ความหมายของการวัดผล การทดสอบ และการประเมิน การวัดผล  ( Measurement )  หมายถึง กระบวนการปริมาณ หรือจำนวนของสิ่งต่างๆโดยใช้เครื่องมือ อย่างใดอย่างหนึ่ง ผลจากการวัดถึงจะออกมาเป็นตัวเลขหรือสัญลักษณ์ การทดสอบการศึกษา หมายถึง กระบวนการวัดผลอย่างหนึ่งที่กระทำอย่างมีระบบเพื่อใช้ในการเปรียบเทียบความสามารถของบุคคล โดยใช้ข้อสอบหรือคำถามในการวัดผล การประเมินผล  ( Evaluation )  หมายถึง การตัดสินใจ หรือวินิจฉัยสิ่งต่างๆ ที่ได้จากการวัดผล บลู  ( Bloom )  และคณะ ได้แบ่งพฤติกรรมที่จะวัดออกเป็น ๓ ลักษณะ ๑ . วัดพฤติกรรมด้านพุทธิพิสัย ๒ . วัดพฤติกรรมด้านจิตพิสัย ๓ . วัดพฤติกรรมด้านทักษะพิสัย
จุดมุ่งหมายของการวัดผลการศึกษา ๑ . เพื่อพัฒนาสมรรถภาพของนักเรียน คือ วัดเพื่อดูว่านักเรียนบอพร่องหรือไม่เข้าใจในเรื่องใด ๒ . เพื่อวินิจฉัย หมายถึง วัดผลเพื่อค้นหาจุดบกพร่องของนักเรียนที่มีปัญหา ๓ . เพื่อจัดอันดับหรือตำแหน่ง หมายถึง วัดผลเพื่อจัดอันดับความสามารถของนักเรียน ๔ . เพื่อเปรียบเทียบหรือทราบพัฒนาการของนักเรียน คือ วัดผลเพื่อเปรียบเทียบความสามารถของนักเรียนเอง ๕ . วัดผลเพื่อพยากรณ์ หมายถึง การวัดเพื่อนำผลไปคาดคะเนหรือทำนายเหตุการณ์ในอนาคต ๖ . วัดเพื่อประเมินผล หมายถึง การวัดเพ่อนำผลที่ได้มาตัดสิน หรือสรุปคุณภาพของการจัดการเรียนการสอน ว่ามีประสิทธิภาพสูงหรือต่ำ
หลักการวัดผลการศึกษา ๑ . ต้องวัดให้ตรงกับจุดหมายของการเรียนการสอน ๒ . เลือกใช้เครื่องมือที่ดีและเหมาะสม  ๓ . ระวังความคลาดเคลื่อนหรือความผิดพลาดของการวัด ๔ . ประเมินผลการวัดให้ถูกต้อง ๕ . ใช้ผลการวัดให้คุ้มค่า
เครื่องมือที่ใช้ในการวัดผล ๑ . การสังเกต  ( Observation ) การสังเกต คือ การพิจารณาปรากฏการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นเพื่อค้นหาความเป็นจริงบางประการโดยอาศัยประสาท สัมผัสของผู้สังเกตโดยตรง รูปแบบของการสังเกต ๑ . การสังเกตโดยผู้สังเกตเข้าไปร่วมในเหตุการณ์หรือกิจกรรม คือ สังเกตที่ผู้สังเกตเข้าไปมีส่วนรวม ๒ . การสังเกตโดยผู้สังเกตไม่ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในเหตุการณ์ คือ สังเกตที่ผู้สังเกตอยู่ภายนอกของผู้สังเกต คือสังเกตในฐานะเป็นบุคคลภายนอก ๒ . ๑การสังเกตแบบไม่มีโครงสร้าง หมายถึง การสังเกตที่ผู้สังเกตไม่ได้กำหนดหัวข้อเรื่องเฉพาะเอาไว้ ๒ . ๒การสังเกตแบบมีโครงสร้าง หมายถึง การสังเกตที่ผู้สังเกตกำหนดเรื่องที่จะสังเกตเฉพาะเอาไว้
๒ . การสัมภาษณ์  ( Interview ) การสัมภาษณ์ คือ การสนทนาหรือการพูดคุยโต้ตอบอย่างมีจุดมุ่งหมาย เพื่อค้นหาความรู้ ความจริง ตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ล่วงหน้า รูปแบบของการสัมภาษณ์ ๑ . การสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้าง คือ การสัมภาษณ์แบบที่ไม่ใช้แบบสัมภาษณ์ คือ ไม่ต้องจำเป็นต้องใช้คำถามที่เหมือนกันหมด ๒ . การสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง คือ สัมภาษณ์ผู้ที่สัมภาษณ์จะใช้แบบสัมภาษณ์ที่สร้างขึ้นมาไว้แล้ว
๓ . แบบสอบถาม  ( Questionnaire ) แบบสอบถามเป็นเครื่องมือชนิดหนึ่งที่นิยมใช้กันมาก โดยเฉพาะการเก็บข้อมูลทางสังคมศาสตร์ ทั้งนี้เพราะเป็นวิธีการที่สะดวก และสามารถใช้วัดได้อย่างกว้างขวาง รูปแบบของแบบสอบถาม ๑ . แบบสอบถามชนิดปลายเปิด ( Open-ended Form ) แบบสอบถามชนิดนี้ไม่กำหนดคำตอบไว้ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้สอบเขียนคำตอบได้อย่างอิสระด้วยความคิดของตนเอง เพราะผู้เขียนจะต้องใช้การวิเคราะห์อย่างมากกับคำถาม
