บทที่ 11
ปัญหาและแนวโน้มในการพัฒนาหลักสูตร
มโนทัศน์(Concept)
หลักสูตรมีที่มาจากการวิเคราะห์เชื่อมโยงข้อมูลพื้นฐานด้านต่างๆ ทั้งด้านปรัชญาการศึกษา
ด้านจิตวิทยา ด้านสังคม เศรษฐกิจ การเมือง ด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี ด้านสาขาวิชา เป็นต้น
นอกจากนี้ยังมีทฤษฎีหลักสูตรที่เกี่ยวข้องที่มาจากศาสตร์ในสาขาที่เกี่ยวข้อง จึงกล่าวได้
หลักสูตรมีที่มาจากความรู้ในหลากหลายสาขาวิชา
และผู้ที่มีส่วนร่วมในการพัฒนาหลักสูตรก็มาจากนักวิชาการหลากหลายสาขา
การพัฒนาหลักสูตรจึงเกี่ยวข้องกับองค์ประกอบดังกล่าวนี้
ในบทบาทของครูผู้สอนจะต้องให้ความสาคัญกับกระบวนการพัฒนาหลักสูตร
ปัญหาของการพัฒนาหลักสูตร
เกิดจากบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนการสอนไม่เข้าใจกระบวนการของการพัฒนาหลักสูตร
ผลการเรียนรู้(Learning Outcome)
1. มีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับปัญหาและแนวโน้มในการพัฒนาหลักสูตร
2. มีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับแนวโน้มในการพัฒนาหลักสูตร ในศตวรรษที่ 21
สาระเนื้อหา(Content)
ปัญหาและแนวโน้มของการพัฒนาหลักสูตร
1. ปัญหาของการพัฒนาหลักสูตร
ปัญหาของการพัฒนาหลักสูตร คือปัญหาที่เกิดขึ้นในกระบวนการพัฒนาหลักสูตร
ที่เป็นปัญหาอันเกิดจากการร่วมคิด ร่วมทา ร่วมกันสร้างหลักสูตร และร่วมกันนาหลักสูตรไปใช้ มีดังนี้
1. หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาหลักสูตร ไม่เข้าใจบทบาทหน้าที่ของตน
2. ขาดการประสานงานหน้าที่ดีระหว่างหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาหลักสูตร
3. ผู้บริหารระดับต่างๆ เห็นว่าหลักสูตรเป็นหน้าที่ของหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยเฉพาะ
4. ปัญหาการไม่เปลี่ยนแปลงการเรียนการสอนของครูตามแนวทางของหลักสูตร
5. ปัญหาการเผยแพร่หลักสูตร การสื่อสารทาความเข้าใจในหลักสูตรที่พัฒนาขึ้นใหม่
2. แนวโน้มของการพัฒนาหลักสูตร
การพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาให้ประสบความสาเร็จโดยสร้างความเข้มแข็งให้แก่ผู้เกี่ยวข้องโดยเ
ฉ พ า ะ ค รู ผู้ ส อ น
และผู้บริหารสถานศึกษาให้มีความเชี่ยวชาญในการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาโดยความร่วมมือระหว่างสถ
าน ศึกษาที่มีบริ บทใ กล้เ คียง กัน ตามมิติความต้อง การจาเ ป็ น ของ แต่ละ สถาน ศึ ก ษ า
มีกิจกรรมร่วมมือกันในการให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกันด้านการพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอน
การพัฒนาหลักสูตร และกิจกรรมอื่นๆ ที่ส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน การพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา
ซึ่งหมายถึงกระบวนการสร้างแผนหรือแนวทางในการจัดมวลประสบการณ์ที่จัดทาโดยบุคคลหรือคณะบุคค
ลในระดับสถานศึกษาเพื่อใช้พัฒนาผู้เรียนให้มีความรู้ความสามารถตามมาตรฐานการเรียนรู้ ประกอบด้วย
ส่วนที่เป็นหลักสูตรแกนกลางที่กาหนดจากส่วนกลางที่ปรากฏในหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน
พุทธศักราช 2544 และส่วนที่เกี่ยวกับสภาพชุมชนและท้องถิ่นซึ่งพัฒนาโดยเขตพื้นที่การศึกษา
และ ส่วน เ พิ่มเ ติมที่สถาน ศึกษาพัฒนาขึ้ นเ พื่อให้สอดคล้องเ หมาะ สมกับความสนใจ
ความต้อง กา รแ ละ คว า ม ถนัด ข อง ผู้เ รี ยน ร ว ม ทั้ง ค ว า มเ ห มาะ ส ม กับสภ าพ สั ง ค ม
กระบวนการใช้หลักสูตรสถานศึกษาและการประเมินผลการใช้หลักสูตรสถานศึกษาโดยการศึกษาให้มากขึ้
นแนวโน้มการพัฒนาหลักสูตรในปัจจุบันมุ่งเน้นให้มีการพัฒนาหลักสูตรระดับท้องถิ่นมากขึ้น
และเปิดโอกาสให้แต่ละท้องถิ่นสามารถพัฒนาหลักสูตรให้เหมาะสมกับความต้องการและเอกลักษณ์ประจา
ท้อง ถิ่น ของ ตน เ พื่อใ ห้ผู้เ รี ยน ที่อยู่ใ น ท้อง ถิ่น นั้ น ๆ ได้รับประ โยช น์ อย่าง แ ท้จ ริ ง
รวมทั้งยังเป็นการปลูกฝังให้ผู้เรียนมีความรักและความผูกพันกับท้องถิ่นของตนมากขึ้นด้วย (มสธ, 2536)
เมื่อกล่าวถึงแนวโน้มของการพัฒนาหลักสูตร มีประเด็นสาคัญเกี่ยวข้อง 2 ประเด็นคือ
ข้อมูลที่นามาเป็ นพื้นฐานในการพัฒนาหลักสูตร กับการวิจัยทางการศึกษา โดยจะพบว่า
ในระยะเวลาประมาณ 10 ปี และจากการศึกษางานวิจัยที่เกี่ยวข้องสรุปได้ดังนี้
รายงานการศึกษาวิจัยในช่วงทศวรรษ 1940และ 1950 มุ่งศึกษา ตัวแปรทานาย จากคุณสมบัติของครู
มีความเชื่อว่าครูที่มีคุณสมบัติมีแนวโน้มที่จะสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนี้ 1) เสียง รูปร่างหน้าตา 2)
ความมั่นคงทางอารมณ์ 3) ความน่าเชื่อถือ 4) ความอบอุ่น และ 5) ความกระตือรือร้น
ต่อมาผลการศึกษาวิจัยความมีประสิทธิภาพของครู ในช่วงทศวรรษ 19 60 และ 1970
ได้ข้อสรุปและเสนอแนะในการพัฒนาวิชาชีพด้วย การนิเทศแบบคลินิก (Clinical Supervision)
เทคนิควิธีการสังเกตการสอนชั้นเรียน เป็นต้น
ต่ อ ม า ใ น ท ศ ว ร ร ษ 1 9 8 0 เ ม เ ด อ ลี น ฮั น เ ต อ ร์ ( Madeline Hunter)
และคณะมหาวิทยาลัยยูซีแอลเอใช้หลักทฤษฎีเป็นฐาน (Theory-based) ในการเรียนการสอน สรุปได้ดังนี้ 1)
การสอนมีรากฐานมาจากทฤษฎีการเรียนรู้แบบพฤติกรรมนิยม 2) การอนุมานจากแนวคิดในด้านการเรียนรู้
เช่น แรงจูงใจ (Motivation) ความทรงจา (Retention) การถ่ายโอนความรู้ (Transfer) เป็นต้น
แ ล ะ ผ ล ก า ร ศึ ก ษ า วิ จั ย ใ น ช่ ว ง ท ศ ว ร ร ษ 1 9 8 0 แ ล ะ 1 9 9 0
การเปลี่ยนแปลงทัศนะการเรียนรู้แบบพฤติกรรมนิยม (Behaviorist) เป็นการเรียนรู้ด้วยปัญญา (Cognitive
Learning Theory)
สถานศึกษาใดที่มุ่งมั่นพัฒนาในด้านการประเมินที่มีประสิทธิภาพและการพัฒนาวิชาชีพการสอนจึงต้องเริ่ม
ด้ ว ย ก า ร ก า ห น ด ม า ต ร ฐ า น ก า ร ส อ น ซึ่ ง ส ะ ท้ อ น สิ่ ง ที่ ค รู ค ว ร รู้
ในประเทศไทยหน่วยงานหรือองค์กรวิชาชีพครูที่เรียกว่า คุรุสภาได้เสนอกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับผู้บริหาร ครู
และบุคลากรทางการศึกษา เพื่อให้มีความรู้สมรรถนะความสามารถในการจัดการศึกษาได้อย่างมีคุณภาพ
ดัง นั้ น แน วโน้มของ การพัฒน าห ลักสู ตรอาจพิจารณาได้จากผลการศึกษาวิจัย
และข้อมูลพื้นฐานด้านต่าง ๆ ที่นามาใช้การพัฒนาหลักสูตร
แนวโน้มของหลักสูตร
ออนสไตน์ (Ornstein, Allan C. 1994: 4-20) ได้เสนอแนวคิดเกี่ยวกับแนวโน้มของหลักสูตรไว้ว่า
หลักสูตรในอนาคต เนื้อหาวิชาจะถูกลดความสาคัญลงโดยเฉพาะเนื้อหาวิชาที่แยกแบบโดดเดี่ยว
แ ต่จ ะ มี ลั ก ษ ณ ะ ป ร ะ ส ม ป ร ะ ส า น ม า ก ขึ้ น แ ล ะ มี ลั ก ษ ณ ะ เ ป็ น อ ง ค์ ร ว ม
ถึ ง แ ม้ ว่า ข อ บ ข่ า ย เ นื้ อ ห า วิ ช า ใ น ห ลั ก สู ต ร แ บ บ ดั้ ง เ ดิ ม จ ะ ยั ง ค ง อ ยู่
