การลำเลียงสารในร่างกาย     การลำเลียงสาร  หมายถึง การนำสารอาหารที่ย่อยแล้ว ออกซิเจน เอนไซม์ ฮอร์โมน แร่ธาตุต่างๆ ฯลฯ ไปยังเซลล์และกำจัดของเสียต่างๆ ออกจากเซลล์รวมทั้งช่วยควบคุมอุณหภูมิของร่างกายให้เป็นปกติด้วย
สัตว์ชั้นต่ำ  ขนาดเล็กมีการแลกเปลี่ยนสาร โดยตรงระหว่างเซลล์กับสิ่งแวดล้อมโดยการแพร่และการไหลเวียนของไซโทพลาสซึม  ( cyclosis )  ช่วยให้การแลกเปลี่ยนสารดีขึ้น เช่น ไฮดรา  พลานาเรีย อาศัยการแพร่ของสารอาหารผ่านไปยังเซลล์ถัดไป
 
 
สัตว์ชั้นสูง มีระบบหมุนเวียนเลือดช่วยในการลำเลียงสารไปยังส่วนต่างๆของร่างกายแบ่งออกเป็น  2   ระบบ คือ 1 )  ระบบหมุนเวียนเลือดแบบเปิด  (  Opencirculatorysystem )   เป็นระบบที่เลือดไหลออกจากหัวใจแล้วมีทั้งอยู่ในเส้นเลือด ช่องว่างในลำตัวและที่ว่างระหว่างอวัยวะต่างๆ พบในสัตว์ไฟลัมอาร์โทรโพดา เช่น เเมลง กุ้ง กั้ง ปู ไรน้ำ ( ไรเเดง )  เพรียงหิน เเมงมุม เเมงป่อง เห็บ ไร เเมงดาทะเล ตะขาบ กิ้งกือ ฯลฯ และไฟลัมมอลลัสกา เช่น พวกหอย เป๋าฮื้อ หมึก ลิ่นทะเล ทาก หอยทาก  2 )  ระบบหมุนเวียนเลือดแบบปิด  (  Closed circulatory system  )   เป็นระบบที่เลือดไหลอยู่ในเส้นเลือดโดยตลอด พบในสัตว์ไฟลัมแอนเนลิดา ( ไส้เดือนดิน เเม่เพรียง  (  ไส้เดือนทะเล  )  ปลิงน้ำจืด  )  คอร์ดาตา ( เพรียงหัวหอม เพรียงลอย เพรียงสาย เเอมฟิออกซัส  )  และสัตว์มีกระดูกสันหลังทั้งหมด
http :// www . bs . ac . th / lab2000 / web_bio / food . htm
การลำเลียงสารในไส้เดือนดิน   -  มีหัวใจเทียม  (  Pseudoheart  )  บริเวณปล้องที่ 7-11   บีบตัวส่งเลือดไปยังส่วนต่างๆของร่างกาย -  เซลล์เม็ดเลือดแดงมีนิวเคลียสแต่ไม่มีสี น้ำเลือดมีสีแดง เพราะมีฮีโมโกลบินละลายอยู่
 
การลำเลียงสารในพวกมอลลัสค์   -  หอย มีระบบหมุนเวียนเลือดแบบเปิด โดยหัวใจส่งเลือดไปตามหลอดเลือดและแทรกซึมไปตามช่องรับเลือดสังผัสกับเนื้อเยื่อ โดยตรง -  หมึก มีระบบหมุนเลียนเลือดแบบปิด เลือดมีฮีโมไซยานิน หัวใจมี  2   แบบคือ  systemic heart  รับเลือดจากเหงือกส่งไปส่วนต่างๆของร่างกายและ  branchial heart  ส่งเลือดไปแลกเปลี่ยนแก๊สที่เหงือก
การลำเลียงสารในแมลง -  มีระบบหมุนเวียนเลือดแบบวงจรเปิด โดยเลือดจะไหลเวียนจาก หลอดเลือดเข้าสู่ช่องว่างของเนื้อเยื่อ (  Haemocoel  )  -  หัวใจของแมลงเกิดจากการพองตัวของหลอดเลือดในแต่ละปล้องเกิดเป็นห้อง ประมาณ  9   ห้อง มีอัตราการเต้นประมาณ  14 - 160   ครั้ง / นาที -  เลือดแมลงประกอบด้วย น้ำเลือด ( plasma )  และเม็ดเลือด ( Hemocyte )  ไม่มีรงควัตถุในเลือดสำหรับลำเลียงก๊าซเพราะมีระบบท่อลมลำเลียงก๊าซได้อย่างมีประสิทธิภาพ
 
การลำเลียงสารในสัตว์มีกระดูกสันหลัง สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ มีหัวใจ  3   ห้อง  (  atrium 2   และ  ventricle 1  )  มีหน้าที่ต่างกันดังนี้ -  ห้องบนขวารับเลือดที่มีคาร์บอนไดออกไซด์มาจากส่วนต่างๆของ ร่างกาย -  ห้องบนซ้าย รับเลือดที่มีออกซิเจนมาจากปอด -  ห้องล่าง ส่งเลือดที่มีออกซิเจนและคาร์บอนไดออกไซด์จากห้องบนไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกาย สัตว์เลื้อยคลาน มีหัวใจ  3   ห้อง  (  atrium 2   และ  ventricle 1  )  ห้องล่างมีผนังกั้นแต่ไม่ตลอด ยกเว้น จระเข้มีผนังกั้นโดยสมบูรณ์จึงถือว่าหัวใจมี  4   ห้อง สัตว์ปีก หัวใจมี  4   ห้อง  (  atrium 2   และ  ventricle 2  )  และมีขนาดใหญ่เมื่อเทียบกับขนาดตัว เลือดที่มีออกซิเจนมากและมีออกซิเจนน้อยแยกจากกันโดยสมบูรณ์
การลำเลียงสารในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม -  สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม  มีหัวใจ  4   ห้อง การหมุนเวียนเลือดไหลผ่านหัวใจ  2   ครั้ง / รอบ โดยเลือดที่มีออกซิเจนมาก ไหลผ่านหัวใจซีกซ้ายและเลือดที่มีคาร์บอนไดออกไซด์มากไหลผ่านหัวใจซีกขวา โดยไม่ปะปนกัน -  หัวใจของมนุษย์มีลักษณะดังนี้ มีเยื่อหุ้ม  (  Pericardium  )  ระหว่างเยื่อหุ้มชั้นนอกกับชั้นในมีของเหลวใส  ( Pericardial fluuid )  ช่วยหล่อลื่นและลดแรงเสียดทาน มีเส้นเลือดโคโรนารีอาร์เตอรี  (  Coronary artery  )  นำอาหารและออกซิเจนมาเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ
หัวใจ มี 4   ห้อง ห้องบน  ( atrium )  2   ห้อง ห้องล่าง  ( ventricle )  2   ห้อง ภายในมีลิ้นหัวใจ  (  valve  )  ทำหน้าที่ป้องกันไม่ให้เลือดไหลย้อนกลับ ดังนี้ 1 )  ลิ้นไบคัสพิด  (  Bicuspid valve  )  กั้นห้องบนซ้ายกับห้องล่างซ้าย 2 )  ลิ้นไตรคัสพิด  (  Tricuspid valve  )  กั้นห้องบนขวากับล่างขวา 3 )  ลิ้นเออร์ติกเซมิลูนาร์  (  Aortic semilunar valve  )  อยู่ตรงบริเวณโคนเส้นเลือดแดงใหญ่ 4 )  ลิ้นพัลโมนารี  (  Pulmonary semilunar valve  )  อยู่ตรงบริเวณโคนเส้นเลือดพัลโมนารีอาร์เทอรี ซึ่งนำเลือดไปแลกเปลี่ยนก๊าซที่ปอด  ข้อควรจำ      หัวใจห้องล่างซ้ายมีขนาดใหญ่ที่สุดและมีผนังหนาที่สุดเนื่องจากต้องสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย
ลิ้นพัลโมนารี
 
การไหลเวียนของเลือด
