วรรณกรรมทางพระพุทธศาสนาวรรณกรรมทางพระพุทธศาสนา
ในสมัยสุโขทัยในสมัยสุโขทัย
 พ่อขุนรามคำาแหงมหาราช (พ.ศ.๑๘๒๐-
๑๘๕๐) ส่งเสริมให้มีการศึกษาจากพระ
ไตรปิฎก
 มีพระสงฆ์ ๒ ฝ่าย
ฝ่ายคามวาสี เรียนคัมภีร์ทางพระศาสนา และ
อบรมให้คนประพฤติดี เรียก คันถธุระ
ฝ่ายอรัญญวาสี ให้การอบรมสั่งสอนคนใน
การปฏิบัติสมถกรรมฐาน และวิปัสสนา
กรรมฐาน เรียกว่า วิปัสสนาธุระ
 ใช้อักษรพ่อขุนรามฯ (ทรงประดิษฐ์อักษร
ไทย) แทนอักษรขอม
วัด เป็นที่สอนบุตรหลานขุนนางและราษฎร
ทั่วไป
 พระไตรปิฎกเป็นหลักสูตรและตำารา
 วัดผลจากความจำาและความสามารถ
 ผู้เรียนมีทั้งพระและฆราวาส การพระ
ศาสนาเจริญรุ่งเรืองมาก
 พระเจ้าลิไท (พ.ศ.๑๘๗๙-๑๘๙๙) ทรง
ศึกษาพระปริยัติธรรมจากผู้เชี่ยวชาญใน
พระไตรปิฎกจนแตกฉาน สามารถรจนา
เตภูมิกถา ที่เรียกว่า ไตรภูมิพระร่วง
มีชื่อเสียงตราบจนทุกวันนี้
 เตภูมิกถา ว่าด้วยเรื่อง ภูมิ ๓ ประกอบ
ด้วย
พญาลิไท หรือพระมหาธรรมราชาที่ ๑
เป็นพระโอรสของพระยาเลอไทหรือเลอลิ
ไท
เป็นพระนัดดาของพ่อขุนรามคำาแหง
มหาราช
เป็นกษัตริย์องค์ที่ ๕ แห่งราชวงศ์พระร่วง
กรุงสุโขทัย
มีพระนามเต็มว่า พระเจ้าศรีสุริยพงศราม
มหาธรรมราชาธิราช
สภาพแวดล้อมในสังคมสมัยพระเจ้าลิไท พบ
ว่า ความเป็นอยู่ของคนในกรุงสุโขทัย มี
ความอุดมสมบูรณ์ มีความสงบสุข มีเสรีภาพ
ในการทำามาหากิน มีเสรีภาพในการค้าขาย
และการทำาเกษตรกรรม
ซึ่งมีปรากฏในหลักศิลาจารึกที่ ๑ ของพ่อขุน
รามคำาแหงมหาราชที่ว่า “ ในนำ้ามีปลา ใน
นามีข้าว จูงวัวไปค้า จูงม้าไปขาย
”ใครใคร่ค้าช้างค้า ใครใคร่ค้าม้าค้า
เตภูมิกถา หรือ ไตรภูมิ
พระร่วง
เป็นหนังสือที่แสดงหลักธรรมที่มีอยู่ใน
พระพุทธศาสนา
เปลี่ยนชื่อเป็น “ ”ไตรภูมิพระร่วง เพื่อเป็น
เกียรติแก่ผู้นิพนธ์
เป็นวรรณกรรมเก่าแก่ มีอายุกว่า ๖๐๐ ปี
วรรณกรรมเรื่องนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับ คติความ
เชื่อของชาวไทยเป็นจำานวนมาก เช่น นรก
สวรรค์ การเวียนว่ายตายเกิด ทวีปทั้งสี่
(เช่น ชมพูทวีป ฯลฯ) ระยะเวลากัปกัลป์
กลียุค การล้างโลก พระศรีอาริย์
วัตถุประสงค์ในการนิพนธ์
เพื่อเผยแพร่พระอภิธรรม
เพื่อเป็นบทเรียนอภิธรรมแก่
พระมารดาของท่าน
เพื่อเผยแผ่พระพุทธศาสนาแก่
ประชาชน
คัมภีร์มูลฐานของเตภูมิกถา
๑. พระอรรถกถาจตุราคม ๒. พระอรรถกถาฎีกาพระอภิ
ธรรมาวตาร.
