บทที่ 3 การเจริญเติบโตของพืชดอก
รายวิชาชีววิทยา 4 (ว30244)
ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2558
ครูผู้สอน
 นายวิชัย ลิขิตพรรักษ์ ตาแหน่งครู คศ.1 เอกวิชาชีววิทยา
ประวัติการศึกษา :
◦ พ.ศ. 2549 วิทยาศาสตรบัณฑิต (เกรียตินิยมอันดับ 2) สาขาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์
มหาวิทยาลัยมหิดล
◦ พ.ศ. 2551 ศึกษาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาศึกษาศาสตร์ เอกเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
◦ พ.ศ. 2552 ประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครู คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต
◦ พ.ศ. 2555 สาธารณสุขศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิทยาศาสตร์สุขภาพ เอกสาธารณสุขศาสตร์
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
◦ พ.ศ. 2558 ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการประเมินและการวิจัยทางการศึกษา
เอกวิจัยทางการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคาแหง
ภายหลังการสืบพันธ์ของพืชดอก
 การปฏิสนธิของพืชดอกเกิดขึ้น 2 ครั้ง ระหว่างเซลล์ไข่กับสเปิร์มนิวเคลียส และสเปิร์มนิวเคลียสอีก
อันหนึ่งกับโพลาร์นิวเคลียส เรียกว่า การปฏิสนธิซ้อน (double fertilization) หลังจากการปฏิสนธิแล้ว
ออวุลแต่ละอันเปลี่ยนแปลงไป เป็นเมล็ด (seed) เนื้อเยื่อเอนโดสเปิร์มจะกลายเป็นเนื้อเยื่อสะสมอาหาร
แต่ในพืชบางชนิดเอนโดสเปิร์มสลายไปจึงมี การสะสมอาหารไว้ใน ใบเลี้ยงซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเอมบริ
โอ และรังไข่ก็จะเจริญไปเป็นผล (fruit) ส่วนไซโกตจะเจริญไปเป็นเอ็มบริโอ (embryo)
สรุปได้ว่า
1. การเกิดการปฏิสนธิ 2 ครั้ง (double fertilization )
1.1 sperm nucleus (n) + egg nucleus (n) Zygote (2n)  embryo (2n)
1.2 sperm nucleus (n) + 2polar nucleus (2n)  endosperm (3n)
2. การเปลี่ยนแปลงหลังการปฏิสนธิซ้อน
2.1 ออวุล (ovule) จะเปลี่ยนแปลงเป็นเมล็ด (seed )
2.2 รังไข่ (ovary) จะเปลี่ยนแปลงเป็นผล (fruit)
Double fertilization
การเปลี่ยนแปลงหลังปฏิสนธิ
หลังจากการปฏิสนธิ ยอดและก้านชูเกสรตัวเมียจะเหยี่ยวลงกลีบเลี้ยงกลีบดอกเกสรตัวผู้ และเกสรตัวเมียก็จะแห้ง
แล้วร่วงหลุดไป ส่วนรังไข่ และ ออวุล หรือไข่ จะเจริญเติบโตต่อไป โดย รังไข่ จะเจริญกลายเป็น ผล ส่วน ออวุล หรือไข่
จะเจริญไปเป็น เมล็ด ซึ่งภายในเมล็ดจะเก็บต้นอ่อน และอาหารสะสมไว้ภายใน เพื่อเกิดเป็นต้นใหม่ เมื่อ เมล็ดพืช
แพร่กระจายไปในที่ต่าง และไปตกในที่ที่มีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับการงอกของเมล็ดเมล็ดก็จะงอกเป็นต้นใหม่
ต่อไป วิธีนี้ทาให้พืชดอกที่อยู่ตามธรรมชาติสามารถแพร่ได้โดยไม่สูญพันธุ์ไป
สรุป : หลังจากปฏิสนธิแล้วออวุล (ovule) จะเปลี่ยนแปลงไปเป็นเมล็ด ส่วนรังไข่จะเจริญไปเป็นผล
ไซโกตเจริญไปเป็นเอมบริโอ เอนโดสเปิร์มเจริญไปเป็นอาหารสาหรับเลี้ยงเอมบริโอ ในพืชบางชนิด
เอนโดสเปิร์มจะสลายไปก่อนที่เมล็ดจะเจริญ ดังนั้น อาหารสะสมจึงอยู่ภายในใบเลี้ยงของเอมบริโอ
การปฏิสนธิซ้อนของพืชดอกมีความสาคัญเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นการสร้างอาหารให้แก่
สิ่งมีชีวิตอื่นๆ เช่น ผลไม้ที่เรารับประทานก็เกิดตามมาจากการปฏิสนธิ อาหารพวกข้าว ข้าวโพด ก็
เป็นส่วนของเอนโดสเปิร์ม อาหารในเมล็ดถั่วหลายชนิดก็เป็นอาหารที่สะสมอยู่ในใบเลี้ยงของเอมบริ
โอ
การเกิดผลและเมล็ด (seed and fruit formation)
 หลังจากการปฏิสนธิแล้ว ออวลแต่ละอันเจริญเปลี่ยนไปเป็นเมล็ด (seed) ซึ่งส่วนใหญ่มีอาหาร
สะสมอยู่และรังไข่ เจริญไปเป็นผล (fruit) ผลไม้บางชนิดเจริญมาจากส่วนอื่นของดอก เช่น ฝรั่ง
ชมพ แอปเปิล เจริญมาจากฐานรองดอกจึง เรียกว่า ผลเทียม (pseudocarp) ดอกไม้มีทั้งดอก
เดี่ยวและดอกช่อ และรังไข่ของดอกแต่ละชนิดมีจานวนที่แตกต่างกัน ทาให้ผลที่เจริญมาจากรัง
ไข่มีความแตกต่างกันไปด้วย เมื่อรังไข่เจริญเป็นผล ผนังรังไข่เจริญเป็นเนอผล เรียกผนังรังไข่ที่
เปลี่ยนแปลงว่า เพอริคาร์ป (pericarp) ประกอบด้วยเนื้อเยื่อ 3 ชั้นดังนี้
1. เอพิคาร์ป (epicarp หรือ exocarp) เนื้อเยื่อชั้นนอก เจริญเป็นเปลือกชั้นนอกสุด
2. มีโซคาร์ป (mesocarp) เนื้อเยื่อชั้นกลางของเปลือกอาจจะบางหรือเป็นเนื้อเยื่อหนานมกลายเป็น
เนื้อผลก็ได้
3. เอนโดคาร์ป (endocarp) เนื้อเยื่อชั้นในสุด มีการเปลี่ยนแปลงต่างกันแล้วแต่ชนิดของผลไม้ อาจ
เปลี่ยนเป็น เนื้อผลไม้ หรือเปลือกแข็งหุ้มเมล็ดก็ได้
 ในกรณีที่ไม่สามารถแยกความแตกต่างระหว่างเปลือกผลและเนื้อชั้นกลางได้ นิยมเรียกบริเวณ
ทั้งสองนี้รวมกันว่า อีพคาร์ป (epicarp) เช่นมะเขือเทศ ส้ม เป็นต้นหรือถ้าแยกความแตกต่าง
ของทั้งสามชั้นไม่ได้ นิยมเรียกรวมกันว่าเพอริคาร์ป (pericarp) เช่น ถั่วลิสง ถั่วเหลือง
ถั่วฝักยาว เป็นต้น
ภาพแสดง
ส่วนประกอบ
ของผล
ก่อนปฎิสนธิ หลังปฏิสนธิ
Ovule Seed
Ovary Fruit
Integument Seed coat
Egg + sperm nucleus Zygote
Polar nuclei + sperm nucleus Endosperm
Sepal ,petal ,stamen
,synergids และ antipodal
สลายตัว
ชนิดของผล (Type of fruit)
 1. ผลเดี่ยว (simple fruit) คือ ผลที่เกิดมาจากรังไข่อันเดียวในดอกเดียวกัน อาจเป็นดอกเดี่ยว
หรือดอกช่อก็ได้ เช่น ส้ม มะเขือ ฟักทอง มะระ แตงชนิดต่างๆ มะม่วง มะปราง มะกอก ลาไย
เป็นต้น
 2. ผลกลุ่ม (aggregate fruit) คือผลที่เกิดจากรังไข่หลายรังไข่หรือกลุ่มของรังไข่ในดอกเดียวกันของดอก
เดี่ยว รัง ไข่แต่ละอันจะกลายเป็นผลยอย เช่น น้อยหน่า สตรอเบอรี่ ลูกจาก จาปี กระดังงา การเวก
นมแมว กุหลาบ เป็นต้น
 3. ผลรวม (multiple fruit) คือ ผลที่เกิดจากรังไข่ของดอกแต่ละดอกของดอกช่อซงเชื่อมรวมกันแน่น รัง
ไข่ เหล่านี้จะกลายเป็นผลย่อยๆ เชื่อมรวมกันแน่นจนคล้ายเป็นผลเดี่ยว เชน สับปะรด ขนุน สาเก ยอ
มะเดื่อ เป็นต้น
ผลเดี่ยว (Simple Fruit)
ผลที่เกิดจากดอกหนึ่งดอกที่มีเกสรตัวเมียหนึ่งอัน
อาจเมล็ดเดียวหรือหลายเมล็ดก็ได้
(ผลมะม่วง มะละกอ)
ผลกลุ่ม (Aggregate Fruit)
ผลที่เกิดจากดอกหนึ่งดอกที่มีเกสรตัวเมีย
หลายอันแยกจากกันเมื่อเจริญเติบโตเป็นผลอาจมี
ลักษณะคล้ายผลเดี่ยวหนึ่งผล
(ผลน้อยหน่า ผลการเวก ผลลาดวน)
ผลรวม (Multiple Fruit)
ผลที่เกิดจากดอกหลายดอกที่เรียงชิดติดกัน
แน่นบนก้านดอกขนาดใหญ่ ดูคล้ายผลเดียวขนาดใหญ่
(ผลสับปะรด ขนุน)
สรุปการจาแนกชนิดของผล
ประเภทของผล จาแนกตามจานวนรังไข่ และชนิดของดอกไม้ ได้ดังต่อไปนี้ คือ
1. ผลเดี่ยว (simple fruit) ผลเดี่ยวเป็นผลที่เกิดจากรังไข่เดียวในดอกดอกเดียว โดยถ้าในรังไข่นั้นมีออวุล
เดียวก็จะเจริญเป็นผลเดี่ยวที่มีเมล็ดเดียว เช่น พุทรา มะม่วง มะพร้าว แต่ถ้ารังไข่นั้นมีหลายออวุล ก็
จะเจริญเป็นผลเดี่ยวที่มีหลายเมล็ด เช่น แตงโม แตงกวา ตาลึง มะเขือ มะเขือเทศ ฯลฯ
2. ผลกลุ่ม (Aggregate fruit) ผลกลุ่มเป็นผลที่เกิดจากรังไข่หลายรังไข่ที่เจริญอยู่ในดอกเดียว เช่น
น้อยหน่า จาปี จาปา กระดังงา การะเวก สตรอเบอรี่ ลูกจาก ฝักบัว ลูกหวาย ผลกุหลาบ เป็นต้น
3. ผลรวม (Multiple fruit) ผลรวมเป็นผลที่เกิดจากดกหลาย ๆ ดอกที่อยู่ชิดกัน เช่น ลูกยอ สับปะรด
สาเก มะเดื่อ ลูกหม่อน ขนุน ผลบีท เป็นต้น
ควรรู้เพิ่มเติม
 ผลแบบมะเดื่อ (syconium) ผลรวมที่ข้างในผลกลวง ซึ่งเป็นผลที่เจริญมาจากช่อดอกที่มี
ฐานรองดอกรูปถ้วย (hypanthium) ภายในประกอบด้วยดอกย่อยมีขนาดเล็ก ไม่มีกลีบดอก และ
แยกเพศ ภายในช่อดอกมีช่องเปิดขนาดเล็ก (ostiolum) ให้แมลงขนาดเล็กเข้าไปช่วยการผสม
เกสร ได้แก่ ไทร มะเดื่อ กร่าง
Type of
fruit
 ผลมีเนื้อสด (Fleshy Fruit) คือผลที่แก่แล้วมีผนังผลสดไม่แห้ง แบ่งออกเป็น
◦ ผลเมล็ดเดียวแข็ง (Drupe)
ผลสดที่มีเมล็ดเดียว ผนังชั้นกลางเป็นเนื้อหนาอ่อนนุ่ม ผนังชั้นในแข็งมาก ได้แก่พุทรา
มะม่วง
◦ ผลแบบมีเนื้อหลายเมล็ด (Berry)
ผลสดที่มีเมล็ดหลายเม็ลด เนื้อผลอ่อนนุ่ม ผนังชั้นนอกที่เป็นเปลือกมีลักษณะอ่อนนุ่ม
เช่นเดียวกัน ได้แก่มะละกอ มะเขือเทศ
◦ ผลแบบส้ม (Hesperidium)
ผลที่ผนังชั้นนอกมีต่อมน้ามันจานวนมาก ผนังชั้นกลางอ่อนนุ่มคล้ายฟองน้าสีขาว
ผนังชั้นในมีลักษณะเป็นเยื่อบาง และมีบางส่วนของชั้นนี้แปรรูปเป็นถุงน้าเพื่อสะสมน้าตาล
และกรดมะนาว ได้แก่ ส้ม มะนาว
◦ ผลแบบแตง (Pepo)
ผลที่เจริญมาจากรังไข่ใต้วงกลีบ ผนังชั้นนอกแข็งและหนา ผนังชั้นกลางและผนังชั้นในหนา
อ่อนนุ่ม ได้แก่ แตงโม แตงกวา น้าเต้า
ผลเมล็ดเดี่ยวแข็ง (Drupe)
ผลสดที่มีเมล็ดเดียว
ผนังชั้นกลางเป็นเนื้อหนาอ่อนนุ่มผนังชั้นแข็งมาก
(พุทรา มะม่วง)
ผลแบบมีเนื้อหลายเมล็ด (Berry)
ผลสดที่มีเมล็ดหลายเมล็ด
เนื้อผลอ่อนนุ่มผนังชั้นนอกที่เป็นเปลือกมีลักษณะอ่อนนุ่ม
(มะละกอ มะเขือเทศ)
ผลแบบแอปเปิล (Pome)
ผลที่เจริญมาจากรังไข่ใต้วงกลีบ
เนื้อส่วนที่รับประทานเป็นส่วนของฐานรองดอก
(แอปเปิล ฝรั่ง)
ชนิดของผล (Types of Fruit) ผลสด (Fleshy Fruit)
ผลแบบส้ม (Hesperidium)
ผลที่ผนังชั้นนอกมีต่อมน้ามันจานวนมาก
ผนังชั้นกลางอ่อนนุ่มคล้ายฟองน้าสีขาวผนังชั้นในมีลักษณะเป็นเยื่อบาง
