1        กฎหมายเบืองต้น
                    ้


ความหมายของกฎหมาย

	       กฎหมาย คือ ค�ำสั่งหรือข้อบังคับของรัฐที่ก�ำหนดขึ้น เพื่อก�ำหนดความประพฤติของพลเมือง         
ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตาม ย่อมมีความผิดและถูกลงโทษ กฎหมายบังคับใช้ได้กับพลเมืองทุกคน            
ไม่จ�ำกัด อายุ เพศ ชั้น วรรณะ สัญชาติ และใช้ไปจนกว่าจะมีการประกาศยกเลิก

ที่มาของกฎหมาย

	       ทุกประเทศทั่วโลกได้ตรากฎหมายขึ้นมาบังคับใช้ ซึ่งมีความแตกต่างกันตามแต่ความต้องการ
และความเหมาะสมของแต่ละประเทศ โดยทั่วไปแล้วกฎหมายจะครอบคลุมทุกด้านของสังคม ทั้งนี้       
เพื่อให้สังคมอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข เมื่อพิจารณาจากเนื้อหาแล้วจะเห็นว่ากฎหมายมีที่มาจาก
	       1.	 จารีตประเพณี
	       2.	 ศีลธรรมหรือบทบัญญัติทางศาสนา
	       3.	 ความยุติธรรม
	       4.	 ผู้มีอ�ำนาจสูงสุดของสังคม อาจเป็นบุคคลหรือคณะบุคคล
	       ส�ำหรับประเทศไทยนั้น ได้จัดท�ำระบบกฎหมายให้เป็นสากลในสมัยรัตนโกสินทร์ ในรัชสมัย
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 โดยได้รับอิทธิพลจากกฎหมายชาติตะวันตก
ประเทศไทยจึงได้จัดท�ำประมวลกฎหมายขึ้นมาใช้จนถึงปัจจุบัน




          รูปที่ 1-1 พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ ทรงได้รับการยกย่องเป็น “พระบิดาแห่งกฎหมายไทย”
ระบบกฎหมาย

	       กฎหมายที่มีใช้อยู่ในปัจจุบันแบ่งได้เป็น 2 ระบบ ได้แก่
	       1.	 ระบบซีวิลลอว์ (Civil law) หรือกฎหมายลายลักษณ์อักษร เป็นกฎหมายที่เขียนไว้เป็น           
ลายลักษณ์อักษรอย่างชัดเจน อาจจะอยู่ในรูปของพระราชบัญญัติหรือประมวลกฎหมายก็ได้ ในการ
วินิจฉัยคดีจะมีคณะผู้พิพากษาเป็นผู้ตัดสิน ระบบซีวิลลอว์ถือก�ำเนิดในทวีปยุโรป ประเทศที่ใช้ระบบนี้
เช่น เยอรมนี ฝรั่งเศส อิตาลี เบลเยียม สวิตเซอร์แลนด์ ฯลฯ
	       2.	 ระบบคอมมอนลอว์ (Common law) หรือกฎหมายจารีตประเพณี เป็นกฎหมายที่ไม่ได้
ก�ำหนดไว้เป็นลายลักษณ์อักษร แต่เป็นกฎหมายที่เกิดจากจารีตประเพณีหรือค�ำพิพากษาของศาล         
โดยค�ำพิพากษาของศาลจะถือเป็นบรรทัดฐาน ในการพิจารณาคดีที่เกิดขึ้นในภายหลัง การวินิจฉัยคดี
มีคณะลูกขุนเป็นผู้ตัดสินชี้ขาด กฎหมายแบบคอมมอนลอว์ถือก�ำเนิดในประเทศอังกฤษ ประเทศที่ใช้
ระบบนี้ ได้แก่ อังกฤษ สหรัฐอเมริกา และประเทศในเครือจักรภพอังกฤษ

การตรากฎหมาย

	    ส�ำหรับในประเทศไทยนั้นกฎหมายถูกตราขึ้นมาจาก 3 ฝ่าย ได้แก่
	    1.	 การตรากฎหมายโดยฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายนิติบัญญัติที่มีหน้าที่ตรากฎหมาย คือ รัฐสภา
กฎหมายที่ตราขึ้น เช่น รัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติ และประมวลกฎหมาย ฯลฯ
	    2.	 การตรากฎหมายโดยฝ่ายบริหาร ฝ่ายบริหารทีมหน้าทีตรากฎหมาย คือ คณะรัฐมนตรีประจ�ำ
                                                     ่ี   ่
กระทรวง กฎหมายที่ฝ่ายบริหารบัญญัติขึ้น ได้แก่
	    	 2.1	 พระราชก�ำหนด ตราโดย คณะรัฐมนตรี
	    	 2.2	 พระราชกฤษฎีกา ตราโดย คณะรัฐมนตรี
	    	 2.3	 กฎกระทรวง ตราโดยรัฐมนตรีผู้รักษาการตามที่ก�ำหนดในพระราชบัญญัติ
	    3.	 การตรากฎหมายโดยองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น ซึ่งองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นที่มีอ�ำนาจ
ในการตรากฎหมาย เช่น เทศบาล องค์การบริหารส่วนต�ำบล องค์การบริหารส่วนจังหวัด ฯลฯ        
กฎหมายที่องค์การบริหารส่วนท้องถิ่นบัญญัติขึ้น ได้แก่
	    	 3.1	 ข้อบัญญัติองค์การบริหารส่วนต�ำบล ตราขึ้นโดย องค์การบริหารส่วนต�ำบล
	      	 3.2	 ข้อบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัด ตราขึ้นโดย องค์การบริหารส่วนจังหวัด
	    	 3.3	 เทศบัญญัติ ตราขึ้นโดย เทศบาล
	      	 3.4	 ข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร ตราขึ้นโดย กรุงเทพมหานคร
	      	 3.5 	ข้อบัญญัติเมืองพัทยา ตราขึ้นโดย เมืองพัทยา


2     กฎหมายเกี่ยวกับการควบคุมและป้องกันโรคระบาดในสัตว์เลี้ยง
การตีความกฎหมาย

	       ในการบังคับใช้กฎหมายบางครังอาจพบความไม่ชดเจนของตัวบทกฎหมาย เนืองจากมีขอความ
                                    ้             ั                       ่          ้
ที่ก�ำกวมตีความได้หลายอย่าง ดังนั้น การตีความกฎหมายจึงเป็นการค้นหาความหมายของกฎหมาย
วิธีการตีความกฎหมายมีหลักการดังต่อไปนี้
	       1.	 การตีความกฎหมายทั่วไปมี 2 วิธี ดังนี้
	       	 1.1	 ตีความตามตัวอักษร ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์กำหนดไว้ว่า การตีความตาม
                                                                �
ตัวอักษรให้ยดความหมายตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน และให้พจารณาตามความหมายใน
              ึ                                                   ิ
บทวิเคราะห์ศัพท์ที่อยู่ในมาตราต้น ๆ ของกฎหมายแต่ละฉบับ
	       	 1.2	 ตีความตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย โดยพิจารณาจากชื่อของกฎหมาย ค�ำขึ้นต้น
หมายเหตุ หลักการและเหตุผลของกฎหมาย โดยพิจารณาจากหลายมาตราประกอบ รวมถึงจาก      
รายงานการประชุมในการยกร่างกฎหมายนั้น
	       2.	 การตีความกฎหมายอาญา
	       การตีความในประมวลกฎหมายอาญา จะต้องตีความตามตัวอักษรและตีความโดยเคร่งครัด จะ
ขยายความออกไปนอกกรณีที่มิได้บัญญัติไว้โดยชัดแจ้งไม่ได้ และจะลงโทษจ�ำเลยได้ก็ต่อเมื่อกฎหมาย
ระบุไว้ชัดแจ้งเท่านั้น

