ครูผู้สอน : นางสาวพัฒนี พันธผล
รับ-ส่งงาน 523
ระบบหมุนเวียนเลือด ระบบน้ำเหลือง และระบบภูมิคุ้มกัน
แมลง หอยฝาเดียว
ระบบหมุนเวียนเลือดแบบเปิด
• เลือดไม่ได้ไหลเวียนอยู่ในหลอดเลือดตลอดเวลา
• เลือดออกจากหลอดเลือดเข้าสู่ฮีโมซีล ซึ่งอยู่รวมกับของเหลวอื่นๆ
(น้าเหลือง) เรียกว่า ฮีโมลิมฟ์ (hemolymph)
• พบในสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังในไฟลัมอาร์โทรโพดาและมอลลัสกา
(ยกเว้นหมึก หมึกยักษ์ และหอยงวงช้าง)
หลอดเลือดดา หลอดเลือดแดง
ช่องว่างภายในลาตัว
หัวใจ
หัวใจ
หลอดเลือด
Hemocoel/sinus
ทิศทางการไหลของเลือด
หัวใจ
หลอดเลือดเอออร์ตา
ระบบหมุนเวียนเลือดแบบปิด
 เลือดไหลเวียนอยู่ในหลอดเลือดตลอดเวลา
 มีหัวใจสูบฉีดเลือดไปยังหลอดเลือดต่าง ๆ ทั่วร่างกาย
 พบในไส้เดือนดิน หมึก หมึกยักษ์ หอยงวงช้างและ
สัตว์มีกระดูกสันหลัง (มีจ้านวนห้องหัวใจแตกต่างกัน)
ไส้เดือนดิน
หลอดเลือดแดง
หัวใจ
หลอดเลือดดา
เนื้อเยื่อ
หลอดเลือดด้านบนลาตัว
หลอดเลือดด้านล่างลาตัว
หัวใจเทียม
ระบบหมุนเวียนเลือดแบบปิด
เหงือก
หัวใจห้องล่าง
หัวใจห้องบน
ส่วนต่างๆ
ของร่างกาย
หัวใจห้องบนขวา หัวใจห้องบนซ้าย
ส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย
หัวใจห้องล่าง
ปอดหรือผิวหนัง
ปลา : หัวใจ 2 ห้อง สัตว์สะเทินน้าสะเทินบก : หัวใจ 3 ห้อง
ระบบหมุนเวียนเลือดแบบเปิด
ปอด
หัวใจห้องบนขวา
ส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย
หัวใจห้องบนซ้าย หัวใจห้องบนขวา
ส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย
หัวใจห้องล่างขวา
ปอด
หัวใจห้องล่างขวา
แผ่นกั้นไม่
สมบูรณ์
หัวใจห้องบนซ้าย
หัวใจห้องล่างซ้าย หัวใจห้องล่างซ้าย
สัตว์เลื้อยคลาน (ยกเว้นจระเข้) : หัวใจ 4 ห้องไม่สมบูรณ์
จระเข้ สัตว์ปีก และสัตว์เลี้ยงลูก
ด้วยน้้านม : หัวใจ 4 ห้องสมบูรณ์
ระบบหมุนเวียนเลือดของมนุษย์
หัวใจ
หัวใจห้องบนซ้าย (lift atrium)
รับเลือดที่มี O2 สูงจากปอดกลับเข้าสู่หัวใจ
ทางหลอดเลือดพัลโมนารีเวน
ลิ้นเอออร์ติกเซมิลูนาร์(aortic semilunar valve)
กั้นหัวใจห้องล่างซ้ายกับหลอดเลือดเอออร์ตา
ลิ้นไบคัสปิด (bicuspid valve)
กั้นหัวใจห้องบนซ้ายและห้องล่างซ้าย
มีลักษณะเป็นแผ่นบาง 2 ชิ้น ประกบกัน
หัวใจห้องล่างซ้าย (lift ventricle)
รับเลือดที่มีแก๊ส O2 สูงจากหัวใจห้องบนซ้าย
ส่งไปส่วนต่าง ๆ ของร่างกายทางหลอดเลือด
เอออร์ตา
หัวใจห้องบนขวา (right atrium)
รับเลือดที่มี O2 ต่่าจากส่วนต่างๆ ของร่างกายเข้าสู่หัวใจ
ทางหลอดเลือดซูพีเรียเวนาคาวาและอินฟีเรียเวนาคาวา
ลิ้นพัลโมนารีเซมิลูนาร์ (pulmonary semilunar valve)
กั้นหัวใจห้องล่างขวากับหลอดเลือดพัลโมนารีอาร์เตอรี
ลิ้นไตรคัสปิด (tricuspid valve)
กั้นหัวใจห้องบนขวากับห้องล่างขวา
มีลักษณะเป็นแผ่นบาง 3 ชิ้น ประกบกัน
หัวใจห้องล่างขวา (right ventricle)
รับเลือดที่มี O2 ต่่าจากหัวใจห้องบนขวาส่งไปแลกเปลี่ยน
แก๊สที่ปอดทางหลอดเลือดพัลโมนารีอาร์เตอรี
ระบบหมุนเวียนเลือดของมนุษย์
การหมุนเวียนเลือดผ่านหัวใจ
1
1
2
3
4 4
5
6
6
ส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย (ศีรษะและแขน)
ส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย (ล่าตัวและขา)
ปอดขวา ปอดซ้าย
เลือดที่มี O2 เข้าสู่หัวใจห้องบนขวา
ทางหลอดเลือดซูพีเรียเวนาคาวา
และอินฟีเรียเวนาคาวา
1
หัวใจห้องบนขวาบีบตัว เลือดไหลผ่าน
ลิ้นไตรคัสปิดลงสู่หัวใจห้องล่างขวา
2
หัวใจห้องล่างขวาบีบตัว เลือดไหล
ผ่านลิ้นพัลโมนารี-เซมิลูนาร์เข้าสู่
หลอดเลือดพัลโมนารอาร์เตอรีเพื่อ
ไปแลกเปลี่ยนแก๊สที่ปอด
3
หลังการแลกเปลี่ยนแก๊ส เลือดที่มี O2 สูง
จากปอดกลับเข้าสู่หัวใจห้องบนซ้าย
ทางหลอดเลือดพัลโมนารีเวน
4
หัวใจห้องบนซ้ายบีบตัว เลือดไหลผ่าน
ลิ้นไบคัสปิดลงสู่หัวใจห้องล่างซ้าย
5
หัวใจห้องล่างซ้ายบีบตัว เลือดไหลผ่าน
ลิ้นเอออร์ติก-เซมิลูนาร์เข้าสู่หลอดเลือด
เอออร์ตาส่งไปส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย
6
การไหลเวียนของเลือดที่มีปริมาณ O2 ต่้า CO2 สูง
การไหลเวียนของเลือดที่มีปริมาณ O2 สูง CO2 ต่้า
ระบบหมุนเวียนเลือดของมนุษย์
หลอดเลือด
 มีความยืดหยุ่นค่อนข้างต่้า
 มีแรงดันในหลอดเลือด
ค่อนข้างต่้า
 มีลิ้นภายในหลอดเลือด
ป้องกันการไหลย้อนกลับ
 ท้าหน้าที่ล้าเลียงเลือดที่มี
ปริมาณ O2 ต่้าจากส่วนต่าง
ๆของร่างกายกลับเข้าสู่หัวใจ
(ยกเว้นพัลโมนารีเวนล้าเลียง
เลือดที่มีปริมาณ O2สูง)
หลอดเลือดด้า (vein)
หลอดเลือดแดง (artery)
มีความยืดหยุ่นสูง
มีผนังหนา
มีช่องว่างภายในหลอดเลือดน้อย
ท้าให้มีแรงดันสูงและคงที่
