โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ สตรีวิทยา ๒
เอกสารประกอบการสอนวิชาชีววิทยา (ว 30243)                                                                            ระดับชั้นมัธยมศึกษาปท่ี 5
ภาคเรียนที่ 1                                                                                                       ปการศึกษา 2555

                                        การรักษาดุลภาพของรางกาย (Homeostasis)

โครงสรางการหายใจของสัตว
           สัตว                        อวัยวะที่ใชหายใจ                                             กระบวนการ
โพรโทซัว                       เยื่อหุมเซลล                การแพร (diffusion)
ไฮดรา แมงกระพรุน               เซลลผนังลําตัวดานใน         การแพร (diffusion)
หนอนตัวแบน                     ผิวลําตัว                     การแพร (diffusion)
ไสเดือนดิน                    ผิวลําตัว                     การแพร (diffusion)
หอยทากบก                       ปอดเทียม                      เกิ ด การแพร ข องก า ซผ า นแขงเส นเลื อ ดฝอยในชั้น แมนเทิ ล ที่ เ รี ย กวา วาสคิ ว ลาไรซ ลั ง
                                                             (vascularize lung)
สัตวน้ําพวกกุง กั้ง ปู ปลา   เหงือก (gills)                การแพร (diffusion) ผานเสนเลือดฝอยภายในเหงือก
แมงมุมและสัตวขาขอบนบก        แผงปอด (book lungs)           กาซแพรผานเยื่อแผงปอดซึ่งภายในมีความชื้น ซึ่งอยูใตผวหนัง
                                                                                                                      ิ
แมลง กิ้งกือ ตะขาบ             ระบบทอลม (tracheal system)   มีชองหายใจ (spiracles) ดานขางลําตัว และมีทอลมแตกแขนงภายใน โดยกาซแพรผาน
                                                             ทอลมเล็กๆเขาสูเซลลไดเลย
กบ                             -ลูกออด ใชเหงือก            เกิดการแพรของกาซผานเสนเลือดฝอยรอบๆ ปอด
                               -กบที่เจริญเต็มที่แลวใชปอดและ
                               ผิวหนัง
นก                             ปอดมีขนาดเล็กแตถุงลมเจริญดี เกิดการแพรของกาซผานถุงลม และถุงลมยังทําใหนกตัวเบา


การหายใจของคน
            ระบบหายใจของคนประกอบดวยสวนตางๆดังนี้ คือ
            1. สว นนําอากาศเขา สูรางกาย (conducting
division) สวนนี้ประกอบดวยอวัยวะที่ทําหนาที่เปนทางผาน
ของอากาศเขาสูสวนที่มีการแลกเปลี่ยนแกส โดยเริ่มตั้งแตรู
จมูก โพรงจมูก(nasal               cavity) คอหอย (pharynx)
กลองเสียง (larynx) หลอดลมคอ(trachea) หลอดลม
หรือขั้วปอด(bronchus) หลอดลมฝอย(bronchiole) ซึ่ง
ยั ง แบ ง ออกเป น 2 ส ว นคื อ หลอดลมฝอยเทอร มิ น อล
(terminal bronchiole) และหลอดลมฝอยแลกเปลี่ยนแกส (respiratory bronchiole)
            2. สวนแลกเปลี่ยนแกส (respiratory division) สวนแลกเปลี่ยนแกสเปนสวนของหลอดลมฝอยที่ตอจาก
หลอดลมฝอยเทอรมินอล คือ หลอดลมฝอยแลกเปลี่ยนแกส ซึ่งจะมีการโปงพองเปนถุงลมยอย(pulmonary-alveoli) ซึ่งทําให
แลกเปลี่ยนแกสได สําหรับสวนที่ตอจากทอลมฝอยแลกเปลี่ยนแกสจะเปนทอลม (alveolar duct) ถุงลม(alveolar sac) และ
ถุงลมยอย(pulmonary alveoli)
            เมื่อกลามเนื้อกระบังลมและกลามเนื้อยึดซี่โครงดานนอกหดตัว จะทําใหทรวงอกและปอดขยายตัวขึ้นปริมาตรภายใน
ปอดเพิ่มขึ้น ดังนั้นความดันภายในปอดจึงลดลงและต่ํากวาบรรยากาศภายนอก อากาศภายนอกจึงเคลื่อนตัวเขาสูปอด จน
ทําใหความดันภายนอกและภายในปอดเทากันแลวอากาศก็จะไมเขาสูปอดอีก เรียกวา การหายใจเขา(inspiration) เมื่อ
กลามเนื้อกระบังลมและกลามเนื้อยึดซี่โครงดานนอกคลายตัวลง ทําใหปอดและทรวงอกมีขนาดเล็กลง ปริมาตรของอากาศใน
ปอดจึงลดไปดวย ทําใหความดันภายในปอดสูงกวาบรรยากาศภายนอก อากาศจึงเคลื่อนที่ออกจากปอดจนความดันในปอด
ลดลงเทากับความดันภายนอก อากาศก็จะหยุดการเคลื่อนที่ซึ่งเรียกวา การหายใจออก(expiration) การหายใจเขาและการ
2
หายใจออกนี้ จ ะเกิ ด สลั บ กั น อยู เ สมอในสภาพปกติ ผู ใ หญ จ ะหายใจ
ประมาณ 15 ครั้งตอนาที สวนในเด็กจะมีอัตราการหายใจสูงกวา
ผูใหญเล็กนอย ในขณะที่รางกายเหนื่อยเนื่องจากทํางานหรือเลนกีฬา
อยางหนักอัตราการหายใจจะสูงกวานี้มาก

            การแลกเปลี่ยนแกสในรางกาย
           การแลกเปลี่ยนแกสในรางกายของคนเกิดขึ้น 2 แหงคือที่
ปอดและที่เนื้อเยื่อ
           1. ที่ปอดเปนการแลกเปลี่ยนแกสระหวางในถุงลมปอดกับ
เสนเลือดฝอย โดยออกซิเจนจากถุงลมปอดจะแพรเขาสูเสนเลือดฝอยรอบๆถุงลมปอดและ
รวมตัวกับฮีโมโกลบิน(hemoglobin; Hb) ที่ผิวของเม็ดเลือดแดงกลายเปนออกซีฮีโมโกลบิล
(oxyhemoglobin ; HbO2) ซึ่งมีสีแดงสด เลือดที่มีออกซีฮีโมโกลบินนี้จะถูกสงเขาสูหัวใจและ
สูบฉีดไปยังเนื้อเยื่อตางๆทั่วรางกาย
           2. ที่เนื้อเยื่อออกซีฮีโมโกลบินจะสลายใหออกซิเจนและฮีโมโกลบิน ออกซิเจนจะ
แพรเขาสูเซลลทําใหเซลลของเนื้อเยื่อไดรับออกซิเจน ดังสมการ



           ในขณะที่เนื้อเยื่อรับออกซิเจนนั้น คารบอนไดออกไซดที่เกิดขึ้นในเซลลก็จะแพรเขา
เสนเลือด คารบอนไดออกไซดสวนใหญจะทําปฏิกิริยากับน้ําในเซลลเม็ดเลือดแดงเกิดเปน
กรดคาร บ อนิ ก (H2CO3) ซึ่ ง แตกตั ว ต อ ไปได ไ ฮโดรเจนคาร บ อเนตไอออน (HCO3-) และ
ไฮโดรเจนไอออน (H+) เมื่อเลือดที่มีไฮโดรเจนคารบอเนตไอออนมากไหลเขาสูหัวใจจะถูกสูบ
ฉีดตอไปยังเสนเลือดฝอยรอบๆถุงลมปอด ไฮโดรเจนคารบอเนตไอออนและไฮโดรเจนไอออน
จะรวมตัวกันเปนกรดคารบอนิกแลวจึง สลายตัวเปนคารบอนไดออกไซดและน้ําในเซลลเม็ด
เลื อ ดแดง เป น ผลให ค วามหนาแน น ของคาร บ อนไดออกไซด ใ นเส น เลื อ ดฝอยสู ง กว า
คารบอนไดออกไซดในถุงลมปอด จึงเกิดการแพรของคารบอนไดออกไซดจากเสนเลือดฝอย
เขาสูถุงลมปอดดังภาพ




ศูนยควบคุมการหายใจ : อยูท่สมองสวนทายที่ เมดุลลาออบลองกาตา (medulla oblongata)
                            ี
3

สวนประกอบของเลือด
                      สวนประกอบ                                     ปริมาณ                              การทํางาน
สวนที่เปนของเหลว หรือ พลาสมา(plasma)                       55% โดยปริมาตร
    1. น้ํา                                                  ทั้งหมด                     เปนตัวทําละลาย
    2. พลาสมาโปรตีน เชน อัลบูมิน โกลบูลิน                   91% ของปริมาตรพลาสมา        ภูมิคุมกัน การแข็งตัวของเลือด การขนสงลิพิด
           ไฟบริโนเจน ฯลฯ                                    7% - 8%                     ควบคุมปริมาตรของของเหลวภายนอกเซลล
    3. สารอาหารตางๆ เอนไซม อิออน วิตามินเกลือแร                                       ควบคุมปริมาตรของของเหลวภายนอกเซลล
           และแกสตางๆ                                                                  คา pH ฯลฯ
สวนที่เปนของแข็ง                                           45% โดยปริมาตร
    1. เซลลเม็ดเลือดแดง                                     ทั้งหมด                     ลําเลียงกาซออกซิเจนไปยังสวนตางๆ ของ
           (Red blood cell หรือ                                                          รางกาย มีรงควีตถุสีแดง เรียกวา ฮีโมโกลบิน
    Erythrocyte)                                                                         (Hemoglobin)
                                                                                         สรางจากไขกระดูก มีอายุประมาณ100-120 วัน