การยกเลิกกฎหมาย

	      การยกเลิกกฎหมายมี 4 กรณี ดังนี้
	      1.	 การยกเลิกโดยกฎหมายโดยตรง เป็นการยกเลิกเพราะมีกฎหมายใหม่ออกมายกเลิกกฎหมาย
เก่า หรือยกเลิกเพราะกฎหมายได้ก�ำหนดระยะเวลาการบังคับใช้ไว้ชัดเจน
	      2.	 การยกเลิกโดยปริยาย มีหลายกรณี ดังนี้
	      	 2.1	 กฎหมายใหม่มีบทบัญญัติเหมือนกับกฎหมายเก่า ให้ใช้กฎหมายใหม่
	      	 2.2	 กฎหมายใหม่มีข้อความขัดแย้งกับกฎหมายเก่า ให้ใช้กฎหมายใหม่
	      	 2.3	 การยกเลิกพระราชบัญญัติหรือพระราชก�ำหนด ยกเลิกได้โดยกฎหมายที่มีศักดิ์เท่ากัน
	      3.	 การยกเลิกโดยศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ากฎหมายใดขัดต่อรัฐธรรมนูญ
หรือตราขึ้นโดยไม่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ ให้กฎหมายนั้นเป็นอันตกไป
	      4.	 ยกเลิกโดยค�ำพิพากษาของศาล กฎหมายที่ตราออกมาโดยไม่ผ่านรัฐสภา หากมีบทบัญญัติ
ขัดหรือแย้งกับกฎหมายอื่นอาจมีผู้เสียหายฟ้องคดีในศาล และศาลตัดสินให้เป็นไปตามกฎหมายหลัก
และยกเลิกกฎหมายที่มีปัญหาได้


                                         กฎหมายเกี่ยวกับการควบคุมและป้องกันโรคระบาดในสัตว์เลี้ยง   3
การจัดประเภทของกฎหมาย
	
	        โดยพิจารณาจากศักดิ์ของกฎหมาย ซึ่งศักดิ์ของกฎหมาย คือ ล�ำดับชั้นฐานะหรือความส�ำคัญ
ของกฎหมาย ว่ากฎหมายใดมีความส�ำคัญมากกว่า การบังคับใช้และการตีความตลอดจนการยกเลิก
กฎหมาย จะต้องยึดถือตามศักดิ์ของกฎหมาย เพราะกฎหมายที่มีศักดิ์ต�่ำกว่าจะขัดแย้งกับกฎหมายที่
มีศักดิ์สูงกว่าไม่ได้ ศักดิ์ของกฎหมายมีล�ำดับลดหลั่นกันลงไปดังนี้
	        1.	 รัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ
	        2.	 พระราชบัญญัติ พระราชก�ำหนด ประมวลกฎหมาย
	        3.	 พระราชกฤษฎีกา
	        4.	 กฎกระทรวง
	        5.	 กฎหมายท้องถิ่น เช่น ข้อบัญญัติองค์การบริหารส่วนต�ำบล ข้อบัญญัติองค์การบริหารส่วน
จังหวัด เทศบัญญัติ ข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร ข้อบัญญัติเมืองพัทยา ฯลฯ




          รูปที่ 1-2 กฎหมายรัฐธรรมนูญถือเป็นเป็นกฎหมายสูงสุด กฎหมายอื่นใดจะขัดหรือแย้งมิได้

พระราชบัญญัติ

	     พระราชบัญญัติ คือ กฎหมายซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงตราขึ้น โดยค�ำแนะน�ำและยินยอมของ
รัฐสภา รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 3 และมาตรา 92 ในการบัญญัติพระราชบัญญัติ
สาระส�ำคัญของพระราชบัญญัติ มีดังต่อไปนี้
	     1.	 ผู้มีสิทธิเสนอร่างพระราชบัญญัติทั่วไปตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550  
คือ คณะรัฐมนตรี หรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจ�ำนวนไม่น้อยกว่ายี่สิบคน หรือศาลหรือองค์กรอิสระ

4     กฎหมายเกี่ยวกับการควบคุมและป้องกันโรคระบาดในสัตว์เลี้ยง
ตามรัฐธรรมนูญ หรือผู้มีสิทธิเลือกตั้งจ�ำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งหมื่นรายชื่อ แต่ถ้าเป็นร่างพระราช-          
บัญญัติเกี่ยวด้วยการเงินแล้ว จะเสนอได้ก็ต่อเมื่อมีค�ำรับรองของนายกรัฐมนตรี
	       2.	 ผู้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ คือ สภาผู้แทนราษฎร ประเทศไทยใช้ระบบสองสภา เมื่อ       
สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาร่างพระราชบัญญัติและมีมติเห็นชอบแล้ว สภาผู้แทนราษฎรจะต้องเสนอ
ร่างพระราชบัญญัตนนต่อไปยังวุฒสภา เพือให้วฒสภาพิจารณาร่างพระราชบัญญัตดงกล่าว ดังต่อไปนี้
                      ิ ั้        ิ       ่ ุ ิ                                ิั
	       	 2.1	 กรณีที่วุฒิสภาเห็นชอบด้วย ให้น�ำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายพระมหากษัตริย์เพื่อทรงลง            
พระปรมาภิไธย
	       	 2.2	 กรณีที่วุฒิสภาไม่เห็นชอบด้วย ให้ยับยั้งไว้ก่อนโดยส่งร่างพระราชบัญญัติกลับไปที่สภา
ผู้แทนราษฎร
	       	 2.3	 กรณีการแก้ไขเพิมเติม ให้แต่ละสภาแต่งตังคณะกรรมาธิการร่วมโดยให้มจำนวนเท่ากัน
                               ่                         ้                         ี�
ตามที่สภาผู้แทนราษฎรได้ก�ำหนด ถ้าทั้งสองสภาเห็นชอบด้วยร่างที่คณะกรรมาธิการร่วมพิจารณา        
ให้น�ำร่างพระราชบัญญัตินั้นขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย แต่ถ้าสภาใดสภาหนึ่งไม่เห็นชอบด้วยให้ยับยั้งไว้ก่อน
	       3. 	ผู้ตราพระราชบัญญัติ คือ พระมหากษัตริย์
	       4. 	ใช้บังคับเป็นกฎหมายได้ เมื่อพระราชบัญญัติได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว

หมายเหตุ
	      1.	 ในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ ถ้าหากรัฐสภาไม่เห็นชอบร่างพระราชบัญญัติแล้ว ร่าง
พระราชบัญญัตินั้นเป็นอันตกไป แต่ถ้ารัฐสภาเห็นชอบด้วย นายกรัฐมนตรีสามารถน�ำร่างพระราช-
บัญญัตินั้นขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายพระมหากษัตริย์เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย เว้นแต่ในกรณีที่
	      	 •	 สมาชิกวุฒสภา หรือสมาชิกสภาผูแทนราษฎร หรือสมาชิกของทังสองสภารวมกันมีจำนวน
                        ิ                 ้                             ้                 �
ไม่น้อยกว่าหนึ่งในสิบของจ�ำนวนสมาชิกทั้งหมดที่มีอยู่ทั้งสองสภา ใช้สิทธิเข้าชื่อเสนอความเห็นเพื่อ      
ส่งต่อไปให้คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยหรือ
	      	 •	 ถ้านายกรัฐมนตรีเห็นว่าร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวมีข้อความขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ
หรือตราขึ้นโดยไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ สามารถส่งความเห็นเช่นว่านี้ ไปยังคณะ
ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยและในระหว่างนั้น นายกรัฐมนตรีจะต้องระงับการด�ำเนินการเพื่อ
ประกาศใช้ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวไว้ก่อน จนกว่าจะมีค�ำวินิจฉัยจากศาลรัฐธรรมนูญ ถ้าคณะ
ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าร่างพระราชบัญญัตินั้น มีข้อความขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ร่าง
พระราชบัญญัตินั้นเป็นอันตกไป
	      2.	 ในการที่พระมหากษัตริย์จะทรงตราร่างพระราชบัญญัตินั้น ถ้าหากพระมหากษัตริย์ทรงเห็น
ชอบด้วยก็จะทรงลงพระปรมาภิไธย แต่ถ้าพระมหากษัตริย์ไม่ทรงเห็นชอบด้วยและพระราชทานคืน
มายังรัฐสภา หรือมิได้พระราชทานคืนมาภายในเก้าสิบวัน รัฐสภาจะต้องปรึกษาร่างพระราชบัญญัตนน     ิ ั้
ใหม่ ถ้ารัฐสภาลงมติยืนยันตามเดิมด้วยคะแนนเสียงไม่ตำกว่าสองในสามของจ�ำนวนสมาชิกทั้งหมด
                                                        �่

                                              กฎหมายเกี่ยวกับการควบคุมและป้องกันโรคระบาดในสัตว์เลี้ยง   5
ของทั้งสองสภาแล้ว นายกรัฐมนตรีจะต้องน�ำร่างพระราชบัญญัตินั้นขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายอีกครั้ง เมื่อ
พระมหากษัตริยมได้ทรงลงพระปรมาภิไธยพระราชทานคืนมาภายในสามสิบวัน นายกรัฐมนตรีสามารถ
                 ์ิ
น�ำพระราชบัญญัตินั้นประกาศในราชกิจจานุเบกษา ใช้บังคับเป็นกฎหมายได้เสมือนหนึ่งว่าพระมหา-
กษัตริย์ได้ทรงลงพระปรมาภิไธยแล้ว
	      3. 	ถ้าพระราชบัญญัติที่ได้ประกาศใช้แล้วมีข้อความขัดแย้งต่อรัฐธรรมนูญ บทบัญญัตินั้นเป็น
อันใช้บังคับไม่ได้ ศาลรัฐธรรมนูญมีอ�ำนาจหน้าที่วินิจฉัย ว่าบทกฎหมายนั้นขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ
หรือไม่ และเมื่อวินิจฉัยไปในทางใดแล้วก็เป็นอันเด็ดขาดและใช้ได้ในคดีทั้งปวง แต่ไม่กระทบต่อ            
ค�ำพิพากษาของศาลอันถึงที่สุดแล้ว




                     รูปที่ 1-3 ตัวอย่างพระราชบัญญัติที่ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว

พระราชก�ำหนด
	
	     พระราชก�ำหนด คือ กฎหมายที่พระมหากษัตริย์ทรงตราขึ้นตามค�ำแนะน�ำของคณะรัฐมนตรี
สาระส�ำคัญของพระราชก�ำหนด มีดังต่อไปนี้
	     1.	 ประเภทของพระราชก�ำหนด มี 2 ประเภท ได้แก่
	     	 1.1	 พระราชก�ำหนดทั่วไป
	     	 1.2	 พระราชก�ำหนดเกี่ยวด้วยภาษีอากรหรือเงินตรา
	     2.	 เงื่อนไขในการออกพระราชก�ำหนด ส�ำหรับพระราชก�ำหนดทั่วไปมีเงื่อนไข ดังนี้
	     	 2.1	ในกรณีฉุกเฉิน ที่มีความจ�ำเป็นเร่งด่วนในอันจะรักษาความปลอดภัยของประเทศ หรือ
ความปลอดภัยสาธารณะ หรือความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือป้องกันสาธารณภัยและ
	      	 2.2	จะเรียกประชุมรัฐสภาให้ทันท่วงทีมิได้

6      กฎหมายเกี่ยวกับการควบคุมและป้องกันโรคระบาดในสัตว์เลี้ยง
ส�ำหรับพระราชก�ำหนดเกี่ยวกับภาษีอากรหรือเงินตรา มีเงื่อนไขการออกพระราชก�ำหนด คือ
ต้องอยู่ในระหว่างสมัยประชุม และมีความจ�ำเป็นต้องมีกฎหมายเกี่ยวด้วยภาษีอากรหรือเงินตรา              
ซึ่งจะต้องได้รับการพิจารณาโดยด่วนและลับ เพื่อรักษาผลประโยชน์ของแผ่นดิน
	      3. 	ผู้เสนอร่างพระราชก�ำหนด คือ รัฐมนตรีผู้จะรักษาการตามพระราชก�ำหนดนั้น
	      4. 	ผู้พิจารณา คือ คณะรัฐมนตรี
	      5. 	ผู้ตรา คือ พระมหากษัตริย์
	      6. 	ใช้บังคับเป็นกฎหมายได้ เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว
	      พระราชก�ำหนดที่มีข้อความขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ย่อมเป็นอันใช้บังคับมิได้ และคณะ
ตุลาการรัฐธรรมนูญมีอ�ำนาจหน้าที่วินิจฉัย




                   รูปที่ 1-4 ตัวอย่างพระราชก�ำหนดที่ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว

พระราชกฤษฎีกา
	
	     พระราชกฤษฎีกา คือ กฎหมายที่พระมหากษัตริย์ทรงตราขึ้น โดยค�ำแนะน�ำของคณะรัฐมนตรี
สาระส�ำคัญของพระราชกฤษฎีกา มีดังต่อไปนี้
	     1.	 ประเภทของพระราชกฤษฎีกามีประเภทเดียว คือ พระราชกฤษฎีกาที่ออกตามที่ก�ำหนดใน
รัฐธรรมนูญหรือกฎหมายอื่น กล่าวคือ รัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติ หรือพระราชก�ำหนดได้มีบท      
บัญญัติมอบให้ฝ่ายบริหาร คือ คณะรัฐมนตรีไปถวายค�ำแนะน�ำพระมหากษัตริย์  ให้ทรงตราพระราช-
กฤษฎีกาก�ำหนดรายละเอียด เพื่อด�ำเนินการให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติ หรือพระราช-
ก�ำหนดนั้น ๆ แล้วแต่กรณี	
	     2.	 ผู้เสนอ ได้แก่ รัฐมนตรีที่มีหน้าที่เกี่ยวข้อง หรือที่ได้รักษาการตามพระราชบัญญัติหรือ            
พระราชก�ำหนดที่บัญญัติให้ออกพระราชกฤษฎีกานั้น ส่วนพระราชกฤษฎีกาที่พระมหากษัตริย์ทรงใช้

                                                กฎหมายเกี่ยวกับการควบคุมและป้องกันโรคระบาดในสัตว์เลี้ยง   7
พระราชอ�ำนาจ ทรงตราโดยไม่ขัดต่อกฎหมาย ผู้เสนอ ได้แก่ รัฐมนตรีที่เป็นเจ้าของเรื่องนั้น ๆ
	    3. 	ผู้พิจารณา คือ รัฐมนตรี
	    4. 	ผู้ตรา คือ พระมหากษัตริย์
	    5. 	ใช้บังคับเป็นกฎหมายได้ เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว




                   รูปที่ 1-5 ตัวอย่างพระราชกฤษฎีกาที่ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว


กฎกระทรวง
	
	         กฎกระทรวง คือ กฎหมายซึ่งรัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัติ หรือพระราชก�ำหนด         
ได้ออกเพื่อด�ำเนินการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติ หรือพระราชก�ำหนดนั้น ทั้งนี้ พระราชบัญญัติ       
และพระราชก�ำหนด ได้ก�ำหนดหลักเกณฑ์กว้าง ๆ ไว้ และให้ออกกฎกระทรวงเพื่อก�ำหนดรายละเอียด
ปลีกย่อยต่อไป ส่วนเมื่อใดจะก�ำหนดให้ออกเป็นพระราชกฤษฎีกาหรือให้เป็นกฎกระทรวงนั้น ย่อม      
แล้วแต่ความส�ำคัญของเรื่อง ถ้าเป็นเรื่องที่ส�ำคัญก็ก�ำหนดให้ออกเป็นพระราชกฤษฎีกา แต่ถ้าเป็น         
เรื่องที่ไม่ส�ำคัญก็ก�ำหนดให้ออกเป็นกฎกระทรวง สาระส�ำคัญของกฎกระทรวง มีดังต่อไปนี้
	         1.	 ผู้เสนอ คือ รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัติหรือพระราชก�ำหนด ซึ่งบัญญัติให้ออก
กฎกระทรวงนั้น
	         2. 	ผู้พิจารณา คือ คณะรัฐมนตรี
	         3. 	ผูตรา คือ รัฐมนตรีผรกษาการตามพระราชบัญญัตหรือพระราชก�ำหนด ซึงบัญญัตให้ออกกฎ
                ้                ู้ ั                      ิ                 ่       ิ
กระทรวงนั้น
	         4. 	ใช้บังคับเป็นกฎหมายได้ เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว
	         ศาลมีอ�ำนาจพิจารณาพิพากษากฎกระทรวงที่ขัดหรือแย้งต่อกฎหมาย ซึ่งกฎกระทรวงนั้นเป็น
อันใช้บังคับมิได้

8     กฎหมายเกี่ยวกับการควบคุมและป้องกันโรคระบาดในสัตว์เลี้ยง
หมายเหตุ
  	 เหตุผลที่พระราชบัญญัติหรือพระราชก�ำหนด มักจะประกอบด้วยหลักการกว้าง ๆ โดยไม่มีการ
ก�ำหนดรายละเอียด แต่ให้ออกเป็นพระราชกฤษฎีกาหรือกฎกระทรวงขึ้นมาก�ำหนดรายละเอียดปลีก
ย่อยเพิ่มเติมขึ้นมาภายหลังนั้นมี 4 ประการ คือ
	      1.	 ท�ำให้กฎหมายอ่านเข้าใจง่าย เพราะมีแต่หลักการอันเป็นสาระส�ำคัญ
	      2. 	ประหยัดเวลาของผู้บัญญัติกฎหมาย โดยไม่ต้องเสียเวลาพิจารณาข้อรายละเอียดปลีกย่อย
ซึ่งสมควรมอบหมายความไว้วางใจให้ฝ่ายบริหารเป็นผู้ก�ำหนดเอง
	      3. 	พระราชกฤษฎีกาและกฎกระทรวง แก้ไขเพิ่มเติมได้ง่าย
	      4. 	เพื่อให้กฎหมายมีเหมาะสมกับกาลปัจจุบันอยู่เสมอ เพราะถ้ามีพฤติการณ์เปลี่ยนแปลงไป       
ก็สามารถแก้ไขได้ด้วยการออกเป็นพระราชกฤษฎีกาหรือกฎกระทรวง
	      ทั้งนี้ถ้าพระราชกฤษฎีกาหรือกฎกระทรวงมีข้อความขัดแย้งต่อกฎหมายย่อมใช้บังคับไม่ได้




                   รูปที่ 1-6 ตัวอย่างกฎกระทรวงที่ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว

ข้อบัญญัติองค์การบริหารส่วนต�ำบล
	
	      จัดท�ำขึ้นเพื่อใช้บังคับเฉพาะในเขตขององค์การบริหารส่วนต�ำบลนั้น ๆ ซึ่งองค์การบริหารส่วน
ต�ำบล (อบต.) มีฐานะเป็นนิติบุคคลและเป็นราชการบริหารส่วนท้องถิ่น จัดตั้งขึ้นเพื่อรองรับการ      
กระจายอ�ำนาจจากส่วนกลางสู่ส่วนท้องถิ่น โดยได้ยกฐานะจากสภาต�ำบลขึ้นเป็นองค์การบริหารส่วน       
ต�ำบล ตามความในหมวด 2 แห่งพระราชบัญญัติสภาต�ำบลและองค์การบริหารส่วนต�ำบล พ.ศ. 2537
(แก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 5 พ.ศ. 2546) สาระส�ำคัญของข้อบัญญัติองค์การบริหารส่วนต�ำบล มีดังนี้ต่อไป
นี้


                                             กฎหมายเกี่ยวกับการควบคุมและป้องกันโรคระบาดในสัตว์เลี้ยง   9
1.	 เงื่อนไขที่ออกข้อบัญญัติองค์การบริหารส่วนต�ำบล จะต้องมีพระราชบัญญัติ คือ พระราช-
บัญญัติสภาต�ำบลและองค์การบริหารส่วนต�ำบล หรือพระราชบัญญัติอื่น ๆ ที่ให้อ�ำนาจองค์การบริหาร
ส่วนต�ำบลตราข้อบัญญัติองค์การบริหารส่วนต�ำบลได้
	        2. 	ผู้เสนอ คือ คณะกรรมการบริหาร หรือสมาชิกองค์การบริหารส่วนต�ำบล
	        3. 	ผู้พิจารณา คือ สภาองค์การบริหารส่วนต�ำบล
	        4. 	ผู้ตรา คือ ประธานกรรมการองค์การบริหารส่วนต�ำบล หรือนายกองค์การบริหารส่วนต�ำบล
	        5. 	ผู้อนุมัติ คือ นายอ�ำเภอ
	        6. 	ใช้บังคับเป็นกฎหมายได้ เมื่อได้ประกาศข้อบัญญัติองค์การบริหารส่วนต�ำบลไว้โดยเปิดเผย
ที่ส�ำนักงานองค์การบริหารส่วนต�ำบลแล้วเป็นเวลาเจ็ดวัน




            รูปที่ 1-7 ตัวอย่างข้อบัญญัติองค์การบริหารส่วนต�ำบลที่ได้รับการอนุมัติและประกาศใช้

ข้อบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัด
	
	       เป็นกฎหมายที่องค์การบริหารส่วนจังหวัดออกใช้ในเขตจังหวัด ในพื้นที่นอกเขตเทศบาล เขต
สุขาภิบาล และเขตต�ำบลที่มีการจัดตั้งองค์การบริหารส่วนต�ำบล สาระส�ำคัญของข้อบัญญัติองค์การ
บริหารส่วนจังหวัด มีดังต่อไปนี้
	       1.	 เงื่อนไขที่ออกข้อบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัดจะต้องมีพระราชบัญญัติ คือ พระราช-
บัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัด หรือพระราชบัญญัติอื่น ๆ ที่ให้อ�ำนาจองค์การบริหารส่วนจังหวัด
ตราข้อบัญญัติจังหวัดได้
	       2. 	ผูเ้ สนอ คือ ผูวาราชการจังหวัดหรือสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด การให้ผวาราชการ
                           ้่                                                          ู้ ่
จังหวัดสามารถเสนอร่างข้อบัญญัตได้นน เนืองจากผูวาราชการจังหวัดเป็นผูบริหารราชการของจังหวัด
                                    ิ ั้ ่          ้่                  ้
จึงอยูในฐานะทีทราบดีวาควรออกข้อบัญญัตใด เพือให้การบริหารงานราชการเป็นไปด้วยความเรียบร้อย
      ่            ่        ่                ิ ่
และมีประสิทธิภาพ
10    กฎหมายเกี่ยวกับการควบคุมและป้องกันโรคระบาดในสัตว์เลี้ยง