๓. พระอภิธรรมสังคหะ ๔. พระสุมังคลวิสาลินี
๕. พระปปัญจสูทนี ๖. พระสารัตถปกาสินี
๗. พระมโนรถปูรณี ๘. พระนีลัตถปกาสินี
๙. พระอรรถกถาฎีกาพระ
วินัย
๑๐. พระธรรมบท
๑๑. พระมหาวัคค์ ๑๒. พระธรรมมหากถา
๑๓. พระมธุรัตนวิสาลินี ๑๔. พระธรรมชาดก
๑๕. พระชินาลังการ ๑๖. พระสารัตถทีปนี
๑๗. พระพุทธวงศ์ ๑๘. พระสารสังคหะ
๑๙. พระมิลินทปัญหา ๒๐. พระปาเลยยะ (พระ
ธรรมปาเลยยะ)
๒๑. พระมหานิทาน ๒๒. พระอนาคตวงศ์
๒๓. พระจริยาปิฎก ๒๔. พระโลกบัญญัติ
๒๕. พระมหากัลป์ ๒๖. พระอรุณวดี
๒๗. พระสมันตปาสาทิกา ๒๘. พระวิสุทธิมรรค
๒๙. พระลักษณาภิธรรม ๓๐. พระอนุฎีกาหิงสธรรม
๓๑. พระสาริกวินิจฉัย ๓๒. พระโลกุปปัตติ
พญาลิไท ทรงศึกษาพระไตรปิฎก จาก
พระสงฆ์หลายรูป
• พระมหาเถรมุนีพงศ์
• พระอโนมทัสสี
• พระมหาเถรธรรมปาละ
• พระมหาเถรสิทธัตถะ
• พระมหาเถรพุทธพงศ์
• พระมหาเถรปัญญานันทะ
• เรียนจากบัณฑิตชื่อ อุปเสนราชบัณฑิต
และ อทรายราชบัณฑิต
• พระมหาเถรพุทธโฆสาจารย์ในเมืองหริภุญ
เนื้อหา
ไตรภูมิพระร่วง เป็นวรรณกรรมทางพระพุทธ
ศาสนาที่กล่าวถึงภูมิ(แดน) ทั้ง ๓ คือ กามภูมิ
รูปภูมิ และอรูปภูมิ
เนื้อหาจะพรรณนาถึงที่อยู่ ที่ตั้ง และการเกิด
ของมนุษย์ สัตว์นรก เปรต อสุรกาย และเทวดา
ที่ตั้งจะมีเขาพระสุเมรุเป็นหลัก เขาพระสุเมรุนั้น
ตั้งอยู่ท่ามกลางจักรวาล มีทิวเขาและทะเลล้อม
ทิวเขามีชื่อว่า ยุคนธร อิสินธร กรวิก สุทัศน์
เนมินธร วินันตก และอัศกรรณ รวมเรียกว่า สัต
ตบริภัณฑ์ ทะเลที่ รายล้อมอยู่ ๗ ชั้น เรียกว่า
ไตรภูมิพระร่วง มี ๑๑ กัณฑ์
๑.        กามภูมิ มี ๖ กัณฑ์ คือ
      ๑.  ๑ ปฐมกัณฑ์ นรกภูมิ เป็นแดนนรก
      ๑.  ๒ ทุติยกัณฑ์ ดิรัจฉานภูมิ เป็นแดนของ
สัตว์ที่เจริญตามขวาง ได้แก่พวกไม่มีเท้า มีสองเท้า มี
สี่เท้า และพวกมีเท้าเกินสี่เท้า
      ๑.  ๓ ตติยกัณฑ์ เปตภูมิ เป็นแดนของเปรตที่
เคยเป็นมนุษย์และทำาความชั่วเกิดเป็นเปรต
      ๑.  ๔ จตุตถกัณฑ์ อสุรกายภูมิ เป็นแดนของ
ยักษ์มารหรือผีที่หลอกมนุษย์ให้ตกใจกลัว
      ๑.  ๕ ปัญจมกัณฑ์ มนุสสภูมิ เป็นแดนของ
มนุษย์
