บทที่ 1 ระบบนิเวศ (Ecosystem)
รายวิชาชีววิทยา 3 (ว30243)
ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2561
นายวิชัย ลิขิตพรรักษ์
ครู คศ.1 สาขาวิชาชีววิทยา กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์
ครูผู้สอน
 นายวิชัย ลิขิตพรรักษ์ ตาแหน่งครู คศ.1 เอกวิชาชีววิทยา
ประวัติการศึกษา :
 พ.ศ. 2549 วิทยาศาสตรบัณฑิต (เกรียตินิยมอันดับ 2) สาขาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์
มหาวิทยาลัยมหิดล
 พ.ศ. 2551 ศึกษาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาศึกษาศาสตร์ เอกเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
 พ.ศ. 2552 ประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครู คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต
 พ.ศ. 2555 สาธารณสุขศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิทยาศาสตร์สุขภาพ เอกสาธารณสุขศาสตร์
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
 พ.ศ. 2558 ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการประเมินและการวิจัยทางการศึกษา
เอกวิจัยทางการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคาแหง
ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตกับปัจจัยทางกายภาพ
1. อุณหภูมิ
1.1 ปฏิกิริยาเคมีในร่างกาย: เอนไซม์เป็นตัวควบคุมอัตราการเกิดโดยปกติอุณหภูมิที่เหมาะแก่การทางานของเอนไซม์
จะอยู่ระหว่าง 25-40 องศาเซลเซียส (ไม่เสียสภาพ)
1.2 เปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยา คือ กลไกในการปรับอุณหภูมิ เช่น สัตว์เลือดอุ่นจะมีการปรับอุณหภูมิร่างกายให้คงที่
1.3 พฤติกรรมการอพยพ เช่น นกปากห่างอพยพมาจากเขตหนาวมาไทย ซึ่งเป็นเขตที่อบอุ่น
1.4 ปริมาณ O2 ที่ละลายในน้าจะลดลงเมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น ทาให ้สิ่งมีชีวิตในน้าลดลง
2. แสง
2.1 การสังเคราะห์ด้วยแสง (อาหาร) ของพืชมากขึ้นถ้าแสงมีความเข้มมาก
2.2 พฤติกรรมการดารงชีวิต การออกหากินในเวลากลางวัน/กลางคืน เช่น นกเค้าแมว ค้างคาว ผีเสื้อกลางคืน
2.3 การหุบบานของดอกไม้ เช่น ดอกบัวจะบานในเวลาเช้า
ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตกับปัจจัยทางกายภาพ
3. น้้ำและควำมชื้น
3.1 การแพร่กระจายพันธุ์พืช เช่น เขตที่มีความชื้นสูงจะมีความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตมากกว่าเขตแห้งแล้ง
3.2 ปฏิกิริยาเคมี เช่น ปฏิกิริยาการย่อยอาหารต้องใช้น้า
4. ดิน
4.1 แหล่งแร่ธาตุอาหารของพืช ทาให้พืชเจริญเติบโต
4.2 แหล่งที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิต
5. ควำมเป็นกรด-เบสของดินและน้้ำ
5.1 สิ่งมีชีวิตจะอาศัยอยู่ในดิน และแหล่งน้าที่มีความเป็นกรด-เบสเหมาะสม (เจริญเติบโตและดารงชีวิตอยู่ได้)
5.2 ความเป็นกรด-เบสของดินและน้าจะขึ้นอยู่กับปริมาณของแร่ธาตุที่ละลายปะปนอยู่
ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิต
การปรับตัว (Adaptation) เพื่อดารงชีวิตและเผ่าพันธุ์ มี 3 แบบ ได้แก่
1. การปรับตัวทางด้านโครงสร้าง (รูปร่าง) เช่น
1.1 หมีขั้วโลกหรือสัตว์ในเขตหนาวมีขนยาวปกคลุม และมีชั้นไขมันใต้ผิวหนังป้องกันความหนาว
1.2 จระเข้ผิวลาตัวเป็นเกล็ด ป้องกันการสูญเสียน้าออกจากร่างกาย
1.3 โกงกางและพืชป่าชายเลน มีใบอวบน้าเพื่อเก็บน้าจืดและผลจะงอกตั้งแต่อยู่บนต้นเพื่อป้องน้าพัด
1.4 ผักตบชวา มีกระเปาะเก็บอากาศ ช่วยให้ลอยน้าได้
2. การปรับตัวทางด้านสรีระ (การทางานอวัยวะ) เช่น
2.1 การขับเหงื่อเพื่อลดอุณหภูมิร่างกาย
2.2 สัตว์เลือดอุ่นผลิตฮอร์โมนเพศการสืบพันธุ์เพิ่มขึ้น เมื่อปริมาณแสงต่อวันลดลง (เริ่มผสมพันธุ์ในฤดูใบไม้ร่วง)
2.3 หนูแกงการู อยู่ในทะเลทรายจะกินอาหารเป็นเมล็ดพืชที่แห้งและไม่ดื่มน้าเลยแต่ได้จากเมแทบอลิซึม (อูฐ)
3. การปรับตัวทางด้านพฤติกรรม (ลักษณะนิสัย)
3.1 สัตว์ทะเลทรายออกหากินในเวลากลางคืน
3.2 การอพยพย้ายถิ่นฐานของนกจากเขตหนาวมาเขตอบอุ่น
3.3 สัตว์ป่ากินดินโป่งที่มีแร่ธาตุอาหารที่จาเป็นต่อการดารงชีวิต
 การปรับตัว (Adaptation)
 แร่ธาตุ และสารต่างๆ ในระบบนิเวศเป็นสิ่งจาเป็นในการดารงชีวิตของ
สิ่งมีชีวิต เช่น คาร์บอน ไฮโดรเจน ออกซิเจน ไนโตรเจน และฟอสฟอรัส เป็นต้น
 สารต่างๆ เหล่านี้ล้วนเป็นองค์ประกอบของโมเลกุลที่สาคัญในเซลล์สิ่งมีชีวิต เรียกว่า ชีวโมเลกุล
(biomolecules) เช่น ลิพิด โปรตีน คาร์โบไฮเดรต และกรดนิวคลีอิก
 ธาตุที่เป็นองค์ประกอบหลักเหล่านี้ มีการหมุนเวียนผ่านโซ่อาหารเป็นวัฏจักรเรียกว่า วัฏจักรสาร
(material cycle)
 วัฏจักรคาร์บอน พบในสารอินทรีย์ทุกชนิด
และหมุนเวียนผ่านหายใจและ
การสังเคราะห์ด้วยแสงในรูปแก๊ส CO2
 วัฏจักรไนโตรเจน องค์ประกอบของโปรตีนในสิ่งมีชีวิต โดยมีการหมุนเวียนผ่านพืช
สัตว์ และจุลินทรีย์
 วัฏจักรฟอสฟอรัส องค์ประกอบของกระดูก ฟันและสารพันธุกรรม และไม่พบการหมุนเวียนสู่
บรรยากาศ
 วัฏจักรกามะถันมีสาคัญในการสังเคราะห์โปรตีนหลายชนิด ส่วนใหญ่สลายตัวของ
สารอินทรีย์มักอยู่ในรูปของสารประกอบซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ไฮโดรเจนซัลไฟด์ และซัลเฟต
 วัฏจักรน้า มีมากในสิ่งมีชีวิตทุกชนิด ความสาคัญ เช่น น้าช่วยลาเลียงสารต่างๆ เป็น
ตัวกลางในการทาปฏิกิริยา รักษาสมดุลของอุณหภูมิ
การเปลี่ยนแปลงแทนที่ทางนิเวศวิทยา = กลุ่มสิ่งมีชีวิตในที่ใดที่หนึ่งถูกแทนที่โดยกลุ่มใหม่อยู่เรื่อยๆ และจะ
หยุดลงเมื่อสิ่งแวดล้อมไม่เปลี่ยนแปลงอีกต่อไปหรือคงตัว = กลุ่มสิ่งมีชีวิตขั้นสุด มี 2 แบบ
1. การเปลี่ยนแปลงแทนที่แบบปฐมภูมิ จากบริเวณที่ไม่เคยมีสิ่งมีชีวิตอยู่ก่อนเลยต่อมามีปรากฏขึ้นพวกแรก
(ผู้บุกเบิก)
ที่ว่าง → ไลเคน (Pioneer Species) → มอส ลิเวอร์เวิร์ต → ไม้พุ่ม → ไม้ยืนต้น → กลุ่มสิ่งมีชีวิตขั้นสุด
2. การเปลี่ยนแปลงแทนที่แบบทุติยภูมิ จากบริเวณที่มีสิ่งมีชีวิตขั้นสุดจากปฐมภูมิแล้วและถูกทาลาย จึงเกิดการ
เปลี่ยนแปลงแทนที่ เช่น เกิดไฟไหม้ป่า เกิดโรคระบาด ทาให้เสียสมดุล
 ประชากร หมายถึง สิ่งมีชีวิตชนิดเดียวกันที่อาศัยอยู่ในบริเวณเดียวกันในระยะเวลาใดเวลาหนึ่ง
N = จานวนประชากร A = พื้นที่หรือปริมาตร
 การแพร่กระจายประชากร เนื่องจากสิ่งแวดล้อม ได้แก่
 ปัจจัยทางกายภาพ เช่น ความสูงจากระดับน้าทะเล อุณหภูมิ แสง ความชื้น และกรด-เบส
 ปัจจัยทางชีวภาพ เช่น สิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ร่วมกันที่มีการแก่งแย่งแข่งขัน แย่งปัจจัยในการ