ท้าหน้าที่ล้าเลียงเลือดที่มี
ปริมาณ O2 สูงจากหัวใจไปยัง
หลอดเลือดแดงต่าง ๆ
(ยกเว้นพัลโมนารีอาร์เตอรี
ล้าเลียงเลือดที่มีปริมาณ O2 ต่้า)
หลอดเลือดฝอย (capillary)
มีผนังบางมาก
ความดันภายในหลอดเลือดสูงกว่าหลอดเลือดด้า แต่ต่้ากว่าหลอดเลือดแดง
เชื่อมต่อระหว่างหลอดเลือดแดงฝอยกับหลอดเลือดด้าฝอย
ท้าหน้าที่แลกเปลี่ยนแก๊ส สารอาหาร และของเสียต่าง ๆ
เซลล์เม็ดเลือด
เซลล์เม็ดเลือดแดง
(red blood cell)
เซลล์เม็ดเลือดขาว
(white blood cell)
เกล็ดเลือด
(platelet)
น้้าเลือด (plasma)
ระบบหมุนเวียนเลือดของมนุษย์
เลือด
• ประกอบด้วยน้่า โปรตีน (อัลบูมิน โกลบู
มิน ไฟบริโนเจน โพรทรอมบิน) และสาร
อื่น ๆ
• ท่าหน้าที่เป็นตัวท่าละลาย ล่าเลียง
สารอาหาร แร่ธาตุ ฮอร์โมน เอนไซม์
และของเสียไปยังอวัยวะเป้าหมาย ท่าให้
เกิดความดันเลือด ช่วยรักษาสมดุลกรด-
เบสและอุณหภูมิภายในร่างกาย
• มีรูปร่างกลมแบบ ตรงกลางเว้า
ไม่มีนิวเคลียส
• ภายในเซลล์มีเฮโมโกลบิน
• มีอายุ 100-120 วัน ถูกสร้างจาก
ไขกระดูกแดง ถูกท่าลายที่ตับ
และม้าม
• ท่าหน้าที่ล่าเลียงแก๊สออกซิเจนไป
ยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย
• ลักษณะเป็นแผ่นเล็ก มีรูปร่างไม่
แน่นอน
• มีอายุ 7-10 วัน ถูกสร้างจากไข
กระดูก ถูกท่าลายที่ม้าม
• ช่วยท่าให้เลือดแข็งตัวเมื่อเกิด
บาดแผล
• มีรูปร่างกลม
• มีนิวเคลียสกลมขนาดใหญ่ หรือเป็นพู
• มีอายุ 2-3 วัน
• ท่าหน้าที่ป้องกันและท่าลายเชื้อโรค
หรือ สิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกาย
• แบ่งออกเป็นกลุ่มแกรนูโลไซต์ (นิวโทร
ฟิล อีโอซิโนฟิล เบโซฟิล) และอะ
แกรนูโลไซต์ (ลิมโฟไซต์ โมโนไซต์)
นิวโทรฟิล อีโอซิโนฟิล เบโซฟิล
ลิมโฟไซต์ โมโนไซต์
ระบบหมุนเวียนเลือดของมนุษย์
การท้างานของเกล็ดเลือดเมื่อเกิดบาดแผล
1
2
3
ทรอมโบพลาสติน
โพรทรอมบิน ทรอมบิน
ไฟบริโนเจน ไฟบริน
วิตามิน K + Ca2+
เกล็ดเลือด
เมื่อเกิดบาดแผล เกล็ดเลือดจะ
เคลื่อนที่มายังบริเวณหลอดเลือดที่
ฉีกขาด ซึ่งปล่อยสารบางชนิดท่าให้
เกล็ดเลือดมารวมตัวกันและอุด
บริเวณบาดแผล
ทรอมบินกระตุ้นให้ไฟบริโนเจน
ให้เปลี่ยนเป็นไฟบริน ซึ่งจะ
สานตัวเป็นตาข่ายและอุด
บริเวณบาดแผลป้องกันการ
ไหลของเลือด
เกล็ดเลือดปล่อยเอนไซม์
ทรอมโบพลาสทิน
มากระตุ้น โพรทรอมบิน
ให้เปลี่ยนเป็นทรอมบิน
โดยท่างานร่วมกับ
แคลเซียมไอออนและ
วิตามินเคในเลือด
หมู่เลือดและการให้เลือด
หมู่เลือดระบบ ABO : แบ่งตามชนิดแอนติเจนบนผิวเซลล์เม็ดเลือดแดง แบ่งเป็นหมู่เลือด 4 หมู่ ได้แก่ A B O
และ AB
ข้อค้านึง
ผู้ให้เลือดห้ามมีแอนติเจน
ชนิดเดียวกับแอนติบอดีของ
ผู้รับเลือด เพราะจะท่าให้
เลือดตกตะกอน และอาจ
เสียชีวิตได้
แอนติเจนบนผิว
เซลล์เม็ดเลือดแดง
แอนติบอดีในพลาสมา
หมู่เลือด
เซลล์เม็ดเลือดแดง
แอนติบอดี B แอนติบอดี A
แอนติเจน A แอนติเจน B แอนติเจน AB
แอนติบอดี A
และ
แอนติบอดี B
B
A O
AB
หมู่เลือดและการให้เลือด
หมู่เลือดระบบ Rh : แบ่งตามแอนติเจน Rh แฟกเตอร์ ดังนี
- หมู่ Rh+ เป็นกลุ่มที่มีแอนติเจน Rh บนผิวเซลล์เม็ดเลือดแดง
- หมู่ Rh- เป็นกลุ่มที่ไม่มีแอนติเจน Rh บนผิวเซลล์เม็ดเลือดแดง
ข้อค้านึง
Rh แฟกเตอร์สามารถถ่ายทอด
ทางพันธุกรรมได้ และต้อง
คานึงถึงเป็นอย่างยิ่งสาหรับ
กรณีการตั้งครรภ์
เช่น
มารดาเป็น Rh+
บิดาเป็น Rh-
และทารกเป็น Rh+
1 2 3 4
พ่อ Rh+ แม่ Rh-
ครรภ์แรก
ทารกมีหมู่เลือด
Rh+
เซลล์เม็ดเลือดแดง
ของทารกเข้าสู่
กระแสเลือดของ
แม่
ร่างกายแม่สร้าง
แอนติบอดีต่อต้าน
Rh+
หากตั้งครรภ์ที่สอง
แอนติบอดีที่ต่อต้าน
Rh+จากแม่จะเข้าสู่
ทารก
ทาให้ทารกเสียชีวิต
ระบบน้้าเหลือง
 ของเหลวที่ซึมผ่านผนังหลอด
เลือดฝอยออกมาอยู่ระหว่าง
เซลล์ หรือรอบๆ เซลล์
ท่าหน้าที่เป็นตัวกลาง
แลกเปลี่ยนสารต่างๆ ระหว่าง
เซลล์กับหลอดเลือดฝอย
 มีบทบาทในการต่อต้านเชื้อ
โรคหรือสิ่งแปลกปลอมที่
เข้าสู่ร่างกาย ประกอบด้วย
ต่อมน้่าเหลือง ต่อมทอนซิล
ม้าม และต่อมไทมัส
 กระจายอยู่บริเวณต่าง ๆ
ทั่วร่างกาย ภายในมีลิ้นท่า
หน้าที่ป้องกันการไหล
ย้อนกลับของน้่าเหลือง
อวัยวะ
น้้าเหลือง
หลอด
น้้าเหลือง
น้้าเหลือง
 มีองค์ประกอบคล้ายพลาสมา
แต่มีโปรตีนโมเลกุลเล็กกว่า
ระบบน้้าเหลือง
อวัยวะน้้าเหลือง
 อวัยวะน้่าเหลืองที่เป็นต่อมไร้ท่อ
 สร้างเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดลิมโฟไซต์
 ท่าลายเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่
ร่างกาย ต่อต้านอวัยวะที่ได้รับการปลูกถ่าย
 ต่อมน้่าเหลือง 2 ต่อม อยู่ในช่องปาก
 ภายในมีเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดลิมโฟไซต์
