เล่าขานบ้านคำชะอี

8,119 views

Published on

ตรงที่เป็นหมู่บ้านคำชะอี ก่อนหน้าที่จะกำเนิดเกิดเป็นหมูบ้านนั้น ได้เป็นส่วนหนึ่งของบริเวณดงหนาป่าทึบอันกว้างใหญ่ ซึ่งเป็นดงที่อุดมสมบูรณ์มากและมีเนินเขาหลายลูกที่เป็นต้นกำเนิดของลำห้วยหลายสายกระจัดกระจายอยู่ มีลำห้วยที่ใหญ่และยาวสุดที่สุดในบริเวณนี้ ต้นของลำห้วยสายนี้อยู่ที่ภูสีฐานอำเภอคำชะอี ไหลผ่านอำเภอหนองสูง อำเภอนิคมคำสร้อย มีลำห้วยหลายสายที่เกิดจากเนินเขาหลายลูกที่กล่าวแล้วไหลมาสมทบทำให้เป็นลำห้วยสายใหญ่ แล้วไปตกแม่น้ำโขงที่อำเภอดอนตาล ลำห้วยสายใหญ่สายนี้เรียกว่า "ห้วยบังอี่" ....

Published in: Education
3 Comments
3 Likes
Statistics
Notes
  • ขอบคุณในข้อมูล ขออนุญาตุนำไปเผยแพร่ให้ชาวภูไทคำชะอี ที่เป็นเยาวชนรุ่นหลังได้ศึกษาถึงรากเหง้าตนเอง
       Reply 
    Are you sure you want to  Yes  No
    Your message goes here
  • ประวัติตระกูลสุวรรณไตรย์ ท้าวเสือ หรือ ราชบุตร หรือหลวงทรงฤทธิรอน หรือ ผู้ว่าราชการเมืองหนองสูง อดีตคือพระสุวรรณโคตร เจ้าเมืองวัง มีพี่น้อง 3 คน น้องชายอีก 2 คนใช้ สุวรรณไตร
    ท้าวเสือมีภรรยา 7 คน ภรรยาที่ 1-5 ไม่มีลูก
    ภรรยาคนที่ 6 มีลูก 4 คน ( ย่าทวดของดิฉัน) ภรรยาคนที่ 7 เป็นลูกสาวเจ้าเมืองกุสินารายณ์ มีลูกชาย 1 คนได้เลิกล้างกันแล้วพาลูกชายไปด้วย
       Reply 
    Are you sure you want to  Yes  No
    Your message goes here
  • ขอแก้ไขข้อมูลค่ะ ท้าวเสือเป็นปู่ของคุณลุงแปวค่่ะไม่ใช่ทวด ท้าวเกียงเป็นพ่อของคุณลุงแปวซึ่งเป็นปู่ของดิฉันค่ะ
       Reply 
    Are you sure you want to  Yes  No
    Your message goes here
No Downloads
Views
Total views
8,119
On SlideShare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
6
Actions
Shares
0
Downloads
48
Comments
3
Likes
3
Embeds 0
No embeds

No notes for slide

เล่าขานบ้านคำชะอี

  1. 1. 1 เลาขานเรื่องบานคําชะอี โดยณรงค อุปญญ กอนเขามาอยู ตรงที่เปนหมูบานคําชะอี กอนหนาที่จะกําเนิดเกิดเปนหมูบานนัน ไดเปนสวนหนึ่งของ ้ บริเวณดงหนาปาทึบอันกวางใหญ ซึ่งเปนดงที่อดมสมบูรณมากและมีเนินเขาหลายลูกที่เปนตน ุ กําเนิดของลําหวยหลายสายกระจัดกระจายอยู มีลําหวยทีใหญและยาวสุดที่สดในบริเวณนี้ ตนของ ่ ุ ลําหวยสายนี้อยูที่ภูสีฐานอําเภอคําชะอี ไหลผานอําเภอหนองสูง อําเภอนิคมคําสรอย มีลําหวยหลาย สายที่เกิดจากเนินเขาหลายลูกทีกลาวแลวไหลมาสมทบทําใหเปนลําหวยสายใหญ แลวไปตกแมน้ํา ่ โขงทีอําเภอดอนตาล ลําหวยสายใหญสายนี้เรียกวา "หวยบังอี่" ดงหนาปาทึบทังสองฟากฝงลํา ่ ้ หวยบังอี่นี้จึงเรียกวา "ดงบังอี" เปนดงทีกวางใหญกินเนือที่อําเภอคําชะอี อําเภอหนองสูง อําเภอ ่ ่ ้ นิคมคําสรอยและอําเภอดอนตาล ทังหมดนี้อยูในเขตจังหวัดมุกดาหาร ้ บรรพบุรุษเดิม ผูไทยเราเคยมีประวัติเลาขานถึงความยิงใหญตงแตสมัย “อาณาจักรนานเจา” เรื่อยลง ่ ั้ มาถึง “สิบสองเจาไทย” หรือ “สิบสองจุไทย” ที่จะกลาวตอไปนี้จะกลาวเฉพาะเกี่ยวกับบรรพบุรุษ ของผูไทยชาวบานคําชะอีพอสังเขปเทานัน ้ บรรพบุรุษของชาวบานคําชะอี ตําบลคําชะอี อําเภอคําชะอี จังหวัดมุกดาหาร เปนชนเผา ผูไทยดํา เทาที่ผูรูคนพบไดบันทึกไววาเดิมผูไทยเผานี้มนิวาสถานอยูที่ เมืองแถน หรือ เมืองแถง   ี (หรือ เมืองนานอยออยหนู หรือ เมืองน้ํานอยออยหนู) เมืองนี้ในปจจุบันคือ เมืองเดียนเบียนฟู ใน ประเทศเวียดนาม ที่เรียกวา ผูไทยดํา นั้น ไมใชวาผูไทยเผานี้มผิวสีดํา เพราะผิวผูไทยนันออกจะดําแดง ถึง ี ้ ขาวแดง แตเรียกตามสีของเสื้อผาเครื่องแตงกายที่ผไทยเผานี้ชอบใชสดํา เพราะในสมัยนันชนเผานี้ ู ี ้ ไดรูจักกรรมวิธีสกัดสีจากพืชชนิดหนึ่ง เมือสกัดออกมาแลวจะไดสีเปนสีคราม ตอมาพืชชนิดนี้จึง ่ เรียกวา "ตนคราม" กรรมวิธีที่สกัดเอาสีจากตนครามนี้มขบวนการที่ซับซอนพอสมควร ซึ่ง ี นับเปนภูมปญญาอันสูงสงของบรรพบุรษสมัยนัน ที่ยงไมรูจักคําวา "เทคโนโลจี" เลย เมื่อนําผา ิ ุ ้ ั (ที่ผลิตดวยมือและมีขบวนการที่ซับซอนเชนกัน) มายอมกับสีที่สกัดไดนเี้ สร็จแลวจะไดผาสีดํา คราม ซึ่งในความรูสึกของผูไทยเผานี้วาเปนสีที่สวยงามมาก จึงนิยมนําผาสีดําครามนี้มาตัดเย็บ (ดวยมือ) เปนเสื้อ กางเกง ผาถุง หรือแมกระทั่งเครื่องนุงหมอื่นๆ เสื้อผาสีดําครามนี้จะเปนทีนิยม  ่ ใสเปนประจําไมวาจะไปทํางาน (ทํานา ทําไร ทําสวน) หรือไปงานบุญประเพณี หรืองานพิธีตางๆ
