More Related Content
PPTX
กฎหมายในชีวิตประจำวัน ครั้งที่ 2 PPTX
PDF
PPTX
กฎหมายในชีวิตประจำวันครั้งที่ 11 PPTX
PDF
กฏหมายและความสัมพันธ์คู่กรณี PDF
ชีทสรุปกฎหมายปกครองเบื้องต้น PPT
What's hot
PPT
ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับกฎหมาย2003 PPT
ความหมายและลักษณะของกฎหมาย PPTX
กฎหมายในชีวิตประจำวัน ครั้งที่ 2 PDF
ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับกฎหมายทั่วไป PDF
กฏหมายและความสัมพันธ์คู่กรณี PPTX
DOCX
PDF
PDF
PDF
PDF
PPTX
อาญาภาค 1 บท 3 โครงสร้างที่ 2 การกระทำที่ไม่ผิด PDF
PDF
พระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๕ และ... PPTX
กฎหมายที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ครั้งที่ 3 PPT
PPTX
กฎหมายอาญา ภาค 1 บท 1 ทั่วไป PDF
PPTX
กฎหมายที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ครั้งที่ 3 PDF
สรุปกฎหมายปกครองฉบับเข้าใจง่าย ข้อ 1 Viewers also liked
PPTX
วิชา กฎหมายที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ครั้งที่ 4 PPTX
กฎหมายในชีวิตประจำวัน ครั้งที่ 2 PDF
PPTX
พยายามตัวการผู้ใช้ผู้สนับสนุน PDF
PPTX
กฎหมายที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ครั้งที่ 3 PDF
Similar to ความรู้ เกี่ยวกับกฎหมายทั่วไป
PPTX
กฎหมายในชีวิตประจำวัน ครั้งที่ 2 PPT
PPTX
ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับกฎหมาย Kanin edited 61 updated PPTX
ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับกฎหมาย Kanin edited 61 PDF
PDF
PDF
ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับกฎหมาย (๑) PDF
ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับกฎหมาย (๒) PDF
PDF
PPT
PDF
PDF
PDF
PDF
PDF
PDF
41201สรุปย่อ-กฎหมายมหาชน.pdf PDF
PDF
5. สไลด์ประกอบการเสวนา โดย ศ.ดร.ศักดา ธนิตกุล PPTX
More from Siriyagon Pusod
PDF
PDF
PDF
PDF
PDF
PDF
PPT
PDF
PDF
PDF
PDF
PDF
PDF
PDF
PDF
PDF
PDF
PDF
ความรู้ เกี่ยวกับกฎหมายทั่วไป
- 1.
- 2.
- 3.
ความหมาย
ความหมายของกฎหมาย กฎหมายคือข้อบังคับของรัฐาธิปัตย์ ที่บญญัติข้ึนเพื่อใช้
ั
ควบคุมพฤติกรรมของพลเมือง หากใครฝ่ าฝื น จะถูกลงโทษ
รัฐาธิปัตย์ คือ ผูมีอานาจสูงสุ ดในรัฐ (ของประเ่่ ทศไทยรัฐาธิปัตย์ แบ่้งออกเป็ น
้
3 ฝ่ ายได้แก่ฝ่ายนิติบญญัติ ฝ่ ายบริ หาร และฝ่ ายตุลาการ แต่ละฝ่ ายก็จะมีอานาจ
ั
สู งสุ ด เฉพาะ
ด้านของตนเท่านั้น สรุ ปก็คือรัฐาธิปัตย์ของไทย ก็มีดานบริ หาร บัญญัติและตัดสิ น
้
นันเอง)
่
โทษ สาหรับโทษจะมีโทษทางอาญา กับโทษทางแพ่ง โทษทางอาญามี ๕ ขั้น
(สถาน) ได้แก่ประหารชีวต จาคุก กักขัง ปรับ ริ บทรัพย์สิน สาหรับโทษทางแพ่ง
ิ
ก็คือการชดใช้
ค่าเสี ยหายให้แก่ผเู้ สี ยหาย ซึ่ งเรี ยกว่า "ค่าสิ นไหมทดแทน" ซึ่งมีหลายลักษณะจะ
ได้กล่าวในลาดับต่อไป
- 4.
ลักษณะของกฎหมาย
่
• 1. กฎหมายต้องมีลกษณะเป็ นเกณฑ์ กฎหมายต้องมีลกษณะเป็ นกฎเกณฑ์ ที่วาต้องเป็ น
ั
ั
"กฎเกณฑ์" (NORM) นั้นหมายความว่ากฎหมายต้องเป็ นข้อบังคับที่เป็ นมาตราฐาน
่
(STANDARD) ที่ใช้วดและใช้กาหนดความประพฤติของสมาชิกของสังคมได้วา
ั
ถูกหรื อผิด ให้กระทาการได้หรื อห้ามกระทาการ ในกรณี ให้กระทาการ เช่นผูมีเงินได้ตอง
้
้
เสี ยภาษีให้รัฐบาล หรื อชายที่มีอายุครบ 20 ปี บริ บูรณ์ตองไปรับการเกณฑ์ทหาร ใน
้
กรณี ที่หามมิให้กระทาการ เช่น ห้ามทาร้ายผูอื่นหรื อเอาทรัพย์ของผูอื่นไปโดยเขาไม่
้
้
้
อนุญาต ซึ่งหากผูใดฝ่ าฝื นไม่ยอมปฏิบติตามกฎเกณฑ์ที่กาหนดไว้ถือเป็ นสิ่ งที่ผดและจะ
้
ั
ิ
ถูกลงโทษ
ดังนั้น สิ่ งใดที่ไม่มีลษณะเป็ นกฎเกณฑ์ที่เป็ นข้อบังคับมาตรฐานความประพฤติของมนุษย์
ั
ในสังคม สิ่ งนั้นก็ไม่ใช่กฎหมาย ตัวอย่างเช่น ในสมัยจอมพล ป.พิบูลสงครามเป็ น
นายกรัฐมนตรี รัฐบาลได้ประกาศเชิญชวนคนไทยให้สวมหมวกและให้นุ่งผ้าซิ่ นแทนผ้า
โจงกระเบน ประกาศนี้แจ้งให้ประชนทราบว่ารัฐบาลนิยมให้ประชาชนปฏิบติอย่างไร
ั
มิใช่บงคับ หรื อ ประกาศสานักนายกรัฐมนตรี เชิญชวนคนไทยปลูกต้นไม้เนื่องในโอกาส
ั
พิเศษ หรื อคาเชิญชวนของนายกรัฐมนตรี ที่ขอให้คนไทยช่วยกันประหยัด เป็ นต้น สิ่ ง
เหล่านี้ไม่ใช่ขอกาหนดที่มีลกษณะบ่งบอกว่าสิ่ งใดผิดสิ่ งใดถูกจึงไม่ใช่กฎหมาย
้
ั
- 5.
• 2. กฎหมายต้องกาหนดความประพฤติของบุคคลกฎหมายต้องกาหนดถึงความ
ประพฤติของบุคคล ความประพฤติ(BEHAVIOR) ในที่น้ ีได้แก่การ
เคลื่อนไหวหรื อไม่เคลื่อนไหวร่ างกายภายใต้การควบคุมของจิตใจ รวมไปถึง
กระทาการหรื องดเว้นกระทาอย่างใดที่ตองอาศัยร่ างกายเคลื่อนไหว
้
่่
ตัวอย่างเช่น นายดา อยากให้นายแดงตายจึงใช้ปืนยิงนายแดงโดยรู้อยูวาการยิงนาย
่
แดงเช่นนี้ จะทาให้นายแดงตาย เราเรี ยกการกระทานี้วานายดามีเจตนาฆ่านายแดง
การที่นาย ดายกปื นยิงนายแดงเป็ นการเคลื่อนไหวร่ างกายภายใต้การบังคับของ
จิตใจ แต่นายฟ้ าเดินอยู่ เกิดเป็ นโรคลมบ้าหมู เกิดอาการชักกระตุกของฝ่ ามือ ฟาด
ไปโดนหน้านายเหลือง แม้มีการเคลื่อนไหวร่ างกาย แต่เป็ นการเคลื่อนไหว
นอกเหนือการควบคุมของจิตใจ ฉะนั้น กรณี น้ ีกฎหมายจึงไม่เข้ามาควบคุมการ
เคลื่อนไหวเช่นนี้ เมื่อกฎหมายต้องกาหนดถึงความประพฤติของมนุษย์ ถ้าเป็ นสัตว์
กระทาให้มนุษย์เสี ยหายกฎหมายไม่ลงโทษสัตว์ แต่อาจลงโทษมนุษย์ผเู้ ป็ นเจ้าของ
สัตว์น้ น
ั
- 6.
• 3. กฎหมายต้องมีสภาพบังคับกฎหมายเป็ นกฎเกณฑ์ที่กาหนดความ
ประพฤติของมนุษย์ เพื่อให้มนุษย์จาต้องปฏิบติตามกฎเกณฑ์ จึงจาเป็ นต้องมี
ั
สภาพบังคับในกรณี ที่มีการฝ่ าฝื นกฎเกณฑ์กฎหมายใดไม่มีสภาพบังคับ ไม่
เรี ยกว่าเป็ นกฎหมาย
สภาพบังคับ(SANCTION) ของกฎหมายคือโทษต่างๆในกฎหมาย
ถ้าเป็ นสภาพบังคับอาญา ได้แก่ประหารชีวิต จาคุก กักขัง ปรับ ริ บทรัพย์สิน
ส่ วนสภาพบังคับของกฎหมายแพ่ง ได้แก่การกาหนดให้การกระทาที่ฝ่าฝื น
กฎหมายนั้นตกเป็ นโมฆะหรื อโมฆียะ
- 7.
• 4. กฎหมายต้องมีกระบวนการบังคับที่เป็ นกิจจะลักษณะกฎหมายมีสภาพบังคับ
แต่ท้ งนี้สภาพบังคับของกฎหมายนั้นจะต้องมีกระบวนการที่แน่นอนโดยเจ้าหน้าที่
ั
ของรัฐ ในอดีตการบังคับการให้เป็ นไปตามกฎหมายบางครั้งใช้ระบบตาต่อตา ฟัน
ต่อฟัน ทาร้ายเขาตาบอด คนถูกทาร้ายมีสิทธิทาให้ตาของคนที่ทาร้ายตาบอดได้
เช่นเดียวกัน แต่ในการปกครองสมัยใหม่น้ ีเป็ นการปกครองแบบรวมศูนย์อานาจไว้
กล่าวคือรัฐเป็ นศูนย์รวมอานาจ ทั้งการออกกฎหมายก็จะออกมาจากรัฐการบังคับ
ใช้กฎหมายก็ตองกระทาโดยรัฐหรื อเจ้าหน้าที่ของรัฐ รัฐสมัยใหม่จะไม่ยอมให้มี
้
การบังคับกฎหมายโดยประชาชน เพราะจะทาให้คนที่แข็งแรงกว่าใช้กาลังบังคับ
คนที่อ่อนแอกว่า ซึ่ งจะทาให้สงคมวุนวาย และเนื่องจากกฎหมายมีกระบวนการ
ั ่
บังคับที่เป็ นกิจจะลักษณะเช่นนี้จึงทา ให้กฎหมายมีลกษณะเป็ นกฎเกณฑ์ควบคุม
ั
ความประพฤติของมนุษย์ซ่ ึ งแตกต่างจากศีลธรรม ศาสนา หรื อจารี ตประเพณี
่
กระบวนการบังคับใช้กฎหมายที่รวมศูนย์อยูที่รัฐนี้กระทาโดยผ่านองค์กรต่างๆ
เช่น ตารวจ อัยการ ศาลราชทัณฑ์ เป็ นต้น
- 8.
ทีมาของกฎหมาย
่
• ที่มาของกฎหมาย (SOURCEOF LAW) หมายถึงรู ปแบบที่กฎหมาย
แสดงออกมาในทางนิติศาสตร์ นอกจากฎหมายที่บญญัติข้ ึนแล้ว ยังมีกฎเกณฑ์แบบ
ั
แผนความประพฤติของคนในสังคมบางอย่างที่มิได้บญญัติข้ ึน แต่มีผลบังคับเป็ น
ั
กฎหมายได้ เช่น กฎหมายประเพณี
ที่มาของกฎหมายของแต่ละประเทศมีความแตกต่างกันไป ในระบบกฎหมายไทย
เมื่อพิจารณาจากประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 4 วรรคสอง ซึ่งบัญญัติ
ว่า "เมื่อไม่มีบทกฎหมายที่จะยกมาปรับคดีได้ ให้วนิจฉัยคดีน้ นตามจารี ตประเพณี
ิ
ั
ท้องถิ่น ถ้าไม่มีจารี ตประเพณี เช่นว่านั้นให้วนิจฉัยคดีอาศัยเทียบบทกฎหมายที่ใก้
ิ
ลเคียงอย่างยิง และถ้าบทกฎหมายเช่นนั้นก็ไม่มีดวย ให้วนิจฉัยตามหลักกฎหมาย
้
ิ
่
ทัวไป" จะเห็นว่าที่มาของกฎหมายประเทศไทยสามารถแยกได้ 2 ประเภท คือ
่
กฎหมายที่บญญัติข้ ึน และกฎหมายที่มิได้บญญัติข้ ึน
ั
ั
- 9.
• 1. กฎหมายที่บัญญัตขึน(ENACTED LAW) หรื อที่เรี ยกว่า
ิ ้
กฎหมายลายลักษณ์อกษรเป็ นที่มาที่สาคัญที่สุด และจะต้องใช้ก่อนที่มาของ
ั
กฎหมายประเภทอื่น กฎหมายลายลักษณ์อกษรเป็ น กฎหมายที่เกิดขึ้นโดย
ั
กระบวนการนิติบญญัติ ซึ่ งผูบญญัติกฎหมายต้องมีอานาจโดยชอบธรรมใน
ั
้ ั
การตรากฎหมาย การบัญญัติกฎหมาย ได้กระทาถูกต้องตามวิธีการหรื อ
กระบวนการ จะต้องมีการประกาศให้ประชาชนได้รับรู ้ นอกจากนี้ยงไม่มี
ั
กฎหมายอื่นมาเปลี่ยนแปลงยกเลิก เราสามารถแบ่งประเภทของกฎหมายลาย
่
ลักษณ์อกษรโดยแบ่งแยกตามอานาจผูบญญัติ กฎหมายโดยพิจารณาดูวา
ั
้ ั
กฎหมายนั้นบัญญัติโดยฝ่ ายนิติบญญัติ ฝ่ ายบริ หาร หรื อองค์การปกครอง
ั
ส่ วนท้องถิ่น
- 10.
• 1.1 กฎหมายที่บญญัติข้ึนโดยฝ่ ายนิ ติบญญัติ(รัฐสภา)
ั
ั
หรื อ กฎหมายนิ ติบญญัติได้แก่ก. พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ
ั
(ORGANIC LAW)
หมายถึงที่อธิ บายขยายความเพื่อประกอบเนื้อความในรัฐธรรมนูญ ให้
สมบูรณ์ละเอียดชัดเจนขึ้นทั้งนี้ ภายใต้เงื่อนไขและเงื่อนเวลาตามที่
รัฐธรรมนูญกาหนด ขั้นตอนในการตราและพิจารณาพระราชบัญญัติ
ประกอบรัฐธรรมนูญกาหนด ขั้นตอนในการตราและพิจารณา
พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญก็เหมือนกับพระราชบัญญัติทวไป จะมี
ั่
ลักษณะพิเศษแตกต่างจากพระราชบัญญัติทวไป ดังนี้
ั่
- 11.
• ประการแรก
การเรี ยกชื่อกฎหมายต้องเรียกว่า พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย ...
พศ. … จะเรี ยก พระราชบัญญัติ เหมือนกฎหมายธรรมดาทัวไปมิได้
่
ประการที่สอง
พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญแม้จะมีเนื้อหาเข้าข่ายเป็ นกฎหมายเกี่ยวด้วย
การเงิน ซึ่งปกติแล้วสมาชิกสภาผูแทนราษฎรจะเสนอได้ ต่อเมื่อมีคารับรองของ
้
นายกรัฐมนตรี แต่ในกรณี ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการ
เลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พระราชบัญญัติประกอบ
้
รัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการเลือกตั้ง และพระราชบัญญัติประกอบ
รัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ซึ่ งมีเนื้อหาเกี่ยวด้วยการเงินสมาชิกสภาผูแทน
้
ราษฎรเสนอได้โดยไม่ตองมีคารับรองของนายกรัฐมนตรี
้
- 12.