 ท่าลายเชื้อโรคที่เข้าสู่ทางเดินหายใจและ
ทางเดินอาหาร
 พบตลอดทางเดินของน้่าเหลือง
 ภายในมีเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดลิมโฟไซต์
 ท่าหน้าที่กรองน้่าเหลือง ท่าลายแบคทีเรีย
สิ่งแปลกปลอม และเซลล์เม็ดเลือดขาวที่
หมดอายุ
 อวัยวะน้่าเหลืองที่มีขนาดใหญ่ที่สุด
 ท่าหน้าที่สร้างเซลล์เม็ดเลือดขาว
ชนิดโมโนไซต์และลิมโฟไซต์
 ท่าลายเซลล์เม็ดเลือดแดงที่หมดอายุ
ต่อมทอนซิล (tonsil gland)
ม้าม (spleen)
ต่อมไทมัส (thymus gland)
ต่อมน้้าเหลือง (lymph node)
การต่อต้านทางกายวิภาค
ระบบภูมิคุ้มกันแบบไม่จ้าเพาะ
เยื่อเมือก (mucous)
 ดักจับเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอม
ด้วยการเคลือบ
 มีซิเลียท่าหน้าที่พัดโบกเชื้อโรค
และสิ่งแปลกปลอมให้เคลื่อนเข้าสู่
ท่อลมและขับออกด้วยการไอ จาม
หรือเสมหะ
ผิวหนัง (skin)
 มีสารเคราตินป้องกันเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอมเข้าสู่
ร่างกาย
 มีต่อมเหงื่อและต่อมไขมันหลั่งสารที่ท่าให้ผิวหนังมี
สภาพเป็นกรด ซึ่งไม่เอื้อต่อการเจริญของเชื้อจุลินทรีย์
 มีความชุ่มชื่นต่่า ท่าให้จุลินทรีย์ขาดความชุ่มชื่นและ
ตาย
ระบบภูมิคุ้มกันแบบไม่จ้าเพาะ
การต่อต้านทางสารเคมีในร่างกาย
น้้าตา
 สร้างจากต่อมน้่าตา
 มีเอนไซม์ไลโซไซม์ที่สามารถ
ท่าลายผนังเซลล์ของแบคทีเรีย
น้้าลาย
 สร้างจากต่อมน้่าลาย
(ข้างกกหู ใต้ลิ้น
ไต้ขากรรไกร)
 มีเอนไซม์ไลโซไซม์ที่สามารถท่าลายจุลินทรีย์บาง
ชนิด
 มีฤทธิ์เป็นเบส ช่วยยับยั้งการเจริญของจุลินทรีย์
บางชนิด
เหงื่อ
 สร้างจากต่อมเหงื่อที่อยู่ในผิวหนังชั้น
หนังก่าพร้า
 มีฤทธิ์เป็นกรด สามารถท่าลาย
แบคทีเรียและ เชื้อราบางชนิด
น้้าย่อย
 กรดไฮโดรคลอริกใน
กระเพาะอาหาร
 มีฤทธิ์เป็นกรด สามารถ
ท่าลายแบคทีเรียต่าง ๆ
และไวรัสที่ไม่มีผนังหุ้ม
การกลืนกินของเซลล์
2
1
3
4
5
6
เชื้อโรค
ฟาโกโซม
ไลโซโซม
1 เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย
3 ไลโซโซมในเซลล์เม็ดเลือดขาวเคลื่อนที่มารวมกับฟาโกโซม
4 เอนไซม์ในไลโซโซมเข้าย่อยสลายเชื้อโรคในฟาโกโซม
6 เซลล์เม็ดเลือกขาวปล่อยซากของเชื้อโรคออกนอกเซลล์
5 ฟาโกโซมหลังการย่อยสลายประกอบด้วยซากของเชื้อโรค
2 เซลล์เม็ดเลือดขาวเคลื่อนที่เข้าหาและกลืนกินเชื้อโรคโดย
วิธีฟาโกไซโทซิส กลายเป็นฟาโกโซมที่มีเชื้อโรคอยู่ภายใน
ระบบภูมิคุ้มกันแบบไม่จ้าเพาะ
ระบบภูมิคุ้มกันจากเซลล์
ระบบภูมิคุ้มกันจากกระแสเลือดและสารคัดหลั่ง
ลิมโฟไซต์ชนิดเซลล์บี
ระบบภูมิคุ้มกันแบบจ้าเพาะ
ลิมโฟไซต์ชนิดเซลล์ที แบ่งออกเป็น 3 ชนิด
 เปลี่ยนเป็นเซลล์พลาสมา (plasma cell)
ท้าหน้าที่สร้างแอนติบอดีท้าลายแอนติเจน
 เปลี่ยนเป็นเซลล์เมมอรี (memory cell)
ท้าหน้าที่จดจ้าชนิดของแอนติเจนที่เข้าสู่
ร่างกาย
 เซลล์ทีกดภูมิคุ้มกัน (suppressor T cell)
ท้าหน้าที่ควบคุมการท้างานของเซลล์บี
เซลล์ทีผู้ช่วย และเซลล์ทีท้าลายสิ่ง
แปลกปลอมให้อยู่ในภาวะสมดุล
 เซลล์ทีผู้ช่วย (helper T cell) ท้าหน้าที่
สร้างสารกระตุ้นเซลล์บีให้สร้างแอนติบอดี
 เซลล์ทีท้าลายสิ่งแปลกปลอม (cytotoxic T
cell) ท้าหน้าที่ท้าลายแอนติเจนที่เข้าสู่ร่างกาย
เชื้อโรค
แอนติเจน
เซลล์ทีผู้ช่วย
เซลล์ทีผู้ช่วย
แอนติบอดี
เซลล์เมมอรี
เซลล์พลาสมา
เซลล์บี
ลิมโฟไซต์
1
2
3
4
เมื่อเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย ซึ่งผิว
เซลล์ของเชื้อโรคจะมีสาร
แอนติบอดีอยู่
เซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดลิมโฟไซต์เข้าท่าลายเชื้อโรค ท่าให้แอนติเจน
ของเชื้อโรคปรากฏบนผิวเซลล์ฟาโกไซต์ และส่งสัญญาณกระตุ้นเซลล์
เม็ดเลือดขาวลิมโฟไซต์ชนิดเซลล์ทีผู้ช่วย
เซลล์ทีผู้ช่วยส่งสัญญาณต่อไปยังเซลล์บี
ให้พัฒนาเป็นเซลล์พลาสมาและสร้าง
แอนติบอดี
แอนติบอดีเข้าท่าลายเชื้อโรค และเซลล์
พลาสมาบางเซลล์พัฒนาเป็นเซลล์เมมอรี
จดจ่าชนิดของแอนติเจน หากได้รับ
แอนติเจนชนิดเดิม แอนติบอดีที่มีอยู่เข้า
ท่าลายเชื้อโรคได้ทันที
ระบบภูมิคุ้มกันแบบจ้าเพาะ
ภูมิคุ้มกันรับมา
ภูมิคุ้มกันก่อเอง
กลไกการสร้างภูมิคุ้มกัน
 ภูมิคุ้มกันที่ร่างกายสร้างขึ้นเมื่อถูกกระตุ้นด้วยแอนติเจนหรือสิ่ง
แปลกปลอมจากภายนอก
 ได้แก่ วัคซีน (เชื้อแบคทีเรียหรือไวรัสที่ถูกท่าให้ตายหรืออ่อน
ฤทธิ์) และทอกซอยด์ (สารพิษของแบคทีเรียที่ท่าให้หมดพิษ)
 ภูมิคุ้มกันที่ให้กับร่างกายโดยตรงเพื่อต่อต้านเชื้อโรคหรือ
สิ่งแปลกปลอมอย่างทันที
 เรียกภูมิคุ้มกันว่า ซีรัม ซึ่งเป็นแอนติบอดีที่สกัดได้จาก
สัตว์
ข้อเปรียบเทียบ ภูมิคุ้มกันก่อเอง ภูมิคุ้มกันรับมา
