1
แบบเสนอโครงร่างโครงงานคอมพิวเตอร์
รหัสวิชา ง33201 ชื่อวิชา เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร 5
ปีการศึกษา 2562
ชื่อโครงงาน 5 โรคสาคัญทางจิตเวชที่คนไทยควรรู้
ชื่อผู้ทาโครงงาน
ชื่อ นางสาวเวสารัช ไชยทุม เลขที่ 18 ชั้น ม.6 ห้อง 2
ชื่ออาจารย์ที่ปรึกษาโครงงาน
ครูเขื่อนทอง มูลวรรณ์
ระยะเวลาดาเนินงาน ภาคเรียนที่ 1-2 ปีการศึกษา 62
โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย จังหวัดเชียงใหม่
สานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 34
2
ใบงาน
การจัดทาข้อเสนอโครงงานคอมพิวเตอร์
สมาชิกในกลุ่ม
1. นางสาวเวสารัช ไชยทุม เลขที่ 18
คาชี้แจง ให้ผู้เรียนแต่ละกลุ่มเขียนข้อเสนอโครงงานตามหัวข้อต่อไปนี้
ชื่อโครงงาน (ภาษาไทย)
5 โรคสาคัญทางจิตเวช ที่คนไทยควรรู้
ชื่อโครงงาน (ภาษาอังกฤษ)
ประเภทโครงงาน เพื่อการศึกษา
ชื่อผู้ทาโครงงาน นางสาวเวสารัช ไชยทุม
ชื่อที่ปรึกษา ครูเขื่อนทอง มูลวรรณ์
ระยะเวลาดาเนินงาน ภาคเรียนที่ 1
ที่มาและความสาคัญของโครงงาน
ปัจจุบันคนไทยที่ป่วยด้วยโรคจิตเวชมีไม่น้อย ขณะที่ผู้ป่วยบางรายรู้ตัวว่าตนเองป่วย บางรายก็ไม่รู้ตัว ที่
สาคัญไปกว่านั้น ผู้ป่วยบางรายยังสับสนในอาการป่วยทางจิตเวชบางโรค และเข้าใจผิดคิดว่าตนเองป่วย
เป็นโรคทางกาย แต่เมื่อทาการตรวจร่างกายจะไม่พบความผิดปกติแต่อย่างใด จึงจาเป็นต้องให้ความรู้
เกี่ยวกับโรคจิตเวช เพื่อให้ผู้ป่วยได้สังเกตตนเอง รวมถึงการสังเกตคนรอบข้างว่าเข้าข่ายเป็นผู้ป่วยหรือไม่
สู่การรับมือและการรักษาที่ถูกต้อง โดยครั้งนี้เป็นการนาเสนอ 5 โรคจิตเวชสาคัญที่คนไทยควรรู้
วัตถุประสงค์
1.เพื่อรู้เท่าทันโรคซึมเศร้า
2.เพื่อสังเกตพฤติกรรมคนรอบข้างว่ามีพฤติกรรมเสี่ยงที่จะเป็นโรคซึมเศร้าหรือไม่
3.เพื่อเตรียมตัวรับมือและการรักษาที่ถูกต้อง
ขอบเขตโครงงาน
1.โรคแพนิค
2.โรคซึมเศร้า
3.โรคจิตเถท
4.โรคไบโพลาร์
5.โรคสมองเสื้อม
3
หลักการและทฤษฎี
ปัจจุบันคนไทยที่ป่วยด้วยโรคจิตเวชมีไม่น้อย ขณะที่ผู้ป่วยบางรายรู้ตัวว่าตนเองป่วย บางรายก็ไม่รู้ตัว ที่
สาคัญไปกว่านั้น ผู้ป่วยบางรายยังสับสนในอาการป่วยทางจิตเวชบางโรค และเข้าใจผิดคิดว่าตนเองป่วย
เป็นโรคทางกาย แต่เมื่อทาการตรวจร่างกายจะไม่พบความผิดปกติแต่อย่างใด จึงจาเป็นต้องให้ความรู้
เกี่ยวกับโรคจิตเวช เพื่อให้ผู้ป่วยได้สังเกตตนเอง รวมถึงการสังเกตคนรอบข้างว่าเข้าข่ายเป็นผู้ป่วยหรือไม่
สู่การรับมือและการรักษาที่ถูกต้อง โดยครั้งนี้เป็นการนาเสนอ 5 โรคจิตเวชสาคัญที่คนไทยควรรู้
1.โรคแพนิค