๒ . แบบสอบถามปลายปิด ( Closed-ended Form ) แบบสอบถามชนิดนี้ประกอบไปด้วย ข้อคำถามและตัวเลือก ซึ่งสร้างขึ้นโดยคาดว่าผู้ตอบ สามารถเลือกคำตอบได้ตามความต้องการ แบบสอบถามชนิดนี้แบ่งเป็น ๔ แบบ ๒ . ๑แบบตรวจสอบรายการ  ( Checklist )  เป็นการสร้างรายการของข้อคำถามที่เกี่ยวข้องหรือสัมพันธ์กับคุณลักษณะของพฤติกรรม แต่ละรายการที่ถูกประเมิน ๒ . ๒มาตราส่วนประมาณค่า  ( Rating Scale )  เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการประเมินการปฏิบัติกิจกรรม ทักษะต่างๆ มีระดับความเข้มให้พิจารณา ๒ . ๓แบบจัดอันดับ  ( Rank Order )  มักจะให้ผู้ตอบจัดอันดับความสำคัญหรือคุณภาพโดยให้ผู้ตอบเรียงลำดับตามความเข้มจากมากไปหาน้อย ๒ . ๔แบบเติมคำสั้นๆ ในช่องว่าง แบบสอบถามลักษณะนี้จะต้องกำหนดขอบเขตจำเพาะเจาะจงลงไป
๔ . การจัดอันดับ  ( Rank Order ) เป็นเครื่องมือวัดผลให้นักเรียน หรือผู้ที่ได้รับแบบสอบถามเป็นผู้ตอบ โดยการจัดอันดับความสำคัญ หรือจัดอันดับคุณภาพ ๕ . การประเมินผลจากสภาพจริง  ( Authentic Assessment ) คือ กระบวนการสังเกต การบันทึก หรือการรวบรวมข้อมูลและวิธีการที่นักเรียนได้ทำการประเมินจากสภาพจริง ซึ่งจะเน้นให้นักเรียนสามารถแก้ไขปัญหา เป็นผู้ค้นพบและผลิตความรู้ให้นักเรียนได้ฝึกปฏิบัติจริง
๖ . การวัดผลภาคปฏิบัติ  ( Performance Assessment ) การวัดผลภาพปฏิบัติ เป็นการวัดผลงานที่ให้นักเรียนลงมือปฏิบัติ ซึ่งสามารถวัดได้ทั้งกระบวนการและผลงาน ในสถานการณ์จริง หรือในสถานการณ์จำลอง สิ่งที่ควรคำนึงในการสอบวัดภาคปฏิบัติคือ ๑ . ขั้นเตรียมงาน ๒ . ขั้นปฏิบัติงาน ๓ . เวลาที่ใช้ในการทำงาน ๔ . ผลงาน ๗ . การประเมินผลโดยใช้แฟ้มสะสมผลงาน  ( Portfolios ) เป็นแนวทางในการประเมินผลโดยการรวมข้อมูลที่ครูและผู้เรียนได้ทำกิจกรรมต่างๆร่วมกัน โดยการกระทำอย่างต่อเนื่องตลอดภาคการศึกษา ดังนั้นการวัดผลและประเมินผลโดยใช้แฟ้มสะสมผลงานส่วนหนึ่งด้วย
๘ . แบบทดสอบ ( Test ) แบบทดสอบ หมายถึง ชุดคำถามหรือกลุ่มงานใดๆ ที่สร้างขึ้นเพื่อชักนำให้ผู้ถูกทดสอบ แสดงพฤติกรรม หรือ ปฏิบัติโต้ตอบอย่างใดอย่างหนึ่งออกมาให้สามารถสังเกตได้ ประเภทของแบบทดสอบ สามารถแบ่งประเภทออกได้หลายลักษณะ ขึ้นอยู่กับเกณฑ์ที่ใช้ ดังนี้ ๘ . ๑แบ่งตามพฤติกรรมหรือสมรรถภาพที่จะวัด แบ่งได้ ๓ ประเภท
๑ . แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์  ( Achievement Test )  หมายถึง แบบทอดสอบที่วัดสมรรถภาพสมองด้านต่างๆ ที่นักเรียนได้เรียนรู้ผ่านมาแล้วมีอยู่เท่าไร แบบทดสอบแบ่งออกเป็น ๒ ชนิด ๑ . ๑ แบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้น หมายถึง แบบทดสอบที่มุ่งวัดผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียนเฉพาะกลุ่มที่ครูสอน ๑ . ๒ แบบทดสอบมาตรฐาน หมายถึง แบบทดสอบที่มุ่งวัดผลสัมฤทธิ์มีจุดมุ่งหมายเพื่อเปรียบเทียบคุณภาพต่างๆ ของนักเรียนที่ต่างกลุ่มกัน
๒ . แบบทดสอบวัดความถนัด  ( Aptitude Test )  หมายถึง แบบทดสอบที่มุ่งวัดสมรรถภาพของผู้เรียน แบ่งเป็น ๒ แบบ คือ ๒ . ๑แบบทดสอบวัดความถนัดทางการเรียน คือ แบบทดสอบที่มุ่งวัดความถนัดทางด้านวิชาการต่างๆ เช่น ด้านภาษา ๒ . ๒แบบทดสอบความถนัดเฉพาะ คือ แบบทดสอบที่มุ่งวัดความถนัดเฉพาะที่เกี่ยวกับงานอาชีพต่างๆ หรือความสามารถพิเศษ เช่น ความสามารถทางด้านดนตรี
