Download free for 30 days
Sign in
Upload
Language (EN)
Support
Business
Mobile
Social Media
Marketing
Technology
Art & Photos
Career
Design
Education
Presentations & Public Speaking
Government & Nonprofit
Healthcare
Internet
Law
Leadership & Management
Automotive
Engineering
Software
Recruiting & HR
Retail
Sales
Services
Science
Small Business & Entrepreneurship
Food
Environment
Economy & Finance
Data & Analytics
Investor Relations
Sports
Spiritual
News & Politics
Travel
Self Improvement
Real Estate
Entertainment & Humor
Health & Medicine
Devices & Hardware
Lifestyle
Change Language
Language
English
Español
Português
Français
Deutsche
Cancel
Save
Submit search
EN
CI
Uploaded by
Computer ITSWKJ
DOCX, PDF
922 views
สื่อการสอน59
สื่อการสอนศิลปะ 2559 ครูรัตติยา คำประชา
Education
◦
Read more
2
Save
Share
Embed
Embed presentation
Download
Download to read offline
1
/ 26
2
/ 26
Most read
3
/ 26
4
/ 26
5
/ 26
6
/ 26
7
/ 26
8
/ 26
9
/ 26
10
/ 26
11
/ 26
12
/ 26
13
/ 26
14
/ 26
15
/ 26
16
/ 26
17
/ 26
18
/ 26
19
/ 26
20
/ 26
21
/ 26
22
/ 26
23
/ 26
24
/ 26
25
/ 26
26
/ 26
More Related Content
PDF
หนังสือประกอบการเรียนการสอนทัศนศิลป์ ป4 2557 02
by
วรินทราพร ธรรมประชา
PDF
แรงพยุงหรือแรงลอยตัว
by
เรียนฟิสิกส์กับครูเอ็ม Miphukham
PDF
ข้อสอบ O net ศิลปะ ม.6 ชุด 2
by
rojanasak tipnek
PDF
คำอธิบายรายวิชาดนตรี นาฎศิลป์ ม.6
by
อำนาจ ศรีทิม
PDF
ใบงานวิชาดนตรี ม.5
by
อำนาจ ศรีทิม
DOCX
โครงงาน Is-กลุ่มสบู่-1-5
by
Nontagan Lertkachensri
PDF
แผนจัดการเรียนรู้เรื่องอารมณ์และความเครียด
by
tassanee chaicharoen
DOC
สรุปแนวปฏิบัติการวัดและประเมินผล ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศั...
by
TupPee Zhouyongfang
หนังสือประกอบการเรียนการสอนทัศนศิลป์ ป4 2557 02
by
วรินทราพร ธรรมประชา
แรงพยุงหรือแรงลอยตัว
by
เรียนฟิสิกส์กับครูเอ็ม Miphukham
ข้อสอบ O net ศิลปะ ม.6 ชุด 2
by
rojanasak tipnek
คำอธิบายรายวิชาดนตรี นาฎศิลป์ ม.6
by
อำนาจ ศรีทิม
ใบงานวิชาดนตรี ม.5
by
อำนาจ ศรีทิม
โครงงาน Is-กลุ่มสบู่-1-5
by
Nontagan Lertkachensri
แผนจัดการเรียนรู้เรื่องอารมณ์และความเครียด
by
tassanee chaicharoen
สรุปแนวปฏิบัติการวัดและประเมินผล ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศั...
by
TupPee Zhouyongfang
What's hot
PDF
ข้อสอบอัจฉริยภาพ ทางวิทยาศาสตร์ ป. 6 2550.1
by
สำเร็จ นางสีคุณ
DOCX
แผ่นพับโครงงานการงานอาชีพ 1
by
KruKaiNui
PDF
การแบ่งเขตภูมิอากาศ
by
พัน พัน
PDF
ระบบหมุนเวียนเลือด
by
Thitaree Samphao
PDF
บรรยากาศ (Atmosphere)
by
พัน พัน
PDF
ข้อสอบศิลปะ กศน.ต้น
by
peter dontoom
PDF
โครงงานบล็อกเรื่องอาหาร
by
Bank Kitsana
PDF
แบบฝึกทักษะ 2.pdf new
by
วรินทราพร ธรรมประชา
PDF
แบบทดสอบศิลปะ ม.ต้น (2)
by
peter dontoom
PDF
คำอธิบายรายวิชาดนตรี นาฎศิลป์ ม.4
by
อำนาจ ศรีทิม
PDF
ใบงานที่ 4 ตารางธาตุ
by
Coverslide Bio
PDF
นาฏศิลป์สากล
by
Ponpirun Homsuwan
DOC
แผน Eng m.3
by
Milmilk
PDF
ข้อสอบ O net ศิลปะ ม.6 ชุด 1
by
ParattakornDokrueankham
PDF
แบบทดสอบ ดนตรี ม.6
by
teerachon
PDF
ข้อสอบอัจฉริยะ
by
Kodchaporn Siriket
PDF
Echem 2 redox balance
by
Saipanya school
DOCX
แนวข้อสอบภาค ข วิชาฟิสิกส์ ชุดที่ 2
by
Montida Phayawet
PDF
รำวงมาตรฐาน ใช้สอน ปี 2557
by
Panomporn Chinchana
DOCX
แผนการจัดการเรียนรู้ค่าpH กับความเป็นกรดเบส
by
Noopatty Sweet
ข้อสอบอัจฉริยภาพ ทางวิทยาศาสตร์ ป. 6 2550.1
by
สำเร็จ นางสีคุณ
แผ่นพับโครงงานการงานอาชีพ 1
by
KruKaiNui
การแบ่งเขตภูมิอากาศ
by
พัน พัน
ระบบหมุนเวียนเลือด
by
Thitaree Samphao
บรรยากาศ (Atmosphere)
by
พัน พัน
ข้อสอบศิลปะ กศน.ต้น
by
peter dontoom
โครงงานบล็อกเรื่องอาหาร
by
Bank Kitsana
แบบฝึกทักษะ 2.pdf new
by
วรินทราพร ธรรมประชา
แบบทดสอบศิลปะ ม.ต้น (2)
by
peter dontoom
คำอธิบายรายวิชาดนตรี นาฎศิลป์ ม.4
by
อำนาจ ศรีทิม
ใบงานที่ 4 ตารางธาตุ
by
Coverslide Bio
นาฏศิลป์สากล
by
Ponpirun Homsuwan
แผน Eng m.3
by
Milmilk
ข้อสอบ O net ศิลปะ ม.6 ชุด 1
by
ParattakornDokrueankham
แบบทดสอบ ดนตรี ม.6
by
teerachon
ข้อสอบอัจฉริยะ
by
Kodchaporn Siriket
Echem 2 redox balance
by
Saipanya school
แนวข้อสอบภาค ข วิชาฟิสิกส์ ชุดที่ 2
by
Montida Phayawet
รำวงมาตรฐาน ใช้สอน ปี 2557
by
Panomporn Chinchana
แผนการจัดการเรียนรู้ค่าpH กับความเป็นกรดเบส
by
Noopatty Sweet
Viewers also liked
PDF
ศิลปะไทย
by
Tonkao Limsila
PPT
ศิลปะตะวันตก
by
Heritagecivil Kasetsart
PPTX
ศิลปะสมัยใหม่
by
BNice' Nutchayatip
PPT
ศิลปะตะวันออก lol
by
Heritagecivil Kasetsart
PPT
ศิลปะตะวันออก (ของวันนี้)
by
Heritagecivil Kasetsart
DOC
ใบความรู้กริยา 3 ช่อง
by
Tapanee Sumneanglum
PDF
พื้นฐานการฝึกทักษะวาดเส้น
by
พัน พัน
PDF
ทฤษฎีสี
by
เทวัญ ภูพานทอง
ศิลปะไทย
by
Tonkao Limsila
ศิลปะตะวันตก
by
Heritagecivil Kasetsart
ศิลปะสมัยใหม่
by
BNice' Nutchayatip
ศิลปะตะวันออก lol
by
Heritagecivil Kasetsart
ศิลปะตะวันออก (ของวันนี้)
by
Heritagecivil Kasetsart
ใบความรู้กริยา 3 ช่อง
by
Tapanee Sumneanglum
พื้นฐานการฝึกทักษะวาดเส้น
by
พัน พัน
ทฤษฎีสี
by
เทวัญ ภูพานทอง
Similar to สื่อการสอน59
PDF
การวิจารย์งานศิลปะและศิลปะตะวันออก ครูรัตติยา คำประชา
by
kkrunuch
PDF
ตัวชี้วัดและสาระศิลปะ
by
พิพัฒน์ ตะภา
PPT
ความหมายของศิลปะและขอบข่ายงามศิลปะ
by
