายพันธุ์ พืชเลี้ยงสัตว์) 4. งานช่าง (งานไม้, งาน ก่อสร้างเบื้องต้น) 5. สถาปัตยกรรม และการ ออกแบบออกแบบของใช้ใน ชีวิตประจาวัน 6. วิศวกรรมต่อวงจรไฟฟ้า ถ่านไฟฉาย 7. ผู้ประกอบการ 8. งานบริการธุรกิจท่องเที่ยว มัคคุเทศก์ผู้ช่วย (ลูกมือ) 9. เศรษฐกิจพอเพียง วิชาการ 1. ประวัติศาสตร์, ภูมิศาสตร์, พลเมืองดี, เศรษฐศาสตร์ 2. การใช้ภาษา 3. คณิตศาสตร์ (การนาไปใช้) 4. สุขภาพ 1.ภูมิใจในความเป็นไทย- อาเซียน 1.1 ภูมิใจในการแต่งกายเป็นไทย-อาเซียน 1.2 รู้จักประเพณีไทยในชีวิตประจาวัน-อาเซียน (อาหาร, การละเล่น, เทศกาลวันสาคัญ) 2.เคารพความคิดที่แตกต่าง 2.1 เข้าใจความคิดที่แตกต่างของผู้คนและสังคม ใน อาเซียน 3.ฝึกฝนและพัฒนาตนเองอย่างสม่าเสมอ 3.1 ส่งการบ้าน (ส่งงานที่ได้รับมอบหมายได้) 4.จริยธรรม มีน้าใจ, ความซื่อสัตย์, ขยัน, ประหยัด, มีวินัย, สามัคคี, สุภาพ, อดทน 5. สุนทรีย 6.ลงมือทาเพื่อนาไปสู่การเปลี่ยนแปลง 6.1 ต้องสร้างงานต่างๆเพื่อนาไปสู่การเปลี่ยนแปลง 7.มีจิตวิจารณญาณที่สามารถแยกแยะสิ่งที่ดีและไม่ดี เพื่อ นาไปใช้ได้ 8. ความเสมอภาค 9. ความยุติธรรม 10. การอยู่ร่วมกันอย่างสันติและมีความสุข
  • 11.
    11 ช่วงชั้น ทักษะชีวิต ทักษะอำชีพองค์ควำมรู้ กระบวนกำรเรียนรู้เพื่อพัฒนำร่ำงกำยและจิตใจ ม. 1-3 1. คิดสร้างสรรค์นวัตกรรม 1.1 เพื่อประโยชน์ต่อตนเองและสังคม 2. คิดวิพากษ์และการแก้ปัญหา 2.1 คิดวิพากษ์และแก้ปัญหาของตนเอง และสังคมที่มีความหลากหลายได้ 3. การสื่อสารและทางานเป็นทีม โดยใช้ภาษาต่างประเทศและอาเซียน ตลอดจนสามารถทางานร่วมกับผู้คนใน อาเซียนได้ 4. ความยืดหยุ่นและสามารถปรับตัวได้ กับ ทุกสิ่งแวดล้อม 5.ทักษะด้านสังคมและทักษะข้ามวัฒนธรรม (ยอมรับความแตกต่างและอยู่ร่วมกันได้ สันติ สุข) 1. หัตถกรรมและคหกรรม ตัดเย็บ, ทอผ้า, บาติก 2. เทคโนโลยี (สร้างสรรค์ ชิ้นงานและใช้ โปรแกรม มัลติมีเดียได้) 3. เกษตรกรรม (ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ ทางการเกษตร) 4. งานช่าง 5. สถาปัตยกรรมและการ ออกแบบ 6. วิศวกรรม 7.ผู้ประกอบการ 8. งานบริการ 9. ข้าราชการและพนักงาน ** เน้นทักษะการสื่อสารที่เป็น ทางการได้อย่างคล่องแคล่วและ ทักษะสานักงาน 10. เศรษฐกิจพอเพียง วิชาการ 1. ประวัติศาสตร์, ภูมิศาสตร์, พลเมืองดี, เศรษฐศาสตร์ 2. การใช้ภาษา (ภาษา- อาเซียน 3 ภาษา) 3. คณิตศาสตร์ (การนาไปใช้) 4. สุขภาพ 1.ภูมิใจในความเป็นไทย- อาเซียน 1.1 ภูมิใจในการแต่งกายเป็นไทย-อาเซียน 1.2 รู้จักประเพณีไทยในชีวิตประจาวัน-อาเซียน (อาหาร,การละเล่น,เทศกาลวันสาคัญของอาเซียน) 2.เคารพความคิดที่แตกต่าง 2.1 เข้าใจความคิดที่แตกต่างของผู้คนและสังคม ใน อาเซียน 3.ฝึกฝนและพัฒนาตนเองอย่างสม่าเสมอ 3.1 มีความรับผิดชอบต่อตนเองและผู้อื่น 3.2 การใช้สุนทรีภาพเพื่อพัฒนาร่างกายและจิตใจ 4.จริยธรรม มีน้าใจ, ความซื่อสัตย์, ขยัน, ประหยัด, มีวินัย, สามัคคี, สุภาพ, อดทน 5. สุนทรียะ 6.ลงมือทาเพื่อนาไปสู่การเปลี่ยนแปลง 6.1 ต้องสร้างงานต่างๆเพื่อนาไปสู่การเปลี่ยนแปลง 7.มีจิตวิจารณญาณที่สามารถแยกแยะสิ่งที่ดีและไม่ดี เพื่อ นาไปใช้ได้ 8. ความเสมอภาค 9. ความยุติธรรม 10. การอยู่ร่วมกันอย่างสันติและมีความสุข
  • 12.
    12 ช่วงชั้น ทักษะชีวิต ทักษะอำชีพองค์ควำมรู้ กระบวนกำรเรียนรู้เพื่อพัฒนำร่ำงกำยและจิตใจ ม. 4-6 1. คิดสร้างสรรค์นวัตกรรม เพื่อประโยชน์ต่อสังคมตลอดจนประเทศชาติ และภูมิภาคอาเซียน 2. คิดวิพากษ์และการแก้ปัญหา คิดวิพากษ์และแก้ปัญหาของสังคมและ อาเซียนได้ 3. การสื่อสารและทางานเป็นทีมโดยใช้ ภาษาต่างประเทศและอาเซียนตลอดจน ภาษาในภูมิภาคเอเชียอาคเนย์ได้ 4. ความยืดหยุ่นและสามารถปรับตัวกับ ภูมิภาคและผู้คนในอาเซียนได้ 5.ทักษะด้านสังคมและทักษะข้ามวัฒนธรรม ในภูมิภาคอาเซียนและนอกเหนือจากอาเซียน ได้ 1. หัตถกรรมและคหกรรม ตัดเย็บ, ทอผ้า, บาติก 2.เทคโนโลยี (สร้างสรรค์ชิ้นงานและใช้ โปรแกรมมัลติมีเดียในระดับที่ ยากขึ้นได้) 3. เกษตรกรรม (ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ ทางการเกษตรที่ยากขึ้น) 4. งานช่าง 5. สถาปัตยกรรม และการ ออกแบบ 6. วิศวกรรม 7.ผู้ประกอบการ 8. งานบริการ 9. ข้าราชการและพนักงาน ** เน้นทักษะการสื่อสารที่เป็น ทางการได้อย่างคล่องแคล่วและ ทักษะสานักงาน 10. เศรษฐกิจพอเพียง วิชาการ 1. ประวัติศาสตร์, ภูมิศาสตร์, พลเมืองดี, เศรษฐศาสตร์ 2. การใช้ภาษา (ภาษา- อาเซียน 3 ภาษา) 3. คณิตศาสตร์ (การนาไปใช้ และการคิดประยุกต์ใช้) 4. สุขภาพและจิตวิทยา 1.ภูมิใจในความเป็นไทย- อาเซียน 1.1 ภูมิใจในการแต่งกายเป็นไทย-อาเซียน 1.2 รู้จักประเพณีไทยในชีวิตประจาวัน-อาเซียน อาหาร ของอาเซียน การละเล่น ของอาเซียน เทศกาลวันสาคัญ ของอาเซียน 2.เคารพความคิดที่แตกต่าง 2.1 เข้าใจความคิดที่แตกต่างของผู้คนและสังคม ใน อาเซียนและโลก 3.ฝึกฝนและพัฒนาตนเองอย่างสม่าเสมอ 3.1 มีความรับผิดชอบต่อตนเองและผู้อื่น 4.จริยธรรม มีน้าใจ, ความซื่อสัตย์, ขยัน, ประหยัด, มีวินัย, สามัคคี, สุภาพ, อดทน 5. สุนทรีย 6.ลงมือทาเพื่อนาไปสู่การเปลี่ยนแปลง 6.1 ต้องสร้างงานต่างๆเพื่อนาไปสู่การเปลี่ยนแปลง 7.มีจิตวิจารณญาณที่สามารถแยกแยะสิ่งที่ดีและไม่ดี เพื่อ นาไปใช้ได้ 8. ความเสมอภาค 9. ความยุติธรรม 10. การอยู่ร่วมกันอย่างสันติและมีความสุข
  • 13.
    13 หลังจากนั้นจึงมาระบุคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของเด็กในแต่ละช่วงชั้น โดยต้องพิจารณาร่วมกับ ทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญาของเพียเจต์(ทิศนา แขมมณี,2555) ซึ่งสามารถสรุปสาระสาคัญของเด็ก ในแต่ละช่วงวัยได้ดังนี้ 1. เด็กแรกเกิดถึง 2 ปี อยู่ในขั้นการพัฒนาประสาทรับรู้และการเคลื่อนไหว(Sensori-Motor Stage) เด็กจะพัฒนาการเคลื่อนไหวเป็นสาคัญ เช่น การไขว่คว้า การเคลื่อนไหว การมอง การดู เด็ก สามารถแก้ปัญหาได้แบบลองผิดลองถูก แต่ไม่สามารถอธิบายออกมาเป็นคาพูด เด็กต้องมีปฏิสัมพันธ์ กับสิ่งแวดล้อมด้วยตนเอง ซึ่งสาคัญต่อพัฒนาการด้านสติปัญญาและความคิด เด็กจะฝึกการประสานงาน ระหว่างกล้ามเนื้อมือกับสายตา และเรียนรู้จากการทาซ้าและเลียนแบบ 2. เด็กอายุ 2-7 ปี อยู่ในขั้นก่อนปฏิบัติการคิด (Preoperational Stage) แบ่งออกเป็นสองขั้น ย่อย คือ  ขั้นก่อนเกิดสังกัป(Preconceptual Stage) เป็นพัฒนาการของเด็กอายุ 2-4 ปี เป็นขั้น ที่เด็กเริ่มมีเหตุผลเบื้องต้น สามารถจะโยงความสัมพันธ์ระหว่างเหตุการณ์ 2 เหตุการณ์ หรือมากกว่ามา เป็นเหตุผลเกี่ยวโยงซึ่งกันและกัน แต่เหตุผลของเด็กวัยนี้ยังมีขอบเขตจากัดอยู่ เพราะเด็กยังคงยึด ตนเองเป็นศูนย์กลาง คือถือความคิดตนเองเป็นใหญ่ และมองไม่เห็นเหตุผลของผู้อื่น ความคิดและ เหตุผลของเด็กวัยนี้ จึงไม่ค่อยถูกต้องตามความเป็นจริงนัก นอกจากนี้ความเข้าใจต่อสิ่งต่างๆ ยังคงอยู่ ในระดับเบื้องต้น เช่น เข้าใจว่าเด็กหญิง 2 คน ชื่อเหมือนกัน จะมีทุกอย่างเหมือนกันหมด แสดงว่า ความคิดรวบยอดของเด็กวัยนี้ยังไม่พัฒนาเต็มที่ แต่พัฒนาการทางภาษาของเด็กเจริญรวดเร็วมาก  ขั้นการคิดแบบญาณหยั่งรู้ นึกออกเองโดยไม่ใช้เหตุผล)Intuitive Thought) เป็นขั้น พัฒนาการของเด็ก อายุ 4-7 ปี ขั้นนี้เด็กจะเกิดความคิดรวบยอดเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ รวมตัวดีขึ้น รู้จักแยก ประเภทและแยกชิ้นส่วนของวัตถุ เข้าใจความหมายของจานวนเลข เริ่มมีพัฒนาการเกี่ยวกับการอนุรักษ์ แต่ไม่แจ่มชัดนัก สามารถแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้โดยไม่คิดเตรียมล่วงหน้าไว้ก่อน รู้จักนาความรู้ในสิ่ง หนึ่งไปอธิบายหรือแก้ปัญหาอื่นและสามารถนาเหตุผลทั่วๆ ไปมาสรุปแก้ปัญหา โดยไม่วิเคราะห์อย่างถี่ ถ้วนเสียก่อนการคิดหาเหตุผลของเด็กยังขึ้นอยู่กับสิ่งที่ตนรับรู้ หรือสัมผัสจากภายนอก 3. ขั้นปฏิบัติการคิดด้านรูปธรรม(Concrete Operation Stage) ขั้นนี้จะเริ่มจากอายุ 7-11 ปี พัฒนาการทางด้านสติปัญญาและความคิดของเด็กวัยนี้สามารถสร้างกฎเกณฑ์และตั้งเกณฑ์ในการแบ่ง สิ่งแวดล้อมออกเป็นหมวดหมู่ได้ เด็กวัยนี้สามารถที่จะเข้าใจเหตุผล รู้จักการแก้ปัญหาสิ่งต่างๆ ที่เป็น รูปธรรมได้ สามารถที่จะเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องความคงตัวของสิ่งต่างๆ โดยที่เด็กเข้าใจว่าของแข็งหรือ ของเหลวจานวนหนึ่งแม้ว่าจะเปลี่ยนรูปร่างไปก็ยังมีน้าหนัก หรือปริมาตรเท่าเดิม สามารถที่จะเข้าใจ ความสัมพันธ์ของส่วนย่อย ส่วนรวม ลักษณะเด่นของเด็กวัยนี้คือ ความสามารถในการคิดย้อนกลับ นอกจากนั้นความสามารถในการจาของเด็กในช่วงนี้มีประสิทธิภาพขึ้น สามารถจัดกลุ่มหรือจัดการได้ อย่างสมบูรณ์ สามารถสนทนากับบุคคลอื่นและเข้าใจความคิดของผู้อื่นได้ดี
  • 14.
    14 4. ขั้นปฏิบัติการคิดด้วยนามธรรม (FormalOperational Stage) นี้จะเริ่มจากอายุ 11-15 ปี ในขั้นนี้พัฒนาการทางสติปัญญาและความคิดของเด็กวัยนี้เป็นขั้นสุดยอด คือเด็กในวัยนี้จะเริ่มคิดแบบ ผู้ใหญ่ ความคิดแบบเด็กจะสิ้นสุดลง เด็กจะสามารถที่จะคิดหาเหตุผลนอกเหนือไปจากข้อมูลที่มีอยู่ สามารถที่จะคิดแบบนักวิทยาศาสตร์ สามารถที่จะตั้งสมมุติฐานและทฤษฎี และเห็นว่าความเป็นจริงที่ เห็นด้วยการรับรู้ที่สาคัญเท่ากับความคิดกับสิ่งที่อาจจะเป็นไปได้ เด็กวัยนี้มีความคิดนอกเหนือไปกว่าสิ่ง ปัจจุบัน สนใจที่จะสร้างทฤษฎีเกี่ยวกับทุกสิ่งทุกอย่างและมีความพอใจที่จะคิดพิจารณาเกี่ยวกับสิ่งที่ไม่มี ตัวตน หรือสิ่งที่เป็นนามธรรมพัฒนาการทางการรู้คิดของเด็กในช่วงอายุ 6 ปีแรกของชีวิต ซึ่งเพียเจต์ ได้ศึกษาไว้เป็นประสบการณ์ สาคัญที่เด็กควรได้รับการส่งเสริม มี 6 ขั้น ได้แก่ (1) ขั้นความรู้แตกต่าง (Absolute Differences) เด็กเริ่มรับรู้ในความแตกต่างของสิ่งของที่มองเห็น (2)ขั้นรู้สิ่งตรงกันข้าม (Opposition) ขั้นนี้เด็กรู้ว่าของต่างๆ มีลักษณะตรงกันข้ามเป็น 2 ด้าน เช่น มี-ไม่มี ใหญ่-เล็ก (3) ขั้นรู้ หลายระดับ( Discrete Degree) เด็กเริ่มรู้จักคิดสิ่งที่เกี่ยวกับลักษณะที่อยู่ตรงกลางระหว่างปลายสุดสอง ปลาย เช่น ปานกลาง น้อย (4) ขั้นความเปลี่ยนแปลงต่อเนื่อง (Variation) เด็กสามารถเข้าใจเกี่ยวกับ การเปลี่ยนแปลงของสิ่งต่างๆ เช่น บอกถึงความเจริญเติบโตของต้นไม้ (5) ขั้นรู้ผลของการกระทา (Function) ในขั้นนี้เด็กจะเข้าใจถึงความสัมพันธ์ของการเปลี่ยนแปลง (6) ขั้นการทดแทนอย่างลงตัว (Exact Compensation) เด็กจะรู้ว่าการกระทาให้ของสิ่งหนึ่งเปลี่ยนแปลงย่อมมีผลต่ออีกสิ่งหนึ่งอย่าง ทัดเทียมกัน จากการศึกษาวิจัยกรอบแนวคิดเพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชนไทยในศตวรรษที่ 21 จากASEAN Curriculum Sourcebook (UnitedStatesAgencyforInternationalDevelopment, 2012) ทักษะแห่ง ศตวรรษที่ 12 (BellancaandBrandt, 1020) หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน 2544 หลักสูตรแกนกลาง การศึกษาขั้นพื้นฐาน 2551 (กระทรวงศึกษาธิการ, 2551) จิตแห่งอนาคต (Gardner, 1008) และทฤษฎี พัฒนาการทางสติปัญญาของเพียเจต์ (ทิศนาแขมมณี, 2555) สามารถนาเสนอออกมาเป็นแผนภาพ บุคคลแห่งศตวรรษที่ 21 ได้ดังนี้ ภำพที่ 1 แผนภาพบุคคลแห่งศตวรรษที่ 21
  • 15.
    15 ตำรำงที่ 2 แสดงรายละเอียดคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของเด็กและเยาวชนไทยในศตวรรษที่21 ช่วงชั้น คุณลักษณะอันพึงประสงค์ของเด็กและเยำวชนไทยแห่งศตวรรษที่ 21 ประถมศึกษาปีที่ 1-3  แยกแยะเรื่องราวและองค์ความรู้พื้นฐานได้อย่างมีเหตุและผล  นาความคิดไปใช้อธิบาย สื่อสารความต้องการของตนเองได้  อยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างมีความสุข  แบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบต่อตนเองและผู้อื่นได้  มีวิจารณญาณ เข้าใจสิ่งที่ควรปฏิบัติและไม่ควรปฏิบัติด้วยตนเอง  มีทักษะการเรียนรู้  ความเป็นไทย ประถมศึกษาปีที่ 4-6  แยกแยะเรื่องราวและองค์ความรู้พื้นฐานได้อย่างมีเหตุและผล  นาความคิดไปใช้อธิบาย สื่อสารความต้องการของตนเองได้  อยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างมีความสุข  แบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบต่อตนเองและผู้อื่นได้  มีวิจารณญาณ เข้าใจสิ่งที่ควรปฏิบัติและไม่ควรปฏิบัติด้วยตนเอง  มีทักษะการเรียนรู้  ความเป็นไทย ทักษะที่เพิ่มเติม  มีทักษะกระบวนการเรียนรู้ที่ดีพอที่จะประยุกต์ใช้ความรู้  นาความรู้มาประยุกต์ใช้อย่างสร้างสรรค์ เพื่อให้เกิดนวัตกรรมที่เป็น ประโยชน์ต่อตนเองและเพื่อใช้ในการแก้ปัญหา  มีคุณธรรม จริยธรรม  เข้าใจตนเองและผู้อื่น  มีทักษะการสื่อสาร  มีความสามารถในการแก้ปัญหาและการคิดเชิงวิพากษ์  เข้าใจคนต่างประเพณีและวัฒนธรรมในภูมิภาคและอาเซียน  หาความชอบและความถนัดด้านอาชีพของตนเองเพื่อนาไปประกอบ อาชีพและหาแนวทางการศึกษาต่อ  มีนิสัยใฝ่เรียนรู้ และพัฒนาตนเองอย่างสม่าเสมอ  มีวิจารณญาณในการใช้ชีวิต
  • 16.
    16 ช่วงชั้น คุณลักษณะอันพึงประสงค์ของเด็กและเยำวชนไทยแห่งศตวรรษที่ 21 มัธยมศึกษาปีที่1-3  แยกแยะเรื่องราวและองค์ความรู้พื้นฐานได้อย่างมีเหตุและผล  นาความคิดไปใช้อธิบาย สื่อสารความต้องการของตนเองได้  อยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างมีความสุข  แบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบต่อตนเองและผู้อื่นได้  มีวิจารณญาณ เข้าใจสิ่งที่ควรปฏิบัติและไม่ควรปฏิบัติด้วยตนเอง  มีทักษะการเรียนรู้  มีทักษะกระบวนการเรียนรู้ที่ดีพอที่จะประยุกต์ใช้ความรู้  นาความรู้มาประยุกต์ใช้อย่างสร้างสรรค์ เพื่อให้เกิดนวัตกรรมที่เป็น ประโยชน์ต่อตนเองและเพื่อใช้ในการแก้ปัญหา  มีคุณธรรม จริยธรรม  เข้าใจตนเองและผู้อื่น  มีทักษะการสื่อสาร  เข้าใจคนต่างประเพณีและวัฒนธรรมในภูมิภาคและอาเซียน  หาความชอบและความถนัดด้านอาชีพของตนเองเพื่อนาไปประกอบ อาชีพและหาแนวทางการศึกษาต่อ  มีนิสัยใฝ่เรียนรู้ และพัฒนาตนเองอย่างสม่าเสมอ  มีวิจารณญาณในการใช้ชีวิต  ความเป็นไทย ทักษะที่เพิ่มเติม  มีความรู้เชิงการประยุกต์ใช้และการคิดวิเคราะห์และสังเคราะห์อย่าง เชี่ยวชาญ  สื่อสารภาษาต่างๆในภูมิภาคและอาเซียนได้อย่างน้อย 3 ภาษา  สามารถทางานกับผู้อื่นได้ เคารพผู้อื่น  มีความคิดเชิงวิพากษ์และสามารถวิเคราะห์ความคิดและความชานาญ ของตนเองได้  สามารถปรับเปลี่ยนความคิด ทัศนคติ และมุมมองการใช้ชีวิตอย่างมี จริยธรรม  มีสุนทรียภาพในการดาเนินชีวิต  มีวิจารณญาณต่อสิ่งต่างๆทั้งสิ่งที่ดีและไม่ดี
  • 17.
    17 ช่วงชั้น คุณลักษณะอันพึงประสงค์ของเด็กและเยำวชนไทยแห่งศตวรรษที่ 21 มัธยมศึกษาปีที่1-3  สามารถเรียนรู้ด้วยตนเองจนมีความชานาญในสิ่งที่ตนเองรักและมี ความสุขในการใช้ชีวิต  มีความชานาญด้านองค์ความรู้ที่จะนาไปใช้ต่อยอดในการศึกษาต่อทั้ง สายสามัญและสายอาชีพ  มีทักษะอาชีพต่างๆ เพื่อนาไปประยุกต์ใช้ในการประกอบอาชีพอย่างมี คุณธรรม จริยธรรม มัธยมศึกษาปีที่ 4-6 ทักษะที่เพิ่มเติม  มีความรู้เชิงการประยุกต์ใช้และการคิดวิเคราะห์และสังเคราะห์อย่าง เชี่ยวชาญในสายการเรียนรู้ของตน  วางแผนและคิดอย่างมีเหตุผลเชิงนามธรรม เชื่อมโยงสิ่งต่างๆได้อย่าง ชานาญ  การมีคุณธรรมและจริยธรรมในการใช้องค์ความรู้  สื่อสารกับผู้คนได้อย่างเข้าใจทั้งในภูมิภาคและต่างภูมิภาค ที่มีความ ซับซ้อนทางความคิด ประเพณี และวัฒนธรรม  เคารพและเข้าใจความต่างของผู้คน  นาความรู้ไปพัฒนาและสร้างนวัตกรรมเพื่อตนเองและผู้อื่น  คิดแก้ปัญหาที่ซับซ้อนได้อย่างมีวิจารณญาณ  นาทักษะต่างๆไปต่อยอดองค์ความรู้ในระดับสูง  มีวิจารณญาณในเรื่องราวต่างๆที่เข้ามา และตัดสินใจอย่างมีคุณธรรม จริยธรรม  ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขต่อสถานการณ์และบริบทต่างๆในชีวิต  ความเป็นไทย
  • 18.
    18 จากกระบวนการดังกล่าวข้างต้นนั้นสรุปได้เป็นกรอบการวิจัยเรื่องนี้ได้การพัฒนาคุณลักษณะ และสมรรถนะอันพึงประสงค์ของเด็กและเยาวชนไทยแห่งศตวรรษที่ 21 นั้นผ่านกระบวนการเรื่อยนรู้ อย่างเป็นระบบและส่งต่อทักษะต่างๆในแต่ละช่วงชั้นอย่างต่อเนื่องที่เปรียบเสมือนฟันเฟืองที่จะ ขับเคลื่อนการพัฒนาเด็กและเยาวชนไทยให้มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์แห่งศตวรรษที่ 21 ต้อง ประสานกันระหว่างฝ่ายบริหารและครูผู้สอน ดังนี้ 1. ส่วนของผู้บริหาร ต้องมีกระบวนการที่ดี และมีหลักสูตรที่พร้อมนาไปสู่บุคคลแห่ง ศตวรรษที่ 21 ตลอดจนมีกระบวนการประเมินผลที่เที่ยงตรงและมีความเชื่อมั่น มีการจัดสิ่งแวดล้อมี่เอื้อ ต่อการเรียนรู้และสุดท้ายต้องมีการอบรมครูให้มีความพร้อมที่สร้างบุคคลแห่งศตวรรษที่ 21 โดยสรุป ดังนี้ Process Curriculum Evaluation Learning Environment Teacher training 2. ครูผู้สอนต้องมีความเข้าใจคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของเด็กและเยาวชนศตวรรษที่ 21 ตามกรอบการวิจัยนี้ ดังตารางที่ ช่วงชั้น Life skills ทักษะ ชีวิต Knowledge ควำมรู้ Process for Physical and Mental กระบวนกำร เรียนรู้เพื่อ พัฒนำ ร่ำงกำยและ จิตใจ Professiona l skills ทักษะอำชีพ ตัวบ่งชี้ ช่วงชั้นที่ 1 Interpers onal ความสัม พันธ์ ระหว่าง บุคคล Learn how to learn การ เรียนรู้ เพื่อการ เรียนรู้ Self discipline วิ นั ย ใ น ตนเอง Hand skills ทักษะการ ใช้มือ •แยกแยะเรื่องราวและองค์ความรู้พื้นฐานได้ อย่างมีเหตุและผล •นาความคิดไปใช้อธิบายสื่อสารความ ต้องการของตนเองได้ •อยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างมีความสุข •แบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบต่อตนเองและ ผู้อื่นได้ •มีวิจารณญาณเข้าใจสิ่งที่ควรปฏิบัติและไม่ ควรปฏิบัติด้วยตนเอง •มีทักษะการเรียนรู้ •ความเป็นไทย
  • 19.
    19 ช่วงชั้น Life skills ทักษะชีวิต Knowledge ความรู้ Process for Physical and Mental กระบวนกา รเรียนรู้เพื่อ พัฒนา ร่างกายและ จิตใจ Professional skills ทักษะ อาชีพ ตัวบ่งชี้ ช่วงชั้นที่2 Self- Utilization การเข้าใจ ตนเอง Literacy & Logical ความสาม ารถใน การอ่าน ออกเขียน ได้และ ตรรกะ ต่าง ๆ Systcmatic thinking การคิด อย่างเป็น ระบบและมี เหตุผล Working Skills ทักษะการ ทางาน เบื้องต้น •มีทักษะกระบวนการเรียนรู้ที่ดีพอที่จะ ประยุกต์ใช้ความรู้ •นาความรู้มาประยุกต์ใช้อย่างสร้างสรรค์ เพื่อให้เกิดนวัตกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อ ตนเองและเพื่อใช้ในการแก้ปัญหา •มีคุณธรรมจริยธรรม •เข้าใจตนเองและผู้อื่น •มีทักษะการสื่อสาร •มีความสามารถในการแก้ปัญหาและการคิด เชิงวิพากษ์ •เข้าใจคนต่างประเพณีและวัฒนธรรมใน ภูมิภาคและอาเซียน •หาความชอบและความถนัดด้านอาชีพ ช่วงชั้นที่ 3 Flexibility มีความ ยืดหยุ่น Application Academic for Asean life การ ประยุกต์ ใช้และ การเข้าใจ ผู้คนใน อาเซียน Pubic minded การมีจิต สาธารณะ Mangering Skills มีทักษะการ บริหาร •มีความรู้เชิงการประยุกต์ใช้และการคิด วิเคราะห์และสังเคราะห์อย่างเชี่ยวชาญ •สื่อสารภาษาต่างๆในภูมิภาคและอาเซียนได้ อย่างน้อย 3 ภาษา •สามารถทางานกับผู้อื่นได้เคารพผู้อื่น •มีความคิดเชิงวิพากษ์และสามารถวิเคราะห์ ความคิดและความชานาญของตนเองได้ •มีสามารถปรับเปลี่ยนความคิดทัศนคติและ มุมมองการใช้ชีวิตอย่างมีจริยธรรม •มีสุนทรียภาพในการดาเนินชีวิต •มีวิจารณญาณต่อสิ่งต่างๆทั้งสิ่งที่ดีและไม่ดี
  • 20.