ระยะเวลาในการออกฤทธิ์ เกิดขึ้นอย่างช้า ๆ ภายหลังการได้รับแอนติเจน (7-14 วัน) เกิดขึ้นทันทีภายหลังได้รับแอนติเจน
ให้ภูมิคุ้มกันก่อนการเกิดโรค ให้ภูมิคุ้มกันหลังการเกิดโรค
มีระยะเวลาในการคุ้มกันโรคหลายปี มีระยะเวลาในการคุ้มกันช่วงสั้น ๆ อาจเพียงรายสัปดาห์
เหมาะสมกับผู้ที่สามารถสร้างภูมิคุ้มกันได้ด้วยตนเอง เหมาะสมกับผู้ที่ไม่สามารถสร้างภูมิคุ้มกันได้ มีความ
บกพร่องของระบบภูมิคุ้มกัน หรือได้รับเชื้อโรคที่
รุนแรง
การให้ภูมิคุ้มกัน
ระยะเวลาในการคุ้มกันโรค
ความเหมาะสมในการใช้งาน
ความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน
โรคภูมิแพ้
โรคที่เกิดจากการที่ระบบภูมิคุ้มกันมีปฏิกิริยา
ตอบสนองต่อแอนติเจนบางชนิดรุนแรงและก่อให้เกิด
อันตรายต่อร่างกาย เช่น
มีผื่นขึ้นบริเวณผิวหนัง
มีอาการจามอย่างรุนแรง
แอนติเจนที่ท้าให้เกิดโรคภูมิแพ้ เรียกว่า สารก่อภูมิแพ้
เช่น
ไรฝุ่น เชื้อราในอากาศ
เกสรดอกไม้
ขนสัตว์
อาหารทะเล
 โดยปกติโรคภูมิแพ้จะไม่แสดงอาการ หากไม่ได้สัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้ คนที่มีอาการแพ้รุนแรง
มักนิยมใช้ยาแอนติฮิสตามีน (anti-histamine) หรือยาแก้แพ้ ช่วยบรรเทาอาการให้ลดลง
ความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน
โรคแพ้ภูมิคุ้มกันตนเอง
โรคที่เกิดจากระบบภูมิคุ้มกันต่อต้าน หรือท้าลายเซลล์และอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย ท้าให้เกิดอาการอักเสบตามอวัยวะต่าง ๆ
ระบบประสาท :ปวดศีรษะ ชัก ซึม สับสน สูญเสียความ
ทรงจ่า ชาตามแขนขาหรือเป็นอัมพาต บางรายอาจมี
อารมณ์แปรปวนและอาการทางจิต
ระบบหัวใจและหลอดเลือด : มีการอักเสบที่เยื่อ
หุ้มหัวใจและปอด อาจมีกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบขั้น
รุนแรง หรืออาจท่าให้เกิดหัวใจล้มเหลว
ระบบทางเดินอาหาร : ปวดท้องอย่างรุนแรงและ
เฉียบพลัน ซึ่งเป็นผลมาจากตับอ่อนอักเสบหรือล่าไส้ขาด
เลือด เนื่องจากการอุดตันบริเวณหลอดเลือดแดง
ระบบข้อและกล้ามเนื้อ : ปวดข้อ อักเสบ
บริเวณข้อเล็ก อาจมีอาการกล้ามเนื้ออักเสบและ
กล้ามเนื้ออ่อนแรง
ระบบผิวหนังและเยื่อเมือก : ผมร่วง
มีผื่นแดงบริเวณใบหน้าที่มีลักษณะเฉพาะ
หรืออาจเกิดบริเวณล่าตัว แขน ขา
ระบบเลือด : เซลล์เม็ดเลือดแดงถูก
ท่าลาย เซลล์เม็ดเลือดขาวและเกล็ดเลือด
ต่่า มีเลือดออกบริเวณไรฟัน เป็นจ้่าเลือด
บริเวณผิวหนังเวลาถูกกระแทกไม่รุนแรง
ระบบไต : ปริมาณโปรตีนในปัสสาวะ
มากกว่าปกติ ปัสสาวะเป็นฟอง มีเลือดปน
มีอาการตัวบวม ความดันเลือดสูง ซึ่งอาจ
ท่าให้เกิดไตอักเสบขั้นรุนแรงและไตวายได้
* ไม่มียารักษาให้หายขาด ผู้ป่วยต้องรักษาอย่างต่อเนื่องและปฏิบัติตามค้าแนะน้าของแพทย์อย่างเคร่งครัด
ความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน
โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง
โรคที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส HIV (human immunodeficiency virus) เข้าท้าลายเซลล์เซลล์ทีผู้ช่วย
ท้าให้ระบบภูมิคุ้มกันท้างานได้อย่างไม่มีประสิทธิภาพ
1
2
3
4
5
6
DNA ของไวรัส
DNA
ของเซลล์เจ้าบ้าน
ไวรัสตัวใหม่และโปรตีน
ไวรัส HIV
RNA ของไวรัส
1 ร่างกายได้รับเชื้อไวรัส HIV
2 ไวรัส HIV จับกับเซลล์เจ้าบ้านและปล่อย
RNA ซึ่งเป็นสารพันธุกรรมเข้าสู่เซลล์เจ้า
บ้าน
3 เอนไซม์รีเวอร์สทรานสคริปเทส (reverse transcriptase
enzyme) เปลี่ยน RNA ของไวรัสเป็น DNA โดยใช้นิ
วคลี- โอไทด์ของเซลล์เจ้าบ้าน
4
5
6
DNA ของไวรัส HIV รวมตัวกับ DNA ของเซลล์เจ้าบ้าน และมีการ
สังเคราะห์โปรตีนในส่วนที่เป็นสารพันธุกรรมของไวรัสแทรกอยู่
โปรตีนที่สังเคราะห์ขึ้นถูกตัดแยกเอาโปรตีนที่เป็นส่วนประกอบของไวรัสและน่ามาสร้าง
ไวรัส HIV ตัวใหม่
ไวรัส HIV ใช้ผนังของเซลล์เจ้าบ้านสร้างผนังของไวรัสและแยกออกจากเซลล์เจ้าบ้าน แล้ว
แพร่กระจายไปยังเซลล์อื่น ๆ ท่าให้มีการเพิ่มจ่านวนอย่างรวดเร็ว
ความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน
โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง (การเปลี่ยนแปลงปริมาณเซลล์ต่าง ๆ)
ช่วงแรก (0-2 ปี)
ช่วงหลัง (ตั้งแต่ปีที่ 3)
ร่างกายสร้างเซลล์ทีผู้ช่วยกระตุ้นเซลล์บีให้สร้าง
แอนติบอดี ท้าให้มีเซลล์ทีผู้ช่วยและแอนติบอดี
ปริมาณมาก แต่เชื้อไวรัสมีปริมาณลดลงอย่างรวดเร็ว
เชื้อไวรัส HIV เพิ่มจ้านวนกลับขึ้นมา และเข้าท้าลายเซลล์ที
ผู้ช่วย ซึ่งเป็นเซลล์เป้าหมาย ท้าให้เซลล์ทีมีปริมาณลดลดลง
อย่างรวดเร็ว
การติดต่อ
แม่สู่ลูก
เพศสัมพันธ์ เลือด

3.หมุนเวียนเลือดและน้ำเหลือง.pdf

  • 1.