ดารงชีวิต
ควรรู้ไว้
 อัตราการเกิดเชิงประเมิน หมายถึง จานวนสิ่งมีชีวิตที่เกิดต่อจานวนสิ่งมีชีวิต 1,000 หน่วยใน
ประชากรนั้นในรอบปี เขียนแทนสูตรได้เป็น
 อัตราการตายเชิงประเมิน หมายถึง จานวนสิ่งมีชีวิตที่ตายต่อจานวนสิ่งมีชีวิต 1,000 หน่วยใน
ประชากรนั้นในรอบปี เขียนแทนสูตรได้เป็น
P = p
M m
ตัวอย่างเช่น นักเรียนจับหอยทากมาทาเครื่องหมายทั้งหมด 10
ตัวแล้วปล่อยกลับคืน อีก 1 อาทิตย์ต่อมาจับหอยทากมาได้
ทั้งหมด 50 ตัว พบว่ามีหอยทากที่ทาเครื่องหมาย 5 ตัว จงหา
จานวนของประชากรหอยทากนี้
P = 50
10 5
การเพิ่มจานวนของประชากร
- แบบเอ็กโพเนนเชียล (exponential growth) หรือแบบทวีคูณนั้น พบได้ในสิ่งมีชีวิตที่มีการสืบพันธุ์เพียง
ครั้งเดียวในช่วงชีวิตในแต่ละรุ่น ดังเช่นพวกแมลงต่างๆ เมื่อตัวเมียวางไข่แล้วก็ตาย
-- แบบลอจิสติก (logistic growth) เป็นการเพิ่มจานวนประชากรที่ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม หรือมีตัว
ต้านทานในสิ่งแวดล้อมเข้ามาเกี่ยวข้อง : แครีอิงคาพาซิตี (carrying capacity)
 สิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดจะมีแบบแผนการรอดชีวิตของประชากรซึ่งขึ้นอยู่กับช่วงอายุขัย
(life span) ในช่วงวัยต่างๆ กันทาให้ความหนาแน่นแตกต่างกันด้วย เรียกว่า กราฟ
การรอดชีวิตของประชากร
เช่น คน ช้าง ม้า สุนัข เป็นต้น
เช่น ไฮดรา นก เต่า เป็นต้น
เช่น ปลา หอย invert ส่วนใหญ่ เป็นต้น
โครงสร้างประชากรของมนุษย์
 แบบ ก ฐานกว้าง ยอดแหลม แสดงว่าประชากรเพิ่มขึ้นรวดเร็ว พบในกัวเตมาลา เคนยา ไนจีเรีย
 แบบ ข รูปกรวย ปากแคบ แสดงว่าประชากรเพิ่มขึ้นช้าๆ เช่น อเมริกา ออสเตรเลีย แคนาดา ไทย
 แบบ ค ระฆังคว่า แสดงว่าประชากรมีขนาดคงที่ เช่น สเปน เดนมาร์ก ออสเตรีย อิตาลี
 แบบ ง รูปดอกบัวตูม แสดงว่าประชากรลดลง เช่น สิงคโปร์ เยอรมัน สวีเดน ฮังการี บัลกาเรีย
Eutrophication หรือ Algal
bloom เกิดเมื่อมีสารประกอบไน
เตรตและฟอสเฟตสะสมในแหล่งน้า
เป็นปริมาณมาก
เครื่องมือที่ใช้ในการตรวจคุณภาพน้า
ย่อมาจาก ( หรือ ก็คือค่าของแข็ง
ละลายน้าทั้งหมด หน่วยเป็นมิลลิกรัม/ลิตร
เครื่องวัดความเค็ม
การทาลายโอโซนในชั้นบรรยากาศปรากฏการณ์เรือนกระจก
เครื่องมือที่ใช้ในการตรวจคุณภาพอากาศ
เครื่องมือ/ อุปกรณ์ที่ใช้ในการเก็บตัวอย่าง
ฝุ่ นละอองจากบรรยากาศ
การวัดเสียง
(
เครื่องวัดอุณหภูมิและความชื้น Plastic Rain Gauge เครื่องวัดปริมาณน้าฝนเทอร์โมมิเตอร์ ต่าสุด-สูงสุด
ไฮโกรมิเตอร์
ทรัพยากรน้า
 เป็นทรัพยากรที่มีความสาคัญต่อสิ่งมีชีวิตทุกชนิด สิ่งมีชีวิตใช้ประโยชน์จากทรัพยากรน้าเพื่อดารงชีวิตด้านต่างๆ เช่น เป็นที่
อยู่อาศัยและแพร่พันธุ์แบ่งออกเป็น 3 แหล่งใหญ่ ได้แก่
1. หยาดน้าฟ้า 2. น้าผิวดิน 3. น้าใต้ดิน
(น้ำในมหำสมุทร 97.41% ,น้ำจืด 2.59% : ใช้ประโยชน์ได้ 0.014% ,น้ำแข็งและภูเขำน้ำแข็ง 1.984% และน้ำใต้ดิน 0.592%)
ทรัพยากรดิน
 ดินป็นทรัพยากรที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติประเภทที่ใช้แล้วเกิดทดแทนได้ และเป็นทรัพยากรพื้นฐานที่มีความสัมพันธ์กับ
ทรัพยากรธรรมชาติอื่นๆ จาแนกตามลักษณะเนื้อดินได้ 3 ชนิด คือ
1. ดินเหนียว 2. ดินร่วน 3. ดินทราย
ทรัพยากรอากาศ
 อากาศจัดเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่ไม่มีวันหมดสิ้นและเป็นทรัพยากรที่มีความจาเป็นต่อการดารงชีวิตของสิ่งมีชีวิตทุกชนิด
องค์ประกอบของอากาศ ได้แก่
1. แก๊สไนโตรเจน 78%
2. แก๊สออกซิเจน 21%
3. แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ 0.03%
4. แก๊สอื่นๆ 0.07%
พิษตะกั่ว (โลหิตจาง,ปวดท้องรุงแรง) ,พิษปรอท (มินามาตะ : ประสาท) พิษแคดเมียม (อิไต อิไต : กระดูก)
สัดส่วนขององค์ประกอบของดิน
ชั้นของดินแสดงตามภาคตัดขวางของดิน
เครื่องมือที่ใช้ในการตรวจคุณภาพดิน
เครื่องวัดความเค็มดิน (EC ในดิน)
ทรัพยากรป่าไม้
 เป็นประเภทที่ใช้แล้วเกิดทดแทนได้มีประโยชน์ต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม (ความหลากหลายทางชีวภาพ
เอื้ออานวยต่อปัจจัยสี่ ต้นน้าลาธาร รักษาระดับอุณหภูมิโลก ควบคุมปริมาณน้าฝน อนุรักษ์ดินและน้าและเป็นแหล่ง
ที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า ในประเทศไทย แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ
 ป่าดงดิบหรือป่าไม่ผลัดใบ (Evergreen forest) เป็นระบบนิเวศน์ของป่าไม้ชนิดที่ประกอบด้วยพันธุ์ไม้ชนิดไม่
ผลัดใบคือมีใบเขียวตลอดเวลา แบ่งออกเป็น 4 ชนิด คือ
1. ป่าดิบเมืองร้อน (Tropical evergreen forest)
2. ป่าสน (Coniferous forest)
3. ป่าพรุหรือป่าบึง (Swamp forest)
4. ป่าชายหาด (Beach forest)
 ป่าผลัดใบ (Deciduous Forest) เป็นระบบนิเวศน์ป่าชนิดที่ประกอบด้วยพันธุ์ไม้ชนิดผลัดใบหรือทิ้งใบเก่าในฤดู
แล้ง เพื่อจะแตกใบใหม่เมื่อเข้าฤดูฝน ยกเว้นพืชชั้นล่างจะไม่ผลัดใบ จะพบป่าชนิดนี้ตั้งแต่ระดับความสูง 50-800
เมตร เหนือระดับน้าทะเล แบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ
1. ป่าเบญจพรรณ
2. ป่าแดง ป่าแพะ หรือป่าเต็งรัง
3. ป่าหญ้า
การกาหนดเขตพื้นที่ป่ าไม้
1. อุทยานแห่งชาติ หมายถึง “ที่ดินซึ่งรวมทั้งพื้นที่ดินทั่วไป ภูเขา ห้วย หนอง คลอง บึง บาง ลาน้า ทะเลสาบ
เกาะ และชายฝั่งที่ได้รับการกาหนดให้เป็น อุทยานแห่งชาติ ลักษณะที่ดินดังกล่าวเป็นที่ที่มีสภาพธรรมชาติที่
น่าสนใจ และมิได้อยู่ในกรรมสิทธิ์หรือครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมาย ของบุคคลใดซึ่งมิใช่ทบวงการเมือง
ทั้งนี้การกาหนดดังกล่าวก็เพื่อให้คงอยู่ในสภาพเดิม เพื่อสงวนไว้ให้เป็นประโยชน์แก่การศึกษาและ ความ
รื่นรมย์ของประชาชนสืบไป”
2. วนอุทยาน หมายถึง พื้นที่ขนาดเล็ก จัดตั้งขึ้นเพื่อจุดประสงค์สาหรับการพักผ่อนหย่อนใจ โดยจะทาการ
ปรับปรุงตกแต่ง สถานที่เหล่านี้ให้เหมาะสม มีความสวยงามและโดดเด่นในระดับท้องถิ่น จุดเด่นอาจจะ
ได้แก่ น้าตก หุบเหว หน้าผา ถ้า หรือ หาดทราย เป็นต้น
3. สวนพฤกษศาสตร์ เป็นสวนที่มีการรวบรวม และรักษาไว้ซึ่งพืช ที่ได้จาแนกหมวดหมู่ทางวิทยาศาสตร์ไว้
อย่างเป็นระเบียบ ส่วนมากจะมีการลงข้อมูลและติดป้ายชื่อไว้ และเปิดให้สาธารณชนเข้าชม เพื่อประโยชน์
ในการพักผ่อนหย่อนใจ การศึกษาและวิจัย
4. สวนรุกขชาติ คือ แหล่งรวบรวมพรรณไม้ของท้องถิ่นที่มีค่าทางเศรษฐกิจ รวมทั้งดอกไม้ที่มีในท้องถิ่นต่างๆ