โรคแพนิคเป็นโรคตื่นตระหนก เกิดขึ้นจากระบบประสาทอัตโนมัติมีการทางานที่ไวต่อสิ่งกระตุ้น ทาให้มี
อาการแพนิค ได้แก่หัวใจเต้นเร็ว หายใจติดขัด จุกแน่น เวียนศีรษะ คล้ายจะเป็นลม หรือเหมือนกับจะถึง
ชีวิต โดยการเกิดครั้งแรกจะเกิดขึ้นเมื่อตกอยู่ในสถานการณ์ที่มีเรื่องกดดันหรือถูกกระตุ้นให้ตื่นตัว เช่น
เกิดขึ้นตอนกาลังจะขับรถขึ้นทางด่วน ทาให้ผู้ป่วยไม่กล้าขึ้นทางด่วน เป็นต้น และเมื่อมีครั้งที่ 1 มักมีครั้ง
ที่ 2 และครั้งที่ 3 ตามมาเรื่อย ๆ กล่าวคือเมื่อเจอกับสถานการณ์กระตุ้นนั้นอีกครั้ง ก็จะมีอาการแพนิค
เกิดขึ้นอีก อาการแพนิคแต่ละครั้งจะเป็น 10-20 นาที เมื่อหายก็จะหายปกติเลย
ความสาคัญของโรค เนื่องจากยังมีผู้ป่วยบางรายไม่รู้จักหรือยังขาดความรู้เกี่ยวกับโรคแพนิค เมื่อมีอาการ
มักเข้าใจผิดและคิดว่าตนเองเป็นโรคทางกาย เช่น โรคหัวใจ แต่เมื่อพบแพทย์แล้วตรวจคลื่นหัวใจจะ
พบว่าร่างกายปกติทุกอย่าง และอาจต้องใช้เวลาอยู่นานกว่าจะรู้ตัวว่าตนเองป่วยด้วยโรคแพนิค ถือเป็น
อีกหนึ่งโรคที่คนไทยควรทาความรู้จัก
อาการของโรคแพนิค
1.มีอาการแพนิคเกิดขึ้นบ่อย ๆ โดยคาดไม่ได้ว่าจะเกิดเมื่อไร
2.หลังจากมีอาการแพนิค จะมีอาการต่อไปนี้ตามมาเป็นเวลานานอย่างน้อย 1 เดือน
 กังวลอยู่ตลอดเวลาว่าจะมีอาการเกิดขึ้นมาอีก หรือกลัวผลที่ตามมา เช่น ควบคุมตนเองไม่ได้
เป็นบ้า
 มีพฤติกรรมเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน โดยเกี่ยวเนื่องกับการมีอาการนี้ เช่น ไม่กล้าไปไหนถ้าไม่มั่นใจ
ว่าจะมีคนช่วยได้ไหม หมกมุ่นกังวลกลัวเป็นโรคหัวใจ
2.โรคซึมเศร้า
ผู้ที่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้าจะมีอาการหดหู่ ท้อแท้ เบื่อหน่าย รู้สึกไม่มีคุณค่าในตนเอง บางรายอาจไม่รู้สึก
เศร้าแต่จะเบื่อหน่ายทุกอย่างรอบตัว และไม่รู้จะอยู่ต่อไปเพื่ออะไร ความสาคัญของโรคนี้คือผู้ป่วยที่ไม่ได้
รับการรักษามีความเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตายสูง หากมีอาการของโรคซึมเศร้านานเกิน 2 สัปดาห์ ควรพบ
แพทย์เพื่อประเมินว่าเป็นโรคซึมเศร้าหรือไม่
อาการของโรคซึมเศร้า
1. อารมณ์เปลี่ยนแปลงไป – เศร้า หดหู่ สะเทือนใจง่าย ร้องไห้บ่อย
2. ความคิดเปลี่ยนแปลง – มองทุกอย่างแย่ไปหมด รู้สึกไร้คุณค่าในตนเอง หรือคิดว่าตนเองเป็น
ภาระของผู้อื่น มองเห็นแต่ความผิดพลาดของตนเอง รู้สึกสิ้นหวัง อาจมีความคิดอยากตาย
3. สมาธิความจาแย่ลง – หลงลืมง่าย จิตใจเหม่อลอย ประสิทธิภาพการทางานลดลง
4
4. มีอาการทางร่างกายต่าง ๆ – อ่อนเพลีย นอนไม่หลับ เบื่ออาหาร น้าหนักลด ปวดหัว เมื่อยตัว
5. 3.โรคจิตเภท