    2.   เซลลเม็ดเลือดขาว (White blood cell หรือ                                        สรางจากไขกระดูก มีอายุประมาณ 7-14 วัน
         Leukocyte)
         - นิวโทรฟล (neutrophil)                            40-60%ของเม็ดเลือดขาว       ทําลายเชื้อแบคทีเรีย
         - อิซิโนฟล (eosinophil)                            2-5% ของเม็ดเลือดขาว        ทําลายตัวออนหนอนพยาธิ
         - เบโซฟล (basophil)                                0.5-1% ของเม็ดเลือดขาว      ตอบสนองตอการอักเสบหรืออาการแพ
         - ลิมโฟไซต (lymphocyte)                            20-30%ของเม็ดเลือดขาว       ตอบสนองทางปฏิกิริยาในระบบภูมิคุมกัน
         - โมโนไซต (monocyte)                               4-7% ของเม็ดเลือดขาว        จับกินสิ่งแปลกปลอม

    3.   เกล็ดเลือด (Blood platelet)
                     ฺ                                       250,000-300,000 เกล็ด/      ทําใหเกิดการแข็งตัวของเลือด
                                                             ลูกบาศกมิลลิลิตรของ        (เปนชิ้นสวนที่หลุดมาจากเซลล
                                                             เลือด                       Megakaryocyte ในไขกระดูก)




เสนเลือด
เสนเลือด แบงเปน 3 ระบบ คือ
1. ระบบอารเทอรี่ (Artery) คือ ระบบของเสนเลือด ที่มีทิศทางออกจากหัวใจไปปอดและ
สวนตางๆของรางกาย เลือดที่บรรจุอยูภายใน เปนเลือดที่มีออกซิเจนสูง มักเรียกวาเสนเลือด
แดง ยกเวน เสนเลือดพัลโมนารี อารเทอรี (pulmonary artery) ที่ภายในมีออกซิเจนต่ํา
2. ระบบเวน (Vein) คือ ระบบเสนเลือด ที่มีทิศทางออกจากปอด และสวนตางๆ ของ
รางกายเขาสูหัวใจ เลือดที่บรรจุอยูภายในเปนเลือดที่มีออกซิเจนต่ํา มักเรียกวา เสนเลือดดํา
ยกเวน เสนเลือดพัลโมนารี เวน (pulmonary vein) ที่ภายในมีเลือดออกซเจนสูง
3. ระบบเสนเลือดฝอย(capillary) จะอยูระหวางระบบอารเทอรี และระบบเวน จะติดตอ
เชื่อมโยงกัน เสนเลือดฝอย ซึ่งแทรกอยูตามสวนตางๆของรางกาย เปนบริเวณที่มีการ
แลกเปลี่ยนอาหาร กาซ สารตางๆ และของเสียระหวางเลือดกับเซลลของรางกาย
4




หมูเลือด ABO
         ในระบบ ABO จําแนกหมูเลือดออกเปน 4 หมู คือ หมูเลือด A, B, AB และ O โดยมีแอนติเจนและแอนติบอดีในเม็ด
เลือดและพลาสมาในหมูเลือดตาง ๆ มีดังนี้
                        หมูเลือด      แอนติเจนบนผิวเม็ดเลือดแดง        แอนติบอดีในพลาสมา
                            O                      -                        Anti A, Anti B
                            A                     A                              Anti B
                            B                     B                              Anti A
                          AB                     A, B                               -
# หมายเหตุ # แอนติเจน A + แอนติบอดี A                        เลือดตกตะกอน (Agglutination)
              แอนติเจน B + แอนติบอดี B                       เลือดตกตะกอน (Agglutination)
หมูเลือดระบบ Rh
          เปนระบบหมูเลือดที่สําคัญรองลงมาจาก หมูเลือด ABO แอนติเจน Rh เปนแอนติเจนบนเม็ดเลือดแดง (พบครั้งแรก
ในลิง Rhesus) คนที่มีหมูเลือด Rh+ve จะมีแอนติเจน D บนผิวเม็ดเลือดแดง (antigen D) แตไมมีแอนติบอดี D ในน้ําเลือด
สวนหมูเลือด Rh-ve ไมมีแอนติเจน D บนผิวเม็ดเลือดแดง และไมมีแอนติบอดี D ในน้ําเลือดดวย แตสามารถสรางแอนติบอดี
D ไดเมื่อไดรับแอนติเจน D
         หมูเลือดระบบ Rh นี้ ถาเลือดที่มี Rh+ เขาไปในรางกายของผูที่มี Rh- ในครั้งแรกจะมีการสรางแอนติบอดีตอ Rh+
ขึ้นมา และเมื่อไดรับอีกจะเกิดปฏิกริยาการสลายตัวของเม็ดเลือดแดง ซึ่งมีความสําคัญในระยะตั้งครรภ หากมารดาและทารก
ในครรภมหมูเลือด Rh ไมเขากัน ทารกจะเปนโรคเกี่ยวกับเม็ดเลือดแดงถูกทําลาย (erythroblastosis fetalis) ในประเทศไทยมี
         ี
ปญหาการไมเขากันของหมูเลือด Rh มีนอย ทั้งนี้เพราะคนไทยมีเลือด Rh- เพียง 0.1-0.3% เทานั้น(1:500)
      โครงสรางและการทํางานของระบบไหลเวียนเลือด
          1. หัวใจ (Heart) เปนอวัยวะที่ประกอบขึ้นดวยกลามเนื้อหัวใจที่ไมอยูภายใตอํานาจจิตใจ หัวใจตั้งอยูในบริเวณทรวง
      อกระหวางปอดทั้งสองขาง คอนไปทางดานซาย ภายในหัวใจมีลักษณะเปนโพรงมี 4 หอง ดังนี้
      1) หองบนขวา (Right Atrium) ทําหนาที่ รับเลือดจากสวนตางๆของรางกาย และสงเลือดไปยังหัวใจหองลางขวา
      2) หองลางขวา (Right Ventricle) ทําหนาที่ รับเลือดจากหัวใจหองบนขวา และสงเลือดไปแลกเปลี่ยนแกสที่ปอด
      3) หองบนซาย (Left Atrium) ทําหนาที่ รับเลือดจากปอด และสงเลือดไปหัวใจหองลางซาย
      4) หองลางซาย (Left Ventricle) ทําหนาที่ รับเลือดจากหัวใจหองบนซาย และสงเลือดไปเลี้ยงสวนตางๆของรางกาย
          หั ว ใจห อ งบนซ า ยและล า งซ า ยมี ลิ้ น ไบคั ส พิ ด (Bicuspid) คั่ น อยู ส ว นห อ งบนขวาและล า งขวามี ลิ้ น ไตรคั ส พิ ด
(Tricuspid) คั่นอยู ซึ้งลิ้นทั้งสองนี้ทําหนาที่คอยปด-เปด เพื่อไมใหเลือดไหลยอยกลับ หัวใจทําหนาที่สูบฉีดเลือดโดยการบีบตัว
5
และคลายตัวของกลามเนื้อหัวใจเปนจังหวะ ทําใหเลือดไหลไปตามหลอดเลือดตางๆ หลอดเลือดแดงจะขยายตัวตามจังหวะการ
บีบตัวของหัวใจ เราสามารถจับจังหวะนี้ไดตรงตําแหนงหลอดเลือดที่อยูใกลกับผิวหนัง เรียกวา ชีพจร (Pulse)
          กระบวนการหมุนเวียนเลือดในหัวใจ
          หองเอเตรียมขวาจะรับเลือดจากหลอดเลือดดําซุพีเรีย เวนาคาวา (Superior Venacava) ซึ่งนําเลือดจากศีรษะและ
แขน และรับเลือดจากหลอดเลือดดําอินฟเรีย เวนาคาวา (Inferior Venacava) ซึ่งนําเลือดมาจากลําตัวและขาเขาสูหัวใจ เมื่อเอ
เตรียมขวาบีบตัว เลือดจะเขาสูเวนตริเคิลขวาโดยผานลิ้นไตรคัสพิด จากนี้เมี่อเวนตริเคิลบีบตัว เลือดจะผานลิ้นพัลโมนารี เซมิลู
นาร (Pulmonary Semilunar Value) ซึ่งเปดเขาสูหลอดเลือดแดงพัลโมนารี (Pulmonary Artery) หลอดเลือดนี้นําเลือดไปยัง
ปอดเพื่อแลกเปลี่ยนแก็ส โดยปลอยคารบอนไดออกไซด และรับออกซิเจน เลือดที่มีออกซิเจนสูงนี้จะไหลกลับสูหัวใจทางหลอด
เลือดดําพัลโมนารี (Pulmonary Vein) เขาสูหองเอเตรียมซาย เมื่อเอเตรียมซายบีบตัว เลือดก็จะผานลิ้นไบคัสพิด เขาสูหองเวน
                                           