    20 ช่วงชั้น Life skills ทักษะชีวิต Knowledge ความรู้ Process for Physical and Mental กระบวนกา รเรียนรู้เพื่อ พัฒนา ร่างกายและ จิตใจ Professional skills ทักษะ อาชีพ ตัวบ่งชี้ ช่วงชั้นที่4 Innovator เป็นนวัตกร Multidisci plinary มีความรู้ แบบ สหวิชาชีพ Cross cultural การเข้าใจ การข้าม วัฒนธรรม Coperate with Sufficiency Eco การใช้ชีวิต โดยนา ปรัชญา เศรษฐกิจ พอเพียงไป ใช้ •ความรู้เชิงการประยุกต์ใช้และการคิด วิเคราะห์และสังเคราะห์อย่างเชี่ยวชาญใน สายการเรียนรู้ของตน •วางแผนและคิดอย่างมีเหตุผลเชิงนามธรรม เชื่อมโยงสิ่งต่างๆได้อย่างชานาญ •การมีคุณธรรมและจริยธรรมในการใช้องค์ ความรู้ •สื่อสารกับผู้คนได้อย่างเข้าใจทั้งในภูมิภาค และต่างภูมิภาคที่มีความซับซ้อนทาง ความคิดประเพณีและวัฒนธรรม •สื่อสารกับผู้คนได้อย่างเข้าใจทั้งในภูมิภาค และต่างภูมิภาคที่มีความซับซ้อนทาง ความคิดประเพณีและวัฒนธรรม •เคารพและเข้าใจความต่างของผู้คน •นาความรู้ไปพัฒนาและสร้างนวัตกรรมเพื่อ ตนเองและผู้อื่น •คิด แ ก้ปัญ ห าที่ ซับ ซ้ อ น ได้อ ย่ างมี วิจารณญาณ •นาทักษะต่างๆไปต่อยอดองค์ความรู้ใน ระดับสูง •มีวิจารณญาณในเรื่องราวต่างๆที่เข้ามาและ ตัดสินใจอย่างมีคุณธรรมจริยธรรม •ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขต่อสถานการณ์และ บริบทต่างๆในชีวิต •ความเป็นไทยและนาไปปรัชญาเศรษฐกิจ พอเพียง
  • 21.
    21 จากกรอบแนวคิดดังกล่าวนั้นต้องผ่านกระบวนการเรียนการสอนที่สอดรับและครูผู้สอนต้องมี ความรู้และเข้าใจอย่างยิ่ง และสิ่งสาคัญต้องมีเครื่องมือเพื่อนาไปสู่จุดมุ่งหมายของคุณคุณลักษณะอันพึง ประสงค์ของเด็กและเยาวชนไทยในศตวรรษที่ 21ดังภาพ ภำพที่ 2 กระบวนการพัฒนาคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของเด็กและเยาวชนไทยในศตวรรษที่ 21 รูปแบบและแนวคิดกำรสร้ำงคู่มือครูที่สอดคล้องกับกำรจัดกำรเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 เมื่อได้กรอบแนวคิดจากการสังเคราะห์กรอบแนวคิดต่าง ๆ โดยได้เป็นปรัชญาข้างต้นตลอดจน ได้ข้อเสนอแนะจากเครือข่ายครูสอนดีจานวน 40 คน ผลการประชุมปฏิบัติการเพื่อรับฟังความคิดเห็น (Public Hearing) เพื่อนาไปพัฒนาชุดเครื่องมือเสริมสร้างทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ผู้วิจัยได้ออกแบบ และสร้างเครื่องมือเสริมสร้างทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ของเด็กและเยาวชนไทยเพื่อเตรียมความพร้อมสู่ ประชาคมอาเซียน โดยชุดเครื่องมือดังกล่าวเป็นชุดเครื่องมือที่ช่วยส่งเสริมครูในการออกแบบการสอน ให้มีความสอดคล้องกับการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21
  • 22.
    22 ภำพที่ 3 กระเป๋าชุดเครื่องมือเสริมสร้างทักษะแห่งศตวรรษที่21 โดยกระเป๋าชุดเครื่องมือมีโครงสร้างหลักสูตรซึ่งเน้นทักษะที่สาคัญต่อการพัฒนานักเรียนเพื่อ เตรียมความพร้อมสู่การเป็นประชาคมอาเซียนและเป็นบุคคลอันพึงประสงค์ในศตวรรษที่ 21 โดยที่ครู ผู้ใช้สามารถนาเครื่องมือนี้ ไปปรับใช้ให้เข้ากับบริบทของท้องถิ่น โดยจะสร้างเป็นกระเป๋าชุดเครื่องมือซึ่ง ภายในประกอบด้วย 4.3.1. คู่มือครูเสริมสร้ำงทักษะแห่งศตวรรษที่ 12 คู่มือครูซึ่งมีแนวคิดของโครงการการพัฒนาเครื่องมือเสริมสร้างทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ของ เด็กและเยาวชนไทยเพื่อเตรียมความพร้อมสู่ประชาคมอาเซียน พร้อมแผ่นวีดีทัศน์สื่อการเรียนรู้เกี่ยวกับ การจัดการเรียนการสอนในศตวรรษที่ 21 ด้วยตัวอย่าง การจัดการเรียนรู้ เรื่อง “ภาษาและวัฒนธรรม อาเซียน ตอน ปฏิบัติการตามล่าหาบาย” เนื่องจากภาษาและวัฒนธรรมเป็นสิ่งที่จะเข้ามาพร้อม ประชาคมอาเซียนและเป็นสิ่งสาคัญอย่างยิ่ง ในตัวอย่างนี้จึงเป็นการศึกษาเริ่มต้นจากคาศัพท์คือคาว่า “บาย” ซึ่งเป็นภาษาเขมร แปลว่า “ข้าว” โดยภายในคู่มือจะอธิบายเรื่องการบูรณาการเรื่องข้าวกับวิชา ต่าง ๆ ดังตัวอย่างในบรรณานุกรม
  • 23.
    23 4.3.2. แบบฟอร์มกำรจัดกำรเรียนรู้ (Template)ซึ่งประกอบด้วย 4.3.2.1 แบบสอบถามเกี่ยวกับความรู้ความเข้าใจของครูต่อการเป็นผู้อานวยความ สะดวกและสร้างบรรยากาศในการเรียนรู้ คือ การประเมินตนเองของครูที่จะเป็นผู้อานวยความสะดวก ว่ามีความพร้อมหรือไม่ ที่จะสร้างบรรยากาศในการเรียนรู้ 4.3.2.2 แบบฟอร์มจดหมายต่างๆ คือ จดหมายเพื่อขออนุญาตผู้ปกครอง จดหมายขอ อนุญาตผู้อานวยการโรงเรียน จดหมายเพื่อขออนุญาตเข้าดูสถานที่ และจดหมายขอความอนุเคราะห์ วิทยากร แบบฟอร์มจดหมายนี้มีไว้เพื่อความสะดวกและรวดเร็วการออกนอกสถานที่และการอนุเคราะห์ เรื่องต่าง ๆ 4.3.2.3 แบบฟอร์มคู่มือนักสารวจ คือ การออกแบบการสารวจของผู้เรียนในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อฝึกการออกแบบการวางแผนอย่างเป็นระบบ 4.3.2.4 แบบสอบถาม เตรียมความพร้อมก่อนสารวจชุมชน คือ ข้อคาถามเพื่อเตรียม ความพร้อมก่อนที่จะออกสารวจชุมชนเพื่อสร้างความเข้าใจและมีจุดประสงค์การเรียนรู้ร่วมกัน 4.3.2.5 แบบบันทึกความรู้ การสารวจชุมชน คือ แบบการเขียนบันทึกความรู้ในชุมชน เพื่อฝึกการสังเกตคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์และการเขียนสื่อสาร 4.3.2.6 แบบฟอร์มสาหรับการเขียนแผนผังมโนทัศน์ คือ แบบการเขียนภาพความคิด จากสิ่งที่ได้สารวจพบเห็นและฝึกเชื่อมโยงความคิด ทาให้เกิดการคิดอย่างเป็นระบบ 4.3.2.7 แบบฟอร์มตารางสรุปความคิดเห็นของตนเอง คือ แบบฝึกการสรุปความคิดเห็น ของตนเอง โดยการเขียน อธิบายความด้วยเหตุผล 4.3.2.8 แบบฟอร์มตารางสรุปความคิดเห็นของกลุ่ม คือ แบบฝึกการสรุปความคิดเห็น ของผู้อื่นโดยการฟังจับประเด็น การเขียนและการพูด ฝึกการรับฟังผู้อื่นและการแสดงความคิดเห็นอย่าง เป็นกัลยาณมิตร 4.3.2.9 แบบฟอร์มตารางบันทึกการแบ่งหัวข้อการเรียนรู้กับสาระวิชาต่างๆ คือ แบบ การแสดงคิดเห็นเชื่อมโยงเนื้อหาและฝึกการบูรณาการวิชาและเนื้อหาที่สนใจ โดยฝึกการคิดอย่างมีแบบ แผนและฝึกคิดกระบวนการสร้างสรรค์อย่างเป็นระบบ 4.3.2.10 แบบฟอร์มตารางบันทึกการจัดการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างครูกับนักเรียนคือ แบบแสดงความคิดเห็นที่ครูกับนักเรียนได้แสดงความคิดเห็นร่วมกันเพื่อออกการเรียนการสอนโดยให้ นักเรียนแสดงความคิดเห็นเน้น ผู้เรียนเป็นสาคัญ 4.3.2.11 แบบฟอร์มบันทึกความรู้ )สาหรับแต่ละหัวข้อที่เรียนรู้( คือ แบบการเขียนสรุป ความรู้จากการสารวจและแหล่งความรู้ต่างๆ เพื่อฝึกการเขียนและการทาความเข้าใจเนื้อหาวิชาต่าง ๆ 4.3.2.12 แบบฟอร์มใบงาน )ครูมอบหมายให้นักเรียน( คือ ใบงานที่ครูออกแบบให้ นักเรียนได้ฝึกปฏิบัติและลงมือทา เพื่อเกิดทักษะและความชานาญ อีกทั้งสร้างความเข้าใจมากยิ่งขึ้น 4.3.2.13 สมุดจดบันทึกการไปเรียนรู้นอกห้องเรียน (Field Trip Book) คือ สมุดบันทึก การเรียนรู้เมื่อออกไปทัศนศึกษาหรือเรียนรู้นอกห้องเรียน
  • 24.
    24 4.3.2.14 แบบฟอร์มประเมินตนเองของนักเรียนคือ แบบการเขียนประเมินตนเองด้าน ต่างๆ เพื่อฝึกกระบวนการพัฒนาด้านจิตใจและจริยธรรม การคิดวิเคราะห์และหาแนวทางพัฒนาตนเอง ด้าน ความรู้และทักษะชีวิต เพื่อการเข้าใจตนเองและผู้อื่น และนาไปใช้ในชีวิตและการทางานในอนาคต 4.3.2.15 แบบฟอร์มบันทึกสิ่งที่ได้เรียนรู้และการต่อยอดองค์ความรู้คือ แบบการสรุป ความคิดและการตกตะกอนทางความคิดที่ได้จากการเรียนรู้และฝึกการคิดต่อยอดองค์ความรู้ที่จะ นาไปใช้ในอนาคตได้ เช่น การประกอบอาชีพ การสร้างนวัตกรรม การศึกษาวิจัยแบบง่าย ๆ เป็นต้น 4.3.2.16 แบบฟอร์มตัวอย่าง ด้วยตัวอย่างการจัดการเรียนรู้เรื่อง “ภาษาและวัฒนธรรม อาเซียน ตอน ปฏิบัติการตามล่าหา บาย” พร้อมหนังสืออาเซียนศึกษาคือ ตัวอย่างการจัดการเรียนการ สอนเพื่อเสริมสร้างทักษะแห่งศตวรรษที่ 21เรื่อง “ข้าว”ที่ประกอบด้วยเรื่องความเป็นมาของข้าวโดยการ ทดสอบทางวิทยาศาสตร์ ความเชื่อและวัฒนธรรม ที่ประกอบด้วยประเพณีการทาขวัญข้าว การร้องเพลง เกี่ยวข้าว อาหารในอาเซียนเศรษฐกิจพอเพียงและการนาความรู้เรื่องข้าวมาผลิตเป็นนวัตกรรมและ ประกอบอาชีพ โดยการทาน้าข้าวกล้อง 4.3.2.17 แผ่นดีวีดีหนังสืออิเล็คทรอนิค 5,000 เล่ม คือ แหล่งข้อมูลเพื่อการศึกษาเรียนรู้ ในเนื้อหาวิชาต่าง ๆ เพื่อความสะดวกในการหาข้อมูลในการศึกษาและอ้างอิงเพื่อสร้างใบความรู้ของครู หรือทารายงานของนักเรียน ดังภาพ ภำพที่ 4 หน้าจอแสดงหนังสืออิเล็คทรอนิค 4.3.2.18 แผ่นดีวีดี e-Learning ประกอบด้วย 200บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน คือ โปรแกรมช่วยสอนในวิชาต่าง ๆ เพื่อให้ความสะดวกต่อครูและให้นักเรียนได้ศึกษาความรู้ด้วยตนเอง อย่างสนุกสนาน ดังภาพ
  • 25.
    25 ภำพที่ 5 หน้าจอแสดงe-Learning 4.3.2.19 แผ่นดีวีดีตัวอย่างการทดลองวิทยาศาสตร์ คือ วีดิทัศน์ในการทาการทดลอง วิทยาศาตร์เพื่อเป็นแนวทางการจัดการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ ดังภาพ ภำพที่ 6 แสดงหน้าจอตัวอย่างการทดลองวิทยาศาสตร์ 4.3.2.20 แผ่นดีวีดีคลังข้อสอบ ทุกกลุ่มสาระ 500 ชุด คือ ข้อสอบวิชาต่าง ๆ เพื่อให้ทา เป็นแบบทดสอบความรู้ในวิชาต่าง ๆ เพื่อให้นักเรียนได้ฝึกคิดวิเคราะห์และได้ทาแบบฝึกการทา แบบทดสอบ ดังภาพ
  • 26.
    26 ภำพที่ 7 แสดงหน้าจอคลังข้อสอบ 4.3.2.21แผ่นซีดีโปรแกรมสแคลช (Scratch) คือ โปรแกรมคอมพิวเตอร์ช่วยสอน สาหรับสร้างภาพการ์ตูนเคลื่อนไหวเพื่อการนาเสนอ โดยโปรแกรมนี้ถูกสร้างขึ้นภายใต้แนวคิดที่มุ่งเน้น การพัฒนาระบบสมองในระหว่างการใช้งานโปรแกรม ให้ผู้ใช้งานได้ฝึกการคิดอย่างเป็นระบบดังภาพ ภำพที่ 8 แสดงหน้าจอโปรแกรมสแคลช 4.3.2.22 แผ่นซีดีโปรแกรมฟรีมายด์ คือ โปรแกรมที่อานวยความสะดวกในการสร้างผัง มโนทัศน์หรือ Mind Map จากการระดมสมองระหว่างคุณครูและผู้เรียน เพื่อใช้วางแผนในการเรียนรู้ ให้กับผู้เรียน ดังภาพ
  • 27.
    27 ภำพที่ 9 แสดงหน้าจอโปรแกรมฟรีมายด์ บทบาทที่สาคัญที่จะทาให้ชุดเครื่องมือเสริมสร้างทักษะแห่งศตวรรษที่21 ไม่เพียงเป็น แบบฟอร์มแต่เป็นเป็นเครื่องมือเสริมสร้างนิสัยรักการพัฒนาตนเองของผู้ใช้ ทาให้ผู้ใช้เกิดความ เปลี่ยนแปลงจากภายใน ด้วย “ชุดคาถามชวนถก-อภิปราย” และเป็นประเด็นทางสังคมประเด็นหนึ่งที่จะ เป็นจุดเชื่อมให้เกิดเครือข่ายในการปฏิรูปการศึกษาที่สมาชิกคือครูผู้ปฏิบัติงานจริงดังคากล่าวที่ว่า “ความสาเร็จในการเรียนรู้ ไม่ได้อยู่ที่เครื่องมือ หากอยู่ที่การเปิดโอกาสให้ผู้เรียน ได้สร้างสรรค์องค์ ความรู้ด้วยตนเอง” ซึ่งติดอยู่ด้านหลังกระเป๋าชุดเครื่องมือ เพื่อให้ผู้ใช้ได้ตระหนักถึงความสาคัญเรื่อง การเปิดโอกาสให้ผู้เรียน ได้สร้างสรรค์องค์ความรู้ด้วยตนเอง ซึ่งเป็นสิ่งสาคัญที่สุดเพราะผู้เรียนจะเกิด ทักษะบุคคลแห่งศตวรรษที่ 21 ตามกรอบแนวคิดข้างต้นต้องเกิดจากผู้เรียนเป็นผู้สร้างเอง ภำพที่ 10 ภาพข้อความเป้าหมายของเครื่องมือเสริมสร้างทักษะแห่งศตวรรษที่ 21
  • 28.
    28 จากกรอบแนวคิดการดังกล่าวข้างต้น จึงได้ขั้นตอนการจัดการเรียนรู้เพื่อให้เกิดกระบวนการ เรียนที่เกิดจากผู้เรียนเป็นสาคัญ (Coachingand Mentoring) กล่าวคือ แนวคิการจัดการเรียนการสอน แบบ (Coaching and Mentoring) มาจากระบบการพี่เลี้ยงเป็นเครื่องมือหนึ่งของการพัฒนาบุคลากรใน องค์กรที่ได้รับความสนใจจากผู้บริหารและมีการนามาใช้ปฏิบัติแล้วในหลายๆองค์กรซึ่งเน้นการพัฒนา แบบมีส่วนร่วม (Developmental Partnership) จากบุคคลที่ต้องทาหน้าที่แลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ข้อมูลต่างๆและมุมมองส่วนบุคคลเพื่อส่งเสริมสนับสนุนและผลักดันให้อีกฝ่ายมีความพร้อม ในการทางานพร้อมที่จะเจริญเติบโตและมีความก้าวหน้าในสายอาชีพการเป็นพี่เลี้ยงจึงป็นรูปแบบของ ประสบการณ์ในการทางานของอีกฝ่ายเป็นการพัฒนาที่เน้นให้เกิดการสร้างโอกาสในการมีส่วนร่วมการ แก้ไขปัญหาและการกาหนดเป้าหมายเพื่อให้งานบรรลุผลสาเร็จตามที่ผู้บริหารต้องการซึ่งการเป็นพี่เลี้ยง เป็นการใช้ความคิดในการวิเคราะห์และการนาเสนอทิศทางที่ถูกต้องให้กับอีกฝ่ายดังนั้นรูปแบบของการ เป็นพี่เลี้ยงจึงเป็นกระบวนการของการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ของผู้ที่มีความรู้และประสบการณ์หรือที่ เรียกว่าMentor ให้กับผู้ที่มีประสบการณ์ในการทางานในองค์การนั้นหรือที่เรียกMentee การทา Mentoring จะประสบความสาเร็จได้นั้นขึ้นอยู่กับองค์กรจะต้องมีระบบการคัดเลือกประเมินคุณสมบัติ ประเมินผลการปฏิบัติหน้าที่พี่เลี้ยงเพื่อค้นหาและพัฒนาพี่เลี้ยงให้เป็นบุคลากรที่มีความสามารถรวมถึง การจัดระบบการฝึกอบรมพัฒนาความสามารถของการเป็นพี่เลี้ยงที่ดีทาให้พี่เลี้ยงรู้บทบาทหน้าที่รู้ วิธีการและขั้นตอนการเป็นพี่เลี้ยงที่มีประสิทธิภาพ จะเห็นได้ว่าสอดคล้องกับกระบวนการสร้างคุณลักษณะของเด็กและเยาวชนแห่งศตวรรษที่ 21 คือการสร้างเด็กและเยาวชนนั้นต้องเป็นไปทั้งระบบโรงเรียนคือต้องมีกระบวนการที่ดีและมีหลักสูตรที่ พร้อมนาไปสู่บุคคลแห่งศตวรรษที่ 21 ตลอดจนมีกระบวนการประเมินผลที่เที่ยงตรงและมีความเชื่อมั่น มีการจัดสิ่งแวดล้อมี่เอื้อต่อการเรียนรู้และสุดท้ายต้องมีการอบรมครูให้มีความพร้อมที่สร้างบุคคลแห่ง ศตวรรษที่ 21 โดยครูต้องมีความเข้าใจบทบาทของตนเองเป็นอย่างดีว่าการเป็นพี่เลี้ยงหรือผู้อานวย ความสะดวกให้เด็กนั้นต้องมีความเข้าใจในกระบวนการจัดการเรียนการสนอแบบ(Coaching and Mentoring) เป็นอย่างดีจึงจะทาให้เด็กและเยาวชนไทยไปสู่คุณลักษณะอันพึงประสงค์ในศตวรรษที่ 21 ได้โดยเน้นการมีส่วนร่วม (Developmental Partnership) ของผู้เรียนโดยครูต้องทาหน้าที่แลกเปลี่ยน ความรู้ประสบการณ์ข้อมูลต่างๆโดยครูต้องมีคุณสมบัติการเป็นพี่เลี้ยงหรือผู้อานวยความสะดวกที่ เหมาะสมมีความสาคัญคือควรมีความพร้อมยินดีที่จะเป็นพี่เลี้ยงมีอารมณ์มั่นคงมีความคิดเชิงบวกมี ความอดทนและความรับผิดชอบมีจริยธรรมที่ดีเป็นผู้รับฟังที่ดีมีทัศนคติที่ดีมีการสื่อสารที่ดีบริหารเวลา ได้เป็นอย่างดีมีความใฝ่เรียนรู้ต้องการการพัฒนาอยู่เสมอซึ่งเป็นส่วนสาคัญในการจัดการเรียนการสอน ดังกล่าวโดยคณะผู้วิจัยพบว่าบทบาทครูเป็นสิ่งสาคัญที่สุดที่ทาให้เกิดทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 เพราะ ความสาเร็จในการเรียนรู้ไม่ได้อยู่ที่เครื่องมือหากอยู่ที่การเปิดโอกาสในผู้เรียนได้สร้างสรรค์องค์ความรู้ ด้วยตนเองซึ่งเป็นสิ่งสาคัญในการศึกษาเรื่องนี้ดังนั้นผู้วิจัยจึงได้นาเสนอการจัดการเรียนการสอนแบบ (Coaching and Mentoring) คือ การเปลี่ยนบทบาทครูมาเป็นผู้อานวยการเรียนรู้โดยมี 8 ขั้นตอนที่ครู เป็นผู้อานวยควาสะดวกให้กับนักเรียนในการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง ซึ่งสอดคล้องกับ กระบวนการ เรียนรู้ 5 ขั้นตอนของสานักงานการศึกษาขั้นพื้นฐานดังนี้
  • 29.
    29 กระบวนกำรเรียนรู้ 5 ขั้นตอนหรือที่เรียกว่ำ "QSCCS" ของสำนักงำนกำรศึกษำขั้นพื้นฐำน กำรจัดกำรเรียนรู้เพื่อให้เกิดกระบวนกำร เรียนที่เกิดจำกผู้เรียนเป็นสำคัญ โดยเปลี่ยนบทบำทครูมำเป็น ผู้อำนวยกำรเรียนรู้ มี 8 ขั้นตอน Q หมำยถึง Learning to Question การเรียนรู้แบบโครงงาน จาก Intel teach to the Future ซึ่งก่อนการเรียนการสอนจะมีการตั้งคาถาม ให้นักเรียนได้ คิดและร่วมกันแสดงความคิดเห็น เพื่อ ฝึกนักเรียนให้กล้าคิด กล้าแสดงออก (Q) ขั้นตอนที่ 1 เตรียมครู ขั้นตอนที่ 2 สารวจชุมชน หาแรงบันดาลใจ ขั้นตอนที่ 3 ระดมความคิด S ตัวที่หนึ่ง หมำยถึง to search การเรียนรู้แบบโครงงาน ให้นักเรียนได้เรียนรู้ร่วมกัน ศึกษาหาความรู้ ค้นคว้า แก้ปัญหาเอง และปฏิบัติจน จบกระบวนการของการทาโครงงาน (S) ขั้นตอนที่ 4 วิเคราะห์ จาแนก แยกแยะข้อมูลที่ถูกต้อง ขั้นตอนที่ 5 ออกแบบการเรียนรู้ร่วมกัน Cตัวที่หนึ่ง หมำยถึง to construct การเรียนรู้แบบบูรณาการ นาความรู้ที่ได้ไปบูรณา การกับวิชาอื่นๆ และนาไปใช้ได้จริงอย่างถูกต้อง (C) ขั้นตอนที่ 6 ลงมือปฏิบัติ C ตัวที่สอง หมำยถึง to communicat การเรียนรู้ในแบบของ Backworddesigeเป็นวิธีการ สอนที่ใช้ผลงานเป็นที่ตั้งว่าเมื่อนักเรียนเรียนจบแล้ว หรือในขณะที่เรียน ต้องมีภาระงานในระหว่างเรียน หรือมีผลงาน แลกเปลี่ยนเรียนรู้ (C) ขั้นตอนที่ 7 สรุปข้อมูล S ตัวที่สอง หมำยถึง to service 5. เมื่อจบการเรียนรู้ในแต่ละหน่วยแล้ว นักเรียน สามารถนาเสนอ พัฒนาปรับปรุงได้ เพื่อเกิด ประโยชน์ต่อตนเองและคนอื่น ๆ (S) ขั้นตอนที่ 8 ต่อยอดองค์ความรู้ ตำรำงที่ 3 เปรียบเทียบกระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้นตอนของ สพฐ. กับ 8 ขั้นตอน การจัดการเรียนรู้ ในศตวรรษที่ 21 จากศึกษาเปรียบเทียบขั้นตอนการสอน (Coaching and Mentoring) จึงได้เป็นแบบการเรียน การสอนเพื่อสอดคล้องกับการจัดการเรียนการสอนตามระดับชั้นบริบทและขนาดที่หลากหลายของ โรงเรียนและความต้องการจาเป็นของสถานศึกษาโดยครูเป็นพี่เลี้ยงหรือผู้อานวยความสะดวกดังภาพ
  • 30.
    30 ภำพที่ 11 รูปแบบการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่21 1. Q หมำยถึง Learn to Question การเรียนรู้แบบโครงงานจากIntel teach to the Future ซึ่ง ก่อนการเรียนการสอนจะมีการตั้งคาถามให้นักเรียนได้คิดและร่วมกันแสดงความคิดเห็นเพื่อฝึกนักเรียน ให้กล้าคิดกล้าแสดงออก (Q) ประกอบด้วย 3 ขั้นตอน คือ ขั้นตอนที่ 1 เตรียมครู ขั้นตอนที่ 2 สารวจ ชุมชนหาแรงบันดาลใจ และ ขั้นตอนที่ 3 ระดมความคิดถือเป็นขั้นตอนสาคัญที่สุดโดยเฉพาะบทบาทครู ในแต่ละช่วงชั้นที่สร้างคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ดังนี้ ขั้นตอนที่ 1 เตรียมครู โดยครูมีบทบาทเป็นผู้อานวยความสะดวกและการสร้างบรรยากาศใน การเรียนรู้และสร้างบรรยากาศในการเรียนรู้ มีเครื่องมือแบบสอบถามเกี่ยวกับความรู้ความเข้าใจของครู ต่อการเป็นผู้อานวยความสะดวกและสร้างบรรยากาศในการเรียนรู้โดยมีแบบประเมินตนเองเพื่อเป็นครูผู้ อานวยความสะดวกในการเรียนรู้ของนักเรียนเครื่องมือแบบประเมินตนเองด้านการเป็นผู้อานวยความ สะดวกในการเรียนรู้ เพื่อให้สามารถสร้างคุณลักษณะอันพึงประสงค์แต่ละช่วงชั้นได้ถูกต้อง โดยในแต่ละ ช่วงชั้นครูมีบทบาทที่แตกต่างกัน โดยวัดผลตามคะแนนดังนี้
  • 31.
    31 ช่วงชั้น ช่วงชั้น Life s Life skills ทักษะชีวิตkills Knowledge ความรู้งชั้น LiProcessfor Physical and Mental กระบวนการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาร่างกาย และจิตใจe skills ช่ Professional skills ทักษะอาชีพวง ชั้น Lifตัวบ่งชี้e skills บทบาทครู ครู ช่วงชั้นที่ 1 Interpersonal ความสัมพันธ์ ระหว่างบุคคล Learn how to learn การเรียนรู้ เพื่อการ เรียนรู้ Self discipline วินัยในตนเอง Hand skills ทักษะ การใช้มือ •แยกแยะเรื่องราวและองค์ความรู้พื้นฐานได้ อย่างมีเหตุและผล •นาความคิดไปใช้อธิบายสื่อสารความ ต้องการของตนเองได้ •อยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างมีความสุข •แบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบต่อตนเองและ ผู้อื่นได้ •มีวิจารณญาณเข้าใจสิ่งที่ควรปฏิบัติและไม่ ควรปฏิบัติด้วยตนเอง •มีทักษะการเรียนรู้ •ความเป็นไทย ครูต้องมีบทบาทอานวยความสะดวกต่อ เด็กวัย โดยมีอารมณ์มั่นคงมีความคิดเชิง บวกมีความอดทนและความรับผิดชอบ สามารถสื่อและทาความเข้าใจกับเด็กได้ เพื่อให้โอกาสเด็กได้ซักถามทาความ เข้าใจ โดยมีเครื่องมือหรือการสอนที่ สนุกสนาน เพื่อในได้เรียนรู้เพื่อการเรียนรู้ 9kตารำตำรำงที่ 4 ตารางแสดงบทบาทของครู
  • 32.
