ระบบ
การหมุนเวียนของเลือด
ระบบการหมุนเวียนของเลือด
                        ้ ื
ต ัวจ ักรสาค ัญของระบบนีคอ ห ัวใจ และหลอดเลือด
1. หัวใจ (Heart) เมื่อร่างกายโตเต็มที่มีขนาดยาวประมาณ 12.5 cm กว้าง 9 cm และหนา
5 cm หนักประมาณ 300 g อยู่ระหว่างปอดทั้ง 2 ข้าง ส่วนล่างมีกระบังลมรองรับ
ประกอบด้วยเนื้อเยื่อ 3 ชั้น
     1. เนื้อเยื่อชั้นใน (Endo cardium) ประกอบด้วยเยื่อบุผิว
     2. เนื้อเยื่อชั้นกลาง (Myo cardium) ประกอบด้วยกล้ามเนื้อหัวใจ หนาที่สุด
     3. เนื้อเยื่อชั้นนอก (Epi cardium) ประกอบด้วยเยื่อบุผิว หลอดเลือด ชั้นไขมัน



ห้องหัวใจ สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมมีหัวใจ 4 ห้อง
1. ห้องบนซ้าย (Left Atrium) ทาหน้าที่รับเลือดแดงที่มาจากปอด
2. ห้องบนขวา (Right Atrium) ทาหน้าที่รับเลือดดาที่มาจาก
    ส่วนต่างๆของร่างกาย
3. ห้องล่างซ้าย (Left Ventricle) ทาหน้าที่ส่งเลือดแดง
    ไปที่ส่วนต่างๆของร่างกาย
4. ห้องล่างขวา (Right Ventricle) ทาหน้าที่ส่งเลือดดา
    ไปยังปอด
ลิ้นหัวใจ (Valve) ประกอบด้วยเนื้อเยื่อเกี่ยวพันทาหน้าที่ ปิด-เปิด ไม่ให้เลือดไหล
ย้อนกลับ มีลักษณะคล้ายถุง นายวิลเลียม ฮาร์วีย์ ชาวอังกฤษ ค้นพบว่าเลือดไหลไปทาง
เดียว และมีลิ้นควบคุม                 อยู่ 2 กลุ่ม 4 ลิ้น ดังนี้
     ก. ลิ้นในหัวใจ (cuspid Valve)
        1. ลิ้นไตรคัสปิด (Tricuspid Valve) กั้นระหว่าง Right Atrium
กับ Right Ventricle มี 3 แฉก
        2. ลิ้นไบคัสปิด (Bicuspid Valve) กั้นระหว่าง Left Atrium
กับ Left Ventricle มี 2 แฉก
     ข. ลิ้นหัวใจกับหลอดเลือด (Semilunar Valve)
        1. ลิ้นพัลโมนารีเซมิลูนาร์ (Pulmonary Semilunar)
อยู่บริเวณโคนของเส้นเลือดออกจากหัวใจไปปอด (Pulmonary Artery)
ที่ออกจาก ห้องRight Ventricle มี 3 แฉก
        2. ลิ้นเอออร์ติกเซมิลูนาร์ (Aortic Semilunar)
อยู่บริเวณโคนของเส้นเลือดแดงใหญ่ (Aorta) ที่ออกจาก
ห้อง Left Ventricle มี 3 แฉก
ลิ้นหัวใจ (Valve)
2. หลอดเลือด
           การหมุนเวียนเลือดในหัวใจ ประกอบด้วยหลอดเลือด 3 ระบบ โดยยึดระบบการ
เข้า - ออก ของเลือดจากหัวใจ
       1. ระบบหลอดเลือดออกจากหัวใจ (Arterial systeme) ส่วนใหญ่จะเป็นเส้นเลือดแดง
ยกเว้น เส้นเลือดดาไปปอด (Pulmonary Artery) เส้นเลือดกลุ่มนี้ได้แก่
       1.1 หลอดเลือดแดงใหญ่ (Aorta) นาเลือดออกจากห้องล่างซ้าย ไปเลี้ยงร่างกาย มี
ขนาดใหญ่ที่สุดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1 นิ้ว
         1.2 หลอดเลือดแดง (Artery) นาเลือดต่อออกจาก Aorta ไปเลี้ยงร่างกาย
         1.3 หลอดเลือดแดงเล็ก (Arteriole) นาเลือดต่อออกจาก Artery ไปเลี้ยง
ร่างกาย เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 0.2 cm
 ลักษณะของหลอดเลือดกลุมนี้  ่
       - มีผนังหนา ประกอบด้วยเนื้อเยื่อ 3 ชั้น ชั้นในเป็นเยื่อบุผิว ชั้นกลางเป็นกล้ามเนื้อ
เรียบ และชั้นนอกสุดเป็นเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน
       - มีความยืดหยุ่นดีมาก ทนทานต่อแรงดันสูง
ลักษณะของหลอดเลือดกลุ่มนี้
          - มีผนังบาง ประกอบด้วยเนือเยือ 3 ชั้น ชั้นในเป็นเยือบุผว ชั้นกลางเป็น
                                    ้ ่                      ่ ิ
กล้ามเนือเรียบ และชันนอกสุดเป็นเนือเยือเกียวพัน
        ้           ้             ้ ่ ่
          มีความยืดหยุนน้อย ภายในมีลนกันไม่ให้เลือดไหลย้อนกลับ
                      ่                ิ้ ้
้
ตารางเปรียบเทียบลักษณะของหลอดเลือดออกและเสนเข ้า

      ความแตกต่าง         ArterialSysteme          VenousSysteme
