บทที่ ๓
แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับกรรมตามหลักของพระพุทธศาสนา
“กรรม”ตามหลักพระพุทธศาสนาเถรวาทเป็นกระบวนธรรมภายในจิตที่ใช้
หลัก ปฏิจจสมุปบาทมาอธิบายและกรรมก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งในกระบวนการแห่งปฏิจจสมุป
บาทเป็น การพิจารณาในแง่ของกระบวนการธรรมชาติว่าด้วยตัวกฎหรือสภาวะล้วนๆและเป็นการ
มองอย่างกว้างๆตลอดทั้งกระบวนการที่ไม่เน้นจุดใดจุดหนึ่งโดยเฉพาะแต่ในทางปฏิบัติเมื่อมองใน
แง่ความ เป็นไปในชีวิตจริงจะเห็นว่าส่วนของปฏิจจสมุปบาทที่ปรากฏเด่นชัดออกมาในการ
ดาเนินชีวิต ประจาวันเป็นเรื่องของการแสดงออกและเกี่ยวข้องกับความรับผิดชอบของคนโดย
ตรงที่มีตัวการ และสิ่งแวดล้อมอื่นๆเกี่ยวข้อง ในการศึกษาแนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับเรื่องกรรม
๓.๑ ความหมายของกรรม
คาว่า “กรรม” ในทางพระพุทธศาสนาแปลว่าการกระทา มีความหมายกลาง ๆ
ใช้ได้ทั้งในทางดีและทางไม่ดี ถ้าเป็นกรรมดีเรียกว่า กุศลกรรม กรรมไม่ดีเรียกว่า อกุศลกรรม
พระพุทธเจ้าได้ตรัสความหมายของกรรมไว้ในนิพเพธิกสูตรว่า “ภิกษุทั้งหลาย เพราะอาศัยเหตุนี้ว่า
เรากล่าวว่าเจตนาเป็นตัวกรรม บุคคลคิดแล้วจึงกระทาด้วยกาย วาจา และใจ”๑
พระพุทธพจน์นี้นักปราชญ์และนักวิชาการทางพระพุทธศาสนาได้อธิบายความหมาย
ของกรรมเพิ่มเติมไว้ดังนี้
พระญาณติโลกะ(Nyanatiloka)อธิบายว่ากรรมคือการกระทาที่มีพื้นฐานมาจากกุศล กับ
อกุศลทาให้เกิดการเวียนว่ายตายเกิดหรือเจตนาเป็นตัวกาหนดที่ไป เจตนาของกรรมคือ การ
แสดงออกของการกระทาที่เป็นกุศลหรืออกุศลมีกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม กรรมทาง
พระพุทธศาสนาจึงมิใช่ตัวกาหนดโชคชะตาหรือสังคมของมนุษย์แต่เป็นเรื่องของการกระทา ซึ่ง
ทางตะวันตกมีความเข้าใจว่า พระเจ้าเป็นผู้กาหนด๒
๑
องฺ. ฉกฺก. (ไทย) ๒๒/(๖๓/๕๗๗.
๒
Nyanatiloka, Bhddhist Dictionary Manual of Buddhist Terms and Doctrines, (Kandy
:Buddhist Publication Society, 1980 ) , P. 92.
๔๘
พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) อธิบายว่า กรรม แปลตามศัพท์ว่าการงานหรือการ
กระทา แต่ในทางธรรมต้องจากัดความจาเพาะลงไปว่า หมายถึง การกระทาที่ประกอบด้วยเจตนา
หรือการกระทาที่เป็นไปด้วยความจงใจถ้าเป็นการกระทาที่ไม่มีเจตนาก็ไม่เรียกว่าเป็นกรรมใน
ความหมายทางธรรม๓
พระธรรมวิสุทธิกวี (พิจิตร ฐิตวณฺโณ) อธิบายว่า กรรม แปลว่า การกระทา กรรมนี้เป็น
คากลางๆถ้าหากว่าเป็นการกระทาดีท่านเรียกว่ากุศลกรรมถ้าหากว่าเป็นการกระทาชั่วท่านเรียกว่า
อกุศลกรรม๔
พระเมธีธรรมาภรณ์ (ประยูร ธมฺมจิตฺโต) อธิบายว่า กรรม แปลว่า การกระทา การ
กระทาที่แสดงออกทางกายเรียกว่า กายกรรม การกระทาทางวาจาเรียกว่า วจีกรรม ลาพัง ความคิด
เรียกว่ามโนกรรม กรรมที่จะมีผลหรือวิบากต้องเป็นการกระทาที่มีเจตนาเป็นตัวนาเสมอ๕
แสง จันทร์งาม อธิบายว่า กรรม แปลว่า การกระทา (action) ที่ประกอบด้วยเจตนา
หรือความตั้งใจ (volition) อันมีกิเลสเป็นแรงผลักดัน ฉะนั้นกรรมที่สมบูรณ์จะต้องมีตัวประกอบ
กรรม ๓ เสมอ คือ มีกิเลสเป็นแรงกระตุ้น มีความตั้งใจหรือเจตนามีการกระทาหรือการเคลื่อนไหว๖
บรรจบ บรรณรุจิ๗
อธิบายว่า กรรม คือ การกระทาที่ประกอบด้วยเจตนาของคนที่ยังมี
กิเลสซึ่งยังมีการให้ผลแบ่งออกได้เป็น ๓ ทางคือกายกรรม (การกระทาทางกาย) วจีกรรม(การ
กระทาทางวาจา–พูด) และมโนกรรม (การกระทาทางใจ ความคิด)กรรมทั้ง ๓ มีทั้งฝ่ายดีและฝ่ายชั่ว
ชะบา อ่อนนาค อธิบายว่า กรรม คือ การกระทาที่ประกอบด้วยเจตนาอันมีพื้นฐานมา
๓
พระพรหมคุณาภรณ์ (ปยุตฺโต), พุทธธรรม, ฉบับปรับปรุงและขยายความ, พิมพ์ครั้งที่ ๑๑,
(กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์บริษัท สหธรรมิก จากัด, ๒๕๔๙), หน้า ๑๕๗.
๔
พระธรรมวิสุทธิกวี (พิจิตร ฐิตวณฺโณ) , กฎแห่งกรรรม, พิมพ์ครั้งที่ ๗, (กรุงเทพมหานคร : มหา
มกุฏราชวิทยาลัย, ๒๕๔๖), หน้า ๒.
๕
พระเมธีธรรมาภรณ์ (ประยูรธมฺมจิตฺโต),กรรมและการเกิดใหม่, พิมพ์ครั้งที่ ๒, (กรุงเทพมหานคร :
โรงพิมพ์บริษัท สหธรรมิก จากัด, ๒๕๓๙), หน้า ๒๖.
๖
แสง จันทร์งาม, พุทธศาสนวิทยา, พิมพ์ครั้งที ๔, (กรุงเทพมหานคร : ธีระการพิมพ์, ๒๕๔๕),
หน้า ๑๑๒.
๗
บรรจบ บรรณรุจิ, ปฏิจจสมุปบาท, พิมพ์ครั้งที่ ๓, (กรุงเทพมหานคร : พรบุญการพิมพ์, ๒๕๓๘),
หน้า ๗๖.
๔๙
จากกิเลส แสดงออกทางกาย วาจา ใจ มีทั้งกรรมดี กรรมชั่วและส่งผลต่อผู้กระทา๘
ตามที่นักปราชญ์ทางพระพุทธศาสนาได้ให้ทัศนะเกี่ยวกับความหมายของกรรม
ดังกล่าวมาแล้วสรุปได้ว่า กรรม คือการกระทาที่ ประกอบด้วยเจตนาอันมีพื้นฐานมาจากกิเลส
แสดงออกทางกายวาจาใจมีทั้งกรรมดีกรรมชั่วและ ส่งผลต่อผู้กระทา นอกจากนี้คาสอนของ
พระพุทธศาสนายึดถือเอาการกระทาของมนุษย์ เป็นเครื่องตัดสินว่าบุคคล นั้นเป็นคนดีหรือคน
ชั่ว มิได้ยึดถือเอาเรื่องชาติ โคตร ตระกูล ยศ ความรู้ อานาจ เพศ และวัย เป็นเครื่องวัดหากแต่วัดที่
การแสดงออกหรือการกระทาของแต่ละบุคคล ดังพุทธพจน์ว่า“บุคคลไม่เป็นคนถ่อยเพราะชาติไม่
เป็นพราหมณ์เพราะชาติแต่เป็นคนถ่อยเพราะ กรรมเป็นพราหมณ์เพราะกรรม”๙
จากพุทธพจน์
ดังกล่าวมานี้จะเห็นได้ว่าลักษณะคาสอนใน พระพุทธศาสนาเป็นกรรมวาทและกิริยาวาท
กล่าวคือความดีความชั่วหรือสิ่งที่ดีและสิ่งที่ชั่วล้วนมีความเกี่ยวข้องกันกับการกระทาของมนุษย์
ทั้งสิ้น จึงสรุปได้ว่า คาว่า “กรรม” คือการแสดงออก ทางกายวาจาและใจนั่นเองการแสดงออกทาง
กายวาจาที่มีใจเป็นผู้บัญชาการหรือมีใจเป็นหัวหน้าให้กระทาสิ่งต่าง ๆ ทั้งดีและชั่ว
๓.๒. ประเภทของกรรม
กรรมเป็นหลักธรรมที่สาคัญที่มีปรากฏในพระไตรปิฎกและอรรถกถา โดยมีการแบ่ง
กรรมออกเป็นประเภทต่าง ๆ ดังต่อไปนี้
๓.๒.๑ ประเภทของกรรมในพระไตรปิฎก
พระไตรปิฎกได้แบ่งประเภทของกรรมไว้หลายประเภทด้วยกัน โดยแบ่งตามคุณภาพ
หรือมูลเหตุที่เกิดกรรม แบ่งตามทางที่ทากรรมและแบ่งตามกรรมที่มีความสัมพันธ์กับวิบาก
ก. กรรมตามคุณภาพหรือสาเหตุที่เกิดกรรม
กรรมที่แบ่งตามคุณภาพหรือสาเหตุที่เกิดกรรมนั้นพระไตรปิฎกได้กล่าวไว้ในอกุศลมูล
สูตร๑๐
สรุปได้ว่า
๘
ชะบา อ่อนนาค, ”การศึกษาความเชื่อเรื่องกรรมในพระพุทธศาสนาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา:
ศึกษากรณีโรงเรียนชลบุรี "สุขบท" จังหวัดชลบุรี”, วิทยานิพนธ์พุทธศาสตรมหาบัณฑิต, (บัณฑิตวิทยาลัย :
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๘ ,(หน้า ๘ .
๙
ขุ.สุตฺต. (บาลี) ๒๕/๑๔๒/๓๖๑., ขุ. สุตฺต. (ไทย) ๒๕/๑๔๒/๕๓๒.
๑๐
องฺ. ทุกฺ. (ไทย) ๒๐/๒๗๕/๒๗๗.