    32 ช่วงชั้น ช่วงชั้น Life s Life skills ทักษะชีวิตkills Knowledge ความรู้งชั้น LiProcessfor Physical and Mental กระบวนการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาร่างกาย และจิตใจ e skills ช่ Professional skills ทักษะอาชีพ วงชั้น Lifตัวบ่งชี้e skills บทบาทครู ช่วงชั้นที่ 2 Self- Utilization การเข้าใจตนเอง Literacy & Logical ความสามารถ ในการอ่าน ออกเขียนได้ และตรรกะ ต่าง ๆ Systcmatic thinking การคิดอย่างเป็น ระบบและมีเหตุผล Working Skills ทักษะการทางาน เบื้องต้น •มีทักษะกระบวนการเรียนรู้ที่ดีพอที่จะ ประยุกต์ใช้ความรู้ •นาความรู้มาประยุกต์ใช้อย่างสร้างสรรค์ เพื่อให้เกิดนวัตกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อ ตนเองและเพื่อใช้ในการแก้ปัญหา •มีคุณธรรมจริยธรรม •เข้าใจตนเองและผู้อื่น •มีทักษะการสื่อสาร •มีความสามารถในการแก้ปัญหาและการ คิดเชิงวิพากษ์ •เข้าใจคนต่างประเพณีและวัฒนธรรมใน ภูมิภาคและอาเซียน •หาความชอบและความถนัดด้านอาชีพของ ตนเองเพื่อนาไปประกอบอาชีพและหา แนวทางการศึกษาต่อ •มีนิสัยใฝ่เรียนรู้และพัฒนาตนเองอย่าง สม่าเสมอ •มีวิจารณญาณในการใช้ชีวิต ครูมีบทบาทผู้อานวยความสะดวกที่เหมาะสม ต่อวัยเด็ก ช่วงที่ 2คือควรมีความพร้อมและ ความเข้าใจพัฒนาการเด็กวัยนี้ เพื่อสร้างให้ เกิดทักษะการเรียนรู้ที่สามารถประยุกต์ใช้ ความรู้ได้ด้วยอารมณ์ที่มั่นคงมีความคิดเชิง บวก ต่อความแตกต่างของผู้เรียนรู้มีความ อดทนและความรับผิดชอบมีจริยธรรมที่ดีเป็น ผู้รับฟังที่ดีมีทัศนคติที่ดีมีการสื่อสารที่ดีเพื่อ สร้างทัศนคติที่และสามารถสร้างระบบเหตุผล และมีบทบาทสร้างการทางานเป็นทีมได้ ตลอดจน แนะนาแนวทางแก้ปัญหาได้เป็น อย่างดี
  • 33.
    33 ช่วงชั้น ช่วงชั้น Life s Life skills ทักษะชีวิตkills Knowledge ความรู้งชั้น LiProcessfor Physical and Mental กระบวนการ เรียนรู้เพื่อ พัฒนา ร่างกายและ จิตใจ e skills ช่ Professional skills ทักษะอาชีพ วงชั้น Lifตัวบ่งชี้e skills บทบาทครู ช่วงชั้นที่ 3 Flexibility มีความยืดหยุ่น Application Academic for Asean life การ ประยุกต์ใช้ และการเข้าใจ ผู้คนใน อาเซียน Pubic minded การมีจิต สารธณะ Mangering Skills มีทักษะการ บริหาร •มีความรู้เชิงการประยุกต์ใช้และการคิด วิเคราะห์และสังเคราะห์อย่างเชี่ยวชาญ •สื่อสารภาษาต่างๆในภูมิภาคและอาเซียน ได้อย่างน้อย 3 ภาษา •สามารถทางานกับผู้อื่นได้เคารพผู้อื่น •มีความคิดเชิงวิพากษ์และสามารถ วิเคราะห์ความคิดและความชานาญของ ตนเองได้ •มีสามารถปรับเปลี่ยนความคิดทัศนคติและ มุมมองการใช้ชีวิตอย่างมีจริยธรรม •มีสุนทรียภาพในการดาเนินชีวิต •มีวิจารณญาณต่อสิ่งต่างๆทั้งสิ่งที่ดีและไม่ ดี ครูมีบทบาทผู้อานวยความสะดวกที่เหมาะสม ต่อวัยรุ่น ตอนต้น โดยสามารถผู้อานวยความ สะดวกที่เหมาะสม มีความยืดหยุ่นต่อความคิด ของผู้เรียน ซึ่งมีความสาคัญมาก เพราะเป็น วัยแห่งการเปลี่ยนแปลง ต้องมีอารมณ์มั่นคงมี ความคิดเชิงบวกมีความอดทนและความ รับผิดชอบมีจริยธรรมที่ดีเป็นผู้รับฟังที่ดีมี ทัศนคติที่ดีมีการสื่อสารที่ดี โดยมีบทบาทใน การสร้างจิตสารธณะแก่ผู้เรียน และมีบทบาท ในอานวยความสะดวกในการประยุกต์ใช้ ความรู้และการทาความเข้าใจต่อผู้อย่างมี วิจารณญาณ
  • 34.
    34 ช่วงชั้น Life skills ทักษะชีวิต Knowledge ควำมรู้ Processfor Physical and Mental กระบวนกำร เรียนรู้เพื่อ พัฒนำ ร่ำงกำยและ จิตใจ Professional skills ทักษะอำชีพ ตัวบ่งชี้ บทบาทครู ช่วงชั้นที่ 4 Innovator เป็นนวัตกร Multidisciplina ry มีควำมรู้ แบบสหวิชำชีพ Cross cultural กำรเข้ำใจกำร ข้ำม วัฒนธรรม Coperate with Sufficiency Eco กำรใช้ชีวิต โดยนำ ปรัชญำ เศรษฐกิจ พอเพียงไปใช้ •ความรู้เชิงการประยุกต์ใช้และการคิดวิเคราะห์และ สังเคราะห์อย่างเชี่ยวชาญในสายการเรียนรู้ของตน •วางแผนและคิดอย่างมีเหตุผลเชิงนามธรรมเชื่อมโยงสิ่ง ต่างๆได้อย่างชานาญ •การมีคุณธรรมและจริยธรรมในการใช้องค์ความรู้ •สื่อสารกับผู้คนได้อย่างเข้าใจทั้งในภูมิภาคและต่าง ภูมิภาคที่มีความซับซ้อนทางความคิดประเพณีและ วัฒนธรรม •สื่อสารกับผู้คนได้อย่างเข้าใจทั้งในภูมิภาคและต่าง ภูมิภาคที่มีความซับซ้อนทางความคิดประเพณีและ วัฒนธรรม •เคารพและเข้าใจความต่างของผู้คน •นาความรู้ไปพัฒนาและสร้างนวัตกรรมเพื่อตนเองและ ผู้อื่น •คิดแก้ปัญหาที่ซับซ้อนได้อย่างมีวิจารณญาณ •นาทักษะต่างๆไปต่อยอดองค์ความรู้ในระดับสูง •มีวิจารณญาณในเรื่องราวต่างๆที่เข้ามาและตัดสินใจ อย่างมีคุณธรรมจริยธรรม •ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขต่อสถานการณ์และบริบทต่างๆใน ชีวิต •ความเป็นไทยและนาไปปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ครูมีบทบาทผู้อานวยความสะดวกที่เหมาะสมต่อวัยรุ่น ที่เป็น ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ โดยสามารถผู้อานวยความสะดวกที่ เหมาะสม มีความยืดหยุ่นต่อความคิดของผู้เรียน ซึ่งมี ความสาคัญมาก เพราะเป็นวัยที่ต้องเลือกเส้นทางชีวิต มี อารมณ์มั่นคงต่อการยัวยุต่าง ๆ เพื่อนาความคิดสร้างสรรค์ ต่าง ๆ มาอานวยความสะดวกให้ผู้เรียนเป็น นวัตกร และ สามารถเรียนรู้แบบสหวิชาชีพได้ มีความคิดเชิงบวก เพื่อ อานวยความสะดวกและเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้สร้างทัศนคติที่ ดีต่อบุคลคลทั่วไปและเข้าใจวัฒนธรรมต่าง ๆ มีความอดทน และความรับผิดชอบมีจริยธรรมที่ดีเพื่อเป็นแบบอย่างต่อ ผู้เรียน ตลอดจนเป็นผู้รับฟังที่ดีเพื่อสร้างบรรยากาศการ แก้ปัญหาที่มีความซับซ้อนมากขึ้น โดยครูมีบทบาทสร้าง สานึกการเคารพและเข้าใจผู้คนทั้งในภูมิภาคและต่างภูมิภาค ที่มีความซับซ้อนทางความคิดประเพณีและวัฒนธรรมการ สื่อสารที่ดีโดยไม่ลืมความเป็นไทย และใช้ชีวิตอย่างเป็นสุข และพอเพียง
  • 35.
    35 ขั้นตอนที่ 2 สำรวจชุมชนหำแรงบันดำลใจ บทบำทครู สารวจสถานที่ เส้นทางและติดต่อกับแหล่งชุมชนใกล้โรงเรียนที่จะพานักเรียนไป ศึกษาเรียนรู้พร้อมทั้งติดต่อวิทยากรหรือผู้เชี่ยวชาญไว้ให้คาแนะนาแก่นักเรียน หลังจากนั้นครูจึงพา นักเรียนไปทัศนศึกษา พร้อมทั้งคอยกระตุ้นซักถามชี้ชวนให้นักเรียนเกิดแรงจูงใจและสนใจหาคาตอบใน สิ่งต่างๆรอบตัว ครูตั้งคาถามเกี่ยวกับเรื่องที่นักเรียนสนใจ หรือครูมีจุดประสงค์จะสร้างบทเรียนรู้เพื่อ นาไปสู่จุดประสงค์เชิงพฤติกรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น การมีทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 เพื่อเตรียมความ พร้อมสู่ประชาคมอาเซียน ดังนั้น การทาความเข้าใจวัฒนธรรมโดยจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 นั้น ต้องเปิดโอกาสให้ผู้เรียน ได้สร้างสรรค์องค์ความรู้ด้วยตนเองทางคณะผู้วิจัย จึงนาเสนอ ชุดการเรียนรู้ เรื่อง ภาษาและวัฒนธรรมในอาเซียน ตอนปฏิบัติการตามล่าหา “บาย” เนื่องจากการก้าวเข้าสู่ประชาคม อาเซียนนั้นต้องสร้างความพร้อมเพื่อรองรับการแข่งขัน เพราะความรู้ในโลกยุคปัจจุบันมีมากมาย มหาศาล ผู้เรียนจะต้องสามารถสร้างองค์ความรู้ได้ตนเองตลอดจนสามารถสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อ ก้าวนาประเทศอื่น ผ่านเครื่องมือการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ดังตัวอย่างเรื่องภาษาและวัฒนธรรม ในอาเซียน ตอน ปฏิบัติการตามล่าหา “บาย” ตัวอย่างแนวคาถาม แนวคำถำมสำหรับครู แนวคำตอบของครู 1.ชี้ชวนให้นักเรียนสังเกตสิ่งมีชีวิตที่มี ความสัมพันธ์กันจากสิ่งที่พบเห็นในท้องนา เพื่อเชื่อมโยงถึงเรื่อง ระบบนิเวศ ห่วงโซ่ อาหาร สายใยอาหาร เป็นต้น นักเรียนสามารถบอกความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ในระบบ นิเวศได้ เช่น สังเกตหอยเชอรี่มาเกาะที่ต้นข้าว และสามารถบอกได้ ว่า ข้าวและท้องนาเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของหอยเชอรี่ ครูจึงอธิบาย เรื่องระบบนิเวศวิทยาความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ในระบบ นิเวศเดียวกัน จะ 3 รูปแบบคือ1.พึ่งพาอาศัยกัน เป็นการอยู่ร่วมกัน ของสิ่งมีชีวิต 2 ชนิด ที่ทาให้ฝ่ายหนึ่งและทั้ง 2 ฝ่ายได้ประโยชน์ โดยที่ฝ่ายใดไม่เสียประโยชน์เลย 2.ปฏิปักษ์ต่อกัน เป็นการอยู่ ร่วมกันของสิ่งมีชีวิตโดยฝ่ายหนึ่ง จับอีกฝ่ายหนึ่งเป็นอาหาร เรียกว่า ผู้ล่า ส่วนฝ่ายที่ถูกจับเป็นอาหารเรียกว่า เหยื่อ 3.แบบเป็น กลางต่อกัน เป็นการอยู่ร่วมกันของสิ่งมีชีวิตที่เป็นอิสระต่อกันไม่มี ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดได้หรือเสียประโยชน์ 2.นักเรียนคิดว่าต้นข้าวกับหอยเชอรี่มี ความสัมพันธ์กันในระบบนิเวศลักษณะใด นักเรียนสามารถแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับความสัมพันธ์กันของ หอยเชอรี่ ต้นข้าว หรือสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ครูอธิบายว่า ต้นข้าวกับหอยเชอรี่อยู่ร่วมกันโดยหอยเชอรี่จะกัดกิน ต้นข้าวซึ่งเป็นการอยู่ร่วมกันแบบเป็นปฏิปักษ์ต่อกัน กล่าวคือ หอย เชอรี่ เป็นผู้ได้ประโยชน์ และต้นข้าว เป็นผู้เสียประโยชน์จากการถูก หอยเชอรี่กัดกิน ใช้เป็นที่อยู่อาศัยและแหล่งขยายพันธุ์
  • 36.
    36 ตำรำงที่ 5 ตัวอย่างการตั้งคาถามของครู บทบำทนักเรียนเมื่อครูได้แสดงบทบาทผู้อานวยความสะดวกและแนะนาความรู้แล้ว จะทาให้ นักเรียนมีความสนใจอยากรู้ ในตัวอย่างนักเรียนสนใจคาว่า “บาย” และได้นาเสนอเรื่อง “บาย” คืออะไร จึงให้นักเรียนอยากค้นหาคาตอบ โดยครูมอบบทบาทการสร้างองค์ความรู้และค้นหาความรู้จากคาถาม ข้างต้นให้นักเรียนเป็นผู้แสดงบทบาทผู้เรียนเชิงรุก เครื่องมือ 1. คู่มือนักสารวจ 2. แบบสอบถาม 3. แบบบันทึกความรู้ จากตัวอย่างข้างต้นจะเห็นได้ว่าครูได้แสดงบทบาทของตนในการสร้างบรรยากาศเรื่องข้าว โดย การเชิญชวนให้เด็กคิดโดยใช้คาถาม ในปัจจัยแวดล้อมอื่นครูอาจใช้คาถามชวนคิดแตกต่างกันไป เพีอดึง ศักยภาพและทักษะต่าง ๆ และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ดังตัวอย่าง แนวคำถำมสำหรับครู แนวคำตอบของครู 3.นักเรียนคิดว่า แต่ละชุมชนหรือสังคมมี ความสัมพันธ์กันอย่างไร นักเรียนแสดงแนวคิดเกี่ยวกับสังคมในมุมมองนักเรียน ครูอธิบายเรื่องความ แตกต่างกันของกลุ่มคนในสังคมแต่ละสังคม กล่าวคือ ในสังคมหนึ่งจะประกอบไปด้วยบุคคลที่มีสถานภาพและ บทบาทในสังคม เช่น ผู้ มีสถานภาพเป็น พ่อ ผู้หญิงมีสถานภาพ เป็นแม่ พ่อมีบทบาทหาเลี้ยงครอบครัว ส่วนแม่ จะมีบทบาทใน การเลี้ยงดูลูก ซึ่งเป็นกลุ่มปฐมภูมิในสังคม ส่วนที่ใหญ่ขึ้นคือ กลุ่ม ทุติยภูมิ จะเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันมากขึ้น กล่าวคือ กลุ่มชนหลาย กลุ่มรวมกันกลายเป็นภาคส่วน จากนั้นก็กลายเป็นประเทศ จาก ประเทศหลาย ๆ ประเทศก็กลายเป็นภูมิภาค เช่น ภูมิภาคอาเซียน 4.นักเรียนคิดว่าเพราะเหตุใดจึงมีการ รวมกลุ่มกันระหว่างประเทศสมาชิกใน ภูมิภาคอาเซียน เหมือนหรือแตกต่างกันกับ ระบบนิเวศหรือไม่ อย่างไร นักเรียนแสดงความคิดเห็นเชื่อมโยงระหว่างระบบนิเวศในธรรมชาติ กับระบบสังคมของมนุษย์ ครูอธิบายถึง ตัวอย่าง เรื่องหอยเชอรี่กับต้นข้าว มีผู้ได้และเสีย ประโยชน์ ซึ่งนักเรียนต้องการสังคมแบบนี้หรือไม่ ในความต้องการ พื้นฐานของมนุษย์ต้องการความเข้าใจและความรัก และการอยู่ ร่วมกันอย่างมีความสุข ฉะนั้นมนุษย์จึงไม่อยากเบียดเบียนกัน ในทางกลับกันมนุษย์ต้องอยู่ด้วยกันแบบพึ่งพาอาศัยกัน จึงเกิดการ รวมกลุ่มของประเทศสมาชิก เช่น กลุ่มประเทศอาเซียน 5.นักเรียนคิดว่าสิ่งใดที่ทาให้ผู้คนในอาเซียน เข้าใจซึ่งกันและกันมากที่สุด นักเรียนสามารถตอบได้ว่า การสื่อสารที่เข้าใจกัน ครูอธิบายว่า การเข้าใจภาษาและวัฒนธรรมเป็นส่วนหนึ่งในการ พัฒนาร่วมกันเพราะการพูดจาสื่อสารกันอย่างเป็นมิตร ทาให้รู้สึก ปลอดภัย ดังนั้นการทาความเข้าใจมนุษย์ในเรื่องความแตกต่าง สิ่ง แรกคือ ภาษาและวัฒนธรรม
  • 37.
    37 ช่วงชั้น Life skills ทักษะชีวิต Knowledge ควำมรู้ Processfor Physical and Mental กระบวนกำร เรียนรู้เพื่อ พัฒนำ ร่ำงกำยและ จิตใจ Professiona l skills ทักษะอำชีพ ตัวอย่ำงคำถำม เพื่อดึงศักยภำพด้ำนต่ำงๆ ช่วงชั้นที่ 1 Interperso nal ความ สัมพันธ์ ระหว่าง บุคคล Learn how to learn การเรียนรู้ เพื่อการ เรียนรู้ Self discipline วินัยใน ตนเอง Hand skills ทักษะ การใช้มือ  นักเรียนมีใครเป็นเพื่อนที่ สนิทที่สุด เพราะอะไร  นักเรียนอยากเรียนรู้เรื่อง อะไร  จะเรียนรู้อย่างไรให้ สนุกสนานและได้ความรู้  จะสร้างระเบียบวินัยได้ อย่างไร  ชอบวิชาอะไรมากที่สุด  นักเรียนชอบอ่านออกเสียง หรือไม่  เราอยากช่วยเหลือใครมาก ที่สุด  เราควรแปรงฟันกี่ครั้ง เพราะอะไร  อวัยวะใดสาคัญที่สุด  ผลไม้ที่ชอบมากที่สุดคือ  ใครไม่ชอบทานผักเพราะ อะไร  อาหารมีประโยชน์อย่างไร  เราควรนอนกี่ทุ่ม  เราควรช่วยเหลือพ่อแม่ทา อะไรบ้าง
  • 38.
    38 ช่วงชั้น Life skills ทักษะชีวิต Knowledge ควำมรู้ Processfor Physical and Mental กระบวนกำร เรียนรู้เพื่อ พัฒนำร่ำงกำย และจิตใจ Professional skills ทักษะอำชีพ ตัวอย่ำงคำถำม เพื่อดึงศักยภำพด้ำนต่ำงๆ ช่วงชั้นที่ 2 Self- Utilization การเข้าใจ ตนเอง Literacy & Logical ความสามา รถในการ อ่านออก เขียนได้ และตรรกะ ต่าง ๆ Systcmatic thinking การคิดอย่าง เป็นระบบ และมีเหตุผล Working Skills ทักษะการ ทางาน เบื้องต้น  เมื่อโตขึ้นนักเรียนอยาก เป็นอะไรเพราะอะไร ลอง ค้นคว้าหรือไม่ว่าอาชีพที่ อยากเป็นทาเกี่ยวกับ อะไรบ้าง  ทาไมถึงคิดอย่างนั้น เพราะอะไร  นักเรียนคิดว่าตนเองถนัด เรื่องอะไร  คาที่ออกเสียงเหมือนกัน ทาไมถึงต่างกันและใน ภาษาอื่น ๆ นักเรียนคิดว่า มีหรือไม่  นักเรียนคิดว่าถูกผิดตัดสิน อย่างไร  เราเกิดมาทาไม  เราเกิดขึ้นมาได้อย่างไร  นักเรียนชอบอ่านหนังสือ อะไร  ได้อะไรจากการอ่าน หนังสือเรื่องที่ชอบ  นามสกุลของเรามาจากที่ ใด  สิ่งที่ต้องทาเมื่ออยู่กับผู้อื่น  การเรียนมีความสาคัญกับ เราอย่างไร  อยากเรียนอะไรมากที่สุด
  • 39.
    39 ช่วงชั้น Life skills ทักษะชีวิต Knowledge ควำมรู้ Processfor Physical and Mental กระบวนกำร เรียนรู้เพื่อ พัฒนำร่ำงกำย และจิตใจ Professional skills ทักษะอำชีพ ตัวอย่ำงคำถำม เพื่อดึงศักยภำพด้ำนต่ำง ๆ ช่วงชั้นที่ 3 Flexibility มีความ ยืดหยุ่น Application Academic for Asean life การ ประยุกต์ใช้ และการเข้าใจ ผู้คนใน อาเซียน Pubic minded การมีจิต สารธณะ Mangering Skills มีทักษะการ บริหาร  เมื่อมีปัญหานักเรียน ปรึกษาใคร เพราะเหตุใด  นักเรียนได้นาความรู้ที่ เรียนมานาไปแก้ปัญหา อะไรบ้าง  นักเรียนเข้าใจการเข้าสู่ AEC หรือไม่อย่างไร  นักเรียนรู้จักชาติใดมาก ที่สุดใน AECเพราะเหตุใด  เมื่อต้องไปต่างประเทศต้อง ทาอย่างไรบ้าง  วัฒนธรรมมีความสาคัญ อย่างไร เพราะอะไร  การเข้าใจผู้คนต้องทา อย่างไรบ้าง  ทาไมต้องมีภาษา  นักเรียนอยากเรียนรู้ภาษา ใดเพิ่มเติม เพราะเหตุ  การเรียนรู้ที่สาคัญที่สุดคือ  กาทางานกับผู้คนสิ่งใด สาคัญที่สุดเพราะเหตุใด  เราเกิดมาทาไม  อยากสร้างสิ่งใดให้กับใคร มากที่สุดเพราะเหตุใด  เมื่อมีเหตุน้าท่วมนักเรียน อยากทาสิ่งใดมากที่สุด  อยากแก้ปัญหาให้กับใคร มากที่สุดเพราะเหตุใด
  • 40.
    40 ช่วงชั้น Life skills ทักษะชีวิต Knowledge ควำมรู้ Processfor Physical and Mental กระบวนกำร เรียนรู้เพื่อ พัฒนำร่ำงกำย และจิตใจ Professional skills ทักษะอำชีพ ตัวอย่ำงคำถำม เพื่อดึงศักยภำพด้ำนต่ำง ๆ ช่วงชั้นที่ 4 Innovator เป็นนวัตกร Multi disciplinary มีความรู้ แบบสหวิชาชีพ Cross cultural การเข้าใจการ ข้ามวัฒนธรรม Coperate with Sufficiency Eco. การใช้ชีวิตโดย นาปรัชญา เศรษฐกิจ พอเพียงไปใช้  ถ้านักเรียนสร้างสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ได้อย่างสร้างอะไรเพราะอะไร  สิ่งที่นักเรียนอยากได้มากที่สุด คืออะไร  นักเรียนอยากเรียนสายใดมาก ที่สุด  นักเรียนเลือกอาชีพได้อยาก เป็นอะไร และมีความเข้าใจ อย่างไร  นักเรียนมีความเข้าใจเรื่องผู้คน และวัฒนธรมอย่างไรบ้าง  นักเรียนมีแนวทางการใช้ชีวิต อย่างไรเพราะอะไร  สิ่งที่อยากทามากที่สุดใน อนาคตคืออะไร  หากเลือกได้อยากย้อนอดีต หรือเพราะเหตุใด  ถ้าแก้ไขอดีตได้อยากแก้ไข อะไร  นักเรียนคิดลักษณะบุคคลมี อะไรบ้าง  การเรียรู้ผู้คนมีความสาคัญ หรือไม่อย่างไร  สิ่งสาคัญของความเป็นมนุษย์ คืออะไร
  • 41.
    41 ขั้นตอนที่ 3 ระดมควำมคิด บทบำทของครูระดมความคิดกับนักเรียนและซักถามนักเรียนถึงสิ่งที่อยากเรียนรู้ ให้นักเรียน ได้แสดงภูมิความรู้ของตนเองในเรื่องนั้นๆ และหาวิธีการค้นคว้าหาคาตอบของสิ่งที่อยากเรียนรู้ร่วมกัน โดยนักเรียนอาจมีความคิดที่แตกต่างกัน ดังตัวอย่างแผนผังมโนทัศน์ของนักเรียนที่มีความแตกต่างทาง ความคิด ดังนี้
  • 42.
    42 ภำพที่ 12 ตัวอย่างแผนผังมโนทัศน์ของนักเรียนหลังจากระดมความคิด จะเห็นได้ว่าเมื่อระดมสมองจะเกิดความแตกต่างด้านความคิดครูควรมีบทบาทในการอานวย ความสะดวกโดยให้นักเรียนเป็นผู้เลือกแนวทางการเรียนรู้ด้วยตนเองโดยครูอาจแบ่งให้ทาเป็นกลุ่ม หรือ ให้นักเรียนเลือกหัวข้อที่สนใจและออกแบบเวลาร่วมกันโดยในขั้นตอนนี้ส่งต่อเป็นบทบาทนักเรียน บทบำทนักเรียน นาเสนอสิ่งที่ตนเองสนใจผ่านการทา Mind map บอกสิ่งที่ตนเองสนใจ รับฟัง ความคิดเห็นจากผู้อื่นและสามารถเชื่อมโยงกับชีวิตประจาวันและหาข้อสรุปจากการเรียน เครื่องมือ 1. แผนภาพมโนทัศน์ 2. แบบฟอร์มการเขียนสรุปความคิดของตนเอง
  • 43.
    43 2. S ตัวที่หนึ่งหมำยถึง to search การเรียนรู้แบบโครงงาน ให้นักเรียนได้เรียนรู้ร่วมกัน ศึกษาหาความรู้ ค้นคว้า แก้ปัญหาเอง และปฏิบัติจนจบกระบวนการของการทาโครงงาน (S) ต่อกับขั้นตอนที่ 4 วิเคราะห์จาแนกแยกแยะข้อมูล ที่ถูกต้องและขั้นตอนที่ 5 ออกแบบการเรียนรู้ร่วมกันดังนี้ ขั้นตอนที่ 4 วิเครำะห์ จำแนก แยกแยะข้อมูลที่ถูกต้อง บทบำทของครู ครูนาหัวข้อต่างๆที่นักเรียนต้องการเรียนรู้มาแยกเป็นสาระวิชากาหนด จุดประสงค์และการประเมินผลที่ต้องการร่วมกันดังตัวอย่าง หัวข้อ สำระวิชำ มำตรฐำนกำรเรียนรู้ ข้าว วิทยาศาสตร์ มาตรฐาน ว 1.1 เข้าใจหน่วยพื้นฐานของสิ่งมีชีวิตความสัมพันธ์ของ โครงสร้าง และหน้าที่ของระบบต่าง ๆ ของสิ่งมีชีวิตที่ทางานสัมพันธ์กัน มีกระบวนการสืบเสาะหาความรู้สื่อสารสิ่งที่เราเรียนรู้และนาความรู้ไปใช้ ในการดารงชีวิตของตนเองและดูแลสิ่งมีชีวิต มาตรฐาน ว 2.1 เข้าใจสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่น ความสัมพันธ์ระหว่าง สิ่งแวดล้อมกับสิ่งมีชีวิต ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ในระบบ นิเวศ มีกระบวนการสืบเสาะหาความรู้และจิตศาสตร์ สื่อสารสิ่งที่เรียนรู้ และนาความรู้ไปใช้ประโยชน์ มาตรฐาน ว 2.2 เข้าใจความสาคัญของทรัพยากรธรรมชาติการใช้ ทรัพยกรธรรมชาติในระดับท้องถิ่น ประเทศ และโลก นาความรู้ไปใช้ใน การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่นอย่างยั่งยืน ข้าว ภาษาไทย มาตารฐาน ท.1.1 ใช้กระบวนการอ่านสร้างความรู้และความคิด เพื่อ นาไปใช้ตัดสินใจ แก้ปัญหา ในการดาเนินชีวิตและมีนิสัยรักการอ่าน มาตรฐาน ท.1.2 ใช้กระบวนการเขียนสื่อสาร เขียนเรียงความ และเขียน เรื่องราวในรูปแบบต่าง ๆ เขียนรายงานข้อมูลสารสนเทศและรายงาน การศึกษาค้นคว้าอย่างมีประสิทธิภาพ ข้าว สังคม มาตรฐาน ส 3.1 เข้าใจและสามารถบริหารการจัดการทรัพยากรในการ ผลิตและการบริโภค การใช้ทรัพยากรที่มีอยู่จากัดได้อย่างมีประสิทธิภาพ และคุ้มค่า รวมทั้งเข้าใจหลักการของเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อการดารงชีวิต อย่างมีดุลยภาพ มาตรฐาน ส 4.3 เข้าใจความเป็นมาของชาติ วัฒนธรรม ภูมิปัญญาไทย มีความรัก ความภูมืใจและธารงความเป็นไทย มาตรฐาน ส 5.2 เข้าใจปฎิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสภาพแวดล้อมทาง กายภาพที่ก่อให้เกิดการสร้างสรรค์วัฒนธรรม มีจิตสานึกและมีส่วนร่วม ในการอนุรักษ์ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน
  • 44.