และมีบางส่วนของชั้นนี้แปรรูปเป็นถุงเพื่อสะสมน้าตาลและกรดมะนาว
(ส้ม, มะนาว,ส้มโอ,มะกรูด)
ผลแบบแตง(Pepo)
ผลที่เจริญมาจากรังไข่ใต้วงกลีบ ผนังชั้นนอกแข็งและหนา
ผนังชั้นกลางและผนังชั้นในหนาอ่อนนุ่ม
(แตงโม,น้าเต้า)
ชนิดของผล (Types of Fruit) ผลสด (Fleshy Fruit)
ชนิดของผลสดเนื้อนุ่ม
 ผลแห้ง (Dry Fruit) คือผลที่แก่แล้วผนังผลแข็งและแห้ง แบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ ได้แก่ ผลแห้งแก่ไม่แตก (dry
indehiscent fruit) และผลแห้งแก่แตก (dry dehiscent fruit)
 ผลแห้งแก่ไม่แตก (Dry Indehiscent Fruit) แบ่งออกเป็น
◦ ผลแห้งเมล็ดติดหรือผลแบบธัญพืช (Caryopsis or Grain) ผลเดี่ยวหนึ่งเมล็ด เปลือกแข็งและเชื่อมติดแน่นกับ
เปลือกเมล็ดหุ้ม เช่นข้าว
◦ ผลเปลือกแข็งมีกาบรูปถ้วย (Acorn) ผลคล้ายผลเปลือกแข็งเมล็ดเดียว แต่มีกาบหุ้มผล (cupule) ทั้งหมดหรือ
บางส่วน เช่นผลเกาลัด ก่อชนิดต่างๆ
◦ ผลแห้งเมล็ดอ่อน (Achene) ผลขนาดเล็ก ผนังผลแห้งและบาง มี 1 เมล็ด ผนังผลกับเปลือกหุ้มเมล็ดแยกกัน
ส่วนมากมีฐานรองดอกขนาดใหญเช่น บัวหลวง ถ้าผลเกิดจากรังไข่ใต้วงกลีบ และมีขนที่ปลายเมล็ด เรียกว่าผล
แห้งเมล็ดล่อนปลายมีขน (cypsela) เช่นผลของทานตะวัน
◦ ผลเปลือกแห้งเมล็ดเดียว (Nut) ผลที่มีเปลือกแข็งและผิวมัน เป็นผลที่เกิดจากรังไข่ที่มีหลายคาร์เพลเชื่อมกันแต่
มีเมล็ดเดียว เช่น ผลมะพร้าว กระจับ มะม่วงหิมพานต์
◦ ผลแบบปีกเดียว (Samara) ผลที่มีผนังผลชั้นนอกเจริญยื่นออกมาเป็นปีก อาจมีปีกเดียวหรือมากกว่า เช่นผล
ประดู่ ก่วม หรือผลคล้ายผลปีกเดียว (samaroid) มีกลีบเลี้ยงเจริญไปเป็นปีก เช่น ผลยางนา เหียง พะยอม รักใหญ่
◦ ผลแยกแล้วแตก (Schizocarp) ผลที่เจริญมาจากรังไข่ที่มีหลายคาร์เพลเชื่อมกัน เมื่อรังไข่เจริญเต็มที่แล้วคาร์เพล
จะแยกกัน แต่ละคาร์เพลเรียก ซีกผลแบบผักชี (mericarp) ซึ่งภายในมี 1 เมล็ด เช่น ผลผักชี ครอบจักรวาล
ผลแห้ง (Dry Fruit) : ผลแห้งเมื่อแก่แล้วไม่แตก (Dry Indehiscent Fruit)
ผลธัญพืช (Grain)
ผลเดี่ยวหนึ่งเมล็ด เปลือกแข็งและเชื่อมติดแน่นกับ
เปลือกหุ้มเมล็ด
(ข้าว)
ผลแห้งเมล็ดล่อน (Achene)
ผลเดี่ยวหนึ่งเมล็ด เปลือกผลบางและแยกจากเปลือกหุ้มเมล็ด
แต่ละผลอยู่บนฐานรองดอกที่มีขนาดใหญ่
(ทานตะวัน,บัว)
ผลเปลือกแห้งเมล็ดเดี่ยว (Nut)
ผลที่มีเปลือกแข็ง หนาเป็นมันเมล็ดอยู่หลวมๆ ภายใน
(เกาลัด)
ผลปีกเดียว (Samara)
เปลือกแผ่ออกเป็นปีกอันเดียวหรือหลายอัน ภายในมีเมล็ดเดียว
(ประดู่,ทองกาว)
ผลปีกเดียวแฝด (Double Samara)
ผลปีกเดียว 2 อันเชื่อมติดกัน แต่ละผลมีเมล็ดเดียว
(ชาด, พะยอม,สะแบง)
ผลเปลือกแข็งมีกาบรูปถ้วย(Acorn)
ผลเปลือกแข็งที่มีกาบรูปถ้วยหุ้ม
(ก่อหิน)
ผลแห้ง (Dry Fruit) : ผลแห้งเมื่อแก่แล้วไม่แตก (Dry Indehiscent Fruit)
ผลแตกสองครั้ง (Schizocarp)
ผลแก่จะแยกจากกันโดยยังมีก้านยึดผลอยู่แต่ละอันเรียกซีก
ผล ในแต่ละซีกผลจะมีเมล็ด
(ผักชี,ยี่หร่า)
ผลแห้ง (Dry Fruit) : ผลแห้งเมื่อแก่แล้วไม่แตก (Dry Indehiscent Fruit)
 ผลแห้งแก่แตก (Dry Dehiscent Fruit) แบ่งเป็น
◦ ฝักแตกแนวเดียว (Follicle)ผลที่เกิดจากดอกที่มีคาร์เพลเดียวหรือหลายคาร์เพลที่แยกกัน เมื่อผล
แก่จะแตกเพียงตะเข็บเดียว เช่น ผลจาปี จาปา
◦ ผลแตกแบบผักกาด (Silique) ผลที่เกิดจากรังไข่ที่มี 2 คาร์เพล เมื่อผลแก่ผนังผลแตกตามยาวจาก
ด้านล่างไปยังด้านบนแบ่งออกเป็นสองซีก เมล็ดติดอยู่แนวกลางของผล(central false septum)
เช่นผลผักกาดนก ผักเสี้ยน
◦ ฝักแบบถั่ว Legume ผลที่เกิดจากดอกที่มีคาร์เพลเดียว เมื่อผลแก่จะแตกออกตามแนวตะเข็บ 2 ข้าง
ของผล ได้แก่ผลของพืชวงศ์ถั่ว
◦ ผลแบบฝักหักข้อ (loment, lomentum) ผลคล้ายผลแบบถั่วแต่มีรอยคอดรอบฝักเป็นช่วงๆหรือเว้า
เป็นข้อๆ เมื่อผลแก่จะหักบริเวณนี้ แต่ละข้อมี 1 เมล็ด เช่นผลไมยราพ คูน
◦ ผลแบบผักชี (cremocarp) ผลขนาดเล็กมี 2 เมล็ด เมื่อผลแก่และแตกออก เมล็ดจะแยกจากกันโดยมี
คาร์โพฟอร์ (carpophores) เส้นเล็กๆยึดไว้
 ผลแห้งแก่แตก (Dry Dehiscent Fruit) แบ่งเป็น
◦ ผลแห้งแตก (capsule) ผลที่เกิดจากดอกที่รังไข่มีหลายคาร์เพลเชื่อมกัน และเมื่อผลแก่จะแตก แบ่ง
ออกเป็น
 ผลแห้งแตกตามรอยประสาน (septicidal capsule) ผลแห้งแตกตามแนวยาวของผนังคาร์เพล
เช่น ผลกระเช้าสีดา
 ผลแห้งแตกกลางพู (loculicidal capsule) ผลแห้งแตกตรงกลางพูของแต่ละช่อง เช่น ผลทุเรียน
ตะแบกผลแห้งแตกเป็นช่อง (poricidal capsule)
ผลแห้งที่เปิดเป็นช่องหรือรูใกล้ยอดผล เช่น ผลฝิ่น
 ผลแห้งแตกแบบฝาเปิด (circumscissile capsule, pyxis)
ผลแห้งแล้วแตกตามขวางรอบผลลักษณะเป็นฝาเปิด มีเมล็ดจานวนมาก เช่น ผลหงอนไก่
ผลแห้ง (Dry Fruit) : ผลแห้งเมื่อแก่จะแตก (Dry Dehiscent Fruit)
ฝักแตกแนวเดียว(Follicle)
ผลที่มีหลายเมล็ด เมื่อแก่ผลแตกตามแนวตะเข็มเพียงด้านเดี่ยว
(มะค่าแต้)
ผลแตกแบบฝัก (Silique)
ผลที่มีแนวแบ่งเป็นสองส่วนตามยาวเมื่อแตกเป็นสองซีกมี
ผนังบางกันกลางเหลืออยู่
(ผักกาด,ผักเสี้ยน)
ฝักแบบถั่ว (Legume)
ผลแก่ที่แตกออกตามตะเข็บทั้งสองด้าน
(พืชตระกูลถั่ว)
ผลแห้งแตก (Capsule)
ผลที่เกิดจากเกสรตัวเมียที่มีหลายรังไข่เชื่อติดกัน เปลือกผล
เมื่อแห้งแตกออก
(อินทนิล, ทุเรียน,กระเจี๊ยบแดง)
ผลแตกตามช่อง (Poricidal capsule)
ผลแก่แตกเป็นช่องขนาดเล็กหลายช่องที่ปลายผล
(ฝิ่น)
ผลแห้ง (Dry Fruit) : ผลแห้งเมื่อแก่จะแตก (Dry Dehiscent Fruit)
ผลแห้ง (Dry Fruit)
ชนิดของผลแห้งเนื้อแข็ง
หลังจากการปฏิสนธิแล้ว ออวุลแต่ละอันก็จะเจริญเปลี่ยนแปลงไปเป็นเมล็ด (Seed) ซึ่ง
มีสารอาหารผสมอยู่ด้วย และรังไข่ก็จะเจริญไปเป็นผล (Fruit) เพื่อห่อหุ้มเมล็ดไว้ภายในและ
ช่วยในการกระจายพันธุ์ ผลพืชบางชนิดอาจมีส่วนอื่นๆ ของดอก เช่น กลีบเลี้ยงติดมาด้วย
ได้แก่ ผลฝรั่ง ทับทิม มังคุด สับปะรด แอปเปิล หรือส่วนของฐานรองดอกหุ้มรังไข่แบบ อินฟี
เรียร์เจริญมาด้วย ได้แก่ ผลชมพู่ ทับทิม มะเขือ และแอปเปิล ดังนั้นความหมายของผลที่
สมบูรณ์คือ รังไข่ที่สุกแล้วอาจมีส่วนอื่นของดอกหรือฐานรองดอกเจริญตามมาด้วย ยังมีผล
บางชนิด ซึ่งเจริญมาโดยไม่มีการผสมเกสรเรียกแบบนี้ว่า ผลเทียม หรือผลแบบ พาร์ทีโนคาฟิก
(Parthonocarpic)และเรียกวิธีการเกิดผลแบบนี้ว่า พาร์ทีโนคาฟี (Parthenocarpy) ซึ่งอาจ
เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติหรือเกิดจากการกระตุ้นโดยการใช้ฮอร์โมนพวกออกซิน จิเบอเรลลีน
ฉีดพ่นทาให้รังไข่เจริญเป็นผลได้ และผลที่ได้โดยวิธีการกระตุ้นด้วยฮอร์โมนนี้จะไม่มีเมล็ด คา
ว่าผลในแง่ของพฤกษศาสตร์ นอกจากจะหมายถึงผลไม้ที่รับประทานได้แล้ว เช่น องุ่น ส้ม
มะม่วง ทุเรียน ลาไย เงาะ แอปเปิล ชมพู่ แล้วยังรวมไปถึงผลที่เรียกว่าผักต่างๆ เช่น ถั่ว มะเขือ
แตงกวา กระเจี๊ยบ และผลที่เรียกว่าเมล็ดด้วย เข่น ข้าว ข้าวโพด และธัญพืชทั้งหลายด้วย
Parthenocarpy
การเกิดเมล็ด (Seed formation)
 ภายหลังการปฏิสนธิของพืชมีดอก ซึ่งเกิดขึ้นภายในรังไข่ ทาให้เกิดไซโกตและเอนโดสเปิร์ม ทั้ง
ไซโกตและเอนโดสเปิร์มจะเจริญเติบโตอยู่ภายในเมล็ด โดยที่ไซโกตจะมีการแบ่งเซลล์เพิ่ม
จานวนเซลล์เจริญพัฒนาเป็นเอ็มบริโอ หลังจากนั้นเอ็มบริโอก็จะมีการเปลี่ยนแปลงทาให้เกิด
การพัฒนาเป็นอวัยวะต่างๆ ได้แก่ ราก ลาต้น กิ่ง ก้าน และใบ โครงสร้างภายในเมล็ด
 เมล็ดแต่ละชนิดอาจมีรูปร่าง ลักษณะ ขนาด ที่แตกต่างกัน แต่มีส่วนประกอบหลักเหมือนกัน คือ
เปลือกหุ้มเมล็ด เอ็มบริโอ และเอนโดสเปิร์ม
1. เปลือกหุ้มเมล็ด (seed coat) เป็นส่วนที่อยู่นอกสุด เจริญเปลี่ยนแปลงมาจากผนังของออวุล และมี
ลักษณะเป็นเยื่อ 2 ชั้น
- ชั้นนอก (testa) เจริญเปลี่ยนแปลงมาจากผนังชั้นนอกของออวุลปกติจะหนา แข็ง และเหนียว เป็น
ผลให้น้าในเมล็ดระเหยออกไปได้ยาก ป้องกันอันตรายจากแมลงและจุลินทรีย์
- ชั้นใน (tegmen) เจริญเปลี่ยนแปลงมาจากผนังชั้นในของออวุล มักเป็นเยื่อสีขาวบางๆ
2. เอมบริโอ (embryo) เจริญมาจากไซโกต เกิดจากเซลล์ไข่ผสมกับสเปิร์มและเจริญต่อไปเป็นต้นพืช ประกอบด้วยส่วน
สาคัญดังนี้
 ใบเลี้ยง (cotyledon) อยู่ติดกับเอมบริโอในเมล็ดพืชใบเลี้ยงคู่มีใบเลี้ยง 2 ใบ ส่วนเมล็ดพืชใบเลี้ยง เดี่ยวมี 1 ใบ ใบเลี้ยง
บางชนิดจะดูดอาหารจากเอนโดสเปิร์มมาเก็บไว้ทาให้ใบเลี้ยงอวบและมีขนาดใหญ่ขึ้น เช่น ใบเลี้ยงของเมล็ดถั่วดา
มะขาม เป็นต้น ใบเลี้ยงบางชนิดไม่สามารถดูดอาหารจากเอนโดสเปิร์มมาเก็บไว้ทาให้มีลักษณะแบนบางเช่น ใบเลี้ยง
ของเมล็ดละหุ่ง ใบเลี้ยงมีหน้าที่เก็บสะสมอาหารสาหรับการเจริญของเอมบริโอคุ้มกันเอมบริโอระหว่าง การงอกและ
ใบเลี้ยงที่เจริญอยู่เหนือดินสามารถสังเคราะห์แสงได้
 เอพิคอทิล (epicotyle)อยู่เหนือตาแหน่งที่ติดกับ ใบเลี้ยง เมื่อเจริญเติบโตต่อไปจะเจริญเป็นลาต้น ใบ และดอก ของ
พืชส่วนยอดของเอพิคอทิลในเมล็ดเป็นใบเล็กๆ 2 ใบและยอดอ่อนเรียกวา พลูมูล (plumule) หรือยอดอ่อนประกอบ
ด้วยเนื้อเยื่อเจริญซึ่งจะเจริญเป็นใบและยอดอ่อนต่อไป
 ไฮโพคอทิล (hypocotyle) อยู่ระหว่างตาแหน่งที่ติดกับใบเลี้ยงและตาแหน่งที่จะเจริญไปเป็นราก (อยู่ใต้ใบเลี้ยง)เมื่อ
เจริญเติบโตต่อไปจะเป็นส่วนหนึ่งของลาต้น