  2. 2. 2 การแตงกายดวยเสือผาสีดํานี้จึงเปนเอกลักษณอยางหนึ่งของผูไทยเผานี้ จึงไดรับขนานนามวา "ผู ้  ไทยดํา" สวนผูไทยอีกเผาหนึงอยูที่ "เมืองไล" ซึ่งเปนเมืองคูแฝดกับเมืองแถน เมืองนี้อยูตอน ่  เหนือของเมืองแถนขึนไปใกลกับดินแดนจีน คงจะยอมผาสีครามไดเชนเดียวกัน แตเนืองจากอยู ้ ่ ใกลจีน จึงมีรสนิยมไปทางจีน ซึ่งจีนนั้นชอบนุงขาวหมขาว ผูไทยเมืองไลนี้จึงนุงชอบขาวหมขาว เหมือนชาวจีน เลยไดขนานนามวา "ผูไทยขาว" อยูมาเมืองแถนเกิดทุพภิกขภัย คือภัยจากธรรมชาติ ฟาฝนไมตกตองตามฤดูกาล ขาวยาก หมากแพง เจาเมืองไมสามารถแกปญหาได หนําซ้ําเจาเมืองอาจไปขมเหงรังแกชาวเมืองก็เปนได  ชาวเมืองแถนกลุมใหญกลุมหนึงจึงอพยพหนีลงมาอาศัยอยูกับเจาอนุรุธราชเจาเมืองเวียงจันทน ่ เจาเมืองเวียงจันทจึงใหผไทยกลุมนีไปอยูที่ "เมืองวัง" และตอมาไดขยับขยายไปเปนอีก ู ้ หลายเมือง เชน เมืองบก เมืองผาบัง เมืองอางคํา เมืองพิน เมืองนอง เมืองเซโปน เมืองคําออ เมืองเซียงฮม เมืองพาน เปนตน (เมืองเหลานี้อยูในแขวงสะหวันนะเขด ประเทศลาว)  บรรพบุรุษของชาวบานคําชะอีเปนชาวเมืองวัง ถูกกวาดตอน ประเทศลาวไดตกเปนเมืองขึ้นของสยามใยสมัยกรุงธนบุรี พ.ศ. 2369 เจาอนุวงษเวียงจันทนเปนกบฏตอกรุงเทพ รัชกาลที่ 3 จึงโปรดฯ ใหกองทัพ สยามขึ้นไปปราบไดสําเร็จและไดกวาดตอนผูคน รวมทังผูไทยเมืองตางๆ เขามาอยูทางฝงขวาของ ้   แมน้ําโขงดวย ผูไทยทีถูกกวาดตอนมานี้บางกลุมขออาศัยอยูใกลแมม้ําโขงเพราะใกลกับบานเกา  ่ เมืองเกาทีเ่ คยอยูเดิม เชน ที่จังหวัดกาฬสินธุ จังหวัดสกลนคร จังหวัดนครพนม จังหวัด มุกดาหาร เปนตน บางกลุมก็ใหไปอยูใกลๆ กับกรุงเทพฯ เชนที่อําเภอบานหมี่ จังหวัดลพบุรี ฯลฯ ยังมีชาวผูไทยอีกเปนจํานวนมากที่ทิ้งบานทิงเมืองหลบหนีภัยสงครามเขาไปอยูปา ซึ่ง  ้  กองทัพสยามไมสามารถกวาดตอนลงมาได ครั้นบานเมืองสงบจึงกลับออกมาตังบานตั้งเมืองอีก ้ ในปจจุบน ชาวผูไทยทีอยูทางฝงลาวจึงมีอยูมากมายหลายเมือง ั  ่  ผูไทยเมืองวังและเมืองคําออกลุมหนึงทีถูกกวาดตอนมา จํานวน 1,658 คน มี "ทาวสิงห" ่ ่ เจาเมืองคําออเปนผูนําไดขอเขาไปอยูกับ พระจันทรสุริยวงค (พรหม) เจาเมืองมุกดาหารคนที่ 3  (พ.ศ. 2384 – 2405) สันนิษฐานวา เจาเมืองมุกดาหารใหผูไทยกลุมนี้ไปอยูที่เมืองใหม ปจจุบันคือ บริเวณตั้งแตสแยกไฟแดงขึ้นไปจนถึงสถานีขนสง พรอมทั้งที่ริมถนนพิทักษพนมเขตดานทิศ ี่ เหนือตั้งแตสแยกไฟแดงจนเกือบถึงทางโคงเมืองใหม คือตรงขามกับโรงแรมมุกธาราขึ้นไปทาง ี่ เหนือเกือบถึงชุมสายโทรศัพท ตอนนั้นเปน “ปาไมกุง ไมจิก ไมฮัง” ไดสัมภาษณ นาย
  3. 3. 3 ประดิษฐ สลางสิงห อายุ 63 ป เมือวันที่ 5 ต.ค. 2552 ไดยืนยันวา มีพนองชาวบานคําบกรุนปู ่ ี่ (ซึ่งเปนผูไทยเชื้อสายเดียวกับบานคําชะอี) กลุมหนึ่ง ไดยอนกลับขึ้นไปอยูบริเวณดังกลาวนี้เมื่อ   100 ปกวามานี้ เพราะคงจะเห็นวาเปนทีบรรพบุรุษเคยอยู และขณะนั้นกลายเปนที่รกรางวางเปลา ่ ไมมีเจาของ เมือขึ้นไปอยูแลวก็แผวถางเปนทีทํามาหากินและจับจองเปนของตน จนไดเปน ่  ่ เจาของที่ดนบริเวณนีอยางกวางขวาง อยูมาความเจริญเขามาถึงก็ไดแบงขายใหนักธุรกิจไปเสียเปน ิ ้ สวนมาก โดยเฉพาะที่ตดกับถนนใหญ ในปจจุบันนี้ พี่นองของนายประดิษฐรนลูกรุนหลานก็ ิ ุ  ยังอยูที่นี่ และไปมาหาสูกนเปนระจํา และมีนามสกุล “สลางสิงห” ยกเวนผูหญิงทีแตงงานไปแลว ั ่ สวนภาษาพูดนันเปนลาวไปแลว เพราะถูกลาวกลืน . ้ หาที่อยูใหม อยูกบเจาเมืองมุกดาหารชั่วระยะหนึ่งก็ขออนุญาตจากเจาเมืองมุกดาหารออกสํารวจหา ั ทําเลที่จะตั้งหลักแหลงแหงใหม เมื่อไดรบอนุญาตแลวจึงใหคณะออกสํารวจเรื่อยมาทางทิศ ั ตะวันตกของเมืองมุกดาหาร โดยใหทาวสิงหเจาเมืองคําออเปนผูนํา (เมื่อรัชกาลที่ 3 โปรดเกลาใหตั้ง หนองสูงเปน "เมืองหนองสูง" ทาวสิงหเจาเมืองคําออผูนก็ไดรับโปรดเกลาใหเปน "พระไกรสร ี้ ราช" เจาเมืองหนองสูงคนแรก) ตอนแรกไดมาพักอยูทแหงหนึ่ง (อยูระหวางบานตากแดดและบาน ี่ หนองเอียนทุง) แตเห็นวาบริเวณดังกลาว "เปนโคก เปนแหล เปนแฮ เปนทราย เอ็ดโสนมิพอได ่  เอ็ดไฮมิพอกิน" (เปนโคก เปนแหล เปนแห(ลูกรัง) เปนทราย ทําสวนไมพอได ทําไรไมพอกิน) ผู ๋ ไทยไมชอบอยู บริเวณทีผูไทยชอบอยูคือใกลภูเขา (มองเห็นภูเขาแลวรูสึกสบายใจ) ใกลสายน้ํา ลํา ่ หวย “ขึ้นบนภูใหไดกินกระรอก กระแต ลงในน้ําใหไดกนปลากังปูหน” จึงไดสํารวจตอเรื่อยลงมา ิ ้ ิ ทางทิศใตเขาสูดงบังอี่ซึ่งเปนดงหนาปาทึบ จนมาเห็นบริเวณแหงหนึงมีสายน้ําเล็กๆ และบริเวณ ่ รอบๆ ก็อดมสมบูรณชุมชื้นเหมาะแกการเพาะปลูก ชาวเมืองวังจึงตัดสินใจที่จะพักอยูที่นเี่ พื่อ ุ สํารวจที่ทางตอไป สวนชาวเมืองคําออนันไดเดินสํารวจตอลงไปทางทิศใตจนไดที่เหมาะสมแหง ้ หนึ่งซึ่งหางจากลงไปประมาณ 6 กิโลเมตร จึงพักและจับจองไวเพื่อที่จะตั้งเปนหลักแหลง ซึ่งใน ปจจุบันนี้คอ บานหนองสูง ื ที่มาของชื่อหมูบาน  สาเหตุที่ตงชื่อของหมูบานวา "คําชะอี" นั้นไดมีผเู ลาใหฟง ซึ่งมีหลายความเห็น ั้  ดังตอไปนี้ 1. สายน้ําตรงที่ชาวเมืองวังพักอยูตอนแรกนีเ้ ปนสายน้ําซับ ซึ่งผูไทยเรียกวา "น้ําคํา" มี  น้ําใสเย็นไหลตลอดป ในปาบริเวณรอบๆ มีจกจั่นชนิดหนึงจํานวนเรือนหมื่นอาศัยอยู เสียงมันรอง ั ่