๕๐
อกุศลมูล (รากเหง้าแห่งอกุศล)มี ๓ อย่าง คือ โลภะ โทสะ โมหะ บุคคลทากรรมเพราะมี
โลภะ โทสะ โมหะ ทางกาย วาจา ใจ จัดเป็นอกุศลกรรมและมีผลทาให้เป็นทุกข์ลาบาก คับแค้น
เดือดร้อนในปัจจุบัน หลังการตายแล้ว ย่อมไปเกิดในทุคติ
กุศลมูล (รากเหง้าแห่งกุศล) มี ๓ อย่าง คือ อโลภะ อโทสะ อโมหะ บุคคลทากรรมโดย
ไม่มีโลภะ โทสะ โมหะ ทางกาย วาจา ใจ จัดเป็นกุศลกรรมและมีผลทาให้อยู่เป็นสุขไม่ลาบาก
ไม่คับแค้น ไม่เดือดร้อนในปัจจุบัน ย่อมปรินิพพานในชาติปัจจุบัน
กรรมที่แบ่งตามคุณภาพหรือสาเหตุการเกิดมี ๒อย่าง คือ๑.อกุศลกรรมหมายถึง กรรมชั่ว
มีสาเหตุมาจากโลภะ โทสะ โมหะ ๒. กุศลกรรม หมายถึง กรรมดี มีสาเหตุมาจากอโลภะ อโทสะ
อโมหะ เรียกว่า กรรม ๒๑๑
ข. กรรมแบ่งตามทางที่ทา
กรรมแบ่งตามทางที่ทาพระพุทธเจ้าได้ตรัสถึงกรรมตามที่เกิดไว้ในพระสูตรอุปาลิวาท
สูตร ไว้ว่า
ตปัสสีเราบัญญัติในการทาชั่วในการประพฤติชั่วไว้๓ ประการคือ (๑) กายกรรม (๒)
วจีกรรม (๓) มโนกรรม…ตปัสสีกายกรรมก็อย่างหนึ่งวจีกรรมก็อย่างหนึงมโนกรรม
ก็อย่างหนึ่ง…ตปัสสี บรรดากรรมทั้ง ๓ ประการ ที่จาแนกแยกออกเป็นอย่างนี้ เราบัญญัติ
มโนกรรมว่า มีโทษมากกว่าในการทากรรมชั่วในการประพฤติชั่วมิใช่กายกรรมหรือ
วจีกรรม๑๒
ค. กรรมแบ่งตามทางที่ทาหรือแสดงออกของกรรมจัดเป็น ๓ ทาง๑๓
คือ
๑. กายกรรม กรรมทาด้วยกาย หรือกระทาทางกาย
๒. วจีกรรม กรรมทาด้วยวาจา หรือการกระทาทางวาจา
๓. มโนกรรม กรรมทาด้วยใจ หรือการกระทาทางใจ
มโนกรรมหรือความคิดจัดเป็นกรรมเพราะทุกขณะจิตที่คิดของปุถุชนมีกิเลสเกิดขึ้น
๑๑
พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต), พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์, พิมพ์ครั้งที่ ๙,
(กรุงเทพมหานคร : ๒๕๔๓), หน้า ๔.
๑๒
ม.ม. (ไทย) ๑๓/๕๖/๕๕.
๑๓
พระพรหมคุณาภรณ์ (ปยุตฺโต), พุทธธรรม, ฉบับปรับปรุงและขยายความ, พิมพ์ครั้งที่ ๙,
(กรุงเทพมหานคร : ๒๕๔๓), หน้า ๑๖๐.
๕๑
กากับอยู่เสมอและเป็นจุดเริ่มต้นของการทากรรมที่มีผลสืบต่อให้กระทากรรมทางกายและทาง
วาจาซึ่งพระพุทธศาสนาจัดว่ามโนกรรมเป็นกรรมที่สาคัญที่สุดมีโทษมากที่สุดมโนกรรมที่ให้
โทษ ร้ายแรงที่สุดคือมิจฉาทิฏฐิและมโนกรรมที่เป็นความดีสูงสุดคือสัมมาทิฏฐิ๑๔
อันเป็น
ตัวกาหนดวิถี ชีวิตของบุคคลและสังคมเมื่อบุคคลทากรรมตลอดเวลาที่ตื่นอยู่ไม่ทางมโนกรรมก็
ทากายกรรม หรือวจีกรรมซึ่งวจีกรรมนอกจากคาพูดแล้วยังหมายถึงผู้ทาใช้ภาษาเป็นเครื่องมือใน
การทา๑๕
กรรมอย่างหนึ่งอาจต้องใช้การกระทามากกว่าหนึ่งทางการจะตัดสินว่าเป็นกรรมทางใด
ให้ดูว่า กรรมนั้นสาเร็จบริบูรณ์ด้วยอะไรกายวาจาหรือด้วยใจถ้าสาเร็จด้วยทวารใดพึงถือว่าเป็น
กรรมทวารนั้น๑๖
เช่น การฆ่าคนที่ไม่ได้ลงมือเอง แต่ใช้วาจาจ้างให้ผู้อื่นทาแทน จัดเป็นกายกรรม
แต่ใช้วาจาประกอบ เพราะถือว่าจุดสมบูรณ์อยู่ที่กาย หรือการเขียนหนังสือโกหก ให้คนอ่าน
เชื่อ จัดเป็นการกระทาทางวจีกรรม เพราะเป็นเรื่องของภาษาการสื่อสาร
ง. แบ่งตามสภาพความสัมพันธ์กับผลที่เกิดขึ้น
กรรมของมนุษย์ยังสามารถแบ่งตามสภาพความสัมพันธ์กับผลที่เกิดขึ้นจากกรรมนั้นๆ
ได้๔ อย่างคือ๑๗
๑. กรรมดา มีผลดา ได้แก่ กายสังขาร วจีสังขาร และมโนสังขาร ที่แสดงออกใน
ทางเบียดเบียน ตัวอย่างเช่น ปาณาติบาต อทินนาทาน กาเมสุมิจฉาจาร ฯลฯ
๒. กรรมขาว มีผลขาว ได้แก่ กายสังขาร วจีสังขาร และมโนสังขาร ที่แสดงออกในทาง
ไม่เบียดเบียด สร้างสรรค์ เช่น การประพฤติตามกุศลกรรมบถ ๑๐
๓. กรรมทั้งขาวและดา มีผลทั้งขาวและดา ได้แก่ กายสังขาร วจีสังขาร และมโนสังขาร
ที่มีการแสดงออกในทางที่เบียดเบียนบ้าง ไม่เบียดเบียนบ้าง เช่นพฤติกรรมของมนุษย์ทั่วๆ ไป
๔. กรรมไม่ดาไม่ขาว มีผลไม่ดาไม่ขาว กรรมเช่นนี้เป็นไปเพื่อความสิ้นกรรม ได้แก่
เจตนาเพื่อละกรรมทั้งสามดังกล่าวมา หรือกล่าวโดยองค์ธรรม ได้แก่ โพชฌงค์ ๗หรือมรรคมีองค์ ๘
๑๔
บรรจบ บรรณรุจิ, ปฏิจจสมุปบาท, หน้า ๗๙.
๑๕
ปิ่น มุทุกันต์, พุทธศาสตร์ ภาค ๒, (กรุงเทพมหานคร : มหามกุฎราชวิทยาลัย, ๒๕๓๕),หน้า
๔๔๖.
๑๖
ปิ่น มุทุกันต์, เรื่องเดียวกัน. หน้า ๔๔๖.
๑๗
ที.ปา.(ไทย) ๑๑/๓๑๒/๒๙๑ , ม.ม.(ไทย) ๑๓/๘๑/๗๙-๘๑.
๕๒
พระพุทธศาสนาถือว่าการแสดงออกของมนุษย์ทุกอย่างถือว่ากรรมไม่ว่าจะเป็นทาง กาย
วาจา ใจ ในบรรดากรรมทั้ง ๓ นี้กรรมที่เกิดทางใจถือว่ามีผลมากกว่ากรรมที่เกิดทางกาย และทาง
วาจาเพราะกรรมทางใจเป็นสาเหตุให้บุคคลคนกระทากรรมทางกายและพูดออกมาทาง วาจา
ดังพุทธพจน์ว่า “ตปัสสีบรรดากรรมทั้ง ๓ ประการที่จาแนกแยกเป็นอย่างนี้เราบัญญัติ มโนกรรม
ว่า มีโทษมากกว่า ในการทากรรมชั่วในการประพฤติกรรมชั่วมิใช่กายกรรมหรือวจีกรรม๑๘
๓.๒.๒ ประเภทของกรรมในอรรถกถา
ในพระไตรปิฎก ได้แบ่งกรรมไว้เป็นประเภทต่าง ๆ แล้ว ยังได้แบ่งระยะเวลาการให้ผล
ของกรรม ไว้ในนิพเพธิกสูตร ว่า “วิบากแห่งกรรมเป็นอย่างไร คือ เรากล่าววิบากแห่งกรรมว่า
มี ๓ ประเภท คือ ๑. กรรมที่พึงเสวยในปัจจุบัน ๒. กรรมที่พึงเสวยในชาติถัดไป ๓. กรรมที่พึง
เสวยในชาติต่อ ๆ ไป๑๙
การแบ่งระยะเวลาการให้ผลของกรรมนั้นมี ๓ ระยะ กล่าวโดยสรุป คือ
ชาตินี้ ชาติหน้า และชาติต่อ ๆ ไป ไม่ได้กล่าวถึงอโหสิกรรม ซึ่งมีการแบ่งกรรมออกเป็น
หมวดหมู่ที่ชัดเจนกรรมนอกจากปรากฏในพระไตรปิฎกแล้ว ยังมีกรรม ๑๒ ปรากฏในคัมภีร์วิสุทธิ
มรรคซึ่งจัดเป็นคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาชั้นอรรถกถา แต่งโดยพระพุทธโฆสาจารย์ได้รวบรวม
กรรมในพระไตรปิฎก โดยยึดพระพุทธพจน์เป็นหลัก จัดแบ่งกรรมออกเป็นประเภทต่าง ๆ ตามผล
ของกรรมที่ได้รับ มี ๓ ประเภท ประเภทละ ๔ อย่าง ดังรายละเอียดดังต่อไปนี้๒๐
ก. กรรมประเภทที่ ๑ กรรมที่ให้ผลตามหน้าที่ มี ๔ อย่าง คือ
๑. ชนกกรรม กรรมส่งให้เกิด
๒. อุปถัมภกกรรม กรรมสนับสนุนส่งเสริม
๓. อุปปีฬกกรรรม กรรมเบียดเบียน
๔. อุปฆาตกรรม กรรมทาหน้าที่ตัดรอน
กรรมให้ผลตามหน้าที่หมายถึง กรรมที่ทาไปนั้น ทั้งดีและไม่ดี ย่อมทาหน้าที่ให้ผล
เกี่ยวข้องกับชีวิตของคนเราดังนี้
๑๘
ม.ม.(ไทย) ๑๓/๕๗/๕๕.