    ครูผู้สอน : นางสาวพัฒนีพันธผล รับ-ส่งงาน 523 ระบบหมุนเวียนเลือด ระบบน้ำเหลือง และระบบภูมิคุ้มกัน
  • 2.
    แมลง หอยฝาเดียว ระบบหมุนเวียนเลือดแบบเปิด • เลือดไม่ได้ไหลเวียนอยู่ในหลอดเลือดตลอดเวลา •เลือดออกจากหลอดเลือดเข้าสู่ฮีโมซีล ซึ่งอยู่รวมกับของเหลวอื่นๆ (น้าเหลือง) เรียกว่า ฮีโมลิมฟ์ (hemolymph) • พบในสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังในไฟลัมอาร์โทรโพดาและมอลลัสกา (ยกเว้นหมึก หมึกยักษ์ และหอยงวงช้าง) หลอดเลือดดา หลอดเลือดแดง ช่องว่างภายในลาตัว หัวใจ หัวใจ หลอดเลือด Hemocoel/sinus ทิศทางการไหลของเลือด หัวใจ หลอดเลือดเอออร์ตา
  • 3.
    ระบบหมุนเวียนเลือดแบบปิด  เลือดไหลเวียนอยู่ในหลอดเลือดตลอดเวลา  มีหัวใจสูบฉีดเลือดไปยังหลอดเลือดต่างๆ ทั่วร่างกาย  พบในไส้เดือนดิน หมึก หมึกยักษ์ หอยงวงช้างและ สัตว์มีกระดูกสันหลัง (มีจ้านวนห้องหัวใจแตกต่างกัน) ไส้เดือนดิน หลอดเลือดแดง หัวใจ หลอดเลือดดา เนื้อเยื่อ หลอดเลือดด้านบนลาตัว หลอดเลือดด้านล่างลาตัว หัวใจเทียม
  • 4.
    ระบบหมุนเวียนเลือดแบบปิด เหงือก หัวใจห้องล่าง หัวใจห้องบน ส่วนต่างๆ ของร่างกาย หัวใจห้องบนขวา หัวใจห้องบนซ้าย ส่วนต่าง ๆของร่างกาย หัวใจห้องล่าง ปอดหรือผิวหนัง ปลา : หัวใจ 2 ห้อง สัตว์สะเทินน้าสะเทินบก : หัวใจ 3 ห้อง
  • 5.
    ระบบหมุนเวียนเลือดแบบเปิด ปอด หัวใจห้องบนขวา ส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย หัวใจห้องบนซ้ายหัวใจห้องบนขวา ส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย หัวใจห้องล่างขวา ปอด หัวใจห้องล่างขวา แผ่นกั้นไม่ สมบูรณ์ หัวใจห้องบนซ้าย หัวใจห้องล่างซ้าย หัวใจห้องล่างซ้าย สัตว์เลื้อยคลาน (ยกเว้นจระเข้) : หัวใจ 4 ห้องไม่สมบูรณ์ จระเข้ สัตว์ปีก และสัตว์เลี้ยงลูก ด้วยน้้านม : หัวใจ 4 ห้องสมบูรณ์
  • 6.
    ระบบหมุนเวียนเลือดของมนุษย์ หัวใจ หัวใจห้องบนซ้าย (lift atrium) รับเลือดที่มีO2 สูงจากปอดกลับเข้าสู่หัวใจ ทางหลอดเลือดพัลโมนารีเวน ลิ้นเอออร์ติกเซมิลูนาร์(aortic semilunar valve) กั้นหัวใจห้องล่างซ้ายกับหลอดเลือดเอออร์ตา ลิ้นไบคัสปิด (bicuspid valve) กั้นหัวใจห้องบนซ้ายและห้องล่างซ้าย มีลักษณะเป็นแผ่นบาง 2 ชิ้น ประกบกัน หัวใจห้องล่างซ้าย (lift ventricle) รับเลือดที่มีแก๊ส O2 สูงจากหัวใจห้องบนซ้าย ส่งไปส่วนต่าง ๆ ของร่างกายทางหลอดเลือด เอออร์ตา หัวใจห้องบนขวา (right atrium) รับเลือดที่มี O2 ต่่าจากส่วนต่างๆ ของร่างกายเข้าสู่หัวใจ ทางหลอดเลือดซูพีเรียเวนาคาวาและอินฟีเรียเวนาคาวา ลิ้นพัลโมนารีเซมิลูนาร์ (pulmonary semilunar valve) กั้นหัวใจห้องล่างขวากับหลอดเลือดพัลโมนารีอาร์เตอรี ลิ้นไตรคัสปิด (tricuspid valve) กั้นหัวใจห้องบนขวากับห้องล่างขวา มีลักษณะเป็นแผ่นบาง 3 ชิ้น ประกบกัน หัวใจห้องล่างขวา (right ventricle) รับเลือดที่มี O2 ต่่าจากหัวใจห้องบนขวาส่งไปแลกเปลี่ยน แก๊สที่ปอดทางหลอดเลือดพัลโมนารีอาร์เตอรี
  • 7.
    ระบบหมุนเวียนเลือดของมนุษย์ การหมุนเวียนเลือดผ่านหัวใจ 1 1 2 3 4 4 5 6 6 ส่วนต่าง ๆของร่างกาย (ศีรษะและแขน) ส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย (ล่าตัวและขา) ปอดขวา ปอดซ้าย เลือดที่มี O2 เข้าสู่หัวใจห้องบนขวา ทางหลอดเลือดซูพีเรียเวนาคาวา และอินฟีเรียเวนาคาวา 1 หัวใจห้องบนขวาบีบตัว เลือดไหลผ่าน ลิ้นไตรคัสปิดลงสู่หัวใจห้องล่างขวา 2 หัวใจห้องล่างขวาบีบตัว เลือดไหล ผ่านลิ้นพัลโมนารี-เซมิลูนาร์เข้าสู่ หลอดเลือดพัลโมนารอาร์เตอรีเพื่อ ไปแลกเปลี่ยนแก๊สที่ปอด 3 หลังการแลกเปลี่ยนแก๊ส เลือดที่มี O2 สูง จากปอดกลับเข้าสู่หัวใจห้องบนซ้าย ทางหลอดเลือดพัลโมนารีเวน 4 หัวใจห้องบนซ้ายบีบตัว เลือดไหลผ่าน ลิ้นไบคัสปิดลงสู่หัวใจห้องล่างซ้าย 5 หัวใจห้องล่างซ้ายบีบตัว เลือดไหลผ่าน ลิ้นเอออร์ติก-เซมิลูนาร์เข้าสู่หลอดเลือด เอออร์ตาส่งไปส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย 6 การไหลเวียนของเลือดที่มีปริมาณ O2 ต่้า CO2 สูง การไหลเวียนของเลือดที่มีปริมาณ O2 สูง CO2 ต่้า
  • 9.
