การแบ่งเขตภูมิอากาศ
การแบ่งเขตภูมิอากาศ
ปัจจัยสําคัญในการทําให้เกิดอุณหภูมิของอากาศ
ปัจจัยสําคัญทีมีอิทธิพลต่อการกระจายความร้อน – หนาว ของ
อุณหภูมิตามพืนผิวโลก คือ
1. การตกกระทบของแสงจากดวงอาฑิตย์
2. ตําแหน่งทีตังทางละติจูด
3. ความแตกต่างระหว่างพืนดินและพืนนํา
4. ความใกล้-ไกลจากทะเลและมหาสมุทร
5. ลักษณะความสูงตําของพืนที
6. ลมประจํา
7. กระแสนําในมหาสมุทร
1.การตกกระทบชองลําแสงจากดวงอาฑิตย์
แหล่งสําคัญของความร้อนทีบรรยากาศได้รับ คือ ความร้อนจากดวงอาฑิตย์ทีส่องผ่านอากาศลงมายัง
พืนผิวโลก พลังงานดวงอาฑิตย์ทีส่องลงมานีเรียกว่า “พลังงานแสงแดด” (Insolation) ซึงมีอิทธิพลต่อสิงมีชีวิตใน
โลกมากทีสุด
พลังงานแสงแดดมีปริมาณทีเปลียนแปลงได้ เนืองจากโลกโคจรรอบดวงอาฑิตย์เป็นรูปวงรี เป็นผลให้โลก
มีตําแหน่งอยู่ใกล้ดวงอาฑิตย์มากทีสุด ในวันที 4 กรกฏาคม ซึงเรียกตําแหน่งนีว่า “เพอริฮีเลียน” (Perihelian) มี
ระยะทาง 91.5 ล้านไมล์ และอยู่ไกลมากทีสุดในวันที 2 มกราคม ซึงเรียกตําแหน่งนีว่า“แฮปเฮเลียน” (Aphelian)
มีระยะทาง 94.5 ล้านไมล์
พลังงานแสงแดดทีส่องมากระทบพืนโลกจะถูกบรรยากาศดูดซับไว้ส่วนหนึง และอีกส่วนหนึงจะเกิดการ
สะท้อนกลับเมือกระทบพืนผิวโลก การตกกระทบชองลําแสงจากดวงอาฑิตย์ทีกระทํากับผิวโลกมี 2 ลักษณะคือ
ลําแสงตรงและ ลําแสงเฉียง บริเวณทีลําแสงจากดวงอาฑิตย์ตกกระทบทํามุมกับผิวโลกเป็นมุมมากกว่า45 องศา
ถึง 90 องศา เป็นลําแสงตรง โดยเฉพาะลําแสงทีทํามุม90 องศากับพืนผิวโลก จะเป็นลําแสงทีทําให้เกิดความร้อน
มากทีสุด เนืองจากเกิดการสะท้อนกลับของลําแสงน้อยพืนผิวโลกจะดูดซับความร้อนได้อย่างเต็มที ซึงได้แก่
บริเวณใกล้เส้นศูนย์สูตรของโลก
ในอีกลักษณะหนึงคือ ลําแสงทีตกกระทบกับพืนผิวโลกโดยทํามุมน้อยกว่า45 องศาลงมา จนถึง 0 องศา
ซึงเป็นลําแสงเฉียง ลําแสงทีตกกระทบทํามุมกับผิวโลกน้อยมากเกิดการสะท้อนกลับเกือบทังหมด จะให้พลังงาน
ความร้อนกับผิวโลกน้อย จึงทําให้อุณหภูมิของอากาศบริเวณนันตํา ได้แก่บริเวณทีอยู่ใกล้กับขัวโลกตังแต่เส้น
ละติจูด 66 ½ องศาขึนไป
เนืองจากแกนของโลกเอียงทํามุม 23 ½ องศา และโลกหมุนรอบดวงอาฑิตย์เป็นรูปวงรี จึงทําให้
พืนผิวโลกด้านทีหันเข้ารับแสงจากดวงอาฑิตย์ซึงเป็นเวลากลางวัน มีระยะเวลาไม่เท่ากัน คือ ทําให้ซีกด้านหนีง
เป็นระยะเวลากลางวันยาว (ฤดูร้อน) ทําให้ได้รับพลังงานความร้อนนานกว่าอีกซึกโลกหนึงซึงเป็นบริเวณทีมีเวลา
กลางคืนยาว (ฤดูหนาว) เป็นเหตุทําให้เกิดความแตกต่างของการกระจายของแสงจากดวงอาฑิตย์
2. ตําแหน่งทีตังทางละติจูด
บริเวณเส้นศูนย์สูตรของโลก ระหว่างเส้นละติจูด 23 ½ องศา
เหนือ ถึงละติจูดที 23 ½ องศาใต้ เป็นบริเวณทีได้รับแสงตรงจากดวง
อาฑิตย์มากทีสุด โดยเฉพาะบริเวณเส้นละติจูด 0 องศา ตําแหน่ง
ละติจูดทีอยู่สูงขึนไปจะได้รับลําแสงเฉียงจากดวงอาฑิตย์ยิงสูงมาก
ลําแสงทีตกกระทบยิงเฉียงมาก และจะเฉียงมากทีสุดทีบริเวณขัวโลก
ดังนันพืนทีทีอยู่ใกล้ขัวโลก หรือบริเวณขัวโลก จึงมีอุณหภูมิของ
อากาศตํากว่าบริเวณศูนย์สูตร หรือจะกล่าวว่าบริเวณทีมีละติจูดสูง
อุณหภูมิของอากาศจะตํา (หนาว) บริเวณละติจูดตําอุณหภูมิของอากาศ
จะสูง (ร้อน)
3. ความแตกต่างระหว่างพืนดิน และพืนนํา
พืนดินและพืนนํามีคุณสมบัติในการดูดซับความร้อน และการคายความร้อน
ทีต่างกัน โดยทัวไปแล้วพืนดินมีคุณสมบัติในการดูดซับและคายความร้อนได้เร็ว
กว่าพืนนํา ดังนันเมือพืนดินและพืนนําได้รับพลังงานความร้อนจากลําแสงของ
ดวงอาฑิตย์ในเวลากลางวันพร้อมๆ กันและเท่าๆ กัน บริเวณดพืนดินจะดูดซับ
ความร้อนได้ดีกว่าจึงมีความร้อนสูงกว่าพืนนํา ซึงดูดซับความร้อนได้น้อยกว่า
และเมือถึงเวลากลางคืน พืนดินจะมีคุณสมบัติในการคายความร้อนได้ดีกว่าพืนนํา
จึงทําให้บริเวณพืนดินมีอุณหภูมิตํากว่าพืนนํา
ผลของความแตกต่างในการดูดซับและคายความร้อนของพืนดินและพืนนํานี
เป็นผลทีทําให้เกิดลักษณะ ภูมิอากาศแบบภาคพืนทวีป (Contimental)
และ ภูมิอากาศแบบภาคพืนสมุทร (Marine) ซึงมีความแตกต่างกันมาก
4. ความใกล้ – ไกล จากทะเลและมหาสมุทร
เนืองจากบริเวณพืนดินเป็นบริเวณทีมีแนวโน้มทีจะมีอุณหภูมิสูงกว่าพืนนํา แม้ตังอยู่ใน
ตําแหน่งละติจูดเดียวกันก็ตาม ดังนันพืนทีทีอยู่ไกลจากทะเลและมหาสมุทร หรือลึกเข้าไปใน
แผ่นดินมากๆ อุณหภูมิของอากาศยิงร้อนขึน เนืองจากขาดความชุ่มชืนของไอนําจากทะเลและ
มหาสมุทร พืนทีทีอยุ่ไกลจากทะเลและมหาสมุทรมากๆ จะเป็นบริเวณทีมีความแตกต่างของ
อุณหภูมิของอากาศระหว่างฤดูหนาวกับฤดูร้อน แตกต่างกันมาก กล่าวคือ ในฤดูหนาวอุณหภูมิ
ของอากาศจะลดตําลงมาก ทําให้อากาศหนาว ถึงหนาวจัด แต่เมือถึงฤดูร้อนอุณหภูมิของอากาศ
จะสูงมาก ทําให้อากาศร้อน ถึงร้อนจัด ส่วนพืนทีทีอยู่ใกล้กับทะเลและมหาสมุทร ความ
แตกต่างของอุณหภูมิของอากาศระหว่างฤดูร้อนกับฤดูหนาว มีไม่มากนัก ฤดูร้อนอากาศก็ไม่
ร้อนจัด ฤดูหนาวอากาศก็ไม่หนาวมากมายนัก เนืองจากได้รับอิทธิของไอนําจากทะเลและ
มหาสมุทรนันเอง
ทะเลสาบใหญ่ๆ ก็มีอิทธิพลต่อภูมิอากาศเช่นเดียวกับทะเลและมหาสมุทร ซึงอิทธิพลนี
จะเป็นไปตามขนาดของทะเลสาบนันๆ หากมีขนาดใหญ่มากก็จะมีอิทธิพลต่อพืนดินทีอยู่
โดยรอบมากๆ เช่นทะเลสาบทังห้า (HOMES) ในทวีปอเมริกาเหนือ ทีมีผลต่ออุณหภูมิของ
อากาศลึกเข้าไปถึง 2.3 กิโลเมตร
5. ลักษณะความสูงตําของพืนที
อีกปัจจัยนึงทีมีอิทธิพลต่ออุณหภูมิของอากาศในพืนทีหนึงๆ คือ ความสูง –
ตํา จากระดับนําทะเล ของบริเวณพืนทีนันๆ โดยปกติแล้วอุณหภูมิของอากาศจะมี