ผู้ป่วยจะมีอาการประสาทหลอน หูแว่ว มีภาพหลอนเกิดขึ้น และจะแสดงออกโดยการพูดคนเดียว
หัวเราะคนเดียว มีความหลงผิดหรือหวาดระแวง เป็นนานเกิน 6 เดือน หากเป็นแล้วไม่รักษาตั้งแต่ต้น
หรือปล่อยทิ้งไว้นาน จะทาให้การรักษามีความยุ่งยาก และผลการรักษาไม่ดีนัก โรคจิตเภทเป็นโรคเรื้อรัง
การรักษาจะช่วยให้ผู้ป่วยมีอาการดีขึ้น แต่จะต้องใช้ยาไปตลอดชีวิต ปัญหาของโรคนี้คือผู้ป่วยบางราย
เมื่อพบว่าตนเองอาการดีขึ้น มักคิดว่าหายแล้วและหยุดใช้ยา ทาให้อาการกาเริบขึ้นมาอีก โดยอาการมัก
เกิดขึ้นเมื่อหยุดยาไปเป็นเวลาหลาย ๆ เดือน เช่น 6-7 เดือน ผู้ป่วยจะต้องทาการเริ่มต้นรักษาใหม่
ทั้งหมด
4.โรคไบโพลาร์
โรคไบโพลาร์หรือโรคอารมณ์สองขั้ว เป็นความผิดปกติทางอารมณ์ของผู้ป่วยมีลักษณะอารมณ์
เปลี่ยนแปลงไปมาระหว่าง ช่วงซึมเศร้าและช่วงที่อารมณ์ดีเกินปกติ (ช่วงแมเนีย) โดยในช่วงซึมเศร้าจะมี
อาการหดหู่ ท้อแท้ สิ้นหวัง อาการช่วงนี้จะเหมือนผู้ป่วยโรคซึมเศร้า อาการจะคงอยู่ติดต่อกันนานหลาย
เดือนแล้วหายไปเหมือนคนปกติก่อนจะเข้าสู่ช่วงอาการแมเนีย ซึ่งจะมีอารมณ์คึกคัก มีพลัง อยากทา
หลายอย่าง กระฉับกระเฉง นอนน้อย ใจดี มนุษยสัมพันธ์ดี อารมณ์ดี แต่มีปัญหาในเรื่องของการควบคุม
อารมณ์ของตนเอง บางรายพบว่าอยากทาอะไรแล้วต้องได้ทาทันที เช่น อยากไปเที่ยวต่างประเทศ ก็
จัดการจองตั๋วเลยทั้งที่ยังไม่ทันลางาน เมื่อมีคนขัดใจผู้ป่วยจะฉุนเฉียวมาก หงุดหงิดง่าย ควบคุมอารมณ์
ตนเองไม่ได้เลย
ลักษณะอาการช่วงซึมเศร้าของโรคไบโพลาร์
1. มีอารมณ์ซึมเศร้าเป็นส่วนใหญ่ของวัน แทบทุกวัน
2. มีความสนใจหรือความสุขในกิจกรรมต่าง ๆ ทั้งหมดหรือแทบทั้งหมดลดลงอย่างมาก เป็นส่วน
ใหญ่ของวัน แทบทุกวัน
3. น้าหนักลดลงหรือเพิ่มขึ้นอย่างมีความสาคัญ เบื่ออาหารหรือเจริญอาหารแทบทุกวัน
4. นอนไม่หลับ หรือนอนหลับมากเกินไปแทบทุกวัน
5. กระสับกระส่ายหรือเชื่องช้าแทบทุกวัน
6. อ่อนเพลีย หรือไร้เรี่ยวแรงแทบทุกวัน
7. รู้สึกตนเองไร้ค่า หรือรู้สึกผิดอย่างไม่เหมาะสม แทบทุกวัน
8. สมาธิหรือความสามารถในการคิดอ่านลดลง หรือตัดสินใจอะไรไม่ได้ แทบทุกวัน
9. คิดอยากตายอยู่เรื่อย ๆ
อาการช่วงแมเนียของโรคไบโพลาร์
1. มีอารมณ์ครึกครื้น แสดงออกอย่างเต็มที่ หรือหงุดหงิดมากเกินปกติ
2. รู้สึกว่าตนเองเก่ง หรือมีความสาคัญมาก
3. ต้องการนอนลดลง
4. ความคิดพรั่งพรู แล่นเร็ว
5. มีพลัง มีกิจกรรมหรือโครงการที่อยากทาหลายอย่าง
5
6. วอกแวก สนใจไปทุกอย่าง
7. หุนหันพลันแล่น ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย
8. พูดมากหรือพูดไม่หยุด
9.ไม่ตระหนักว่าตนเองผิดปกติไปจากเดิม