๑๙
ม.ม.(ไทย) ๑๓/๕๗/๕๕.
๒๐
สมเด็จพระพุฒ าจารย์(อาจ อาสภมหาเถร) , คัมภีร์วิสุทธิมรรค, พิมพ์ครั้งที่ ๔,
(กรุงเทพมหานคร : บริษัทประยูรวงศ์พรินติ้ง จากัด, ๒๕๔๖), หน้า ๙๖๙–๑๗๑.
๕๓
๑. ชนกกรรมกรรมส่งให้เกิดหมายถึงกรรมดีหรือกรรมชั่วที่ทาไว้ส่งให้เกิดในภพภูมิ
ต่างๆ ถ้าเป็นกรรมดีส่งไปเกิดในสุคติถ้าเป็นกรรมชั่วส่งไปเกิดในทุคติ๒๑
และยังทาหน้าที่หล่อเลี้ยง
ชีวิตใหม่ให้ดารงอยู่และดาเนินกิจกรรมตามสภาพของกรรมจนครบอายุขัย๒๒
ขณะที่ชนกกรรมทา
หน้าที่ปฏิสนธิกรรมอื่นจะแทรกแซงไม่ได้เลยชนกกรรมเปรียบเหมือนมารดาคลอดบุตรจะมีใคร
มาแย่งหน้าที่เป็นผู้คลอดร่วมไม่ได้๒๓
๒. อุปัตถัมภกกรรมกรรมสนับสนุนส่งเสริมหมายถึงกรรมที่ทาหน้าที่สนับสนุน
ส่งเสริม ชนกกรรมที่ไม่มีโอกาสให้ผลให้ได้ผลและชนกกรรมที่กาลังให้ผลให้ได้ผลเต็มที่ตลอดจน
สนับสนุนส่งเสริมชีวิตที่ชนกกรรมให้เกิดและหล่อเลี้ยงไว้ให้เจริญเติบโต และดารงอยู่ได้นาน๒๔
ดังนั้น อุปถัมภกกรรมต้องเป็นกรรมประเภทเดียวกันกับชนกกรรม เช่น ชนกกรรมนาไปเกิดเป็นลูก
เศรษฐี อุปถัมภกกรรมฝ่ายกุศลจะมาสนับสนุน ให้เด็กคนนั้นมีความสุขสมบูรณ์ตลอดไป
๓.อุปปีฬกกรรมกรรมเบียดเบียนหมายถึงกรรมที่เบียดเบียนชนกกรรมที่ให้ผลอยู่อ่อน
กาลังลงเบียดเบียนชนกกรรมที่กาลังจะให้ผลให้ผลไม่เต็มที่ตลอดจนเบียดเบียนชีวิตที่ชนกกรรม
ให้เกิดและหล่อเลี้ยงไว้ไม่ให้เป็นไปตามสภาพของกรรมนั้นอุปปีฬกกรรมจะตรงกันข้ามกับชนกรรม
และอุปถัมภกกรรม คอยบั่นทอนผลของกรรมทั้งสองให้สิ้นลง ถ้ามีความสุข ก็จะสุขไม่นานถ้ามี
ความทุกข์ก็จะทุกข์ไม่มากและไม่นานเช่นเกิดเป็นลูกเศรษฐีมีความสุขสบายแต่ต่อๆมาฐานะตกต่าลง
๔. อุปฆาตกรรมกรรมตัดรอนหมายถึงกรรมที่ตัดรอนชีวิตที่ชนกกรรมให้เกิดและ
หล่อ เลี้ยงไว้มิให้ให้ผลและสูญสิ้นไปตลอดจนตัดรอนชนกกรรมอื่นๆไม่ให้มีโอกาสให้ผลอุป
ฆาตกรรม เป็นกรรมที่สนับสนุนอุปปีฬกกรรมและตรงกันข้ามกับชนกกรรมและอุปถัมภกกรรมเช่น
ถ้าชนกกรรมและอุปถัมภกกรรมเป็นฝ่ายกุศลอุปปีฬกกรรมจะเป็นฝ่ายอกุศลและอุปฆาตกรรม
จะเป็นฝ่าย อกุศลเช่นเดียวกับอุปปีฬกกรรม กรรมชนิดนี้ เมื่อให้ผลจะตัดรอนชนกกรรมและให้ผล
แทนที่ทันที เช่น ชนกกรรมฝ่ายกุศลนาไปเกิดเป็นลูกเศรษฐี อุปถัมภกกรรมส่งเสริมให้มีความสุข
๒๑
ทุคติ หรือ อบายภูมิ มี ๔ ภูมิ คือ นรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน สุคติ หมายถึง โลก
มนุษย์และสวรรค์. พระพรหมโมลี (วิลาศ ญาณวโร), กรรมทีปนี, เล่ม ๒, พิมพ์ครั้งที่ ๒, (กรุงเทพมหานคร :
ดอกหญ้า), หน้า ๕๒๓.
๒๒
บรรจบ บรรณรุจิ, เอกสารประกอบการสอนพระไตรปิฎกวิเคราะห์ ๑ , หน้า ๑๒๗.
๒๓
พระพรหมโมลี (วิลาศ ญาณวโร), กรรมทีปนี, เล่ม ๑, พิมพ์ครั้งที่ ๒ (กรุงเทพมหานคร :
ดอกหญ้า), หน้า ๒๖.
๒๔
บรรจบ บรรณรุจิ, เอกสารประกอบการสอนพระไตรปิฎกวิเคราะห์ ๑ ,หน้า ๑๒๗.
๕๔
สมบูรณ์ มีชีวิตที่เจริญรุ่งเรืองเมื่ออุปฆาตกรรมตามมาทาให้เกิดอุบัติเหตุเสียชีวิตทั้งที่อยู่ในวัยไม่
สมควร ตายหรือชนกกรรมนาไปให้เกิดเป็นเปรตประเภทปรทัตตูปชีวิกเปรตอุปัตถัมภกกรรมเข้า
สนับสนุน ชนกกรรมทาให้เปรตนั้นได้รับความทุกข์ตามสภาพของเปรตวิสัยญาติพี่น้องในโลก
มนุษย์ได้ทาบุญ แล้วอุทิศส่วนบุญกุศลไปให้ถ้าบุญกุศลที่ญาติทาแล้วอุทิศไปให้นี้มีกาลังแรงมา
เปรตนั้นได้รับ ส่วนกุศลนั้นแล้วก็พ้นจากภาวะของเปรตจุติไปเกิดในสุคติเป็นมนุษย์หรือเทวดา บุญ
กุศล ในกรณีนี้ คือ อุปฆาตกรรมที่เข้าให้ผลตัดรอนผลของชนกกรรมและอุปัตถัมภกกรรม๒๕
เห็นได้ว่า อุปฆาตกรรมไม่ใช่กรรมที่หักล้างหรือลบล้างกรรมอื่นเพราะกรรมแต่ละ
ประเภทให้ผลของตนเอง ลบล้างกรรมอื่นไม่ได้การให้ผลของกรรมมีเงื่อนไขที่ว่ากรรมมีกาลังให้ผล
เกิดอ่อนกาลังลง กรรมอื่นที่กาลังแรงกว่าก็จะให้ผลแทนที่ เปรียบเหมือนกับนักกีฬาวิ่งแข่งขันกัน
นักกีฬาคนใดวิ่งเร็วจะแซงนักกีฬาคนอื่นที่วิ่งนาหน้าได้และเป็นผู้ชนะ๒๖
ข. กรรมประเภทที่ ๒ กรรมให้ผลก่อนหรือหลัง (กรรมให้ผลตามลาดับ) มี ๔ อย่าง
๑. ครุกรรม กรรมหนัก
๒. อาสันนกรรม กรรมใกล้ตาย หรือกรรมใกล้ดับจิต
๓. อาจิณณกรรม กรรมที่ทาจนชิน
๔. กตัตตากรรม กรรมสักว่าทา
กรรมให้ผลก่อนหรือหลัง หมายถึง กรรมที่ทาไปทั้งดีและไม่ดี ย่อมมีผลให้ไปเกิดใน
ภพภูมิต่าง ๆ กัน ขึ้นอยู่กับกรรมหนักหรือกรรมเบา กรรมที่เป็นกรรมหนักจะมีกาลังมากกว่าและ
ให้ผลก่อน
๑. ครุกรรม กรรมหนัก หมายถึง กรรมที่ทาแล้วให้ผลเป็นตัวกาหนดชีวิตหลังความตาย
ได้แน่นอน ให้ผลแก่เจ้าของกรรมในชาติที่ ๒ หรือชาติหน้า ไม่มีกรรมใดมีอานาจกางกั้นการให้ผล
ได้นอกจากครุกรรมด้วยกันที่แรงกว่าครุกรรมที่กาลังอ่อนกว่าจะเป็นเพียงกรรมที่ช่วยอุดหนุนใน
ฐานะปัตถัมภกรรมเท่านั้น๒๗
ครุกรรมฝ่ายอกุศลและฝ่ายกุศลจะนาเจ้าของกรรมให้ไปเกิดในทุคติ
๒๕
สุนทร ณ รังษี, พุทธปรัชญาจากพระไตรปิฎก, พิมพ์ครั้งที่ ๒, (กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์
มหาวิทยาลัย, ๒๕๔๓), หน้า ๒๐๒.
๒๖
วัชระ งามจิตเจริญ, พุทธศาสนาเถรวาท, (กรุงเทพมหานคร : ภาควิชาปรัชญา คณะ
ศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ๒๕๔๕), หน้า ๑๒๐.
๒๗
พระพรหมโมลี (วิลาศ ญาณวโร), กรรมทีปนี, เล่ม ๑, หน้า ๑๑๗.