  1. ผนัง               หนา                  บาง
  2. ความยืดหยุ่น       ดีมาก                น้อย
  3. ช่องภายใน          เล็ก                 กว้าง
  4. สี                 แดงสด                แดงคล้า
  5. ลิ้น               ไม่มี                มี
  6. ปริมาณออกซิเจน     มาก/น้อย             น้อย/มาก
  7. หน้าที่หลัก        นาเลือดออกจากหัวใจ   นาเลือดเข้าสู่หัวใจ


          3. ระบบหลอดเลือดฝอย(Capillary) เป็นทังหลอดเลือดดาและหลอดเลือด
                                               ้
แดงเส้นผ่าสูญกลางประมาณ 7 ไมโครเมตร ผนังบางมากเพราะประกอบด้วยเซลล์
เพียงชันเดียว เลือดสามารถผ่านได้ทละเซลล์เท่านัน
       ้                         ี่           ้
ส่วนประกอบของเลือด
     คนที่โตเต็มที่จะมีเลือดประมาณ 70-80 % ของน้าหนักตัว มีคุณสมบัติเป็นเบส
อ่อน ๆ pH ประมาณ 7.35-7.45 ประกอบด้วย
        1.ของเหลว หรือ พลาสมา (plasma) มีประมาณ 55 % ของเลือดทั้งหมด ลักษณะ
ใสออกเหลืองประกอบด้วย
          ก. น้า ประมาณ 90-93 % ทาหน้าที่
          - รักษาปริมาณเลือดและความดันเลือดให้คงที่
          - เป็นตัวทาละลายแร่ธาตุและวิตามิน
          - ทาให้เซลล์เต่งขึ้น
           ข. แร่ธาตุ ประมาณ 1 % เช่น Na , Mg , Cl
           ค. โปรตีน ประมาณ 6-8 % ได้แก่ โปรทรอมบิน ไฟบริโนเจน อัลบูมีน ฯลฯ ทา
หน้าที่
          - เลือดมีความหนืด
          - การแข็งตัวของเลือด
           ง. สารอื่น ๆ เช่น สารอาหาร ก๊าซ ฮอร์โมน แอนติบอดี ฯลฯ
หน้าที่ของเลือด
      1. ลาเลียง O2 และ CO2
      2. ลาเลียงสารอาหารออก วิลลัสที่ลาไส้เล็ก ไปสู่
เซลล์
      3. ลาเลียงของเสียออกจากเซลล์ ไปสู่อวัยวะ
ขับถ่าย
      4. ลาเลียงภูมิคุ้มกัน
      5. รักษาอุณหภูมิของร่างกาย
2. เม็ ดเลือด มีประมาณ 45 % ของเลือดทังหมด ได ้แก่
                                            ้
•เม็ดเลือดแดง (Erythrocyte หรือ Red Blood Cell)




    •เม็ดเลือดขาว (Leucocyte หรือ White Blood Cell)




    •เกล็ดเลือด (Pletelet)
ก. เม็ดเลือดแดง (Erythrocyte หรือ Red Blood Cell) เป็นเซลล์ที่โตแล้วไม่มีนิวเคลียสลักษณะ
คล้ายโดนัส มีสีแดงสดเพราะอิ่มตัวด้วย ออกซิเจน หรือแดงคล้าเมื่ออิ่มตัวด้วย คาร์บอนไดออกไซด์
ประกอบด้วย ฮีโมโกลบิน เมื่อจับกับ ออกซิเจน จะมีสีแดงสดเรียกว่า ออกซีฮีโมโกลบิน
(Oxyhaemoglobin) พบว่า เลือด 100 ml สามารถจับกับออกซิเจน ได้ 20 ml ถ้าไม่มีฮีโมโกลบิน เลือด
100 ml สามารถจับกับออกซิเจน ได้เพียง 1 ml เท่านั้น เลือดสามารถจับกับสารอื่นได้อีกเช่น ก๊าซคาร์บอน
มอนนอกไซด์ (CO) ซึ่งสามารถจับได้เร็วกว่าออกซิเจนมากทาให้ร่างกายขาดออกซิเจนและถึงตายได้ แร่
ธาตุสาคัญที่เป็นส่วนประกอบของเลือดและทาให้เลือดมีสีแดง เหล็ก โดยทั่วไปคนปกติ เพศชายมีเม็ด
เลือดแดงประมาณ 5 ล้านเซลล์ต่อเลือด 1 ml และเพศหญิงมีเม็ดเลือดแดงประมาณ 4.5 ล้านเซลล์ต่อ
เลือด 1 ml ถ้ามีเม็ดเลือดแดงน้อยกว่า 3.5 ล้านเซลล์ต่อเลือด 1 ml แสดงว่าเลือดจาง (Animia)
การสร้างและทาลายเม็ดเลือดแดง โดยจะสร้างจากไขกระดูกและเปลี่ยนไปตาม
อายุ เช่น
       - ตัวอ่อน(embryo) หรือทารก (fetus) สร้างที่ ถุงไข่แดง (yolk sac)
       - หลังคลอด (baby) สร้างจากไขกระดูกยาว ได้แก่ แขน ขา
       - ตัวเต็มวัย หรือ 20 ปีขึ้นไป (adult) สร้างจากไขกระดูกชนิดแผ่น ได้แก่
กระดูกหน้าอก ซี่โครง เม็ดเลือดแดง มีอายุประมาณ 90-120 วัน และจะถูก
ทาลายที่ ตับ ม้าม ไขกระดูก ในอัตรา 5-10 ล้านเซลล์/วินาที
ข. เม็ดเลือดขาว (Leucocyte หรือ White Blood Cell) ทาหน้าที่ทาลายสิ่ง
แปลกปลอม โดยปกติจะปะปนมากับเลือดแดง มีนิวเคลียส ไม่มีฮีโมโกลบิน คนทั่วไปจะ