๘ . ๒ แบ่งตามลักษณะการตอบ   ๑ . แบบทดสอบภาคปฏิบัติ ๒ . แบบทดสอบข้อเขียน  ๓ . แบบทดสอบปากเปล่า ๘ . ๓ แบ่งตามเวลาที่กำหนดให้ตอบ   ๑ . แบบทดสอบที่จำกัดเวลาในการตอบ ๒ . แบบทดสอบที่ไม่จำกัดเวลาในการตอบ
๘ . ๔ แบ่งตามจำนวนผู้เข้าสอบ   ๑ . แบบทดสอบเป็นรายบุคคล   ๒ . แบบทดสอบเป็นชั้นเป็นหมู่  ๘ . ๕ แบ่งตามสิ่งเร้าของการถาม ๑ . แบบทดสอบทางภาษา   ๒ . แบบทดสอบที่ไม่ใช้ภาษา
๘ . ๖ แบ่งตามลักษณะของการใช้ประโยชน์  ๑ . แบบทดสอบย่อย ๒ . แบบทดสอบรวม  ๘ . ๗ แบ่งตามเนื้อหาของข้อสอบในฉบับ ๑ . แบบทดสอบอัตนัย ๒ . แบบทดสอบปรนัย
๙ . การสังเกต ( Observation ) การสังเกตการณ์รวบรวมข้อมูล โดยใช้ประสาทสัมผัสของผู้สังเกตเป็นเครื่อง โดยเฉพาะตา และหู เพื่อเป็นการเก็บข้อมูลตามที่ปรากฏโดยไม่ต้องแปลความหมาย ธรรมชาติของข้อมูลจากการสังเกต  แบ่งได้ ๒ ระดับ คือ ๑ . เป็นรูปธรรม คือข้อมูลเช่นนี้สามารถสังเกตได้โยตรง  ๒ . เป็นนามธรรม คือเป็นข้อมูลที่ไม่ต้องสังเกตโดยตรง
ชนิดของการสังเกต ซึ่งสามารถแบ่งเป็น ๒ ชนิดใหญ่ คือ ๑ . การสังเกตแบบมีส่วนร่วม คือ วิธีการสังเกตที่ผู้สังเกตเข้าไปมีส่วนร่วมในหมู่หรือกลุ่มบุคคลที่จะสังเกต ๒ . การสังเกตแบบไม่มีส่วนร่วม คือ วิธีการสังเกตที่ผู้สังเกตอยู่นอกกลุ่มของผู้ถูกสังเกต ลักษณะของการสังเกตที่ดี การสังเกตที่ดี มีลักษณะดังนี้ ๑ . กำหนดจุดมุ่งหมายของการสังเกต ๒ . วางแผนการสังเกตไว้ล่วงหน้า ๓ . ควรสังเกตโดยผู้ถูกสังเกตไม่รู้ตัว ๔ . ควรระวังอย่าให้เกิดการลำเอียงในขณะที่สังเกต ๕ . ควรสังเกตหลายๆครั้ง เพื่อเป็นการตรวจสอบความแน่ใจ ๖ . ควรมีการบันทึกการสังเกตทุกครั้ง เพื่อป้องกันการลืม
๑๐ . การสัมภาษณ์ เป็นการสนทนาอย่างมีจุดมุ่งหมาย เพื่อต้องการผลอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นกระบวนการสื่อสารระหว่างบุคคลสองคน หรือระหว่างบุคคลกับกลุ่ม โดยมีจุดมุ่งหมายที่แน่นนอน ซึ่งการสัมภาษณ์จะทำให้ทราบถึงข้อมูลของผู้ถูกสัมภาษณ์ ในด้านต่างๆ ประเภทของการสัมภาษณ์มี  2  แบบ คือ การสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้างแน่นอน และ การสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้างแน่นอน ๑๑ . การสอบถามและแบบสำรวจ เป็นชุดคำถามท่าร้างขึ้นเพื่อรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับตัวของบุคคลในการทำแบบสำรวจ ซึ่งประเภทของแบบสอบถามมี ๒ ประเภท คือ แบบสอบถามปลายเปิด กับ แบบสอบภามปลายปิด
๑๒ . แบบสำรวจ  ( Checklists ) เป็นเครื่องมือที่ใช้กันมาก โดยปกติจะประกอบด้วยบัญชีรายการสิ่งของหรือเรื่องราวต่างๆ ที่จะให้ผู้ตอบ ตอบในลักษณะให้เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งแบบสำรวจประเภทนี้จะทำให้ทราบว่ามีสิ่งต่างๆเกิดขึ้นตามรายการต่างๆที่กำหนดไว้ การวิเคราะห์ข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูลเป็นกระบวนการนำข้อมูลซึ่งเก็บรวบรวมไว้ได้มากระทำโดยไม่จำกัด และแยกประเภท เพื่อใช้ในทางสถิติ ในการตอบคำถามจุดประสงค์ตามจุดมุ่งหมาย
ลักษณะของข้อมูล ข้อมูล หมายถึง ข้อเท็จจริงหรือข่าวสาร เกี่ยวกับเรื่องต่างๆที่น่าสนใจจะศึกษา ข้อมูลแบ่งได้ ๒ ประเภท คือ ข้อมูลเชิงคุณภาพ และ ข้อมูลเชิงปริมาณ ประเภทของการวิเคราะห์ข้อมูล แบ่งออกเป็น ๒ ประเภท คือ ๑ . การวิเคราะห์โดยไม่ใช้วิธีการทางสถิติ ๒ . การวิเคราะห์โดยใช้วิธีการทางสถิติ