๕๕
หรือสุคติ ในชาติหน้าทันทีโดยไม่มีอานาจใดมาเป็นอุปสรรคขัดขวางได้ครุกรรมกรรม หนักฝ่าย
อกุศล ได้แก่ กรรมอันเป็นบาปหนัก ได้แก่
ก. นิยตมิจฉาทิฐิ ความเห็นผิดอันดิ่งลงไปแก้ไม่ได้ ได้แก่ ความเห็นว่าทานที่ให้แล้วไม่
มีผล การเซ่นสรวงการบูชาไม่มีผล ผลของกรรมดีและกรรมชั่วไม่มีโลกนี้โลกหน้าไม่มีบิดามารดา
ไม่มี สัตว์ผู้อุปปาติกะไม่มี (สัตว์ผู้ผุดเกิดเองไม่มี)
ข. อนันตริยกรรม ได้แก่ กรรมอันเป็นบาปหนัก มีอานาจให้ผลในชาติหน้าตามลาดับ
มี ๕ ประการ คือ
๑. มาตุฆาต ฆ่ามารดา
๒. ปิตุฆาต ฆ่าบิดา
๓. อรหันตฆาต ฆ่าพระอรหันต์
๔. โลหิตุปบาท ทาร้ายพระพุทธเจ้าจนถึงยังโลหิตให้ห้อขึ้นไป
๕. สังฆเภท ยังสงฆ์ให้แตกกัน
ครุกรรมฝ่ายกุศลหรืออนันตริยกรรมฝ่ายกุศล ได้แก่ รูปฌาน ๔ และ อรูปฌาน ๔เรียกว่า
สมาบัติ ๘ สมาบัติหรือฌานเพียงขั้นใดขั้นหนึ่ง เช่น รูปฌานที่ ๑ เป็นต้น ครุกรรมฝ่ายกุศล ถ้าผู้ที่
ได้ฌานสมาบัติอยู่แล้วเสื่อมลงสามารถทาได้ใหม่แต่ผู้ที่ทาอนันตริยกรรมฝ่ายอกุศลจะติดตัวอยู่
ตลอดเวลาไม่มีการเสื่อมแบบฝ่ายกุศลแม้ผู้ทาจะสานึกผิดแล้วก็ตามก็ไม่สามารถใช้ความเพียร
พยายามเจริญสมาธิให้เกิดฌานได้เพราะกาลังกรรมของอนันตริยกรรมฝ่ายอกุศลจะเป็นนิวรณ์ ปิด
กั้นจิตไม่ให้บรรลุองค์ฌานได้ดังนั้นจึงมีคากล่าวว่าอนันตริยกรรมฝ่ายอกุศลย่อมห้ามทั้งสวรรค์และ
มรรคผลนิพพานในชาติปัจจุบัน๒๘
๒. อาสันนกรรมกรรมใกล้ตายหรือกรรมใกล้ดับจิตหมายถึงกรรมดีหรือกรรมชั่วที่ทา
ในเวลาใกล้ตายกรรมดีหรือกรรมชั่วที่จิตระลึกถึงเมื่อคราวกาลังจะตายบางทีเป็นกรรมที่ทาไว้นาน
แล้วต่อมาระลึกถึงเมื่อตอนใกล้ตายแต่ไม่ใช่กรรมที่เป็นครุกรรมถ้าไม่มีครุกรรมอาสันนกรรมให้ผล
ก่อนอาสันนกรรมถึงจะเป็นกรรมที่มีพลังสู้กรรมอื่นไม่ได้แต่สามารถให้ผลของกรรมได้ก่อน
กรรมอื่น เปรียบเทียบอาสันนกรรมได้กับโคที่แออัดอยู่ในคอกมีโคแก่อยู่ปากคอกเมื่อเปิดคอกโค
๒๘
สุนทร ณ รังษี, พุทธปรัชญาจากพระไตรปิฎก, หน้า ๒๑๘.
๕๖
แก่สามารถออกจากคอกได้ก่อนโคที่แข็งแรงที่อยู่ข้างใน๒๙
อาสันนกรรมจะทาหน้าที่นาบุคคลไป
เกิดตามกรรม ที่ทา ถ้าเป็นอกุศลกรรมจะนาไปเกิดในทุคติ ถ้าเป็น กุศลกรรมจะนาไปเกิดในสุคติ๓๐
อาสันนกรรม หมายถึง ชนกกรรม ในประเภทของกรรมที่ให้ผลตามหน้าที่
จากข้อความดังกล่าวจะเห็นได้ว่าอาสันนกรรมเป็นกรรมเพียงเล็กน้อยไม่มีความรุนแรง
มากก็ตามแต่บุคคลไม่ควรประมาทในการทากรรมควรรักษาจิตให้ผ่องใสคุ้นเคยกับความดีเอาไว้
เพราะผลของกรรมที่บุคคลทาไว้นั้นแม้เป็นความชั่วเพียงเล็กน้อย ก็สามารถทาจิตให้เศร้าหมอง
ส่งผลให้ไปเกิดในทุคติได้ อาสันนกรรมอาจหมายถึง ชนกกรรมก็ได้
๓. อาจิณณกรรม กรรมที่ทาเป็นประจา หมายถึง กรรมดีหรือกรรมชั่วที่ทาเป็นประจา
สม่าเสมอส่งผลให้กลายเป็นนิสัยแม้ว่ากรรมชนิดนี้จะเป็นกรรมที่ทาเพียงครั้งละเล็กน้อยแต่เมื่อทา
มากเข้า ก็กลายเป็นกรรมที่มากเปรียบได้กับน้าที่หยดลงตุ่มทีละหยด บ่อย ๆ เข้าน้าก็เต็มตุ่มได้
อาจิณณกรรมจึงเรียกได้อีกอย่างว่าพหุลกรรมอาจิณณกรรมอาจหมายถึงกรรมบางอย่างที่ทาด้วย
เจตนาอย่างแรงกล้าทั้งก่อนทาขณะทาและหลังทาแต่เป็นกรรมที่ทาไว้เพียงครั้งเดียวและนานมา
แล้วและผู้ทาได้คิดถึงกรรมนั้นบ่อยๆจนเกิดความเคยชินเมื่อทาเสร็จแล้วผู้ทาได้คิดถึงการกระทา
นั้นบ่อยๆทุกครั้งที่คิดถึงกรรมนั้นถ้าเป็นกรรมดีก็จะมีความรู้สึกสุขปีติและถ้าเป็นกรรมชั่วก็จะรู้สึก
เป็นทุกข์เศร้าหมองอาจิณณกรรมจะเป็นตัวกาหนดคติชีวิตที่ไปหลังความตาย ซึ่งขึ้นอยู่กับว่า กรรม
ฝ่ายกุศลหรืออกุศลจะมีมากกว่ากันจึงเปรียบเทียบอาจิณณกรรมทั้ง ๒ ฝ่ายเหมือนนักมวยปล้าต่อสู้กัน
นักมวยปล้าคนใดมีกาลังมากกว่าจะทาให้คู่ต่อสู้ล้มลงพ่ายแพ้ได้๓๑
๔. กตัตตากรรมกรรมสักว่าทา หมายถึง กรรมดีหรือชั่วที่ทาด้วยเจตนาหรือความตั้งใจ
ไม่แรงเพราะไม่มีเจตนาที่ตั้งใจไว้ก่อนหากไม่มีครุกรรมอาสันนกรรมกรรมนี้จึงจะให้ผลเป็นตัว
กาหนดคติชีวิตหลังความตายไปเกิดในทุคติหรือสุคติตามกรรมที่ทากรรมประเภทที่ ๒เป็นกรรมที่จัด
ตามลาดับการให้ผลก่อนหรือหลังตามความหนักเบาของกรรมยกเว้นอาสันนกรรมที่ไม่อยู่ในเงื่อนไข
นี้ด้วย เป็นกรรมที่ทาในวาระสุดท้ายของจิตส่งผลให้เกิดในทุคติหรือสุคติจึงเป็นกรรมที่ให้ผลใน
ชาติที่ ๒
๒๙
สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส, ธรรมวิภาค ปริจเฉทที่ ๒, พิมพ์ครั้งที่ ๓๘,
(กรุงเทพมหานคร : ๒๕๓๗), หน้า ๑๒๘.
๓๐
สุนทร ณ รังษี, พุทธปรัชญาจากพระไตรปิฎก, หน้า ๒๑๙.
๓๑
พระพรหมโมลี (วิลาศ ญาณวโร), กรรมทีปนี, เล่ม ๑ , หน้า ๑๙๐.
๕๗
ค. กรรมประเภทที่ ๓ กรรมให้ผลตามระยะเวลา มี ๔ อย่างคือ
๑. ทิฏฐธัมมเวทนียกรรม กรรมให้ผลในชาตินี้
๒. อุปปัชชเวทนียกรรม กรรมให้ผลในชาติหน้า
๓. อปราปริยเวทนียกรรม กรรมให้ผลในชาติต่อ ๆ ไป
๔. อโหสิกรรม กรรมไม่ให้ผล
กรรมให้ผลตามระยะเวลา หมายถึง กรรมที่ได้ทาไปแล้ว เป็นกรรมทั้งในส่วนที่ดีและ
ไม่ดี ย่อมมีระยะเวลาในการให้ผลต่างกัน กล่าวคือกรรมบางอย่างทาในชาตินี้ ให้ผลในชาตินี้กรรม
บางอย่างทาในชาตินี้ ให้ผลในชาติหน้า กรรมบางอย่างทาในชาตินี้ ให้ผลในชาติต่อ ๆ ไปจากชาติ
หน้า
๑. ทิฏฐธัมมเวทนียกรรม กรรมให้ผลในชาตินี้ หมายถึง กรรมดี กรรมชั่ว ที่กระทา
ในชาตินี้ ให้ผลในชาตินี้เลย เป็นกรรมแรงจึงให้ผลทันตาเห็น๓๒
กรรมดีให้ผลเป็น ลาภยศสรรเสริญ
กรรมชั่วให้ผลเป็นเสื่อมลาภเสื่อมยศนินทา๓๓
มี ๒ อย่างคือกรรมดีหรือกรรมชั่วที่ให้ผล ภายใน ๗
วันและให้ผลภายในชาตินี้กรรมประเภทนี้จะกลายเป็นอโหสิกรรมต่อเมื่อให้ผลแล้วและ ผู้ที่จะรับ
ผลตายจะไม่มีการให้ผลข้ามชาติดังนั้นจึงต้องเป็นกรรมที่ทาด้วยเจตนาดีแรงกล้ากระทากับผู้ที่มีคุณ
วิเศษมีบุญคุณหรือมีความดีอย่างมาก๓๔
ทิฏฐธัมมเวทนียกรรมจะให้ผลในชาตินี้ได้เลย นั้นต้องไม่
ถูกทิฏฐธัมมเวทนียกรรมฝ่ายตรงข้าม เข้าเบียดเบียนและต้องมีปัจจัยสาคัญเกื้อหนุน ๔ ประการ คือ
คติ กาล อุปธิ และปโยค ถ้าเกื้อหนุนทิฏฐธัมมเวทนียกรรมฝ่ายกุศล เรียกว่าสมบัติ ๔ และถ้า
เกื้อหนุนทิฏฐธัมมเวทนียกรรมฝ่ายอกุศลเรียกว่าวิบัติ ๔ กรรมประเภทนี้จึงเปรียบได้กับนายพราน
เนื้อ ยิงลูกธนูไปยังเนื้อ ถ้าถูกเนื้อ เนื้อก็ตาย ถ้าไม่ถูกเนื้อย่อมวิ่งหนีไม่กลับมาให้ยิงอีกนายพรานจึง
เปรียบเหมือนผลของกรรม เนื้อคือ ผู้ทากรรมที่ต้องรับผลของกรรมนั้น๓๕
๒. อุปปัชชเวทนียกรรมกรรมให้ผลในชาติหน้าหมายถึงกรรมดีหรือกรรมชั่วที่ทาใน
ชาตินี้แต่ยังไม่ให้ผล จะให้ผลในชาติถัดไป กรรมประเภทนี้ กลายเป็นอโหสิกรรม ต่อเมื่อให้ผลแล้ว
หรือผู้ทากรรมตายลงก่อนได้รับผล จะไม่ข้ามไปผลในชาติต่อ ๆ ไป
๓๒
สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส, ธรรมวิภาค ปริจเฉทที่ ๒, หน้า ๑๒๖.