มีเม็ดเลือดขาวประมาณ 5,000-10,000 เซลล์ต่อเลือด 1 ml ถ้า เม็ดเลือดขาวทางานจะ
มีอาการไข้ อักเสบ บางกรณีเม็ดเลือดขาวอาจลดลงผิดปกติเช่นการอักเสบจากเชื้อไวรัส
(วัณโรค) สามารถนามาวินจฉัยโรคนีได้ หรือเม็ดเลือดขาวมีมากผิดปกติอาจเป็นมะเร็ง
                          ั        ้
เม็ดเลือดขาว (Luekemia)
การสร้างและทาลายเม็ดเลือดขาว สร้างที่ ไขกระดูก ม้าม ต่อมน้าเหลือง และถูกทาลายไป
พร้อมกับสิ่งแปลกปลอม มีอายุ 7-14 วัน
     ชนิดของเม็ดเลือดขาว แบ่งเป็น 2 ชนิด
          1. ฟาโกไซต์ (Phagocye) มีนิวเคลียส 1 อันจะคอดเป็นหลายพูกได้ แต่ไม่
                                                                     ็
แยกออกจากกัน มีหน้าที่ทาลายสิ่งแปลกปลอม เรียกว่า “ฟาโกไซโตซีส” (Phagocytosis)
          2. ลิมโฟไซต์ (Lymphocyte) มีขนาดเล็กใกล้เคียงกับเม็ดเลือดแดง รูปร่างกลม
นิวเคลียสกลม พบในเลือดและน้าเหลืองทาหน้าทีสร้างสารทาลายสิ่งแปลกปลอม เรียกว่า
                                             ่
“แอนติบอดี” (Antibody)
ตารางความแตกต่างระหว่างเม็ดเลือดขาวก ับเม็ดเลือดแดง



     ความแตกต่ าง           เม็ดเลือดแดง           เม็ดเลือดขาว
  1. จำนวน          มำก                    น้ อย
  2. ขนำด           เล็ก                   ใหญ่
  3. นิวเคลียส      ไม่มี                  มี
  4. หน้ ำที่       นำส่ง ลำเลียง          ทำลำยสิ่งแปลกปลอม
ค. เกล็ดเลือด (Pletelet) เป็นชิ้นส่วนของ ไซโตพลาสซึม
มีประมาณ 250,000-350,000 ชิ้นต่อเลือด 1 ml รูปร่างไม่
แน่นอน ขนาดประมาณ 1-4 ไมครอน ทาหน้าที่เกี่ยวกับการ
แข็งตัวของเลือด มีอายุ 3-4 วัน
      การแข็งตัวของเลือด เมื่อร่างกายเกิดบาดแผลร่างกายเกิด
กระบวนการดังนี้
      1. เส้นเลือดมีขนาดเล็กลง
      2. เกล็ดเลือดไปอุดบาดแผลโดยใช้โปรตีนสร้างเป็นเส้นใยกั้น
ที่บาดแผล
      3. เม็ดเลือดไม่สามารถไหลออกได้ ทาให้เลือดแข็งตัว
การไหลเวียนของเลือดในหัวใจ จะเริ่มจากจุดไหนก่อนก็ได้ ในที่นี้ขอเริ่มจาก
         1. หัวใจห้องบนขวารับเลือดดาจากส่วนบนและส่วนล่างของร่างกาย
ทางหลอดเลือด Inferior Venacava และ Superior Venacava จากนั้น
เลือดดาจะถูกบีบผ่านลิ้น Tricuspid เข้าสู่หัวใจห้องล่างขวา
         2. หัวใจห้องล่างขวาบีบตัวให้เลือดดาไหลผ่านลิ้น Pulmonary
Semilunar ไปตามหลอดเลือด Pulmonary Artery เพื่อนาเลือดเสียไป
ฟอกที่ปอด แล้วส่งเลือดไปตามหลอดเลือด Pulmonary Vien เข้าสู่หัวใจ
ห้องบนซ้าย
         3. หัวใจห้องบนซ้าย บีบตัวให้เลือดแดงผ่านลิ้น Bicuspid ลงสู่ห้อง
ล่างซ้าย
       4. ห้องล่างซ้ายบีบตัวให้เลือดแดงไหลผ่านลิ้น Aortic Semilunar ไปสู่
หลอดเลือด Aorta เพื่อนาเลือดไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ตามระบบ
หลอดเลือดที่เรียนมาแล้ว แล้วกลับสู่หัวใจทางห้องบนขวาตามข้อ 1
การไหลเวียนเลือดภายในหัวใจ
ความดันเลือด ( blood pressure)
เครืองมือวัดความดัน
    ่
    ้ ่
ใชเครืองมือทีเรียกว่า
             ่
 “สฟิ กโมนาโนมิเตอร์”
(Sphygmonanometer)
           ้
วัดบริเวณเสนเลือด Artery
ทีต ้นแขน
  ่
ชีพจร หมายถึง การหดตัวและการคลายตัวของหลอดเลือดแดง ซึ่งตรงกับจังหวะการ
เต้ นของหัวใจคนปกติหัวใจเต้ นเฉลียประมาณ 72 ครั้งต่ อนาที การเต้ นของชีพจรแต่ ละคนจะ
                                 ่
แตกต่ างกันปกติอตราการเต้ นของชีพจรในเพศชายจะสู งกว่ าเพศหญิง
                ั

ปัจจัยทีมีผลต่ อความดันเลือด มีดงนี้
        ่                       ั
อายุ ผู้สูงอายุมความดันเลือดสู งกว่ าเด็ก
                   ี
เพศ เพศชายมีความดันเลือดสู งกว่ าเพศหญิง ยกเว้ นเพศหญิงทีใกล้ หมดประจาเดือนจะมี