      ๑.  ๖ ฉัฏฐกัณฑ์ กามาวจรภูมิ เป็นแดนของ
        เทวดาที่ยังเกี่ยวข้องในกามมี ๖ ชั้น คือ จาตุมหา
๒.      รูปภูมิ หรือภูมิ ๒ มี ๑ กัณฑ์   คือ
 สัตตมกัณฑ์
•      เป็นแดนของพรหมที่มีรูป แบ่งเป็น ๑๖ ชั้น
   ตามภูมิธรรมเรียกว่า โสฬสพรหม
๓.         อรูปภูมิ หรือภูมิ ๓ มี ๑ กัณฑ์  คือ
 อัฎฐมกัณฑ์ 
•  เป็นแดนของพรหมไม่มีรูป มีแต่จิต แบ่งเป็น
๔ ชั้น
 อวินิโภครูป มี ๑ กัณฑ์ คือ นวมกัณฑ์ เป็น
แดนโลกแห่งวัตถุและ
ธรรมชาติแวดล้อม
ทสมกัณฑ์ ว่าด้วยโอภาสมหากัลป์สุญญตา
กัลปวินาศและอุบัติ
กล่าวถึงฝูงอันมีจิตและชีวิตอันเกิดในภูมิ
ทั้ง ๓๑ ชั้นนั้นไม่เที่ยงพินาศด้วยมัตยุราช สิ่ง
ทั้งหลายที่มีแต่รูป ไม่มีจิตในภูมิ ๑๒ ชั้น
ยกเว้นอสัญญีสัตว์ขึ้นไป ที่ตำ่ากว่าอสัญญี
สัตว์ลงมา พินาศด้วยนำ้า ลม ไฟ
เอกทสมกัณฑ์ คือนิพพานกถา หรือ โลกุ
ตตรภูมิ ว่าด้วย พระนิพพาน เป็นสิ่ง
จีรังยั่งยืน ไม่รู้เกิด แก่ เจ็บ ตาย กล่าวถึงวิธี
ปฏิบัติเพื่อบรรลุนิพพาน
ภูมิที่ ๑ กามาวจรภูมิ หรือกาม
ภูมิ
เป็นที่ตั้งแห่งความใคร่
ประกอบด้วย (๑). อบายภูมิหรือทุคติภูมิ ๔
(๒). กามาวจรภูมิ ๗
อบายภูมิ คือ แดนแห่งความเสื่อม ๔ ภูมิ คือ
• นรกภูมิ หรือนิรยะ สภาวะที่ไม่มีความสุข ความ
เจริญ
• ดิรัจฉานภูมิ หรือ ดิรัจฉานโยนิ การเกิดเป็นสัตว์
ดิรัจฉาน พวกโง่เขลา
• เปรตภูมิ หรือ เปติวิสัย แดนเปรต ผู้หิวกระหาย
กามาวจรภูมิ ๗ หรือสุคติภูมิ ที่เกี่ยวข้องกับ
กาม มี ๗ ชั้น
ประกอบด้วย มนุษย์ และสวรรค์ ๖ ชั้น
ได้แก่
• จาตุมมหาราชิกา คือสวรรค์ที่ท้าวมหาราช ๔
หรือจตุโลกบาลปกครอง
• ดาวดึงส์ แดนที่อยู่แห่งเทพ มีท้าวสักกะเทวราช
เป็นจอมเทพ
• ยามา แดนที่อยู่แห่งเทพผู้ปราศจากทุกข์ มีท้าว
ยามาครอบครอง
• ดุสิตา แดนที่อยู่แห่งเทพผู้อิ่มเอมด้วยสิริสมบัติ
ของตน ท้าวสันตุสิตเป็นจอมเทพ ถือเป็นที่อุบัติ
ของพระโพธิสัตว์ชาติสุดท้ายก่อนเป็น
พระพุทธเจ้าและเป็นที่อุบัติของพระมารดา
ภูมิ ๒ รูปาวจรภูมิ ๑๖
คือชั้นที่ท่องเที่ยวอยู่ในรูปพรหม ๑๖
ชั้น
ปฐมภูมิ ๓ เป็นปฐมฌาน ภูมิสำาหรับผู้