ครูหนุ่ม สอนศิลปะ
PDF
คำศัพท์ทางทัศนศิลป์สำหรับใช้บรรยายผลงานทางทัศนศิลป์
by
พัน พัน
PDF
ความเข้าใจในศิลปะ
by
kthananchai
PPTX
ความเข้าใจในศิลปะ
by
Keerati Santisak
PDF
แบบทดสอบ ศิลปะ ม.2
by
teerachon
PDF
The criticism of art
by
Boonlert Alasat
PDF
เอกสารประกอบการเรียน วิชานาฏศิลป์ หลักการชมการแสดงนาฏศิลป์และละคร ม.4
by
Panomporn Chinchana
PDF
สด 10ศิลปวิจาร
by
yuyeepony
PPT
ศิลปะ
by
Janjira Majai
PDF
Plan01
by
peter dontoom
PDF
9789740329640
by
CUPress
PDF
ติวสอบโอเน็ตม6 2557-new
by
Kittipun Udomseth
PDF
Instruction Supervision 66.pdf
by
peter dontoom
PDF
supervision 65.pdf
by
peter dontoom
PPTX
Ep1.1
by
midora5678
PDF
Ep1.1
by
midora5678
PDF
Pptx bkkuni
by
KrisaratWongworanet
PDF
Plan02
by
peter dontoom
การวิจารย์งานศิลปะและศิลปะตะวันออก ครูรัตติยา คำประชา
by
kkrunuch
ตัวชี้วัดและสาระศิลปะ
by
พิพัฒน์ ตะภา
ความหมายของศิลปะและขอบข่ายงามศิลปะ
by
ครูหนุ่ม สอนศิลปะ
คำศัพท์ทางทัศนศิลป์สำหรับใช้บรรยายผลงานทางทัศนศิลป์
by
พัน พัน
ความเข้าใจในศิลปะ
by
kthananchai
ความเข้าใจในศิลปะ
by
Keerati Santisak
แบบทดสอบ ศิลปะ ม.2
by
teerachon
The criticism of art
by
Boonlert Alasat
เอกสารประกอบการเรียน วิชานาฏศิลป์ หลักการชมการแสดงนาฏศิลป์และละคร ม.4
by
Panomporn Chinchana
สด 10ศิลปวิจาร
by
yuyeepony
ศิลปะ
by
Janjira Majai
Plan01
by
peter dontoom
9789740329640
by
CUPress
ติวสอบโอเน็ตม6 2557-new
by
Kittipun Udomseth
Instruction Supervision 66.pdf
by
peter dontoom
supervision 65.pdf
by
peter dontoom
Ep1.1
by
midora5678
Ep1.1
by
midora5678
Pptx bkkuni
by
KrisaratWongworanet
Plan02
by
peter dontoom
More from Computer ITSWKJ
PDF
สื่อการสอนอาจารย์มารินทร์ ม5มหาเวสสันดร
by
Computer ITSWKJ
PDF
ยีนและโครโมโซม
by
Computer ITSWKJ
PDF
สื่อการสอนเรื่อง If-clause
by
Computer ITSWKJ
DOCX
พละ ม.1
by
Computer ITSWKJ
PPTX
การเคลื่อนที่ของสิ่งมีชีวิต
by
Computer ITSWKJ
PDF
สุขศึกษา ม.1
by
Computer ITSWKJ
PDF
Adverbs
by
Computer ITSWKJ
PDF
การสร้างงานโปรแกรม
by
Computer ITSWKJ
PPTX
เรื่องต่อม
by
Computer ITSWKJ
PPTX
กาพย์ห่อโคลงประพาสธารทองแดง
by
Computer ITSWKJ
PDF
สื่อครูรุ่งนภา
by
Computer ITSWKJ
PDF
สื่อครุแห้ว59
by
Computer ITSWKJ
DOCX
พละสุขศึกษา ม.6
by
Computer ITSWKJ
DOCX
โหลดลืมโลก เปิดตัว-Micro sd-ขนาด-512-gb
by
Computer ITSWKJ
PDF
การ์ดรูปภาพฝึกอักษรคาตาคานะ
by
Computer ITSWKJ
สื่อการสอนอาจารย์มารินทร์ ม5มหาเวสสันดร
by
Computer ITSWKJ
ยีนและโครโมโซม
by
Computer ITSWKJ
สื่อการสอนเรื่อง If-clause
by
Computer ITSWKJ
พละ ม.1
by
Computer ITSWKJ
การเคลื่อนที่ของสิ่งมีชีวิต
by
Computer ITSWKJ
สุขศึกษา ม.1
by
Computer ITSWKJ
Adverbs
by
Computer ITSWKJ
การสร้างงานโปรแกรม
by
Computer ITSWKJ
เรื่องต่อม
by
Computer ITSWKJ
กาพย์ห่อโคลงประพาสธารทองแดง
by
Computer ITSWKJ
สื่อครูรุ่งนภา
by
Computer ITSWKJ
สื่อครุแห้ว59
by
Computer ITSWKJ
พละสุขศึกษา ม.6
by
Computer ITSWKJ
โหลดลืมโลก เปิดตัว-Micro sd-ขนาด-512-gb
by
Computer ITSWKJ
การ์ดรูปภาพฝึกอักษรคาตาคานะ
by
Computer ITSWKJ
สื่อการสอน59
1.
สื่อการสอน เรื่อง...การวิเคราะห์วิจารณ์งานศิลปะ วิชา ศิลปะ(ทัศนศิลป์ ) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่4
– 6 ปีการศึกษา 1/2559 โดย...นางสาวรัตติยา คาประชา
2.
การวิเคราะห์วิจารณ์งานศิลปะ ความหมาย การวิเคราะห์งานศิลปะหมายถึง การพิจารณาแยกแยะศึกษาองค์รวมของงานศิลปะออกเป็นส่วนๆ ทีละประเด็น ทั้งในด้านทัศนธาตุ
องค์ประกอบศิลป์ และความสัมพันธ์ต่างๆ ในด้านเทคนิคกรรมวิธีการแสดงออก เพื่อนาข้อมูลที่ได้มาประเมินผลงานศิลปะว่ามีคุณค่าทางด้านความงาม ทางด้านสาระ และทางด้านอารมณ์ความรู้สึกอย่างไร การวิจารณ์งานศิลปะ หมายถึง การแสดงออกทางด้านความคิดเห็นต่อผลงานทางศิลปะที่ศิลปินสร้างสรรค์ขึ้นไว้ โดยผู้วิจารณ์ให้ความคิดเห็นตามหลักเกณฑ์และหลักการของศิลปะ ทั้งในด้านสุนทรียศาสตร์และสาระอื่นๆ ด้วยการติชมเพื่อให้ได้ข้อคิดนาไปปรับปรุงพัฒนาผลงานศิลปะ หรือใช้เป็นข้อมูลในการประเมินตัดสินผลงาน และเป็นการฝึกวิธีดู วิธีวิเคราะห์ คิดเปรียบเทียบให้เห็นคุณค่าในผลงานศิลปะชิ้นนั้น ๆ คุณสมบ ัติของนักวิจารณ์ 1. ควรมีความรู้เกี่ยวกับศิลปะทั้งศิลปะประจาชาติและศิลปะสากล 2. ควรมีความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ศิลปะ 3. ควรมีความรู้เกี่ยวกับสุนทรียศาสตร์ ช่วยให้รู้แง่มุมของความงาม 4. ต้องมีวิสัยทัศน์กว้างขวาง และไม่คล้อยตามคนอื่น 5. กล้าที่จะแสดงออกทั้งที่เป็นไปตามหลักวิชาการและตามความรู้สึกและประสบการณ์ ทฤษฎีการสร้างงานศิลปะ จัดเป็น 4ลักษณะ ดังนี้ 1. นิยมการเลียนแบบ (Imitationalism Theory) เป็นการเห็นความงามในธรรมชาติแล้วเลียนแบบไว้ให้เหมือนทั้งรูปร่าง รูปทรง สีสัน ฯลฯ 2. นิยมสร้างรูปทรงที่สวยงาม (Formalism Theory) เป็นการสร้างสรรค์รูปทรงใหม่ให้สวยงามด้วยทัศนธาตุ (เส้น รูปร่าง รูปทรง สี น้าหนัก พื้นผิว บริเวณว่าง) และเทคนิควิธีการต่างๆ 3. นิยมแสดงอารมณ์ (Emotional Theory) เป็นการสร้างงานให้ดูมีความรู้สึกต่างๆ ทั้งที่เป็นอารมณ์อันเนื่องมาจากเรื่องราวและอารมณ์ของศิลปินที่ถ่ายทอดลงไปในชิ้นงาน 4. นิยมแสดงจินตนาการ (Imagination Theory) เป็นงานที่แสดงภาพจินตนาการ แสดงความคิดฝันที่แตกต่างไปจากธรรมชาติและสิ่งที่พบเห็นอยู่เป็นประจา แนวทางการวิเคราะห์และประเมินคุณค่าของงานศิลปะ การวิเคราะห์และการประเมินคุณค่าของงานศิลปะโดยทั่วไปจะพิจารณาจาก 3 ด้าน ได้แก่
3.