 แรดิเคิล (radicle) เป็นส่วนล่างสุดของเอ็มบริโอต่อจาก ส่วนไฮโพคอทิลลงมา ส่วนปลา ยสุดของแรดิเคิลจะอยู่ ตรง
กับไมโครไพล์ของเมล็ด เป็นส่วนแรกของเอ็มบริโอที่งอกออกมาจากเมล็ดและจะเจริญเป็นรากแก้ว ถ้าเป็นพืชใบเลี้ยง
เดี่ยวรากแก้วจะเจริญอยู่ระยะหนึ่ง หลังจากนั้นจะมีรากฝอยเจริญขึ้นมาแทน
 เอมบริโอของพืชใบเลี้ยงเดี่ยวเช่น พวกข้าว และหญ้า จะมีเยื่อหุ้มหนาหุ้มอยู่ตอนบน เรียกว่า คอลีออบทิล
(coleoptile)และมีเยื่อหุ้มแรดิเคิล เรียกว่า คอลีโอไรซา (coleorhiza) เยื่อหุ้มทั้งสองชนิดจะช่วยป้องกันอันตรายให้แก่
เอ็มบริโอส่วนของยอดอ่อนและส่วนของแรดิเคิล เมื่อมีการงอกเกิดขึ้น
 3. เอนโดสเปิร์ม (endosperm) เกิดจากการผสมระหวางสเปิร์มนิวเคลียสกับโพลาร์นิวเคลียส
เป็นเนื้อเยื่อที่สะสมอาหารส่วนใหญ่เป็นพวกแปูง โปรตีน ไขมัน และอนๆไวสาหรับการ
เจริญเติบโตของเอมบริโอ และแตกต่างกันไปตามชนิดของพืช
ภาพการเจริญและโครงสร้างของเมล็ด
Comparison of Seed Structure
สรุป : เมล็ดพืช (Seed plant)
1. เปลือกหุ้มเมล็ด (seed coat) เป็นส่วนที่อยู่นอกสุดมักมีลักษณะหนาและเหนียวหรือแข็งเพื่อ
ป้องกันอันตรายให้แก่ส่วนต่างๆ ที่อยู่ภายใน นอกจากนี้ยังช่วยไม่ให้เกิดการสูญเสียน้าภายใน
เมล็ดออกไปด้วย เปลือกหุ้มเมล็ดมี 2 ชั้น เปลือกชั้นนอก เรียกว่า เทกเมน (tegmen) เป็นชั้น
เยื่อบางๆ ที่ผิวของเปลือกมักมีรอยแผลเป็นเล็กๆ ซึ่งเกิดจากก้านเมล็ดหลุด ออกไป เรียกรอย
แผล นี้ว่า ไฮลัม (hilum) ใกล้ๆไฮลัมมีรูเล็กๆ เรียกว่า ไมโครไฟล์ (micropyle)ซึ่งเป็นทางเข้า
ของหลอดละอองเรณูนั่นเอง
2. เอนโดสเปิร์ม (endosperm) เกิดจากการผสมของสเปิร์มนิวเคลียสกับโพลาร์นิวคลีไอทา
หน้าที่สะสมอาหารพวกแป้ง น้าตาล โปรตีน ไขมันให้แก่เอมบริโอ เมล็ดพืชบางชนิด เช่น ถั่ว
แขก ถั่วลันเตา นุ่น จะไม่พบเอนโดสเปิร์มเลย เนื่องจากใบเลี้ยงย่อยและดูดอาหารจากเอนโด
สเปิร์มไปเก็บไว้ ทาให้ใบเลี้ยงหนามาก ในบางชนิด เช่น มะพร้าว ตาล จะมีเอนโดสเปิร์มที่
เป็นน้าและเป็นเนื้อส่วนที่เป็นน้า เรียกว่า ลิควิดเอนโดสเปิร์ม (liquid endosperm) ส่วนที่เป็น
เนื้อ เรียกว่า เฟลชีย์เอนโดสเปิร์ม (fleshy endosperm)
3. เอมบริโอ (embryo) เป็นส่วนของเมล็ดที่เจริญมาจากไซโกตการเจริญของเอมบริโอเริ่มต้นด้วย
การแบ่งเซลล์แบบไมโทซิสครั้งแรกได้ 2 เซลล์ คือ เซลล์ที่อยู่ด้านล่างอยู่ติดกับรูไมโครไพล์
(micropyle)เรียกว่า เบซัลเซลล์ (basal cell) และเซลล์ที่อยู่ด้านบนเรียกว่า แอพิคัลเซลล์ (apical
cell) เซลล์ที่อยู่ด้านล่างจะแบ่งเซลล์เพิ่มจานวนเซลล์ขึ้น เรียกว่า ซัสเพนเซอร์ (suspensor) ทา
หน้าที่ยึดเอนบริโอ ส่วนเซลล์ที่อยู่ด้านบนจะแบ่งเซลล์อย่างรวดเร็วและอยู่ทางด้านบนของซัส
เพนเซอร์ ต่อมาจะมีการเปลี่ยนแปลงของเอมบริโอเซลล์ไปเป็นเนื้อเยื่อและส่วนต่างของเอมบริโอ
ดังนี้
3.1 ใบเลี้ยง (cotyledon) พืชใบเลี้ยงคู่มีใบเลี้ยงสองใบ ส่วนพืชใบเลี้ยงเดี่ยวมีใบเลี้ยงใบเดียว และ
มักจะเรียกกว่า สคิวเทลลัม (scutellum) ใบเลี้ยงมีหน้าที่ในการย่อยและดูดซึมสารอาหารจากเอน
โดสเปิร์มมาเก็บไว้ทาให้ใบเลี้ยงมีขนาดหนาและใหญ่ และไม่มีเอนโดสเปิร์ม แต่ในพืชบางชนิด
อาหารถูกสะสมอยู่ในเอนโดสเปิร์ม เนื่องจากใบเลี้ยงไม่ได้ย่อยมาเก็บไว้ ใบเลี้ยงจึงมีลักษณะแบน
และบาง ใบเลี้ยงนอกจากจะช่วยในการสะสมและให้อาหารแก่เอมบริโอแล้วใบเลี้ยงยังช่วยป้องกัน
ไม่ให้อนบริโอที่อยู่ข้างในบุบสลายเมื่อมีการงอกของเมล็ดเกิดขึ้น
3.2 ลาตันอ่อน (caulicle) ประกอบด้วย 3 ส่วน คือ
3.2.1 เอพิคอทิล (epicotyl) เป็นส่วนของเอมบริโอที่อยู่เหลือใบเลี้ยงขึ้นไปที่ส่วนปลายของ
เอพิคอทิลจะมียอดอ่อน (plumule) ซึ่งประกอบด้วยเนื้อเยื่อเจริญปลายยอด (apical meristem)
เนื้อเยื่อเจริญปลายยอดนี้จะแบ่งตัวและเจริญต่อไปเป็นยอด ใบ ดอก และลาต้นของพืช
3.2.2 ไฮโพคอทิล (hypocotyl) เป็นส่วนของเอมบริโอที่อยู่ใต้ใบเลี้ยงลงมา
3.2.3 แรดิเคิล (radicle) เป็นส่วนที่อยู่ปลายสุดของไฮโพคอทิล ส่วนปลายของแรดิเคิลจะอยู่ที่รูไม
โครไพล์ เมื่อเมล็ดงอกแรดิเคิลจะเจริญไปเป็นรากแก้ว (tap root) หรือรากสามัญ (primary root)
การงอกของเมล็ด (Seed germination)
ปัจจัยในการงอกของเมล็ด
1. น้าหรือความชื้น เมื่อเมล็ดพันธุ์จะงอก น้าเป็นปัจจัยแรกที่จะกระตุ้นให้เมล็ดพันธุ์ตื่นตัว กระตุ้นการ
เกิดปฏิกิริยาเคมีและขบวนการเมแทบอลิซึมในเบื้องต้น เมล็ดพันธุ์ดูดน้าเข้าไปทาให้เปลือกเมล็ดอ่อนนุ่ม ทาให้
เมล็ดพอง โตขึ้น เนื่องจากการขยายของผนังเซลล์และโพรโท พลาสต์ เมื่อเปลือกเมล็ดอ่อนนุ่มทาให้รากแทง
ผ่านเปลือกได้สะดวกมากขึ้น เมล็ดพันธุ์พืชแต่ละชนิดต้องการน้าสาหรับการงอกแตกต่างกัน บางชนิดหากได้รับ
น้ามากเกินไปจะทาให้เมล็ด ขาดออกซิเจนที่ใช้สาหรับหายใจและทาให้เมล็ดเน่า ในบางชนิด การที่เมล็ดพันธุ์
ได้รับน้ามากๆอาจจะทาให้เมล็ดเข้าสู่ สภาวะพักตัวใหม่ สาหรับปัจจัยที่มีผลต่อการดูดน้าของเมล็ดพันธุ์ ได้แก่
ความหนาของเปลือก สารที่เคลือบอยู่ที่ผิวเปลือก ความเข้มข้นของน้า อุณหภูมิ และการสุกแก่ของเมล็ดที่
ต่างกัน เป็นต้น
2. ออกซิเจน มีความสาคัญต่อขบวนการหายใจของเมล็ดพันธุ์ที่กาลังงอก เมล็ดพันธุ์ที่กาลังงอกต้องการ
พลังงาน และพลังงานนั้นได้จากขบวนการ oxidation โดยใช้ออกซิเจน คือ ขบวนการหายใจ เมล็ดพันธุ์ที่กาลัง
งอกจะมี อัตราการหายใจสูง เมื่อเทียบกับการหายใจในช่วงอื่นๆ และ จะมีกิจกรรมการสลายและเผาผลาญอาหาร
ที่เก็บสะสมไว เมล็ดพันธุ์โดยทั่วไปจะงอกในสภาพบรรยากาศปกติที่มีออกซิเจน ประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ และ
คาร์บอนไดออกไซด์ ประมาณ 0.03 เปอร์เซ็นต์ แต่ก็มีเมล็ดพันธุ์พืชหลายชนิดที่งอกได้ในสภาพที่มีออกซิเจน
ต่ากว่าปกติ เช่น พืชที่งอกได้ในน้า
3. อุณหภูมิ มีความสาคัญต่อการควบคุมและอัตราการเกิดปฏิกิริยาทางชีวเคมีขณะเมล็ดกาลังงอก เนื่องจาก
อัตราการเกิดปฏิกิริยาทางชีวเคมีจาเป็นต้องอาศัยการทางานของเอนไซม์ ซึ่งมีความจาเพาะเจาะจงกับระดับ
อุณหภูมิ นอกจากปัจจัย 3 ชนิดข้างต้นที่จาเป็นในการงอกของเมล็ดพันธุ์โดยทั่วไปแล้ว ยังมีเมล็ดพันธุ์บาง
ชนิดที่ต้องการ แสง สาหรับการงอก เช่น ปอกระเจา ผักกาดเขียวปลี ผักกาดหอม และพริก เป็นต้น เมล็ดพันธุ์
บางชนิดอาจจะต้องการ แสงเพียงพอกระตุ้นการงอกในระยะใดระยะหนึ่งเท่านั้น สาหรับเมล็ดพันธุ์บางชนิด
แสงจะเป็นตัวยับยั้งการงอก มีพืชบางกลุ่มเท่านั้นที่สามารถงอกได้ในที่ที่ไม่มีแสง เช่น พืชตระกูลหอม หรือไม้
หัว และพืชในกลุ่มไม้ดอกบางชนิด เช่น ฟล็อก พืชในกลุ่มนี้เมื่อได้รับแสงจะมีเปอร์เซ็นต์การงอกลดลง
รูปแบบการงอกของเมล็ด (Seed germination)
1. การงอกแบบใบเลี้ยงอยู่เหนือดิน (epigeal germination) คือ การงอกของเมล็ดพันธุ์ที่เมื่อต้น
กล้า เจริญเติบโตเต็มที่จะมีใบเลี้ยงชูขึ้นมาเหนือดินเพราะส่วนของลาต้นใต้ใบเลี้ยง (Hypocotyle)
เจริญดีทาให้สามารถชูส่วนของใบเลี้ยงขึ้นเหนือดินได้ โดยขั้นตอนแรกของการงอกเมล็ดพันธุ์ดูด
น้าเข้าไป เมล็ดมีลักษณะพองโต รากแรกเกิดแทง ทะลุออกมาลงสู่พื้นดิน ต่อมาไม่นาน มีราก
แขนงแตกออก ลาต้นใต้ใบเลี้ยงเริ่มปรากฏมีลักษณะโค้งงออยู่เหนือดิน แล้วดึงส่วนของใบเลี้ยง
ตามขึ้นมาเหนือดิน ใบเลี้ยงนี้จะทาหน้าที่สังเคราะห์แสงเพื่อสร้างอาหารเพียงช่วงระยะหนึ่ง แล้ว
จะเหี่ยว แห้งไป เหลือเพยงลาต้นเหนือใบเลี้ยงที่ปรากฏให้เห็น และจะเจริญไปเป็นใบจริงใบแรก
ต่อไป เมล็ดพันธุ์พืชที่งอกในลักษณะนี้ส่วนใหญ่ที่เห็นอยู่เหนือดิน คือ ส่วนของลาต้นที่อยู่ใต้ใบ
เลี้ยง เช่น ถั่วเหลือง (Glycine max) ถั่วแดงหลวง (Phaseolus vulgaris) และละหุ่ง (Ricinus
communis) นอกจากนี้ ยังมีพืชใบเลี้ยงเดี่ยวบางชนิดที่มีลักษณะพิเศษ สามารถงอกแบบอพิเจียล
เช่น เมล็ดหอม ใบเลี้ยงจะยืดตัวดึงเมล็ดขึ้นเหนือดิน มียอดอ่อนแตกออกบริเวณระหว่างรากกับลา
ตันและหลังจากนั้น ส่วนของใบเลี้ยงก็จะเหี่ยวแห้งไป
รูปแบบการงอกของเมล็ด (Seed germination)
2. การงอกแบบใบเลี้ยงอยู่ใต้ดิน (hypogeal germination) คือ การงอกของเมล็ดพนธที่เมื่อ
เจริญเติบโตเป็นต้นอ่อนแล้วใบเลี้ยงยังไม่โผล่ขึ้นมาเหนือดินเนื่องจากส่วนของลาต้นใต้ใบเลี้ยง
(Hypocotyle)เจริญไม่ดีทาให้ไม่สามารถช ส่วนของใบเลี้ยงขึ้นมาเหนือดินได้ หรือในบางกรณี
อาจจะรวมถึงเอนโดสเปิร์มที่ยังตกค้างอยู่ใต้ดินด้วย ขั้นตอนการงอกใน ลักษณะนี้คือ เริ่มแรกเมล็ด
พันธุ์จะดูดน้าเข้าไป ทาให้เอ็มบริโอและเอนโดสเปิร์มขยายตัว coleorhiza จะแทงทะลุเปลือก
ออกมา รากปฐมภมิ (primary root) เจริญออกมาอย่างรวดเร็ว แล้วเนื้อเยื่อหุ้มยอด (coleoptile) จะ
เจริญโผล่พนดิน ขึ้นมา เมื่อได้รับแสงแดดจึงหยุดการเจริญ ปล่อยให้ยอดออนเจริญแตกใบจริง
ออกมา ส่วนใหญ่ที่เห็นอยู่เหนือดินคือ ส่วน ของลาต้นที่อยู่เหนือใบเลี้ยง (epicotyl) การงอกใน
ลักษณะนี้มักพบในพชใบเลี้ยงเดี่ยว เชน ข้าวโพด ข้าวแต่ก็มีพชใบ เลี้ยงคู่บางชนิดที่งอกแบบใบ
เลี้ยงอยู่ใต้ดิน เช่น ถั่วลันเตา
ภาพแสดงการงอกของเมล็ดแบบ hypogeal germination
สรุปลักษณะการงอกเมล็ดมีลักษณะที่แตกต่างกัน 2 แบบ คือ