9789740329954

  • 1.
    1 กฎหมายเบืองต้น ้ ความหมายของกฎหมาย กฎหมาย คือ ค�ำสั่งหรือข้อบังคับของรัฐที่ก�ำหนดขึ้น เพื่อก�ำหนดความประพฤติของพลเมือง ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตาม ย่อมมีความผิดและถูกลงโทษ กฎหมายบังคับใช้ได้กับพลเมืองทุกคน ไม่จ�ำกัด อายุ เพศ ชั้น วรรณะ สัญชาติ และใช้ไปจนกว่าจะมีการประกาศยกเลิก ที่มาของกฎหมาย ทุกประเทศทั่วโลกได้ตรากฎหมายขึ้นมาบังคับใช้ ซึ่งมีความแตกต่างกันตามแต่ความต้องการ และความเหมาะสมของแต่ละประเทศ โดยทั่วไปแล้วกฎหมายจะครอบคลุมทุกด้านของสังคม ทั้งนี้ เพื่อให้สังคมอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข เมื่อพิจารณาจากเนื้อหาแล้วจะเห็นว่ากฎหมายมีที่มาจาก 1. จารีตประเพณี 2. ศีลธรรมหรือบทบัญญัติทางศาสนา 3. ความยุติธรรม 4. ผู้มีอ�ำนาจสูงสุดของสังคม อาจเป็นบุคคลหรือคณะบุคคล ส�ำหรับประเทศไทยนั้น ได้จัดท�ำระบบกฎหมายให้เป็นสากลในสมัยรัตนโกสินทร์ ในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 โดยได้รับอิทธิพลจากกฎหมายชาติตะวันตก ประเทศไทยจึงได้จัดท�ำประมวลกฎหมายขึ้นมาใช้จนถึงปัจจุบัน รูปที่ 1-1 พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ ทรงได้รับการยกย่องเป็น “พระบิดาแห่งกฎหมายไทย”
  • 2.
    ระบบกฎหมาย กฎหมายที่มีใช้อยู่ในปัจจุบันแบ่งได้เป็น 2 ระบบ ได้แก่ 1. ระบบซีวิลลอว์ (Civil law) หรือกฎหมายลายลักษณ์อักษร เป็นกฎหมายที่เขียนไว้เป็น ลายลักษณ์อักษรอย่างชัดเจน อาจจะอยู่ในรูปของพระราชบัญญัติหรือประมวลกฎหมายก็ได้ ในการ วินิจฉัยคดีจะมีคณะผู้พิพากษาเป็นผู้ตัดสิน ระบบซีวิลลอว์ถือก�ำเนิดในทวีปยุโรป ประเทศที่ใช้ระบบนี้ เช่น เยอรมนี ฝรั่งเศส อิตาลี เบลเยียม สวิตเซอร์แลนด์ ฯลฯ 2. ระบบคอมมอนลอว์ (Common law) หรือกฎหมายจารีตประเพณี เป็นกฎหมายที่ไม่ได้ ก�ำหนดไว้เป็นลายลักษณ์อักษร แต่เป็นกฎหมายที่เกิดจากจารีตประเพณีหรือค�ำพิพากษาของศาล โดยค�ำพิพากษาของศาลจะถือเป็นบรรทัดฐาน ในการพิจารณาคดีที่เกิดขึ้นในภายหลัง การวินิจฉัยคดี มีคณะลูกขุนเป็นผู้ตัดสินชี้ขาด กฎหมายแบบคอมมอนลอว์ถือก�ำเนิดในประเทศอังกฤษ ประเทศที่ใช้ ระบบนี้ ได้แก่ อังกฤษ สหรัฐอเมริกา และประเทศในเครือจักรภพอังกฤษ การตรากฎหมาย ส�ำหรับในประเทศไทยนั้นกฎหมายถูกตราขึ้นมาจาก 3 ฝ่าย ได้แก่ 1. การตรากฎหมายโดยฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายนิติบัญญัติที่มีหน้าที่ตรากฎหมาย คือ รัฐสภา กฎหมายที่ตราขึ้น เช่น รัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติ และประมวลกฎหมาย ฯลฯ 2. การตรากฎหมายโดยฝ่ายบริหาร ฝ่ายบริหารทีมหน้าทีตรากฎหมาย คือ คณะรัฐมนตรีประจ�ำ ่ี ่ กระทรวง กฎหมายที่ฝ่ายบริหารบัญญัติขึ้น ได้แก่ 2.1 พระราชก�ำหนด ตราโดย คณะรัฐมนตรี 2.2 พระราชกฤษฎีกา ตราโดย คณะรัฐมนตรี 2.3 กฎกระทรวง ตราโดยรัฐมนตรีผู้รักษาการตามที่ก�ำหนดในพระราชบัญญัติ 3. การตรากฎหมายโดยองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น ซึ่งองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นที่มีอ�ำนาจ ในการตรากฎหมาย เช่น เทศบาล องค์การบริหารส่วนต�ำบล องค์การบริหารส่วนจังหวัด ฯลฯ กฎหมายที่องค์การบริหารส่วนท้องถิ่นบัญญัติขึ้น ได้แก่ 3.1 ข้อบัญญัติองค์การบริหารส่วนต�ำบล ตราขึ้นโดย องค์การบริหารส่วนต�ำบล 3.2 ข้อบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัด ตราขึ้นโดย องค์การบริหารส่วนจังหวัด 3.3 เทศบัญญัติ ตราขึ้นโดย เทศบาล 3.4 ข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร ตราขึ้นโดย กรุงเทพมหานคร 3.5 ข้อบัญญัติเมืองพัทยา ตราขึ้นโดย เมืองพัทยา 2 กฎหมายเกี่ยวกับการควบคุมและป้องกันโรคระบาดในสัตว์เลี้ยง
  • 3.
    การตีความกฎหมาย ในการบังคับใช้กฎหมายบางครังอาจพบความไม่ชดเจนของตัวบทกฎหมาย เนืองจากมีขอความ ้ ั ่ ้ ที่ก�ำกวมตีความได้หลายอย่าง ดังนั้น การตีความกฎหมายจึงเป็นการค้นหาความหมายของกฎหมาย วิธีการตีความกฎหมายมีหลักการดังต่อไปนี้ 1. การตีความกฎหมายทั่วไปมี 2 วิธี ดังนี้ 1.1 ตีความตามตัวอักษร ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์กำหนดไว้ว่า การตีความตาม � ตัวอักษรให้ยดความหมายตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน และให้พจารณาตามความหมายใน ึ ิ บทวิเคราะห์ศัพท์ที่อยู่ในมาตราต้น ๆ ของกฎหมายแต่ละฉบับ 1.2 ตีความตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย โดยพิจารณาจากชื่อของกฎหมาย ค�ำขึ้นต้น หมายเหตุ หลักการและเหตุผลของกฎหมาย โดยพิจารณาจากหลายมาตราประกอบ รวมถึงจาก รายงานการประชุมในการยกร่างกฎหมายนั้น 2. การตีความกฎหมายอาญา การตีความในประมวลกฎหมายอาญา จะต้องตีความตามตัวอักษรและตีความโดยเคร่งครัด จะ ขยายความออกไปนอกกรณีที่มิได้บัญญัติไว้โดยชัดแจ้งไม่ได้ และจะลงโทษจ�ำเลยได้ก็ต่อเมื่อกฎหมาย ระบุไว้ชัดแจ้งเท่านั้น การยกเลิกกฎหมาย