    ระบบหมุนเวียนเลือดของมนุษย์ หลอดเลือด  มีความยืดหยุ่นค่อนข้างต่้า  มีแรงดันในหลอดเลือด ค่อนข้างต่้า มีลิ้นภายในหลอดเลือด ป้องกันการไหลย้อนกลับ  ท้าหน้าที่ล้าเลียงเลือดที่มี ปริมาณ O2 ต่้าจากส่วนต่าง ๆของร่างกายกลับเข้าสู่หัวใจ (ยกเว้นพัลโมนารีเวนล้าเลียง เลือดที่มีปริมาณ O2สูง) หลอดเลือดด้า (vein) หลอดเลือดแดง (artery) มีความยืดหยุ่นสูง มีผนังหนา มีช่องว่างภายในหลอดเลือดน้อย ท้าให้มีแรงดันสูงและคงที่ ท้าหน้าที่ล้าเลียงเลือดที่มี ปริมาณ O2 สูงจากหัวใจไปยัง หลอดเลือดแดงต่าง ๆ (ยกเว้นพัลโมนารีอาร์เตอรี ล้าเลียงเลือดที่มีปริมาณ O2 ต่้า) หลอดเลือดฝอย (capillary) มีผนังบางมาก ความดันภายในหลอดเลือดสูงกว่าหลอดเลือดด้า แต่ต่้ากว่าหลอดเลือดแดง เชื่อมต่อระหว่างหลอดเลือดแดงฝอยกับหลอดเลือดด้าฝอย ท้าหน้าที่แลกเปลี่ยนแก๊ส สารอาหาร และของเสียต่าง ๆ
  • 10.
    เซลล์เม็ดเลือด เซลล์เม็ดเลือดแดง (red blood cell) เซลล์เม็ดเลือดขาว (whiteblood cell) เกล็ดเลือด (platelet) น้้าเลือด (plasma) ระบบหมุนเวียนเลือดของมนุษย์ เลือด • ประกอบด้วยน้่า โปรตีน (อัลบูมิน โกลบู มิน ไฟบริโนเจน โพรทรอมบิน) และสาร อื่น ๆ • ท่าหน้าที่เป็นตัวท่าละลาย ล่าเลียง สารอาหาร แร่ธาตุ ฮอร์โมน เอนไซม์ และของเสียไปยังอวัยวะเป้าหมาย ท่าให้ เกิดความดันเลือด ช่วยรักษาสมดุลกรด- เบสและอุณหภูมิภายในร่างกาย • มีรูปร่างกลมแบบ ตรงกลางเว้า ไม่มีนิวเคลียส • ภายในเซลล์มีเฮโมโกลบิน • มีอายุ 100-120 วัน ถูกสร้างจาก ไขกระดูกแดง ถูกท่าลายที่ตับ และม้าม • ท่าหน้าที่ล่าเลียงแก๊สออกซิเจนไป ยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย • ลักษณะเป็นแผ่นเล็ก มีรูปร่างไม่ แน่นอน • มีอายุ 7-10 วัน ถูกสร้างจากไข กระดูก ถูกท่าลายที่ม้าม • ช่วยท่าให้เลือดแข็งตัวเมื่อเกิด บาดแผล • มีรูปร่างกลม • มีนิวเคลียสกลมขนาดใหญ่ หรือเป็นพู • มีอายุ 2-3 วัน • ท่าหน้าที่ป้องกันและท่าลายเชื้อโรค หรือ สิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกาย • แบ่งออกเป็นกลุ่มแกรนูโลไซต์ (นิวโทร ฟิล อีโอซิโนฟิล เบโซฟิล) และอะ แกรนูโลไซต์ (ลิมโฟไซต์ โมโนไซต์) นิวโทรฟิล อีโอซิโนฟิล เบโซฟิล ลิมโฟไซต์ โมโนไซต์
  • 11.
    ระบบหมุนเวียนเลือดของมนุษย์ การท้างานของเกล็ดเลือดเมื่อเกิดบาดแผล 1 2 3 ทรอมโบพลาสติน โพรทรอมบิน ทรอมบิน ไฟบริโนเจน ไฟบริน วิตามินK + Ca2+ เกล็ดเลือด เมื่อเกิดบาดแผล เกล็ดเลือดจะ เคลื่อนที่มายังบริเวณหลอดเลือดที่ ฉีกขาด ซึ่งปล่อยสารบางชนิดท่าให้ เกล็ดเลือดมารวมตัวกันและอุด บริเวณบาดแผล ทรอมบินกระตุ้นให้ไฟบริโนเจน ให้เปลี่ยนเป็นไฟบริน ซึ่งจะ สานตัวเป็นตาข่ายและอุด บริเวณบาดแผลป้องกันการ ไหลของเลือด เกล็ดเลือดปล่อยเอนไซม์ ทรอมโบพลาสทิน มากระตุ้น โพรทรอมบิน ให้เปลี่ยนเป็นทรอมบิน โดยท่างานร่วมกับ แคลเซียมไอออนและ วิตามินเคในเลือด
  • 12.
    หมู่เลือดและการให้เลือด หมู่เลือดระบบ ABO :แบ่งตามชนิดแอนติเจนบนผิวเซลล์เม็ดเลือดแดง แบ่งเป็นหมู่เลือด 4 หมู่ ได้แก่ A B O และ AB ข้อค้านึง ผู้ให้เลือดห้ามมีแอนติเจน ชนิดเดียวกับแอนติบอดีของ ผู้รับเลือด เพราะจะท่าให้ เลือดตกตะกอน และอาจ เสียชีวิตได้ แอนติเจนบนผิว เซลล์เม็ดเลือดแดง แอนติบอดีในพลาสมา หมู่เลือด เซลล์เม็ดเลือดแดง แอนติบอดี B แอนติบอดี A แอนติเจน A แอนติเจน B แอนติเจน AB แอนติบอดี A และ แอนติบอดี B B A O AB
  • 13.
    หมู่เลือดและการให้เลือด หมู่เลือดระบบ Rh :แบ่งตามแอนติเจน Rh แฟกเตอร์ ดังนี - หมู่ Rh+ เป็นกลุ่มที่มีแอนติเจน Rh บนผิวเซลล์เม็ดเลือดแดง - หมู่ Rh- เป็นกลุ่มที่ไม่มีแอนติเจน Rh บนผิวเซลล์เม็ดเลือดแดง ข้อค้านึง Rh แฟกเตอร์สามารถถ่ายทอด ทางพันธุกรรมได้ และต้อง คานึงถึงเป็นอย่างยิ่งสาหรับ กรณีการตั้งครรภ์ เช่น มารดาเป็น Rh+ บิดาเป็น Rh- และทารกเป็น Rh+ 1 2 3 4 พ่อ Rh+ แม่ Rh- ครรภ์แรก ทารกมีหมู่เลือด Rh+ เซลล์เม็ดเลือดแดง ของทารกเข้าสู่ กระแสเลือดของ แม่ ร่างกายแม่สร้าง แอนติบอดีต่อต้าน Rh+ หากตั้งครรภ์ที่สอง แอนติบอดีที่ต่อต้าน Rh+จากแม่จะเข้าสู่ ทารก ทาให้ทารกเสียชีวิต
  • 14.
    ระบบน้้าเหลือง  ของเหลวที่ซึมผ่านผนังหลอด เลือดฝอยออกมาอยู่ระหว่าง เซลล์ หรือรอบๆเซลล์ ท่าหน้าที่เป็นตัวกลาง แลกเปลี่ยนสารต่างๆ ระหว่าง เซลล์กับหลอดเลือดฝอย  มีบทบาทในการต่อต้านเชื้อ โรคหรือสิ่งแปลกปลอมที่ เข้าสู่ร่างกาย ประกอบด้วย ต่อมน้่าเหลือง ต่อมทอนซิล ม้าม และต่อมไทมัส  กระจายอยู่บริเวณต่าง ๆ ทั่วร่างกาย ภายในมีลิ้นท่า หน้าที่ป้องกันการไหล ย้อนกลับของน้่าเหลือง อวัยวะ น้้าเหลือง หลอด น้้าเหลือง น้้าเหลือง  มีองค์ประกอบคล้ายพลาสมา แต่มีโปรตีนโมเลกุลเล็กกว่า
  • 15.