ความดันเลือด  (  Blood pressure  )   เกิดจาการบีบตัวของหัวใจทำให้เกิดแรงดันในเส้นเลือด  2   ค่าคือ 1 )  ความดันซิสโทลิก  (  Systolic pressure  )  หมายถึง ความดันเลือดสูงสุดขณะหัวใจบีบตัว มีค่าประมาณ  120   มิลลิเมตรปรอท 2 )  ความดันไดแอสโทลิก  (  Diaastoric pressure  )  หมายถึงความดันเลือดขณะที่หัวใจคลายตัว มีค่าประมาณ  80   มิลลิเมตรปรอท -  ความดันเลือดคนปกติ มีค่า  120/80   มิลลิเมตรปรอท แต่อาจเปลี่ยนแปลงได้ขึ้นอยู่กับอายุ เพศ อารมณ์ น้ำหนักตัว อาหาร และโรคบางอย่าง ข้อควรจำ 1 .         การวัดความดันจะวัดจากเส้นเลือดอาร์เทอรีที่อยู่ใกล้หัวใจ โดยทั่วไปนิยมวัดจากเส้นเลือดอาร์เทอรีที่ต้นแขน โดยใช้เครื่องมือสฟิกโมนาโมมิเตอร์  ( SPHYGMONANOMETER  ) 2 .         ในผู้ใหญ่ปกติจะมีค่าความดันเลือด  120/80   มิลลิเมตรปรอท
ชีพจร  (  Heart rate  )   เกิดจากแรงดันเลือดทำให้เส้นอาร์เตอรีหดและขยายตัวสลับกันตามจังหวะการเต้นของหัวใจ คนปกติมีอัตราการเต้นของชีพจรประมาณ  72   ครั้ง / นาที เส้นเลือด  (  Blood vessel  )   แบ่งเป็น  3   ชนิดคือ 1 )  เส้นอาร์เตอรี  (  Artery  )   หมายถึง เส้นเลือดที่นำเลือดออกจากหัวใจ โดยมากเป็นเลือดที่มีออกซิเจนมากจึงเรียกกันว่า เส้นเลือดแดง ยกเว้น  pulmonary artery  ซึ่งนำเลือดจากหัวใจไปปอดมีออกซิเจนน้อย เส้นอาร์เตอรีที่มีขนาดใหญ่ที่สุด คือ เอออร์ตา ( Aorta ) 2 )  เส้นเวน  (  Vein  )   หมายถึงเส้นเลือดที่นำเลือดเข้าสู่หัวใจ ส่วนใหญ่เป็นเลือดที่มีออกซิเจนน้อยจึงเรียกกันว่า เส้นเลือดดำ ยกเว้น  pulmonary vein  ซึ่งนำเลือดจากปอดเข้าสู่หัวใจมีออกซิเจนมาก เส้นเวนที่มีขนาดใหญ่ที่สุดคือ เวนาคาวา  ( vena cava )  3)  เส้นเลือดฝอย  (  Capillary  )   มายถึง เส้นเลือดขนาดเล็กที่แทรกในเนื้อเยื่อ มีผนังบางมากทำหน้าที่แลกเปลี่ยนสารต่างๆ ระหว่างเลือดกับเซลล์ทั่วร่างกาย  ข้อควรจำ เส้นเลือด  PULMONARY ARTERY  นำเลือดที่มีออกซิเจนต่ำเข้าไปฟอกที่ปอด เส้นเลือด  PULMONARY VEIN  นำเลือดที่มีออกซิเจนสูงที่ฟอกแล้วจากปอดกลับเข้าสู่หัวใจ
ตารางเปรียบเทียบลักษณะเส้นเลือดชนิดต่างๆ ของมนุษย์  ลักษณะ เส้นอาร์เตอรี เส้นเวน เส้นเลือดฝอย 1 . ความหนาของผนังเส้นเลือด หนาที่สุด บางกว่า บางที่สุด 2 . ลิ้นในเส้นเลือด ไม่มี มี ไม่มี 3 . ทิศทางการไหลเวียนของเลือด ไหลออกจากหัวใจ ไหลเข้าสู่หัวใจ จากอาร์เตอริโอลไปยังเวนูล 4 . ลักษณะเลือดในเส้นเลือด มีออกซิเจนมาก มีคาร์บอนไดออกไซด์มาก มีทั้งออกซิเจนและคาร์บอนไดออกไซด์มาก 5 . ความเร็วกระแสเลือด เร็วที่สุด ปานกลาง ช้าที่สุด 6 . แรงดันเลือด สูงสุด ต่ำสุด ปานกลาง 7 . มองจากภายนอกร่างกาย ไม่เห็น เห็น ไม่เห็น 8 . ปริมาณเลือดในเส้นเลือด 10% 60-70% 5%
 
ระบบหมุนเวียนเลือด
เลือดของมนุษย์มีประมาณ  7-8  %  ของน้ำหนักตัว มีส่วนประกอบดังนี้ 1.  น้ำเลือด  (  Plasma  )   เป็นของเหลวสีเหลืองอ่อนค่อนข้างใส มีประมาณ  55%   ของเลือดทั้งหมด ประกอบด้วย -  น้ำ  90-93% -   โปรตีน  7-10%   ได้แก่ อัลบูมิน  (  Albumin  )  โกลบูมิน  (  Globumin  )  ไฟบริโนเจน  ( Fibrinogen )  -  ฮอร์โมน , เอนไซม์ , แอนติบอดี -  สารอาหารที่ย่อยแล้ว เช่น กลูโคส กรดอะมิโน กรดไขมัน -  แร่ธาตุและวิตามินต่างๆ -  ของเสียที่ต้องการกำจัดออก เช่น ยูเรีย คาร์บอนไดออกไซด์ -  ถ้านำเลือดที่แข็งตัวแล้วมาปั่นแยกเอาเซลล์เม็ดเลือด เพลตเลตและไฟบรินออก จะเหลือของเหลวใส เรียกว่า ซีรัม  (  serum  )
2.  เม็ดเลือด  (  Blood corpuscle  )   มีประมาณ  45%   ของเลือดทั้งหมด ประกอบด้วย  เซลล์เม็ดเลือดแดง  (  Red blood cell  ) -  รูปร่างกลมแบน ตรงกลางบุ๋มเพราะไม่มีนิวเคลียส -  ในระยะเอมบริโอสร้างจาก ตับ ม้าม ไขกระดูก เมื่อคลอดแล้วสร้างจากไขกระดูก มีอายุเฉลี่ย  100  -  120   วัน แหล่งทำลายคือ ตับและม้าม -  เพศชายมีเม็ดเลือดแดง  5   ล้านเซลล์ต่อ 1   ลูกบาศก์มิลลิเมตร ส่วนเพศหญิงมีเม็ดเลือดแดง  4.5  -  5   ล้านเซลล์ต่อ  1   ลูกบาศก์มิลลิเมตร -  คนที่มีเม็ดเลือดแดงน้อยกว่าปกติ จะเป็นโรคโลหิตจาง  (  Anemia  )  แต่หากมีเม็ดเลือดแดงมากกว่าปกติอาจเกิดโรค  Polycythema  ทำให้เลือดข้นและอุดตันได้ -  เยื่อหุ้มเซลล์ของเม็ดเลือดแดง ประกอบด้วย ฮีโมโกลบิน  ( Hemoglobin )  ซึ่งมีเหล็กอยู่  4   อะตอมต่อ  1   โมเลกุล ดังนั้นฮีโมโกลบินจึงรวมกับออกซิเจนได้ครั้งละ  4   โมเลกุล กลายเป็นออกซีฮีโมโกลบิน  ( Oxyhemoglobin )  ลำเลียงไปยังเซลล์ทั่วร่างกาย
เซลล์เม็ดเลือดขาว  (  White blood cell  )   -  รูปร่างกลม ขนาดใหญ่ประมาณ  6-   15   ไมโครเมตร เคลื่อนที่แบบอะมีบานิวเคลียส มีรูปร่างต่างกันหลายแบบ  -  สร้างจากไขกระดูกและต่อมน้ำเหลือง มีอายุประมาณ  2   -3   วัน  -  มีปริมาณน้อย คือ  5000  -  10000   เซลล์ต่อเลือด  1   ลูกบาศก์มิลลิเมตร แบ่งออกเป็น  2   กลุ่มคือ 1 )  เม็ดเลือดขาวที่มีแกรนูล  (  Granule leucocyte  )  นิวเคลียสมีหลายพู  (  lobe  )  พบประมาณ  70%   ของเม็ดเลือดขาว ได้แก่ -  นิวโทรฟิล  (  Neutrophil  )  มีปริมาณมากที่สุด สร้างจากไขกระดูก นิวเคลียสมี  3  -  5   พู หน้าที่กินสิ่งแปลกปลอม โดยวิธี  phagocytosis -  อีโอซิโนฟิล  (  Eosinophil  )  พบในเนื้อเยื่อมากกว่ากระแสเลือด นิวเคลียสมี  2   พู หน้าที่กำจัดสิ่งแปลกปลอม โดยการจับกินและทำลายสารพิษ -  เบโซฟิล  (  Basophil  )  พบน้อยที่สุด นิวเคลียสมี  2   พูขึ้นไป จับกินสิ่งแปลกปลอมและสร้างเฮพาริน  (  heparin  )  ไม่ให้เลือดแข็งตัว รวมทั้งสนองต่อสิ่งแปลกปลอมที่ก่อให้เกิดอาการแพ้