1. งอกโดยการชูใบเลี้ยงขึ้นมาเหนือดิน (epigeal germination) ได้แก่ พวกเมล็ดถั่วแขก ถั่วดา ละหุ่ง มะขาม
การงอกแบบนี้เมื่อแรดิเคิลงอกโผล่ออกทางรูไมโครไพล์ลงสู่พื้นดินแล้ว ส่วนของไฮโพคอทิลจะงอกตาม
อย่างรวดเร็ว ทาให้โค้งขึ้นและดึงส่วนของใบเลี้ยงกับเอพิคอทิลขึ้นมาอยู่เหนือดิน
2. งอกโดยใบเลี้ยงอยู่ใต้ดิน (hypogeal germination) ได้แก่ การงอกของพืชใบเลี้ยงเดี่ยว หญ้า ข้าว ข้าวโพด
ข้าวสาลี มะพร้าว ตาล และพืชใบเลี้ยงคู่ เช่น ถั่วลันเตา ส้ม พืชพวกนี้มีไฮโพคอทิลสั้น แต่เอพิคอทิลและ
ยอดอ่อนยาวและเจริญได้รวดเร็ว เมื่อเริ่มงอกยอดอ่อนและเอพิคอทิลจะโผล่ขึ้นเหนือดินและไม่ดึงให้ใบ
เลี้ยงกับไฮโพคอทิลขึ้นมาด้วย ใบเลี้ยงและไฮโพคอทิลจึงยังคงจมอยู่ใต้ดิน พืชที่มีวิธีการงอกแบบนี้มักเป็น
พืชใบเลี้ยงเดี่ยวมากกว่าพืชใบเลี้ยงคู่ มะละกอ ขนุน งอกได้ทันที ไม่มีระยะพักตัว
การพักตัวของเมล็ด (seed dormancy) หมายถึง การที่เมล็ดมีชีวิตแต่ไม่สามารถงอกได้ ถึงแม้จะได้รับ
ปัจจัยที่เหมาะสมสาหรับการงอกอย่างครบถ้วน ในขณะที่เมล็ดพืชชนิดเดียวกัน แต่ไม่อยู่ในระยะพักตัวจะ
สามารถงอกได้ทั้งนี้เนื่องจากการพักตัวของเมล็ดเกิดจาก สภาวะภายในของพืชหรือเพื่อเลี่ยง
สภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม หรือทั้งสองอย่างพร้อม ๆ กัน เพื่อความอยู่รอดของพืช
ชนิดของการพักตัวของเมล็ดมี 2 แบบ คือ
1. การพักตัวเนื่องจากเปลือกหุ้มเมล็ด (coat-inposeddormancy) เกิดขึ้นเนื่องจากสภาพภายนอก
ของเมล็ด ไม่เหมาะสม เช่น เปลือกหุ้มเมล็ด (seed coat) แข็งหรือหนาเกินไปและเยื่อหุ้มเมล็ดเหนียวหรือ
เป็นมัน ทาให้น้าและ อากาศไม่อาจผ่านเข้าไปในเมล็ดได้เรียกเมล็ดเหล่านี้ว่า เมล็ดแข็ง (hard seed) มักพบ
ในพืชตระกูลถั่วหลายชนิด เช่น ถั่วอาหารสัตว์เมล็ดหญ้า บางชนิด และเมล็ดข้าวฟ่าง
2. การพักตัวของคัพภะ (embryo dormaney)เกิดขึ้นเนื่องจากสภาพภายในเมล็ดมีสารยับยั้งการ
งอก หรือมี สารยับยั้งการเจริญเติบโตอยู่มากเกินไป ได้แก่ สารประกอบฟีนอลิก (phenolic)คูมาริน
(cumarin) และกรดแอบไซซิก (abscisic acid) ซึ่งสารเหล่านี้จะไปยับยั้งการสร้างฮอร์โมนจิบเบอเรลลิน
หรือยับยั้งการทางานของเอนไซม์ที่ช่วยส่งเสริม การงอกของเมล็ดมักพบในเมล็ดมะละกอและมะเขือเทศ
นอกจากนี้อาจเนื่องมาจากเนื้อเยื่อของเมล็ด เช่น คัพภะเจริญเติบโตหรือพัฒนาไม่เต็มที่จึงไม่สามารถงอก
ได้มักพบในเมล็ดของปาล์มน้ามันแอฟริกา และไอรีส (Iris vesicular)
การพ้นสภาพพักตัว
1. การทาลายเปลือกหุ้มเมล็ด (scarification) เช่น การเฉือน การปาด การกะเทาะเปลือกหรืออาจใช้วิธีแช่น้า
ร้อน หรือแช่เมล็ดในกรดกามะถันที่เข้มข้นระยะเวลาหนึ่ง ก่อนล้างและนาไปเพาะ ซึ่งจะทาให้เมล็ดงอกได้
2. การใช้สารเคมี จะช่วยทาลายการพักตัวของเมล็ดได้ เช่น โพแทสเซียมไนเตรต โทโอยูเรีย
ไฮโดรเจนเพอร์ออกไซด์และจิบเบอเรลลิน นั้นสามารถทดแทนอุณหภูมิต่าในการงอกของแอปเปิล พีช และ
สาลี่ได้ นอกจากนี้ น้ายังช่วยชะล้างสารที่ยับยั้งการงอกของเมล็ดทาให้เมล็ดพ้นจากการพักตัวได้
สรุป : อิทธิพลต่อการงอกของเมล็ด
1. ระยะพักตัว ระยะพักตัวของเมล็ดเนื่องมาจากสาเหตุใดสาเหตุหนึ่งหรือหลายสาเหตุรวมกัน คือ
1.1 เปลือกหุ้มเมล็ดแข็งและหนาเกินไป ทาให้น้าและแก๊สออกซิเจนผ่านเข้าไปไม่ได้ เช่น พุทรา มะขาม ฝรั่ง
ดังนั้น เมื่ออยู่ในสภาพธรรมชาติจะทาให้เกิดการผุกร่อนของเปลือกลง น้า แก๊สออกซิเจนผ่านเข้าไปถึงเอมบริ
โอได้ เอมบริโอจึงแบ่งตัวและเจริญเติบโตได้ต่อไป
1.2 เมล็ดบางชนิดมีสารยับยั้งการงอก เช่น มะเขือเทศ ฟัก เมล็ดของพืช พวกนี้จะมีสารยับยั้งการงอกเคลือบ
อยู่ในสภาพที่ไม่เหมาะสม เช่น ขาดน้า จะไม่มีการงอกของเมล็ดเกิดขึ้น เมื่อฝนตกลงมาน้าฝนจะช่วยชะล้าง
สารเหล่านี้ออกไป เมล็ดจึงงอกได้ และสภาพอันนี้จะเหมาะสมต่อการงอกและการอยู่รอดของต้นอ่อนที่งอก
ออกมาด้วย
1.3 เอมบริโอในเมล็ดยังเจริญไม่เต็มที่ ถึงแม้ว่าเมล็ดจะแก่แล้วก็ตามจึงต้องรอให้เอมบริโอเจริญเติบโตจน
เต็มที่เสียก่อนจึงจะงอกได้ เช่น เมล็ดแป๊ ะก๊วย กล้วยไม้หลายชนิด
1.4 เอมบริโอพักตัว เช่น เมล็ดแอปเปิล จะต้องใช้เวลาระยะหนึ่งซึ่งมักต้องเป็นฤดูหนาวและมีอุณหภูมิต่า
ระยะนี้เมล็ดจะมีการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาบางอย่างภายในเอมบริโอเพื่อให้สมบูรณ์เสียก่อนจึงจะงอก
ได้ ซึ่งเมื่อผ่านระยะเวลานี้ไปแล้วเมล็ดจะงอกได้
2. สิ่งสาคัญที่จาเป็นต่อการงอกของเมล็ด การที่เมล็ดพืชจะงอกได้ต้องอาศัยปัจจัย หลายอย่างคือ
2.1 เมล็ดต้องมีชีวิตอยู่ หมายความว่า เมล็ดนั้นยังมีชีวิตอยู่และสามารถที่จะงอกงามได้ ในการเก็บเมล็ดพืช
ไว้นาน ๆ เมล็ดพืชจะหมดอายุทาให้เพาะไม่งอก หรือมีอัตราการงอกต่า
2.2 น้า เป็นปัจจัยที่สาคัญมาก เนื่องจาก
2.2.1 น้าช่วยให้เปลือกหุ้มเมล็ดยุ่ยทาให้แรดิเคิลและยอดอ่อนของเอมบริโอโผล่ออกมาได้
2.2.2 น้าทาให้เล็ดขยายขนาดขึ้น ทาให้โพรโทพลาสซึมเจือจางลงแต่มีปฏิกิริยาต่างๆ มากขึ้น
2.2.3 น้าช่วยให้แก๊สออกซิเจนผ่านเข้าสู่เซลล์ของเอมบริโอได้ง่ายขึ้น
2.2.4 น้าช่วยในการละลายอาหารที่สะสมอยู่ในเอนโดสเปิร์มหรือใบเลี้ยง เพื่อนาอาหารไปเลี้ยง
เอมบริโอทาให้เอมบริโอแบ่งเซลล์และเจริญเติบโตขึ้น
2.3 ออกซิเจน ออกซิเจนมีความสาคัญต่อการสร้างพลังงานของเอมบริโอในขณะที่เมล็ดงอกจาเป็นต้องใช้ออกซิเจน
จานวนมากเพราะตอนนี้อัตราของเมทาบอลิซึมจะสูง การหายใจก่อให้เกิดพลังงาน ซึ่งจะนาไปใช้ในการแบ่งเซลล์
ลาเลียงสาร สร้างส่วนต่างๆที่จาเป็นด้วย
2.4 อุณหภูมิพอเหมาะ เมล็ดพืชโดยทั่วไปจะงอกได้ดีที่อุณหภูมิ 20-30 องศาเซลเซียส พืชเมืองหนาวงอกได้ดีที่
อุณหภูมิ 10-20 องศาเซลเซียส แต่ก็มีพืชหลายชนิด ที่ต้องการอุณหภูมิสูงหรือต่ากว่านี้ เช่น ข้าวบาร์เลย์จะงอกได้
เมื่ออุณหภูมิต่าใกล้จุดน้าแข็ง
2.5 แสงสว่าง แสงสว่างจาเป็นสาหรับพืชบางชนิดเท่านั้น เช่น ยาสูบ กาฝาก ไทร จาเป็นต้องได้รับแสงจึงจะงอกได้
แต่ในพวกหอมหัวใหญ่ ถ้ามีแสงมากเกินไปจะยับยั้งไม่ให้เกิดการงอก
เมล็ดพืชบางชนิดก็งอกง่าย โดยไม่ปรากฏระยะพักตัวเลย เมื่อเมล็ดตกถึงพื้นก็สามารถงอกได้เลย เมล็ดขนุนและ
เมล็ดมะละกอสามารถงอกได้เมื่ออยู่ในผล ซึ่งยังไม่หล่นจากต้น เมล็ดโกงกางสามารถงอกรากได้ยาวในขณะที่อยู่บน
ต้นโกงกาง ส่วนที่งอกออกมานี้ เรียกว่า ฝักโกงกาง ซึ่งเมื่อหล่นออกจากต้นจะปักลงดินเลนซึ่งเป็นที่อยู่ของต้น
โกงกางช่วยให้เจริญเติบโตได้ดี เรียกพืชพวกนี้ว่า วิวิพารัส (viviparous plant)
หลักการสาคัญของเมล็ดพันธุ์ที่ดี คือ
1. มีคุณสมบัติตรงตามพันธุ์ ซึ่งผ่านการตรวจสอบคุณภาพแล้ว
2. สถานที่ผลิตเมล็ดพันธุ์ ต้องมีสภาพภูมิอากาศเหมาะสมกับพืชชนิดนั้นๆ
3. ดินที่ปลูกอุดมสมบูรณ์ ไม่มีโรคและแมลงรบกวน
4. การเก็บเกี่ยวและการลดความชื้นของเมล็ดพันธุ์ต้องทาอย่างถูกวิธี
5. ต้องมีการตรวจสอบคุณภาพเมล็ดพันธุ์อยู่เสมอ ซึ่งประกอบด้วย
5.1 ความสามารถในการงอก หรือการมีชีวิตของเมล็ดพันธุ์
5.2 การตรวจสอบความแข็งแรงของเมล็ดพันธุ์
5.3 ความบริสุทธิ์ของเมล็ดพันธุ์
5.4 ความชื้นของเมล็ดพันธุ์
การทดสอบความแข็งแรงของเมล็ดพันธุ์
1. การเร่งอายุเมล็ดพันธุ์
เป็นการกระทาเพื่อตรวจสอบความแข็งแรงของ
เมล็ดพันธุ์ เพื่อใช้ในการทานายว่าเมล็ดพันธุ์นั้นเมื่อเก็บรักษาไว้
นานๆแล้วเปอร์เซ็นต์การงอกจะสูงหรือไม่ กระทาได้โดยนาเมล็ด
จากแหล่งใดแหล่งหนึ่งที่ต้องการตรวจสอบมาใส่ในตู้อบอุณหภูมิ
40-50 องศาเซลเซียส ความชื้นสัมพัทธ์ 100% เป็นเวลา 2-8 วัน
แล้วนาเมล็ดพันธุ์พืชมาเพาะเพื่อหาเปอร์เซ็นต์การงอก ถ้าหากว่า
มีเปอร์เซ็นต์การงอกสูง แสดงว่าเมล็ดนั้นแข็งแรง ดังนั้น เมล็ด
พืชจากแหล่งนั้นเมื่อถูกเก็บไว้ในที่ ๆ ไม่มีการควบคุมอุณหภูมิ
และความชื้นสัมพัทธ์เป็นเวลา 12-18 เดือน เมื่อนามาเพาะปลูกก็
จะมีเปอร์เซ็นต์การงอกสูง เมล็ดที่ผ่านการเร่งอายุเมล็ดพันธุ์
แล้วแต่มีเปอร์เซ็นต์การงอกต่าก็ไม่ควรเก็บเมล็ดพันธุ์นั้นไว้
เพราะอัตราการงอกในฤดูกาลต่อไปจะไม่ดี วิธีการนี้เหมาะ
สาหรับผู้ที่ต้องการผลิตเมล็ดพันธุ์เพื่อการจาหน่ายหรือเพื่อเก็บ
เมล็ดพันธุ์ไว้เพาะปลูกในฤดูกาลต่อไป
2. การวัดดัชนีการงอกของเมล็ดพันธุ์
การกระจายพันธุ์พืช โดยทาให้เมล็ดไปงอกได้ในที่ต่างๆ โดยมีปัจจัยหลายอย่างด้วยกัน คือ
1. อาศัยลมพาไป เมล็ดพวกนี้มักจะเบาและมีขนาดเล็ก นอกจากนี้เมล็ดบางชนิดยังมีส่วนที่ยื่น
ออกมาช่วยพยุงให้ลอยไปได้ไกลๆ ด้วย เมล็ดที่แพร่กระจายโดยอาศัยลม ได้แก่ หญ้า เมล็ดสน
ภูเขา ฝ้าย สาลี เป็นต้น
2. อาศัยน้าพาไป เมล็ดพวกนี้มักจะอยู่ในผลและผลจะลอยน้าได้ทาให้น้าพัดพาไปได้ ไกลๆ เช่น
มะพร้าว ลาพู บัว
3. อาศัยคนหรือสัตว์อื่นๆ พาไป เมล็ดพวกนี้มักจะมีที่เกาะ และจะติดไปตามส่วนต่างๆ ของคน
ละสัตว์ เช่น เมล็ดหญ้าเจ้าชู้จะติดตามกางเกงหรือขนของสัตว์ เมล็ดบางชนิดอยู่ในผลที่กิน
ได้ เมื่อคนหรือสัตว์กินผลแล้วก็จะทิ้งเมล็ดที่เหลือ ทาให้เมล็ดงอกได้ต่อไป เช่น มะม่วง พุทธา
แตงโม ขนุน เป็นต้น
4. อาศัยกาลังดีด เมล็ดพวกนี้มักจะอยู่ในฝักเมื่อฝักแก่จะแห้งและแตกออกทาให้ดีดเมล็ดกระเด็น
ไปได้ไกลๆ เช่น ต้อยติ่ง งา ยางพารา
“THE END”
THANK YOU FOR YOUR ATTENTION!

