แนวคิดเกี่ยวกับการวัดและข้อมูลในงานวิจัย
PART 1
ข้อมูลและการรวบรวมข้อมูล
ในการวิจัยจาเป็นจะต้องใช้ข้อมูลควบคู่ไปกับแนวคิด โดยการเชื่องโยงแนวคิด
เข้ากับข้อมูล ข้อมูลจึงเป็นสิ่งที่วัดได้ สิ่งที่นักวิจัยจะต้องทาความเข้าใจก็คือ
ข้อมูล
ประเภท
ของข้อมูล
คุณสมบัติ
ของข้อมูล
ชนิดของ
ข้อมูล
แนวคิด
ในการวัด
แนวคิดในการวัด
การวัด (Measurement) คือ กระบวนการที่ระบุความแตกต่างของคุณสมบัติ
ของหน่วยวิเคราะห์ว่ามีความแตกต่างกันหรือไม่ แตกต่างกันในลักษณะใด
และมากน้อยเพียงใด
เงื่อนไขสาคัญในการวัดตัวแปรมี ๒ ประการ คือ
- นิยามตัวแปรหรือสิ่งที่ต้องการจะวัดให้ชัดเจน
- มีมาตราและหน่วยที่ใช้วัด (Unit of measurement)
◼ การวัดในเชิงคุณลักษณะ (Qualitative measurement)
- การวัดคุณภาพหรือกายภาพที่แสดงลักษณะของปรากฏการณ์ที่สังเกต เช่น
ร้อน – เย็น, ดี – ไม่ดี, หนัก – เบา เป็นต้น การวัดในลักษณะนี้จึงเป็นการวัดใน
เชิงเปรียบเทียบ เพื่อแยกระดับของตัวแปรให้มีความแตกต่างกัน เช่น ความพึ่ง
พอใจ ทัศนคติ รสนิยม เป็นต้น
◼ การวัดในเชิงปริมาณ (Quantitative measurement)
- การจาแนกความแตกต่างที่สามารถบอกจานวน หรือขนาดที่แตกต่างกันได้
อย่างชัดเจน จึงสามารถนาจานวนมารวมกันหรือกระจายเป็นจานวนย่อย ๆ ได้
เช่น รายได้ของประชาชน ปริมาณเงินออม เป็นต้น
ชนิดของข้อมูล
ข้อมูลนามบัญญัติ (Nominal data)
- ข้อมูลที่ได้จากการวัดโดยการจาแนกตัวแปรออกตามลักษณะที่กาหนด
ขึ้น แล้วแทนแต่ละกลุ่มด้วยตัวเลข ตัวเลขเหล่านี้เป็นเพียงแต่ชื่อหรือนามไม่
อาจนามาใช้ในการคานวณทางเลขคณิตได้ (การบวก ลบ คูณ หารข้อมูลชนิดนี้
ไม่มีความหมาย)
- สถิติที่ใช้กับข้อมูลประเภทนี้ ได้แก่ ความถี่ อัตราร้อยละ ฐานนิยม
ส่วนสถิติที่นิยมใช้ในการทดสอบความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูลกลุ่มเดียวกันคือ
Chi - square
ตัวแปรเพศ :
๑ = เพศชาย
๒ = เพศหญิง
ตัวแปรระดับการศึกษา
๑ = ระดับประถมศึกษา
๒ = ระดับมัธยมศึกษา
๓ = ระดับอาชีวะศึกษา
๔ = ระดับอุดมศึกษา
◼ ข้อมูลเรียงอันดับ (Ordinal data)
- ข้อมูลที่ได้จากการวัดโดยการจัดอันดับให้เห็นความแตกต่าง
โดยแทนค่าด้วยตัวเลข แต่ตัวเลขเหล่านี้ไม่มีค่าทางเลขคณิตที่
แท้จริง คือ สามารถเปรียบเทียบค่า(มากกว่าน้อยกว่า)ระหว่างหน่วยที่
ได้ทาการวัดได้ แต่ยังไม่สามารถบอกปริมาณของความแตกต่างของ