2 )  เม็ดเลือดขาวที่ไม่มีแกรนูล  (  Nongranule leucocyte  )  ได้แก่ -  โมโนไซต์  (  Monocyte  )  มีขนาดใหญ่ที่สุด นิวเคลียสใหญ่เกือบเต็มเซลล์มีหน้าที่กำจัดเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมโดยวิธี  Phagocytosis -  ลิมโฟไซต์  (  Lymphocyte  )  มีความสำคัญในการสร้างแอนติบอดี  ( antibody )  ตอบสนองสิ่งแปลกปลอมอย่างจำเพาะ 3.  เพลตเลต  (  Platelet  )  -  เป็นชิ้นส่วนของไซโทพลาสซึมของเซลล์ในไขกระดูก อาจเรียกว่า เกล็ดเลือด แผ่นเลือด หรือเศษเม็ดเลือด -  รูปร่างไม่แน่นอน ขนาดเล็ก  1  -  2   ไมโครเมตร มีอายุเพียง  10   วัน -  มีประมาณ  250,000  -  500,000   ชิ้นต่อ  1   ลูกบาศก์มิลลิเมตร มีหน้าที่เกี่ยวกับการแข็งตัวของเลือด โดยทำงานร่วมกับแคลเซียมและวิตามิน  K -  ภายในเลือดมีเฮพาริน  (  Heparin  )  สร้างจากเม็ดเลือดขาวยับยั้งการเกิดทรอมบิน ทำให้เลือดในเส้นเลือดไม่แข็งตัว ข้อควรจำ          การแข็งตัวของเลือด ต้องอาศัยการทำงานร่วมกันของปัจจัยหลายประการ ได้แก่ เกล็ดเลือด โปรตีน  FIBRINOGEN  วิตามิน  K  และแคลเซียม
มนุษย์มีหมู่เลือดต่างกันหลายระบบขึ้นอยู่กับแอนติเจน (  Antigen  )  ที่เยื่อหุ้มเซลล์ของเม็ดเลือดแดงและแอนติบอดี  ( Antibody )  ในน้ำเลือด ระบบ  ABO   -  หมู่เลือดระบบนี้มี แอนติเจน  ( Antigen )  2   ชนิด คือ  A  และ  B  มีแอนติบอด ี 2   ชนิด คือ  A  และ  B  ซึ่งสามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้โดยยีนประเภท มัลติเปิลแอลลีน  ( Multiple allele  )  แบ่งออกเป็น  4   หมู่ มีลักษณะดังนี้  หมายเหตุ  + :  เม็ดเลือดแดงตกตะกอน  - :  ปกติ  หมู่เลือด การกระจายใน คนไทย แอนติเจน แอนติบอดี การทำปฏิกิริยากับแอนติบอดี A B A 22% A B + - B 33% B A - + AB 8% A,B ไม่มี + + O 37% ไม่มี A,B - -
การให้เลือดควรจะให้อยู่ในหมู่เลือดเดียวกันทั้งผู้ให้และผู้รับหรือเลือดของผู้ให้ต้องไม่มีแอนติเจนตรงกับ แอนติบอดีของผู้รับ เพราะเลือดจะตกตะกอนจนอาจเสียชีวิตได้  จะเห็นว่าหมู่เลือด  AB  รับเลือดได้ทุกหมู่  (  universal recipient  )  ส่วนหมู่เลือด  O  ให้เลือดได้ทุกหมู่ -  ผู้บริจาคเลือดต้องมีอายุ  17   ปีขึ้น ไปแพทย์จะดูดเลือดจากเส้นเวนบริเวณท้องแขนแล้วเก็บไว้ในธนาคารเลือด ที่  4   องศาเซลเซียส หมู่เลือดผู้ให้ หมู่เลือดผู้รับ A A,AB B B,AB AB AB O A,B,AB,O
การถ่ายทอดหมู่โลหิตระบบ  ABO  ของพ่อ แม่ ลูก ที่เป็นไปได ้             จะเห็นได้ว่าหมู่โลหิตของลูกไม่จำเป็นต้องเหมือนหมู่โลหิตของพ่อ และแม่เสมอไปแต่เนื่องจากหมู่โลหิตมีการถ่ายทอดทางพันธุกรรม    การตรวจสอบหมู่โลหิตจึงมีประโยชน์ในการตรวจสอบความเป็นพ่อแม่ลูก   หมู่โลหิตของพ่อ หมู่โลหิตของแม่ หมู่โลหิตของลูกที่เป็นไปได้ O O O O A O  หรือ  A O B O  หรือ  B O AB A  หรือ  B A A A  หรือ  O A B O  หรือ  A  หรือ  B  หรือ  AB A AB A  หรือ  B  หรือ  AB B B B  หรือ  O B AB A  หรือ  B  หรือ  AB AB AB A  หรือ  B  หรือ  AB
ระบบ  Rh -  หมู่เลือดระบบนี้มีแอนติเจนชนิดเดียว คือ แอนติเจน  Rh  ไม่มีแอนติบอดี ซึ่งเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ยกเว้นที่ได้รับการกระตุ้น - คนที่มีแอนติเจน  Rh  มีเยื่อหุ้มเซลล์เม็ดเลือดแดง ถือว่ามีหมู่เลือด  Rh +  ส่วนคนที่ไม่มีแอนติเจน  Rh  ถือว่ามีหมู่เลือด  Rh - -  หากคนที่มีหมู่เลือด  Rh  ได้รับเลือดหมู่ Rh +  พบว่าแอนติเจน  Rh  จะกระตุ้นให้คนที่มีหมู่เลือด  Rh  สร้างแอนติบอดี  Rh  ขึ้นมาได้ ดังนั้นการให้เลือดในครั้งต่อๆ ไป อาจเกิดปัญหาเลือดตกตะกอนจนถึงแก่ชีวิตได้ -  คนไทยไม่ค่อยมีปัญหาเกี่ยวกับหมู่เลือดระบบ  Rh  เพราะมีหมู่เลือด  Rh +  มากกว่า  90%   ผู้ที่มีหมู่เลือด  Rh  น้อยมากประมาณ  1   ใน  500   คนเท่านั้น
-  หากแม่มีหมู่เลือด  Rh -  และลูกในครรภ์มีหมู่เลือด  Rh +  อาจมีโอกาสที่เลือดของลูกไปกระตุ้นให้แม่สร้างแอนติบอดี  Rh  ดังนั้นลูกคนต่อไปที่มีหมู่เลือด  Rh +  อาจได้รับอันตรายจากแอนติบอดีของแม่ที่สร้างขึ้นจนเสียชีวิตได้ เรียกว่า  erythroblastosis fetalis -  หากแม่มีหมู่เลือด  Rh +  และลูกในครรภ์มีหมู่เลือด  Rh  จะไม่เกิดอันตราย เพราะทารกในครรภ์จะไม่สร้างแอนติบอดี  Rh  จนกว่าจะคลอดมาแล้วระยะหนึ่ง ข้อควรจำ -       ERYTHROBLASTOSIS FETALIS  เป็นอาการของเด็กทารกที่เกิดจากคู่สมรสที่มีสามีมีเลือด  Rh +  ภรรยามีเลือด  Rh -  เลือดของลูกคนแรกอาจกระตุ้นให้แม่สร้างแอนติบอดี  Rh  ขึ้นเมื่อมีครรภ์ครั้งต่อมา และทารกมีเลือด  Rh +  อีกจะเกิดอันตรายขึ้นได้ เนื่องจากปฏิกิริยาระหว่างแอนติบอดีในเลือดแม่กับแอนติเจน  Rh  ในเลือด ลูก ทารกอาจมีอาการตัวเหลืองหรือเสียชีวิตได้
ระบบน้ำเหลือง