• ประการทีสาม
่
ร่ างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญใดที่มีการเสนอต่อสภาผูแทนราษฎรหากปรากฎ
้
ว่าสภาผูแทนราษฎรไม่ให้ความเห็นชอบ และคะแนนเสี ยงที่ไม่ให้ความ เห็นชอบมี
้
จานวนไม่ถึงกึ่งหนึ่งของจานวนสมาชิกสภาผูแทนราษฎรทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ คณะรัฐมนตรี
้
อาจขอให้รัฐสภาประชุมร่ วมกันเพื่อมีมติอีกครั้งหนึ่งก็ได้ ซึ่ งปกติแล้วถ้าสภา
ผูแทนราษฎรไม่ให้ความเห็นชอบของร่ างพระราชบัญญัติใด ร่ างพระราชบัญญัติน้ นจะตก
้
ั
ไปทันที
ประการที่สี่
การควบคุมร่ างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญมิให้ขดกับรัฐธรรมนูญนั้น สมาชิก
ั
รัฐสภาจานวนเพียงไม่นอยกว่า 20 คนก็เสนอได้ แต่สาหรับร่ างพระราชบัญญัติทวไป
้
ั่
สมาชิกรัฐสภาไม่นอยกว่า 1 ใน 10 สามารถเสนอเรื่ องให้ประธานสภาส่ งไปให้ศาล
้
รัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้ ทั้งนี้เหตุที่ทาให้การควบคุมร่ างพระราชบัญญัติประกอบ
รัฐธรรมนูญกระทาได้ง่าย ก็เพราะรัฐธรรมนูญต้องการให้ตรวจสอบและควบคุมดูแล
ความถูกต้อง สามารถกระทาได้ง่ายและคล่องตัวกว่าการตรวจสอบร่ างพระราชบัญญัติ
ทัวไป
่
- 13.
• ข. พระราชบัญญัติ
คือกฎหมายที่พระมหากษัตริยตราขึ้นโดยคาแนะนาและยินยอมของรัฐสภา เนื้อหา
์
ของพระราชบัญญัติน้ นจะกาหนดเนื้อหาในเรื่ องใดก็ได้ แต่ตองไม่ขดหรื อ แย้งกับ
ั
้
ั
บทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรื อหลักกฎหมายรัฐธรรมนูญทัวไป เรี ยกว่า ประเพณี
่
การปกครองของประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตย นอกจากนี้เนื้อหาของ
พระราชบัญญัติยงมีลกษณะกาหนดกฎเกณฑ์เป็ นการทัวไปในการก่อตั้ง
ั ั
่
เปลี่ยนแปลง กาหนดขอบเขตแห่งสิ ทธิและหน้าที่ของบุคคล ตลอดจนจากัดสิ ทธิ
เสรี ภาพ ของบุคคลได้ตามที่รัฐธรรมนูญให้อานาจไว้
สาหรับกระบวนการในการตราพระราชบัญญัติน้ น มีสาระสาคัญและขั้นตอน
ั
ดังต่อไปนี้
ร่ างพระราชบัญญัติมี 2 ประเภท คือ ร่ างพระราชบัญญัติทวไป และร่ าง
ั่
พระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงิน
- 14.
• การเสนอร่ างพระราชบัญญัติกระทาได้3 ทางคือ
(1) โดยคณะรัฐมนตรี
(2) โดยสมาชิกสภาผูแทนราษฎร ซึ่ งต้องให้พรรคการเมือง ที่
้
สมาชิกสภาผูแทนราษฎรสังกัดนั้นมีมติให้เสนอให้ และต้องมีสมาชิดสภา
้
ผูแทนราษฎร ไม่นอยกว่า 20 คนรับรอง แต่ถาเป็ นร่ าง พระราชบัญญัติ
้
้
้
เกี่ยวด้วยการเงินจะเสนอได้ ต้องมีคารับรองของนายกรัฐมนตรี
(3) โดยผูมีสิทธิ เลือกตั้งไม่นอยกว่า 50,000 คน เข้าชื่อร้องขอต่อ
้
้
ประธานรัฐสภาเพื่อให้รัฐสภาพิจารณากฎหมายตามที่กาหนดไว้ในหมวด 3
สิ ทธิและเสรี ภาพของชนชาวไทย และหมวด 5 แนวนโยบายพื้นฐานแห่ งรัฐ
- 15.
• ผูมีอานาจพิจารณาร่ างพระราชบัญญัติคือรัฐสภาซึ่ งเป็ นองค์กรที่ใช้อานาจ
้
นิติบญญัติ
ั
การพิจารณาร่ างพระราชบัญญัติโดยสภาผูแทนราษฎร สภาผูแทนราษฎรจะ
้
้
พิจารณาร่ างพระราชบัญญัติ 3 วาระ ตามลาดับดังนี้
่
วาระที่ 1 สภาจะพิจารณาและลงมติวาจะรับหลักการหรื อไม่รับหลักการ
แห่งพระราชบัญญัติน้ น ถ้าสภาไม่รับหลักการ ร่ างพระราชบัญญัติน้ นก็ตก
ั
ั
ไป แต่หากสภารับหลักการ สภาก็จะพิจารณาร่ างพระราชบัญญัติในลาดับ
ต่อไป
- 16.
• วาระที่ 2เป็ นการพิจารณาในรายละเอียดปกติจะพิจารณาโดยกรรมาธการที่สภา
ตั้งขึ้น สมาชิกสภาผูแทนราษฎรคนใดเห็นว่าข้อความหรื อถ้อยคาใดในร่ าง
้
พระราชบัญญัติน้ นควรแก้ไขเพิ่มเติมก็ให้เสนอคาแปรญัตติต่อประธาน
ั
คณะกรรมธิการ ภายในเวลาที่กาหนดไว้ เมื่อคณะกรรมาธิการ พิจารณาเสร็ จแล้วก็
จะเสนอสภาพิจารณาต่อไป โดยเริ่ มตั้งแต่ชื่อร่ าง คาปรารภ แล้วพิจารณาเรี ยงลาดับ
มาตรา จะมีการอภิปรายได้เฉพาะที่มึการแก้ไขหรื อที่มีการสงวนคาแปรญัตติหรื อ
สงวนความเห็นไว้เท่านั้น
วาระที่ 3 เมื่อสภาพิจารณาวาระที่ 2 เสร็ จแล้ว สภาจะลงมติในวาระที่ 3 ว่า
เห็นชอบหรื อไม่เห็นชอบเท่านั้น โดยไม่มีการอภิปราย หากสภาไม่เห็นชอบร่ าง
พระราชบัญญัติ ร่ างพระราชบัญญัติน้ นก็ตกไป แต่หากสภาเห็นชอบ ประธานสภา
ั
ผูแทนราษฎร ก็จะเสนอร่ างพระราชบัญญัติน้ นต่อวุฒิสภาเพื่อพิจารณาต่อไป
้
ั
- 17.
• การพิจารณาร่ างพระราชบัญญัติโดยวุฒิสภาวุฒิสภาจะพิจารณาร่ าง
พระราชบัญญัติที่สภาผูแทนราษฎรส่ งมาให้ 3 วาระเช่นเดียวกัน
้
กรณี ที่วฒิสภาเห็นชอบด้วยกับสภาผูแทนราษฎรโดยไม่มีการแก้ไข ก็ถือว่า
ุ
้
ร่ างพระราชบัญญัติน้ นได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาแล้ว นายกรัฐมนตรี
ั
จะนาร่ างพระราชบัญญัติน้ นขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อกระมหากษัตริ ยทรงลง
ั
์
พระปรมาภิไธย และเมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ให้ใช้บงคับ
ั
เป็ นกฎหมายได้
- 18.
• กรณี ที่วฒิสภาไม่เห็นชอบด้วยกับสภาผูแทนราษฎรถ้าวุฒิสภาลงมติในวาระที่ 1
ุ
้
หรื อวาระที่ 2 ไม่เห็นชอบด้วยกับสภาผูแทนราษฎร ก็ให้ยบยั้งร่ างพระราชบัญญัติ
้
ั
นั้นไว้ก่อน และส่ งร่ างพระราชบัญญัติน้ นคืนไปยังสภาผูแทนราษฎร สภา
ั
้
ผูแทนราษฎรจะยกขึ้นพิจารณาใหม่ได้ต่อเมื่อเวลา 180 วัน ได้ล่วงพ้นไปนับแต่
้
วันที่วฒิสภาส่ งร่ างพระราชบัญญัติน้ นคืนไปยังสภาผูแทนราษฎร แต่ถาร่ าง
ุ
ั
้
้
พระราชบัญญัติที่ตองยับยั้งไว้เป็ นร่ างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงิน สภา
้
ผูแทนราษฎรอาจยกร่ างพระราชบัญญัติน้ นขึ้นพิจารณาใหม่ได้ทนที และถ้าสภา
้
ั
ั
ผูแทนราษฎรลงมติยนยันร่ างพระราชบัญญัติเดิมด้วยคะแนนเสี ยง มากกว่ากึ่งหนึ่ง
้
ื
ของจานวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีของสภาผูแทนราษฎรแล้ว ให้ถือร่ าง
้
พระราชบัญญัติน้ นได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาให้นายกรัฐมนตรี นาขึ้น
ั
ทูลเกล้าฯ ถวายเพือพระมหากษัตริ ยทรงลงพระปรมาภิไธย และเมื่อได้ประกาศใน
่
์
ราชกิจจานุเบกษาแล้ว ให้ใช้บงคับเป็ นกฎหมายได้
ั
- 19.
• กรณี วฒิสภาแก้ไขเพิ่มเติมถ้าวุฒิสภาได้แก้ไขเพิ่มเติมร่ าง พระราชบัญญัติที่
ุ
สภาผูแทนราษฎรได้ให้เห็นชอบแล้ว ก็ให้ส่งร่ างพระราชบัญญัติแก้ไข
้
เพิ่มเติมนั้นไปยังสภาผูแทนราษฎร ถ้าสภาผูแทนราษฎรเห็นว่าเป็ นการแก้ไข
้
้
มาก ในกรณี เช่นนี้ให้สภาทั้งสองแต่งตั้งบุคคลที่เป็ นหรื อมิได้เป็ นสมาชิก
แห่งสภานั้นๆ มีจานวนเท่ากันตามที่สภาผูแทนราษฎรกาหนดประกอบป็
้
นคณะกรรมธิ การร่ วมกันเพื่อพิจารณาร่ างพระราชบัญญัติน้ น และให้
ั
คณะกรรมาธิ การร่ วมกันรายงานและเสนอร่ างพระราชบัญญัติที่ได้ร่วมกัน
พิจารณาแล้วต่อสภาทั้งสอง ถ้าสภาทั้งสองต่างเห็นชอบด้วยแสดงว่า
พระราชบัญญัติน้ นได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา ให้นายกรัฐมนตรี นาขึ้น
ั
ทูลเกล้าถวายเพื่อ พระมหากษัตริ ยทรงลงพระปรมาภิไธย และเมื่อได้
์
ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บงคับเป็ นกฎหมายได้
ั
- 20.
• แต่ถาสภาใดสภาหนึ่ งไม่เห็นด้วยกับร่างพระราชบัญญัติที่คณะกรรมธิการ
้
ร่ วมกันพิจารณาเสร็ จแล้ว ก็ให้ยบยั้งร่ างพระราชบัญญัติน้ นไว้ก่อน สภา
ั
ั
ผูแทนราษฎรจะยกขึ้นพิจารณาใหม่ได้ ต่อเมื่อเวลา 180 วันได้ล่วงพ้นไป
้
นับแต่วนที่สภาใดสภาหนึ่ งไม่เห็นชอบด้วย ถ้าร่ างพระราชบัญญัติที่ตอง
ั
้
ยับยั้งไว้เป็ นร่ างพระราชที่เกี่ยวด้วยการเงิน สภาผูแทนราษฎรอาจยกร่ าง
้
พระราชบัญญัติน้ นขึ้นพิจารณาใหม่ได้ทนที ถ้าสภาผูแทนราษฎรลงมติ
ั
ั
้
ยืนยันร่ างเดิม หรื อร่ างที่คณะกรรมธิการร่ วมกันพิจารณาด้วยเสี ยงมากกว่ากึ่ง
่
หนึ่ งของจานวน สมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยูของสภาผูแทนราษฎรแล้วก็ให้ถือ
้
ร่ างพระราชบัญญัติน้ นได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา ให้นายกรัฐมนตรี นา
ั
ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อพระมหากษัตริ ยทรงลงพระปรมาภิไธย และเมื่อได้
์
ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ให้ใช้บงคับเป็ นกฎหมายได้
ั
- 21.
• กรณี ที่พระมหากษัตริยไม่ทรงเห็นชอบด้วย ร่ างพระราชบัญญัติใดที่
์
พระมหากษัตริ ยไม่ทรงเห็นชอบด้วย และพระราชทานคืนมา รัฐสภาจะต้อง
์
ปรึ กษาร่ างพระราชบัญญัติน้ นใหม่ ถ้ารัฐสภามีมติยนยันตามเดิมคะแนนเสี ยงไม่
ั
ื
่
น้อยกว่า 2 ใน 3 ของ จานวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยูของทั้งสองสภาแล้ว ให้
นายกรัฐมนตรี นาร่ างพระราชบัญญัติน้ นขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายอีกครั้งหนึ่ง เมื่อ
ั
พระมหากษัตริ ยมิได้ทรงลงพระปรมาภิไธยพระราชทานคืนมาภายในสามสิ บวัน
์
ให้นายกรัฐมนตรี นาพระราชบัญญัติน้ นประกาศในราชกิจนุเบกษาให้ใช้ บังคับ
ั
เป็ นกฎหมายได้เสมือนหนึ่งว่าพระมหากษตริ ยทรงลงพระปรมาภิไธยแล้ว
์
ผูมีอานาจตราพระราชบัญญัติได้แก่พระมหากษัตริ ย ์
้
การใช้บงคับเป็ นกฎหมาย กฎหมายนั้นจะมีผลต่อเมื่อประกาศให้ประชาชนทราบ
ั
แล้วในราชกิจนุเบกษา (ROYAL THAI GOVERNMENT
GAZETTE)
- 22.
• 1.2 กฎหมายที่บญญัติโดยฝ่ายบริ หาร(คณะรัฐมนตรี )
ั
ก. พระราชกาหนด
พระราชกาหนดเป็ นรู ปแบบหนึ่งของกฎหมายที่ฝ่ายบริ หารคือ พระมหากษตริ ยโดย
์
คาแนะนาและยินยอมของคณะรัฐมนตรี ตราขึ้นโดยอานาจที่รัฐธรรมนูญให้ไว้
พระราชกาหนดมีอยู่ 2 ประเภท คือพระราชกาหนดทัวไป เป็ นกรณี ที่ตราพระราช
่
กาหนดเพื่อประโยชย์ในอันที่จะรักษาความปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัย
สาธารณะ ความจาเป็ นรี บด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ และพระราชกาหนดเกี่ยวกับภาษี
และเงินตรา เป็ นกรณี ที่ตราพระราชกาหนดเกี่ยวกับภาษีอากรหรื อเงินตรา ซึ่ งต้องได้รับ
การพิจารณาโดยด่วนและลับเพื่อรักษาประโยชน์ของแผ่นดินในระหว่างสมัยประชุมสภา
ผูมีอานาจพิจารณาร่ างพระราชกาหนด คือ คณะรัฐมนตรี
้
ผูมีอานาจตราพระราชกาหนด คือ พระมหากษัตริ ย ์
้
การใช้บงคับเป็ นกฎหมายต่อเมื่อได้ประกาศในราชกจิจานุเบกษาแล้ว
ั
การอนุมติพระราชกาหนด โดยหลักแล้วอานาจใน การตรากฎหมายเป็ นอานาจของฝ่ าย
ั
นิติบญญัติตามหลักการการใช้อานาจอธิปไตย แต่บางกรณี มีความจาเป็ นรี บด่วนที่ไม่อาจ
ั
ตรากฎหมายโดยรัฐสภาได้ รัฐธรรมนูญจึงแบ่งอานาจนิติบญญัติไปให้ฝ่ายบริ หารใช้
ั
ชัวคราว ดังนั้นเมื่อเป็ นเรื่ อง ชัวคราว เพื่อจะให้เป็ น ถาวร รัฐธรรมนูญจึงกาหนด ให้ตองมี
้
่
่
การเสนอพระราชกาหนดที่ตราออกมาเป็ นกฎหมายแล้วให้รัฐสภา อนุมติอีกครั้งหนึ่ง
ั
- 23.
