More Related Content
PDF
PDF
PDF
2562 final-project1-18-vasaraj PDF
2562 final-project 32-patthamaporn1 PDF
2562 final-project 40-609_pimchanok PDF
PDF
กิจกรรมที่1 โครงร่างโครงงานคอมพิวเตอร์ PDF
What's hot
PDF
2562 final-project social-addict PDF
DOC
PDF
PDF
PDF
PDF
PDF
แบบเสนอโครงร่างโครงงานชิ้นที่ 5 PDF
แบบเสนอโครงร่างโครงงานชิ้นที่ 5 PDF
แบบเสนอโครงร่างโครงงานชิ้นที่ 5 PDF
PDF
PDF
PDF
PDF
PDF
PDF
แบบเสนอโครงร่างโครงงานคอมพิวเตอร์ PDF
PDF
PDF
2562 final-project 34-610 Similar to 2562 final-project
PDF
PDF
PDF
PDF
PDF
PDF
PDF
PDF
2562 final-project 45-ver2 (1) DOC
PDF
PDF
DOC
PDF
PDF
PDF
PDF
PDF
PDF
PDF
PDF
2562 final-project
- 1.
1
แบบเสนอโครงร่างโครงงานคอมพิวเตอร์
รหัสวิชา ง33201 ชื่อวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร 5
ปี การศึกษา 2562
ชื่อโครงงาน โรคเครียด (Acute Stress Disorder)
ชื่อผู้ทาโครงงาน
ชื่อ นายถิรภูมิ ถีระพันธ์ เลขที่ 7 ชั้น ม.6 ห้อง 8
ชื่ออาจารย์ที่ปรึกษาโครงงาน ครูเขื่อนทอง มูลวรรณ์
ระยะเวลาดาเนินงาน ภาคเรียนที่ 1-2 ปี การศึกษา 62
โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย จังหวัดเชียงใหม่
สานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 34
- 2.
2
ใบงาน
การจัดทาข้อเสนอโครงงานคอมพิวเตอร์
สมาชิกในกลุ่ม .……
1 นายถิรภูมิถีระพันธ์ เลขที่ 7
คาชี้แจง ให้ผู้เรียนแต่ละกลุ่มเขียนข้อเสนอโครงงานตามหัวข้อต่อไปนี้
ชื่อโครงงาน (ภาษาไทย)
โรคเครียด
ชื่อโครงงาน (ภาษาอังกฤษ)
Acute Stress Disorder
ประเภทโครงงาน
โครงงานพัฒนาสื่อเพื่อการศึกษา (Educational Media)
ชื่อผู้ทาโครงงาน
นายถิรภูมิ ถีระพันธ์
ชื่อที่ปรึกษา
ครูเขื่อนทอง มูลวรรณ์
ระยะเวลาดาเนินงาน
เดือนกันยายน
ที่มาและความสาคัญของโครงงาน
เนื่องจากสังคมไทยในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงทางด้านต่างๆ
จนเกิดเป็นปัญหาที่ต้องเผชิญ อาทิ เช่น ปัญหาด้านการเรียน
ปัญหาด้านเศรษฐกิจในครอบครัว ปัญหาด้านร่างกาย และปัญหาด้านสังคม เป็นต้น
ล้วนส่งผลต่อความคิดแลละจิตใจและก่อให้เกิดภาวะเครียด
ซึ่งภาวะเครียดนั้นมีทั้งผลดีและผลเสีย
โดยหากเกิดภาวะเครียดในระดับที่พอดีก็จะเป็ นการกระตุ้นให้เกิดความกระตือรือร้
น แต่หากมีภาวะเครียดมากเกินไปก็จะส่งผลให้เกิดความผิดปกติทางด้านร่างกาย
จิตใจและพฤติกรรม เช่น มีอาการปวดศีรษะ ท้องเสีย นอนไมหลับ อาหารไม่ย่อย
- 3.
