พระพุทธเจ้าทรงแสดงหลักการที่เรียกกันว่า "หัวใจพระพุทธศาสนา
" เป็นคาไทยที่เราพูดกันง่าย ๆ ถ้าพูดเป็นภาษาบาลี คือ" โอวาทปาฏิ
โมกข์ "
หลักที่ถือว่าเป็นหัวใจพระพุทธศาสนาคือ คาไทยที่สรุป
พุทธพจน์ง่าย ๆ สั้นๆ ว่า" เว้นชั่ว ทาดี ทาใจให้บริสุทธิ์ "
แก่นพุทธศาสน์
ความเป็นมา
แก่นพุทธศาสน์ มีที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งโดยเฉพาะสถาบัน
ระดับอุดมศึกษาของรัฐที่ได้เปิดโอกาสให้พระสงฆ์ได้เข้ามามี
ส่วนในการเผยแผ่ศาสนธรรม คือ เมื่อวันที่ ๑๗ ธันวาคม
๒๕๐๔ ท่านพุทธทาสภิกขุ ได้รับอาราธนาให้ไปเป็นองค์
ปาฐกถาธรรม แก่คณะนายแพทย์ และนักศึกษาวิชาแพทย์ ณ
โรงพยาบาลศิริราช ๓ ครั้ง คือ ครั้งที่ ๑ เมื่อวันที่ ๑๗ ธันวาคม
๒๕๐๔ ท่านพุทธทาสภิกขุ ได้รับอาราธนาให้ไปเป็นองค์
ปาฐกถาในหัวข้อ “ใจความทั้งหมดของพระพุทธศาสนา”
ครั้งที่ ๒ เมื่อวันที่ ๗ มกราคม ๒๕๐๕ แสดงปาฐกถาในหัวข้อ
“ความว่าง” และครั้งที่ ๓ เมื่อวันที่ ๒๑ มกราคม ๒๕๐๕ แสดง
ปาฐกถาในหัวข้อ “วิธีปฏิบัติเพื่อเป็นอยู่ด้วยความว่าง”
ปาฐกถาทั้งสามครั้งนี้ ได้เป็นที่พึงพอใจของคณะแพทย์ จึงได้
ถอดคาปาฐกถาออกจากเครื่องอัดเสียง มาเป็นตัวหนังสือ ต่อมา
นายแพทย์ท่านหนึ่งได้เข้าไปหารือกับท่านปัญญานันทภิกขุ
แห่งวัดชลประทานรังสฤษฏ์ อาเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี
ท่านปัญญานันทภิกขุ เห็นด้วยที่จะจัดพิมพ์ เป็นหนังสือ เพื่อ
เผยแผ่ศาสนธรรม หนังสือแก่นพุทธศาสน์ จึงได้เกิดขึ้น ตั้งแต่
บัดนั้นเป็นต้นมา
ประวัติผู้แต่ง
ท่านพุทธทาสภิกขุ เป็นพระสงฆ์ที่มีวัตรปฏิบัติงดงาม
และมีภูมิความรู้หลักธรรมทางพระพุทธศาสนาอย่างลึกซึ้ง
ชาติภูมิ
พุทธทาสภิกขุ ถือกาเนิดเมื่อวันที่ ๒๗ พฤษภาคม ๒๔๔๙
ขึ้น ๗ ค่า เดือน ๗ ปีมะเมีย ณ หมู่บ้านกร่าง ตาบลพุมเรียง อาเภอ
ไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี มีชื่อเดิมว่า เงื่อม นามสกุล พานิช บิดา
ชื่อ นายเซี้ยง มารดาชื่อ นางเคลื่อน พานิช มีอาชีพค้าขาย มีพี่
น้องรวมกัน ๓ คน ได้แก่ ท่านพุทธทาสภิกขุ เป็นคนโต มี
น้องชายคือนายยี่เก้ย พานิช เป็นคนกลาง และมีน้องสาวคนเล็ก
อีกหนึ่งคน
ประวัติการศึกษา เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๗ ท่านพุทธทาสภิกขุ ได้รับการ
ฝึกอบรมเบื้องต้นที่วัดพุมเรียง ต่อมาเข้าเรียนชั้นประถมศึกษาที่
โรงเรียนโพธารามถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ พอขึ้นชั้นมัธยมศึกษา
ปีที่ ๒ ก็ได้เข้าเรียนที่โรงเรียนสารภีอุทิศ ตาบลตลาด อาเภอไชยา
จบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓ ในปี พ.ศ. ๒๔๖๕ แล้วก็ออกจาก
โรงเรียนมาช่วยมารดาระกอบอาชีพค้าขาย เนื่องจากบิดาได้ถึงแก่
กรรมด้วยโรคลมปัจจุบัน สาหรับการศึกษาทางธรรมสูงสุดสอบ
ได้ นักธรรมชั้นเอก และต่อมาสอบได้เปรียญธรรม ๓ ประโยค ใน
ปี พ.ศ. ๒๔๗๓ ที่สานักวัดปทุมคงคา กรุงเทพมหานคร
ปริญญาทางโลกที่ท่านได้รับ
พ.ศ. ๒๕๒๒ ได้รับปริญญาพุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต
กิตติมศักดิ์ จากมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ในพระบรม
ราชูปถัมภ์
พ.ศ. ๒๕๒๘ ได้รับปริญญาอักษรศาสตรดุษฎีบัณฑิต
กิตติมศักดิ์ สาขาปรัชญาและศาสนา จากมหาลัยศิลปากร
พ.ศ. ๒๕๒๘ ได้รับปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิต
กิตติมศักดิ์ สาขาศึกษาศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยรามคาแหง
พ.ศ. ๒๕๒๙ ได้รับปริญญาศิลปศาสตรดุษฎีบัณฑิต
กิตติมศักดิ์ สาขาปรัชญา จากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
พ.ศ. ๒๕๓๐ ได้รับปริญญาอักษรศาสตรดุษฎีบัณฑิต
กิตติมศักดิ์ สาขาปรัชญา จากจุฬามหาวิทยาลัย
พ.ศ. ๒๕๓๒ ได้รับปริญญาอักษรศาสตรดุษฎีบัณฑิต
กิตติมศักดิ์ สาขาพัฒนศึกษาศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยศรีนคริน
ทรวิโรฒ
พ.ศ. ๒๕๓๖ ได้รับปริญญาอักษรศาสตรดุษฎีบัณฑิต
กิตติมศักดิ์ สาขาปรัชญาจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
การอุปสมบท ท่านพุทธทาสภิกขุ อุปสมบทเมื่ออายุ ๒๐ ปี ใน
วันที่ ๒๙ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๖๙ ได้รับฉายาว่า อินฺทปญฺโญ
ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๗๒ ได้เป็นครูสอนนักธรรมที่โรงเรียน วัด
พระบรมธาตุไชยา ในช่วงนี้ท่านได้เดินทางไปศึกษาภาษาบาลีที่
สานักเรียนวัดปทุมคงคา กรุงเทพมหานคร สอบได้เปรียญธรรม
๓ ประโยค ในปี พ.ศ. ๒๔๗๓ ที่สานักเรียนปทุมคงคา และท่าน
ได้เรียนเปรียญธรรม ๔ ประโยคต่อ แต่ในปีนั้นท่านสอบไม่ได้
ครั้นถึงปี พ.ศ. ๒๔๗๕ ท่านก็เดินทางกลับมาที่พุมเรียง เข้า
พานักอยู่ที่วัดตระพังจิก ซึ่งเมื่อวันที่ ๑๒ พฤษภาคม ๒๔๕๗
เป็นวัดร้าง ที่นี่เองอันเป็นจุดเริ่มต้นของสวนโมกขพลาราม
ผลงาน ท่านพุทธทาสภิกขุ ได้สร้างคุณประโยชน์ให้กับ
พระพุทธศาสนามากมาย ผลงานบางส่วนของท่าน นามาจาก
หนังสือ ประวัติชีวิต การงาน หลักธรรมพุทธทาสภิกขุที่วิโรจน์ ศิริ
อัฐ ได้รวบรวมไว้ จะสรุปบางส่วนมานาเสนอไว้ให้เห็นโดยย่อดังนี้
ด้านงานก่อสร้างสถานที่ เพื่อการเผยแผ่พุทธธรรม พ.ศ.