• ข. พระราชกฤษฎีกา
คือกฎหมายที่ตราขึ้นโดยพระมหากษัตริ ยโดยคาแนะนาของคณะรัฐมนตรี
์
ตามรัฐธรรมนูญการตราพระราชกฤษฎีกาจะเกิดขึ้นใน 3 กรณี คือ
(1) รัฐธรรมนูญกาหนดให้ตราพระราชกฤษฎีกา ในกิจการที่สาคัญอันเกี่ยวกับฝ่ ายบิร
หารและฝ่ ายนิติบญญัติ เช่น พระราชกฤษฎีกา เรี ยกประชุมรัฐสภา พระราชกฤษฎีกา ยุบ
ั
สภาผูแทนราษฎรหรื อพระราชกฤษฎีกา ให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎร
้
้
(2) โดยอาศัยอานาจตามมาตรา 221 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
ั
พศ.2540 เป็ นการตราพระราชกฤษฎีกาเพื่อใช้กบฝ่ ายบริ หาร ไม่ใช้บงคับแก่
ั
ประชาชนทัวไป อนึ่ง กรณี น้ ีจะไม่มีบทมาตราใดในรัฐธรรมนูญให้อานาจไว้โดยเฉพาะ
่
เช่น พระราชกฤษฎีกา ว่าด้วยเบี้ยประชุมกรรมการ พระราชกฤษฎีกา ว่าด้วยการเบิกค่าเช่า
บ้านของข้าราชการ
(3) โดยอาศัยอานาจตามกฎหมายแม่บท(พระราชบัญญัติหรื อพระราชกาหนด) ที่ให้
อานาจตราพระราชกฤษฎีกาได้
ผูมีอานาจเสนอร่ างพระราชกฤษฎีกาคือบุคคลที่เกี่ยวข้อง หรื อได้รักษาการตามกฎหมาย
้
แม่บทที่บญญัติให้ออกพระราชกฤษฎีกานั้นๆ
ั
ผูมีอานาจตราพระราชกฤษฎีกา คือ พระมหากษัตริ ย ์
้
การใช้บงคับเป็ นกฎหมาย ต่อเมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว
ั
- 24.
• ค. กฎกระทรวง
เป็นกฎหมายที่รัฐมนตรี ผรักษาการตามกฎหมายแม่บทออก เพื่อดาเนิ นการ
ู้
ให้เป็ นไปตามกฎหมายแม่บท เช่น เรื่ องค่าธรรมเนียม เรื่ องหลักเกณฑ์และ
วิธีการในการขออนุญาตเรื่ องต่างๆ ที่กฎหมายแม่บทกาหนดให้ออกเป็ น
กฎกระทรวง มักมีความสาคัญน้อยกว่าพระราชกฤษฎีกา
ผูมีอานาจเสนอร่ างกฎกระทรวงได้แก่รัฐมนตรี ผรักษาการ ตามกฎหมาย
้
ู้
แม่บทซึ่ งให้อานาจออกกฎกระทรวงนั้นๆ
- 25.
• 1.3 กฎหมายที่บญญัติโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
ั
องค์กรปกครองบริ หารส่ วนท้องถิ่นของประเทศไทย ปั จจุบน 5 รู ปแบบ คือ
ั
องค์การบริ หารส่ วนจังหวัด องค์การบริ หารส่ วนตาบล เทศบาล
กรุ งเทพมหานคร เมืองพัทยา ต่างก็มีกฎหมายจัดตั้งองค์กรแต่ละประเภทให้
อานาจองค์กรปกครองส่ วนท้อง ถิ่นในการออกข้อบัญญัติเพื่อเป็ นเครื่ องมือ
ในการจัดทาบริ การสาธารณะ
ข้อบัญญัติทองถิ่นมี 3ประเภท คือ ข้อบัญญัติทองถิ่นประเภททัวไป
้
้
่
ข้อบัญญัติทองถิ่นประเภทชัวคราว และข้อบัญญัติทองถิ่นประเภทการคลัง
้
้
่
- 26.
• 1. ข้อบัญญัติทองถิ่นประเภททัวไปและข้อบัญญัติทองถิ่นประเภทชัวคราว
้
้
่
่
1.1 ข้อบัญญัติจงหวัด
ั
เป็ นกฎหมายที่องค์การบริ หารส่ วนจังหวัดตราขึ้นเพื่อใช้บงคับในเขตจังหวัด นอกเขต
ั
เทศบาล และเขตองค์การบริ หารส่ วนตาบล
ข้อบัญญัติจงหวัดจะตราขึ้นได้ในกรณี ดงต่อไปนี้
ั
ั
(1) เพื่อปฎิบติการให้เป็ นไปตามหน้าที่ขององค์การ บริ หารส่ วนจังหวัดที่กาหนดไว้ใน
ั
พระราชบัญญัติองค์การบริ หารส่ วนจังหวัด พศ.2540 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย
พระราชบัญญัติองค์การบริ หารส่ วนจังหวัด(ฉบับที่ 2) พศ.2542
(2) เมื่อมีกฎหมายบัญญัติให้องค์การบริ หารส่ วน จังหวัดตราข้อบัญญัติหรื อให้มีอานาจ
ตราข้อบัญญัติ
(3) การดาเนินกิจการขององค์การบริ หารส่ วน จังหวัดที่มีลกษณะเป็ นการพาณิ ชย์
ั
ในข้อบัญญัติจะกาหนดโทษผูละเมิดข้อบัญญัติไว้ดวยก็ได้ แต่หามมิให้กาหนดโทษจาคุก
้
้
้
เกิน 6 เดือน และหรื อปรับเกินหนึ่งหมื่นบาท เว้นแต่จะมีกฎหมายบัญญัติไว้เป็ นอย่างอื่น
ผูเ้ สนอร่ างข้อบัญญัติ ได้แก่นายกองค์การบริ หารส่ วนจังหวัด สมาชิกสภาองค์การบริ หาร
ส่ วนจังหวัด หรื อราษฎรผูมีสิทธิเลือกตั้งในเขตองค์การบริ หารส่ วน จังหวัดตาม
้
่
พระราชบัญญัติวาด้วยการเข้าชื่อเสนอข้อบัญญัติทองถิ่น พศ.2542
้
- 27.
็
• ร่ างข้อบัญญัติเกี่ยวกับการเงินจะเสนอได้กต่อเมื่อมีคารับรองของนายกองค์การบริ หาร
ส่ วนจังหวัด
ผูพิจารณา ได้แก่ สภาองค์การบริ หารส่ วนจังหวัด
้
ผูอนุมติ ได้แก่ผวาราชการจังหวัด
้ ั
ู้ ่
ผูตรา ได้แก่ นายกองค์การบริ หารส่ วนจังหวัด
้
การประกาศใช้ ให้องค์การบริ หารส่ วนจังหวัดและกระทรวงมหาด ไทยจัดให้มี
ข้อบัญญัติที่ประกาศใช้บงคับแล้วไว้ ณ ที่ทาการขององค์การบริ หารส่ วนจังหวัดและ
ั
กรมการปกครอง เพื่อให้ประชาชนเข้าตรวจดูได้
ในกรณี ฉุกเฉิ นซึ่งจะเรี ยกประชุมสภาจังหวัดให้ทนท่วงทีไม่ได้ นายกองค์การบริ หารส่ วน
ั
จังหวัดจะออกข้อบัญญัติชวคราวได้ เมื่อได้รับความเห็นชอบ จากคณะกรรมการสามัญ
ั่
ประจาสภาองค์การบริ หารส่ วนจังหวัด และเมื่อได้ประกาศไว้โดยเปิ ดเผย ณ ที่ทาการของ
องค์การบริ หารส่ วนจังหวัดแล้วให้ใช้บงคับได้ ในการประชุมสภาองค์การบริ หารส่ วน
ั
จังหวัดคราวต่อไป ให้นาข้อบัญญัติชวคราวนั้นเสนอ ต่อสภาองค์การบริ หารส่ วนจังหวัด
ั่
เพื่ออนุมติ และเมื่อสภาองค์การบริ หารส่ วนจังหวัดอนุมติแล้ว ให้ใช้ขอบัญญัติชวคราว
ั
ั
้
ั่
เป็ นข้อบัญญัติต่อไป แต่ถาสภาองค์การบริ หารส่ วนจังหวัดไม่อนุมติ ให้ขอบัญญัติ
้
ั
้
ชัวคราวนั้นเป็ นอันตกไป
่
- 28.
• 1.2 ข้อบัญญัติตาบล
คือกฎหมายที่องค์การบริ หารส่ วนตาบลออกเพื่อใช้บงคับในตาบล ทั้งนี้อาศัย
ั
อานาจตามพระราชบัญญัติสภาตาบลและองค์การบริ หารส่ วนตาบล พศ.2537
ผูเ้ สนอร่ างข้อบัญญัติตาบล ได้แก่ นายกองค์การบริ หารส่ วนตาบล หรื อสมาชิก
สภาองค์การบริ หารส่ วนตาบล หรื อราษฎรในเขตองค์การบริ หารส่ วนตาบล ตาม
่
พระราชบัญญัติวาด้วยการเข้าชื่อเสนอข้อบัญญัติทองถิ่น พศ.2542
้
ในข้อบัญญัติจะกาหนดค่าธรรมเนียมที่จะเรี ยกเก็บและกาหนดโทษด้วยก็ได้ แต่มิ
ให้กาหนดโทษปรับเกินห้าร้อยบาท
ผูพิจารณาได้แก่สภาองค์การบริ หารส่ วนตาบล
้
ผูอนุมติ ได้แก่นายอาเภอ
้ ั
ผูตรา ได้แก่นายกองค์การบริ หารส่ วนตาบล
้
การประกาศใช้ ณ ที่ทาการองค์การบริ หารส่ วนตาบล
- 29.
• 1.3 เทศบัญญัติ
คือกฎหมายที่เทศบาลออกเพื่อใช้บงคับในเขตเทศบาล ทั้งนี้อาศัยอานาจตาม
ั
พระราชบัญญัติเทศบาล พศ.2496
ผูเ้ สนอร่ างเทศบัญญัติ ได้แก่ นายกเทศมนตรี สมาชิกสภาเทศบาล หรื อราษฎรผูมีสิทธิ
้
่
เลือกตั้งในเขตเทศบาลตามพระราชบัญญัติวาด้วยการเข้าชื่อเสนอข้อบัญญัติทองถิ่น
้
พศ.2542
็
ร่ างเทศบัญญัติเกี่ยวกับการเงิน จะเสนอได้กต่อเมื่อมี คารับรองของนายกเทศมนตรี
ผูพิจารณา ได้แก่สภาเทศบาล
้
ผูอนุมติ ได้แก่ผวาราชการจังหวัด
้ ั
ู้ ่
ผูตรา ได้แก่ นายกเทศมนตรี
้
ในกรณี ฉุกเฉิ นซึ่งจะเรี ยกประชุมสภาเทศบาลให้ทนท่วงทีมิได้ ให้คณะเทศมนตรี มี
ั
อานาจออกเทศบัญญัติเพื่อพิจารณาอนุมติในการประชุมสภาเทศ บาลคราวต่อไปถ้าสภา
ั
เทศบาลอนุมติ เทศบัญญัติชวคราวนั้นก็เป็ นเทศบัญญัติต่อไป ถ้าสภาเทศบาลไม่อนุมติ
ั
ั่
ั
เทศบัญญัติชวคราวก็เป็ นอันตกไปแต่ท้ งนี้ไม่กระทบกระเทือนถึงกิจการที่ได้เป็ นไป
ั่
ั
ระหว่างใช้เทศบัญญัติชวคราวนั้น
ั่
การประกาศใช้ ณ ที่ทาการสานักงานเทศบาล
- 30.
• 1.4 ข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร
คือ กฎหมายที่กรุ งเทพมหานครออกเพื่อใช้บงคับในเขตกรุ งเทพมหานคร เหตุที่จะตรา
ั
ข้อบัญญัติกรุ งเทพมหานครเป็ นไปตาม มาตรา 97 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริ หาร
กรุ งเทพมหานคร พศ.2528
ผูเ้ สนอร่ างข้อบัญญัติกรุ งเทพมหานคร ได้แก่ ผูวาราชการกรุ งเทพมหานคร หรื อสมาชิก
้่
่
สภากรุ งเทพมหานคร หรื อ ราษฎรผูมีสิทธิเลือกตั้งในเขตเทศบาลตาม พระราชบัญญัติวา
้
ด้วยการเช้าชื่อเสนอข้อบัญญัติทองถิ่น พศ.2542 โดยกรณี สมาชิกสภา
้
กรุ งเทพมหานครจะเสนอได้ตองมีสมาชิกสภากรุ งเทพ มหานครลงนามรับรองไม่นอย
้
้
กว่าหนึ่งในห้าของจานวนสมาชิกสภากรุ งเทพมหานครทั้งหมด
ข้อบัญญัติกรุ งเทพมหานครนั้นจะกาหนดโทษผูละเมิดข้อบัญญัติไว้ดวยก็ได้ แตได้หาม
้
้
้
กาหนดโทษจาคุกเกิน 6 เดือน หรื อปรับไม่เกิน 10,000 บาท
ผูพิจารณา ได้แก่ สภากรุ งเทพมหานคร
้
ผูตรา ได้แก่ ผูวาราชการกรุ งเทพมหานคร
้
้่
ในระหว่างที่ไม่มีสภากรุ งเทพมหานครหรื อในกรณี ฉุกเฉิน ที่มีความจาเป็ นรับด่วนในอัน
จะรักษาความปลอดภัยสาธารณะให้ทนท่วงทีไม่ได้ ผูวาราชการจังหวัดกรุ งเทพมหานคร
ั
้่
่
โดยอนุมติรัฐมนตรี วาการกระทรวงมหาดไทย จะออกข้อกาหนดกรุ งเทพมหานครใช้
ั
บังคับข้อบัญญัติ และเมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ให้ใช้บงคับได้
ั
การประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษา
- 31.
• 1.5 ข้อบัญญัติเมืองพัทยา
คือกฎหมายที่เมืองพัทยาออกบังคับใช้ในเมืองพัทยา ตามมาตรา 70 แห่ง
พระราชบัญญัติระเบียบบริ หารราชการเมืองพัทยา พศ.2542
ข้อบัญญัติเมืองพัทยาจะกาหนดโทษจาคุกหรื อปรับ หรื อทั้งจาทั้งปรับผูละเมิด
้
ข้อบัญญัติไว้ดวยก็ได้ แต่จะกาหนดโทษจาคุกเกิน 6 เดือน และโทษปรับเกิน
้
10,000 บาท
ผูเ้ สนอร่ างข้อบัญญัติได้แก่นายกเมืองพัทยา สมาชิกสภาเมืองพัทยาหรื อราษฎรผูมี
้
่
สิ ทธิเลือกตั้งในเขตเมืองพัทยา ตามพระราชบัญญัติวาด้วยการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย
พศ.2542 และหากเป็ นร่ างข้อบัญญัติเกี่ยวกับการเงิน สมาชิกสภาเมืองพัทยาจะ
็
เสนอได้กต่อเมื่อมีคารับรองของนายกเมืองพัทยา
ผูพิจารณา ได้แก่สภาเมืองพัทยา
้
ผูอนุมติ ได้แก่ผวาราชการจังหวัดชลบุรี
้ ั
ู้ ่
ผูตรา ได้แก่นายกเมืองพัทยา
้
การประกาศใช้ ณ ศาลาว่าการเมืองพัทยา
- 32.
• 2. ข้อบัญญัติประเภทการคลังกฎหมายจัดตั้งองค์กร ปกครองส่ วนท้องถิ่น
แต่ละรู ปแบบต่างก็กาหนดถึงอานาจในการออกข้อบัญญัติทางด้าน การคลัง
ขององค์กรปกครองส่ วนท้องถิ่นของแต่ละแห่งไว้หลายกรณี ดวยกันเช่น การ
้
จัดทางบประมาณรายจ่ายประจาปี การดาเนินการพาณิ ชย์ ได้แก่การจัดตั้ง
สถานีบริ การน้ ามัน กิจการโรงแรม ที่พกตากอากาศ เพื่อหารายได้เข้ามาสู่
ั
องค์กรปกครองส่ วนท้องถิ่นของตนเองได้นอกเหนือ จากรายได้หลักของ
องค์กรปกครองส่ วนท้องถิ่น ยังรวมถึงรายได้จากการเก็บภาษีอากร
ค่าธรรมเนียม ภาษีมูลค่าเพิ่ม และค่าบริ การบางประเภท การจัดหา
ผลประโยชน์จากทรัพย์สิน การจาหน่ายพันธบัตร และเงินกูเ้ ป็ นต้น
- 33.
• 3. กฎหมายส่วนที่มิได้ บัญญัติขนหรื อที่แต่เดิมเคยเรี ยกว่ากฎหมาย
ึ้
ประเพณี หรื อบางทีเรี ยกว่ากฎหมายที่ไม่เป็ นลายลักษณ์อกษร ได้แก่จารี ต
ั
ประเพณี หลักกฎหมายทัวไป
่
3.1 กฎหมายจารี ตประเพณี
ตามประวัติศาสตร์ น้ นจารี ตประเพณี ถูกใช้บงคับเป็ นกฎหมายตั้งแต่แรก
ั
ั
ก่อนที่สังคมจะรวมเป็ นรัฐและมีตวอักษรขึ้นใช้ จารี ตประเพณี เป็ นกฎหมาย
ั
ที่สาคัญยิง การบัญญัติกฎหมายลายลักษณ์อกษรพึ่งเกิดมาในภายหลัง บาง
ั
่
ประเทศมีการบันทึกกฎหมายจารี ตประเพณี เป็ นลายลักษณ์อกษร เพื่อ
ั
ประโยชน์ในการสื บทอดและขจัดข้อสงสัย
- 34.