5.โรคสมองเสื่อม
พบมากในคนที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป ในคนที่ป่วยเป็นโรคสมองเสื่อมจะไม่ใช่คนที่หลงลืมในลักษณะใจลอย
เช่น วางกุญแจไว้แล้วลืมว่าตนเองวางไว้ตรงไหน แบบนั้นเป็นอาการใจลอย สมาธิไม่ได้อยู่กับเรื่องที่ทา
ณ ขณะนั้น อาจมัวคิดถึงเรื่องอื่นอยู่ในขณะที่วางกุญแจ ทาให้หลงลืม แต่ไม่ได้ป่วยเป็นโรคสมองเสื่อม
โดยโรคนี้จะมีลักษณะคือไม่สามารถจดจาสิ่งที่เรียนรู้ใหม่ได้ หรือสามารถเล่าเรื่องในอดีตได้ แต่ไม่
สามารถจาได้ว่าเมื่อเช้ากินอะไรมา เป็นต้น
การสังเกตคนรอบข้างที่มีอาการเกี่ยวข้องกับโรคจิตเวชเป็นเรื่องสาคัญ หากพบความผิดปกติของคน
รอบข้าง ที่มีลักษณะเป็นอุปสรรคต่อการใช้ชีวิต เช่น ไม่สามารถไปทางานได้ มีปัญหาด้านสัมพันธภาพ
กับผู้อื่น พฤติกรรมเปลี่ยนไปจากเดิม ลองให้คาปรึกษาก่อน หากพบว่าไม่ดีขึ้น ควรพาไปพบแพทย์
วิธีดาเนินงาน
แนวทางการดาเนินงาน
1.เลือกหัวข้อที่จะมาทาโครงงาน
2.ศึกษารวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้อง
3.จัดทารายงาน
4.นาเสนอ
5.ปรับปรุงแก้ไข
เครื่องมือและอุปกรณ์ที่ใช้
1.อินเทอร์เน็ต
2.คอมพิวเตอร์
งบประมาณ
ไม่มี
6
ขั้นตอนและแผนดาเนินงาน
ลาดับ
ที่
ขั้นตอน สัปดาห์ที่ ผู้รับผิดชอบ
1 2 3 4 5 6 7 8 9
1
0
1
1
12
1
3
1
4
1
5
1
6
1
7
เวสารัช
1 คิดหัวข้อโครงงาน เวสารัช
2 ศึกษาและค้นคว้า
ข้อมูล
เวสารัช
3 จัดทาโครงร่างงาน เวสารัช
4 ปฏิบัติการสร้าง
โครงงาน เวสารัช
5 ปรับปรุงทดสอบ เวสารัช
6 การทาเอกสารรายงาน เวสารัช
7 ประเมินผลงาน เวสารัช
8 นาเสนอโครงงาน เวสารัช
ผลที่คาดว่าจะได้รับ
1.ผู้จัดทาได้รับความรู้เละความเข้าใจในหัวข้อที่สนใจมากขึ้น
2.ทาให้ผู้ที่มีความเสี่ยงเป็นโรคทางจิตเวชรับมือแก้ไขปัญหาได้ทัน
สถานที่ดาเนินการ
1.ห้องคอมพิวเตอร์ โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย
กลุ่มสาระการเรียนรู้ที่เกี่ยวข้อง
1.กลุ่มสาระสุขศึกษา
2.กลุ่มพัฒนาผู้เรียน
3.กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์
แหล่งอ้างอิง
5 โรคทางจิตเวชที่สาคัญ ที่คนไทยควรรู้(2561). (ออนไลน์). เข้าถึงได้จาก
https://med.mahidol.ac.th/ramachannel/home/article/5-
%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%84%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87
%E0%B8%88%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B8%8A-%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%84/
(วันที่สืบค้นข้อมูล 9 กันยายน 2562)

2562 final-project1-18-vasaraj

  • 1.