สาหรับศึกษาด้านพันธุ์ไม้สวยงาม และเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ
5. เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า หมายถึง พื้นที่ที่กาหนดขึ้นเพื่อให้เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าโดยปลอดภัย เพื่อว่าสัตว์
ป่าในพื้นที่ดังกล่าว จะได้มีโอกาสสืบพันธุ์และขยายพันธุ์ตามธรรมชาติได้มากขึ้น ทาให้สัตว์ป่าบางส่วนมี
โอกาสกระจายจานวนออกไปในท้องที่แหล่งอื่น ๆ ที่อยู่ใกล้เคียง
การกาหนดเขตพื้นที่ป่ าไม้
6. พื้นที่อนุรักษ์ธรรมชาติ หมายถึงพื้นที่ธรรมชาติ เช่น เกาะ แก่ง ภูเขา ทะเลสาบ
ซากดึกดาบรรพ์ที่ควรอนุรักษ์ไว้เพื่อประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและสังคม
7. พื้นที่สงวนชีวาลัย หมายถึง พื้นที่ที่กาหนดขึ้นเพื่อรักษาความหลากหลายทาง
พันธุกรรมของพืชและสัตว์ เพื่อเป็นแหล่งศึกษาวิจัยทางด้านวิทยาศาสตร์
8. พื้นที่มรดกโลก คือสถานที่ อันได้แก่ ป่าไม้ ภูเขา ทะเลสาบ ทะเลทราย
อนุสาวรีย์ สิ่งก่อสร้างต่างๆ รวมไปถึงเมือง ซึ่งคัดเลือกโดยองค์การยูเนสโก
ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2515 เพื่อเป็นการบ่งบอกถึงคุณค่าของสิ่งที่มนุษยชาติ หรือ
ธรรมชาติได้สร้างขึ้นมา และควรจะปกป้องสิ่งเหล่านั้นได้อย่างไร เพื่อให้ได้ตก
ทอดไปถึงอนาคต
@ ประเทศไทยมี 4 แห่ง โดย 3 แห่งแรกเป็นมรดกโลกทำงวัฒนธรรม ได้แก่ เมือง
ประวัติศำสตร์สุโขทัยและเมืองบริวำร นครปประวัติศำสตร์พระนครศรีอยุธยำ
และเมืองบริวำร แหล่งโบรำณคดีบ้ำนเชียง และอีกแห่งเป็นแหล่งมรดกโลก
ทำงธรรมชำติ ได้แก่ เขตรักษำพันธุ์สัตว์ป่ำทุ่งใหญ่นเรศวรและห้วยขำแข้ง
จังหวัดอุทัยธำนี
9. ป่าชายเลนอนุรักษ์ หมายถึง ป่าชายเลนที่สงวนไว้เพื่อสภาพแวดล้อมและระบบ
นิเวศ เป็นแหล่งเพาะพันธุ์พืชและสัตว์น้าเศรษฐกิจ
การกาหนดเขตพื้นที่ป่าไม้
การวัดความสูงของต้นไม้
การวัดการปกคลุมของเรือนยอดของต้นไม้ CANOPY-METHOD
ทรัพยากรสัตว์ป่า
เป็นประเภทที่ใช้แล้วเกิดทดแทนได้ปัจจุบันพบว่าจานวนลดลงและมีแนวโน้มลดลงเรื่อยๆ เนื่องจากพื้นที่ป่าไม้ซึ่ง
เป็นแหล่งที่อยู่อาศัย แหล่งหากิน และสืบพันธุ์ของสัตว์ป่าลดลง นอกจากนี้การลดลงของสัตว์ป่ายังเกิดจากสาเหตุ
อื่นๆอีกที่มนุษย์เป็นผู้กระทา เช่น การล่าสัตว์ป่าเพื่อประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจ เป็นต้น
พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535
"สัตว์ป่า" ว่า "คือสัตว์ ทุกชนิด ไม่ว่า สัตว์บก สัตว์น้า สัตว์ปีก แมลงหรือแมง ได้โดย สภาพ ธรรมชาติ ย่อมเกิด
และดารง ชีวิต อยู่ในป่า หรือในน้า และให้ หมายความ รวมถึง ไข่ของสัตว์ ป่าเหล่า นั้นทุกชนิดด้วย แต่ไม่
หมำยควำม รวมถึง สัตว์พำหนะ ที่ได้ จดทะเบียน ท้ำตั๋ว รูปพรรณ ตำมกฎหมำย ว่ำด้วยสัตว์ พำหนะ แล้ว
และ สัตว์พำหนะ ที่ได้ มำจำก กำรสืบพันธุ์ ของสัตว์พำหนะ ดังกล่ำว" โดยแบ่งสัตว์ป่าไว้ 3 ประเภท คือ
1. สัตว์ป่าสงวน หมายถึง สัตว์ป่า ที่หายาก ซึ่งมีอยู่ ด้วยกัน 15 ชนิด คือ
(1) นกเจ้าฟ้าหญิงสิรินธร (2) แรด (3) กระซู่ (4) กูปรีหรือโคไพร (5) ควายป่า (6) ละอองหรือละมัง (7) สมัน
หรือเนื้อสมัน เคยมีในประเทศไทย แต่ปัจจุบันสูญพันธุ์แล้ว (8) เลียงผาหรือเยื้อหรือกูรา (9) กวางผา (10) นก
แต้วแล้วท้องดา (11) นกกระเรียน (12) แมวลายหินอ่อน (13) สมเสร็จ (14) เก้งหม้อ (15) พะยูนหรือหมูน้า
(ห้ามล่า หรือห้ามมี ไว้ใน ครอบครอง ถือเป็น ความผิด เว้นแต่ ทาเพื่อ การศึกษา หรือวิจัย ทางวิชา การ หรือ
เพื่อ กิจการ สวนสาธารณะ ทั้งนี้ ต้องได้รับ อนุญาต จากอธิบดี กรมป่าไม้)
2. สัตว์ป่า คุ้มครอง ประเภทที่ 1
หมายถึง สัตว์ป่า ซึ่งคน ไม่ใช้ เนื้อเป็น อาหาร ไม่ล่า เพื่อการ กีฬา เป็นสัตว์ ที่ทาลาย ศัตรูพืช หรือขจัด สิ่ง
ปฏิกูล หรือเป็น สัตว์ป่า ที่ควร สงวนไว้ เพื่อประดับ ความงาม ตามธรรมชาต ิหรือสงวน ไว้เพื่อ ไม่ให้ ลด จานวน
ลง สัตว์ป่า ห้ามไม่ให้ ล่าด้วย วิธีทา ให้ตาย เว้นแต่ จะท้ำ เพื่อกำร ศึกษำ วิจัยทำง วิชำกำร สัตว์ป่า ประเภท นี้มี
ด้วยกัน 166 รายการ ส่วนใหญ่ เป็นนก ได้แก่ นกกาน้า ทุกชนิด นกกระสา นกกระทาดง ไก่ฟ้า ทุกชนิด นกเค้า
แมวทุกชนิด นกเงือกทุกชนิด นกตีทอง ฯลฯ นอกนั้น ได้แก่ ค่างทุกชนิด ชะนีทุกชนิด ชะมด บ่าง แมวป่า ลิงลม
หรือนางอาย ลิงทุกชนิด สมเสร็จ เสือลายเมฆ เสือไฟ เสือปลา หมีขอ อีเห็น เป็นต้น
3. สัตว์ป่า คุ้มครอง ประเภทที่ 2
หมายถึง สัตว์ป่า ซึ่งตามปกติ คนใช้เนื้อ เป็นอาหาร หรือล่า เพื่อการกีฬา สัตว์ป่าประเภท นี้มีทั้งหมด 23 รายการ
ด้วยกัน อาทิ กระทิง หรือเมย กระจงทุกชนิด กวาง วัวแดง หรือวัวดา หรือวัวเพลาะ เสือโครง เสือดาว หมีควาย
หรือหมีดา หมีหมา หรือหมีคน อีเก้ง หรือฟาน ส่วนใหญ่ เป็นสัตว์ ประเภท นกอีก เช่นเดียวกัน ได้แก่ นกกระสา
นกกระทา ไก่ป่า นกแขวก นกเป็ดน้า นกปลาซ่อม ทุกชนิด นกพริก นกอีลุ้ม ฯลฯ ตามกฎหมำย อนุญำต ให้ล่ำได้
ให้มี ไว้ใน ครอบครอง ได้แต่ต้อง ได้รับ อนุญำต และมีใบอนุญำต ติดตัว อยู่ตลอด เวลำ
ทรัพยากรสัตว์ป่า
 ในปีพ.ศ. 2558 ได้มีการรณรงค์ให้เพิ่มสัตว์น้าอีก 4 ชนิดเป็นสัตว์
สงวน ซึ่งปัจจุบันได้ผ่านมติคณะกรรมการสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่ า
แล้ว ในวันที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2558 และกาลังอยู่ในระหว่างการจัดทา
ร่างพระราชกฤษฎีกาเพื่อเสนอคณะรัฐมนตรี เพื่อประกาศให้เป็นสัตว์
สงวนอย่างเป็นทางการในอนาคต ซึ่งสัตว์น้าทั้ง 4 ชนิด ได้แก่
 1. วาฬบรูด้า (Bryde's whale)
 2. วาฬโอมูระ (Omura's whale)
 3. ฉลามวาฬ (Whale Shark)
 4. เต่ามะเฟือง (Leatherback turtle)
สัตว์ป่ าสงวน 4 ชนิดใหม่ของประเทศไทย
 อนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่ าและพืชป่ าที่ใกล้สูญพันธุ์
หรือเรียกโดยย่อว่า ไซเตส ( และเป็นที่รู้จักในชื่อ อนุสัญญากรุง
วอชิงตัน ( เป็นสนธิสัญญาซึ่งเริ่มใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1
กรกฎาคม พ.ศ. 2518
 ในปี พ.ศ. 2516 สหภาพนานาชาติเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติและทรัพยากรธรรมชาติ (
ได้จัดการประชุมนานาชาติขึ้นที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เพื่อร่างอนุสัญญาดังกล่าว มีผู้เข้าร่วมประชุม
88 ประเทศ แต่มีผู้ลงนามรับรองอนุสัญญาฉบับนี้ทันทีเพียง 22 ประเทศ สาหรับประเทศไทยได้
ส่งผู้แทนเข้าร่วมประชุมด้วย แต่มาลงนามรับรองอนุสัญญาในปี พ.ศ. 2518 และให้สัตยาบันใน