ตริเคิลซาย แลวเวนตริเคิลซายบีบตัวดันเลือดใหไหลผานลิ้นเอออรติก เซมิลูนาร (Aortic Semilunar Value) เขาสูเอออรตา
(Aorta) ซึ่งเปนหลอดเลือดแดงใหญ จากเอออรตาจะมีหลอดแตกแขนงแยกไปยังสวนตางๆ ของรางกาย




การเตนของหัวใจ (Heart beat) หัวใจของมนุษยจะมีการทํางานไดเองโดยปราศจากการกระตุนของเสนประสาท
          1. Nodal tissues และ conducing system
          การเตนของหัวใจจะเริ่มจากกลุมเนื้อเยื่อที่มีลักษณะพิเศษซึ่งเรียกวา Nodal tissues เนื้อเยื่อนี้จะสามารถสรางกระแส
ประสาทหรือ สัญญาณไฟฟาขึ้นเองได และยังสามารถถายทอดสัญญาณใหแกกนและกันได เนื้อเยื่อชนิดพิเศษนี้มี 4 กลุม
                                                                                 ั
ไดแก กลุมที่ 1 ไซโนเอเทรียล โนด (sinoatrial node) หรือ เอสเอ โนด (SA node) ซึ่งตั้งอยูในหัวใจหองบนขวา ใกลกับ
ชองเปดของหลอดเลือด superior vena cava ซึ่ง SA node จะสรางสัญญาณไฟฟาหรือกระแสประสาทขึ้นมาและจะแผ
สัญญาณไฟฟาไปทั่วหัวใจหองบน ทําใหหวใจหองบนเกิดการหดตัว จากนั้นกระแสประสาทจะถูกสงมาที่เนื้อเยื่อกลุมที่ 2 ซึ่ง
                                            ั
เรียกวา เอวี โนด (AV node) เปนเนื้อเยื่อที่ตั้งอยูบนหัวใจหองบนขวาใกลกับผนังที่กั้นระหวางหองบนทั้งสอง จาก AV node
สัญญาณไฟฟาจะถูกไปยัง เนื้อเยื่อกลุมที่ 3 คือ เอวี บันเดิล (AV bundle) หรือ bundle of His ซึ่งตั้งอยูบริเวณสวนบนสุด
ของผนัง interventricular septum               ซึ่งจะนํากระแส
ประสาทไปยังเนื้อเยื่อกลุมที่ 4 คือ เสนใยเพอรคินเจ
(Perkinje fibers) ซึ่งแทรกอยูในหัวใจหองลางทั้งสองและ
ทําใหหวใจหองลางเกิดการหดตัว เนื่องจากเนื้อเยื่อ SA
        ั
node เปนเนื้อเยื่อกลุมแรกที่สรางกระแสประสาทขึ้นมา
กอนเนื้อเยื่อกลุมอื่น ฉะนั้นมันจึงเปนกลุมที่กําหนดอัตรา
การเตนของหัวใจ ซึ่งถูกเรียกวาผูใหจังหวะการเตนของ
หัวใจ หรือ pacemaker                                                      แสดงตําแหนงที่ตั้ง Nodal tissues, conducing system
                                                                      ของหัวใจ และคลื่นไฟฟาของหัวใจ (Electrocardiogram, ECG)
6
          2. คลื่นไฟฟาของหัวใจ (Electrocardiogram, ECG)
          เปนกราฟที่แสดงการทํางานของหัวใจในรูปของคลื่นไฟฟาโดยการวัดสัญญาณไฟฟาในวงจรการทํางานของหัวใจโดย
ใช electrode วัดผิวหนังของรางกาย เชนบริเวณขอมือ ขอเทา และหนาอก ซึ่งกราฟนี้จะประกอบดวยคลื่น 3 ชนิด คือ
          - คลื่น พี (P wave) ซึ่งจะแทนการแผของกระแสประสาทจาก SA node ไปยังหัวใจหองบนทั้งสองกอนที่หัวใจหอง
บนทั้งสองจะหดตัว
          - คลื่น คิว อาร เอส (QRS wave) ซึ่งแสดงการแผของกระแสประสาทจาก SA node, AV bundle และ Purkinje fiber
ในหัวใจหองลางกอนที่หัวใจหองลางจะหดตัว
          - คลื่น ที (T wave) จะแสดงถึงการคลายตัวของหัวใจหองลาง
          คลื่นไฟฟาของหัวใจ (ECG) จะมีประโยชนทางการแพทย ที่จะใชตรวจสอบการทํางานของหัวใจ โดยที่คลื่นไฟฟา
เหลานี้จะเกิดการเปลี่ยนแปลงเมื่อเกิดโรคหรือความผิดปกติข้ึน
ในกรณี ที่ มี ก ารทํ า งานของ SA node ล ม เหลว AV node จะ
สามารถทํ า ให หั ว ใจเต น ต อ ไปได แ ม ว า หั ว ใจอาจเต น ช า และลด
ประสิทธิภาพลงมาก SA node อาจเสื่อมจากโรคหรือการสูงอายุ
ซึ่ ง สามารถรั ก ษาได โ ดยการใช pacemaker เที ย มซึ่ ง เป น
เครื่องมือไฟฟ าเล็ก ๆ ที่ถูกนําเขา ไปติดตั้งแทนเนื้อเยื่อ nodal
tissues ที่เสียหาย เครื่ องมือนี้จะสงกระแสไฟฟา เขาไปกระตุน
กลามเนื้อหัวใจใหเกิดจังหวะของคลื่นไฟฟาของหัวใจที่สมบูรณ
                                                                            แสดงการเคลื่อนที่ของสัญญาณไฟฟาหรือกระแสประสาท
                                                                                     ที่เกิดขึ้นเมื่อหัวใจเตน

          3. วงจรการเตนของหัวใจ (cardiac cycle) ลําดับของเหตุการณที่เกิดขึ้นในระหวางการเตนของหัวใจที่สมบูรณ 1
ครั้งเรียกวา คารดิแอคไซเคิล (cardiac cycle) ซึ่งใชเวลา 0.8 วินาที ซึ่งประกอบดวยการหดตัว (systole) และการคลายตัว
(diastole) ของหัวใจหองบนและหัวใจหองลางสลับกัน การเกิด cardiac cycle แตละครั้งจะเริ่มตนดวยการสรางสัญญาณไฟฟา
หรือกระแสประสาทใน SA node และแผสัญญาณไฟฟานี้ไปยังหองบนทั้งสองทําใหหัวใจหองบนทั้งสองเกิดการหดตัว เรียกวา
atrial systole ขณะที่หัวใจหองบนหดตัว เลือดจะถูกบังคับใหลงสูหัวใจหองลาง เมื่อสัญญาณไฟฟาถูกสงไปถึงหัวใจหองลางจะ
ทําใหหัวใจหองลางทั้งสองหดตัว (ventricular systole) เลือดจะถูกบังคับใหไหลผานลิ้นเซมิลูนาร เขาสู systemic circulation
และ pulmonary circulation