•
็
อย่างไรก็ดีแม้ปัจจุบนกฎหมายลายลักษณ์อกษรจะมีความ สาคัญที่สุดแต่กจะ
ั
ั
ขาดกฎหมายจารี ตประเพณีไม่ได้ เพราะระบบกฎหมายใดๆ ก็ตามจะมีแต่
กฎหมายลายลักษณ์อกษรล้วนๆ โดยไม่มีกฎหมายจารี ตประเพณี เลยไม่ได้
ั
เพราะแม้กฎหมายลายลักษณ์อกษรจะพยายามบัญญัติให้กว้างขวางเพียงใด ก็
ั
ตามก็ไม่สามารถครอบคลุมเนื้อหาได้ทุกเรื่ อง จึงยังต้องอาศัยกฎหมายจารี ต
ประเพณี เป็ นบทประกอบให้สมบูรณ์ดวยอยูเ่ สมอ ตัวอย่างเช่น ในประมวล
้
กฎหมายแพ่งและพาณิ ชย์ มาตรา 4 วรรคสอง บัญญัติเป็ นหลักการที่ใช้
ทัวไปว่า ในการใช้กฎหมายเมื่อไม่มีกฎหมายลายลักษณ์อกษรที่จะยกมาปรับ
ั
่
คดีได้จะต้องใช้จารี ตประเพณี
- 35.
• กฎหมายจารี ตประเพณีซ่ ึ งเป็ นกฎหมายที่ไม่ได้เป็ นลายลักษณ์อกษร แต่เป็ น
ั
กฎหมายที่ราษฎรรู ้สึกกันทัวไปว่าเป็ นกฎหมายและรัฐได้ใช้ขอ บังคับเช่นว่า
้
่
นี้เสมือนกฎหมายในรู ปลักษณะเดียวกันตลอดมา ตัวอย่างเช่น การชกมวย
ถ้านักมวยชกมวยภายใต้กติกาชกมวย แม้จะทาให้คู่ต่อสู ้อีกฝ่ ายหนึ่ งถึงแก่
ความตาย ก็ไม่มีใครรู ้สึกว่าผูชกมวยมีความผิดฐานฆ่าคนตาย นอกจากนี้
้
แพทย์ที่ตดแขนขาคนไข้ โดยความยินยอมของคนไข้ ย่อมไม่มีความรู ้สึกว่า
ั
แพทย์ทาผิดฐานทาร้าย ร่ างกายจนรับอันตรายสาหัสและไม่เคยปรากฎว่าได้
มีการฟ้ องร้อง นักมวยหรื อแพทย์ตามตัวอย่างดังกล่าวเลย ซึ่ งความจริ งนั้นไม่
มีกฎหมายใดอนุญาตให้นกมวยหรื อแพทย์ทาได้ แต่มีกฎหมายจารี ตประเพณี
ั
อนุญาตให้ทาได้ เหตุที่ทาให้กฎมายจารี ตประเพณี ใช้บงคับได้ในประเทศนั้น
ั
มีความเห็นอธิ บายไว้แตกต่างกัน ความเห็นที่สาคัญๆได้แก่
- 36.
• ก. กฎหมายจารีตประเพณี ใช้บงคับได้ เพราะราษฎรมีเจตจานงที่จะให้ใช้บงคับ
ั
ั
่
เป็ นกฎหมาย ความเห็นนี้ยอมจะใช้ได้และมีเหตุผลสนับสนุนในเฉพาะประเทศที่มี
การปกครองระบบประชาธิปไตย ซึ่ งถือว่าเจตจานงของราษฎรที่เป็ นเจ้าของอานาจ
อธิไตยย่อมเป็ นสิ่ งสาคัญที่สุดเท่านั้น ซึ่งถือว่าเจตจานงของราษฎรที่เป็ นเจ้าของ
อานาจอธิปไตยย่อมเป็ นสิ่ งสาคัญที่สุดเท่านั้น กล่าวคือเมื่อราษฎรมีเจตจานงให้ใช้
ข้อบังคับใดเป็ นกฎหมาย ข้อบังคับนั้นกฎใช้เป็ นกฎหมายได้ในฐานะเป็ นกฎหมาย
จารี ตประเพณี
ข. กฎหมายจารี ตประเพณี ใช้บงคับเป็ นกฎหมายได้ เพราะผูมีอานาจบัญญัติ
ั
้
่
กฎหมายยอมรับกฎหมายจารี ตประเพณี โดยดุษณี ภาพ ความเห็นนี้ยอมใช้ได้
สาหรับรัฐที่มีระบอบการปกครองทุกระบอบ กล่าวคือในรัฐที่มีระบอบการ
ปกครองสมบูรณาญาสิ ทธิราชย์ ซึ่งอานาจอธิปไตยเป็ นของพระมหากษัตริ ย ์
่
กฎหมายจารี ตประเพณี ยอมใช้ได้เพราะพระมหากษัตริ ย ์ ทรงยอมให้ใช้เป็ น
กฎหมาย ในประเทศที่มีการปกครองระบอบประชาธิปไตย กฎหมายจารี ตประเพณี
ย่อมใช้เป็ นกฎหมายได้ เพราะรัฐสภาและประมุขแห่งรัฐยอมให้ใช้กฎหมายจารี ต
ประเพณี เป็ นกฎหมายได้
- 37.
• ค. กฎหมายจารีตประเพณี ใช้บงคับเป็ นกฎหมายได้ เพราะราษฎรได้มี
ั
ความเห็นจริ งว่าข้อบังคับนั้นๆ เป็ นกฎหมาย ทั้งนี้คือว่าการที่ได้ใช้ขอบังคับ
้
่
นั้นเป็ นกฎหมายเป็ นเวลานานนั้นเป็ นแต่เพียงข้อพิสูจน์วา ได้เกิดมีความจริ ง
่
ของราษฎรว่าข้อบังคับนั้นเป็ นกฎหมายเท่านั้น ความสาคัญอยูที่ความเห็น
่
จริ งของราษฎร ความเห็นอันนี้ยอมใชได้และมีเหตุผลสนับสนุนเฉพาะใน
ประเทศที่มีการปกครองระบอบประชาธิปไตย ซึ่ งอานาจสู งสุ ดเป็ นของ
ราษฎรทั้งหลายเท่านั้น
ง. กฎหมายจารี ตประเพณี ใช้บงคับเป็ นกฎหมายได้ เพราะได้มีการใช้
ั
กฎหมายจารี ตประเพณี เป็ นกฎหมายจริ งๆ ในประเทศในรู ปลักษณะเดียวกัน
และต่อเนื่องกันมาช้านาน ความเห็นนี้ใช้ได้และมีเหตุผล สนับสนุนสาหรับ
รัฐที่มีการปกครองทุกระบอบเพราะจะเป็ นรัฐที่มีการปกครองระบอบใดก็
ตาม ถ้าใช้กฎหมายจารี ตประเพณี เป็ นกฎหมายจริ งๆ ในรู ปลักษณะเดียวกัน
และต่อเนื่องกันมาช้านานแล้วกฎหมายจารี ตประเพณี น้ นก็ใช้บงคับได้ ซึ่ ง
ั
ั
เรื่ องนี้จะต้องเข้าลักษณะ 3 ประการดังต่อไปนี้
- 38.
• (1) ได้ใช้กฎหมายจารีตประเพณี น้ นในรู ปลักษณะเดียวกัน เช่นการชกมวย
ั
ที่เป็ นไปตามกติกาชกมวย ไม่เป็ นความผิด
(2) ได้ใช้กฎหมายนั้นติดต่อกันเรื่ อยมา ในรู ปลักษณะเดียวกันมาช้านาน
(3) ไม่มีกฎหมายลายลักษณ์อกษรที่บญญัติ ภายหลังบัญญัติแย้งหรื อขัดกับ
ั
ั
กฎหมายจารี ตประเพณี เช่นว่านั้น
อย่างไรก็ดี เหตุที่กฎหมายจารี ต ประเพณี น้ นใช้บงคับได้ในประเทศน่าจะ
ั
ั
่
ได้แก่ความเห็นข้อ ค. และ ข้อ ง. ประกอบกัน กล่าวคือ เพราะเหตุวา
ราษฎรได้เห็นจริ งว่าข้อบังคับนั้นๆ เป็ นกฎหมายจารี ตประเพณี และได้มีการ
ใช้กฎหมายจารี ตประเพณี น้ นเป็ นกฎหมายจริ งๆ ในประเทศในรู ปลักษณะ
ั
เดียวกันและต่อเนื่องกันมาช้านาน ซึ่ งสามารถ สรุ ปลักษณะสาคัญของ
กฎหมายจารี ตประเพณี ดงนี้
ั
1. เป็ นจารี ตประเพณี ที่ประชาชนได้ปฏิบติกนมานานและสม่าเสมอ
ั ั
2. ประชาชนมีความรู ้สึกว่าจารี ตประเพณี เหล่านั้นเป็ นสิ่ งที่ถกต้องและ
ู
จะต้องปฏิบติตาม
ั
- 39.
• 3.2 หลักกฎหมายทัวไป
่
หลักกฎหมายทัวไปหมายถึงหลักกฎหมายทัวไป ตาม ปพพ. มาตรา 4
่
่
วรรคสอง มีปัญหาว่าเราจะหาหลักกฎหมายทัวไปซึ่ งเป็ นกฎหมายที่ไม่เป็ น
่
ลาย ลักษณ์อกษรนี้ได้จากที่ไหน เรื่ องนี้มีความเห็นที่แตกต่างกัน 2 ประการ
ั
ดังนี้
่ ั่
่
ความเห็นที่หนึ่ ง เห็นว่าหลักกฎหมายที่มีอยูทวไป ไม่จากัดว่าอยูที่ใดขอให้
็
เป็ นหลักกฎหมายที่เอามาตัดสิ นได้กแล้วกัน เช่น สุ ภาษิตกฎหมาย ตัวอย่าง
สุ ภาษิตกฎหมายที่ศาลนามาเป็ นที่มาของกฎหมายเช่น "กรรมเป็ นเครื่ องชี้
เจตนา" "ความยินยอมไม่ทาให้เป็ นละเมิด" "ผูรับโดนไม่มีสิทธิ ดีกว่าผู ้
้
โอน" "ในระหว่างผูสุจริ ตด้วยกัน ผูประมาทเลินเล่อย่อมเป็ นผูเ้ สี ยเปรี ยบ"
้
้
เป็ นต้น
- 40.
• ข้อวิจารณ์ ความเห็นที่หนึ่งนี้เป็นความเห็นที่ไม่มีขอบเขต ทาให้หลักเกณฑ์ที่นามา
ปรับคดีเป็ นสิ่ งที่ไม่แน่นอน ซึ่งขัดต่อวิสยของวิชานิติศาสตร์ ที่พยายามทาให้
ั
่
กฎหมายมีความแน่นอนเพื่อเป็ นเครื่ องชี้วาอะไรผิดอะไรถูก อีกประการหนึ่ง
ความเห็นนี้เปิ ดโอกาสให้นาเอาหลักกฎหมายหรื อบทบัญญัติของ ระบบกฎหมาย
อื่นมาใช้และหลักกฎหมายหรื อบทบัญญัติน้ นๆ อาจมีลกษณะขัดแย้งกับหลักหรื อ
ั
ั
เจตนารมณ์ของกฎหมายก็ได้ หากเป็ นเช่นนั้นก็ จะก่อให้เกิดความสับสนในระบบ
กฎหมายนั้นได้ความเห็นนี้จึงไม่น่าจะเป็ นความเห็นที่ถูกต้อง เช่น นาหลักผูรับ
้
ั
โอนไม่มีสิทธิดีกว่าผูโอนมาใช้กบกฎหมาย ทั้งที่ตวบทบัญญัติ มาตรา 1303
้
ั
่
บัญญัติวา "ถ้าบุคคลหลายคนเรี ยกเอาสังหาริ มทรัพย์เดียวกันโดยอาศัยหลัก
่
กรรมสิ ทธิ์ไซร้ ท่านว่าทรัพย์สินตกอยูในครอบครองของบุคคลใด บุคคลนั้นมี
่
สิ ทธิยงกว่าบุคคลอื่นๆ แต่ตองได้ทรัพย์น้ นมาโดยมีคาตอบแทน และได้การ
ิ่
้
ั
ครอบครองโดยสุ จริ ต" ซึ่ งเป็ นบทบัญญัติคุมครองผูรับโอนที่เสี ยหายและสุ จริ ต
้
้
และบัญญัติไปในทาง ตรงกันข้ามกับหลักผูรับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผูโอน
้
้
- 41.
่
• ความเห็นที่สอง เห็นว่าหลักกฎหมายทัวไปหมายถึง หลักกฎหมายที่มีอยูในระบบ
่
กฎหมายของประเทศนั้นโดยค้นหาได้จาก กฎหมายที่เป็ นลายลักษณ์อกษรของประเทศ
ั
นั้นเอง เช่นประมวลกฎหมาอาญา ประมวลกฎหมายแพ่ง หรื อกฎหมายลายลักษณ์อกษร
ั
่
อื่นที่มีหลักใหญ่พอที่จะทาเป็ นหลักอ้างอิงได้ บทบัญญัติที่มีอยูมากมายโดยปกติเกิดจาก
หลักทัวไปเพียงไม่กี่หลัก หากได้ศึกษาประวัติความเป็ นมาของหลักกฎหมายและ
่
การศึกษาพิเคราะห์ตวบทหลายๆมาตราให้ดีจริ งๆ ก็จะพบหลักใหญ่ที่อยูเ่ บื้องหลัง
ั
บทบัญญัติเหล่านั้น หลักใหญ่น้ ีเป็ นหลักกฎหมายทัวไปที่นามาปรับคดีได้
่
ตัวอย่างในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิ ชย์เรื่ องนิติกรรมสัญญา มีหลักว่า "บุคคลต้อง
ปฏิบติตามสัญญา" ภาษาลาติน เรี ยกว่า "PACTA SUNT SERVANDA"
ั
่
หลักอันนี้เกิดจากหลักทางศีลธรรมที่วา "เมื่อพูดให้สญญาแล้วต้องรักษาคาพูด เป็ นหลัก
ั
กฎหมายทัวไปที่อยูเ่ บื้องหลังมาตราต่างๆ ปพพ. เรื่ องนิติกรรมสัญญา หรื อหลักปฎิเสธ
่
ไม่ตองผูกพันตามสัญญา เพราะเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงไป ภาษาลาติน เรี ยกว่า
้
"CLAUSULA REBUS SIC STANIBIS" และถ้าหากศึกษา ปพพ.
มาตรา 1303 1329 1330 1331 1332 ก็จะพบว่ามาตราเหล่านี้มีหลัก
่
ร่ วมกันอยูคือ "หลักคุมครองบุคคลที่สามผูกระทาการโดยสุ จริ ต" ดังนี้
้
้
- 42.
• มาตรา 1303"ถ้าบุคคลหลายคนเรี ยกเอาสังหาริ ม ทรัพย์เดียวกันโดย
่
อาศัยหลักกรรมสิ ทธิ์ ต่างกันไซร้ ท่านว่าทรัพย์สินตกอยูในครอบครองของ
บุคคลใดบุคคลนั้นมีสิทธิ ยงกว่าบุคคลอื่นๆ แต่ตองได้ทรัพย์น้ นมาโดยมี
ิ่
้
ั
่
ค่าตอบแทนและได้การครอบครองโดยสุ จริ ต นั้นท่านว่ามิเสี ยไปถึงแม้วาผู ้
โอนทรัพย์สินให้จะได้รับทรัพย์สินนั้นมาโดยนิ ติกรรมอันเป็ นโมฆียะ และ
นิติกรรมนั้นได้ถกบอกล้างภายหลัง"
ู
มาตรา1330 "สิ ทธิ ของบุคคลผูซ้ื อทรัพย์สินโดยสุ จริ ต ในการขาย
้
ทอดตลาดตามคาสั่งศาล หรื อ คาสังเจ้าพนักงานรักษkทรัพย์ในคดีลมละลาย
้
่
่
นั้นท่านว่ามิเสี ยไป ถึงเเม้ภายหลังจะพิสูจน์ได้วาทรัพย์สินนั้นมิใช่ของจาเลย
หรื อลูกหนี้โดยคาพิพากษาหรื อผูลมละลาย"
้้
มาตรา 1331 "สิ ทธิ ของบุคคลผูได้เงินตรามาโดยสุ จริ ตนั้น ท่านว่ามิเสี ย
้
่
ไป ถึงแม้ภายหลังจะพิสูจน์ได้วาเงินนั้นมิใช่ของบุคคลซึ่ งได้โอนให้มา"
- 43.