สำาเร็จฌาน ๑
• พรหมปริสัชชา บริวารของพระพรหม
• พรหมปุโรหิต พรหมปุโรหิตของพระพรหม
• มหาพรหม พวกท้าวมหาพรหมทุติยฌานภูมิ ๓ สำาหรับผู้สำาเร็จฌาน ๒
• ปริตรตาภา พรหมที่มีรัศมีน้อย
• อัปปมาณาภา พวกที่มีรัศมีประมาณมิได้
• อาภัสสรา พวกที่มีรัศมีสุกปลั่ง
ตติฌานภูมิ ๓ สำาหรับผู้สำาเร็จฌาน ๓
• ปริตตสุภา พวกมีรัศมีงามน้อย
• อัปปมาณสุภา พวกที่มีลำารัศมีงาม
ประมาณมิได้
• สุภกิณหา พวกที่มีลำารัศมีงามกระจ่างจ้า
จตุตถฌานภูมิ ๗ สำาหรับผู้สำาเร็จ
ฌาน ๔
• เวหัปผลา พวกมีผลไพบูลย์
• อสัญญีสัตว์ พวกสัตว์ที่ไม่มีสัญญา
สุทธาวาส ๕ พวกมีที่อยู่อันบริสุทธิ์ คือที่
เกิดของพระอนาคามี
• อวิหา ผู้คงอยู่นาน
• อตัปปา ผู้ไม่มีความเดือดร้อน
• สุทัสสา ผู้ปรากฏโดยง่าย ผู้น่าชม
• สุทัสสี ผู้เห็นโดยง่าย ผู้เห็นชัด
• อกนิษฐา ผู้ไม่มีความด้อยหรือเล็กน้อย ผู้สูงสุด
รูปพรหมทั้ง ๑๖ ชั้น เป็นพรหมที่มีรูปร่าง
และมีชีวิตจิตใจ ผู้ที่ไปเกิดในรูปพรหม
๑๖ นี้ ได้แก่ ผู้ที่ยังต้องเกิดอีกต่อไป ยังไม่
ถึงนิพพาน
ภูมิ ๓ อรูปภูมิ ภูมิที่มีความสุข
เป็นภูมิของพรหมที่ไม่มีรูป มีแต่จิต ๔ แดน
๑. อากาสาณัญจายตนภูมิ ยึดหน่วงเอา
อากาศเป็นอารมณ์
๒. วิญญาณัญจายตนภูมิ ยึดหน่วงเอา
วิญญาณเป็นอารมณ์
๓. อากิญจัญญายตนภูมิ ยึดหน่วงเอา
ความไม่มีเป็นอารมณ์
๔. เนวสัญญานาสัญญายตนภูมิ ยึดหน่วง
เอาฌานที่สามให้ละเอียดลงจนเป็นผู้มีสัญญา
การกำาเนิดและการตายของสัตว์
การกำาเนิดของสัตว์ การเกิดของสัตว์ใน
๓ ภูมิ มี ๔ อย่าง
๑. ชลาพุชะ เกิดในครรภ์ เช่น มนุษย์และ
สัตว์เดรัจฉานที่เลี้ยงลูกด้วยนม
๒. อัณฑชะ เกิดในไข่ เช่น นก สัตว์เลื้อย
คลานบางชนิด ปลา
๓. สังเสทชะ เกิดในเถ้าไคล เช่น สัตว์ชั้น
ตำ่าบางชนิดใช้การแบ่งตัว เช่น ไฮดรา อมิ
บา
การตายของสัตว์ มีสาเหตุ ๔
ประการ
๑. อายุขยะ เป็นการตายเพราะสิ้นอายุ
๒. กรรมขยะ เป็นการตายเพราะสิ้นกรรม
๓. อุภยขยะ เป็นการตายเพราะสิ้นทั้งอายุ
และสิ้นทั้งกรรม
๔. อุปัจฌฉทกรรมขยะ เป็นการตาย
เพราะอุบัติเหตุ

วรรณกรรมทางพระพุทธศาสนาในสมัยสุโขทัย

  • 1.