    ระบบน้้าเหลือง อวัยวะน้้าเหลือง  อวัยวะน้่าเหลืองที่เป็นต่อมไร้ท่อ  สร้างเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดลิมโฟไซต์ ท่าลายเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่ ร่างกาย ต่อต้านอวัยวะที่ได้รับการปลูกถ่าย  ต่อมน้่าเหลือง 2 ต่อม อยู่ในช่องปาก  ภายในมีเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดลิมโฟไซต์  ท่าลายเชื้อโรคที่เข้าสู่ทางเดินหายใจและ ทางเดินอาหาร  พบตลอดทางเดินของน้่าเหลือง  ภายในมีเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดลิมโฟไซต์  ท่าหน้าที่กรองน้่าเหลือง ท่าลายแบคทีเรีย สิ่งแปลกปลอม และเซลล์เม็ดเลือดขาวที่ หมดอายุ  อวัยวะน้่าเหลืองที่มีขนาดใหญ่ที่สุด  ท่าหน้าที่สร้างเซลล์เม็ดเลือดขาว ชนิดโมโนไซต์และลิมโฟไซต์  ท่าลายเซลล์เม็ดเลือดแดงที่หมดอายุ ต่อมทอนซิล (tonsil gland) ม้าม (spleen) ต่อมไทมัส (thymus gland) ต่อมน้้าเหลือง (lymph node)
  • 16.
    การต่อต้านทางกายวิภาค ระบบภูมิคุ้มกันแบบไม่จ้าเพาะ เยื่อเมือก (mucous)  ดักจับเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอม ด้วยการเคลือบ มีซิเลียท่าหน้าที่พัดโบกเชื้อโรค และสิ่งแปลกปลอมให้เคลื่อนเข้าสู่ ท่อลมและขับออกด้วยการไอ จาม หรือเสมหะ ผิวหนัง (skin)  มีสารเคราตินป้องกันเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอมเข้าสู่ ร่างกาย  มีต่อมเหงื่อและต่อมไขมันหลั่งสารที่ท่าให้ผิวหนังมี สภาพเป็นกรด ซึ่งไม่เอื้อต่อการเจริญของเชื้อจุลินทรีย์  มีความชุ่มชื่นต่่า ท่าให้จุลินทรีย์ขาดความชุ่มชื่นและ ตาย
  • 17.
    ระบบภูมิคุ้มกันแบบไม่จ้าเพาะ การต่อต้านทางสารเคมีในร่างกาย น้้าตา  สร้างจากต่อมน้่าตา  มีเอนไซม์ไลโซไซม์ที่สามารถ ท่าลายผนังเซลล์ของแบคทีเรีย น้้าลาย สร้างจากต่อมน้่าลาย (ข้างกกหู ใต้ลิ้น ไต้ขากรรไกร)  มีเอนไซม์ไลโซไซม์ที่สามารถท่าลายจุลินทรีย์บาง ชนิด  มีฤทธิ์เป็นเบส ช่วยยับยั้งการเจริญของจุลินทรีย์ บางชนิด เหงื่อ  สร้างจากต่อมเหงื่อที่อยู่ในผิวหนังชั้น หนังก่าพร้า  มีฤทธิ์เป็นกรด สามารถท่าลาย แบคทีเรียและ เชื้อราบางชนิด น้้าย่อย  กรดไฮโดรคลอริกใน กระเพาะอาหาร  มีฤทธิ์เป็นกรด สามารถ ท่าลายแบคทีเรียต่าง ๆ และไวรัสที่ไม่มีผนังหุ้ม
  • 18.
    การกลืนกินของเซลล์ 2 1 3 4 5 6 เชื้อโรค ฟาโกโซม ไลโซโซม 1 เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย 3 ไลโซโซมในเซลล์เม็ดเลือดขาวเคลื่อนที่มารวมกับฟาโกโซม 4เอนไซม์ในไลโซโซมเข้าย่อยสลายเชื้อโรคในฟาโกโซม 6 เซลล์เม็ดเลือกขาวปล่อยซากของเชื้อโรคออกนอกเซลล์ 5 ฟาโกโซมหลังการย่อยสลายประกอบด้วยซากของเชื้อโรค 2 เซลล์เม็ดเลือดขาวเคลื่อนที่เข้าหาและกลืนกินเชื้อโรคโดย วิธีฟาโกไซโทซิส กลายเป็นฟาโกโซมที่มีเชื้อโรคอยู่ภายใน ระบบภูมิคุ้มกันแบบไม่จ้าเพาะ
  • 20.
    ระบบภูมิคุ้มกันจากเซลล์ ระบบภูมิคุ้มกันจากกระแสเลือดและสารคัดหลั่ง ลิมโฟไซต์ชนิดเซลล์บี ระบบภูมิคุ้มกันแบบจ้าเพาะ ลิมโฟไซต์ชนิดเซลล์ที แบ่งออกเป็น 3ชนิด  เปลี่ยนเป็นเซลล์พลาสมา (plasma cell) ท้าหน้าที่สร้างแอนติบอดีท้าลายแอนติเจน  เปลี่ยนเป็นเซลล์เมมอรี (memory cell) ท้าหน้าที่จดจ้าชนิดของแอนติเจนที่เข้าสู่ ร่างกาย  เซลล์ทีกดภูมิคุ้มกัน (suppressor T cell) ท้าหน้าที่ควบคุมการท้างานของเซลล์บี เซลล์ทีผู้ช่วย และเซลล์ทีท้าลายสิ่ง แปลกปลอมให้อยู่ในภาวะสมดุล  เซลล์ทีผู้ช่วย (helper T cell) ท้าหน้าที่ สร้างสารกระตุ้นเซลล์บีให้สร้างแอนติบอดี  เซลล์ทีท้าลายสิ่งแปลกปลอม (cytotoxic T cell) ท้าหน้าที่ท้าลายแอนติเจนที่เข้าสู่ร่างกาย
  • 21.
    เชื้อโรค แอนติเจน เซลล์ทีผู้ช่วย เซลล์ทีผู้ช่วย แอนติบอดี เซลล์เมมอรี เซลล์พลาสมา เซลล์บี ลิมโฟไซต์ 1 2 3 4 เมื่อเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย ซึ่งผิว เซลล์ของเชื้อโรคจะมีสาร แอนติบอดีอยู่ เซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดลิมโฟไซต์เข้าท่าลายเชื้อโรค ท่าให้แอนติเจน ของเชื้อโรคปรากฏบนผิวเซลล์ฟาโกไซต์และส่งสัญญาณกระตุ้นเซลล์ เม็ดเลือดขาวลิมโฟไซต์ชนิดเซลล์ทีผู้ช่วย เซลล์ทีผู้ช่วยส่งสัญญาณต่อไปยังเซลล์บี ให้พัฒนาเป็นเซลล์พลาสมาและสร้าง แอนติบอดี แอนติบอดีเข้าท่าลายเชื้อโรค และเซลล์ พลาสมาบางเซลล์พัฒนาเป็นเซลล์เมมอรี จดจ่าชนิดของแอนติเจน หากได้รับ แอนติเจนชนิดเดิม แอนติบอดีที่มีอยู่เข้า ท่าลายเชื้อโรคได้ทันที ระบบภูมิคุ้มกันแบบจ้าเพาะ
  • 22.