แ ต่ จ ะ มี ลั ก ษ ณ ะ ก า ร บู ร ณ า ก า ร ข้ า ก ลุ่ ม ส า ร ะ ก า ร เ รี ย น รู้ เ พิ่ ม ขึ้ น
ความรู้ไม่สามาร ถพิจาร ณาใ น แง่มุมข อง รายละ เ อีย ดป ลีกย่อยหรื อค วา มต่อเ นื่ อ ง
แต่จะ มีความเ ป็ น สห วิท ยากา รและ ห ลากห ลาย มิติยิ่ง ขึ้ น ความรู้จะ บูรณาก า ร กัน
ค ว า ม รู้ มี ม า ก ก ว่ า แ ห ล่ ง ค ว า ม รู้ ภ า พ แ ล ะ เ สี ย ง เ ท่ า นั้ น
แ ล ะ มีค ว า มน่า เ ชื่ อ ถื อ น้ อ ย จ า ก สื่ อ ที่ เ ป็ น ก า ร พูด แ ล ะ ก า ร สื่ อ ส า ร ด้ว ย ตัว อักษร
ออนสไตน์ได้สรุปไว้ว่าแนวโน้มของหลักสูตรมีดังต่อไปนี้
1. การศึกษาในรูปแบบอีเล็กทรอนิกส์ ( Electronic Education) ความเจริญก้าวหน้าของ
วีดิทัศน์ สามารถน ามาใ ช้เ ป็ นเ ครื่ องมือใ นการเรี ยนการสอนได้ วี ดิโอเ ทป คาสเ สท
และดิสค์สามารถนามาใช้สอนได้ทั้งในห้องเรียน ห้องสมุด ศูนย์เรียนรู้ และที่บ้านของนักเรียน
วีดิทัศน์มีความสะดวกที่นามาเรียน ได้ตลอดเวลา ซึ่งจะช่วยไม่ให้พลาดบทเรี ยน ไ ปไ ด้
มี วี ดิ ทั ศ น์ บ ท เ รี ย น วิ ช า ต่ า ง มี จ า น ว น ม า ก นั บ เ ป็ น จ า น ว น พั น
นอกจากนี้โรงเรียนหลายแห่งและครูจานวนมากที่สามารถผลิตสื่อการสอนวิชาที่ตนเองรับผิดชอบในรูปขอ
งวีดิทัศน์ จากความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยี สามารถที่จะพิมพ์วีดิทัศน์ หรือภาพจากจอภาพในรูปของ
ภาพถ่าย ตาราง กราฟ หรือรูปภาพในแบบต่าง ๆลงในกระดาษสาหรับศึกษาต่อไปได้
วีดิทัศน์ยังสามารถนาใช้ผ่านระบบคอมพิวเตอร์ที่ช่วยให้สามารถเรียนได้ในลักษณะแบบจาลองเหตุ
การณ์ที่เป็ นจริง มีการโต้ตอบกัน สามารถนาเสนอได้เช่นเดียวกันกับการสอนให้ชั้นเรียน
บทเรียนคอมพิวเตอร์สามารถให้คาตอบถูกหรือผิดให้กับผู้เรียนได้ทันที หรือในกรณีที่ผู้เรียนเลือกคา ตอบ
โปรแกรมคอมพิวเตอร์สามารถให้ผู้เรียนเห็นคาตอบและสามารถเลือกทางเลือกที่กาหนดให้ปฏิบัติได้ตามที่
โ ป ร แ ก ร ม ก า ห น ด ไ ว้
นอกจากนี้วีดิทัศน์ยังสามารถใช้เป็นบทเรียนเรียนแบบรายบุคคลหรือแบบกลุ่มย่อยก็ได้
ความรู้ในรูปแบบอีเล็กทรอนิกส์นี้ยังสามารถจัดเก็บไว้ในสถานที่ที่ผู้เรียนสามารถเข้าถึงได้โดยผ่าน
ระบบเครือข่าย ใคร ๆ ก็สามารถเข้าถึงข้อมูลสารสนเทศและสามารถใช้ประโยชน์ได้
2. ก า ร รู้ เ ท ค โ น โ ล ยี ( Technical Literycy)
โ ร ง เ รี ย น ใ น ปั จ จุ บั น เ ห็ น ค ว า ม ส า คั ญ ใ น วิ วัฒ น า ก า ร ข อ ง เ ท ค โ น โ ล ยี
จึงได้ให้การศึกษากับบุคลากรเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ อีเล็กทรอนิกส์ เลเซอร์ และหุ่นยนต์ การรู้คอมพิวเตอร์
(Computer Literacy) เป็นทักษะพื้นฐานเพิ่มขึ้นจากทักษะการอ่านออก เขียนได้ คิดเลขเป็น หรือรู้จักกันว่า
3Rs
ในวิถีทางเศรษฐกิจที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ผู้ปฏิบัติงานต้องมีการศึกษาที่ดี ต้องมีปัญญาที่ดีกว่า
มีทักษะการสื่อสาร และการทางานเป็นทีม บ้านและที่ทางานจะมีเครื่องคิดเลข คอมพิวเตอร์ เครื่องแฟกซ์
และเครื่องมืออีเล็กทรอนิกส์ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้จะนาสู่จุดวิกฤติของคนที่ไม่สามารถใช้เครื่องมืออุปกรณ์ต่าง
ๆ นี้ ใ ห้ ท า ง า น ไ ด้ จึ ง มี ค ว า ม จ า เ ป็ น ที่ ภ า ค อุ ต ส า ห ก ร ร ม แ ล ะ รั ฐ บ า ล
จะได้ร่วมกันสร้างโรงเรียนหรือสถาบันการศึกษาที่มีหลักสูตรในการเตรียมคนเข้าสู่ตลาดแรงงานที่ใช้เทคโ
นโลยีดังกล่าวนี้ ในอนาคตการศึกษาจะเป็นการสร้างนักวิทยาศาสตร์เพื่อที่จะสามารถออกแบบ พัฒนา
และประยุกต์เทคโนโลยีได้ในอนาคต
สมาคมครู วิทยาศาสตร์แห่งชาติ ( The National Science Teachers Association : NSTA)
ได้อนุมัติหลักสูตรเรียกว่า Science/Technology/Society ซึ่งไม่ได้มุ่งเน้นเพียงวิทยาศาสตร์เ ท่านั้น
ห า ก แ ต่ ใ ห้ ค ว า ม ส า คั ญ กั บ สั ง ค ม แ ล ะ เ ท ค โ น โ ล ยี
ตัวอย่างหนึ่งของจุดประสงค์โปรแกรมนี้ก็เพื่อช่วยนักศึกษาจัดการกับผลกระทบของเทคโนโลยีในชีวิตประ
จาวัน
ความจาเ ป็ น ที่จะ ต้อง เ พิ่มแผน พัฒน าแห่งช าติแบบมีส่วน ร่วม ของ การศึกษา
อุ ต ส า ห ก ร ร ม แ ล ะ รั ฐ บ า ล ก า ร ป ร ะ เ มิ น ค ว า ม ต้ อ ง ก า ร อ า ชี พ ใ น อ น า ค ต
และแผนความร่วมมือกันของโรงเรียนหรือสถานศึกษา
3. ก า ร เ รี ย น รู้ ต ล อ ด ชี วิ ต ( Lifelong Learning)
แนวโน้มของการเรียนรู้ตลอดชีวิตเป็นความจาเป็นกับสังคมสมัยใหม่อันเป็นผลสืบเนื่องจากความรู้ที่มีมากม
า ย ก า ร เ ป ลี่ ย น แ ป ล ง ข อ ง สั ง ค ม อ ย่ า ง ร ว ด เ ร็ ว
การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและเศรษฐกิจที่มีผลต่อประชาชนในการประกอบอาชีพที่ปรับเปลี่ยนไปสู่ก
า ร พั ฒ น า ใ ห ม่ ที่ มี ผ ล ต่ อ เ ป้ า ห ม า ย ข อ ง บุ ค ค ล แ ล ะ สั ง ค ม
การศึกษาจะ มีความต่อ เ นื่ อง ตลอดชีวิตไม่ใ ช่เป็ น เพียงการศึกษาใน โรง เรี ยนเท่านั้น
การศึกษาผู้ใหญ่จึงถูกคาดหวังเพิ่มขึ้นในปีคริสต์ศตวรรษที่ 1990s
4. ก า ร ศึ ก ษ า น า น า ช า ติ ( International Education)
สังคมอเมริกันถือได้ว่าความรู้เกี่ยวกับการพัฒนาได้มาจากประเทศต่างๆ และได้เสนอแนวคิดเกี่ยวกับ
“ ห มู่ บ้ า น โ ล ก ( global village)
กล่าวถึงมาตรฐานของการดารงชีวิตและเศรษฐกิจของชาติ(อเมริกัน)มีความเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นใ
นที่อื่นๆ ของโลก
การสื่อสารผ่านดาวเทียมและบรรยากาศ รายการโทรทัศน์ เครือข่ายซุปเปอร์คอมพิวเตอร์
เทคโนโลยีเลเซอร์ และการเดินทางด้วยเ ครื่ อง บินเจ็ต ช่วยให้ดูเหมือนว่าโลกแ ค บลง
ความจาเป็นในการเรียนการสอนภาษาต่างประเทศมีมากยิ่งขึ้น ภาษาพูดที่รู้จักกันส่วนใหญ่คือ ภาษาจีนกลาง
รองลงมาคือภาษาอังกฤษ ฮินดี และสเปน ภาษาญี่ปุ่น(อันดับที่ 10) และภาษาเยอรมันและฝรั่งเศส
ก า ร ฝึ ก อ บ ร ม นั ก ศึ ก ษ า ใ น ส ห รั ฐ อ เ ม ริ ก า ใ ห้ เ รี ย น รู้ ภ า ษ า ต่ า ง
ๆมีผลต่อความเจริญเติบโตทางด้านการค้าของสหรัฐอเมริกาและความเข้าใจในตลาดการค้าโลก
5. สิ่งแวดล้อมศึกษา (Environmental Education) ผลจากปัญหาต่างๆ อาทิ มลภาวะ น้าเสีย
ประชากรที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ภาวะทุพโภชนาการ และแหล่งทรัพยากรธรรมชาติ เป็นต้น ปัญหาต่างๆ
เหล่านี้นาไปสู่ความต้องการความรู้และโปรแกรมใหม่ในสาขาวิชานิเวศวิทยาและสิ่งแวดล้อมศึกษา
ถึ ง แ ม้ว่า เ ดิ ม ที มี วิ ช า ที่ เ กี่ ย ว ข้ อ ง คื อ ธ ร ณี วิ ท ย า ชี ว วิ ท ย า ภู มิ ศ า ส ต ร์
แต่ความต้องการความรู้ที่มีความหมายและมีความสัมพันธ์กับการแก้ปัญหาชีวิตและความเป็นอยู่ของมวลม
นุษย์ในยามคับขันหรือช่วงเวลาเร่งด่วน