  4. 4. 4 ที่หูผูไทยไดยนเปนเสียง "อี ๆ ๆ ๆ..." ลากเสียงยาวตอกัน ผูไทยจึงเรียกวา "จักจั่นแมงอี" ตามเสียง ิ รองของมัน ตอนกลางวันมันจะพากันบินลงกินน้ําที่สายน้าคํานี้ทุกวันจนสิ้นอายุขัยของมัน จึง ํ เรียกสายน้ําแหงนี้วา "สายคําแมงอี" อยูมาก็เพี้ยนเปน "คําสระอี" แลวก็เพียนอีกเปน "คําชะอี" ้ ชื่อของหมูบานจึงเปน "บานคําแมงอี" แลวเปลี่ยนเปน "บานคําสระอี" สุดทายกลายมาเปน "บาน  คําชะอี" จนถึงปจจุบน ั 2. "คําชะอี" เปนชื่อของตนไมชนิดหนึงที่มีอยูทั่วไปในดงนี้ ดอกสีเหลือง มีกลินหอม ่ ่ เปลือกและแกนลําตนก็หอมเหมือนดอก ชาวบานมักนิยมนํามาอบเสื้อผาทําใหเสือผามีกลิ่นหอม ้ ดวย จึงไดเอานามของตนไมนี้มาเปนชื่อของหมูบาน ตนไมชนิดนีไดสญพันธไปนานแลว  ้ ู 3. ตอนผูเ ขียนเปนเด็ก คุณแมเคยเลาใหฟง และเมือโตขึนมาก็มีคุณลุงฮัน (นายโจม คน ่ ้ ซื่อ คุณพอของนายสันดร คนซื่อ) ไดเลาใหฟงอีกมีเนือความตองกันวา ตอนแรกนั้นหมูบานนี้มี ้  ชื่อวา "บานดงหมากบา ปาเครือเขือง" เพราะรอบๆหมูบานนั้นเปนปารกมีเครือเถาสะบา และเครือ  เถาเขืองมากมาย วันหนึงผูชายชื่อวา "ตาคํา" ไดสะพายของเดินเขาปา อาจจะหาของปาอยางใด ่ อยางหนึ่ง เถาสะบาก็เกาะเกียวเอาของที่สะพายนั้น แกตองหยุดปลดออก อีกไมนานก็ไปติดเถา ่ เขือง ตองหยุดปลดอีก ทําใหการเดินปาเปนไปอยางลําบากทุลักทุเลเพราะเถาสะบาและเถาเขือง เหตุการณทถูกเถาสะบาและเถาเขืองมาเกี่ยวติดของบอยเขาๆ แกก็โมโหจนเหลืออด ก็เลย "ปอย" ี่ (สาป) ใหเสือมาคาบเอาของไปกิน อยูมาตาคําไดวางของไว ตัวเองไปธุระ (คิดวาอาจจะไปถาย ทุกข) จึงไดวางของไว พอกลับมาหาของปรากฏวาของไดหายไปแลว เห็นแตรอยเทาเสือตรงที่วาง ของไวนั้น ก็เลยแปลกใจวาทําไมเพียงแคคําปอยนีเ้ สือก็คาบเอาไปจริงๆ แกก็เลยครวญกับตัวเอง ดวยความแปลกใจวา "อี๋ เนาะ เพิ้งเดเนาะ อี๋ อี๋ ๆ ๆ ๆ ๆ" (เอ เปนจริงแทนะ เอ เอ ๆ ๆ ๆ) อยูมาคน ก็เรียกดงนั้นวา "ดงตาคําอี" จึงไดเอาชื่อดงนี้มาเปนชื่อหมูบาน "คําชะอี" สามความเห็นนี้ขอ ฝากทานผูอานพิจารณา นอกจากนี้ยงมีผูเชือวา ชือบานคําชะอี เอามาจากชือ บานคําสะอี ที่เมืองพินประเทศลาว ั ่ ่ ่ และเชื่อวาผูไทยบานคําชะอีเคยอยูทนั่น เมือถูกกวาดตอนอพยพมาจึงเอานามบานเดิมมาตังชื่อบาน ี่ ่ ้ ใหมแหงนี้ เรืองนี้ ผูเขียนไดไปถึงบานคําสะอี ครั้งแรกเมือวันที่ 23 กุมภาพันธ 2551 ได ่ ่ สัมภาษณผูเฒาสามคน คือลุงเซียงสา อินทิลาด (สะกดตามภาษาลาว) อายุ 70 ป ลุงสะหวาง ไซ ยะจัก อายุ 73 ป และปามอน ไซยะจัก เมียลุงสะหวาง อายุ 72 ป ไดความวา บรรพบุรุษมาจาก บานหวยสาน บานเฟอง เมืองเซโปน อพยพมาอยูกับชาวบานนาแซง (ซึ่งติดกับบานคําสะอี) และ  ไดมาตังบานคําสะอีขนเมือ ป ค.ศ. 1933 (ตรงกับ พ.ศ. 2476) อายุบาน 76 ป แตบานคําชะอีเรา ้ ึ้ ่ อายุ ประมาณ 160 กวาป เปนอันเชื่อไดวา ชื่อ “บานคําชะอี” ไมไดเอาชือมาจาก “บานคําสะอี” ่ เมืองพิน ประเทศลาวแนนอน และภาษาพูดของชาวบานคําสะอีเปนภาษาผูไทยอยู แตสําเนียงไม
  5. 5. 5 เหมือนผูไทยบานคําชะอี ขณะที่สัมภาษณ ผูเ ฒาทั้งสามยังไดทกผูเ ขียนวา “ฟงเสงเจาแลว คือเสง ั ไทเมิงวัง” (ฟงเสียงสําเนียงพูดเจาแลว เหมือนเสียงชาวเมืองวัง) ที่พักตอนแรก บริเวณที่พักตอนแรกนั้นคือ “ดานตึง” อยูที่ริมสายน้ําคําดานตะวันออกนั้น (ตั้งแตหนา เมรุออกมาจนถึงถนนใหญและขามฟากไปทางทิศตะวันออก) เปนลานหินเรียบสลับกับที่โลง เมือ ่ เดินย่ําลงไปที่ลานหินจะมีเสียงดัง "ตึง ๆ" ทุกครั้งที่เทาย่ําลง เปนทีนาอัศจรรย บรรพบุรษเชือวามี ่ ุ ่ โพลงหรือถ้ําอยูใตลานหิน เมือย่ําเทาลงหรือมีวัตถุตกกระทบจึงมีเสียงกองดังตึงๆ ดังกลาวแลว จึง  ่ ไดขนานนามบริเวณนี้วา "ดานตึง" มาจนถึงปจจุบัน แตในปจจุบันนีเ้ สียงกองดังตึงๆ ไมไดยินแลวเพราะมีการเอาดินมาถมใหสูงขึ้นเพือปรับ ่ บริเวณแหงนี้ใหเหมาะแกการใชสอย เชน ทําเปนที่สรางเมรุ ศาลาพักญาติ ลานจอดรถ เปนตน ผูนํา จากหนังสือ "เมืองมุกดาหาร" ของสุรจิต จันทรสาขา และหนังสือ "เลาเรื่องเมืองหนอง สูง" ของพูลสวัสดิ์ อาจวิชัย พอจะสันนิษฐานไดวาผูไทยเมืองวังระดับผูนําทีอพยพมาพรอมกับ ่ ทาวสิงหเจาเมืองคําออในครั้งนั้น มี ทาวสุวรรณะ หรือสุวรรณโคตร (นาจะเปนตนสกุล "สุวรรณ ไตรย" ) พระศรีวังคะฮาต (นาจะเปนตนสกุล "วังคะฮาต") ทาวอุปคุต (จะเปนตนสกุลใดไม