    1 แบบเสนอโครงร่างโครงงานคอมพิวเตอร์ รหัสวิชา ง33201 ชื่อวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร 5 ปีการศึกษา 2562 ชื่อโครงงาน 5 โรคสาคัญทางจิตเวชที่คนไทยควรรู้ ชื่อผู้ทาโครงงาน ชื่อ นางสาวเวสารัช ไชยทุม เลขที่ 18 ชั้น ม.6 ห้อง 2 ชื่ออาจารย์ที่ปรึกษาโครงงาน ครูเขื่อนทอง มูลวรรณ์ ระยะเวลาดาเนินงาน ภาคเรียนที่ 1-2 ปีการศึกษา 62 โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย จังหวัดเชียงใหม่ สานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 34
  • 2.
    2 ใบงาน การจัดทาข้อเสนอโครงงานคอมพิวเตอร์ สมาชิกในกลุ่ม 1. นางสาวเวสารัช ไชยทุมเลขที่ 18 คาชี้แจง ให้ผู้เรียนแต่ละกลุ่มเขียนข้อเสนอโครงงานตามหัวข้อต่อไปนี้ ชื่อโครงงาน (ภาษาไทย) 5 โรคสาคัญทางจิตเวช ที่คนไทยควรรู้ ชื่อโครงงาน (ภาษาอังกฤษ) ประเภทโครงงาน เพื่อการศึกษา ชื่อผู้ทาโครงงาน นางสาวเวสารัช ไชยทุม ชื่อที่ปรึกษา ครูเขื่อนทอง มูลวรรณ์ ระยะเวลาดาเนินงาน ภาคเรียนที่ 1 ที่มาและความสาคัญของโครงงาน ปัจจุบันคนไทยที่ป่วยด้วยโรคจิตเวชมีไม่น้อย ขณะที่ผู้ป่วยบางรายรู้ตัวว่าตนเองป่วย บางรายก็ไม่รู้ตัว ที่ สาคัญไปกว่านั้น ผู้ป่วยบางรายยังสับสนในอาการป่วยทางจิตเวชบางโรค และเข้าใจผิดคิดว่าตนเองป่วย เป็นโรคทางกาย แต่เมื่อทาการตรวจร่างกายจะไม่พบความผิดปกติแต่อย่างใด จึงจาเป็นต้องให้ความรู้ เกี่ยวกับโรคจิตเวช เพื่อให้ผู้ป่วยได้สังเกตตนเอง รวมถึงการสังเกตคนรอบข้างว่าเข้าข่ายเป็นผู้ป่วยหรือไม่ สู่การรับมือและการรักษาที่ถูกต้อง โดยครั้งนี้เป็นการนาเสนอ 5 โรคจิตเวชสาคัญที่คนไทยควรรู้ วัตถุประสงค์ 1.เพื่อรู้เท่าทันโรคซึมเศร้า 2.เพื่อสังเกตพฤติกรรมคนรอบข้างว่ามีพฤติกรรมเสี่ยงที่จะเป็นโรคซึมเศร้าหรือไม่ 3.เพื่อเตรียมตัวรับมือและการรักษาที่ถูกต้อง ขอบเขตโครงงาน 1.โรคแพนิค 2.โรคซึมเศร้า 3.โรคจิตเถท 4.โรคไบโพลาร์ 5.โรคสมองเสื้อม
  • 3.