โครงสรางภายในของไต
          ถาผาตามยาวไตจะประกอบดวยสวนตางๆ ดังนี้ คือ
1. รีนลแคปซูล (Renal capsule) เปนสวนเนื้อเยื่อเกี่ยวพันที่อยูดานนอกสุดหุม
        ั
     รอบไต
2. เนื้อไต ประกอบดวย 2 สวน คือ
          2.1 เนื้อไตชั้นนอก หรือรีนัลคอรเทกซ (Renal Cortex)
          มีสีแดงลักษณะเปนจุดๆ แตละจุดเมื่อขยายดูเปนกลุมของเสนเลือดฝอยที่
เรียกวา โกลเมอรูลัส (Glomerulus) และถุงโบวแมนสแคบซูล (Bowman's capsule)
ทําหนาที่เกี่ยวกับการกรองของเสียออกจากเลือด นอกจากนี้ยังเปนที่อยูของทอหนวยไตสวนตน (Proximal tubule) และทอ
หนวยไตสวนปลาย (Distal tubule) ซึ่งเปนสวนประกอบของหนวยไต (Nephron)
          2.2 เนื้อไตชั้นใน หรือรีนัลเมดัลลา ( Renal medulla )
          เปนชั้นที่มีสีจางกวาเนื้อไตชั้นนอก มีลักษณะเปนเสน ๆ หรือหลอดเล็ก ๆ รวมกันเปนกลุม ๆ มีรูปรางลักษณะ เปน
ภาพสามเหลี่ยมคลายพีระมิด เรียกวา รีนัลพีระมิด (Renal pyramid) ปลายยอดของพีระมิดเปนยอดแหลมซึ่งเกิดจากทอรวม
7
(Collecting tubule) มารวมกันเรียกวา พาพิลลา (Papilla) และนําน้ําปสสาวะสงเขาสูบริเวณที่มีลกษณะเปนกรวย เรียกวา
                                                                                                    ั
กรวยไต (Renal pelvis)
3. กรวยไต (Renal pelvis)
       ทําหนาที่รองรับน้ําปสสาวะที่มาจากแคลิกซ และสงตอไปสูทอไต (Ureter) นําเขาสูกระเพาะปสสาวะและนําน้ําปสสาวะ
ออกทางทอปสสวะ
        ทั้งชั้นคอรเทกซและเมดัลลา ประกอบดวยหนวยยอยของไตที่ทําหนาที่ในการสรางน้ําปสสาวะ เรียกวา หนวยไต
(nephron) นอกจากนี้ยังพบหลอดเลือด ทอน้ําเหลืองและเสนประสาทในชั้นเนื้อไตดวย
สวนประกอบของหนวยไต (Nephron) แตละอัน ประกอบดวย 2 สวนใหญ ๆ คือ
1. รีนลคอรพัสเคิล (Renal corpuscle) เปนสวนที่เกี่ยวของกับการกรอง (Filtering unit) ซึ่ง
         ั
ประกอบดวย
             1.1โกลเมอรูลัส (Glomerulus) : เปนกลุมหลอดเลือดฝอย (Glomerulus capillaries) ที่
ขดรวมกันบรรจุอยูในโบวแมนสแคบซูล (Bowman’s capsule) ทําหนาที่กรองน้ําและสารบาง
ชนิดออกจากพลาสมาใหเขามาในทอหนวยไต
             1.2 โบวแมนสแคบซูล (Bowman’s capsule) : เปนสวนตนของทอหนวยไตสวนตนที่
ปลายขางหนึ่งโปรงออกมาเปนกระเปาะภาพทรงกลม แตมีรอยบุมเขาไปขางในคลายถวยเปนถุง
หุมโกลเมอรูลัส และของเหลวที่กรองไดจะผานเขามายังบริเวณนี้
   2. สวนทอของหนวยไต (Renal tubule) เปนทอกลวงมีผนังประกอบดวยเซลลเยื่อบุผิว (Epithelial cell) บางชั้นเดียวบุทอ
หนวยไต ทําหนาที่เปลี่ยนแปลงองคประกอบของของเหลวที่กรองไดใหเปนน้ําปสสาวะ ทอของหนวยไต ประกอบดวยทอสวน
ตาง ๆ ดังนี้
               2.1 ทอสวนตน (Proximal tubule) อยูตอโบวแมนสแคบซูล (Bowman’s capsule) เปนทอขดไปมาชั้นคอรเทกซ
(Cortex) เปนบริเวณที่มีการดูดสารกลับเขาสูระบบไหลเวียนเลือดมากที่สุด
             2.2 ทอหนวยไตภาพตัวยู หรือหวงเฮนเล ( U-shape /         Henle’s loop)หลอดโคงภาพตัวยู ยื่นเขาไปในชั้นเมดัล
ลา ( Medulla )
             2.3 ทอขดสวนปลาย (Distal tubule) ตอจาก Henle’s loop เปนทอขดไปมาในชั้นคอรเทกซ (Cortex) ทอสวนนี้จะมา
เปดรวมกับทอรวม (Collecting tubule)
             2.4. ทอรวม (Collecting tubule) เปนบริเวณที่ทอขดสวนปลายของหนวยไตอื่น ๆ มาเปดรวมกัน เพื่อนําน้ําปสสาวะ
สงตอไปยังกรวยไต (Pelvis) ทอไต (Ureter) กระเพาะ
ปสสาวะ (Urenary bladder) และทอปสสาวะ (Urethra)
ตามลําดับ
             หนวยไตจะทําหนาที่ในการสรางน้ําปสสาวะ
(Urine formation) ประกอบดวยกระบวนการที่สําคัญ 3
ขั้นตอน ไดแก
             1. การกรองสารที่โกลเมอรูลัส (Glomerular
filtration / Ultrafiltration)
             2. การดูดสารกลับที่ทอหนวยไต (Tubular
reabsorption)
             3. การหลั่งสารโดยทอหนวยไต (Tubular
Secretion)
8
                     ตารางเปรียบเทียบสารในเลือด ของเหลวที่กรองผานโกลเมอรูลัสและน้ําปสสาวะ
         สาร                น้ําเลือด (g/100cm3)     ของเหลวที่กรองผานโกลเมอรูลัส          น้ําปสสาวะ
                                                                       3
                                                              (g/100 cm )                   (g/100 cm3)

           น้ํา                       92                         90-93                            95
         โปรตีน                    6.8-8.4                       10-20                            0
          ยูเรีย                0.0008-0.25                       0.03                            2
        กรดยูริก                0.003-0.007                      0.003                           0.05
       แอมโมเนีย                   0.0001                        0.0001                          0.05
         กลูโคส                  0.07-0.11                         0.1                            0
        โซเดียม                  0.31-0.33                        0.32                           0.6
        คลอไรด                  0.35-0.45                        0.37                           0.6
        ซัลเฟต                      0.002                        0.003                           0.15

การรักษาสมดุลของไต
   ไตควบคุมน้ําของรางกายในสภาพการขับน้ําปสสาวะ ถารางกายขาดน้ําหรือน้ําในเลือดนอยทําใหปริมาตรน้ํา
ในเลือดลดลง ความเขมขนของเลือดเพิ่มมากขึ้นทําใหแรงดันออสโมติกของเลือดสูงขึ้น จะไปกระตุนตัวรับรู
(receptor) การเปลี่ยนแปลงแรงดันออสโมติกในสมองสวนไฮโพทามัส ไปกระตุนตอมใตสมองสวนทาย (Posterior
lobe of piuitary gland)ใหปลอยฮอรโมนแอนติไดยูเรติก (Antidiuretic hormone ;ADH หรือ Vasopressin)
ออกมาสูกระแสเลือดและสงไปยังทอหนวยไตสวนปลายและทอรวม ทําใหเกิดการดูดน้ํากลับเขาสูเลือดมากขึ้น
ปริมาตรของเลือดมากขึ้นพรอมกับขับน้ําปสสาวะออกนอยลง นอกจากนี้ภาวะที่มีการขาดน้ําของรางกายยัง
กระตุนศูนยควบคุมการกระหายน้ําในสมองสวนไฮโพทาลามัสทําให เกิดการกระหายน้ํา เมื่อดื่มน้ํามากขึ้นแรงดัน
ออสโมติกในเลือดจึงเขาสูสภาวะปกติ




     ภาพ แสดงกลไกการรักษาสมดุลน้ํา
     ของรางกายโดยฮอรโมน ADH
                                                   ภาพ แสดงสู ตรโครงสร างของสารประกอบไนโตรเจนที่ เ กิดจาก
                                                   เมแทบอลิซึมของโปรตีนแลกรดนิวคลีอิกในรางกายสัตว
9

ระบบน้ําเหลือง ( Lymphatic system )
      ระบบน้ําเหลืองเปนระบบลําเลียงสารตาง ๆ ใหกลับเขาสูหลอดเลือด โดยเฉพาะ
สารอาหารพวกกรดไขมันที่ดูดซึมจากลําไสเล็ก ระบบน้ําเหลืองจะไมมีอวัยวะสําหรับสูบ
ฉีดไปยังสวนตาง ๆ ประกอบไปดวย น้ําเหลือง(Lymph) ทอน้ําเหลือง (Lymph vessel)
และอวัยวะน้ําเหลือง (Lymphatic organ)

ภูมิคุมกันของรางกาย
             ในรางกายของเราไดรับสิ่งแปลกปลอมมากมาย มีท้ังเชื้อโรคไดแก แบคทีเรีย
เชื้อรา ไวรัส พยาธิตางๆ สารเคมีที่เจือปนอยูในอากาศที่จะเขาสูรางกายทาง ผิวหนัง ทางระบบหายใจ ทางระบบยอยอาหาร
หรือทางระบบหมุนเวียนเลือดโดยปกติรางกายจะมีการปองกันและกําจัดสิ่งแปลกปลอมที่เปนอันตรายตอรางกายโดยระบบ
ภูมคุมกัน(immunity) สิ่งแปลกปลอมหรือเชื้อโรคไมสามารถเขาสูรางกายไดโดยงายเพราะรางกายมีดานปองกันและตอตานเชื้อ
     ิ
โรคหรือสิ่งแปลกปลอม
            เชื้อโรคที่ถูกทําลายจะไปกระตุนลิมไฟไซตในเลือดใหสรางแอนติบอดี เพื่อทําลายเชื้อโรคโดยตรง เรียกการปองกันนี้
วา ภูมคุมกันโดยกําเนิดหรือแบบไมจําเพาะ (Innate Immunity/ Nonspecific defense) นอกจากนี้รางกายยังมีกลไก
        ิ
สรางภูมคุมกันอีกแบบหนึ่งคือ ภูมิคุมกันจําเพาะ (Acquired Immunity / Specific defense) จะเกิดขึ้นเมื่อเชื้อโรคเขาไปสู
          ิ
เลือดและถูกเซลลฟาโกไซตทําลาย ชิ้นสวนของแอนติเจนจะไปกระตุนใหลิมโฟไซตชนิดเซลลบีและเซลลที ที่มีความจําเพาะตอ
แอนติเจนนั้นใหแบงเซลลเพิ่มจํานวน
            1) เซลลบี มีคุณสมบัติสรางแอนติบอดีจําเพาะเมื่อถูกแอนติเจนกระตุน เซลลบีแบงเซลลไดเซลลพลาสมา(Plasma
Cell)และเซลลเมมมอรี(Memory Cell) เซลลพลาสมาจะสรางแอนติบอดีทําลายเชื้อโรคเฉพาะแตละชนิด สวนเซลลเมมมอรีจะ
สรางแอนติบอดีทําลายเชื้อโรคชนิดเดิมถาเขาสูรางกายอีก
            2) เซลลที         มีการทํางานซับซอนมาก แบงเปนชนิดยอยๆหลายชนิด บางชนิดทําหนาที่กระตุนเซลลบีใหสราง
แอนติบอดี และควบคุมฟาโกไซตใหอยูในภาวะสมดุล บางชนิดทําหนาที่เหมือนเซลลเมมมอรี