  • 2.
     พ่อขุนรามคำาแหงมหาราช (พ.ศ.๑๘๒๐- ๑๘๕๐)ส่งเสริมให้มีการศึกษาจากพระ ไตรปิฎก  มีพระสงฆ์ ๒ ฝ่าย ฝ่ายคามวาสี เรียนคัมภีร์ทางพระศาสนา และ อบรมให้คนประพฤติดี เรียก คันถธุระ ฝ่ายอรัญญวาสี ให้การอบรมสั่งสอนคนใน การปฏิบัติสมถกรรมฐาน และวิปัสสนา กรรมฐาน เรียกว่า วิปัสสนาธุระ  ใช้อักษรพ่อขุนรามฯ (ทรงประดิษฐ์อักษร ไทย) แทนอักษรขอม วัด เป็นที่สอนบุตรหลานขุนนางและราษฎร ทั่วไป
  • 3.
     พระไตรปิฎกเป็นหลักสูตรและตำารา  วัดผลจากความจำาและความสามารถ ผู้เรียนมีทั้งพระและฆราวาส การพระ ศาสนาเจริญรุ่งเรืองมาก  พระเจ้าลิไท (พ.ศ.๑๘๗๙-๑๘๙๙) ทรง ศึกษาพระปริยัติธรรมจากผู้เชี่ยวชาญใน พระไตรปิฎกจนแตกฉาน สามารถรจนา เตภูมิกถา ที่เรียกว่า ไตรภูมิพระร่วง มีชื่อเสียงตราบจนทุกวันนี้  เตภูมิกถา ว่าด้วยเรื่อง ภูมิ ๓ ประกอบ ด้วย
  • 4.
    พญาลิไท หรือพระมหาธรรมราชาที่ ๑ เป็นพระโอรสของพระยาเลอไทหรือเลอลิ ไท เป็นพระนัดดาของพ่อขุนรามคำาแหง มหาราช เป็นกษัตริย์องค์ที่๕ แห่งราชวงศ์พระร่วง กรุงสุโขทัย มีพระนามเต็มว่า พระเจ้าศรีสุริยพงศราม มหาธรรมราชาธิราช
  • 5.
    สภาพแวดล้อมในสังคมสมัยพระเจ้าลิไท พบ ว่า ความเป็นอยู่ของคนในกรุงสุโขทัยมี ความอุดมสมบูรณ์ มีความสงบสุข มีเสรีภาพ ในการทำามาหากิน มีเสรีภาพในการค้าขาย และการทำาเกษตรกรรม ซึ่งมีปรากฏในหลักศิลาจารึกที่ ๑ ของพ่อขุน รามคำาแหงมหาราชที่ว่า “ ในนำ้ามีปลา ใน นามีข้าว จูงวัวไปค้า จูงม้าไปขาย ”ใครใคร่ค้าช้างค้า ใครใคร่ค้าม้าค้า
  • 6.
    เตภูมิกถา หรือ ไตรภูมิ พระร่วง เป็นหนังสือที่แสดงหลักธรรมที่มีอยู่ใน พระพุทธศาสนา เปลี่ยนชื่อเป็น“ ”ไตรภูมิพระร่วง เพื่อเป็น เกียรติแก่ผู้นิพนธ์ เป็นวรรณกรรมเก่าแก่ มีอายุกว่า ๖๐๐ ปี วรรณกรรมเรื่องนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับ คติความ เชื่อของชาวไทยเป็นจำานวนมาก เช่น นรก สวรรค์ การเวียนว่ายตายเกิด ทวีปทั้งสี่ (เช่น ชมพูทวีป ฯลฯ) ระยะเวลากัปกัลป์ กลียุค การล้างโลก พระศรีอาริย์
  • 7.
  • 8.
    คัมภีร์มูลฐานของเตภูมิกถา ๑. พระอรรถกถาจตุราคม ๒.พระอรรถกถาฎีกาพระอภิ ธรรมาวตาร. ๓. พระอภิธรรมสังคหะ ๔. พระสุมังคลวิสาลินี ๕. พระปปัญจสูทนี ๖. พระสารัตถปกาสินี ๗. พระมโนรถปูรณี ๘. พระนีลัตถปกาสินี ๙. พระอรรถกถาฎีกาพระ วินัย ๑๐. พระธรรมบท ๑๑. พระมหาวัคค์ ๑๒. พระธรรมมหากถา ๑๓. พระมธุรัตนวิสาลินี ๑๔. พระธรรมชาดก ๑๕. พระชินาลังการ ๑๖. พระสารัตถทีปนี
  • 9.
    ๑๗. พระพุทธวงศ์ ๑๘.พระสารสังคหะ ๑๙. พระมิลินทปัญหา ๒๐. พระปาเลยยะ (พระ ธรรมปาเลยยะ) ๒๑. พระมหานิทาน ๒๒. พระอนาคตวงศ์ ๒๓. พระจริยาปิฎก ๒๔. พระโลกบัญญัติ ๒๕. พระมหากัลป์ ๒๖. พระอรุณวดี ๒๗. พระสมันตปาสาทิกา ๒๘. พระวิสุทธิมรรค ๒๙. พระลักษณาภิธรรม ๓๐. พระอนุฎีกาหิงสธรรม ๓๑. พระสาริกวินิจฉัย ๓๒. พระโลกุปปัตติ
  • 10.
    พญาลิไท ทรงศึกษาพระไตรปิฎก จาก พระสงฆ์หลายรูป •พระมหาเถรมุนีพงศ์ • พระอโนมทัสสี • พระมหาเถรธรรมปาละ • พระมหาเถรสิทธัตถะ • พระมหาเถรพุทธพงศ์ • พระมหาเถรปัญญานันทะ • เรียนจากบัณฑิตชื่อ อุปเสนราชบัณฑิต และ อทรายราชบัณฑิต • พระมหาเถรพุทธโฆสาจารย์ในเมืองหริภุญ
  • 11.
    เนื้อหา ไตรภูมิพระร่วง เป็นวรรณกรรมทางพระพุทธ ศาสนาที่กล่าวถึงภูมิ(แดน) ทั้ง๓ คือ กามภูมิ รูปภูมิ และอรูปภูมิ เนื้อหาจะพรรณนาถึงที่อยู่ ที่ตั้ง และการเกิด ของมนุษย์ สัตว์นรก เปรต อสุรกาย และเทวดา ที่ตั้งจะมีเขาพระสุเมรุเป็นหลัก เขาพระสุเมรุนั้น ตั้งอยู่ท่ามกลางจักรวาล มีทิวเขาและทะเลล้อม ทิวเขามีชื่อว่า ยุคนธร อิสินธร กรวิก สุทัศน์ เนมินธร วินันตก และอัศกรรณ รวมเรียกว่า สัต ตบริภัณฑ์ ทะเลที่ รายล้อมอยู่ ๗ ชั้น เรียกว่า
  • 12.
    ไตรภูมิพระร่วง มี ๑๑กัณฑ์ ๑.        กามภูมิ มี ๖ กัณฑ์ คือ       ๑.  ๑ ปฐมกัณฑ์ นรกภูมิ เป็นแดนนรก       ๑.  ๒ ทุติยกัณฑ์ ดิรัจฉานภูมิ เป็นแดนของ สัตว์ที่เจริญตามขวาง ได้แก่พวกไม่มีเท้า มีสองเท้า มี สี่เท้า และพวกมีเท้าเกินสี่เท้า       ๑.  ๓ ตติยกัณฑ์ เปตภูมิ เป็นแดนของเปรตที่ เคยเป็นมนุษย์และทำาความชั่วเกิดเป็นเปรต       ๑.  ๔ จตุตถกัณฑ์ อสุรกายภูมิ เป็นแดนของ ยักษ์มารหรือผีที่หลอกมนุษย์ให้ตกใจกลัว       ๑.  ๕ ปัญจมกัณฑ์ มนุสสภูมิ เป็นแดนของ มนุษย์       ๑.  ๖ ฉัฏฐกัณฑ์ กามาวจรภูมิ เป็นแดนของ         เทวดาที่ยังเกี่ยวข้องในกามมี ๖ ชั้น คือ จาตุมหา
  • 13.