อัตราการเปลียนแปลงของอุณหภูมิโดยเฉลียปกติ (Normal Lapes Rate) คือ
อุณหภูมิจะลดลง 6.5 องศาเซียนเซียส ( C ) ทุกๆ ระดับความสูง 1,000 เมตร จาก
ระดับนําทะเล ดังนันในบริเวณพืนทีทีมีความสูงจากระดับนําทะเลมากๆ เช่น
เทือกเขาสูงๆ จะมีอุณหภูมิของอากาศตํากว่าบริเวณเนินเขา หรือบริเวณทีราบเชิง
เขา ในบริเวณพืนทีทีเป็นทีราบสูง ทีมีความสูงจากระดับนําทะเลมากๆ จะมี
อุณหภูมิของอากาศตํากว่าบริเวณทีราบตํา หรือทีราบลุ่ม ดังนันยิงพืนทีบริเวณใดที
อยู่สูงจากระดับนําทะเลมากๆ อุณหภูมิของอากาศก็จะลดตําลง บริเวณทีอยู่สูง
3,500 เมตร จากระดับนําทะเลขึนไปจะมีหิมะปกคลุมตลอดปี ซึงเราเรียกระดับ
ความสูงนีว่า “แนวหิมะ”
6. ลมประจํา
อุณหภูมิของอากาศบริเวณต่างๆ บนพืนโลกจะเป็นไปในลักษณะ
ของการเคลือนทีของอากาศทีมีความร้อน และความเย็น ทีลมเป็น
พาหนะพัดพามา เช่น ลมร้อนก็จะทําให้อากาศร้อนขึน ลมเย็นก็จะทํา
ให้อากาศหนาวเย็น ลมทีพัดอยู่เป็นประจําในเขตพืนทีต่างๆ ก็จะมี
ลักษณะประจําตัว คือ บางบริเวณก็เป็น “ลมร้อน” บางบริเวณก็เป็น “ลม
ร้อน” ซึงจะมีผลต่ออุณหภูมิของอากาศในบริเวณนันๆ ลมประจําที
สําคัญ เช่น ลมสิรอคโค ลมเพิน ลมซินุค และลมตะเภา เป็นต้น
7. กระแสนําในมหาสมุทร
กระแสนําในมหาสมุทรมีลักษณะคล้ายกับกระแสลม คือ มีอยู่ 2 ลักษณะ คือ
กระแสนําอุ่น และ กระแสนําเย็น กระแสนําอุ่นเป็นกระแสนําทีก่อกําเนิดขึนบริเวณ
ใกล้เส้นศูนย์สูตร หรือบริเวณละติจูดตํา เป็นกระแสนําทีมีอุณหภูมิสูง จะไหลไปยัง
บริเวณทีมีอุณหภูมิตํา คือบริเวณขัวโลกหรือบริเวณทีมีละติจูดสูงกว่า ส่วน
กระแสนําเย็นจะก่อกําเนิดขึนในบริเวณใกล้ขัวโลกหรือบริเวณละติจูดสูง เป็น
กระแสนําทีมีอุณหภูมิตําจะไหลเข้าไปยังบริเวณเส้นศูนย์สูตรหรือละติจูดทีตํากว่า
เหมือนการพัดถ่ายเทของกระแสลม หมุนเวียนกันไป
กระแสนําอุ่นและกระแสนําเย็นเมือไหลผ่านไปยังชายฝังใด ก็จะส่งอิทธิพลให้
บริเวณชายฝังนันๆ มีอุณหภูมิเปลียนไปตามกระแสนํานันๆ เช่น หากชายฝังใดมี
กระแสนําอุ่นไหลผ่าน ก็จะทําให้ชายฝังบริเวณนันมีอุณหภูมิสูงกว่าบริเวณอืนๆ ที
กระแสนําอุ่นไม่ได้ไหลผ่าน หากชายฝังใดมีกระแสนําเย็นไหลผ่าน อุณหภูมิของ
อากาศบริเวณนันก็จะตํากว่าบริเวณอืนๆ ทีไม่มีกระแสนําเย็นไหลผ่าน
ระบบการแบ่งภูมิอากาศ
โดยระบบการแบ่งภูมิอากาศส่วนใหญ่ทีใช้งานกันอยู่ในปัจจุบันจะ
อ้างอิงมาจากระบบการแบ่งภูมิอากาศของ ดร. วลาดิเมียร์ เคิป
เปน Wladimir Köppen นักภูมิอากาศวิทยาชาวเยอรมัน-รัสเซีย ทีได้
เสนอไว้ในปี คศ. 1900 เคิปเปนได้แบ่ง เขตภูมิอากาศ บนพืนผิวโลก
โดยอาศัยลักษณะของพืชพรรณธรรมชาติและดินทีเหมือนกัน
ระบบของเคิปเปน มีรูปแบบภูมิอากาศหลักอยู่5 แบบ อ้างอิงจากค่าเฉลีย
รายเดือนและรายปีของอุณหภูมิและปริมาณนําจากอากาศ (หยาดนําฟ้า:
precipitation) เช่น ฝน หิมะ ลูกเห็บ เป็นต้น แต่ละรูปแบบใช้สัญลักษณ์
เป็นอักษรภาษาอังกฤษตัวพิมพ์ใหญ่ ดังนี
เขตภูมิอากาศ และ พืชพันธุ์ธรรมชาติ
A -หมายถึง ภูมิอากาศร้อนชืนแถบศูนย์สูตร เป็นเขตทีมีอุณหภูมิสูงและฝนตกชุกตลอดปี
B
- หมายถึง ภูมิอากาศแห้งแล้ง เป็นเขตทีมีปริมาณนําฝนน้อยและมีช่วงอุณหภูมิสูงสุด-ตําสุด
ทีแตกต่างกันมากในแต่ละวัน มี 2 กลุ่มย่อย คือ S หมายถึง เขตกึงแห้งแล้ง หรือ สเต็ปป์
และ W หมายถึง เขตแห้งแล้ง หรือ ทะเลทราย ซึงใช้ร่วมกับภูมิอากาศแบบ B
C - หมายถึง ภูมิอากาศอบอุ่นชืนแถบละติจูดกลาง มีความแตกต่างมากระหว่างส่วนทีเป็น
พืนดินกับส่วนทีเป็นนําภูมิอากาศแบบนีจะมีทังฤดูร้อนทีอบอุ่น แห้งแล้ง และฤดูหนาวที
หนาวเย็น และอากาศชืน
D -หมายถึง ภูมิอากาศชืนภาคพืนทวีป พบในเขตทีมีพืนทีกว้างภายในทวีปปริมาณโดยรวม
ของนําจากอากาศ (หยาดนําฟ้า: precipitation) ไม่สูงมากนัก และมีอุณหภูมิทีแตกต่างกัน
มากระหว่างอุณหภูมิสูงสุด-ตําสุด
E - หมายถึง ภูมิอากาศขัวโลก ภูมิอากาศแบบนี EFพบในบริเวณทีมีนําแข็งปกคลุมอย่างถาวร
และพืนทีแบบทุนดรา (tundra) ET ซึงในแต่ละปีพืนทีแบบนีจะมีระยะเวลาเพียงแค่ 4 เดือน
เท่านันทีมีอุณหภูมิสูงกว่าจุดเยือกแข็ง ลักษณะภูมิอากาศ กลุ่มย่อยอืนๆ จะใช้สัญลักษณ์เป็น
อักษรภาษาอังกฤษตัวพิมพ์เล็ก วางไว้ต่อจากกลุ่มหลักทัง 5 แบบ ซึงหมายถึงลักษณะ
เฉพาะทีมีความแตกต่างกันของอุณหภูมิและปริมาณนําจากอากาศในแต่ละฤดูกาล อาทิ
กลุ่มย่อยทีใช้บรรยายภูมิอากาศเพิมเติม ซึงจะวางจากกลุ่มหลักได้แก่
f -หมายถึง เขตทีมีความชืนสูง มีปริมาณหยาดนําฟ้ามากในแต่ละเดือนและไม่มี
ฤดูแล้ง ตัวอักษรกลุ่มนีใช้ร่วมกับภูมิอากาศแบบ A , C และ D
m หมายถึง ภูมิอากาศแบบป่าฝน โดยจะมีภูมิอากาศแบบแห้งแล้งเป็นช่วง
สันๆ ในแต่ละรอบมรสุม ภูมิอากาศแบบนีใช้ร่วมกับภูมิอากาศแบบ A เท่านัน
m -หมายถึง ภูมิอากาศแบบป่าฝน โดยจะมีภูมิอากาศแบบแห้งแล้งเป็นช่วงสันๆ
ในแต่ละรอบมรสุม ภูมิอากาศแบบนีใช้ร่วมกับภูมิอากาศแบบ A เท่านัน
s - หมายถึง ภูมิอากาศแบบแห้งแล้งในช่วงฤดูร้อน ในฤดูหนาวอากาศอบอุ่น
และมีฝนตก ใช้ร่วมกับภูมิอากาศแบบ C เท่านัน
w -หมายถึง ภูมิอากาศแบบแห้งแล้งและไม่มีฝนตกในช่วงฤดูหนาว
กลุ่มย่อยอีกกลุ่มทีใช้บรรยายเพิมเติม จะวางจากกลุ่มหลักและกลุ่มรอง ได้แก่
a - หมายถึง ภูมิอากาศร้อนในฤดูร้อน เดือนทีร้อนทีสุดจะมีอุณหภูมิสูงกว่า 22 องศาเซลเซียส
(72 องศาฟาเรนไฮต์) ซึงจะพบในภูมิอากาศแบบ C และ D
b - หมายถึง ภูมิอากาศอบอุ่นในฤดูร้อน เดือนทีร้อนทีสุดจะมีอุณหภูมิตํากว่า 22 องศา
เซลเซียส (72 องศาฟาเรนไฮต์) ซึงจะพบในภูมิอากาศแบบ C และ D
c - หมายถึง ภูมิอากาศแบบหนาวเย็น มีฤดูร้อนเป็นช่วงสันๆ ซึงน้อยกว่า 4 เดือนทีมีอุณหภูมิ