การประเมินผลทางการศึกษา การประเมินผลทางการศึกษา หมายถึง กระบวนการในการตัดสินใจลงสรุปคุณลักษณะหรือพฤติกรรมของนักเรียนว่ามี คุณภาพดีระดับใดโดยอาศัยเกณฑ์อย่างใดอย่างหนึ่งในการเปรียบเทียบ มีองค์ประกอบ ๓ ประการคือ ผลการวัด เกณฑ์การพิจารณา และการตัดสินใจ
ขอบข่ายของการประเมินผลทางการศึกษา การประเมินทางการศึกษามีขอบข่ายกว้าง แคบเพียงใดจะครอบคลุมสิ่งใดบ้างนั้นขึ้นอยู่กับความเข้าใจและการมองของคำว่า การศึกษา กล่าวคือ ถ้ามองภาพการศึกษาว่าเป็นการเรียนการสอนในห้องเรียนเพื่องอย่างเดียว การประเมินก็จะถูกประเมินในห้องเรียนเพียงอย่างเดียว การประเมินทางการศึกษามีวามหมายทางการประเมินพอสรุปได้ ๓ อุปสรรคดังนี้ ๑ . การประเมินเพื่อวินิจฉัย เป็นการประเมินเพื่อตรวจสอบหาข้อบกพร่อง ปัญหาหรืออุปสรรค ๒ . การประเมินเพื่อปรับปรุง เป็นการปรับปรุงระหว่างการดำเนินงานโดยพิจารณาว่าจุดมุ่งหมายที่ตั้งไว้ตรงกับความต้องหารหรือไม่ ๓ . การประเมินเพื่อตัดสินเพื่อลงสรุป เป็นการประเมินการดำเนินงานว่าการดำเนินงานนั้นมีประสิทธิภาพหรือไม่
ความสำคัญของการประเมิน ๑ . ช่วยชี้ให้เห็นว่าการดำเนินงานเหมาะสมเพียงใด ๒ . ทำให้ทราบว่าการดำเนินงานบรรลุตามจุดประสงค์หรือไม่ ๓ . ช่วยกระตุ้นให้มีการเร่งรัด ปรับปรุง และการดำเนินงาน ๔ . ช่วยเห็นข้อบกพร่องในการดำเนินงานในแต่ละขั้นตอนเป็นหลักในการปรับปรุงในการดำเนินงาน ๕ . ช่วยควบคุมการดำเนินงานให้มีประสิทธิภาพ ๖ . เป็นแนวทางในการกำหนดวิธีการในการดำเนินงานครั้งต่อไป
หลักการของการประเมินผลทางการเรียน ๑ . กำหนดสิ่งที่จะประเมินให้ชัดเจนและวัดได้ ๒ . วางแผนการประเมินให้รัดกุม ๓ . เกณฑ์ที่ใช้ในการประเมินต้องสัมพันธ์กับสิ่งที่ต้องการวัดและจุดมุ่งหมายของการประเมิน ๔ . เลือกใช้เครื่องมอในการประเมินที่มีคุณภาพให้เหมาะสมกับสิ่งที่จะประเมิน ๕ . ปราศจากความลำเอียง
การกำหนดสิ่งที่จะประเมินเกี่ยวกับการเรียนการสอน ๑ . การประเมินก่อนมีการเรียนการสอน ๒ . การประเมินขณะมีการทำการเรียนการสอน ๓ . การประเมินผลเมื่อสิ้นสุดการเรียนการสอน  เป็นการประเมินโดยสรุปของการเรียนการสอน ซึ่งจะวัด  2  ด้าน คือ พฤติกรรมด้านพุทธิพิสัย พฤติกรรมด้านจิตพิสัย และพฤติกรรมด้านทักษะพิสัย
จาการเรียนรู้โดยทั่วไปอาจแยกลักษณะการประเมินผลจากข้อมูลออกเป็น ๒ วิธี ที่สำคัญ คือ ๑ . การประเมินผลแบบอิงเกณฑ์  ( Criterion Referenced Evaluation ) เป็นการวัดเพื่อต้องการทราบว่าบุคคลนั้นมีความสามารถถึงเกณฑ์ที่กำหนดหรือไม่ ซึ่งการประเมินต้องนำคะแนนที่ได้ไปเทียบกับเกณฑ์ที่กำหนดไว้  ข้อควรคำนึงการประเมินแบบอิงเกณฑ์ ๑ . วัตถุประสงค์การสอนต้องชัดเจน ๒ . ข้อสอบมีความเที่ยงตรงสูงและครอบคลุมวัตถุประสงค์การสอน ๓ . เกณฑ์ที่วัดต้องเด่นชัด มีหลักเกณฑ์ที่อ้างอิงอย่างยุติธรรม
๒ . การประเมินแบบอิงกลุ่ม  ( Norm Referenced Evaluation ) เป็นการวัดเพื่อเปรียบเทียบคะแนนของบุคคลใดบุคคลหนึ่งกับบุคคลอื่น คือ จำแนก คะแนนสูงสุดจนต่ำสุดแล้วจึงนำคะแนนเหล่านั้นมาเปรียบเทียบเพื่อ ประเมิน ต่อไป ข้อคำนึงการประเมินแบบอิงกลุ่ม ๑ . ข้อสอบต้องมีคุณภาพสูง มีความเชื่อมั่นและเที่ยงตรง ๒ . ข้อสอบที่ใช้จะต้องครอบคลุมเนื้อหาทั้งหมด การประเมินจะต้องมีความยุติธรรม ตามสภาพความเป็นจริงของผลการเรียน

การวัดผลและประเมินผล

  • 1.
  • 2.