๒๔๗๕ จัดตั้งคณะกรรมการทานขึ้น โดยการร่วมมือกับคุณธรรม
ทาส พานิช น้องชาย เพื่อให้เป็นสถานที่ศึกษาและปฏิบัติธรรม ตั้ง
สานักศึกษาค้นคว้าและปฏิบัติธรรมขึ้นที่วัดตระพังจิก ตาบล
พุมเรียง อาเภอไชยา ให้ชื่อว่า “สวนโมกขพลาราม”
ด้านงานประพันธ์ทั่วไป มีหลายเรื่อง เช่น ตามรอยพระ
อรหันต์ ชุมนุมเรื่องสั้น ชุมนุมเรื่องยาว คติธรรม และนิพพาน เ
ด้านงานปาฐกถาธรรม มีหลายเรื่อง เช่น ชุดพุทธธรรม ๔
เรื่อง อภิธรรมคืออะไร ปฏิจจสมุปบาทคืออะไร คู่มือมนุษย์
แก่นพุทธศาสน์
ด้านงานแปลพระไตรปิฎกจากภาษาบาลีเป็นภาษาไทย ท่าน
จัดไว้เป็นหมวดหมู่ง่ายต่อการศึกษา ได้แก่ พุทธประวัติจากพระ
โอษฐ์ ขุมทรัพย์จากพระโอษฐ์ อริยสัจจากพระโอษฐ์ ปฏิจจสมุป
บาทจากพระโอษฐ์
มรณภาพ
ท่านพุทธทาสภิกขุได้มรณภาพเมื่อวันที่ ๘ กรกฎาคม
๒๕๓๖ ณ สวนโมกขพลาราม รวมอายุได้ ๘๗ ปี นับได้
๖๗ พรรษา ปัจจุบันคงเหลือไว้แต่ แบบอย่างที่ดี และ
ผลงานที่ทรงคุณค่าให้คนรุ่นหลังได้ศึกษา
ถ้าพูดว่าหัวใจพระพุทธศาสนาคือ " เว้นชั่ว ทาดี ทาใจให้
ผ่องใส " หัวใจที่ว่านี้เป็นหลักในเชิงปฏิบัติเป็นเรื่องการ
ดาเนินชีวิตว่า เราจะไม่ทาชั่ว ทาดี และทาใจให้ผ่องใส ทีนี้
ลองไปดูหลักอริยสัจสี่ ซึ่งมี ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค จะ
เห็นว่าข้อที่ ๔ คือ " มรรค "เป็นข้อปฏิบัติ มรรคมีองค์ ๘
มี สัมมาทิฏฐิ เป็นต้น และสัมมาสมาธิเป็นข้อสุดท้าย องค์
ทั้ง ๘ นี้ ก็จายาก จึงย่อง่าย ๆ เหลือ ๓ เท่านั้น คือ ศีล สมาธิ
ปัญญา
ศีล คือ เว้นชั่ว
สมาธิ คือ ทาความดีให้ถึงพร้อม
ปัญญา คือ ชาระจิตใจให้ผ่องใส
พอแยกแยะอย่างนี้แล้วก็เห็นว่า เว้นชั่ว ทาดี ทาใจให้บริสุทธิ์
ที่ว่าเป็นหัวใจพระพุทธศาสนา นั้น ก็อยู่ใน มรรค นี่เองเป็น
อริยสัจ ข้อที่ ๔ คือ ข้อสุดท้าย
ทุกข์ คือ ตัวปัญหา เป็นสิ่งที่เราไม่เอา ยังไม่ต้องปฏิบัติ เรา
ต้องรู้ให้ชัดว่าอะไรเป็นปัญหาที่เราจะต้องพ้นไป สมุทัย คือ
ตัวเหตุแห่งทุกข์ ต้องสืบสาวให้รู้ตามหลักความจริงที่เป็นไป
ตามเหตุปัจจัยว่า ทุกข์เกิดจากเหตุ และ เหตุนั้นคืออะไร เหตุ
นั้นเรารู้ว่าจะต้องกาจัด แต่เรายังไม่ได้ทาอะไร จากนั้นเราก็รู้
ว่าเมื่อกาจัดเหตุแห่งทุกข์ได้ เราจะเข้าถึงจุดหมายคือ นิโรธ
แต่ทั้งหมดนี้จะสาเร็จได้ด้วยการลงมือทาในข้อสุดท้ายคือ
มรรค
ฉะนั้น ทุกข์ สมุทัย นิโรธ สามอย่างนี้เราเข้าใจว่ามันคืออะไร เราจะต้อง
ทาอะไรต่อมัน แต่เราปฏิบัติมันไม่ได้ สิ่งที่จะปฏิบัติได้คือ ข้อที่ ๔ ได้แก่
มรรค เมื่อเราปฏิบัติตาม มรรค เราก็กาจัด สมุทัย แก้เหตุแห่งทุกข์ได้เรา
ก็พ้นทุกข์ หมดปัญหา และเราก็บรรลุนิโรธ เข้าถึงจุดหมายได้สามารถ
ทาให้สาเร็จงานสาหรับ ๓ ข้อแรกทั้งหมด เป็นอันว่า สิ่งที่เราต้องปฏิบัติ
มีอยู่ข้อเดียวคือ ข้อ ๔ แต่เราต้องรู้ ๓ ข้อข้างต้นด้วย ถึงตอนนี้กลับไปดู
หลัก เว้นชั่ว ทาดี ทาใจให้บริสุทธิ์ จะเห็นว่าเป็นหลักในภาคปฏิบัติ
ทั้งหมดของพระพุทธศาสนา ซึ่งอยู่ใน มรรค คือ ข้อที่ ๔ ของอริยสัจ
เพราะมรรคเป็นฝ่ ายลงมือทา ลงมือปฏิบัติ ในแง่ของหลักความจริงตาม
สภาวะว่าเป็นอย่างไร จุดหมายคืออย่างไร ก็อยู่ในข้อ ๑ - ๒ - ๓ ของ
อริยสัจ
อริยสัจ คือ ธรรมที่นาเสนอเป็นระบบปฏิบัติการ
ให้มนุษย์บริหารประโยชน์จากความจริงของธรรมชาติ อริยสัจนั้น
แท้จริงเป็นหลักของเหตุและผล ธรรมดาเราจะพูดเหตุก่อนแล้วจึงพูด
ถูกผลใช่ไหม ให้สังเกตว่าพระพุทธเจ้ากลับทรงยก ผล ขึ้นแสดงก่อน
แล้วแสดง เหตุ ทีหลัง ทาไมจึงเป็นเช่นนั้น ตามปกติพระพุทธเจ้าก็