สูงกว่า 10 องศาเซลเซียส (50 องศาฟาเรนไฮต์) พบในภูมิอากาศแบบ C และ D
d -หมายถึง ภูมิอากาศแบบหนาวเย็นมากในฤดูหนาว เดือนทีมีอุณหภูมิตําทีสุด จะมีอุณหภูมิตํา
กว่า -38 องศาเซลเซียส (-36 องศาฟาเรนไฮต์) พบในภูมิอากาศแบบ D เท่านัน
h - หมายถึง ภูมิอากาศแบบร้อนและแห้งแล้งในเขตร้อน อุณหภูมิเฉลียในแต่ละปีสูงกว่า 18
องศาเซลเซียส (64 องศาฟาเรนไฮต์) พบในภูมิอากาศแบบ B เท่านัน
k - หมายถึง ภูมิอากาศแบบหนาวเย็นและแห้งแล้งในเขตร้อนอบอุ่น อุณหภูมิเฉลียในแต่ละปี
ตํากว่า 18 องศาเซลเซียส (64 องศาฟาเรนไฮต์) พบในภูมิอากาศแบบ B เท่านัน
1. ภูมิอากาศร้อนชืนแถบศูนย์สูตร
(Tropical Rainy Climate : Af )
เป็นลักษณะภูมิอากาศที ร้อนจัด อุณหภูมิสูง มีฝนตกชุกตลอดปี ได้แก่บริเวณแถบศูนย์สูตร
ระหว่างละติจูด 5 องศาละติจูดเหนือและ 5 องศาละติจูดใต้ พืชพันธุ์ธรรมชาติเป็น ป่ าดงดิบ ที
เด่นชัดได้แก่บริเวณบริเวณหมู่เกาะอินโดนีเซีย ทางตอนใต้ของทวีปเอเซีย เราเรียกลักษณะ
ภูมิอากาศแบบนีว่า “ภูมิอากาศแบบป่าดงดิบ” บริเวณทีราบลุ่มแม่นําอเมซอนจัดเป็นบริเวณป่าดง
ดิบทีใหญ่ทีสุดของโลก
พืชพันธุ์ธรรมชาติของเขตนีเป็นป่าดงดิบเป็นป่าดงดิบ ต้นไม้ขึนอย่างหนาแน่น เขียวชอุ่ม
ตลอดปี ไม่มีการผลัดใบ มีต้นไม้มากมายหลายชนิด เป็นไม้ทีมีใบกว้าง ลําต้นสูงใหญ่ ขึนชิด
ติดกันจนกิงใบเบียดกันแน่น ทําให้แสงแดดไม่สามารถส่องลอดลงไปถึงพืนดินด้านล่างได้ มีฝน
ตกชุกตลอดปี ทําให้พันธุ์ไม้ประเภท เถาวัลย์ ขึนเกาะเกียวตามลําต้น พันธุ์ไม้ส่วนใหญ่เป็นไม้
เนือแข็ง ทีเหมาะสําหรับการนํามาใช้ทีเครืองใช้ และบ้านเรือน
นอกจากมีพันธุ์ไม้หลากหลายชนิดแล้ว บริเวณนียังเป็นแหล่งของสัตว์ป่านานาชนิด ทังทีเรา
รู้จักกันดี และมีอีกหลายชนิดทีเรายังไม่รู้จัก ทีสําคัญเช่น เสือโคร่ง วัวกระทิง วัวแดง หมีควาย
แรด กระซู่ ลิงอุลังอุตัง กอซิล่า และสัตว์เลือยคลานนานาชนิด บริเวณป่าดงดิบเหล่านียังเป็น
แหล่งกําเนิดของ แมลงและยุงทีเป็นพาหะของโรค เช่น มาลาเรีย ไข้เลือดออก ไข้นอนหลับ
ต้นไม้ทีมีค่าในเขตนีส่วนใหญ่จะไม้ประเภทไม้เนือแข็ง เช่น ไม้แดง ไม้มะค่า ไม้ตะแบก
2. ภูมิอากาศแบบป่ ามรสุมเมืองร้อน
(Light Tropical Rainy Forest : Am )
เป็นบริเวณทีมีภูมิอากาศทีได้รับอิทธิพลจากลมมรสุม ทําให้มีฝนตกมากในฤดูฝน
ด้วยอิทธิพลของลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ บริเวณทีมีฝนตกมากทีสุดของโลกคือ เมืองซิ
ราปุจิ ในแคว้นอัสสัม ประเทศอินเดีย และมีฤดูแล้งเด่นชัดเป็นเวลา1 – 2 เดือน ได้แก่
บริเวณเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะด้านทีรับลม(Wind ward) มรสุมตะวันตกเฉียง
ใต้
พืชพันธุ์ธรรมชาติบริเวณนี ป่าโปร่ง เขตร้อนชืน หรือเรียกว่า ป่ าเบญจพรรณ เป็น
ป่าโปร่งผลัดใบทีขึนในบริเวณทีได้รับอิทธิพลจากลมมรสุม มีปริมาณฝนตกน้อยกว่าป่า
ดงดิบ มีระยะฤดูแล้งระยะสันๆ เห็นได้ชัดเจน บริเวณทีมีพืชพันธุ์แบบนีชัดเจน คือ
บริเวณเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ต้นไม้สําคัญในป่าชนิดนีคือ ไม้สัก ซึงจัดเป็นไม้ทีมีค่า
มากทีสุด เพราะมีคุณภาพสูงเหมาะสําหรับการนํามาทําสร้างบ้านเรือน และเครืองใช้สอย
ต่างๆ พืชพันธุ์ทีขึนแซมในเขตมรสุมนี ได้แก่ ต้นไผ่ บริเวณทีแห้งแล้งมีปริมาณ
นําฝนน้อย ปริมาณป่าไม้จะลดลงและมีทุ่งหญ้าขึนแซมมากขึน ทําให้บ้างแห่งมีลักษณะ
เป็นทุ่งหญ้าขนาดใหญ่ ไม้เศรษฐกิจสําคัญในเขตนี เช่น ไม้สัก ไม้ยางพารา ไม้มะฮกก
กานี ปาร์มนํามัน ชิงโคนา และเครืองเทศ
3. ภูมิอากาศแบบทุ่งหญ้าเมืองร้อนหรือสะวานา
(Savanna : Aw )
มีลักษณะคล้ายกับภูมิอากาศแบบมรสุมเมืองร้อน แต่เป็น
บริเวณทีได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้น้อย ทําให้มี
ฝนตกน้อยกว่า เป็นทุ่งหญ้าทีมีไม้พุ่มสลับกับป่าไม้เบญจพรรณ
กระจายอยู่ห่างๆ ได้แก่บริเวณทีมีภูมิประเทศเป็น เงาฝน (Rain
Shadow) ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
พืชพันธุ์ธรรมชาติเป็นทุ่งหญ้าสูงๆ เช่น หญ้าคา ซึงไม่เหมาะ
สําหรับการเลียงสัตว์ ในฤดูฝนจะดูเขียวชอุ่มสดชืน และแห้งแล้ง
เป็นสีนําตาลในฤดูแล้ง ติดไฟง่าย สัตว์ป่าทีสําคัญในเขตนีเช่น
สิงโต เสือดํา เสือดาว และสัตว์ประเภทกวางชนิดต่างๆ
4. ภูมิอากาศแบบกึงทะเลทรายหรือทุ่งหญ้าสแตปป์
(Stepps Climate : Bsh, Bsk )
ลักษณะภูมิอากาศเป็นแบบกึงทะเลทราย เป็นบริเวณทีอยู่รอบๆ ทะเลทราย
และบริเวณทีมีลักษณะภูมิประเทศเป็นแอ่งทีมีภูเขาสูงล้อมรอบ (Basin) เช่น
ทะเลทรายตาริม ในอินเดีย ปริมาณนําฝนในเขตทุ่งหญ้าสแตปป์มีปริมาณน้อย
มาก บางแห่งไม่มีฝนตกเลย ทําให้บริเวณนีจะทําการเพาะปลูกได้ต้องอาศัยระบบ
ชลประทานเข้าช่วยจึงจะสามารถเพาะปลูกได้
พืชพันธุ์ธรรมชาติในบริเวณนีเป็น หญ้าตนสันๆ รากตืน โดยมากอยู่ใน
บริเวณกึงแห้งแล้ง ในบริเวณทีแห้งแล้งมากตนหญ้าก็จะสันมาก ในช่วงฤดูฝนใน
พืนทีทีมีฝนตกพอเพียงก็จะทําให้ต้นหญ้าเหล่านีเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว จนทําให้
กลายสภาพเป็นทุ่งหญ้าเขียวขจีขนาดใหญ่ แต่เมือหมดฝน ทุ่งหญ้าเหล่านีก็เฉาตาย
กลายเป็นทุ่งหญ้าต้นสันๆ เหมือนเดิม
5. ภูมิอากาศแบบเมดิเตอร์เรเนียน
(Mediterenean Climate : Cs )
เป็นลักษณะภูมิอากาศทีจัดว่า ดีทีสุดในโลก ภูมิอากาศส่วนใหญ่ อบอุ่นตลอดปี
ฤดูหนาวมีฝนตกเล็กน้อย อากาศอบอุ่นสบายดี ฤดูร้อนท้องฟ้าโปร่ง อากาศอบอุ่น
ได้แก่บริเวณรอบๆ ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ซึงกันระหว่างทวีปยุโรปกับทวีปแอฟริกา