วันที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2526 นับเป็นสมาชิกลาดับที่ 80 ปัจจุบัน ไซเตสมีภาคีทั้งสิ้น 181 รัฐ
(ณ พฤษภาคม 2558)
 เป้ าหมายของไซเตส คือ การอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์ป่ าและพืชที่ใกล้จะสูญพันธุ์หรือถูกคุกคาม
ทาให้ปริมาณร่อยหรอจนอาจเป็นเหตุให้สูญพันธุ์ วิธีการอนุรักษ์กระทาโดยการสร้างเครือข่ายทั่ว
โลกในการควบคุมการค้าระหว่างประเทศ ( ทั้งสัตว์ป่ า พืชป่ า และ
ผลิตภัณฑ์ ไซเตสไม่ควบคุมการค้าภายในประเทศสาหรับชนิดพันธุ์ท้องถิ่น (
 การค้าสัตว์ป่ า พืชป่ า และผลิตภัณฑ์ระหว่างประเทศ จะถูกควบคุมโดยระบบใบอนุญาต
( ซึ่งสัตว์ป่ าและพืชป่ าที่อนุสัญญาควบคุมจะต้องมีใบอนุญาตในการนาเข้า (
ส่งออก ( นาผ่าน ( และส่งกลับออกไป ( โดยชนิดพันธุ์ของ
สัตว์ป่ าและพืชป่ าที่อนุสัญญาควบคุม จะระบุไว้ในบัญชีหมายเลข 1, 2, 3 (
ของอนุสัญญา โดยได้กาหนดหลักการไว้ดังนี้
ชนิดพันธุ์ในบัญชีอนุรักษ์
ชนิดพันธุ์ในบัญชีหมายเลข 1 (
 เป็นชนิดพันธุ์ของสัตว์ป่าและพืชป่าที่ห้ามค้าโดยเด็ดขาด เนื่องจากใกล้จะสูญพันธุ์ ยกเว้นเพื่อ
การศึกษา วิจัยหรือเพาะพันธุ์ ซึ่งต้องได้รับคายินยอมจากประเทศที่จะนาเข้าเสียก่อน ประเทศ
ส่งออกจึงจะออกใบอนุญาตส่งออกได้ ทั้งนี้ต้องคานึงถึงความอยู่รอดของชนิดพันธุ์นั้น ๆ ด้วย
 ตัวอย่างของสัตว์ป่า ที่อยู่ในบัญชีนี้ได้แก่ แพนด้าแดง ( กอริลลา (
ชิมแปนซี ( เสือ ( สิงโตอินเดีย (
เสือดาว ( เสือจากัวร์ ( เสือชี
ตาห์ ( ช้างเอเชีย( ช้างแอฟริกา (
พะยูนและแมนนาที (อันดับพะยูน) สกุลแรด (
ปลาตะพัด ( ปลายี่สก (
เป็นต้น
 ตัวอย่างของพืชป่า ที่อยู่ในบัญชีนี้ได้แก่ เอื้องปากนกแก้ว (
ชนิดพันธุ์ในบัญชีหมายเลข 1 (
แพนด้าแดง (
กอริลลา (
ชิมแปนซี (
สิงโตอินเดีย (
เสือจากัวร์ (
เอื้องปากนกแก้ว (
ชนิดพันธุ์ในบัญชีอนุรักษ์
ชนิดพันธุ์ในบัญชีหมายเลข 2 (
 เป็นชนิดพันธุ์ของสัตว์ป่าและพืชป่าที่ยังไม่ถึงกับใกล้จะสูญพันธุ์ จึงยังอนุญาตให้ค้าได้ แต่ต้องมีการ
ควบคุมไม่ให้เกิดความเสียหาย หรือลดปริมาณลงอย่างรวดเร็วจนใกล้จะสูญพันธุ์ โดยประเทศที่จะ
ส่งออกต้องออกหนังสืออนุญาตให้ส่งออกและรับรองว่าการส่งออกหนังสืออนุญาตให้ส่งออกและ
รับรองว่าการส่งออกแต่ละครั้ง จะไม่กระทบกระเทือนต่อการดารงอยู่ของชนิดพันธุ์นั้นในธรรมชาติ
 ตัวอย่างของสัตว์ป่า ที่อยู่ในบัญชีนี้ได้แก่ ปลาฉลามขาว ( หมี
ดา ( ม้าลายภูเขาฮาร์นมันน์ ( นกแก้ว
จักจั่น ( อีกัวนาเขียว ( หอยสังข์ราชินี (
ปลาฉลามปากเป็ดมิสซิสซิปปี ( เป็นต้น
 ตัวอย่างของพืชป่า ที่อยู่ในบัญชีนี้ได้แก่ แก้วเจ้าจอม ( พะยูง (
ชนิดพันธุ์ในบัญชีหมายเลข (
ปลาฉลามขาว (
ม้าลายภูเขาฮาร์นมันน์ (
หอยสังข์ราชินี (
แก้วเจ้าจอม (
พะยูง (
อีกัวนาเขียว (
ชนิดพันธุ์ในบัญชีอนุรักษ์
ชนิดพันธุ์ในบัญชีหมายเลข (
 เป็นชนิดพันธุ์ที่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายของประเทศใดประเทศหนึ่งแล้วขอความร่วมมือประเทศภาคี
สมาชิกให้ช่วยดูแลการนาเข้า คือจะต้องมีหนังสือรับรองการส่งออก จากประเทศถิ่นกาเนิด
 ตัวอย่างของสัตว์ป่า ที่อยู่ในบัญชีนี้ได้แก่ สลอธ 2 นิ้ว (Choloepus hoffmanni) ชะมด
แอฟริกา (Civettictis civetta) เต่าอัลลิเกเตอร์ (Macrochelys
temminckii)
 ตัวอย่างของพืชป่า ที่อยู่ในบัญชีนี้ได้แก่ เมื่อยขาว (Gnetum montanum Markgr.)
 การกาหนดรายชื่อชนิดพันธุ์ในบัญชีไซเตสใช้ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ทั้งด้าน
อนุกรมวิธาน (Taxonomy) และข้อมูลด้านชีววิทยา (Biological Parameter)
ได้แก่ ข้อมูลสถานภาพของประชากร (Population Status) แนวโน้มประชากร
(Population Trends) การแพร่กระจาย (Distribution) สถานะแหล่งที่อยู่อาศัย
(Habitat Availability) แนวโน้มด้านภูมิศาสตร์ (Geographic Trends)
และการถูกคุกคาม (Threats) เป็นตัวกาหนด นอกจากนี้ยังต้องคานึงถึงการใช้ประโยชน์ทางการค้า
และสถานภาพการทางกฎหมายประกอบในการพิจารณาด้วย
ชนิดพันธุ์ในบัญชีหมายเลข (
สลอธ 2 นิ้ว (Choloepus hoffmanni)
เต่าอัลลิเกเตอร์ (Macrochelys temminckii)
ชะมดแอฟริกา (Civettictis civetta)
เมื่อยขาว (Gnetum montanum Markgr.)
หลักการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ
1. การใช้แบบยั่งยืน (sustainable utilization) หมายถึง การใช้ทรัพยากรธรรชาติอย่างเหมาะสมให้ได้ประโยชน์สูงสุด
เมื่อใช้แล้วเกิดมลพิษน้อยสุดหรือไม่เกิดเลย หรือเมื่อเกิดของเสียและมลพิษในสิ่งแวดล้อมก็ต้องหาวิธีการบาบัด
กาจัด ให้คืนสภาพหรือรีไซเคิล เพื่อให้มลพิษในสิ่งแวดล้อมลดน้อยลง
2. การเก็บกัก (storage) หมายถึง การรวบรวมและเก็บกักทรัพยากรที่มีแนวโน้มจะขาดแคลนได้ เพื่อเอาไว้ใช้ในอนาคต
ซึ่งมีวัตถุประสงค์แตกต่างกันไป
3. การรักษาซ่อมแซม (repair) เมื่อทรัพยากรถูกทาลายโดยมนุษย์หรือโดยธรรมชาติก็ตามมีความจาเป็นที่จะต้องรักษา
หรือซ่อมแซมให้กลับเป็นปกติ
4. การฟื้นฟู (rehabilitation) เมื่อทรัพยากรธรรมชาติเกิดความเสื่อมโทรมไปไม่ว่าจะมากหรือน้อยก็ตาม จึงมีความ
จาเป็นที่จะต้องฟื้นฟูให้เป็นสภาพปกติเพื่อให้สามารถใช้ทรัพยากรได้อีก
5. การป้องกัน (prevention) การป้องกันเป็นวิธีการที่ปกป้องคุ้มครองทรัพยากรที่กาลังถูกทาลายหรือมีแนวโน้มว่าจะ
ถูกทาลายให้สามารถอยู่ในสภาพปกติได้
ชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ
 เอเลียนสปีชีส์ หมายถึงสิ่งมีชีวิตที่เกิดขึ้นในที่ที่แตกต่างจากพื้นที่การแพร่กระจายตามธรรมชาติ โดยสามารถจาแนก
ออกได้เป็น 2 ประเภท ตามบทบาทที่มีผลต่อระบบนิเวศ คือ
1. ชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่ไม่รุกราน จัดเป็นชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่ไม่มีผลกระทบต่อระบบนิเวศโดยตรง
2. ชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่รุกราน จัดเป็นชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่จะมาแทนที่พันธุ์พื้นเมื่องเดิมที่มีอยู่ได้และยังสามารถขัดขาวงการ
เจริญของพันธุ์อื่นๆ ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อระบบนิเวศ
แนวทางและมาตรการในการป้องกัน
1. การระมัดระวัง
2. แนวทางบันไดสามขั้น ได้แก่ 2.1 การป้องกัน 2.2 การสืบพบ 2.3 การกาจัด
3. แนวทางเชิงระบบนิเวศ
4. ความรับผิดชอบของคนในสังคม
5. การวิจัยและติดตาม
6. การให้การศึกษาและเสริมสร้างความตระหนักแก่สาธารณชน
“THE END”
THANK YOU FOR YOUR ATTENTION!