                                                  การทํางานของ B cell
Lesson 1 homeostasis

Lesson 1 homeostasis

  • 1.
    โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ สตรีวิทยา ๒ เอกสารประกอบการสอนวิชาชีววิทยา(ว 30243) ระดับชั้นมัธยมศึกษาปท่ี 5 ภาคเรียนที่ 1 ปการศึกษา 2555 การรักษาดุลภาพของรางกาย (Homeostasis) โครงสรางการหายใจของสัตว สัตว อวัยวะที่ใชหายใจ กระบวนการ โพรโทซัว เยื่อหุมเซลล การแพร (diffusion) ไฮดรา แมงกระพรุน เซลลผนังลําตัวดานใน การแพร (diffusion) หนอนตัวแบน ผิวลําตัว การแพร (diffusion) ไสเดือนดิน ผิวลําตัว การแพร (diffusion) หอยทากบก ปอดเทียม เกิ ด การแพร ข องก า ซผ า นแขงเส นเลื อ ดฝอยในชั้น แมนเทิ ล ที่ เ รี ย กวา วาสคิ ว ลาไรซ ลั ง (vascularize lung) สัตวน้ําพวกกุง กั้ง ปู ปลา เหงือก (gills) การแพร (diffusion) ผานเสนเลือดฝอยภายในเหงือก แมงมุมและสัตวขาขอบนบก แผงปอด (book lungs) กาซแพรผานเยื่อแผงปอดซึ่งภายในมีความชื้น ซึ่งอยูใตผวหนัง ิ แมลง กิ้งกือ ตะขาบ ระบบทอลม (tracheal system) มีชองหายใจ (spiracles) ดานขางลําตัว และมีทอลมแตกแขนงภายใน โดยกาซแพรผาน ทอลมเล็กๆเขาสูเซลลไดเลย กบ -ลูกออด ใชเหงือก เกิดการแพรของกาซผานเสนเลือดฝอยรอบๆ ปอด -กบที่เจริญเต็มที่แลวใชปอดและ ผิวหนัง นก ปอดมีขนาดเล็กแตถุงลมเจริญดี เกิดการแพรของกาซผานถุงลม และถุงลมยังทําใหนกตัวเบา การหายใจของคน ระบบหายใจของคนประกอบดวยสวนตางๆดังนี้ คือ 1. สว นนําอากาศเขา สูรางกาย (conducting division) สวนนี้ประกอบดวยอวัยวะที่ทําหนาที่เปนทางผาน ของอากาศเขาสูสวนที่มีการแลกเปลี่ยนแกส โดยเริ่มตั้งแตรู จมูก โพรงจมูก(nasal cavity) คอหอย (pharynx) กลองเสียง (larynx) หลอดลมคอ(trachea) หลอดลม หรือขั้วปอด(bronchus) หลอดลมฝอย(bronchiole) ซึ่ง ยั ง แบ ง ออกเป น 2 ส ว นคื อ หลอดลมฝอยเทอร มิ น อล (terminal bronchiole) และหลอดลมฝอยแลกเปลี่ยนแกส (respiratory bronchiole) 2. สวนแลกเปลี่ยนแกส (respiratory division) สวนแลกเปลี่ยนแกสเปนสวนของหลอดลมฝอยที่ตอจาก หลอดลมฝอยเทอรมินอล คือ หลอดลมฝอยแลกเปลี่ยนแกส ซึ่งจะมีการโปงพองเปนถุงลมยอย(pulmonary-alveoli) ซึ่งทําให แลกเปลี่ยนแกสได สําหรับสวนที่ตอจากทอลมฝอยแลกเปลี่ยนแกสจะเปนทอลม (alveolar duct) ถุงลม(alveolar sac) และ ถุงลมยอย(pulmonary alveoli) เมื่อกลามเนื้อกระบังลมและกลามเนื้อยึดซี่โครงดานนอกหดตัว จะทําใหทรวงอกและปอดขยายตัวขึ้นปริมาตรภายใน ปอดเพิ่มขึ้น ดังนั้นความดันภายในปอดจึงลดลงและต่ํากวาบรรยากาศภายนอก อากาศภายนอกจึงเคลื่อนตัวเขาสูปอด จน ทําใหความดันภายนอกและภายในปอดเทากันแลวอากาศก็จะไมเขาสูปอดอีก เรียกวา การหายใจเขา(inspiration) เมื่อ กลามเนื้อกระบังลมและกลามเนื้อยึดซี่โครงดานนอกคลายตัวลง ทําใหปอดและทรวงอกมีขนาดเล็กลง ปริมาตรของอากาศใน ปอดจึงลดไปดวย ทําใหความดันภายในปอดสูงกวาบรรยากาศภายนอก อากาศจึงเคลื่อนที่ออกจากปอดจนความดันในปอด ลดลงเทากับความดันภายนอก อากาศก็จะหยุดการเคลื่อนที่ซึ่งเรียกวา การหายใจออก(expiration) การหายใจเขาและการ
  • 2.
    2 หายใจออกนี้ จ ะเกิด สลั บ กั น อยู เ สมอในสภาพปกติ ผู ใ หญ จ ะหายใจ ประมาณ 15 ครั้งตอนาที สวนในเด็กจะมีอัตราการหายใจสูงกวา ผูใหญเล็กนอย ในขณะที่รางกายเหนื่อยเนื่องจากทํางานหรือเลนกีฬา อยางหนักอัตราการหายใจจะสูงกวานี้มาก การแลกเปลี่ยนแกสในรางกาย การแลกเปลี่ยนแกสในรางกายของคนเกิดขึ้น 2 แหงคือที่ ปอดและที่เนื้อเยื่อ 1. ที่ปอดเปนการแลกเปลี่ยนแกสระหวางในถุงลมปอดกับ เสนเลือดฝอย โดยออกซิเจนจากถุงลมปอดจะแพรเขาสูเสนเลือดฝอยรอบๆถุงลมปอดและ รวมตัวกับฮีโมโกลบิน(hemoglobin; Hb) ที่ผิวของเม็ดเลือดแดงกลายเปนออกซีฮีโมโกลบิล (oxyhemoglobin ; HbO2) ซึ่งมีสีแดงสด เลือดที่มีออกซีฮีโมโกลบินนี้จะถูกสงเขาสูหัวใจและ สูบฉีดไปยังเนื้อเยื่อตางๆทั่วรางกาย 2. ที่เนื้อเยื่อออกซีฮีโมโกลบินจะสลายใหออกซิเจนและฮีโมโกลบิน ออกซิเจนจะ แพรเขาสูเซลลทําใหเซลลของเนื้อเยื่อไดรับออกซิเจน ดังสมการ ในขณะที่เนื้อเยื่อรับออกซิเจนนั้น คารบอนไดออกไซดที่เกิดขึ้นในเซลลก็จะแพรเขา เสนเลือด คารบอนไดออกไซดสวนใหญจะทําปฏิกิริยากับน้ําในเซลลเม็ดเลือดแดงเกิดเปน กรดคาร บ อนิ ก (H2CO3) ซึ่ ง แตกตั ว ต อ ไปได ไ ฮโดรเจนคาร บ อเนตไอออน (HCO3-) และ ไฮโดรเจนไอออน (H+) เมื่อเลือดที่มีไฮโดรเจนคารบอเนตไอออนมากไหลเขาสูหัวใจจะถูกสูบ ฉีดตอไปยังเสนเลือดฝอยรอบๆถุงลมปอด ไฮโดรเจนคารบอเนตไอออนและไฮโดรเจนไอออน จะรวมตัวกันเปนกรดคารบอนิกแลวจึง สลายตัวเปนคารบอนไดออกไซดและน้ําในเซลลเม็ด เลื อ ดแดง เป น ผลให ค วามหนาแน น ของคาร บ อนไดออกไซด ใ นเส น เลื อ ดฝอยสู ง กว า คารบอนไดออกไซดในถุงลมปอด จึงเกิดการแพรของคารบอนไดออกไซดจากเสนเลือดฝอย เขาสูถุงลมปอดดังภาพ ศูนยควบคุมการหายใจ : อยูท่สมองสวนทายที่ เมดุลลาออบลองกาตา (medulla oblongata) ี
  • 3.