โรง เ รี ยน หรื อสถาบัน การศึกษาควรได้ทาหน้าที่เ ตรี ยมผู้เ รี ยน สู่โลกอน า ค ต
โดยช่วยให้เข้าใจในปฏิสัมพันธ์ระหว่างวิทยาศาสตร์ สังคมและการเมืองว่าเป็ นอย่าง ไร
ด้วยเหตุที่ว่าความรู้ที่มีอยู่ไม่มั่นใจว่าใช้ได้อย่างเหมาะสม หลักสูตรต้องให้เกิดเจตคติ คุณค่า
แ ล ะ ค ว า ม คิ ด เ ชิ ง จ ริ ย ธ ร ร ม ที่ ช่ว ย ใ ห้ มีพ ฤ ติ ก ร ร ม ที่ รั บ ผิ ด ช อ บ ต่อ สิ่ ง แ ว ด ล้อ ม
การเรียนรู้เกี่ยวกับนิเวศวิทยาต้องการการมองโลกยุคใหม่แบบบูรณาการ รู้ว่าอย่างไรที่เป็นการทาลาย
รู้ ว่ า วิ ท ย า ศ า ส ต ร์ สั ง ค ม แ ล ะ ก า ร เ มื อ ง
จะนามาบูรณาการกันอย่างไรที่จะช่วยให้ลดปัญหาหรือนาไปสู่แนวทางการแก้ไข สิ่งต่างๆ
โรงเรียนในอนาคตจะต้องนาแนวคิดดังกล่าวข้างต้นนี้มาให้ผู้เรียนได้เรียนรู้โดยเฉพาะการศึกษาเกี่ยวกับสิ่งแ
วดล้อม
6. การศึกษาเกี่ยวกับนิวเคลียร์ (Nuclear Education) ประเทศสหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียต
รัสเซียถือว่าเป็นประเทศที่เป็นผู้นาด้านนิวเคลียร์ นอกจากนั้นประเทศจีน เกาหลีเหนือ เยอรมันนี
และฝรั่งเศส นับได้ว่ามีการขายความรู้ด้านนิวเคลียร์ให้กับประเทศโลกที่สาม
การใช้พลังงานนิวเคลียร์ในทางสันติ ได้แก่ โรงไฟฟ้า การใช้ประโยชน์ทางการแพทย์
ก า ร บ า บั ด ด้ ว ย ก า ร ฉ า ย รั ง สี
ความรู้เรื่องหลังงานนิวเคลียร์มีความจาเป็นว่าพลังงานดังกล่าวนี้ มีผลกระทบต่ออากาศ อาหาร
และ น้ าอย่าง ไร กรณีที่มีการรั่ วไห ล จะ มีผ ลก ระ ท บใ น ข อ บเ ข ตห่าง ไ ก ลเ พี ย ง ใ ด
และความเข้มข้นของรังสีที่เป็ นอันตรายต่อมนุษย์ทั้งที่อยู่ใกล้และไกลออกไปนับพัน ไมล์
ดังนั้นหลักสูตรที่ให้ความสาคัญกับการศึกษาเกี่ยวกับนิวเคลียร์ถูกบรรจุไว้ในหลักสูตรโลกศึกษา(Globally
Oriented Curriculum)
7. สุ ข ศึ ก ษ า แ ล ะ ก า ร ดู แ ล สุ ข ภ า พ ก า ย ( Health Education and Physical Fitness)
แนวโน้มเกี่ยวกับสุขภาพของประชากรชาวอเมริกันจะต้องได้รับความรู้จากหลักสูตรใหม่ๆ
ตัวอย่างที่ชัดเจนคือนักการศึกษานาประเด็นเกี่ยวกับภูมิคุ้มกันบกพร่องที่รู้กันในชื่อว่า AIDS(acquired
immunodeficiency syndrome) นามาให้ความรู้กับผู้เรียน บรรจุเป็นเรื่องหนึ่งในหลักสูตร
ถึงแม้ว่าในสังคมอมริกันประชากรวัยผู้ใหญ่มีนิสัยรักการออกกาลังกายเพื่อสุขภาพด้วยการเล่นกีฬา
แ ล ะ ก า ร ดู แ ล สุ ข ภ า พ ร่ า ง ก า ย ( Fitness)
จุดประสงค์เบื้องต้นของโปรแกรมมุ่งให้มีความสนุกสนานและด้านการสังคมในกิจกรรมกีฬา
ไม่ได้มุ่งการแข่งขันเพื่อชัยชนะ มุ่งเพียงให้เป็นพฤติกรรมการออกกาลังกายเป็นสาคัญ
8. ก า ร ศึ ก ษ า ต่ า ง ด้ า ว ( Immigrant Education)
สังคมอเมริกันหลังสง ครามโลกครั้ง ที่สอง มีชาวต่าง ด้าวเข้ามาอาศัยอยู่เ ป็ นจานวน ม าก
นัยสาคัญของคนต่างด้าวจานวนมากมาจากครอบครัวที่เรียกว่า “ยากจน(structurally poor)”
เด็กที่มาจากประเทศต่าง ๆ จะถูกตีตราว่า “ด้อยความสามารถในการเรียนรู้(learningdisabledor “slow”
เพื่อช่วยให้คนต่างด้าวที่เข้ามาใหม่นักการศึกษาให้คาแนะนาว่าโรงเรียนควรได้จัดหลักสูตรสองภาษา(Bilin
gual programs) หลักสูตรพหุวัฒนธรรมจะช่วยให้เด็กต่างด้าวได้เรียนรู้และอยู่ในสังคมใหม่ได้ดียิ่งขึ้น
9. ภู มิ ศ า ส ต ร์ ย้ อ น ก ลั บ ( The Return of Geography)
การศึกษาเกี่ยวกับเรื่องนี้ เป็ นผลมาจากการตีพิมพ์หนังสือชื่อ Nation at Risk ในปี ค.ศ.1983
เ ด็กอเ มริ กัน จะ ได้เ รี ยน รู้เ รื่ อง ราวเ กี่ยวโลกร อบ ตัวเ รา รวมถึง ภูมิศาสตร์ พื้น ฐ า น
มีการทบทวนสาระสาคัญทางภูมิศาสตร์ อาทิเรื่อง back to basic, การเรียนรู้วัฒนธรรม นิเวศวิทยาศึกษา
และโลกศึกษา เรื่องราวต่างๆ ที่ศึกษาเล่าเรียนจะเป็นพลังขับเคลื่อนให้รู้จักบทบาทของตนเองเพิ่มยิ่งขึ้น
10. การศึกษาในช่วงเกรดกลาง (Middle-Grade Education) ผู้เรียนที่อายุระหว่าง 10–15 ปี
ซึ่ ง เ ป็ น วัย ที่ เ ป ลี่ ย น แ ป ล ง ค ว า ม เ จ ริ ญ เ ติ บ โ ต แ ล ะ พัฒ น า ก า ร อ ย่า ง ร ว ด เ ร็ ว
การศึกษาที่จัดให้เป็นการศึกษาเกี่ยวกับ ก่อนจะเป็นวัยรุ่น(Preadolescents) และวัยรุ่นตอนต้น(early
adolescents) เ มื่ อ เ ป รี ย บ เ ที ย บ กั บ โ ร ง เ รี ย น มั ธ ย ม ( secondary school)
โรงเรียนเกรดกลางมุ่งให้ความสาคัญกับการเรียนรู้สังคมหรือสังคมประกิต(Socialization) ไม่เน้นวิชาการ
แ ต่ใ ห้ ค ว า มส า คัญ กับ intramural sport แ ต่ก็ไ ม่เ น้ น interscholastic or competitive sports
ถึ ง แ ม้ ว่ า โ ร ง เ รี ย น เ ก ร ด ก ล า ง จ ะ มี อ ยู่ โ ด ย ทั่ ว ไ ป
แ ต่ห ลัก สู ต ร ใ ห ม่ที่ เ ห ม า ะ ส ม กับ ก ลุ่มเ ด็ ก ดัง ก ล่า ว นี้ จ า เ ป็ น ต้ อ ง พั ฒ น า ขึ้ น
ก า ร พั ฒ น า ค รู ผู้ ส อ น จ ะ ต้ อ ง ป รั บ เ ป ลี่ ย น
โปรแกรมการพัฒน าครู จะ ต้องมีความแตกต่าง จากครูประ ถมศึกษาและมัธยมศึกษา
ใ น อ น า ค ต ส ถ า บั น ก า ร ผ ลิ ต ค รู จ ะ ต้ อ ง มุ่ ง พั ฒ น า ค ว า ม รู้
ทักษะที่จาเป็นสาหรับการสอนโรงเรียนเกรดกลาง(Middle school)
11. ก า ร ศึ ก ษ า ส า ห รั บ ผู้ สู ง อ า ยุ ( Aging Education)
สั ง ค ม ปั จ จุ บั น จ า น ว น ป ร ะ ช า ก ร ผู้ สู ง อ า ยุ เ พิ่ ม ขึ้ น อ ย่ า ง ร ว ด เ ร็ ว
นักการศึกษามีความเชื่อว่าโรงเรียนจะต้องสอนให้ผู้เรียนเข้าใจปัญหาและความคาดหวังของผู้สูงอายุ
และช่วยให้มีความรักต่อผู้สูงอายุ(ทั้งพ่อแม่และปู่ย่าตายาย)
ในโรงเรียนจะต้องประสมประสานผู้สูงอายุทั้งผู้ที่มีความประสงค์จะเกษียณอายุและผู้เกษียณอายุจา
ก ง า น ป ร ะ จ า ม า ช่ว ย ง า น ใ น โ ร ง เ รี ย น ใ น รู ป แ บ บ อ า ส า ส มัค ร ผู้ช่ว ย ส อ น
และแหล่งทรัพยากรบุคคลในการเรียนรู้
12. ธุรกิจการศึกษา(For-Profit Education) โรงเรียนหรือสถานศึกษารูปแบบต่าง ๆเกิดขึ้นมากมาย
ทั้งในรูปแบบของเอกชนและหน่วยงานที่ตั้งขึ้นเฉพาะกิจ อาทิ สถานเลี้ยงเด็กเล็ก(nursery)
ศูนย์รับเลี้ยงเด็กช่วงเวลากลางวันและช่วงหลังเลิกเรียน ศูนย์กีฬาและโคชเอกชน ศูนย์ติวเตอร์แฟรนไชส์
วิทยาลัยเอกชนเพื่อให้บริการแนะแนว(ในการเลือกมหาวิทยาลัย) สถาบันติวเตอร์สอบ SAT
แ ล ะ ก า ร ท ด ส อ บ เ พื่ อ ข อ รั บ ใ น รั บ ร อ ง ป ร ะ ก อ บ วิ ช า ชี พ
ทั้งหมดที่กล่าวมานี้เป็นการนาการศึกษาเข้าสู่ตลาดการค้าที่มีการเก็บค่าธรรมเนียมในการศึกษา
จากผู้เรียนโดยตรง
13. การศึกษาเพื่ออนาคต (Futuristic Education) จากงานเขียนของทอฟเลอร์(Toffler 1970)
ที่กล่าวถึงอนาคตว่ามีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วไม่สามารถที่กาหนดขอบข่ายของการเปลี่ยนแปลงได้เลย