    ความหมายของการวัดผล การทดสอบ และการประเมินการวัดผล ( Measurement ) หมายถึง กระบวนการปริมาณ หรือจำนวนของสิ่งต่างๆโดยใช้เครื่องมือ อย่างใดอย่างหนึ่ง ผลจากการวัดถึงจะออกมาเป็นตัวเลขหรือสัญลักษณ์ การทดสอบการศึกษา หมายถึง กระบวนการวัดผลอย่างหนึ่งที่กระทำอย่างมีระบบเพื่อใช้ในการเปรียบเทียบความสามารถของบุคคล โดยใช้ข้อสอบหรือคำถามในการวัดผล การประเมินผล ( Evaluation ) หมายถึง การตัดสินใจ หรือวินิจฉัยสิ่งต่างๆ ที่ได้จากการวัดผล บลู ( Bloom ) และคณะ ได้แบ่งพฤติกรรมที่จะวัดออกเป็น ๓ ลักษณะ ๑ . วัดพฤติกรรมด้านพุทธิพิสัย ๒ . วัดพฤติกรรมด้านจิตพิสัย ๓ . วัดพฤติกรรมด้านทักษะพิสัย
  • 3.
    จุดมุ่งหมายของการวัดผลการศึกษา ๑ .เพื่อพัฒนาสมรรถภาพของนักเรียน คือ วัดเพื่อดูว่านักเรียนบอพร่องหรือไม่เข้าใจในเรื่องใด ๒ . เพื่อวินิจฉัย หมายถึง วัดผลเพื่อค้นหาจุดบกพร่องของนักเรียนที่มีปัญหา ๓ . เพื่อจัดอันดับหรือตำแหน่ง หมายถึง วัดผลเพื่อจัดอันดับความสามารถของนักเรียน ๔ . เพื่อเปรียบเทียบหรือทราบพัฒนาการของนักเรียน คือ วัดผลเพื่อเปรียบเทียบความสามารถของนักเรียนเอง ๕ . วัดผลเพื่อพยากรณ์ หมายถึง การวัดเพื่อนำผลไปคาดคะเนหรือทำนายเหตุการณ์ในอนาคต ๖ . วัดเพื่อประเมินผล หมายถึง การวัดเพ่อนำผลที่ได้มาตัดสิน หรือสรุปคุณภาพของการจัดการเรียนการสอน ว่ามีประสิทธิภาพสูงหรือต่ำ
  • 4.
    หลักการวัดผลการศึกษา ๑ .ต้องวัดให้ตรงกับจุดหมายของการเรียนการสอน ๒ . เลือกใช้เครื่องมือที่ดีและเหมาะสม ๓ . ระวังความคลาดเคลื่อนหรือความผิดพลาดของการวัด ๔ . ประเมินผลการวัดให้ถูกต้อง ๕ . ใช้ผลการวัดให้คุ้มค่า
  • 5.
    เครื่องมือที่ใช้ในการวัดผล ๑ .การสังเกต ( Observation ) การสังเกต คือ การพิจารณาปรากฏการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นเพื่อค้นหาความเป็นจริงบางประการโดยอาศัยประสาท สัมผัสของผู้สังเกตโดยตรง รูปแบบของการสังเกต ๑ . การสังเกตโดยผู้สังเกตเข้าไปร่วมในเหตุการณ์หรือกิจกรรม คือ สังเกตที่ผู้สังเกตเข้าไปมีส่วนรวม ๒ . การสังเกตโดยผู้สังเกตไม่ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในเหตุการณ์ คือ สังเกตที่ผู้สังเกตอยู่ภายนอกของผู้สังเกต คือสังเกตในฐานะเป็นบุคคลภายนอก ๒ . ๑การสังเกตแบบไม่มีโครงสร้าง หมายถึง การสังเกตที่ผู้สังเกตไม่ได้กำหนดหัวข้อเรื่องเฉพาะเอาไว้ ๒ . ๒การสังเกตแบบมีโครงสร้าง หมายถึง การสังเกตที่ผู้สังเกตกำหนดเรื่องที่จะสังเกตเฉพาะเอาไว้
  • 6.
    ๒ . การสัมภาษณ์ ( Interview ) การสัมภาษณ์ คือ การสนทนาหรือการพูดคุยโต้ตอบอย่างมีจุดมุ่งหมาย เพื่อค้นหาความรู้ ความจริง ตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ล่วงหน้า รูปแบบของการสัมภาษณ์ ๑ . การสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้าง คือ การสัมภาษณ์แบบที่ไม่ใช้แบบสัมภาษณ์ คือ ไม่ต้องจำเป็นต้องใช้คำถามที่เหมือนกันหมด ๒ . การสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง คือ สัมภาษณ์ผู้ที่สัมภาษณ์จะใช้แบบสัมภาษณ์ที่สร้างขึ้นมาไว้แล้ว
  • 7.
    ๓ . แบบสอบถาม ( Questionnaire ) แบบสอบถามเป็นเครื่องมือชนิดหนึ่งที่นิยมใช้กันมาก โดยเฉพาะการเก็บข้อมูลทางสังคมศาสตร์ ทั้งนี้เพราะเป็นวิธีการที่สะดวก และสามารถใช้วัดได้อย่างกว้างขวาง รูปแบบของแบบสอบถาม ๑ . แบบสอบถามชนิดปลายเปิด ( Open-ended Form ) แบบสอบถามชนิดนี้ไม่กำหนดคำตอบไว้ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้สอบเขียนคำตอบได้อย่างอิสระด้วยความคิดของตนเอง เพราะผู้เขียนจะต้องใช้การวิเคราะห์อย่างมากกับคำถาม
  • 8.