1. ด้านความงาม เป็นการวิเคราะห์และประเมินคุณค่าในด้านทักษะฝีมือ
การใช้ทัศนธาตุทางศิลปะ และการจัดองค์ประกอบศิลป์ ว่าผลงานชิ้นนี้แสดงออกทางความงามของศิลปะได้อย่างเหมาะสมสวยงามและส่งผลต่อผู้ดูใ ห้เกิดความชื่นชมในสุนทรียภาพเพียงใด ลักษณะการแสดงออกทางความงามของศิลปะจะมีหลากหลายแตกต่างกันออกไปตามรูปแบบของยุคสมัย ผู้วิเคราะห์และประเมินคุณค่าจึงต้องศึกษาให้เกิดความรู้ ความเข้าใจด้วย เช่น ภาพแม่พระมาดอนนา พระเยซู และเซนต์จอห์น (The Madonnaand Child with The infantSt. John) เทคนิคสีน้ามันบนแผ่นไม้ผลงานของราฟาเอล (Raphael)แสดงรูปแบบความงามของภาพโดยใช้รูปคนเป็นจุดเด่น มีความเวิ้งว้างของธรรมชาติเป็นฉากหลังแสดงความตื้นลึกใกล้ไกลโดยใช้แนวทางของทัศนียวิทยาและการจัดองค์ประกอ
4.
บภาพในแนวกรอบสามเหลี่ยมซึ่งเป็นลักษณะความงามในการจัดองค์ประกอบศิลป์ ที่ศิลปินในสมัย ฟื้นฟูศิลปวิทยานิยมทากัน ภาพองค์ประกอบศิลป์ (Composition) เทคนิคสีน้ามันบนผ้าใบ
(พ.ศ.2472)ผลงานของ พีต มอนดรีอัน (Piet Mondrian)เน้นการออกแบบโดยเส้นที่ตัดกันเป็นมุมฉากระหว่างเส้นนอนกับเส้นตั้งเกิดเป็นบริเวณว่างให้มีความสัม พันธ์กันภายในกรอบสี่เหลี่ยมด้วยการใช้สีแดง เหลือง น้าเงินที่สดใส รวมทั้งสีขาว ดา และเทาในแบบนามธรรมที่ใช้เส้นเรขาคณิตเป็นหลัก สรุปการวิเคราะห์และการประเมินคุณค่าของงานศิลปะในด้านความงามจะตัดสินกันที่รูปแบบการจัดองค์ประกอบศิลป์ให้ เกิดคุณค่าทางสุนทรียศาสตร์ หรือการเห็นคุณค่าทางความงามนั่นเอง 2. ด้านสาระ เป็นการวิเคราะห์และประเมินคุณค่าของผลงานศิลปะแต่ละชิ้นว่ามีลักษณะส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม ตลอดจนจุดประสงค์ต่างๆ ทางจิตวิทยาว่าให้สาระอะไรกับผู้ชมบ้าง ซึ่งอาจเป็นสาระเกี่ยวกับธรรมชาติ สังคม ศาสนา การเมือง ปัญญา ความคิด จินตนาการ และความฝัน เช่น
5.
ภาพวันที่3 พฤษภาคม พ.ศ.2351
(The Third of May 1808) ผลงานของฟรันซิสโก โจเซ เด โกยา (Francisco Jose deGoya) จิตรกรชาวสเปน แสดงคุณค่าด้านสาระให้เห็นถึงความเจ็บปวดจากการถูกย่ายีและเข้ายึดครองประเทศสเปนของทหารฝรั่งเศส ในสมัยนโปเลียนที่มีการสังหารประชาชนผู้แสวงหาอิสรภาพอย่างเลือด็น ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความไม่มีคุณธรรมในการปกครองบ้านเมือง 3. ด้านอารมณ์ความรู้สึก เป็นการคิดวิเคราะห์และประเมินคุณค่าในด้านคุณสมบัติที่สามารถกระตุ้นอารมณ์ความรู้สึกและสื่อความหมายได้อย่างลึก ซึ้งของวัสดุ ซึ่งเป็นผลของการใช้เทคนิคแสดงออกถึงความคิด พลัง ความรู้สึกที่ปรากฏอยู่ในผลงาน เช่น
6.
ภาพฝูงกาเหนือทุ่งข้าวสาลี (Wheatfield with
Crows) เทคนิคสีน้ามันบนผ้าใบผลงานของ ฟินเซนต์ฟาน ก็อก (Vincent Van Gogh)แสดงพลังความรู้สึกของศิลปินแทรกอยู่ในรอยฝีแปรงของเส้นสี ซึ่งบ่งบอกถึงความรู้สึกภายในได้อย่างชัดเจน
7.
เป็นภาพเขียนชิ้นสุดท้ายในชีวิตที่อาภัพและรันทดอง ฟินเซนต์ ฟาน
ก็อก ซึ่งเขียนภาพนี้ขึ้นก่อนยิงตัวตาย ประติมากรรมชื่อ ปิเอตา ( Pieta ) ผลงานของ มิเคลันเจโล (Michelongelo Buonarroti) แสดงคุณค่าด้านความงามขององค์ประกอบศิลป์ ที่จัดไว้ในแนวกรอบของรูปสามเหลี่ยมซึ่งเป็นการจัดองค์ประกอบศิลป์ที่ นิยมกันมากในผลงาน ศิลปะสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยา(Renaissance) นอกจากนั้นยังแสดงความงามของแนวเส้นโค้งของพระเศียรพระแม่มาเรียที่ก้มพระพักตร์ลงกับแนวเส้นโค้งของพระวรกา ยองค์พระเยซูที่นอนพาดอยู่บนตักอย่างงดงามกลมกลืน ได้คุณค่าทางอารมณ์ความรู้สึกเป็นอย่างดี ทาให้มองเห็นถึงความรู้สึกของแม่ผู้มีความรักความผูกพันต่อลูก รวมทั้งยังได้คุณค่าสาระทางด้านศาสนาอีกด้วย
8.
กระบวนการวิจารณ์งานศิลปะตามหลักการและวิธีการ 1. ขั้นระบุข้อมูลของผลงาน เป็นข้อมูลรายละเอียดสังเขปเกี่ยวกับประเภทของงาน ชื่อผลงาน
ชื่อศิลปิน ขนาด วัสดุ เทคนิค วิธีการ สร้างเมื่อ พ.ศ.ใด ปัจจุบันติดตั้งอยู่ที่ไหน รูปแบบการสร้างสรรค์เป็นแบบใด 2. ขั้นตอนการพรรณนาผลงาน เป็นการบันทึกข้อมูลจากการมองเห็นภาพผลงานในขั้นต้นว่าเป็นภาพอะไร เช่นภาพคน ภาพสัตว์ ภาพทิวทัศน์ ภาพหุ่นนิ่ง เป็นต้น มีเทคนิคในการสร้างสรรค์แบบใด 3. ขั้นวิเคราะห์ เป็นการดูลักษณะภาพรวมของผลงานว่าจัดอยู่ในประเภทใด พิจารณารูปแบบการถ่ายทอดเป็นแบบใด จาแนกทัศนธาตุและองค์ประกอบศิลป์ออกจากภาพรวมเป็นส่วนย่อยให้เห็นว้มีหลักการจัดภาพที่กลมกลืนหรือขัดแย้งอย่า งไร 4. ขั้นตีความ เป็นการค้นหาความหมายของผลงานว่า ศิลปินหรือผู้สร้างสรค์ต้องการสื่อให้ผู้ชมผลงานได้รับรู้เกี่ยวกับอะไร เช่น สภาพปัญหาในชุมชน สังคม และภูมิปัญญาท้องถิ่น เป็นต้น 5. ขั้นประเมินผล เป็นการประเมินคุณค่าของผลงานศิลปะชิ้นนั้นจากการพิจารณาทุกข้อในเบื้องต้น สรุปให้เห็นข้อดีและข้อด้อยในด้านเนื้อหาและเรื่องราว หลักทัศนธาตุและหลักการจัดองค์ประกอบศิลป์ ทักษะ ฝีมือ และการถ่ายทอดความงาม เพื่อการพัฒนาหรือตัดสินผลงานชิ้นนั้น ตัวอย่างการวิจารณ์งานศิลปะ
9.
1. ขั้นระบุข้อมูลของผลงาน ประเภทงาน :
จิตรกรรม ชื่อผลงาน : <โมนาลิซา ( Mona Lisa ) ชื่อศิลปิน : เลโอนาร์โด ดา วินชี( Leonado da Vinci ) ศิลปินชาวอิตาเลียน ขนาดผลงาน : >77x 53 ซม. เทคนิค วัสดุ : สีน้ามันบนแผ่นไม้ ผลงานสร้างเมื่อปี : พ.ศ.2046 - 2049 ( ค.ศ.1503 - 1506 ) ปัจจุบันอยู่ที่ : พิพิธภัณฑ์ลูฟว์ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส รูปแบบการสร้างสรรค์ : เป็นงานศิลปะตะวันตก การถ่ายทอดรูปแบบเหมือนจริงตามลักษณะแบบอย่าง ของศิลปะสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยาการ ( Renaissance )
10.