    3 หลักการและทฤษฎี ปัจจุบันคนไทยที่ป่วยด้วยโรคจิตเวชมีไม่น้อย ขณะที่ผู้ป่วยบางรายรู้ตัวว่าตนเองป่วย บางรายก็ไม่รู้ตัวที่ สาคัญไปกว่านั้น ผู้ป่วยบางรายยังสับสนในอาการป่วยทางจิตเวชบางโรค และเข้าใจผิดคิดว่าตนเองป่วย เป็นโรคทางกาย แต่เมื่อทาการตรวจร่างกายจะไม่พบความผิดปกติแต่อย่างใด จึงจาเป็นต้องให้ความรู้ เกี่ยวกับโรคจิตเวช เพื่อให้ผู้ป่วยได้สังเกตตนเอง รวมถึงการสังเกตคนรอบข้างว่าเข้าข่ายเป็นผู้ป่วยหรือไม่ สู่การรับมือและการรักษาที่ถูกต้อง โดยครั้งนี้เป็นการนาเสนอ 5 โรคจิตเวชสาคัญที่คนไทยควรรู้ 1.โรคแพนิค โรคแพนิคเป็นโรคตื่นตระหนก เกิดขึ้นจากระบบประสาทอัตโนมัติมีการทางานที่ไวต่อสิ่งกระตุ้น ทาให้มี อาการแพนิค ได้แก่หัวใจเต้นเร็ว หายใจติดขัด จุกแน่น เวียนศีรษะ คล้ายจะเป็นลม หรือเหมือนกับจะถึง ชีวิต โดยการเกิดครั้งแรกจะเกิดขึ้นเมื่อตกอยู่ในสถานการณ์ที่มีเรื่องกดดันหรือถูกกระตุ้นให้ตื่นตัว เช่น เกิดขึ้นตอนกาลังจะขับรถขึ้นทางด่วน ทาให้ผู้ป่วยไม่กล้าขึ้นทางด่วน เป็นต้น และเมื่อมีครั้งที่ 1 มักมีครั้ง ที่ 2 และครั้งที่ 3 ตามมาเรื่อย ๆ กล่าวคือเมื่อเจอกับสถานการณ์กระตุ้นนั้นอีกครั้ง ก็จะมีอาการแพนิค เกิดขึ้นอีก อาการแพนิคแต่ละครั้งจะเป็น 10-20 นาที เมื่อหายก็จะหายปกติเลย ความสาคัญของโรค เนื่องจากยังมีผู้ป่วยบางรายไม่รู้จักหรือยังขาดความรู้เกี่ยวกับโรคแพนิค เมื่อมีอาการ มักเข้าใจผิดและคิดว่าตนเองเป็นโรคทางกาย เช่น โรคหัวใจ แต่เมื่อพบแพทย์แล้วตรวจคลื่นหัวใจจะ พบว่าร่างกายปกติทุกอย่าง และอาจต้องใช้เวลาอยู่นานกว่าจะรู้ตัวว่าตนเองป่วยด้วยโรคแพนิค ถือเป็น อีกหนึ่งโรคที่คนไทยควรทาความรู้จัก อาการของโรคแพนิค 1.มีอาการแพนิคเกิดขึ้นบ่อย ๆ โดยคาดไม่ได้ว่าจะเกิดเมื่อไร 2.หลังจากมีอาการแพนิค จะมีอาการต่อไปนี้ตามมาเป็นเวลานานอย่างน้อย 1 เดือน  กังวลอยู่ตลอดเวลาว่าจะมีอาการเกิดขึ้นมาอีก หรือกลัวผลที่ตามมา เช่น ควบคุมตนเองไม่ได้ เป็นบ้า  มีพฤติกรรมเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน โดยเกี่ยวเนื่องกับการมีอาการนี้ เช่น ไม่กล้าไปไหนถ้าไม่มั่นใจ ว่าจะมีคนช่วยได้ไหม หมกมุ่นกังวลกลัวเป็นโรคหัวใจ 2.โรคซึมเศร้า ผู้ที่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้าจะมีอาการหดหู่ ท้อแท้ เบื่อหน่าย รู้สึกไม่มีคุณค่าในตนเอง บางรายอาจไม่รู้สึก เศร้าแต่จะเบื่อหน่ายทุกอย่างรอบตัว และไม่รู้จะอยู่ต่อไปเพื่ออะไร ความสาคัญของโรคนี้คือผู้ป่วยที่ไม่ได้ รับการรักษามีความเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตายสูง หากมีอาการของโรคซึมเศร้านานเกิน 2 สัปดาห์ ควรพบ แพทย์เพื่อประเมินว่าเป็นโรคซึมเศร้าหรือไม่ อาการของโรคซึมเศร้า 1. อารมณ์เปลี่ยนแปลงไป – เศร้า หดหู่ สะเทือนใจง่าย ร้องไห้บ่อย 2. ความคิดเปลี่ยนแปลง – มองทุกอย่างแย่ไปหมด รู้สึกไร้คุณค่าในตนเอง หรือคิดว่าตนเองเป็น ภาระของผู้อื่น มองเห็นแต่ความผิดพลาดของตนเอง รู้สึกสิ้นหวัง อาจมีความคิดอยากตาย 3. สมาธิความจาแย่ลง – หลงลืมง่าย จิตใจเหม่อลอย ประสิทธิภาพการทางานลดลง
  • 4.