ตรัสเหตุก่อนผล แต่ในกรณีนี้กลับแสดงผลก่อนเหตุ เพราะเป็นเรื่อง
วิธีสอน ซึ่งต้องเริ่มด้วยสิ่งที่มองเห็นอยู่ เริ่มที่ปัญหาก่อน โดยชี้
ปัญหาว่าเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ทาความเข้าใจปัญหาแล้วจึงค้นหา
สาเหตุ เสร็จแล้วชี้ถึงจุดมุ่งหมาย หรือ สิ่งที่ต้องการ แล้วบอกวิธี
ปฏิบัติที่จะให้เข้าถึงจุดหมายวิธีสอนอย่างนี้เป็นที่เร้าใจด้วย
พอพูดถึงปัญหาโดยเฉพาะปัญหาของตัวเอง หรือปัญหาที่เกี่ยว
กระทบถึงตัว คนก็สนใจอยากจะรู้ อยากจะแก้ปัญหานั้น แล้วจึง
สืบว่าปัญหานี้เกิดจากเหตุอะไร เมื่ออยากกาจัดเหตุแล้ว พอพูดถึง
จุดหมายว่าดีอย่างไร คนก็อยากจะไปถึงจุดหมายนั้น แล้วจึงบอก
วิธีปฏิบัติ ถ้าเราไปบอกวิธีปฏิบัติก่อน วิธีปฏิบัติอาจยากมาก คนก็
ท้อใจ ไม่อยากทา ไม่อยากไป แต่ถ้าชี้จุดหมายให้เห็นว่าดีอย่างไร
ใจเขาจะใฝ่ ปรารถนา ยิ่งเห็นว่าดีเท่าไร ประเสริฐอย่างไร เขายิ่ง
อยากไปและเต็มใจที่จะทา เราจึงค่อยบอกวิธีปฏิบัติ ตอนนี้เขา
สนใจ ตั้งใจเต็มที่แล้ว เขายินดีพร้อมที่จะทาสุดแรงของเขา
พระพุทธเจ้าตรัสกิจ หรือ หน้าที่ต่ออริยสัจสี่ไว้ครบถ้วนแล้วแต่ละอย่าง ๆ
๑.หน้าที่ต่อทุกข์ คือ " ปริญญา " แปลว่า กาหนดรู้ รู้เท่าทัน จับ
ตัวมันให้ได้ พระพุทธเจ้าตรัสว่า " ทุกขัง ปริญเญยยัง " ภาษาพระแปล
กันว่า " กาหนดรู้ " ทุกข์นั้นเป็นสิ่งที่จะต้องรู้เท่าทัน ทุกข์นั้นเป็นตัว
ปัญหา เป็นปรากฏการณ์ ท่านเปรียบเหมือนกับ " โรค " ในทางร่างกาย
ของเรา เมื่อเรามีโรคเราก็จะแก้ไขบาบัดหรือกาจัดโรค แต่พอเอาเข้าจริง
เรากาจัดโรคไม่ได้ เราต้องเรียนรู้จักโรค เหมือนหมอจะแก้ไขโรค ต้อง
กาหนดรู้ให้ได้ว่าเป็นโรคอะไร เป็นที่ไหนตรงไหน และรู้ร่างกายซึ่งเป็น
ที่ตั้งของโรคด้วย ทานองเดียวกัน ทุกข์ จึงไม่ใช่เรียนเฉพาะปัญหา แต่
เรียนชีวิตซึ่งเป็นที่ตั้งแห่งปัญหาด้วย ปัญหาเกิดที่ไหน มันเกิดที่ชีวิต หรือ
เกิดในโลก เราก็ต้องรู้จักโลก รู้จักชีวิตและดูที่ชีวิต (นามรูป / ขันธ์ ๕ )
๒. หน้าที่ต่อ สมุทัย คือ " ปหานะ " แปลว่า ละ หรือ กาจัด
พอรู้โรคว่าเป็นโรคอะไร จับได้แล้ว ต้องสืบหาสาเหตุของ
โรค ต้องจับให้ได้ เหมือนกับแพทย์ที่วินิจฉัยโรคให้ได้ สืบ
หาตัวสาเหตุของโรค อาจจะเป็นเชื้อโรค หรือ ความ
บกพร่องของอวัยวะ ไม่ใช่เชื้อโรคอย่างเดียว เมื่อมีโรคก็
ต้องมี สมุฏฐาน หรือ สมุทัย นี่แหละเป็นตัวที่ต้องแก้ไข
หรือ กาจัด
๓. หน้าที่ต่อ นิโรธ เรียกว่า " สัจฉิกิริยา " แปลว่า ทาให้
ประจักษ์แจ้ง คือ บรรลุถึงนั่นเอง เราต้องมีเป้ าหมายว่าเราจะ
เอาอะไร และทาได้แค่ไหน จุดหมายอะไรที่ต้องการ
กาหนดให้ได้และรู้ความเป็นไปได้ในการแก้ไข คนที่ไม่มี
ความชัดเจนว่าต้องการอะไร มีความเป็นไปได้อย่างไร ก็จะ
ทาอะไรไม่สาเร็จ แพทย์ก็ต้องวางเป้ าหมายในการรักษาโรค
ว่าเป็นไปได้แค่ไหน เอาอะไรเป็นจุดหมายในการรักษา แล้ว
ทาให้ได้ ให้บรรลุจุดหมายนั้น
๔. หน้าที่ต่อ มรรค เรียกว่า " ภาวนา " แปลว่า บาเพ็ญ คือ
ปฏิบัติ ลงมือทา ทาให้เกิด ทาให้มีขึ้น พอวางเป้ าหมายเสร็จก็
มาถึงขั้นลงมือปฏิบัติ จะผ่าตัดให้ยา และให้คนไข้ปฏิบัติตัว
บริหารร่างกายอย่างไร วิธีรักษาทั้งหมดมาอยู่ในข้อ ๔ คือ
มรรค เป็นขั้นที่ต้องลงมือทา ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่มีรายละเอียด
มากมาย
สรุปความว่า พระพุทธศาสนาสอนเรื่องทุกข์ไว้สาหรับ
ปัญญารู้ แต่สอนเรื่องสุขสาหรับให้เรามีชีวิตเป็นจริงอย่าง
นั้น พูดอย่างสั้นว่า พุทธศาสนาสอนให้รู้ทันทุกข์ และให้การ