    ๒.     รูปภูมิ หรือภูมิ ๒ มี ๑ กัณฑ์   คือ  สัตตมกัณฑ์ •      เป็นแดนของพรหมที่มีรูป แบ่งเป็น ๑๖ ชั้น    ตามภูมิธรรมเรียกว่า โสฬสพรหม ๓.         อรูปภูมิ หรือภูมิ ๓ มี ๑ กัณฑ์  คือ  อัฎฐมกัณฑ์  •  เป็นแดนของพรหมไม่มีรูป มีแต่จิต แบ่งเป็น ๔ ชั้น  อวินิโภครูป มี ๑ กัณฑ์ คือ นวมกัณฑ์ เป็น แดนโลกแห่งวัตถุและ ธรรมชาติแวดล้อม
  • 14.
    ทสมกัณฑ์ ว่าด้วยโอภาสมหากัลป์สุญญตา กัลปวินาศและอุบัติ กล่าวถึงฝูงอันมีจิตและชีวิตอันเกิดในภูมิ ทั้ง ๓๑ชั้นนั้นไม่เที่ยงพินาศด้วยมัตยุราช สิ่ง ทั้งหลายที่มีแต่รูป ไม่มีจิตในภูมิ ๑๒ ชั้น ยกเว้นอสัญญีสัตว์ขึ้นไป ที่ตำ่ากว่าอสัญญี สัตว์ลงมา พินาศด้วยนำ้า ลม ไฟ เอกทสมกัณฑ์ คือนิพพานกถา หรือ โลกุ ตตรภูมิ ว่าด้วย พระนิพพาน เป็นสิ่ง จีรังยั่งยืน ไม่รู้เกิด แก่ เจ็บ ตาย กล่าวถึงวิธี ปฏิบัติเพื่อบรรลุนิพพาน
  • 15.
    ภูมิที่ ๑ กามาวจรภูมิหรือกาม ภูมิ เป็นที่ตั้งแห่งความใคร่ ประกอบด้วย (๑). อบายภูมิหรือทุคติภูมิ ๔ (๒). กามาวจรภูมิ ๗ อบายภูมิ คือ แดนแห่งความเสื่อม ๔ ภูมิ คือ • นรกภูมิ หรือนิรยะ สภาวะที่ไม่มีความสุข ความ เจริญ • ดิรัจฉานภูมิ หรือ ดิรัจฉานโยนิ การเกิดเป็นสัตว์ ดิรัจฉาน พวกโง่เขลา • เปรตภูมิ หรือ เปติวิสัย แดนเปรต ผู้หิวกระหาย
  • 16.
    กามาวจรภูมิ ๗ หรือสุคติภูมิที่เกี่ยวข้องกับ กาม มี ๗ ชั้น ประกอบด้วย มนุษย์ และสวรรค์ ๖ ชั้น ได้แก่ • จาตุมมหาราชิกา คือสวรรค์ที่ท้าวมหาราช ๔ หรือจตุโลกบาลปกครอง • ดาวดึงส์ แดนที่อยู่แห่งเทพ มีท้าวสักกะเทวราช เป็นจอมเทพ • ยามา แดนที่อยู่แห่งเทพผู้ปราศจากทุกข์ มีท้าว ยามาครอบครอง • ดุสิตา แดนที่อยู่แห่งเทพผู้อิ่มเอมด้วยสิริสมบัติ ของตน ท้าวสันตุสิตเป็นจอมเทพ ถือเป็นที่อุบัติ ของพระโพธิสัตว์ชาติสุดท้ายก่อนเป็น พระพุทธเจ้าและเป็นที่อุบัติของพระมารดา
  • 17.