    4 4. มีอาการทางร่างกายต่าง ๆ– อ่อนเพลีย นอนไม่หลับ เบื่ออาหาร น้าหนักลด ปวดหัว เมื่อยตัว 5. 3.โรคจิตเภท ผู้ป่วยจะมีอาการประสาทหลอน หูแว่ว มีภาพหลอนเกิดขึ้น และจะแสดงออกโดยการพูดคนเดียว หัวเราะคนเดียว มีความหลงผิดหรือหวาดระแวง เป็นนานเกิน 6 เดือน หากเป็นแล้วไม่รักษาตั้งแต่ต้น หรือปล่อยทิ้งไว้นาน จะทาให้การรักษามีความยุ่งยาก และผลการรักษาไม่ดีนัก โรคจิตเภทเป็นโรคเรื้อรัง การรักษาจะช่วยให้ผู้ป่วยมีอาการดีขึ้น แต่จะต้องใช้ยาไปตลอดชีวิต ปัญหาของโรคนี้คือผู้ป่วยบางราย เมื่อพบว่าตนเองอาการดีขึ้น มักคิดว่าหายแล้วและหยุดใช้ยา ทาให้อาการกาเริบขึ้นมาอีก โดยอาการมัก เกิดขึ้นเมื่อหยุดยาไปเป็นเวลาหลาย ๆ เดือน เช่น 6-7 เดือน ผู้ป่วยจะต้องทาการเริ่มต้นรักษาใหม่ ทั้งหมด 4.โรคไบโพลาร์ โรคไบโพลาร์หรือโรคอารมณ์สองขั้ว เป็นความผิดปกติทางอารมณ์ของผู้ป่วยมีลักษณะอารมณ์ เปลี่ยนแปลงไปมาระหว่าง ช่วงซึมเศร้าและช่วงที่อารมณ์ดีเกินปกติ (ช่วงแมเนีย) โดยในช่วงซึมเศร้าจะมี อาการหดหู่ ท้อแท้ สิ้นหวัง อาการช่วงนี้จะเหมือนผู้ป่วยโรคซึมเศร้า อาการจะคงอยู่ติดต่อกันนานหลาย เดือนแล้วหายไปเหมือนคนปกติก่อนจะเข้าสู่ช่วงอาการแมเนีย ซึ่งจะมีอารมณ์คึกคัก มีพลัง อยากทา หลายอย่าง กระฉับกระเฉง นอนน้อย ใจดี มนุษยสัมพันธ์ดี อารมณ์ดี แต่มีปัญหาในเรื่องของการควบคุม อารมณ์ของตนเอง บางรายพบว่าอยากทาอะไรแล้วต้องได้ทาทันที เช่น อยากไปเที่ยวต่างประเทศ ก็ จัดการจองตั๋วเลยทั้งที่ยังไม่ทันลางาน เมื่อมีคนขัดใจผู้ป่วยจะฉุนเฉียวมาก หงุดหงิดง่าย ควบคุมอารมณ์ ตนเองไม่ได้เลย ลักษณะอาการช่วงซึมเศร้าของโรคไบโพลาร์ 1. มีอารมณ์ซึมเศร้าเป็นส่วนใหญ่ของวัน แทบทุกวัน 2. มีความสนใจหรือความสุขในกิจกรรมต่าง ๆ ทั้งหมดหรือแทบทั้งหมดลดลงอย่างมาก เป็นส่วน ใหญ่ของวัน แทบทุกวัน 3. น้าหนักลดลงหรือเพิ่มขึ้นอย่างมีความสาคัญ เบื่ออาหารหรือเจริญอาหารแทบทุกวัน 4. นอนไม่หลับ หรือนอนหลับมากเกินไปแทบทุกวัน 5. กระสับกระส่ายหรือเชื่องช้าแทบทุกวัน 6. อ่อนเพลีย หรือไร้เรี่ยวแรงแทบทุกวัน 7. รู้สึกตนเองไร้ค่า หรือรู้สึกผิดอย่างไม่เหมาะสม แทบทุกวัน 8. สมาธิหรือความสามารถในการคิดอ่านลดลง หรือตัดสินใจอะไรไม่ได้ แทบทุกวัน 9. คิดอยากตายอยู่เรื่อย ๆ อาการช่วงแมเนียของโรคไบโพลาร์ 1. มีอารมณ์ครึกครื้น แสดงออกอย่างเต็มที่ หรือหงุดหงิดมากเกินปกติ 2. รู้สึกว่าตนเองเก่ง หรือมีความสาคัญมาก 3. ต้องการนอนลดลง 4. ความคิดพรั่งพรู แล่นเร็ว 5. มีพลัง มีกิจกรรมหรือโครงการที่อยากทาหลายอย่าง
  • 5.