    ภูมิคุ้มกันรับมา ภูมิคุ้มกันก่อเอง กลไกการสร้างภูมิคุ้มกัน  ภูมิคุ้มกันที่ร่างกายสร้างขึ้นเมื่อถูกกระตุ้นด้วยแอนติเจนหรือสิ่ง แปลกปลอมจากภายนอก  ได้แก่วัคซีน (เชื้อแบคทีเรียหรือไวรัสที่ถูกท่าให้ตายหรืออ่อน ฤทธิ์) และทอกซอยด์ (สารพิษของแบคทีเรียที่ท่าให้หมดพิษ)  ภูมิคุ้มกันที่ให้กับร่างกายโดยตรงเพื่อต่อต้านเชื้อโรคหรือ สิ่งแปลกปลอมอย่างทันที  เรียกภูมิคุ้มกันว่า ซีรัม ซึ่งเป็นแอนติบอดีที่สกัดได้จาก สัตว์ ข้อเปรียบเทียบ ภูมิคุ้มกันก่อเอง ภูมิคุ้มกันรับมา ระยะเวลาในการออกฤทธิ์ เกิดขึ้นอย่างช้า ๆ ภายหลังการได้รับแอนติเจน (7-14 วัน) เกิดขึ้นทันทีภายหลังได้รับแอนติเจน ให้ภูมิคุ้มกันก่อนการเกิดโรค ให้ภูมิคุ้มกันหลังการเกิดโรค มีระยะเวลาในการคุ้มกันโรคหลายปี มีระยะเวลาในการคุ้มกันช่วงสั้น ๆ อาจเพียงรายสัปดาห์ เหมาะสมกับผู้ที่สามารถสร้างภูมิคุ้มกันได้ด้วยตนเอง เหมาะสมกับผู้ที่ไม่สามารถสร้างภูมิคุ้มกันได้ มีความ บกพร่องของระบบภูมิคุ้มกัน หรือได้รับเชื้อโรคที่ รุนแรง การให้ภูมิคุ้มกัน ระยะเวลาในการคุ้มกันโรค ความเหมาะสมในการใช้งาน
  • 23.
    ความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน โรคภูมิแพ้ โรคที่เกิดจากการที่ระบบภูมิคุ้มกันมีปฏิกิริยา ตอบสนองต่อแอนติเจนบางชนิดรุนแรงและก่อให้เกิด อันตรายต่อร่างกาย เช่น มีผื่นขึ้นบริเวณผิวหนัง มีอาการจามอย่างรุนแรง แอนติเจนที่ท้าให้เกิดโรคภูมิแพ้ เรียกว่าสารก่อภูมิแพ้ เช่น ไรฝุ่น เชื้อราในอากาศ เกสรดอกไม้ ขนสัตว์ อาหารทะเล  โดยปกติโรคภูมิแพ้จะไม่แสดงอาการ หากไม่ได้สัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้ คนที่มีอาการแพ้รุนแรง มักนิยมใช้ยาแอนติฮิสตามีน (anti-histamine) หรือยาแก้แพ้ ช่วยบรรเทาอาการให้ลดลง
  • 24.
    ความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน โรคแพ้ภูมิคุ้มกันตนเอง โรคที่เกิดจากระบบภูมิคุ้มกันต่อต้าน หรือท้าลายเซลล์และอวัยวะต่าง ๆของร่างกาย ท้าให้เกิดอาการอักเสบตามอวัยวะต่าง ๆ ระบบประสาท :ปวดศีรษะ ชัก ซึม สับสน สูญเสียความ ทรงจ่า ชาตามแขนขาหรือเป็นอัมพาต บางรายอาจมี อารมณ์แปรปวนและอาการทางจิต ระบบหัวใจและหลอดเลือด : มีการอักเสบที่เยื่อ หุ้มหัวใจและปอด อาจมีกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบขั้น รุนแรง หรืออาจท่าให้เกิดหัวใจล้มเหลว ระบบทางเดินอาหาร : ปวดท้องอย่างรุนแรงและ เฉียบพลัน ซึ่งเป็นผลมาจากตับอ่อนอักเสบหรือล่าไส้ขาด เลือด เนื่องจากการอุดตันบริเวณหลอดเลือดแดง ระบบข้อและกล้ามเนื้อ : ปวดข้อ อักเสบ บริเวณข้อเล็ก อาจมีอาการกล้ามเนื้ออักเสบและ กล้ามเนื้ออ่อนแรง ระบบผิวหนังและเยื่อเมือก : ผมร่วง มีผื่นแดงบริเวณใบหน้าที่มีลักษณะเฉพาะ หรืออาจเกิดบริเวณล่าตัว แขน ขา ระบบเลือด : เซลล์เม็ดเลือดแดงถูก ท่าลาย เซลล์เม็ดเลือดขาวและเกล็ดเลือด ต่่า มีเลือดออกบริเวณไรฟัน เป็นจ้่าเลือด บริเวณผิวหนังเวลาถูกกระแทกไม่รุนแรง ระบบไต : ปริมาณโปรตีนในปัสสาวะ มากกว่าปกติ ปัสสาวะเป็นฟอง มีเลือดปน มีอาการตัวบวม ความดันเลือดสูง ซึ่งอาจ ท่าให้เกิดไตอักเสบขั้นรุนแรงและไตวายได้ * ไม่มียารักษาให้หายขาด ผู้ป่วยต้องรักษาอย่างต่อเนื่องและปฏิบัติตามค้าแนะน้าของแพทย์อย่างเคร่งครัด
  • 25.
    ความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง โรคที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส HIV (humanimmunodeficiency virus) เข้าท้าลายเซลล์เซลล์ทีผู้ช่วย ท้าให้ระบบภูมิคุ้มกันท้างานได้อย่างไม่มีประสิทธิภาพ 1 2 3 4 5 6 DNA ของไวรัส DNA ของเซลล์เจ้าบ้าน ไวรัสตัวใหม่และโปรตีน ไวรัส HIV RNA ของไวรัส 1 ร่างกายได้รับเชื้อไวรัส HIV 2 ไวรัส HIV จับกับเซลล์เจ้าบ้านและปล่อย RNA ซึ่งเป็นสารพันธุกรรมเข้าสู่เซลล์เจ้า บ้าน 3 เอนไซม์รีเวอร์สทรานสคริปเทส (reverse transcriptase enzyme) เปลี่ยน RNA ของไวรัสเป็น DNA โดยใช้นิ วคลี- โอไทด์ของเซลล์เจ้าบ้าน 4 5 6 DNA ของไวรัส HIV รวมตัวกับ DNA ของเซลล์เจ้าบ้าน และมีการ สังเคราะห์โปรตีนในส่วนที่เป็นสารพันธุกรรมของไวรัสแทรกอยู่ โปรตีนที่สังเคราะห์ขึ้นถูกตัดแยกเอาโปรตีนที่เป็นส่วนประกอบของไวรัสและน่ามาสร้าง ไวรัส HIV ตัวใหม่ ไวรัส HIV ใช้ผนังของเซลล์เจ้าบ้านสร้างผนังของไวรัสและแยกออกจากเซลล์เจ้าบ้าน แล้ว แพร่กระจายไปยังเซลล์อื่น ๆ ท่าให้มีการเพิ่มจ่านวนอย่างรวดเร็ว
  • 26.
    ความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง (การเปลี่ยนแปลงปริมาณเซลล์ต่าง ๆ) ช่วงแรก(0-2 ปี) ช่วงหลัง (ตั้งแต่ปีที่ 3) ร่างกายสร้างเซลล์ทีผู้ช่วยกระตุ้นเซลล์บีให้สร้าง แอนติบอดี ท้าให้มีเซลล์ทีผู้ช่วยและแอนติบอดี ปริมาณมาก แต่เชื้อไวรัสมีปริมาณลดลงอย่างรวดเร็ว เชื้อไวรัส HIV เพิ่มจ้านวนกลับขึ้นมา และเข้าท้าลายเซลล์ที ผู้ช่วย ซึ่งเป็นเซลล์เป้าหมาย ท้าให้เซลล์ทีมีปริมาณลดลดลง อย่างรวดเร็ว การติดต่อ แม่สู่ลูก เพศสัมพันธ์ เลือด