                                                           ่
ความดันเลือดค่ อนข้ างสู ง
ขนาดของร่ างกาย คนทีมร่างกายขนาดใหญ่ มกมีความดันเลือดสู งกว่ าคนทีมร่างกายขนาด
                       ่ ี                ั                          ่ ี
เล็ก
อารมณ์ ผู้ทมอารมณ์ เครียด วิตกกังวล โกรธหรือตกใจง่ ายทาให้ ความดันเลือดสู งกว่ าคนที่
              ี่ ี
อารมณ์ ปกติ
กิจกรรมทีทา คนทางานหนักและการออกกาลังกาย ทาให้ มความดันเลือดสู ง
            ่                                         ี
การเสริมสร้ างประสิ ทธิภาพการทางานของหัวใจและระบบ ไหลเวียนโลหิต
                ในปัจจุบัน โรคความดันโลหิตสู งซึ่งเป็ นโรคหนึ่งในระบบไหลเวียนโลหิต เป็ นปัญหาที่พบได้
ทั่วโลกทั้งในประเทศที่พฒนาแล้ วและประเทศที่กาลังพัฒนา คาดว่ ามีผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสู งทั้งโลก
                            ั
ประมาณ 1,500 ล้ านคน ประชากรไทยประมาณ 5 ล้ านคนเป็ นโรคความดันโลหิตสู ง ในบางประเทศพบ
โรคความดันโลหิตสู งมากกว่ าครึ่งของประชากรที่มีอายุเกิน 60 ปี มีเพียงหนึ่งในสามของผู้ป่วยโรคความ
ดันสู งที่ได้ รับการรักษาเท่ านั้นที่สามารถควบคุมความดันโลหิตได้
สาเหตุการเกิดโรคเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการกินอาหาร การขาดการออกกาลังกาย ความเครี ยด และอื่น ๆ
ดังนั้นเราจึงควรเสริ มสร้างประสิ ทธิ ภาพการทางานของระบบไหลเวียนโลหิ ต ดังนี้
1. ควบคุมน้ าหนักตัว
วิธีการคือ รับประทานอาหารประเภทต่าง ๆ ตามสัดส่ วนที่พอเหมาะ ถูกหลักโภชนาการ จากัดอาหารหวาน
                                                                             ้
อาหารไขมันสู ง อาหารที่มีคอเลสเตอรอลสู ง เช่น เนื้อสัตว์ เครื่ องใน ไข่แดง กุง หอย ปู ปลาหมึก
2. ออกกาลังกาย
ออกกาลังกายที่ใช้แรงมากพอ อย่างน้อยวันละ 30 นาที ทาให้อตราการเต้นของชีพจร และอัตราการหายใจ
                                                               ั
เพิ่มขึ้น ทาให้กล้ามเนื้อหัวใจแข็งแรง สามารถสู บฉี ดโลหิ ตไปเลี้ยงร่ างกายต่อครั้งได้มากขึ้น
3. ละเว้นจากความเครี ยดและวิตกกังวล
จัดแบ่งเวลาในชีวิตประจาวัน โดยการพักผ่อนหย่อนใจ ทากิจกรรมนันทนาการ
4. งดสู บบุหรี่ ซึ่งมีอนตรายของบุหรี่ดงนี้
                        ั              ั
ทาร์ เป็ นสารก่ อมะเร็งปอด
นิโคติน เกิดอันตรายต่ อเยือบุผวในหลอดเลือด 2 ประการคือ
                            ่ ิ
             1. ไขมันแทรกตัวในในเยือบุผว ทาให้ หลอดเลือดแข็งตัว
                                      ่ ิ
             2. กระตุ้นการหลังฮอร์ โมนซึ่งทาให้ หลอดเลือดตีบและอุดตันมากขึน
                              ่                                           ้
ก๊ าซคาร์ บอนมอนอกไซด์ ( CARBON MONOXIDE ) เป็ นก๊ าซพิษจะรวมตัวกับ เฮโมโกลบิน (
HEMOXGLOBIN) ในเม็ดเลือดแดงได้ ดี จะแย่ งออกซิเจนมากถึง 200 - 300 เท่ า ทาให้ เฮโมโกลบิน
นาพาออกซิเจนไปยังเซลล์ ต่าง ๆ ของร่ างกายได้ ลดน้ อยลง ทาให้ เกิดอาการมีนงง ตัดสิ นใจช้ า เหนื่อย
ง่ าย
5. งดดืมสุ ราและเครื่องดืมมีแอลกอฮอล์
         ่                ่
แอลกอฮอล์ เมื่อถูกย่ อยจะได้ สาร อะเซตัลดีไฮด์ (ACETALDEHYDE) มีคุณสมบัตคล้ ายนายาดอง
                                                                              ิ      ้
ศพ ซึ่งเป็ นสารมีพษมาก ทาให้ กล้ ามเนือหัวใจฝ่ อ ทางานไม่ ได้
                      ิ                  ้
6. ตรวจสุ ขภาพประจาปี อย่ างสม่าเสมอ
ระบบหมุนเวียนเลือด

ระบบหมุนเวียนเลือด

  • 1.