นั้ น จึ ง น า ม า เ ป็ น ห ลั ก ก า ร ข อ ง ค ว า ม มุ่ ง ห ม า ย ก า ร ศึ ก ษ า
ที่จะต้องเพิ่มขีดความสามารถของผู้เรียนแต่ละคนเพื่อที่ผู้เรียนแต่ละคนสามารถปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแป
ลงที่ต่อเนื่อง
แนวทางหนึ่งในการเตรียมตัวผู้เรียนในอนาคตก็คือช่วยให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ได้ด้วยตนเอง
โปรแกรมหรือรายวิชาใหม่ จะถูกเรียกว่า การศึกษาเล่าเรียนเพื่ออนาคต( Futuristic studies)
จ ะ เ ริ่ ม ใ น ร ะ ดั บ อุ ด ม ศึ ก ษ า แ ล ะ มั ธ ย ม ศึ ก ษ า ใ น โ อ ก า ส ต่ อ ไ ป
สาระสาคัญของการศึกษาดังกล่าวนี้พิจารณาจากความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและสถานการณ์ในสังค
มโดยไม่มีการแบ่ง แยก แต่เ ป็ น ทั้ง สอง อง ค์ประ กอบที่ช่วยใ น การตัดใ จใ น อน าคต
โ ด ย ทั่ ว ไ ป ก า ร ม อ ง อ น า ค ต ไ ม่ ใ ช่ ภ า ร กิ จ ที่ เ ล็ ก ๆ
แต่เป็นการนาเสนออนาคตที่มีจุดประสงค์การเรียนรู้โดยปกติทั่วไปที่ช่วยให้ผู้เรียนได้เรียนรู้และนาไปใช้โด
ยปรับให้เหมาะสมกับตนเองในสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
นักการศึกษาได้นาเสนอแนวคิดเกี่ยวกับทักษะที่จาเป็นในอนาคตที่เรียกกันว่า ทักษะในศตวรรษที่
21 หลักสูตรหรือรายวิชาที่เรียนก็ควรที่จะได้พิจารณาให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ตามมาตรฐานดังกล่าวนี้
หลักสูตรต้องวางแผนเพื่อการบรรลุทักษะในศตวรรษที่ 21
ในปี 1983 สมาคมการพัฒนาหลักสูตรและการนิเทศ (Association forSupervision and curriculum
development : ASCD) ได้เผยแพร่บทความวิจัย ของ Benjamin I. Troutman and Robert D. Palombo เรื่อง
Identifying Futures Trends in Curriculum Planning โดยศึกษาจากกลุ่มตัวอย่าง 36 คน จากโรงเรียน Virginia
Beach Public Schools ข้ อ มู ล ที่ ไ ด้ ส รุ ป ไ ด้ ว่ า
ในอนาคตวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจะเป็ นตัวชี้การเปลี่ยนแปลงหลักสูตร อันเป็ นผลจาก
การขยายความรู้ที่เป็ น ไปอย่างรวดเร็ ว และความรู้มีความเป็ น ศาสตร์เฉพาะการเ พิ่ มขึ้ น
ซึ่งมีการศึกษาผลต่อหลักสูตรใน 3 ประเด็น คือ1) ความเป็นความรู้ที่ร่วมกันของวิทยาการที่เจริญก้าวหน้า 2)
ความสมดุลระหว่างความยากลาบากในการได้มาของข้อเท็จจริงกับการพัฒนาทักษะกระบวนการ 3)
เอกสารความรู้ที่ใช้เป็นแหล่งความรู้ในหลักสูตร จากขอบข่ายดังกล่าวนี้กลุ่มตัวอย่างจากโรงเรียน Virginia
Beach Public Schools ให้ความเห็นว่าแนวโน้มในอนาคตที่มีผลต่อการวางแผนหลักสูตรมี 15 ประเด็น คือ
1. ทักษะพื้นฐานทางวิชาการ (Basic Academic Skills)จะต้องให้ความสาคัญเพิ่มขึ้นกับ
ทักษะการสื่อสาร คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะหลักสูตรอาชีวศึกษา
2. คอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศอื่น ๆ ( ComputersandOther Information
Technologies) ค อ ม พิ ว เ ต อ ร์ แ ล ะ เ ท ค โ น โ ล ยี ส า ร ส น เ ท ศ อื่ น ๆ
มีรวมกันเป็นหนึ่งเดียวกันแล้วอุปมาดั่งเช่นเป็นพาหนะขับเคลื่อนการศึกษาสาหรับผู้เรียนทุกคน
การพัฒนาแผนสาหรับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมในระบบโรงเรียน VirginiaBeachPublic
Schools ตั้งแต่อนุบาลถึงเกรดสิบสอง
3. ค ว า ม ยื ด ห ยุ่ น ข อ ง ห ลั ก สู ต ร ( Curriculum Flexibility)
ให้โอกาสอันยิ่งใหญ่ที่มั่งคั่งสมบูรณ์และรวดเร็วจากหลักสูตร สาหรับอนุบาลถึงเกรดสิบสอง
4. ก า ร ท บ ท ว น ห ลั ก สู ต ร ( Curriculum Revision)
พั ฒ น า แ ผ น ป ฏิ บั ติ ก า ร ที่ แ น่ ใ จ ว่ า ส า ม า ร ถ ด า เ นิ น ก า ร ต่ อ ไ ป ไ ด้
หลักสูตรได้รับการทบทวนและมีการประเมินอย่างเป็นระบบ
5. ค ว า ม เ ป็ น ป ร ะ ช า ธิ ป ไ ต ย ( Democratic Ideals)
ทาความเข้าใจและให้ความสาคัญกับกระบวนการประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม
6. โปรแกรมสาหรับเด็กเล็ก(Early Childhood Programs) ขยายโปรแกรมสาหรับเด็กเล็ก
(เด็กก่อนอนุบาล) ที่ให้ความสาคัญกับการพัฒนาประสบการณ์การเรียนรู้
7. การมองอนาคต (Futures Perspective) การรวมขอบเขตสาระเป็นหลักสูตรเดียว โดยสิ่งต่าง
ๆ เ ห ล่านั้ น เ ป็ น ประ เ ด็น สะ ท้อน แ ละ อ ธิ บ าย ป ระ เ ด็น ร่ว มส มัย แน วโน้มอ น า ค ต
และความสัมพันธ์ระหว่างปัจจุบันกับเหตุการณ์ที่ผ่านไปและทางเลือกในอนาคต
8. สั ม พั น ธ ภ า พ ร ะ ดั บ ส า ก ล ( Global Interrelationships)
ใ ห้ความสาคัญกับ มุมมอง ข อง ค วา มสั มพัน ธ์ ระ ห ว่าง เ ศ รษฐ กิจ และ วัฒน ธร ร ม -
ชาติพันธุ์ของมนุษย์ที่หลักสูตรต้องมีความหลากหลาย
9. ก า ร เ รี ย น รู้ ต ล อ ด ชี วิ ต ( Lifelong Learning)
ขยายโอกาสสาหรับสมาชิกของชุมชนในเขตพื้นที่บริการของโรงเรียนที่สนใจเรียนรู้ในรูปแบบกิจกรรมการ
เรียนรู้ตลอดชีวิต
10. สื่อมวลชน(Mass Media) ให้ความสาคัญกับทักษะในการวิเคราะห์วิจารณ์ การฟัง และการดู
ที่เกี่ยวข้องกับการแปลความหมายจากสื่อ
11. ก า ร เ ติ ม เ ต็ ม บุ ค ลิ ก ภ า พ ( Personal Fulfillment)
โรงเรียนเป็นสถานที่อันยิ่งใหญ่ที่จะสร้างความคิดต่อตนเองเชิงบวก และพัฒนาสัมพันธภาพระหว่างบุคคล
12. การประยุกต์กระบวนการ (Process Approach) หลักสูตรมุ่งที่การแก้ปัญหา การตัดสินใจ
ความคิดสร้างสรรค์ และทักษะการคิดขั้นสูง ทักษะการนาไปใช้ การวิเคราะห์ สังเคราะห์ และประเมินค่า
13. ก า ร พัฒ น า ที มง า น ( Staff Development) เ พิ่ ม โ อ ก า ส ใ ห้ พัฒ น าที มง าน
โดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับเทคโนโลยี
14. ใ ช้ ชุ ม ช น ( Use of Community)
เ พิ่มบทบาทของ ผู้ปกครอง และ แหล่งเ รียน รู้ในชุมช นใน การจัดโปรแกร มการศึกษา
เชื่อมโยงการเรียนรู้ในชั้นเรียนกับประสบการณ์ในชุมชน
15. ก า ร อ า ชี ว แ ล ะ อ า ชี พ ศึ ก ษ า ( Vocational and Career Education)
แน่ใจว่าการศึกษาอาชีวและอาชีพสะท้อนการเปลี่ยนแปลงมโนทัศน์ในการทางานและสร้างแรงบันดาลใจใ
ห้กับผู้เรียน
สรุป(Summary)
ปัญหาและแนวโน้มการพัฒนาหลักสูตรพิจารณาได้จากข้อมูลพื้นฐานในการพัฒนาหลักสูตรที่ถูกร
วบรวมวิเคราะห์เชื่อมโยงเป็นชุดของจุดประสงค์การเรียนรู้ ที่ใช้ในการวางแผนพัฒนาหลักสูตร
และนาไปออกแบบหลักสูตร โดยการอธิบายเหตุผลการได้มาของสาระความรู้ในหลักสูตร
ที่ มี เ ห ตุ ผ ล ป ร ะ ก อ บ ห ลั ก วิ ช า โ ด ย อ า ศั ย ท ฤ ษ ฎี ก า ร เ รี ย น รู้ ต่ า ง ๆ
และนักพัฒนาหลักสูตรนามากาหนดเป้าหมายการพัฒนาผู้เรียน กาหนดสาระเนื้อหาและผลการเรียนรู้
ข้อมูลต่างๆ เหล่านี้สามารถเป็นแนวทางช่วยให้อธิบายแนวโน้มของหลักสูตรได้
บทที่ 11

บทที่ 11

  • 1.