2. ขั้นพรรณนาในผลงาน เป็นภาพเขียนครึ่งตัว (
Portrait ) สุภาพสตรีผมยาวมีผ้าคลุม หวีผมแสกกลาง เสื้อคลุมด้วยสีดาเรียบ เห็นใบหน้าเกือบตรง ลาตัวบิดเบี้ยวเล็กน้อย มือขวาวางคว่าสัมผัสข้อมือซ้ายที่วงาราบอยู่บนที่วางแขนของเก้าอี้ เบื้องหลังเป็นภาพของทิวทัศน์สงบเงียบ บรรยากาศเร้นลับ ชวนฝัน ภาพส่วนขยายนัยน์ตาและรอยยิ้ม ของโมนาลิซา ที่แสดงออกถึงความรู้สึกที่ต้องการค้นหาบางสิ่ง ซ่อนเลศนัยและปริศนาให้ผู้ดู บังเกิดความรู้สึกและตั้งคาถามว่า โมนาลิซากาลังคิดอะไรอยู่ 3. ขั้นวิเคราะห์ เป็นงานจิตรกรรมที่มีคุณค่าในการแสดงออกทั้งในด้านความงาม ด้านสาระ และด้านอารมณ์ความรู้สึก ด้านความงาม เป็นภาพที่สร้างสรรค์โดยยึดทฤษฎีการเลียนแบบตามธรรมชาติ คือ การเลียนแบบความ งามตั้งแต่รูปร่าง รูปทรง สีสัน และน้าหนักแสงเงา เป็นภาพที่มีเอกลักษณ์เฉพาะของเลโอนาร์โด ดา วินชีในการเขียนภาพผู้หญิง คือ นิยมเขียนคิ้วบางเลือนราง และมีรอยยิ้มมุมปากที่คล้าย ๆ กันกับภาพอื่น ๆ ของเขา เป็นภาพที่มีเอกลักษณ์ในการจัดภาพตามแบบอย่างของศิลปะสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยาการ (Renaissance) คือ มีบุคคลเป็นประธานของภาพและมีฉากหลังเป็นทิวทัศน์แสดงบรรยากาศตามจินตนาการ เพราะศิลปินในสมัยนั้นมีความเชื่อว่ามนุษย์เป็นศูนญ์กลางของจักรวาล เป็นผู้ควบคุมธรรมชาติ ยึดมั่นในเหตุผล คุณค่าของความเป็นมนุษย์อยู่ที่ความคิด ความรู้ และความสามารถ ด้านสาระ เป็นภาพที่แสดงให้เห็นวัฒนธรรมการแต่งกายของคนชั้นสูงในสมัยนั้น ทั้งด้านเสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่ม และความนิยมในการไว้ผมยาวหวีแสกกลางตามสมัยนิยม ในแฟชั่นแบบฟลอเรนไทน์ในอิตาลี นอกจากที่ปรากฏให้เห็นในภาพโมนาลิซา ยังเห็นได้ในภาพอื่นๆของเขาอีก
11.
นอกจากนี้ ภาพโมนาลิซายังเป็นภาพที่เลโอนาร์โด ดา
วินชี ถ่ายทอดบุคลิกของตนเองแฝงไว้ในใบหน้าของโมนาลิซา ซึ่งจะมีลักษณะเค้าโครงรูปหน้าที่คล้ายกัน ด้านอารมณ์ความรู้สึก เป็นภาพที่แสดงออกให้เห็นถึงอารมณ์ความรู้สึกภายในของโมนาลิซาที่แฝงอยู่ในท่าทาง และสะท้อนให้เห็นได้จากนัยน์ตาและรอยยิ้มปริศนา รวมทั้งความรู้สึกที่รับรู้ได้จากบรรยากาศในม่านหมอกของฉากหลัง การวิเคราะห์ทัศนธาตุ เส้น แสดงการใช้เส้นโค้งและเส้นลักษณะอื่นๆ ได้สัมพันธ์กลมกลืนกัน ทั้งในส่วนของใบหน้า เส้น ผม ผ้าคลุม รอยยับของผ้า นิ้วมือ แนวเส้นของทางเดิน และสายน้าลาธารของฉากหลัง รูปร่าง รูปทรง แสดงรูปร่าง รูปทรง ลักษณะธรรมชาติของคน และทิวทัศน์ได้อย่างสวยงาม สี แสดงภาพสีส่วนรวมเป็นโทนสีน้าตาลอมเขียวและดา เพื่อใช้เป็นสัญลักษณ์ในการสื่อความ หมาย สีน้าตาลหมายถึงธรรมชาติหรือโลก สีน้าตาลออกดาหมายถึงความสุขุม ความลึกลับซ่อน เร้น และสีเขียวหมายถึงชีวิต ขนาด สัดส่วน แสดงขนาดของคนได้เหมาะสมกับขนาดภาพ และแสดงสัดส่วนทางกายวิภาคได้ถูกต้อง งดงามตามธรรมชาติ แสงเงา แสดงการใช้แสงเงาที่กลมกลืนเหมือนธรรมชาติ แสงเงาส่วนรวมของภาพมีน้าหนักเข้มมืด บริเวณใบหน้าและมือให้แสงสว่างมาก และมีน้าหนักเงาอ่อน บริเวณว่าง แสดงบริเวณว่างรอบตัวโมนาลิซาเป็นทิวทัศน์อยู่ฉากหลัง นอกจากจะทาพให้ภาพดูโปร่งตาไม่ ทึบตันเกินไป ยังทาให้ภาพมีระยะใกล้ไกล มีมิติตื้นลึก และเหมือนจริง ลักษณะผิว แสดงการใช้ลักษณะผิวในส่วนของใบหน้าและมือด้วยการเกลี่ยสีให้นุ่มนาลสอดคล้อง สมวัย และเหมือนจริง โดยเฉพาะมือขวาให้ความรู้สึกเหมือนมีเลือดเนื้อจริงๆ การวิเคราะห์หลักองค์ประกอบศิลป์ เอกภาพ การจัดภาพโดยรวมมีความเป็นเอกภาพด้วยเส้น รูปร่าง รูปทรง สี แสงเงาที่สัมพันธ์กลมกลืน กันทั้งรูปคนและธรรมชาติ ทาให้ทั้งภาพดูเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ดุลยภาพ แสดงภาพโมนาลิซาตรงแกนกลาง วางท่าอยู่ในแนวรูปสามเหลี่ยม จัดวางทิวทัศน์ไว้ในบริเวณ ว่าง มัลักษณะของดุลยภาพแบบซ้ายขวาเท่ากัน ซึ่งให้ความรู้สึกสงบทางกายภาพ จุดเด่น แสดงจัดเด่นอยู่บนใบหน้า มีดวงตาที่ให้ความรู้สึกเหมือนมองผู้ดูผลงานอยู่ตลอดเวลาและรอย ยิ้มที่เป็นปริศนา ความกลมกลืน แสดงการจัดภาพของส่วนประกอบต่างๆ ทางทัศนธาตุ ทั้งรูปแบบของเส้น รูปร่าง รูปทรง สี ขนาด สัดส่วน แสงเงา บริเวณว่าง และพื้นผิวได้อย่างสัมพันธ์กลมกลืนกันทั้งเทคนิค วิธีการสร้าง สรรค์ ซึ่งสอดประสานกับอารมณ์ ความรู้สึกของภาพได้อย่างงดงาม ความขัดแย้ง แสดงความขัดแย้งในด้านน้าหนัก สี แสงเงาส่วนรวมของภาพมีความเข้มคล้า ต่างกับส่วนใบ หน้าที่ใช้น้าหนักสี สงเงาอ่อนกว่า แต่มีผลดีคือช่วยส่งเสริมบริเวณส่วนใบหน้าให้มีความเจิด จ้า เด่นชัดและงดงามยิ่งขึ้น
12.
4. ขั้นตีความ เป็นงานจิตรกรรมภาพเหมือน (Portrait)
ที่มีชื่อเสียงมาก เป็นภาพของหญิงสาวในท่านั่ง แต่งกายตามสมัยนิยมในแฟชั่นแบบฟลอเรนไทน์ในอิตาลี เบื้องหลังเป็นภาพทิวทัศน์ภูเขาที่ดูนุ่มเบา แสดงออกทางอารมณ์ความรู้สึกบนใบหน้า โดยเฉพาะแววตาและรอยยิ้มที่เป็นปริศนา ไม่สามารถจะบอกได้ว่าเธอกาลังยิ้ม หัวเราะ ร้องไห้ หรือเธอต้องการบอกอะไรบางอย่างกันแน่ ผู้ที่ได้ชมภาพนี้จะเกิดจินตนาการในการสร้างความรู้สึกหรืออารมณ์เข้าไปในภาพด้วย 5. ขั้นประเมินผล หลักทัศนธาตุและหลักการจัดองค์ประกอบศิลป์ ศิลปินนาหลักทัศนธาตุและการจัดองค์ประกอบศิลป์ มาใช้ให้เกิดความสัมพันธ์กันทั้งในส่วนประธานและส่วนรองข องภาพ ทาให้ผลงานมีเอกภาพ ดุลยภาพ จุดเด่น ความกลมกลืนและความขัดแย้งได้งดงามตามกรรมวิธีการจัดองค์ประกอบศิลป์แบบศิลปะสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยาการ (Renaissance) ทักษะฝีมือและการถ่ายทอดความงาม จิตรกรมีทักษะและความสามารถในการเขียนภ่าพเหมือนจริง และพัฒนากรรมวิธีการแก้ปัญหาระยะตื้นลึกของภาพโดยใช้เทคนิคภาพสีหม่น (Sfumato) ทาให้ฉากหลังดูนุ่มเบา และใช้โทนสีหนักกับตัวนางแบบ นอกจากนี้จิตรกรยังนาหลัก ทัศนมิติเชิงอากาศ (Aerial Perspective) มาใช้ในการแก้ปัญหาระยะตื้นลึก คือการทาให้ภาพดูเหมือนกับมองผ่านปริมาณอากาศ สีของสิ่งที่อยู่ในระยะไกลดูจางลงเป็นลาดับ ซึ่งจะขึ้นอยู่กับปริมาณความชื้นในอากาศ สีและเส้นรอบนอกของสิ่งที่อยู่ระยะไกลในภาพทิวทัศน์จะมีความชัดเจนน้อยกว่าสิ่งที่อยู่ในระยะใกล้ ทาให้ภาพดูมีระยะตื้นลึก ซึ่งปรากฏในส่วนฉากหลังของโมนาลิซา จัดเป็นภาพที่แสดงระยะตื้นลึกและบรรยากาศยามหมอกลงจัดได้อย่างน่าชม
13.