ระบบน้ำเหลือง  (  Lymphatic system  )  ประกอบด้วย  -  น้ำเหลือง  (  Lymph  )   เป็นของเหลวที่ซึมผ่านเส้นเลือดฝอยออกมาหล่อเลี้ยงอยู่รอบๆเซลล์ ประกอบด้วย กลูโคส อัลบูมิน ฮอร์โมน เอนไซม์ ก๊าซ เซลล์เม็ดเลือดขาว  (  แต่ไม่มีเซลล์เม็ดเลือดแดงและเพลตเลต  ) -  ท่อน้ำเหลือง  (  Lymph vessel  )   มีหน้าที่ลำเลียงน้ำเหลืองทั่วร่างกายเข้าสู่เส้นเวนใหญ่ใกล้หัวใจ ( Subclavian vein )  ปนกับเลือดที่มีออกซิเจนน้อย ท่อน้ำเหลืองมีลิ้นกั้นคล้ายเส้นเวนและมีอัตราการไหลช้ามากประมาณ  1.5   มิลลิเมตรต่อนาที -  อวัยวะน้ำเหลือง  (  Lymphatic organ  )  1 )  ต่อมน้ำเหลือง  (  Lymph node  )  -  พบทั่วร่างกาย ภายในมีลิมโฟไซต์อยู่เป็นกระจุก -  ต่อมน้ำเหลืองบริเวณคอ มี  5   ต่อม เรียกว่า ทอนซิล  ( Tonsil )  มีหน้าที่ ป้องกันจุลินทรีย์ที่ผ่านมาในอากาศไม่ให้เข้าสู่หลอดอาหารและกล่อง เสียงจนอาจเกิดอักเสบขึ้นมาได้
2 )  ม้าม  (  Spleen  )  -  เป็นอวัยวะน้ำเหลืองที่มีขนาดใหญ่ที่สุด -  มีหน้าที่ผลิตเซลล์เม็ดเลือด  (  เฉพาะในระยะเอมบริโอ  )  ป้องกันสิ่ง แปลกปลอมและเชื้อโรคเข้าสู่กระแสเลือด สร้างแอนติบอดี ทำลายเซลล์ เม็ดเลือดแดงและเพลตเลตที่หมดอายุ 3 )  ต่อมไทมัส  (  Thymus gland  )  -  เป็นเนื้อเยื่อน้ำเหลืองที่เป็นต่อมไร้ท่อ -  สร้างลิมโฟไซต์ชนิดเซลล์ที เพื่อต่อต้านเชื้อโรคและอวัยวะปลูก ถ่ายจากผู้อื่น  ข้อควรจำ การไหลของน้ำเหลืองในท่อเหลือง เกิดขึ้นจากการหดและคลายตัวของกล้ามเนื้อที่อยู่รอบๆ ท่อน้ำเหลืองนั้น
ระบบภูมิคุ้มกัน ภูมิคุ้มกันของร่างกายมนุษย์ ได้แก่ 1 )  ภูมิคุ้มกันโดยกำเนิด  (  Innate immunity  )   เป็นการป้องกันและกำจัดแอนติเจนที่เกิดขึ้นเองในร่างกาย ก่อนที่ร่างกายจะได้รับแอนติเจน มีหลายรูปแบบ เช่น -  เหงื่อ มีกรดแลกติกป้องกันเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายทางผิวหนัง -  หลอดลม โพรงจมูก มีขน ซิเลีย และน้ำเมือกดักจับสิ่งแปลกปลอม -  กระเพาะอาหาร และลำไส้เล็กมีเอนไซม์ -  น้ำลาย น้ำตา น้ำมูก มีไลโซไซม์ ทำลายจุลินทรีย์ได้ 2 )  ภูมิคุ้มกันจำเพาะ  (  Acquird immunity  )   เกิดขึ้นเมื่อร่างกายเคยได้รับแอนติเจนแล้ว
การสร้างระบบภูมิคุ้มกันเพื่อต่อต้านเฉพาะโรคของมนุษย์มี  2   วิธี ภูมิคุ้มกันก่อเอง  (  Active immunization  )  -  เกิดจากการนำเชื้อโรคที่อ่อนกำลัง ซึ่งเรียกว่า วัคซีน  ( vaccine )  มาฉีด กิน ทา เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายสร้างแอนติบอดีต่อต้านเชื้อนั้นๆ -  วัคซีนที่เป็นสารพิษและหมดความเป็นพิษแล้ว เรียกว่า ทอกซอยด์  ( toxoid )  สามารถกระตุ้นให้สร้างภูมิคุ้มกันได้ เช่น วัคซีนคุ้มกันโรคคอตีบ บาดทะยัก -  วัคซีนที่ได้จากจุลินทรีย์ที่ตายแล้ว เช่น โรคไอกรน ไทฟอยด์ อหิวาตกโรค -  วัคซีนที่ได้จากจุลินทรีย์ที่ยังมีชีวิตอยู่ เช่น วัณโรค หัด โปลิโอ คางทูม หัดเยอรมัน -  ภูมิคุ้มกันก่อเอง อยู่ได้นาน แต่การตอบสนองค่อนข้างช้า ประมาณ  4  -  7   วัน ภูมิคุ้มกันรับมา  (  Passive immunization  )   -  เป็นการนำซีรัมที่มีแอนติบอดีอยู่มาฉีดให้ผู้ป่วย ทำให้ได้รับภูมิคุ้มกันโดยตรงต่อต้านโรคได้ทันที -  ใช้รักษาโรครุนแรงเฉียบพลัน เช่น คอตีบ พิษงู -  ซีรัม ผลิตจากการฉีดเชื้อโรคที่อ่อนกำลังเข้าในสัตว์ แล้วนำซีรัมของสัตว์ที่มีแอนติบอดีรักษาโรคในมนุษย์ -  ภูมิคุ้มกันที่แม่ให้ลูกผ่านทางรกและน้ำนมหลังคลอด -  ภูมิคุ้มกันรับมารักษาโรคได้ทันที แต่อยู่ได้ไม่นานและผู้ป่วยอาจแพ้ซีรัมสัตว์ก็ได้
ข้อควรจำ         วัคซีน  (  VACCINE  )  ทำมาจากเชื้อโรคที่ทำให้อ่อนกำลัง เช่น ไอกรน ไทฟอยด์ อหิวาตกโรค วัณโรค โปลิโอ หัด หัดเยอรมัน คางทูม      ทอกซอยด์  (  TOXOID  )  ทำมาจากสารพิษที่หมดสภาพความเป็นพิษ เช่น คอตีบ บาดทะยัก ข้อควรจำ ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับถูมิคุ้มกัน 1 .       พัธุกรรม 2 .       โภชนาการ เช่น ถ้าขาดวิตามิน  A  และ  C  จะลดการทำงานของ ฟาโกไซต์และ  T - CELL 3 .       ยาบางชนิด เช่น ยาพวก คอร์ติโคสเตอรอยต์ จะห้ามการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันอย่าง ไม่เฉพาะเจาะจง
โรคเอดส์  (  AIDS  หรือ  Immune Deficiency Syndrome  )  -  เกิดจากไวรัส  HIV  (  Human Immunodeficiency Virus  )  เข้าไปเจริญและทำลายเซลล์ที ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายบกพร่องและติดเชื้อโรคต่างๆ ได้ง่าย  -  ไวรัส  HIV  จะแพร่กระจายเข้าสู่ ไขกระดูก สมอง ปอด ไต และดวงตา รวมทั้งสารคัดหลั่งต่างๆ เช่น เลือด น้ำนม อสุจิ น้ำลาย น้ำตา เป็นต้น การสร้างภูมิต้านทานเนื้อเยื่อตนเอง  (  Autoimmune diseases  )  เป็นภาวะผิดปกติของร่างกายที่สร้างแอนติบอดีออกมาต่อต้านเนื้อเยื่อตนเอง ตัวอย่างเช่น โรคเอสแอลอี  (  SLE  หรือ  Systemic Lupus Erythematosus  )  จากการศึกษาพบว่าโรคนี้มีสาเหตุเกี่ยวข้องกับพันธุกรรม อายุ ฮอร์โมนเพศหญิง
โรคภูมิแพ้  (  Allergy  )   เป็นอาการที่เกิดจากร่างกายตอบสนองต่อแอนติเจนบางอย่างผิดปกติ อาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาของร่างกายหรือเป็นอันตรายต่อเนื้อเยื่อของร่างกายก็ได้ โรคภูมิแพ้ที่พบมากได้แก่ การแพ้เกสรดอกไม้ ฝุ่นละออง อาหารทะเล สารเคมี แมลง ฯลฯ
อ้างอิง http://www.geocities.com/nooksungzero/content.html http :// www . thaigoodview . com / library / studentshow / 2547 / chonburi / bio / members . thai . net / m6141 / Lesson15 . htm

Transportation body

  • 1.