อยู่เป็นสุข หรือให้สั้นกว่านั้นอีกว่า พุทธศาสนาสอนให้เห็น
ทุกข์ แต่ให้เป็นสุข คือ ทุกข์สาหรับเห็น แต่สุขสาหรับเป็น
เพราะฉะนั้น ต้องมองพระพุทธศาสนาว่าเป็นศาสนาแห่ง
ความสุข ไม่ใช่ศาสนาแห่งความทุกข์
ความจริงแห่งธรรมดาของโลกและชีวิตที่ต้องรู้ให้ทันและวาง
ท่าทีให้ถูก
ธรรมชาติของมนุษย์ซึ่งเป็นสัตว์ที่ฝึกได้ พัฒนาได้ จะ
เป็นนิวตันก็ได้ เป็นไอน์สไตน์ก็ได้ หรือจะเป็นกวีที่เก่งกาจ เป็น
นักการศึกษา ฯลฯ เป็นได้หมด จนกระทั่งประเสริฐสุด เป็น
พุทธะก็ได้เมื่อมนุษย์ผู้ฝึกตนได้ จะพัฒนาตนสาเร็จ ต้องรู้เข้า
ใจความจริงของกฎธรรมชาติ
และปฏิบัติให้ถูกตามกฎนั้นในบรรดากฎธรรมชาติทั้งหลาย กฎ
ใหญ่คือความเป็นไปตามเหตุปัจจัย ซึ่งเป็นอย่างหนึ่งในหลักใหญ่
ที่สุดที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ คือ
หลัก ไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เบื้องหลังความเป็น
อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา คือกฎธรรมชาติแห่งความเป็นไปตามเหตุ
ปัจจุบัน หลักการต่าง ๆ โยงถึงกันแจ่มแจ้งหมดและเข้าสู่การ
ปฏิบัติการที่จะฝึกตนได้ ถ้ารู้แค่ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เรายังทาอะไร
ไม่ได้ แค่รู้ทันว่าสิ่งทั้งหลายเกิดดับ เปลี่ยนแปลง ไม่เที่ยง ไม่คงที่ คง
อยู่สภาพเดิมไม่ได้เป็นไปตามเหตุปัจจัย ก็ได้แค่รู้และวางใจแต่ยังทา
ไม่ได้ แต่พอรู้ว่า กฎแห่งเหตุปัจจัยที่อยู่เบื้องหลัง อนิจจัง ทุกขัง
อนัตตา ตอนแรกก็แยกชีวิตออกก่อน สาหรับมนุษย์ การแยกอย่างง่าย
ที่สุดคือ รูปธรรม (กาย) กับ นามธรรม ( ใจ ) เมื่อแยกละเอียด ด้าน
รูปธรรม หรือร่างกาย ประกอบด้วยธาตุต่าง ๆ มาประชุมกันเข้า มี
มหาภูตรูป ๔ อุปาทายรูป ๒๔ และในแต่ละอย่างก็แยกย่อยออกไปอีก
จุดเด่น
หนังสือแก่นพุทธศาสน์ มีจุดเด่นที่สรุปได้ดังนี้
เป็นหนังสือที่ได้รับรางวัลชนะเลิศประเภทหนังสือดี จากองค์การยูเนสโก
(UNESCO) แห่งสหประชาชาติ ประจาปี พ.ศ. ๒๕๐๘
เป็นหนังสือที่แสดงแก่นพุทธศาสน์ จุดมุ่งหมายของพระพุทธศาสน์ วิธีปฏิบัติ ตามหลักคา
สอนทางด้านพุทธศาสน์ ได้อย่างครบถ้วนและบริบูรณ์ในขณะเดียวกัน
เป็นหนังสือที่ให้โกทัศน์และชีวทัศน์ สาหรับมนุษย์ที่ถูกต้องสมบูรณ์แบบ คือให้มองโลกและชีวิต
ให้รู้เห็นตามความเป็นจริง แล้ววางท่าทีที่จะปฏิบัติต่อโลกและชีวิตให้ถูกต้อง มีความเป็นอยู่ใน
โลกนี้อย่างมีสติรู้เท่าทันไม่ให้ตกเป็นทาสของโลกามิสทั้งหลายที่คนจานวนมากในโลกนี้ยังเสพ
อย่างขาดสติอยู่ในขณะนี้
รูปแบบ
แก่นพุทธศาสน์เป็นหนังสือที่ถอดออกจากคาปาฐกถาใน
โอกาสในโอกาสพิเศษของ ท่านพุทธ-ทาสภิกขุ ณ ชุมนุม
ศึกษาพุทธธรรม โรงพยาบาลศิริราช ในอุปการะของ
คณะแพทย์ศาสตร์ และศิริราชพยาบาล ซึ่งมีโครงสร้างของ
การเขียน วิธีเขียน ภาษาที่ใช้เขียน และการจัดลาดับเนื้อหา
วิธีเขียน เป็นการเขียนโดยการถอดออกจากคาปาฐกถาแบบ
คาต่อคา ไม่มี การอธิบายเพิ่มเติมข้อความใดๆ ในภายหลัง
แม้แต่เชิงอรรถต่างๆ ก็มิได้นามาอ้างอิง ยกเว้นในกรณีที่
ท่านได้กล่าวไปถึงที่มาของหัวข้อธรรมและเอกสารต่างๆ ใน
บางเรื่อง
ภาษาที่ใช้เขียน เป็นภาษาแบบความเรียง หรือร้อยแก้ว
ศัพท์ที่ท่านพุทธทาสภิกขุ นามาใช้เป็นศัพท์ที่สื่อสารกับคน
ยุคปัจจุบันให้เข้าใจได้ง่าย เช่น ศัพท์ว่า “ตัวกูของกู” เป็นต้น
การจัดลาดับเนื้อหา เป็นการจัดลาดับอย่างมีขั้นตอน
จัดลาดับเนื้อหาจากง่ายไปหายาก นาเสนอให้เข้าใจได้ง่าย
จบการนาเสนอ

ชีวประวัติท่านพุทธทาส แก่นพุทธศาสน์

  • 1.