บท3การเจริญดอก

  • 1.
  • 2.
    ครูผู้สอน  นายวิชัย ลิขิตพรรักษ์ตาแหน่งครู คศ.1 เอกวิชาชีววิทยา ประวัติการศึกษา : ◦ พ.ศ. 2549 วิทยาศาสตรบัณฑิต (เกรียตินิยมอันดับ 2) สาขาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ◦ พ.ศ. 2551 ศึกษาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาศึกษาศาสตร์ เอกเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ◦ พ.ศ. 2552 ประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครู คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ◦ พ.ศ. 2555 สาธารณสุขศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิทยาศาสตร์สุขภาพ เอกสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ◦ พ.ศ. 2558 ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการประเมินและการวิจัยทางการศึกษา เอกวิจัยทางการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคาแหง
  • 3.
    ภายหลังการสืบพันธ์ของพืชดอก  การปฏิสนธิของพืชดอกเกิดขึ้น 2ครั้ง ระหว่างเซลล์ไข่กับสเปิร์มนิวเคลียส และสเปิร์มนิวเคลียสอีก อันหนึ่งกับโพลาร์นิวเคลียส เรียกว่า การปฏิสนธิซ้อน (double fertilization) หลังจากการปฏิสนธิแล้ว ออวุลแต่ละอันเปลี่ยนแปลงไป เป็นเมล็ด (seed) เนื้อเยื่อเอนโดสเปิร์มจะกลายเป็นเนื้อเยื่อสะสมอาหาร แต่ในพืชบางชนิดเอนโดสเปิร์มสลายไปจึงมี การสะสมอาหารไว้ใน ใบเลี้ยงซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเอมบริ โอ และรังไข่ก็จะเจริญไปเป็นผล (fruit) ส่วนไซโกตจะเจริญไปเป็นเอ็มบริโอ (embryo) สรุปได้ว่า 1. การเกิดการปฏิสนธิ 2 ครั้ง (double fertilization ) 1.1 sperm nucleus (n) + egg nucleus (n) Zygote (2n)  embryo (2n) 1.2 sperm nucleus (n) + 2polar nucleus (2n)  endosperm (3n) 2. การเปลี่ยนแปลงหลังการปฏิสนธิซ้อน 2.1 ออวุล (ovule) จะเปลี่ยนแปลงเป็นเมล็ด (seed ) 2.2 รังไข่ (ovary) จะเปลี่ยนแปลงเป็นผล (fruit)
  • 4.
  • 5.
    การเปลี่ยนแปลงหลังปฏิสนธิ หลังจากการปฏิสนธิ ยอดและก้านชูเกสรตัวเมียจะเหยี่ยวลงกลีบเลี้ยงกลีบดอกเกสรตัวผู้ และเกสรตัวเมียก็จะแห้ง แล้วร่วงหลุดไปส่วนรังไข่ และ ออวุล หรือไข่ จะเจริญเติบโตต่อไป โดย รังไข่ จะเจริญกลายเป็น ผล ส่วน ออวุล หรือไข่ จะเจริญไปเป็น เมล็ด ซึ่งภายในเมล็ดจะเก็บต้นอ่อน และอาหารสะสมไว้ภายใน เพื่อเกิดเป็นต้นใหม่ เมื่อ เมล็ดพืช แพร่กระจายไปในที่ต่าง และไปตกในที่ที่มีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับการงอกของเมล็ดเมล็ดก็จะงอกเป็นต้นใหม่ ต่อไป วิธีนี้ทาให้พืชดอกที่อยู่ตามธรรมชาติสามารถแพร่ได้โดยไม่สูญพันธุ์ไป
  • 8.
    สรุป : หลังจากปฏิสนธิแล้วออวุล(ovule) จะเปลี่ยนแปลงไปเป็นเมล็ด ส่วนรังไข่จะเจริญไปเป็นผล ไซโกตเจริญไปเป็นเอมบริโอ เอนโดสเปิร์มเจริญไปเป็นอาหารสาหรับเลี้ยงเอมบริโอ ในพืชบางชนิด เอนโดสเปิร์มจะสลายไปก่อนที่เมล็ดจะเจริญ ดังนั้น อาหารสะสมจึงอยู่ภายในใบเลี้ยงของเอมบริโอ การปฏิสนธิซ้อนของพืชดอกมีความสาคัญเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นการสร้างอาหารให้แก่ สิ่งมีชีวิตอื่นๆ เช่น ผลไม้ที่เรารับประทานก็เกิดตามมาจากการปฏิสนธิ อาหารพวกข้าว ข้าวโพด ก็ เป็นส่วนของเอนโดสเปิร์ม อาหารในเมล็ดถั่วหลายชนิดก็เป็นอาหารที่สะสมอยู่ในใบเลี้ยงของเอมบริ โอ
  • 10.
    การเกิดผลและเมล็ด (seed andfruit formation)  หลังจากการปฏิสนธิแล้ว ออวลแต่ละอันเจริญเปลี่ยนไปเป็นเมล็ด (seed) ซึ่งส่วนใหญ่มีอาหาร สะสมอยู่และรังไข่ เจริญไปเป็นผล (fruit) ผลไม้บางชนิดเจริญมาจากส่วนอื่นของดอก เช่น ฝรั่ง ชมพ แอปเปิล เจริญมาจากฐานรองดอกจึง เรียกว่า ผลเทียม (pseudocarp) ดอกไม้มีทั้งดอก เดี่ยวและดอกช่อ และรังไข่ของดอกแต่ละชนิดมีจานวนที่แตกต่างกัน ทาให้ผลที่เจริญมาจากรัง ไข่มีความแตกต่างกันไปด้วย เมื่อรังไข่เจริญเป็นผล ผนังรังไข่เจริญเป็นเนอผล เรียกผนังรังไข่ที่ เปลี่ยนแปลงว่า เพอริคาร์ป (pericarp) ประกอบด้วยเนื้อเยื่อ 3 ชั้นดังนี้ 1. เอพิคาร์ป (epicarp หรือ exocarp) เนื้อเยื่อชั้นนอก เจริญเป็นเปลือกชั้นนอกสุด 2. มีโซคาร์ป (mesocarp) เนื้อเยื่อชั้นกลางของเปลือกอาจจะบางหรือเป็นเนื้อเยื่อหนานมกลายเป็น เนื้อผลก็ได้ 3. เอนโดคาร์ป (endocarp) เนื้อเยื่อชั้นในสุด มีการเปลี่ยนแปลงต่างกันแล้วแต่ชนิดของผลไม้ อาจ เปลี่ยนเป็น เนื้อผลไม้ หรือเปลือกแข็งหุ้มเมล็ดก็ได้
  • 11.
     ในกรณีที่ไม่สามารถแยกความแตกต่างระหว่างเปลือกผลและเนื้อชั้นกลางได้ นิยมเรียกบริเวณ ทั้งสองนี้รวมกันว่าอีพคาร์ป (epicarp) เช่นมะเขือเทศ ส้ม เป็นต้นหรือถ้าแยกความแตกต่าง ของทั้งสามชั้นไม่ได้ นิยมเรียกรวมกันว่าเพอริคาร์ป (pericarp) เช่น ถั่วลิสง ถั่วเหลือง ถั่วฝักยาว เป็นต้น ภาพแสดง ส่วนประกอบ ของผล
  • 12.
    ก่อนปฎิสนธิ หลังปฏิสนธิ Ovule Seed OvaryFruit Integument Seed coat Egg + sperm nucleus Zygote Polar nuclei + sperm nucleus Endosperm Sepal ,petal ,stamen ,synergids และ antipodal สลายตัว
  • 14.
    ชนิดของผล (Type offruit)  1. ผลเดี่ยว (simple fruit) คือ ผลที่เกิดมาจากรังไข่อันเดียวในดอกเดียวกัน อาจเป็นดอกเดี่ยว หรือดอกช่อก็ได้ เช่น ส้ม มะเขือ ฟักทอง มะระ แตงชนิดต่างๆ มะม่วง มะปราง มะกอก ลาไย เป็นต้น
  • 15.
     2. ผลกลุ่ม(aggregate fruit) คือผลที่เกิดจากรังไข่หลายรังไข่หรือกลุ่มของรังไข่ในดอกเดียวกันของดอก เดี่ยว รัง ไข่แต่ละอันจะกลายเป็นผลยอย เช่น น้อยหน่า สตรอเบอรี่ ลูกจาก จาปี กระดังงา การเวก นมแมว กุหลาบ เป็นต้น  3. ผลรวม (multiple fruit) คือ ผลที่เกิดจากรังไข่ของดอกแต่ละดอกของดอกช่อซงเชื่อมรวมกันแน่น รัง ไข่ เหล่านี้จะกลายเป็นผลย่อยๆ เชื่อมรวมกันแน่นจนคล้ายเป็นผลเดี่ยว เชน สับปะรด ขนุน สาเก ยอ มะเดื่อ เป็นต้น
  • 16.
  • 17.
    ผลกลุ่ม (Aggregate Fruit) ผลที่เกิดจากดอกหนึ่งดอกที่มีเกสรตัวเมีย หลายอันแยกจากกันเมื่อเจริญเติบโตเป็นผลอาจมี ลักษณะคล้ายผลเดี่ยวหนึ่งผล (ผลน้อยหน่าผลการเวก ผลลาดวน) ผลรวม (Multiple Fruit) ผลที่เกิดจากดอกหลายดอกที่เรียงชิดติดกัน แน่นบนก้านดอกขนาดใหญ่ ดูคล้ายผลเดียวขนาดใหญ่ (ผลสับปะรด ขนุน)
  • 18.
    สรุปการจาแนกชนิดของผล ประเภทของผล จาแนกตามจานวนรังไข่ และชนิดของดอกไม้ได้ดังต่อไปนี้ คือ 1. ผลเดี่ยว (simple fruit) ผลเดี่ยวเป็นผลที่เกิดจากรังไข่เดียวในดอกดอกเดียว โดยถ้าในรังไข่นั้นมีออวุล เดียวก็จะเจริญเป็นผลเดี่ยวที่มีเมล็ดเดียว เช่น พุทรา มะม่วง มะพร้าว แต่ถ้ารังไข่นั้นมีหลายออวุล ก็ จะเจริญเป็นผลเดี่ยวที่มีหลายเมล็ด เช่น แตงโม แตงกวา ตาลึง มะเขือ มะเขือเทศ ฯลฯ 2. ผลกลุ่ม (Aggregate fruit) ผลกลุ่มเป็นผลที่เกิดจากรังไข่หลายรังไข่ที่เจริญอยู่ในดอกเดียว เช่น น้อยหน่า จาปี จาปา กระดังงา การะเวก สตรอเบอรี่ ลูกจาก ฝักบัว ลูกหวาย ผลกุหลาบ เป็นต้น 3. ผลรวม (Multiple fruit) ผลรวมเป็นผลที่เกิดจากดกหลาย ๆ ดอกที่อยู่ชิดกัน เช่น ลูกยอ สับปะรด สาเก มะเดื่อ ลูกหม่อน ขนุน ผลบีท เป็นต้น
  • 20.
    ควรรู้เพิ่มเติม  ผลแบบมะเดื่อ (syconium)ผลรวมที่ข้างในผลกลวง ซึ่งเป็นผลที่เจริญมาจากช่อดอกที่มี ฐานรองดอกรูปถ้วย (hypanthium) ภายในประกอบด้วยดอกย่อยมีขนาดเล็ก ไม่มีกลีบดอก และ แยกเพศ ภายในช่อดอกมีช่องเปิดขนาดเล็ก (ostiolum) ให้แมลงขนาดเล็กเข้าไปช่วยการผสม เกสร ได้แก่ ไทร มะเดื่อ กร่าง
  • 23.
  • 24.
     ผลมีเนื้อสด (FleshyFruit) คือผลที่แก่แล้วมีผนังผลสดไม่แห้ง แบ่งออกเป็น ◦ ผลเมล็ดเดียวแข็ง (Drupe) ผลสดที่มีเมล็ดเดียว ผนังชั้นกลางเป็นเนื้อหนาอ่อนนุ่ม ผนังชั้นในแข็งมาก ได้แก่พุทรา มะม่วง ◦ ผลแบบมีเนื้อหลายเมล็ด (Berry) ผลสดที่มีเมล็ดหลายเม็ลด เนื้อผลอ่อนนุ่ม ผนังชั้นนอกที่เป็นเปลือกมีลักษณะอ่อนนุ่ม เช่นเดียวกัน ได้แก่มะละกอ มะเขือเทศ ◦ ผลแบบส้ม (Hesperidium) ผลที่ผนังชั้นนอกมีต่อมน้ามันจานวนมาก ผนังชั้นกลางอ่อนนุ่มคล้ายฟองน้าสีขาว ผนังชั้นในมีลักษณะเป็นเยื่อบาง และมีบางส่วนของชั้นนี้แปรรูปเป็นถุงน้าเพื่อสะสมน้าตาล และกรดมะนาว ได้แก่ ส้ม มะนาว ◦ ผลแบบแตง (Pepo) ผลที่เจริญมาจากรังไข่ใต้วงกลีบ ผนังชั้นนอกแข็งและหนา ผนังชั้นกลางและผนังชั้นในหนา อ่อนนุ่ม ได้แก่ แตงโม แตงกวา น้าเต้า
  • 26.
    ผลเมล็ดเดี่ยวแข็ง (Drupe) ผลสดที่มีเมล็ดเดียว ผนังชั้นกลางเป็นเนื้อหนาอ่อนนุ่มผนังชั้นแข็งมาก (พุทรา มะม่วง) ผลแบบมีเนื้อหลายเมล็ด(Berry) ผลสดที่มีเมล็ดหลายเมล็ด เนื้อผลอ่อนนุ่มผนังชั้นนอกที่เป็นเปลือกมีลักษณะอ่อนนุ่ม (มะละกอ มะเขือเทศ) ผลแบบแอปเปิล (Pome) ผลที่เจริญมาจากรังไข่ใต้วงกลีบ เนื้อส่วนที่รับประทานเป็นส่วนของฐานรองดอก (แอปเปิล ฝรั่ง) ชนิดของผล (Types of Fruit) ผลสด (Fleshy Fruit)
  • 27.
    ผลแบบส้ม (Hesperidium) ผลที่ผนังชั้นนอกมีต่อมน้ามันจานวนมาก ผนังชั้นกลางอ่อนนุ่มคล้ายฟองน้าสีขาวผนังชั้นในมีลักษณะเป็นเยื่อบาง และมีบางส่วนของชั้นนี้แปรรูปเป็นถุงเพื่อสะสมน้าตาลและกรดมะนาว (ส้ม, มะนาว,ส้มโอ,มะกรูด) ผลแบบแตง(Pepo) ผลที่เจริญมาจากรังไข่ใต้วงกลีบผนังชั้นนอกแข็งและหนา ผนังชั้นกลางและผนังชั้นในหนาอ่อนนุ่ม (แตงโม,น้าเต้า) ชนิดของผล (Types of Fruit) ผลสด (Fleshy Fruit)
  • 28.
  • 30.