    การลำเลียงสารในร่างกาย การลำเลียงสาร หมายถึง การนำสารอาหารที่ย่อยแล้ว ออกซิเจน เอนไซม์ ฮอร์โมน แร่ธาตุต่างๆ ฯลฯ ไปยังเซลล์และกำจัดของเสียต่างๆ ออกจากเซลล์รวมทั้งช่วยควบคุมอุณหภูมิของร่างกายให้เป็นปกติด้วย
  • 2.
    สัตว์ชั้นต่ำ ขนาดเล็กมีการแลกเปลี่ยนสารโดยตรงระหว่างเซลล์กับสิ่งแวดล้อมโดยการแพร่และการไหลเวียนของไซโทพลาสซึม ( cyclosis ) ช่วยให้การแลกเปลี่ยนสารดีขึ้น เช่น ไฮดรา พลานาเรีย อาศัยการแพร่ของสารอาหารผ่านไปยังเซลล์ถัดไป
  • 3.
  • 4.
  • 5.
    สัตว์ชั้นสูง มีระบบหมุนเวียนเลือดช่วยในการลำเลียงสารไปยังส่วนต่างๆของร่างกายแบ่งออกเป็น 2 ระบบ คือ 1 ) ระบบหมุนเวียนเลือดแบบเปิด ( Opencirculatorysystem ) เป็นระบบที่เลือดไหลออกจากหัวใจแล้วมีทั้งอยู่ในเส้นเลือด ช่องว่างในลำตัวและที่ว่างระหว่างอวัยวะต่างๆ พบในสัตว์ไฟลัมอาร์โทรโพดา เช่น เเมลง กุ้ง กั้ง ปู ไรน้ำ ( ไรเเดง ) เพรียงหิน เเมงมุม เเมงป่อง เห็บ ไร เเมงดาทะเล ตะขาบ กิ้งกือ ฯลฯ และไฟลัมมอลลัสกา เช่น พวกหอย เป๋าฮื้อ หมึก ลิ่นทะเล ทาก หอยทาก 2 ) ระบบหมุนเวียนเลือดแบบปิด ( Closed circulatory system ) เป็นระบบที่เลือดไหลอยู่ในเส้นเลือดโดยตลอด พบในสัตว์ไฟลัมแอนเนลิดา ( ไส้เดือนดิน เเม่เพรียง ( ไส้เดือนทะเล ) ปลิงน้ำจืด ) คอร์ดาตา ( เพรียงหัวหอม เพรียงลอย เพรียงสาย เเอมฟิออกซัส ) และสัตว์มีกระดูกสันหลังทั้งหมด
  • 6.
    http :// www. bs . ac . th / lab2000 / web_bio / food . htm
  • 7.
    การลำเลียงสารในไส้เดือนดิน - มีหัวใจเทียม ( Pseudoheart ) บริเวณปล้องที่ 7-11 บีบตัวส่งเลือดไปยังส่วนต่างๆของร่างกาย - เซลล์เม็ดเลือดแดงมีนิวเคลียสแต่ไม่มีสี น้ำเลือดมีสีแดง เพราะมีฮีโมโกลบินละลายอยู่
  • 8.
  • 9.
    การลำเลียงสารในพวกมอลลัสค์ - หอย มีระบบหมุนเวียนเลือดแบบเปิด โดยหัวใจส่งเลือดไปตามหลอดเลือดและแทรกซึมไปตามช่องรับเลือดสังผัสกับเนื้อเยื่อ โดยตรง - หมึก มีระบบหมุนเลียนเลือดแบบปิด เลือดมีฮีโมไซยานิน หัวใจมี 2 แบบคือ systemic heart รับเลือดจากเหงือกส่งไปส่วนต่างๆของร่างกายและ branchial heart ส่งเลือดไปแลกเปลี่ยนแก๊สที่เหงือก
  • 10.
    การลำเลียงสารในแมลง - มีระบบหมุนเวียนเลือดแบบวงจรเปิด โดยเลือดจะไหลเวียนจาก หลอดเลือดเข้าสู่ช่องว่างของเนื้อเยื่อ ( Haemocoel ) - หัวใจของแมลงเกิดจากการพองตัวของหลอดเลือดในแต่ละปล้องเกิดเป็นห้อง ประมาณ 9 ห้อง มีอัตราการเต้นประมาณ 14 - 160 ครั้ง / นาที - เลือดแมลงประกอบด้วย น้ำเลือด ( plasma ) และเม็ดเลือด ( Hemocyte ) ไม่มีรงควัตถุในเลือดสำหรับลำเลียงก๊าซเพราะมีระบบท่อลมลำเลียงก๊าซได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • 11.
  • 12.
    การลำเลียงสารในสัตว์มีกระดูกสันหลัง สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ มีหัวใจ 3 ห้อง ( atrium 2 และ ventricle 1 ) มีหน้าที่ต่างกันดังนี้ - ห้องบนขวารับเลือดที่มีคาร์บอนไดออกไซด์มาจากส่วนต่างๆของ ร่างกาย - ห้องบนซ้าย รับเลือดที่มีออกซิเจนมาจากปอด - ห้องล่าง ส่งเลือดที่มีออกซิเจนและคาร์บอนไดออกไซด์จากห้องบนไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกาย สัตว์เลื้อยคลาน มีหัวใจ 3 ห้อง ( atrium 2 และ ventricle 1 ) ห้องล่างมีผนังกั้นแต่ไม่ตลอด ยกเว้น จระเข้มีผนังกั้นโดยสมบูรณ์จึงถือว่าหัวใจมี 4 ห้อง สัตว์ปีก หัวใจมี 4 ห้อง ( atrium 2 และ ventricle 2 ) และมีขนาดใหญ่เมื่อเทียบกับขนาดตัว เลือดที่มีออกซิเจนมากและมีออกซิเจนน้อยแยกจากกันโดยสมบูรณ์
  • 13.
    การลำเลียงสารในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม - สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม มีหัวใจ 4 ห้อง การหมุนเวียนเลือดไหลผ่านหัวใจ 2 ครั้ง / รอบ โดยเลือดที่มีออกซิเจนมาก ไหลผ่านหัวใจซีกซ้ายและเลือดที่มีคาร์บอนไดออกไซด์มากไหลผ่านหัวใจซีกขวา โดยไม่ปะปนกัน - หัวใจของมนุษย์มีลักษณะดังนี้ มีเยื่อหุ้ม ( Pericardium ) ระหว่างเยื่อหุ้มชั้นนอกกับชั้นในมีของเหลวใส ( Pericardial fluuid ) ช่วยหล่อลื่นและลดแรงเสียดทาน มีเส้นเลือดโคโรนารีอาร์เตอรี ( Coronary artery ) นำอาหารและออกซิเจนมาเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ
  • 14.
    หัวใจ มี 4 ห้อง ห้องบน ( atrium ) 2 ห้อง ห้องล่าง ( ventricle ) 2 ห้อง ภายในมีลิ้นหัวใจ ( valve ) ทำหน้าที่ป้องกันไม่ให้เลือดไหลย้อนกลับ ดังนี้ 1 ) ลิ้นไบคัสพิด ( Bicuspid valve ) กั้นห้องบนซ้ายกับห้องล่างซ้าย 2 ) ลิ้นไตรคัสพิด ( Tricuspid valve ) กั้นห้องบนขวากับล่างขวา 3 ) ลิ้นเออร์ติกเซมิลูนาร์ ( Aortic semilunar valve ) อยู่ตรงบริเวณโคนเส้นเลือดแดงใหญ่ 4 ) ลิ้นพัลโมนารี ( Pulmonary semilunar valve ) อยู่ตรงบริเวณโคนเส้นเลือดพัลโมนารีอาร์เทอรี ซึ่งนำเลือดไปแลกเปลี่ยนก๊าซที่ปอด ข้อควรจำ      หัวใจห้องล่างซ้ายมีขนาดใหญ่ที่สุดและมีผนังหนาที่สุดเนื่องจากต้องสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย
  • 15.
  • 16.
  • 17.
  • 18.