    44 หัวข้อ สำระวิชำ มำตรฐำนกำรเรียนรู้ ข้าวคณิตศาสตร์ มาตรฐาน ค 2.1 เข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับการวัด วัดและคาคคะเนของ สิ่งของที่ต้องการวัด มาตรฐาน ค 6.1 มีความสามารถในการแก้ปัญหา กาให้เหตุผล การ สื่อสาร การสื่อความหมายทางคณิตศาสตร์ และการนาเสนอ การ เชื่อมโยงความรู้ต่าง ๆ และเชื่อมโยงคณิตศาสตร์กับศาสตร์อื่น ๆ และมี ความคิดสร้างสรรค์ ข้าว การงานอาชีพ และเทคโนโลยี มาตรฐาน ง 1.1 เข้าใจการทาง มีความคิดสร้างสรรค์ มีทักษะ กระบวนการทางาน ทักษะการจัดการ ทักษะกระบวนการแก้ปัญหา ทักษะการทางานร่วมกัน และทักษะการแสวงหาความรู้ มีคุณธรรม และ ลักษณะนิสัยในการทางาน มีจิตสานึกในการใช้พลังงาน ทรัพยากร และ สิ่งแวดล้อม เพื่อการดารงชีวิตและครอบครัว มาตรฐาน ง 4.1 เข้าใจ มีทักษะที่จาเป็น มีประสบการณ์ เห็นแนวทางใน งานอาชีพ ใช้เทคโนโลยีเพื่อพัฒนอาชีพ มีคุณธรรม และ มีเจตคติที่ดีต่อ อาชีพ ข้าว นาฏศิลป์และ ศิลปะ มาตรฐาน ศ 1.2 เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างทัศนศิลป์ ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม เห็นคุณค่างานทัศนศิลป์เป็นมรดกทางวัฒนธรรม ภูมิ ปัญญาไทยและสากล มาตรฐาน ศ. 2.2 เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างดนตรีและวัฒนธรรม เห็น คุณค่าของดนตรี ที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น ภูมิ ปัญญาไทยและสากล มาตรฐาน ศ 3.1 เข้าใจและแสดงออกทางนาฎศิลป์อย่างสร้างสรรค์ วิเคราะห์ วิพากษ์ ถ่ายทอดความรู้สึกความคิดอย่างอิสระ ขื่นชม และ ประยุกต์ใช้ในชีวิตประจาวัน ข้าว สุขศึกษาและ และพลศึกษา มาตรฐาน พ. 4.1 เห็นคุณค่าและมีทักษะในการสร้างเสริมสุขภาพ การ ดารงสุขภาพ การป้องกันโรค และ การสร้างเสริมสมรรถาพเพื่อสุภาพ บทบำทนักเรียน นักเรียนช่วยครูแบ่งแยกหัวข้อการเรียนรู้เป็นหมวดหมู่สาระวิชากาหนด จุดประสงค์และการประเมินผลที่ต้องการร่วมกัน เครื่องมือ 1. แผนภาพมโนทัศน์การบูรณาการวิชาต่าง ๆ 2. แบบฟอร์มตารางบันทึกการแบ่งหัวข้อการเรียนรู้กับสาระวิชาต่าง ๆ
  • 45.
    45 ขั้นตอนที่ 5 ออกแบบกำรเรียนรู้ร่วมกัน บทบำทครูครูช่วยให้คาแนะนานักเรียนในการคิดกิจกรรมการเรียนรู้สาหรับแต่ละหัวข้อช่วยกัน วางแผนกันมาแล้วร่วมกับนักเรียนและหาข้อสรุปร่วมกันว่าจะเลือกกิจกรรมอะไร กาหนดจุดประสงค์ และการประเมินผลการเรียนรู้ร่วมกันในขั้นตอนนี้อาจให้ครูประจาวิชามาช่วยกันหรืออาจจัดเป็นกิจกรรม ค่ายการเรียนรู้ 2-3 วัน หรือ อาจจัดในคาบชุมนุม ตามปัจจัยต่าง ๆ ของโรงเรียนเอื้ออานวย โดยมีการ รูปแบบการออกแบบการเรียนรู้ร่วมกัน ดังตัวอย่าง กิจกรรม ควำมคิด นักเรียน ควำมคิดครู สรุปกำร เรียนรู้ ร่วมกัน จุดประสงค์กำรเรียนรู้ กำรประเมินผล KPA วิทยาศาสตร์ เราสามารถ รับประทาน อาหารอะไร ทดแทนข้าว ได้บ้าง อาหารและ สารอาหาร ทดสอบ สารอาหาร 1.นักเรียนบอกเรื่องสารอาหาร ได้ ทาการทดลอง ราวง ราวงมาตราฐาน เกี่ยวข้าว เห็นด้วย แล้วถามคาถาม ชวนคิดว่า นักเรียนฝึก ราวงเกี่ยวข้าว และ การละเล่น ต่าง ๆ 1. เรียนรู้เพลงพื้นบ้าน การละเล่น ต่าง ๆ ร้องได้ ราได้และการละเล่น ได้ สังคม อาหารประจา ชาติของประเทศ สมาชิกอาเซียน นโยบายจานา ข้าว, เศรษฐกิจ พอเพียง อาหารประจา ชาติของ ประเทศ สมาชิก อาเซียน, นโยบายจานา ข้าว, เศรษฐกิจ พอเพียง 1. นักเรียนสามารถบอก ลักษณะต่าง ๆ ของ ประเทศสมาชิกอาเซียน 2. นักเรียนนักเรียนอธิบาย เรื่องเศรษฐกิจของอาเซียน 3. นักเรียอธิบายเรื่องเศรษฐกิจ พอเพียงได้ แบบทดสอบอัตนัย กทอ. และ คณิตศาสตร์ ผลิตน้าข้าวกล้อง งอก เห็นด้วย ทาน้าข้าว กล้องงอก 1. นักเรียนบอก เการชั่ง ตวง วัดได้ ทาน้าข้าวกล้องงอก ได้
  • 46.
    46 บทบำทนักเรียน ช่วยกันคิดกิจกรรมการเรียนรู้สาหรับแต่ละหัวข้อที่ได้ช่วยกันวางแผนกัน มาแล้วร่วมกับครู และหาข้อสรุปร่วมกันว่าจะเลือกกิจกรรมอะไรกาหนดจุดประสงค์และการประเมินผล การเรียนรู้ร่วมกัน เครื่องมือ แบบฟอร์มตารางบันทึกการจัดการเรียนรู้ และตารางบันทึกการจัดการเรียนรู้ 3. C ตัวที่หนึ่ง หมำยถึงto construct การเรียนรู้แบบบูรณาการ นาความรู้ที่ได้ไปบูรณาการกับวิชาอื่นๆ และนาไปใช้ได้จริงอย่าง ถูกต้อง (C) ตรงกับขั้นที่ 6 ลงมือปฏิบัติกล่าวคือ ขั้นตอนที่ 6 ลงมือปฏิบัติ ในขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนของการลงมือทา ดังนั้นการสร้างใบงานและใบความรู้ของครูจึงสาคัญ ควรเป็นอย่างที่น่าสนใจ เพื่อให้เด็ก ๆ ได้ทากิจกรรมได้อย่างสนุกสนาน บทบำทของครู ออกแบบการเรียนรู้และปรับแผนการเรียน ให้สอดคล้องกับความสนใจของ นักเรียน และเรียนรู้ไปพร้อมกับนักเรียนโดยครูเป็นผู้อานวยความสะดวกหรือพี่เลี้ยงคอยช่วยเหลือและ ให้คาแนะนา บทบำทนักเรียน ศึกษา ค้นคว้า ลงมือปฏิบัติตามแผนที่วางไว้ จนถึงการสรุปผลการเรียนรู้และ สร้างชิ้นงานต่างๆตรวจทานงานที่ทาและแก้ไขปรับปรุงหากเกิดข้อผิดพลาดนักเรียนหาข้อมูล/ทดลอง/ สร้างชิ้นงาน เครื่องมือ 1. ใบงาน 2. ใบบันทึกความรู้ ในขั้นตอนนี้ต้องมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้โดยบทบาทของครูช่วยแนะนาและให้ความรู้นักเรียนให้ รู้จักรูปแบบในการนาเสนอข้อมูล การเรียนรู้ในแบบต่างๆและให้นักเรียนได้เลือกรูปแบบที่ตนเองถนัด หรือสนใจ เช่น สร้างชิ้นงาน ทา power point presentation หรือ Poster ต่างๆ บทบาทนักเรียนสรุปความรู้ที่ตนเองเรียนมาในแต่ละกิจกรรมหรือแต่ละหัวข้อ โดยเลือกรูปแบบ การนาเสนอผลงานในรูปแบบที่ตนเองสนใจ เครื่องมือนาเสนอชิ้นงานจากโปรแกรมต่าง ๆ ข้างต้น 4. C ตัวที่สอง หมำยถึง to communicat การเรียนรู้ในแบบของ Backward desige เป็นวิธีการสอนที่ใช้ผลงานเป็นที่ตั้งว่าเมื่อนักเรียนเรียนจบ แล้วหรือในขณะที่เรียน ต้องมีภาระงานในระหว่างเรียนหรือมีผลงาน แลกเปลี่ยนเรียนรู้ (C) ตรงกับ ขั้นตอนที่ 7 สรุปข้อมูล กล่าวคือ ขั้นตอนที่ 7 สรุปข้อมูล บทบำทครู ครูให้ความรู้นักเรียนให้รู้จักรูปแบบในการนาเสนอ เช่นสร้างชิ้นงาน ทา power point presentation หรือ Poster ต่างๆส่วนในช่วงชั้นเด็กเล็กก็อาจนาเสนอเป็นผลงานที่นักเรียนทาและ สามารถสร้างความภูมิใจแก่นักเรียน หรือในชั้นเด็กโตก็อาจจัดเป็นนิทัศน์การการเรียนรู้ในวันสาคัญ ๆ ของโรงเรียนเพื่อสร้างแรงบันดาลใจและกาลังใจต่อไป
  • 47.
    47 บทบำทนักเรียน สรุปความรู้ที่ตนเองเรียนมาในแต่ละกิจกรรมหรือแต่ละหัวข้อ โดยเลือก รูปแบบการนาเสนอผลงานในรูปแบบที่ตนเองสนใจ เครื่องมือ1. ชิ้นงานที่จะนาเสนอ 2. แบบประเมินตนเอง 5. S ตัวที่สอง หมำยถึง to service เมื่อจบการเรียนรู้ในแต่ละหน่วยแล้ว นักเรียนสามารถนาเสนอ พัฒนาปรับปรุงได้ เพื่อเกิดประโยชน์ต่อ ตนเองและคนอื่น ๆ (S) ตรงกับขั้นตอนที่ 8 ต่อยอดองค์ความรู้ ขั้นตอนที่ 8 ต่อยอดองค์ควำมรู้ บทบำทของครู ครูช่วยแนะนานักเรียนในการต่อยอดองค์ความรู้ ถามคาถามเพื่อให้นักเรียน ได้คิดต่อยอดจากสิ่งที่ตนเองเรียนรู้มา ช่วงชั้น Life skills ทักษะชีวิต Knowledge ควำมรู้ Process for Physical and Mental กระบวนกำ รเรียนรู้เพื่อ พัฒนำ ร่ำงกำยและ จิตใจ Professional skills ทักษะ อำชีพ ตัวอย่ำงคำถำม เพื่อต่อยอดองค์ควำมรู้ ช่วงชั้นที่ 1 Interpersonal ความ สัมพันธ์ ระหว่างบุคคล Learn how to learn การเรียนรู้ เพื่อการ เรียนรู้ Self discipline วินัยในตนเอง Hand skills ทักษะ การใช้มือ  นักเรียนอยากนาความรู้ เรื่องนี้ไปใช้กับใคร  นักเรียนจะนาไปสร้างวินัย ในตนเองได้หรือไม่  นักเรียนอยากนาความรู้ไป สร้างเป็นศิลปะหรือไม่ อย่างไร ช่วงชั้นที่ 2 Self- Utilization การเข้าใจ ตนเอง Literacy & Logical ความ สามารถใน การอ่านออก เขียนได้และ ตรรกะ ต่าง ๆ Systcmatic thinking การคิดอย่าง เป็นระบบและมี เหตุผล Working Skills ทักษะการ ทางาน เบื้องต้น  นักเรียนได้เรียนรู้เรื่องนี้ แล้วนาไปพัฒนาตนเองได้ อย่างไร  นักเรียนให้เหตุผลต่อสิ่งที่ ได้เรียนด้วยกระบวนการ ใดและจะนาไปใช้ต่อไปได้ อย่างไร  นักเรียนจะนาความรู้ไปใช้ ในการทางานในอนาคตได้ อย่างไร
  • 48.
    48 ช่วงชั้น Life skills ทักษะชีวิต Knowledge ควำมรู้ Processfor Physical and Mental กระบวน กำรเรียนรู้ เพื่อพัฒนำ ร่ำงกำยและ จิตใจ Professional skills ทักษะ อำชีพ ตัวอย่ำงคำถำม เพื่อต่อยอดองค์ควำมรู้ ช่วงชั้นที่ 3 Flexibility มีความยืดหยุ่น Application Academic for Asean life การ ประยุกต์ใช้ และการ เข้าใจผู้คนใน อาเซียน Pubic minded การมีจิต สารธณะ Mangering Skills มีทักษะการ บริหาร  จากการเรียนรู้นักเรียนจะ นาความรู้ไปประยุกต์ใช้ใน อนาคตได้อย่างไร  นักเรียนจะนาความรู้ไป สร้างอะไรได้บ้างเพื่อ ช่วยเหลือสังคม  สิ่งที่ได้เรืยนรู้ไปจะนาไป ต่อยอดความรู้ด้านใดได้ บ้าง ช่วงชั้นที่ 4 Innovator เป็นนวัตกร Multi disciplinary มีความรู้ แบบสห วิชาชีพ Cross cultural การเข้าใจการ ข้ามวัฒนธรรม Coperate with Sufficiency Eco การใช้ชีวิต โดยนา ปรัชญา เศรษฐกิจ พอเพียงไปใช้  จากสิ่งที่ได้เรียนรู้ไป นักเรียนคิดว่าสามารถ สร้างนวัตกรรมอะไรได้ บ้าง  นักเรียนสามารถนาความรู้ ไปใช้ในชีวิตประจาวันได้ อย่างไร  สิ่งที่ได้จากการเรียนรู้และ จะนาไปต่อยอดองค์ ความรู้คืออะไรและเพราะ อะไร บทบำทนักเรียน นักเรียนสรุปสิ่งที่ตนเองได้เรียนรู้มาตลอดโครงงาน รู้จักเชื่อมโยงสิ่งที่ได้ เรียนรู้กับชีวิตจริงและคิดต่อยอดองค์ความรู้เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อ ตนเองและสังคม เครื่องมือแบบฟอร์มบันทึกสิ่งที่ได้เรียนรู้และการต่อยอดองค์ความรู้
  • 49.
    49 บทบาทที่สาคัญของชุดเครื่องมือเสริมสร้างทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 นี้คือเป็นเครื่องมือ เสริมสร้างนิสัยรักการพัฒนาตนเองของผู้ใช้ ทาให้ผู้ใช้เกิดความเปลี่ยนแปลงจากภายใน ด้วย “ชุด คาถามชวนถก-อภิปราย” และเป็นประเด็นทางสังคมประเด็นหนึ่งที่จะเป็นจุดเชื่อมให้เกิดเครือข่ายใน การปฏิรูปการศึกษาที่สมาชิกคือครูผู้ปฏิบัติงานจริง โดยมีบริบทและปัจัยสิ่งแวดล้อมที่แตกต่างกัน ซึ่งใน การจัดการเรียนดังกล่าว อาจมีการปรับเปลี่ยนไปตามความเหมาะสมของการบริหารของโรงเรียนและ การออกแบบการเรียนการสอนของครู ดังตัวอย่าง วิธีกำรจัดกำรเรียนกำรสอน เวลำ 1. การจัดกิจกรรมเป็นชั่วโมงโครงงาน 1 คาบต่อสัปดาห์ 2. การจัดกิจกรรมค่ายโครงงาน 2- 3 วันต่อ ภาคการศึกษา 3-5 วันต่อ ภาคการศึกษา 5-7 วันต่อ ภาคการศึกษา ตามความเหมาะสมของเนื้อหาและจุดประสงค์ของผู้สอน 3. การจัดกิจกรรมโครงงานในวิชาเรียน ตามชั่วโมงการเรียน 4. การจัดกิจกรรมเรียนรู้เป็นโครงงาน ร่วมกันทุกวิชาในระดับชั้น ตามชั่วโมงการเรียน 5. การจัดเป็นกิจกรรมชุมชม โดยใช้ โครงงานเป็ นการเรียนรู้เรื่องที่ นักเรียนสนใจ 1 คาบต่อสัปดาห์ คณะผู้วิจัยจึงเสนอเป็นแนวทางในการจัดกาเรียนรู้เพื่อเข้าใจของชุมชนและสร้างความยั่งยืนของตัว ผู้เรียนเพราะได้ทาความเข้าใจรากความเป็นไทยและชุมชนของตนในบริบทของภูมิภาคและหากต้องไป ชุมชนอื่นก็ใช้ความเข้าใจชุมชนเพื่อทางานหรืออยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ดังตัวอย่างเรื่องการตามหา “บาย” เพื่อเป็นตัวอย่างสาหรับครูผู้สนใจได้นาไปประยุกต์ใช้ต่อไป
  • 50.
    50 แผนกำรจัดกำรเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ของเด็กและเยำวชนไทย เพื่อเตรียมควำมพร้อมสู่ประชำคมอำเซียน 1.ขั้นเตรียมครู บทบาทครู เตรียมความพร้อมของครูโดยมีแบบประเมินตนเอง ด้านการเป็นผู้ อานวยความสะดวก และการสร้างบรรยากาศในการเรียนรู้ เครื่องมือ แบบสอบถามเกี่ยวกับความรู้ความเข้าใจของครูต่อการเป็นผู้อานวย ความสะดวกและสร้างบรรยากาศในการเรียนรู้ ขั้นเตรียมครูบทบาทครูเตรียมความพร้อมของครูโดยมีแบบประเมินตนเองเพื่อเป็นครูผู้อานวย ความสะดวกในการเรียนรู้ของนักเรียนเครื่องมือแบบประเมินตนเองด้านการเป็นผู้อานวยความสะดวกใน การเรียนรู้โดยมีเครื่องมือในการประเมินความพร้อมของครูโดยวัดผลตามคะแนนดังนี้ คะแนน เกณฑ์ 1-5 คะแนน ยังไม่พร้อม 6-11 คะแนน มีความพร้อมพอสมควร 12 -16 คะแนน มีความพร้อมมาก 17 – 21 คะแนน มีความพร้อมมากที่สุด แบบสอบถำมเกี่ยวกับควำมรู้ ควำมเข้ำใจ กำรเป็นผู้อำนวยควำมสะดวกในกำรเรียนรู้ของครู คำชี้แจงให้คุณครูสำรวจตนเองว่ำมีควำมรู้ ควำมเข้ำใจ เกี่ยวกับกำรเป็นผู้อำนวยควำมสะดวกในกำร เรียนรู้ หรือไม่ ให้ใส่เครื่องหมำย ×หน้ำข้อที่มี และใส่เครื่องหมำย หน้ำข้อที่ไม่มี ………....... 1.พร้อมใช้คาถามกระตุ้นส่งเสริมให้ผู้เรียนได้เรียนรู้และสร้างองค์ความรู้ด้วย ตนเอง ………....... 2.พร้อมช่วยคิดค้นสร้างสรรค์ คอยช่วยเหลือชี้แนะ ………....... 3.พร้อมจัดสภาพการณ์เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ในมีความสนุกสนาน ………....... 4.พร้อมทาหน้าที่เป็นสื่อกลางคอยให้ความช่วยเหลือในการเรียนรู้ แนะนาผู้เรียน ………....... 5.พร้อมตั้งคาถาว่า“ใคร ทาอะไร ที่ไหน เมื่อไร อย่างไร”เพื่อช่วยนักเรียนให้เกิด การเชื่อมโยง ………....... 6.พร้อมช่วยให้ผู้เรียนนาสิ่งที่ได้เรียนรู้ไปประยุกต์ใช้ในการแก้ปัญหาอื่นๆ ………....... 7.พร้อมช่วยให้ผู้เรียนเกิดความตั้งใจและตอบสนองในการเรียนรู้ ………....... 8.พร้อมแจ้งจุดประสงค์การเรียนรู้แก่นักเรียน ………....... 9.พร้อมให้นักเรียนอภิปรายความสัมพันธ์ของเนื้อหาที่เรียนรู้กับเนื้อหาอื่น ๆ ………....... 10.พร้อมแสดงให้เห็นถึงการตอบสนองที่เหมาะสม เช่น ให้กาลังใจ ถามกลับ ชี้ ชัดความถูกต้อง ………....... 11.พร้อมตั้งคาถามช่วยทาให้ผู้เรียนเกิดความตระหนักในคุณค่าของการเรียนรู้
  • 51.
    51 เช่น เราเรียนรู้เรื่องนี้ไปทาไม เรื่องนี้มีความสาคัญอย่างไรเมื่อเรียนเรื่องนี้ ………....... 12.พร้อมช่วยให้เกิดการตั้งเป้าหมายการวางแผนการดาเนินงานและการติดตาม ผลด้วยตนเอง ………....... 13. พร้อมกับการสื่อสารได้แก่ การคาพูดที่ช่วยทาให้ผู้เรียนเกิดความรู้สึกเชื่อมั่น ในตนเองมากยิ่งขึ้น ………....... 14.พร้อมช่วยเสริมสร้างการมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ของผู้เรียน ด้วยการใช้ กระบวนการกลุ่ม ………....... 15.พร้อมใช้คาถามที่บ่งชี้ถึงพฤติกรรมการอานวยความสะดวกในการเรียนรู้เช่น “นักเรียนคิดว่าจะปรับปรุงการทางานของตนให้ดีขึ้นได้อย่างไรการเรียนครั้งนี้มี ประโยชน์อย่างไร?” ………....... 16.พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้เลือก ………....... 17.พร้อมชี้แนะแนวทางแก่ผู้เรียนในการวางแผน ………....... 18.พร้อมเป็นแบบอย่างที่ดีในการกาหนดจุดมุ่งหมายของบทเรียนและกิจกรรม การเรียนรู้ ………....... 19.พร้อมส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดความตระหนักในความสาคัญของการวางแผน ………....... 20.พร้อมใช้คาพูดที่ช่วยเสริมสร้างความรู้สึกท้าทายในการเรียนรู้ ………....... 21.พร้อมช่วยเสริมสร้างให้ผู้เรียนมีการปรับเปลี่ยนตนเอง 2. สำรวจชุมชน หำแรงบันดำลใจ บทบำทครู สารวจสถานที่ เส้นทางและติดต่อกับแหล่งชุมชนใกล้โรงเรียนที่จะพา นักเรียนไปศึกษาเรียนรู้พร้อมทั้งติดต่อวิทยากรหรือผู้เชี่ยวชาญไว้ให้คาแนะนาแก่นักเรียน หลังจากนั้น ครูจึงพานักเรียนไปทัศนศึกษา พร้อมกับกระตุ้นความสนใจครูตั้งคาถามเกี่ยวกับเรื่องที่นักเรียน สนใจ หรือครูมีจุดประสงค์จะสร้างบทเรียนรู้เพื่อนาไปสู่จุดประสงค์เชิงพฤติกรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น การมีทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 เพื่อเตรียมความพร้อมสู่ประชาคมอาเซียน ดังนั้น การทาความเข้าใจ วัฒนธรรมโดยจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 นั้นต้องเปิดโอกาสให้ผู้เรียน ได้สร้างสรรค์องค์ความรู้ด้วย ตนเอง ทางคณะผู้วิจัย จึงนาเสนอ ชุดการเรียนรู้เรื่อง ภาษาและวัฒนธรรมในอาเซียนตอนปฏิบัติการ ตามล่าหา“บาย” เพื่อเป็นตัวอย่างในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนเพื่อสร้างองค์ความรู้ได้ตนเอง ตลอดจนสามารถสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อก้าวนาประเทศอื่น ผ่านเครื่องมือการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษ ที่ 21 ดังตัวอย่าง
  • 52.
    52 ตำรำงที่ 6 แนวคาถามและแนวคาตอบสาหรับครู แนวคำถำมสำหรับครูแนวคำตอบของครู 1. ชี้ชวนให้นักเรียนสังเกตสิ่งมีชีวิตที่มี ความสัมพันธ์กันจากสิ่งที่พบเห็นในท้องนา เพื่อเชื่อมโยงถึงเรื่อง ระบบนิเวศ ห่วงโซ่ อาหาร สายใยอาหาร เป็นต้น นักเรียนสามารถบอกความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตที่ อาศัยอยู่ในระบบนิเวศได้ เช่น สังเกตหอยเชอรี่มา เกาะที่ต้นข้าว และสามารถบอกได้ว่า ข้าวและท้อง นาเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของหอยเชอรี่ ครูจึงอธิบาย เรื่องระบบนิเวศวิทยาว่าความสัมพันธ์ระหว่าง สิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ในระบบนิเวศเดียวกัน จะ 3 รูปแบบ คือ 1. พึ่งพาอาศัยกัน เป็นการอยู่ร่วมกันของ สิ่งมีชีวิต 2 ชนิด ที่ทาให้ฝ่ายหนึ่งและทั้ง 2 ฝ่ายได้ประโยชน์ โดยที่ฝ่ายใดไม่เสีย ประโยชน์เลย 2. ปฏิปักษ์ต่อกัน เป็นการอยู่ร่วมกันของ สิ่งมีชีวิตโดยฝ่ายหนึ่ง จับอีกฝ่ายหนึ่งเป็น อาหารเรียกว่า ผู้ล่า ส่วนฝ่ายที่ถูกจับเป็น อาหารเรียกว่า เหยื่อ 3. แบบเป็นกลางต่อกัน เป็นการอยู่ร่วมกัน ของสิ่งมีชีวิตที่เป็นอิสระต่อกันไม่มีฝ่ายหนึ่ง ฝ่ายใดได้หรือเสียประโยชน์ 2.นักเรียนคิดว่าต้นข้าวกับหอยเชอรี่มี ความสัมพันธ์กันในระบบนิเวศลักษณะใด นักเรียนสามารถแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับ ความสัมพันธ์กันของหอยเชอรี่ ต้นข้าว หรือสิ่งมีชีวิต ต่าง ๆ ครูอธิบายว่า ต้นข้าวกับหอยเชอรี่อยู่ร่วมกันโดย หอยเชอรี่จะกัดกินต้นข้าวซึ่งเป็นการอยู่ร่วมกันแบบ เป็นปฏิปักษ์ต่อกัน กล่าวคือ หอยเชอรี่ เป็นผู้ได้ ประโยชน์ และต้นข้าว เป็นผู้เสียประโยชน์จากการ ถูกหอยเชอรี่กัดกิน ใช้เป็นที่อยู่อาศัยและแหล่ง ขยายพันธุ์
  • 53.
    53 แนวคำถำมสำหรับครู แนวคำตอบของครู 3.นักเรียนคิดว่า แต่ละชุมชนหรือสังคมมี ความสัมพันธ์กันอย่างไร นักเรียนแสดงแนวคิดเกี่ยวกับสังคมในมุมมอง นักเรียน ครูอธิบายเรื่องความแตกต่างกันของกลุ่มคนใน สังคมแต่ละสังคม กล่าวคือ ในสังคมหนึ่งจะประกอบ ไปด้วยบุคคลที่มีสถานภาพและบทบาทในสังคม เช่น ผู้ มีสถานภาพเป็น พ่อ ผู้หญิงมีสถานภาพ เป็นแม่ พ่อมีบทบาทหาเลี้ยงครอบครัว ส่วนแม่ จะมี บทบาทในการเลี้ยงดูลูก ซึ่งเป็นกลุ่มปฐมภูมิใน สังคม ส่วนที่ใหญ่ขึ้นคือ กลุ่มทุติยภูมิ จะเกี่ยวข้อง สัมพันธ์กันมากขึ้น กล่าวคือ กลุ่มชนหลายกลุ่ม รวมกันกลายเป็นภาคส่วน จากนั้นก็กลายเป็น ประเทศ จากประเทศหลาย ๆ ประเทศก็กลายเป็น ภูมิภาค เช่น ภูมิภาคอาเซียน 4.นักเรียนคิดว่าเพราะเหตุใดจึงมีการ รวมกลุ่มกันระหว่างประเทศสมาชิกใน ภูมิภาคอาเซียน เหมือนหรือแตกต่างกัน กับระบบนิเวศหรือไม่ อย่างไร นักเรียนแสดงความคิดเห็นเชื่อมโยงระหว่างระบบ นิเวศในธรรมชาติกับระบบสังคมของมนุษย์ ครูอธิบายถึง ตัวอย่าง เรื่องหอยเชอรี่กับต้นข้าว มีผู้ได้และเสียประโยชน์ ซึ่งนักเรียนต้องการสังคม แบบนี้หรือไม่ ในความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ต้องการความ เข้าใจและความรัก และการอยู่ร่วมกันอย่างมี ความสุข ฉะนั้นมนุษย์จึงไม่อยากเบียดเบียนกัน ในทางกลับกันมนุษย์ต้องอยู่ด้วยกันแบบพึ่งพาอาศัย กัน จึงเกิดการรวมกลุ่มของประเทศสมาชิก เช่น กลุ่มประเทศอาเซียน 5.นักเรียนคิดว่าสิ่งใดที่ทาให้ผู้คนใน อาเซียนเข้าใจซึ่งกันและกันมากที่สุด นักเรียนสามารถตอบได้ว่า การสื่อสารที่เข้าใจกัน ครูอธิบายว่า การเข้าใจภาษาและวัฒนธรรมเป็นส่วน หนึ่งในการพัฒนาร่วมกันเพราะการพูดจาสื่อสารกัน อย่างเป็นมิตร ทาให้รู้สึกปลอดภัย ดังนั้นการทา ความเข้ามนุษย์ในเรื่องความแตกต่าง สิ่งแรกคือ ภาษาและวัฒนธรรม
  • 54.
    54 แนวคำถำมสำหรับครู แนวคำตอบของครู 6.นักเรียนคิดว่าลักษณะภาษาแต่ประเทศ เป็นอย่างไรบ้าง นักเรียนสามารถอธิบายความแตกต่างด้านภาษาได้ ครูอธิบาย เรื่องลักษณะภาษาประกอบด้วยเสียงแต่ ละเสียงที่เป็นหน่วยที่เล็กที่สุดในภาษา ซึ่งเสียงใน ภาษาไทยประกอบไปด้วยพยัญ ชนะ สระ วรรณยุกต์ แต่ในความแตกต่างของภาษานั้น คือ วรรณยุกต์ ในบางภาษาไม่มี ดังนั้นการศึกษาภาษา ต้องศึกษาอย่างสนุกและสร้างสรรค์ เพราะภาษาเป็น สิ่งหนึ่งที่มีชีวิตและสามารถทาความเข้าใจผู้อื่นได้ เพราะสิ่งของ หรือพืช อย่างเดียวกันหรือชนิด เดียวกัน เมื่ออยู่ต่างภูมิภาคหรือต่างประเทศก็เรียก แตกต่างกัน ดังนั้นเราควรศึกษาคาศัพท์ต่าง ๆ เพื่อ การก้าวเข้าสู่ประชาคมอาเซียน 7.นักเรียนรู้จักพืชที่ชื่อว่า “บาย” หรือไม่ นักเรียนสามารถคาดเดาคาตอบได้ ครูอธิบายเรื่องวงศ์คาศัพท์ที่เกี่ยวกับพืชในภูมิภาค โดยใบ้ว่ามีความเกี่ยวเนื่องกับเศรษฐกิจพอเพียง 8.นักเรียนเข้าใจเศรษฐกิจพอเพียงหรือไม่ นักเรียนสามารถอธิบายเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงได้ ครูอธิบายเรื่อง เศรษฐกิจพอเพียง คือ แนว พระราชดาริของพระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานให้กับชาวไทยเพื่อ ให้ได้ใช้ชีวิตอย่าง พอเพียงและยั่งยืน โดยอยู่กับ ธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อมในท้องถิ่นที่มีพืชพันธุ์ธัญญาหารใน ท้องถิ่นซึ่งเป็นแนวปรัชญาในการดาเนินชีวิตของคน ไทย 9. นักเรียนลองเป็นสารวจ หรือ เป็นนักสืบ เพื่อตามหาว่า “บาย” คืออะไร นักเรียนมีความกระตือรือร้นและมีความสนใจที่จะหา คาตอบว่า “บาย” คืออะไร ครูอธิยาย นักเรียนต้องศึกษาค้นคว้าและหาคาตอบ ร่วมกัน
  • 55.