    บทที่ 11 ปัญหาและแนวโน้มในการพัฒนาหลักสูตร มโนทัศน์(Concept) หลักสูตรมีที่มาจากการวิเคราะห์เชื่อมโยงข้อมูลพื้นฐานด้านต่างๆ ทั้งด้านปรัชญาการศึกษา ด้านจิตวิทยาด้านสังคม เศรษฐกิจ การเมือง ด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี ด้านสาขาวิชา เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีทฤษฎีหลักสูตรที่เกี่ยวข้องที่มาจากศาสตร์ในสาขาที่เกี่ยวข้อง จึงกล่าวได้ หลักสูตรมีที่มาจากความรู้ในหลากหลายสาขาวิชา และผู้ที่มีส่วนร่วมในการพัฒนาหลักสูตรก็มาจากนักวิชาการหลากหลายสาขา การพัฒนาหลักสูตรจึงเกี่ยวข้องกับองค์ประกอบดังกล่าวนี้ ในบทบาทของครูผู้สอนจะต้องให้ความสาคัญกับกระบวนการพัฒนาหลักสูตร ปัญหาของการพัฒนาหลักสูตร เกิดจากบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนการสอนไม่เข้าใจกระบวนการของการพัฒนาหลักสูตร ผลการเรียนรู้(Learning Outcome) 1. มีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับปัญหาและแนวโน้มในการพัฒนาหลักสูตร 2. มีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับแนวโน้มในการพัฒนาหลักสูตร ในศตวรรษที่ 21 สาระเนื้อหา(Content) ปัญหาและแนวโน้มของการพัฒนาหลักสูตร 1. ปัญหาของการพัฒนาหลักสูตร ปัญหาของการพัฒนาหลักสูตร คือปัญหาที่เกิดขึ้นในกระบวนการพัฒนาหลักสูตร ที่เป็นปัญหาอันเกิดจากการร่วมคิด ร่วมทา ร่วมกันสร้างหลักสูตร และร่วมกันนาหลักสูตรไปใช้ มีดังนี้ 1. หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาหลักสูตร ไม่เข้าใจบทบาทหน้าที่ของตน 2. ขาดการประสานงานหน้าที่ดีระหว่างหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาหลักสูตร 3. ผู้บริหารระดับต่างๆ เห็นว่าหลักสูตรเป็นหน้าที่ของหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยเฉพาะ 4. ปัญหาการไม่เปลี่ยนแปลงการเรียนการสอนของครูตามแนวทางของหลักสูตร 5. ปัญหาการเผยแพร่หลักสูตร การสื่อสารทาความเข้าใจในหลักสูตรที่พัฒนาขึ้นใหม่
  • 2.
    2. แนวโน้มของการพัฒนาหลักสูตร การพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาให้ประสบความสาเร็จโดยสร้างความเข้มแข็งให้แก่ผู้เกี่ยวข้องโดยเ ฉ พา ะ ค รู ผู้ ส อ น และผู้บริหารสถานศึกษาให้มีความเชี่ยวชาญในการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาโดยความร่วมมือระหว่างสถ าน ศึกษาที่มีบริ บทใ กล้เ คียง กัน ตามมิติความต้อง การจาเ ป็ น ของ แต่ละ สถาน ศึ ก ษ า มีกิจกรรมร่วมมือกันในการให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกันด้านการพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอน การพัฒนาหลักสูตร และกิจกรรมอื่นๆ ที่ส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน การพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา ซึ่งหมายถึงกระบวนการสร้างแผนหรือแนวทางในการจัดมวลประสบการณ์ที่จัดทาโดยบุคคลหรือคณะบุคค ลในระดับสถานศึกษาเพื่อใช้พัฒนาผู้เรียนให้มีความรู้ความสามารถตามมาตรฐานการเรียนรู้ ประกอบด้วย ส่วนที่เป็นหลักสูตรแกนกลางที่กาหนดจากส่วนกลางที่ปรากฏในหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 และส่วนที่เกี่ยวกับสภาพชุมชนและท้องถิ่นซึ่งพัฒนาโดยเขตพื้นที่การศึกษา และ ส่วน เ พิ่มเ ติมที่สถาน ศึกษาพัฒนาขึ้ นเ พื่อให้สอดคล้องเ หมาะ สมกับความสนใจ ความต้อง กา รแ ละ คว า ม ถนัด ข อง ผู้เ รี ยน ร ว ม ทั้ง ค ว า มเ ห มาะ ส ม กับสภ าพ สั ง ค ม กระบวนการใช้หลักสูตรสถานศึกษาและการประเมินผลการใช้หลักสูตรสถานศึกษาโดยการศึกษาให้มากขึ้ นแนวโน้มการพัฒนาหลักสูตรในปัจจุบันมุ่งเน้นให้มีการพัฒนาหลักสูตรระดับท้องถิ่นมากขึ้น และเปิดโอกาสให้แต่ละท้องถิ่นสามารถพัฒนาหลักสูตรให้เหมาะสมกับความต้องการและเอกลักษณ์ประจา ท้อง ถิ่น ของ ตน เ พื่อใ ห้ผู้เ รี ยน ที่อยู่ใ น ท้อง ถิ่น นั้ น ๆ ได้รับประ โยช น์ อย่าง แ ท้จ ริ ง รวมทั้งยังเป็นการปลูกฝังให้ผู้เรียนมีความรักและความผูกพันกับท้องถิ่นของตนมากขึ้นด้วย (มสธ, 2536) เมื่อกล่าวถึงแนวโน้มของการพัฒนาหลักสูตร มีประเด็นสาคัญเกี่ยวข้อง 2 ประเด็นคือ ข้อมูลที่นามาเป็ นพื้นฐานในการพัฒนาหลักสูตร กับการวิจัยทางการศึกษา โดยจะพบว่า ในระยะเวลาประมาณ 10 ปี และจากการศึกษางานวิจัยที่เกี่ยวข้องสรุปได้ดังนี้ รายงานการศึกษาวิจัยในช่วงทศวรรษ 1940และ 1950 มุ่งศึกษา ตัวแปรทานาย จากคุณสมบัติของครู มีความเชื่อว่าครูที่มีคุณสมบัติมีแนวโน้มที่จะสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนี้ 1) เสียง รูปร่างหน้าตา 2) ความมั่นคงทางอารมณ์ 3) ความน่าเชื่อถือ 4) ความอบอุ่น และ 5) ความกระตือรือร้น ต่อมาผลการศึกษาวิจัยความมีประสิทธิภาพของครู ในช่วงทศวรรษ 19 60 และ 1970 ได้ข้อสรุปและเสนอแนะในการพัฒนาวิชาชีพด้วย การนิเทศแบบคลินิก (Clinical Supervision) เทคนิควิธีการสังเกตการสอนชั้นเรียน เป็นต้น ต่ อ ม า ใ น ท ศ ว ร ร ษ 1 9 8 0 เ ม เ ด อ ลี น ฮั น เ ต อ ร์ ( Madeline Hunter) และคณะมหาวิทยาลัยยูซีแอลเอใช้หลักทฤษฎีเป็นฐาน (Theory-based) ในการเรียนการสอน สรุปได้ดังนี้ 1)
  • 3.
    การสอนมีรากฐานมาจากทฤษฎีการเรียนรู้แบบพฤติกรรมนิยม 2) การอนุมานจากแนวคิดในด้านการเรียนรู้ เช่นแรงจูงใจ (Motivation) ความทรงจา (Retention) การถ่ายโอนความรู้ (Transfer) เป็นต้น แ ล ะ ผ ล ก า ร ศึ ก ษ า วิ จั ย ใ น ช่ ว ง ท ศ ว ร ร ษ 1 9 8 0 แ ล ะ 1 9 9 0 การเปลี่ยนแปลงทัศนะการเรียนรู้แบบพฤติกรรมนิยม (Behaviorist) เป็นการเรียนรู้ด้วยปัญญา (Cognitive Learning Theory) สถานศึกษาใดที่มุ่งมั่นพัฒนาในด้านการประเมินที่มีประสิทธิภาพและการพัฒนาวิชาชีพการสอนจึงต้องเริ่ม ด้ ว ย ก า ร ก า ห น ด ม า ต ร ฐ า น ก า ร ส อ น ซึ่ ง ส ะ ท้ อ น สิ่ ง ที่ ค รู ค ว ร รู้ ในประเทศไทยหน่วยงานหรือองค์กรวิชาชีพครูที่เรียกว่า คุรุสภาได้เสนอกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับผู้บริหาร ครู และบุคลากรทางการศึกษา เพื่อให้มีความรู้สมรรถนะความสามารถในการจัดการศึกษาได้อย่างมีคุณภาพ ดัง นั้ น แน วโน้มของ การพัฒน าห ลักสู ตรอาจพิจารณาได้จากผลการศึกษาวิจัย และข้อมูลพื้นฐานด้านต่าง ๆ ที่นามาใช้การพัฒนาหลักสูตร แนวโน้มของหลักสูตร ออนสไตน์ (Ornstein, Allan C. 1994: 4-20) ได้เสนอแนวคิดเกี่ยวกับแนวโน้มของหลักสูตรไว้ว่า หลักสูตรในอนาคต เนื้อหาวิชาจะถูกลดความสาคัญลงโดยเฉพาะเนื้อหาวิชาที่แยกแบบโดดเดี่ยว แ ต่จ ะ มี ลั ก ษ ณ ะ ป ร ะ ส ม ป ร ะ ส า น ม า ก ขึ้ น แ ล ะ มี ลั ก ษ ณ ะ เ ป็ น อ ง ค์ ร ว ม ถึ ง แ ม้ ว่า ข อ บ ข่ า ย เ นื้ อ ห า วิ ช า ใ น ห ลั ก สู ต ร แ บ บ ดั้ ง เ ดิ ม จ ะ ยั ง ค ง อ ยู่ แ ต่ จ ะ มี ลั ก ษ ณ ะ ก า ร บู ร ณ า ก า ร ข้ า ก ลุ่ ม ส า ร ะ ก า ร เ รี ย น รู้ เ พิ่ ม ขึ้ น ความรู้ไม่สามาร ถพิจาร ณาใ น แง่มุมข อง รายละ เ อีย ดป ลีกย่อยหรื อค วา มต่อเ นื่ อ ง แต่จะ มีความเ ป็ น สห วิท ยากา รและ ห ลากห ลาย มิติยิ่ง ขึ้ น ความรู้จะ บูรณาก า ร กัน ค ว า ม รู้ มี ม า ก ก ว่ า แ ห ล่ ง ค ว า ม รู้ ภ า พ แ ล ะ เ สี ย ง เ ท่ า นั้ น แ ล ะ มีค ว า มน่า เ ชื่ อ ถื อ น้ อ ย จ า ก สื่ อ ที่ เ ป็ น ก า ร พูด แ ล ะ ก า ร สื่ อ ส า ร ด้ว ย ตัว อักษร ออนสไตน์ได้สรุปไว้ว่าแนวโน้มของหลักสูตรมีดังต่อไปนี้ 1. การศึกษาในรูปแบบอีเล็กทรอนิกส์ ( Electronic Education) ความเจริญก้าวหน้าของ วีดิทัศน์ สามารถน ามาใ ช้เ ป็ นเ ครื่ องมือใ นการเรี ยนการสอนได้ วี ดิโอเ ทป คาสเ สท และดิสค์สามารถนามาใช้สอนได้ทั้งในห้องเรียน ห้องสมุด ศูนย์เรียนรู้ และที่บ้านของนักเรียน วีดิทัศน์มีความสะดวกที่นามาเรียน ได้ตลอดเวลา ซึ่งจะช่วยไม่ให้พลาดบทเรี ยน ไ ปไ ด้ มี วี ดิ ทั ศ น์ บ ท เ รี ย น วิ ช า ต่ า ง มี จ า น ว น ม า ก นั บ เ ป็ น จ า น ว น พั น นอกจากนี้โรงเรียนหลายแห่งและครูจานวนมากที่สามารถผลิตสื่อการสอนวิชาที่ตนเองรับผิดชอบในรูปขอ งวีดิทัศน์ จากความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยี สามารถที่จะพิมพ์วีดิทัศน์ หรือภาพจากจอภาพในรูปของ ภาพถ่าย ตาราง กราฟ หรือรูปภาพในแบบต่าง ๆลงในกระดาษสาหรับศึกษาต่อไปได้
  • 4.