    ความดันเลือด ( Blood pressure ) เกิดจาการบีบตัวของหัวใจทำให้เกิดแรงดันในเส้นเลือด 2 ค่าคือ 1 ) ความดันซิสโทลิก ( Systolic pressure ) หมายถึง ความดันเลือดสูงสุดขณะหัวใจบีบตัว มีค่าประมาณ 120 มิลลิเมตรปรอท 2 ) ความดันไดแอสโทลิก ( Diaastoric pressure ) หมายถึงความดันเลือดขณะที่หัวใจคลายตัว มีค่าประมาณ 80 มิลลิเมตรปรอท - ความดันเลือดคนปกติ มีค่า 120/80 มิลลิเมตรปรอท แต่อาจเปลี่ยนแปลงได้ขึ้นอยู่กับอายุ เพศ อารมณ์ น้ำหนักตัว อาหาร และโรคบางอย่าง ข้อควรจำ 1 .        การวัดความดันจะวัดจากเส้นเลือดอาร์เทอรีที่อยู่ใกล้หัวใจ โดยทั่วไปนิยมวัดจากเส้นเลือดอาร์เทอรีที่ต้นแขน โดยใช้เครื่องมือสฟิกโมนาโมมิเตอร์ ( SPHYGMONANOMETER ) 2 .        ในผู้ใหญ่ปกติจะมีค่าความดันเลือด 120/80 มิลลิเมตรปรอท
  • 19.
    ชีพจร ( Heart rate ) เกิดจากแรงดันเลือดทำให้เส้นอาร์เตอรีหดและขยายตัวสลับกันตามจังหวะการเต้นของหัวใจ คนปกติมีอัตราการเต้นของชีพจรประมาณ 72 ครั้ง / นาที เส้นเลือด ( Blood vessel ) แบ่งเป็น 3 ชนิดคือ 1 ) เส้นอาร์เตอรี ( Artery ) หมายถึง เส้นเลือดที่นำเลือดออกจากหัวใจ โดยมากเป็นเลือดที่มีออกซิเจนมากจึงเรียกกันว่า เส้นเลือดแดง ยกเว้น pulmonary artery ซึ่งนำเลือดจากหัวใจไปปอดมีออกซิเจนน้อย เส้นอาร์เตอรีที่มีขนาดใหญ่ที่สุด คือ เอออร์ตา ( Aorta ) 2 ) เส้นเวน ( Vein ) หมายถึงเส้นเลือดที่นำเลือดเข้าสู่หัวใจ ส่วนใหญ่เป็นเลือดที่มีออกซิเจนน้อยจึงเรียกกันว่า เส้นเลือดดำ ยกเว้น pulmonary vein ซึ่งนำเลือดจากปอดเข้าสู่หัวใจมีออกซิเจนมาก เส้นเวนที่มีขนาดใหญ่ที่สุดคือ เวนาคาวา ( vena cava ) 3) เส้นเลือดฝอย ( Capillary ) มายถึง เส้นเลือดขนาดเล็กที่แทรกในเนื้อเยื่อ มีผนังบางมากทำหน้าที่แลกเปลี่ยนสารต่างๆ ระหว่างเลือดกับเซลล์ทั่วร่างกาย ข้อควรจำ เส้นเลือด PULMONARY ARTERY นำเลือดที่มีออกซิเจนต่ำเข้าไปฟอกที่ปอด เส้นเลือด PULMONARY VEIN นำเลือดที่มีออกซิเจนสูงที่ฟอกแล้วจากปอดกลับเข้าสู่หัวใจ
  • 20.
    ตารางเปรียบเทียบลักษณะเส้นเลือดชนิดต่างๆ ของมนุษย์ ลักษณะ เส้นอาร์เตอรี เส้นเวน เส้นเลือดฝอย 1 . ความหนาของผนังเส้นเลือด หนาที่สุด บางกว่า บางที่สุด 2 . ลิ้นในเส้นเลือด ไม่มี มี ไม่มี 3 . ทิศทางการไหลเวียนของเลือด ไหลออกจากหัวใจ ไหลเข้าสู่หัวใจ จากอาร์เตอริโอลไปยังเวนูล 4 . ลักษณะเลือดในเส้นเลือด มีออกซิเจนมาก มีคาร์บอนไดออกไซด์มาก มีทั้งออกซิเจนและคาร์บอนไดออกไซด์มาก 5 . ความเร็วกระแสเลือด เร็วที่สุด ปานกลาง ช้าที่สุด 6 . แรงดันเลือด สูงสุด ต่ำสุด ปานกลาง 7 . มองจากภายนอกร่างกาย ไม่เห็น เห็น ไม่เห็น 8 . ปริมาณเลือดในเส้นเลือด 10% 60-70% 5%
  • 21.
  • 22.
  • 23.
    เลือดของมนุษย์มีประมาณ 7-8 % ของน้ำหนักตัว มีส่วนประกอบดังนี้ 1. น้ำเลือด ( Plasma ) เป็นของเหลวสีเหลืองอ่อนค่อนข้างใส มีประมาณ 55% ของเลือดทั้งหมด ประกอบด้วย - น้ำ 90-93% - โปรตีน 7-10% ได้แก่ อัลบูมิน ( Albumin ) โกลบูมิน ( Globumin ) ไฟบริโนเจน ( Fibrinogen ) - ฮอร์โมน , เอนไซม์ , แอนติบอดี - สารอาหารที่ย่อยแล้ว เช่น กลูโคส กรดอะมิโน กรดไขมัน - แร่ธาตุและวิตามินต่างๆ - ของเสียที่ต้องการกำจัดออก เช่น ยูเรีย คาร์บอนไดออกไซด์ - ถ้านำเลือดที่แข็งตัวแล้วมาปั่นแยกเอาเซลล์เม็ดเลือด เพลตเลตและไฟบรินออก จะเหลือของเหลวใส เรียกว่า ซีรัม ( serum )
  • 24.
    2. เม็ดเลือด ( Blood corpuscle ) มีประมาณ 45% ของเลือดทั้งหมด ประกอบด้วย เซลล์เม็ดเลือดแดง ( Red blood cell ) - รูปร่างกลมแบน ตรงกลางบุ๋มเพราะไม่มีนิวเคลียส - ในระยะเอมบริโอสร้างจาก ตับ ม้าม ไขกระดูก เมื่อคลอดแล้วสร้างจากไขกระดูก มีอายุเฉลี่ย 100 - 120 วัน แหล่งทำลายคือ ตับและม้าม - เพศชายมีเม็ดเลือดแดง 5 ล้านเซลล์ต่อ 1 ลูกบาศก์มิลลิเมตร ส่วนเพศหญิงมีเม็ดเลือดแดง 4.5 - 5 ล้านเซลล์ต่อ 1 ลูกบาศก์มิลลิเมตร - คนที่มีเม็ดเลือดแดงน้อยกว่าปกติ จะเป็นโรคโลหิตจาง ( Anemia ) แต่หากมีเม็ดเลือดแดงมากกว่าปกติอาจเกิดโรค Polycythema ทำให้เลือดข้นและอุดตันได้ - เยื่อหุ้มเซลล์ของเม็ดเลือดแดง ประกอบด้วย ฮีโมโกลบิน ( Hemoglobin ) ซึ่งมีเหล็กอยู่ 4 อะตอมต่อ 1 โมเลกุล ดังนั้นฮีโมโกลบินจึงรวมกับออกซิเจนได้ครั้งละ 4 โมเลกุล กลายเป็นออกซีฮีโมโกลบิน ( Oxyhemoglobin ) ลำเลียงไปยังเซลล์ทั่วร่างกาย
  • 25.
    เซลล์เม็ดเลือดขาว ( White blood cell ) - รูปร่างกลม ขนาดใหญ่ประมาณ 6- 15 ไมโครเมตร เคลื่อนที่แบบอะมีบานิวเคลียส มีรูปร่างต่างกันหลายแบบ - สร้างจากไขกระดูกและต่อมน้ำเหลือง มีอายุประมาณ 2 -3 วัน - มีปริมาณน้อย คือ 5000 - 10000 เซลล์ต่อเลือด 1 ลูกบาศก์มิลลิเมตร แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มคือ 1 ) เม็ดเลือดขาวที่มีแกรนูล ( Granule leucocyte ) นิวเคลียสมีหลายพู ( lobe ) พบประมาณ 70% ของเม็ดเลือดขาว ได้แก่ - นิวโทรฟิล ( Neutrophil ) มีปริมาณมากที่สุด สร้างจากไขกระดูก นิวเคลียสมี 3 - 5 พู หน้าที่กินสิ่งแปลกปลอม โดยวิธี phagocytosis - อีโอซิโนฟิล ( Eosinophil ) พบในเนื้อเยื่อมากกว่ากระแสเลือด นิวเคลียสมี 2 พู หน้าที่กำจัดสิ่งแปลกปลอม โดยการจับกินและทำลายสารพิษ - เบโซฟิล ( Basophil ) พบน้อยที่สุด นิวเคลียสมี 2 พูขึ้นไป จับกินสิ่งแปลกปลอมและสร้างเฮพาริน ( heparin ) ไม่ให้เลือดแข็งตัว รวมทั้งสนองต่อสิ่งแปลกปลอมที่ก่อให้เกิดอาการแพ้
  • 26.