แต่ละอันดับได้แน่นอนข้อมูลประเภทนี้จึงเป็นข้อมูลเชิงคุณภาพ
- สถิติที่ใช้กับข้อมูลชนิดนี้ ได้แก่ ความถี่ อัตราร้อยละ ค่า
สหสัมพันธ์ของสเปียร์แมน(Spearman rank correlation) หรือใช้
Chi-square
การวัดความนิยมของผู้บริโภค
๕ = ชอบมากที่สุด
๔ = ชอบมาก
๓ = ชอบ
๒ = ไม่ชอบ
๑ = ไม่ชอบมากที่สุด
การวัดความพอใจของลูกค้า
๕ = พอใจมากที่สุด
๔ = พอใจมาก
๓ = พอใจ
๒ = ไม่พอใจ
๑ = ไม่พอใจมากที่สุด
แนวคิดเกี่ยวกับการวัดและข้อมูลในงานวิจัย
PART 2
◼ ข้อมูลอันตรภาค (Interval data)
- ข้อมูลที่ได้จากการวัดโดยใช้มาตราและหน่วยการวัด แต่เป็น
การวัดของตัวแปรเป็นช่วง ๆ โดยมีช่วงความห่างที่แน่นอน จึงมี
คุณสมบัติทางเลขคณิต (บวก ลบ คูณ หาร) ครบถ้วน แต่ขาดคุณจุด
ศูนย์โดยธรรมชาติ เช่น คะแนนสอบ คะแนนทัศนคติ หรือระดับ
อุณหภูมิ
- สถิติที่ใช้กับข้อมูลประเภทนี้ คือ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต (Mean)
ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard deviation) การวิเคราะห์ถดถอย
(Regression analysis)
◼ ข้อมูลอัตราส่วน (Ratio data)
- ข้อมูลที่ได้จากการวัดโดยใช้มาตราและหน่วยวัดเช่นเดียวกับ
ข้อมูลอันตรภาค แต่มาตราและหน่วยวัดจาแนกค่าของตัวแปรแต่ละ
ค่าออกเป็นปริมาณหรือจานวนอย่างชัดเจน โดยแม้แต่ค่าศูนย์ก็
สามารถวัดได้
- ข้อมูลชนิดนี้มีคุณสมบัติทางเลขคณิตครบถ้วน (สามารถบวก
ลบ คูณ หารได้) และยังมีจุดศูนย์โดยธรรมชาติ
คุณสมบัติของข้อมูล
ความน่าเชื่อถือ (Reliability)
- ผลที่ได้จากการวัดเหมือนกันทุกครั้ง (สิ่งต่าง ๆ คงที่)
ความถูกต้องสมบูรณ์ (Validity)
- วัดได้ตรงกับประเด็นที่ต้องการ
ความเกี่ยวเนื่อง (Relevancy)
- มีความหมายและเกี่ยวเนื่องกับสิ่งที่ศึกษา
ความไม่มีอคติ (Unbiased)
- แสดงถึงคุณสมบัติที่แท้จริงของสิ่งที่วัด
ประเภทของข้อมูล
จาแนกตามแหล่งที่มาออกได้เป็น ๓ ประเภท คือ
๑. ข้อมูลปฐมภูมิ (Primary data)
๒. ข้อมูลทุติยภูมิ (Secondary data)
๓. ข้อมูลเชิงคุณภาพหรือข้อสนเทศ
◼ ข้อมูลปฐมภูมิ (Primary data)
- ข้อมูลที่ผู้วิจัยต้องเก็บขึ้นมาใหม่เพื่อวัตถุประสงค์ของการวิจัยนั้น
โดยเฉพาะ ซึ่งอาจใช้วิธีเก็บข้อมูลได้หลายวิธี เช่น การสัมภาษณ์ (Interview)
การสนทนากลุ่ม (Focus group) , การสังเกต (Observation) , การใช้
แบบสอบถามทางไปรษณีย์ (Mail questionnaire) เป็นต้น
ข้อดี
➢ ได้ข้อมูลตรงตามที่ต้องการ