สื่อการสอน เรื่อง...ศิลปะตะว ันออก วิชา ศิลปะ(ทัศนศิลป์
) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่4 – 6 ปีการศึกษา 1/2559 โดย...นางสาวรัตติยา คาประชา
14.
ศิลปะตะวันออก ได้แก่ลักษณะของศิลปะที่แสดงคุณลักษณะเฉพาะอย่างของรูปแบบ ศิลปะจะแสดงออกทางอิทธิพลทางภูมิอากาศขนบประเพณี รูปแบบของศิลปะตะวันออกจะเด่นชัดทางอิทธิพลทางศาสนา เช่น งานทางด้านจิตรกรรม
ประติมากรรม สถาปัตยกรรม ตลอดจนประยุกต์ศิลป์ งานประณีตศิลป์และงานหัตถกรรม ซึ่งมีส่วนในการนาไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจาวันของชาวตะวันออกตามพื้นเพเดิม ของการดารงชีวิต ศิลปะไทย ศิลปะไทย เป็นเอกลักษณ์ของชาติไทย ซึ่งคนไทยทั้งชาติต่างภาคภูมิใจอย่างยิ่ง ความงดงามที่สืบทอดอันยาวนานมาตั้งแต่อดีต บ่งบอกถึงวัฒนธรรมที่เกิดขึ้น โดยมีพัฒนาการบนพื้นฐานของความเป็นไทย ลักษณะนิสัยที่อ่อนหวาน ละมุนละไม รักสวยรักงาม ที่มีมานานของสังคมไทย ทาให้ศิลปะไทยมีความประณีตอ่อนหวาน เป็นความงามอย่างวิจิตรอลังการที่ทุกคนได้เห็นต้องตื่นตา ตื่นใจ อย่างบอกไม่ถูก ลักษณะความงามนี้จึงได้กลายเป็นความรู้สึกทางสุนทรียภาพโดยเฉพาะคนไทยและศิลปะไทยยังตัดเส้นด้วยสีดาและสีน้า ตาลเท่านั้น พญาครุฑ
15.
กินรี นกทันทิมา ลักษณะของศิลปะไทย ศิลปะไทยได้รับอิทธิพลจากธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมในสังคมไทย ซึ่งมีลักษณะเด่น
คือ ความเป็นอยู่และการดารงชีวิตของคนไทยที่ได้สอดแทรกไว้ในผลงานที่สร้างสรรค์ขึ้น โดยเฉพาะศิลปกรรมที่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนา ซึ่งเป็นศาสนาประจาชาติของไทย อาจกล่าวได้ว่าศิลปะไทยสร้างขึ้นเพื่อส่งเสริมพุธทศาสนา เป็นการเชื่อมโยงและโน้มน้าวจิตใจของประชาชนให้เกิดความ เลื่อมใสศรัทธาในพุทธศาสนา ภาพไทย หรือ จิตกรรมไทย จัดเป็นภาพเล่าเรื่องที่เขียนขึ้นด้วยความคิดจินตนาการของคนไทย มีลักษณะตามอุดมคติของกระบวนงานช่างไทย คือ
16.
1. เขียนสีแบน ไม่คานึงถึงแสงและเงา
นิยมตัดเส้นให้เห็นชัดเจน และเส้นที่ใช้ จะแสดงความรู้สึกเคลื่อนไหวนุ่มนวล 2. เขียนตัวพระ-นาง เป็นแบบละคร มีลีลา ท่าทางเหมือนกัน ผิดแผกแตกต่าง กันด้วยสีร่างกายและเครื่องประดับ 3. เขียนแบบตานกมอง หรือเป็นภาพต่ากว่าสายตา โดยมุมมองจากที่สูงลงสู่ ล่าง จะเห็นเป็นรูปเรื่องราวได้ตลอดภาพ
17.
4. เขียนติดต่อกันเป็นตอน ๆสามารถดูจากซ้ายไปขวาหรือล่างและบนได้ทั่ว
ภาพ โดยขั้นตอนภาพด้วยโขดหิน ต้นไม้ กาแพงเมือง และเส้นสินเทาหรือ คชกริด เป็นต้น 5. เขียนประดับตกแต่งด้วยลวดลายไทย มีสีทองสร้างภาพให้เด่นเกิดบรรยากาศ สุขสว่างและมีคุณค่ามากขึ้น ภาพลายไทย เป็นลายที่ประดิษฐ์ขึ้นโดยมีธรรมชาติมาเป็นแรงดลบันดาลใจ โดยดัดแปลงธรรมชาติให้เป็นลวดลายใหม่อย่างสวยงาม เช่น ตาอ้อย ก้ามปู เปลวไฟ รวงข้าว และดอกบัว ฯลฯ
18.
ลายไทยเดิมทีเดียวเรียกกันว่า "กระหนก" หมายถึงลวดลาย
เช่นกระหนกลาย กระหนกก้านขด ต่อมามีคาใช้ว่า "กนก" หมายถึง ทอง กนกปิดทอง กนกตู้ลายทอง แต่จะมีใช้เมื่อใดยังไม่มีหลักฐานแน่ชัด ซึ่งคาเดิม "กระหนก" นี้เข้าใจเป็นคาแต่สมัยโบราณที่มีมาตั้งแต่สมัยทวาราวดี โดยเรียกติดต่อกันจนเป็นคาเฉพาะ หมายถึงลวดลายก้านขด ลายก้านปู ลายก้างปลา ลายกระหนกเปลว เป็นต้น การเขียนลายไทย ได้จัดแบ่งตามลักษณะที่จัดเป็นแม่บทใช้ในการเขียนภาพมี 4 ลาย ด้วยกัน คือลายกระหนก ลายนารี ลายกระบี่และลายคชะ เป็นต้น ศิลปะอินเดีย ศิลปะอินเดียแท้ สมัยที่1 ศิลปะอินเดียโบราณบางครั้งเรียกว่าศิลปะแบบสาญจีหรือแบบราชวงศ์โมริยะ และแบบสมัยพระเจ้าอโศก มหาราชที่เรียกว่าตุงคะ ตั้งแต่ปลายพุทธศตวรรษที่ 3 ถึงพุทธศตวรรษที่ 6 ศาสนสถานที่เหลือร่องรอยอยู่ คือ สถูปรูปโอคว่า ตั้งอยู่บนฐานมีฉัตรปักเป็นยอด แต่เดิมสถาปัตยกรรมส่วนใหญ่คงเป็นไม้ เนื่องจากภาพสลักนูน ต่าหรือถ้าที่ขุดเข้าไปในภูเขาเลียนแบบสถาปัตยกรรมแบบไม้ เช่นที่ถ้าราชา เพทสา และการ์ลี สาหรับประติมากรรมที่เก่าแก่ที่สุดคงเป็นเสาของพระเจ้าอโศกมหาราชราวปลายพุทธศตวรรษที่ 3 ทา เป็นรูปสิงห์ตามแบบศิลปะในเอเชียไมเนอร์ บัวหัวเสารูประฆังคว่าได้รับอิทธิพลจากศิลปะอิหร่าน ส่วน ประติมากรรมลอยตัวมีรูปร่างใหญ่และหนา เช่นรูปยักษ์ที่เมือง ประขัม ส่วนใหญ่ของงานประติมากรรมสมัยนี้ เป็นภาพสลักบนรั้วและประตูล้อมรอบสถูป ศิลปะที่เกี่ยวข้องกับพุทธศาสนาไม่สลักเป็นพระพุทธรูปหรือรูปมนุษย์ที่เกี่ยวข้องกับพุทธประวัติ แต่ใช้สัญลักษณะแทน เช่น ปางเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ก็มีภาพของม้าเปล่าไม่มีคนขี่แต่มีฉากกั้น ซึ่งแสดงว่าพระ โพธิสัตว์ซึ่งจะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าต่อไปได้ประทับอยู่หลังม้า ปาฎิหาริย์ทั้ง 4 ปาง คือ ประสูติ ตรัสรู้ ปฐม เทศนาและปรินิพพาน ก็มีสัญลักษณะแทนคือ ดอกบัวแทนปางประสูติ ต้นโพธิ์แทนปางตรัสรู้ ธรรมจักรแทน ปางปฐมเทศนาและพระสถูปแทนปางปรินิพพาน มหาเจดีย์สาญจิสร้างในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช (พุทธศตวรรษที่ 3) เป็นสถูปเจดีย์เก่าแก่ที่สุดของโลก สมัยที่2 ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 6 จนถึงราวพุทธศตวรรษที่ 10 มีอิทธิพลภายนอกที่มีต่อศิลปะอินเดียคือ ศิลปคันธารราฐ และศิลปะอินเดียเองคือ ศิลปะแบบมถุรา ทางเหนือและศิลปะแบบอมราวดีทางตะวันออกเฉียงใต้
19.