  • 56.
    56 บทบำทนักเรียน เมื่อครูได้แสดงบทบาทผู้อานวยการและแนะนาความรู้แล้ว จะทาให้นักเรียนมีความสนใจอยากรู้ เรื่อง “บาย”ว่าคืออะไร โดยครูมอบบทบาทการสร้างองค์ความรู้และค้นหาความรู้จากคาถามข้างต้นให้ นักเรียนเป็นผู้แสดงบทบาทผู้เรียน โดยมีเครื่องมีดังนี้ เครื่องมือ 1. คู่มือนักสารวจ 2. แบบสอบถาม 3. แบบบันทึกความรู้ คู่มือนักสำรวจ สถำนที่ อำเภอบ้ำนนำ จังหวัดนครนำยก วันที่ 19 สิงหำคม 2556 วัตถุประสงค์ของกำรสำรวจในครั้งนี้คือ 1. เพื่อศึกษาภาษาท้องถิ่นเกี่ยวกับพืชพรรณ 2. เพื่อศึกษาสภาพแวดล้อมและวิถีชีวิตของคนในชุมชน 3. เพื่อศึกษาลักษณะของพืชในชุมชน 1 . เลือกวิธีกำรในกำรสำรวจชุมชน วิธีกำร เลือก รำยละเอียดที่จะสำรวจ สิ่งที่ต้องเตรียม สังเกตและจดบันทึก  บันทึกสิ่งต่าง ๆที่พบ เช่น ต้นไม้ แหล่งน้า สัตว์ สิ่งปลูกสร้าง สมุดบันทึก/ปากกา วำดภำพหรือถ่ำยภำพบริเวณพื้นที่ที่ สำรวจ ระบุรำยละเอียด พูดคุยกับคนในชุมชน อื่น ๆ ตำรำงที่ 7 ตารางสารวจชุมชน
  • 57.
    57 ข้อแนะนำก่อนออกสำรวจ  กาหนดวัตถุประสงค์ของการสารวจให้ชัดเจน  รู้จักสังเกตสิ่งต่างๆ รอบตัว สิ่งที่สังเกตได้ อาจแบ่งเป็นหมวดได้หลากหลาย เช่น สภาพแวดล้อม ,สิ่งปลูกสร้าง ,ศิลปะหัตถกรรมเป็นต้น  ตั้งคาถามเป็นหากต้องพูดคุยกับคนในชุมชนเพื่อสอบถามข้อมูลต้องรู้จักถามคาถาม คาถามที่ดี ควรเป็นคาถามปลายเปิด ไม่ใช่คาถามที่ตอบได้เพียงใช่หรือไม่ใช่ เช่น ทำไมวัดนี้จึงชื่อวัดหนองแขม , สร้างขึ้นเมื่อไร  ควรค้นคว้าข้อมูลเบื้องต้นของสถานที่ที่จะไปสารวจก่อนไปสารวจจริง  ในตัวอย่างนี้นักเรียนต้องตามหาว่า “บาย” คืออะไรนักเรียนจึงต้องออกสารวจ ตามแหล่งชุมชนที่ครูได้ ออกแบบและวางแผนไว้แล้วโดยครูมีแบบสอบให้นักเรียนได้ไปสอบถาม ดังตัวอย่าง แบบสอบถำม คำถำม นักเรียนคิดคำถำม คำตอบที่ได้ ใคร ใครใช้คาว่า “บาย” ทุกคน ใครเป็นคนคิดค้นปุ๋ย ปุ๋ยยูเรีย คิดค้นโดย นักวิชาการการเกษตร ของ กระทรวงเกษตรแห่งชาติ บราซิล ดร.คาร์โดโซ ใครเป็นผู้นามาปลูก ยังไม่หลักฐานชี้ชัด เพราะมีมาตั้งบรรพกาลแล้ว อะไร อะไรคือบาย ข้าว อะไรที่ทาให้ “บาย” เจริญเติบโต แสง น้า ปุ๋ย ที่ไหน บายอยู่ที่ไหน อยู่ในทุ่งนา กับใคร บายอยู่กับใคร ชาวนา เมื่อไร จะเห็นมันเมื่อไร ฤดูฝนจะเป็นสีเขียว ฤดูหนาวจะเป็นสีทอง ทาไม ทาไมต้องปลูกข้าวในน้า เพราะข้าวเป็นพืชที่ต้องการน้ามาก เมื่อใด กาหดการในแต่ละครั้งตอนใช้ เวลาเมื่อใดบ้าง ประมาณ 3 เดือน มี นาปี และ นาปรัง นาปีทาปีละครั้ง ส่วนนาปังทาปีละ 2 ครั้ง ตำรำงที่ 8 ตารางแบบสอบถามเพื่อหาคาตอบของนักเรียน
  • 58.
    58 เมื่อนักเรียนได้คำตอบว่ำบำยคือ “ข้ำว” แล้วนักเรียนออกสำรวจพื้นที่ในกำรปลูกข้ำวในแหล่ง ชุมชนเพื่อวำดภำพและหำแรงบันดำลใจเพื่อต่อยอดองค์ควำมรู้ เริ่มสำรวจกันเถอะ ! 3.บันทึกข้อมูลจำกกำรพูดคุยกับคนในชุมชน จากการผู้คุยนักเรียนได้ความรู้ว่า “บาย” หมายถึง “ข้าว” สามารถปลูกได้ในท้องถิ่น และ ภำพที่ 14 นักเรียนวาดภาพการทานาของชุมชน ให้นักเรียนวาดแผนที่ชุมชนที่ไปสารวจพบพืชที่ชื่อ “บาย”
  • 59.
    59 สรุปควำมรู้ที่ได้จำกกำรสำรวจ การทานาโดยในประเทศไทย สามารถทาได้ 2ครั้ง คือ นาปีและนาปรัง ฤดูที่เริ่มทานาคือ ฤดู ฝนและเก็บเกี่ยวในฤดูหนาว และข้าวเป็นผลผลิตเพื่อส่งออกทารายได้ให้กับประเทศจากนั้นนักเรียนนา ความคิดมาวิเคราะห์และต่อยอดความคิดจากสี่งได้ไปพบเพื่อออกแบบการเรียนจากสถานที่ จุดมุ่งหมาย และการต่อยอดอความคิด เพื่อจะวางแผนการเรียน ดังตัวอย่าง สถำนที่ จุดมุ่งหมำย ควำมคิดต่อยอด นาข้าว ศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับข้าว 1. ข้าวนาไปทาอะไรได้บ้าง นวัตกรรมที่ช่วยในการผลิตและ เก็บเกี่ยวข้าว 2.ในภูมิภาคอาเซียนเรียกข้าวว่า อะไรบ้าง 3.ในภาคต่าง ๆ ในประเทศไทย เรียกข้าวว่า อะไรบ้าง 4.จะปลูกข้าวให้ได้ผลผลิตสูง ต้องทาอย่างไร ตำรำงที่ 9 ตารางการคิดวิเคราะห์และต่อยอดองค์ความรู้ 3. ระดมควำมคิด บทบำทของครู ระดมความคิดกับนักเรียนและซักถามนักเรียนถึงสิ่งที่อยากเรียนรู้ ให้ นักเรียนได้แสดงภูมิความรู้ของตนเองในเรื่องนั้นๆ และหาวิธีการ ค้นคว้าหาคาตอบของสิ่งที่อยากเรียนรู้ร่วมกัน บทบำทนักเรียน นาเสนอสิ่งที่ตนเองสนใจผ่านการทา Mind mapบอกสิ่งที่ตนเองสนใจ รับฟังความคิดเห็นจากผู้อื่นและสามารถเชื่อมโยงกับชีวิตประจาวันได้ เครื่องมือ 1. แผนภาพมโนทัศน์ 2. แบบฟอร์มการเขียนสรุปความคิดของตนเอง 3. แบบฟอร์มตารางบันทึกการระดมความคิดของกลุ่ม
  • 60.
    60 นักเรียนเขียนแผนภำพมโนทัศน์ที่นักเรียนสนใจ ภำพที่ 15 การเขียนแผนภาพมโนทัศน์ที่นักเรียนสนใจ เมื่อเด็กๆ ได้ออกแบบผังความคิดแล้ว นักเรียนมาเขียนสรุปประเด็นสาคัญของตัวเองตาม แบบฟอร์มด้านล่าง ในขั้นนี้พัฒนานักเรียนให้สามารถวางแผนงานจากความสนใจของตนเองได้ เพื่อ นาเสนอเพื่อนร่วมชั้นเพื่อสรุปประเด็นความคิดเห็นร่วมกันต่อไปดังตัวอย่างด้านล่าง แบบฟอร์มเขียนสรุปควำมคิดของตนเอง หัวข้อ สิ่งที่รู้แล้ว สิ่งที่อยำกเรียนรู้เพิ่มเติม วิธีกำรเรียนรู้ โครงสร้างของพืช ต้น, เมล็ด, ใบ, ราก ทาไมเวลาเคี้ยวข้าวนานๆจะมีรส หวาน ทาการทดลอง คาศัพท์เกี่ยว กับข้าว คาว่า “บาย” หมายถึง“ข้าว” เป็นภาษาเขมร ในภูมิภาคอื่น ๆ เรียกว่าอะไรบ้าง ศึกษาค้นคว้า ประเพณีและ วัฒนธรรมเกี่ยว กับข้าว มีการทาขวัญ ข้าว ทาขวัญข้าวทาอย่างไร ศึกษาค้นคว้า ตำรำงที่ 10 ตารางสรุปความคิดของตนเอง บาย "ข้าว" ทาไมเวลาเคี้ยว ข้าวนานๆ จะมีรสหวาน ในภูมิภาคอื่น ๆ เรียกว่า อะไรบ้าง ส่วนต่าง ๆ ของ ข้าวทา ประโยชน์อะไร ได้บ้าง ทาไมภาษาถึง เรียกข้าวไม่ เหมือนกัน ทาขวัญข้าว ทาอย่างไร
  • 61.
    61 เมื่อนักเรียนนาเสนอความคิดแล้วของตัวเองตามความคิดเห็นด้านบน ก็นาเสนอเพื่อน ๆและ ครูเพื่อสรุปและหาเหตุผลร่วมกันแล้วครูสรุปลงฟอร์มการระดมความคิดกลุ่ม ในขั้นนี้เป็นการพัฒนาการ ฟังความคิดเห็นและการทางานเป็นทีม อีกทั้งรวมกันหาเหตุผลเพื่อตั้งสมมุติฐาน เพื่อนามาซึ่งการสร้าง องค์ความรู้ ดังตัวอย่าง แบบฟอร์มตำรำงบันทึกกำรระดมควำมคิดของกลุ่ม ชื่อนักเรียน ควำมคิดเห็น เหตุผลในกำรนำเสนอ เด็กชาย ไก่ หากเคี้ยวหรืออมข้าวไว้ในปาก นานๆจะมีรสหวาน ในข้าวมีน้าตาลจริงหรือไม่จริงต้องทาการ ทดลอง เด็กหญิง ปลา ทาไมภาษาถึงเรียกข้าวไม่เหมือนกัน ในแต่ละกลุ่มชนได้กาหนดการสร้างและใช้ ภาษามาไม่เหมือนกัน เป็นการตกลงกัน ในกลุ่มชนนั้น ๆ เป็นเพราะเหตุใด เด็กชาย โต้ง ทาไมต้องทาขวัญข้าว เป็นการเรียกกาลังใจจึงควรศึกษาว่ามีการ ทาขวัญข้าวอย่างไร เด็กหญิง สวย ส่วนต่าง ๆ ของข้าวทาประโยชน์ อะไรได้บ้าง ข้าว สามารถทาน้าข้าวกล่องได้ มี ประโยชน์มาก น่าจะเป็นการนาไปค้าขาย และทารายได้ได้ เด็กหญิง ออม สามารถขยายการผลิตได้อย่างไร สร้างเครื่องทาน้าข้าวกล่อง การทา เครื่องมือทาข้าวกล่องให้ง่ายต่อการผลิต ซึ่งสามารถต่อยอดได้ เด็กชายนัด คาศัพท์เกี่ยวกับข้าว ภูมิภาคต่างกัน คาศัพท์ก็ต่างกัน อยาก ศึกษาและเรียนรู้ ตำรำงที่ 11 ตารางบันทึกการระดมความคิดของกลุ่ม 4. วิเครำะห์ จำแนก แยกแยะข้อมูลที่ถูกต้อง บทบำทของครู นาหัวข้อต่างๆที่นักเรียนต้องการเรียนรู้มาแยกเป็นสาระวิชากาหนด จุดประสงค์และการประเมินผลที่ต้องการร่วมกัน บทบำทนักเรียน นักเรียนช่วยครูแบ่งแยกหัวข้อการเรียนรู้เป็นหมวดหมู่สาระวิชา กาหนดจุดประสงค์และการประเมินผลที่ต้องการร่วมกัน เครื่องมือ 1. แผนภาพมโนทัศน์การบูรณาการวิชาต่าง ๆ 2.แบบฟอร์มตารางบันทึกการแบ่งหัวข้อการเรียนรู้กับสาระวิชาต่าง ๆ
  • 62.
  • 63.
    63 แบบฟอร์มตารางบันทึกการแบ่งหัวข้อการเรียนรู้กับสาระวิชาต่างๆ หัวข้อ สำระวิชำ มำตรฐำนกำรเรียนรู้ ข้าววิทยาศาสตร์ มาตรฐาน ว 1.1 เข้าใจหน่วยพื้นฐานของสิ่งมีชีวิตความสัมพันธ์ของ โครงสร้าง และหน้าที่ของระบบต่าง ๆ ของสิ่งมีชีวิตที่ทางานสัมพันธ์กัน มีกระบวนการสืบเสาะหาความรู้สื่อสารสิ่งที่เราเรียนรู้และนาความรู้ไปใช้ ในการดารงชีวิตของตนเองและดูแลสิ่งมีชีวิต มาตรฐาน ว 2.1 เข้าใจสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่น ความสัมพันธ์ระหว่าง สิ่งแวดล้อมกับสิ่งมีชีวิต ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ในระบบ นิเวศ มีกระบวนการสืบเสาะหาความรู้และจิตศาสตร์ สื่อสารสิ่งที่เรียนรู้ และนาความรู้ไปใช้ประโยชน์ มาตรฐาน ว2.2 เข้าใจความสาคัญของทรัพยากรธรรมชาติการใช้ ทรัพยกรธรรมชาติในระดับท้องถิ่น ประเทศ และโลก นาความรู้ไปใช้ใน การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่นอย่างยั่งยืน ข้าว ภาษาไทย มาตารฐาน ท.1.1 ใช้กระบวนการอ่านสร้างความรู้และความคิด เพื่อ นาไปใช้ตัดสินใจ แก้ปัญหา ในการดาเนินชีวิตและมีนิสัยรักการอ่าน มาตรฐานท.1.2ใช้กระบวนการเขียนสื่อสาร เขียนเรียงความ และเขียน เรื่องราวในรูปแบบต่าง ๆ เขียนรายงานข้อมูลสารสนเทศและรายงาน การศึกษาค้นคว้าอย่างมีประสิทธิภาพ ข้าว สังคม มาตรฐาน ส 3.1 เข้าใจและสามารถบริหารการจัดการทรัพยากรในการ ผลิตและการบริโภค การใช้ทรัพยากรที่มีอยู่จากัดได้อย่างมีประสิทธิภาพ และคุ้มค่า รวมทั้งเข้าใจหลักการของเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อการดารงชีวิต อย่างมีดุลยภาพ มาตรฐาน ส 4.3 เข้าใจความเป็นมาของชาติ วัฒนธรรม ภูมิปัญญาไทย มีความรัก ความภูมืใจและธารงความเป็นไทย มาตรฐาน ส 5.2 เข้าใจปฎิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสภาพแวดล้อมทาง กายภาพที่ก่อให้เกิดการสร้างสรรค์วัฒนธรรม มีจิตสานึกและมีส่วนร่วม ในการอนุรักษ์ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน
  • 64.
    64 หัวข้อ สำระวิชำ มำตรฐำนกำรเรียนรู้ ข้าวคณิตศาสตร์ มาตรฐาน ค 2.1 เข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับการวัด วัดและคาคคะเนของ สิ่งของที่ต้องการวัด มาตรฐาน ค 6.1 มีความสามารถในการแก้ปัญหา กาให้เหตุผล การ สื่อสาร การสื่อความหมายทางคณิตศาสตร์ และการนาเสนอ การ เชื่อมโยงความรู้ต่าง ๆ และเชื่อมโยงคณิตศาสตร์กับศาสตร์อื่น ๆ และมี ความคิดสร้างสรรค์ ข้าว การงานอาชีพ และเทคโนโลยี มาตรฐาน ง 1.1 เข้าใจการทาง มีความคิดสร้างสรรค์ มีทักษะ กระบวนการทางาน ทักษะการจัดการ ทักษะกระบวนการแก้ปัญหา ทักษะการทางานร่วมกัน และทักษะการแสวงหาความรู้ มีคุณธรรม และ ลักษณะนิสัยในการทางาน มีจิตสานึกในการใช้พลังงาน ทรัพยากร และ สิ่งแวดล้อม เพื่อการดารงชีวิตและครอบครัว มาตรฐาน ง 4.1 เข้าใจ มีทักษะที่จาเป็น มีประสบการณ์ เห็นแนวทางใน งานอาชีพ ใช้เทคโนโลยีเพื่อพัฒนอาชีพ มีคุณธรรม และ มีเจตคติที่ดีต่อ อาชีพ ข้าว นาฏศิลป์และ ศิลปะ มาตรฐาน ศ 1.2 เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างทัศนศิลป์ ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม เห็นคุณค่างานทัศนศิลป์เป็นมรดกทางวัฒนธรรม ภูมิ ปัญญาไทยและสากล มาตรฐาน ศ. 2.2 เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างดนตรีและวัฒนธรรม เห็น คุณค่าของดนตรี ที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น ภูมิ ปัญญาไทยและสากล มาตรฐาน ศ 3.1 เข้าใจและแสดงออกทางนาฎศิลป์อย่างสร้างสรรค์ วิเคราะห์ วิพากษ์ ถ่ายทอดความรู้สึกความคิดอย่างอิสระ ขื่นชม และ ประยุกต์ใช้ในชีวิตประจาวัน ข้าว สุขศึกษาและ และพลศึกษา มาตรฐาน พ. 4.1 เห็นคุณค่าและมีทักษะในการสร้างเสริมสุขภาพ การ ดารงสุขภาพ การป้องกันโรค และ การสร้างเสริมสมรรถาพเพื่อสุภาพ ตำรำงที่ 12 ตารางบันทึกสาระการเรียนรู้กับมาตฐานการเรียนรู้
  • 65.
    65 5. ออกแบบกำรเรียนรู้ร่วมกัน บทบำทครู ช่วยให้คาแนะนานักเรียนในการคิดกิจกรรมการเรียนรู้สาหรับแต่ละ หัวข้อที่ได้ช่วยกันวางแผนกันมาแล้วร่วมกับนักเรียนและหาข้อสรุป ร่วมกันว่าจะเลือกกิจกรรมอะไร กาหนดจุดประสงค์และการประเมินผล การเรียนรู้ร่วมกัน บทบำทนักเรียน ช่วยกันคิดกิจกรรมการเรียนรู้สาหรับแต่ละหัวข้อที่ได้ช่วยกันวางแผน กันมาแล้วร่วมกับครู และหาข้อสรุปร่วมกันว่าจะเลือกกิจกรรมอะไร กาหนดจุดประสงค์และการประเมินผลการเรียนรู้ร่วมกัน เครื่องมือ แบบฟอร์มตารางบันทึกการจัดการเรียนรู้ ในขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนของการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างครูกับนักเรียนที่จะทาหาให้นักได้มีส่วน ร่วมในการจัดการเรียนรู้ เมื่อนักเรียนแต่ละคนได้เสนอความคิดเห็นจองตนเองแล้วก็นาการมาสรุปรวม หัวข้อที่ใกล้เคียงกันสร้างจุดประสงค์และการประเมินผลร่วมกัน ดังตัวอย่าง แบบฟอร์มตำรำงบันทึกกำรจัดกำรเรียนรู้ กิจกรรม ควำมคิด นักเรียน ควำมคิดครู สรุปกำร เรียนรู้ร่วมกัน จุดประสงค์กำรเรียนรู้ กำร ประเมินผล KPA วิทยาศาสตร์ เราสามารถ รับประทาน อาหารอะไร ทดแทนข้าว ได้บ้าง อาหารและ สารอาหาร ทดสอบ สารอาหาร 1.นักเรียนบอกเรื่อง สารอาหารได้ ทาการทดลอง การอ่าน และ การเขียน ฝึกอ่าน ฝึกเขียน ฝึกอ่าน, ฝึกเขียน 1. นักเรียนสามารถอ่าน วิเคราะห์สานวนเกี่ยวข้าวได้ 2.นักเรียนเขียนเรียงความ เกี่ยวข้าวได้ 3.นักเรียนบอกคาศัพท์เกี่ยว ข้าวในอาเซียนได้ เขียน เรียงความ ราวง ราวง มาตราฐาน เกี่ยวข้าว เห็นด้วย แล้วถาม คาถามชวน คิดว่า นักเรียนฝึก รา วงเกี่ยวข้าว และการละเล่น ต่าง ๆ 1. เรียนรู้เพลงพื้นบ้าน การละเล่น ต่าง ๆ ร้องได้ ราได้และเล่ การละเล่นได้
  • 66.
    66 กิจกรรม ควำมคิด นักเรียน ควำมคิดครู สรุปกำร เรียนรู้ร่วมกัน จุดประสงค์กำรเรียนรู้กำร ประเมินผล KPA สังคม อาหารประจา ชาติของ ประเทศ สมาชิก อาเซียน นโยบาย จานาข้าว, เศรษฐกิจ พอเพียง อาหารประจา ชาติของ ประเทศ สมาชิก อาเซียน, นโยบายจานา ข้าว, เศรษฐกิจ พอเพียง 6. นักเรียนสามารถบอก ลักษณะต่าง ๆ ของ ประเทศสมาชิกอาเซียน 7. นักเรียนนักเรียนอธิบาย เรื่องเศรษฐกิจของ อาเซียน 8. นักเรียอธิบายเรื่อง เศรษฐกิจพอเพียงได้ แบบทดสอบ อัตนัย กทอ. และ คณิตศาสตร์ ผลิตน้าข้าว กล้องงอก เห็นด้วย ทาน้าข้าว กล้องงอก 1.นักเรียนบอกหลักการ ชั่ง ตวง วัดได้ ทาน้าข้าว กล้องงอกได้ ตำรำงที่ 13 ตารางบันทึกการจัดการเรียนรู้ 6. ลงมือปฎิบัติ บทบำทของครู ช่วยสร้างบรรยากาศแห่งการเรียนรู้ให้กับนักเรียน คอยอานวยความสะดวกใน การเรียนรู้และการทากิจกรรมต่างๆ ออกแบบการเรียนรู้และปรับแผนการเรียน ให้สอดคล้องกับความสนใจของนักเรียน และเรียนรู้ไปพร้อมกับนักเรียน บทบำทนักเรียน ศึกษา ค้นคว้า ลงมือปฏิบัติตามแผนที่วางไว้ จนถึงการสรุปผลการเรียนรู้และ สร้างชิ้นงานต่างๆตรวจทานงานที่ทาและแก้ไขปรับปรุงหากเกิดข้อผิดพลาด นักเรียนหาข้อมูล/ทดลอง/สร้างชิ้นงาน เครื่องมือ 1. ใบงาน 2.ใบบันทึกความรู้
  • 67.
    67 ในขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนของการลงมือทา ดังนั้นการสร้างใบงานและใบความรู้ของครูจึงสาคัญควร เป็นอย่างที่น่าสนใจ เพื่อให้เด็กๆ ได้ทากิจกรรมได้อย่างสนุกสนาน ดังตัวอย่าง ใบควำมรู้ที่1 เรื่อง สำรอำหำรในข้ำว สำระกำรเรียนรู้ วิทยำศำสตร์ จุดประสงค์กำรเรียนรู้ 1.นักเรียนสามารถบอกเรื่องสารอาหารได้ KPA ทาการทดลองได้ ส่วนประกอบและคุณค่าทางโภชนาการของสารอาหารในเมล็ดข้าว เมล็ดข้าวประกอบด้วยเปลือกหุ้มเมล็ดหรือแกลบ (Hull หรือHusk) ซึ่งจะหุ้มข้าวกล้องในเมล็ดข้าวกล้อง ประกอบด้วยจมูกข้าวหรือคัพภะ (Embryo หรือGerm) ราขาวและเมล็ดข้าวขาวหรือเมล็ดข้าวสาร (Endosperm) ดังรูปที่1ส่วนคุณค่าทางโภชนาการแร่ธาตุต่างๆและวิตามินมีอยู่มากมายในทุกส่วนของ เมล็ดข้าว
  • 68.
    68 รูปแสดงส่วนประกอบของเมล็ดข้าว (ข้าวสารแกลบจมูกข้าวและราข้าว) ส่วนประกอบของเมล็ดข้ำว 1. แกลบประกอบไปด้วยโปรตีนไขมันเยื่อใยคาร์โบไฮเดรตเถ้าสารซิลิกาแคลเซียมฟอสฟอรัสลิกนิน เซลลูโลสเพนโตแซนเฮมิเซลลูโลสและอื่นๆ(ตารางที่1) เราสามารถนาแกลบไปใช้งานได้หลายอย่างเช่น ทาปุ๋ยใส่ต้นไม้นาไปเผาใช้เป็นพลังงานความร้อนได้เป็นขี้เถ้าใช้ทาสบู่หรือใส่ในนาข้าวเพื่อปรับสภาพดิน และช่วยลดการทาลายของโรคและแมลงศัตรูข้าวใช้ผสมดินเหนียวเป็นส่วนประกอบของอิฐฯลฯ 2. ข้ำวกล้องเมื่อนาข้าวกล้องมาขัดเอาผิวออกจะได้ราหยาบและจมูกข้าว (5 – 8 %), ราละเอียดและ จมูกข้าว (2 – 3 %) และข้าวสาร (60 -73 %) องค์ประกอบหลักของเมล็ดข้าวคือคาร์โบไฮเดรตหรือแป้ง ข้าว (Starch) 3. คำร์โบไฮเดรตหรือแป้ งข้ำวข้าวจะมีแป้งอยู่90 % ของน้าหนักแห้งเม็ดแป้ง20 – 60เม็ดอัดรวมกัน อยู่ในอมิโลพลาสและล้อมรอบเม็ดแป้งด้วยโปรตีนแป้งข้าวสามารถแยกออกเป็นองค์ประกอบย่อย2ชนิด ได้แก่อมิโลเปคติน (Amylopectin) และอมิโลส (Amylose) 3.1อมิโลเปคตินเป็นแป้งที่เป็นโพลิเมอร์ของน้าตาลกลูโคสมีโครงสร้างโมเลกุลเหมือนกิ่งไม้โดยมีพันธะ α 1-4 D เชื่อมน้าตาลกลูโคสเป็นเส้นยาวและพันธะα 1-6 D เชื่อมน้าตาลกลูโคสที่แตกแยกออกจาก เส้นตรงคุณสมบัติของอมิโลเปคตินทาปฏิกิริยากับสารไอโอดีนได้สีม่วงหรือน้าตาลแดงดูดซับไอโอดีน และเซลลูโลสได้ต่าและย่อยสลายด้วยเอ็นไซม์β-amylase ได้ต่า
  • 69.