     ผลแห้ง (DryFruit) คือผลที่แก่แล้วผนังผลแข็งและแห้ง แบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ ได้แก่ ผลแห้งแก่ไม่แตก (dry indehiscent fruit) และผลแห้งแก่แตก (dry dehiscent fruit)  ผลแห้งแก่ไม่แตก (Dry Indehiscent Fruit) แบ่งออกเป็น ◦ ผลแห้งเมล็ดติดหรือผลแบบธัญพืช (Caryopsis or Grain) ผลเดี่ยวหนึ่งเมล็ด เปลือกแข็งและเชื่อมติดแน่นกับ เปลือกเมล็ดหุ้ม เช่นข้าว ◦ ผลเปลือกแข็งมีกาบรูปถ้วย (Acorn) ผลคล้ายผลเปลือกแข็งเมล็ดเดียว แต่มีกาบหุ้มผล (cupule) ทั้งหมดหรือ บางส่วน เช่นผลเกาลัด ก่อชนิดต่างๆ ◦ ผลแห้งเมล็ดอ่อน (Achene) ผลขนาดเล็ก ผนังผลแห้งและบาง มี 1 เมล็ด ผนังผลกับเปลือกหุ้มเมล็ดแยกกัน ส่วนมากมีฐานรองดอกขนาดใหญเช่น บัวหลวง ถ้าผลเกิดจากรังไข่ใต้วงกลีบ และมีขนที่ปลายเมล็ด เรียกว่าผล แห้งเมล็ดล่อนปลายมีขน (cypsela) เช่นผลของทานตะวัน ◦ ผลเปลือกแห้งเมล็ดเดียว (Nut) ผลที่มีเปลือกแข็งและผิวมัน เป็นผลที่เกิดจากรังไข่ที่มีหลายคาร์เพลเชื่อมกันแต่ มีเมล็ดเดียว เช่น ผลมะพร้าว กระจับ มะม่วงหิมพานต์ ◦ ผลแบบปีกเดียว (Samara) ผลที่มีผนังผลชั้นนอกเจริญยื่นออกมาเป็นปีก อาจมีปีกเดียวหรือมากกว่า เช่นผล ประดู่ ก่วม หรือผลคล้ายผลปีกเดียว (samaroid) มีกลีบเลี้ยงเจริญไปเป็นปีก เช่น ผลยางนา เหียง พะยอม รักใหญ่ ◦ ผลแยกแล้วแตก (Schizocarp) ผลที่เจริญมาจากรังไข่ที่มีหลายคาร์เพลเชื่อมกัน เมื่อรังไข่เจริญเต็มที่แล้วคาร์เพล จะแยกกัน แต่ละคาร์เพลเรียก ซีกผลแบบผักชี (mericarp) ซึ่งภายในมี 1 เมล็ด เช่น ผลผักชี ครอบจักรวาล
  • 33.
    ผลแห้ง (Dry Fruit): ผลแห้งเมื่อแก่แล้วไม่แตก (Dry Indehiscent Fruit) ผลธัญพืช (Grain) ผลเดี่ยวหนึ่งเมล็ด เปลือกแข็งและเชื่อมติดแน่นกับ เปลือกหุ้มเมล็ด (ข้าว) ผลแห้งเมล็ดล่อน (Achene) ผลเดี่ยวหนึ่งเมล็ด เปลือกผลบางและแยกจากเปลือกหุ้มเมล็ด แต่ละผลอยู่บนฐานรองดอกที่มีขนาดใหญ่ (ทานตะวัน,บัว) ผลเปลือกแห้งเมล็ดเดี่ยว (Nut) ผลที่มีเปลือกแข็ง หนาเป็นมันเมล็ดอยู่หลวมๆ ภายใน (เกาลัด)
  • 34.
    ผลปีกเดียว (Samara) เปลือกแผ่ออกเป็นปีกอันเดียวหรือหลายอัน ภายในมีเมล็ดเดียว (ประดู่,ทองกาว) ผลปีกเดียวแฝด(Double Samara) ผลปีกเดียว 2 อันเชื่อมติดกัน แต่ละผลมีเมล็ดเดียว (ชาด, พะยอม,สะแบง) ผลเปลือกแข็งมีกาบรูปถ้วย(Acorn) ผลเปลือกแข็งที่มีกาบรูปถ้วยหุ้ม (ก่อหิน) ผลแห้ง (Dry Fruit) : ผลแห้งเมื่อแก่แล้วไม่แตก (Dry Indehiscent Fruit)
  • 35.
  • 36.
     ผลแห้งแก่แตก (DryDehiscent Fruit) แบ่งเป็น ◦ ฝักแตกแนวเดียว (Follicle)ผลที่เกิดจากดอกที่มีคาร์เพลเดียวหรือหลายคาร์เพลที่แยกกัน เมื่อผล แก่จะแตกเพียงตะเข็บเดียว เช่น ผลจาปี จาปา ◦ ผลแตกแบบผักกาด (Silique) ผลที่เกิดจากรังไข่ที่มี 2 คาร์เพล เมื่อผลแก่ผนังผลแตกตามยาวจาก ด้านล่างไปยังด้านบนแบ่งออกเป็นสองซีก เมล็ดติดอยู่แนวกลางของผล(central false septum) เช่นผลผักกาดนก ผักเสี้ยน ◦ ฝักแบบถั่ว Legume ผลที่เกิดจากดอกที่มีคาร์เพลเดียว เมื่อผลแก่จะแตกออกตามแนวตะเข็บ 2 ข้าง ของผล ได้แก่ผลของพืชวงศ์ถั่ว ◦ ผลแบบฝักหักข้อ (loment, lomentum) ผลคล้ายผลแบบถั่วแต่มีรอยคอดรอบฝักเป็นช่วงๆหรือเว้า เป็นข้อๆ เมื่อผลแก่จะหักบริเวณนี้ แต่ละข้อมี 1 เมล็ด เช่นผลไมยราพ คูน ◦ ผลแบบผักชี (cremocarp) ผลขนาดเล็กมี 2 เมล็ด เมื่อผลแก่และแตกออก เมล็ดจะแยกจากกันโดยมี คาร์โพฟอร์ (carpophores) เส้นเล็กๆยึดไว้
  • 37.
     ผลแห้งแก่แตก (DryDehiscent Fruit) แบ่งเป็น ◦ ผลแห้งแตก (capsule) ผลที่เกิดจากดอกที่รังไข่มีหลายคาร์เพลเชื่อมกัน และเมื่อผลแก่จะแตก แบ่ง ออกเป็น  ผลแห้งแตกตามรอยประสาน (septicidal capsule) ผลแห้งแตกตามแนวยาวของผนังคาร์เพล เช่น ผลกระเช้าสีดา  ผลแห้งแตกกลางพู (loculicidal capsule) ผลแห้งแตกตรงกลางพูของแต่ละช่อง เช่น ผลทุเรียน ตะแบกผลแห้งแตกเป็นช่อง (poricidal capsule) ผลแห้งที่เปิดเป็นช่องหรือรูใกล้ยอดผล เช่น ผลฝิ่น  ผลแห้งแตกแบบฝาเปิด (circumscissile capsule, pyxis) ผลแห้งแล้วแตกตามขวางรอบผลลักษณะเป็นฝาเปิด มีเมล็ดจานวนมาก เช่น ผลหงอนไก่
  • 40.
    ผลแห้ง (Dry Fruit): ผลแห้งเมื่อแก่จะแตก (Dry Dehiscent Fruit) ฝักแตกแนวเดียว(Follicle) ผลที่มีหลายเมล็ด เมื่อแก่ผลแตกตามแนวตะเข็มเพียงด้านเดี่ยว (มะค่าแต้) ผลแตกแบบฝัก (Silique) ผลที่มีแนวแบ่งเป็นสองส่วนตามยาวเมื่อแตกเป็นสองซีกมี ผนังบางกันกลางเหลืออยู่ (ผักกาด,ผักเสี้ยน) ฝักแบบถั่ว (Legume) ผลแก่ที่แตกออกตามตะเข็บทั้งสองด้าน (พืชตระกูลถั่ว)
  • 41.
    ผลแห้งแตก (Capsule) ผลที่เกิดจากเกสรตัวเมียที่มีหลายรังไข่เชื่อติดกัน เปลือกผล เมื่อแห้งแตกออก (อินทนิล,ทุเรียน,กระเจี๊ยบแดง) ผลแตกตามช่อง (Poricidal capsule) ผลแก่แตกเป็นช่องขนาดเล็กหลายช่องที่ปลายผล (ฝิ่น) ผลแห้ง (Dry Fruit) : ผลแห้งเมื่อแก่จะแตก (Dry Dehiscent Fruit)
  • 42.
  • 43.
  • 45.
    หลังจากการปฏิสนธิแล้ว ออวุลแต่ละอันก็จะเจริญเปลี่ยนแปลงไปเป็นเมล็ด (Seed)ซึ่ง มีสารอาหารผสมอยู่ด้วย และรังไข่ก็จะเจริญไปเป็นผล (Fruit) เพื่อห่อหุ้มเมล็ดไว้ภายในและ ช่วยในการกระจายพันธุ์ ผลพืชบางชนิดอาจมีส่วนอื่นๆ ของดอก เช่น กลีบเลี้ยงติดมาด้วย ได้แก่ ผลฝรั่ง ทับทิม มังคุด สับปะรด แอปเปิล หรือส่วนของฐานรองดอกหุ้มรังไข่แบบ อินฟี เรียร์เจริญมาด้วย ได้แก่ ผลชมพู่ ทับทิม มะเขือ และแอปเปิล ดังนั้นความหมายของผลที่ สมบูรณ์คือ รังไข่ที่สุกแล้วอาจมีส่วนอื่นของดอกหรือฐานรองดอกเจริญตามมาด้วย ยังมีผล บางชนิด ซึ่งเจริญมาโดยไม่มีการผสมเกสรเรียกแบบนี้ว่า ผลเทียม หรือผลแบบ พาร์ทีโนคาฟิก (Parthonocarpic)และเรียกวิธีการเกิดผลแบบนี้ว่า พาร์ทีโนคาฟี (Parthenocarpy) ซึ่งอาจ เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติหรือเกิดจากการกระตุ้นโดยการใช้ฮอร์โมนพวกออกซิน จิเบอเรลลีน ฉีดพ่นทาให้รังไข่เจริญเป็นผลได้ และผลที่ได้โดยวิธีการกระตุ้นด้วยฮอร์โมนนี้จะไม่มีเมล็ด คา ว่าผลในแง่ของพฤกษศาสตร์ นอกจากจะหมายถึงผลไม้ที่รับประทานได้แล้ว เช่น องุ่น ส้ม มะม่วง ทุเรียน ลาไย เงาะ แอปเปิล ชมพู่ แล้วยังรวมไปถึงผลที่เรียกว่าผักต่างๆ เช่น ถั่ว มะเขือ แตงกวา กระเจี๊ยบ และผลที่เรียกว่าเมล็ดด้วย เข่น ข้าว ข้าวโพด และธัญพืชทั้งหลายด้วย
  • 47.
  • 48.
    การเกิดเมล็ด (Seed formation) ภายหลังการปฏิสนธิของพืชมีดอก ซึ่งเกิดขึ้นภายในรังไข่ ทาให้เกิดไซโกตและเอนโดสเปิร์ม ทั้ง ไซโกตและเอนโดสเปิร์มจะเจริญเติบโตอยู่ภายในเมล็ด โดยที่ไซโกตจะมีการแบ่งเซลล์เพิ่ม จานวนเซลล์เจริญพัฒนาเป็นเอ็มบริโอ หลังจากนั้นเอ็มบริโอก็จะมีการเปลี่ยนแปลงทาให้เกิด การพัฒนาเป็นอวัยวะต่างๆ ได้แก่ ราก ลาต้น กิ่ง ก้าน และใบ โครงสร้างภายในเมล็ด  เมล็ดแต่ละชนิดอาจมีรูปร่าง ลักษณะ ขนาด ที่แตกต่างกัน แต่มีส่วนประกอบหลักเหมือนกัน คือ เปลือกหุ้มเมล็ด เอ็มบริโอ และเอนโดสเปิร์ม 1. เปลือกหุ้มเมล็ด (seed coat) เป็นส่วนที่อยู่นอกสุด เจริญเปลี่ยนแปลงมาจากผนังของออวุล และมี ลักษณะเป็นเยื่อ 2 ชั้น - ชั้นนอก (testa) เจริญเปลี่ยนแปลงมาจากผนังชั้นนอกของออวุลปกติจะหนา แข็ง และเหนียว เป็น ผลให้น้าในเมล็ดระเหยออกไปได้ยาก ป้องกันอันตรายจากแมลงและจุลินทรีย์ - ชั้นใน (tegmen) เจริญเปลี่ยนแปลงมาจากผนังชั้นในของออวุล มักเป็นเยื่อสีขาวบางๆ
  • 49.
    2. เอมบริโอ (embryo)เจริญมาจากไซโกต เกิดจากเซลล์ไข่ผสมกับสเปิร์มและเจริญต่อไปเป็นต้นพืช ประกอบด้วยส่วน สาคัญดังนี้  ใบเลี้ยง (cotyledon) อยู่ติดกับเอมบริโอในเมล็ดพืชใบเลี้ยงคู่มีใบเลี้ยง 2 ใบ ส่วนเมล็ดพืชใบเลี้ยง เดี่ยวมี 1 ใบ ใบเลี้ยง บางชนิดจะดูดอาหารจากเอนโดสเปิร์มมาเก็บไว้ทาให้ใบเลี้ยงอวบและมีขนาดใหญ่ขึ้น เช่น ใบเลี้ยงของเมล็ดถั่วดา มะขาม เป็นต้น ใบเลี้ยงบางชนิดไม่สามารถดูดอาหารจากเอนโดสเปิร์มมาเก็บไว้ทาให้มีลักษณะแบนบางเช่น ใบเลี้ยง ของเมล็ดละหุ่ง ใบเลี้ยงมีหน้าที่เก็บสะสมอาหารสาหรับการเจริญของเอมบริโอคุ้มกันเอมบริโอระหว่าง การงอกและ ใบเลี้ยงที่เจริญอยู่เหนือดินสามารถสังเคราะห์แสงได้  เอพิคอทิล (epicotyle)อยู่เหนือตาแหน่งที่ติดกับ ใบเลี้ยง เมื่อเจริญเติบโตต่อไปจะเจริญเป็นลาต้น ใบ และดอก ของ พืชส่วนยอดของเอพิคอทิลในเมล็ดเป็นใบเล็กๆ 2 ใบและยอดอ่อนเรียกวา พลูมูล (plumule) หรือยอดอ่อนประกอบ ด้วยเนื้อเยื่อเจริญซึ่งจะเจริญเป็นใบและยอดอ่อนต่อไป  ไฮโพคอทิล (hypocotyle) อยู่ระหว่างตาแหน่งที่ติดกับใบเลี้ยงและตาแหน่งที่จะเจริญไปเป็นราก (อยู่ใต้ใบเลี้ยง)เมื่อ เจริญเติบโตต่อไปจะเป็นส่วนหนึ่งของลาต้น  แรดิเคิล (radicle) เป็นส่วนล่างสุดของเอ็มบริโอต่อจาก ส่วนไฮโพคอทิลลงมา ส่วนปลา ยสุดของแรดิเคิลจะอยู่ ตรง กับไมโครไพล์ของเมล็ด เป็นส่วนแรกของเอ็มบริโอที่งอกออกมาจากเมล็ดและจะเจริญเป็นรากแก้ว ถ้าเป็นพืชใบเลี้ยง เดี่ยวรากแก้วจะเจริญอยู่ระยะหนึ่ง หลังจากนั้นจะมีรากฝอยเจริญขึ้นมาแทน  เอมบริโอของพืชใบเลี้ยงเดี่ยวเช่น พวกข้าว และหญ้า จะมีเยื่อหุ้มหนาหุ้มอยู่ตอนบน เรียกว่า คอลีออบทิล (coleoptile)และมีเยื่อหุ้มแรดิเคิล เรียกว่า คอลีโอไรซา (coleorhiza) เยื่อหุ้มทั้งสองชนิดจะช่วยป้องกันอันตรายให้แก่ เอ็มบริโอส่วนของยอดอ่อนและส่วนของแรดิเคิล เมื่อมีการงอกเกิดขึ้น
  • 50.