3
ป่วยง่าย มีความวิตกกังวล คิดมากฟุ้งซ่าน หลงลืมง่าย ไม่มีสมาธิ เงียบขรึม
เก็บตัว หรืออาจถึงขั้นเกิดภาวะเศร้าซึม และนาไปสู่การฆ่าตัวตายได้
จากที่กล่าวมาข้างต้นจะเห็นได้ว่า
ภาวะความเครียดเป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิดผลเสียมากมาย
ดังนั้นทางผู้จัดทาจึงสนใจในการศึกษาในเรื่องภาวะความเครียด
เพื่อให้ทราบถึงสาเหตุ ปัจจัยและวิธีการป้องกัน
ซึ่งสามารถนาข้อมูลจากการศึกษานี้ไปต่อยอดในงานด้านการดูแลช่วยเหลือผู้ป่วย
และนาไปใช้ในการหาแนวทางในการช่วยเหลือและแก้ปัญหาเพื่อลดความเสี่ยงในโ
รคนี้ต่อไป
วัตถุประสงค์ (สิ่งที่ต้องการในการทาโครงงาน ระบุเป็นข้อ)
1. เพื่อศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับภาวะความเครียด
2. เพื่อศึกษาสาเหตุและวิธีการป้ องกันเกี่ยวกับภาวะความเครียด
ขอบเขตโครงงาน (คุณลักษณะ ขอบเขต
เงื่อนไขและข้อจากัดของการทาโครงงาน)
ศึกษาเกี่ยวกับที่มาของโรคความเครียด ลักษณะอาการ
ผลกระทบตลอดจนวิธีการรักษาและการจัดการ ป้องกันจากความเครียด
โดยศึกษาหาข้อมูลจากทางอินเตอร์เน็ต และหนังสือ
หลักการและทฤษฎี (ความรู้ หลักการ หรือทฤษฎีที่สนับสนุนการทาโครงงาน)
โรคเครียด (Acute Stress Disorder) คือ
ภาวะที่ต้องเผชิญแรงกดดันจากเหตุการณ์ร้ายแรง
ซึ่งภาวะดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการตอบสนองของร่างกายและจิตใจ
ผู้ที่ผ่านเหตุการณ์ซึ่งก่อให้เกิดความเครียด จะเกิดอาการเครียดประมาณหนึ่งเดือน
หากเกิดอาการนานกว่านั้นจะกลายเป็ นโรคเครียดหลังเกิดเหตุสะเทือนขวัญ
(Posttraumatic Stress Disorder: PTSD)
โดยทั่วไปแล้ว เมื่อต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์อันตราย
ร่างกายจะหลั่งสารสื่อประสาทที่ทาให้ร่างกายตอบสนองด้วยการสู้หรือหนี (Fight-
or-Flight) ส่งผลให้หัวใจเต้นเร็ว หายใจถี่ขึ้น กล้ามเนื้อหดตัว
และความดันโลหิตสูงขึ้น ผู้ที่ป่วยเป็นโรคเครียดจะรู้สึกกลัว หวาดระแวง
หรือตื่นตระหนกหลังเผชิญสถานการณ์อันตราย ทั้งนี้ อาจรู้สึกวิตกกังวล ว้าวุ่น
และฟุ้งซ่าน หรือฝันร้ายเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลายครั้ง อย่างไรก็ตาม
มนุษย์เราจะประสบภาวะเครียดจากสถานการณ์ที่แตกต่างกันไป กล่าวคือ
สถานการณ์บางอย่างอาจทาให้คนหนึ่งเกิดความเครียดได้
ในขณะที่อีกคนอาจรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าวได้
และไม่รู้สึกเครียดกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
สาเหตุโรคเครียด
- 4.