    3 สวนประกอบของเลือด สวนประกอบ ปริมาณ การทํางาน สวนที่เปนของเหลว หรือ พลาสมา(plasma) 55% โดยปริมาตร 1. น้ํา ทั้งหมด เปนตัวทําละลาย 2. พลาสมาโปรตีน เชน อัลบูมิน โกลบูลิน 91% ของปริมาตรพลาสมา ภูมิคุมกัน การแข็งตัวของเลือด การขนสงลิพิด ไฟบริโนเจน ฯลฯ 7% - 8% ควบคุมปริมาตรของของเหลวภายนอกเซลล 3. สารอาหารตางๆ เอนไซม อิออน วิตามินเกลือแร ควบคุมปริมาตรของของเหลวภายนอกเซลล และแกสตางๆ คา pH ฯลฯ สวนที่เปนของแข็ง 45% โดยปริมาตร 1. เซลลเม็ดเลือดแดง ทั้งหมด ลําเลียงกาซออกซิเจนไปยังสวนตางๆ ของ (Red blood cell หรือ รางกาย มีรงควีตถุสีแดง เรียกวา ฮีโมโกลบิน Erythrocyte) (Hemoglobin) สรางจากไขกระดูก มีอายุประมาณ100-120 วัน 2. เซลลเม็ดเลือดขาว (White blood cell หรือ สรางจากไขกระดูก มีอายุประมาณ 7-14 วัน Leukocyte) - นิวโทรฟล (neutrophil) 40-60%ของเม็ดเลือดขาว ทําลายเชื้อแบคทีเรีย - อิซิโนฟล (eosinophil) 2-5% ของเม็ดเลือดขาว ทําลายตัวออนหนอนพยาธิ - เบโซฟล (basophil) 0.5-1% ของเม็ดเลือดขาว ตอบสนองตอการอักเสบหรืออาการแพ - ลิมโฟไซต (lymphocyte) 20-30%ของเม็ดเลือดขาว ตอบสนองทางปฏิกิริยาในระบบภูมิคุมกัน - โมโนไซต (monocyte) 4-7% ของเม็ดเลือดขาว จับกินสิ่งแปลกปลอม 3. เกล็ดเลือด (Blood platelet) ฺ 250,000-300,000 เกล็ด/ ทําใหเกิดการแข็งตัวของเลือด ลูกบาศกมิลลิลิตรของ (เปนชิ้นสวนที่หลุดมาจากเซลล เลือด Megakaryocyte ในไขกระดูก) เสนเลือด เสนเลือด แบงเปน 3 ระบบ คือ 1. ระบบอารเทอรี่ (Artery) คือ ระบบของเสนเลือด ที่มีทิศทางออกจากหัวใจไปปอดและ สวนตางๆของรางกาย เลือดที่บรรจุอยูภายใน เปนเลือดที่มีออกซิเจนสูง มักเรียกวาเสนเลือด แดง ยกเวน เสนเลือดพัลโมนารี อารเทอรี (pulmonary artery) ที่ภายในมีออกซิเจนต่ํา 2. ระบบเวน (Vein) คือ ระบบเสนเลือด ที่มีทิศทางออกจากปอด และสวนตางๆ ของ รางกายเขาสูหัวใจ เลือดที่บรรจุอยูภายในเปนเลือดที่มีออกซิเจนต่ํา มักเรียกวา เสนเลือดดํา ยกเวน เสนเลือดพัลโมนารี เวน (pulmonary vein) ที่ภายในมีเลือดออกซเจนสูง 3. ระบบเสนเลือดฝอย(capillary) จะอยูระหวางระบบอารเทอรี และระบบเวน จะติดตอ เชื่อมโยงกัน เสนเลือดฝอย ซึ่งแทรกอยูตามสวนตางๆของรางกาย เปนบริเวณที่มีการ แลกเปลี่ยนอาหาร กาซ สารตางๆ และของเสียระหวางเลือดกับเซลลของรางกาย
  • 4.
    4 หมูเลือด ABO ในระบบ ABO จําแนกหมูเลือดออกเปน 4 หมู คือ หมูเลือด A, B, AB และ O โดยมีแอนติเจนและแอนติบอดีในเม็ด เลือดและพลาสมาในหมูเลือดตาง ๆ มีดังนี้ หมูเลือด แอนติเจนบนผิวเม็ดเลือดแดง แอนติบอดีในพลาสมา O - Anti A, Anti B A A Anti B B B Anti A AB A, B - # หมายเหตุ # แอนติเจน A + แอนติบอดี A เลือดตกตะกอน (Agglutination) แอนติเจน B + แอนติบอดี B เลือดตกตะกอน (Agglutination) หมูเลือดระบบ Rh เปนระบบหมูเลือดที่สําคัญรองลงมาจาก หมูเลือด ABO แอนติเจน Rh เปนแอนติเจนบนเม็ดเลือดแดง (พบครั้งแรก ในลิง Rhesus) คนที่มีหมูเลือด Rh+ve จะมีแอนติเจน D บนผิวเม็ดเลือดแดง (antigen D) แตไมมีแอนติบอดี D ในน้ําเลือด สวนหมูเลือด Rh-ve ไมมีแอนติเจน D บนผิวเม็ดเลือดแดง และไมมีแอนติบอดี D ในน้ําเลือดดวย แตสามารถสรางแอนติบอดี D ไดเมื่อไดรับแอนติเจน D หมูเลือดระบบ Rh นี้ ถาเลือดที่มี Rh+ เขาไปในรางกายของผูที่มี Rh- ในครั้งแรกจะมีการสรางแอนติบอดีตอ Rh+ ขึ้นมา และเมื่อไดรับอีกจะเกิดปฏิกริยาการสลายตัวของเม็ดเลือดแดง ซึ่งมีความสําคัญในระยะตั้งครรภ หากมารดาและทารก ในครรภมหมูเลือด Rh ไมเขากัน ทารกจะเปนโรคเกี่ยวกับเม็ดเลือดแดงถูกทําลาย (erythroblastosis fetalis) ในประเทศไทยมี ี ปญหาการไมเขากันของหมูเลือด Rh มีนอย ทั้งนี้เพราะคนไทยมีเลือด Rh- เพียง 0.1-0.3% เทานั้น(1:500) โครงสรางและการทํางานของระบบไหลเวียนเลือด 1. หัวใจ (Heart) เปนอวัยวะที่ประกอบขึ้นดวยกลามเนื้อหัวใจที่ไมอยูภายใตอํานาจจิตใจ หัวใจตั้งอยูในบริเวณทรวง อกระหวางปอดทั้งสองขาง คอนไปทางดานซาย ภายในหัวใจมีลักษณะเปนโพรงมี 4 หอง ดังนี้ 1) หองบนขวา (Right Atrium) ทําหนาที่ รับเลือดจากสวนตางๆของรางกาย และสงเลือดไปยังหัวใจหองลางขวา 2) หองลางขวา (Right Ventricle) ทําหนาที่ รับเลือดจากหัวใจหองบนขวา และสงเลือดไปแลกเปลี่ยนแกสที่ปอด 3) หองบนซาย (Left Atrium) ทําหนาที่ รับเลือดจากปอด และสงเลือดไปหัวใจหองลางซาย 4) หองลางซาย (Left Ventricle) ทําหนาที่ รับเลือดจากหัวใจหองบนซาย และสงเลือดไปเลี้ยงสวนตางๆของรางกาย หั ว ใจห อ งบนซ า ยและล า งซ า ยมี ลิ้ น ไบคั ส พิ ด (Bicuspid) คั่ น อยู ส ว นห อ งบนขวาและล า งขวามี ลิ้ น ไตรคั ส พิ ด (Tricuspid) คั่นอยู ซึ้งลิ้นทั้งสองนี้ทําหนาที่คอยปด-เปด เพื่อไมใหเลือดไหลยอยกลับ หัวใจทําหนาที่สูบฉีดเลือดโดยการบีบตัว
  • 5.
    5 และคลายตัวของกลามเนื้อหัวใจเปนจังหวะ ทําใหเลือดไหลไปตามหลอดเลือดตางๆ หลอดเลือดแดงจะขยายตัวตามจังหวะการ บีบตัวของหัวใจเราสามารถจับจังหวะนี้ไดตรงตําแหนงหลอดเลือดที่อยูใกลกับผิวหนัง เรียกวา ชีพจร (Pulse) กระบวนการหมุนเวียนเลือดในหัวใจ หองเอเตรียมขวาจะรับเลือดจากหลอดเลือดดําซุพีเรีย เวนาคาวา (Superior Venacava) ซึ่งนําเลือดจากศีรษะและ แขน และรับเลือดจากหลอดเลือดดําอินฟเรีย เวนาคาวา (Inferior Venacava) ซึ่งนําเลือดมาจากลําตัวและขาเขาสูหัวใจ เมื่อเอ เตรียมขวาบีบตัว เลือดจะเขาสูเวนตริเคิลขวาโดยผานลิ้นไตรคัสพิด จากนี้เมี่อเวนตริเคิลบีบตัว เลือดจะผานลิ้นพัลโมนารี เซมิลู นาร (Pulmonary Semilunar Value) ซึ่งเปดเขาสูหลอดเลือดแดงพัลโมนารี (Pulmonary Artery) หลอดเลือดนี้นําเลือดไปยัง ปอดเพื่อแลกเปลี่ยนแก็ส โดยปลอยคารบอนไดออกไซด และรับออกซิเจน เลือดที่มีออกซิเจนสูงนี้จะไหลกลับสูหัวใจทางหลอด เลือดดําพัลโมนารี (Pulmonary Vein) เขาสูหองเอเตรียมซาย เมื่อเอเตรียมซายบีบตัว เลือดก็จะผานลิ้นไบคัสพิด เขาสูหองเวน  ตริเคิลซาย แลวเวนตริเคิลซายบีบตัวดันเลือดใหไหลผานลิ้นเอออรติก เซมิลูนาร (Aortic Semilunar Value) เขาสูเอออรตา (Aorta) ซึ่งเปนหลอดเลือดแดงใหญ จากเอออรตาจะมีหลอดแตกแขนงแยกไปยังสวนตางๆ ของรางกาย การเตนของหัวใจ (Heart beat) หัวใจของมนุษยจะมีการทํางานไดเองโดยปราศจากการกระตุนของเสนประสาท 1. Nodal tissues และ conducing system การเตนของหัวใจจะเริ่มจากกลุมเนื้อเยื่อที่มีลักษณะพิเศษซึ่งเรียกวา Nodal tissues เนื้อเยื่อนี้จะสามารถสรางกระแส ประสาทหรือ สัญญาณไฟฟาขึ้นเองได และยังสามารถถายทอดสัญญาณใหแกกนและกันได เนื้อเยื่อชนิดพิเศษนี้มี 4 กลุม ั ไดแก กลุมที่ 1 ไซโนเอเทรียล โนด (sinoatrial node) หรือ เอสเอ โนด (SA node) ซึ่งตั้งอยูในหัวใจหองบนขวา ใกลกับ ชองเปดของหลอดเลือด superior vena cava ซึ่ง SA node จะสรางสัญญาณไฟฟาหรือกระแสประสาทขึ้นมาและจะแผ สัญญาณไฟฟาไปทั่วหัวใจหองบน ทําใหหวใจหองบนเกิดการหดตัว จากนั้นกระแสประสาทจะถูกสงมาที่เนื้อเยื่อกลุมที่ 2 ซึ่ง ั เรียกวา เอวี โนด (AV node) เปนเนื้อเยื่อที่ตั้งอยูบนหัวใจหองบนขวาใกลกับผนังที่กั้นระหวางหองบนทั้งสอง จาก AV node สัญญาณไฟฟาจะถูกไปยัง เนื้อเยื่อกลุมที่ 3 คือ เอวี บันเดิล (AV bundle) หรือ bundle of His ซึ่งตั้งอยูบริเวณสวนบนสุด ของผนัง interventricular septum ซึ่งจะนํากระแส ประสาทไปยังเนื้อเยื่อกลุมที่ 4 คือ เสนใยเพอรคินเจ (Perkinje fibers) ซึ่งแทรกอยูในหัวใจหองลางทั้งสองและ ทําใหหวใจหองลางเกิดการหดตัว เนื่องจากเนื้อเยื่อ SA ั node เปนเนื้อเยื่อกลุมแรกที่สรางกระแสประสาทขึ้นมา กอนเนื้อเยื่อกลุมอื่น ฉะนั้นมันจึงเปนกลุมที่กําหนดอัตรา การเตนของหัวใจ ซึ่งถูกเรียกวาผูใหจังหวะการเตนของ หัวใจ หรือ pacemaker แสดงตําแหนงที่ตั้ง Nodal tissues, conducing system ของหัวใจ และคลื่นไฟฟาของหัวใจ (Electrocardiogram, ECG)
  • 6.
    6 2. คลื่นไฟฟาของหัวใจ (Electrocardiogram, ECG) เปนกราฟที่แสดงการทํางานของหัวใจในรูปของคลื่นไฟฟาโดยการวัดสัญญาณไฟฟาในวงจรการทํางานของหัวใจโดย ใช electrode วัดผิวหนังของรางกาย เชนบริเวณขอมือ ขอเทา และหนาอก ซึ่งกราฟนี้จะประกอบดวยคลื่น 3 ชนิด คือ - คลื่น พี (P wave) ซึ่งจะแทนการแผของกระแสประสาทจาก SA node ไปยังหัวใจหองบนทั้งสองกอนที่หัวใจหอง บนทั้งสองจะหดตัว - คลื่น คิว อาร เอส (QRS wave) ซึ่งแสดงการแผของกระแสประสาทจาก SA node, AV bundle และ Purkinje fiber ในหัวใจหองลางกอนที่หัวใจหองลางจะหดตัว - คลื่น ที (T wave) จะแสดงถึงการคลายตัวของหัวใจหองลาง คลื่นไฟฟาของหัวใจ (ECG) จะมีประโยชนทางการแพทย ที่จะใชตรวจสอบการทํางานของหัวใจ โดยที่คลื่นไฟฟา เหลานี้จะเกิดการเปลี่ยนแปลงเมื่อเกิดโรคหรือความผิดปกติข้ึน ในกรณี ที่ มี ก ารทํ า งานของ SA node ล ม เหลว AV node จะ สามารถทํ า ให หั ว ใจเต น ต อ ไปได แ ม ว า หั ว ใจอาจเต น ช า และลด ประสิทธิภาพลงมาก SA node อาจเสื่อมจากโรคหรือการสูงอายุ ซึ่ ง สามารถรั ก ษาได โ ดยการใช pacemaker เที ย มซึ่ ง เป น เครื่องมือไฟฟ าเล็ก ๆ ที่ถูกนําเขา ไปติดตั้งแทนเนื้อเยื่อ nodal tissues ที่เสียหาย เครื่ องมือนี้จะสงกระแสไฟฟา เขาไปกระตุน กลามเนื้อหัวใจใหเกิดจังหวะของคลื่นไฟฟาของหัวใจที่สมบูรณ แสดงการเคลื่อนที่ของสัญญาณไฟฟาหรือกระแสประสาท ที่เกิดขึ้นเมื่อหัวใจเตน 3. วงจรการเตนของหัวใจ (cardiac cycle) ลําดับของเหตุการณที่เกิดขึ้นในระหวางการเตนของหัวใจที่สมบูรณ 1 ครั้งเรียกวา คารดิแอคไซเคิล (cardiac cycle) ซึ่งใชเวลา 0.8 วินาที ซึ่งประกอบดวยการหดตัว (systole) และการคลายตัว (diastole) ของหัวใจหองบนและหัวใจหองลางสลับกัน การเกิด cardiac cycle แตละครั้งจะเริ่มตนดวยการสรางสัญญาณไฟฟา หรือกระแสประสาทใน SA node และแผสัญญาณไฟฟานี้ไปยังหองบนทั้งสองทําใหหัวใจหองบนทั้งสองเกิดการหดตัว เรียกวา atrial systole ขณะที่หัวใจหองบนหดตัว เลือดจะถูกบังคับใหลงสูหัวใจหองลาง เมื่อสัญญาณไฟฟาถูกสงไปถึงหัวใจหองลางจะ ทําใหหัวใจหองลางทั้งสองหดตัว (ventricular systole) เลือดจะถูกบังคับใหไหลผานลิ้นเซมิลูนาร เขาสู systemic circulation และ pulmonary circulation โครงสรางภายในของไต ถาผาตามยาวไตจะประกอบดวยสวนตางๆ ดังนี้ คือ 1. รีนลแคปซูล (Renal capsule) เปนสวนเนื้อเยื่อเกี่ยวพันที่อยูดานนอกสุดหุม ั รอบไต 2. เนื้อไต ประกอบดวย 2 สวน คือ 2.1 เนื้อไตชั้นนอก หรือรีนัลคอรเทกซ (Renal Cortex) มีสีแดงลักษณะเปนจุดๆ แตละจุดเมื่อขยายดูเปนกลุมของเสนเลือดฝอยที่ เรียกวา โกลเมอรูลัส (Glomerulus) และถุงโบวแมนสแคบซูล (Bowman's capsule) ทําหนาที่เกี่ยวกับการกรองของเสียออกจากเลือด นอกจากนี้ยังเปนที่อยูของทอหนวยไตสวนตน (Proximal tubule) และทอ หนวยไตสวนปลาย (Distal tubule) ซึ่งเปนสวนประกอบของหนวยไต (Nephron) 2.2 เนื้อไตชั้นใน หรือรีนัลเมดัลลา ( Renal medulla ) เปนชั้นที่มีสีจางกวาเนื้อไตชั้นนอก มีลักษณะเปนเสน ๆ หรือหลอดเล็ก ๆ รวมกันเปนกลุม ๆ มีรูปรางลักษณะ เปน ภาพสามเหลี่ยมคลายพีระมิด เรียกวา รีนัลพีระมิด (Renal pyramid) ปลายยอดของพีระมิดเปนยอดแหลมซึ่งเกิดจากทอรวม
  • 7.
