ศิลาจารึกหลักที่ ๑

29,051 views

Published on

0 Comments
2 Likes
Statistics
Notes
  • Be the first to comment

No Downloads
Views
Total views
29,051
On SlideShare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
5
Actions
Shares
0
Downloads
187
Comments
0
Likes
2
Embeds 0
No embeds

No notes for slide

ศิลาจารึกหลักที่ ๑

  1. 1. ศิลาจารึกหลักที่ ๑ (พ่อขุนรามคาแหง) พ่อขุนรามคาแหงมหาราช ประวัติการค้นพบ ขณะสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หวยังไม่ได้เสวยราชย์ และทรงผนวชประทับอยู่ ณ วัดราชาธิราชนั้นได้ ัเสด็จประพาสหัวเมืองฝ่ายเหนือในพ.ศ.๒๓๗๖ เมื่อเสด็จไปถึงเมืองสุโขทัย ได้ทรงพบศิลาจารึก๒หลัก และแท่นหิน ๑ แท่น ตั้งอยู่ทเี่ นินปราสาทในพระราชวังเก่าสุโขทัย ต่อมาภายหลังปรากฎว่าเป็นศิลาจารึกของพ่อขุนรามคาแหงหลักหนึงศิลาจารึกภาษาขอมของพระมหาธรรมราชาลิไทยหลักหนึงและแท่นหินนั้น คือ พระ ่ ่ที่นั่งมนังคศิลาบาตรพระองค์ได้โปรดให้นาโบราณวัตถุทั้งสามชิ้นกลับมายังพระนคร และได้ทรงพยายามอ่านศิลาจารึกของพ่อขุนรามคาแหง จนทราบว่าจารึกนี้สันนิษฐานว่าสร้างเมื่อ พ.ศ.๑๘๓๕ ภายหลังเมื่อได้เสวยสิริราชสมบัติแล้วจึงโปรดเกล้าฯ ให้ย้ายจากวัดบวรนิเวศไปตั้ งไว้ที่ศาลารายภายในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ข้างด้านเหนือพระอุโบสถหลังที่สองนับจากตะวันตก จนถึงปีพ,ศ.2466จึงได้ย้ายมาไว้ที่หอสมุดวชิรญาณในปีพ.ศ.2468จึงโปรดเกล้าให้ย้ายจารึกมาเก็บไว้ณพระที่นั่งศิวโมกขพิมานพ.ศ.2511จึงได้ย้ายเฉพาะศิลาจารึกพ่อขุนรามคาแหงมหาราชไปตั้งที่อาคารสร้างใหม่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนครด้านเหนือชั้นบน ซึ่งเป็นห้องแสดงศิลปะสมัยสุโขทัยเพื่อประโยชน์ในการศึกษาทางประวัติศาสตร์และโบราณคดี และได้จัดทาศิลาจารึกหลักจาลองขึ้นเก็บรักษาไว้ที่หอวชิราวุธแทน ศิลาจารึกหลักที่ ๑(พ่อขุนรามคาแหง)
  2. 2. ลักษณะของศิลาจารึกพ่อขุนรามคาแหง ลักษณะของศิลาจารึกพ่อขุนรามคาแหงเป็นหินชนวนสีเ่ หลียมมียอดแหลมปลายมน สูง ๑ เมตร ๑๑ ่เซนติเมตร มีข้อความจารึกทั้ง ๔ ด้าน สูง ๕๙ เซนติเมตรกว้าง ๓๕ เซนติเมตร ด้านที่ ๑และ๒ มี ๓๕ บรรทัดด้านที่ ๓และด้านที่ ๔ มี ๒๗ บรรทัด การบันทึกของศิลาจารึกพ่อขุนรามคาแหงแบ่งออกเป็น 3 ตอนตอนที่ ๑ ตั้งแต่บรรทัดที่ ๑ – ๑๘เป็นเรืองของพ่อขุนรามคาแหงทรงเล่าประวัติพระองค์เอง ตั้งแต่ประสูติจน ่เสวยราชย์ใช้สรรพนามแทนชื่อของพระองค์ว่ากูตอนที่ ๒ ตั้งแต่บรรทัดที่ ๑๙ เล่าเหตุการณ์ต่างๆและขนบประเพณีของกรุงสุโขทัยเล่าเรื่องการสร้างพระ-แท่นมนังคศิลาบาตร สร้างวัดมหาธาตุเมืองศรีสชนาลัยและการประดิษฐ์อักษรไทยใช้พระนามว่าพ่อขุน- ัรามคาแหงตอนที่ ๓ คงจารึกต่อจากตอนที๒หลายปีเพราะรูปร่างอักษรต่างไปมากกล่าวสรรเสริญและยอพระเกียรติของ ่พ่อขุนรามคาแหงบรรยากาศถูมิสถานบ้านเมือง และขอบเขตของอาณาจักรสุโขทัย
  3. 3. ศิลาจารึกด้านที่ ๑
  4. 4. ศิลาจารึกด้านที่ ๒
  5. 5. ศิลาจารึกด้านที่ ๓
  6. 6. ศิลาจารึกด้านที่ ๔
  7. 7. การถอดจารึกด้านที่๑ในรูปแบบต่างๆ ถอดจารึกแบบตามจารึก
  8. 8. ถอดจารึกแบบตามอักษรไทยปัจจุบัน
  9. 9. ถอดจารึกเขียนแบบปัจจุบัน
  10. 10. การถอดจารึกด้านที่๒ในรูปแบบต่างๆถอดจารึกแบบตามจารึก
  11. 11. ถอดจารึกแบบตามอักษรไทยปัจจุบัน
  12. 12. ถอดจารึกเขียนแบบปัจจุบัน
  13. 13. การถอดจารึกด้านที่๓ในรูปแบบต่างๆถอดจารึกแบบตามจารึก
  14. 14. ถอดจารึกแบบตามอักษรไทยปัจจุบัน
  15. 15. ถอดจารึกเขียนแบบปัจจุบัน
  16. 16. การถอดจารึกด้านที่๔ในรูปแบบต่างๆถอดจารึกแบบตามจารึก
  17. 17. ถอดจารึกแบบตามอักษรไทยปัจจุบัน
  18. 18. ถอดจารึกเขียนแบบปัจจุบัน
  19. 19. คาศัพท์ที่ปรากฏด้านที่๑ไพร่ฝ้าหน้าใส- ไพร่พลญญ่าย มาจาก ย่ายย่าย แปลว่า ไปอย่างรวดเร็วจะแจ้น มาจาก แจ้นแจ้น คือ ชุลมุนเบกพล แปลว่า เบิกพล หรือ แหวกพลอาจเป็นชื่อช้างก็ได้ตีหนังตีหนัง วังช้าง - คล้องช้างลูท่าง -เป็นการสะดวกกว่า– ไป พ่อเชื้อ – พ่อที่ล่วงลับไปแล้วเสื้อคา - เป็นคาที่ใช้คู่กับพ่อเชื้อช้างขอ – ช้างที่เคยขอ คือช้างที่ฝึกไว้ดีแล้วเยียเข้า– ยุ้งฉางผิดแผกแสกว้างกัน– ทะเลาะกันแล่งความ – ตัดสินความบ่ใคร่พน – ไม่อยากได้ ีบ่ใคร่เดือด– ไม่ริษยาตวง– จนกระทั่งหัวพู่งหัวรบ- ข้าศึกชั้นหัวหน้าไพร่ฝ้าหน้าปก – ประชาชนที่มีทกข์รอน ุ ้เจ็บท้องข้องใจ– ทะเลาะกันบ่ไร้ – ไม่ยาก
  20. 20. คาศัพท์ที่ปรากฏด้านที่๒ลางขนุน, หมาก – มะพร้าวประเภทหนึ่งตระพัง– สระน้าตรีบูร– กาแพงสามชั้นมักโอยทาน– นิยมถวายทานแกผู้ทรงศีลพนม– ประดิษฐ์เป็นพุ่มแล่ปีแล้ญิบล้าน– ปีละสองล้าน(เบีย) ้เท้า– ถึงดม– ระดมบงคม– ประโคมเลื้อน– ขับทานองเสนาะมี– อึ่งมี่ราม– ปานกลางนีสไสยสุต- พระภิกษุผู้มีพรรษาครบ ๕อรัญญิก– วัดในป่าหลวก– ฉลาดหลักแหลมทะเลหลวง– ทุ่งกว้างแกล้ง- ตั้งใจ