• มาตรา 1332"บุคคลซื้อทรัพย์สินมาโดยสุ จริ ตในการขายทอดตลาดหรื อใน
ท้องตลาด หรื อจากพ่อค้าซึ่งขายของชนิดนั้น ไม่จาต้องคืนให้แก่เจ้าของแท้จริ งเว้น
แต่เจ้าของจะชดใช้ราคาที่ซ้ือมา"
หรื อถ้าพิเคราะห์มาตรา 1337 1341 1342 1343 1349 1352
1355 ก็จะพบหลักความเป็ นเพื่อนบ้านที่ดีเป็ นต้น
มีปัญหาว่าถ้าหาหลักกฎหมายทัวไปในตัวบทกฎหมายลายลักษณ์อกษรมาปรับคดี
ั
่
่่
ไม่ได้ ศาลจะหากฎหมายจากที่ไหนมาตัดสิ น เพราะมีหลักอยูวาศาลจะปฎิเสธ ไม่
พิจารณาโดยอ้างว่าไม่มีกฎหมายหรื อกฎหมายไม่สมบูรณ์ไม่ได้ ในกรณี เช่นนี้ตอง
้
ค้นหาหลักกฎหมายทัวไปจากหลักความยุติธรรมตามธรรมชาติ
่
(NATURAL JUSTICE) ซึ่ งได้แก่ความเป็ นธรรมหรื อความรู้สึกชอบ
่
ชัวดีที่มีอยูในจิตใจของมนุษย์ (REASON OF MAN) และจากหลัก
่
เหตุผลของเรื่ อง (NATURE OF THINGS)
- 44.
ขอบเขตที่กฎหมายบังคับใช้
่
• 1. กฎหมายใช้เมือใดหลักในเรื่ องเวลาที่กฎหมายใช้บงคับมีวา เมื่อได้
่
ั
ประกาศใช้กฎหมายแล้วกฎหมายนั้นเองย่อมจะระบุเวลาที่จะใช้บงคับแห่ ง
ั
่
กฎหมายนั้นไว้ ดังจะเห็นได้วาโดยปกติพระราชบัญญัติจะใช้บงคับตั้งแต่วน
ั
ั
ถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็ นต้นไป ทั้งนี้ เพื่อให้ประชาชนมี
โอกาสทราบข้อความของกฎหมายล่วงหน้าหนึ่ งวัน แต่พระราชบัญญติหรื อ
กฎหมายอย่างอื่นอาจกาหนดวันใช้เป็ นอย่างอื่นได้ เช่น ในกรณี รีบด้วยให้ใช้
ตั้งแต่วนประกาศในราชกิจจานุเบกษา หรื อให้ใช้ยอนหลังขึ้นไป หรื อให้ใช้
ั
้
ในอนาคตโดย
(1) กาหนดวันใช้ไว้แน่นอน หรื อ
(2) กาหนดให้ใช้เมื่อระยะเวลาหนึ่ งล่วงพ้นไป
- 45.
• เช่นเมื่อพ้นสามสิ บวันนับแต่วนประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็ นต้นไป
ั
ในกรณี ที่กฎหมายไม่ได้ กาหนดวันใช้บงคับลงไว้ดงที่กล่าวมาข้างบนนี้ ก็ตองเป็ นไป
ั
ั
้
่
ตามหลักที่วา "กฎหมายไม่มีผลย้อนหลัง" หลักกฎหมายไม่มีผลย้อน หลังนี้หมายความ
ว่ากฎหมายจะใช้บงคับแก่กรณี ที่เกิดขึ้นในอนาคต นับตั้งแต่วนที่ประกาศใช้กฎหมายเป็ น
ั
ั
ต้นไปเท่านั้น และกฎหมายจะไม่บงคับแก่การกระทา หรื อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้า
ั
วันใช้บงคับแห่งกฎหมาย เช่น ในวันที่ 1 เมษายน การกระทาอันหนึ่งเช่นการชุมนุม
ั
่
สาธารณะไม่มีกฎหมายบัญญัติวาเป็ นความผิด ถ้ากฎหมายที่ประกาศใช้ในวันที่ 5
เมษายน จะกาหนดว่าการชุมนุมเป็ นความผิดเว้นแต่จะได้รับอนุญาต การชุมนุม
สาธารณะในวันที่ 1 เมษายนก็หาเป็ นความผิดไม่ เพราะกฎหมายไม่มีผลย้อนหลัง แต่ถา
้
กฎหมายจะย้อนหลังไปใช้บงคับแก่การกระทาก่อนวันที่ 2 เมษา ยน ซึ่งเป็ นวัน
ั
่
ประกาศใช้กฎหมายนั้น ก็จะเห็นได้วาเป็ นกรณี ที่มีกฎหมายบัญญัติให้มีผลย้อนหลังซึ่ง
จะต้องกาหนดการมีผลย้อนหลังนี้ไว้ในกฎหมายให้ชดเจน ทั้งนี้คือว่าการที่กฎหมายจะมี
ั
ผลย้อนหลังนั้นเป็ นข้อยกเว้น และ จะยกเว้นได้ภายใด้ภายใต้เงื่อนไขสองประการ
ดังต่อไปนี้
- 46.
• ก. ต้องระบุลงใว้ชดเจนในกฎหมายนั้นเองว่าให้กฎหมายมีผลย้อนหลัง
ั
ข. การ บัญญัติให้ยอนหลังนั้นต้องไม่แย้งหรื อขัดต่อรัฐธรรมนูญด้วย เช่น
้
มาตรา 32 แห่ งรัฐธรรมนูญแห่ งราชอาณาจักรไทย พศ.2540 บัญญัติ
ว่า "บุคคลจะไม่ตองรับโทษอาญา เว้นแต่จะได้กระทาการอันกฎหมายที่ใช้
้
่
อยูใน เวลาที่กระทานั้นบัญญัติไว้เป็ นความผิด และกาหนดโทษไว้และโทษ
่
ที่จะลงแก่บุคคลนั้นจะหนักกว่าโทษที่กาหนดไว้ใน กฎหมายที่ใช้อยูในเวลา
ที่กระทาความผิดมิได้" ทั้งนี้ เป็ นการวางหลัก 2 ประการคือ
(1) ไม่มีความผิดโดยไม่มีกฎหมาย และ
(2) ออกกฎหมายย้อนหลังเพิ่มโทษบุคคลให้สูงขึ้น ซึ่ งเป็ นการห้าม
ก. ออกกฎหมายย้อนหลังเป็ นการลงโทษบุคคล และ
ข. ออกกฎหมายย้อนหลังเพิ่มโทษบุคคลให้สูงขึ้น เพราะเป็ นการลงโทษ
่
บุคคลสู งกว่าที่กฎหมายซึ่ งใช้อยูในเวลาที่กระทาความผิดได้กาหนดไว้
- 47.
่
• 2. กฎหมายใช้ทไหนหลักมีวากฎหมายไทยย่อมใช้บงคับเฉพาะแต่ใน
ี่
ั
ราชอาณาจักร ซึ่ งหมายความถึงให้ใช้บงคับแก่การกระทาหรื อเหตุการณ์ที่
ั
เกิดขึ้นภายในราชอาณาจักร ซึ่ งการแสดง "หลักดินแดน" ดังปรากฎใน
่ ้
มาตรา 4 แห่งประมวลกฎหมายอาญา ซึ่ งบัญญัติวา "ผูใดกระทาความผิดใน
ราชอาณาจักร ต้องรับโทษตามกฎหมาย.."
ราชอาณาจักร หรื อคาว่า "ดินแดน" มิได้มีความหมายเฉพาะส่ วนที่เป็ น
แผ่นดินเท่านั้น ราชอาณาจักร ยังหมายถึง
่
1. พื้นดินและพื้นน้ า เช่น ภูเขา แม่น้ า ลาคลอง หนอง บึง ซึ่ งอยูในอาณาเขต
ประเทศไทย
2. ทะเลอันเป็ นอ่าวไทย ตามพระราชบัญญัติกาหนดเขตจังหวัดในอ่าวไทย
ตอนใน พศ.2502
3. ทะเลอันห่างจากฝั่งที่เป็ นดินแดนของประเทศไทยไม่เกิน 12 ไมล์ทะเล
ตามประกาศกาหนดความกว้างของทะเลอาณาเขตของประเทศไทย
- 48.
• 4. อากาศเหนือ1,2,3
ในบางกรณี กฎหมายอาจกาหนดขยายเขตอานาจของรัฐให้รวมถึงการกระทา
อย่างหนึ่ งอย่างใด ที่เกี่ยวข้องระหว่างภายในและภายนอกราชอาณาจักรอัน
อาจมีผลกระทบกระเทีอนความสงบสุ ขภายในราชอาณาจักรได้ กฎหมายก็
ให้ถือว่าการกระทาความผิดดังกล่าวเป็ นการกระทาความผิดใน
ราชอาณาจักรดัวย ได้แก่
1. ความผิดที่กระทาในเรื อไทยหรื ออากาศยานไทย (ประมวลกฎหมาย
อาญา มาตรา 4 วรรคสอง)
2. ความผิดที่คาบเกี่ยวกันในหลายพื้นที่ (ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 5
มาตรา 6) ได้แก่กรณี
- 49.
- ความผิดที่ได้กระทาแม้แต่ส่วนหนึ่ งส่วนใดได้กระทาในราชอาณาจักร
- ผลแห่งการกระทาเกิดในราชอาณาจักร
- การตระเตรี ยมหรื อพยายามกระทาการนอกราชอาณาจักร ซึ่ งผลจะเกิดขึ้น
ในราชอาณาจักร
- กรณี ผกระทาหลายคนนอกราชอาณาจักร ในความผิดที่ได้กระทาใน
ู้
ราชอาณาจักรหรื อ ที่ประมวลกฎหมายนี้ถือว่าได้กระทาในราชอาณาจักร
ข้อยกเว้นหลักดินแดน
- 50.
- 51.
• 3. เกี่ยวกับผูกระทาคือ
้
ก.เมื่อคนไทยไปทาผิดนอกราชอาณาจักร และเข้าเงื่อนไข 3 ประการ
ดังต่อไปนี้ คือ
1. การกระทาเป็ นผิดตามมาตราต่างๆ ที่มาตรา 8 แห่งประมวลกฎหมาย
อาญากาหนดไว้
2. รัฐบาลแห่งประเทศที่ความผิดได้เกิดขึ้นหรื อผูเ้ สี ยหายขอร้องให้ลงโทษ
3. ยังไม่ได้มีคาพิพากษาของศาลในต่างประเทศอันถึงที่สุดให้ปล่อยตัวผู ้
นั้น หรื อเป็ นกรณี ที่ศาลในต่างประเทศพิพากษาให้ลงโทษแล้ว แต่ผน้ นยัง
ู้ ั
ไม่ได้พนโทษ
้
- 52.
• ข. เมื่อคนต่างด้าวไปกระทาผิดนอกราชอาณาจักรและรัฐบาลไทยหรื อ คน
ไทยเป็ นผูเ้ สี ยหาย และเข้าเงื่อนไขดังต่อไปนี้
1. การกระทาเป็ นผิดตามมาตราต่างๆ ที่มาตรา 8 แห่งประมวลกฎหมาย
อาญากาหนดไว้
2. รัฐบาลไทยหรื อคนไทยเป็ นผูเ้ สี ยหายและผูเ้ สี ยหายและผูเ้ สี ยหายได้ร้อง
ขอให้ลงโทษ ซึ่ งแสดงว่าความผิดนั้นมีความสาคัญ
3. ยังไม่มีคาพิพากษาของศาลในต่างประเทศอันถึงที่สุดให้ปล่อยตัวผูน้ น
้ ั
หรื อเป็ นกรณี ที่ศาลในต่างประเทศพิพากษาและให้ลงโทษแล้ว แต่ผน้ นยัง
ู้ ั
ไม่ได้พนโทษ
้
ทั้งนี้ เพราะรัฐบาลไทยหรื อคนไทยเป็ นผูเ้ สี ยหาย และผูเ้ สี ยหายก็ขอให้ศาล
ไทยลงโทษ
- 53.
• ค. เจ้าพนักงานของรัฐบาลไทยกระทาผิดต่อตาแหน่งที่นอกราชอาณาจักร
เฉพาะบางความผิดทั้งนี้ เพราะประเทศไทยเสี ยหายโดยตรง
อย่างไรก็ดี ประเทศไม่มีอานาจที่จะออกกฎหมายใช้บงคับแก่บุคคล หรื อการ
ั
กระทานอกราชอาณาจักรได้เสมอไป จะออกกฎมหายได้เท่าที่ตามกฎหมาย
ระหว่างประเทศแผนกคดีเมือง มีหลักที่ยอมรับนับถือให้ประเทศกระทา
เช่นนั้นได้ เช่นประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 8 และมาตรา 10 เป็ น
ตัวอย่าง ประมวลกฎหมายอาญาต่างประเทศก็มีหลักเกณฑ์เช่นว่านี้
เหมือนกัน
- 54.
่
• (2) พระราชบัญญัติวาด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พุทธศักราช 2481
ซึ่ งเป็ นกฎหมายที่กล่าวถึงการที่มีขอเท็จจริ งใดข้อเท็จจริ งหนึ่ งไปพัวพันกับ
้
่
ต่างประเทศไม่วา ในทางใดทางหนึ่ ง ทาให้เกิดปั ญหาว่าจะนากฎหมายของ
ประเทศใดมาใช้บงคับ เช่นการทานิ ติกรรมหรื อ สัญญาที่มีคู่สัญญาคนใดคน
ั
่
หนึ่ งเป็ นคนต่างด้าว หรื อทรัพย์ที่เป็ นวัตถุแห่ งสัญญานั้นอยูในต่างประเทศ
เป็ นต้น ในกรณี ดงเช่นที่กล่าวมานั้น ถ้าคู่สัญญาตกลงกันที่จะนากฎหมายใด
ั
มาใช้คงจะไม่เป็ นปั ญหา แต่ถาหากไม่ได้ตกลงกัน ไว้อย่างชัดแจ้งอาจจะมี
้
่
ปั ญหาได้วาจะนากฎหมายใดมาใช้บงคับ ดังนั้นเมื่อเกิดปั ญหาในการ
ั
่
ฟ้ องร้องคดี ศาลต้องนาพระราชบัญญัติวาด้วยการขัดกันแห่ง กฎหมายนั้มา
ใช้ในการพิจารณาซึ่ งหลักการนี้ มิได้มีใช้แต่ในประเมศไทยเท่านั้น แต่ได้ใน
ประเทศต่างๆ ทัวโลกด้วย ซึ่ งศาลไทยอาจจะต้องใช้กฎหมายของประเทศอื่น
่
มาพิจารณา หรื อศาลต่างประเทศก็อาจจะต้องใช้กฎหมายของไทยไป
่
พิจารณาก็เป็ นได้เช่นเดียวกัน แล้วแต่วาในพระราชบัญญัติจะบัญญัติไว้
เช่นใด แต่การนากฎหมายของต่างประเทศมาใช้ในศาลไทยนั้น จะนามาใช้
ได้เท่าที่ไม่ขดต่อกฎหมายจารี ตประเพณี ของประเทศไทย
ั
- 55.
• 3. กฎหมายใช้บังคับแก่ บุคคลใดในเรื่ องนี้ "หลักดินแดน" ซึ่ งถือว่า
่
่
กฎหมายไทยย่อมใช้บงคับแก่บุคคลทุกคนที่อยูภายในราชอาณาจักร ไม่วาจะ
ั
เป็ นคนไทยหรื อคนต่างด้าว แต่มีขอยกเว้นอยู่ 2 ประการ คือ
้
ก. ยกเว้นตามกฎหมายไทยนั้นเอง ซึ่ งบัญญัติยกเว้นไม่ให้ใช้บงคับแก่บุคคล
ั
บางคน หรื อบุคคลบางจาพวก
ข. ยกเว้นตามกฎหมายระหว่าประเทศแผนกคดีเมือง
- 56.
• ในข้อ ก.ยกเว้นตามกฎหมายไทย
1. ตามรัฐธรรมนูญ ซึ่ งได้แก่
่
็
ก. พระมหากษัตริ ย ์ แม้จะอยูภายใต้รัฐธรรมนูญ แต่กอยูเ่ หนือกฎหมายอื่น
่
พระองค์เป็ นเคารพสักการะ และการกระทาของพระองค์ยอมไม่เป็ นการ
ละเมิดกฎหมาย ผูใดจะฟ้ องร้องพระองค์ในคดี เเพ่ง คดีอาญา หรื อจะ
้
กล่าวหาในทางใดๆ ไม่ได้ (รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช
2540 มาตรา 8)
- 57.