    ๒ . แบบสอบถามปลายปิด( Closed-ended Form ) แบบสอบถามชนิดนี้ประกอบไปด้วย ข้อคำถามและตัวเลือก ซึ่งสร้างขึ้นโดยคาดว่าผู้ตอบ สามารถเลือกคำตอบได้ตามความต้องการ แบบสอบถามชนิดนี้แบ่งเป็น ๔ แบบ ๒ . ๑แบบตรวจสอบรายการ ( Checklist ) เป็นการสร้างรายการของข้อคำถามที่เกี่ยวข้องหรือสัมพันธ์กับคุณลักษณะของพฤติกรรม แต่ละรายการที่ถูกประเมิน ๒ . ๒มาตราส่วนประมาณค่า ( Rating Scale ) เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการประเมินการปฏิบัติกิจกรรม ทักษะต่างๆ มีระดับความเข้มให้พิจารณา ๒ . ๓แบบจัดอันดับ ( Rank Order ) มักจะให้ผู้ตอบจัดอันดับความสำคัญหรือคุณภาพโดยให้ผู้ตอบเรียงลำดับตามความเข้มจากมากไปหาน้อย ๒ . ๔แบบเติมคำสั้นๆ ในช่องว่าง แบบสอบถามลักษณะนี้จะต้องกำหนดขอบเขตจำเพาะเจาะจงลงไป
  • 9.
    ๔ . การจัดอันดับ ( Rank Order ) เป็นเครื่องมือวัดผลให้นักเรียน หรือผู้ที่ได้รับแบบสอบถามเป็นผู้ตอบ โดยการจัดอันดับความสำคัญ หรือจัดอันดับคุณภาพ ๕ . การประเมินผลจากสภาพจริง ( Authentic Assessment ) คือ กระบวนการสังเกต การบันทึก หรือการรวบรวมข้อมูลและวิธีการที่นักเรียนได้ทำการประเมินจากสภาพจริง ซึ่งจะเน้นให้นักเรียนสามารถแก้ไขปัญหา เป็นผู้ค้นพบและผลิตความรู้ให้นักเรียนได้ฝึกปฏิบัติจริง
  • 10.
    ๖ . การวัดผลภาคปฏิบัติ ( Performance Assessment ) การวัดผลภาพปฏิบัติ เป็นการวัดผลงานที่ให้นักเรียนลงมือปฏิบัติ ซึ่งสามารถวัดได้ทั้งกระบวนการและผลงาน ในสถานการณ์จริง หรือในสถานการณ์จำลอง สิ่งที่ควรคำนึงในการสอบวัดภาคปฏิบัติคือ ๑ . ขั้นเตรียมงาน ๒ . ขั้นปฏิบัติงาน ๓ . เวลาที่ใช้ในการทำงาน ๔ . ผลงาน ๗ . การประเมินผลโดยใช้แฟ้มสะสมผลงาน ( Portfolios ) เป็นแนวทางในการประเมินผลโดยการรวมข้อมูลที่ครูและผู้เรียนได้ทำกิจกรรมต่างๆร่วมกัน โดยการกระทำอย่างต่อเนื่องตลอดภาคการศึกษา ดังนั้นการวัดผลและประเมินผลโดยใช้แฟ้มสะสมผลงานส่วนหนึ่งด้วย
  • 11.
    ๘ . แบบทดสอบ( Test ) แบบทดสอบ หมายถึง ชุดคำถามหรือกลุ่มงานใดๆ ที่สร้างขึ้นเพื่อชักนำให้ผู้ถูกทดสอบ แสดงพฤติกรรม หรือ ปฏิบัติโต้ตอบอย่างใดอย่างหนึ่งออกมาให้สามารถสังเกตได้ ประเภทของแบบทดสอบ สามารถแบ่งประเภทออกได้หลายลักษณะ ขึ้นอยู่กับเกณฑ์ที่ใช้ ดังนี้ ๘ . ๑แบ่งตามพฤติกรรมหรือสมรรถภาพที่จะวัด แบ่งได้ ๓ ประเภท
  • 12.
    ๑ . แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ( Achievement Test ) หมายถึง แบบทอดสอบที่วัดสมรรถภาพสมองด้านต่างๆ ที่นักเรียนได้เรียนรู้ผ่านมาแล้วมีอยู่เท่าไร แบบทดสอบแบ่งออกเป็น ๒ ชนิด ๑ . ๑ แบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้น หมายถึง แบบทดสอบที่มุ่งวัดผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียนเฉพาะกลุ่มที่ครูสอน ๑ . ๒ แบบทดสอบมาตรฐาน หมายถึง แบบทดสอบที่มุ่งวัดผลสัมฤทธิ์มีจุดมุ่งหมายเพื่อเปรียบเทียบคุณภาพต่างๆ ของนักเรียนที่ต่างกลุ่มกัน
  • 13.
    ๒ . แบบทดสอบวัดความถนัด ( Aptitude Test ) หมายถึง แบบทดสอบที่มุ่งวัดสมรรถภาพของผู้เรียน แบ่งเป็น ๒ แบบ คือ ๒ . ๑แบบทดสอบวัดความถนัดทางการเรียน คือ แบบทดสอบที่มุ่งวัดความถนัดทางด้านวิชาการต่างๆ เช่น ด้านภาษา ๒ . ๒แบบทดสอบความถนัดเฉพาะ คือ แบบทดสอบที่มุ่งวัดความถนัดเฉพาะที่เกี่ยวกับงานอาชีพต่างๆ หรือความสามารถพิเศษ เช่น ความสามารถทางด้านดนตรี
  • 14.