บริเวณทีราบลุ่มแม่นําไทรกีส-ยูเฟรตีส (ทีราบเมโสโปเตเมีย) แคลิฟอร์เนียตอนกลาง
และตอนใต้ ทางชายฝังด้านตะวันตกของประเทศสหรัฐอเมริกา ซิลีตอนกลาง ตอนใต้
สุดด้านตะวันตกของทวีปแอฟริกา บริเวณชายฝังด้านตะวันตกเฉียงใต้ของทวีป
ออสเตรเลีย เป็นบริเวณทีมีผู้คนนิยมไปผักผ่อนตากอากาศมากทีสุด โดยเฉพาะเมือง
มาร์เซลล์ทางตอนใต้ของประเทศฝรังเศส
พืชพันธุ์ธรรมชาติของบริเวณนีเป็น ป่าไม้แบบผสมทีมีต้นไม้ใหญ่ขึนปนกับต้นไม้
อืนๆ ต้นไม้สูงจะขึนห่างๆ กัน ไม่เบียดชิดหนาแน่นเหมือนเขตร้อนชืน ส่วนใหญ่เป็น
ต้นไม้ทีมีเปลือกหนาห่อหุ้มลําต้น ทีสําคัญได้แก่ ต้นคอร์ด ต้นโอ๊ค เปลือกของต้น
คอร์คถูกนําไปใช้เป็น “จุกคอร์ค” สําหรับปิดขวด พืชสําคัญในเขตเมดิเตอร์เรเนียน
ได้แก่ ส้ม อะงุ่น เป็นต้น
6. ภูมิอากาศแบบชายฝังทะเลตะวันตก
(Marine West Coast Climate : Cfb )
หรือเรียกกันทัวไปว่า ภูมิอากาศแบบหมู่เกาะอังกฤษ ภูมิอากาศ
แบบนีจะอยู่ที บริเวณชายฝังด้านตะวันตกของทวีป ทีตังอยู่ระหว่าง
เส้นละติจูด 50 – 60 องศา และได้รับอิทธิพลของลมตะวันตก
ภูมิอากาศแบบนีเป็น ภูมิอากาศเย็นสบาย ฤดูร้อนอากาศอบอุ่น และ
ฤดูหนาวอากาศเย็น มีฝนตกสมําเสมอ
พืชพันธุ์ธรรมชาติเป็นทุ่งหญ้าขนาดใหญ่ ทีเหมาะสําหรับทําฟาร์ม
โคนม พืชพันธุ์ธรรมชาติบริเวณนี ในบริเวณทีมีฝนตกชุกจะเป็นไม้
ผลัดใบ และทุ่งหญ้าเขตอบอุ่น ส่วนบริเวณทีลึกเข้าไปในทวีป มี
ภูมิอากาศแห้งแล้งและบริเวณทีสูง จะเป็นป่าสน
7. ภูมิอากาศแบบไทก้า
(Taiga Climate : Dc, Dd )
ลักษณะทัวไปเป็นป่าสน ภูมิอากาศ หนาวทีสุดในเขตหนาวด้วยกัน
บริเวณทีหนาวทีสุดของโลกคือ เมืองเวอรโคแยง (Verkhoyansk) ในเขตไซบี
เรีย ทางตอนเหนือของประเทศรัสเซีย ในฤดูหนาวอุณหภูมิ -68 องศาเซียเซียส
ซึงเป็นอุณหภูมิทีตําทีสุดเท่าทีเคยวัดได้บนพืนโลก นอกจากบริเวณเขตไซ
บีเรียของรัสเซีย
พืชพันธุ์ธรรมชาติในบริเวณนีได้แก่ ป่าสน ชาวรัสเซียเรียกป่าสนว่า
ไทก้า (Taiga) ซึงถูกนํามาใช้เรียกเป็นชือภูมิอากาศของเขตนี บริเวณป่าไทก้า
เป็นป่าสนทีเขียวชอุ่มตลอดปี การผลัดใบมีติดต่อกันตลอดเวลา บริเวณเขตไซ
บีเรียคือบริเวณทีเป็นป่าสนทีใหญ่ทีสุดของโลก สัตว์ป่าทีสําคัญในบริเวณนี
เป็นสัตว์ทีมีขนปุกปุย ทีสําคัญได้แก่ มิงค์(mink) สุนัข์จิงจอก หมีขาว ซึง
ถูกล่านําเอาขนมาทําเครืองนุ่งห่มทีมีราคาแพง
8. ภูมิอากาศแบบทุนดรา
(Tundra Climate : Et )
เป็นบริเวณทีมีหิมะปกคลุมตลอดปี ฤดูร้อนมีอุณหภูมิไม่เกิน 10 องศา
เซลเซียส มีนําค้างแข็งทุกเวลา มีฝนตกน้อยมาก ฝนทีตกมีลักษณะเป็นเกล็ด
นําแข็งเล็กๆ ได้แก่บริเวณชายฝังทางตอนเหนือของประเทศรัสเซีย มีบาง
บริเวณทีเป็นแหล่งนําอุ่น (Poliyas) เป็นบริเวณทีกระแสนําอุ่นจากเบืองล่าง
มหาสมุทรไหลวขึนมาบนผิวนํา ทําให้นําบนบริเวณนันอุ่นขึนกว่าบริเวณ
รอบๆ ทําให้เป็นแหล่งทีอยู่ของฝูงปลาจํานวนมาก
พืชพันธุ์ธรรมชาติบริเวณนี ได้แก่ ตะไคร่นํา มอส เฟิรน ซึงเป็นอาหาร
ของสัตว์นําต่างๆ สัตว์ป่าสําคัญในบริเวณนี คือ กวางเรเดียร์ ซึงใช้เป็นสัตว์
พาหนะสําคัญในการเดินทาง แมวนํา วอลรัส และสิงโตทะเล สําหรับ
บริเวณขัวโลกใต้คือ นกเพนกวิน
9. ภูมิอากาศแบบทุ่งนําแข็ง (Icecaps : EF )
เป็นบริเวณพืนทีทีปกคลุมด้วยนําแข็งตลอดปี
อุณหภูมิตลอดทังปีตํากว่า 0 องศาเซลเซียส จีงไม่มีพืช
พันธุ์ใดๆ ขึนได้เลย บริเวณทีมีลักษณะภูมิอากาศแบบนี
มีอยู่เพียงแห่งเดียว คือบริเวณ เกาะกรีนแลนด์
10. ภูมิอากาศแบบทะเลทราย (Desert Climate : Bwk )
เป็นบริเวณทีมีภูมิอากาศทารุณทีสุด รองจากบริเวณทุ่งนําแข็ง โดยเฉพาะบริเวณ
ทะเลทรายสะฮารา (Sahara Desert) ทางด้านตะวันตกเฉียงเหนือของทวีปแอฟริกา
ภูมิอากาศระหว่างกลางวันกับกลางคืนแตกต่างกันมาก ในเวลากลางวันอากาศร้อนจัด
อุณหภูมิสูงถึง 58 องศาเซียเซียส แต่ในเวลากลางคืนอากาศกลับเย็นจัด อุณหภูมิตําถึงจุด
เยือกแข็ง การระเหยของไอนํามีมากเนืองจากอากาศแห้งและร้อนจัดตลอดปี
ทะเลทรายในเขตร้อนทีมีชือเสียง เช่น ทะเลทรายอาหรับ ทะเลทรายธาร์ ทาง
ตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศอินเดีย
ทะเลทรายในเขตอบอุ่นทีสําคัญ คือ ทะเลทรายโกบี ทางตอนเหนือของประเทศ
สาธารณรัฐประชาชนจีน ทะเลทรายตาริม ซึงเป็นทะเลทรายในบริเวณแอ่งทีราบทีมีภูเขา
ล้อมรอบ (Basin) ทะเลทรายซุงกาเรีย ทะเลทรายรัสเซีย-เตอรกีสถาน และทะเลทราย
ในมลรัฐเนวาดาของประเทศสหรัฐอเมริกา พืชพันธุ์ธรรมชาติในบริเวณนีเป็นจําพวก
หญ้าสันๆ และจําพวกทีมีใบเล็กเป็นหนามแหลม เช่น กระบองเพชร ในบริเวณทีมีแหล่ง
นําซึมซับจากใต้พืนดิน ทีเรียกว่า โอเอซิส (Oasis) จะมีพวกต้นไม้ทีมีใบเขียวตลอดปีขึน
ได้บ้าง เช่น ไม้จําพวกปาร์ม เป็นต้น
11.ภูมิอากาศแบบทีสูง (Hightland Climate : H )
ตามปกติเมือระดับความสูงเพิมขึนจากระดับนําทะเล อุณหภูมิของอากาศ
จะลดลง 6.5 องศาเซียเซียส ทุกๆ ความสูง 1,000 ฟุตร จากระดับนําทะเล ด้วย
เหตุนีบริเวณเทือกเขาสูง หรือบริเวณทีราบสูง จึงมีอุณหภูมิของอากาศตํากว่า
บริเวณทีราบเชิงเขา หรือทีราบลุ่มแม่นํา เมืองตากอากาศทีสําคัญในเขตร้อนที
มีชือเสียงคือ เมืองแคมเมอรอนไฮต์แลนด์ ในมาเลเซีย เมืองบาเกียว ใน
ฟิลิปปินส์ และเมืองควิโต ในเอคัวดอร์ ยิงบริเวณทีอยู่สูงจากระดับนําทะเล
มาก อุณหภูมิของอากาศยิงลดตําลงมาก ดังนันจึงทําให้เป็นบริเวณทีมีหิมะปก
คลุม ซึงเราเรียกระดับความสูงนีว่า “แนวหิมะ” (Snow line) พืชพันธุ์
ธรรมชาติในบริเวณนี จะเป็นพืชพันธุ์แบบไทก้า หรือแบบทรุนดรา คือ พวกป่า
สน มอส ตะไคร่นํา เฟิรน เป็นต้น

การแบ่งเขตภูมิอากาศ

  • 1.