    วีดิทัศน์ยังสามารถนาใช้ผ่านระบบคอมพิวเตอร์ที่ช่วยให้สามารถเรียนได้ในลักษณะแบบจาลองเหตุ การณ์ที่เป็ นจริง มีการโต้ตอบกันสามารถนาเสนอได้เช่นเดียวกันกับการสอนให้ชั้นเรียน บทเรียนคอมพิวเตอร์สามารถให้คาตอบถูกหรือผิดให้กับผู้เรียนได้ทันที หรือในกรณีที่ผู้เรียนเลือกคา ตอบ โปรแกรมคอมพิวเตอร์สามารถให้ผู้เรียนเห็นคาตอบและสามารถเลือกทางเลือกที่กาหนดให้ปฏิบัติได้ตามที่ โ ป ร แ ก ร ม ก า ห น ด ไ ว้ นอกจากนี้วีดิทัศน์ยังสามารถใช้เป็นบทเรียนเรียนแบบรายบุคคลหรือแบบกลุ่มย่อยก็ได้ ความรู้ในรูปแบบอีเล็กทรอนิกส์นี้ยังสามารถจัดเก็บไว้ในสถานที่ที่ผู้เรียนสามารถเข้าถึงได้โดยผ่าน ระบบเครือข่าย ใคร ๆ ก็สามารถเข้าถึงข้อมูลสารสนเทศและสามารถใช้ประโยชน์ได้ 2. ก า ร รู้ เ ท ค โ น โ ล ยี ( Technical Literycy) โ ร ง เ รี ย น ใ น ปั จ จุ บั น เ ห็ น ค ว า ม ส า คั ญ ใ น วิ วัฒ น า ก า ร ข อ ง เ ท ค โ น โ ล ยี จึงได้ให้การศึกษากับบุคลากรเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ อีเล็กทรอนิกส์ เลเซอร์ และหุ่นยนต์ การรู้คอมพิวเตอร์ (Computer Literacy) เป็นทักษะพื้นฐานเพิ่มขึ้นจากทักษะการอ่านออก เขียนได้ คิดเลขเป็น หรือรู้จักกันว่า 3Rs ในวิถีทางเศรษฐกิจที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ผู้ปฏิบัติงานต้องมีการศึกษาที่ดี ต้องมีปัญญาที่ดีกว่า มีทักษะการสื่อสาร และการทางานเป็นทีม บ้านและที่ทางานจะมีเครื่องคิดเลข คอมพิวเตอร์ เครื่องแฟกซ์ และเครื่องมืออีเล็กทรอนิกส์ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้จะนาสู่จุดวิกฤติของคนที่ไม่สามารถใช้เครื่องมืออุปกรณ์ต่าง ๆ นี้ ใ ห้ ท า ง า น ไ ด้ จึ ง มี ค ว า ม จ า เ ป็ น ที่ ภ า ค อุ ต ส า ห ก ร ร ม แ ล ะ รั ฐ บ า ล จะได้ร่วมกันสร้างโรงเรียนหรือสถาบันการศึกษาที่มีหลักสูตรในการเตรียมคนเข้าสู่ตลาดแรงงานที่ใช้เทคโ นโลยีดังกล่าวนี้ ในอนาคตการศึกษาจะเป็นการสร้างนักวิทยาศาสตร์เพื่อที่จะสามารถออกแบบ พัฒนา และประยุกต์เทคโนโลยีได้ในอนาคต สมาคมครู วิทยาศาสตร์แห่งชาติ ( The National Science Teachers Association : NSTA) ได้อนุมัติหลักสูตรเรียกว่า Science/Technology/Society ซึ่งไม่ได้มุ่งเน้นเพียงวิทยาศาสตร์เ ท่านั้น ห า ก แ ต่ ใ ห้ ค ว า ม ส า คั ญ กั บ สั ง ค ม แ ล ะ เ ท ค โ น โ ล ยี ตัวอย่างหนึ่งของจุดประสงค์โปรแกรมนี้ก็เพื่อช่วยนักศึกษาจัดการกับผลกระทบของเทคโนโลยีในชีวิตประ จาวัน ความจาเ ป็ น ที่จะ ต้อง เ พิ่มแผน พัฒน าแห่งช าติแบบมีส่วน ร่วม ของ การศึกษา อุ ต ส า ห ก ร ร ม แ ล ะ รั ฐ บ า ล ก า ร ป ร ะ เ มิ น ค ว า ม ต้ อ ง ก า ร อ า ชี พ ใ น อ น า ค ต และแผนความร่วมมือกันของโรงเรียนหรือสถานศึกษา 3. ก า ร เ รี ย น รู้ ต ล อ ด ชี วิ ต ( Lifelong Learning) แนวโน้มของการเรียนรู้ตลอดชีวิตเป็นความจาเป็นกับสังคมสมัยใหม่อันเป็นผลสืบเนื่องจากความรู้ที่มีมากม า ย ก า ร เ ป ลี่ ย น แ ป ล ง ข อ ง สั ง ค ม อ ย่ า ง ร ว ด เ ร็ ว การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและเศรษฐกิจที่มีผลต่อประชาชนในการประกอบอาชีพที่ปรับเปลี่ยนไปสู่ก
  • 5.
    า ร พัฒ น า ใ ห ม่ ที่ มี ผ ล ต่ อ เ ป้ า ห ม า ย ข อ ง บุ ค ค ล แ ล ะ สั ง ค ม การศึกษาจะ มีความต่อ เ นื่ อง ตลอดชีวิตไม่ใ ช่เป็ น เพียงการศึกษาใน โรง เรี ยนเท่านั้น การศึกษาผู้ใหญ่จึงถูกคาดหวังเพิ่มขึ้นในปีคริสต์ศตวรรษที่ 1990s 4. ก า ร ศึ ก ษ า น า น า ช า ติ ( International Education) สังคมอเมริกันถือได้ว่าความรู้เกี่ยวกับการพัฒนาได้มาจากประเทศต่างๆ และได้เสนอแนวคิดเกี่ยวกับ “ ห มู่ บ้ า น โ ล ก ( global village) กล่าวถึงมาตรฐานของการดารงชีวิตและเศรษฐกิจของชาติ(อเมริกัน)มีความเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นใ นที่อื่นๆ ของโลก การสื่อสารผ่านดาวเทียมและบรรยากาศ รายการโทรทัศน์ เครือข่ายซุปเปอร์คอมพิวเตอร์ เทคโนโลยีเลเซอร์ และการเดินทางด้วยเ ครื่ อง บินเจ็ต ช่วยให้ดูเหมือนว่าโลกแ ค บลง ความจาเป็นในการเรียนการสอนภาษาต่างประเทศมีมากยิ่งขึ้น ภาษาพูดที่รู้จักกันส่วนใหญ่คือ ภาษาจีนกลาง รองลงมาคือภาษาอังกฤษ ฮินดี และสเปน ภาษาญี่ปุ่น(อันดับที่ 10) และภาษาเยอรมันและฝรั่งเศส ก า ร ฝึ ก อ บ ร ม นั ก ศึ ก ษ า ใ น ส ห รั ฐ อ เ ม ริ ก า ใ ห้ เ รี ย น รู้ ภ า ษ า ต่ า ง ๆมีผลต่อความเจริญเติบโตทางด้านการค้าของสหรัฐอเมริกาและความเข้าใจในตลาดการค้าโลก 5. สิ่งแวดล้อมศึกษา (Environmental Education) ผลจากปัญหาต่างๆ อาทิ มลภาวะ น้าเสีย ประชากรที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ภาวะทุพโภชนาการ และแหล่งทรัพยากรธรรมชาติ เป็นต้น ปัญหาต่างๆ เหล่านี้นาไปสู่ความต้องการความรู้และโปรแกรมใหม่ในสาขาวิชานิเวศวิทยาและสิ่งแวดล้อมศึกษา ถึ ง แ ม้ว่า เ ดิ ม ที มี วิ ช า ที่ เ กี่ ย ว ข้ อ ง คื อ ธ ร ณี วิ ท ย า ชี ว วิ ท ย า ภู มิ ศ า ส ต ร์ แต่ความต้องการความรู้ที่มีความหมายและมีความสัมพันธ์กับการแก้ปัญหาชีวิตและความเป็นอยู่ของมวลม นุษย์ในยามคับขันหรือช่วงเวลาเร่งด่วน โรง เ รี ยน หรื อสถาบัน การศึกษาควรได้ทาหน้าที่เ ตรี ยมผู้เ รี ยน สู่โลกอน า ค ต โดยช่วยให้เข้าใจในปฏิสัมพันธ์ระหว่างวิทยาศาสตร์ สังคมและการเมืองว่าเป็ นอย่าง ไร ด้วยเหตุที่ว่าความรู้ที่มีอยู่ไม่มั่นใจว่าใช้ได้อย่างเหมาะสม หลักสูตรต้องให้เกิดเจตคติ คุณค่า แ ล ะ ค ว า ม คิ ด เ ชิ ง จ ริ ย ธ ร ร ม ที่ ช่ว ย ใ ห้ มีพ ฤ ติ ก ร ร ม ที่ รั บ ผิ ด ช อ บ ต่อ สิ่ ง แ ว ด ล้อ ม การเรียนรู้เกี่ยวกับนิเวศวิทยาต้องการการมองโลกยุคใหม่แบบบูรณาการ รู้ว่าอย่างไรที่เป็นการทาลาย รู้ ว่ า วิ ท ย า ศ า ส ต ร์ สั ง ค ม แ ล ะ ก า ร เ มื อ ง จะนามาบูรณาการกันอย่างไรที่จะช่วยให้ลดปัญหาหรือนาไปสู่แนวทางการแก้ไข สิ่งต่างๆ โรงเรียนในอนาคตจะต้องนาแนวคิดดังกล่าวข้างต้นนี้มาให้ผู้เรียนได้เรียนรู้โดยเฉพาะการศึกษาเกี่ยวกับสิ่งแ วดล้อม 6. การศึกษาเกี่ยวกับนิวเคลียร์ (Nuclear Education) ประเทศสหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียต รัสเซียถือว่าเป็นประเทศที่เป็นผู้นาด้านนิวเคลียร์ นอกจากนั้นประเทศจีน เกาหลีเหนือ เยอรมันนี และฝรั่งเศส นับได้ว่ามีการขายความรู้ด้านนิวเคลียร์ให้กับประเทศโลกที่สาม
  • 6.