  21. 21. คาศัพท์ที่ปรากฏด้านที่ ๓ปสาน – ตลาดอัจนะ – สิ่งที่ควรบูชาสรีดภงส – ทานบ,คลองส่งน้า, ทาง หรือท่อระบายน้าน้าโคก – แอ่งน้าลึกขพุง – ชื่อภูเขาขพุง แปลว่า สูงวันเดือนดับ -วันสินเดือนทางจันทรคติ ้ผี – เทวดาเดือนโอกแปดวัน – วันขึนแปดค่า ้วันเดือนเต็ม – วันเพ็ญเดือนบ้างแปดวัน – วันแรมแปดค่าคัล – เฝ้ากระพัดลยาง - สายเชือกที่ผูกกูบหรือสับประคับ คล้องไว้กับโคนหางช้างและรัดกับตัวช้างรูจาครี ชื่อช้างชเลียง เมืองเชลียง คือ เมืองสวรรคโลกเก่ากลวง บริเวณ หรือ ท่ามกลาง
  22. 22. คาศัพท์ที่ปรากฏด้านที่๔มาออก – มาเป็นเมืองขึ้น๑๒๐๗ ศกปีกุน – มหาศักราช ๑๒๐๗ ตรงกับปีระกาถ้าเป็นปีกน จะต้องตรงกับมหาศักราช ๑๒๐๙ ุเวียงผา – กาแพงหิน๑๒๐๕ เป็นมหาศักราช - ตรงกับพุทธศักราช ๑๘๒๖หา – หากแคะ เปรียว - ว่องไวรอด – ตลอดสรลวงสองแคว – พิษณุโลกลุมบาจาย – เมืองหล่มเก่าสคา – เมืองแถวแม่น้าป่าสักคนที – บ้านโคน กาแพงเพชรพระบาง เมืองนครสวรรค์แพรก เมืองชัยนาทสูพรรณภูมิ - เมืองเก่าแถวสุพรรณบุรีแพล เมืองแพร่ม่าน - เมืองอยู่ระหว่าแพร่กับน่านพลัว – อาเภอปัว จังหวัดน่านชวา - เมืองหลวงพระบาง
  23. 23. วรรณศิลป์ในศิลาจารึก วรรณศิลป์ คือ ศิลปะของการประพันธ์ซึ่งเป็นคุณสมบัติหนึงที่วรรณคดีควรจะมีดงนันการศึกษาถึง ่ ั ้วรรณศิลป์ของศิลาจารึกสุโขทัยหลักที่ ๑ย่อมสามารถตอบข้อสงสัยเกี่ยวกับการเป็นวรรณคดีของศิลาจารึกหลักที่หนึงได้ ่ จากการศึกษาวรรณศิลป์ในศิลาจารึกสุโขทัยหลักที่๑ พบความโดนเด่นทางวรรณศิลป์ที่น่าสนใจสองประการ คือการใช้คาหรือวลีที่มลักษณะเหมือนคาอุทานเสริมบท และ การมีคาสร้อยสลับวรรคซึงลักษณะ ี ่ดังกล่าวเป็นหลักฐานที่สนับสนุนความเป็นวรรณคดีของศิลาจารึกสุโขทัยหลักที่ ๑ ทั้งยังถือได้ว่าเป็นข้อมูลที่มีประโยชน์ต่อการศึกษาในเชิงวิวัฒนาการวรรณคดีไทยในระดับต่อไปอีกด้วยก) การใช้วลีที่มลักษณะเหมือนคาอุทานเสริมบท ีในศิลาจารึกหลักที่หนึงมีการประพันธ์ด้วยคาทีมีโครงสร้างคล้ายคาอุทานเสริมบทซึ่งมักจะมีสี่พยางค์คอ ่ ่ ืพยางค์ที่ ๑ กับพยางค์ที่ ๓ จะเป็นคาเดียวกันและพยางค์ที่ ๒ กับพยางค์ที่ ๔ของคาจะเป็นคาที่ต่างกันแต่ก็มีความหมายในทานองเดียวกันตัวอย่างเช่น“บ่ฆ่าบ่ตี”จะสังเกตเห็นว่าคาพยางค์แรกและคาพยางค์ที่ ๓ เป็นคาเดียวกัน คือคาว่า “บ่”ส่วน“ฆ่า” และ “ตี” ในพยางค์ที่ ๒ และ ๓ ตามลาดับนั้น มีความหมายไปในทานองเดียวกัน เกี่ยวกับการทาร้ายเพียงแต่ “ฆ่า” เป็นการทาร้ายอย่างรุนแรงกว่า“กลางบ้านกลางเมือง”ตัวอย่างนี้ซ้าคาว่า“กลาง” ในพยางค์ตาแหน่งที่ ๑ และ ๓ ส่วนคาว่า “บ้าน” และ “เมือง” ในตาแหน่งที่ ๒และ๔ ก็มีความหมายในกลุมเดียวกันคือสถานทีอยูอาศัยของคน เพียงแต่ “เมือง”มีความหมายที่เป็นสถานที่ทมี ่ ่ ่ ี่ขอบเขตกว้างใหญ่กว่า “บ้าน”นอกจากคา ๔ พยางค์แล้วลักษณะที่คล้ายกับคาอุทานเสริมบทยังปรากฏให้เห็นได้ในคา ๖พยางค์ด้วย ดังเช่น“บ่มีเงือนบ่มทอง”และ “บ่มีช้างบ่มีม้า” ี ทั้งนี้จากการพิจารณาศิลาจารึกหลักที่หนึ่งลักษณะดังกล่าวจะมีปรากฏในคา๔ พยางค์มากที่สุดลักษณะของคาที่ที่คล้ายกับคาอุทานเสริมบทนี้จะทาให้ร้อยแก้วกึ่งร่ายของศิลาจารึกหลักที่หนึงมีความ ่ไพเราะสมกับเป็นวรรณคดีมากยิ่งขึ้นเพราะมีคาทีก่อให้เกิดความสมดุลทั้งจังหวะ เสียง และความหมายดังที่กล่าวไปข้างต้น ่
  24. 24. ข) การมีคาสร้อยสลับวรรค คาสร้อยสลับวรรค คือ การที่คาประพันธ์มีคาสร้อยต่อท้ายวรรคในแต่ละวรรคซึ่งมีเพือเสริมความหมาย ่ให้ชัดเจนขึนและใช้ในกรณีคาประพันธ์มีความหมายที่คล้ายและเป็นไปในทางเดียวกัน ดังตัวอย่าง ้“... ได้ตัวเนื้อตัวปลา ...เอามาแก่พ่อ...ได้หมากส้มหมากหวาน อันใดกินอร่อยดี...เอามาแก่พ่อ...ไปตีหนังวังช้างได้ ...เอามาแก่พ่อ...ไปท่บ้านท่เมืองได้ช้างได้งวง ได้ปั่วได้นาง ได้เงือนได้ทอง ...เอามาเวนแก่พอ... ...” ่จากตัวอย่างจะพบว่า “...เอามาแก่พ่อ...” หรือ “...เอามาเวนแก่พอ...” เป็นคาสร้อยสลับวรรค โดยที่คาสร้อย ่นั้นเป็นวลี“...ป่าพร้าวก็หลายในเมืองนี้ ป่าลางก็หลายในเมืองนี้ หมากม่วงก็หลายในเมืองนี้หมากขามก็หลายในเมืองนี้...” จากตัวอย่าง “ก็หลายในเมืองนี” เป็นคาสร้อยสลับวรรคโดยทีคาสร้อยนั้นเป็นวลีเช่นเดียวกับ คาสร้อย ้ ่“...เอามาแก่พ่อ...” นอกจากนี้ในศิลาจารึกหลักที่ ๑ ยังมีคาสร้อยสลับวรรคทีเ่ ป็นคาพยางค์เดียวด้วย ดังเห็นได้จาก คาว่า “ค้า”ในตัวอย่าง“... ใครจักใคร่ค้าช้า ค้า ใครจักใคร่ค้าม้า ค้า ใครจักใคร่ค้าเงือนค้าทองค้า ...” จากการค้นคว้าเบืองต้นแล้วคาสร้อยสลับวรรคทีเ่ ป็นวลีมีมากกว่าคาสร้อยสลับวรรคแบบที่เป็นคาพยางค์ ้เดียวและถึงแม้คาสร้อยสลับวรรคในศิลาจารึกหลักที่ ๑จะยังไม่คงที่ด้านจานวนคาและไม่สมบูรณ์ด้านการใช้คาหรือวลีเดียวกันทุกคาสร้อยบ้างแต่คาสร้อยสลับวรรคของศิลาจารึกหลักที่หนึ่งนี้ได้แสดงให้เห็นว่าศิลาจารึกหลักที่หนึ่งไม่ใช่แค่มรูปแบบการประพันธ์ร้อยแก้วที่มีสัมผัสในวรรคและระหว่างวรรคมากกว่าร้อย ีแก้วปกติแต่ยังเป็นร้อยแก้วที่ผู้ประพันธ์ได้สร้างลักษณะพิเศษอย่างคาสร้อยสลับวรรคแทรกไว้ ดงนันศิลา ั ้จารึกหลักที่หนึ่งจึงมีคุณค่าด้านวรรณศิลป์ในระดับที่เหมาะสมกับการได้รับการยกย่องให้เป็นวรรณคดีไทยนอกจากนี้ลกษณะของคาสร้อยสลับวรรคที่พบในศิลาจารึกหลักที่ ๑ นี้ยังพบความคล้ายคลึงกับคาสร้อยสลับ ัวรรคของ “ลิลิตโองการแช่งน้า”วรรณคดีไทยสมัยอยุธยาตอนต้นด้วย“...อย่ากินเข้าไปเพือ จนตาย อย่าอาศัยแก่น้า จนตาย นอนเรือนคารนคา จนตาย ลืมตาหงายสู่ฟ้าจนตาย ก้ม ่หน้าลงแผ่นดิน จนตาย” จากลักษณะของคาสร้อยสลับวรรคของวรรณคดีทงสองยุคสมัยจึงสามารถสัณนิษฐานได้ว่า ลักษณะคา ั้สร้อยสลับวรรคของวรรณคดีในสมัยอยุธยาตอนต้นอย่างลิลิตโองการแช่งน้า เป็นลักษณะที่สืบทอดมาจากวรรณคดีสมัยสุโขทัย อย่างศิลาจารึกหลักที่ ๑ อย่างไรก็ตามจุดเริ่มต้นของคาสร้อยสลับวรรคและคาสร้อย
  25. 25. โดยทั่วไปนันอาจมีความเป็นมาที่ยาวนานกว่าจะเป็นลักษณะของวรรณคดีสมัยสุโขทัยก็เป็นได้หากแต่ใน ้ปัจจุบนหลักฐานที่พบจากวรรณคดีสองยุคสมัยนี้สามารถนาไปสูข้อสรุปว่าคาสร้อยสลับวรรคมีตนเค้ามา ั ่ ้จากวรรณคดีสมัยสุโขทัยคุณค่าของศิลาจารึก ศิลาจารึกนี้แม้มีเนือความสั้นเพียง 124 บรรทัดแต่บรรจุเรืองราวที่อุดมด้วยคุณค่าทางวิชาการหลายสาขา ้ ่ทั้งในด้านนิติศาสตร์รัฐศาสตร์ เศรษฐกิจสังคม ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ภาษาศาสตร์ วรรณคดี ศาสนา และจารีตประเพณีด้านนิติศาสตร์ ศิลาจารึกหลักนีอาจถือว่า เป็นกฎหมายรัฐธรรมนูญเทียบได้กบรัฐธรรมนูญ ้ ัฉบับแรกของอังกฤษมีการกาหนดสิทธิเสรีภาพของประชาชน และรักษาสิทธิมนุษยชน เห็นได้จากข้อความที่กล่าวถึงมีการคุ้มครองเชลยศึก นอกจากนี้ ยังมีข้อความเสมือนเป็นบทบัญญัติในกฎมณเฑียรบาลและบทบัญญัติในกฎหมายแพ่งลักษณะครอบครัวและมรดกตลอดจนการพิจารณาความแห่งและอาญา ด้านนิติศาสตร์ศิลาจารึกหลักนี้อาจถือว่า เป็นกฎหมายรัฐธรรมนูญเทียบได้กบรัฐธรรมนูญฉบับแรกของ ัอังกฤษ มีการกาหนดสิทธิเสรีภาพของประชาชน และรักษาสิทธิมนุษยชน เห็นได้จากข้อความที่กล่าวถึง มีการคุ้มครองเชลยศึก นอกจากนี้ ยังมีขอความเสมือนเป็นบทบัญญัติใน ้กฎมณเฑียรบาลและบทบัญญัติในกฎหมายแพ่งลักษณะครอบครัวและมรดก ตลอดจนการพิจารณาความแพ่งและอาญา