1. ศิลปะคันธารราฐ เกิดขึ้นทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ มีความเจริญรุ่งเรืองขึ้นตั้งแต่พุทธศตวรรษที่
6 หรือ 7 มีรูปแบบ ศิลปะกรีกและโรมัน แต่เป็นศิลปะที่เกี่ยวข้องกับพุทธศาสนา ศิลปะคันธารราฐ เป็นศิลปะยุคแรกประดิษฐพระพุทธรูปเป็นรูปมนุษย์ แต่มีลักษณะคล้ายกรีกและโรมัน ดังนี้พระ พุทธเจ้าในปางต่าง ๆ จึงประดิษฐเป็นรูปลักษณ์ของมนุษย์ แต่อย่างไรก็ตามยังพบประติมากรรม อื่นที่ได้รับอิทธิพลศิลปะกรีกและโรมันอยู่มาก เช่น ประติมากรรมรูปชาวโกลกาลังตาย และท่อ ระบายน้าที่สลักเป็นรูปสัตว์ พระพุทธรูปบนยอดเสาโครินเธียนเป็นต้น 2. ศิลปะมถุรา ศิลปะมถุรารุ่งเรืองในช่วงพุทธศตวรรษที่ 6-9 ประติมากรรมสลักด้วยศิลาทรายบางรูปได้รับอิทธิ พลจากศิลปกรีกและโรมัน แต่ก็มีรูปแบบพระพุทธรูปแบบอินเดียเป็นครั้งแรก 3. ศิลปะอมราวดี เกิดขึ้นทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศอินเดีย ระหว่างพุทธศตวรรษที่ 6-7 ศิลปะสมัย นี้มีลักษณะอ่อนไหวแต่เน้นลักษณะตามอุดมคติ พระพุทธรูปสมัยนี้มักทาห่มจีวรคลุมทั้งองค์ แต่ลักษณะพระ พักตร์ยังคล้ายแบบกรีกและโรมัน สถานที่สาคัญทีพบศิลปะแบบอมราวดี คือ เมือง อมราวดี
20.
สมัยที่3 ศิลปะคุปตะ และหลังคุปตะ มีอายุราวพุทธศตวรรษที่
9-13 เจริญรุ่งเรืองขึ้นทางภาคเหนือของประเทศ อินเดีย พระพุทธรูปมีลักษณะแบบอินเดียแท้ แต่กลับพบประติมากรรมสลักนูนสูงมากกว่าประติมากรรมลอย ตัว ศิลปะที่เด่นในสมัยนี้คือ จิตรกรรมฝาผนังที่ถ้าอชันตา ส่วนศิลปะหลังคุปตะอยู่ในช่วงประมาณพุทธ ศตวรรษที่ 11-13 สถาปัตยกรรมมีรูปร่างใหญ่ขึ้น สมัยนี้มีเทวสถานที่สาคัญ คือ เอลลูรา และเอเลฟันตะ สมัยนี้ เริ่มมีศาสนสถานที่ก่อสร้างด้วยอิฐ สมัยที่4 ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 14 เป็นต้นมาเป็นช่วงสมัยของศิลปะทางทิศตะวันออกเฉียงใต้หรือศิลปทมิฬ (Dravidian) แยกออกจากส่วนที่เหลือของอินเดีย ศิลปะทมิฬหรือดราวิเดียน ศิลปะแบบทมิฬแบบที่เก่าสุดมีประติมากรรมจากศิลา รูปสาริดและรูปสลักจาก ไม้ ประติมากรรมสาริดที่รู้จักกันดีคือ รูปพระศิวนาฏราชฟ้อนราอยู่ในวงเปลวไฟ สถาปัตยกรรมส่วนใหญ่หลัง คาสร้างเป็นหินซ้อนกันเป็นชั้นเช่น สถาปัตยกรรมที่เป็นเทวสถานใหญ่ชื่อลิงคราชที่เมืองภูวเนศวร ศิลปะปาละ เสนะ ศิลปะทางพุทธศาสนาของอินเดียภาคเหนือภายใต้การอุปถัมภ์ของราชวงศ์ปาละ-เสนะ ใน แคว้นเบงคอลและพิหารระหว่างพุทธศตวรรษที่ 14-18 พุทธศาสนาในสมัยปาละ คือ พุทศาสนาลัทธิตันตระซึ่ง กลายมาจากลัทธิมหายาน โดยผสมความเชื่อในลัทธิฮินดูเข้าไปปะปนสถาปัตยกรรมที่สาคัญคือ มหาวิทยาลัยนาลันทาซึ่งเป็นศูนย์กลางการสอนพุทธศาสนาลัทธิตันตระในแคว้นเบงคอล ส่วนประติมากรรมมี ทั้งภาพสลักจากศิลาและหล่อจากสาริดทั้งทางพุทธศาสนาและตามคติแบบฮินดู ประติมากรรมสลักจากศิลาในสมัยนี้แบ่งออกเป็น 3 ยุคคือ 1. ยุคแรกพุทธศตวรรรษที่ 14-15 มีพระโพธิสัตว์และ พระพุทธรูปทรงเครื่อง
21.
2. ยุคสองพุทธศตวรรษที่ 16-17
พระพุทธรูปทรงเครื่องมากขึ้น สร้างตามคตินิยมลัทธิ ตันตระ 3. ยุคที่สามยุคราชวงศ์เสนะ พุทธศตวรรษที่ 18 นับถือศาสนาฮินดูจึงเป็นยุคของประติมากรรมแบบฮินดู ศิลปะแบบปาละ เสนะได้แพร่หลายไปยังที่ต่าง ๆเช่น ประเทศเนปาล ธิเบต ศรีลังกา ชวาทางภาคกลาง เกาะ สุมาตราในอินโดนีเซีย พม่า และประเทศไทย
22.
ศิลปะขอม ศิลปะขอม ได้แก่ศิลปะในประเทศกัมพูชาและดินแดนใกล้เคียง ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่
๑๒- ๑๘ ศิลปะขอมนับเป็นศิลปะอินเดีย ในระยะแรกมีลักษณะคล้ายกับศิลปะอินเดียมาก แต่ต่อมาก็ได้พัฒนาเป็นรูปแบบข องตัวเอง สถาปัตยกรรมขอมได้เจริญขึ้น โดยมีระเบียบและความงามชนิดที่ไม่เคยปรากฎในศิลปะอินเดียมาก่อน ลว ดลายเครื่องประดับของขอมก็ได้แสดงถึงการตกแต่งอย่างมากมาย และไม่นิยมเน้นพื้นที่ให้ว่างเปล่า แต่ในขณะเดียวกันองค์ประกอบของภาพโดยรวมก็ยังคงรักษาความได้สัดส่วนไว้เสม อ ประติมากรรมขอมได้แสดงให้เห็นถึงความแข็งกระด้างปนอานาจชนิดหนึ่งที่ไม่เคยรู้จักกันในประเทศอินเดีย และ ยังมีการสร้างภาพประติมากรรมให้มีอารมณ์ยิ้มอยู่ด้วย ดังเช่นภาพประติมากรรมที่เมืองพระนคร (Angkor Thom) ในศิลปะแบบบายน อาจกล่าวได้ว่า ประติมากรร มขอมแสดงออกถึงความรู้สึกเร้นลับ ลึกซึ้งอย่างแท้จริง วิวัฒนาการของศิลปะขอมโดยเฉพาะสถาปัตยกรรมมีการสืบเนื่องติดต่อกันอย่างเห็นได้ชัดหลายสมัย ดังนี้ ๑. สมัยพนมดา (Phnom Da) ๘. สมัยเกาะแกร์ (Koh Ker) ๒. สมัยสมโบร์ไพรกุก (Sambor Prie kuk) ๙. สมัยแปรรูป (Pre Rup) ๓. สมัยไพรกเมง (Prei Kmeng) ๑๐. สมัยบันทายสรี (Banteay Srei) ๔. สมัยกาพงพระ (Kampong Prah) ๑๑. สมัยคลัง (Khleang) ๕. สมัยกุเลน (Kulen) ๑๒. สมัยบาปวน (Baphuon)
23.