การยกเลิกกฎหมายมี 4 กรณี ดังนี้ 1. การยกเลิกโดยกฎหมายโดยตรง เป็นการยกเลิกเพราะมีกฎหมายใหม่ออกมายกเลิกกฎหมาย เก่า หรือยกเลิกเพราะกฎหมายได้ก�ำหนดระยะเวลาการบังคับใช้ไว้ชัดเจน 2. การยกเลิกโดยปริยาย มีหลายกรณี ดังนี้ 2.1 กฎหมายใหม่มีบทบัญญัติเหมือนกับกฎหมายเก่า ให้ใช้กฎหมายใหม่ 2.2 กฎหมายใหม่มีข้อความขัดแย้งกับกฎหมายเก่า ให้ใช้กฎหมายใหม่ 2.3 การยกเลิกพระราชบัญญัติหรือพระราชก�ำหนด ยกเลิกได้โดยกฎหมายที่มีศักดิ์เท่ากัน 3. การยกเลิกโดยศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ากฎหมายใดขัดต่อรัฐธรรมนูญ หรือตราขึ้นโดยไม่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ ให้กฎหมายนั้นเป็นอันตกไป 4. ยกเลิกโดยค�ำพิพากษาของศาล กฎหมายที่ตราออกมาโดยไม่ผ่านรัฐสภา หากมีบทบัญญัติ ขัดหรือแย้งกับกฎหมายอื่นอาจมีผู้เสียหายฟ้องคดีในศาล และศาลตัดสินให้เป็นไปตามกฎหมายหลัก และยกเลิกกฎหมายที่มีปัญหาได้ กฎหมายเกี่ยวกับการควบคุมและป้องกันโรคระบาดในสัตว์เลี้ยง 3
  • 4.
    การจัดประเภทของกฎหมาย โดยพิจารณาจากศักดิ์ของกฎหมาย ซึ่งศักดิ์ของกฎหมาย คือ ล�ำดับชั้นฐานะหรือความส�ำคัญ ของกฎหมาย ว่ากฎหมายใดมีความส�ำคัญมากกว่า การบังคับใช้และการตีความตลอดจนการยกเลิก กฎหมาย จะต้องยึดถือตามศักดิ์ของกฎหมาย เพราะกฎหมายที่มีศักดิ์ต�่ำกว่าจะขัดแย้งกับกฎหมายที่ มีศักดิ์สูงกว่าไม่ได้ ศักดิ์ของกฎหมายมีล�ำดับลดหลั่นกันลงไปดังนี้ 1. รัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ 2. พระราชบัญญัติ พระราชก�ำหนด ประมวลกฎหมาย 3. พระราชกฤษฎีกา 4. กฎกระทรวง 5. กฎหมายท้องถิ่น เช่น ข้อบัญญัติองค์การบริหารส่วนต�ำบล ข้อบัญญัติองค์การบริหารส่วน จังหวัด เทศบัญญัติ ข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร ข้อบัญญัติเมืองพัทยา ฯลฯ รูปที่ 1-2 กฎหมายรัฐธรรมนูญถือเป็นเป็นกฎหมายสูงสุด กฎหมายอื่นใดจะขัดหรือแย้งมิได้ พระราชบัญญัติ พระราชบัญญัติ คือ กฎหมายซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงตราขึ้น โดยค�ำแนะน�ำและยินยอมของ รัฐสภา รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 3 และมาตรา 92 ในการบัญญัติพระราชบัญญัติ สาระส�ำคัญของพระราชบัญญัติ มีดังต่อไปนี้ 1. ผู้มีสิทธิเสนอร่างพระราชบัญญัติทั่วไปตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 คือ คณะรัฐมนตรี หรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจ�ำนวนไม่น้อยกว่ายี่สิบคน หรือศาลหรือองค์กรอิสระ 4 กฎหมายเกี่ยวกับการควบคุมและป้องกันโรคระบาดในสัตว์เลี้ยง
  • 5.
    ตามรัฐธรรมนูญ หรือผู้มีสิทธิเลือกตั้งจ�ำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งหมื่นรายชื่อ แต่ถ้าเป็นร่างพระราช- บัญญัติเกี่ยวด้วยการเงินแล้ว จะเสนอได้ก็ต่อเมื่อมีค�ำรับรองของนายกรัฐมนตรี 2. ผู้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ คือ สภาผู้แทนราษฎร ประเทศไทยใช้ระบบสองสภา เมื่อ สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาร่างพระราชบัญญัติและมีมติเห็นชอบแล้ว สภาผู้แทนราษฎรจะต้องเสนอ ร่างพระราชบัญญัตนนต่อไปยังวุฒสภา เพือให้วฒสภาพิจารณาร่างพระราชบัญญัตดงกล่าว ดังต่อไปนี้ ิ ั้ ิ ่ ุ ิ ิั 2.1 กรณีที่วุฒิสภาเห็นชอบด้วย ให้น�ำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายพระมหากษัตริย์เพื่อทรงลง พระปรมาภิไธย 2.2 กรณีที่วุฒิสภาไม่เห็นชอบด้วย ให้ยับยั้งไว้ก่อนโดยส่งร่างพระราชบัญญัติกลับไปที่สภา ผู้แทนราษฎร 2.3 กรณีการแก้ไขเพิมเติม ให้แต่ละสภาแต่งตังคณะกรรมาธิการร่วมโดยให้มจำนวนเท่ากัน ่ ้ ี� ตามที่สภาผู้แทนราษฎรได้ก�ำหนด ถ้าทั้งสองสภาเห็นชอบด้วยร่างที่คณะกรรมาธิการร่วมพิจารณา ให้น�ำร่างพระราชบัญญัตินั้นขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย แต่ถ้าสภาใดสภาหนึ่งไม่เห็นชอบด้วยให้ยับยั้งไว้ก่อน 3. ผู้ตราพระราชบัญญัติ คือ พระมหากษัตริย์ 4. ใช้บังคับเป็นกฎหมายได้ เมื่อพระราชบัญญัติได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว หมายเหตุ 1. ในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ ถ้าหากรัฐสภาไม่เห็นชอบร่างพระราชบัญญัติแล้ว ร่าง พระราชบัญญัตินั้นเป็นอันตกไป แต่ถ้ารัฐสภาเห็นชอบด้วย นายกรัฐมนตรีสามารถน�ำร่างพระราช- บัญญัตินั้นขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายพระมหากษัตริย์เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย เว้นแต่ในกรณีที่ • สมาชิกวุฒสภา หรือสมาชิกสภาผูแทนราษฎร หรือสมาชิกของทังสองสภารวมกันมีจำนวน ิ ้ ้ � ไม่น้อยกว่าหนึ่งในสิบของจ�ำนวนสมาชิกทั้งหมดที่มีอยู่ทั้งสองสภา ใช้สิทธิเข้าชื่อเสนอความเห็นเพื่อ ส่งต่อไปให้คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยหรือ • ถ้านายกรัฐมนตรีเห็นว่าร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวมีข้อความขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ หรือตราขึ้นโดยไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ สามารถส่งความเห็นเช่นว่านี้ ไปยังคณะ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยและในระหว่างนั้น นายกรัฐมนตรีจะต้องระงับการด�ำเนินการเพื่อ ประกาศใช้ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวไว้ก่อน จนกว่าจะมีค�ำวินิจฉัยจากศาลรัฐธรรมนูญ ถ้าคณะ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าร่างพระราชบัญญัตินั้น มีข้อความขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ร่าง พระราชบัญญัตินั้นเป็นอันตกไป 2. ในการที่พระมหากษัตริย์จะทรงตราร่างพระราชบัญญัตินั้น ถ้าหากพระมหากษัตริย์ทรงเห็น ชอบด้วยก็จะทรงลงพระปรมาภิไธย แต่ถ้าพระมหากษัตริย์ไม่ทรงเห็นชอบด้วยและพระราชทานคืน มายังรัฐสภา หรือมิได้พระราชทานคืนมาภายในเก้าสิบวัน รัฐสภาจะต้องปรึกษาร่างพระราชบัญญัตนน ิ ั้ ใหม่ ถ้ารัฐสภาลงมติยืนยันตามเดิมด้วยคะแนนเสียงไม่ตำกว่าสองในสามของจ�ำนวนสมาชิกทั้งหมด �่ กฎหมายเกี่ยวกับการควบคุมและป้องกันโรคระบาดในสัตว์เลี้ยง 5
  • 6.
    ของทั้งสองสภาแล้ว นายกรัฐมนตรีจะต้องน�ำร่างพระราชบัญญัตินั้นขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายอีกครั้งเมื่อ พระมหากษัตริยมได้ทรงลงพระปรมาภิไธยพระราชทานคืนมาภายในสามสิบวัน นายกรัฐมนตรีสามารถ ์ิ น�ำพระราชบัญญัตินั้นประกาศในราชกิจจานุเบกษา ใช้บังคับเป็นกฎหมายได้เสมือนหนึ่งว่าพระมหา- กษัตริย์ได้ทรงลงพระปรมาภิไธยแล้ว 3. ถ้าพระราชบัญญัติที่ได้ประกาศใช้แล้วมีข้อความขัดแย้งต่อรัฐธรรมนูญ บทบัญญัตินั้นเป็น อันใช้บังคับไม่ได้ ศาลรัฐธรรมนูญมีอ�ำนาจหน้าที่วินิจฉัย ว่าบทกฎหมายนั้นขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ หรือไม่ และเมื่อวินิจฉัยไปในทางใดแล้วก็เป็นอันเด็ดขาดและใช้ได้ในคดีทั้งปวง แต่ไม่กระทบต่อ ค�ำพิพากษาของศาลอันถึงที่สุดแล้ว รูปที่ 1-3 ตัวอย่างพระราชบัญญัติที่ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว พระราชก�ำหนด พระราชก�ำหนด คือ กฎหมายที่พระมหากษัตริย์ทรงตราขึ้นตามค�ำแนะน�ำของคณะรัฐมนตรี สาระส�ำคัญของพระราชก�ำหนด มีดังต่อไปนี้ 1. ประเภทของพระราชก�ำหนด มี 2 ประเภท ได้แก่ 1.1 พระราชก�ำหนดทั่วไป 1.2 พระราชก�ำหนดเกี่ยวด้วยภาษีอากรหรือเงินตรา 2. เงื่อนไขในการออกพระราชก�ำหนด ส�ำหรับพระราชก�ำหนดทั่วไปมีเงื่อนไข ดังนี้ 2.1 ในกรณีฉุกเฉิน ที่มีความจ�ำเป็นเร่งด่วนในอันจะรักษาความปลอดภัยของประเทศ หรือ ความปลอดภัยสาธารณะ หรือความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือป้องกันสาธารณภัยและ 2.2 จะเรียกประชุมรัฐสภาให้ทันท่วงทีมิได้ 6 กฎหมายเกี่ยวกับการควบคุมและป้องกันโรคระบาดในสัตว์เลี้ยง
  • 7.
    ส�ำหรับพระราชก�ำหนดเกี่ยวกับภาษีอากรหรือเงินตรา มีเงื่อนไขการออกพระราชก�ำหนด คือ ต้องอยู่ในระหว่างสมัยประชุม และมีความจ�ำเป็นต้องมีกฎหมายเกี่ยวด้วยภาษีอากรหรือเงินตรา ซึ่งจะต้องได้รับการพิจารณาโดยด่วนและลับ เพื่อรักษาผลประโยชน์ของแผ่นดิน 3. ผู้เสนอร่างพระราชก�ำหนด คือ รัฐมนตรีผู้จะรักษาการตามพระราชก�ำหนดนั้น 4. ผู้พิจารณา คือ คณะรัฐมนตรี 5. ผู้ตรา คือ พระมหากษัตริย์ 6. ใช้บังคับเป็นกฎหมายได้ เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว พระราชก�ำหนดที่มีข้อความขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ย่อมเป็นอันใช้บังคับมิได้ และคณะ ตุลาการรัฐธรรมนูญมีอ�ำนาจหน้าที่วินิจฉัย รูปที่ 1-4 ตัวอย่างพระราชก�ำหนดที่ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว พระราชกฤษฎีกา พระราชกฤษฎีกา คือ กฎหมายที่พระมหากษัตริย์ทรงตราขึ้น โดยค�ำแนะน�ำของคณะรัฐมนตรี สาระส�ำคัญของพระราชกฤษฎีกา มีดังต่อไปนี้ 1. ประเภทของพระราชกฤษฎีกามีประเภทเดียว คือ พระราชกฤษฎีกาที่ออกตามที่ก�ำหนดใน รัฐธรรมนูญหรือกฎหมายอื่น กล่าวคือ รัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติ หรือพระราชก�ำหนดได้มีบท บัญญัติมอบให้ฝ่ายบริหาร คือ คณะรัฐมนตรีไปถวายค�ำแนะน�ำพระมหากษัตริย์ ให้ทรงตราพระราช- กฤษฎีกาก�ำหนดรายละเอียด เพื่อด�ำเนินการให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติ หรือพระราช- ก�ำหนดนั้น ๆ แล้วแต่กรณี 2. ผู้เสนอ ได้แก่ รัฐมนตรีที่มีหน้าที่เกี่ยวข้อง หรือที่ได้รักษาการตามพระราชบัญญัติหรือ พระราชก�ำหนดที่บัญญัติให้ออกพระราชกฤษฎีกานั้น ส่วนพระราชกฤษฎีกาที่พระมหากษัตริย์ทรงใช้ กฎหมายเกี่ยวกับการควบคุมและป้องกันโรคระบาดในสัตว์เลี้ยง 7
  • 8.