  26. 26. ด้านรัฐศาสตร์ ศิลาจารึกหลักนี้ได้กล่าวถึงความใกล้ชิดระหว่างกษัตริย์กับประชาชนว่า พ่อขุน รามคาแหงมหาราชโปรดให้ข้าราชบริพารเข้าเฝ้าปรึกษาราชการได้ทุกวัน ยกเว้นวันพระ และเปิดโอกาสให้ราษฎรมาสั่นกระดิ่งเพื่ออุทธรณ์ฎกาได้ทุกเมื่อ ีด้านเศรษฐกิจ ข้อความที่จารึกไว้ว่า "ในน้ามีปลา ในนามีข้าว" แสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจในสมัยสุโขทัย นั้น มีความมันคงมาก นอกจากนี้ยังมีการชลประทาน การเกษตรกรรมอุดมสมบูรณ์ และการ ่ ค้าขายก็ทาโดยเสรี ด้านประวัติศาสตร์ ศิลาจารึกหลักนี้ช่วยให้เราได้ทราบถึงประวัตความรุ่งเรืองชองชาติไทยในยุคสุโขทัย ิ และประวัตเิ รืองราวอื่นๆ เช่น ประวัติราชวงศ์สุโขทัย ประวัติการรวบรวมอาณาจักรไทยให้ ่ เป็นปึกแผ่น ประวัตการค้าโดยเสรี ประวัติการสืบสร้างพระพุทธศาสนา และการประดิษฐ์ ิ ลายสือไทย
  27. 27. ศิลาจารึกหลักนี้ได้ระบุอาณาเขตของสุโขทัยไว้อย่างชัดแจ้ง กล่าวถึงว่าทิศตะวันออก จดเวียงจันทน์ เวียงคา ทิศใต้จดศรีธรรมราช และฝั่งทะเล ทิศตะวันตกถึงหงสาวดี ทิศเหนือ ถึงเมืองแพร่ น่าน พลัว มีการกล่าวถึงชื่อเมืองสาคัญต่างๆ หลายเมือง เช่น เชลียง เพชรบุรี ่ นอกจากนี้ยงได้พรรณนาแหล่งทามาหากินและและแหล่งที่อยูอาศัยของชาวเมืองสุโขทัยไว้ ั ่ด้านภาษาศาสตร์ ลายสือไทยสมัยพ่อขุนรามคาแหงมหาราชมีความสมบูรณ์ทั้งสระและพยัญชนะ สามารถเขียนคาภาษาไทยได้ทุกคา และสามารถเลียนเสียงภาษาต่างประเทศได้ดีกว่าอักษร แบบอื่นๆ เป็นอันมาก มีการใช้อักขรวิธีแบบนาสระและพยัญชนะมาเรียงไว้ในบรรทัด เดียวกัน ซึ่งทาให้ประหยัดทังเนื้อที่และเวลาในการเขียน ภาษาเป็นสานวนง่ายๆ และมี ้ ภาษาต่างประเทศบ้าง ประโยคที่เขียนก็ออกเสียงอ่านได้เป็นจัง หวะคล้องจองกันคล้ายกับ การอ่านร้อยกรองด้านวรรณคดี ศิลาจารึกหลักนีจัดว่าเป็นวรรณคดีเรื่องแรกของไทย เพราะ ้ มีข้อความไพเราะลึกซึ้งและกินใจ ก่อให้เกิดจินตนาการได้งดงามด้านศาสนา ข้อความในศิลาจารึกนี้ มีหลายตอนที่แสดงให้เห็นว่า พระพุทธศาสนาซึ่งเป็นศาสนาประจาชาติไทยในสมัยพ่อขุนรามคาแหงมหาราชนั้น ได้รับการอุปถัมภ์เชิดชูอย่างดียิ่ง ประชาชนชาวไทยได้ทานุบารุงพระพุทธศาสนาให้มีความเจริญรุ่งเรืองสูงส่ง มีการสร้างปูชนียสถานและปูชนียวัตถุไว้เป็นจานวนมากพระพุทธรูปสมัยสุโขทัยสร้างขึ้นด้วยความศรัทธาในพระศาสนา จึงมีศิลปะงดงามยิง แม้ในปัจจุบันนี้กยังไม่ ่ ็