๖. สมัยพระโค (Preah
Ko) ๑๓. สมัยนครวัด (Angkor Wat) ๗. สมัยบาแค็ง (Bakheng) ๑๔. สมัยบายน (Bayon) เพื่อให้เข้าใจศิลปะขอมได้ชัดเจนมากขึ้น จึงขอจาแนกรูปลักษณะภาพรวมของศิลปะขอมแต่ละประเภท โดยสังเขปดังนี้ ๑. สถาปัตยกรรม ลักษณะสาคัญของศิลปะขอม คือ ความมีระเบียบและการแสดงอานาจอย่างแข็งกระด้าง ลักษณะเช่นนี้เห้นได้ชัดจากการวางผังเมืองอย่างได้สัดส่วน อาทิ เมืองพระนครหรือราชธานีก่อนเมืองพระนคร คือเมืองหริหราลัย (Hariharalaya) สถาปัตยกรรมขอมในชั้นต้ น คือ ศาสนสถานที่เรียกว่า “ปราสาทขอม” ซึ่งมีลักษณะใกล้เคียงกับศาสนสถานทางภาคเหนือของประเทศอินเดียมาก โดย ทั่วไปจะสร้างด้วยอิฐตั้งอยู่โดด ๆ แยกออกจากกัน แต่ต่อมาไม่นานการสร้างปราสาทเหล่านี้ก้ได้รวมกันเข้าเป็นหมู่และตั้งอยู่บนฐานอันเดียวกัน เช่น ปราสาทพระโค ปราสาทบันทายสรี เป็นต้น ต่อมาตั้งแต่กลางพุทธศตวรรษที่ ๑๔ เป็นต้นมา คือตั้งแต่สมัยพระเจ้ าชัยวรมันที่ ๒ ก็เกิดมีการเปลี่ยนแปลงทางศาสนาขึ้นในกัมพูชาและทาให้เกิดสถาปัตยกรรมแบบใหม่ขึ้นในศาสนสถา นขอมขึ้นคือ ฐานทาเป็นชั้นแล้วสร้างปราสาทไว้ข้างบนนั้น ฐานแต่ละชั้นก็คือการจาลองเขาพระสุเมรุ ซึ่งเชื่อกันว่าเป็ นศูนย์กลางของมนุษย์โลก ดังตัวอย่างปราสาทบากอง (Bakong) ปราสาทพนมบาแค็ง (Phnom Bakh eng) เป็นต้น ระยะต่อมาโครงสร้างสถาปัตยกรรมของขอมได้มีการพัฒนาส่วนประกอบของปาราสาทเพิ่มขึ้น โด ยเพิ่มระเบียงเข้ามาประกอบกับสองส่วนแรกที่เป็นปราสาทและฐานเป็นชั้น เช่น ปราสาทตาแก้ว (Takeo) ในสมั ยคลังและปราสาทนครวัด ซึ่งปราสาทนครวัดนับเป็นศาสนสถานกลุ่มที่สมบูรณ์และงดงามที่สุดในศิลปะขอม สร้างขึ้ นในรัชสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ ระหว่าง พ. ศ. ๑๖๕๐ - พ. ศ. ๑๗๐๐ เป็นการพัฒนามาจากปราสาทตาแก้ว ๒. ประติมากรรม ภาพสลับนูนต่าของขอมในชั้นต้นสลับคล้ายของจริงตามธรรมชาติเหมือนกับภาพ สลักในประเทศอินเดีย เช่น บรรดาทับหลังของปราสาทหลังกลางในศาสนสถานหมู่ใต้ที่สมโบร์ แต่ต่อมาก็มีลักษณะเ ปลี่ยนแปลงไป ดังเห็นได้จากปราสาทบากองในสมัยพระโค และที่ปราสาทกระวันในบริเวณเมืองพระนคร ภาพสลัก แห่งนี้สลักเป็นรูปพระนารายณ์ และพระลักษณ์ มียืนอยู่เหนือผนังภายในศาสนสถาน แสดงความแข็งกระด้างช่นเดียวกับประติมากรรมลอยตัวในขณะ นั้น นอกจากนี้ยังพบภาพสลักบนหน้าบันของปราสาททายสรี ซึ่งเป็นภาพที่น่าประทับใจ เพราะสลักอย่างได้ระเบียบแ ละเต็มไปด้วยความงดงามอ่อนช้อย เช่น ภาพสลักนางอัปสรติโลตตมาที่อยุ่ม่ามกลางอสูรสองตน ปัจจุบันภาพนี้อยู่ที่พิ พิธภัณฑ์กีเมต์ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศษ และประมาณ พ.ศ.๑๖๕๐- ๑๗๐๐ ได้มีภาพสลักขนาดใหญ่ซึ่งแปลกประหลาดอย่างยิ่งที่ระเบียงปราสาทนครวัด เป็นสภาพสลักนูนต่าขนาดใหญ่ ๘ ภาพสลักอยู่บนระเบียงชั้นที่ ๑ ภาพเหล่านี้แสดงบุคคลจานวนมาก ไม่ปล่อยพื้นที่ให้ว่างเปล่าและชอบแสดงจิตใจ อย่างรุนแรง เช่น ภาพการสู้รบ ภาพนรก ภาพสวรรค์ ภาพเหล่านี้แม้ว่าจะแสดงจังหวะที่ค่อนข้างกะด้างแต่ก็ต่อเนื่อ งกันไป และแสดงให้เห็นถึงความนิยมในเส้นขนานขนาดใหญ่ตลอดจนการประกอบภาพอย่างมโหฬารด้วย ต่อมาใน สัมยบายนก็มีลักษณะใหม่เกิดขึ้นในภาพสลักนูนต่าของขอม คือ การนิยมแสดงภาพตามความจริง ภาพชีวิตประจาวัน ตลอดจนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น ภายหลังต้นพุทธศตวรรษ
24.
ที่ ๑๒ คือ
ตั้งแต่สมัยพนมดา ก็เริ่มประติมากรรมลอยตัวขนาดใหญ่ ซึ่งมีลาตัวตรงง ขาแยกจากกัน และล้อมรอ บด้วยวงโค้งสาหรับยึด ประติมากรรมเหล่านี้โดยมากสลักเป็นรูปพระหริหระคือ พระนารายณ์และพระอิศวรผสมกันเป็นองค์เดียว มีสัญลักษณ์ของเทพเจ้าทั้งสอง แต่ในขณะเดียวกันก็ยังคงรักษาเอกภา พไว้ได้อย่างน่าสนใจ รูปพระหริหระที่งดงามมากองค์หนึ่งอยู่ที่พิพธภัณฑ์กีเมต์ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส คือ รูปพระหริหระแห่งมหาฤาษี (Maha Rosei) นอกจากนี้ ลวดลายเครื่องประดับในองค์ประกอบของ “ทับหลัง” (ศิลาสลักแผ่นสี่เหลี่ยมอยู่เหนือกรอบประตู) ก็ยังมีลักษณะพิเศษโดยเฉพาะ รวมทั้งเสาประดับกรอบประตู และเครื่องประดับรูปสัตว์ คือ นาค ซึ่งเป็นการคิดค้นของขอมที่น่าชมมาก ส่วนทับหลังที่มีรูปร่างสูงก็จะมีลวดลาย เครื่องประดับมากขึ้น ทับหลังแบบนี้อาจตัดได้ว่าเป็นทับหลังที่มีความงดงามที่สุดในศิลปะขอแม้ว่าจะมีลวดลายเครื่องป ระดับอย่างมากมายและไม่นิยมพื้นที่ว่างเปล่า แต่ก็ยังคงรักษาความได้สัดส่วนไว้อย่างเคร่งครัด อาทิ ทับหลังที่เมืองห ริหารลัยสมัยพระโค เป็นต้น ศิลปะจีน นักประวัติศาสตร์ได้บันทึกไว้ว่าจีนมีประวัติแห่งการพัฒนาประเทศเป็น 4 ยุค คือ ยุคแรกเป็นยุคหิน ต่อมาคือยุคหยก ยุคทองแดง และยุคสุดท้ายคือยุคเหล็ก สาหรับสมัยประวัติศาสตร์ของจีนมียุคสมัยของศิลปะที่สาคัญดังนี้ 1. สมัยราชวงศ์ชาง ( Shang Dynasty ) ศิลปวัตถุที่เด่นที่สุดคือ เครื่องสาริด โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาชนะสาริดซึ่งมีทรวดทรงสวยงาม ใหญ่โต แข็งแรง หล่ อด้วยฝีมือที่ยอดเยี่ยม อันแสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าทางเทคนิคในการหล่อสาริดที่เจริญกว่าเทคนิคการหล่อสาริดในเ มโสโปเตเมีย ทั้งๆทีรู้จักวิธีหล่อสาริดก่อนจีนเกือบพันปี เครื่องสาริดของจีนทาขึ้นโดยการหลอมโลหะที่มีส่วนผสมขอ งทองแดง ดีบุก และตะกั่ว ใช้ทาเป็นภาชนะใส่อาหาร เหล้า และน้า ใช้ทาเครื่องมือเครื่องใช้ในชีวิตประจาวัน เช่น เสียม ขวาน มีด เป็นต้น ลวดลายที่ปรากฏบนสาริดเหล่านี้จะมีความวิจิตรสวยงามมาก มีทั้งลายนูน และลายฝังลึ กในเนื้อสาริด เช่น ลายเรขาคณิต ลายสายฟ้า ลายก้อนเมฆ และลวดลายที่เป็นสัญลักษณ์ของสัตว์ต่างๆ โดยเฉพาะ อย่างยิ่งลายหน้ากากรูปสัตว์ที่เรียกว่า “ เถาเทียะ ” เห็นจมูก เขา และตาถลนอย่างชัดเจน ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่พบเห็น ในศิลปะจีนในสมัยต่อๆ มาอยู่เสมอ นอกจากสาริดแล้ว เครื่องหยกประเภทต่างๆ ก็แสดงเห็นฝีมือทางศิลปะอันสูงส่งของสมัยราชวงศ์ชาง หยกเป็นวัตถุที่นิยมนามาแกะสลักเป็นรูปต่างๆ มากที่สุด โดยช่างในสมัยราชวงศ์ชางมีเทคนิคในการเจียระไนและแกะ สลักหยกให้เป็นรูปและลวดลายต่างๆ
25.