    พระพุทธเจ้าทรงแสดงหลักการที่เรียกกันว่า "หัวใจพระพุทธศาสนา " เป็นคาไทยที่เราพูดกันง่ายๆ ถ้าพูดเป็นภาษาบาลี คือ" โอวาทปาฏิ โมกข์ " หลักที่ถือว่าเป็นหัวใจพระพุทธศาสนาคือ คาไทยที่สรุป พุทธพจน์ง่าย ๆ สั้นๆ ว่า" เว้นชั่ว ทาดี ทาใจให้บริสุทธิ์ " แก่นพุทธศาสน์
  • 2.
    ความเป็นมา แก่นพุทธศาสน์ มีที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งโดยเฉพาะสถาบัน ระดับอุดมศึกษาของรัฐที่ได้เปิดโอกาสให้พระสงฆ์ได้เข้ามามี ส่วนในการเผยแผ่ศาสนธรรม คือเมื่อวันที่ ๑๗ ธันวาคม ๒๕๐๔ ท่านพุทธทาสภิกขุ ได้รับอาราธนาให้ไปเป็นองค์ ปาฐกถาธรรม แก่คณะนายแพทย์ และนักศึกษาวิชาแพทย์ ณ โรงพยาบาลศิริราช ๓ ครั้ง คือ ครั้งที่ ๑ เมื่อวันที่ ๑๗ ธันวาคม ๒๕๐๔ ท่านพุทธทาสภิกขุ ได้รับอาราธนาให้ไปเป็นองค์ ปาฐกถาในหัวข้อ “ใจความทั้งหมดของพระพุทธศาสนา”
  • 3.
    ครั้งที่ ๒ เมื่อวันที่๗ มกราคม ๒๕๐๕ แสดงปาฐกถาในหัวข้อ “ความว่าง” และครั้งที่ ๓ เมื่อวันที่ ๒๑ มกราคม ๒๕๐๕ แสดง ปาฐกถาในหัวข้อ “วิธีปฏิบัติเพื่อเป็นอยู่ด้วยความว่าง” ปาฐกถาทั้งสามครั้งนี้ ได้เป็นที่พึงพอใจของคณะแพทย์ จึงได้ ถอดคาปาฐกถาออกจากเครื่องอัดเสียง มาเป็นตัวหนังสือ ต่อมา นายแพทย์ท่านหนึ่งได้เข้าไปหารือกับท่านปัญญานันทภิกขุ แห่งวัดชลประทานรังสฤษฏ์ อาเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ท่านปัญญานันทภิกขุ เห็นด้วยที่จะจัดพิมพ์ เป็นหนังสือ เพื่อ เผยแผ่ศาสนธรรม หนังสือแก่นพุทธศาสน์ จึงได้เกิดขึ้น ตั้งแต่ บัดนั้นเป็นต้นมา
  • 4.
    ประวัติผู้แต่ง ท่านพุทธทาสภิกขุ เป็นพระสงฆ์ที่มีวัตรปฏิบัติงดงาม และมีภูมิความรู้หลักธรรมทางพระพุทธศาสนาอย่างลึกซึ้ง ชาติภูมิ พุทธทาสภิกขุ ถือกาเนิดเมื่อวันที่๒๗ พฤษภาคม ๒๔๔๙ ขึ้น ๗ ค่า เดือน ๗ ปีมะเมีย ณ หมู่บ้านกร่าง ตาบลพุมเรียง อาเภอ ไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี มีชื่อเดิมว่า เงื่อม นามสกุล พานิช บิดา ชื่อ นายเซี้ยง มารดาชื่อ นางเคลื่อน พานิช มีอาชีพค้าขาย มีพี่ น้องรวมกัน ๓ คน ได้แก่ ท่านพุทธทาสภิกขุ เป็นคนโต มี น้องชายคือนายยี่เก้ย พานิช เป็นคนกลาง และมีน้องสาวคนเล็ก อีกหนึ่งคน
  • 5.
    ประวัติการศึกษา เมื่อ พ.ศ.๒๔๕๗ ท่านพุทธทาสภิกขุ ได้รับการ ฝึกอบรมเบื้องต้นที่วัดพุมเรียง ต่อมาเข้าเรียนชั้นประถมศึกษาที่ โรงเรียนโพธารามถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ พอขึ้นชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ ๒ ก็ได้เข้าเรียนที่โรงเรียนสารภีอุทิศ ตาบลตลาด อาเภอไชยา จบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓ ในปี พ.ศ. ๒๔๖๕ แล้วก็ออกจาก โรงเรียนมาช่วยมารดาระกอบอาชีพค้าขาย เนื่องจากบิดาได้ถึงแก่ กรรมด้วยโรคลมปัจจุบัน สาหรับการศึกษาทางธรรมสูงสุดสอบ ได้ นักธรรมชั้นเอก และต่อมาสอบได้เปรียญธรรม ๓ ประโยค ใน ปี พ.ศ. ๒๔๗๓ ที่สานักวัดปทุมคงคา กรุงเทพมหานคร
  • 6.
    ปริญญาทางโลกที่ท่านได้รับ พ.ศ. ๒๕๒๒ ได้รับปริญญาพุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต กิตติมศักดิ์จากมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ในพระบรม ราชูปถัมภ์ พ.ศ. ๒๕๒๘ ได้รับปริญญาอักษรศาสตรดุษฎีบัณฑิต กิตติมศักดิ์ สาขาปรัชญาและศาสนา จากมหาลัยศิลปากร พ.ศ. ๒๕๒๘ ได้รับปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิต กิตติมศักดิ์ สาขาศึกษาศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยรามคาแหง พ.ศ. ๒๕๒๙ ได้รับปริญญาศิลปศาสตรดุษฎีบัณฑิต กิตติมศักดิ์ สาขาปรัชญา จากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
  • 7.
    พ.ศ. ๒๕๓๐ ได้รับปริญญาอักษรศาสตรดุษฎีบัณฑิต กิตติมศักดิ์สาขาปรัชญา จากจุฬามหาวิทยาลัย พ.ศ. ๒๕๓๒ ได้รับปริญญาอักษรศาสตรดุษฎีบัณฑิต กิตติมศักดิ์ สาขาพัฒนศึกษาศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยศรีนคริน ทรวิโรฒ พ.ศ. ๒๕๓๖ ได้รับปริญญาอักษรศาสตรดุษฎีบัณฑิต กิตติมศักดิ์ สาขาปรัชญาจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  • 8.