  28. 28. สามารถจะสร้างให้งามทัดเทียมได้ด้านจารีตประเพณี ศิลาจารึกหลักนี้ช่วยให้ทราบว่า สมัยสุโขทัยนันมีหลัก ้จารีตประเพณีหลายประการที่ประชาชนนับถือและปฏิบัติกันอยู่ มีทั้งประเพณีทางพระพุทธศาสนาและประเพณีอื่น ๆ เช่น ประเพณีรักษาศีลเมือเข้าพรรษา ประเพณีฟังธรรมในวันพระ ประเพณีการทอดกฐิน ่ประเพณีการเผาเทียนเล่นไฟ เป็นต้น ศิลาจารึกพ่อขุนรามคาแหงมหาราชนี้ เป็นเอกสารที่สาคัญยิ่งชิ้นหนึ่งของชาติไทย เป็นมรดกอันล้าค่าและทรงคุณค่าอย่างยิง มีสาระประโยชน์แก่ชาติบ้านเมืองนานัปการ ควร ่ พิทักษ์รักษาไว้ให้ดารงคงอยู่คู่ชาติไทยตลอดกาล และเป็นที่น่ายินดีอย่างยิ่งที่คณะกรรมการที่ปรึกษานานาชาติขององค์การศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (องค์การยูเนสโก) ได้ประชุมเมือวันที่ 28-30 ่ สิงหาคม 2546 ที่เมือง Gdansk ประเทศโปแลนด์ โดยได้พิจารณาใบสมัครจานวน 43 รายการ จาก 27 ประเทศทั่วโลก ผลการประชุมมีมติสนับสนุนเป็นเอกฉันท์ให้องค์การ ยูเนสโกจดทะเบียนระดับโลก ศิลาจารึกหลักที่ 1 ของพ่อขุนรามคาแหง พร้อมกับอีก 22 รายการ จาก 20 ประเทศ ทั้งนี้ โครงการมรดกความทรงจาของโลกเป็นโครงการเพืออนุรักษ์ ่ และเผยแพร่มรดกความทรงจาทีเ่ ป็นเอกสาร วัสดุหรือข้อมูลข่าวสารอืนๆ เช่น กระดาษ สื่อ ่ ทัศนูปกรณ์ และสืออิเล็กทรอนิกส์ดวย แต่จะต้องมีความสาคัญในระดับนานาชาติ และ ่ ้ จะต้องมีการเก็บรักษาในความทรงจาในระดับชาติและระดับภูมิภาคอยู่แล้ว ซึ่งเมื่อองค์การ ยูเนสโกได้ประกาศจดทะเบียนแล้ว ประเทศเจ้าของมรดกมีพันธกรณีทางปัญญาและทาง ศีลธรรมทีจะต้องอนุรักษ์ ให้อยู่ในสภาพที่ดี และเผยแพร่ให้ความรู้แก่มหาชนอนุชนรุนหลัง ่ ่ ทั่วโลกให้กว้างขวาง เพือให้มรดกดังกล่าวอยู่ในความทรงจาของโลกตลอดไป ่ นับเป็นความภาคภูมิใจของมหาวิทยาลัยรามคาแหงอย่างยิ่งที่นอกเหนือจากเป็นสถาบันการศึกษาภายใต้พระนาม พ่อขุนรามคาแหงมหาราช กษัตริย์ผู้มีคุณูปการยิงใหญ่แก่ ่ชาติไทยแล้ว ศิลาจารึกพ่อขุนรามคาแหงมหาราช อันเป็น ตราประจามหาวิทยาลัยรามคาแหง
  29. 29. ยังได้รับการยกย่องไปทัวโลกว่าเป็น มรดกความทรงจาของโลก ่ สุดท้ายนี้ ผู้รู้ดีเป็นผู้เจริญ สุวิชาโน ภว โหติ

×