• ข. สมาชิกวุฒิสภาสมาชิสภาผูแทนราษฎร รัฐมนตรี กรรมาธการและบุคคล
้
ที่ประธานสภาฯ อนุญาตให้แถลงข้อเท็จจริ งหรื อแสดงความคิดเห็นในสภา
ตลอดจนบุคคลผูพิมพ์รายงานการประชุมตามคาสั่งของสภาฯ ย่อมมีเอกสิ ทธิ
้
ผูใดจะนาไปฟ้ องร้องเป็ นความผิดทางอาญา ทางแพ่ง หรื อทางวินยอย่างใด
้
ั
มิได้ เว้นแต่การประชุมนั้นจะมีการถ่ายทอดวิทยุกระจายเสี ยงหรื อวิทยุ
โทรทัศน์ (รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา
157,158 มาตรา 210)
- 58.
• ในข้อ ข.ยกเว้นตามกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีเมือง ซึ่ งได้แก่
1. ประมุขแห่งรัฐต่างประเทศ
2. ทูตและบริ วาร
3. บุคคลอื่นซึ่ งกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีเมืองให้เอกสิ ทธิ และ
ความคุมกันไว้
้
4. กองทัพต่างประเทศที่เข้ามายึดครองราชอาณาจักร
5. บุคคลที่มีกฎหมายพิเศษให้ได้รับเอกสิ ทธิ และความคุมกัน เช่น บุคคลที่
้
ทางานในหน่วยงานขององค์การสหประชาชาติ
- 59.
- 60.
• 1. กระบวนการยุตธรรมทางอาญาการฟ้ องคดีอาญา การฟ้ องคดีอาญาเป็ น
ิ
การขอให้ศาลลงโทษจาเลยว่ากระทาผิด การฟ้ องคดีอาญานั้น ถ้าพนักงาน
อัยการเป็ นผูฟ้องคดีแล้ว โดยปกติศาลไม่ตองไต่สวนมูลฟ้ อง เพราะพนักงาน
้
้
อัยการจะฟ้ องคดีได้ ก็ต่อเมื่อมีการสอบสวนโดยพนักงานสอบสวนมาแล้ว
แต่ถาศาลเห็นสมควรสั่งให้ไต่สวนมูลฟ้ องเสี ยก่อนก็ได้
้
ส่ วนในกรณี ที่ผเู ้ สี ยหายเป็ นโจทก์ฟ้องคดีอาญาโดยตนเองนั้น ศาลต้องไต่
สวนมูลฟ้ องเสี ยก่อนเสมอ เพราะเป็ นการฟ้ องคดีโดยไม่มีการสอบสวนของ
พนักงานสอบสวนมาแล้วและมีคาสั่งให้ฟ้องในกรณี ที่ผเู ้ สี ยหายฟ้ องคดีเอง
เช่นนี้น้ ีศาลต้องไต่สวนมูลฟ้ องและหากเห็นว่าคดีมีมูลจึงสั่งประทับฟ้ องโดย
หน่วยงาน ของรัฐที่มีอานาจหน้าที่รับผิดชอบกระบวนการยุติธรรมอาญา
ได้แก่
- 61.
• 1.1 พนักงานฝ่ายปกครองหรื อตารวจ
1.1.1 เจ้าพนักงานซึ่ งกฎหมายให้อานาจและหน้าที่รักษาความสงบ
เรี ยบร้อยของประชาชน เช่น ผูวาราชการจังหวัด นายอาเภอ ปลัดอาเภอและ
้่
ตารวจ
1.1.2 พัศดี ในเมื่อทาการเกี่ยวกับการจับคุมปราบปรามผูกระทาผิด
้
กฎหมายซึ่ งตนมีหน้าที่จบกุมหรื อปราบปราม เช่น นักโทษกระทาความผิด
ั
ในเรื อนจา
1.1.3 เจ้าพนักงานกรมสรรพสามิต ในเมื่อทาการอันเกี่ยวกับการจับกุม
ปราบปรามผูกระทาผิดกฎหมาย ซึ่ งตนมีหน้าที่จบกุมหรื อปราบปราม คือ
้
ั
ั
ความผิดตาม พระราชบัญญัติฝิ่น พระราชบัญญัติสุรา พระราชบัญญัติกญชา
- 62.
• 1.1.4 เจ้าหน้าที่กรมศุลกากรในเมื่อทาการอันเกี่ยวกับการจับกุม
ปราบปรามผูกระทาผิดกฎหมาย ซึ่ งตนมีหน้าที่จบกุมหรื อปราบปราม คือ
้
ั
ความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร
1.1.5 เจ้าพนักงานกรมเจ้าท่า ในเมื่อการอันเกี่ยวกับการจับกุมปราบปราม
ผูกระทาผิดกฎหมาย ซึ่ งตนมีหน้าที่จบกุมหรื อปราบปราม คือ ความผิดตาม
้
ั
พระราชบัญญัติเดินเรื อในน่านน้ าไทย
1.1.6 พนักงานตรวจคนเข้าเมือง ในเมื่อทาการอันเกี่ยวกับการจับกุม
ปราบปรามผูกระทาผิดกฎหมาย ซึ่ งตนมีหน้าที่ตองจับกุมหรื อปราบปราม
้
้
คือความผิดตามตามประราชบัญญัติคนเข้าเมือง
1.1.7 เจ้าพนักงานอื่นๆ ในเมื่อทาหน้าที่เกี่ยวกับการจับกุมปราบปราม
ผูกระทาผิดกฎหมาย ซึ่ งตนมีหน้าที่ตองจับกุมหรื อปราบปราม เช่น เจ้า
้
้
พนักงานกรมป่ าไม้
- 63.
• อานาจสื บสวนและสอบสวน
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาบัญญัติให้พนักงานฝ่ ายปกครอง
หรื อตารวจดังกล่างข้างต้น มีอานาจสื บสวนคดีอาญา และให้พนักงานฝ่ าย
ปกครองหรื อตารวจชั้นผูใหญ่ ปลัดอาเภอ และข้าราชการตารวจ ซึ่ งยศตั้งแต่
้
ชั้นนายร้อยตารวจตรี หรื อเทียบเท่านายร้อยตารวจตรี ข้ ึนไป มีอานาจ
สอบสวนความผิดอาญา ซึ่ งได้เกิดหรื ออ้างหรื อเชื่อว่าได้เกิดภายในเขต
่
อานาจของตน หรื อผูตองหามีที่อยูหรื อถูกจับภายในเขตอานาจของตน จึง
้้
กล่าวว่า อานาจสิ บสวนและ สอบสวนเป็ นเครื่ องมือที่กฎหมายให้ไวแก่
พนักงานฝ่ ายปกครองหรื อตารวจ เพื่อใช้รักษาความสงบเรี ยบร้อยของ
ประชาชน
- 64.
• (1) การสืบสวน หมายความถึง การแสวงหาข้อเท็จจริ งปละหลักฐานซึ่ ง
พนัก งานฝ่ ายปกครองหรื อตารวจได้ปฏิบติไปตามอานาจและหน้าที่เพื่อ
ั
ก) การรักษาความสงบเรี ยบร้อยของประชาชน กรณี น้ ี เป็ นการสื บสวน
ก่อนที่มีการกระทาความผิดเกิดขึ้น เพื่อป้ องกันมิให้เกิดการกระทาความผิด
หรื อเพื่อเป็ นข้อมูลเก็บไว้ใช้เพื่อการสื บสวนเมื่อมีการกระทาความผิดเกิดขึ้น
แล้ว
- 65.
• ข) ที่จะทราบรายละเอียดแก่งความผิดกรณี น้ ีเป็ นการสื บสวนหลังจากที่ได้
มีการกระทาความผิดแล้ว เพื่อจะให้ทราบว่าใครเป็ นผูกระทาความผิดอะไร
้
กระทาเมื่อใด กระทาที่ไปน กระทาอย่างไร และกระทาเพื่ออะไร หากรู ้ตว
ั
ผูกระทาความผิด ก็ตองดาเนินการจับกุม หรื อในกรณี ที่จบกุมตัวได้แล้วก็
้
้
ั
ต้องดาเนินการแสวงหาพยานหลักฐานต่างๆ
่
จะเห็นได้วา การสื บสวนเป็ นจุดเริ่ มต้นของกระบวนการยุติธรรมประมวล
กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 17 ได้บญญัติให้ พนักงานฝ่ าย
ั
ปกครองและตารวจทั้ง 7 ประเภท มีอานาจสื บสวนคดีอาญา เพื่อเป็ น
ประโยชน์ในการรักษาความสงบเรี ยบร้อยของประชาชน
- 66.
• 2) การสอบสวนหมายความถึง การรวบรวมพยานหลักฐานและการ
ดาเนิ นการทั้งหลายอื่นตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ ซึ่ งพนักงาน
สอบสวนได้ทาไปเกี่ยวกับความผิดที่กล่าวหาเพื่อที่จะทราบข้อเท็จจริ งหรื อ
พิสูจน์ความผิด และเพื่อจะเอาตัวผูกระทาความผิดมาฟ้ องลงโทษ
้
จากความหมายข้างต้น การสอบสวนจึงมีสาระสาคัญดังนี้
่
ก) การรวบรวมพยานหลักฐาน พยานหลักฐาน คือ สิ่ งซึ่ งน่าจะพิสูจน์ได้วา
จาเลยมีความผิดหรื อบริ สุทธิ์ ศาลมีหน้าที่ใช้ดุลพินิจวินิจฉัยชังน้ าหนัก
่
พยานหลักฐานทั้งปวง อย่าพิพากษาลงโทษจนกว่าจะแน่ใจว่าจะมีการกระทา
ผิดจริ ง และจาเลยเป็ นผูกระทาผิดนั้น เมื่อมีความสงสัยตามสมควรว่าจาเลย
้
ได้กระทาผิดหรื อไม่ ให้ยกประโยชน์แห่ งความสงสัยให้จาเลย
- 67.
• พยานหลักฐานมี 3ชนิด คือ พยานบุคคล พยานเอกสาร และพยานวัตถุ
ข) การดาเนิ นการทั้งหลายที่พนักงานสอบสวนทาไปเกี่ยวกับความผิดที่
กล่าวหา สิ่ งที่พนักงานสอบสวนต้องทานอกจากการรวบรวมพยานหลักฐาน
แล้ว คือการพิจารณาว่าการกระทาที่ผเู ้ สี ยหายร้องทุกข์น้ น มีลกษณะสาคัญ
ั ั
อย่างไร ควรเป็ นความผิดฐานใด และต้องมีการบันทึกปากคาของผูเ้ สี ยหาย
พยาน และผูตองหา
้้
ค) เพื่อที่จะทราบข้อเท็จจริ งหรื อพิสูจน์ความผิด ในกรณี น้ ีเป็ นความ
ต้องการที่จะได้จากการกระทาในข้อ ก. และ ข.
ง) เพื่อจะเอาตัวผูกระทาผิดมาฟ้ องลงโทษ การที่พนักงานสอบสวนได้ตว
้
ั
ผูกระทาผิดมาฟ้ องลงโทษ ต้องใช้วธีการดังนี้ เช่น ออกหมายเรี ยกให้มาพบ
้
ิ
ออกหมายจับ หรื อโดยการที่ผตองหาเข้ามอบตัว
ู้ ้
- 68.
• ผูมีอานาจสอบสวน จาแนกได้ดงนี้
้
ั
(ก)ในจังหวัดพระนครและจังหวัดธนบุรี ผูมีอานาจได้แก่ ข้าราช การ
้
ตารวจมียศตั้ง แต่นายร้อยตารวจตรี หรื อเทียบเท่านายร้อยตารวจตรี ข้ ึนไป
(ข) ในจังหวัดอื่นนอกจากในข้อ (ก) ผูมีอานาจสอบสวน ได้แก่พนักงาน
้
ฝ่ ายปกครองหรื อตารวจชั้นผูใหญ่ ปลัดอาเภอ และข้าราชการตารวจซึ่ งมียศ
้
ตั้งแต่ช้ นนายร้อยตารวจตรี หรื อเทียบเท่านายร้อยตารวจตรี ข้ ึนไป
ั
- 69.
• 1.2 พนักงานอัยการ
่
พระราชบัญญัติอัยการ พศ.2496 มาตรา 4 บัญญัติวา พนักงานอัยการ
หมายความว่า ข้าราชการสังกันกรมอัยการผูมีอานาจหน้าที่ในการดาเนิ นคดี
้
่
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (5) บัญญัติวา พนักงาน
อัยการ หมายความถึง เจ้าพนักงานผูมีหน้าที่ฟ้องผูตองหาต่อศาล ทั้งนี้ จะเป็ น
้
้้
ข้าราชการในกรม อัยการหรื อเจ้าพนักงานอื่นผูมีอานาจเช่นนั้นก็ได้
้
พระราชบัญญัติอยการ พศ.2489 มาตรา 11 บัญญัติให้พนักงานอัยการ
ั
มีอานาจและหน้าที่ดงนี้
ั
(1) ในคดีอาญา มีอานาจและหน้าที่ตามประมลกฎหมายวิธีพิจารณา และ
่
ตามกฎหมาอื่น ซึ่ งบัญญัติวาเป็ นอานาจหน้าที่ของกรมอัยการหรื อพนักงาน
อัยการ
- 70.
• (2) ในคดีแพ่งมีอานาจและหน้าที่ดาเนิ นคดีแทนรัฐบาลในศาลทั้งปวงกับ
่
มีอานาจและหน้าที่ตามกฎหมายอื่นๆ ซึ่ งบัญญัติวาเป็ นอานาจและหน้าที่ของ
กรมอัยการหรื อพนักงานอัยการ
(3) ในคดีแพ่งหรื อคดีอาญา ซึ่ งเจ้าพนักงานถูกฟ้ องในเรื่ องที่ได้กระทาไป
็
ตามหน้าที่กดี หรื อในคดีแพ่งหรื ออาญาที่ราษฎรผูหนึ่ งในเรื่ องการที่ได้
้
กระทาตามคาสั่งของเจ้าพนักงานซึ่ งได้สั่งโดยชอบด้วยกฎหมาย หรื อเข้า
ร่ วมกับเจ้าพนักงานกระทาการในหน้าที่ราชการก็ดี เมื่อเห็นสมควรพนักงาน
อัยการจะรับแก้ต่างก็ได้
- 71.
• (5) ในคดีแพ่งที่นิติบุคคลซึ่งได้มีพระราชบัญญัติหรื อพระราชกฤษฎีกา
จัดตั้งขึ้นเป็ นโจทก์หรื อจาเลย และมิใช้เป็ นคดีที่พิพาทกับรัฐบาล เมื่อ
พนักงานอัยการเห็นสมควรจะรับว่าต่างหรื อแก้ต่างก็ได้
(6) ในคดีที่ราษฎรผูหนึ่ งผูใดฟ้ องเองไม่ได้ โดยกฎหมายห้าม เมื่อ
้
้
เห็นสมควรพนักงานอัยการมีอานาจเป็ นโจทก์ได้
(7) ในคดีศาลชั้นต้นลงโทษบุคคลใดโดยลาพัง ถ้าศาลอุทธรณ์พิพากษาให้
ปล่อยนั้น เมื่อพนักงานอัยการเห็นสมควรจะฎีกาก็ได้
(8) ในกรณที่มีการผิดสัญญาประกันจาเลย ตามกฎหมายประมวล กฎหมาย
วิธิพิจารณาความอาญาทีอานาจและหน้าที่ดาเนินคดีในการบังคับให้เป็ นไป
ตามสัญญานั้น และในการนี้มิให้เรี ยกค่าฤชาธรรมเนียมจากพนักงานอัยการ
- 72.
• 1.3 ศาล
ในปจัจุบนนี้ถือว่าศาลเป็นหน่วยงานกระบวนการยุติธรรมที่สาคัญที่สุด
ั
จนถึงกับถือว่าเป็ นผูใชอานาจอธิปไตยสาขาหนึ่ง คืออานาจตุลาการ ศาล
้
ในขณะนี้ ประกิบด้วยศาลยุติธรรม และศาลทหาร แต่ในกรบวนการยุติธรรม
โดยทัวไปแล้วถือว่าศาล หมายถึง ศาลยุติธรรมหรื อศาลพลเรื อน ดังที่
่
่
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (1) บัญญัติวา
"ศาล หมายความถึง ศาลยุติธรรม หรื อผูพิพากษาซึ่ งมีอานาจทาการอัน
เกี่ยวกับคดีอาญา"
ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม ศาลแบ่งออกเป็ น 3 ชั้น คือ
1) ศาลชั้นต้น
2) ศาลอุทธรณ์
3) ศาลฎีกา
- 73.