    ภูมิ ๒ รูปาวจรภูมิ๑๖ คือชั้นที่ท่องเที่ยวอยู่ในรูปพรหม ๑๖ ชั้น ปฐมภูมิ ๓ เป็นปฐมฌาน ภูมิสำาหรับผู้ สำาเร็จฌาน ๑ • พรหมปริสัชชา บริวารของพระพรหม • พรหมปุโรหิต พรหมปุโรหิตของพระพรหม • มหาพรหม พวกท้าวมหาพรหมทุติยฌานภูมิ ๓ สำาหรับผู้สำาเร็จฌาน ๒ • ปริตรตาภา พรหมที่มีรัศมีน้อย • อัปปมาณาภา พวกที่มีรัศมีประมาณมิได้ • อาภัสสรา พวกที่มีรัศมีสุกปลั่ง
  • 18.
    ตติฌานภูมิ ๓ สำาหรับผู้สำาเร็จฌาน๓ • ปริตตสุภา พวกมีรัศมีงามน้อย • อัปปมาณสุภา พวกที่มีลำารัศมีงาม ประมาณมิได้ • สุภกิณหา พวกที่มีลำารัศมีงามกระจ่างจ้า จตุตถฌานภูมิ ๗ สำาหรับผู้สำาเร็จ ฌาน ๔ • เวหัปผลา พวกมีผลไพบูลย์ • อสัญญีสัตว์ พวกสัตว์ที่ไม่มีสัญญา
  • 19.
    สุทธาวาส ๕ พวกมีที่อยู่อันบริสุทธิ์คือที่ เกิดของพระอนาคามี • อวิหา ผู้คงอยู่นาน • อตัปปา ผู้ไม่มีความเดือดร้อน • สุทัสสา ผู้ปรากฏโดยง่าย ผู้น่าชม • สุทัสสี ผู้เห็นโดยง่าย ผู้เห็นชัด • อกนิษฐา ผู้ไม่มีความด้อยหรือเล็กน้อย ผู้สูงสุด รูปพรหมทั้ง ๑๖ ชั้น เป็นพรหมที่มีรูปร่าง และมีชีวิตจิตใจ ผู้ที่ไปเกิดในรูปพรหม ๑๖ นี้ ได้แก่ ผู้ที่ยังต้องเกิดอีกต่อไป ยังไม่ ถึงนิพพาน
  • 20.
    ภูมิ ๓ อรูปภูมิภูมิที่มีความสุข เป็นภูมิของพรหมที่ไม่มีรูป มีแต่จิต ๔ แดน ๑. อากาสาณัญจายตนภูมิ ยึดหน่วงเอา อากาศเป็นอารมณ์ ๒. วิญญาณัญจายตนภูมิ ยึดหน่วงเอา วิญญาณเป็นอารมณ์ ๓. อากิญจัญญายตนภูมิ ยึดหน่วงเอา ความไม่มีเป็นอารมณ์ ๔. เนวสัญญานาสัญญายตนภูมิ ยึดหน่วง เอาฌานที่สามให้ละเอียดลงจนเป็นผู้มีสัญญา
  • 21.
    การกำาเนิดและการตายของสัตว์ การกำาเนิดของสัตว์ การเกิดของสัตว์ใน ๓ ภูมิมี ๔ อย่าง ๑. ชลาพุชะ เกิดในครรภ์ เช่น มนุษย์และ สัตว์เดรัจฉานที่เลี้ยงลูกด้วยนม ๒. อัณฑชะ เกิดในไข่ เช่น นก สัตว์เลื้อย คลานบางชนิด ปลา ๓. สังเสทชะ เกิดในเถ้าไคล เช่น สัตว์ชั้น ตำ่าบางชนิดใช้การแบ่งตัว เช่น ไฮดรา อมิ บา
  • 22.
    การตายของสัตว์ มีสาเหตุ ๔ ประการ ๑.อายุขยะ เป็นการตายเพราะสิ้นอายุ ๒. กรรมขยะ เป็นการตายเพราะสิ้นกรรม ๓. อุภยขยะ เป็นการตายเพราะสิ้นทั้งอายุ และสิ้นทั้งกรรม ๔. อุปัจฌฉทกรรมขยะ เป็นการตาย เพราะอุบัติเหตุ