  • 2.
    การแบ่งเขตภูมิอากาศ ปัจจัยสําคัญในการทําให้เกิดอุณหภูมิของอากาศ ปัจจัยสําคัญทีมีอิทธิพลต่อการกระจายความร้อน – หนาวของ อุณหภูมิตามพืนผิวโลก คือ 1. การตกกระทบของแสงจากดวงอาฑิตย์ 2. ตําแหน่งทีตังทางละติจูด 3. ความแตกต่างระหว่างพืนดินและพืนนํา 4. ความใกล้-ไกลจากทะเลและมหาสมุทร 5. ลักษณะความสูงตําของพืนที 6. ลมประจํา 7. กระแสนําในมหาสมุทร
  • 3.
    1.การตกกระทบชองลําแสงจากดวงอาฑิตย์ แหล่งสําคัญของความร้อนทีบรรยากาศได้รับ คือ ความร้อนจากดวงอาฑิตย์ทีส่องผ่านอากาศลงมายัง พืนผิวโลกพลังงานดวงอาฑิตย์ทีส่องลงมานีเรียกว่า “พลังงานแสงแดด” (Insolation) ซึงมีอิทธิพลต่อสิงมีชีวิตใน โลกมากทีสุด พลังงานแสงแดดมีปริมาณทีเปลียนแปลงได้ เนืองจากโลกโคจรรอบดวงอาฑิตย์เป็นรูปวงรี เป็นผลให้โลก มีตําแหน่งอยู่ใกล้ดวงอาฑิตย์มากทีสุด ในวันที 4 กรกฏาคม ซึงเรียกตําแหน่งนีว่า “เพอริฮีเลียน” (Perihelian) มี ระยะทาง 91.5 ล้านไมล์ และอยู่ไกลมากทีสุดในวันที 2 มกราคม ซึงเรียกตําแหน่งนีว่า“แฮปเฮเลียน” (Aphelian) มีระยะทาง 94.5 ล้านไมล์ พลังงานแสงแดดทีส่องมากระทบพืนโลกจะถูกบรรยากาศดูดซับไว้ส่วนหนึง และอีกส่วนหนึงจะเกิดการ สะท้อนกลับเมือกระทบพืนผิวโลก การตกกระทบชองลําแสงจากดวงอาฑิตย์ทีกระทํากับผิวโลกมี 2 ลักษณะคือ ลําแสงตรงและ ลําแสงเฉียง บริเวณทีลําแสงจากดวงอาฑิตย์ตกกระทบทํามุมกับผิวโลกเป็นมุมมากกว่า45 องศา ถึง 90 องศา เป็นลําแสงตรง โดยเฉพาะลําแสงทีทํามุม90 องศากับพืนผิวโลก จะเป็นลําแสงทีทําให้เกิดความร้อน มากทีสุด เนืองจากเกิดการสะท้อนกลับของลําแสงน้อยพืนผิวโลกจะดูดซับความร้อนได้อย่างเต็มที ซึงได้แก่ บริเวณใกล้เส้นศูนย์สูตรของโลก ในอีกลักษณะหนึงคือ ลําแสงทีตกกระทบกับพืนผิวโลกโดยทํามุมน้อยกว่า45 องศาลงมา จนถึง 0 องศา ซึงเป็นลําแสงเฉียง ลําแสงทีตกกระทบทํามุมกับผิวโลกน้อยมากเกิดการสะท้อนกลับเกือบทังหมด จะให้พลังงาน ความร้อนกับผิวโลกน้อย จึงทําให้อุณหภูมิของอากาศบริเวณนันตํา ได้แก่บริเวณทีอยู่ใกล้กับขัวโลกตังแต่เส้น ละติจูด 66 ½ องศาขึนไป เนืองจากแกนของโลกเอียงทํามุม 23 ½ องศา และโลกหมุนรอบดวงอาฑิตย์เป็นรูปวงรี จึงทําให้ พืนผิวโลกด้านทีหันเข้ารับแสงจากดวงอาฑิตย์ซึงเป็นเวลากลางวัน มีระยะเวลาไม่เท่ากัน คือ ทําให้ซีกด้านหนีง เป็นระยะเวลากลางวันยาว (ฤดูร้อน) ทําให้ได้รับพลังงานความร้อนนานกว่าอีกซึกโลกหนึงซึงเป็นบริเวณทีมีเวลา กลางคืนยาว (ฤดูหนาว) เป็นเหตุทําให้เกิดความแตกต่างของการกระจายของแสงจากดวงอาฑิตย์
  • 4.
    2. ตําแหน่งทีตังทางละติจูด บริเวณเส้นศูนย์สูตรของโลก ระหว่างเส้นละติจูด23 ½ องศา เหนือ ถึงละติจูดที 23 ½ องศาใต้ เป็นบริเวณทีได้รับแสงตรงจากดวง อาฑิตย์มากทีสุด โดยเฉพาะบริเวณเส้นละติจูด 0 องศา ตําแหน่ง ละติจูดทีอยู่สูงขึนไปจะได้รับลําแสงเฉียงจากดวงอาฑิตย์ยิงสูงมาก ลําแสงทีตกกระทบยิงเฉียงมาก และจะเฉียงมากทีสุดทีบริเวณขัวโลก ดังนันพืนทีทีอยู่ใกล้ขัวโลก หรือบริเวณขัวโลก จึงมีอุณหภูมิของ อากาศตํากว่าบริเวณศูนย์สูตร หรือจะกล่าวว่าบริเวณทีมีละติจูดสูง อุณหภูมิของอากาศจะตํา (หนาว) บริเวณละติจูดตําอุณหภูมิของอากาศ จะสูง (ร้อน)
  • 5.
    3. ความแตกต่างระหว่างพืนดิน และพืนนํา พืนดินและพืนนํามีคุณสมบัติในการดูดซับความร้อนและการคายความร้อน ทีต่างกัน โดยทัวไปแล้วพืนดินมีคุณสมบัติในการดูดซับและคายความร้อนได้เร็ว กว่าพืนนํา ดังนันเมือพืนดินและพืนนําได้รับพลังงานความร้อนจากลําแสงของ ดวงอาฑิตย์ในเวลากลางวันพร้อมๆ กันและเท่าๆ กัน บริเวณดพืนดินจะดูดซับ ความร้อนได้ดีกว่าจึงมีความร้อนสูงกว่าพืนนํา ซึงดูดซับความร้อนได้น้อยกว่า และเมือถึงเวลากลางคืน พืนดินจะมีคุณสมบัติในการคายความร้อนได้ดีกว่าพืนนํา จึงทําให้บริเวณพืนดินมีอุณหภูมิตํากว่าพืนนํา ผลของความแตกต่างในการดูดซับและคายความร้อนของพืนดินและพืนนํานี เป็นผลทีทําให้เกิดลักษณะ ภูมิอากาศแบบภาคพืนทวีป (Contimental) และ ภูมิอากาศแบบภาคพืนสมุทร (Marine) ซึงมีความแตกต่างกันมาก
  • 6.
    4. ความใกล้ –ไกล จากทะเลและมหาสมุทร เนืองจากบริเวณพืนดินเป็นบริเวณทีมีแนวโน้มทีจะมีอุณหภูมิสูงกว่าพืนนํา แม้ตังอยู่ใน ตําแหน่งละติจูดเดียวกันก็ตาม ดังนันพืนทีทีอยู่ไกลจากทะเลและมหาสมุทร หรือลึกเข้าไปใน แผ่นดินมากๆ อุณหภูมิของอากาศยิงร้อนขึน เนืองจากขาดความชุ่มชืนของไอนําจากทะเลและ มหาสมุทร พืนทีทีอยุ่ไกลจากทะเลและมหาสมุทรมากๆ จะเป็นบริเวณทีมีความแตกต่างของ อุณหภูมิของอากาศระหว่างฤดูหนาวกับฤดูร้อน แตกต่างกันมาก กล่าวคือ ในฤดูหนาวอุณหภูมิ ของอากาศจะลดตําลงมาก ทําให้อากาศหนาว ถึงหนาวจัด แต่เมือถึงฤดูร้อนอุณหภูมิของอากาศ จะสูงมาก ทําให้อากาศร้อน ถึงร้อนจัด ส่วนพืนทีทีอยู่ใกล้กับทะเลและมหาสมุทร ความ แตกต่างของอุณหภูมิของอากาศระหว่างฤดูร้อนกับฤดูหนาว มีไม่มากนัก ฤดูร้อนอากาศก็ไม่ ร้อนจัด ฤดูหนาวอากาศก็ไม่หนาวมากมายนัก เนืองจากได้รับอิทธิของไอนําจากทะเลและ มหาสมุทรนันเอง ทะเลสาบใหญ่ๆ ก็มีอิทธิพลต่อภูมิอากาศเช่นเดียวกับทะเลและมหาสมุทร ซึงอิทธิพลนี จะเป็นไปตามขนาดของทะเลสาบนันๆ หากมีขนาดใหญ่มากก็จะมีอิทธิพลต่อพืนดินทีอยู่ โดยรอบมากๆ เช่นทะเลสาบทังห้า (HOMES) ในทวีปอเมริกาเหนือ ทีมีผลต่ออุณหภูมิของ อากาศลึกเข้าไปถึง 2.3 กิโลเมตร
  • 7.