1 ecosystem 2

  • 1.
    บทที่ 1 ระบบนิเวศ(Ecosystem) รายวิชาชีววิทยา 3 (ว30243) ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2561 นายวิชัย ลิขิตพรรักษ์ ครู คศ.1 สาขาวิชาชีววิทยา กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์
  • 2.
    ครูผู้สอน  นายวิชัย ลิขิตพรรักษ์ตาแหน่งครู คศ.1 เอกวิชาชีววิทยา ประวัติการศึกษา :  พ.ศ. 2549 วิทยาศาสตรบัณฑิต (เกรียตินิยมอันดับ 2) สาขาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล  พ.ศ. 2551 ศึกษาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาศึกษาศาสตร์ เอกเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช  พ.ศ. 2552 ประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครู คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต  พ.ศ. 2555 สาธารณสุขศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิทยาศาสตร์สุขภาพ เอกสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช  พ.ศ. 2558 ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการประเมินและการวิจัยทางการศึกษา เอกวิจัยทางการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคาแหง
  • 8.
    ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตกับปัจจัยทางกายภาพ 1. อุณหภูมิ 1.1 ปฏิกิริยาเคมีในร่างกาย:เอนไซม์เป็นตัวควบคุมอัตราการเกิดโดยปกติอุณหภูมิที่เหมาะแก่การทางานของเอนไซม์ จะอยู่ระหว่าง 25-40 องศาเซลเซียส (ไม่เสียสภาพ) 1.2 เปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยา คือ กลไกในการปรับอุณหภูมิ เช่น สัตว์เลือดอุ่นจะมีการปรับอุณหภูมิร่างกายให้คงที่ 1.3 พฤติกรรมการอพยพ เช่น นกปากห่างอพยพมาจากเขตหนาวมาไทย ซึ่งเป็นเขตที่อบอุ่น 1.4 ปริมาณ O2 ที่ละลายในน้าจะลดลงเมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น ทาให ้สิ่งมีชีวิตในน้าลดลง 2. แสง 2.1 การสังเคราะห์ด้วยแสง (อาหาร) ของพืชมากขึ้นถ้าแสงมีความเข้มมาก 2.2 พฤติกรรมการดารงชีวิต การออกหากินในเวลากลางวัน/กลางคืน เช่น นกเค้าแมว ค้างคาว ผีเสื้อกลางคืน 2.3 การหุบบานของดอกไม้ เช่น ดอกบัวจะบานในเวลาเช้า
  • 9.
    ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตกับปัจจัยทางกายภาพ 3. น้้ำและควำมชื้น 3.1 การแพร่กระจายพันธุ์พืชเช่น เขตที่มีความชื้นสูงจะมีความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตมากกว่าเขตแห้งแล้ง 3.2 ปฏิกิริยาเคมี เช่น ปฏิกิริยาการย่อยอาหารต้องใช้น้า 4. ดิน 4.1 แหล่งแร่ธาตุอาหารของพืช ทาให้พืชเจริญเติบโต 4.2 แหล่งที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิต 5. ควำมเป็นกรด-เบสของดินและน้้ำ 5.1 สิ่งมีชีวิตจะอาศัยอยู่ในดิน และแหล่งน้าที่มีความเป็นกรด-เบสเหมาะสม (เจริญเติบโตและดารงชีวิตอยู่ได้) 5.2 ความเป็นกรด-เบสของดินและน้าจะขึ้นอยู่กับปริมาณของแร่ธาตุที่ละลายปะปนอยู่
  • 17.
  • 22.
    การปรับตัว (Adaptation) เพื่อดารงชีวิตและเผ่าพันธุ์มี 3 แบบ ได้แก่ 1. การปรับตัวทางด้านโครงสร้าง (รูปร่าง) เช่น 1.1 หมีขั้วโลกหรือสัตว์ในเขตหนาวมีขนยาวปกคลุม และมีชั้นไขมันใต้ผิวหนังป้องกันความหนาว 1.2 จระเข้ผิวลาตัวเป็นเกล็ด ป้องกันการสูญเสียน้าออกจากร่างกาย 1.3 โกงกางและพืชป่าชายเลน มีใบอวบน้าเพื่อเก็บน้าจืดและผลจะงอกตั้งแต่อยู่บนต้นเพื่อป้องน้าพัด 1.4 ผักตบชวา มีกระเปาะเก็บอากาศ ช่วยให้ลอยน้าได้ 2. การปรับตัวทางด้านสรีระ (การทางานอวัยวะ) เช่น 2.1 การขับเหงื่อเพื่อลดอุณหภูมิร่างกาย 2.2 สัตว์เลือดอุ่นผลิตฮอร์โมนเพศการสืบพันธุ์เพิ่มขึ้น เมื่อปริมาณแสงต่อวันลดลง (เริ่มผสมพันธุ์ในฤดูใบไม้ร่วง) 2.3 หนูแกงการู อยู่ในทะเลทรายจะกินอาหารเป็นเมล็ดพืชที่แห้งและไม่ดื่มน้าเลยแต่ได้จากเมแทบอลิซึม (อูฐ) 3. การปรับตัวทางด้านพฤติกรรม (ลักษณะนิสัย) 3.1 สัตว์ทะเลทรายออกหากินในเวลากลางคืน 3.2 การอพยพย้ายถิ่นฐานของนกจากเขตหนาวมาเขตอบอุ่น 3.3 สัตว์ป่ากินดินโป่งที่มีแร่ธาตุอาหารที่จาเป็นต่อการดารงชีวิต
  • 25.
  • 26.
     แร่ธาตุ และสารต่างๆในระบบนิเวศเป็นสิ่งจาเป็นในการดารงชีวิตของ สิ่งมีชีวิต เช่น คาร์บอน ไฮโดรเจน ออกซิเจน ไนโตรเจน และฟอสฟอรัส เป็นต้น  สารต่างๆ เหล่านี้ล้วนเป็นองค์ประกอบของโมเลกุลที่สาคัญในเซลล์สิ่งมีชีวิต เรียกว่า ชีวโมเลกุล (biomolecules) เช่น ลิพิด โปรตีน คาร์โบไฮเดรต และกรดนิวคลีอิก  ธาตุที่เป็นองค์ประกอบหลักเหล่านี้ มีการหมุนเวียนผ่านโซ่อาหารเป็นวัฏจักรเรียกว่า วัฏจักรสาร (material cycle)
  • 29.
  • 30.
     วัฏจักรไนโตรเจน องค์ประกอบของโปรตีนในสิ่งมีชีวิตโดยมีการหมุนเวียนผ่านพืช สัตว์ และจุลินทรีย์
  • 31.
     วัฏจักรฟอสฟอรัส องค์ประกอบของกระดูกฟันและสารพันธุกรรม และไม่พบการหมุนเวียนสู่ บรรยากาศ
  • 32.
  • 33.
     วัฏจักรน้า มีมากในสิ่งมีชีวิตทุกชนิดความสาคัญ เช่น น้าช่วยลาเลียงสารต่างๆ เป็น ตัวกลางในการทาปฏิกิริยา รักษาสมดุลของอุณหภูมิ
  • 34.
    การเปลี่ยนแปลงแทนที่ทางนิเวศวิทยา = กลุ่มสิ่งมีชีวิตในที่ใดที่หนึ่งถูกแทนที่โดยกลุ่มใหม่อยู่เรื่อยๆและจะ หยุดลงเมื่อสิ่งแวดล้อมไม่เปลี่ยนแปลงอีกต่อไปหรือคงตัว = กลุ่มสิ่งมีชีวิตขั้นสุด มี 2 แบบ 1. การเปลี่ยนแปลงแทนที่แบบปฐมภูมิ จากบริเวณที่ไม่เคยมีสิ่งมีชีวิตอยู่ก่อนเลยต่อมามีปรากฏขึ้นพวกแรก (ผู้บุกเบิก) ที่ว่าง → ไลเคน (Pioneer Species) → มอส ลิเวอร์เวิร์ต → ไม้พุ่ม → ไม้ยืนต้น → กลุ่มสิ่งมีชีวิตขั้นสุด 2. การเปลี่ยนแปลงแทนที่แบบทุติยภูมิ จากบริเวณที่มีสิ่งมีชีวิตขั้นสุดจากปฐมภูมิแล้วและถูกทาลาย จึงเกิดการ เปลี่ยนแปลงแทนที่ เช่น เกิดไฟไหม้ป่า เกิดโรคระบาด ทาให้เสียสมดุล
  • 39.
     ประชากร หมายถึงสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวกันที่อาศัยอยู่ในบริเวณเดียวกันในระยะเวลาใดเวลาหนึ่ง N = จานวนประชากร A = พื้นที่หรือปริมาตร  การแพร่กระจายประชากร เนื่องจากสิ่งแวดล้อม ได้แก่  ปัจจัยทางกายภาพ เช่น ความสูงจากระดับน้าทะเล อุณหภูมิ แสง ความชื้น และกรด-เบส  ปัจจัยทางชีวภาพ เช่น สิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ร่วมกันที่มีการแก่งแย่งแข่งขัน แย่งปัจจัยในการ ดารงชีวิต
  • 46.