4
: โรคเครียดมีสาเหตุมาจากการพบเจอหรือรับรู้เหตุการณ์อันตรายที่ร้ายแ
รงมาก โดยเหตุการณ์นั้นทาให้รู้สึกกลัวตื่นตระหนก หรือรู้สึกสะเทือนขวัญ เช่น
การประสบอุบัติเหตุจนเกือบเสียชีวิต การได้รับบาดเจ็บอย่างรุนแรง
รวมทั้งทราบข่าวการเสียชีวิต ประสบอุบัติเหตุ
หรือการป่วยร้ายแรงของคนในครอบครัวหรือเพื่อนสนิท ทั้งนี้
เหตุการณ์ที่ทาให้เกิดโรคเครียดซึ่งพบได้ทั่วไปนั้น
มักเป็นเหตุการณ์เกี่ยวกับการออกรบของทหาร ถูกล่วงละเมิดทางเพศ ถูกโจรปล้น
ประสบภัยพิบัติทางธรรมชาติ หรือทราบข่าวร้ายอย่างกะทันหันโดยไม่ทันตั้งตัว
นอกจากนี้ โรคเครียดยังมีปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ ด้วย
โดยผู้ที่เสียงป่วยเป็นโรคเครียดได้สูง มักมีลักษณะ ดังนี้
เคยเผชิญเหตุการณ์อันตรายอย่างรุนแรงในอดีต
มีประวัติป่วยเป็นโรคเครียดหรือภาวะเครียดหลังเกิดเหตุสะเทือนขวัญ
มีประวัติประสบปัญหาสุขภาพจิตบางอย่าง
มีประวัติว่าเกิดอาการของโรคดิสโซสิเอทีฟเมื่อเผชิญเหตุการณ์อันตราย เช่น
หลงลืมตัวเองหรือสิ่งต่าง ๆ อารมณ์แปรปรวนกะทันหัน วิตกกังวลหรือรู้สึกซึมเศร้า
ไม่มีสมาธิ เป็นต้น
ชนิดของความเครียด
1. Acute
Stress คือความเครียดที่เกิดขึ้นทันทีและร่างกายก็ตอบสนองต่อความเครียดนั้นทั
นทีเหมือนกันโดยมีการหลั่งฮอร์โมนความเครียด
เมื่อความเครียดหายไปร่างกายก็จะกลับสู่ปกติเหมือนเดิมฮอร์โมนก็จะกลับสู่ปกติ
ตัวอย่างความเครียด เช่น เสียง อากาศเย็นหรือร้อน ชุมชนที่คนมากๆ ความกลัว
ตกใจ หิวข้าว เป็นต้น
2. Chronic
Stress หรือความเครียดเรื้อรังเป็นความเครียดที่เกิดขึ้นทุกวันและร่างกายไม่สามา
รถตอบสนองหรือแสดงออกต่อความเครียดนั้น
ซึ่งเมื่อนานวันเข้าความเครียดนั้นก็จะสะสมเป็นความเครียดเรื้อรัง
ตัวอย่างความเครียดเรื้อรัง เช่น ความเครียดที่ทางาน
ความเครียดที่เกิดจากความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ความเครียดของแม่บ้าน
และความเหงา
การวินิจฉัยโรคเครียด
: ผู้ที่ผ่านการเผชิญเหตุการณ์ร้ายแรง อาจเกิดอาการของโรคเครียดได้
อย่างไรก็ตาม
ผู้ที่เกิดอาการดังกล่าวควรไปพบแพทย์ทั่วไปหรือแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต
เพื่อรับการตรวจและวินิจฉัยสาเหตุ
โดยแพทย์จะสอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่ได้พบหรือได้รับรู้
รวมทั้งสอบถามอาการต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นของผู้ป่วย ทั้งนี้ เมื่อได้รับการตรวจแล้ว
แพทย์อาจวินิจฉัยหาสาเหตุของอาการป่วยว่า เกิดจากสาเหตุอื่นหรือไม่ เช่น
- 5.
5
การใช้สารเสพติด ผลข้างเคียงจากการใช้ยาบางอย่าง ปัญหาสุขภาพอื่นๆ
หรือโรคทางจิตเวชอื่น ๆ หากอาการที่ผู้ป่วยเป็นไม่ได้เกิดจากสาเหตุอื่น
ก็แสดงว่าอาการดังกล่าวอาจเกิดจากโรคเครียด
การรักษาโรคเครียด
: วิธีรักษาโรคเครียดคือการรับมืออาการของโรคที่เกิดขึ้นเมื่อต้องเผชิญสถาน
การณ์ที่ทาให้เกิดความเครียด ผู้ป่วยควรเข้าใจสาเหตุที่ทาให้เกิดอาการดังกล่าว
และพูดคุยกับครอบครัวหรือเพื่อนเพื่อระบายความเครียดอย่างไรก็ตาม
ผู้ป่วยที่เกิดอาการรุนแรงหรือเกิดความเครียดเรื้อรัง
จาเป็นต้องเข้ารับการรักษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยตรง ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้
- ปรึกษาแพทย์ การปรึกษาจิตแพทย์ถือเป็นวิธีรักษาโรคเครียดที่มีประสิทธิภา
พ ซึ่งจะช่วยรักษาผู้ป่วยโรคเครียดที่เกิดอาการรุนแรงและเป็นมานาน
โดยแพทย์จะช่วยให้ผู้ป่วยรับมือกับสถานการณ์ที่ทาให้เกิดความเครียด
รวมทั้งช่วยให้ผู้ป่วยจัดการอาการของโรคที่เกิดขึ้นได้
- บาบัดความคิดและพฤติกรรม ผู้ป่วยโรคเครียดที่เกิดความวิตกกังวลและอาก
ารไม่ดีขึ้น จะได้รับการรักษาด้วยวิธีบาบัดความคิดและพฤติกรรม
(Cognitive Behavioural Therapy: CBT)
การบาบัดความคิดและพฤติกรรมเป็นวิธีจิตบาบัดที่มีแนวคิดว่าความคิดบางอ
ย่างของผู้ป่วยส่งผลต่อปัญหาสุขภาพจิต
ผู้ป่วยโรคเครียดอาจได้รับการบาบัดระยะสั้น
โดยแพทย์จะพูดคุยเกี่ยวกับความรู้สึกและความคิดของผู้ป่วย
รวมทั้งช่วยให้ผู้ป่วยเข้าใจว่าความคิดบางอย่างนั้นไม่ถูกต้อง
และปรับทัศนคติของผู้ป่วยที่มีต่อสิ่งต่าง ๆ
ให้มองทุกอย่างได้ถูกต้องและตรงตามความเป็ นจริง
- ใช้ยารักษา แพทย์อาจจ่ายยารักษาโรคเครียดให้แก่ผู้ป่วยบางราย
โดยผู้ป่วยมักจะได้รับการรักษาด้วยยาเป็นระยะเวลาสั้น ๆ
เพื่อบรรเทาอาการปวดของร่างกาย ปัญหาการนอนหลับ หรืออาการซึมเศร้า
โดยยาที่ใช้รักษาโรคเครียด ได้แก่
o เบต้า บล็อกเกอร์ (Beta-
Blocker) ยานี้จะช่วยบรรเทาอาการป่วยทางร่างกายซึ่งเกิดจากการหลั่
งฮอร์โมนความเครียดออกมา เช่น อาการหัวใจเต้นเร็ว
ผู้ป่วยรับประทานเมื่อเกิดอาการป่วย เนื่องจากเบต้า
บล็อกเกอร์ไม่จัดอยู่ในกลุ่มยาระงับประสาท จึงไม่ก่อให้เกิดอาการง่วง
ส่งผลต่อการทางานต่าง ๆ หรือทาให้ผู้ป่วยเสพติด
o ไดอะซีแพม (Diazepam) ยาตัวนี้จัดอยู่ในกลุ่มยาเบนโซไดอะซีปีน
(Benzodiapines) ซึ่งเป็นยาระงับประสาท
แพทย์ไม่นิยมนามาใช้รักษาผู้ป่วย
เว้นแต่บางกรณีที่จาเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยยาไดอะซีแพม
ซึ่งจะใช้รักษาเป็นระยะสั้นเท่านั้น ทั้งนี้
ยาไดอะซีแพมอาจทาให้ผู้ป่วยเสพติดยา
- 6.
6
และประสิทธิภาพในการรักษาเสื่อมลงหากผู้ป่วยใช้ยาดังกล่าวเป็ นเวลา
นาน
นอกจากนี้ แพทย์อาจจ่ายยาอื่นๆ เพื่อบรรเทาอาการของโรค เช่น
ยาระงับอาการวิตกกังวล ยาต้านเศร้ากลุ่มเอสเอสอาร์ไอ (Selective Serotonin
Reuptake Inhibitors: SSRIs) และยาต้านซึมเศร้ากลุ่มอื่น ๆ
หรือรักษาจิตบาบัดด้วยการสะกดจิต (Hypnotherapy)
ซึ่งพบในการรักษาไม่มากนัก
ส่วนผู้ป่วยที่เสี่ยงฆ่าตัวตายหรือมีแนวโน้มทาร้ายผู้อื่น