    2 ) เม็ดเลือดขาวที่ไม่มีแกรนูล ( Nongranule leucocyte ) ได้แก่ - โมโนไซต์ ( Monocyte ) มีขนาดใหญ่ที่สุด นิวเคลียสใหญ่เกือบเต็มเซลล์มีหน้าที่กำจัดเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมโดยวิธี Phagocytosis - ลิมโฟไซต์ ( Lymphocyte ) มีความสำคัญในการสร้างแอนติบอดี ( antibody ) ตอบสนองสิ่งแปลกปลอมอย่างจำเพาะ 3. เพลตเลต ( Platelet ) - เป็นชิ้นส่วนของไซโทพลาสซึมของเซลล์ในไขกระดูก อาจเรียกว่า เกล็ดเลือด แผ่นเลือด หรือเศษเม็ดเลือด - รูปร่างไม่แน่นอน ขนาดเล็ก 1 - 2 ไมโครเมตร มีอายุเพียง 10 วัน - มีประมาณ 250,000 - 500,000 ชิ้นต่อ 1 ลูกบาศก์มิลลิเมตร มีหน้าที่เกี่ยวกับการแข็งตัวของเลือด โดยทำงานร่วมกับแคลเซียมและวิตามิน K - ภายในเลือดมีเฮพาริน ( Heparin ) สร้างจากเม็ดเลือดขาวยับยั้งการเกิดทรอมบิน ทำให้เลือดในเส้นเลือดไม่แข็งตัว ข้อควรจำ          การแข็งตัวของเลือด ต้องอาศัยการทำงานร่วมกันของปัจจัยหลายประการ ได้แก่ เกล็ดเลือด โปรตีน FIBRINOGEN วิตามิน K และแคลเซียม
  • 27.
    มนุษย์มีหมู่เลือดต่างกันหลายระบบขึ้นอยู่กับแอนติเจน ( Antigen ) ที่เยื่อหุ้มเซลล์ของเม็ดเลือดแดงและแอนติบอดี ( Antibody ) ในน้ำเลือด ระบบ ABO - หมู่เลือดระบบนี้มี แอนติเจน ( Antigen ) 2 ชนิด คือ A และ B มีแอนติบอด ี 2 ชนิด คือ A และ B ซึ่งสามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้โดยยีนประเภท มัลติเปิลแอลลีน ( Multiple allele ) แบ่งออกเป็น 4 หมู่ มีลักษณะดังนี้ หมายเหตุ + : เม็ดเลือดแดงตกตะกอน - : ปกติ หมู่เลือด การกระจายใน คนไทย แอนติเจน แอนติบอดี การทำปฏิกิริยากับแอนติบอดี A B A 22% A B + - B 33% B A - + AB 8% A,B ไม่มี + + O 37% ไม่มี A,B - -
  • 28.
    การให้เลือดควรจะให้อยู่ในหมู่เลือดเดียวกันทั้งผู้ให้และผู้รับหรือเลือดของผู้ให้ต้องไม่มีแอนติเจนตรงกับ แอนติบอดีของผู้รับ เพราะเลือดจะตกตะกอนจนอาจเสียชีวิตได้ จะเห็นว่าหมู่เลือด AB รับเลือดได้ทุกหมู่ ( universal recipient ) ส่วนหมู่เลือด O ให้เลือดได้ทุกหมู่ - ผู้บริจาคเลือดต้องมีอายุ 17 ปีขึ้น ไปแพทย์จะดูดเลือดจากเส้นเวนบริเวณท้องแขนแล้วเก็บไว้ในธนาคารเลือด ที่ 4 องศาเซลเซียส หมู่เลือดผู้ให้ หมู่เลือดผู้รับ A A,AB B B,AB AB AB O A,B,AB,O
  • 29.
    การถ่ายทอดหมู่โลหิตระบบ ABO ของพ่อ แม่ ลูก ที่เป็นไปได ้          จะเห็นได้ว่าหมู่โลหิตของลูกไม่จำเป็นต้องเหมือนหมู่โลหิตของพ่อ และแม่เสมอไปแต่เนื่องจากหมู่โลหิตมีการถ่ายทอดทางพันธุกรรม   การตรวจสอบหมู่โลหิตจึงมีประโยชน์ในการตรวจสอบความเป็นพ่อแม่ลูก หมู่โลหิตของพ่อ หมู่โลหิตของแม่ หมู่โลหิตของลูกที่เป็นไปได้ O O O O A O หรือ A O B O หรือ B O AB A หรือ B A A A หรือ O A B O หรือ A หรือ B หรือ AB A AB A หรือ B หรือ AB B B B หรือ O B AB A หรือ B หรือ AB AB AB A หรือ B หรือ AB
  • 30.
    ระบบ Rh- หมู่เลือดระบบนี้มีแอนติเจนชนิดเดียว คือ แอนติเจน Rh ไม่มีแอนติบอดี ซึ่งเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ยกเว้นที่ได้รับการกระตุ้น - คนที่มีแอนติเจน Rh มีเยื่อหุ้มเซลล์เม็ดเลือดแดง ถือว่ามีหมู่เลือด Rh + ส่วนคนที่ไม่มีแอนติเจน Rh ถือว่ามีหมู่เลือด Rh - - หากคนที่มีหมู่เลือด Rh ได้รับเลือดหมู่ Rh + พบว่าแอนติเจน Rh จะกระตุ้นให้คนที่มีหมู่เลือด Rh สร้างแอนติบอดี Rh ขึ้นมาได้ ดังนั้นการให้เลือดในครั้งต่อๆ ไป อาจเกิดปัญหาเลือดตกตะกอนจนถึงแก่ชีวิตได้ - คนไทยไม่ค่อยมีปัญหาเกี่ยวกับหมู่เลือดระบบ Rh เพราะมีหมู่เลือด Rh + มากกว่า 90% ผู้ที่มีหมู่เลือด Rh น้อยมากประมาณ 1 ใน 500 คนเท่านั้น
  • 31.
    - หากแม่มีหมู่เลือด Rh - และลูกในครรภ์มีหมู่เลือด Rh + อาจมีโอกาสที่เลือดของลูกไปกระตุ้นให้แม่สร้างแอนติบอดี Rh ดังนั้นลูกคนต่อไปที่มีหมู่เลือด Rh + อาจได้รับอันตรายจากแอนติบอดีของแม่ที่สร้างขึ้นจนเสียชีวิตได้ เรียกว่า erythroblastosis fetalis - หากแม่มีหมู่เลือด Rh + และลูกในครรภ์มีหมู่เลือด Rh จะไม่เกิดอันตราย เพราะทารกในครรภ์จะไม่สร้างแอนติบอดี Rh จนกว่าจะคลอดมาแล้วระยะหนึ่ง ข้อควรจำ -      ERYTHROBLASTOSIS FETALIS เป็นอาการของเด็กทารกที่เกิดจากคู่สมรสที่มีสามีมีเลือด Rh + ภรรยามีเลือด Rh - เลือดของลูกคนแรกอาจกระตุ้นให้แม่สร้างแอนติบอดี Rh ขึ้นเมื่อมีครรภ์ครั้งต่อมา และทารกมีเลือด Rh + อีกจะเกิดอันตรายขึ้นได้ เนื่องจากปฏิกิริยาระหว่างแอนติบอดีในเลือดแม่กับแอนติเจน Rh ในเลือด ลูก ทารกอาจมีอาการตัวเหลืองหรือเสียชีวิตได้
  • 32.
  • 33.