    ๘ . ๒แบ่งตามลักษณะการตอบ ๑ . แบบทดสอบภาคปฏิบัติ ๒ . แบบทดสอบข้อเขียน ๓ . แบบทดสอบปากเปล่า ๘ . ๓ แบ่งตามเวลาที่กำหนดให้ตอบ ๑ . แบบทดสอบที่จำกัดเวลาในการตอบ ๒ . แบบทดสอบที่ไม่จำกัดเวลาในการตอบ
  • 15.
    ๘ . ๔แบ่งตามจำนวนผู้เข้าสอบ ๑ . แบบทดสอบเป็นรายบุคคล ๒ . แบบทดสอบเป็นชั้นเป็นหมู่ ๘ . ๕ แบ่งตามสิ่งเร้าของการถาม ๑ . แบบทดสอบทางภาษา ๒ . แบบทดสอบที่ไม่ใช้ภาษา
  • 16.
    ๘ . ๖แบ่งตามลักษณะของการใช้ประโยชน์ ๑ . แบบทดสอบย่อย ๒ . แบบทดสอบรวม ๘ . ๗ แบ่งตามเนื้อหาของข้อสอบในฉบับ ๑ . แบบทดสอบอัตนัย ๒ . แบบทดสอบปรนัย
  • 17.
    ๙ . การสังเกต( Observation ) การสังเกตการณ์รวบรวมข้อมูล โดยใช้ประสาทสัมผัสของผู้สังเกตเป็นเครื่อง โดยเฉพาะตา และหู เพื่อเป็นการเก็บข้อมูลตามที่ปรากฏโดยไม่ต้องแปลความหมาย ธรรมชาติของข้อมูลจากการสังเกต แบ่งได้ ๒ ระดับ คือ ๑ . เป็นรูปธรรม คือข้อมูลเช่นนี้สามารถสังเกตได้โยตรง ๒ . เป็นนามธรรม คือเป็นข้อมูลที่ไม่ต้องสังเกตโดยตรง
  • 18.
    ชนิดของการสังเกต ซึ่งสามารถแบ่งเป็น ๒ชนิดใหญ่ คือ ๑ . การสังเกตแบบมีส่วนร่วม คือ วิธีการสังเกตที่ผู้สังเกตเข้าไปมีส่วนร่วมในหมู่หรือกลุ่มบุคคลที่จะสังเกต ๒ . การสังเกตแบบไม่มีส่วนร่วม คือ วิธีการสังเกตที่ผู้สังเกตอยู่นอกกลุ่มของผู้ถูกสังเกต ลักษณะของการสังเกตที่ดี การสังเกตที่ดี มีลักษณะดังนี้ ๑ . กำหนดจุดมุ่งหมายของการสังเกต ๒ . วางแผนการสังเกตไว้ล่วงหน้า ๓ . ควรสังเกตโดยผู้ถูกสังเกตไม่รู้ตัว ๔ . ควรระวังอย่าให้เกิดการลำเอียงในขณะที่สังเกต ๕ . ควรสังเกตหลายๆครั้ง เพื่อเป็นการตรวจสอบความแน่ใจ ๖ . ควรมีการบันทึกการสังเกตทุกครั้ง เพื่อป้องกันการลืม
  • 19.
    ๑๐ . การสัมภาษณ์เป็นการสนทนาอย่างมีจุดมุ่งหมาย เพื่อต้องการผลอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นกระบวนการสื่อสารระหว่างบุคคลสองคน หรือระหว่างบุคคลกับกลุ่ม โดยมีจุดมุ่งหมายที่แน่นนอน ซึ่งการสัมภาษณ์จะทำให้ทราบถึงข้อมูลของผู้ถูกสัมภาษณ์ ในด้านต่างๆ ประเภทของการสัมภาษณ์มี 2 แบบ คือ การสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้างแน่นอน และ การสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้างแน่นอน ๑๑ . การสอบถามและแบบสำรวจ เป็นชุดคำถามท่าร้างขึ้นเพื่อรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับตัวของบุคคลในการทำแบบสำรวจ ซึ่งประเภทของแบบสอบถามมี ๒ ประเภท คือ แบบสอบถามปลายเปิด กับ แบบสอบภามปลายปิด
  • 20.
    ๑๒ . แบบสำรวจ ( Checklists ) เป็นเครื่องมือที่ใช้กันมาก โดยปกติจะประกอบด้วยบัญชีรายการสิ่งของหรือเรื่องราวต่างๆ ที่จะให้ผู้ตอบ ตอบในลักษณะให้เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งแบบสำรวจประเภทนี้จะทำให้ทราบว่ามีสิ่งต่างๆเกิดขึ้นตามรายการต่างๆที่กำหนดไว้ การวิเคราะห์ข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูลเป็นกระบวนการนำข้อมูลซึ่งเก็บรวบรวมไว้ได้มากระทำโดยไม่จำกัด และแยกประเภท เพื่อใช้ในทางสถิติ ในการตอบคำถามจุดประสงค์ตามจุดมุ่งหมาย
  • 21.
    ลักษณะของข้อมูล ข้อมูล หมายถึงข้อเท็จจริงหรือข่าวสาร เกี่ยวกับเรื่องต่างๆที่น่าสนใจจะศึกษา ข้อมูลแบ่งได้ ๒ ประเภท คือ ข้อมูลเชิงคุณภาพ และ ข้อมูลเชิงปริมาณ ประเภทของการวิเคราะห์ข้อมูล แบ่งออกเป็น ๒ ประเภท คือ ๑ . การวิเคราะห์โดยไม่ใช้วิธีการทางสถิติ ๒ . การวิเคราะห์โดยใช้วิธีการทางสถิติ
  • 22.