    69 3.2อมิโลสเป็นแป้งที่เป็นโพลิเมอร์ของน้าตาลกลูโคสเช่นกันมีโครงสร้างโมเลกุลเป็นแบบเส้นตรงมีพันธะ α 1-4 Dเชื่อมน้าตาลกลูโคสเป็นเส้นยาวคุณสมบัติของอมิโลสคือทาปฏิกิริยากับสารไอโอดีนได้สีน้าเงิน เข้มดูดซับไอโอดีนและเซลลูโลสได้มากและย่อยสลายด้วยเอ็นไซม์β-amylase ได้100 % 4. โปรตีนเมล็ดข้าวมีส่วนประกอบของโปรตีนอยู่ประมาณ4.3 – 18.2 % หรือเฉลี่ย9.5 % เป็นอันดับ สองรองจากแป้งปริมาณโปรตีนที่พบในเมล็ดข้าวมีความแปรปรวนขึ้นอยู่กับสถานที่ปลูกและ สภาพแวดล้อมโปรตีนในเมล็ดข้าวสามารถแบ่งเป็น4ชนิดตามคุณสมบัติในการละลายได้แก่ 4.1อัลบลูมิน (Alblumin) มีคุณสมบัติละลายได้ในน้า (Water soluble protein) 4.2โกลบูลิน (Globulin) มีคุณสมบัติละลายได้ในน้าเกลือ (Salt soluble protein) 4.3โปรลามิน (Prolamin) มีคุณสมบัติละลายได้ในแอลกอฮอล์ (Alcohol soluble protein) 4.4กลูเตลลิน (Glutelin) มีคุณสมบัติละลายได้ในกรดหรือด่าง (Acid or alkali soluble protein) 5. ไขมันไขมันที่อยู่ในเมล็ดข้าวมักจะอยู่ในสภาพเป็นหยดไขมันเล็กๆขนาดเล็กกว่า1.5ไมครอนอยู่ บริเวณเยื่อหุ้มผิวเมล็ด (ราหยาบและราละเอียด) และจมูกข้าว (คัพภะ) เมล็ดข้าวมีไขมัน1.6 – 2.8 % ส่วนใหญ่อยู่ในราข้าวไขมันที่ได้จากข้าวเป็นไขมันชนิดที่มีคุณภาพดีมีกรดไขมันอิ่มตัว18%กรดไขมันไม่ อิ่มตัวเชิงเดี่ยว (Monounsaturated Fatty Acid : MUFA) 45%กรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน (Polyunsaturated Fatty Acid : PUFA) 37%น้ามันราข้าวเหมาะสาหรับผู้ที่ต้องการลดคอเลสเตอรอลที่ ไม่ดี (LDL-C) เพราะมีปริมาณกรดไขมันไม่อิ่มตัวสูง (Linoleic acid, Oleic acid และPalmitic acid) มี สารแกมม่าออไรซานอล (Gamma Oryzanol) ช่วยในการควบคุมระดับโคเลสเตอรอลในเส้นเลือด 6. สำรต้ำนอนุมูลอิสระ (Anti-oxidants)เป็นสารที่มีคุณสมบัติช่วยในการป้องกันการเกิดปฏิกิริยาทาง เคมีซึ่งทาให้เนื้อเยื่อเสื่อมสภาพเกี่ยวข้องกับกลไกการสร้างภูมิต้านทานโรคเป็นสารประกอบที่มีอยู่ใน เมล็ดข้าวและมีมากกว่าร้อยชนิดสารต้านอนุมูลอิสระมีหลายประเภทได้แก่วิตามินเกลือแร่หรือเอ็นไซม์มี ประโยชน์ช่วยป้องกันร่างกายจากอนุมูลอิสระ (Free radicals) ซึ่งเชื่อว่าเป็นสารก่อให้เกิดโรคมะเร็งสาร ต้านอนุมูลอิสระสาคัญที่อยู่ในเมล็ดข้าวได้แก่แกมมา-ออไรซานอล (Gamma Oryzanol) โทโคฟีรอล (Tocopherol) และโทโคไตรอีนอล (Tocotrienol)
  • 70.
    70 ใบงำนที่ 1 เรื่อง สำรอำหำรในข้ำว สำระกำรเรียนรู้วิทยำศำสตร์ 1.ให้นักเรียนทาการทดลองดังนี้ กำรทดสอบน้ำตำล ทดสอบโดยหยดสารละลายเบเนดิกต์ในอาหาร แล้วนาไปต้มในน้าเดือดถ้าในอาหารมีน้าตาลอยู่ ถ้ามีน้าตาลโมเลกุลเดี่ยวมาก จะได้ตะกอนสีส้มอิฐ ถ้ามีน้าตาลโมเลกุลเดี่ยวอยู่บ้าง จะได้ตะกอนสีเขียว ถ้ามีน้าตาลโมเลกุลเดี่ยวอยู่น้อย จะได้ตะกอนสีเหลือง ตะกอนสีส้มอิฐ ตะกอนสีเขียว ตะกอนสีเหลือง ข้าวที่นามาทดลองเป็นสีใด…………… 2.นักเรียนคิดว่าเพราะเหตุใด ………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………
  • 71.
    71 ใบควำมรู้ 2 เรื่อง ประเพณีทำขวัญข้ำว สำระกำรเรียนรู้ภำษำและวัฒนธรรมไทย จุดประสงค์กำรเรียนรู้ 1.นักเรียนสามารถสรุปความและเขียนแสดงความคิดเห็นเรื่องประเพณีทาขวัญข้าวได้ KPA อ่านตีความ การทาขวัญข้าวแตกต่างจากภาคหนึ่งไปยังอีกภาคหนึ่ง ในภาคกลาง จะทาในช่วงเวลากลางเดือน 20 ผลผลิตอุดมสมบูรณ์ ตลอดจนถวายแก่พระสงฆ์เมื่อข้าวในนาสุกดีแล้ว เมื่อนวดข้าวเสร็จก็จะกาหนดวัน พฤหัสบดีหรือวันศุกร์นาข้าวขึ้นยุ้ง ชาวบ้านก็จะมาร่วมทาขวัญข้าว ร้องเพลงทาขวัญแม่โพสพ เครื่องเซ่นสังเวย ให้นาเครื่องสังเวยไปบูชาแม่โพสพในแต่ละครั้ง 1.ช่วงข้ำวในนำกำลังตั้งท้อง กล้วย อ้อย ถั่ว งา ส้ม อย่างละ 1 2คา ใส่ตะกร้าสาน หมาก พลูจีบ 2คา 1 เมื่อเกี่ยวข้ำวและนำขึ้นยุ้งข้ำว • หมาก พลูจีบ 2คา • บุหรี่ 2มวน • ข้าวที่เกี่ยวแล้ว 2กา • ผ้าแดง ผ้าขาว ขนาด 2คืบ อย่างละ2ผืน
  • 72.
    72 ใบงำนที่ 2 เรื่อง สำรอำหำรในข้ำว สำระกำรเรียนรู้วิทยำศำสตร์ คำสั่ง ให้นักเรียนอ่ำนข้อควำมอ่ำนล่ำงแล้วอธิบำยควำม 1 ย่อหน้ำ คำกล่ำวรับขวัญข้ำว “วันนี้วันดีแม่โพสพแม่โพศรีแม่จันเทพีแม่ศรีสุดา (เป็นวันจันเทวีเป็นวันสีสุชาดา) ขอแต่งเนื้อแต่งตัว เตรียมไปไหว้หลวงพ่อวัดป่า (ป่าเลไลย์) เตรียมเนื้อเตรียมตัวเดี๋ยวลูกผัวก็จะมาพลางก็กวักน้าอาบน้า ยอดข้าวเอากรรไกรตัดแต่งเหมือนแต่งผมให้สมสวยเอาผ้ามานุ่งเอาสไบมาห่มหวีผมก็บรรจงแต่งทั้งแป้ง หอมน้าหอมก็ปะก็พรมด้วยคาชมว่าสวยแล้วงามแล้วดูซิดูซิดูซิให้ส่องกระจกวันดีคืนดีถ้าแม่โพสพแม่โพ สีต้องแบกท้องแบกไส้ก็มีผลสุกลูกไม้เตรียมเอาไว้ยามแพ้ท้องด้วยแล้วนะ" ก่อนลากลับก็เอามือจับต้นตาแก(สะแก) ปากก็ว่า“ตาตาแกฝากแม่โพสพไว้ด้วยหากมีศัตรูหมู่ร้ายหรือ ย้ายมาขอให้ตาช่วยไล่ไปให้พ้นจนหมดภัยนะตา”แล้วบอกลาแม่โพสพ“แม่โพสพแม่โพสีแม่จงอยู่ดีกินดี บัดนี้ต้องขอลาขอให้ได้รวงละหม้อกอละมัดมัดละเกวียนนะแม่นะ" ………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………
  • 73.
    73 ใบควำมรู้ที่ 3 เรื่อง สำนวนไทยที่ใช้กันอยู่เป็นประจำที่มีคำว่ำ“ข้ำว” สำระกำรเรียนรู้ ภำษำไทย จุดประสงค์กำรเรียนรู้ 1. นักเรียนบอกเข้าใจเรื่องสานวนไทยเกี่ยวข้าวได้ 2. นักเรียนบอกความหมายของสานวนไทยเกี่ยวข้าวได้ KPA เขียนอธิบายสานวนที่คิดว่าเกี่ยวข้องกับชีวิตนักเรียนมากที่สุด 2 สานวน เรื่อง สำนวนไทยที่ใช้กันอยู่เป็นประจำที่มีคำว่ำ “ข้ำว” สำนวนข้ำวที่เกี่ยวกับควำมเจริญงอกงำม ข้าวเหลือเกลืออิ่ม บริบูรณ์ด้วยข้าวปลาอาหาร ในน้ามีปลา ในนามีข้าว มีความอุดมสมบูรณ์ กินข้าวร้อนนอนสบาย มีความเป็นอยู่อย่างสบาย นึกจะกินจะตื่นเมื่อไรก็ได้ หนูตกถังข้าวสาร อยู่อย่างสบาย มีอาหารการกินอุดมสมบูรณ์ สำนวนข้ำวที่เกี่ยวกับขนบธรรมเนียมประเพณี ข้าวนอกเจ้า ข้าวนอกหม้อ การกระทาหรือประพฤติ นอกเหนือจากคาสั่ง หรือผิดจากแบบแผน ขนบธรรมเนียมประเพณี ข้าวแดงแกงร้อน บุญคุณ กินข้าวและแกงของผู้ใด ต้องนึกถึงบุญคุณของผู้นั้น ข้าวไม่มียาง คนที่รับอุปการะผู้อื่นไปแล้ว ไม่นึกถึง บุญคุณ เหมือนข้าวไม่มียาง กินไม่ดี เลี้ยงเสียข้าวสุก เลี้ยงบุคคลหรือใดๆ ไว้ แต่อาศัยพึ่งพาไม่ได สำนวนข้ำวกับควำมตกทุกข์ได้ยำก ข้าวยากหมากแพง ยามที่บ้านเมืองขาดแคลนอาการ ประชาชนทุกข์ยากลาบาก ไม่มีข้าวสารกรอกหม้อ ยากจนไม่มีแม้แต่อาหารจะกิน กินน้าต่างข้าว ทุกข์มาก ลาบากมาก จนมาก สำนวนข้ำวที่เกี่ยวกับระยะเวลำ ชั่วหม้อข้าวเดือด เวลาไม่นานนัก ก้นหม้อข้าวยังไม่ทันดา ระยะเวลาสั้นๆ คอยเหมือนข้าวคอยฝน ตั้งใจคอยแต่ไม่รู้เวลาแน่นอน
  • 74.
    74 สำนวนข้ำวในพิธีกรรม ข้าวแจก ข้าวที่ทาบุญอุทิศส่วนกุศลให้ผู้ตาย ข้าวบาตร เรียกขันเชิงสาหรับใส่ข้าวตักบาตรว่าขันข้าวบาตรหรือเรียกข้าวที่เตรียมไว้ใส่บาตรก็ได้ ข้าวเปรต เครื่องเซ่นเปรตในพิธีตรุษสารท ข้าวผอกกระบอกน้า ของกินเล็กๆ น้อยๆ และมีกระบอกน้าเล็กๆ กรอกน้า แขวนกิ่งไม้ที่ทาขึ้นแล้วผูกไว้ ที่บันไดเรือน ใช้ในพิธีตรุษ ข้าวพระ ข้าวสาหรับถวายพระพุทธ ข้าวกรู ข้าวที่ทาเพื่ออุทิศให้เปรตในพิธีสารท สำนวนทั่วไป ข้าวใหม่ปลามัน อะไรที่เป็นของใหม่กาลังดี ชายข้าวเปลือก หญิงข้าวสาร ชายไปอยู่ที่ไหนย่อมสามารถแพร่พันธุ์สร้างเชื้อสายได้เหมือนข้าวเปลือก ส่วนผู้หญิงทาไม่ได้เพราะต้องยึดมั่นอยู่กับสามีจึงเปรียบเสมือนข้าวสารที่ไปอยู่ที่ไหนก็ไม่สามารถแพร่ พันธุ์ได้ หมาเห็นข้าวเปลือก ทาอะไรกับสิ่งที่อยู่ข้างหน้าไม่ได้ ได้เบี้ยเอาข้าว ได้อย่างหนึ่ง หากต้องการอีกสิ่งหนึ่งด้วย บนข้าวผี ตีข้าวพระ บนบานขอร้องให้ผีหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วย กินข้าวต้มกระโจมกลาง ทาสิ่งใดโดยไม่พิจารณาให้รอบคอบ จะทาให้ได้รับความลาบาก )เหมือนการกิน ข้าวต้มกลางถ้วย จะเย็นช้ากว่าริมๆ( ข้าวนอกนา บุคคลที่ไม่ได้เกิดในถิ่นนั้นๆ บุคคลที่ผู้อื่นไม่จัดเป็นพวกพ้อง ไม่เป็นที่ยอมรับของสังคม ตาข้าวสารกรอกหม้อ ทาอะไรแบบปัจจุบัน ทาแค่พอให้ผ่านไปไม่เผื่ออนาคต ทุบข้าวประชดหมา ปิ้งปลาประชดแมว การประชด ไม่ได้ทาให้เกิดผลดี กลับทาให้เสียหายไปโดยเปล่า ประโยชน์ ข้าวของ สิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ ที่มา :หนังสือ ข้าว ...วัฒนธรรมแห่งชีวิต ” สานักพิมพ์ แปลน โมทิฟ หน้า 132
  • 75.
    75 ใบงำนที่ 3 เรื่องสำนวนเกี่ยวกับข้ำว สำระกำรเรียนรู้ภำษำไทย คาสั่ง ให้นักเรียนเขียนอธิบายสานวนที่คิดว่าเกี่ยวข้องกับชีวิตนักเรียนมากที่สุด2 สานวน ………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………
  • 76.
    76 ใบควำมรู้ที่ 4 เรื่อง คำศัพท์เกี่ยวกับอำหำร สำระกำรเรียนรู้ภำษำไทย จุดประสงค์กำรเรียนรู้ 1.นักเรียนบอกบอกคาศัพท์เกี่ยวข้าวในอาเซียนได้ KPA เขียนอธิบายสานวนที่คิดว่าเกี่ยวข้องกับชีวิตนักเรียนมากที่สุด 2 สานวน ภาษาในความหมายอย่างกว้างหมายถึงกริยาอาการที่แสดงออกมาแล้วสามารถทาความเข้าใจกันได้ไม่ว่า จะเป็นระหว่างมนุษย์กับมนุษย์มนุษย์กับสัตว์หรือสัตว์กับสัตว์ส่วนภาษาในความหมายอย่างแคบนั้น หมายถึงเสียงพูดที่มนุษย์ใช้สื่อสารกันเท่านั้น พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานพ.ศ. 2542ได้ให้คาจากัดความของคาว่าภาษาไว้ว่า "ถ้อยคาที่ใช้พูด หรือเขียนเพื่อสื่อความของชนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเช่นภาษาไทยภาษาจีนหรือเพื่อสื่อความเฉพาะวงการเช่น ภาษาราชการภาษากฎหมายภาษาธรรม; เสียงตัวหนังสือหรือกิริยา; อาการที่สื่อความได้เช่นภาษาพูด ภาษาเขียนภาษาท่าทางภาษามือ"วิชาที่ว่าด้วยการศึกษาภาษาในแง่ต่างๆเรียกว่า "ภาษาศาสตร์" เริ่ม บุกเบิกโดยแฟร์ดินองเดอโซซูร์ (Ferdinand de Saussure) บุคคลที่พูดภาษาใดก็ตามถือได้ว่าเป็นส่วน หนึ่งของชุมชนเชิงภาษาศาสตร์ของภาษานั้นๆ ภาษาที่ใช้สื่อสารนั้นเป็นสิ่งสาคัญในการเป็นประชาคมอาเซียนนั่นก็คือภาษาอังกฤษแต่สิ่งที่เราต้องรู้และ ทาความเข้าใจในการเป็นประชาคมอาเซียนก็คือภาษาต่างๆในประชาคมทั้งสิบประเทศนั้นแต่ละประเทศมี ภาษาที่ใช้ต่างกันสาเหตุที่ต้องรู้ภาษาของประเทศอื่นๆก็เพราะภาษาเปรียบเสมือนสื่อกลางในการสื่อสาร ซึ่งกันและกันในหลายๆด้านทั้งทางด้านเศรษฐกิจรวมไปถึงการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมอันดีงามร่วมกันอีก ด้วยเรามาดูกันว่าแต่ละประเทศในประชาคมอาเซียนนั้นเขาใช้ภาษาใดเป็นภาษาราชการหรือภาษาประจา ชาติบ้าง ประเทศไทยใช้ภาษาไทยเป็นภาษาราชการ ประเทศบรูไนฯใช้ภาษามาเลย์และรองลงใช้ภาษาอังกฤษและภาษาจีนเป็นภาษาราชการ ประเทศกัมพูชาใช้ภาษาเขมรเป็นภาษาราชการส่วนภาษาที่ใช้โดยทั่วไปได้แก่อังกฤษฝรั่งเศสเวียดนาม จีนและไทย
  • 77.
    77 ประเทศอินโดนีเซียใช้ภาษาราชการและภาษาประจาชาติได้แก่ภาษาอินโดนีเซียหรือBahasa Indonesia ประเทศลาวใช้ภาษาลาวเป็นภาษาราชการ ประเทศมาเลเซียใช้ภาษามาเลย์ (BahasaMalaysia เป็นภาษาราชการ) อังกฤษจีนทมิฬ ประเทศพม่าใช้ภาษาพม่าเป็นภาษาราชการ ประเทศฟิลิปปินส์มีการใช้ภาษามากกว่า170ภาษาโดยส่วนมากเกือบทั้งหมดนั้นเป็นตระกูลภาษาย่อย มาลาโย-โปลินีเซียนตะวันตกแต่ในปีพ.ศ. 2530รัฐธรรมนูญได้ระบุให้ภาษาฟิลิปิโน (Filipino) และ ภาษาอังกฤษเป็นภาษาราชการส่วนภาษาต่างประเทศอื่นๆที่ใช้กันมากในประเทศฟิลิปปินส์มีทั้งหมด8 ภาษาได้แก่ภาษาสเปนภาษาจีนฮกเกี้ยนภาษาจีนแต้จิ๋วภาษาอินโดนีเซียภาษาซินด์ภาษาปัญจาบภาษา เกาหลีและภาษาอาหรับโดยฟิลิปปินส์นั้นมีภาษาประจาชาติคือภาษาตากาล็อก ประเทศสิงคโปร์ภาษาทางราชการคือภาษามาเลย์ (ภาษาประจาชาติ) จีนกลาง (แมนดาริน) ทมิฬและ อังกฤษสิงคโปร์ส่งเสริมให้ประชาชนพูด2ภาษาโดยเฉพาะจีนกลางในขณะที่ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่ใช้ ในการติดต่องานและในชีวิตประจาวัน ประเทศเวียดนามภาษาเวียดนาม (Vietnamese) เป็นภาษาราชการซึ่งเมื่อปีพ.ศ. 2463วงการวิชาการ เวียดนามได้ลงประชามติที่จะใช้ตัวอักษรโรมัน (quocngu) แทนตัวอักษรจีน (Chu Nom) ในการเขียน ภาษาเวียดนาม อีกแค่ไม่กี่ปีประเทศไทยของเราและอีก9ประเทศก็จะรวมกันเป็นหนึ่งทั้งในด้านของเศรษฐกิจและเป็น จุดยืนใหญ่ในการต่อรองกับประเทศนานาชาติดังนั้นภาษาจึงสาคัญมากกับสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เพียงแค่ ภาษาอังกฤษเท่านั้นที่เราจะต้องศึกษาและมีความเข้าใจเป็นอย่างดีแล้วภาษาประจาชาติของแต่ประเทศก็ เช่นกันประโยคง่ายๆเช่นการกล่าวทักทายถามสารทุกข์สุกดิบก็เป็นสิ่งสาคัญและนอกจากภาษาแล้วสิ่งที่ สาคัญมากนั่นก็คือการศึกษาวัฒนธรรมที่อาจจะแตกต่างกับบ้านเราซึ่งจาให้เราอยู่ในสังคมที่เรียกว่า “อาเซียน”ได้อย่างเต็มภาคภูมิ
  • 78.
    78 ใบงำนที่ 4 เรื่อง คำศัพท์เกียวกับอำหำร สำระกำรเรียนรู้ภำษำไทย คำสั่ง ให้นักเรียนหาคาสั่งเกี่ยวอาหารในภาษาอาเซียนมา 2 ประเทศ คาศัพท์ภาษาไทย คาศัพท์ภาษา…………… คาศัพท์ภาษา……………. อาหารกลางวัน อาหารเย็น อาหารค่า ข้าว น้า น้าชา น้าแข็ง กาแฟ กาแฟเย็น กาแฟร้อน นม ครีม น้าผลไม้ เนื้อหมู ไก่ ปลา เนื้อวัว ผัก ผลไม้ อร่อย ไม่อร่อย เผ็ด หวาน เปรี้ยว
  • 79.
    79 ใบควำมรู้ 5 เรื่อง เพลงเกี่ยวข้ำว สำระกำรเรียนรู้ศิลปและนำฎศิลป์ จุดประสงค์กำรเรียนรู้ 1.นักเรียนสามารถแสดงเพลงเกี่ยวข้าวได้ KPA การแสดงราเกี่ยวข้าว เพลงเกี่ยวข้าวใช้สาหรับร้องในขณะลงแขกเกี่ยวข้าวเนื่องจากการทานาเป็นอาชีพหลักของคนไทยมาช้า นานแล้วเพลงเกี่ยวข้างจึงเกิดมีมานานแล้วเช่นกันโดยปกติชาวนาจะเริ่มทาการไถหว่านปักดาข้าวใน ราวเดือนพฤษภาคมและมิถุนายนซึ่งเป็นฤดูฝนและจะเริ่มเก็บเกี่ยวประมาณเดือนมกราคมพันธุ์การเก็บ เกี่ยวถ้าไม่รีบทาย่อมเกิดความเสียหายได้จึงต้องเรียกคนมาช่วยกันซึ่งเรียกว่า "ลงแขก" เมื่อมีคนมา ชุมนุมกันมากในขณะทางานหรือหยุดพักผ่อนจึงเกิดการเล่นเพลงเกี่ยวข้าวขึ้นเพื่อให้เกิดความ สนุกสนานดับความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าเพลงเกี่ยวข้าวนี้นิยมเล่นเฉพาะในฤดูเกี่ยวข้าวเท่านั้นและมัก เล่นกันในขณะเกี่ยวข้าวคาร้องมักมีใจความไต่ถามถึงการทานาและเกี้ยวพาราสีกันดังนั้นสิ่งที่ได้รับ นอกเหนือจากความสนุกสนานแล้วยังเกิดประโยชน์ในทางปลูกฝังความสามัคคีระหว่างเพื่อนบ้านใน อาชีพเดียวกันการสมาคมระหว่างชายหญิงตลอดจนทาให้เกิดนิสัยรักในทางกาพย์กลอนฝึกให้เป็นคน เฉลียวฉลาดและมีไหวพริบอีกด้วย สถานที่เล่นเพลงเกี่ยวข้าวคือในท้องนาหรือลานหน้าโรงนาการแต่งกายก็แต่งแบบพื้นเมืองวิธีเล่นก็แบ่ง ผู้เล่นเป็น 2 ฝ่ายคือฝ่ายชายและฝ่ายหญิงฝ่ายละกี่คนก็ได้ไม่จากัดโดยปกติจะเป็นฝ่ายละ 5-6 คนแต่ละ ฝ่ายจะมีหัวหน้าหนึ่งคนเรียกว่า "พ่อเพลง" และ "แม่เพลง" ผู้เล่นทุกคนถือเคียวมือหนึ่งก่อนจะเล่นพ่อ เพลงและแม่เพลงจะต้องว่าบทไหว้ครูก่อนโดยพ่อเพลงจะเป็นผู้เริ่มก่อนแล้วแม่เพลงจึงจะไหว้ครูบ้าง กลอนที่ชาวบ้านนามาร้องอาจเป็นกลอนโบราณที่เห็นว่ามันเพราะจึงจดจาเป็นแบบอย่างมาร้องหรือ โดยมากเป็นกลอนสดร้องว่ากันสดๆเพราะไม่จาเป็นต้องแต่งเตรียมไว้ก่อนดังนั้นเพลงเหล่านี้จึงไม่ค่อยมี คนจดบันทึกไว้บางเพลง (เช่นที่ยกตัวอย่างมา) จะสั้นบ้างยาวตามแต่ปฏิภาณของพ่อเพลงแม่เพลงที่คิด จะร้องออกมา
  • 80.
    80 ใบงำนที่ 5 เรื่อง เพลงเกี่ยวข้ำว สำระกำรเรียนรู้ศิลปะและนำฎศิลป์ คำสั่งให้นักเรียนฝึกร้องเพลงเกี่ยวข้าวเพื่อทาการแสดงหน้าชั้นเรีนย ตัวอย่างบทไหว้ครู ยกหัตถ์เหนือหว่างคิ้ว ทั้งสิบนิ้วประทุมทอง จะไหว้พระแท่นศิลาอาสน์ ไหว้พระบาทที่ท่านจาลอง จะเล่าแต่ต้นให้วนเวียน ถึงพ่อค้าเกียนเจ้าขายของ คืนเข้าธานินทร์กบิลพัสดุ์ ได้เป็นกษัตริย์ครอบครอง ได้คู่เคียงมาร่วมภิรมย์ มีนางสนมเนืองนอง พอบุญมาเตือนก็เคลื่อนคลา ทิ้งภริยาที่ร่วมห้อง ไปบรรพชารักษาพรต สละหมดทั้งข้าวของ ให้เป็นมงคลอยู่บนสมอง ลูกที่ในท้องนาเอย ลูกจะไหว้ศรีพระแม่โพสพ แม่นพดารา นางพระแม่ธรณีแม่คงคา ลูกก็ไหว้ ให้มาปกเกล้าปกผม ลูกรักดั่งร่มโพไทร ไหว้ครูเสร็จสรรพ ลูกจะคานับคุณใหม่ ไหว้บิดามารดา ที่ท่านเลี้ยงมาจนใหญ่
  • 81.
    81 ได้อาบน้าป้อนข้าว มาแต่ตัวเรานี้กะไร ทั้งน้าขุ่นมิให้อาบ ขมิ้นหยาบมิให้ทา ท่านเอาลูกใส่ในแปล ร้องโอ้ละเห่และช้าไกว เมื่อไหว้ครูเสร็จแล้วก็จะเริ่มว่าแก้กันต่อไปในระยะที่ว่าเพลงมือที่กาต้นข้าวและเคียวก็ราไปตามจังหวะ และคาร้องกลอนและทานองของเพลงเกี่ยวข้าวนี้คล้ายคลึงกับเพลงเรือแต่ใช้เวลาเล่นน้อยกว่าและเล่น เฉพาะเวลากลางวันเท่านั้น ตัวอย่างบทปลอบ ชาย พี่จะขอฟังสาเนียงน้อง แม่เอ๋ยร้องราว่า พี่เข้ามาปลอบทรามสงวน ทั้งกาลก็จวนเวลา ขอเชิญแม่เยื้อนเอื้อนโอษฐ์ เถิดแม่พวงมะโหดสุมนา แม่งามประกอบจงตอบวาจา เถิดแม่ดอกจาปาเอย ถ้วนกาหนดสามบท แม่งามประกอบไม่ตอบมา เสียแรงที่มาวอนแม่ยอดรัก อยู่ก็เป็นนักเป็นหนา ขอเชิญน้องร้องน้องรา อย่าให้พี่ชายขายหน้า ที่เพื่อนเข้ามาเลยเอย หญิง
  • 82.
    82 แต่พอพี่เอยทรามเชยก้อร้อง ตอบสนองสนทนา ฉันเสียแค่นของพี่ไม่ได้ ซังจะตายจาจะว่า ไหนๆก็ได้เข้ามาปลอบ แล้วจาจะตอบวาจา มีให้พี่ชายขายหน้า ที่เพื่อนเข้ามาดอกเอย เพลงที่ใช้ร้องในขณะเกี่ยวข้าวมักจะเป็นกลอนสั้นๆตัวอย่างเช่น คว้าเถิดหนาแม่คว้า รีบตะบึงให้ถึงคนนา จะได้พูดจากันเอย เกี่ยวเถิดหนาแม่เกี่ยว อย่ามัวแลมัวเหลียว เคียวจะบาดมือเอย เกี่ยวข้าวแม่ยาย ผักบุ้งผักหวาย พันที่ปลายกาเอย คว้าเถิดหนาแม่คว้า ผักบุ้งสันตะวา คว้าให้เต็มกาเอย ขอสังเกตสาหรับเพลงเกี่ยวข้าวคือใช้กลอน (ฉันทลักษณ์) แบบเพลงเรือแต่เวลารับลูกคู่จะรับบาทท้ายว่า "เฮ้เอ้าเฮ้เฮ้"ไปเรื่อยๆเป็นการกระทุ้งซึ่งจะช่วยให้สนุกครื้นเครงขึ้น เพลงเกี่ยวข้าวนี้บางท้องที่เช่นอ่างทองเรียกว่าเพลงเต้นกาหมายถึงการร้องที่มีลูกคู่รับ "เฮ้เอ้าเฮ้เฮ้" ซึ่ง ทานองจะต่างไปจากเพลงเรือเล็กน้อย (แต่ฉันทลักษณ์ยังคงเป็นแบบเพลงเรือ)
  • 83.
    83 การเล่นเพลง "เต้นกา" นั้นพ่อเพลงแม่เพลงไม่ต้องเกี่ยวข้าวด้วยเพราะถือว่ามีหน้าที่เพียงเล่นเพลงการ เล่นต้องมาตั้งวงกันมือซ้ายถือข้าวมือขาวถือเคียวแล้วร้องราไปอย่างสนุกสนานการควงเคียวควงข้าว ต้องบรรจบกันพอดีที่ตรงหน้าเสมอจึงอาจจะลาบากบ้างสาหรับคนที่ไม่ได้เป็นพ่อเพลงแม่เพลง ตัวอย่างบทไหว้ครูเพลงเต้นกา(เกี่ยวข้าว) ของอ่างทองได้จากนายบุญเผื่อนโพธิ์ภักดิ์พ่อเพลงผู้มี ชื่อเสียงของอ่างทองในปัจจุบัน (อายุ 61 ปีพ.ศ. 2520) จะยกบายศรีขึ้นสี่มุม จะไหว้พระภูมิเจ้าท้องนา เหล้าขวดไก่ตัว มาเซ่นที่ท้องนา มานั่งในคอช่วยต่อปัญญา เมื่อลูกจะว่าเพลงเอย (เอิงเอยเพลงเอย มานั่งในคอช่วยต่อปัญญา มานั่งในคอช่วยต่อปัญญา เมื่อลูกจะว่าเพลงเอย เอิงเอ้ยเพลงเอย เอ้าปัญญาเอ้าปัญญา เมื่อลูกจะว่าเพลงเอย) บทไหว้ครูจะสั้นหรือยาวเท่าไรก็ได้ถ้าไหว้พอเป็นพิธีก็อาจว่าสั้นๆเพียงคาสองคา (บทสองบท) ดังเช่นที่ ยกตัวงอย่างมาแล้วต่อจากนั้นก็เกริ่นแล้วจะเล่นเป็นชุดหรือเป็นบทปลีกย่อยก็ตามแต่จะคิดกัน
  • 84.