ทราบ) พรอมทังญาติพี่นอง ลูกนอง และริวารอีกทีไมปรากฏชื่อ เชื่อวามาเปนคณะมีมากกวา 20 ้  ่ คน และตองมีอาวุธครบมือ จะมานอยคนไมไดเพราะสมัยนั้นดงบังอี่ยงเปนดงหนาปาทึบ ดงชางปา ั เสือ ภัยอันตรายมีอยูรอบดาน สํารวจพื้นที่ พอไดพักและสรางเพิงที่พกเปนที่เก็บ "ขาวไถ ขาวถง กระบอกพริก ปลาแดก เกลือ เครื่อง ั นอน" ตางๆ แลว ชาวเมืองวังกลุมนี้ก็พากันแบงเปนคณะแยกทางออกสํารวจปารอบๆดานตึงนัน ้ ทุกทิศทางจากระยะใกลแลวก็ไกลออกไปเรือยๆ ใครชอบตรงใดทีเ่ ปนที่ราบเหมาะที่จะเปนนาก็ ่ หมายจับจองเอาตามใจชอบ เพราะสมัยนั้นคนมีนอย ที่ดนที่เปนดงหนาปามีมากมายและไมมีการ ิ หวงหามแตอยางใด แตละคนก็ไดที่ดนที่ตัวเองสํารวจและจับจองกันอยางกวางขวาง บางคนเอา ิ ทางทิศคะวันออก (นาหลวง) บางคนเอาทางทิศใต (นาขี้หมู นาหนองแจง) บางคนก็เอาทางทิศ ตะวันตก เปนตน และเมือพากันพิจารณาสถานที่ทั่วไปแลวเห็นวาเหมาะสมมากที่จะตั้งหลักแหลง ่ ที่นี่ กลาวคือ มีที่ราบกวางขวางอยูทามกลางภูหลายลูกออมถึงสามดาน ทางทิศตะวันออกมีภู (ตอมา
  6. 6. 6 เรียกภูนาหลวง) ทอดยาวตอลงไปทางทิศใตถงภูผากูด (ตอนนั้นยังไมตงชือ) ไกลลงไปทางดานทิศ ึ ั้ ่ ใตถงบริเวณที่ทาวสิงหและชาวเมืองคําออสํารวจ (เชือวาผูไทยพีนองสองเมืองนี้ตองติดตอกัน ึ  ่  ่  ตลอด) ก็มีแนวภูทอดยาวจากทิศตะออกไปทิศตะวันตก (ภูจอกอ) ทิศตะวันตกก็มีภู (ทางบานแกง ชางเนียม) สวนสายน้ําลําหวยก็มีทางทิศตะวันตกมีสายหวยยาวสองสาย (หวยคันแทใหญ และหวย คันแทนอย) ใกลๆ ที่จะตั้งเปนบานก็มีสายหวยสั้นๆ สองสาย คือทางตะวันออกก็เปนสายหวยที่ตอ จากสายคําแมงอีลงไปตกหวยคันแทใหญ (ปจจุบันคือหวยสายนา) ทางตะวันตกก็มอีกสายหนึ่ง ี ไหลตกหวยคันแทใหญเชนเดียวกัน (ปจจุบนคือหวยนอยซึ่งอยูตดหมูบานทางทิศตะวันตก) สรุป ั ิ แลวก็คอ "ขึ้นภูก็ไดกนกระรอก กระแต ลงน้ําก็ไดกินปลากั้งปูหน" จึงตกลงใจแนนอนวาจะพากัน ื ิ ิ ตั้งหลักปกฐานกันทีนี่ ประกอบกับทีไดประสานไปยังพีนองเมืองคําออก็ทราบวาจะตั้งหลักแหลงที่ ่ ่ ่  นั่นเหมือนกัน (บานหนองสูง) เห็นวาดีแลวพี่นองสองเมืองที่เคยฝาทุกขฝายากมาดวยกันจะไดอยู  ใกลกัน จะไดไปมาหาสูและชวยเหลือซึ่งกันและกัน (ตอมาก็เปนจริงตามนั้น) เริ่มลงมือ เมื่อหักลางถางพงลงเปนสวนและตั้งใจจะตั้งหลักแหลงที่นแลว ก็เขาไปแจงเจาเมืองทราบ ี่ และอพยพครอบครัวตามมาแลวเขาไปอยูประจําที่สวนของตน "เครื่องปลูก ของฝง" จากการทํา สวนตอนแรกก็จะปลูก "ขาวไร" เปนหลัก ที่รองลงมาก็มฝาย คราม ฟกทอง แตงชนิดตางๆ พริก ี เปนตน คือคิดดูวาสิ่งจําเปนตอชีวิตในรอบปนั้นมีอะไร ก็ทําการหาสะสมเพื่อแกการที่จะตั้งเปน  หลักแหลงยาวนานตอไป สวนปู ปลา ตามลําหวยตางๆ มีมากมาย "เปนชั้น เปนหลืบ" สัตวปา ทั้ง เล็กและใหญธรรมชาติสรรสรางไวใหอยางเหลือเฟอ พอปที่ 2 - 3 - 4 ตอไมเล็ก ตอไมใหญ บางสวนก็เริ่มผุพง จึงไดเริ่มที่จะปรับเปนนาและขยายใหเปนนาออกไปเรื่อยๆ ั ประชากรเพิ่มเริ่มเปนชุมชน สวนพี่นองที่อยูเมืองวังที่หนีหลบเรนไปอยูตามปาเพราะศึกสงครามนั้น เมื่อบานเมืองสงบ แลวก็ไดกลับเขามาอยูเมืองวังอีก และไดสืบทราบวา พี่นองที่ถูกกวาดตอนไปอยูทางฝงขวาของ   แมน้ําโขงเมือคราวสงครามนั้น กลุมหนึ่งอยูทบานคําชะอี เมืองมุกดาหาร ดวยความรัก คิดถึงและ ่ ี่ หวงไยตอญาติพี่นอง จึงไดเดินทางมาเยียมเยียน (สมัยนันไปงายมางายเพราะลาวยังเปนของไทย  ่ ้ อยู จะยากแตตองนั่งเรือพายขามแมน้ําโขงและตองเดินทางดวยเทาเปนเวลาหลายคืนเพราะจาก บานคําชะอีไปเมืองวังระยะทางประมาณ 300 กิโลเมตร) ไดเห็นสภาพพื้นที่เปนที่ราบกวางขวาง ดินดี และอุดมสมบูรณ จึงกลับไปเมืองวังชักชวนญาติพนองไดหลายคนอพยพตามมาอยูดวย และ ี่ 
  7. 7. 7 หลายปตอมา ลูกหลานไดเกิดมาจํานวนคนก็เพิ่มขึ้นกลายเปนบานเล็กๆ เปนชุมชนยอมๆ กระจาย กันอยู เชน บานคําสระอี เอาชือตามสายคําแมงอี ตอมาก็เปน บานคําชะอี เปนบานที่ใหญกวาเพื่อน ่ ปจจุบันก็คอหมูที่ 4 และ 14 ื บานโพนแดง บานนีอยูตดกับหวยคันแทใหญตรงทีเ่ ปนหวยคดหักศอก ตรงที่คดหักศอก ้ ิ นี้เปนวังน้ําลึก น้ําใสจนดูเขียวครึ้ม เคยมีสตวประหลาดสีเทาคอนขางดําโผลขึ้นมาเหนือน้ํา ตรง ั ลําคอมีสีขาวพาดขวางรอบคอ ผูไทยเรียกวา "คอกาน" วังนี้จึงไดชอวา "วังคอกาน" ใตวงคอ ื้ ั กานลงไปเปนแกงหิน (แกงหิน) จึงทําใหวงคอกานเปนวังน้ําลึก "น้ําเจิ่งนอง" อยูตลอดป แกงหิน ั  ตรงนี้จึงเรียกวา "แกงวังนอง" บานโพนแดงตั้งอยูทางฝงขวาของแกงวังนอง (การเรียกฝงของหวย  หรือฝงแมน้ําวาฝงไหนเปนฝงซาย ฝงไหนเปนฝงขวานั้น มีขอตกลงเปนสากลวา ใหหนหนาไปตาม     ั ทางน้ําไหล ฝงทีอยูทางขวามือเรียกวาฝงขวา ฝงที่อยูทางซายมือเรียกวาฝงซาย) มีเนื้อที่ประมาณ ่    ตั้งแตทดินคุณอินทา วังคะฮาต ที่ดนของคุณครูบญเพ็ง สุวรรณไตรย แผขึ้นทางทิศเหนือรวมเอา ี่ ิ ุ ที่เปน "สํานักสงฆแกงวังนอง" หรือที่เรียกกันติดปากวา "วัดแกงวงนอง" ดวย บานฟากหวย อยูฝงชวาของหวยคันแทใหญเหนือบานโพนแดงขึ้นมาประมาณ 900 เมตร  ตามลําหวย บานนี้อยูตรงขามกับโรงสีใหญเจริญทรัพย  บานตาดโตน อยูฝงขวาของหวยคันแทใหญเชนเดียวกัน แตอยูเหนือบานฟากหวยขึ้นไป  ประมาณ 800 เมตร ตามลําหวย บานตาดโตนนี้จะใหญเปนที่สองรองจากบานคําชะอี เพราะมีวัด วาอาราม บานหนองไหล อยูติดสายหนองไหล สายหนองไหลนี้อยูทางตะวันตกของนาหนองแจง   ไหลลงสูหวยคันแทนอย บานหนองไหลในปจจุบันคือบริเวณแถวนาของนายคลาย วังคะฮาต (พอตาของคุณครูเวลา คนซื่อ) และบริเวณขางเคียง อยูมา บานโพนแดง บานฟากหวย บานตาดโตน บานหนองไหล ก็รางเพราะอพยพเขามา อยูบานใหญ คือบานคําชะอี เพราะที่เคยอยูเดิมนันเห็นวามันเหมาะที่จะเปนนามากวา และก็มี ้ หลายครอบครัวอพยพไปอยูถิ่นอื่น จังหวัดอืน  ่ ชุมชนขยาย บานคําชะอีไดพัฒนาขึ้นกลายเปนบานใหญขึ้นมาเรือยๆ พ.ศ. 2450 ไดรบยกฐานะเปน ่ ั ตําบลคําชะอีขึ้นกับอําเภอมุกดาหาร มีกานันปกครองเรื่อยมาดังนี:- ํ ้ 1. เจาพรหมรินทร (นายตอน สุวรรณไตรย) พ.ศ. 2450 – 2452 2. หมื่นบริครุฑ (นายสุวรรณะ วังคะฮาต) พ.ศ. 2452 – 2462 3. ขุนคําชะอีบํารุง (นายเนียม สุวรรณไตรย) พ.ศ. 2462 – 2467
  8. 8. 8 4. ขุนนิคมคําชะอี (นายนารี วังคะฮาต) พ.ศ. 2467 – 2482 5. นายฟอง อุปญญ พ.ศ. 2482 – 2487 6. นายคลอย วังคะฮาต พ.ศ. 2487 – 2503 7. นายตรอง อุปญญ  พ.ศ. 2503 – 2514 8. นายจําลอง (เหลิน) อุปญญ พ.ศ. 2514 – 2524 9. นายแถม แสนโสม พ.ศ. 2524 – 2540 10. นายเหมย สุวรรณไตรย พ.ศ. 2540 – 2543 11. นายสกล คนซื่อ พ.ศ. 2543 – 2546 12. ทองปาน หาญจริง พ.ศ. 2546 – 2549 13. นายบุญทวี สุวรรณไตรย พ.ศ. 2549 – ปจจุบัน จากลําดับที่ 1 – 9 สืบคนโดย อาจารยนําชัย อุปญญ  จะเห็นวากํานันแตละคนนั้นเปนคนบานคําชะอี ยกเวนเมือสิ้นวาระของกํานันคนที่ 10 ่ (นายสกล คนซือ) ชาวบานคําชะอีมีความแตกแยกดานความคิด เมือเลือกกํานันคนที่ 11 จึงไดคน ่ ่ บานหนองกะปาด (นายทองปาน หาญจริง) เมือสิ้นวาระแลวจึงเลือกกํานันคนที่ 12 ไดคนบานคํา ่ ชะอีอีกครั้งหนึ่ง ยกฐานะ สมัย นายฟอง อุปญญ เปนกํานันตําบลคําชะอีนั้นไดทําเรืองขอยกฐานะตําบลคําชะอี  ่ ขึ้นเปนกิงอําเภอคําชะอี และไดรบการยกฐานะเปน "กิงอําเภอคําชะอี" เมือวันที่ 5 มิถุนายน 2484 ่ ั ่ ่ ปลัดอําเภอผูเ ปนหัวหนากิ่ง (สมัยนันไมทราบวาเรียกตําแหนงวาอยางไร) คนแรก ชื่อ นายเจริญ ้ วดิศักดิ์ คนที่สองชื่อ นายอวน เคหาศัย (สิน สุวรรณไตรย. 4 ต.ค. 2552 : สัมมภาษณ) ที่ทําการ กิ่งอยูตรงตลาด อบ.ต. ตรงขามกับโรงเรียนคําชะอีพิทยาคมในปจจุบน สถานีตํารวจอยูบริเวณ ั ขางบานอาจารยบุษบา อุปญญ ดานทิศตะวันออกครอบคลุมบริเวณทีเ่ ปนศูนยพฒนาเด็กเล็กใน ั ปจจุบัน และกอนหนาที่จะตั้งสถานีตํารวจนั้น บริเวณนี้เคยเปนวัดปามากอน มีตนโพใหญอยู 3 ตน อยูขางบานอาจารยพิน สุวรรณไตรยหนึ่งตน อยูฟากทางดานทิศตะวันออกขางสวนอาจารยเพียร สุวรรณไตรยหนึ่งตน ใกลตนโพตนนี้กํานันฟองไดขดบอน้า เปนบอรูปทรงกระบอก ใหน้ําทีใสเย็น ุ ํ ่ รสดี ผนังบอกออิฐอยางแนนหนาเพื่อปองผนังบอพัง ขอบบอสูงประมาณหนึ่งเมตรกออิฐโบกปูน อยางดีและแนนหนา นับเปนบอน้ําที่ดีที่สดในหมูบานคําชะอี ชาวบานทั่วไปเรียกบอน้ําแหงนี้วา ุ  "น้ําสรางหลวง" แตเดียวนี้ถกถมไปแลวไมเหลือรองรอยอีกเลย ตนโพอีกตนหนึ่งอยูทางทิศเหนือ ๋ ู ขางบานคุณบังเกิด คนตรง ทั้งสามตนแผกิ่งกานสาขาเปนที่รมครึ้ม อยูมาวัดปาแหงนีไดยายมาอยู ้ แหงใหมเปนวัดโพธิ์ศรีแกว บริเวณนี้กเ็ ลยเปนวัดราง (ตอนผูเขียนยังเด็กกลัวผีบริเวณนีมาก) ้
  9. 9. 9 เดี๋ยวนี้ตนโพทั้งสามตนไดแกตายและถูกโคนลงแลวเมือประมาณ 30 กวาปมานี่เอง คุกที่ขง ่ ั นักโทษนันอยูแถวบานนางเพียน วังคะฮาต (คุณแมของคุณครูสุรพล วังคะฮาต) ้  ้ วางผังหมูบาน  ครั้นเมื่อตําบลคําชะอีไดตั้งเปนกิ่งอําเภอแลวก็ไดจดผังหมูบานปรับถนน ตัดซอยไวอยาง ั  เปนสัดเปนสวน ในปจจุบันบานคําชะอีจึงเปนบานที่มีแผนผังของหมูบานเปนสัดเปนสวนเรียบรอย  กวาหมูบานอืนๆ ่ ตามแผนผังของหมูบาน (โดยสังเขป) ในปริญญานิพนธของอาจารยนําขัย อุปญญ ได  สืบคนไดวา ในสมัยนั้น หลวงบริหารชนบท (สาน สีหไตรย ) นายอําเภอมุกดาหาร ไดออกมา วางแผนเมืองรวมกันกับชาวบาน โดยไดตดถนนหนทางบานคําชะอีจากบานเหนือและใต และไดให ั ชื่อถนน ดังนี้ :- 1. ถนนคําชะอี ตั้งใหเปนเกียรติ์แกขุนคําชะอีบํารุง { (นายนารี วังคะฮาต ) (อันนี้นาจะผิด เพราะขุนคําชะอีบํารุง คือนายเนียม สุวรรณไตรย กํานันคนที่ 3 พ.