    การใช้พลังงานนิวเคลียร์ในทางสันติ ได้แก่ โรงไฟฟ้าการใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ ก า ร บ า บั ด ด้ ว ย ก า ร ฉ า ย รั ง สี ความรู้เรื่องหลังงานนิวเคลียร์มีความจาเป็นว่าพลังงานดังกล่าวนี้ มีผลกระทบต่ออากาศ อาหาร และ น้ าอย่าง ไร กรณีที่มีการรั่ วไห ล จะ มีผ ลก ระ ท บใ น ข อ บเ ข ตห่าง ไ ก ลเ พี ย ง ใ ด และความเข้มข้นของรังสีที่เป็ นอันตรายต่อมนุษย์ทั้งที่อยู่ใกล้และไกลออกไปนับพัน ไมล์ ดังนั้นหลักสูตรที่ให้ความสาคัญกับการศึกษาเกี่ยวกับนิวเคลียร์ถูกบรรจุไว้ในหลักสูตรโลกศึกษา(Globally Oriented Curriculum) 7. สุ ข ศึ ก ษ า แ ล ะ ก า ร ดู แ ล สุ ข ภ า พ ก า ย ( Health Education and Physical Fitness) แนวโน้มเกี่ยวกับสุขภาพของประชากรชาวอเมริกันจะต้องได้รับความรู้จากหลักสูตรใหม่ๆ ตัวอย่างที่ชัดเจนคือนักการศึกษานาประเด็นเกี่ยวกับภูมิคุ้มกันบกพร่องที่รู้กันในชื่อว่า AIDS(acquired immunodeficiency syndrome) นามาให้ความรู้กับผู้เรียน บรรจุเป็นเรื่องหนึ่งในหลักสูตร ถึงแม้ว่าในสังคมอมริกันประชากรวัยผู้ใหญ่มีนิสัยรักการออกกาลังกายเพื่อสุขภาพด้วยการเล่นกีฬา แ ล ะ ก า ร ดู แ ล สุ ข ภ า พ ร่ า ง ก า ย ( Fitness) จุดประสงค์เบื้องต้นของโปรแกรมมุ่งให้มีความสนุกสนานและด้านการสังคมในกิจกรรมกีฬา ไม่ได้มุ่งการแข่งขันเพื่อชัยชนะ มุ่งเพียงให้เป็นพฤติกรรมการออกกาลังกายเป็นสาคัญ 8. ก า ร ศึ ก ษ า ต่ า ง ด้ า ว ( Immigrant Education) สังคมอเมริกันหลังสง ครามโลกครั้ง ที่สอง มีชาวต่าง ด้าวเข้ามาอาศัยอยู่เ ป็ นจานวน ม าก นัยสาคัญของคนต่างด้าวจานวนมากมาจากครอบครัวที่เรียกว่า “ยากจน(structurally poor)” เด็กที่มาจากประเทศต่าง ๆ จะถูกตีตราว่า “ด้อยความสามารถในการเรียนรู้(learningdisabledor “slow” เพื่อช่วยให้คนต่างด้าวที่เข้ามาใหม่นักการศึกษาให้คาแนะนาว่าโรงเรียนควรได้จัดหลักสูตรสองภาษา(Bilin gual programs) หลักสูตรพหุวัฒนธรรมจะช่วยให้เด็กต่างด้าวได้เรียนรู้และอยู่ในสังคมใหม่ได้ดียิ่งขึ้น 9. ภู มิ ศ า ส ต ร์ ย้ อ น ก ลั บ ( The Return of Geography) การศึกษาเกี่ยวกับเรื่องนี้ เป็ นผลมาจากการตีพิมพ์หนังสือชื่อ Nation at Risk ในปี ค.ศ.1983 เ ด็กอเ มริ กัน จะ ได้เ รี ยน รู้เ รื่ อง ราวเ กี่ยวโลกร อบ ตัวเ รา รวมถึง ภูมิศาสตร์ พื้น ฐ า น มีการทบทวนสาระสาคัญทางภูมิศาสตร์ อาทิเรื่อง back to basic, การเรียนรู้วัฒนธรรม นิเวศวิทยาศึกษา และโลกศึกษา เรื่องราวต่างๆ ที่ศึกษาเล่าเรียนจะเป็นพลังขับเคลื่อนให้รู้จักบทบาทของตนเองเพิ่มยิ่งขึ้น 10. การศึกษาในช่วงเกรดกลาง (Middle-Grade Education) ผู้เรียนที่อายุระหว่าง 10–15 ปี ซึ่ ง เ ป็ น วัย ที่ เ ป ลี่ ย น แ ป ล ง ค ว า ม เ จ ริ ญ เ ติ บ โ ต แ ล ะ พัฒ น า ก า ร อ ย่า ง ร ว ด เ ร็ ว การศึกษาที่จัดให้เป็นการศึกษาเกี่ยวกับ ก่อนจะเป็นวัยรุ่น(Preadolescents) และวัยรุ่นตอนต้น(early adolescents) เ มื่ อ เ ป รี ย บ เ ที ย บ กั บ โ ร ง เ รี ย น มั ธ ย ม ( secondary school) โรงเรียนเกรดกลางมุ่งให้ความสาคัญกับการเรียนรู้สังคมหรือสังคมประกิต(Socialization) ไม่เน้นวิชาการ
  • 7.
    แ ต่ใ ห้ค ว า มส า คัญ กับ intramural sport แ ต่ก็ไ ม่เ น้ น interscholastic or competitive sports ถึ ง แ ม้ ว่ า โ ร ง เ รี ย น เ ก ร ด ก ล า ง จ ะ มี อ ยู่ โ ด ย ทั่ ว ไ ป แ ต่ห ลัก สู ต ร ใ ห ม่ที่ เ ห ม า ะ ส ม กับ ก ลุ่มเ ด็ ก ดัง ก ล่า ว นี้ จ า เ ป็ น ต้ อ ง พั ฒ น า ขึ้ น ก า ร พั ฒ น า ค รู ผู้ ส อ น จ ะ ต้ อ ง ป รั บ เ ป ลี่ ย น โปรแกรมการพัฒน าครู จะ ต้องมีความแตกต่าง จากครูประ ถมศึกษาและมัธยมศึกษา ใ น อ น า ค ต ส ถ า บั น ก า ร ผ ลิ ต ค รู จ ะ ต้ อ ง มุ่ ง พั ฒ น า ค ว า ม รู้ ทักษะที่จาเป็นสาหรับการสอนโรงเรียนเกรดกลาง(Middle school) 11. ก า ร ศึ ก ษ า ส า ห รั บ ผู้ สู ง อ า ยุ ( Aging Education) สั ง ค ม ปั จ จุ บั น จ า น ว น ป ร ะ ช า ก ร ผู้ สู ง อ า ยุ เ พิ่ ม ขึ้ น อ ย่ า ง ร ว ด เ ร็ ว นักการศึกษามีความเชื่อว่าโรงเรียนจะต้องสอนให้ผู้เรียนเข้าใจปัญหาและความคาดหวังของผู้สูงอายุ และช่วยให้มีความรักต่อผู้สูงอายุ(ทั้งพ่อแม่และปู่ย่าตายาย) ในโรงเรียนจะต้องประสมประสานผู้สูงอายุทั้งผู้ที่มีความประสงค์จะเกษียณอายุและผู้เกษียณอายุจา ก ง า น ป ร ะ จ า ม า ช่ว ย ง า น ใ น โ ร ง เ รี ย น ใ น รู ป แ บ บ อ า ส า ส มัค ร ผู้ช่ว ย ส อ น และแหล่งทรัพยากรบุคคลในการเรียนรู้ 12. ธุรกิจการศึกษา(For-Profit Education) โรงเรียนหรือสถานศึกษารูปแบบต่าง ๆเกิดขึ้นมากมาย ทั้งในรูปแบบของเอกชนและหน่วยงานที่ตั้งขึ้นเฉพาะกิจ อาทิ สถานเลี้ยงเด็กเล็ก(nursery) ศูนย์รับเลี้ยงเด็กช่วงเวลากลางวันและช่วงหลังเลิกเรียน ศูนย์กีฬาและโคชเอกชน ศูนย์ติวเตอร์แฟรนไชส์ วิทยาลัยเอกชนเพื่อให้บริการแนะแนว(ในการเลือกมหาวิทยาลัย) สถาบันติวเตอร์สอบ SAT แ ล ะ ก า ร ท ด ส อ บ เ พื่ อ ข อ รั บ ใ น รั บ ร อ ง ป ร ะ ก อ บ วิ ช า ชี พ ทั้งหมดที่กล่าวมานี้เป็นการนาการศึกษาเข้าสู่ตลาดการค้าที่มีการเก็บค่าธรรมเนียมในการศึกษา จากผู้เรียนโดยตรง 13. การศึกษาเพื่ออนาคต (Futuristic Education) จากงานเขียนของทอฟเลอร์(Toffler 1970) ที่กล่าวถึงอนาคตว่ามีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วไม่สามารถที่กาหนดขอบข่ายของการเปลี่ยนแปลงได้เลย นั้ น จึ ง น า ม า เ ป็ น ห ลั ก ก า ร ข อ ง ค ว า ม มุ่ ง ห ม า ย ก า ร ศึ ก ษ า ที่จะต้องเพิ่มขีดความสามารถของผู้เรียนแต่ละคนเพื่อที่ผู้เรียนแต่ละคนสามารถปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแป ลงที่ต่อเนื่อง แนวทางหนึ่งในการเตรียมตัวผู้เรียนในอนาคตก็คือช่วยให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ได้ด้วยตนเอง โปรแกรมหรือรายวิชาใหม่ จะถูกเรียกว่า การศึกษาเล่าเรียนเพื่ออนาคต( Futuristic studies) จ ะ เ ริ่ ม ใ น ร ะ ดั บ อุ ด ม ศึ ก ษ า แ ล ะ มั ธ ย ม ศึ ก ษ า ใ น โ อ ก า ส ต่ อ ไ ป สาระสาคัญของการศึกษาดังกล่าวนี้พิจารณาจากความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและสถานการณ์ในสังค มโดยไม่มีการแบ่ง แยก แต่เ ป็ น ทั้ง สอง อง ค์ประ กอบที่ช่วยใ น การตัดใ จใ น อน าคต โ ด ย ทั่ ว ไ ป ก า ร ม อ ง อ น า ค ต ไ ม่ ใ ช่ ภ า ร กิ จ ที่ เ ล็ ก ๆ
  • 8.