➢ สามารถควบคุมเรื่องคุณภาพของ
การเก็บข้อมูล
ข้อเสีย
➢ ค่าใช้จ่ายสูง/เสียเวลา
➢ อาจได้ข้อมูลไม่ครบถ้วน
➢ ข้อมูลไม่ได้คุณภาพ
◼ ข้อมูลทุติยภูมิ (Secondary data)
- ข้อมูลที่ผู้อื่น หรือหน่วยงานต่าง ๆ ได้ทาการเก็บรวบรวมไว้แล้ว โดย
ส่วนใหญ่จะเก็บไว้ในรูปของเอกสาร เช่น รายงานประจาปี เอกสารวิชาการ
ข้อดี
➢ ไม่สิ้นเปลืองทรัพยากร
➢ ประหยัดเวลาในการเก็บข้อมูล
➢ ได้ข้อมูลย้อนหลังไปหลายช่วงเวลา
ข้อเสีย
➢ ข้อมูลอาจไม่ตรงตามความ
ต้องการ
➢ อาจได้ข้อมูลที่ไม่ทันสมัย
➢ ข้อมูลอาจมีความคาดเคลื่อน
ไปจากสถานการณ์จริง
◼ ข้อมูลเชิงคุณภาพหรือข้อมูลสนเทศ
- ข้อมูลที่ได้จากการสังเกต การจดบันทึกเหตุการณ์และพูดคุยกัน
ระหว่างผู้วิจัยกับผู้ให้สัมภาษณ์ โดยข้อมูลที่ได้ไม่ได้วัดออกมาเป็นตัวเลข เป็น
เพียงข้อความที่แสดงความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องที่ศึกษา ซึ่งอาจใช้วิธีการ
ทางมนุษยวิทยา การประชุมระดมสมอง (Brain-storming) การสนทนากลุ่ม
(Focus group) เป็นต้น

Measurement and data presentation

  • 1.
  • 2.
    ข้อมูลและการรวบรวมข้อมูล ในการวิจัยจาเป็นจะต้องใช้ข้อมูลควบคู่ไปกับแนวคิด โดยการเชื่องโยงแนวคิด เข้ากับข้อมูล ข้อมูลจึงเป็นสิ่งที่วัดได้สิ่งที่นักวิจัยจะต้องทาความเข้าใจก็คือ ข้อมูล ประเภท ของข้อมูล คุณสมบัติ ของข้อมูล ชนิดของ ข้อมูล แนวคิด ในการวัด
  • 3.
    แนวคิดในการวัด การวัด (Measurement) คือกระบวนการที่ระบุความแตกต่างของคุณสมบัติ ของหน่วยวิเคราะห์ว่ามีความแตกต่างกันหรือไม่ แตกต่างกันในลักษณะใด และมากน้อยเพียงใด เงื่อนไขสาคัญในการวัดตัวแปรมี ๒ ประการ คือ - นิยามตัวแปรหรือสิ่งที่ต้องการจะวัดให้ชัดเจน - มีมาตราและหน่วยที่ใช้วัด (Unit of measurement)
  • 4.
    ◼ การวัดในเชิงคุณลักษณะ (Qualitativemeasurement) - การวัดคุณภาพหรือกายภาพที่แสดงลักษณะของปรากฏการณ์ที่สังเกต เช่น ร้อน – เย็น, ดี – ไม่ดี, หนัก – เบา เป็นต้น การวัดในลักษณะนี้จึงเป็นการวัดใน เชิงเปรียบเทียบ เพื่อแยกระดับของตัวแปรให้มีความแตกต่างกัน เช่น ความพึ่ง พอใจ ทัศนคติ รสนิยม เป็นต้น ◼ การวัดในเชิงปริมาณ (Quantitative measurement) - การจาแนกความแตกต่างที่สามารถบอกจานวน หรือขนาดที่แตกต่างกันได้ อย่างชัดเจน จึงสามารถนาจานวนมารวมกันหรือกระจายเป็นจานวนย่อย ๆ ได้ เช่น รายได้ของประชาชน ปริมาณเงินออม เป็นต้น
  • 5.