    การอุปสมบท ท่านพุทธทาสภิกขุ อุปสมบทเมื่ออายุ๒๐ ปี ใน วันที่ ๒๙ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๖๙ ได้รับฉายาว่า อินฺทปญฺโญ ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๗๒ ได้เป็นครูสอนนักธรรมที่โรงเรียน วัด พระบรมธาตุไชยา ในช่วงนี้ท่านได้เดินทางไปศึกษาภาษาบาลีที่ สานักเรียนวัดปทุมคงคา กรุงเทพมหานคร สอบได้เปรียญธรรม ๓ ประโยค ในปี พ.ศ. ๒๔๗๓ ที่สานักเรียนปทุมคงคา และท่าน ได้เรียนเปรียญธรรม ๔ ประโยคต่อ แต่ในปีนั้นท่านสอบไม่ได้ ครั้นถึงปี พ.ศ. ๒๔๗๕ ท่านก็เดินทางกลับมาที่พุมเรียง เข้า พานักอยู่ที่วัดตระพังจิก ซึ่งเมื่อวันที่ ๑๒ พฤษภาคม ๒๔๕๗ เป็นวัดร้าง ที่นี่เองอันเป็นจุดเริ่มต้นของสวนโมกขพลาราม
  • 9.
    ผลงาน ท่านพุทธทาสภิกขุ ได้สร้างคุณประโยชน์ให้กับ พระพุทธศาสนามากมายผลงานบางส่วนของท่าน นามาจาก หนังสือ ประวัติชีวิต การงาน หลักธรรมพุทธทาสภิกขุที่วิโรจน์ ศิริ อัฐ ได้รวบรวมไว้ จะสรุปบางส่วนมานาเสนอไว้ให้เห็นโดยย่อดังนี้ ด้านงานก่อสร้างสถานที่ เพื่อการเผยแผ่พุทธธรรม พ.ศ. ๒๔๗๕ จัดตั้งคณะกรรมการทานขึ้น โดยการร่วมมือกับคุณธรรม ทาส พานิช น้องชาย เพื่อให้เป็นสถานที่ศึกษาและปฏิบัติธรรม ตั้ง สานักศึกษาค้นคว้าและปฏิบัติธรรมขึ้นที่วัดตระพังจิก ตาบล พุมเรียง อาเภอไชยา ให้ชื่อว่า “สวนโมกขพลาราม”
  • 10.
    ด้านงานประพันธ์ทั่วไป มีหลายเรื่อง เช่นตามรอยพระ อรหันต์ ชุมนุมเรื่องสั้น ชุมนุมเรื่องยาว คติธรรม และนิพพาน เ ด้านงานปาฐกถาธรรม มีหลายเรื่อง เช่น ชุดพุทธธรรม ๔ เรื่อง อภิธรรมคืออะไร ปฏิจจสมุปบาทคืออะไร คู่มือมนุษย์ แก่นพุทธศาสน์ ด้านงานแปลพระไตรปิฎกจากภาษาบาลีเป็นภาษาไทย ท่าน จัดไว้เป็นหมวดหมู่ง่ายต่อการศึกษา ได้แก่ พุทธประวัติจากพระ โอษฐ์ ขุมทรัพย์จากพระโอษฐ์ อริยสัจจากพระโอษฐ์ ปฏิจจสมุป บาทจากพระโอษฐ์
  • 11.
    มรณภาพ ท่านพุทธทาสภิกขุได้มรณภาพเมื่อวันที่ ๘ กรกฎาคม ๒๕๓๖ณ สวนโมกขพลาราม รวมอายุได้ ๘๗ ปี นับได้ ๖๗ พรรษา ปัจจุบันคงเหลือไว้แต่ แบบอย่างที่ดี และ ผลงานที่ทรงคุณค่าให้คนรุ่นหลังได้ศึกษา
  • 12.
    ถ้าพูดว่าหัวใจพระพุทธศาสนาคือ " เว้นชั่วทาดี ทาใจให้ ผ่องใส " หัวใจที่ว่านี้เป็นหลักในเชิงปฏิบัติเป็นเรื่องการ ดาเนินชีวิตว่า เราจะไม่ทาชั่ว ทาดี และทาใจให้ผ่องใส ทีนี้ ลองไปดูหลักอริยสัจสี่ ซึ่งมี ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค จะ เห็นว่าข้อที่ ๔ คือ " มรรค "เป็นข้อปฏิบัติ มรรคมีองค์ ๘ มี สัมมาทิฏฐิ เป็นต้น และสัมมาสมาธิเป็นข้อสุดท้าย องค์ ทั้ง ๘ นี้ ก็จายาก จึงย่อง่าย ๆ เหลือ ๓ เท่านั้น คือ ศีล สมาธิ ปัญญา
  • 13.
    ศีล คือ เว้นชั่ว สมาธิคือ ทาความดีให้ถึงพร้อม ปัญญา คือ ชาระจิตใจให้ผ่องใส พอแยกแยะอย่างนี้แล้วก็เห็นว่า เว้นชั่ว ทาดี ทาใจให้บริสุทธิ์ ที่ว่าเป็นหัวใจพระพุทธศาสนา นั้น ก็อยู่ใน มรรค นี่เองเป็น อริยสัจ ข้อที่ ๔ คือ ข้อสุดท้าย
  • 14.
    ทุกข์ คือ ตัวปัญหาเป็นสิ่งที่เราไม่เอา ยังไม่ต้องปฏิบัติ เรา ต้องรู้ให้ชัดว่าอะไรเป็นปัญหาที่เราจะต้องพ้นไป สมุทัย คือ ตัวเหตุแห่งทุกข์ ต้องสืบสาวให้รู้ตามหลักความจริงที่เป็นไป ตามเหตุปัจจัยว่า ทุกข์เกิดจากเหตุ และ เหตุนั้นคืออะไร เหตุ นั้นเรารู้ว่าจะต้องกาจัด แต่เรายังไม่ได้ทาอะไร จากนั้นเราก็รู้ ว่าเมื่อกาจัดเหตุแห่งทุกข์ได้ เราจะเข้าถึงจุดหมายคือ นิโรธ แต่ทั้งหมดนี้จะสาเร็จได้ด้วยการลงมือทาในข้อสุดท้ายคือ มรรค
  • 15.
    ฉะนั้น ทุกข์ สมุทัยนิโรธ สามอย่างนี้เราเข้าใจว่ามันคืออะไร เราจะต้อง ทาอะไรต่อมัน แต่เราปฏิบัติมันไม่ได้ สิ่งที่จะปฏิบัติได้คือ ข้อที่ ๔ ได้แก่ มรรค เมื่อเราปฏิบัติตาม มรรค เราก็กาจัด สมุทัย แก้เหตุแห่งทุกข์ได้เรา ก็พ้นทุกข์ หมดปัญหา และเราก็บรรลุนิโรธ เข้าถึงจุดหมายได้สามารถ ทาให้สาเร็จงานสาหรับ ๓ ข้อแรกทั้งหมด เป็นอันว่า สิ่งที่เราต้องปฏิบัติ มีอยู่ข้อเดียวคือ ข้อ ๔ แต่เราต้องรู้ ๓ ข้อข้างต้นด้วย ถึงตอนนี้กลับไปดู หลัก เว้นชั่ว ทาดี ทาใจให้บริสุทธิ์ จะเห็นว่าเป็นหลักในภาคปฏิบัติ ทั้งหมดของพระพุทธศาสนา ซึ่งอยู่ใน มรรค คือ ข้อที่ ๔ ของอริยสัจ เพราะมรรคเป็นฝ่ ายลงมือทา ลงมือปฏิบัติ ในแง่ของหลักความจริงตาม สภาวะว่าเป็นอย่างไร จุดหมายคืออย่างไร ก็อยู่ในข้อ ๑ - ๒ - ๓ ของ อริยสัจ
  • 16.