๓๓
บรรจบ บรรณรุจิ, เอกสารประกอบการสอนพระไตรปิฎกวิเคราะห์ ๑, หน้า ๑๒๙.
๓๔
บรรจบ บรรณรุจิ, เรื่องเดียวกัน, หน้า ๑๒๙.
๓๕
พระพรหมโมลี (วิลาศ ญาณวโร), กรรมทีปนี, เล่ม ๑, หน้า ๒๕๔.
๕๘
๓. อปราปริยเวทนียกรรม กรรมให้ผลในชาติต่อ ๆ ไป ถัดจากชาติหน้าหมายถึง กรรมดี
หรือกรรมชั่วที่ทาในชาตินี้แล้วจะให้ผลในชาติต่อๆไปถัดจากชาติหน้าชาติใดชาติหนึ่งเมื่อสบโอกาส
เปรียบเหมือนสุนัขไล่เนื้อไล่ตามเนื้อทันเข้าในที่ใดย่อมเข้ากัดในที่นั้น๓๖
ดังนั้นกรรมประเภทนี้จึงน่า
กลัวกว่ากรรมประเภทที่ ๑ และประเภทที่ ๒ ด้วยว่าผลของกรรมจะติดตามผู้กระทาไปตลอดการ
เวียนว่ายตายเกิดจนกว่าจะให้ผลหมดจึงจะกลายเป็นอโหสิกรรม ดังนั้น การให้ผลของกรรม
ประเภทที่ ๒ และประเภทที่ ๓ ทาให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนในเรื่องผลของกรรมที่มีความ
ซับซ้อนส่งผลข้ามภพข้ามชาติ
๔.อโหสิกรรมกรรมที่ให้ผลสาเร็จแล้วหรือกรรมไม่มีผลหมายถึงกรรมดีหรือกรรมชั่ว
ที่ทาไว้ให้ผลเสร็จสิ้นแล้วเมื่อไม่มีโอกาสให้ผลในเวลาที่ให้ผลด้วยถูกกรรมชนิดอื่นตัดหน้าให้ผลไป
ก่อนจึงอ่อนกาลังให้ผลไม่ทันและเลิกให้ผลในที่สุดหรือเพราะผู้กระทากรรมนั้นสาเร็จเป็นพระ
อรหันต์นิพพานในชาตินี้แล้วก็ไม่เวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไปจึงไม่มีตัวตนที่จะต้องมารอรับผลของ
กรรมเปรียบเหมือนพืชสิ้นยางแล้วเพาะไม่ขึ้น๓๗
ดังนั้นอโหสิกรรมจึงหมายถึงการกระทาความดี
ต่างๆ ของพระอรหันต์ด้วยย่อมไม่มีผลเป็นกรรมดีเพราะท่านทาความดีด้วยจิตที่ปราศจากความ
ยึดมั่นถือมั่น๓๘
ไม่คิดทาดีเพื่อหวังผลตอบแทนชั้นนอกรวมทั้งไม่คิดทาดีเพื่อละกิเลสเพราะกิเลส
ได้หมดสิ้นแล้วแต่ยังทาดีต่อไปอย่างต่อเนื่องการทาดีของท่านจึงจัดเป็นเพียงกิริยาไม่จัดเป็นกรรม
และไม่มีวิบาก๓๙
กรรม ๑๒ เป็นความรู้เรื่องการให้ผลในส่วนของ ลาภ ยศ สรรเสริญ และ
เสื่อมลาภ เสื่อมยศนินทาเป็นการกล่าวถึงผลของกรรมโดยเฉพาะที่กล่าวถึงการให้ผลชั้นนอก
เท่านั้นคือให้ผลเป็นโลกธรรมไม่ได้กล่าวถึงการให้ผลชั้นในคือให้ผลทางด้านจิตใจตลอดจนเป็น
การแสดงให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างกรรมเก่าในอดีตชาติกับกรรมใหม่ในชาติปัจจุบัน เช่น กรรม
เก่า ในอดีตชาติทาหน้าที่เป็นชนกกรรมแล้วกรรมเก่าในอดีตชาติอย่างอื่นหรือกรรมใหม่ในชาติ
ปัจจุบันอาจทาหน้าที่เป็นอุปัตถัมภกกรรม อุปปีฬกกรรม และอุปฆาตกรรมก็ได้๔๐
และทากรรม
เพียงประเภทเดียวอาจเป็นกรรมได้ถึง ๓ ประเภทพร้อม ๆ กันเช่นถ้าเราฆ่าบิดาเป็นทั้งครุกรรม
เป็นทั้ง ทิฏฐธัมมเวทนียกรรมและเป็นทั้งอุปฆาตกรรม๔๑
๓๖
สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส, ธรรมวิภาค ปริเฉทที่ ๒, หน้า ๑๒๖.
๓๗
อ้างแล้ว.
๓๘
บรรจบ บรรณรุจิ, เอกสารประกอบการสอนพระไตรปิฎกวิเคราะห์ ๑, หน้า ๑๓๐.
๓๙
บรรจบ บรรณรุจิ, ปฏิจจสมุปบาท, หน้า ๒๐๑.
๔๐
บรรจบ บรรณรุจิ, เอกสารประกอบการสอนพระไตรปิฎกวิเคราะห์ ๑, หน้า ๑๓๑.
๔๑
แสง จันทร์งาม, พุทธศาสนวิทยา, หน้า ๑๑๕.
๕๙
สรุปได้ว่ากรรม๑๒เป็นมติของอรรถกถาจารย์ที่กล่าวไว้ในอรรถกถาโดยมีวัตถุประสงค์
รวบรวมคาสอนเรื่องกรรมจากพระไตรปิฎกแล้วจัดแบ่งออกเป็น ๓ ประเภทตามทางให้ผลของกรรม
คือ ๑. กรรมให้ผลตามหน้าที่ ๒. กรรมให้ผลก่อนหรือหลัง ๓. กรรมให้ผลตามระยะเวลา การที่
พระอรรถกถาจารย์ได้อธิบายขยายความเรื่องกรรมทาให้เป็นประโยชน์แก่ผู้ศึกษาตลอดจนผู้สนใจ
ทั้งหลายเพราะทาให้เกิดความเข้าใจชัดเจนขึ้นทาให้ผู้ศึกษามองเห็นภาพเกี่ยวกับกรรมและการให้ผล
ของกรรมเมื่อเข้าใจแล้วจะได้ปฏิบัติถูกต้องไม่มีความสงสัยว่าตนปฏิบัติถูกหรือไม่ถูกอีกต่อไปเมื่อ
รู้แล้วจะได้หาทางป้ องกันไม่ทากรรมที่จะนาตัวเองไปสู่อบายหรือความเสื่อมเช่น ครุกรรม๕ อย่าง
ที่นาผู้ไปสู่ความทุกข์ความเดือดร้อนที่กรรมอื่นไม่สามารถต้านทานไว้ได้ เป็นต้น เมื่อรู้จักกรรมที่
ควรงดเว้นแล้วจะได้หมั่นประกรรมที่ควรประกอบอันจะนาตนเองไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองต่อไป
๓.๓ แนวทัศนะเกี่ยวกับกรรมตามหลักพระพุทธศาสนา
กรรมเป็นหลักธรรมสาคัญอันดับต้น ๆ ในพระพุทธศาสนาพระพุทธเจ้าสอนเรื่องกรรม
ให้เชื่อกรรมคือการกระทามากกว่าเชื่ออย่างอื่น เช่น พระองค์ตรัสว่า เวลาใดก็แล้วแต่ที่คนทาดี เวลา
นั้นก็จะเป็นเวลาดีมงคลดีสาหรับคนนั้น และกรรมนั้นก็จะให้ผลในโอกาสต่อไปการให้ผลของกรรม
นั้นแตกต่างจากการให้ผลของสิ่งอื่นคนสองคนทากรรมเหมือนกันแต่อาจจะได้ผลไม่เหมือนกัน
หรือได้ผลเหมือนกันแต่ไม่เท่ากันก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเจตนาหรือความตั้งใจของแต่ละคน เช่น
คนหนึ่งทาบุญด้วยศรัทธาอย่างแรงกล้าแล้วปรารถนาในอานิสงส์ของบุญที่ตนทาอีกคนหนึ่งทาบุญ
เพื่อรักษาสถานภาพทางสังคมหรือทาเพื่อรักษาหน้าตาของตัวเองแบบจาใจทาไม่ได้ทาด้วยศรัทธา
คนสองคนนี้จะได้ผลของบุญที่ทาต่างกันอย่างแน่นอนเพราะฉะนั้นทัศนะเกี่ยวกับการให้ผลของ
กรรมในทางพระพุทธศาสนาพระพุทธเจ้าตรัสไว้ในฐานสูตรและปพฺพชิตอภิณหสูตรว่า “เรามี
กรรมเป็น ของของตน เรามีกรรมเป็นทายาท เรามีกรรมเป็นกาเนิด เรามีกรรมเป็นเผ่าพันธ์
เรามีกรรมเป็นที่พึ่ง อาศัย เราทากรรมใดไว้จะดีหรือชั่วก็ตาม เราจะต้องได้รับผลของกรรมนั้น”๔๒
นอกจากนี้ยังมีพุทธพจน์หลายแห่งที่พระองค์ตรัสเกี่ยวกับเรื่องกรรมจึงกล่าวได้ว่าพระองค์
ให้ความสาคัญกับเรื่องกรรมมาก ผู้วิจัยจะได้นาเสนอเรื่องกรรมเป็นลาดับไป
๓.๓.๑ ความสาคัญของกรรม
หลักกรรมมีความสาคัญต่อบุคคลและสังคม ดังที่พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต)๔๓
๔๒
องฺ. ปญฺจก. (ไทย) ๒๒/๕๗/๙๙-๑๐๐. องฺ. ทสก. (ไทย) ๒๔/๔๘/๑๐๔-๑๐๕.
๔๓
พระธรรมปิฎก, (ป.อ. ปยุตฺโต), พุทธธรรม, ฉบับปรับปรุงและขยายความ, หน้า ๒๑๓–๒๑๔.