    5 6. วอกแวก สนใจไปทุกอย่าง 7.หุนหันพลันแล่น ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย 8. พูดมากหรือพูดไม่หยุด 9.ไม่ตระหนักว่าตนเองผิดปกติไปจากเดิม 5.โรคสมองเสื่อม พบมากในคนที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป ในคนที่ป่วยเป็นโรคสมองเสื่อมจะไม่ใช่คนที่หลงลืมในลักษณะใจลอย เช่น วางกุญแจไว้แล้วลืมว่าตนเองวางไว้ตรงไหน แบบนั้นเป็นอาการใจลอย สมาธิไม่ได้อยู่กับเรื่องที่ทา ณ ขณะนั้น อาจมัวคิดถึงเรื่องอื่นอยู่ในขณะที่วางกุญแจ ทาให้หลงลืม แต่ไม่ได้ป่วยเป็นโรคสมองเสื่อม โดยโรคนี้จะมีลักษณะคือไม่สามารถจดจาสิ่งที่เรียนรู้ใหม่ได้ หรือสามารถเล่าเรื่องในอดีตได้ แต่ไม่ สามารถจาได้ว่าเมื่อเช้ากินอะไรมา เป็นต้น การสังเกตคนรอบข้างที่มีอาการเกี่ยวข้องกับโรคจิตเวชเป็นเรื่องสาคัญ หากพบความผิดปกติของคน รอบข้าง ที่มีลักษณะเป็นอุปสรรคต่อการใช้ชีวิต เช่น ไม่สามารถไปทางานได้ มีปัญหาด้านสัมพันธภาพ กับผู้อื่น พฤติกรรมเปลี่ยนไปจากเดิม ลองให้คาปรึกษาก่อน หากพบว่าไม่ดีขึ้น ควรพาไปพบแพทย์ วิธีดาเนินงาน แนวทางการดาเนินงาน 1.เลือกหัวข้อที่จะมาทาโครงงาน 2.ศึกษารวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้อง 3.จัดทารายงาน 4.นาเสนอ 5.ปรับปรุงแก้ไข เครื่องมือและอุปกรณ์ที่ใช้ 1.อินเทอร์เน็ต 2.คอมพิวเตอร์ งบประมาณ ไม่มี
  • 6.
    6 ขั้นตอนและแผนดาเนินงาน ลาดับ ที่ ขั้นตอน สัปดาห์ที่ ผู้รับผิดชอบ 12 3 4 5 6 7 8 9 1 0 1 1 12 1 3 1 4 1 5 1 6 1 7 เวสารัช 1 คิดหัวข้อโครงงาน เวสารัช 2 ศึกษาและค้นคว้า ข้อมูล เวสารัช 3 จัดทาโครงร่างงาน เวสารัช 4 ปฏิบัติการสร้าง โครงงาน เวสารัช 5 ปรับปรุงทดสอบ เวสารัช 6 การทาเอกสารรายงาน เวสารัช 7 ประเมินผลงาน เวสารัช 8 นาเสนอโครงงาน เวสารัช ผลที่คาดว่าจะได้รับ 1.ผู้จัดทาได้รับความรู้เละความเข้าใจในหัวข้อที่สนใจมากขึ้น 2.ทาให้ผู้ที่มีความเสี่ยงเป็นโรคทางจิตเวชรับมือแก้ไขปัญหาได้ทัน สถานที่ดาเนินการ 1.ห้องคอมพิวเตอร์ โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย กลุ่มสาระการเรียนรู้ที่เกี่ยวข้อง 1.กลุ่มสาระสุขศึกษา 2.กลุ่มพัฒนาผู้เรียน 3.กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ แหล่งอ้างอิง 5 โรคทางจิตเวชที่สาคัญ ที่คนไทยควรรู้(2561). (ออนไลน์). เข้าถึงได้จาก https://med.mahidol.ac.th/ramachannel/home/article/5- %E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%84%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87 %E0%B8%88%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B8%8A-%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%84/ (วันที่สืบค้นข้อมูล 9 กันยายน 2562)