  • 2.
    ระบบการหมุนเวียนของเลือด ้ ื ต ัวจ ักรสาค ัญของระบบนีคอ ห ัวใจ และหลอดเลือด
  • 4.
    1. หัวใจ (Heart)เมื่อร่างกายโตเต็มที่มีขนาดยาวประมาณ 12.5 cm กว้าง 9 cm และหนา 5 cm หนักประมาณ 300 g อยู่ระหว่างปอดทั้ง 2 ข้าง ส่วนล่างมีกระบังลมรองรับ ประกอบด้วยเนื้อเยื่อ 3 ชั้น 1. เนื้อเยื่อชั้นใน (Endo cardium) ประกอบด้วยเยื่อบุผิว 2. เนื้อเยื่อชั้นกลาง (Myo cardium) ประกอบด้วยกล้ามเนื้อหัวใจ หนาที่สุด 3. เนื้อเยื่อชั้นนอก (Epi cardium) ประกอบด้วยเยื่อบุผิว หลอดเลือด ชั้นไขมัน ห้องหัวใจ สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมมีหัวใจ 4 ห้อง 1. ห้องบนซ้าย (Left Atrium) ทาหน้าที่รับเลือดแดงที่มาจากปอด 2. ห้องบนขวา (Right Atrium) ทาหน้าที่รับเลือดดาที่มาจาก ส่วนต่างๆของร่างกาย 3. ห้องล่างซ้าย (Left Ventricle) ทาหน้าที่ส่งเลือดแดง ไปที่ส่วนต่างๆของร่างกาย 4. ห้องล่างขวา (Right Ventricle) ทาหน้าที่ส่งเลือดดา ไปยังปอด
  • 5.
    ลิ้นหัวใจ (Valve) ประกอบด้วยเนื้อเยื่อเกี่ยวพันทาหน้าที่ปิด-เปิด ไม่ให้เลือดไหล ย้อนกลับ มีลักษณะคล้ายถุง นายวิลเลียม ฮาร์วีย์ ชาวอังกฤษ ค้นพบว่าเลือดไหลไปทาง เดียว และมีลิ้นควบคุม อยู่ 2 กลุ่ม 4 ลิ้น ดังนี้ ก. ลิ้นในหัวใจ (cuspid Valve) 1. ลิ้นไตรคัสปิด (Tricuspid Valve) กั้นระหว่าง Right Atrium กับ Right Ventricle มี 3 แฉก 2. ลิ้นไบคัสปิด (Bicuspid Valve) กั้นระหว่าง Left Atrium กับ Left Ventricle มี 2 แฉก ข. ลิ้นหัวใจกับหลอดเลือด (Semilunar Valve) 1. ลิ้นพัลโมนารีเซมิลูนาร์ (Pulmonary Semilunar) อยู่บริเวณโคนของเส้นเลือดออกจากหัวใจไปปอด (Pulmonary Artery) ที่ออกจาก ห้องRight Ventricle มี 3 แฉก 2. ลิ้นเอออร์ติกเซมิลูนาร์ (Aortic Semilunar) อยู่บริเวณโคนของเส้นเลือดแดงใหญ่ (Aorta) ที่ออกจาก ห้อง Left Ventricle มี 3 แฉก
  • 6.
  • 7.
    2. หลอดเลือด การหมุนเวียนเลือดในหัวใจ ประกอบด้วยหลอดเลือด 3 ระบบ โดยยึดระบบการ เข้า - ออก ของเลือดจากหัวใจ 1. ระบบหลอดเลือดออกจากหัวใจ (Arterial systeme) ส่วนใหญ่จะเป็นเส้นเลือดแดง ยกเว้น เส้นเลือดดาไปปอด (Pulmonary Artery) เส้นเลือดกลุ่มนี้ได้แก่ 1.1 หลอดเลือดแดงใหญ่ (Aorta) นาเลือดออกจากห้องล่างซ้าย ไปเลี้ยงร่างกาย มี ขนาดใหญ่ที่สุดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1 นิ้ว 1.2 หลอดเลือดแดง (Artery) นาเลือดต่อออกจาก Aorta ไปเลี้ยงร่างกาย 1.3 หลอดเลือดแดงเล็ก (Arteriole) นาเลือดต่อออกจาก Artery ไปเลี้ยง ร่างกาย เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 0.2 cm ลักษณะของหลอดเลือดกลุมนี้ ่ - มีผนังหนา ประกอบด้วยเนื้อเยื่อ 3 ชั้น ชั้นในเป็นเยื่อบุผิว ชั้นกลางเป็นกล้ามเนื้อ เรียบ และชั้นนอกสุดเป็นเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน - มีความยืดหยุ่นดีมาก ทนทานต่อแรงดันสูง
  • 8.
    ลักษณะของหลอดเลือดกลุ่มนี้ - มีผนังบาง ประกอบด้วยเนือเยือ 3 ชั้น ชั้นในเป็นเยือบุผว ชั้นกลางเป็น ้ ่ ่ ิ กล้ามเนือเรียบ และชันนอกสุดเป็นเนือเยือเกียวพัน ้ ้ ้ ่ ่ มีความยืดหยุนน้อย ภายในมีลนกันไม่ให้เลือดไหลย้อนกลับ ่ ิ้ ้
  • 9.