     3. เอนโดสเปิร์ม(endosperm) เกิดจากการผสมระหวางสเปิร์มนิวเคลียสกับโพลาร์นิวเคลียส เป็นเนื้อเยื่อที่สะสมอาหารส่วนใหญ่เป็นพวกแปูง โปรตีน ไขมัน และอนๆไวสาหรับการ เจริญเติบโตของเอมบริโอ และแตกต่างกันไปตามชนิดของพืช ภาพการเจริญและโครงสร้างของเมล็ด
  • 56.
  • 57.
    สรุป : เมล็ดพืช(Seed plant) 1. เปลือกหุ้มเมล็ด (seed coat) เป็นส่วนที่อยู่นอกสุดมักมีลักษณะหนาและเหนียวหรือแข็งเพื่อ ป้องกันอันตรายให้แก่ส่วนต่างๆ ที่อยู่ภายใน นอกจากนี้ยังช่วยไม่ให้เกิดการสูญเสียน้าภายใน เมล็ดออกไปด้วย เปลือกหุ้มเมล็ดมี 2 ชั้น เปลือกชั้นนอก เรียกว่า เทกเมน (tegmen) เป็นชั้น เยื่อบางๆ ที่ผิวของเปลือกมักมีรอยแผลเป็นเล็กๆ ซึ่งเกิดจากก้านเมล็ดหลุด ออกไป เรียกรอย แผล นี้ว่า ไฮลัม (hilum) ใกล้ๆไฮลัมมีรูเล็กๆ เรียกว่า ไมโครไฟล์ (micropyle)ซึ่งเป็นทางเข้า ของหลอดละอองเรณูนั่นเอง 2. เอนโดสเปิร์ม (endosperm) เกิดจากการผสมของสเปิร์มนิวเคลียสกับโพลาร์นิวคลีไอทา หน้าที่สะสมอาหารพวกแป้ง น้าตาล โปรตีน ไขมันให้แก่เอมบริโอ เมล็ดพืชบางชนิด เช่น ถั่ว แขก ถั่วลันเตา นุ่น จะไม่พบเอนโดสเปิร์มเลย เนื่องจากใบเลี้ยงย่อยและดูดอาหารจากเอนโด สเปิร์มไปเก็บไว้ ทาให้ใบเลี้ยงหนามาก ในบางชนิด เช่น มะพร้าว ตาล จะมีเอนโดสเปิร์มที่ เป็นน้าและเป็นเนื้อส่วนที่เป็นน้า เรียกว่า ลิควิดเอนโดสเปิร์ม (liquid endosperm) ส่วนที่เป็น เนื้อ เรียกว่า เฟลชีย์เอนโดสเปิร์ม (fleshy endosperm)
  • 58.
    3. เอมบริโอ (embryo)เป็นส่วนของเมล็ดที่เจริญมาจากไซโกตการเจริญของเอมบริโอเริ่มต้นด้วย การแบ่งเซลล์แบบไมโทซิสครั้งแรกได้ 2 เซลล์ คือ เซลล์ที่อยู่ด้านล่างอยู่ติดกับรูไมโครไพล์ (micropyle)เรียกว่า เบซัลเซลล์ (basal cell) และเซลล์ที่อยู่ด้านบนเรียกว่า แอพิคัลเซลล์ (apical cell) เซลล์ที่อยู่ด้านล่างจะแบ่งเซลล์เพิ่มจานวนเซลล์ขึ้น เรียกว่า ซัสเพนเซอร์ (suspensor) ทา หน้าที่ยึดเอนบริโอ ส่วนเซลล์ที่อยู่ด้านบนจะแบ่งเซลล์อย่างรวดเร็วและอยู่ทางด้านบนของซัส เพนเซอร์ ต่อมาจะมีการเปลี่ยนแปลงของเอมบริโอเซลล์ไปเป็นเนื้อเยื่อและส่วนต่างของเอมบริโอ ดังนี้ 3.1 ใบเลี้ยง (cotyledon) พืชใบเลี้ยงคู่มีใบเลี้ยงสองใบ ส่วนพืชใบเลี้ยงเดี่ยวมีใบเลี้ยงใบเดียว และ มักจะเรียกกว่า สคิวเทลลัม (scutellum) ใบเลี้ยงมีหน้าที่ในการย่อยและดูดซึมสารอาหารจากเอน โดสเปิร์มมาเก็บไว้ทาให้ใบเลี้ยงมีขนาดหนาและใหญ่ และไม่มีเอนโดสเปิร์ม แต่ในพืชบางชนิด อาหารถูกสะสมอยู่ในเอนโดสเปิร์ม เนื่องจากใบเลี้ยงไม่ได้ย่อยมาเก็บไว้ ใบเลี้ยงจึงมีลักษณะแบน และบาง ใบเลี้ยงนอกจากจะช่วยในการสะสมและให้อาหารแก่เอมบริโอแล้วใบเลี้ยงยังช่วยป้องกัน ไม่ให้อนบริโอที่อยู่ข้างในบุบสลายเมื่อมีการงอกของเมล็ดเกิดขึ้น
  • 59.
    3.2 ลาตันอ่อน (caulicle)ประกอบด้วย 3 ส่วน คือ 3.2.1 เอพิคอทิล (epicotyl) เป็นส่วนของเอมบริโอที่อยู่เหลือใบเลี้ยงขึ้นไปที่ส่วนปลายของ เอพิคอทิลจะมียอดอ่อน (plumule) ซึ่งประกอบด้วยเนื้อเยื่อเจริญปลายยอด (apical meristem) เนื้อเยื่อเจริญปลายยอดนี้จะแบ่งตัวและเจริญต่อไปเป็นยอด ใบ ดอก และลาต้นของพืช 3.2.2 ไฮโพคอทิล (hypocotyl) เป็นส่วนของเอมบริโอที่อยู่ใต้ใบเลี้ยงลงมา 3.2.3 แรดิเคิล (radicle) เป็นส่วนที่อยู่ปลายสุดของไฮโพคอทิล ส่วนปลายของแรดิเคิลจะอยู่ที่รูไม โครไพล์ เมื่อเมล็ดงอกแรดิเคิลจะเจริญไปเป็นรากแก้ว (tap root) หรือรากสามัญ (primary root)
  • 60.
    การงอกของเมล็ด (Seed germination) ปัจจัยในการงอกของเมล็ด 1.น้าหรือความชื้น เมื่อเมล็ดพันธุ์จะงอก น้าเป็นปัจจัยแรกที่จะกระตุ้นให้เมล็ดพันธุ์ตื่นตัว กระตุ้นการ เกิดปฏิกิริยาเคมีและขบวนการเมแทบอลิซึมในเบื้องต้น เมล็ดพันธุ์ดูดน้าเข้าไปทาให้เปลือกเมล็ดอ่อนนุ่ม ทาให้ เมล็ดพอง โตขึ้น เนื่องจากการขยายของผนังเซลล์และโพรโท พลาสต์ เมื่อเปลือกเมล็ดอ่อนนุ่มทาให้รากแทง ผ่านเปลือกได้สะดวกมากขึ้น เมล็ดพันธุ์พืชแต่ละชนิดต้องการน้าสาหรับการงอกแตกต่างกัน บางชนิดหากได้รับ น้ามากเกินไปจะทาให้เมล็ด ขาดออกซิเจนที่ใช้สาหรับหายใจและทาให้เมล็ดเน่า ในบางชนิด การที่เมล็ดพันธุ์ ได้รับน้ามากๆอาจจะทาให้เมล็ดเข้าสู่ สภาวะพักตัวใหม่ สาหรับปัจจัยที่มีผลต่อการดูดน้าของเมล็ดพันธุ์ ได้แก่ ความหนาของเปลือก สารที่เคลือบอยู่ที่ผิวเปลือก ความเข้มข้นของน้า อุณหภูมิ และการสุกแก่ของเมล็ดที่ ต่างกัน เป็นต้น 2. ออกซิเจน มีความสาคัญต่อขบวนการหายใจของเมล็ดพันธุ์ที่กาลังงอก เมล็ดพันธุ์ที่กาลังงอกต้องการ พลังงาน และพลังงานนั้นได้จากขบวนการ oxidation โดยใช้ออกซิเจน คือ ขบวนการหายใจ เมล็ดพันธุ์ที่กาลัง งอกจะมี อัตราการหายใจสูง เมื่อเทียบกับการหายใจในช่วงอื่นๆ และ จะมีกิจกรรมการสลายและเผาผลาญอาหาร ที่เก็บสะสมไว เมล็ดพันธุ์โดยทั่วไปจะงอกในสภาพบรรยากาศปกติที่มีออกซิเจน ประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ และ คาร์บอนไดออกไซด์ ประมาณ 0.03 เปอร์เซ็นต์ แต่ก็มีเมล็ดพันธุ์พืชหลายชนิดที่งอกได้ในสภาพที่มีออกซิเจน ต่ากว่าปกติ เช่น พืชที่งอกได้ในน้า
  • 61.
    3. อุณหภูมิ มีความสาคัญต่อการควบคุมและอัตราการเกิดปฏิกิริยาทางชีวเคมีขณะเมล็ดกาลังงอกเนื่องจาก อัตราการเกิดปฏิกิริยาทางชีวเคมีจาเป็นต้องอาศัยการทางานของเอนไซม์ ซึ่งมีความจาเพาะเจาะจงกับระดับ อุณหภูมิ นอกจากปัจจัย 3 ชนิดข้างต้นที่จาเป็นในการงอกของเมล็ดพันธุ์โดยทั่วไปแล้ว ยังมีเมล็ดพันธุ์บาง ชนิดที่ต้องการ แสง สาหรับการงอก เช่น ปอกระเจา ผักกาดเขียวปลี ผักกาดหอม และพริก เป็นต้น เมล็ดพันธุ์ บางชนิดอาจจะต้องการ แสงเพียงพอกระตุ้นการงอกในระยะใดระยะหนึ่งเท่านั้น สาหรับเมล็ดพันธุ์บางชนิด แสงจะเป็นตัวยับยั้งการงอก มีพืชบางกลุ่มเท่านั้นที่สามารถงอกได้ในที่ที่ไม่มีแสง เช่น พืชตระกูลหอม หรือไม้ หัว และพืชในกลุ่มไม้ดอกบางชนิด เช่น ฟล็อก พืชในกลุ่มนี้เมื่อได้รับแสงจะมีเปอร์เซ็นต์การงอกลดลง
  • 63.
    รูปแบบการงอกของเมล็ด (Seed germination) 1.การงอกแบบใบเลี้ยงอยู่เหนือดิน (epigeal germination) คือ การงอกของเมล็ดพันธุ์ที่เมื่อต้น กล้า เจริญเติบโตเต็มที่จะมีใบเลี้ยงชูขึ้นมาเหนือดินเพราะส่วนของลาต้นใต้ใบเลี้ยง (Hypocotyle) เจริญดีทาให้สามารถชูส่วนของใบเลี้ยงขึ้นเหนือดินได้ โดยขั้นตอนแรกของการงอกเมล็ดพันธุ์ดูด น้าเข้าไป เมล็ดมีลักษณะพองโต รากแรกเกิดแทง ทะลุออกมาลงสู่พื้นดิน ต่อมาไม่นาน มีราก แขนงแตกออก ลาต้นใต้ใบเลี้ยงเริ่มปรากฏมีลักษณะโค้งงออยู่เหนือดิน แล้วดึงส่วนของใบเลี้ยง ตามขึ้นมาเหนือดิน ใบเลี้ยงนี้จะทาหน้าที่สังเคราะห์แสงเพื่อสร้างอาหารเพียงช่วงระยะหนึ่ง แล้ว จะเหี่ยว แห้งไป เหลือเพยงลาต้นเหนือใบเลี้ยงที่ปรากฏให้เห็น และจะเจริญไปเป็นใบจริงใบแรก ต่อไป เมล็ดพันธุ์พืชที่งอกในลักษณะนี้ส่วนใหญ่ที่เห็นอยู่เหนือดิน คือ ส่วนของลาต้นที่อยู่ใต้ใบ เลี้ยง เช่น ถั่วเหลือง (Glycine max) ถั่วแดงหลวง (Phaseolus vulgaris) และละหุ่ง (Ricinus communis) นอกจากนี้ ยังมีพืชใบเลี้ยงเดี่ยวบางชนิดที่มีลักษณะพิเศษ สามารถงอกแบบอพิเจียล เช่น เมล็ดหอม ใบเลี้ยงจะยืดตัวดึงเมล็ดขึ้นเหนือดิน มียอดอ่อนแตกออกบริเวณระหว่างรากกับลา ตันและหลังจากนั้น ส่วนของใบเลี้ยงก็จะเหี่ยวแห้งไป
  • 65.
    รูปแบบการงอกของเมล็ด (Seed germination) 2.การงอกแบบใบเลี้ยงอยู่ใต้ดิน (hypogeal germination) คือ การงอกของเมล็ดพนธที่เมื่อ เจริญเติบโตเป็นต้นอ่อนแล้วใบเลี้ยงยังไม่โผล่ขึ้นมาเหนือดินเนื่องจากส่วนของลาต้นใต้ใบเลี้ยง (Hypocotyle)เจริญไม่ดีทาให้ไม่สามารถช ส่วนของใบเลี้ยงขึ้นมาเหนือดินได้ หรือในบางกรณี อาจจะรวมถึงเอนโดสเปิร์มที่ยังตกค้างอยู่ใต้ดินด้วย ขั้นตอนการงอกใน ลักษณะนี้คือ เริ่มแรกเมล็ด พันธุ์จะดูดน้าเข้าไป ทาให้เอ็มบริโอและเอนโดสเปิร์มขยายตัว coleorhiza จะแทงทะลุเปลือก ออกมา รากปฐมภมิ (primary root) เจริญออกมาอย่างรวดเร็ว แล้วเนื้อเยื่อหุ้มยอด (coleoptile) จะ เจริญโผล่พนดิน ขึ้นมา เมื่อได้รับแสงแดดจึงหยุดการเจริญ ปล่อยให้ยอดออนเจริญแตกใบจริง ออกมา ส่วนใหญ่ที่เห็นอยู่เหนือดินคือ ส่วน ของลาต้นที่อยู่เหนือใบเลี้ยง (epicotyl) การงอกใน ลักษณะนี้มักพบในพชใบเลี้ยงเดี่ยว เชน ข้าวโพด ข้าวแต่ก็มีพชใบ เลี้ยงคู่บางชนิดที่งอกแบบใบ เลี้ยงอยู่ใต้ดิน เช่น ถั่วลันเตา
  • 66.
  • 68.