• ศาลชั้นต้ นศาลชั้นต้น ได้แก่ ศาลแพ่ง และศาลอาญา ซึ่ งเป็ นศาลชั้นต้นใน
กรุ งเทพมหานคร ศาลแขวงพระนครเหนือ ศาลแขวงพระนครใต้ ศาลแขวง
็
ธนบุรี ซึ่ งเป็ นศาลชั้นต้นในกรุ งเทพมหานครเช่นกัน นอกจากนี้ กมีศาล
ชั้นต้นในจังหวัดอื่นๆซึ่ งประกอบด้วย ศาลจังหวัดและศาลแขวง
สาหรับศาลเยาวชนและครอบครัวนั้นเป็ นศาลเช่นเดียวกัน โดยเป็ น ศาลที่
จัดตั้งขี้นเฉพาะเพื่อพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว แต่ในปั จจุบนศาล
ั
เยาวชนและครอบครัวยังจัดตั้งไม่ครบทุกจังหวัด โดยหากจังหวัด ใดไม่มี
่็
ศาลเยาวชนและครอบครัวตั้งอยูกสามารถนาคดีเยาวชนและครอบครัวขึ้น
่
ดาเนิ น คดีในศาลจังหวัดที่อยูในเขตอานาจนั้นได้
- 74.
่
• ศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์มีศาลเดียวตั้งอยูที่กรุ งเทพมหานคร มีหน้าที่พิพาก
ษาบรรดาคดีที่อุทธรณ์คาพิพากษาหรื อคาสังของศาลชั้นต้น นอกจากนี้ ศาล
่
อุธรณ์ยงมีอานาจ
ั
1) การพิจารณายืนตาม แก้ไข หรื อกลับคาพิพากษาของศาลชั้นต้นที่
พิพากษาลงโทษประหารชีวิต หรื อจาคุกตลอดชีวิต ในเรื่ องคดีนนได้ส่งขึ้น
ั
ยังศาลอุทธรณ์ตามที่บญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
ั
2) วินิจฉัยชี้ขาดคดีที่ศาลอุทธรณ์มีอานาจวินิจฉัยตามกฎหมายอื่น
- 75.
- 76.
• ศาลฎีกา ศาลฎีกาเป็นศาลสู งสุ ดของประเทศ ตั้งอยู่ ณ กรุ งเทพมหานคร มี
ศาลเดียว
ศาลฎีกามีอานาจพิจารณาพิพากษาบรรดาคอีที่อุทธรณ์คาพิพากษา หรื อคาสั่ง
ของศาลอุทธรณ์ นอกจากนี้ ศาลฎีกาอาจมีอานาจวินิจฉัยชี้ขาดคดีตาม
กฎหมายอื่นได้ดวย
้
เมื่อศาลฎีกาได้พจารณาพิพากษาประการใดแล้ว คู่ความหามีสิทธิ ที่จะ
ทูลเกล้า ถวายฎีกาต่อไปอีกไม่
องค์คณะในศาลฎีกาประกอบด้วยผูพิพากษาอย่างน้อยสามนาย
้
คาพิพากษาคดี คาพิพากษาศาลฎีกา หมายถึง คาพิพากษาซึ่ งศาลฎีกาได้
วินิจฉัยไว้เป็ นบรรทัดฐานในคดีหนึ่งๆ
- 77.
• คาพิพากษาฎีกามีความสาคัญในฐานะที่เป็ นคาพิพากษาของศาลสูงสุดของ
ประเทศ ซึ่ งวินิจฉัยไว้เป็ นบรรทัดฐาน แม้ในประเทศไทยคาพิพากษาศาล
ฎีกาจะไม่มีผกมัดศาลอุทธรณ์และศาลอื่นๆ อย่างเคร่ องครัด ดุจคาพิพากษา
ู
ของศาลในประเทศที่ใช้กฎหมายจารี ตประเพณี เช่น อังกฤษ หรื อ
สหรัฐอเมริ กา แต่ศาลอุทธรณ์และศาลชั้นต้นในประเทศไทยมักอ้างอิงคา
พิพากษาของศาลฎีกาเสมอ ในฐานะที่เป็ นแบบอย่างบรรทัดฐานที่ดีซ่ ึ งผู ้
พิพากษาอาวุโสได้วินิจฉัยไว้ ยิงกว่านั้น ศาลฎีกาเองมักวินิจฉัยโดยยึดถือคา
่
พิพากษาก่อนๆ ของตน หาก ศาลชั้นตั้นและศาลอุทธรณ์ไม่วนิจฉัยโดยถือ
ิ
ตามคาพิพากษาฎีกาในประเด็นเดียวกันแล้ว คาพิพากษาของศาลล่างอาจถูก
ศาลฎีกาพิพากษากลับได้
- 78.
• 1.4 ราชทัณฑ์
ประวัติราชทัณฑ์ของไทยการราชทัณฑ์อนเป็ นเรื่ องของการบังคับคดีอาญา
ั
นั้นมีมาช้านานแล้ว ราชทัณฑ์สาคัญที่เรารู ้จกกันทัวไป คือ การต้องโทษ
ั
่
จาคุกและต้องโทษใส่ ตะรางคุกกับตะรางมีความหมายแตกต่างกัน เพราะคุก
หมายถึงที่คุมขังของผูตองขังซึ่ งมีกาหนดโทษตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป ส่ วน
้้
ตะราง หมายถึงที่คุมขังซึ่ งมีกาหนดโทษตั้งแต่ 6 เดือนลงมา ในสมัยก่อน
่ ั่
คุกมีอยูเ่ พียงคุกเดียวในแต่ละเมืองเรี ยกว่า คุกกลาง แต่ละตะรางมีอยูทวไป
เช่น ตามกระทรวง ทบวง กรมต่างๆ
- 79.
• นอกจากราชทัณฑ์สาคัญจะมีโทษจาคุกและโทษใส่ ตะรางแล้วยังมีโทษปรับ
เป็ นพินยหลวง โทษประหารชีวิตอีกด้วย
ั
การราชทัณฑ์เริ่ มเป็ นระเบียบเรี ยบร้อยในสมัยรัชกาลที่ 5 มีการปรับปรุ งคุก
ตะรางและธรรมเนียมปฏิบติต่างๆ เกี่ยวกับการชทัณฑ์ จนถึงมีการตรา
ั
พระราชบัญญัติลกษณะเรื อนจา รศ.120 ขึ้น
ั
การราชทัณฑ์ในปั จจุบน ปั จจุบนนี้การราชทัณฑ์เป็ นเรื่ องสาคัญอย่าง ยิง
ั
ั
่
อย่างหนึ่ งสาหรับเยียวยารักษาผูกระทาผิดให้กลับเป็ นพลเมืองดีในสังคม
้
ต่อไป
- 80.
- 81.
• 2. กระบวนการยุตธรรมทางแพ่งหลักการเริ่ มต้นที่เมื่อคู่กรณี มีขอพิพาท
ิ
้
คู่ความฝ่ ายหนึ่ งจะริ เริ่ มทาคาฟ้ อง หรื อคาร้องยืนต่อศาลที่มีอานาจพิจารณา
่
คดีแพ่งนั้น แล้วจะมีการจัดส่ งคาฟ้ องให้คู่ความอีกฝ่ ายหนึ่ ง คู่ความอีกฝ่ าย
หนึ่ งนั้นต้องรี บจัดการทาคาให้การยืนต่อศาล คู่ความต้องระวังผลประโยชน์
่
ของ ตนเองให้การดาเนินกระบวนพิจารณาในศาล
- 82.
• เมื่อมีการดาเนินกระบวนพิจารณาจนศาลมีคาพิพากษา โดยศาลจะพิพากษา
ตามข้อเท็จจริ งที่ปรากฎในทางพิจารณาแต่จะพิพากษาเกินคาขอในคาฟ้ อง
ไม่ได้ และเมื่อศาลมีคาพิพากษาแล้วเจ้าหนี้ตามคาพิพากษาต้องขอให้ศาลมี
คาบังคับคดีช้ นหนึ่ ง ก่อนจากนั้นจึงจะมีการบังคับคดีตามคาพิพากษาได้ โดย
ั
การบังคับคดีน้ นต้องกระทาโดยรัฐคู่ความจะบับคับคดีตามคาพิพากษาโดย
ั
ตนเอง ไม่ได้ตองให้เจ้าพนักงานตามที่กฎหมายกาหนดไว้เป็ นผูบงคับคดีให้
้
้ ั
หน่วยงานของรัฐที่มีอานาจหน้าที่รับผิดชอบกระบวนการยุติธรรามทางแพ่ง
ได้แก่
- 83.
• 2.1 ศาลโดยศาลที่มีอานาจดาเนินกระบวนพิจารณานั้นต้องเป็ นศาลที่มี
เขต อานาจศาลตามที่กฎหมายกาหนดไว้ดวย
้
นอกจากศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกาตามที่ได้อธิ บายไปนั้นยังมี
ศาลพิเศษเฉพาะเรื่ อง ซึ่ งเป็ นการจัดตั้งศาลอื่นใดเป็ นกรณี พิเศษตามความ
จาเป็ นเฉพาะเรื่ องได้ เช่น ศาลเยาวชนและครอบครับ ศาลปกครอง ศาล
แรงงาน ศาลภาษีอากร ฯลฯ การ จัดระเบียบราชการบริ หารในศาลดังกล่าว
นั้นย่อมเป็ นไปตามพระราชบัญญัติจดตั้งศาล ตลอดจนพระราชบัญญัติวธี
ั
ิ
พิจารณาความในศาลนั้น เพื่อพิจารณาประเด็นหรื อปั ญหา สาคัญโดยไม่
คานึ งว่าบุคคลใดเป็ นคู่ความ เพราะถ้าพิจารณากันด้วยประเด็นปั ญหานั้นๆ
ดังเช่น ภาษีอากร แรงงาน ครอบครัว ย่อมให้ฟ้องร้องและดาเนินกระบวน
พิจารณาที่ศาลพิเศษทั้งสิ้ น
- 84.
• 2.2 พนักงานอัยการนอกจากคดีอาญาแล้ว พนักงานอัยการยังเป็ น
ั
เจ้าหน้าที่ ของรัฐที่ดูและผลประโยชน์หรื อต่อสู ้คดีให้กบรัฐในทางแพ่งด้วย
2.3 พนักงานบังคับคดี สังกัดกรมบังคับคดี หลังจากศาลได้มีคาพิพากษา
ตามคาขอของคู่ความแล้ว การบังคับคดีเพื่อให้เป็ นไปตามคาพิพิากษาในทาง
แพ่ง พนักงานบังคับคดีจะ ดาเนิ นการกับลูกหนี้ ตามคาพิพากษาให้ปฏิบติ
ั
ตามคาพิพากษาของศาลต่อไป
- 85.
กฎหมายไทย
• 1. ยุคฟื้นฟูกฎหมายไทยการเสี ยกรุ งให้แก่พม่า ครั้งที่ 2 พศ.2310 ในสมัยกรุ งศรี อยุธยานั้น
นาความเสี ยหายมาให้อย่างมากมาย กล่าวกันว่ากฎหมายไทยสู ญหายเป็ นจานวนมาก เหลืออยู่
เพียง 1 ใน 10 เท่านั้น แม้ในรัชสมัยพระเจ้ากรุ งธนบุรี กฎหมายไทยก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงเพราะ
เป็ นการครองราชย์ชวระยะเวลาอันสั้น กฎหมายไทยเดิมก็ยงใช้เรื่ อยมาจนถึงรัชสมัย
ั่
ั
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้ าจุฬาโลก จึงเกิดคดีอนเป็ นมูลเหตุให้มีการฟื้ นฟูกฎหมายใน
ั
พศ.2347 คดีน้ นมีปัญหาว่า หญิงที่มีชูฟ้องหย่าชายได้หรื อไม่ตุลาการในขณะนั้นพิพากษาให้
ั
้
หย่าได้ ฝ่ ายชายจึงร้องทุกข์ต่อพระยาศรี ธรรมราชเพื่อนาความขึ้นกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จ
พระพุทธยอดฟ้ าจุฬาโลก พระองค์ทรงมีพระราชวินิจฉัยว่าหญิงนอกใจชายแล้วมาฟ้ องหย่า ศาล
ตัดสิ นให้หย่ากันได้ไม่เป็ นการยุติธรรม แต่ปรากฎว่าในทางตัวบทกฎหมายให้หญิงหย่าได้
พระองค์จึงมีพระบรมราชโองการว่า ทางฝ่ ายพุทธจักรนั้นมีพระไตรปิ ฎกสั่งสอน ถ้าพระไตรปิ ฎก
ฟั่นเฟื อนก็ตองประชุมพระราชาคณะทาสังคายนาชาระพระไตรปิ ฎกให้ถูกต้องผ่องใสเสี ยใหม่
้
ฝ่ ายอาณาจักรอาศัยกฎหมายเป็ นบรรทัดฐาน ถ้ากฎหมายฟั่ นเฟื อน เสี ยความยุติธรรมไป ก็ตอง
้
ชาระดัดแปลงใหม่ให้ชอบด้วยยุติธรรม จึงโปรดเกล้าให้ต้ งคณะกรรมการตรวจชาระกฎหมาย
ั
และเขียนด้วยหมึกลงสมุดข่อยสี ขาว เสร็จเรี ยบร้อยในปี พศ.2348 บนปกสมุดข่อยมีตรา
ราชสี ห์อนเป็ นตราของมหาดไทยซึ่งบังคับบัญชาหัวเมืองฝ่ ายเหนือ ตราคชสี ห์อนเป็ นตราของ
ั
ั
กลาโหม ซึ่ งรับผิดชอบหัวเมืองฝ่ ายใต้ และตราบัวแก้วอันเป็ นตราของคลังซึ่ งรับผิดชอบหัวเมือง
่
ชายทะเลตะวันออกเรี ยกกฎหมายนี้วา "กฎหมายตราสามดวง"
- 86.
• 2. ยุคปฏิรูปกฎหมายไทยในสมัยกรุงรัตนโกสิ นทร์ตอนต้น (พศ.2325ั
2394) ความสัมพันธ์กบประเทศตะวันตกซึ่ งเรื่ อยมา นับวันแต่ จะใกล้ชิด
และซับซ้อนขึ้น ประเทศตะวันตกเห็นว่าระบบการค้าของไทยเป็ นระบบ
ผูกขาดกีดขวางความเจริ ญก้าวหน้าทางการค้า และเห็นว่ากฎหมายไทยป่ า
เถื่อน รุ นแรง ไม่ยติธรรม ความไม่พอใจนี้ ประเทศ ตะวันตกไม่สามารถ
ุ
เรี ยกร้องให้ประเทศไทยแก้ไขได้ เพราะสภาพการเมืองในยุโรปและอเมริ กา
ไม่อานวย กล่าวคือ ตั้งแต่ พศ.2319-2326 อเมริ กาทาสงครามเพื่อ
อิสรภาพกับอังกฤษ ใน พศ.2332 ฝรั่งเศสเกิดมีการปฎิวติครั้งใหญ่ และ
ั
ติดตามด้วยสงครามนโปเลียน ตั้งแต่ พศ.2344-2358 จนถึงรัชการ
่ ั
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยูหว (พศ.2394-2411) การติดต่อ
กับประเทศตะวันตกก็เริ่ มเปลี่ยนไป ประเทศตะวันตกที่ไม่พอใจกฎหมาย
ไทย ก็เริ่ มใช้อิทธิ พลก่อตั้งสิ ทธิ นอกอาณาเขต โดยตั้งศาลของตนเองขึ้นใน
ประเทศไทย และให้คดีระหว่างคนในบังคับบัญชาของชาติตนด้วยกันเอง
่
หรื อระหว่างคนในบังคับของชาติตนกับคนไทย ตกอยูในอานาจพิจารณา
พิพากษาคดีของศาลของตน
- 87.