    พระราชอ�ำนาจ ทรงตราโดยไม่ขัดต่อกฎหมาย ผู้เสนอได้แก่ รัฐมนตรีที่เป็นเจ้าของเรื่องนั้น ๆ 3. ผู้พิจารณา คือ รัฐมนตรี 4. ผู้ตรา คือ พระมหากษัตริย์ 5. ใช้บังคับเป็นกฎหมายได้ เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว รูปที่ 1-5 ตัวอย่างพระราชกฤษฎีกาที่ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว กฎกระทรวง กฎกระทรวง คือ กฎหมายซึ่งรัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัติ หรือพระราชก�ำหนด ได้ออกเพื่อด�ำเนินการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติ หรือพระราชก�ำหนดนั้น ทั้งนี้ พระราชบัญญัติ และพระราชก�ำหนด ได้ก�ำหนดหลักเกณฑ์กว้าง ๆ ไว้ และให้ออกกฎกระทรวงเพื่อก�ำหนดรายละเอียด ปลีกย่อยต่อไป ส่วนเมื่อใดจะก�ำหนดให้ออกเป็นพระราชกฤษฎีกาหรือให้เป็นกฎกระทรวงนั้น ย่อม แล้วแต่ความส�ำคัญของเรื่อง ถ้าเป็นเรื่องที่ส�ำคัญก็ก�ำหนดให้ออกเป็นพระราชกฤษฎีกา แต่ถ้าเป็น เรื่องที่ไม่ส�ำคัญก็ก�ำหนดให้ออกเป็นกฎกระทรวง สาระส�ำคัญของกฎกระทรวง มีดังต่อไปนี้ 1. ผู้เสนอ คือ รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัติหรือพระราชก�ำหนด ซึ่งบัญญัติให้ออก กฎกระทรวงนั้น 2. ผู้พิจารณา คือ คณะรัฐมนตรี 3. ผูตรา คือ รัฐมนตรีผรกษาการตามพระราชบัญญัตหรือพระราชก�ำหนด ซึงบัญญัตให้ออกกฎ ้ ู้ ั ิ ่ ิ กระทรวงนั้น 4. ใช้บังคับเป็นกฎหมายได้ เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ศาลมีอ�ำนาจพิจารณาพิพากษากฎกระทรวงที่ขัดหรือแย้งต่อกฎหมาย ซึ่งกฎกระทรวงนั้นเป็น อันใช้บังคับมิได้ 8 กฎหมายเกี่ยวกับการควบคุมและป้องกันโรคระบาดในสัตว์เลี้ยง
  • 9.
    หมายเหตุ เหตุผลที่พระราชบัญญัติหรือพระราชก�ำหนด มักจะประกอบด้วยหลักการกว้าง ๆ โดยไม่มีการ ก�ำหนดรายละเอียด แต่ให้ออกเป็นพระราชกฤษฎีกาหรือกฎกระทรวงขึ้นมาก�ำหนดรายละเอียดปลีก ย่อยเพิ่มเติมขึ้นมาภายหลังนั้นมี 4 ประการ คือ 1. ท�ำให้กฎหมายอ่านเข้าใจง่าย เพราะมีแต่หลักการอันเป็นสาระส�ำคัญ 2. ประหยัดเวลาของผู้บัญญัติกฎหมาย โดยไม่ต้องเสียเวลาพิจารณาข้อรายละเอียดปลีกย่อย ซึ่งสมควรมอบหมายความไว้วางใจให้ฝ่ายบริหารเป็นผู้ก�ำหนดเอง 3. พระราชกฤษฎีกาและกฎกระทรวง แก้ไขเพิ่มเติมได้ง่าย 4. เพื่อให้กฎหมายมีเหมาะสมกับกาลปัจจุบันอยู่เสมอ เพราะถ้ามีพฤติการณ์เปลี่ยนแปลงไป ก็สามารถแก้ไขได้ด้วยการออกเป็นพระราชกฤษฎีกาหรือกฎกระทรวง ทั้งนี้ถ้าพระราชกฤษฎีกาหรือกฎกระทรวงมีข้อความขัดแย้งต่อกฎหมายย่อมใช้บังคับไม่ได้ รูปที่ 1-6 ตัวอย่างกฎกระทรวงที่ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ข้อบัญญัติองค์การบริหารส่วนต�ำบล จัดท�ำขึ้นเพื่อใช้บังคับเฉพาะในเขตขององค์การบริหารส่วนต�ำบลนั้น ๆ ซึ่งองค์การบริหารส่วน ต�ำบล (อบต.) มีฐานะเป็นนิติบุคคลและเป็นราชการบริหารส่วนท้องถิ่น จัดตั้งขึ้นเพื่อรองรับการ กระจายอ�ำนาจจากส่วนกลางสู่ส่วนท้องถิ่น โดยได้ยกฐานะจากสภาต�ำบลขึ้นเป็นองค์การบริหารส่วน ต�ำบล ตามความในหมวด 2 แห่งพระราชบัญญัติสภาต�ำบลและองค์การบริหารส่วนต�ำบล พ.ศ. 2537 (แก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 5 พ.ศ. 2546) สาระส�ำคัญของข้อบัญญัติองค์การบริหารส่วนต�ำบล มีดังนี้ต่อไป นี้ กฎหมายเกี่ยวกับการควบคุมและป้องกันโรคระบาดในสัตว์เลี้ยง 9
  • 10.
    1. เงื่อนไขที่ออกข้อบัญญัติองค์การบริหารส่วนต�ำบล จะต้องมีพระราชบัญญัติคือ พระราช- บัญญัติสภาต�ำบลและองค์การบริหารส่วนต�ำบล หรือพระราชบัญญัติอื่น ๆ ที่ให้อ�ำนาจองค์การบริหาร ส่วนต�ำบลตราข้อบัญญัติองค์การบริหารส่วนต�ำบลได้ 2. ผู้เสนอ คือ คณะกรรมการบริหาร หรือสมาชิกองค์การบริหารส่วนต�ำบล 3. ผู้พิจารณา คือ สภาองค์การบริหารส่วนต�ำบล 4. ผู้ตรา คือ ประธานกรรมการองค์การบริหารส่วนต�ำบล หรือนายกองค์การบริหารส่วนต�ำบล 5. ผู้อนุมัติ คือ นายอ�ำเภอ 6. ใช้บังคับเป็นกฎหมายได้ เมื่อได้ประกาศข้อบัญญัติองค์การบริหารส่วนต�ำบลไว้โดยเปิดเผย ที่ส�ำนักงานองค์การบริหารส่วนต�ำบลแล้วเป็นเวลาเจ็ดวัน รูปที่ 1-7 ตัวอย่างข้อบัญญัติองค์การบริหารส่วนต�ำบลที่ได้รับการอนุมัติและประกาศใช้ ข้อบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัด เป็นกฎหมายที่องค์การบริหารส่วนจังหวัดออกใช้ในเขตจังหวัด ในพื้นที่นอกเขตเทศบาล เขต สุขาภิบาล และเขตต�ำบลที่มีการจัดตั้งองค์การบริหารส่วนต�ำบล สาระส�ำคัญของข้อบัญญัติองค์การ บริหารส่วนจังหวัด มีดังต่อไปนี้ 1. เงื่อนไขที่ออกข้อบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัดจะต้องมีพระราชบัญญัติ คือ พระราช- บัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัด หรือพระราชบัญญัติอื่น ๆ ที่ให้อ�ำนาจองค์การบริหารส่วนจังหวัด ตราข้อบัญญัติจังหวัดได้ 2. ผูเ้ สนอ คือ ผูวาราชการจังหวัดหรือสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด การให้ผวาราชการ ้่ ู้ ่ จังหวัดสามารถเสนอร่างข้อบัญญัตได้นน เนืองจากผูวาราชการจังหวัดเป็นผูบริหารราชการของจังหวัด ิ ั้ ่ ้่ ้ จึงอยูในฐานะทีทราบดีวาควรออกข้อบัญญัตใด เพือให้การบริหารงานราชการเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ่ ่ ่ ิ ่ และมีประสิทธิภาพ 10 กฎหมายเกี่ยวกับการควบคุมและป้องกันโรคระบาดในสัตว์เลี้ยง