    ควรรู้ไว้  อัตราการเกิดเชิงประเมิน หมายถึงจานวนสิ่งมีชีวิตที่เกิดต่อจานวนสิ่งมีชีวิต 1,000 หน่วยใน ประชากรนั้นในรอบปี เขียนแทนสูตรได้เป็น  อัตราการตายเชิงประเมิน หมายถึง จานวนสิ่งมีชีวิตที่ตายต่อจานวนสิ่งมีชีวิต 1,000 หน่วยใน ประชากรนั้นในรอบปี เขียนแทนสูตรได้เป็น
  • 47.
    P = p Mm ตัวอย่างเช่น นักเรียนจับหอยทากมาทาเครื่องหมายทั้งหมด 10 ตัวแล้วปล่อยกลับคืน อีก 1 อาทิตย์ต่อมาจับหอยทากมาได้ ทั้งหมด 50 ตัว พบว่ามีหอยทากที่ทาเครื่องหมาย 5 ตัว จงหา จานวนของประชากรหอยทากนี้ P = 50 10 5
  • 52.
    การเพิ่มจานวนของประชากร - แบบเอ็กโพเนนเชียล (exponentialgrowth) หรือแบบทวีคูณนั้น พบได้ในสิ่งมีชีวิตที่มีการสืบพันธุ์เพียง ครั้งเดียวในช่วงชีวิตในแต่ละรุ่น ดังเช่นพวกแมลงต่างๆ เมื่อตัวเมียวางไข่แล้วก็ตาย -- แบบลอจิสติก (logistic growth) เป็นการเพิ่มจานวนประชากรที่ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม หรือมีตัว ต้านทานในสิ่งแวดล้อมเข้ามาเกี่ยวข้อง : แครีอิงคาพาซิตี (carrying capacity)
  • 59.
     สิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดจะมีแบบแผนการรอดชีวิตของประชากรซึ่งขึ้นอยู่กับช่วงอายุขัย (life span)ในช่วงวัยต่างๆ กันทาให้ความหนาแน่นแตกต่างกันด้วย เรียกว่า กราฟ การรอดชีวิตของประชากร เช่น คน ช้าง ม้า สุนัข เป็นต้น เช่น ไฮดรา นก เต่า เป็นต้น เช่น ปลา หอย invert ส่วนใหญ่ เป็นต้น
  • 66.
    โครงสร้างประชากรของมนุษย์  แบบ กฐานกว้าง ยอดแหลม แสดงว่าประชากรเพิ่มขึ้นรวดเร็ว พบในกัวเตมาลา เคนยา ไนจีเรีย  แบบ ข รูปกรวย ปากแคบ แสดงว่าประชากรเพิ่มขึ้นช้าๆ เช่น อเมริกา ออสเตรเลีย แคนาดา ไทย  แบบ ค ระฆังคว่า แสดงว่าประชากรมีขนาดคงที่ เช่น สเปน เดนมาร์ก ออสเตรีย อิตาลี  แบบ ง รูปดอกบัวตูม แสดงว่าประชากรลดลง เช่น สิงคโปร์ เยอรมัน สวีเดน ฮังการี บัลกาเรีย
  • 73.
    Eutrophication หรือ Algal bloomเกิดเมื่อมีสารประกอบไน เตรตและฟอสเฟตสะสมในแหล่งน้า เป็นปริมาณมาก
  • 77.
    เครื่องมือที่ใช้ในการตรวจคุณภาพน้า ย่อมาจาก ( หรือก็คือค่าของแข็ง ละลายน้าทั้งหมด หน่วยเป็นมิลลิกรัม/ลิตร เครื่องวัดความเค็ม
  • 80.
  • 85.
  • 87.
    ทรัพยากรน้า  เป็นทรัพยากรที่มีความสาคัญต่อสิ่งมีชีวิตทุกชนิด สิ่งมีชีวิตใช้ประโยชน์จากทรัพยากรน้าเพื่อดารงชีวิตด้านต่างๆเช่น เป็นที่ อยู่อาศัยและแพร่พันธุ์แบ่งออกเป็น 3 แหล่งใหญ่ ได้แก่ 1. หยาดน้าฟ้า 2. น้าผิวดิน 3. น้าใต้ดิน (น้ำในมหำสมุทร 97.41% ,น้ำจืด 2.59% : ใช้ประโยชน์ได้ 0.014% ,น้ำแข็งและภูเขำน้ำแข็ง 1.984% และน้ำใต้ดิน 0.592%) ทรัพยากรดิน  ดินป็นทรัพยากรที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติประเภทที่ใช้แล้วเกิดทดแทนได้ และเป็นทรัพยากรพื้นฐานที่มีความสัมพันธ์กับ ทรัพยากรธรรมชาติอื่นๆ จาแนกตามลักษณะเนื้อดินได้ 3 ชนิด คือ 1. ดินเหนียว 2. ดินร่วน 3. ดินทราย ทรัพยากรอากาศ  อากาศจัดเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่ไม่มีวันหมดสิ้นและเป็นทรัพยากรที่มีความจาเป็นต่อการดารงชีวิตของสิ่งมีชีวิตทุกชนิด องค์ประกอบของอากาศ ได้แก่ 1. แก๊สไนโตรเจน 78% 2. แก๊สออกซิเจน 21% 3. แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ 0.03% 4. แก๊สอื่นๆ 0.07% พิษตะกั่ว (โลหิตจาง,ปวดท้องรุงแรง) ,พิษปรอท (มินามาตะ : ประสาท) พิษแคดเมียม (อิไต อิไต : กระดูก)
  • 89.
  • 91.
  • 92.
    ทรัพยากรป่าไม้  เป็นประเภทที่ใช้แล้วเกิดทดแทนได้มีประโยชน์ต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม (ความหลากหลายทางชีวภาพ เอื้ออานวยต่อปัจจัยสี่ต้นน้าลาธาร รักษาระดับอุณหภูมิโลก ควบคุมปริมาณน้าฝน อนุรักษ์ดินและน้าและเป็นแหล่ง ที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า ในประเทศไทย แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ  ป่าดงดิบหรือป่าไม่ผลัดใบ (Evergreen forest) เป็นระบบนิเวศน์ของป่าไม้ชนิดที่ประกอบด้วยพันธุ์ไม้ชนิดไม่ ผลัดใบคือมีใบเขียวตลอดเวลา แบ่งออกเป็น 4 ชนิด คือ 1. ป่าดิบเมืองร้อน (Tropical evergreen forest) 2. ป่าสน (Coniferous forest) 3. ป่าพรุหรือป่าบึง (Swamp forest) 4. ป่าชายหาด (Beach forest)  ป่าผลัดใบ (Deciduous Forest) เป็นระบบนิเวศน์ป่าชนิดที่ประกอบด้วยพันธุ์ไม้ชนิดผลัดใบหรือทิ้งใบเก่าในฤดู แล้ง เพื่อจะแตกใบใหม่เมื่อเข้าฤดูฝน ยกเว้นพืชชั้นล่างจะไม่ผลัดใบ จะพบป่าชนิดนี้ตั้งแต่ระดับความสูง 50-800 เมตร เหนือระดับน้าทะเล แบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ 1. ป่าเบญจพรรณ 2. ป่าแดง ป่าแพะ หรือป่าเต็งรัง 3. ป่าหญ้า
  • 93.
    การกาหนดเขตพื้นที่ป่ าไม้ 1. อุทยานแห่งชาติหมายถึง “ที่ดินซึ่งรวมทั้งพื้นที่ดินทั่วไป ภูเขา ห้วย หนอง คลอง บึง บาง ลาน้า ทะเลสาบ เกาะ และชายฝั่งที่ได้รับการกาหนดให้เป็น อุทยานแห่งชาติ ลักษณะที่ดินดังกล่าวเป็นที่ที่มีสภาพธรรมชาติที่ น่าสนใจ และมิได้อยู่ในกรรมสิทธิ์หรือครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมาย ของบุคคลใดซึ่งมิใช่ทบวงการเมือง ทั้งนี้การกาหนดดังกล่าวก็เพื่อให้คงอยู่ในสภาพเดิม เพื่อสงวนไว้ให้เป็นประโยชน์แก่การศึกษาและ ความ รื่นรมย์ของประชาชนสืบไป” 2. วนอุทยาน หมายถึง พื้นที่ขนาดเล็ก จัดตั้งขึ้นเพื่อจุดประสงค์สาหรับการพักผ่อนหย่อนใจ โดยจะทาการ ปรับปรุงตกแต่ง สถานที่เหล่านี้ให้เหมาะสม มีความสวยงามและโดดเด่นในระดับท้องถิ่น จุดเด่นอาจจะ ได้แก่ น้าตก หุบเหว หน้าผา ถ้า หรือ หาดทราย เป็นต้น 3. สวนพฤกษศาสตร์ เป็นสวนที่มีการรวบรวม และรักษาไว้ซึ่งพืช ที่ได้จาแนกหมวดหมู่ทางวิทยาศาสตร์ไว้ อย่างเป็นระเบียบ ส่วนมากจะมีการลงข้อมูลและติดป้ายชื่อไว้ และเปิดให้สาธารณชนเข้าชม เพื่อประโยชน์ ในการพักผ่อนหย่อนใจ การศึกษาและวิจัย 4. สวนรุกขชาติ คือ แหล่งรวบรวมพรรณไม้ของท้องถิ่นที่มีค่าทางเศรษฐกิจ รวมทั้งดอกไม้ที่มีในท้องถิ่นต่างๆ สาหรับศึกษาด้านพันธุ์ไม้สวยงาม และเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ 5. เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า หมายถึง พื้นที่ที่กาหนดขึ้นเพื่อให้เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าโดยปลอดภัย เพื่อว่าสัตว์ ป่าในพื้นที่ดังกล่าว จะได้มีโอกาสสืบพันธุ์และขยายพันธุ์ตามธรรมชาติได้มากขึ้น ทาให้สัตว์ป่าบางส่วนมี โอกาสกระจายจานวนออกไปในท้องที่แหล่งอื่น ๆ ที่อยู่ใกล้เคียง
  • 94.