    84 ตัวอย่างบทปลอบ (ของพระพร้อมวัดปากน้าใต้กรุงเทพมหานคร อดีตพ่อเพลงชาวอ่างทอง (อายุ 73พรรษาพ.ศ. 2520) ไหว้ครูสาเร็จเสร็จสก ขยายยกเป็นเพลงปลอบ (รับเฮ่เอ้าเฮ้เฮ้) หาไหนไม่เทียมเรี่ยมแล้ว ไม่มีคนเสมออย่างฟ้าครอบ ขอเชิญมาเล่นเต้นกาสักรอบ ลุกขึ้นมาตอบเพลงเอย (ลูกคู่รับเอ้าเอยเพลงเอยขอเชิญมาเล่นเต้นกาสักรอบๆ ลุกขึ้นมาตอบเพลงเอย) ขอเชิญมาเต้นกาสักรอบ ลุกขึ้นมาตอบเพลงด้วย (รับเฮ้เอ้าเฮ้เฮ้) จิตใจเจ้าไม่สมเพช พี่จะเป่าด้วยเวทย์มหาระรวย (รับ) เดชะพระคุณขลัง ให้เล่นกันด้วยนางเอย (ลูกคู่รับเดชะพระคุณช่วยๆให้เล่นกันด้วยนางเอย)
  • 85.
    85 ใบควำมรู้ 6 เรื่อง อำหำรประเทศสมำชิกอำเซียน สำระกำรเรียนรู้สังคมและวัฒนธรรม จุดประสงค์กำรเรียนรู้ 1.นักเรียนสามารถบอกลักษณะต่าง ๆ ของประเทศสมาชิกอาเซียน KPA แบบทดสอบอัตนัย อาเซียน (ASEAN) หรือสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Association of Southeast Asian Natios) ก่อตั้งขึ้นโดยปฏิญญากรุงเทพฯซึ่งได้ลงนามกันที่วังสราญรมย์เมื่อวันที่ 8 สิงหาคมพ.ศ. 2510 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความเข้าใจอันดีต่อกันระหว่างประเทศในภูมิภาคธารงไว้ซึ่ง สันติภาพเสถียรภาพและความมั่นคงทางการเมืองสร้างสรรค์ความเจริญทางด้านเศรษฐกิจการพัฒนา ทางสังคมและวัฒนธรรมการกินดีอยู่ดีบนพื้นฐานของความเสมอภาคและผลประโยชน์ร่วมกันของ ประเทศสมาชิกก่อตั้งขึ้นเมื่อพ.ศ. 2510 มีสมาชิก 5 ประเทศได้แก่ไทยอินโดนีเซียมาเลเซียฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์ได้ร่วมกันจัดทาปฏิญญากรุงเทพ (Bangkok Declaration) เมื่อเดือนสิงหาคมพ.ศ.2510 เป็น สัญญาผูกพันฉบับแรกของประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต่อมาบรูไนดารุสซาลามได้เข้าเป็น สมาชิกลาดับที่ 6 พ.ศ. 2527 เวียดนามเข้าเป็นสมาชิกลาดับที่ 7 ปีพ.ศ. 2538 ส่วนลาวและพม่าเข้าเป็น สมาชิกพ.ศ. 2540 สาหรับกัมพูชาเข้าเป็นสมาชิกล่าสุดปีพ.ศ. 2542 ทาให้ปัจจุบันอาเซียนมีสมาชิก 10 ประเทศอาเซียนเป็นภูมิภาคที่มีความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วและเป็นตัวอย่างของการ รวมตัวของกลุ่มประเทศที่มีพลังต่อรองในเวทีการเมืองและเศรษฐกิจระหว่างประเทศความก้าวหน้าของ อาเซียนมีปัจจัยสาคัญจากความไว้วางใจกันระหว่างประเทศสมาชิกอันก่อให้สถานการณ์ในเอเชีย ตะวันออกเฉียงใต้ได้เปลี่ยนผ่านจากสภาวะแห่งความตึงเครียดและเผชิญหน้าในยุคสงครามเย็นมาสู่ ความมีเสถียรภาพความมั่นคงและความร่วมมืออย่างใกล้ชิดในปัจจุบันปัจจุบันสมาคมประชาชาติแห่ง เอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรืออาเซียนมีสานักงานตั้งอยู่ที่กรุงจาการ์ตาประเทศอินโดนีเซียและในปี 2553 นายสุรินทร์พิศสุวรรณทาหน้าที่เลขาธิการอาเซียน สิ่งสาคัญที่ควรศึกษาและเรียนรู้อย่างหนึ่ง คือเรื่องอาหาร อาหารประจาชาติอาเซียน 10 ประเทศซึ่งในปี 2015 หรือ พ.ศ. 2558 นี้ประเทศในกลุ่มเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะรวมเป็นหนึ่งโดย เรียกสั้นๆว่ากลุ่มอาเซียนเรามาทาความรู้จักเกี่ยวกับอาหารอาเซียน10 ประเทศของแต่ละประเทศว่าใน เพื่อนบ้านของเรานั้นมีอาหารอะไรกันบ้างเรามาเริ่มที่ประเทศไทย
  • 86.
    86 อำหำรยอดนิยมของไทย ต้มยากุ้ง (Tom YamGoong) แค่เอ่ยชื่อก็เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า ต้มยากุ้งเป็นอาหารคาวที่ เหมาะสาหรับรับประทานกับข้าวสวยร้อน ๆ กลิ่นหอมของสมุนไพรที่เป็นส่วนประกอบในต้มยากุ้ง นอกจากจะทาให้รู้สึกสดชื่นแล้ว ยังช่วยกระตุ้นการเจริญอาหารได้เป็นอย่างดีและเนื่องจากต้มยากุ้งเป็น อาหารที่มีรสเปรี้ยว และเผ็ดเป็นหลัก ทาให้รับประทานแล้วไม่เลี่ยน จึงทาให้ต้มยากุ้งเป็นอาหารที่ได้รับ ความนิยมในทั่วทุกภาคของประเทศไทย รวมถึงชาวต่างชาติเองก็ติดอกติดใจในความอร่อยของต้มยากุ้ง เช่นเดียวกัน อำหำรยอดนิยมของบรูไน อัมบูยัต (Ambuyat) เป็นอาหารยอดนิยมของบรูไน มีลักษณะเด่นอยู่ที่ตัวแป้งจะเหนียวข้นคล้าย ข้าวต้ม หรือโจ๊ก โดยมีแป้งสาคูเป็นส่วนผสมหลัก ตัวแป้งอัมบูยัตเอง ไม่มีรสชาติ แต่ความอร่อยจะอยู่ที่ การจิ้มกับซอสผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว นอกจากนี้ยังมีเครื่องเคียงอีก 2-3 ชนิด เช่น ผักสด เนื้อห่อใบตองย่าง หรือเนื้อทอด ทั้งนี้ การรับประทานอัมบูยัตให้ได้รสชาติ ต้องรับประทานตอนร้อน ๆ จึงจะดีที่สุด
  • 87.
    87 อำหำรยอดนิยมของกัมพูชำ อาม็อก (Amok) เป็นอาหารคาวยอดนิยมของกัมพูชามีลักษณะคล้ายห่อหมกของไทย โดยเป็น การนาเนื้อปลาสด ๆ ลวกพริกเครื่องแกง และกะทิ แล้วทาให้สุกโดยการนาไปนึ่ง ซึ่งนอกจากจะใช้เนื้อ ปลาแล้ว อาจเลือกใช้เนื้อไก่แทนก็ได้ ส่วนสาเหตุที่คนในประเทศกัมพูชานิยมรับประทานปลา เนื่องจาก สภาพภูมิประเทศของกัมพูชามีแหล่งน้าอุดมสมบูรณ์ ทาให้ปลาเป็นอาหารที่หารับประทานได้ง่ายนั่นเอง อำหำรยอดนิยมของอินโดนีเซีย กาโด กาโด (GadoGado) อาหารยอดนิยมของประเทศอินโดนีเซีย ประกอบไปด้วยผัก และธัญพืช หลากหลายชนิด ทั้งแครอท มันฝรั่ง กะหล่าปลี ถั่วงอก ถั่วเขียว นอกจากนี้ยังมีเต้าหู้ และไข่ต้มสุกด้วย กาโด กาโดจะนามารับประทานกับซอสถั่วที่คล้ายกับซอสสะเต๊ะ อย่างไรก็ตาม ด้วยเครื่องสมุนไพรใน ซอส อาทิ รากผักชี หอมแดง กระเทียม ตะไคร้ ทาให้เมื่อรับประทานแล้วจะไม่รู้สึกเลี่ยนกะทิมาก จนเกินไปนั่นเอง
  • 88.
    88 อำหำรยอดนิยมของลำว สลัดหลวงพระบาง (LuangPrabang Salad)เป็นอาหารขึ้นชื่ออีกชนิดหนึ่ง เนื่องจากมีรสชาติ กลางๆ ทาให้รับประทานได้ทั้งชาวตะวันออก และตะวันตก โดยส่วนประกอบสาคัญคือ ผักน้า ซึ่งเป็นผัก ป่าที่ขึ้นตามริมธารน้าไหล และยังมีส่วนประกอบอื่น ๆ เช่น มันแกว แตงกวา มะเขือเทศ ไข่ต้ม ผักกาดหอม และหมูสับลวกสุก ส่วนวิธีปรุงรสคือ ราดด้วยน้าสลัดชนิดใส คลุกส่วนผสมทั้งหมดเข้า ด้วยกัน แล้วโรยหน้าด้วยกระเทียมเจียว และถั่วลิสงคั่ว อำหำรยอดนิยมของมำเลเซีย นาซิ เลอมัก (NasiLemak) อาหารยอดนิยมของประเทศมาเลเซีย โดยนาซิ เลอมัก จะเป็นข้าวหุง กับกะทิ และใบเตย ทานพร้อมเครื่องเคียง 4 อย่าง ได้แก่ ปลากะตักทอดกรอบ แตงกวาหั่น ไข่ต้มสุก และถั่วอบ ซึ่งนาซิ เลอมักแบบดั้งเดิมจะห่อด้วยใบตอง และมักทานเป็นอาหารเช้า แต่ในปัจจุบัน กลายเป็นอาหารยอดนิยมที่ทานได้ทุกมื้อ และแพร่หลายในประเทศเพื่อนบ้านอีกหลายแห่ง เช่น สิงคโปร์ และภาคใต้ของไทยด้วย
  • 89.
    89 อำหำรยอดนิยมของฟิ ลิปปิ นส์ อโดโบ้(Adobo) เป็นอาหารยอดนิยมของประเทศฟิลิปปินส์ ทาจากเนื้อหมู หรือเนื้อไก่ ที่ผ่านการ หมัก และปรุงรส โดยจะใส่น้าส้มสายชู ซีอิ๊วขาว กระเทียมสับ ใบกระวาน พริกไทยดา นาไปทาให้สุก โดยอบในเตาอบ หรือทอด แล้วนามารับประทานกับข้าวสวยร้อน ๆในอดีตอาหารจานนี้เป็นที่นิยมในหมู่ นักเดินทาง เนื่องจากส่วนผสมของอโดโบ้สามารถเก็บรักษาไว้ได้นาน เหมาะสาหรับพกไว้เป็นเสบียง อาหารระหว่างการเดินทาง ซึ่งปัจจุบันอโดโบ้ได้กลายเป็นอาหารยอดนิยมที่นามารับประทานกันได้ทุกที่ ทุกเวลา อำหำรยอดนิยมของสิงคโปร์ ลักซา (Laksa) อาหารขึ้นชื่อของประเทศสิงคโปร์ ลักซามีลักษณะคล้ายก๋วยเตี๋ยวต้มยาใส่กะทิ ทา ให้รสชาติเข้มข้น คล้ายคลึงกับข้าวซอยของไทย โดยลักซาจะมีส่วนผสมของ กุ้งแห้ง พริก กุ้งต้ม และ หอยแครง เหมาะสาหรับคนที่ชอบรับประทานอาหารทะเลเป็นอย่างยิ่ง อย่างไรก็ตาม ลักซามีทั้งแบบที่ ใส่กะทิ และไม่ใส่กะทิ ทว่า แบบที่ใส่กะทิจะเป็นที่นิยมมากกว่า
  • 90.
    90 อำหำรยอดนิยมของเวียดนำม ปาะเปี๊ยะเวียดนาม (Vietnamese SpringRolls) ถือเป็นหนึ่งในอาหารพื้นเมืองที่โด่งดังที่สุดของ ประเทศเวียดนาม ความอร่อยของเปาะเปี๊ยะเวียดนาม อยู่ที่การนาแผ่นแป้งซึ่งทาจากข้าวจ้าวมาห่อไส้ ซึ่งอาจจะเป็นไก่ หมู กุ้ง หรือหมูยอ โดยนามารวมกับผักสมุนไพรอีกหลายชนิด เช่น สะระแหน่ ผักกาดหอม และนามารับประทานคู่กับน้าจิ้มหวาน โดยจะมีถั่วคั่ว แครอทซอย ไชเท้าซอย ให้เติม ตามใจชอบ และบางครั้งอาจมีเครื่องเคียงอย่างอื่นเพิ่มด้วย อำหำรยอดนิยมของพม่ำ หล่าเพ็ด (Lahpet) เป็นอาหารยอดนิยมของพม่า โดยการนาใบชาหมักมาทานกับเครื่องเคียง เช่น กระเทียมเจียว ถั่วชนิดต่าง ๆ งาคั่ว กุ้งแห้ง ขิง มะพร้าวคั่ว เรียกได้ว่า มีลักษณะคล้ายคลึงกับเมี่ยงคา ของประเทศไทย ซึ่งหล่าเพ็ดนี้ จะเป็นเมนูอาหารที่ขาดไม่ได้ในโอกาสพิเศษหรือเทศกาลสาคัญ ๆ ของ ประเทศพม่า โดยกล่าวกันว่า หากงานเลี้ยง หรืองานเฉลิมฉลองใด ไม่มีหล่าเพ็ด จะถือว่าการนั้นเป็น งานที่ขาดความสมบูรณ์ไปเลยทีเดียว
  • 91.
    91 ใบงำนที่ 6 เรื่อง อำหำรประจำชำติของประเทศสมำชิกอำเซียน สำระกำรเรียนรู้สังคมและวัฒนธรรม 2.ให้นักเรียนหาข้อมูลว่านอกจากอาหารที่เป็นเอกลักษณ์ในแต่ละชาติแล้ว ในแต่ประเทศมีสิ่งที่นักเรียน ควรเรียนรู้เพื่อเตรียมพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียน มีสิ่งที่เหมือนและแตกต่างกันหรือไม่อย่างไร โดยทา เป็นแผนผังมโนทัศน์
  • 92.
    92 ใบควำมรู้ 7 เรื่องเศรษฐกิของอำเซียน สำระกำรเรียนรู้สังคมและวัฒนธรรม จุดประสงค์กำรเรียนรู้ 1.นักเรียนสามารถอธิบายเรื่องเศรษฐกิของอาเซียนได้ KPA แบบทดสอบอัตนัย ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนมีวัตถุประสงค์เพื่อทาให้ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีความมั่นคง มั่ง คั่ง และสามารถแข่งขันกับภูมิภาคอื่น ๆ ได้โดย 1. มุ่งให้เกิดการไหลเวียนอย่างเสรีของสินค้า บริการ การลงทุน เงินทุน การพัฒนาทางเศรษฐกิจ การลด ปัญหาความยากจน และการเหลื่อมล้าทางสังคม 2. ทาให้อาเซียนเป็นตลาดและฐานการผลิตเดียว (single market and production) โดยจะเริ่มกลไกและ มาตรการใหม่ๆ ในการปฏิบัติตามข้อริเริ่มทางเศรษฐกิจที่มีอยู่แล้ว 3. ให้ความช่วยเหลือแก่ประเทศสมาชิกใหม่ของอาเซียน เพื่อลดช่องว่างการพัฒนาและช่วยให้ประเทศ เหล่านี้เข้าร่วมกระบวนการรวมตัวทางเศรษฐกิจของอาเซียน
  • 93.
    93 4. ส่งเสริมความร่วมมือในนโยบายการเงินและเศรษฐกิจมหภาค ตลาดการเงินและตลาดทุน การ ประกันภัยและภาษีอากร การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการคมนาคม พัฒนาความร่วมมือด้าน กฎหมาย การเกษตร พลังงาน การท่องเที่ยว การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์โดยการยกระดับการศึกษา และการพัฒนาฝีมือแรงงาน ความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ 1. ความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ ความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและการพัฒนาของอาเซียน ถือเป็นหนึ่งในเป้าหมายหลักที่ผู้นาประเทศ สมาชิกตัดสินใจรวมตัวกันเป็นอาเซียน ปัจจุบันอาเซียนมีความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ที่เรียกได้ว่า ครอบคลุมทุกสาขา ไม่ว่าจะเป็นการค้าและการลงทุน การท่องเที่ยว อุตสาหกรรม การเงิน พลังงาน การ ต่อสู้กับความยากจน ไปจนถึงการเชื่อมโยงเครือข่ายคมนาคมของประเทศสมาชิก โดยมีเป้าหมายเพื่อ ส่งเสริมให้อาเซียนเป็นตลาดและฐานการผลิตเดียว มีการเคลื่อนย้ายทุน สินค้า บริการ การลงทุน แรงงานฝีมือระหว่างประเทศสมาชิกโดยเสรี ส่งเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของอาเซียน ลด ช่องว่างของระดับการพัฒนาของประเทศสมาชิกอาเซียน สร้างความกินดีอยู่ดีและส่งเสริมให้อาเซียน สามารถรวมตัวเข้ากับประชาคมโลกได้ อย่างไม่อยู่ในภาวะที่เสียเปรียบ ในด้านการค้า ประเทศสมาชิกอาเซียนได้จัดตั้งเขตการค้าเสรีอาเซียน (ASEAN Free Trade Area : AFTA) ในพ.ศ. 2535 ตามข้อเสนอของนายอานันท์ ปันยารชุน นายกรัฐมนตรี ในสมัยนั้น เพื่อเป็นกลไก ช่วยขยายการค้าระหว่างประเทศสมาชิก และดึงดูดการลงทุน จากภายนอกจนถึง พ.ศ. 2551 ประเทศ สมาชิกอาเซียน 6 ประเทศที่เข้าเป็นสมาชิกก่อน ได้แก่ ประเทศไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และบรูไนดารุสซาลาม ได้ลดภาษีสินค้าในกรอบ AFTA ทุกรายการลงเหลือร้อยละ 0-5 แล้ว ในขณะที่ประเทศที่เข้าเป็นสมาชิกอาเซียนทีหลังได้แก่ เวียดนาม ลาว พม่า และกัมพูชา มีกาหนดต้อง ลดภาษีสินค้าลงเหลือร้อยละ 0-5 ใน พ.ศ. 2558 ด้านการค้าบริการ ประเทศสมาชิกอาเซียนได้ทยอยเปิดเสรีมากขึ้นเรื่อยๆ โดยมุ่งเน้น ใน 7 สาขาหลัก คือ การเงิน ขนส่งทางทะเล ขนส่งทางอากาศ การสื่อสารโทรคมนาคม การท่องเที่ยว ก่อสร้าง และ บริหารธุรกิจ ด้านการลงทุน ประเทศสมาชิกอาเซียนได้ดาเนินความร่วมมือในการส่งเสริมการลงทุนครอบคลุมสาขา การผลิต เกษตร ประมง ป่าไม้ เหมืองแร่ และการบริการที่เกี่ยวข้องกับ 5 สาขาดังกล่าว ด้านอุตสาหกรรม อาเซียนมีความตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมของอาเซียน (ASEAN
  • 94.
    94 Industrial Cooperation :AICO) ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันให้กับสินค้า อุตสาหกรรมของอาเซียน โดยสนับสนุนการแบ่งการผลิตในภูมิภาค ลดต้นทุนการผลิต โดยการลดภาษี นาเข้าสินค้าสาเร็จรูป กึ่งสาเร็จรูป และวัตถุดิบ ความร่วมมือของอาเซียนในเรื่องนี้เป็นประโยชน์อย่าง มากกับอุตสาหกรรมการผลิตและประกอบรถยนต์ของประเทศสมาชิกอาเซียน การมีความร่วมมือกันทาง เศรษฐกิจของอาเซียนมีประโยชน์หลายประการ เช่น 1. ช่วยลดต้นทุนการผลิตและมีการเคลื่อนย้ายสินค้าบริการและการลงทุนภายในประเทศสมาชิกอย่าง สะดวกมากยิ่งขึ้น 2. ช่วยลดการพึ่งพาตลาดในประเทศที่สาม อันเนื่องมาจากการขยายตัวของการค้าภายในภูมิภาค โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่มที่อาเซียนมีศักยภาพและสามารถผลิตได้เองในระดับมาตรฐานสากล อาทิ ผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ ผลิตภัณฑ์ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ และผลิตภัณฑ์ด้านสุขภาพและ เครื่องสาอาง 3. ช่วยสร้างอานาจการต่อรองของอาเซียนกับกลุ่มเศรษฐกิจอื่น ๆ 4. ช่วยเพิ่มสวัสดิการและยกระดับความเป็นอยู่ของผู้บริโภคภายในประเทศสมาชิกอาเซียนให้ดียิ่งขึ้น เนื่องจากผู้บริโภคสามารถเลือกสรรสินค้าต่าง ๆ ได้หลากหลายมากยิ่งขึ้น ในราคาที่ถูกลงแต่คุณภาพสูง ขึ้น 5. ช่วยให้เกิดการพัฒนาทางเศรษฐกิจของแต่ละประเทศสมาชิก อันนามาซึ่งชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ใน พ.ศ. 2545 ผู้นาประเทศอาเซียนได้เห็นชอบร่วมกันให้จัดตั้ง “ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน” เพื่อให้ การรวมตัวกันทางเศรษฐกิจของอาเซียนมีเป้าหมายที่ชัดเจนยิ่งขึ้น ขณะนี้ประเทศ สมาชิกอาเซียนกาลัง อยู่ในระหว่างดาเนินการให้บรรลุเป้าหมายการเป็นประชาคมเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นหนึ่งในสามเสาหลักของ การจัดตั้งประชาคมอาเซียนภายในปีเป้าหมาย พ.ศ. 2558 ประเทศไทยกับอาเซียน สานักการประชาสัมพันธ์ต่างประเทศ กรมประชาสัมพันธ์ 2. เขตการค้าเสรีอาเซียน (ASEAN Free Trade Area : AFTA) เพื่อให้ประเทศในกลุ่มประชาคมอาเซียนได้บรรลุวัตถุประสงค์ด้านความเจริญเติบโตและความร่วมมือ ทางด้านเศรษฐกิจ เขตการค้าเสรีอาเซียน หรือ AFTA ซึ่งเป็นคาย่อมาจากคาว่า ASEAN Free Trade Area จึงถูกก่อตั้งขึ้นในการประชุมผู้นาอาเซียน (ASEAN Summit) ในปี พ.ศ. 2535 โดยได้รับการลง
  • 95.
    95 นามในสิงคโปร์ เมื่อวันที่ 28มกราคม 2535 ประเทศในกลุ่มประชาคมอาเซียนได้เข้าร่วมในข้อตกลงเขต การค้าเสรีในช่วงปีต่างๆ ดังนี้ ปี พ.ศ. 2538 ประเทศบรูไน อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย และ เวียดนาม ปี พ.ศ. 2540 ประเทศลาว พม่า ปี พ.ศ. 2542 ประเทศกัมพูชา เขตการค้าเสรีเป็นข้อตกลงโดยสมาชิกกลุ่มอาเซียนซึ่งกังวลต่อผลิตภัณฑ์หัตถกรรมท้องถิ่นของตนเอง เกี่ยวกับการตลาดและคุณภาพของสินค้า เขตการค้าเสรีเป็นการลดภาษีศุลกากรเพื่อให้สินค้าภายใน อาเซียนเกิดการหมุนเวียน การก่อตั้งเขตการค้าเสรีมีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1. เพิ่มปริมาณการค้าภายในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 2. สร้างแรงดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศในภูมิภาคให้มากขึ้น 3. ทาให้ภูมิภาคอาเซียนเป็นฐานการผลิตที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันระดับโลกการดาเนินการ ของเขตการค้าเสรีอาเซียนนาไปสู่การอานวยความสะดวกต่อการค้าภายในภูมิภาคอาเซียน โดยการ ปรับกระบวนการด้านตรวจคนเข้าเมือง ภาษี และลดอุปสรรคอันเกิดจากมาตรการกีดกันทางการค้า ดังนี้ 1. ปรับขั้นตอนการตรวจคนเข้าเมืองให้สอดคล้องกัน 2. ปรับ Tariff Nomenclature ให้สอดคล้องกัน 3. ให้ประเทศสมาชิกปฏิบัติตาม GATT Valuation Agreement 4. อานวยความสะดวกพิธีการตรวจคนเข้าเมืองด้วย Green Lane 5. ยกเลิกค่าธรรมเนียมการตรวจคนเข้าเมือง 6. ปรับมาตรฐานผลิตภัณฑ์และการตรวจประเมินเพื่อการรับรองของประเทศสมาชิก ให้สอดคล้องกัน 7. จัดทาความตกลงว่าด้วยการยอมรับร่วม
  • 96.
    96 ใบงำนที่ 7 เรื่อง เศรษฐกิของอำเซียน สำระกำรเรียนรู้สังคมและวัฒนธรรม ให้นักเรียนจับคู่ว่าคาถมกับคาตอบใดที่มีความสัมพันธ์กันแล้วตอบคาถามในกระดาษคาตอบ คำถำม คำถำม คำตอบ 1. การค้าเสรี 1. การค้าขายที่ไม่มีการกีดกันด้านภาษี อากร 2. เขตการค้าเสรีอาเซียน 2. AFTA 3. ผลดีของการค้าเสรี 3. ผู้บริโภคสามารถซื้อสินค้าที่มีคุณภาพ ในราคาไม่แพง 4. AFTA 4. ASEAN Free Trade Area – AFTA 5. ประเทศในประชาคมอาเซียน 5. ปี พ.ศ.2535 6. จุดมุ่งหมายของ AFTA 6. ส่งเสริมการค้าและลดต้นทุนการผลิต สินค้าอุตสาหกรรมในกลุ่มอาเซียน 7. สินค้าอุปโภคที่เข้ามาจาหน่ายและ นักเรียนรู้จักมาจากประเทศใดมากที่สุด 7. ประเทศจีน 8. สินค้าอุปโภคที่นาเข้าจากต่างประเทศ จานวนมาก 8. เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ 9. คาว่าเสรี 9. การกระทาใด ๆ ที่ไม่ทาให้ผู้อื่น เดือดร้อน 10. ASEAN 10. ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
  • 97.
  • 98.
    98 ใบควำมรู้ 8 เรื่องเศรษฐกิจพอเพียงได้ สำระกำรเรียนรู้สังคมและวัฒนธรรม จุดประสงค์กำรเรียนรู้ 1.นักเรียนสามารถอธิบายเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงได้ KPA เรียงความเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงในแบบของตนเอง เรื่องหลักปรัชญำของเศรษฐกิจพอเพียง แนวคิดหลัก เป็นปรัชญาที่ชี้ถึงแนวทางการดารงอยู่และปฏิบัติตนของประชาชนทุกระดับให้ดาเนินไปในทางสาย กลางโดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อให้ก้าวทันต่อโลกยุคโลกาภิวัตน์ เป้ำหมำย มุ่งให้เกิดความสมดุลและความพร้อมต่อการรองรับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและกว้างขวางทั้งทาง วัตถุสังคมสิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรมจากโลกภายนอกได้เป็นอย่างดี หลักกำร ความพอเพียงหมายถึงความพอประมาณความมีเหตุผลการสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีในตัวพอสมควรต่อการมี ผลกระทบใดๆอันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทั้งภายนอกและภายใน เงื่อนไขพื้นฐาน ( ความรู้คู่คุณธรรม ) - ต้องอาศัยความรอบรู้ความรอบคอบและความระมัดระวังอย่างยิ่งในการนาวิชาการต่างๆมาใช้ในการ วางแผนละการดาเนินการทุกขั้นตอน - การเสริมสร้างจิตใจของคนในชาติให้มีจิตสานึกในคุณธรรมความซื่อสัตย์สุจริตและให้มีความรอบรู้ ที่เหมาะสมดาเนินชีวิตด้วยความอดทนความเพียรมีสติปัญญาและความรอบคอบ
  • 99.
    99 แผนภาพหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ทางสายกลาง พอประมาณ มีเหตุผล มีภูมิคุ้มกัน ความรู้ คุณธรรม รอบรู้รอบคอบ ระมัดระวัง ซื่อสัตย์ สุจริต ขยัน อดทน สติปัญญารอบรู้ แบ่งปัน หลักปรัชญำของเศรษฐกิจพอเพียง 1. เป็นวิถีการดาเนินชีวิตที่ใช้คุณธรรมนาความรู้ 2. เป็นการพัฒนาตนเองครอบครัวองค์กรชุมชนสังคมประเทศชาติให้ก้าวหน้าไปพร้อมกับความสมดุล มั่นคง 3. เป็นหลักปฏิบัติเพื่อให้อยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขระหว่างคนกันในสังคมและคนกับธรรมชาติอย่างยั่งยืน การประยุกต์ใช้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง พื้นฐานคือพึ่งตนเองเป็นหลักทาอะไรอย่างเป็นขั้นตอนรอบคอบระมัดระวัง พิจารณาถึงความพอดีพอเหมาะพอควรสมเหตุสมผลและพร้อมรับความเปลี่ยนแปลงในด้านต่างๆการ สร้างความสามัคคีให้เกิดขึ้นบนพื้นฐานของความสุมดุลในแต่ละสัดส่วนแต่ละระดับครอบทั้งด้าน เศรษฐกิจสังคมเทคโนโลยีทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมรวมถึงจิตใจและวัฒนธรรม การประยุกต์ใช้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง 1. โดยพื้นฐานก็คือการพึ่งตนเองเป็นหลักการทาอะไรอย่างเป็นขั้นตอนรอบคอบระมัดระวัง 2. พิจารณาถึงความพอดีพอเหมาะพอควรความสมเหตุสมผลและการพร้อมรับความเปลี่ยนแปลง 3. การสร้างสามัคคีให้เกิดขึ้นบนพื้นฐานของความสมดุลในแต่ละสัดส่วนแต่ละระดับ 4. ครอบคลุมทั้งทางด้านจิตใจสังคมเทคโนโลยีทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมรวมทั้งเศรษฐกิจ การประยุกต์ใช้เศรษฐกิจพอเพียงในด้านต่างๆ เงื่อนไข
  • 100.