่
• ด้วยเหตุที่การตกเป็ นคนอยูในบังคับของประเทศตะวันตกสามารถ
หลีกเลี่ยง การลงโทษรุ นแรงตามกฎหมายไทยได้ จึงมีชาวเอเชียเป็ นจานวน
มาก เช่น ชาวจีน ชาวมลายู ชาวอินเดีย ชาวพม่า ชาวเขมร และชาวญวน ต่าง
่
ขอเข้าอยูในบังคับของประเทศอังกฤษและฝรั่งเศสอย่างมากมาย แม้กระทัง
่
คนไทยก็พยายามหาทางให้ได้ความคุมกันพิเศษอันนี้ จึงมีการซื้ อขายหนัง สื
้
อคุมกันพิเศษกันโดยทัวไปอย่างลับๆ สภาพเช่นนี้มีผลให้ประเทศไทยต้อง
้
่
่
พยายามหาทางแก้ซ่ ึ งมีอยูทางเดียว คือ ปรับปรุ งกฎหมายและการศาลไทย
่
ให้อยูในระดับที่ต่างประเทศยอมรับ พระบาทสม เด็จพระจุลจอมเกล้า
่ ั
่
เจ้าอยูหว ทรงมีพระราชดาริ วา การจะปฏิรูปกฎหมายและการศาลได้น้ น
ั
จะต้องปฏิรูปกระบวน การยุติธรรมทุกสาขาให้เป็ นที่สาเร็ จเรี ยบร้อยก่อน
จึงได้ทรงพระกรุ ณาโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าน้องยาเธอหลายพระองค์
ผลัดเปลี่ยนกัน เข้าไปช่วยบริ หารงานยุติธรรม โดยรวบรวมศาลตาม
่ ้
กระทรวงทบวงกรมต่างๆ และศาลหัวเมืองให้เข้ามาอยูดวยกัน ในกระทรวง
เดียวกัน เรี ยกว่า กระทรวงยุติธรรม เมื่องานตั้งกระทรวงยุติธรรมสาเร็ จ
เรี ยบร้อยแล้ว งานในลาดับต่อไป คือ งานปฏิรูปกฎหมายไทย
- 88.
• เมื่อพูดถึงคาว่า ปฏิรูปกฎหมาย(LAW REFORM) ควรเป็ นที่
่
เข้าใจได้วา หมายถึง การตรวจชาระกฎหมายเก่า และจัดทากฎหมายใหม่ข้ ึน
แทนที่กฎหมายเก่าซึ่ งวิปริ ตฟั่ นเฟื อน หรื อขาดตกบกพร่ อง ดังได้อธิ บาย
มาแล้วข้างต้นว่า ในสมัยรัชกาลที่ 1 อันเป็ นยุคเริ่ ม ต้นสร้างกรุ ง
่
รัตนโกสิ นทร์ น้ น ได้มีการฟื้ นฟูกฎหมายไทยใหม่ เราอาจกล่าวได้วาการ
ั
ตรวจชาระและฟื้ นฟูกฎหมายในครั้งนั้น เป็ นการปฏิรูปกฎหมายโดยแท้
เพราะมีการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายเก่าให้ดีข้ ึน รวมทั้งยกเลิกเพิกถอน
กฎหมายเก่าบางฉบับที่ลาสมัย และตรากฎหมายใหม่เพิ่มเนื้อ ความเข้าไป
้
ตลอดจนจัดลาดับหมวดหมู่ใหม่ ซึ่ งถึงกับมีผเู ้ รี ยกกฎหมายที่ตรวจชาระใหม่
่
นี้วา ประมวลกฎหมายรัชกาลที่ 1
- 89.
•
อย่างไรก็ตาม การตรวจชาระกฎหมายในสมัยรัชกาลที่ 5นั้น เห็นจะเป็ น
งานใหญ่เกินกว่าการปฏิรูปกฎหมาย เพราะมีการตรากฎหมายเพิ่มขึ้นใหม่
เป็ นส่ วนใหญ่ เช่น พระราชบัญญัติข่มขืนล่วงประเวณี ซึ่ งยกเลิกความบาง
ตอนในกฎหมายลักษณะผัวเมีย นอกจากนี้ยงมีกฎหมายอื่นๆ อีกเป็ นอันมาก
ั
่ ั
่
พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยูหว เคยมีพระราชนิพนธ์วา ผลงานของ
่ ั
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยูหวในส่ วนที่เกี่ยวกับงานปรับปรุ ง
ั
กระทรวงทบวงกรมและการบริ หารราชการแผ่นดินทั้งปวงนั้น เทียบได้กบ
การปฎิวติ (REVOLUTION) หรื อการพลิกแผ่นดิน เพราะมีกรณี ย
ั
กิจมากมาย ยิงกว่าการปฏิรูป (EVOLUTION) ในความหมายที่ใช้
่
กันทัวไป
่
- 90.
• โครงการปฏิรูปกฎหมายไทยเริ่ มขึ้นอย่างจริงจัง เมื่อพระเจ้าลูกยาเธอพระองค์เจ้า รพีพฒน
ั
ศักดิ์ เสด็จกลับจากศึกษาต่อในประเทศอังกฤษ ในปี พศ.2440 พระเจ้า ลูกยาเธอ
พระองค์น้ ีได้ทรงรับภาระเป็ นเสนาบดีกระทรวงยุติธรรม และดารงตาแหน่งนี้สืบต่อมาถึง
14 ปี ในช่วงเวลานี้ได้ทรงวางรากฐานการปฏิรูประบบ กฎหมายหลายประการเพิ่มขึ้น
จากการตั้งกระทรวงยุติธรรม กล่าวคือ ทรงตั้งโรงเรี ยนกฎหมายขึ้นเป็ นครั้งแรกจนผลิต
เนติบณฑิตได้หลายคน และมีววฒนาการมาเป็ นคณะนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ั
ิั
คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคาแหง
นอกจากนี้ยงทรงอานวยการสอนวิชากฎหมายทั้งในและนอกโรงเรี ยนทั้งในส่ วน ราชการ
ั
และส่ วนพระองค์อีกมากมาย รวมทั้งได้ทรงนิพนธ์ตารับตารากฎหมายขึ้น นานาประการ
ทรงตราชาระตัวบท กฎหมายเก่าและได้จดพิมพ์แพร่ หลายขึ้น จนถึงกับมีการพิมพ์
ั
กฎหมายตราสามดวงแพร่ หลายและมีคาอธิบายเป็ นเชิงอรรถ สะดวกแก่ผพิพากษาตุลา
ู้
การและผูใช้กฎหมายในทุกวงการ รายได้จาก การจาหน่ายหนังสื อก็ทรงรวบรวมไว้เป็ น
้
ทุนทรัพย์ซ้ือหาตาราต่างประเทศเข้ามา ใช้คนคว้าเพิ่มเติมต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง พระกรณี
้
กิจของพระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์น้ ีในส่ วนที่เกี่ยวกับการปฏิรูปกฎหมายไทยมีเอนก
อนันต์ จนถึงกับได้รับพระสมญานามว่า "พระบิดาแห่งกฎหมายไทย" จึงควรที่ผเู ้ ริ่ ม
ศึกษาวิชานิติศาสตร์ และเริ่ มศึกษาวิชานี้อนเป็ นวิชาเบื้องต้นแห่งการศึกษากฎหมายพึง
ั
จดจา พระนาม และพระกรณี ยกิจของ พระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์น้ ีซ่ ึ งในเวลาต่อมาได้
ทรงมีพระอิสริ ยยศเป็ น กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ต้นราชสกุล รพีพฒน์
ั
- 91.
่
• มีขอที่น่าสังเกตประการหนึ่ งเกี่ยวกับการปฏิรูปกฎหมายกล่าวคือไม่วาใน
้
ประเทศใดก็ตาม เมื่อมีการปฏิรูปกฎหมาย จะต้องมีการศึกษาพิจารณา
กฎหมายต่างประเทศ ประกอบหรื อยอมรับกฎหมายบางเรื่ องของ
ต่างประเทศจนเป็ นเหตุให้กฎหมายต่าง ประเทศเข้ามามีบทบาทและอิทธิ พล
่
ในระบบ กฎหมายของตน ไม่วาในด้านถ้อยคาภาษา ความคิดในเชิงกฎหมาย
(LEGAL CONCEPT) การตีความกฎหมาย หรื อการใช้กฎหมาย
ทัวๆไป หลักนี้ เป็ นสิ่ งที่ประเทศไทยเองก็มิอาจหลีกเลี่ยงได้ ปั ญหามีอยูเ่ พียง
่
ว่า เราจะยอมรับอิทธิ พลจากฎหมายหมายประเทศใด
- 92.
• เมื่อประเทศญี่ปุ่นปฏิรูประบบกฎหมายของตนนั้น นักนิติศาสตร์ ญี่ปุ่นได้รับ
อิทธิ พลอย่างใหญ่หลวงจากกฎหมายสวิส เยอรมัน และฝรั่งเศส การตรวจ
ชาระกฎหมายญี่ปุ่นจึงมีการอ้างอิงถึงกฎหมายของ ประเทศเหล่านั้นอยูเ่ สมอ
ข้อความในตัวบทกฎหมายบางมาตราก็มีความละม้ายคล้ายคลึงกับกฎหมาย
ของ ประเทศดังกล่าวแม้ในประเทศแคนาดา ออสเตรเลีย และอินเดีย ก็ได้มี
การพิจารณากฎหมายอังกฤษอย่างละเอียดถี่ถวนเป็ นแม่บทสาคัญ
้
- 93.
• เมื่อปั ญหาเดียวกันนี้เกิดขึ้นแก่นกนิติศาสตร์ของไทย นักนิ ติศาสตร์ ในเวลา
ั
นั้นซึ่ งมีพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤิทธิ์ เป็ นกาลังสาคัญได้
เห็นพ้องต้องกันว่าต้องนากฎหมายฝ่ ายตะวันตก (WESTERN
EUROPEAN LAW) มาเป็ นหลักในการปฏิรูปกฎหมายไทย ที่
เป็ นเช่นนี้ เพราะประเทศในเอเชียเวลานั้น นอกจากอินเดียและญี่ปุ่นแล้ว หามี
ประเทศใดที่เจริ ญรุ่ งเรื องทางตัวบทกฎหมายของประเทศเหล่านั้นเป็ นหลัก
ได้ ส่ วนอินเดียกับญี่ปุ่นนั้น แม้จะเจริ ญรุ่ งเรื องทางตัวบทกฎหมายจนอาจใช้
็
เป็ นบรรทัดฐานในการปฏิรูปกฎหมายได้ แต่กนาหลักกฎหมายมาจาก
ประเทศยุโรปตะวันตก เช่น อังกฤษ สวิส เยอรมัน และฝรั่งเศสทั้งสิ้ น จึง
สมควรที่เราจะสื บสาวต้นตอไปจนถึงแหล่งเดิม
- 94.
่ ั
• พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยูหวเองก็คงจะทรงคาดการณ์เรื่องนี้ไว้แล้วว่า วัน
หนึ่งเราจะต้องใช้กฎหมายยุโรปเป็ นหลักสาคัญสาหรับการตรวจชาระกฎหมายไทย จึงได้
ส่ งพระเจ้าน้องยาเธอ พระเจ้าลูกยาเธอ และข้าราชการบางคนไปศึกษากฎหมายต่อไปใน
ยุโรป มีองกฤษ และเยอรมันเป็ นอาทิ
ั
• การนาเอาหลักกฎหมายฝ่ ายตะวันตกมาใช้ในการปฏิรูปกฎหมายไทยนั้น มีระบบ
่
กฎหมายที่อยูในข่ายพิจารณาสองระบบ คือ ระบบกฎหมายอังกฤษ (THE
COMMON LAW SYSTEM) และระบบกฎหมายของ ประเทศที่ใช้
ประมวลกฎหมาย (THE CODIFIED LAW SYSTEM) ในสมัยนั้น
นักกฎหมายไทยและผูพิพากษาไทยมี ความคุนเคยกับระบบกฎหมายอังกฤษ ทั้งนี้เนือง
้
้
่
จากศาลไทยได้ใช้กฎหมายอังกฤษอยูหลายลักษณะ และอีกประการ หนึ่งนักกฎหมายชั้น
นาต่างก็ได้รับการศึกษาจากประเทศอังกฤษทั้งสิ้ น ในปี พศ.2440
- 95.
่ ั
• พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยูหวได้ทรงตั้งคณะกรรมการ ตรวจชาระและร่ าง
ประมวลกฎหมายขึ้นให้ทางานร่ างกฎหมายโดยเฉพาะมีกรมหมื่นราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ทรง
เป็ นประธาน คณะกรรมการได้ลงความเห็นว่าระบบกฎหมายอังกฤษเหมาะสมกับชาว
อังกฤษมากกว่าประเทศอื่น เพราะกฎหมายอังกฤษเป็ นกฎหายที่ใช้ขนบธรรมเนียมและ
คาพิพากษาของศาลเป็ นหลัก ตัวบทกฎหมายมิได้รวบรวมไว้เป็ นหมวดหมู่อาจลาบาก
แก่การศึกษา เป็ นการยากสาหรับประเทศอื่นที่จะเจริ ญรอยตาม ส่ วนระบบประมวล
กฎหมายให้ความเข้าใจง่ายและสะดวกในการใช้ คณะกรรมการ จึงตัดสิ นใจนาเอา
ระบบกฎหมายของประเทศที่ใช้ประมวลกฎหมายมาเป็ นหลักในการปฏิรูประบบ
กฎหมายไทย
- 96.
• ได้มีการประกาศใช้กฎหมายลักษณะอาญา เมื่อวันที่15 เมษายน
พศ.2451 นับเป็ นประมวลกฎหมายฉบับแรกและทันสมัยยิง เพราะได้นา
่
กฎหมายอาญาอันเป็ นที่นิยมในประเทศต่างๆ มาดัดแปลงให้เข้ากับ
สภาพแวดล้อมของไทย
• งานร่ างประมวลกฎหมายที่สาคัญที่สุดของไทย คือ ประมวลกฎหมายแพ่ง
่ ั
และพาณิ ชย์ ซึ่ งร่ างขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกฎเกล้าเจ้าอยูหว
การร่ างได้ยดถือ แนวเดียวกับประมวลกฎหมายเเพ่งและพาณิ ชย์ของประเทศ
ึ
สวิสเซอร์ แลนด์ มิได้แยกเป็ นประมวลกฎหมายแพ่งและและประมวล
กฎหมายพาณิ ชย์ เหมือนประเทศฝรั่งเศส เยอรมัน อิตาลี และญี่ปุ่น
- 97.
เพราะการค้าของประเทศไทยไม่กว้างขวางจนจาเป็ น ต้องได้รับความ
คุมครองในทางพาณิชย์เป็ นพิเศษกว่าในทางแพ่ง มีการประกาศใช้ ประมวล
้
กฎหมายเเพ่งและพาณิ ชย์ บรรพ 1 และ บรรพ 2 เป็ นครั้งแรก ในวันที่ 11
พฤศจิกายน พศ.2466 และมีผลบังคับใช้เป็ นกฎหมายในวันที่ 1
มกราคม พศ.2467 แต่คณะกรรมการตรวจชาระประมวลกฎหมายและ
กรมร่ าง กฎหมาย เห็นว่ามีขอบกพร่ องจะต้องแก้ไขมาก จึงขอพระราชทาน
้
พระบรมราชานุญาตให้เลื่อนการใช้ออกไปอีก 1 ปี คือ ให้ใช้ได้ใน วันที่ 1
มกราคม พศ.2468 สาหรับบรรพ 3 ซึ่ งเดิมกาหนดให้ใช้ได้พร้อม บรรพ
1,2 ก็ตองเลื่อนไปใช้บงคับออกไปในวันที่ 1 มกราคม พศ.2477
้
ั
- 98.
งานปรับปรุ งกฎหมายไทยได้สาเร็ จลุล่วงไปด้วยดีเป็นผลให้ประเทศ
ไทยได้รับเอกราชทางศาลกลับคืนมาโดยสมบูรณ์ใน พศ.2481
ถึงแม้ประเทศเราจะเลือกเอาระบบประมวลกฎหมายเป็ นหลักสาคัญ ก็เป็ น
เพียงแต่การเลือกแบบของกฎหมายเท่านั้น อิทธิ พลของหลักกฎหมายอังกฤษ
่
ยังมีอยูอย่างกว้างขวางและลึกซึ้ งในกฎหมายลักษณะต่างๆ แม้ในกระทังสมัย
่
ปั จจุบน เช่น กฎหมายลักษณะล้มละลาย กฎหมายลักษณะพยาน กฎหมาย
ั
ลักษณะซื้ อขาย และกฎหมายลักษณะตัวเงิน เป็ นต้น ปั ญหาในการใช้
๋
กฎหมายจึงเกิดขึ้นบ่อยๆ ดังที่เราได้ศึกษากันมาในตอนต้น คือ การนาเอา
แนวความคิดทางกฎหมายของ ระบบกฎหมายอังกฤษมาใช้ในกฎหมายไทย
ซึ่ งเราเรี ยกว่า ระบบกฎหมายของประเทศที่ใช้ประมวลกฎหมาย การตีความก็
็
ดี การอุดช่องว่าก็ดี มีปัญหาให้คิดว่าอย่างไหนถูกทางที่จะแก้ปัญหาได้กคือ
เน้นหนักศึกษาประวัติความเป็ นมาของกฎหมายลักษณะนั้นๆ ว่ามาจาก
ระบบใด เพื่อที่จะเข้าใจในแนวคิดทางกฎหายได้อย่างถูกต้อง
- 99.
- 100.
สมาชิก
1. น.ส. สิริยากร ภูสด เลขที่ 8 ม.6/13
2. น.ส. ชุติมา พันพิชย เลขที่ 11 ม.6/13
ั