    7 (Collecting tubule) มารวมกันเรียกวาพาพิลลา (Papilla) และนําน้ําปสสาวะสงเขาสูบริเวณที่มีลกษณะเปนกรวย เรียกวา ั กรวยไต (Renal pelvis) 3. กรวยไต (Renal pelvis) ทําหนาที่รองรับน้ําปสสาวะที่มาจากแคลิกซ และสงตอไปสูทอไต (Ureter) นําเขาสูกระเพาะปสสาวะและนําน้ําปสสาวะ ออกทางทอปสสวะ ทั้งชั้นคอรเทกซและเมดัลลา ประกอบดวยหนวยยอยของไตที่ทําหนาที่ในการสรางน้ําปสสาวะ เรียกวา หนวยไต (nephron) นอกจากนี้ยังพบหลอดเลือด ทอน้ําเหลืองและเสนประสาทในชั้นเนื้อไตดวย สวนประกอบของหนวยไต (Nephron) แตละอัน ประกอบดวย 2 สวนใหญ ๆ คือ 1. รีนลคอรพัสเคิล (Renal corpuscle) เปนสวนที่เกี่ยวของกับการกรอง (Filtering unit) ซึ่ง ั ประกอบดวย 1.1โกลเมอรูลัส (Glomerulus) : เปนกลุมหลอดเลือดฝอย (Glomerulus capillaries) ที่ ขดรวมกันบรรจุอยูในโบวแมนสแคบซูล (Bowman’s capsule) ทําหนาที่กรองน้ําและสารบาง ชนิดออกจากพลาสมาใหเขามาในทอหนวยไต 1.2 โบวแมนสแคบซูล (Bowman’s capsule) : เปนสวนตนของทอหนวยไตสวนตนที่ ปลายขางหนึ่งโปรงออกมาเปนกระเปาะภาพทรงกลม แตมีรอยบุมเขาไปขางในคลายถวยเปนถุง หุมโกลเมอรูลัส และของเหลวที่กรองไดจะผานเขามายังบริเวณนี้ 2. สวนทอของหนวยไต (Renal tubule) เปนทอกลวงมีผนังประกอบดวยเซลลเยื่อบุผิว (Epithelial cell) บางชั้นเดียวบุทอ หนวยไต ทําหนาที่เปลี่ยนแปลงองคประกอบของของเหลวที่กรองไดใหเปนน้ําปสสาวะ ทอของหนวยไต ประกอบดวยทอสวน ตาง ๆ ดังนี้ 2.1 ทอสวนตน (Proximal tubule) อยูตอโบวแมนสแคบซูล (Bowman’s capsule) เปนทอขดไปมาชั้นคอรเทกซ (Cortex) เปนบริเวณที่มีการดูดสารกลับเขาสูระบบไหลเวียนเลือดมากที่สุด 2.2 ทอหนวยไตภาพตัวยู หรือหวงเฮนเล ( U-shape / Henle’s loop)หลอดโคงภาพตัวยู ยื่นเขาไปในชั้นเมดัล ลา ( Medulla ) 2.3 ทอขดสวนปลาย (Distal tubule) ตอจาก Henle’s loop เปนทอขดไปมาในชั้นคอรเทกซ (Cortex) ทอสวนนี้จะมา เปดรวมกับทอรวม (Collecting tubule) 2.4. ทอรวม (Collecting tubule) เปนบริเวณที่ทอขดสวนปลายของหนวยไตอื่น ๆ มาเปดรวมกัน เพื่อนําน้ําปสสาวะ สงตอไปยังกรวยไต (Pelvis) ทอไต (Ureter) กระเพาะ ปสสาวะ (Urenary bladder) และทอปสสาวะ (Urethra) ตามลําดับ หนวยไตจะทําหนาที่ในการสรางน้ําปสสาวะ (Urine formation) ประกอบดวยกระบวนการที่สําคัญ 3 ขั้นตอน ไดแก 1. การกรองสารที่โกลเมอรูลัส (Glomerular filtration / Ultrafiltration) 2. การดูดสารกลับที่ทอหนวยไต (Tubular reabsorption) 3. การหลั่งสารโดยทอหนวยไต (Tubular Secretion)
  • 8.
    8 ตารางเปรียบเทียบสารในเลือด ของเหลวที่กรองผานโกลเมอรูลัสและน้ําปสสาวะ สาร น้ําเลือด (g/100cm3) ของเหลวที่กรองผานโกลเมอรูลัส น้ําปสสาวะ 3 (g/100 cm ) (g/100 cm3) น้ํา 92 90-93 95 โปรตีน 6.8-8.4 10-20 0 ยูเรีย 0.0008-0.25 0.03 2 กรดยูริก 0.003-0.007 0.003 0.05 แอมโมเนีย 0.0001 0.0001 0.05 กลูโคส 0.07-0.11 0.1 0 โซเดียม 0.31-0.33 0.32 0.6 คลอไรด 0.35-0.45 0.37 0.6 ซัลเฟต 0.002 0.003 0.15 การรักษาสมดุลของไต ไตควบคุมน้ําของรางกายในสภาพการขับน้ําปสสาวะ ถารางกายขาดน้ําหรือน้ําในเลือดนอยทําใหปริมาตรน้ํา ในเลือดลดลง ความเขมขนของเลือดเพิ่มมากขึ้นทําใหแรงดันออสโมติกของเลือดสูงขึ้น จะไปกระตุนตัวรับรู (receptor) การเปลี่ยนแปลงแรงดันออสโมติกในสมองสวนไฮโพทามัส ไปกระตุนตอมใตสมองสวนทาย (Posterior lobe of piuitary gland)ใหปลอยฮอรโมนแอนติไดยูเรติก (Antidiuretic hormone ;ADH หรือ Vasopressin) ออกมาสูกระแสเลือดและสงไปยังทอหนวยไตสวนปลายและทอรวม ทําใหเกิดการดูดน้ํากลับเขาสูเลือดมากขึ้น ปริมาตรของเลือดมากขึ้นพรอมกับขับน้ําปสสาวะออกนอยลง นอกจากนี้ภาวะที่มีการขาดน้ําของรางกายยัง กระตุนศูนยควบคุมการกระหายน้ําในสมองสวนไฮโพทาลามัสทําให เกิดการกระหายน้ํา เมื่อดื่มน้ํามากขึ้นแรงดัน ออสโมติกในเลือดจึงเขาสูสภาวะปกติ ภาพ แสดงกลไกการรักษาสมดุลน้ํา ของรางกายโดยฮอรโมน ADH ภาพ แสดงสู ตรโครงสร างของสารประกอบไนโตรเจนที่ เ กิดจาก เมแทบอลิซึมของโปรตีนแลกรดนิวคลีอิกในรางกายสัตว
  • 9.
    9 ระบบน้ําเหลือง ( Lymphaticsystem ) ระบบน้ําเหลืองเปนระบบลําเลียงสารตาง ๆ ใหกลับเขาสูหลอดเลือด โดยเฉพาะ สารอาหารพวกกรดไขมันที่ดูดซึมจากลําไสเล็ก ระบบน้ําเหลืองจะไมมีอวัยวะสําหรับสูบ ฉีดไปยังสวนตาง ๆ ประกอบไปดวย น้ําเหลือง(Lymph) ทอน้ําเหลือง (Lymph vessel) และอวัยวะน้ําเหลือง (Lymphatic organ) ภูมิคุมกันของรางกาย ในรางกายของเราไดรับสิ่งแปลกปลอมมากมาย มีท้ังเชื้อโรคไดแก แบคทีเรีย เชื้อรา ไวรัส พยาธิตางๆ สารเคมีที่เจือปนอยูในอากาศที่จะเขาสูรางกายทาง ผิวหนัง ทางระบบหายใจ ทางระบบยอยอาหาร หรือทางระบบหมุนเวียนเลือดโดยปกติรางกายจะมีการปองกันและกําจัดสิ่งแปลกปลอมที่เปนอันตรายตอรางกายโดยระบบ ภูมคุมกัน(immunity) สิ่งแปลกปลอมหรือเชื้อโรคไมสามารถเขาสูรางกายไดโดยงายเพราะรางกายมีดานปองกันและตอตานเชื้อ ิ โรคหรือสิ่งแปลกปลอม เชื้อโรคที่ถูกทําลายจะไปกระตุนลิมไฟไซตในเลือดใหสรางแอนติบอดี เพื่อทําลายเชื้อโรคโดยตรง เรียกการปองกันนี้ วา ภูมคุมกันโดยกําเนิดหรือแบบไมจําเพาะ (Innate Immunity/ Nonspecific defense) นอกจากนี้รางกายยังมีกลไก ิ สรางภูมคุมกันอีกแบบหนึ่งคือ ภูมิคุมกันจําเพาะ (Acquired Immunity / Specific defense) จะเกิดขึ้นเมื่อเชื้อโรคเขาไปสู ิ เลือดและถูกเซลลฟาโกไซตทําลาย ชิ้นสวนของแอนติเจนจะไปกระตุนใหลิมโฟไซตชนิดเซลลบีและเซลลที ที่มีความจําเพาะตอ แอนติเจนนั้นใหแบงเซลลเพิ่มจํานวน 1) เซลลบี มีคุณสมบัติสรางแอนติบอดีจําเพาะเมื่อถูกแอนติเจนกระตุน เซลลบีแบงเซลลไดเซลลพลาสมา(Plasma Cell)และเซลลเมมมอรี(Memory Cell) เซลลพลาสมาจะสรางแอนติบอดีทําลายเชื้อโรคเฉพาะแตละชนิด สวนเซลลเมมมอรีจะ สรางแอนติบอดีทําลายเชื้อโรคชนิดเดิมถาเขาสูรางกายอีก 2) เซลลที มีการทํางานซับซอนมาก แบงเปนชนิดยอยๆหลายชนิด บางชนิดทําหนาที่กระตุนเซลลบีใหสราง แอนติบอดี และควบคุมฟาโกไซตใหอยูในภาวะสมดุล บางชนิดทําหนาที่เหมือนเซลลเมมมอรี การทํางานของ B cell