    แต่เป็นการนาเสนออนาคตที่มีจุดประสงค์การเรียนรู้โดยปกติทั่วไปที่ช่วยให้ผู้เรียนได้เรียนรู้และนาไปใช้โด ยปรับให้เหมาะสมกับตนเองในสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว นักการศึกษาได้นาเสนอแนวคิดเกี่ยวกับทักษะที่จาเป็นในอนาคตที่เรียกกันว่า ทักษะในศตวรรษที่ 21 หลักสูตรหรือรายวิชาที่เรียนก็ควรที่จะได้พิจารณาให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ตามมาตรฐานดังกล่าวนี้ หลักสูตรต้องวางแผนเพื่อการบรรลุทักษะในศตวรรษที่21 ในปี 1983 สมาคมการพัฒนาหลักสูตรและการนิเทศ (Association forSupervision and curriculum development : ASCD) ได้เผยแพร่บทความวิจัย ของ Benjamin I. Troutman and Robert D. Palombo เรื่อง Identifying Futures Trends in Curriculum Planning โดยศึกษาจากกลุ่มตัวอย่าง 36 คน จากโรงเรียน Virginia Beach Public Schools ข้ อ มู ล ที่ ไ ด้ ส รุ ป ไ ด้ ว่ า ในอนาคตวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจะเป็ นตัวชี้การเปลี่ยนแปลงหลักสูตร อันเป็ นผลจาก การขยายความรู้ที่เป็ น ไปอย่างรวดเร็ ว และความรู้มีความเป็ น ศาสตร์เฉพาะการเ พิ่ มขึ้ น ซึ่งมีการศึกษาผลต่อหลักสูตรใน 3 ประเด็น คือ1) ความเป็นความรู้ที่ร่วมกันของวิทยาการที่เจริญก้าวหน้า 2) ความสมดุลระหว่างความยากลาบากในการได้มาของข้อเท็จจริงกับการพัฒนาทักษะกระบวนการ 3) เอกสารความรู้ที่ใช้เป็นแหล่งความรู้ในหลักสูตร จากขอบข่ายดังกล่าวนี้กลุ่มตัวอย่างจากโรงเรียน Virginia Beach Public Schools ให้ความเห็นว่าแนวโน้มในอนาคตที่มีผลต่อการวางแผนหลักสูตรมี 15 ประเด็น คือ 1. ทักษะพื้นฐานทางวิชาการ (Basic Academic Skills)จะต้องให้ความสาคัญเพิ่มขึ้นกับ ทักษะการสื่อสาร คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะหลักสูตรอาชีวศึกษา 2. คอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศอื่น ๆ ( ComputersandOther Information Technologies) ค อ ม พิ ว เ ต อ ร์ แ ล ะ เ ท ค โ น โ ล ยี ส า ร ส น เ ท ศ อื่ น ๆ มีรวมกันเป็นหนึ่งเดียวกันแล้วอุปมาดั่งเช่นเป็นพาหนะขับเคลื่อนการศึกษาสาหรับผู้เรียนทุกคน การพัฒนาแผนสาหรับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมในระบบโรงเรียน VirginiaBeachPublic Schools ตั้งแต่อนุบาลถึงเกรดสิบสอง 3. ค ว า ม ยื ด ห ยุ่ น ข อ ง ห ลั ก สู ต ร ( Curriculum Flexibility) ให้โอกาสอันยิ่งใหญ่ที่มั่งคั่งสมบูรณ์และรวดเร็วจากหลักสูตร สาหรับอนุบาลถึงเกรดสิบสอง 4. ก า ร ท บ ท ว น ห ลั ก สู ต ร ( Curriculum Revision) พั ฒ น า แ ผ น ป ฏิ บั ติ ก า ร ที่ แ น่ ใ จ ว่ า ส า ม า ร ถ ด า เ นิ น ก า ร ต่ อ ไ ป ไ ด้ หลักสูตรได้รับการทบทวนและมีการประเมินอย่างเป็นระบบ 5. ค ว า ม เ ป็ น ป ร ะ ช า ธิ ป ไ ต ย ( Democratic Ideals) ทาความเข้าใจและให้ความสาคัญกับกระบวนการประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม 6. โปรแกรมสาหรับเด็กเล็ก(Early Childhood Programs) ขยายโปรแกรมสาหรับเด็กเล็ก (เด็กก่อนอนุบาล) ที่ให้ความสาคัญกับการพัฒนาประสบการณ์การเรียนรู้
  • 9.
    7. การมองอนาคต (FuturesPerspective) การรวมขอบเขตสาระเป็นหลักสูตรเดียว โดยสิ่งต่าง ๆ เ ห ล่านั้ น เ ป็ น ประ เ ด็น สะ ท้อน แ ละ อ ธิ บ าย ป ระ เ ด็น ร่ว มส มัย แน วโน้มอ น า ค ต และความสัมพันธ์ระหว่างปัจจุบันกับเหตุการณ์ที่ผ่านไปและทางเลือกในอนาคต 8. สั ม พั น ธ ภ า พ ร ะ ดั บ ส า ก ล ( Global Interrelationships) ใ ห้ความสาคัญกับ มุมมอง ข อง ค วา มสั มพัน ธ์ ระ ห ว่าง เ ศ รษฐ กิจ และ วัฒน ธร ร ม - ชาติพันธุ์ของมนุษย์ที่หลักสูตรต้องมีความหลากหลาย 9. ก า ร เ รี ย น รู้ ต ล อ ด ชี วิ ต ( Lifelong Learning) ขยายโอกาสสาหรับสมาชิกของชุมชนในเขตพื้นที่บริการของโรงเรียนที่สนใจเรียนรู้ในรูปแบบกิจกรรมการ เรียนรู้ตลอดชีวิต 10. สื่อมวลชน(Mass Media) ให้ความสาคัญกับทักษะในการวิเคราะห์วิจารณ์ การฟัง และการดู ที่เกี่ยวข้องกับการแปลความหมายจากสื่อ 11. ก า ร เ ติ ม เ ต็ ม บุ ค ลิ ก ภ า พ ( Personal Fulfillment) โรงเรียนเป็นสถานที่อันยิ่งใหญ่ที่จะสร้างความคิดต่อตนเองเชิงบวก และพัฒนาสัมพันธภาพระหว่างบุคคล 12. การประยุกต์กระบวนการ (Process Approach) หลักสูตรมุ่งที่การแก้ปัญหา การตัดสินใจ ความคิดสร้างสรรค์ และทักษะการคิดขั้นสูง ทักษะการนาไปใช้ การวิเคราะห์ สังเคราะห์ และประเมินค่า 13. ก า ร พัฒ น า ที มง า น ( Staff Development) เ พิ่ ม โ อ ก า ส ใ ห้ พัฒ น าที มง าน โดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับเทคโนโลยี 14. ใ ช้ ชุ ม ช น ( Use of Community) เ พิ่มบทบาทของ ผู้ปกครอง และ แหล่งเ รียน รู้ในชุมช นใน การจัดโปรแกร มการศึกษา เชื่อมโยงการเรียนรู้ในชั้นเรียนกับประสบการณ์ในชุมชน 15. ก า ร อ า ชี ว แ ล ะ อ า ชี พ ศึ ก ษ า ( Vocational and Career Education) แน่ใจว่าการศึกษาอาชีวและอาชีพสะท้อนการเปลี่ยนแปลงมโนทัศน์ในการทางานและสร้างแรงบันดาลใจใ ห้กับผู้เรียน สรุป(Summary) ปัญหาและแนวโน้มการพัฒนาหลักสูตรพิจารณาได้จากข้อมูลพื้นฐานในการพัฒนาหลักสูตรที่ถูกร วบรวมวิเคราะห์เชื่อมโยงเป็นชุดของจุดประสงค์การเรียนรู้ ที่ใช้ในการวางแผนพัฒนาหลักสูตร และนาไปออกแบบหลักสูตร โดยการอธิบายเหตุผลการได้มาของสาระความรู้ในหลักสูตร ที่ มี เ ห ตุ ผ ล ป ร ะ ก อ บ ห ลั ก วิ ช า โ ด ย อ า ศั ย ท ฤ ษ ฎี ก า ร เ รี ย น รู้ ต่ า ง ๆ และนักพัฒนาหลักสูตรนามากาหนดเป้าหมายการพัฒนาผู้เรียน กาหนดสาระเนื้อหาและผลการเรียนรู้ ข้อมูลต่างๆ เหล่านี้สามารถเป็นแนวทางช่วยให้อธิบายแนวโน้มของหลักสูตรได้