จะต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลและได้รับการดูแลจากแพทย์อย่างใกล้ชิด
ภาวะแทรกซ้อนของโรคเครียด
: ผู้ที่เกิดความเครียดเล็ก ๆ น้อย ๆ เป็นประจาควรดูแลตัวเอง
โดยหากิจกรรมอย่างอื่นทายามว่าง เพื่อให้ตนเองรู้สึกผ่อนคลาย ทั้งนี้
ผู้ที่เกิดความเครียดเรื้อรังเป็นเวลานาน อาจประสบปัญหาสุขภาพอื่น ๆ ตามมาได้
ดังนี้
- โรคเครียดหลังเกิดเหตุสะเทือนขวัญ ผู้ป่วยโรคเครียดบางรายอาจมีอาการขอ
งโรคนานกว่า 1 เดือน
โดยอาการเครียดจะรุนแรงขึ้นและทาให้ดาเนินชีวิตตามปกติได้ยาก
ซึ่งอาการดังกล่าวจะทาให้ป่วยเป็นโรคเครียดหลังเกิดเหตุสะเทือนขวัญ
ผู้ป่วยควรพบแพทย์เพื่อรับการรักษา
ซึ่งจะช่วยลดโอกาสเสี่ยงไม่ทาให้อาการของโรคแย่ลง ทั้งนี้
ผู้ป่วยภาวะเครียดหลังเกิดเหตุสะเทือนขวัญร้อยละ 50
รักษาให้หายได้ภายใน 6 เดือน
ในขณะที่ผู้ป่วยรายอื่นอาจประสบภาวะดังกล่าวนานหลายปี
- ปัญหาสุขภาพจิตต่าง ๆ ผู้ป่วยโรคเครียดที่ไม่ได้รับการรักษา
และมีอาการของโรคเรื้อรังอาจมีปัญหาสุขภาพจิตอื่น ๆ ได้ เช่น
โรคซึมเศร้า โรควิตกกังวล หรือบุคลิกภาพแปรปรวน
ผลเสียต่อสุขภาพ
ความเครียดเป็นสิ่งปกติที่สามารถพบได้ทุกวัน
หากความเครียดนั้นเกิดจากความกลัวหรืออันตราย
ฮอร์โมนที่หลั่งออกมาจะเตรียมให้ร่างกายพร้อมที่จะต่อสู้
อาการทีปรากฏก็เป็นเพียงทางกายเช่นความดันโลหิตสูงใจสั่น
แต่สาหรับชีวิตประจาวันจะมีสักกี่คนที่จะทราบว่าเราได้รับความเครียดโดยที่เราไม่
รู้ตัวหรือไม่มีทางหลีกเลี่ยง การที่มีความเครียดสะสมเรื้อรังทาให้เกิดอาการทางกาย
และทางอารมณ์
โรคทางกายที่เกิดจากความเครียด โรคทางเดินอาหาร โรคปวดศีรษะไมเกรน
โรคปวดหลัง โรคความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดสมอง โรคหัวใจ ติดสุรา
โรคภูมิแพ้ โรคหอบหืด ภูมิคุ้มกันต่าลง เป็นหวัดง่าย อุบัติเหตุขณะทางาน
การฆ่าตัวตายและมะเร็ง
ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อโรคที่เกิดจากความเครียด คุณอาการเหล่านี้หรือไม่
- 7.
7
อาการแสดงออกทางร่างกาย คือ มึนงงปวดตามกล้ามเนื้อ กัดฟัน ปวดศีรษะ
แน่นท้อง เบื่ออาหาร นอนหลับยาก หัวใจเต้นเร็ว หูอื้อ มือเย็น อ่อนเพลีย ท้องร่วง
ท้องผูก จุกท้อง มึนงง เสียงดังให้หู คลื่นไส้อาเจียน หายใจไม่อิ่ม ปวดท้อง
อาการแสดงออกทางด้านจิตใจ คือ วิตกกังวล ตัดสินใจไม่ดี ขี้ลืม สมาธิสั้น
ไม่มีความคิดริเริ่ม ความจาไม่ดี ไม่สามารถเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ
อาการแสดงออกทางด้านอารมณ์ คือโกรธง่าย วิตกกังวล ร้องไห้ ซึมเศร้า
ท้อแท้ หงุดหงิด ซึมเศร้า มองโลกในแง่ร้าย นอนไม่หลับ กัดเล็บหรือดึงผมตัวเอง
อาการแสดงทางพฤติกรรม คือ รับประทานอาหารเก่ง ติดบุหรี่ สุรา โผงผาง
เปลี่ยนงานบ่อย แยกตัวจากผู้อื่น อาการของผู้ที่มีภาวะที่เครียดมาก คือ
อ่อนแรงไม่อยากจะทาอะไร มีอาการปวดตามตัว ปวดศีรษะ วิตกกังวล