    5. ลักษณะความสูงตําของพืนที อีกปัจจัยนึงทีมีอิทธิพลต่ออุณหภูมิของอากาศในพืนทีหนึงๆ คือความสูง – ตํา จากระดับนําทะเล ของบริเวณพืนทีนันๆ โดยปกติแล้วอุณหภูมิของอากาศจะมี อัตราการเปลียนแปลงของอุณหภูมิโดยเฉลียปกติ (Normal Lapes Rate) คือ อุณหภูมิจะลดลง 6.5 องศาเซียนเซียส ( C ) ทุกๆ ระดับความสูง 1,000 เมตร จาก ระดับนําทะเล ดังนันในบริเวณพืนทีทีมีความสูงจากระดับนําทะเลมากๆ เช่น เทือกเขาสูงๆ จะมีอุณหภูมิของอากาศตํากว่าบริเวณเนินเขา หรือบริเวณทีราบเชิง เขา ในบริเวณพืนทีทีเป็นทีราบสูง ทีมีความสูงจากระดับนําทะเลมากๆ จะมี อุณหภูมิของอากาศตํากว่าบริเวณทีราบตํา หรือทีราบลุ่ม ดังนันยิงพืนทีบริเวณใดที อยู่สูงจากระดับนําทะเลมากๆ อุณหภูมิของอากาศก็จะลดตําลง บริเวณทีอยู่สูง 3,500 เมตร จากระดับนําทะเลขึนไปจะมีหิมะปกคลุมตลอดปี ซึงเราเรียกระดับ ความสูงนีว่า “แนวหิมะ”
  • 8.
    6. ลมประจํา อุณหภูมิของอากาศบริเวณต่างๆ บนพืนโลกจะเป็นไปในลักษณะ ของการเคลือนทีของอากาศทีมีความร้อนและความเย็น ทีลมเป็น พาหนะพัดพามา เช่น ลมร้อนก็จะทําให้อากาศร้อนขึน ลมเย็นก็จะทํา ให้อากาศหนาวเย็น ลมทีพัดอยู่เป็นประจําในเขตพืนทีต่างๆ ก็จะมี ลักษณะประจําตัว คือ บางบริเวณก็เป็น “ลมร้อน” บางบริเวณก็เป็น “ลม ร้อน” ซึงจะมีผลต่ออุณหภูมิของอากาศในบริเวณนันๆ ลมประจําที สําคัญ เช่น ลมสิรอคโค ลมเพิน ลมซินุค และลมตะเภา เป็นต้น
  • 9.
    7. กระแสนําในมหาสมุทร กระแสนําในมหาสมุทรมีลักษณะคล้ายกับกระแสลม คือมีอยู่ 2 ลักษณะ คือ กระแสนําอุ่น และ กระแสนําเย็น กระแสนําอุ่นเป็นกระแสนําทีก่อกําเนิดขึนบริเวณ ใกล้เส้นศูนย์สูตร หรือบริเวณละติจูดตํา เป็นกระแสนําทีมีอุณหภูมิสูง จะไหลไปยัง บริเวณทีมีอุณหภูมิตํา คือบริเวณขัวโลกหรือบริเวณทีมีละติจูดสูงกว่า ส่วน กระแสนําเย็นจะก่อกําเนิดขึนในบริเวณใกล้ขัวโลกหรือบริเวณละติจูดสูง เป็น กระแสนําทีมีอุณหภูมิตําจะไหลเข้าไปยังบริเวณเส้นศูนย์สูตรหรือละติจูดทีตํากว่า เหมือนการพัดถ่ายเทของกระแสลม หมุนเวียนกันไป กระแสนําอุ่นและกระแสนําเย็นเมือไหลผ่านไปยังชายฝังใด ก็จะส่งอิทธิพลให้ บริเวณชายฝังนันๆ มีอุณหภูมิเปลียนไปตามกระแสนํานันๆ เช่น หากชายฝังใดมี กระแสนําอุ่นไหลผ่าน ก็จะทําให้ชายฝังบริเวณนันมีอุณหภูมิสูงกว่าบริเวณอืนๆ ที กระแสนําอุ่นไม่ได้ไหลผ่าน หากชายฝังใดมีกระแสนําเย็นไหลผ่าน อุณหภูมิของ อากาศบริเวณนันก็จะตํากว่าบริเวณอืนๆ ทีไม่มีกระแสนําเย็นไหลผ่าน
  • 10.
    ระบบการแบ่งภูมิอากาศ โดยระบบการแบ่งภูมิอากาศส่วนใหญ่ทีใช้งานกันอยู่ในปัจจุบันจะ อ้างอิงมาจากระบบการแบ่งภูมิอากาศของ ดร. วลาดิเมียร์เคิป เปน Wladimir Köppen นักภูมิอากาศวิทยาชาวเยอรมัน-รัสเซีย ทีได้ เสนอไว้ในปี คศ. 1900 เคิปเปนได้แบ่ง เขตภูมิอากาศ บนพืนผิวโลก โดยอาศัยลักษณะของพืชพรรณธรรมชาติและดินทีเหมือนกัน ระบบของเคิปเปน มีรูปแบบภูมิอากาศหลักอยู่5 แบบ อ้างอิงจากค่าเฉลีย รายเดือนและรายปีของอุณหภูมิและปริมาณนําจากอากาศ (หยาดนําฟ้า: precipitation) เช่น ฝน หิมะ ลูกเห็บ เป็นต้น แต่ละรูปแบบใช้สัญลักษณ์ เป็นอักษรภาษาอังกฤษตัวพิมพ์ใหญ่ ดังนี
  • 11.
  • 12.
    A -หมายถึง ภูมิอากาศร้อนชืนแถบศูนย์สูตรเป็นเขตทีมีอุณหภูมิสูงและฝนตกชุกตลอดปี B - หมายถึง ภูมิอากาศแห้งแล้ง เป็นเขตทีมีปริมาณนําฝนน้อยและมีช่วงอุณหภูมิสูงสุด-ตําสุด ทีแตกต่างกันมากในแต่ละวัน มี 2 กลุ่มย่อย คือ S หมายถึง เขตกึงแห้งแล้ง หรือ สเต็ปป์ และ W หมายถึง เขตแห้งแล้ง หรือ ทะเลทราย ซึงใช้ร่วมกับภูมิอากาศแบบ B C - หมายถึง ภูมิอากาศอบอุ่นชืนแถบละติจูดกลาง มีความแตกต่างมากระหว่างส่วนทีเป็น พืนดินกับส่วนทีเป็นนําภูมิอากาศแบบนีจะมีทังฤดูร้อนทีอบอุ่น แห้งแล้ง และฤดูหนาวที หนาวเย็น และอากาศชืน D -หมายถึง ภูมิอากาศชืนภาคพืนทวีป พบในเขตทีมีพืนทีกว้างภายในทวีปปริมาณโดยรวม ของนําจากอากาศ (หยาดนําฟ้า: precipitation) ไม่สูงมากนัก และมีอุณหภูมิทีแตกต่างกัน มากระหว่างอุณหภูมิสูงสุด-ตําสุด E - หมายถึง ภูมิอากาศขัวโลก ภูมิอากาศแบบนี EFพบในบริเวณทีมีนําแข็งปกคลุมอย่างถาวร และพืนทีแบบทุนดรา (tundra) ET ซึงในแต่ละปีพืนทีแบบนีจะมีระยะเวลาเพียงแค่ 4 เดือน เท่านันทีมีอุณหภูมิสูงกว่าจุดเยือกแข็ง ลักษณะภูมิอากาศ กลุ่มย่อยอืนๆ จะใช้สัญลักษณ์เป็น อักษรภาษาอังกฤษตัวพิมพ์เล็ก วางไว้ต่อจากกลุ่มหลักทัง 5 แบบ ซึงหมายถึงลักษณะ เฉพาะทีมีความแตกต่างกันของอุณหภูมิและปริมาณนําจากอากาศในแต่ละฤดูกาล อาทิ
  • 13.
    กลุ่มย่อยทีใช้บรรยายภูมิอากาศเพิมเติม ซึงจะวางจากกลุ่มหลักได้แก่ f -หมายถึงเขตทีมีความชืนสูง มีปริมาณหยาดนําฟ้ามากในแต่ละเดือนและไม่มี ฤดูแล้ง ตัวอักษรกลุ่มนีใช้ร่วมกับภูมิอากาศแบบ A , C และ D m หมายถึง ภูมิอากาศแบบป่าฝน โดยจะมีภูมิอากาศแบบแห้งแล้งเป็นช่วง สันๆ ในแต่ละรอบมรสุม ภูมิอากาศแบบนีใช้ร่วมกับภูมิอากาศแบบ A เท่านัน m -หมายถึง ภูมิอากาศแบบป่าฝน โดยจะมีภูมิอากาศแบบแห้งแล้งเป็นช่วงสันๆ ในแต่ละรอบมรสุม ภูมิอากาศแบบนีใช้ร่วมกับภูมิอากาศแบบ A เท่านัน s - หมายถึง ภูมิอากาศแบบแห้งแล้งในช่วงฤดูร้อน ในฤดูหนาวอากาศอบอุ่น และมีฝนตก ใช้ร่วมกับภูมิอากาศแบบ C เท่านัน w -หมายถึง ภูมิอากาศแบบแห้งแล้งและไม่มีฝนตกในช่วงฤดูหนาว
  • 14.