    อริยสัจ คือ ธรรมที่นาเสนอเป็นระบบปฏิบัติการ ให้มนุษย์บริหารประโยชน์จากความจริงของธรรมชาติอริยสัจนั้น แท้จริงเป็นหลักของเหตุและผล ธรรมดาเราจะพูดเหตุก่อนแล้วจึงพูด ถูกผลใช่ไหม ให้สังเกตว่าพระพุทธเจ้ากลับทรงยก ผล ขึ้นแสดงก่อน แล้วแสดง เหตุ ทีหลัง ทาไมจึงเป็นเช่นนั้น ตามปกติพระพุทธเจ้าก็ ตรัสเหตุก่อนผล แต่ในกรณีนี้กลับแสดงผลก่อนเหตุ เพราะเป็นเรื่อง วิธีสอน ซึ่งต้องเริ่มด้วยสิ่งที่มองเห็นอยู่ เริ่มที่ปัญหาก่อน โดยชี้ ปัญหาว่าเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ทาความเข้าใจปัญหาแล้วจึงค้นหา สาเหตุ เสร็จแล้วชี้ถึงจุดมุ่งหมาย หรือ สิ่งที่ต้องการ แล้วบอกวิธี ปฏิบัติที่จะให้เข้าถึงจุดหมายวิธีสอนอย่างนี้เป็นที่เร้าใจด้วย
  • 17.
    พอพูดถึงปัญหาโดยเฉพาะปัญหาของตัวเอง หรือปัญหาที่เกี่ยว กระทบถึงตัว คนก็สนใจอยากจะรู้อยากจะแก้ปัญหานั้น แล้วจึง สืบว่าปัญหานี้เกิดจากเหตุอะไร เมื่ออยากกาจัดเหตุแล้ว พอพูดถึง จุดหมายว่าดีอย่างไร คนก็อยากจะไปถึงจุดหมายนั้น แล้วจึงบอก วิธีปฏิบัติ ถ้าเราไปบอกวิธีปฏิบัติก่อน วิธีปฏิบัติอาจยากมาก คนก็ ท้อใจ ไม่อยากทา ไม่อยากไป แต่ถ้าชี้จุดหมายให้เห็นว่าดีอย่างไร ใจเขาจะใฝ่ ปรารถนา ยิ่งเห็นว่าดีเท่าไร ประเสริฐอย่างไร เขายิ่ง อยากไปและเต็มใจที่จะทา เราจึงค่อยบอกวิธีปฏิบัติ ตอนนี้เขา สนใจ ตั้งใจเต็มที่แล้ว เขายินดีพร้อมที่จะทาสุดแรงของเขา
  • 18.
    พระพุทธเจ้าตรัสกิจ หรือ หน้าที่ต่ออริยสัจสี่ไว้ครบถ้วนแล้วแต่ละอย่างๆ ๑.หน้าที่ต่อทุกข์ คือ " ปริญญา " แปลว่า กาหนดรู้ รู้เท่าทัน จับ ตัวมันให้ได้ พระพุทธเจ้าตรัสว่า " ทุกขัง ปริญเญยยัง " ภาษาพระแปล กันว่า " กาหนดรู้ " ทุกข์นั้นเป็นสิ่งที่จะต้องรู้เท่าทัน ทุกข์นั้นเป็นตัว ปัญหา เป็นปรากฏการณ์ ท่านเปรียบเหมือนกับ " โรค " ในทางร่างกาย ของเรา เมื่อเรามีโรคเราก็จะแก้ไขบาบัดหรือกาจัดโรค แต่พอเอาเข้าจริง เรากาจัดโรคไม่ได้ เราต้องเรียนรู้จักโรค เหมือนหมอจะแก้ไขโรค ต้อง กาหนดรู้ให้ได้ว่าเป็นโรคอะไร เป็นที่ไหนตรงไหน และรู้ร่างกายซึ่งเป็น ที่ตั้งของโรคด้วย ทานองเดียวกัน ทุกข์ จึงไม่ใช่เรียนเฉพาะปัญหา แต่ เรียนชีวิตซึ่งเป็นที่ตั้งแห่งปัญหาด้วย ปัญหาเกิดที่ไหน มันเกิดที่ชีวิต หรือ เกิดในโลก เราก็ต้องรู้จักโลก รู้จักชีวิตและดูที่ชีวิต (นามรูป / ขันธ์ ๕ )
  • 19.
    ๒. หน้าที่ต่อ สมุทัยคือ " ปหานะ " แปลว่า ละ หรือ กาจัด พอรู้โรคว่าเป็นโรคอะไร จับได้แล้ว ต้องสืบหาสาเหตุของ โรค ต้องจับให้ได้ เหมือนกับแพทย์ที่วินิจฉัยโรคให้ได้ สืบ หาตัวสาเหตุของโรค อาจจะเป็นเชื้อโรค หรือ ความ บกพร่องของอวัยวะ ไม่ใช่เชื้อโรคอย่างเดียว เมื่อมีโรคก็ ต้องมี สมุฏฐาน หรือ สมุทัย นี่แหละเป็นตัวที่ต้องแก้ไข หรือ กาจัด
  • 20.
    ๓. หน้าที่ต่อ นิโรธเรียกว่า " สัจฉิกิริยา " แปลว่า ทาให้ ประจักษ์แจ้ง คือ บรรลุถึงนั่นเอง เราต้องมีเป้ าหมายว่าเราจะ เอาอะไร และทาได้แค่ไหน จุดหมายอะไรที่ต้องการ กาหนดให้ได้และรู้ความเป็นไปได้ในการแก้ไข คนที่ไม่มี ความชัดเจนว่าต้องการอะไร มีความเป็นไปได้อย่างไร ก็จะ ทาอะไรไม่สาเร็จ แพทย์ก็ต้องวางเป้ าหมายในการรักษาโรค ว่าเป็นไปได้แค่ไหน เอาอะไรเป็นจุดหมายในการรักษา แล้ว ทาให้ได้ ให้บรรลุจุดหมายนั้น
  • 21.