มีปัญหาเรื่องการนอน ไม่มีความสุขกับชีวิต เป็นโรคซึมเศร้า
เมื่อใดควรปรึกษาแพทย์
• เมื่อคุณรู้สึกเหมือนคนหลงทาง หาทางแก้ไขไม่เจอ
• เมื่อคุณกังวลมากเกินกว่าเหตุ และไม่สามารถควบคุมตัวเองได้
• เมื่ออาการของความเครียดมีผลต่อคุณภาพชีวิต เช่น การนอน
การรับประทานอาหาร งานที่ทา ความสัมพันธ์ของคุณกับคนรอบข้าง
การป้ องกันโรคเครียด
โรคเครียดเป็นปัญหาสุขภาพที่ป้องกันได้ยาก
เนื่องจากสถานการณ์อันตรายอันเป็ นสาเหตุของโรคเครียดนั้น ควบคุมไม่ได้
อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยโรคเครียดดูแลตนเองและจัดการอาการของโรคไม่ให้แย่ลงได้
โดยปฏิบัติ ดังนี้
- หลังจากเผชิญสถานการณ์ร้ายแรง ต้องรีบเข้ารับการรักษาจากแพทย์
เพื่อช่วยลดโอกาสป่วยเป็นโรคเครียด
- ผู้ที่ประกอบอาชีพซึ่งเสี่ยงเผชิญสถานการณ์อันตราย เช่น ทหาร
อาจต้องเข้ารับการฝึกซ้อมรับมือเหตุการณ์อันตรายและปรึกษาจิตแพทย์
เพื่อเตรียมตัวรับมือกับเหตุการณ์ดังกล่าวและลดโอกาสเสี่ยงป่วยเป็นโรคเครี
ยด
- ออกกาลังกายหรือทากิจกรรมที่เคลื่อนไหวร่างกายอย่างสม่าเสมอ
- ฝึกหายใจลึก ๆ ทาสมาธิ เล่นโยคะ หรือนวด เพื่อให้ร่างกายผ่อนคลาย
รวมทั้งทาจิตใจให้แจ่มใส
- พบปะสังสรรค์กับเพื่อน หรือพูดคุยกับครอบครัว
- หางานอดิเรกทาในยามว่าง เช่น อ่านหนังสือ หรือฟังเพลง
- นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
รวมทั้งรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบถ้วน
- หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ รวมทั้งงดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน
หรือใช้สารเสพติดอื่น ๆ
วิธีดาเนินงาน
แนวทางการดาเนินงาน
- 8.
8
1. ค้นหาและตกลงหัวข้อโครงงาน พร้อมวางแผนการทาโครงงาน
2.ศึกษา ค้นคว้าและเรียบเรียงข้อมูลของโครงงาน
3. จัดทาแบบโครงร่างโครงงาน
4. จัดทาโครงงาน พร้อมทั้งตรวจสอบและปรับปรุงเนื้อหา
5. นาเสนอโครงงานและประเมินผล
เครื่องมือและอุปกรณ์ที่ใช้
ใช้คอมพิวเตอร์และหนังสือในการศึกษาข้อมูล
ตลอดจนการจัดทาโครงงานและการนาเสนอ
งบประมาณ
-
ขั้นตอนและแผนดาเนินงาน
ลาดั
บ
ที่
ขั้นตอน สัปดาห์ที่ ผู้รับผิดช
อบ
1 2 3 4 5 6 7 8 9
1
0
1
1
1
2
1
3
1
4
1
5
1
6
17
1 คิดหัวข้อโครงงาน กลุ่มผู้จัด
ทา
2 ศึกษาและค้นคว้าข้อ
มูล
กลุ่มผู้จัด
ทา
3 จัดทาโครงร่างงาน กลุ่มผู้จัด
ทา
4 ปฏิบัติการสร้างโคร
งงาน
กลุ่มผู้จัด
ทา
5 ปรับปรุงทดสอบ กลุ่มผู้จัด
ทา
6 การทาเอกสารรายงา
น
กลุ่มผู้จัด
ทา
7 ประเมินผลงาน กลุ่มผู้จัด
ทา
8 นาเสนอโครงงาน กลุ่มผู้จัด
ทา
ผลที่คาดว่าจะได้รับ (ผลลัพธ์ที่ต้องการให้เกิดขึ้นเมื่อสิ้นสุดการทาโครงงาน)
- มีความรู้ความเข้าใจในสาเหตุของการเกิดโรค
ตลอดจนสามารถรับมือกับคนที่เป็นโรคเครียดได้
- สามารถแก้ไขปัญหาและได้รับการรักษาโรคเครียดได้อย่างถูกวิธี
- สามารถลดสาเหตุการเกิดโรคได้
- 9.