    ้ ตารางเปรียบเทียบลักษณะของหลอดเลือดออกและเสนเข ้า ความแตกต่าง ArterialSysteme VenousSysteme 1. ผนัง หนา บาง 2. ความยืดหยุ่น ดีมาก น้อย 3. ช่องภายใน เล็ก กว้าง 4. สี แดงสด แดงคล้า 5. ลิ้น ไม่มี มี 6. ปริมาณออกซิเจน มาก/น้อย น้อย/มาก 7. หน้าที่หลัก นาเลือดออกจากหัวใจ นาเลือดเข้าสู่หัวใจ 3. ระบบหลอดเลือดฝอย(Capillary) เป็นทังหลอดเลือดดาและหลอดเลือด ้ แดงเส้นผ่าสูญกลางประมาณ 7 ไมโครเมตร ผนังบางมากเพราะประกอบด้วยเซลล์ เพียงชันเดียว เลือดสามารถผ่านได้ทละเซลล์เท่านัน ้ ี่ ้
  • 11.
    ส่วนประกอบของเลือด คนที่โตเต็มที่จะมีเลือดประมาณ 70-80 % ของน้าหนักตัว มีคุณสมบัติเป็นเบส อ่อน ๆ pH ประมาณ 7.35-7.45 ประกอบด้วย 1.ของเหลว หรือ พลาสมา (plasma) มีประมาณ 55 % ของเลือดทั้งหมด ลักษณะ ใสออกเหลืองประกอบด้วย ก. น้า ประมาณ 90-93 % ทาหน้าที่ - รักษาปริมาณเลือดและความดันเลือดให้คงที่ - เป็นตัวทาละลายแร่ธาตุและวิตามิน - ทาให้เซลล์เต่งขึ้น ข. แร่ธาตุ ประมาณ 1 % เช่น Na , Mg , Cl ค. โปรตีน ประมาณ 6-8 % ได้แก่ โปรทรอมบิน ไฟบริโนเจน อัลบูมีน ฯลฯ ทา หน้าที่ - เลือดมีความหนืด - การแข็งตัวของเลือด ง. สารอื่น ๆ เช่น สารอาหาร ก๊าซ ฮอร์โมน แอนติบอดี ฯลฯ
  • 12.
    หน้าที่ของเลือด 1. ลาเลียง O2 และ CO2 2. ลาเลียงสารอาหารออก วิลลัสที่ลาไส้เล็ก ไปสู่ เซลล์ 3. ลาเลียงของเสียออกจากเซลล์ ไปสู่อวัยวะ ขับถ่าย 4. ลาเลียงภูมิคุ้มกัน 5. รักษาอุณหภูมิของร่างกาย
  • 13.
    2. เม็ ดเลือดมีประมาณ 45 % ของเลือดทังหมด ได ้แก่ ้ •เม็ดเลือดแดง (Erythrocyte หรือ Red Blood Cell) •เม็ดเลือดขาว (Leucocyte หรือ White Blood Cell) •เกล็ดเลือด (Pletelet)
  • 14.
    ก. เม็ดเลือดแดง (Erythrocyteหรือ Red Blood Cell) เป็นเซลล์ที่โตแล้วไม่มีนิวเคลียสลักษณะ คล้ายโดนัส มีสีแดงสดเพราะอิ่มตัวด้วย ออกซิเจน หรือแดงคล้าเมื่ออิ่มตัวด้วย คาร์บอนไดออกไซด์ ประกอบด้วย ฮีโมโกลบิน เมื่อจับกับ ออกซิเจน จะมีสีแดงสดเรียกว่า ออกซีฮีโมโกลบิน (Oxyhaemoglobin) พบว่า เลือด 100 ml สามารถจับกับออกซิเจน ได้ 20 ml ถ้าไม่มีฮีโมโกลบิน เลือด 100 ml สามารถจับกับออกซิเจน ได้เพียง 1 ml เท่านั้น เลือดสามารถจับกับสารอื่นได้อีกเช่น ก๊าซคาร์บอน มอนนอกไซด์ (CO) ซึ่งสามารถจับได้เร็วกว่าออกซิเจนมากทาให้ร่างกายขาดออกซิเจนและถึงตายได้ แร่ ธาตุสาคัญที่เป็นส่วนประกอบของเลือดและทาให้เลือดมีสีแดง เหล็ก โดยทั่วไปคนปกติ เพศชายมีเม็ด เลือดแดงประมาณ 5 ล้านเซลล์ต่อเลือด 1 ml และเพศหญิงมีเม็ดเลือดแดงประมาณ 4.5 ล้านเซลล์ต่อ เลือด 1 ml ถ้ามีเม็ดเลือดแดงน้อยกว่า 3.5 ล้านเซลล์ต่อเลือด 1 ml แสดงว่าเลือดจาง (Animia) การสร้างและทาลายเม็ดเลือดแดง โดยจะสร้างจากไขกระดูกและเปลี่ยนไปตาม อายุ เช่น - ตัวอ่อน(embryo) หรือทารก (fetus) สร้างที่ ถุงไข่แดง (yolk sac) - หลังคลอด (baby) สร้างจากไขกระดูกยาว ได้แก่ แขน ขา - ตัวเต็มวัย หรือ 20 ปีขึ้นไป (adult) สร้างจากไขกระดูกชนิดแผ่น ได้แก่ กระดูกหน้าอก ซี่โครง เม็ดเลือดแดง มีอายุประมาณ 90-120 วัน และจะถูก ทาลายที่ ตับ ม้าม ไขกระดูก ในอัตรา 5-10 ล้านเซลล์/วินาที
  • 15.