ศ. 2462 – 2467 สวนนายนารี คือขุนนิคมคําชะอี โปรดดูรายชื่อ กํานัน : ณรงค) } 2. ถนนศรีมงคล ตังใหเปนเกียรติ์แก พระมหามงคล พระนักพัฒนาทองถินในสมัยนัน ้ ่ ้ 3. ถนนชลประทาน (ทางหลวงแผนดินปจจุบัน สายมุกดาหาร – กาฬสินธุ) (เชื่อวาตั้งใหเปนเกียรติ์แก พระชลประทาน หรือ "เจาพระชล" : ณรงค) 4. ซอยบริหารบํารุง เปนชื่อของ หลวงบริหารชนบท 5. ซอยผดุงนิคม ตังขือใหเปนเกียรติ์แก กํานันขุนนิคมคําชะอี (นายนารี วังคะฮาต) ้ ่ 6. ซอยอุดมราษฎร ตังใหเปนเกียรติ์แก ราษฎรที่ชวยกันพัฒนา ้ 7. ซอยสะอาดนิรันดร (ไมทราบที่มา) 8. ซอยคําจันทรดําริ เปนชือของครูใหญสมัยนั้น (นายวิชย คําจันทร เดิมชื่อ นายทองคํา ่ ั คําจันทร) อดีตครูใหญโรงเรียนบานคําชะอี 9. ซอยสีหไตรย เปนนามสกุลของหลวงบริหารชนบท หลวงบริหารชนบทเดิมชื่อ สาน สีหไตรย ดํารงตําแหนงนายอําเภอมุกดาหารคนที่ 4 ระหวาง พ.ศ. 2476 – 2482 แลวยายไปดํารงตําแหนงขาหลวงประจําจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และจังหวัดมหาสารคาม ( เมือง มุกดาหาร : สุรจิตต จันทรสาขา หนา 88) 10. ซอยวิไลวรรณ (เปนชือของผูใหญบาน) ่   (ไมปรากฏเห็นผูใหญบานหมูใดที่มีชื่อนี้ ใหดูการแยกหมูบาน : ณรงค )
  10. 10. 10 11. ซอยอุปญญประดิษฐ ตั้งใหเปนเกียรติ์แกนายฟอง อุปญญ อยูทางทิศเหนือของ   หมูบานคําชะอี ในบริเวณกิงอําเภอคําชะอีเกา ปจจุบันทางไปบานนาปุง และแถวๆ ปาชาดานตึง ่  (ปจจุบันไมมีแลว : ณรงค) (ปริญญานิพนธ บทบาทของพอลามชาวผูไทยตําบลคําชะอี อําเภอคําชะอี จังหวัด มุกดาหาร : นําชัย อุปญญ 2538 หนา 60 - 61)  พ.ศ. 2551 ทาง อบ.ต. คําชะอี มีความประสงคอยากจะติดปายชื่อถนน-ซอย ตางๆ เพื่อให เปนสัดสวนที่ชดเจน โดยกําหนดใหถนนชลประทาน (ทางลาดยาง) เปนเสนแบงเขต ฟากถนนทาง ั ทิศตะวันออกใหเปนซอยจากหมายเลข 4 ถึง 11 (ยกเวนหมายเลข 2) สวนฟากถนนทางทิศ ตะวันตกใหเปนซอยหมายเลขตั้งแต 12 – 18 โดยใหนายณรงค อุปญญ (ผูเ ขียน) คิดตั้งชือซอยให  ่ โดยใหมีชอคลองจองกัน ดังนี้ :- ื่ 12. ซอยวังนองพิมาน เพราะเปนซอยเขาสํานักสงฆแกงวังนอง วัดหรือสํานักสงฆถอเปน ื หนทางสูความสงบ สูทางสวรรควิมาน จึงเอาคําวา "วิมาน" มาตอทายคําวา "วังนอง" โดยแผลง  "วิ" ใหเปน "พิ" ตามหลักภาษาไทย จึงใหชื่อเปนซอย "วังนองพิมาน" 13. ซอยประสานนฤมิต เมื่อ พ.ศ. 2533 ชาวนาหนองแจงและผูที่เห็นประโยชนไดรวมกัน ประสานดําเนินการสรางซอยนีขึ้น โดยมี กํานันแถม แสนโสม นายลําทอง วังคะฮาต และอีกหลาย ้ คนเปนผูนํา แลวพากันประสานขอบริจาคที่ดินจากชาวนาและขอบริจาคเงินเปนคาเครื่องจักรใน การกอสราง (รถไถ รถขนดิน ฯลฯ ) นายณรงค อุปญญ เปนผูดําเนินการดานเอกสารหนังสือ  ยินยอมบริจาคที่ดน และอีกหลายคนรวมกันประสานงานจนแทบจะกลาวไดวาทั้งหมูบานเลย ิ  ซอยนี้จึงไดมีขนมา ึ้ 14. ซอยกิจจําเริญ ตังใหเปนเกียรติ์แกนายลําทอง วังคะฮาต (หรือ "ลุงจําเริญ" เพราะ ้ ทานมีลกคนแรกชื่อ นายจําเริญ เจาของโรงสี "เจริญทรัพย" ในปจจุบัน ) ทานเปนนักธุรกิจมีหนา ู มีตา เปนที่เคารพนับถือแกบุคคลในซอยและบุคลทั่วไป 15. ซอยวังเพลินไพเราะ ตั้งใหเปนเกียรติ์แก นายโจม วัคะฮาต (หรือ "ตาเจียง" เพราะ ทานมีลกคนแรกชื่อ นางเจียง) ทานเปนผูมีความรูความสามารถในหลายดาน เปนชางตีเหล็ก ชาง ู ทําหลาปนฝาย ชางไม พูดงายๆ คือสารพัดชาง เปนหมอน้ามันงาจอดกระดูก หรือฟกช้ําดําเขียว  ํ ลูกหลานชาวบานตกตนไมควายชน หรืออุบัตใดๆ ไดรับบาดเจ็บ ก็มาหาทานชวยเยียวยา คารักษา ิ แลวแตจะให ไมเคยเรียกรอง นอกจากนี้ทานยังเปนผูมีพรสวรรคในดานศิลปะการบันเทิง ทาน เปนผูนําในการฟอน "ละครกลองตุม" และมีฝมือในการดีด สี ตี เปา ไดไพเราะมาก 16. ซอยเกาะสวรรค เปนซอยทีไปสุดที่หวยนอย ที่หวยนอยมีเกาะอยูกลางหวย ชาวบาน ่  ใหชื่อวา "เกาะสวรรค" (ในปจจุบน คือ พ.ศ. 2552 ไดสรางสะพานขามหวยนอยและขามไปยังเกาะ ั