    ชนิดของข้อมูล ข้อมูลนามบัญญัติ (Nominal data) -ข้อมูลที่ได้จากการวัดโดยการจาแนกตัวแปรออกตามลักษณะที่กาหนด ขึ้น แล้วแทนแต่ละกลุ่มด้วยตัวเลข ตัวเลขเหล่านี้เป็นเพียงแต่ชื่อหรือนามไม่ อาจนามาใช้ในการคานวณทางเลขคณิตได้ (การบวก ลบ คูณ หารข้อมูลชนิดนี้ ไม่มีความหมาย) - สถิติที่ใช้กับข้อมูลประเภทนี้ ได้แก่ ความถี่ อัตราร้อยละ ฐานนิยม ส่วนสถิติที่นิยมใช้ในการทดสอบความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูลกลุ่มเดียวกันคือ Chi - square
  • 6.
    ตัวแปรเพศ : ๑ =เพศชาย ๒ = เพศหญิง ตัวแปรระดับการศึกษา ๑ = ระดับประถมศึกษา ๒ = ระดับมัธยมศึกษา ๓ = ระดับอาชีวะศึกษา ๔ = ระดับอุดมศึกษา
  • 7.
    ◼ ข้อมูลเรียงอันดับ (Ordinaldata) - ข้อมูลที่ได้จากการวัดโดยการจัดอันดับให้เห็นความแตกต่าง โดยแทนค่าด้วยตัวเลข แต่ตัวเลขเหล่านี้ไม่มีค่าทางเลขคณิตที่ แท้จริง คือ สามารถเปรียบเทียบค่า(มากกว่าน้อยกว่า)ระหว่างหน่วยที่ ได้ทาการวัดได้ แต่ยังไม่สามารถบอกปริมาณของความแตกต่างของ แต่ละอันดับได้แน่นอนข้อมูลประเภทนี้จึงเป็นข้อมูลเชิงคุณภาพ - สถิติที่ใช้กับข้อมูลชนิดนี้ ได้แก่ ความถี่ อัตราร้อยละ ค่า สหสัมพันธ์ของสเปียร์แมน(Spearman rank correlation) หรือใช้ Chi-square
  • 8.
    การวัดความนิยมของผู้บริโภค ๕ = ชอบมากที่สุด ๔= ชอบมาก ๓ = ชอบ ๒ = ไม่ชอบ ๑ = ไม่ชอบมากที่สุด การวัดความพอใจของลูกค้า ๕ = พอใจมากที่สุด ๔ = พอใจมาก ๓ = พอใจ ๒ = ไม่พอใจ ๑ = ไม่พอใจมากที่สุด
  • 9.
  • 10.
    ◼ ข้อมูลอันตรภาค (Intervaldata) - ข้อมูลที่ได้จากการวัดโดยใช้มาตราและหน่วยการวัด แต่เป็น การวัดของตัวแปรเป็นช่วง ๆ โดยมีช่วงความห่างที่แน่นอน จึงมี คุณสมบัติทางเลขคณิต (บวก ลบ คูณ หาร) ครบถ้วน แต่ขาดคุณจุด ศูนย์โดยธรรมชาติ เช่น คะแนนสอบ คะแนนทัศนคติ หรือระดับ อุณหภูมิ - สถิติที่ใช้กับข้อมูลประเภทนี้ คือ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต (Mean) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard deviation) การวิเคราะห์ถดถอย (Regression analysis)
  • 11.