    ข. เม็ดเลือดขาว (Leucocyteหรือ White Blood Cell) ทาหน้าที่ทาลายสิ่ง แปลกปลอม โดยปกติจะปะปนมากับเลือดแดง มีนิวเคลียส ไม่มีฮีโมโกลบิน คนทั่วไปจะ มีเม็ดเลือดขาวประมาณ 5,000-10,000 เซลล์ต่อเลือด 1 ml ถ้า เม็ดเลือดขาวทางานจะ มีอาการไข้ อักเสบ บางกรณีเม็ดเลือดขาวอาจลดลงผิดปกติเช่นการอักเสบจากเชื้อไวรัส (วัณโรค) สามารถนามาวินจฉัยโรคนีได้ หรือเม็ดเลือดขาวมีมากผิดปกติอาจเป็นมะเร็ง ั ้ เม็ดเลือดขาว (Luekemia) การสร้างและทาลายเม็ดเลือดขาว สร้างที่ ไขกระดูก ม้าม ต่อมน้าเหลือง และถูกทาลายไป พร้อมกับสิ่งแปลกปลอม มีอายุ 7-14 วัน ชนิดของเม็ดเลือดขาว แบ่งเป็น 2 ชนิด 1. ฟาโกไซต์ (Phagocye) มีนิวเคลียส 1 อันจะคอดเป็นหลายพูกได้ แต่ไม่ ็ แยกออกจากกัน มีหน้าที่ทาลายสิ่งแปลกปลอม เรียกว่า “ฟาโกไซโตซีส” (Phagocytosis) 2. ลิมโฟไซต์ (Lymphocyte) มีขนาดเล็กใกล้เคียงกับเม็ดเลือดแดง รูปร่างกลม นิวเคลียสกลม พบในเลือดและน้าเหลืองทาหน้าทีสร้างสารทาลายสิ่งแปลกปลอม เรียกว่า ่ “แอนติบอดี” (Antibody)
  • 16.
    ตารางความแตกต่างระหว่างเม็ดเลือดขาวก ับเม็ดเลือดแดง ความแตกต่ าง เม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว 1. จำนวน มำก น้ อย 2. ขนำด เล็ก ใหญ่ 3. นิวเคลียส ไม่มี มี 4. หน้ ำที่ นำส่ง ลำเลียง ทำลำยสิ่งแปลกปลอม
  • 17.
    ค. เกล็ดเลือด (Pletelet)เป็นชิ้นส่วนของ ไซโตพลาสซึม มีประมาณ 250,000-350,000 ชิ้นต่อเลือด 1 ml รูปร่างไม่ แน่นอน ขนาดประมาณ 1-4 ไมครอน ทาหน้าที่เกี่ยวกับการ แข็งตัวของเลือด มีอายุ 3-4 วัน การแข็งตัวของเลือด เมื่อร่างกายเกิดบาดแผลร่างกายเกิด กระบวนการดังนี้ 1. เส้นเลือดมีขนาดเล็กลง 2. เกล็ดเลือดไปอุดบาดแผลโดยใช้โปรตีนสร้างเป็นเส้นใยกั้น ที่บาดแผล 3. เม็ดเลือดไม่สามารถไหลออกได้ ทาให้เลือดแข็งตัว
  • 20.
    การไหลเวียนของเลือดในหัวใจ จะเริ่มจากจุดไหนก่อนก็ได้ ในที่นี้ขอเริ่มจาก 1. หัวใจห้องบนขวารับเลือดดาจากส่วนบนและส่วนล่างของร่างกาย ทางหลอดเลือด Inferior Venacava และ Superior Venacava จากนั้น เลือดดาจะถูกบีบผ่านลิ้น Tricuspid เข้าสู่หัวใจห้องล่างขวา 2. หัวใจห้องล่างขวาบีบตัวให้เลือดดาไหลผ่านลิ้น Pulmonary Semilunar ไปตามหลอดเลือด Pulmonary Artery เพื่อนาเลือดเสียไป ฟอกที่ปอด แล้วส่งเลือดไปตามหลอดเลือด Pulmonary Vien เข้าสู่หัวใจ ห้องบนซ้าย 3. หัวใจห้องบนซ้าย บีบตัวให้เลือดแดงผ่านลิ้น Bicuspid ลงสู่ห้อง ล่างซ้าย 4. ห้องล่างซ้ายบีบตัวให้เลือดแดงไหลผ่านลิ้น Aortic Semilunar ไปสู่ หลอดเลือด Aorta เพื่อนาเลือดไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ตามระบบ หลอดเลือดที่เรียนมาแล้ว แล้วกลับสู่หัวใจทางห้องบนขวาตามข้อ 1
  • 21.
  • 23.
  • 24.
    เครืองมือวัดความดัน ่ ้ ่ ใชเครืองมือทีเรียกว่า ่ “สฟิ กโมนาโนมิเตอร์” (Sphygmonanometer) ้ วัดบริเวณเสนเลือด Artery ทีต ้นแขน ่
  • 25.