  11. 11. 11 สวรรคแลว มีลักษณะเปนสะพานสามแยก โดย ทาน ส.ส.วิทยา บุตรดีวงค เปนผูดงงบประมาณ ึ แผนดินมาให) 17. ซอยพันดอกบัวหลวง เรียกสั้นๆ วา "ซอยดอกบัว" เพราะซอยนี้ไปสินสุดที่หวยนอย ้ ในหวยนอยมีดอกบัวขึ้นอยูมากมาย ชาวบานในซอยนี้จึงเอาดอกบัวมาตั้งเปนนามซอย 18. ซอยดวงฤดี ตังขึนมาเพียงเพือใหคําแรกคือ "ดวง" ไปสัมผัสกับคําวา "หลวง" ใน ้ ้ ่ ซอยพันดอกบัวหลวง และคําทายคือ "ดี" ใหไปสัมผัสกับคําวา "ศรี" ในถนนศรีมงคล การแยกหมูบาน  บานคําชะอีไดขยายตัวเปนชุมชนใหญขนมาเปนลําดับ เมื่อ พ.ศ. 2450 ไดรบการยกฐานะ ึ้ ั เปนตําบลดังไดกลาวแลว เพื่อใหมีความคลองตัวในการปกครองและการพัฒนา จึงไดมีการแยก หมูบานขึ้น การแยกหมูบานนี้แยกเมือปใดไมปรากฏแนชด แตเชื่อวาแยกเมื่อสมัยขุนนิคมคําชะอี  ่ ั เปนกํานัน (นายอินทา วังคะฮาต หรือลงุก่ํา. 28 ก.ย.2552 : สัมภาษณ) โดยใหคุมบานดอน (คุม เจาชัยอภิเดช) เปนหมูที่ 2 มีนายนัน สุวรรณไตรย (คุณปูของอาจารยถาวร สุวรรณไตรย) เปน  ผูใหญบานคนแรก เมือสิ้นวาระแลว นายกิ เสียงล้ํา ก็ไดเปนผูใหญบานคนที่ 2 ยังไมครบวาระ ่ ทางขุนนิคมฯ ก็จะแยกหมูบานอีกใหเปนหมูที่ 4 (หมูที่ 3 บานหวยทรายเอาไป ) โดยใหยบหมูที่ 2 ุ เพราะจํานวนคนนอยประกอบกับตอนนันบานกกไฮก็ขอตังหมูบานจึงไดยกหมู 2 ไปใหบานกกไฮ ้ ้ หมูที่ 2 เดิมก็มารวมกับหมูที่ 4 โดยใชซอยหนาวัดโพธิ์ศรีแกวไปยังหวยนอยเปนเสนแบงหมูบาน  ฟากซอยดานทิศใตลงมาเปนหมูที่ 4 ฟากซอยดานทิศเหนือขึ้นไปเปนหมูที่ 1 (นายเหมย สุวรรณ   ไตรย นายสกล คนซื่อ. 28 ก.ย. 2552 : สัมภาษณ) เมื่อแยกหมูบานเปนหมู 1 และหมู 4 แลว หมู 1 ก็ไดเลือก นายฟอง อุปญญ เปนผูใหญบาน   สวนหมูที่ 4 มีกํานันขุนนิคมฯ เปนผูปกครอง  เมื่อกํานันขุนนิคมออกตามวาระ (พ.ศ. 2482) นายฟอง อุปญญ ก็ไดเปนกํานัน สวนหมูที่  4 ไดเลือก นายคลอย วังคะฮาต (ลูกของขุนนิคมฯ) เปนผูใหญบาน  กํานันฟอง อุปญญ ไดลาออกเมื่อ พ.ศ. 2487 นายคลอย วังคะฮาต ก็ไดรับเลือกเปน  กํานัน สวนหมูที่ 1 ไดเลือกนายไหล สุวรรณไตรย (คุณพอของอาจารยเข็มทอง สุวรรณไตรย) เปนผูใหญบาน เปนไดไมถงปก็ก็หมดวาระ ชาวบานจึงยายใส (ไมมีการเลือก)นายเครือ สุวรรณ ึ ไตรย (คุณตาของอาจารยบรรเลง อุปญญ ) เปนผูใหญบาน (เฉลย สุวรรณไตรย นายอินทา วัง   คะฮาต. 28 ก.ย. 2552 : สัมภาษณ) เมือนายเครือ สุวรรณไตรย ออกตามวาระ นายตรอง อุปญญ ่  ก็ไดเปนผูใหญบานหมูที่ 1  เมื่อกํานันคลอย วังคะฮาต ออกตามวาระ (พ.ศ. 2503) นายตรอง อุปญญ ก็ไดเปนกํานัน  สวนหมูที่ 4 ก็ไดเลือกนายเครือ วังคะฮาต (ลูกคนสุดทองของกํานันขุนนิคมฯ ) เปนผูใหญบาน
  12. 12. 12 กํานันตรอง อุปญญ ออกตามวาระ (พ.ศ. 2514) นายจําลอง (เหลิน) อุปญญ (นองชายของ   กํานันตรอง) ก็ไดเปนผูใหญบานหมูที่ 1 เปนผูใหญบานไดไมนานก็สมัครกํานันและไดรบเลือกเปน ั กํานันแทนนายตรอง อุปญญ สวนหมูที่ 4 เมื่อนายเครือ วังคะฮาต ออกตามวาระ นายแถม แสน   โสม ก็ไดเปนผูใหญบานแทน   เมื่อกํานันจําลอง อุปญญ ออกตามวาระ (พ.ศ. 2524) นายแถม แสนโสม ก็ไดรบเลือกเปน  ั กํานัน สวนหมูที่ 1 ก็ไดเลือกนายเหมย สุวรรณไตรย เปนผูใหญบาน ในสมัยทีนายแถม แสนโสม เปนกํานันนี้ไดมีการแยกหมูบานอีกไดเปนหมูที่ 11 เมือ พ.ศ. ่  ่ 2527 มีนายเปอะ วังคะฮาต เปนผูใหญบานคนแรก เมื่อกํานันแถม แสนโสม ออกตามวาระ (พ.ศ. 2540) นายเหมย สุวรรณไตรย ก็ไดรบ ั เลือกเปนกํานัน สวนหมู 4 ไดเลือก นายสกล คนซื่อ เปนผูใหญบาน ทางหมู 11 ผูใหญเปอะ วังคะ  ฮาต ออกตามวาระ (พ.ศ. 2533) นายวันเทศ กุลวงค ก็ไดรับเลือกเปนผูใหญบานแทน เมื่อกํานันเหมย สุวรรณไตรย ออกตามวาระ (พ.ศ. 2543) นายสกล คนซื่อ ก็ไดรับเลือก เปนกํานัน สวนหมูที่ 1 ไดเลือก นายจันทา สุวรรณไตรย เปนผูใหญบาน และในสมัยนีไดมีการ  ้ แยกหมูบานอีกไดเปนหมูที่ 14 เมือ 30 กรกฎาคม 2545 นายสุรพล วังคะฮาต ไดรบเลือกเปน  ่ ั ผูใหญบานคนแรก เมื่อกํานันสกล คนซือ ออกตามวาระ (พ.ศ. 2546) นายทองปาน หาญจริง บานหนองกะ ่ ปาด ไดรบเลือกเปนกํานัน สวนหมูที่ 1 นายจันทา สุวรรณไตรยฺ ออกตามวาระ นายบุญทวี ั สุวรรณไตรย ไดรบเลือกเปนผูใหญบานแทน หมูที่ 4 ไดเลือกนายวิมล สุวรรณไตรย เปน ั  ผูใหญบาน เมื่อกํานันทองปาน หาญจริง ออกตามวาระ (พ.ศ. 2549) นายบุญทวี สุวรรณไตรย ไดรบ ั เลือกเปนกํานัน สวนหมูที่ 4 ผูใหญบานยังเปนคนเดิมคือนายวิมล สุวรรณไตรย สวนหมูที่ 11  นายวันเทศ กลุวงค ออกตามวาระ (พ.ศ. 2550) นายสารีบุตร สุวรรณไตรย ไดรับเลือกเปน ผูใหญบาน ทางหมู 14 นายสุรพล วังคะฮาต ออกตามวาระ (พ.ศ. 2550) นายถาวร วังคะ ฮาต ไดรบเลือกเปนผูใหญบาน. ั  ตอไปนี้จะเลาถึงเหตุการณ สถานที่ หรือสิ่งตางๆ ที่เกิดที่มีขนในบานคําชะอี ึ้ การปานหวยนอย หวยนอย เปนสายหวยเล็กๆ จึงเรียกวา "หวยนอย" บางตอนกวางแควาเดียว แตลกมาก ึ เปนสายหวยทีไมยาวนัก อยูตดกับหมูบานทางทิศตะวันตก ไหลตกหวยคันแทใหญ ่ ิ