    กลุ่มย่อยอีกกลุ่มทีใช้บรรยายเพิมเติม จะวางจากกลุ่มหลักและกลุ่มรอง ได้แก่ a- หมายถึง ภูมิอากาศร้อนในฤดูร้อน เดือนทีร้อนทีสุดจะมีอุณหภูมิสูงกว่า 22 องศาเซลเซียส (72 องศาฟาเรนไฮต์) ซึงจะพบในภูมิอากาศแบบ C และ D b - หมายถึง ภูมิอากาศอบอุ่นในฤดูร้อน เดือนทีร้อนทีสุดจะมีอุณหภูมิตํากว่า 22 องศา เซลเซียส (72 องศาฟาเรนไฮต์) ซึงจะพบในภูมิอากาศแบบ C และ D c - หมายถึง ภูมิอากาศแบบหนาวเย็น มีฤดูร้อนเป็นช่วงสันๆ ซึงน้อยกว่า 4 เดือนทีมีอุณหภูมิ สูงกว่า 10 องศาเซลเซียส (50 องศาฟาเรนไฮต์) พบในภูมิอากาศแบบ C และ D d -หมายถึง ภูมิอากาศแบบหนาวเย็นมากในฤดูหนาว เดือนทีมีอุณหภูมิตําทีสุด จะมีอุณหภูมิตํา กว่า -38 องศาเซลเซียส (-36 องศาฟาเรนไฮต์) พบในภูมิอากาศแบบ D เท่านัน h - หมายถึง ภูมิอากาศแบบร้อนและแห้งแล้งในเขตร้อน อุณหภูมิเฉลียในแต่ละปีสูงกว่า 18 องศาเซลเซียส (64 องศาฟาเรนไฮต์) พบในภูมิอากาศแบบ B เท่านัน k - หมายถึง ภูมิอากาศแบบหนาวเย็นและแห้งแล้งในเขตร้อนอบอุ่น อุณหภูมิเฉลียในแต่ละปี ตํากว่า 18 องศาเซลเซียส (64 องศาฟาเรนไฮต์) พบในภูมิอากาศแบบ B เท่านัน
  • 15.
    1. ภูมิอากาศร้อนชืนแถบศูนย์สูตร (Tropical RainyClimate : Af ) เป็นลักษณะภูมิอากาศที ร้อนจัด อุณหภูมิสูง มีฝนตกชุกตลอดปี ได้แก่บริเวณแถบศูนย์สูตร ระหว่างละติจูด 5 องศาละติจูดเหนือและ 5 องศาละติจูดใต้ พืชพันธุ์ธรรมชาติเป็น ป่ าดงดิบ ที เด่นชัดได้แก่บริเวณบริเวณหมู่เกาะอินโดนีเซีย ทางตอนใต้ของทวีปเอเซีย เราเรียกลักษณะ ภูมิอากาศแบบนีว่า “ภูมิอากาศแบบป่าดงดิบ” บริเวณทีราบลุ่มแม่นําอเมซอนจัดเป็นบริเวณป่าดง ดิบทีใหญ่ทีสุดของโลก พืชพันธุ์ธรรมชาติของเขตนีเป็นป่าดงดิบเป็นป่าดงดิบ ต้นไม้ขึนอย่างหนาแน่น เขียวชอุ่ม ตลอดปี ไม่มีการผลัดใบ มีต้นไม้มากมายหลายชนิด เป็นไม้ทีมีใบกว้าง ลําต้นสูงใหญ่ ขึนชิด ติดกันจนกิงใบเบียดกันแน่น ทําให้แสงแดดไม่สามารถส่องลอดลงไปถึงพืนดินด้านล่างได้ มีฝน ตกชุกตลอดปี ทําให้พันธุ์ไม้ประเภท เถาวัลย์ ขึนเกาะเกียวตามลําต้น พันธุ์ไม้ส่วนใหญ่เป็นไม้ เนือแข็ง ทีเหมาะสําหรับการนํามาใช้ทีเครืองใช้ และบ้านเรือน นอกจากมีพันธุ์ไม้หลากหลายชนิดแล้ว บริเวณนียังเป็นแหล่งของสัตว์ป่านานาชนิด ทังทีเรา รู้จักกันดี และมีอีกหลายชนิดทีเรายังไม่รู้จัก ทีสําคัญเช่น เสือโคร่ง วัวกระทิง วัวแดง หมีควาย แรด กระซู่ ลิงอุลังอุตัง กอซิล่า และสัตว์เลือยคลานนานาชนิด บริเวณป่าดงดิบเหล่านียังเป็น แหล่งกําเนิดของ แมลงและยุงทีเป็นพาหะของโรค เช่น มาลาเรีย ไข้เลือดออก ไข้นอนหลับ ต้นไม้ทีมีค่าในเขตนีส่วนใหญ่จะไม้ประเภทไม้เนือแข็ง เช่น ไม้แดง ไม้มะค่า ไม้ตะแบก
  • 16.
    2. ภูมิอากาศแบบป่ ามรสุมเมืองร้อน (LightTropical Rainy Forest : Am ) เป็นบริเวณทีมีภูมิอากาศทีได้รับอิทธิพลจากลมมรสุม ทําให้มีฝนตกมากในฤดูฝน ด้วยอิทธิพลของลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ บริเวณทีมีฝนตกมากทีสุดของโลกคือ เมืองซิ ราปุจิ ในแคว้นอัสสัม ประเทศอินเดีย และมีฤดูแล้งเด่นชัดเป็นเวลา1 – 2 เดือน ได้แก่ บริเวณเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะด้านทีรับลม(Wind ward) มรสุมตะวันตกเฉียง ใต้ พืชพันธุ์ธรรมชาติบริเวณนี ป่าโปร่ง เขตร้อนชืน หรือเรียกว่า ป่ าเบญจพรรณ เป็น ป่าโปร่งผลัดใบทีขึนในบริเวณทีได้รับอิทธิพลจากลมมรสุม มีปริมาณฝนตกน้อยกว่าป่า ดงดิบ มีระยะฤดูแล้งระยะสันๆ เห็นได้ชัดเจน บริเวณทีมีพืชพันธุ์แบบนีชัดเจน คือ บริเวณเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ต้นไม้สําคัญในป่าชนิดนีคือ ไม้สัก ซึงจัดเป็นไม้ทีมีค่า มากทีสุด เพราะมีคุณภาพสูงเหมาะสําหรับการนํามาทําสร้างบ้านเรือน และเครืองใช้สอย ต่างๆ พืชพันธุ์ทีขึนแซมในเขตมรสุมนี ได้แก่ ต้นไผ่ บริเวณทีแห้งแล้งมีปริมาณ นําฝนน้อย ปริมาณป่าไม้จะลดลงและมีทุ่งหญ้าขึนแซมมากขึน ทําให้บ้างแห่งมีลักษณะ เป็นทุ่งหญ้าขนาดใหญ่ ไม้เศรษฐกิจสําคัญในเขตนี เช่น ไม้สัก ไม้ยางพารา ไม้มะฮกก กานี ปาร์มนํามัน ชิงโคนา และเครืองเทศ
  • 17.
    3. ภูมิอากาศแบบทุ่งหญ้าเมืองร้อนหรือสะวานา (Savanna :Aw ) มีลักษณะคล้ายกับภูมิอากาศแบบมรสุมเมืองร้อน แต่เป็น บริเวณทีได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้น้อย ทําให้มี ฝนตกน้อยกว่า เป็นทุ่งหญ้าทีมีไม้พุ่มสลับกับป่าไม้เบญจพรรณ กระจายอยู่ห่างๆ ได้แก่บริเวณทีมีภูมิประเทศเป็น เงาฝน (Rain Shadow) ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พืชพันธุ์ธรรมชาติเป็นทุ่งหญ้าสูงๆ เช่น หญ้าคา ซึงไม่เหมาะ สําหรับการเลียงสัตว์ ในฤดูฝนจะดูเขียวชอุ่มสดชืน และแห้งแล้ง เป็นสีนําตาลในฤดูแล้ง ติดไฟง่าย สัตว์ป่าทีสําคัญในเขตนีเช่น สิงโต เสือดํา เสือดาว และสัตว์ประเภทกวางชนิดต่างๆ
  • 18.
    4. ภูมิอากาศแบบกึงทะเลทรายหรือทุ่งหญ้าสแตปป์ (Stepps Climate: Bsh, Bsk ) ลักษณะภูมิอากาศเป็นแบบกึงทะเลทราย เป็นบริเวณทีอยู่รอบๆ ทะเลทราย และบริเวณทีมีลักษณะภูมิประเทศเป็นแอ่งทีมีภูเขาสูงล้อมรอบ (Basin) เช่น ทะเลทรายตาริม ในอินเดีย ปริมาณนําฝนในเขตทุ่งหญ้าสแตปป์มีปริมาณน้อย มาก บางแห่งไม่มีฝนตกเลย ทําให้บริเวณนีจะทําการเพาะปลูกได้ต้องอาศัยระบบ ชลประทานเข้าช่วยจึงจะสามารถเพาะปลูกได้ พืชพันธุ์ธรรมชาติในบริเวณนีเป็น หญ้าตนสันๆ รากตืน โดยมากอยู่ใน บริเวณกึงแห้งแล้ง ในบริเวณทีแห้งแล้งมากตนหญ้าก็จะสันมาก ในช่วงฤดูฝนใน พืนทีทีมีฝนตกพอเพียงก็จะทําให้ต้นหญ้าเหล่านีเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว จนทําให้ กลายสภาพเป็นทุ่งหญ้าเขียวขจีขนาดใหญ่ แต่เมือหมดฝน ทุ่งหญ้าเหล่านีก็เฉาตาย กลายเป็นทุ่งหญ้าต้นสันๆ เหมือนเดิม
  • 19.