๖๐
ได้กล่าวถึงคุณค่าทางจริยธรรมของหลักกรรมมี ดังนี้
๑. ให้เป็นผู้หนักแน่นในเหตุผล รู้จักมองเห็นการกระทา และผลการกระทาตามแนวทาง
ของเหตุปัจจัยไม่เชื่อสิ่งงมงาย ตื่นข่าว เช่น เรื่องแม่น้าศักดิ์สิทธิ์เป็นต้น
๒.ให้เห็นว่าผลสาเร็จที่ตนต้องการจุดหมายที่ปรารถนาจะเข้าถึงความสาเร็จได้ด้วยการ
ลงมือทาจึงต้องพึ่งตนและทาความเพียรพยายามไม่รอคอยโชคชะตา หรือหวังผลด้วยการอ้อนวอน
เซ่นสรวงต่อปัจจัยภายนอก
๓.ให้มีความรับผิดชอบต่อตนเองก็จะงดเว้นจากกรรมชั่วและรับผิดชอบต่อผู้อื่น ด้วยการ
กระทาความดีต่อเขา
๔. ให้ถือว่า บุคคลมีสิทธิ์โดยธรรมชาติที่จะทาการต่าง ๆ เพื่อแก้ไขปรับปรุง สร้างเสริม
ตนเองให้ดีขึ้นไปโดยเท่าเทียมกัน สามารถทาตนให้เลวลงหรือให้ดีขึ้น ให้ประเสริฐจนถึงยิ่งกว่า
เทวดาและพรหมได้ทุก ๆ คน
๕. ให้ถือว่าคุณธรรม ความสามารถและความประพฤติปฏิบัติ เป็นเครื่องวัดความทราม
หรือประเสริฐของมนุษย์ไม่ให้มีการแบ่งแยกโดยชั้นวรรณะ
๖. ในแง่กรรมเก่า ให้ถือเป็นบทเรียน และรู้จักพิจารณาเข้าใจตนเองตามเหตุผล ไม่ค่อย
เพ่งโทษแต่ผู้อื่นมองเห็นพื้นฐานของตนเองที่มีอยู่ในปัจจุบันเพื่อรู้ที่จะแก้ไขปรับปรุง และวางแผน
สร้างเสริม ความเจริญก้าวหน้าต่อไปได้ถูกต้อง
๗. ให้ความหวังในอนาคตสาหรับสามัญชนทั่วไป
ตามที่พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต)ได้อธิบายความสาคัญของกรรมไว้นั้นพอสรุปได้ว่า
กรรมมีความสาคัญต่อวิถีชีวิตของบุคคลและสังคม ด้วยผู้ที่เชื่อเรื่องกรรม จะเป็นผู้มีเหตุผลรับผิด
ชอบการกระทาของตนและปรับปรุงพัฒนาการกระทาของตนเองด้วยความเพียร โดยมีความหวังถึง
อนาคตที่ดีรออยู่ข้างหน้า ตลอดจนยอมรับนับถือคุณค่าของคนที่มีคุณธรรม
๓.๓.๒ กฏแห่งกรรม
กฎแห่งกรรมตามทัศนะของพระพุทธศาสนาแยกพิจารณาได้ ๒ ประเด็น๔๔
คือ
ก. กฎแห่งกรรมในฐานะกฎธรรมชาติ
พระพุทธศาสนาสอนหลักความจริงที่ว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวง มีชีวิตและไม่มีชีวิตล้วน
เป็นไปตามธรรมชาติแห่งเหตุปัจจัย ที่เรียกกันว่า กฎแห่งธรรมชาติ หรือนิยาม๔๕
อันหมายถึงความ
๔๔
สุนทร ณ รังษี, พุทธปรัชญาจากพระไตรปิฎก, พิมพ์ครั้งที่ ๒, หน้า ๑๖๔.
๖๑
เป็นระเบียบ มีกฎเกณฑ์ที่แน่นอนตายตัวอยู่แล้วในธรรมชาติ ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นลอย ๆโดยไม่มีที่มา
และไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งอื่น ทุกอย่างล้วนเป็นเหตุเป็นผลกันตามหลักของอิทัปปัจจยตาที่กล่าวมา
“สรรพสิ่งล้วนอิงอาศัยกันและกัน ในฐานะสิ่งหนึ่งเป็นสาเหตุและสิ่งหนึ่งเป็นผล”๔๖
ทั้งนี้ สิ่ง
ทั้งหลายทั้งปวง จึงมีเหตุปัจจัยเกิดจากกฎธรรมชาติมิใช่พระผู้เป็นเจ้า หรือผู้ใดมากาหนดไว้
พระพุทธศาสนาจึงเป็นศาสนาอเทวนิยมกฎแห่งกรรม เป็นกฎแห่งเหตุผลที่มีความสัมพันธ์กัน
ระหว่างกรรมกับผลของกรรมอันเป็นกฎที่แน่นอนและตายตัว กรรมแต่ละประเภทถูกกาหนดไว้
จากธรรมชาติแล้วว่ากรรมแบบไหน ให้ผลแบบไหน เปรียบเทียบได้กับผู้ที่ปลูกต้นมะม่วงย่อม
ได้ผลมะม่วงอย่างแน่นอนจะเป็นผลไม้ชนิดอื่นไม่ได้ กฎแห่งกรรม จึงเป็นกฎแห่งเหตุและผล หรือ
กฎธรรมชาติที่เรียกว่ากรรมนิยาม๔๗
อันเป็นกฎแห่งเหตุและผลที่เกี่ยวกับการกระทาของมนุษย์๔๘
สรุปได้ว่า กฎแห่งกรรมเป็นกฎแห่งเหตุและผลมีความแน่นอนในการให้ผลของกรรม
ซึ่งถูกกาหนดโดยกฎของธรรมชาติไว้แล้วว่า เมื่อทากรรมแบบนี้จะได้รับผลตอบแทนแบบนี้ โดย
ทั้งหมดดาเนินไปตามกฎของอิทัปปัจจยตา กฎแห่งกรรมจึงมีฐานะเป็นกฎแห่งธรรมชาติ
ข. กฎแห่งกรรมในฐานะเป็นกฎทางศีลธรรม
กฎแห่งกรรมในฐานะเป็นกฎทางศีลธรรม มีความหมายเช่นเดียวกับประเด็นกฎ
ธรรมชาติ คือเป็นกฎแห่งเหตุและผล ประเด็นกฎแห่งธรรมชาติครอบคลุมทั้งสิ่งมีชีวิตและไม่มีชีวิต
ประเด็นกฎแห่งศีลธรรมครอบคลุมเฉพาะสิ่งมีชีวิตที่สามารถมีเจตจานงเสรีได้เท่านั้น๔๙
เพราะ
๔๕
พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต), พุทธธรรม, ฉบับปรับปรุงและขยายความ, หน้า ๑๕๒.
๔๖
สมภาร พรมทา, พุทธศาสนากับวิทยาศาสตร์, พิมพ์ครั้งที่ ๒, (กรุงเทพมหานคร: จุฬาลงกรณ์
มหาวิทยาลัย, ๒๕๔๐), หน้า ๗๕.
๔๗
นิยาม ๕ ที่นอกเหนือจากกรรมนิยามมีอีก ๔ ประการคือ
๑. อุตุนิยาม กฎธรรมชาติเกี่ยวกับอุณหภูมิ สภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ
๒. พีชนิยาม กฎธรรมชาติที่เกี่ยวกับการสืบพันธ์หรือพันธุกรรม
๓. จิตตนิยาม กฎธรรมชาติที่เกี่ยวกับการทางานของจิต
๔. ธรรมนิยาม กฎธรรมชาติที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์และอาการที่เป็นเหตุและผลแก่กันของสิ่ง
ทั้งหลายหรือความเป็นธรรมแห่งเหตุปัจจัย เช่น สิ่งทั้งหลายเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปเป็นธรรมดา. ดูเพิ่มเติมใน
พระธรรมปิฎก, (ป.อ. ปยุตฺโต), พุทธธรรม, ฉบับปรับปรุงและขยายความ, หน้า ๑๕๒-๑๕๓.
๔๘
พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต), เชื่อกรรม รู้กรรม แก้กรรม , พิมพ์ครั้งที่ ๒, (กรุงเทพมหานคร :
โรงพิมพ์ สหธรรมิก จากัด, ๒๕๔๕), หน้า ๕๔.
๔๙
สุนทร ณ รังษี, พุทธปรัชญาจากพระไตรปิฎก, หน้า ๑๖๖.
๖๒
สามารถกาหนดพฤติกรรมเป็นดีหรือชั่ว ตามมาตรฐานทางศีลธรรมที่ใช้ในสังคมมนุษย์ส่วน
พฤติกรรมที่มาจากสัญชาตญาณไม่สามารถกาหนดด้วยคุณค่าทางศีลธรรมได้กรรมนิยามหรือกฎ
แห่งกรรม คือ กฎธรรมชาติส่วนที่ทาหน้าที่ดูแลการกระทาที่แฝงค่าทางศีลธรรมของมนุษย์ กฎแห่ง
กรรมจะบันทึกการกระทาของบุคคลแต่ละคนและคอยโอกาสให้ผลตอบสนอง๕๐
พระพุทธเจ้าได้
ตรัสถึงกฎแห่งกรรมในฐานะเป็นกฎทางศีลธรรม มีปรากฏในพระไตรปิฎกว่า “คนทากรรมใดไว้
ย่อมเห็นกรรมนั้นในตน คนทากรรมดี ย่อมได้รับผลดี คนทากรรมชั่ว ย่อมได้รับผลชั่ว คนหว่านพืช
เช่นใด ย่อมได้รับผลเช่นนั้น”๕๑
จากพระพุทธพจน์ดังกล่าว เห็นได้ว่า มนุษย์ทุกคนมีกฎแห่งกรรม หรือกรรมนิยาม
กากับ ดูแลพฤติกรรมที่มีคุณค่าทางศีลธรรม และรอคอยเวลาให้ผลตอบแทนตามคุณภาพของกรรม
ตามเหตุและผลที่มีความสัมพันธ์สอดคล้องกัน ถ้าเป็นกรรมดี ผลที่ได้รับเป็นความดี (สุข) ถ้าเป็น
กรรมชั่ว ผลที่ได้รับเป็นความชั่ว (ทุกข์) เปรียบเทียบการให้ผลของกรรม เช่นเดียวกับการปลูกพืช
ปลูกพืชชนิดใดได้ผลพืชชนิดนั้น ปลูกข้าวย่อมได้ข้าว จะเป็นเผือกหรือมันนั้นเป็นไปไม่ได้ กฎแห่ง
กรรมในฐานะเป็นกฎศีลธรรม มีกฎเกณฑ์ตายตัวเหมือนกฎธรรมชาติข้ออื่น ๆ ดีเป็นดี ชั่วเป็นชั่ว
ไม่มีการยกเว้นหรือยืดหยุ่น แต่เป็นการให้ผลทางด้านจิตใจเท่านั้น การให้ผลชั้นนอกต้องอาศัย
องค์ประกอบอื่น ๆ มาสนับสนุน
สรุปได้ว่า มนุษย์ต้องรับผิดชอบการกระทาของตน โดยมีกฎแห่งกรรมในฐานะกฎ
ศีลธรรมคอยกากับดูแล มีกระบวนการให้ผลที่สัมพันธ์กับเหตุที่เป็นกฎเกณฑ์แน่นอนตายตัวไม่มี
ข้อยกเว้น แต่เป็นผลระดับจิตใจ แต่ก็สามารถหลุดพ้นจากกรรมที่ตนทาได้ ถ้าสามารยกจิตขึ้นสู่
วิปัสสนาพิจารณาเห็นไตรลักษณ์ทาอาสวะภายในของตนให้หมดสิ้นไป จนเป็นพระอรหันต์ก็จะไม่
ต้องรับกรรมอื่นๆ ที่จะต้องรับต่อไปในภพภูมิข้างหน้าเพราะไม่ได้กลับมาเกิดอีกจึงไม่ต้องรับกรรม
เหล่านั้นหลังจากตายหรือนิพพานที่เป็นอนุปาทิเสสนิพพานคือนิพพานไม่เหลือขันธ์ ๕
๕๐
สมภาร พรมทา, พุทธปรัชญา, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๔๒),
หน้า ๓๑๑-๓๑๒.