    การกาหนดเขตพื้นที่ป่ าไม้ 6. พื้นที่อนุรักษ์ธรรมชาติหมายถึงพื้นที่ธรรมชาติ เช่น เกาะ แก่ง ภูเขา ทะเลสาบ ซากดึกดาบรรพ์ที่ควรอนุรักษ์ไว้เพื่อประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและสังคม 7. พื้นที่สงวนชีวาลัย หมายถึง พื้นที่ที่กาหนดขึ้นเพื่อรักษาความหลากหลายทาง พันธุกรรมของพืชและสัตว์ เพื่อเป็นแหล่งศึกษาวิจัยทางด้านวิทยาศาสตร์ 8. พื้นที่มรดกโลก คือสถานที่ อันได้แก่ ป่าไม้ ภูเขา ทะเลสาบ ทะเลทราย อนุสาวรีย์ สิ่งก่อสร้างต่างๆ รวมไปถึงเมือง ซึ่งคัดเลือกโดยองค์การยูเนสโก ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2515 เพื่อเป็นการบ่งบอกถึงคุณค่าของสิ่งที่มนุษยชาติ หรือ ธรรมชาติได้สร้างขึ้นมา และควรจะปกป้องสิ่งเหล่านั้นได้อย่างไร เพื่อให้ได้ตก ทอดไปถึงอนาคต @ ประเทศไทยมี 4 แห่ง โดย 3 แห่งแรกเป็นมรดกโลกทำงวัฒนธรรม ได้แก่ เมือง ประวัติศำสตร์สุโขทัยและเมืองบริวำร นครปประวัติศำสตร์พระนครศรีอยุธยำ และเมืองบริวำร แหล่งโบรำณคดีบ้ำนเชียง และอีกแห่งเป็นแหล่งมรดกโลก ทำงธรรมชำติ ได้แก่ เขตรักษำพันธุ์สัตว์ป่ำทุ่งใหญ่นเรศวรและห้วยขำแข้ง จังหวัดอุทัยธำนี 9. ป่าชายเลนอนุรักษ์ หมายถึง ป่าชายเลนที่สงวนไว้เพื่อสภาพแวดล้อมและระบบ นิเวศ เป็นแหล่งเพาะพันธุ์พืชและสัตว์น้าเศรษฐกิจ
  • 95.
  • 96.
  • 97.
  • 98.
    ทรัพยากรสัตว์ป่า เป็นประเภทที่ใช้แล้วเกิดทดแทนได้ปัจจุบันพบว่าจานวนลดลงและมีแนวโน้มลดลงเรื่อยๆ เนื่องจากพื้นที่ป่าไม้ซึ่ง เป็นแหล่งที่อยู่อาศัย แหล่งหากินและสืบพันธุ์ของสัตว์ป่าลดลง นอกจากนี้การลดลงของสัตว์ป่ายังเกิดจากสาเหตุ อื่นๆอีกที่มนุษย์เป็นผู้กระทา เช่น การล่าสัตว์ป่าเพื่อประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจ เป็นต้น พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 "สัตว์ป่า" ว่า "คือสัตว์ ทุกชนิด ไม่ว่า สัตว์บก สัตว์น้า สัตว์ปีก แมลงหรือแมง ได้โดย สภาพ ธรรมชาติ ย่อมเกิด และดารง ชีวิต อยู่ในป่า หรือในน้า และให้ หมายความ รวมถึง ไข่ของสัตว์ ป่าเหล่า นั้นทุกชนิดด้วย แต่ไม่ หมำยควำม รวมถึง สัตว์พำหนะ ที่ได้ จดทะเบียน ท้ำตั๋ว รูปพรรณ ตำมกฎหมำย ว่ำด้วยสัตว์ พำหนะ แล้ว และ สัตว์พำหนะ ที่ได้ มำจำก กำรสืบพันธุ์ ของสัตว์พำหนะ ดังกล่ำว" โดยแบ่งสัตว์ป่าไว้ 3 ประเภท คือ 1. สัตว์ป่าสงวน หมายถึง สัตว์ป่า ที่หายาก ซึ่งมีอยู่ ด้วยกัน 15 ชนิด คือ (1) นกเจ้าฟ้าหญิงสิรินธร (2) แรด (3) กระซู่ (4) กูปรีหรือโคไพร (5) ควายป่า (6) ละอองหรือละมัง (7) สมัน หรือเนื้อสมัน เคยมีในประเทศไทย แต่ปัจจุบันสูญพันธุ์แล้ว (8) เลียงผาหรือเยื้อหรือกูรา (9) กวางผา (10) นก แต้วแล้วท้องดา (11) นกกระเรียน (12) แมวลายหินอ่อน (13) สมเสร็จ (14) เก้งหม้อ (15) พะยูนหรือหมูน้า (ห้ามล่า หรือห้ามมี ไว้ใน ครอบครอง ถือเป็น ความผิด เว้นแต่ ทาเพื่อ การศึกษา หรือวิจัย ทางวิชา การ หรือ เพื่อ กิจการ สวนสาธารณะ ทั้งนี้ ต้องได้รับ อนุญาต จากอธิบดี กรมป่าไม้)
  • 100.
    2. สัตว์ป่า คุ้มครองประเภทที่ 1 หมายถึง สัตว์ป่า ซึ่งคน ไม่ใช้ เนื้อเป็น อาหาร ไม่ล่า เพื่อการ กีฬา เป็นสัตว์ ที่ทาลาย ศัตรูพืช หรือขจัด สิ่ง ปฏิกูล หรือเป็น สัตว์ป่า ที่ควร สงวนไว้ เพื่อประดับ ความงาม ตามธรรมชาต ิหรือสงวน ไว้เพื่อ ไม่ให้ ลด จานวน ลง สัตว์ป่า ห้ามไม่ให้ ล่าด้วย วิธีทา ให้ตาย เว้นแต่ จะท้ำ เพื่อกำร ศึกษำ วิจัยทำง วิชำกำร สัตว์ป่า ประเภท นี้มี ด้วยกัน 166 รายการ ส่วนใหญ่ เป็นนก ได้แก่ นกกาน้า ทุกชนิด นกกระสา นกกระทาดง ไก่ฟ้า ทุกชนิด นกเค้า แมวทุกชนิด นกเงือกทุกชนิด นกตีทอง ฯลฯ นอกนั้น ได้แก่ ค่างทุกชนิด ชะนีทุกชนิด ชะมด บ่าง แมวป่า ลิงลม หรือนางอาย ลิงทุกชนิด สมเสร็จ เสือลายเมฆ เสือไฟ เสือปลา หมีขอ อีเห็น เป็นต้น 3. สัตว์ป่า คุ้มครอง ประเภทที่ 2 หมายถึง สัตว์ป่า ซึ่งตามปกติ คนใช้เนื้อ เป็นอาหาร หรือล่า เพื่อการกีฬา สัตว์ป่าประเภท นี้มีทั้งหมด 23 รายการ ด้วยกัน อาทิ กระทิง หรือเมย กระจงทุกชนิด กวาง วัวแดง หรือวัวดา หรือวัวเพลาะ เสือโครง เสือดาว หมีควาย หรือหมีดา หมีหมา หรือหมีคน อีเก้ง หรือฟาน ส่วนใหญ่ เป็นสัตว์ ประเภท นกอีก เช่นเดียวกัน ได้แก่ นกกระสา นกกระทา ไก่ป่า นกแขวก นกเป็ดน้า นกปลาซ่อม ทุกชนิด นกพริก นกอีลุ้ม ฯลฯ ตามกฎหมำย อนุญำต ให้ล่ำได้ ให้มี ไว้ใน ครอบครอง ได้แต่ต้อง ได้รับ อนุญำต และมีใบอนุญำต ติดตัว อยู่ตลอด เวลำ ทรัพยากรสัตว์ป่า
  • 102.
     ในปีพ.ศ. 2558ได้มีการรณรงค์ให้เพิ่มสัตว์น้าอีก 4 ชนิดเป็นสัตว์ สงวน ซึ่งปัจจุบันได้ผ่านมติคณะกรรมการสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่ า แล้ว ในวันที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2558 และกาลังอยู่ในระหว่างการจัดทา ร่างพระราชกฤษฎีกาเพื่อเสนอคณะรัฐมนตรี เพื่อประกาศให้เป็นสัตว์ สงวนอย่างเป็นทางการในอนาคต ซึ่งสัตว์น้าทั้ง 4 ชนิด ได้แก่  1. วาฬบรูด้า (Bryde's whale)  2. วาฬโอมูระ (Omura's whale)  3. ฉลามวาฬ (Whale Shark)  4. เต่ามะเฟือง (Leatherback turtle) สัตว์ป่ าสงวน 4 ชนิดใหม่ของประเทศไทย
  • 103.
     อนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่ าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ หรือเรียกโดยย่อว่า ไซเตส ( และเป็นที่รู้จักในชื่อ อนุสัญญากรุง วอชิงตัน ( เป็นสนธิสัญญาซึ่งเริ่มใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2518  ในปี พ.ศ. 2516 สหภาพนานาชาติเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติและทรัพยากรธรรมชาติ ( ได้จัดการประชุมนานาชาติขึ้นที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เพื่อร่างอนุสัญญาดังกล่าว มีผู้เข้าร่วมประชุม 88 ประเทศ แต่มีผู้ลงนามรับรองอนุสัญญาฉบับนี้ทันทีเพียง 22 ประเทศ สาหรับประเทศไทยได้ ส่งผู้แทนเข้าร่วมประชุมด้วย แต่มาลงนามรับรองอนุสัญญาในปี พ.ศ. 2518 และให้สัตยาบันใน วันที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2526 นับเป็นสมาชิกลาดับที่ 80 ปัจจุบัน ไซเตสมีภาคีทั้งสิ้น 181 รัฐ (ณ พฤษภาคม 2558)  เป้ าหมายของไซเตส คือ การอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์ป่ าและพืชที่ใกล้จะสูญพันธุ์หรือถูกคุกคาม ทาให้ปริมาณร่อยหรอจนอาจเป็นเหตุให้สูญพันธุ์ วิธีการอนุรักษ์กระทาโดยการสร้างเครือข่ายทั่ว โลกในการควบคุมการค้าระหว่างประเทศ ( ทั้งสัตว์ป่ า พืชป่ า และ ผลิตภัณฑ์ ไซเตสไม่ควบคุมการค้าภายในประเทศสาหรับชนิดพันธุ์ท้องถิ่น (  การค้าสัตว์ป่ า พืชป่ า และผลิตภัณฑ์ระหว่างประเทศ จะถูกควบคุมโดยระบบใบอนุญาต ( ซึ่งสัตว์ป่ าและพืชป่ าที่อนุสัญญาควบคุมจะต้องมีใบอนุญาตในการนาเข้า ( ส่งออก ( นาผ่าน ( และส่งกลับออกไป ( โดยชนิดพันธุ์ของ สัตว์ป่ าและพืชป่ าที่อนุสัญญาควบคุม จะระบุไว้ในบัญชีหมายเลข 1, 2, 3 ( ของอนุสัญญา โดยได้กาหนดหลักการไว้ดังนี้
  • 104.
    ชนิดพันธุ์ในบัญชีอนุรักษ์ ชนิดพันธุ์ในบัญชีหมายเลข 1 ( เป็นชนิดพันธุ์ของสัตว์ป่าและพืชป่าที่ห้ามค้าโดยเด็ดขาด เนื่องจากใกล้จะสูญพันธุ์ ยกเว้นเพื่อ การศึกษา วิจัยหรือเพาะพันธุ์ ซึ่งต้องได้รับคายินยอมจากประเทศที่จะนาเข้าเสียก่อน ประเทศ ส่งออกจึงจะออกใบอนุญาตส่งออกได้ ทั้งนี้ต้องคานึงถึงความอยู่รอดของชนิดพันธุ์นั้น ๆ ด้วย  ตัวอย่างของสัตว์ป่า ที่อยู่ในบัญชีนี้ได้แก่ แพนด้าแดง ( กอริลลา ( ชิมแปนซี ( เสือ ( สิงโตอินเดีย ( เสือดาว ( เสือจากัวร์ ( เสือชี ตาห์ ( ช้างเอเชีย( ช้างแอฟริกา ( พะยูนและแมนนาที (อันดับพะยูน) สกุลแรด ( ปลาตะพัด ( ปลายี่สก ( เป็นต้น  ตัวอย่างของพืชป่า ที่อยู่ในบัญชีนี้ได้แก่ เอื้องปากนกแก้ว (
  • 105.
    ชนิดพันธุ์ในบัญชีหมายเลข 1 ( แพนด้าแดง( กอริลลา ( ชิมแปนซี ( สิงโตอินเดีย ( เสือจากัวร์ ( เอื้องปากนกแก้ว (
  • 106.
    ชนิดพันธุ์ในบัญชีอนุรักษ์ ชนิดพันธุ์ในบัญชีหมายเลข 2 ( เป็นชนิดพันธุ์ของสัตว์ป่าและพืชป่าที่ยังไม่ถึงกับใกล้จะสูญพันธุ์ จึงยังอนุญาตให้ค้าได้ แต่ต้องมีการ ควบคุมไม่ให้เกิดความเสียหาย หรือลดปริมาณลงอย่างรวดเร็วจนใกล้จะสูญพันธุ์ โดยประเทศที่จะ ส่งออกต้องออกหนังสืออนุญาตให้ส่งออกและรับรองว่าการส่งออกหนังสืออนุญาตให้ส่งออกและ รับรองว่าการส่งออกแต่ละครั้ง จะไม่กระทบกระเทือนต่อการดารงอยู่ของชนิดพันธุ์นั้นในธรรมชาติ  ตัวอย่างของสัตว์ป่า ที่อยู่ในบัญชีนี้ได้แก่ ปลาฉลามขาว ( หมี ดา ( ม้าลายภูเขาฮาร์นมันน์ ( นกแก้ว จักจั่น ( อีกัวนาเขียว ( หอยสังข์ราชินี ( ปลาฉลามปากเป็ดมิสซิสซิปปี ( เป็นต้น  ตัวอย่างของพืชป่า ที่อยู่ในบัญชีนี้ได้แก่ แก้วเจ้าจอม ( พะยูง (
  • 107.
    ชนิดพันธุ์ในบัญชีหมายเลข ( ปลาฉลามขาว ( ม้าลายภูเขาฮาร์นมันน์( หอยสังข์ราชินี ( แก้วเจ้าจอม ( พะยูง ( อีกัวนาเขียว (
  • 108.
    ชนิดพันธุ์ในบัญชีอนุรักษ์ ชนิดพันธุ์ในบัญชีหมายเลข (  เป็นชนิดพันธุ์ที่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายของประเทศใดประเทศหนึ่งแล้วขอความร่วมมือประเทศภาคี สมาชิกให้ช่วยดูแลการนาเข้าคือจะต้องมีหนังสือรับรองการส่งออก จากประเทศถิ่นกาเนิด  ตัวอย่างของสัตว์ป่า ที่อยู่ในบัญชีนี้ได้แก่ สลอธ 2 นิ้ว (Choloepus hoffmanni) ชะมด แอฟริกา (Civettictis civetta) เต่าอัลลิเกเตอร์ (Macrochelys temminckii)  ตัวอย่างของพืชป่า ที่อยู่ในบัญชีนี้ได้แก่ เมื่อยขาว (Gnetum montanum Markgr.)  การกาหนดรายชื่อชนิดพันธุ์ในบัญชีไซเตสใช้ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ทั้งด้าน อนุกรมวิธาน (Taxonomy) และข้อมูลด้านชีววิทยา (Biological Parameter) ได้แก่ ข้อมูลสถานภาพของประชากร (Population Status) แนวโน้มประชากร (Population Trends) การแพร่กระจาย (Distribution) สถานะแหล่งที่อยู่อาศัย (Habitat Availability) แนวโน้มด้านภูมิศาสตร์ (Geographic Trends) และการถูกคุกคาม (Threats) เป็นตัวกาหนด นอกจากนี้ยังต้องคานึงถึงการใช้ประโยชน์ทางการค้า และสถานภาพการทางกฎหมายประกอบในการพิจารณาด้วย
  • 109.
    ชนิดพันธุ์ในบัญชีหมายเลข ( สลอธ 2นิ้ว (Choloepus hoffmanni) เต่าอัลลิเกเตอร์ (Macrochelys temminckii) ชะมดแอฟริกา (Civettictis civetta) เมื่อยขาว (Gnetum montanum Markgr.)
  • 110.
    หลักการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ 1. การใช้แบบยั่งยืน (sustainableutilization) หมายถึง การใช้ทรัพยากรธรรชาติอย่างเหมาะสมให้ได้ประโยชน์สูงสุด เมื่อใช้แล้วเกิดมลพิษน้อยสุดหรือไม่เกิดเลย หรือเมื่อเกิดของเสียและมลพิษในสิ่งแวดล้อมก็ต้องหาวิธีการบาบัด กาจัด ให้คืนสภาพหรือรีไซเคิล เพื่อให้มลพิษในสิ่งแวดล้อมลดน้อยลง 2. การเก็บกัก (storage) หมายถึง การรวบรวมและเก็บกักทรัพยากรที่มีแนวโน้มจะขาดแคลนได้ เพื่อเอาไว้ใช้ในอนาคต ซึ่งมีวัตถุประสงค์แตกต่างกันไป 3. การรักษาซ่อมแซม (repair) เมื่อทรัพยากรถูกทาลายโดยมนุษย์หรือโดยธรรมชาติก็ตามมีความจาเป็นที่จะต้องรักษา หรือซ่อมแซมให้กลับเป็นปกติ 4. การฟื้นฟู (rehabilitation) เมื่อทรัพยากรธรรมชาติเกิดความเสื่อมโทรมไปไม่ว่าจะมากหรือน้อยก็ตาม จึงมีความ จาเป็นที่จะต้องฟื้นฟูให้เป็นสภาพปกติเพื่อให้สามารถใช้ทรัพยากรได้อีก 5. การป้องกัน (prevention) การป้องกันเป็นวิธีการที่ปกป้องคุ้มครองทรัพยากรที่กาลังถูกทาลายหรือมีแนวโน้มว่าจะ ถูกทาลายให้สามารถอยู่ในสภาพปกติได้
  • 111.
    ชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ  เอเลียนสปีชีส์ หมายถึงสิ่งมีชีวิตที่เกิดขึ้นในที่ที่แตกต่างจากพื้นที่การแพร่กระจายตามธรรมชาติโดยสามารถจาแนก ออกได้เป็น 2 ประเภท ตามบทบาทที่มีผลต่อระบบนิเวศ คือ 1. ชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่ไม่รุกราน จัดเป็นชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่ไม่มีผลกระทบต่อระบบนิเวศโดยตรง 2. ชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่รุกราน จัดเป็นชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่จะมาแทนที่พันธุ์พื้นเมื่องเดิมที่มีอยู่ได้และยังสามารถขัดขาวงการ เจริญของพันธุ์อื่นๆ ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อระบบนิเวศ แนวทางและมาตรการในการป้องกัน 1. การระมัดระวัง 2. แนวทางบันไดสามขั้น ได้แก่ 2.1 การป้องกัน 2.2 การสืบพบ 2.3 การกาจัด 3. แนวทางเชิงระบบนิเวศ 4. ความรับผิดชอบของคนในสังคม 5. การวิจัยและติดตาม 6. การให้การศึกษาและเสริมสร้างความตระหนักแก่สาธารณชน
  • 118.
    “THE END” THANK YOUFOR YOUR ATTENTION!