    ชีพจร หมายถึง การหดตัวและการคลายตัวของหลอดเลือดแดงซึ่งตรงกับจังหวะการ เต้ นของหัวใจคนปกติหัวใจเต้ นเฉลียประมาณ 72 ครั้งต่ อนาที การเต้ นของชีพจรแต่ ละคนจะ ่ แตกต่ างกันปกติอตราการเต้ นของชีพจรในเพศชายจะสู งกว่ าเพศหญิง ั ปัจจัยทีมีผลต่ อความดันเลือด มีดงนี้ ่ ั อายุ ผู้สูงอายุมความดันเลือดสู งกว่ าเด็ก ี เพศ เพศชายมีความดันเลือดสู งกว่ าเพศหญิง ยกเว้ นเพศหญิงทีใกล้ หมดประจาเดือนจะมี ่ ความดันเลือดค่ อนข้ างสู ง ขนาดของร่ างกาย คนทีมร่างกายขนาดใหญ่ มกมีความดันเลือดสู งกว่ าคนทีมร่างกายขนาด ่ ี ั ่ ี เล็ก อารมณ์ ผู้ทมอารมณ์ เครียด วิตกกังวล โกรธหรือตกใจง่ ายทาให้ ความดันเลือดสู งกว่ าคนที่ ี่ ี อารมณ์ ปกติ กิจกรรมทีทา คนทางานหนักและการออกกาลังกาย ทาให้ มความดันเลือดสู ง ่ ี
  • 26.
    การเสริมสร้ างประสิ ทธิภาพการทางานของหัวใจและระบบไหลเวียนโลหิต ในปัจจุบัน โรคความดันโลหิตสู งซึ่งเป็ นโรคหนึ่งในระบบไหลเวียนโลหิต เป็ นปัญหาที่พบได้ ทั่วโลกทั้งในประเทศที่พฒนาแล้ วและประเทศที่กาลังพัฒนา คาดว่ ามีผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสู งทั้งโลก ั ประมาณ 1,500 ล้ านคน ประชากรไทยประมาณ 5 ล้ านคนเป็ นโรคความดันโลหิตสู ง ในบางประเทศพบ โรคความดันโลหิตสู งมากกว่ าครึ่งของประชากรที่มีอายุเกิน 60 ปี มีเพียงหนึ่งในสามของผู้ป่วยโรคความ ดันสู งที่ได้ รับการรักษาเท่ านั้นที่สามารถควบคุมความดันโลหิตได้ สาเหตุการเกิดโรคเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการกินอาหาร การขาดการออกกาลังกาย ความเครี ยด และอื่น ๆ ดังนั้นเราจึงควรเสริ มสร้างประสิ ทธิ ภาพการทางานของระบบไหลเวียนโลหิ ต ดังนี้ 1. ควบคุมน้ าหนักตัว วิธีการคือ รับประทานอาหารประเภทต่าง ๆ ตามสัดส่ วนที่พอเหมาะ ถูกหลักโภชนาการ จากัดอาหารหวาน ้ อาหารไขมันสู ง อาหารที่มีคอเลสเตอรอลสู ง เช่น เนื้อสัตว์ เครื่ องใน ไข่แดง กุง หอย ปู ปลาหมึก 2. ออกกาลังกาย ออกกาลังกายที่ใช้แรงมากพอ อย่างน้อยวันละ 30 นาที ทาให้อตราการเต้นของชีพจร และอัตราการหายใจ ั เพิ่มขึ้น ทาให้กล้ามเนื้อหัวใจแข็งแรง สามารถสู บฉี ดโลหิ ตไปเลี้ยงร่ างกายต่อครั้งได้มากขึ้น 3. ละเว้นจากความเครี ยดและวิตกกังวล จัดแบ่งเวลาในชีวิตประจาวัน โดยการพักผ่อนหย่อนใจ ทากิจกรรมนันทนาการ
  • 27.
    4. งดสู บบุหรี่ซึ่งมีอนตรายของบุหรี่ดงนี้ ั ั ทาร์ เป็ นสารก่ อมะเร็งปอด นิโคติน เกิดอันตรายต่ อเยือบุผวในหลอดเลือด 2 ประการคือ ่ ิ 1. ไขมันแทรกตัวในในเยือบุผว ทาให้ หลอดเลือดแข็งตัว ่ ิ 2. กระตุ้นการหลังฮอร์ โมนซึ่งทาให้ หลอดเลือดตีบและอุดตันมากขึน ่ ้ ก๊ าซคาร์ บอนมอนอกไซด์ ( CARBON MONOXIDE ) เป็ นก๊ าซพิษจะรวมตัวกับ เฮโมโกลบิน ( HEMOXGLOBIN) ในเม็ดเลือดแดงได้ ดี จะแย่ งออกซิเจนมากถึง 200 - 300 เท่ า ทาให้ เฮโมโกลบิน นาพาออกซิเจนไปยังเซลล์ ต่าง ๆ ของร่ างกายได้ ลดน้ อยลง ทาให้ เกิดอาการมีนงง ตัดสิ นใจช้ า เหนื่อย ง่ าย 5. งดดืมสุ ราและเครื่องดืมมีแอลกอฮอล์ ่ ่ แอลกอฮอล์ เมื่อถูกย่ อยจะได้ สาร อะเซตัลดีไฮด์ (ACETALDEHYDE) มีคุณสมบัตคล้ ายนายาดอง ิ ้ ศพ ซึ่งเป็ นสารมีพษมาก ทาให้ กล้ ามเนือหัวใจฝ่ อ ทางานไม่ ได้ ิ ้ 6. ตรวจสุ ขภาพประจาปี อย่ างสม่าเสมอ