    5. ภูมิอากาศแบบเมดิเตอร์เรเนียน (Mediterenean Climate: Cs ) เป็นลักษณะภูมิอากาศทีจัดว่า ดีทีสุดในโลก ภูมิอากาศส่วนใหญ่ อบอุ่นตลอดปี ฤดูหนาวมีฝนตกเล็กน้อย อากาศอบอุ่นสบายดี ฤดูร้อนท้องฟ้าโปร่ง อากาศอบอุ่น ได้แก่บริเวณรอบๆ ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ซึงกันระหว่างทวีปยุโรปกับทวีปแอฟริกา บริเวณทีราบลุ่มแม่นําไทรกีส-ยูเฟรตีส (ทีราบเมโสโปเตเมีย) แคลิฟอร์เนียตอนกลาง และตอนใต้ ทางชายฝังด้านตะวันตกของประเทศสหรัฐอเมริกา ซิลีตอนกลาง ตอนใต้ สุดด้านตะวันตกของทวีปแอฟริกา บริเวณชายฝังด้านตะวันตกเฉียงใต้ของทวีป ออสเตรเลีย เป็นบริเวณทีมีผู้คนนิยมไปผักผ่อนตากอากาศมากทีสุด โดยเฉพาะเมือง มาร์เซลล์ทางตอนใต้ของประเทศฝรังเศส พืชพันธุ์ธรรมชาติของบริเวณนีเป็น ป่าไม้แบบผสมทีมีต้นไม้ใหญ่ขึนปนกับต้นไม้ อืนๆ ต้นไม้สูงจะขึนห่างๆ กัน ไม่เบียดชิดหนาแน่นเหมือนเขตร้อนชืน ส่วนใหญ่เป็น ต้นไม้ทีมีเปลือกหนาห่อหุ้มลําต้น ทีสําคัญได้แก่ ต้นคอร์ด ต้นโอ๊ค เปลือกของต้น คอร์คถูกนําไปใช้เป็น “จุกคอร์ค” สําหรับปิดขวด พืชสําคัญในเขตเมดิเตอร์เรเนียน ได้แก่ ส้ม อะงุ่น เป็นต้น
  • 20.
    6. ภูมิอากาศแบบชายฝังทะเลตะวันตก (Marine WestCoast Climate : Cfb ) หรือเรียกกันทัวไปว่า ภูมิอากาศแบบหมู่เกาะอังกฤษ ภูมิอากาศ แบบนีจะอยู่ที บริเวณชายฝังด้านตะวันตกของทวีป ทีตังอยู่ระหว่าง เส้นละติจูด 50 – 60 องศา และได้รับอิทธิพลของลมตะวันตก ภูมิอากาศแบบนีเป็น ภูมิอากาศเย็นสบาย ฤดูร้อนอากาศอบอุ่น และ ฤดูหนาวอากาศเย็น มีฝนตกสมําเสมอ พืชพันธุ์ธรรมชาติเป็นทุ่งหญ้าขนาดใหญ่ ทีเหมาะสําหรับทําฟาร์ม โคนม พืชพันธุ์ธรรมชาติบริเวณนี ในบริเวณทีมีฝนตกชุกจะเป็นไม้ ผลัดใบ และทุ่งหญ้าเขตอบอุ่น ส่วนบริเวณทีลึกเข้าไปในทวีป มี ภูมิอากาศแห้งแล้งและบริเวณทีสูง จะเป็นป่าสน
  • 21.
    7. ภูมิอากาศแบบไทก้า (Taiga Climate: Dc, Dd ) ลักษณะทัวไปเป็นป่าสน ภูมิอากาศ หนาวทีสุดในเขตหนาวด้วยกัน บริเวณทีหนาวทีสุดของโลกคือ เมืองเวอรโคแยง (Verkhoyansk) ในเขตไซบี เรีย ทางตอนเหนือของประเทศรัสเซีย ในฤดูหนาวอุณหภูมิ -68 องศาเซียเซียส ซึงเป็นอุณหภูมิทีตําทีสุดเท่าทีเคยวัดได้บนพืนโลก นอกจากบริเวณเขตไซ บีเรียของรัสเซีย พืชพันธุ์ธรรมชาติในบริเวณนีได้แก่ ป่าสน ชาวรัสเซียเรียกป่าสนว่า ไทก้า (Taiga) ซึงถูกนํามาใช้เรียกเป็นชือภูมิอากาศของเขตนี บริเวณป่าไทก้า เป็นป่าสนทีเขียวชอุ่มตลอดปี การผลัดใบมีติดต่อกันตลอดเวลา บริเวณเขตไซ บีเรียคือบริเวณทีเป็นป่าสนทีใหญ่ทีสุดของโลก สัตว์ป่าทีสําคัญในบริเวณนี เป็นสัตว์ทีมีขนปุกปุย ทีสําคัญได้แก่ มิงค์(mink) สุนัข์จิงจอก หมีขาว ซึง ถูกล่านําเอาขนมาทําเครืองนุ่งห่มทีมีราคาแพง
  • 22.
    8. ภูมิอากาศแบบทุนดรา (Tundra Climate: Et ) เป็นบริเวณทีมีหิมะปกคลุมตลอดปี ฤดูร้อนมีอุณหภูมิไม่เกิน 10 องศา เซลเซียส มีนําค้างแข็งทุกเวลา มีฝนตกน้อยมาก ฝนทีตกมีลักษณะเป็นเกล็ด นําแข็งเล็กๆ ได้แก่บริเวณชายฝังทางตอนเหนือของประเทศรัสเซีย มีบาง บริเวณทีเป็นแหล่งนําอุ่น (Poliyas) เป็นบริเวณทีกระแสนําอุ่นจากเบืองล่าง มหาสมุทรไหลวขึนมาบนผิวนํา ทําให้นําบนบริเวณนันอุ่นขึนกว่าบริเวณ รอบๆ ทําให้เป็นแหล่งทีอยู่ของฝูงปลาจํานวนมาก พืชพันธุ์ธรรมชาติบริเวณนี ได้แก่ ตะไคร่นํา มอส เฟิรน ซึงเป็นอาหาร ของสัตว์นําต่างๆ สัตว์ป่าสําคัญในบริเวณนี คือ กวางเรเดียร์ ซึงใช้เป็นสัตว์ พาหนะสําคัญในการเดินทาง แมวนํา วอลรัส และสิงโตทะเล สําหรับ บริเวณขัวโลกใต้คือ นกเพนกวิน
  • 23.
    9. ภูมิอากาศแบบทุ่งนําแข็ง (Icecaps: EF ) เป็นบริเวณพืนทีทีปกคลุมด้วยนําแข็งตลอดปี อุณหภูมิตลอดทังปีตํากว่า 0 องศาเซลเซียส จีงไม่มีพืช พันธุ์ใดๆ ขึนได้เลย บริเวณทีมีลักษณะภูมิอากาศแบบนี มีอยู่เพียงแห่งเดียว คือบริเวณ เกาะกรีนแลนด์
  • 24.
    10. ภูมิอากาศแบบทะเลทราย (DesertClimate : Bwk ) เป็นบริเวณทีมีภูมิอากาศทารุณทีสุด รองจากบริเวณทุ่งนําแข็ง โดยเฉพาะบริเวณ ทะเลทรายสะฮารา (Sahara Desert) ทางด้านตะวันตกเฉียงเหนือของทวีปแอฟริกา ภูมิอากาศระหว่างกลางวันกับกลางคืนแตกต่างกันมาก ในเวลากลางวันอากาศร้อนจัด อุณหภูมิสูงถึง 58 องศาเซียเซียส แต่ในเวลากลางคืนอากาศกลับเย็นจัด อุณหภูมิตําถึงจุด เยือกแข็ง การระเหยของไอนํามีมากเนืองจากอากาศแห้งและร้อนจัดตลอดปี ทะเลทรายในเขตร้อนทีมีชือเสียง เช่น ทะเลทรายอาหรับ ทะเลทรายธาร์ ทาง ตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศอินเดีย ทะเลทรายในเขตอบอุ่นทีสําคัญ คือ ทะเลทรายโกบี ทางตอนเหนือของประเทศ สาธารณรัฐประชาชนจีน ทะเลทรายตาริม ซึงเป็นทะเลทรายในบริเวณแอ่งทีราบทีมีภูเขา ล้อมรอบ (Basin) ทะเลทรายซุงกาเรีย ทะเลทรายรัสเซีย-เตอรกีสถาน และทะเลทราย ในมลรัฐเนวาดาของประเทศสหรัฐอเมริกา พืชพันธุ์ธรรมชาติในบริเวณนีเป็นจําพวก หญ้าสันๆ และจําพวกทีมีใบเล็กเป็นหนามแหลม เช่น กระบองเพชร ในบริเวณทีมีแหล่ง นําซึมซับจากใต้พืนดิน ทีเรียกว่า โอเอซิส (Oasis) จะมีพวกต้นไม้ทีมีใบเขียวตลอดปีขึน ได้บ้าง เช่น ไม้จําพวกปาร์ม เป็นต้น
  • 25.
    11.ภูมิอากาศแบบทีสูง (Hightland Climate: H ) ตามปกติเมือระดับความสูงเพิมขึนจากระดับนําทะเล อุณหภูมิของอากาศ จะลดลง 6.5 องศาเซียเซียส ทุกๆ ความสูง 1,000 ฟุตร จากระดับนําทะเล ด้วย เหตุนีบริเวณเทือกเขาสูง หรือบริเวณทีราบสูง จึงมีอุณหภูมิของอากาศตํากว่า บริเวณทีราบเชิงเขา หรือทีราบลุ่มแม่นํา เมืองตากอากาศทีสําคัญในเขตร้อนที มีชือเสียงคือ เมืองแคมเมอรอนไฮต์แลนด์ ในมาเลเซีย เมืองบาเกียว ใน ฟิลิปปินส์ และเมืองควิโต ในเอคัวดอร์ ยิงบริเวณทีอยู่สูงจากระดับนําทะเล มาก อุณหภูมิของอากาศยิงลดตําลงมาก ดังนันจึงทําให้เป็นบริเวณทีมีหิมะปก คลุม ซึงเราเรียกระดับความสูงนีว่า “แนวหิมะ” (Snow line) พืชพันธุ์ ธรรมชาติในบริเวณนี จะเป็นพืชพันธุ์แบบไทก้า หรือแบบทรุนดรา คือ พวกป่า สน มอส ตะไคร่นํา เฟิรน เป็นต้น