    ๔. หน้าที่ต่อ มรรคเรียกว่า " ภาวนา " แปลว่า บาเพ็ญ คือ ปฏิบัติ ลงมือทา ทาให้เกิด ทาให้มีขึ้น พอวางเป้ าหมายเสร็จก็ มาถึงขั้นลงมือปฏิบัติ จะผ่าตัดให้ยา และให้คนไข้ปฏิบัติตัว บริหารร่างกายอย่างไร วิธีรักษาทั้งหมดมาอยู่ในข้อ ๔ คือ มรรค เป็นขั้นที่ต้องลงมือทา ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่มีรายละเอียด มากมาย
  • 22.
    สรุปความว่า พระพุทธศาสนาสอนเรื่องทุกข์ไว้สาหรับ ปัญญารู้ แต่สอนเรื่องสุขสาหรับให้เรามีชีวิตเป็นจริงอย่าง นั้นพูดอย่างสั้นว่า พุทธศาสนาสอนให้รู้ทันทุกข์ และให้การ อยู่เป็นสุข หรือให้สั้นกว่านั้นอีกว่า พุทธศาสนาสอนให้เห็น ทุกข์ แต่ให้เป็นสุข คือ ทุกข์สาหรับเห็น แต่สุขสาหรับเป็น เพราะฉะนั้น ต้องมองพระพุทธศาสนาว่าเป็นศาสนาแห่ง ความสุข ไม่ใช่ศาสนาแห่งความทุกข์
  • 23.
    ความจริงแห่งธรรมดาของโลกและชีวิตที่ต้องรู้ให้ทันและวาง ท่าทีให้ถูก ธรรมชาติของมนุษย์ซึ่งเป็นสัตว์ที่ฝึกได้ พัฒนาได้ จะ เป็นนิวตันก็ได้เป็นไอน์สไตน์ก็ได้ หรือจะเป็นกวีที่เก่งกาจ เป็น นักการศึกษา ฯลฯ เป็นได้หมด จนกระทั่งประเสริฐสุด เป็น พุทธะก็ได้เมื่อมนุษย์ผู้ฝึกตนได้ จะพัฒนาตนสาเร็จ ต้องรู้เข้า ใจความจริงของกฎธรรมชาติ และปฏิบัติให้ถูกตามกฎนั้นในบรรดากฎธรรมชาติทั้งหลาย กฎ ใหญ่คือความเป็นไปตามเหตุปัจจัย ซึ่งเป็นอย่างหนึ่งในหลักใหญ่ ที่สุดที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ คือ
  • 24.
    หลัก ไตรลักษณ์ คืออนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เบื้องหลังความเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา คือกฎธรรมชาติแห่งความเป็นไปตามเหตุ ปัจจุบัน หลักการต่าง ๆ โยงถึงกันแจ่มแจ้งหมดและเข้าสู่การ ปฏิบัติการที่จะฝึกตนได้ ถ้ารู้แค่ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เรายังทาอะไร ไม่ได้ แค่รู้ทันว่าสิ่งทั้งหลายเกิดดับ เปลี่ยนแปลง ไม่เที่ยง ไม่คงที่ คง อยู่สภาพเดิมไม่ได้เป็นไปตามเหตุปัจจัย ก็ได้แค่รู้และวางใจแต่ยังทา ไม่ได้ แต่พอรู้ว่า กฎแห่งเหตุปัจจัยที่อยู่เบื้องหลัง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ตอนแรกก็แยกชีวิตออกก่อน สาหรับมนุษย์ การแยกอย่างง่าย ที่สุดคือ รูปธรรม (กาย) กับ นามธรรม ( ใจ ) เมื่อแยกละเอียด ด้าน รูปธรรม หรือร่างกาย ประกอบด้วยธาตุต่าง ๆ มาประชุมกันเข้า มี มหาภูตรูป ๔ อุปาทายรูป ๒๔ และในแต่ละอย่างก็แยกย่อยออกไปอีก
  • 25.
    จุดเด่น หนังสือแก่นพุทธศาสน์ มีจุดเด่นที่สรุปได้ดังนี้ เป็นหนังสือที่ได้รับรางวัลชนะเลิศประเภทหนังสือดี จากองค์การยูเนสโก (UNESCO)แห่งสหประชาชาติ ประจาปี พ.ศ. ๒๕๐๘ เป็นหนังสือที่แสดงแก่นพุทธศาสน์ จุดมุ่งหมายของพระพุทธศาสน์ วิธีปฏิบัติ ตามหลักคา สอนทางด้านพุทธศาสน์ ได้อย่างครบถ้วนและบริบูรณ์ในขณะเดียวกัน เป็นหนังสือที่ให้โกทัศน์และชีวทัศน์ สาหรับมนุษย์ที่ถูกต้องสมบูรณ์แบบ คือให้มองโลกและชีวิต ให้รู้เห็นตามความเป็นจริง แล้ววางท่าทีที่จะปฏิบัติต่อโลกและชีวิตให้ถูกต้อง มีความเป็นอยู่ใน โลกนี้อย่างมีสติรู้เท่าทันไม่ให้ตกเป็นทาสของโลกามิสทั้งหลายที่คนจานวนมากในโลกนี้ยังเสพ อย่างขาดสติอยู่ในขณะนี้
  • 26.
    รูปแบบ แก่นพุทธศาสน์เป็นหนังสือที่ถอดออกจากคาปาฐกถาใน โอกาสในโอกาสพิเศษของ ท่านพุทธ-ทาสภิกขุ ณชุมนุม ศึกษาพุทธธรรม โรงพยาบาลศิริราช ในอุปการะของ คณะแพทย์ศาสตร์ และศิริราชพยาบาล ซึ่งมีโครงสร้างของ การเขียน วิธีเขียน ภาษาที่ใช้เขียน และการจัดลาดับเนื้อหา
  • 27.
    วิธีเขียน เป็นการเขียนโดยการถอดออกจากคาปาฐกถาแบบ คาต่อคา ไม่มีการอธิบายเพิ่มเติมข้อความใดๆ ในภายหลัง แม้แต่เชิงอรรถต่างๆ ก็มิได้นามาอ้างอิง ยกเว้นในกรณีที่ ท่านได้กล่าวไปถึงที่มาของหัวข้อธรรมและเอกสารต่างๆ ใน บางเรื่อง
  • 28.
    ภาษาที่ใช้เขียน เป็นภาษาแบบความเรียง หรือร้อยแก้ว ศัพท์ที่ท่านพุทธทาสภิกขุนามาใช้เป็นศัพท์ที่สื่อสารกับคน ยุคปัจจุบันให้เข้าใจได้ง่าย เช่น ศัพท์ว่า “ตัวกูของกู” เป็นต้น การจัดลาดับเนื้อหา เป็นการจัดลาดับอย่างมีขั้นตอน จัดลาดับเนื้อหาจากง่ายไปหายาก นาเสนอให้เข้าใจได้ง่าย
  • 29.