๕๑
ขุ.ชา. (ไทย) ๒๗/๓๕๓/๒๐๑.
๖๓
๓.๓.๓ สาเหตุการเกิดกรรม
แนวทัศนะเกี่ยวกับกรรมตามหลักพระพุทธศาสนา ได้แบ่งแหล่งเกิดของกรรมออก ๒
ประเภท คือ๕๒
๑. เกิดจากตัณหา ได้แก่ พอใจ ชอบใจยินดี อยาก รักใคร่ ต้องการ ที่ไม่ดี ไม่สบาย ไม่
เกื้อกูล เป็นอกุศล ๒. เกิดจากฉันทะ ได้แก่ พอใจ ยินดี อยาก รักใคร่ ต้องการ ที่ดีงาม สบาย เกื้อกูล
เป็นกุศล
ตัณหา แปลได้อีกอย่างว่า ความกระหาย ความทะยาน ความอยาก ความเสน่หา ความ
ดิ้นรน ความกระสับกระส่าย กระวนกระวาย ไม่รู้จักอิ่ม ตัณหาเกิดจากเวทนาเป็นปัจจัย โดยมี
อวิชชาเป็นมูลเหตุ กล่าวคือ เมื่อบุคคลรับรู้อารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง ที่น่าชอบใจหรือไม่น่าชอบใจ
ก็ตาม เช่น เห็นรูปสวยหรือน่าเกลียด ได้ยินเสียงไพเราะหรือหนวกหู เป็นต้น แล้วเกิดความรู้สึกสุข
หรือทุกข์ หรือเฉย ๆ ขึ้น ในเวลานั้นตัณหาก็จะเกิดขึ้นในลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งคือ ถ้ารู้สึกสุข
พฤติกรรมที่แสดงออกมาก็ยินดี ชื่นชอบ คล้อยตามไป ติดใจ ใฝ่รัก อยากได้ ถ้ารู้สึกทุกข์ พฤติกรรม
ที่แสดงออกมาก็ยินร้าย ขัดใจ ชัง อยากเลี่ยงหนี หรืออยากให้สูญสิ้นไปเสีย ถ้ารู้สึกเฉย ๆ พฤติกรรม
ที่แสดงออกมาก็เพลินๆ เรื่อยเฉื่อยไป พฤติกรรมเหล่านี้มันเป็นไปของมันได้เอง โดยไม่ต้องใช้
ความคิด ไม่ต้องใช้ความรู้ความเข้าใจอะไรเลย จึงอาจพูดได้อย่างง่าย ๆ ว่า ตัณหานั่นเองเป็นบ่อเกิด
ของพฤติกรรมต่าง ๆ ของมนุษย์ ดังนั้น ตามหลักพระพุทธศาสนา บทบาทและการทาหน้าที่ของ
ตัณหาเหล่านี้ได้เป็นตัวกาหนดการดาเนินชีวิตส่วนใหญ่ของมนุษย์ ตัณหาที่เป็นบ่อเกิดของกรรม
มนุษย์แบ่งเป็น ๓ ด้านดังนี้๕๓
๑. กามตัณหา คือความกระหายอยากได้อารมณ์ที่น่าชอบใจมาเสพเสวยปรนเปรอตน
หรือความทะยานอยากในกาม
๒. ภวตัณหา คือ ความกระหายอยากในความถาวรมั่นคง มีคงอยู่ตลอดไป ความใหญ่โต
โดดเด่นของตน หรือความทะยานอยากในภพ
๓. วิภวตัณหา คือ ความกระหายอยากในความดับสิ้นขาดสูญ แห่งตัวตน หรือความ
ทะยานอยากในวิภพ
ตัณหาทั้ง ๓ ด้านนี้ย่อมทาให้พฤติกรรมของมนุษย์ดาเนินไปในทิศทางต่างๆ เช่น ได้สิ่ง
ที่ชอบใจ พอใจก็เป็นสุข และแสวงหาสิ่งที่ชอบใหม่ไปเรื่อยๆ ถ้าได้สิ่งที่ไม่น่าชอบใจก็อยากจะไป
๕๒
พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ .ปยุตฺโต), พุทธธรรม ฉบับปรับปรุงและขยายความ, พิมพ์ครั้งที่ ๑๑ ,
(กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ บริษัท สหธรรมิก จากัด ,๒๕๔๙), หน้า ๔๙๐.
๕๓
ที.ปา. (ไทย) ๑๑/๓๐๕/๒๖๓.
๖๔
ให้พ้นจากสิ่งเหล่านั้น ซึ่งพฤติกรรมจะเป็นอย่างไรนั้น ก็ขึ้นอยู่กับว่าใครมีตัณหาทั้งสามด้านนี้มาก
น้อยอย่างไร
ส่วนฉันทะ หมายถึง กุศลธรรม ความพึงพอใจ ความชอบ ความอยากได้ในสิ่งที่ดีงาม
เกื้อกูลต่อชีวิตจิตใจ เป็นไปเพื่อประโยชน์สุขทั้งแก่ตนและคนอื่น หรือแปลอีกอย่างหนึ่งได้ว่า มี
ความพอใจในความดีงาม ความต้องการในความจริง ความต้องการเล็งไปถึงความรู้ คือเท่ากับพูดว่า
ต้องการรู้ความจริงต้องการเข้าถึงตัวธรรม ดังนั้นกรรมที่เป็นฉันทะนี้ ย่อมมีการแสดงออกมาในทาง
ดีงาม สร้างสรรค์ ใฝ่ดี รักดี เป็นต้น
จากที่กล่าวมาโดยสังเขปนี้ทาให้เห็นความแตกต่างระหว่างกรรมที่ตัณหาเป็นบ่อเกิด
และฉันทะเป็นบ่อเกิดได้ดังนี้
๑. ตัณหา มุ่งประสงค์เวทนา ดังนั้น จึงต้องการสิ่งสาหรับเอามาเสพเสวยเวทนา เอา
อัตตาเป็นศูนย์กลาง กรรมที่แสดงออกมาย่อมเป็นไปอย่างสับสน กระวนกระวาย เป็นทุกข์
๒. ฉันทะ มุ่งประสงค์ที่ประโยชน์ กล่าวคือ ประโยชน์ที่เป็นคุณค่าแท้จริงแก่ชีวิต หรือ
คุณภาพชีวิต ดังนั้น กรรมที่แสดงออกมาจึงมุ่งไปที่ความจริ'สิ่งที่ดีงาม เพราะฉันทะก่อตัวจาก
โยนิโสมนสิการคือความรู้จักคิดหรือคิดถูกวิธีคิดตามสภาวะและเหตุผลเป็นภาวะกลางๆไม่ผูกพัน
กับอัตตาและนาไปสู่อุตสาหะหรือวิริยะคือทาให้เกิดกรรมที่จะแสวงหาสิ่งที่เป็นความดีงามนั่นเอง
บ่อเกิดของกรรมในพระพุทธศาสนาจึงมุ่งเน้นที่มโนกรรมที่มีตัณหาและฉันทะเป็นมูลเหตุและเป็น
สมุฏฐานในการเกิดพฤติกรรมต่างๆของมนุษย์โดยพฤติกรรมที่เกิดขึ้นนั้นมีทั้งดีและไม่ดีและที่เป็น
กลางๆคือไม่ดีไม่ชั่วก็มีทั้งนี้เนื่องมาจากเจตสิกที่มาอาศัยจิตเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดเจตสิกจึงเป็นพลัง
ที่ควบคุมร่างกายมนุษย์ให้กระทาการต่างๆในการแสดงพฤติกรรมทุกๆอย่างที่ปรากฏออกมาทาง
กาย วาจา และใจ
๓.๓.๔ ทางแห่งการทากรรม
ทางหรือทวารแห่งการทากรรม หรือสิ่งที่ทาให้เกิดกรรม มีอยู่ ๓ ทาง คือ
๑. กายกรรม การกระทาทางกาย
๒. วจีกรรม การกระทาทางวาจา
๓. มโนกรรม การกระทาทางใจ๕๔
๕๔
ม.ม. (ไทย) ๑๓/๕๖/๕๕. รายละเอียดว่า “ตปัสสี เราบัญญัติในการทาชั่วในการประพฤติชั่วไว้๓
ประการ คือ ๑. กายกรรม ๒. วจีกรรม ๓. มโนกรรม... ตปัสสี กายกรรมก็อย่างหนึ่ง วจีกรรมก็อย่างหนึ่ง
มโนกรรมก็อย่างหนึ่ง...”
๖๕
ทางแห่งการทากรรม ของบุคคลมี ๓ ทาง คือ ทางกาย ทางวาจา และทางใจ ขณะที่
บุคคลดาเนินชีวิตประจาวันได้ทากรรมทางใจตลอดเวลา
๓.๓.๕ เกณฑ์ตัดสินกรรมดีกรรมชั่ว
การกระทาที่จัดว่าเป็นกรรมหรือไม่นั้น พระพุทธศาสนาให้ถือหลักของเจตนาเป็นหลัก
ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ส่วนการกระทาใดจัดเป็นกรรมดี หรือกรรมชั่วนั้น๕๕
พระพุทธเจ้าทรงให้
เกณฑ์การตัดสินไว้ดังต่อไปนี้
๑.พิจารณาตามสาเหตุการเกิดกรรม สรุปได้ว่า การกระทาที่มีเจตนามาจาก อโลภะอโทสะ
อโมหะ จัดเป็นกรรมดี การกระทาที่มีเจตนามาจาก โลภะ โทสะ โมหะ จัดเป็นกรรมชั่ว๕๖
๒. พิจารณาตามผลของการกระทาว่า การกระทาที่ “บุคคลทากรรมใดแล้ว ย่อมไม่
เดือดร้อนใจในภายหลัง อิ่มเอิบ ดีใจ เสวยผลกรรมอยู่กรรมนั้นชื่อว่า กรรมดี”๕๗
ส่วนการกระทาที่
“บุคคลกระทากรรมแล้ว ย่อมเดือดร้อนใจในภายหลัง ร้องไห้น้าตานองหน้า เสวยผลกรรมอยู่
กรรมนั้นชื่อว่า เป็นกรรมไม่ดี”
๕๘
พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) ได้ให้หลักเกณฑ์ร่วมเพื่อประกอบเกณฑ์การตัดสินกรรม
ดี กรรมชั่ว ไว้ดังต่อไปนี้
๑. ใช้มโนกรรม คือ ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีของตนเองได้หรือไม่ เสียความเคารพ ตน
หรือไม่
๒. พิจารณา ความยอมรับของวิญญูชน หรือนักปราชญ์หรือบัณฑิตชนว่าเป็นสิ่งที่วิญญู
ชนยอมรับหรือไม่ ชื่นชมสรรเสริญ หรือตาหนิติเตียนหรือไม่
๓. พิจารณาลักษณะและผลของการกระทาต่อตนเองต่อผู้อื่น
ก. เป็นการเบียดเบียนตนเอง เบียดเบียนผู้อื่น ทาตนเองหรือผู้อื่นให้เดือดร้อนหรือไม่
๕๕
ความดี เรียกว่า “กุศลกรรม” บ้าง “สุจริตกรรม” บ้าง “บุญ” บ้าง ไทยแปลว่า “ทาความดี”กรรมชั่ว
เรียกว่า “อกุศลกรรม” บ้าง “ทุจริต” บ้าง “บาป” บ้าง ไทยแปลว่า “ทาความชั่ว” (บรรจบ บรรณรุจิ) “เอกสาร
ประกอบการสอนวิชาพระไตรปิฎกวิเคราะห์ ๑,” (กรุงเทพมหานคร : บัณฑิตวิทยาลัย มหาจุฬาลงกรณราช
วิทยาลัย, ๒๕๔๕ (อัดสาเนา), หน้า ๑๒๖).