    ◼ ข้อมูลอัตราส่วน (Ratiodata) - ข้อมูลที่ได้จากการวัดโดยใช้มาตราและหน่วยวัดเช่นเดียวกับ ข้อมูลอันตรภาค แต่มาตราและหน่วยวัดจาแนกค่าของตัวแปรแต่ละ ค่าออกเป็นปริมาณหรือจานวนอย่างชัดเจน โดยแม้แต่ค่าศูนย์ก็ สามารถวัดได้ - ข้อมูลชนิดนี้มีคุณสมบัติทางเลขคณิตครบถ้วน (สามารถบวก ลบ คูณ หารได้) และยังมีจุดศูนย์โดยธรรมชาติ
  • 12.
    คุณสมบัติของข้อมูล ความน่าเชื่อถือ (Reliability) - ผลที่ได้จากการวัดเหมือนกันทุกครั้ง(สิ่งต่าง ๆ คงที่) ความถูกต้องสมบูรณ์ (Validity) - วัดได้ตรงกับประเด็นที่ต้องการ ความเกี่ยวเนื่อง (Relevancy) - มีความหมายและเกี่ยวเนื่องกับสิ่งที่ศึกษา ความไม่มีอคติ (Unbiased) - แสดงถึงคุณสมบัติที่แท้จริงของสิ่งที่วัด
  • 13.
    ประเภทของข้อมูล จาแนกตามแหล่งที่มาออกได้เป็น ๓ ประเภทคือ ๑. ข้อมูลปฐมภูมิ (Primary data) ๒. ข้อมูลทุติยภูมิ (Secondary data) ๓. ข้อมูลเชิงคุณภาพหรือข้อสนเทศ
  • 14.
    ◼ ข้อมูลปฐมภูมิ (Primarydata) - ข้อมูลที่ผู้วิจัยต้องเก็บขึ้นมาใหม่เพื่อวัตถุประสงค์ของการวิจัยนั้น โดยเฉพาะ ซึ่งอาจใช้วิธีเก็บข้อมูลได้หลายวิธี เช่น การสัมภาษณ์ (Interview) การสนทนากลุ่ม (Focus group) , การสังเกต (Observation) , การใช้ แบบสอบถามทางไปรษณีย์ (Mail questionnaire) เป็นต้น ข้อดี ➢ ได้ข้อมูลตรงตามที่ต้องการ ➢ สามารถควบคุมเรื่องคุณภาพของ การเก็บข้อมูล ข้อเสีย ➢ ค่าใช้จ่ายสูง/เสียเวลา ➢ อาจได้ข้อมูลไม่ครบถ้วน ➢ ข้อมูลไม่ได้คุณภาพ
  • 15.
    ◼ ข้อมูลทุติยภูมิ (Secondarydata) - ข้อมูลที่ผู้อื่น หรือหน่วยงานต่าง ๆ ได้ทาการเก็บรวบรวมไว้แล้ว โดย ส่วนใหญ่จะเก็บไว้ในรูปของเอกสาร เช่น รายงานประจาปี เอกสารวิชาการ ข้อดี ➢ ไม่สิ้นเปลืองทรัพยากร ➢ ประหยัดเวลาในการเก็บข้อมูล ➢ ได้ข้อมูลย้อนหลังไปหลายช่วงเวลา ข้อเสีย ➢ ข้อมูลอาจไม่ตรงตามความ ต้องการ ➢ อาจได้ข้อมูลที่ไม่ทันสมัย ➢ ข้อมูลอาจมีความคาดเคลื่อน ไปจากสถานการณ์จริง
  • 16.
    ◼ ข้อมูลเชิงคุณภาพหรือข้อมูลสนเทศ - ข้อมูลที่ได้จากการสังเกตการจดบันทึกเหตุการณ์และพูดคุยกัน ระหว่างผู้วิจัยกับผู้ให้สัมภาษณ์ โดยข้อมูลที่ได้ไม่ได้วัดออกมาเป็นตัวเลข เป็น เพียงข้อความที่แสดงความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องที่ศึกษา ซึ่งอาจใช้วิธีการ ทางมนุษยวิทยา การประชุมระดมสมอง (Brain-storming) การสนทนากลุ่ม (Focus group) เป็นต้น