    การประเมินผลทางการศึกษา การประเมินผลทางการศึกษา หมายถึงกระบวนการในการตัดสินใจลงสรุปคุณลักษณะหรือพฤติกรรมของนักเรียนว่ามี คุณภาพดีระดับใดโดยอาศัยเกณฑ์อย่างใดอย่างหนึ่งในการเปรียบเทียบ มีองค์ประกอบ ๓ ประการคือ ผลการวัด เกณฑ์การพิจารณา และการตัดสินใจ
  • 23.
    ขอบข่ายของการประเมินผลทางการศึกษา การประเมินทางการศึกษามีขอบข่ายกว้าง แคบเพียงใดจะครอบคลุมสิ่งใดบ้างนั้นขึ้นอยู่กับความเข้าใจและการมองของคำว่าการศึกษา กล่าวคือ ถ้ามองภาพการศึกษาว่าเป็นการเรียนการสอนในห้องเรียนเพื่องอย่างเดียว การประเมินก็จะถูกประเมินในห้องเรียนเพียงอย่างเดียว การประเมินทางการศึกษามีวามหมายทางการประเมินพอสรุปได้ ๓ อุปสรรคดังนี้ ๑ . การประเมินเพื่อวินิจฉัย เป็นการประเมินเพื่อตรวจสอบหาข้อบกพร่อง ปัญหาหรืออุปสรรค ๒ . การประเมินเพื่อปรับปรุง เป็นการปรับปรุงระหว่างการดำเนินงานโดยพิจารณาว่าจุดมุ่งหมายที่ตั้งไว้ตรงกับความต้องหารหรือไม่ ๓ . การประเมินเพื่อตัดสินเพื่อลงสรุป เป็นการประเมินการดำเนินงานว่าการดำเนินงานนั้นมีประสิทธิภาพหรือไม่
  • 24.
    ความสำคัญของการประเมิน ๑ .ช่วยชี้ให้เห็นว่าการดำเนินงานเหมาะสมเพียงใด ๒ . ทำให้ทราบว่าการดำเนินงานบรรลุตามจุดประสงค์หรือไม่ ๓ . ช่วยกระตุ้นให้มีการเร่งรัด ปรับปรุง และการดำเนินงาน ๔ . ช่วยเห็นข้อบกพร่องในการดำเนินงานในแต่ละขั้นตอนเป็นหลักในการปรับปรุงในการดำเนินงาน ๕ . ช่วยควบคุมการดำเนินงานให้มีประสิทธิภาพ ๖ . เป็นแนวทางในการกำหนดวิธีการในการดำเนินงานครั้งต่อไป
  • 25.
    หลักการของการประเมินผลทางการเรียน ๑ .กำหนดสิ่งที่จะประเมินให้ชัดเจนและวัดได้ ๒ . วางแผนการประเมินให้รัดกุม ๓ . เกณฑ์ที่ใช้ในการประเมินต้องสัมพันธ์กับสิ่งที่ต้องการวัดและจุดมุ่งหมายของการประเมิน ๔ . เลือกใช้เครื่องมอในการประเมินที่มีคุณภาพให้เหมาะสมกับสิ่งที่จะประเมิน ๕ . ปราศจากความลำเอียง
  • 26.
    การกำหนดสิ่งที่จะประเมินเกี่ยวกับการเรียนการสอน ๑ .การประเมินก่อนมีการเรียนการสอน ๒ . การประเมินขณะมีการทำการเรียนการสอน ๓ . การประเมินผลเมื่อสิ้นสุดการเรียนการสอน เป็นการประเมินโดยสรุปของการเรียนการสอน ซึ่งจะวัด 2 ด้าน คือ พฤติกรรมด้านพุทธิพิสัย พฤติกรรมด้านจิตพิสัย และพฤติกรรมด้านทักษะพิสัย
  • 27.
    จาการเรียนรู้โดยทั่วไปอาจแยกลักษณะการประเมินผลจากข้อมูลออกเป็น ๒ วิธีที่สำคัญ คือ ๑ . การประเมินผลแบบอิงเกณฑ์ ( Criterion Referenced Evaluation ) เป็นการวัดเพื่อต้องการทราบว่าบุคคลนั้นมีความสามารถถึงเกณฑ์ที่กำหนดหรือไม่ ซึ่งการประเมินต้องนำคะแนนที่ได้ไปเทียบกับเกณฑ์ที่กำหนดไว้ ข้อควรคำนึงการประเมินแบบอิงเกณฑ์ ๑ . วัตถุประสงค์การสอนต้องชัดเจน ๒ . ข้อสอบมีความเที่ยงตรงสูงและครอบคลุมวัตถุประสงค์การสอน ๓ . เกณฑ์ที่วัดต้องเด่นชัด มีหลักเกณฑ์ที่อ้างอิงอย่างยุติธรรม
  • 28.
    ๒ . การประเมินแบบอิงกลุ่ม ( Norm Referenced Evaluation ) เป็นการวัดเพื่อเปรียบเทียบคะแนนของบุคคลใดบุคคลหนึ่งกับบุคคลอื่น คือ จำแนก คะแนนสูงสุดจนต่ำสุดแล้วจึงนำคะแนนเหล่านั้นมาเปรียบเทียบเพื่อ ประเมิน ต่อไป ข้อคำนึงการประเมินแบบอิงกลุ่ม ๑ . ข้อสอบต้องมีคุณภาพสูง มีความเชื่อมั่นและเที่ยงตรง ๒ . ข้อสอบที่ใช้จะต้องครอบคลุมเนื้อหาทั้งหมด การประเมินจะต้องมีความยุติธรรม ตามสภาพความเป็นจริงของผลการเรียน