ระบอบ
           ประชาธิปไตย
 ระบอบ
เผด็จการ
Demos
คือ ประชาชน   Kratia
              คือ อานาจ
ประชา คือ     (อธิปไตย)
คนของประเทศ    อานาจสูงสุด
    นั้นๆ     ในการปกครอง
คือ ระบอบการปกครอง
แบบหนึ่งที่ถือว่าประชาชน
  เป็นผู้มีอานาจสูงสุด
 ในการปกครองประเทศ
ต้นกาเนิดมาจาก ชาวกรีก ถือ
”การปกครองโดยคนหมู่มาก”
 หรือการปกครองที่อานาจมา
       จากประชาชน
ในสมัยประธานาธิบดี
     อับราฮัม ลินคอล์น
ประชาธิปไตยเป็นของประชาชน
โดยประชาชน    เพื่อประชาชน
1. อานาจอธิปไตยมาจากปวงชน
  2. หลักเหตุผล การรับฟัง
     3. หลักเสียงข้างมาก
     4. หลักการปกครองตนเอง
5. หลักความยินยอม
   6. หลักประนีประนอม
       7. หลักความเสมอภาค
           8. หลักเสรีภาพ
ทางตรง          ทางอ้อม
มีประชากรน้อย   เลือกตัวแทนใช้
และร่วมกันลง      อานาจแทน
   ประชามติ        ประชาชน
ทางตรง                  ทางอ้อม

รัฐสภา    ประธานาธิบดี     กึ่งรัฐสภากึ่ง
                          ประธานาธิบดี
หลักรวมอานาจ
                  แยกอานาจ
                และแบ่งอานาจ
 หลักประมุข
   -กษัตริย์
-ประธานาธิบดี
คือ การปกครองที่รัฐสภามี
   อานาจสูงสุด มีหน้าที่
1.   ออกกฎหมายผ่านฝ่ายนิติบัญญัติ
          2.บริหารประเทศ (โดยเลือกผู้แทนราษฎร
           ไปเป็นคณะรัฐบาล อยู่ในตาแหน่งเท่าที่
            สภายังให้ความไว้วางใจ)
สมาชิกสภา
ผู้แทนราษฎร(ส.ส.)
     ในวาระ 4 ปี
ฝ่ายนิติบัญญัติ
           (รัฐสภา)


ฝ่ายตุลาการ
   (ศาล)
พระมหากษัตริย์(ร.7)
                    อานาจอธิปไตย

อานาจนิติบัญญัติ       อานาจบริหาร   อานาจตุลาการ
    รัฐสภา               รัฐบาล          ศาล
   ส.ส / ส.ว.           ประชาชน
1. มีสภาเดียวหรือ
               สองสภา มีการ
              ประชุมร่วมกัน
2. ตัวแทนมาจากการเลือกตั้งระบบ
พรรคเดียว หรือหลายพรรคก็ได้
3. รัฐสภาเป็นผู้ใช้อานาจนิติบัญญัติ
  (ตรากฎหมาย)
 และอานาจบริหารโดยให้ความ
เห็นชอบจัดตั้งรัฐบาลและควบคุม
การบริหาร(มติที่ประชุมรัฐสภาให้
ความไว้วางใจ)
4. มีอานาจการถ่วงดุลซึ่งกัน
    * สภาผู้แทนราษฎร มีอานาจควบคุม
    นายกรัฐมนตรี โดยลงมติไม่ไว้วางใจ
             * นายกรัฐมนตรีมีอานาจใน
             การยุบสภา เพื่อเลือกตั้งใหม่
5. เป็นการใช้อานาจนิติบัญญัติ-อานาจบริหาร
 อย่างอิสระ และตรวจสอบ ซึ่งกันและกันได้

             คณะรัฐมนตรีต้องนากฎหมาย
             ที่รัฐสภาบัญญัติไปปฎิบัติ
6. กษัตริย์ เป็นประมุขของรัฐ
   หรือประธานาธิบดี ก็ได้
   แต่ไม่มีอานาจบริหาร
    ประเทศ อังกฤษ ไทย
   อิตาลี ญี่ปุ่น สวีเดน ฯลฯ
การปกครองคล้ายกับ
                    รัฐสภา
             แต่ประธานาธิบดีเป็น
             ผู้บริหารและประมุข
ทาเนียบขาว        ของประเทศ
สมาชิกสภา
ผู้แทนราษฎร(ส.ส.)และ
 สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.)
ฝ่ายนิติบัญญัติ
           (รัฐสภา)



ฝ่ายตุลาการ
   (ศาล)
1. ประธานาธิบดีมาจาก
             การเลือกตั้งเป็นประมุข
             และหัวหน้าฝ่ายบริหาร
2. แต่งตั้งนายกรัฐมนตรีตามความ
  ยินยอมของรัฐสภา
3. ประธานาธิบดีอยู่ใน
          ตาแหน่ง 4 ปี และมีอานาจ
              ยับยั้งกฎหมายได้
4. ฝ่ายบริหารไม่มีอานาจยุบสภา
  รัฐสภาไม่มีอานาจปลดฝ่ายบริหาร
1.ผู้สมัครประกาศตัว(ปีก่อนการเลือกตั้ง)