    100 ด้ำนจิตใจ มีจิตใจเข้มแข็งพึ่งตนเองได้มีจิตสานึกที่ดีเอื้ออาทรประนีประนอมนึกถึง ผลประโยชน์ส่วนรวมเป็นหลัก ด้ำนสังคม ช่วยเหลือเกื้อกูลกันรู้รักสามัคคีสร้างความเข้มแข็งให้ครอบครัวและชุมชน ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รู้จักใช้และจัดการอย่างฉลาดและรอบคอบเลือกใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดความ ยั่งยืนสูงสุด ด้ำนเทคโนโลยี รู้จักใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมสอดคล้องกับความต้องการและสภาพแวดล้อมพัฒนา เทคโนโลยีจากภูมิปัญญาชาวบ้านก่อให้เกิดประโยชน์กับคนหมู่มาก
  • 101.
    101 ใบงำนที่ 8 เรื่องเศรษฐกิจพอเพียงได้ สำระกำรเรียนรู้สังคมและวัฒนธรรม 1.ให้นักเรียนเรียงความเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงในแบบของตนเอง ………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………..………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………..…………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………….………………………………. ………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………..……………………………….
  • 102.
    102 ใบควำมรู้ 9 เรื่องกำรทำน้ำข้ำวกล้องงอก สำระกำรเรียนรู้ กทอ.และคณิตศำสตร์ จุดประสงค์กำรเรียนรู้ 1.นักเรียนสามารถทาข้าวกล้องได้ 2.นักเรียนสามารถอธิบายถึงความสัมพันธ์ระหว่างการชั่งตวงให้อาหารมีรสชาตดีได้ KPA 1.ทาข้าวกล้องได้ 2.เขียนอธิบายได้ ข้าวกล้องงอก (germinated brown rice หรือGABA-rice) ถือเป็นนวัตกรรมหนึ่งที่กาลังได้รับความสนใจ เป็นอย่างมากเนื่องจากข้าวกล้องงอก (germinated brown rice) เป็นการนาข้าวกล้องมาผ่าน กระบวนการงอกซึ่งโดยปกติแล้วในตัวข้าวกล้องเองประกอบด้วยสารอาหารจานวนมากเช่นใยอาหาร กรดไฟติก (Phytic acid) วิตามินซีวิตามินอีและ GABA (gamma aminobutyric acid) ซึ่งช่วยป้องกัน โรคต่างๆ เช่น มะเร็งเบาหวานและช่วยในการควบคุมน้าหนักตัวสามารถป้องกันการทาลายสมองซึ่งเป็น สาเหตุของโรคสูญเสียความทรงจา (อัลไซเมอร์) มารูจักข้าวกล้องกับข้าวกล้องงอกกัน ข้ำวกล้อง ความจริงมีข้าวกล้องมากมายที่ขายอยู่ในท้องตลาดสมัยก่อนชาวบ้านจะใช้วิธีตาด้วยมือเพื่อกระเทาะ เปลือกจึงเรียกว่าข้าวซ้อมมือสมัยใหม่ใช้เครื่องจักรทาจึงเรียกว่าข้าวกล้องปัจจุบันข้าวทุกชนิดจะผ่าน ขั้นตอนการขัดสีมาทั้งนั้นขึ้นอยู่กับว่าขัดมากหรือขัดน้อยถ้าขัดจนขาวใสจะกลายเป็นข้าวขาวซึ่งเป็นข้าว พิมพ์นิยมสาหรับคนทั่วโลกแต่ถ้าขัดบ้างเล็กน้อยยังเห็นเมล็ดข้าวเป็นสีน้าตาลอยู่หรือขัดมากขึ้นอีกนิด หนึ่งแต่เมล็ดข้าวยังคงเป็นสีน้าตาลอยู่จะเรียกกลุ่มนี้ว่าข้าวกล้องทั้งหมดซึ่งมันก้อมาจากข้าวในพันธุ์ กลุ่มเดียวกันอยู่ที่ว่าจะมันเป็นพันธุ์อะไรก้อเท่านั้นเองเช่นข้าวหอมมะลิก้ออาจมีทั้งข้าวขาวและข้าว กล้องฯลฯยังมีข้าวอีกกลุ่มหนึ่งที่มีสีเข้มเช่นข้าวหอมนิลดามีสีน้าตาลมืดจนเกือบเป็นสีดาหรือข้าวมันปูจะ มีความมันและสีแดงเข้มข้าวกลุ่มนี้จะมีสีของเยื่อหุ้มเมล็ด (รา) ที่มีสีเข้มตามไปด้วยนอกจากนี้ยังมีข้าว บาเลย์ข้าวโอ๊ดฯลฯซึ่งข้าวทุกชนิดถ้าผ่านการขัดสีแต่เพียงน้อยที่เรียกว่าข้าวกล้องนี้ถือมีประโยชน์ทั้งนั้น ใครชอบแบบไหนก้อเลือกมารับประทานได้ตามสะดวก
  • 103.
    103 วิธีทำข้ำวกล้องงอก - นาข้าวกล้องใหม่แข่น้าทิ้งไว้ 5-10ชั่วโมง - เทน้าออกแล้วนาข้าวกล้องที่แช่น้าแล้วมาหมักไว้ในห่อผ้าที่ชุ่มน้าทิ้งไว้อีกประมาณ 10-24 ชั่วโมง - นาข้าวกล้องที่ได้มาหุงหรือทาน้าข้าวกล้องงอกได้ตามใจชอบ สูตรน้าข้าวกล้องงอก ส่วนผสม - ข้าวกล้องงอก 150 กรัม - น้าสะอาด2ลิตร - น้าตาลทราย - นมสด - ธัญพืชต่างๆเช่นถั่วหลืองถั่วเขียวงาดาฯลฯ อุปกรณ์: เครื่องทาน้าเต้าหู้แบบไฟฟ้า
  • 104.
    104 ใบงำนที่ 9 เรื่องกำรทำน้ำข้ำวกล้องงอก สำระกำรเรียนรู้ กทอ.และคณิตศำสตร์ คาสั่ง ให้นักเรียนเขียนอธิบายถึงความสัมพันธ์ระหว่างการชั่งตวงให้อาหารมีรสชาตดีได้ ………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………..……….……………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………….…………………………… ………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………
  • 105.
    105 แบบบันทึกควำมรู้ วันที่………………………………………. ………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………..……………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………
  • 106.
    106 6.1 กำรเรียนรู้จำกผู้เชี่ยวชำญ บทบำทของครู พานักเรียนไปเรียนรู้ยังสถานที่จริงและได้ลงมือปฎิบัติจริง บทบำทนักเรียนเรียนรู้จากสถานที่จริง ผู้เชี่ยวชาญ ซักถามข้อสงสัยต่างๆ จากผู้รู้ เครื่องมือ สมุดโน้ต ชื่อโครงงานภาษาและวัฒนธรรมในอาเซียน ตอน “ปฎิบัติการตามล่าหา บาย” ชื่อนักเรียน ...................................................................... ชื่อสถานที่ ...................................................................... วันที่ ..................เดือน.....................พ.ศ........................... คาถาม ข้อสงสัย 1 …………………………………………..…………… 2………………………………………………………… 3 ………………………………………………………… 4………………………………………………………… 5 ………………………………………………………… ตอบข้อสงสัย 1………………………………………………………… 2………………………………………………………… 3.………………………………………………………… 4 ………………………………………………………… 5 …………………………………………………………
  • 107.
  • 108.
    108 6.2 แลกเปลี่ยนเรียนรู้ บทบำทของครู ช่วยแนะนาและให้ความรู้นักเรียนให้รู้จักรูปแบบในการนาเสนอข้อมูลการเรียนรู้ใน แบบต่างๆและให้นักเรียนได้เลือกรูปแบบที่ตนเองถนัดหรือสนใจเช่น สร้างชิ้นงาน ทา poier point presentationหรือ rosterต่างๆ บทบำทนักเรียน สรุปความรู้ที่ตนเองเรียนมาในแต่ละกิจกรรมหรือแต่ละหัวข้อ โดยเลือกรูปแบบการ นาเสนอผลงานในรูปแบบที่ตนเองสนใจ เครื่องมือ นาเสนอชิ้นงาน 7. สรุปข้อมูล บทบำทครู ครูให้ความรู้นักเรียนให้รู้จักรูปแบบในการนาเสนอ เช่นสร้างชิ้นงาน ทา power point presentationหรือ Poster ต่างๆ บทบำทนักเรียน สรุปความรู้ที่ตนเองเรียนมาในแต่ละกิจกรรมหรือแต่ละหัวข้อโดย เลือกรูปแบบการนาเสนอผลงานในรูปแบบที่ตนเองสนใจ เครื่องมือ 1. ชิ้นงานที่จะนาเสนอ 2. แบบประเมินตนเอง
  • 109.
    109 แบบประเมินตนเอง ภำพที่ 11 การประเมินตนเองของผู้เรียน 1.คาศัพท์เกี่ยวกับข้าวของประเทศสมาชิก อาเซียน 2.เศรษฐกิจ 3. การแปรรูปอาหาร 4การใช้ชีวิตอย่างพอเพียง 5.การสร้างนวัตกรรมด้านการเกษตร เช่น การ ทาน้าข้าวกล้องงอก 6.อาหารในอาเซียน สิ่งที่ได้เรียนรู้ มีความเข้าใจเรื่องข้าวตลอดจนคความเชื่อมโยง กับสิ่งมีชีวิต อันเนื่องจากการอยู่ร่วมกันของ มนุษย์และการเข้าเรื่องอาเซียนและการเข้าสู่ ประชาคมอาเซียน สิ่งที่ทาได้ดี ต้องศึกษาเพิ่มเติมเรื่องวัฒนธรรมของประเทศ สมาชิกอาเซียน สิ่งที่ต้องปรับปรุง แก้ไข สามารถนาไปต่อยอด่อความรู้ได้เพื่อสร้างองค์ ความรู้ด้านอื่น ๆ ให้มากขึ้น สิ่งที่ต้องเรียนรู้เพิ่มเติม ประเมิน ตนเอง
  • 110.
    110 8. กำรต่อยอดองค์ควำมรู้ บทบำทของครู ช่วยแนะนานักเรียนในการต่อยอดองค์ความรู้ถามคาถามเพื่อให้นักเรียน ได้คิดต่อยอดจากสิ่งที่ตนเองเรียนรู้มา บทบำทนักเรียน สรุปสิ่งที่ตนเองได้เรียนรู้มาตลอดโครงงาน รู้จักเชื่อมโยงสิ่งที่ได้ เรียนรู้กับ ชีวิตจริงและคิดต่อยอดองค์ความรู้เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อ ตนเองและสังคม เครื่องมือ ได้เรียนรู้แบบฟอร์มบันทึกสิ่งที่ได้เรียนรู้และการต่อยอดอง แบบฟอร์มบันทึกสิ่งที่ได้เรียนรู้และกำรต่อยอดองค์ควำมรู้ ตำรำงที่ 14 บันทึกสิ่งที่ได้เรียนรู้และการต่อยอดองค์ความรู้ สิ่งที่ได้จำกำรเรียนรู้ กำรต่อยอดองค์ควำมรู้ ภาษา ศึกษาภาษาอาเซียนด้านวงศ์คาศัพท์ต่างๆ การงานอาชีพและเทคโนโลยี การเพิ่มมูลค่าของข้าว การผลิต/การบริโภค/เศรษฐกิจพอเพียง การรวมกลุ่มทางเกษตรกรรม เช่น สหกรณ์ การเกษตร วิทยาศาสตร์ ครีมน้ามันราข้าว ผลิตภัณฑ์สมุนไพรจากข้าว การปลูกข้าวแบบเกษตรอินทรีย์ คิดค้นนวัตกรรมช่วยในการกาจัดศัตรูพืชในการ ปลูกข้าว การออกแบบสูตรอาหารด้านข้าวต่าง ๆ ออกแบบสูตรอาหารได้ด้วยตนเอง
  • 111.
    111 คำถำมชวนถก-อภิปรำย ด้ำนวิทยำศำสตร์ 1. เรามานาความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ไปประยุกต์ใช้เพื่อประโยชน์ในการปลูกข้าวได้อย่างไร 2. ระบบนิเวศกับสังคมมนุษย์เหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร ด้ำนศิลปะดนตรี 1.เราสามารถใช้ส่วนใดของข้าวมาสร้างงานศิลปะได้จงยกตัวอย่างหรืออธิบายกระบวนการ 2. ให้นักเรียนช่วยกันแต่งเพลงที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับข้าวส่วนประกอบของข้าวหรือการทานาโดยใช้ทานอง เพลงที่นักเรียนรู้จัก ด้ำนคณิตศำสตร์ 1. ให้นักเรียนหาวิธีตวงข้าวชนิดต่างๆโดยใช้วัสดุที่หาได้ใกล้ตัวหรือกาหนดมาตราส่วนรูปแบบใหม่ 2. ความสูงของข้าวแต่ละชนิดมีความแตกต่างกันหรือไม่เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น ด้ำนกอท. 1. เครื่องสีข้าวมีมาตั้งแต่เมื่อไหร่ใครเป็นผู้คิดค้นนักเนียนสามารถผลิตเครื่องมือเหล่านั้นได้หรือไม่ 2. วัสดุใดที่นามาทาเครื่องสีข้าวได้จงยกตัวอย่างและอธิบาย 3. การเก็บเกี่ยวผลผลิตแบบใดที่ให้ปริมาณและคุณภาพของข้าวได้ดีที่สุดจงอภิปราย ด้ำนภำษำไทย 1. ทาไมภาษาแต่ละถิ่นแตกต่างกัน 2. เรามีแนวทางการเรียนรู้ภาษา ต่างประเทศอย่างไร 3. การศึกษาคาศัพท์มีความสาคัญอย่างไรต่อการศึกษาภาษา 4. เป็นได้หรือไม่ว่าภาษาไทยจะเป็นภาษาราชการในประชาคมอาเซียน ด้ำนสังคมและวัฒนธรรม 1. การศึกษาสังคมและวัฒนธรรมมีประโยชน์ในการอยู่ร่วมกันในประชาคมอาเซียนอย่างไร 2. ในระบบเศรษฐกิจที่เป็นสังคมนิยม เราจะสร้างนวัตกรรมใดที่เป็นเอกลักษณ์มาจากประเทศไทยและ วัฒนธรรมไทยได้บ้าง 3. เราจะใช้แนวปรัญญาเศรษฐกิจพอเพียงในการดาเนินชีวิตได้อย่างไร และประยุกต์ใช้ในเรื่องใดได้บ้าง
  • 112.
    112 Matrix สำหรับกำรประเมินผลกำรจัดกำรเรียนกำรสอนให้เป็นไปตำมกรอบโครงสร้ำงในโครงกำรวิจัยนี้ระดับปฐมวัย ขั้นที่ กระบวนกำรจัดกำรเรียนกำรสอน/ทักษะ ที่ได้รับ ทักษะชีวิต ทักษะ อำชีพ องค์ควำมรู้ กระบวนกำรเรียนรู้เพื่อพัฒนำร่ำงกำยและจิตใจ การริเริ่มและกากับดูแล การสื่อสารและทางานเป็น ทีม หัตถกรรม-คหกรรม- เกษตรกรรม ตนเอง(ร่างกายและจิตใจ) สิ่งแวดล้อมรอบตัว รูปทรง(เรขาคณิต) ภูมิใจในความเป็นไทย ฝึกฝนและพัฒนา ตนเองอย่างสม่าเสมอ สุนทรีย 1เตรียมครู 2 สำรวจชุมชนหำแรงบันดำลใจ x x x 3 ระดมควำมคิด x x x 4 วิเครำห์จำแนกแยกแยะข้อมูลที่ถุกต้อง x 5 ออกแบบกำรเรียนรู้ร่วมกัน 6 ลงมือปฏิบัติ x x x x x x x6.1 หาข้อมูล-ทดลอง-สร้างชิ้นงานจริง 6.2 เรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญจริง x x x x x x x 6.3 แลกเปลี่ยนเรียนรู้ x x x x x x x x 7 สรุปข้อมูลองค์ควำมรู้ x 8 ต่อยอดองค์ควำมรู้ x x
  • 113.
    113 Matrix สำหรับกำรประเมินผลกำรจัดกำรเรียนกำรสอนให้เป็นไปตำมกรอบโครงสร้ำงในโครงกำรวิจัยนี้ระดับช่วงชั้นที่ 1 ขั้นที่ กระบวนการจัดการเรียนการสอน/ ทักษะที่ได้รับ ทักษะชีวิตทักษะอาชีพ องค์ความรู้ กระบวนการเรียนรู้เพื่อพัฒนาร่างกายและจิตใจ สร้างสรรค์นวัตกรรม คิดวิพากษ์และการแก้ปัญหา การสื่อสารและทางานเป็นทีม หัตถกรรม-คหกรรม-เกษตรกรรม บริหารจัดการ สมรรถนะด้านสารสนเทศ การอ่าน-เขียน คิด-คานวณ วิทย์,คณิต,เทคโนโลยี สุขศึกษา การคิดตรรกะพื้นฐาน ภูมิใจในความเป็นไทย เคารพความคิดที่แตกต่าง ฝึกฝนและพัฒนาตนเองอย่างสม่าเสมอ จริยธรรม สุนทรีย ลงมือทาเพื่อนาไปสู่การเปลี่ยนแปลง มีจิตวิจารณญาณที่สามารถแยกแยะสิ่งที่ดี และไม่ดีเพื่อนาไปใช้ได้ 1 เตรียมครู 2 สารวจชุมชนหาแรงบันดาลใจ x x x x x x 3 ระดมความคิด x x x x x x 4 วิเคราห์จาแนกแยกแยะข้อมูลที่ถุกต้อง x x x 5 ออกแบบการเรียนรู้ร่วมกัน 6 ลงมือปฏิบัติ x x x x x x x x x x x x x6.1 หาข้อมูล-ทดลอง-สร้างชิ้นงานจริง 6.2 เรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญจริง x x x x x x x x x x x 6.3 แลกเปลี่ยนเรียนรู้ x x x x x x x x x x x x x x 7 สรุปข้อมูลองค์ความรู้ x x x x x 8 ต่อยอดองค์ความรู้ x x x x x x
  • 114.
    114 Matrix สำหรับกำรประเมินผลกำรจัดกำรเรียนกำรสอนให้เป็นไปตำมกรอบโครงสร้ำงในโครงกำรวิจัยนี้ระดับช่วงชั้นที่ 2 ขั้นที่ กระบวนการจัดการเรียนการสอน/ ทักษะที่ได้รับ ทักษะชีวิตทักษะอาชีพ องค์ความรู้ กระบวนการเรียนรู้เพื่อพัฒนาร่างกายและจิตใจ สร้างสรรค์นวัตกรรม คิดวิพากษ์และการแก้ปัญหา การสื่อสารและทางานเป็นทีม ความยืดหยุ่นและการปรับตัว ทักษะด้านสังคมและทักษะข้าม วัฒนธรรม หัตถกรรม-คหกรรม-เกษตรกรรม เทคโนโลยี-อุตสาหกรรม บริหารจัดการ งานบริการ ประวัติศาสตร์-ภูมิศาสตร์- เศรษฐศาสตร์ การใช้ภาษา คณิตศาสตร์ประยุกต์(การนาไปใช้) วิทยาศาสตร์สุขภาพ ภูมิใจในความเป็นไทย-อาเซียน เคารพความคิดที่แตกต่าง ฝึกฝนและพัฒนาตนเองอย่างสม่าเสมอ จริยธรรม สุนทรีย ลงมือทาเพื่อนาไปสู่การเปลี่ยนแปลง มีจิตวิจารณญาณที่สามารถแยกแยะ สิ่งที่ดีและไม่ดีเพื่อนาไปใช้ได้ 1 เตรียมครู 2 สารวจชุมชนหาแรงบันดาลใจ x x x x x x x x 3 ระดมความคิด x x x x x x x x 4 วิเคราห์จาแนกแยกแยะข้อมูลที่ถุ กต้อง x x x 5 ออกแบบการเรียนรู้ร่วมกัน 6 ลงมือปฏิบัติ x x x x x x x x x x x x x x 6.1 หาข้อมูล-ทดลอง-สร้าง ชิ้นงานจริง 6.2 เรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญจริง x x x x x x x x x x x x x 6.3 แลกเปลี่ยนเรียนรู้ x x x x x x x x x x x x x x x x 7 สรุปข้อมูลองค์ความรุ้ x x x x x 8 ต่อยอดองค์ความรู้ x x x x x x
  • 115.
    115 ขั้น ที่ กระบวนการจัดการ เรียนการสอน/ ทักษะที่ได้รับ ทักษะชีวิต ทักษะอาชีพ องค์ความรู้กระบวนการเรียนรู้เพื่อพัฒนาร่าง กายและจิตใจ สร้างสรรค์นวัตกรรม คิดวิพากษ์และการแก้ปัญหา การสื่อสารและทางานเป็นทีม ความยืดหยุ่นและการปรับตัว ทักษะด้านสังคมและทักษะข้าม วัฒนธรรม หัตถกรรม-คหกรรม-เกษตรกรรม เทคโนโลยี-อุตสาหกรรม บริหารจัดการ งานบริการ การจัดการด้านรัฐกิจ ประวัติศาสตร์-ภูมิศาสตร์- เศรษฐศาสตร์ การใช้ภาษา(ภาษา-อาเซียน3ภาษา) คณิตศาสตร์ประยุกต์(การนาไปใช้) วิทยาศาสตร์สุขภาพ ภูมิใจในความเป็นไทย-อาเซียน เคารพความคิดที่แตกต่าง ฝึกฝนและพัฒนาตนเองอย่าง สม่าเสมอ จริยธรรม สุนทรีย ลงมือทาเพื่อนาไปสู่การเปลี่ยนแปลง มีจิตวิจารณญาณที่สามารถแยกแยะ สิ่งที่ดีและไม่ดีเพื่อนาไปใช้ได้ 1 เตรียมครู 2 สารวจชุมชนหาแรง บันดาลใจ x x x x x x x x 3 ระดมความคิด x x x x x x x x 4 วิเคราห์จาแนกแยกแยะ ข้อมูลที่ถุกต้อง x x x 5 ออกแบบการเรียนรู้ ร่วมกัน 6 ลงมือปฏิบัติ x x x x x x x x x x x x x x x 6.1 หาข้อมูล-ทดลอง- สร้างชิ้นงานจริง 6.2 เรียนรู้จาก ผู้เชี่ยวชาญจริง x x x x x x x x x x x x x x 6.3 แลกเปลี่ยนเรียนรู้ x x x x x x x x x x x x x x x x x 7 สรุปข้อมูลองค์ความรู้ x x x x x 8 ต่อยอดองค์ความรู้ x x x x x x Matrix สำหรับกำรประเมินผลกำรจัดกำรเรียนกำรสอนให้เป็นไปตำมกรอบโครงสร้ำงในโครงกำรวิจัยนี้ระดับช่วงชั้นที่ 3
  • 116.
    116 ขั้น ที่ กระบวนการจัดการเรียนการ สอน/ทักษะที่ได้รับ ทักษะชีวิต ทักษะอาชีพ องค์ความรู้กระบวนการเรียนรู้เพื่อพัฒนาร่างกายและจิตใจ สร้างสรรค์นวัตกรรม คิดวิพากษ์และการแก้ปัญหา การสื่อสารและทางานเป็นทีม คความยืดหยุ่นและการปรับตัววาม ยืดหยุ่นและการปรับตัว ทักษะด้านสังคมและทักษะข้าม วัฒนธรรม หัตถกรรม-คหกรรม-เกษตรกรรม เทคโนโลยี-อุตสาหกรรม บริหารจัดการ งานบริการ การจัดการด้านรัฐกิจ ประวัติศาสตร์-ภูมิศาสตร์- เศรษฐศาสตร์ การใช้ภาษา(ภาษา-อาเซียน3ภาษา) คณิตศาสตร์ประยุกต์(การนาไปใช้) วิทยาศาสตร์สุขภาพ-จิตวิทยา ภูมิใจในความเป็นไทย-อาเซียน เคารพความคิดที่แตกต่าง ฝึกฝนและพัฒนาตนเองอย่างสม่าเสมอ จริยธรรม สุนทรีย ลงมือทาเพื่อนาไปสู่การเปลี่ยนแปลง มีจิตวิจารณญาณที่สามารถแยกแยะสิ่ง ที่ดีและไม่ดีเพื่อนาไปใช้ได้ 1 เตรียมครู 2 สารวจชุมชนหาแรงบันดาลใจ x x x x x x x x 3 ระดมความคิด x x x x x x x x 4 วิเคราห์จาแนกแยกแยะข้อมูล ที่ถุกต้อง x x x 5 ออกแบบการเรียนรู้ร่วมกัน 6 ลงมือปฏิบัติ x x x x x x x x x x x x x x x 6.1 หาข้อมูล-ทดลอง-สร้าง ชิ้นงานจริง 6.2 เรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญจริง x x x x x x x x x x x x x x 6.3 แลกเปลี่ยนเรียนรู้ x x x x x x x x x x x x x x x x x 7 สรุปข้อมูลองค์ความรู้ x x x x x 8 ต่อยอดองค์ความรู้ x x x x x x Matrix สำหรับกำรประเมินผลกำรจัดกำรเรียนกำรสอนให้เป็นไปตำมกรอบโครงสร้ำงในโครงกำรวิจัยนี้ระดับช่วงชั้นที่ 4
  • 117.
    117 บรรณำนุกรม กระทรวงศึกษาธิการ. แนวทำงกำรบริหำรจัดกำรเรียนรู้สู่ประชำคมอำเซียน. กรุงเทพฯ,2555. กระทรวงศึกษาธิการ. หลักสูตรแกนกลำงกำรศึกษำขั้นพื้นฐำน พุทธศักรำช 2551. กรุงเทพฯ, 2551. เกรียงศักดิ์เจริญวงศ์ศักดิ์,ภำพอนำคตและคุณลักษณะของคนไทยที่ประสงค์. กรุงเทพ : สานักงาน คณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ, 2546. คงรัฐ นวลแปง. กำรพัฒนำรูปแบบกำรเรียนกำรสอนที่ส่งเสริมจิตแห่งวิทยำกำร จิตแห่งกำร สังเครำะห์ และจิตแห่งกำรสร้ำงสรรค์ สำหรับนิสิตปริญญำตรี คณะศึกษำศำสตร์ มหำวิทยำลัยบูรพำ. ปริญญาการศึกษาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการวิจัยและพัฒนาหลักสูตร. มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, 2554. คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน.รำยงำนผลกำรจัดสัมมนำกำรจัดอันดับควำมสำมำรถ ทำงกำรแข่งขันของประเทศไทยโดย IMD. [Online], 2554.ที่มา:http://www.nesdb.go.th./ LinkClick.aspx?fileticket=RsZdSgi42Qc%253D&tabid=489&mid=1163 คณะกรรมการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (กพข.).ผลกำรวิเครำะห์ตัวชี้วัดและ แนวทำงกำรจัดกำรจุดอ่อนของประเทศไทยจำกกำรจัดอันดับควำมสำมำรถในกำร แข่งขันโดย WEF และ IMD. [Online], 2554.ที่มา:http://www.nesdb.go.th/Portals/0/home /interest/kro52/kpc/%E020WEF&IMD.pdf จานงค์ ทองประเสริฐ. ภำษำไทย วัฒนธรรมไทย. กรุงเทพฯ: สานักพิมพ์ดวงแก้ว, 2552. ทิศนา แขมมณี. ศำสตร์กำรสอน: องค์ควำมรู้เพื่อกำรจัดกระบวนกำรเรียนรู้ที่มีประสิทธิภำพ. กรุงเทพฯ: สานักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2555. ประเวศ วะสี, มีปัญญำ รักษำทุก (ข์) โรค : ระบบกำรศึกษำที่แก้ควำมทุกข์ยำกของคนทั้งแผ่นดิน. กรุงเทพ : ปัญญาญาณ, 2553. ไพฑูรย์ สินลารัตน์, สัตตศิลำ หลักเจ็ดประกำรสำหรับกำรเปลี่ยนผ่ำนกำรศึกษำเข้ำสู่ยุค เศรษฐกิจ
  • 118.
    118 วิจารณ์ พานิช. วิถีกำรเรียนรู้เพื่อศิษย์ในศตวรรษที่21. กรุงเทพฯ: มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์, 2555. สานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ. ปรัชญำของเศรษฐกิจพอเพียง. กรุงเทพฯ: สานักพิมพ์ 21 เซนจูรี, 2550. สานักงานรับรองมาตราฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา. สรุปผลกำรประเมินคุณภำพภำยนอก สถำนศึกษำระดับกำรศึกษำขั้นพื้นฐำน รอบสอง ระยะ 4 ปี(พ.ศ. 2549-2552). [Online], http://www.onesga.or.th. สานักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ. แผนพัฒนำกำรศึกษำของกระทรวงศึกษำธิกำรฉบับที่สิบเอ็ด พ.ศ. 2555 – 2559.[Online],http://www.plan.ru.ac.th/strategy/data/education _evelopement_55-59.pdf สุมน อมรวิวัฒน์. วิถีกำรเรียนรู้ : คุณลักษณะที่คำดหวังในช่วงวัย. กรุงเทพฯ: สานักงาน คณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ, 2546. Bellanca, James and Brandt, Ron.21st Century Skills :Rethinking How Students Learn. USA: Solution Tree Press, 2010. Gardner Howard, Five Minds for the Future.USA: Harvard Business Press, 2008. Ministry of Education Singapore.Nurturing Our Young for the Future: Competencies for 21st Century. [Online], 2010.Source : http://www.moe.gov.sg/committee-of-supply- debate/files/nurturing-our-young. pdE. Toffler Alvin. The Third Wave. USA: Global Brain Publication, 1980. United States Agency for International Development.ASEAN Curriculum Sourcebook.[Online], 2012. Source :http://www.vnseameo.org/zakir/ASEAN_Curriculum_Sourcebook.pdf
  • 119.
  • 120.