    ระบบน้ำเหลือง ( Lymphatic system ) ประกอบด้วย - น้ำเหลือง ( Lymph ) เป็นของเหลวที่ซึมผ่านเส้นเลือดฝอยออกมาหล่อเลี้ยงอยู่รอบๆเซลล์ ประกอบด้วย กลูโคส อัลบูมิน ฮอร์โมน เอนไซม์ ก๊าซ เซลล์เม็ดเลือดขาว ( แต่ไม่มีเซลล์เม็ดเลือดแดงและเพลตเลต ) - ท่อน้ำเหลือง ( Lymph vessel ) มีหน้าที่ลำเลียงน้ำเหลืองทั่วร่างกายเข้าสู่เส้นเวนใหญ่ใกล้หัวใจ ( Subclavian vein ) ปนกับเลือดที่มีออกซิเจนน้อย ท่อน้ำเหลืองมีลิ้นกั้นคล้ายเส้นเวนและมีอัตราการไหลช้ามากประมาณ 1.5 มิลลิเมตรต่อนาที - อวัยวะน้ำเหลือง ( Lymphatic organ ) 1 ) ต่อมน้ำเหลือง ( Lymph node ) - พบทั่วร่างกาย ภายในมีลิมโฟไซต์อยู่เป็นกระจุก - ต่อมน้ำเหลืองบริเวณคอ มี 5 ต่อม เรียกว่า ทอนซิล ( Tonsil ) มีหน้าที่ ป้องกันจุลินทรีย์ที่ผ่านมาในอากาศไม่ให้เข้าสู่หลอดอาหารและกล่อง เสียงจนอาจเกิดอักเสบขึ้นมาได้
  • 34.
    2 ) ม้าม ( Spleen ) - เป็นอวัยวะน้ำเหลืองที่มีขนาดใหญ่ที่สุด - มีหน้าที่ผลิตเซลล์เม็ดเลือด ( เฉพาะในระยะเอมบริโอ ) ป้องกันสิ่ง แปลกปลอมและเชื้อโรคเข้าสู่กระแสเลือด สร้างแอนติบอดี ทำลายเซลล์ เม็ดเลือดแดงและเพลตเลตที่หมดอายุ 3 ) ต่อมไทมัส ( Thymus gland ) - เป็นเนื้อเยื่อน้ำเหลืองที่เป็นต่อมไร้ท่อ - สร้างลิมโฟไซต์ชนิดเซลล์ที เพื่อต่อต้านเชื้อโรคและอวัยวะปลูก ถ่ายจากผู้อื่น ข้อควรจำ การไหลของน้ำเหลืองในท่อเหลือง เกิดขึ้นจากการหดและคลายตัวของกล้ามเนื้อที่อยู่รอบๆ ท่อน้ำเหลืองนั้น
  • 35.
    ระบบภูมิคุ้มกัน ภูมิคุ้มกันของร่างกายมนุษย์ ได้แก่1 ) ภูมิคุ้มกันโดยกำเนิด ( Innate immunity ) เป็นการป้องกันและกำจัดแอนติเจนที่เกิดขึ้นเองในร่างกาย ก่อนที่ร่างกายจะได้รับแอนติเจน มีหลายรูปแบบ เช่น - เหงื่อ มีกรดแลกติกป้องกันเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายทางผิวหนัง - หลอดลม โพรงจมูก มีขน ซิเลีย และน้ำเมือกดักจับสิ่งแปลกปลอม - กระเพาะอาหาร และลำไส้เล็กมีเอนไซม์ - น้ำลาย น้ำตา น้ำมูก มีไลโซไซม์ ทำลายจุลินทรีย์ได้ 2 ) ภูมิคุ้มกันจำเพาะ ( Acquird immunity ) เกิดขึ้นเมื่อร่างกายเคยได้รับแอนติเจนแล้ว
  • 36.
    การสร้างระบบภูมิคุ้มกันเพื่อต่อต้านเฉพาะโรคของมนุษย์มี 2 วิธี ภูมิคุ้มกันก่อเอง ( Active immunization ) - เกิดจากการนำเชื้อโรคที่อ่อนกำลัง ซึ่งเรียกว่า วัคซีน ( vaccine ) มาฉีด กิน ทา เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายสร้างแอนติบอดีต่อต้านเชื้อนั้นๆ - วัคซีนที่เป็นสารพิษและหมดความเป็นพิษแล้ว เรียกว่า ทอกซอยด์ ( toxoid ) สามารถกระตุ้นให้สร้างภูมิคุ้มกันได้ เช่น วัคซีนคุ้มกันโรคคอตีบ บาดทะยัก - วัคซีนที่ได้จากจุลินทรีย์ที่ตายแล้ว เช่น โรคไอกรน ไทฟอยด์ อหิวาตกโรค - วัคซีนที่ได้จากจุลินทรีย์ที่ยังมีชีวิตอยู่ เช่น วัณโรค หัด โปลิโอ คางทูม หัดเยอรมัน - ภูมิคุ้มกันก่อเอง อยู่ได้นาน แต่การตอบสนองค่อนข้างช้า ประมาณ 4 - 7 วัน ภูมิคุ้มกันรับมา ( Passive immunization ) - เป็นการนำซีรัมที่มีแอนติบอดีอยู่มาฉีดให้ผู้ป่วย ทำให้ได้รับภูมิคุ้มกันโดยตรงต่อต้านโรคได้ทันที - ใช้รักษาโรครุนแรงเฉียบพลัน เช่น คอตีบ พิษงู - ซีรัม ผลิตจากการฉีดเชื้อโรคที่อ่อนกำลังเข้าในสัตว์ แล้วนำซีรัมของสัตว์ที่มีแอนติบอดีรักษาโรคในมนุษย์ - ภูมิคุ้มกันที่แม่ให้ลูกผ่านทางรกและน้ำนมหลังคลอด - ภูมิคุ้มกันรับมารักษาโรคได้ทันที แต่อยู่ได้ไม่นานและผู้ป่วยอาจแพ้ซีรัมสัตว์ก็ได้
  • 37.
    ข้อควรจำ        วัคซีน ( VACCINE ) ทำมาจากเชื้อโรคที่ทำให้อ่อนกำลัง เช่น ไอกรน ไทฟอยด์ อหิวาตกโรค วัณโรค โปลิโอ หัด หัดเยอรมัน คางทูม      ทอกซอยด์ ( TOXOID ) ทำมาจากสารพิษที่หมดสภาพความเป็นพิษ เช่น คอตีบ บาดทะยัก ข้อควรจำ ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับถูมิคุ้มกัน 1 .      พัธุกรรม 2 .      โภชนาการ เช่น ถ้าขาดวิตามิน A และ C จะลดการทำงานของ ฟาโกไซต์และ T - CELL 3 .      ยาบางชนิด เช่น ยาพวก คอร์ติโคสเตอรอยต์ จะห้ามการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันอย่าง ไม่เฉพาะเจาะจง
  • 38.
    โรคเอดส์ ( AIDS หรือ Immune Deficiency Syndrome ) - เกิดจากไวรัส HIV ( Human Immunodeficiency Virus ) เข้าไปเจริญและทำลายเซลล์ที ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายบกพร่องและติดเชื้อโรคต่างๆ ได้ง่าย - ไวรัส HIV จะแพร่กระจายเข้าสู่ ไขกระดูก สมอง ปอด ไต และดวงตา รวมทั้งสารคัดหลั่งต่างๆ เช่น เลือด น้ำนม อสุจิ น้ำลาย น้ำตา เป็นต้น การสร้างภูมิต้านทานเนื้อเยื่อตนเอง ( Autoimmune diseases ) เป็นภาวะผิดปกติของร่างกายที่สร้างแอนติบอดีออกมาต่อต้านเนื้อเยื่อตนเอง ตัวอย่างเช่น โรคเอสแอลอี ( SLE หรือ Systemic Lupus Erythematosus ) จากการศึกษาพบว่าโรคนี้มีสาเหตุเกี่ยวข้องกับพันธุกรรม อายุ ฮอร์โมนเพศหญิง
  • 39.
    โรคภูมิแพ้ ( Allergy ) เป็นอาการที่เกิดจากร่างกายตอบสนองต่อแอนติเจนบางอย่างผิดปกติ อาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาของร่างกายหรือเป็นอันตรายต่อเนื้อเยื่อของร่างกายก็ได้ โรคภูมิแพ้ที่พบมากได้แก่ การแพ้เกสรดอกไม้ ฝุ่นละออง อาหารทะเล สารเคมี แมลง ฯลฯ
  • 40.
    อ้างอิง http://www.geocities.com/nooksungzero/content.html http:// www . thaigoodview . com / library / studentshow / 2547 / chonburi / bio / members . thai . net / m6141 / Lesson15 . htm

Editor's Notes

  • #28 หมู่เลือดการกระจายในคนไทยแอนติเจนแอนติบอด ี การทำปฏิกิริยากับแอนติบอดี A B A 22% A B +-B 33% B A -+AB 8% A,B ไม่มี ++O 37% ไม่มี A,B--