    สรุปลักษณะการงอกเมล็ดมีลักษณะที่แตกต่างกัน 2 แบบคือ 1. งอกโดยการชูใบเลี้ยงขึ้นมาเหนือดิน (epigeal germination) ได้แก่ พวกเมล็ดถั่วแขก ถั่วดา ละหุ่ง มะขาม การงอกแบบนี้เมื่อแรดิเคิลงอกโผล่ออกทางรูไมโครไพล์ลงสู่พื้นดินแล้ว ส่วนของไฮโพคอทิลจะงอกตาม อย่างรวดเร็ว ทาให้โค้งขึ้นและดึงส่วนของใบเลี้ยงกับเอพิคอทิลขึ้นมาอยู่เหนือดิน 2. งอกโดยใบเลี้ยงอยู่ใต้ดิน (hypogeal germination) ได้แก่ การงอกของพืชใบเลี้ยงเดี่ยว หญ้า ข้าว ข้าวโพด ข้าวสาลี มะพร้าว ตาล และพืชใบเลี้ยงคู่ เช่น ถั่วลันเตา ส้ม พืชพวกนี้มีไฮโพคอทิลสั้น แต่เอพิคอทิลและ ยอดอ่อนยาวและเจริญได้รวดเร็ว เมื่อเริ่มงอกยอดอ่อนและเอพิคอทิลจะโผล่ขึ้นเหนือดินและไม่ดึงให้ใบ เลี้ยงกับไฮโพคอทิลขึ้นมาด้วย ใบเลี้ยงและไฮโพคอทิลจึงยังคงจมอยู่ใต้ดิน พืชที่มีวิธีการงอกแบบนี้มักเป็น พืชใบเลี้ยงเดี่ยวมากกว่าพืชใบเลี้ยงคู่ มะละกอ ขนุน งอกได้ทันที ไม่มีระยะพักตัว
  • 71.
    การพักตัวของเมล็ด (seed dormancy)หมายถึง การที่เมล็ดมีชีวิตแต่ไม่สามารถงอกได้ ถึงแม้จะได้รับ ปัจจัยที่เหมาะสมสาหรับการงอกอย่างครบถ้วน ในขณะที่เมล็ดพืชชนิดเดียวกัน แต่ไม่อยู่ในระยะพักตัวจะ สามารถงอกได้ทั้งนี้เนื่องจากการพักตัวของเมล็ดเกิดจาก สภาวะภายในของพืชหรือเพื่อเลี่ยง สภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม หรือทั้งสองอย่างพร้อม ๆ กัน เพื่อความอยู่รอดของพืช ชนิดของการพักตัวของเมล็ดมี 2 แบบ คือ 1. การพักตัวเนื่องจากเปลือกหุ้มเมล็ด (coat-inposeddormancy) เกิดขึ้นเนื่องจากสภาพภายนอก ของเมล็ด ไม่เหมาะสม เช่น เปลือกหุ้มเมล็ด (seed coat) แข็งหรือหนาเกินไปและเยื่อหุ้มเมล็ดเหนียวหรือ เป็นมัน ทาให้น้าและ อากาศไม่อาจผ่านเข้าไปในเมล็ดได้เรียกเมล็ดเหล่านี้ว่า เมล็ดแข็ง (hard seed) มักพบ ในพืชตระกูลถั่วหลายชนิด เช่น ถั่วอาหารสัตว์เมล็ดหญ้า บางชนิด และเมล็ดข้าวฟ่าง 2. การพักตัวของคัพภะ (embryo dormaney)เกิดขึ้นเนื่องจากสภาพภายในเมล็ดมีสารยับยั้งการ งอก หรือมี สารยับยั้งการเจริญเติบโตอยู่มากเกินไป ได้แก่ สารประกอบฟีนอลิก (phenolic)คูมาริน (cumarin) และกรดแอบไซซิก (abscisic acid) ซึ่งสารเหล่านี้จะไปยับยั้งการสร้างฮอร์โมนจิบเบอเรลลิน หรือยับยั้งการทางานของเอนไซม์ที่ช่วยส่งเสริม การงอกของเมล็ดมักพบในเมล็ดมะละกอและมะเขือเทศ นอกจากนี้อาจเนื่องมาจากเนื้อเยื่อของเมล็ด เช่น คัพภะเจริญเติบโตหรือพัฒนาไม่เต็มที่จึงไม่สามารถงอก ได้มักพบในเมล็ดของปาล์มน้ามันแอฟริกา และไอรีส (Iris vesicular)
  • 73.
    การพ้นสภาพพักตัว 1. การทาลายเปลือกหุ้มเมล็ด (scarification)เช่น การเฉือน การปาด การกะเทาะเปลือกหรืออาจใช้วิธีแช่น้า ร้อน หรือแช่เมล็ดในกรดกามะถันที่เข้มข้นระยะเวลาหนึ่ง ก่อนล้างและนาไปเพาะ ซึ่งจะทาให้เมล็ดงอกได้ 2. การใช้สารเคมี จะช่วยทาลายการพักตัวของเมล็ดได้ เช่น โพแทสเซียมไนเตรต โทโอยูเรีย ไฮโดรเจนเพอร์ออกไซด์และจิบเบอเรลลิน นั้นสามารถทดแทนอุณหภูมิต่าในการงอกของแอปเปิล พีช และ สาลี่ได้ นอกจากนี้ น้ายังช่วยชะล้างสารที่ยับยั้งการงอกของเมล็ดทาให้เมล็ดพ้นจากการพักตัวได้
  • 74.
    สรุป : อิทธิพลต่อการงอกของเมล็ด 1.ระยะพักตัว ระยะพักตัวของเมล็ดเนื่องมาจากสาเหตุใดสาเหตุหนึ่งหรือหลายสาเหตุรวมกัน คือ 1.1 เปลือกหุ้มเมล็ดแข็งและหนาเกินไป ทาให้น้าและแก๊สออกซิเจนผ่านเข้าไปไม่ได้ เช่น พุทรา มะขาม ฝรั่ง ดังนั้น เมื่ออยู่ในสภาพธรรมชาติจะทาให้เกิดการผุกร่อนของเปลือกลง น้า แก๊สออกซิเจนผ่านเข้าไปถึงเอมบริ โอได้ เอมบริโอจึงแบ่งตัวและเจริญเติบโตได้ต่อไป 1.2 เมล็ดบางชนิดมีสารยับยั้งการงอก เช่น มะเขือเทศ ฟัก เมล็ดของพืช พวกนี้จะมีสารยับยั้งการงอกเคลือบ อยู่ในสภาพที่ไม่เหมาะสม เช่น ขาดน้า จะไม่มีการงอกของเมล็ดเกิดขึ้น เมื่อฝนตกลงมาน้าฝนจะช่วยชะล้าง สารเหล่านี้ออกไป เมล็ดจึงงอกได้ และสภาพอันนี้จะเหมาะสมต่อการงอกและการอยู่รอดของต้นอ่อนที่งอก ออกมาด้วย 1.3 เอมบริโอในเมล็ดยังเจริญไม่เต็มที่ ถึงแม้ว่าเมล็ดจะแก่แล้วก็ตามจึงต้องรอให้เอมบริโอเจริญเติบโตจน เต็มที่เสียก่อนจึงจะงอกได้ เช่น เมล็ดแป๊ ะก๊วย กล้วยไม้หลายชนิด 1.4 เอมบริโอพักตัว เช่น เมล็ดแอปเปิล จะต้องใช้เวลาระยะหนึ่งซึ่งมักต้องเป็นฤดูหนาวและมีอุณหภูมิต่า ระยะนี้เมล็ดจะมีการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาบางอย่างภายในเอมบริโอเพื่อให้สมบูรณ์เสียก่อนจึงจะงอก ได้ ซึ่งเมื่อผ่านระยะเวลานี้ไปแล้วเมล็ดจะงอกได้
  • 75.
    2. สิ่งสาคัญที่จาเป็นต่อการงอกของเมล็ด การที่เมล็ดพืชจะงอกได้ต้องอาศัยปัจจัยหลายอย่างคือ 2.1 เมล็ดต้องมีชีวิตอยู่ หมายความว่า เมล็ดนั้นยังมีชีวิตอยู่และสามารถที่จะงอกงามได้ ในการเก็บเมล็ดพืช ไว้นาน ๆ เมล็ดพืชจะหมดอายุทาให้เพาะไม่งอก หรือมีอัตราการงอกต่า 2.2 น้า เป็นปัจจัยที่สาคัญมาก เนื่องจาก 2.2.1 น้าช่วยให้เปลือกหุ้มเมล็ดยุ่ยทาให้แรดิเคิลและยอดอ่อนของเอมบริโอโผล่ออกมาได้ 2.2.2 น้าทาให้เล็ดขยายขนาดขึ้น ทาให้โพรโทพลาสซึมเจือจางลงแต่มีปฏิกิริยาต่างๆ มากขึ้น 2.2.3 น้าช่วยให้แก๊สออกซิเจนผ่านเข้าสู่เซลล์ของเอมบริโอได้ง่ายขึ้น 2.2.4 น้าช่วยในการละลายอาหารที่สะสมอยู่ในเอนโดสเปิร์มหรือใบเลี้ยง เพื่อนาอาหารไปเลี้ยง เอมบริโอทาให้เอมบริโอแบ่งเซลล์และเจริญเติบโตขึ้น
  • 76.
    2.3 ออกซิเจน ออกซิเจนมีความสาคัญต่อการสร้างพลังงานของเอมบริโอในขณะที่เมล็ดงอกจาเป็นต้องใช้ออกซิเจน จานวนมากเพราะตอนนี้อัตราของเมทาบอลิซึมจะสูงการหายใจก่อให้เกิดพลังงาน ซึ่งจะนาไปใช้ในการแบ่งเซลล์ ลาเลียงสาร สร้างส่วนต่างๆที่จาเป็นด้วย 2.4 อุณหภูมิพอเหมาะ เมล็ดพืชโดยทั่วไปจะงอกได้ดีที่อุณหภูมิ 20-30 องศาเซลเซียส พืชเมืองหนาวงอกได้ดีที่ อุณหภูมิ 10-20 องศาเซลเซียส แต่ก็มีพืชหลายชนิด ที่ต้องการอุณหภูมิสูงหรือต่ากว่านี้ เช่น ข้าวบาร์เลย์จะงอกได้ เมื่ออุณหภูมิต่าใกล้จุดน้าแข็ง 2.5 แสงสว่าง แสงสว่างจาเป็นสาหรับพืชบางชนิดเท่านั้น เช่น ยาสูบ กาฝาก ไทร จาเป็นต้องได้รับแสงจึงจะงอกได้ แต่ในพวกหอมหัวใหญ่ ถ้ามีแสงมากเกินไปจะยับยั้งไม่ให้เกิดการงอก เมล็ดพืชบางชนิดก็งอกง่าย โดยไม่ปรากฏระยะพักตัวเลย เมื่อเมล็ดตกถึงพื้นก็สามารถงอกได้เลย เมล็ดขนุนและ เมล็ดมะละกอสามารถงอกได้เมื่ออยู่ในผล ซึ่งยังไม่หล่นจากต้น เมล็ดโกงกางสามารถงอกรากได้ยาวในขณะที่อยู่บน ต้นโกงกาง ส่วนที่งอกออกมานี้ เรียกว่า ฝักโกงกาง ซึ่งเมื่อหล่นออกจากต้นจะปักลงดินเลนซึ่งเป็นที่อยู่ของต้น โกงกางช่วยให้เจริญเติบโตได้ดี เรียกพืชพวกนี้ว่า วิวิพารัส (viviparous plant)
  • 77.
    หลักการสาคัญของเมล็ดพันธุ์ที่ดี คือ 1. มีคุณสมบัติตรงตามพันธุ์ซึ่งผ่านการตรวจสอบคุณภาพแล้ว 2. สถานที่ผลิตเมล็ดพันธุ์ ต้องมีสภาพภูมิอากาศเหมาะสมกับพืชชนิดนั้นๆ 3. ดินที่ปลูกอุดมสมบูรณ์ ไม่มีโรคและแมลงรบกวน 4. การเก็บเกี่ยวและการลดความชื้นของเมล็ดพันธุ์ต้องทาอย่างถูกวิธี 5. ต้องมีการตรวจสอบคุณภาพเมล็ดพันธุ์อยู่เสมอ ซึ่งประกอบด้วย 5.1 ความสามารถในการงอก หรือการมีชีวิตของเมล็ดพันธุ์ 5.2 การตรวจสอบความแข็งแรงของเมล็ดพันธุ์ 5.3 ความบริสุทธิ์ของเมล็ดพันธุ์ 5.4 ความชื้นของเมล็ดพันธุ์
  • 78.
    การทดสอบความแข็งแรงของเมล็ดพันธุ์ 1. การเร่งอายุเมล็ดพันธุ์ เป็นการกระทาเพื่อตรวจสอบความแข็งแรงของ เมล็ดพันธุ์ เพื่อใช้ในการทานายว่าเมล็ดพันธุ์นั้นเมื่อเก็บรักษาไว้ นานๆแล้วเปอร์เซ็นต์การงอกจะสูงหรือไม่กระทาได้โดยนาเมล็ด จากแหล่งใดแหล่งหนึ่งที่ต้องการตรวจสอบมาใส่ในตู้อบอุณหภูมิ 40-50 องศาเซลเซียส ความชื้นสัมพัทธ์ 100% เป็นเวลา 2-8 วัน แล้วนาเมล็ดพันธุ์พืชมาเพาะเพื่อหาเปอร์เซ็นต์การงอก ถ้าหากว่า มีเปอร์เซ็นต์การงอกสูง แสดงว่าเมล็ดนั้นแข็งแรง ดังนั้น เมล็ด พืชจากแหล่งนั้นเมื่อถูกเก็บไว้ในที่ ๆ ไม่มีการควบคุมอุณหภูมิ และความชื้นสัมพัทธ์เป็นเวลา 12-18 เดือน เมื่อนามาเพาะปลูกก็ จะมีเปอร์เซ็นต์การงอกสูง เมล็ดที่ผ่านการเร่งอายุเมล็ดพันธุ์ แล้วแต่มีเปอร์เซ็นต์การงอกต่าก็ไม่ควรเก็บเมล็ดพันธุ์นั้นไว้ เพราะอัตราการงอกในฤดูกาลต่อไปจะไม่ดี วิธีการนี้เหมาะ สาหรับผู้ที่ต้องการผลิตเมล็ดพันธุ์เพื่อการจาหน่ายหรือเพื่อเก็บ เมล็ดพันธุ์ไว้เพาะปลูกในฤดูกาลต่อไป
  • 79.
  • 82.
    การกระจายพันธุ์พืช โดยทาให้เมล็ดไปงอกได้ในที่ต่างๆ โดยมีปัจจัยหลายอย่างด้วยกันคือ 1. อาศัยลมพาไป เมล็ดพวกนี้มักจะเบาและมีขนาดเล็ก นอกจากนี้เมล็ดบางชนิดยังมีส่วนที่ยื่น ออกมาช่วยพยุงให้ลอยไปได้ไกลๆ ด้วย เมล็ดที่แพร่กระจายโดยอาศัยลม ได้แก่ หญ้า เมล็ดสน ภูเขา ฝ้าย สาลี เป็นต้น 2. อาศัยน้าพาไป เมล็ดพวกนี้มักจะอยู่ในผลและผลจะลอยน้าได้ทาให้น้าพัดพาไปได้ ไกลๆ เช่น มะพร้าว ลาพู บัว 3. อาศัยคนหรือสัตว์อื่นๆ พาไป เมล็ดพวกนี้มักจะมีที่เกาะ และจะติดไปตามส่วนต่างๆ ของคน ละสัตว์ เช่น เมล็ดหญ้าเจ้าชู้จะติดตามกางเกงหรือขนของสัตว์ เมล็ดบางชนิดอยู่ในผลที่กิน ได้ เมื่อคนหรือสัตว์กินผลแล้วก็จะทิ้งเมล็ดที่เหลือ ทาให้เมล็ดงอกได้ต่อไป เช่น มะม่วง พุทธา แตงโม ขนุน เป็นต้น 4. อาศัยกาลังดีด เมล็ดพวกนี้มักจะอยู่ในฝักเมื่อฝักแก่จะแห้งและแตกออกทาให้ดีดเมล็ดกระเด็น ไปได้ไกลๆ เช่น ต้อยติ่ง งา ยางพารา
  • 86.
    “THE END” THANK YOUFOR YOUR ATTENTION!