2.การหยั่งเสียงโดยผู้แทนของแต่ละพรรค
     เป็นการเลือกผู้สมัครหลายคน
 (เดือนกุมภาพันธ์ กลางปีการเลือกตั้ง)
3.การประชุมใหญ่ระดับภาคแต่ละพรรค
 และเลือกผู้สมัครให้เหลือเพียง 1 คน
   พรรคริพับลิกัน 15 สิงหาคม
   พรรคเดโมแครต 18 กรกฎาคม
4. ตะลุยหาเสียงทั่วประเทศพร้อมกัน

   5. การโต้วาทีทางโทรทัศน์
   ระหว่างผู้สมัคร 2 พรรค
6. วันเลือกตั้งต้นเดือน พฤศจิกายน
   ซึ่งคะแนนที่ประชาชนรับเลือก
   หมายถึง การเลือกตั้งทั้งคณะ
7. คณะผู้ตั้งประชุมกันเพื่อเลือก
ประธานาธิบดี ,รองฯ, ในเดือนธันวาคม

     8. สภาสูง ประกาศชื่อผู้ชนะ
     รับตาแหน่ง ประธานาธิบดี
ประธานาธิบดี พร้อม รองฯ
เข้ารับตาแหน่งเป็นทางการใน
   เดือนมกราคม ปีถัดไป
      (อยู่ในวาระ 4 ปี )
ลักษณะเด่น
   1. ประชาชนเลือกประธานาธิบดี

 เป็นประมุขของรัฐ   บริหารประเทศ
2. ประชาชนเลือกส.ส. และวุฒิสภา

                         ออกกฎหมาย
หน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติ
3. ประธานาธิบดีแต่งตั้ง นายกรัฐมนตรี
และคณะรัฐมนตรี ตามความเห็นของ
รัฐสภา
4. ถ้ารัฐสภาลงมติไม่ไว้วางใจคณะ
   รัฐมนตรี ต้องลาออก
5. ถ้ารัฐสภาลงมติไม่ไว้วางใจ
  ประธานาธิบดี ไม่ต้องลาออก
   แต่มีอานาจยุบสภาได้
    6. นายกรัฐมนตรี เป็นผู้ลงนาม
       ประกาศใช้กฎหมาย
7. คณะรัฐมนตรี ใช้อานาจในการ
   บริหาร ผ่านทางรัฐสภา
  * รัฐสภา ทาหน้าที่ออกกฎหมาย
     * ฝ่ายนิติบัญญัติ มีหน้าที่
      ควบคุมการบริหารแผ่นดิน
8. ประธานาธิบดี ทาหน้าที่กาหนด
นโยบายต่างประเทศและนโยบายทาง
การเมือง
    * ทาหน้าที่ ตุลาการ(ตัดสิน)ระหว่าง
      รัฐสภา กับ คณะรัฐมนตรี
1. เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วม

   2. ป้องกันการผูกขาดทางการเมือง
           (โดยดารงตาแหน่งตามวาระ)
      3.   ประชาชนมีสิทธิ เสรีภาพเสมอภาคกัน
           4.   ถือกฎหมายเป็นมาตรฐานในการปกครอง
1.ประชาชนเป็นเจ้าของอานาจอธิปไตย
  2. ประชาชนเป็นผู้เลือกสมาชิกรัฐสภา

    3. สภาสามัญเลือกคณะรัฐบาล
       4. คณะรัฐบาลมาจากพรรคที่มีเสียงข้าง
 มาก
             5. นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี
            ในสภาสามัญ
 ส่วนมาก
                   ต้องมาจากสภาสามัญ
6.   คณะรัฐบาลอยู่ในตาแหน่งได้นานตราบเท่าที่
     สภาไว้วางใจ
7.พรรคที่มีเสียงข้างมากในสภาสามัญทาหน้าที่เป็น
 รัฐบาล ส่วนพรรคที่มีเสียงข้างน้อยทาหน้าที่เป็นฝ่ายค้าน
     8.   ทุกครั้งที่มีการประชุมสภาสามัญ คณะรัฐมนตรี
          ต้องไปร่วมประชุมด้วยและมีหน้าที่ตอบกระทู้
          ถามของสมาชิกสภา
9.   ผู้มีสิทธิเสนอร่างกฎหมาย คือ สมาชิกสภา
     สามัญและสมาชิกสภาขุนนางกับ
     คณะรัฐมนตรี
       10.   คณะรัฐมนตรีมีอานาจยุบสภาสามัญได้
              เพื่อให้มีการเลือกตั้งใหม่
สวัสดี...

ระบอบประชาธิปไตย 3