กัน เช่น เป็นใบมีด
เป็นแท่ง เป็นแผ่นแบนๆ หัวลูกศร จี้ หรือรูปสัตว์ต่างๆ สัญลักษณ์ที่นิยมกันมากคือ สัญลั กษณ์ของสวรรค์ โลกและทิศสี่ทิศ นอกจากเครื่องหยกแล้วยังพบผลงานแกะสลักอื่นๆอีก เช่น งาช้าง เครื่องปั้นดินเ ผา หินอ่อน โดยแกะสลักเป็นรูปหัววัว เสือ ควาย นก และเต่า เป็นต้น 2. สมัยราชวงศ์โจว ( Chou Dynasty ) ความก้าวหน้าทางศิลปะของราชวงศ์ชาง ได้สืบทอดต่อมาในสมัยราชวงศ์โจว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเทคนิคการหล่อสา ริด ความเป็นตัวของตัวเองของราชวงศ์โจวก็เริ่มปรากฏชัดขึ้น เช่น มีการเน้นลวดลายประดับประดามากขึ้นและไม่เด่นนูนเ หมือนสมัยราชวงศ์ชาง มีความซับซ้อนมากขึ้น เช่น ลวดลายสัตว์เป็นรูปมังกรหลายตัวซ้อนกันและเกี้ยวกระหวัดไปม า ลวดลายละเอียดอ่อนช้อยมาก ในด้านการแกะสลักเครื่องหยกฝีมือช่างสมัยราชวงศ์โจวจะยอดเยี่ยมกว่าสมัยราชวงศ์ช างมาก สามารถแกะสลักได้สลับซับซ้อน ในสมัยราชวงศ์โจวยังพบว่ามีการพัฒนาในเรื่องเครื่องปั้นดินเผา ซึ่งอาจเรียก ได้ว่า เป็นต้นแบบของเครื่องเคลือบจีน เพราะรู้จักกรรมวิธีในการเคลือบน้ายาเบื้องต้นและรู้จักเผาไฟด้วยอุณหภูมิสูง 3. สมัยราชวงศ์จิ๋น ( Chin Dynasty ) ในสมัยนี้มีสถาปัตยกรรมที่มีชื่อเสียงที่สุดในด้านความมโหฬาร คือ กาแพงเมืองจีน ( The Great Wall ) ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ชิ้นหนึ่งของโลกที่มนุษย์สร้างขึ้น กาแพงเมืองจีนมีความยาวประมาณ 6,700 – 10,000 กิโลเมตร นอกจากนี้ก็ยังพบประติมากรรมดินเผาเป็นรูปทหารเท่าคนจริงฝังอยู่ในสุสานพระจักรพรรดิองศ์หนึ่งแห่ งราชวงศ์จิ๋น คือ จักรพรรดิฉิน สื่อ หวง ตี่ ซึ่งพระองศ์ได้สร้างไว้ล่วงหน้าก่อนสวรรคต 30 ปี การขุดค้นได้กร ะทาไปแล้วบางส่วนในพื้นที่ประมาณ 12,600 ตารางเมตร และพบประติมากรรมดินเผารูปทหารและม้าศึกจานวนมา กประมาณ 6,000 รูป รูปทรงของประติมากรรมมีขนาดใกล้เคียงกับคนจริงมาก คือมีความสูงประมาณ 6 ฟุต ปั้ นด้วยดินเหนียวสีเทา จากนั้นก็นาไปเผาไฟเช่นเดียวกับการกรรมวิธีการสร้างเครื่องปั้นดินเผาทั่วไป 4. สมัยราชวงศ์ฮั่น ( Han Dynasty ) ความเป็นปึกแผ่นของประเทศได้ส่งผลสะท้อนมายังศิลปกรรมให้เจริญก้าวหน้าไปด้วยรากฐานที่วางไว้ดีตั้งแต่สมัยรา ชวงศ์ชางเรื่อยมา ต่างได้รับการพัฒนาเต็มที่สมัยราชวงศ์ฮั่น และประติมากรรมเต็มรูปหรือแบบลอยตัวก็เริ่มปรากฏขึ้น เป็นครั้งแรกในสมัยนี้ มีการพัฒนาทางด้านการออกแบบ กรรมวิธีการสร้างและมโนภาพในงานสถาปัตยกรรม จิตรกร รมเขียนตัวอักษร ประติมากรรมหรืองานศิลปหัตถกรรมทั่วไป ในส่วนของประติมากรรมมีการนาหินมาสลักให้เป็นทั้งรูปลอยตัวและรูปแบน มีเรื่องราวเกี่ยวกับเทพนิยายตามความเชื่ อในลัทธิเต๋า ประติมากรรมรูปแบน มักเป็นแผ่นใช้การขีด วาด จารึกเป็นลายเส้นหรือไมก็ฉลุเป็นรูปต่างๆ นอกจากนี้ยังมีการคิดประดิษฐ์กระดาษใช้แทนผ้าไหมและแผ่นหิน ศิลปะประยุคในสมัยนี้จะบรรลุถึงความงามชั้นสูงสุด โดยเฉพาะช่างทองรูปพรรณขึ้นชื่อในด้านความประณีต งดงาม ซึ่งมีการประดิษฐ์และออกแบบลวดลายพัฒนาขึ้นก ว่าเดิมมาก 5. สมัยราชวงศ์จิ้น ( Jin of Tsin Dynasty ) พระพุทธศาสนาได้นาความเชื่อใหม่มาสู่จีน และได้เข้ามามีส่วนเปลี่ยนแปลงศิลปกรรมที่ทามาเป็นประเพณีแต่เดิม ที่เคยมีความนับถือลัทธิขงจื๊อและลัทธิเต๋าเป็นหลักสาคัญ ให้พัฒนาไปสู่รูปแบบพุทธศิลป์แบบใหม่ๆ เช่น การสร้างรู ปเคารพ ศาสนสถาน เป็นต้น โดยเฉพะเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับพุทธประวัติจากอินเดียได้เข้ามามีส่วนสร้างงานด้วย ซึ่
26.
งจะเห็นได้ว่าในระยะแรกพุทธศิลป์คงมีรูปลักษณะแบบอินเดีย แต่ต่อมารูปแบบกรรมวิธีและเนื้อหาได้พัฒนาเปลี่ยนแป ลงไปตามสมัยนิยม และสอดคล้องกับการแสดงออกของศิลปะจีนเอง
เช่น ที่ถ้าตุนหวง ได้มีการเขียนภาพจิตรกรรมฝาผนังไว้ ซึ่งเป็นภาพจิตรกรรมฝาผนังที่เก่าแก่ที่สุดของจีน มีลักษณะเป็นภาพ ทิวทัศน์ประกอบพุทธประวัติ และเป็นตัวอย่างอันดีของการผสมผสานเทคนิคจิตรกรรมแบบเปอร์เซีย อินเดีย และจีนเ ข้ามาเป็นหนึ่งเดียว 6. สมัยราชวงศ์ถัง ( Tang Dynasty) สมัยนี้เป็นยุคทองของศิลปวัฒนธรรมจีนทุกประเภท โดยเฉพาะเครื่องเคลือบ ฝีมือของ ช่างในการผลิตเครื่องเคลือบมีคุณภาพสูงกว่าเครื่องเคลือบที่ผลิตจากแหล่งอื่นๆทั่วโลก เครื่องเคลือบที่มีชื่อเสียงและเป็ นที่รู้จักกันดีคือ “ เครื่องเคลือบสามสี ” ( Thee - colour wares ) มีลักษณะแข็งแรงและสง่างามจึงกลายเป็นลักษณะเฉพาะของเครื่องเคลือบในสมัยราชวงศ์ถัง ลักษณะเนื้อดินละเอียด ขาวหม่น ในการเคลือบน้ายานั้น จะเว้นที่ส่วนล่างของฐานไว้เล็กน้อย เพื่อแสดงฝีมือการปั้นของช่าง ทั้งนี้ ลวดล ายที่ปรากฏ บางส่วนแสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของเปอร์เซียด้วย
Download