  13. 13. 13 ผูที่ริเริ่มทําฝายกั้นคือ นายบัง สุวรรณไตรย (นองของพอตาของคุณสันดร คนศื่อ เดี๋ยวนี้ยังมีชีวิตอยูที่บานหวยลึก) นายบังนี้ คนทั่วไปมักเรียกวา “ลุงสงคราม” เพราะแกมีลกคนโต  ู ชื่อสงคราม นายสงครามนีเ้ กิดปสงคราม คือ พ.ศ.2484 นายบังจึงใหชอวา "สงคราม" นายบัง ื่ ไดมาตังศาลาที่ริมหวยนอยนี้ทําเปนโรงฆาสัตว ก็เลยวานพี่นองขนดินมาถมยกคันฝายนี้ขึ้น (การ ้ ถมดินใหเปนคันกันน้ํานี้ทองถิ่นอีสานเรียกวา "ปาน" ตอไปจะใชคํานี้) เพื่อจะกั้นเอาน้ําไวสําหรับ ้  ลางเนื้อ และเครื่องใน ตับ ไต ไส พุง ของสัตวที่ชําแหละ พอหนาน้าหลากก็พง พังแลวก็ปานอีก ํ ั หลายครั้งหลายครา เมื่อนายไหล สุวรรณไตรย เปนผูใหญบาน (หมูที่ 1) นายไหลมีที่นาอยูทนาขี้ ี่ หมู เห็นประโยชนจากน้ําหวยนอย จึงชวนนายแสง แสนโสม (หรือลุงนาง คุณพอของกํานันแถม แสนโสม) เจรจากับนายบัง ขอขุดเหมือง (คลอง) เขาสูนาขี้หมูโดยจะชวยปานหวยนอยใหเปนคัน ปานที่แนนหนา นายบังเปนคนใจกวางมองการณไกลและเห็นประโยชนรวมกัน จึงตกลง นายไหล จึงชวนพี่นองชาวนาขี้หมู (ซึ่งตอนนั้นมีแค 7 - 8 คน) มาขุดเหมืองใหน้ําเขานา พรอมกับไหววานพี่ นองระดมกําลังมาปานหวยนอยจนเปนคันปานที่ใหญและแนนหนา ประกอบกับชวงนั้น กิ่งอําเภอ คําชะอียังอยูทบานคําชะอี มีนายเจริญ วดิศักดิ์ เปนหัวหนากิ่ง ไดลงมาควบคุมดูแลการปานดวย ี่ ทําใหการดําเนินการเปนอยางดี (สิน สุวรรณไตรย. 5 ต.ค. 2552 : สัมภาษณ ) ปานหวยนอย ตรงนี้ตอมาเรียกวา "ปานหลวง" ก็เลยมีฝายหวยนอยและคลองมาจนทุกวันนี้ ตอนแรกก็มี ปญหา เพราะทําดวยแรงงานคนและขาดหลักวิชาการทําใหคลองพังอยูบอยๆ จะเขาหนานาแตละป  ตองซอมคันคลองเสียกอน มีเรืองเลาขานวา ปหนึ่งฝนตกหนักน้ําหลากมามากจนเหมืองหวยนอย ่ พัง ลุงเจียง วังคะฮาต ไดไปยืนดูตรงใกลที่มันพัง ขณะทีดูเพลินอยูนั้นดินที่ตรงที่ลงเจียงยืนอยู ่ ุ เกิดพังลงทันทีทันใด ลุงเจียงไมทันระวังตกก็ตกลงไปน้ําทวมหัวลิบ และถูกน้ําพัดไปไกล โผล ขึ้นมาก็วายเขาฝงเพราะเปนคนแข็งแรงและวายน้ําเกง คนจึงลือเลาขานวา “ลุงเจียงตกหวยนอย” (ตองขอโทษลูกหลานของทานดวยทีเ่ ก็บเรื่องนี้มาเลา มิไดมีเจตนาจะลบหลูแตประการใด แตเปน เรื่องที่ระทึกขวัญทีเ่ กิดขึนในบานเรา ) ้ อยูมาเมือประมาณ 20 กวาปมานี้ ทางกรมชลประทานไดมาปรับคันฝาย คันคลอง และที่ ่ ระบายน้ําตามหลักวิชาการ จึงไดฝายอยางถาวรมาจนทุกวันนี้ ก็นบวานายบัง สุวรรณไตรย นาย ั ไหล สุวรรณไตรย ตลอดทังญาติพี่นองรุนนัน ไดเอื้อประโยชนตอทองถิ่นบานคําชะอีอยางมากมาย ้ ้ ทั้งไดน้ําเขานา เปนแหลงเพาะพันธุปลา ตาน้ําใตดินก็ตื้นสะดวกแกการขุดบอน้ํา (น้ําสราง) ไดน้ํา รดพืชผักสวนครัว และเปนที่จดงานประเพณีคืองานลอยกระทง ฯลฯ (นายอินทา (ลุงก่ํา) วังคะ ั ฮาต นายสาคร สุวรรณไตรย นายประเนิม คนซื่อ นายเกียรติศักดิ์ (จอ) สุวรรณไตรย. 2 ต.ค. 2552 : สัมภาษณ)
  14. 14. 14 สมัยที่ มร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช เปนนายกรัฐมนตรี ไดผนเงินออกสูชนบท บานคําชะอีได ั เงินผันกอนนี้มารื้อไมสะพานหวยคันแทใหญแลวเอามาสรางเปนสะพานขามหวยนอย เรียกกันติด ปากวา “สะพานคึกฤทธิ” ์ สะพานคึกฤทธิ์ถกใชมานานป จนผุพัง ชํารุด ในป พ.ศ. 2552 ไดงบประมาณจากกรม ู ทางหลวงชนบท โดย ส.ส.วิทยา บุตรดีวงค เปนผูประสานของบสวนนี้มาใหจํานวน 2 ลานบาท เพื่อสรางสะพานขามหวยนอยแทนสะพานคึกฤทธิ์ เปนสะพานคอนกรีตเสริมเหล็กอยางแนนหนา เปนสะพาน 3 แยก คือสรางแยกเขาเกาะสวรรคดวย. ปานแกงมวงไข แกงมวงไข เปนแกงที่อยูในลําหวยคันแทใหญฟากหวยนอยออกไปทางทิศตะวันตก (บาน ตาดโตนในอดีตก็ตงอยูติดกับแกงมวงไขฝงทิศตะวันตก) ติดฝงหวยตรงที่เปนแกงนี้มีตนมวงไข ั้     จึงพากันเรียกวา "แกงมวงไข" มาจนทุกวันนี้ แรงจูงใจที่ทําใหมีการปานหวยคันแทใหญตรงแกงมวงไขนี้ ก็คือกอนหนานั้น นาหนอง แจงเปนนาที่แหงแลงกันดาร การทํานาเปนไปดวยความยากลําบากมาก อาศัยน้ําฟาอยางเดียวที่จะ หลอเลี้ยงตนขาว ไดผลผลิตไมคุมกับแรงงานและเวลาทีเ่ สียไป ทําใหชาวนาหนองแจงบาง ครอบครัวมีปญหาไมมีขาวจะกิน ตองหาขอกูยืมขาวญาติพี่นองพอประทังชีวตไปแตละวัน จึงพา  ิ กันคิดหาวิธแกไขเพือไดน้ํามาหลอเลี้ยงตนขาวในหนานา จึงไดคดกันที่จะปานหวยคันแทตรงแกง ี ่ ิ มวงไขนี้เพือทดน้ําเขา ่ เริ่มแรกก็มี ลุงไท (ปูกํานันสกล คนซื่อ) ลุงดํา (ปูของคุณครูสนทนา สุวรรณไตรย) ลุง  จารยเฮือง (พอคุณถนอม วังคะฮาต) ลุงแอ (นายสีเนา คุณพอของคุณประเนิม คนศื่อ) ลุงนาว (ปู ของคุณปริญญา วังคะฮาต) ลุงเสริฐ (คุณพอของคุณครูชะโย สุวรรณไตรย) เปนผูนํา และชาวนา  หนองแจงอีกหลายคน เนื่องจากบริเวณนี้เปนแกง คือเกงหิน การปานจึงใชวธีเจาะกอนหินเปนหลุมแลวเอาไม ิ แกนลอนทั้งลําตน ใหญประมาณเทาขาขึ้นไป (ไมแกนลอน คือไมเนือแข็งที่แหง กระพี้ผุพงรวง ้ ั หมดแลวเหลือแตแกนที่แข็งเทานั้น) ตั้งขึนและหยอนลงไปในหลุม ทําเชนนีหลายหลุมขวางลําหวย ้ ้ จนจรดทั้งสองฝง แลวเอาไมแกนลอนขนาดเดียวกันวางขวางอิงขนาบเสาซอนกันขึ้นมา แลวระดม กันเอากอนหินมาวางซอนๆ กัน แถวแรกใหชดติดกับไมที่วางแนวขวาง แลววางทับ฀͢

×