๕๖
องฺ ติก. (ไทย) ๒๐/๑๑๒/๓๕๓-๓๕๔, องฺ ฉกฺก. (ไทย) ๒๒/๓๙/๔๙๐.
๕๗
ขุ.ธ. (ไทย) ๒๕/๖๘/๔๘.
๕๘
อ้างแล้ว.
๖๖
ข. เป็นไปเพื่อประโยชน์สุข หรือเป็นไปเพื่อทุกข์ทั้งแก่ตนและผู้อื่น๕๙
สุนทร ณ รังษี อธิบายไว้ว่า กรรมดี กรรมชั่ว นอกจากจะกาหนดด้วยเจตนาในการ
กระทาแล้ว ยังกาหนดด้วยผลที่เกิดขึ้นแก่ตนเองและผู้อื่นด้วย ในบางกรณีกาหนดด้วยผลที่เกิดขึ้น
แก่ตนเองเพียงอย่างเดียว แต่ในบางกรณีกาหนดด้วยผลที่เกิดขึ้นทั้งแก่ตนเองและผู้อื่น๖๐
ตามข้อความที่ได้ศึกษาเกณฑ์การตัดสินกรรมดี กรรมชั่วไว้นั้น สรุปได้ว่า การกระทา
ที่จัดเป็นกรรมดี กรรมชั่วนั้น พิจารณาจากเจตนาที่กระทา และผลของการกระทาที่มีผลกระทบต่อ
ตนเอง หรือทั้งต่อตนเองและผู้อื่น ถ้าเจตนาดีก็จัดเป็นกรรมดี ถ้าเจตนาไม่ดีก็จัดเป็นกรรมชั่ว
แม้แต่การฉีดกระดาษแผ่นเดียวกันก็มีผลไม่เหมือนกันถ้าเจตนาต่างกัน กล่าวคือถ้าฉีดด้วยความ
โกรธ ความพยาบาท ย่อมมีผลต่อจิตใจในทางลบ ถ้าฉีดด้วยจิตใจที่ดีงาม ย่อมมีผลต่อจิตใจใน
ทางบวก
๓.๓.๖ การให้ผลของกรรมที่ปรากฏในพระไตรปิฎก
ก. การให้ผลของกรรมในมหากัมมวิภังคสูตร
ในพระไตรปิฎกพระพุทธเจ้าได้ตรัสกับพระอานนท์ ถึงการแบ่งบุคคลไว้๔ ประเภท
ตามกรรมและผลของกรรมที่ส่งไปเกิดในภพภูมิต่าง ๆ ไว้ในมหากัมมวิภังคสูตร๖๑
สรุปสาระสาคัญ
ได้ว่า
บุคคลประเภทที่ ๑ บุคคลที่ขณะมีชีวิตอยู่ประกอบอกุศลกรรม มีมิจฉาทิฐิ เมื่อ
ตายไปแล้วย่อมไปเกิดในอบายภูมิ๖๒
ทั้งนี้ เพราะเขาทากรรมชั่วตั้งแต่ชาติก่อนต่อเนื่องถึงชาติ
ปัจจุบันหรือมีความคิดเป็นมิจฉาทิฏฐิในเวลาใกล้ตาย
บุคคลประเภทที่ ๒ บุคคลที่ขณะมีชีวิตอยู่ เป็นผู้ประกอบอกุศลกรรมไว้มาก เป็น
มิจฉาทิฐิ เมื่อตายไปเกิดในสุคติ๖๓
ทั้งนี้ เพราะผลของกรรมดีที่ทาไว้ในชาติก่อนให้ผลอยู่ หรือมี
๕๙
พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต), พุทธธรรม, ฉบับปรับปรุงและขยายความ, หน้า ๑๘๑..
๖๐
สุนทร ณ รังษี, พุทธปรัชญาจากพระไตรปิฎก, พิมพ์ครั้งที่ ๒, หน้า ๑๗๒-๑๗๓.
๖๑
ม.อุ. (ไทย) ๑๔/๒๙๘–๓๐๓/๓๕๗–๓๖๗.
๖๒
อบายภูมิ หมายถึง ภูมิกาเนิดที่ปราศจากความเจริญ มี ๔ อย่างคือ ๑. นิรยะ นรก ๒. ติรัจฉานโยนิ
กาเนิดดิรัจฉาน ๓. ปิตติวิสัย ภูมิแห่งเปรต ๔. อสุรกาย พวกอสุรกาย. พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต),
พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์, หน้า ๓๗๗.
๖๓
สุคติ หมายถึง สถานที่ที่ดีที่สัตว์โลกซึ่งทากรรมดีตายแล้วไปเกิด ได้แก่ มนุษย์และเทพ. พระ
ธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต), พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์, หน้า ๓๔๔.
๖๗
ความคิดเป็นสัมมาทิฏฐิในเวลาใกล้ตาย
บุคคลประเภทที่ ๓ บุคคลที่ขณะมีชีวิตอยู่ประกอบกุศลกรรม มีสัมมาทิฏฐิ เมื่อตายไป
แล้วไปเกิดในสุคติ ทั้งนี้เพราะเขาทากรรมดีตั้งแต่ชาติก่อนต่อเนื่องถึงปัจจุบัน หรือมีความคิดเป็น
สัมมาทิฏฐิในเวลาใกล้ตาย
บุคคลประเภทที่ ๔ บุคคลที่ขณะมีชีวิตอยู่ประกอบกุศลกรรม มีสัมมาทิฏฐิ เมื่อตายไป
แล้วไปเกิดในอบายภูมิ ทั้งนี้เพราะเขาทากรรมชั่วไว้มากในชาติก่อน และให้ผลอยู่ หรือมีความคิด
เป็นมิจฉาทิฏฐิในเวลาใกล้ตาย
การทากรรมและให้ผลของกรรมของบุคคลประเภทที่ ๑ เรียกว่า ทาชั่วได้ชั่ว
บุคคลประเภทที่ ๒ เรียกว่า ทาชั่วได้ดี บุคคลประเภทที่ ๓ เรียกว่า ทาดีได้ดี บุคคลประเภทที่ ๔
เรียกว่า ทาดีได้ชั่ว๖๔
การให้ผลของกรรมของบุคคลประเภทที่ ๑ และ ประเภทที่ ๓ เป็นการให้ผลของกรรมที่
ชอบด้วยเหตุผล แต่การให้ผลของกรรมของบุคคลประเภทที่ ๒ และประเภทที่ ๔ เป็นการให้ผลที่เริ่ม
ซับซ้อนขึ้นเกินวิสัยของบุคคลทั่วไปจะเข้าใจสาเหตุได้ด้วยมีสาเหตุ ๒ประการคือ๑.เป็นระยะเวลา
ที่กรรมในชาติก่อนให้ผล จึงขัดขวางผลของกรรมในชาตินี้และ ๒. คุณภาพของจิตในเวลาใกล้ตาย
ซึ่งพุทธศาสนาให้ความสาคัญกับมโนกรรมมากที่สุด ดังนั้น จิตใกล้ตายที่มีสภาพผ่องใส หรือเศร้า
หมองจึงเป็นสาเหตุสาคัญที่จะทาให้ไปเกิดในสุคติ หรืออบายภูมิในในชาติต่อไป ดังที่พระพุทธองค์
ตรัสไว้ในวัตถูปมสูตร ว่า “เมื่อจิตเศร้าหมองทุคติ ก็เป็นอันหวังได้ เมื่อจิตไม่เศร้าหมอง สุคติ ก็เป็น
อันหวังได้ฉันนั้น เหมือนกัน”๖๕
การให้ผลของกรรมในมหากัมมวิภังคสูตร เป็นการให้ผลของกรรมชั้นนอกซึ่ง
สัมพันธ์กับเรื่องสถานที่ที่ไปเกิด (คติ) บุคคลที่ทากรรมดีไว้มากแต่ไปเกิดในอบายภูมิ หรือผู้ที่ทา
กรรมชั่วไว้มาก แต่ไปเกิดในสุคติ ผลของกรรมดีและกรรมชั่วที่เขากระทาไว้ซึ่งยังไม่ได้ให้ผล
ไม่ได้สูญหายไปไหนยังรอคอยเขาอยู่ ดังพุทธพจน์ที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ในทุติยาปุตตกสูตรว่า “ก็
บุคคลทากรรมใดด้วยกาย ด้วยวาจา หรือด้วยใจ กรรมนั่นแหละเป็นของ ๆ เขา และเขาย่อมพาเอา
กรรมนั้นไป อนึ่งกรรมนั้นย่อมติดตามเขาไป เหมือนเงาติดตามตน” ฉะนั้น มโนกรรมในขณะที่
จิตใกล้ดับเป็นองค์ประกอบสาคัญที่จะเกื้อหนุนไปเกิดในอบายภูมิ หรือในสุคติ การรับผลของกรรม
๖๔
พระพรหมโมลี (วิลาศ ญาณวโร), กรรมทีปนี, เล่ม ๑, หน้า ๔๙๕–๔๙๙.
๖๕
ม.มู. (ไทย) ๑๒/๗๐/๖๒–๖๓.
๖๘
จึงอาจจะไม่เป็นไปตามที่ปุถุชนสัมผัสได้จากอายตนะภายใน๖๖
ดังนั้น บุคคลจึงไม่ควรประมาทที่จะ
ทาจิตให้ผ่องใสและคุ้นเคยอยู่กับกรรมดีตลอดเวลา
ข. การให้ผลของกรรมในจูฬกัมมวิภังคสูตร
การให้ผลของกรรมทาให้มนุษย์มีความแตกต่างกันไป กรรมในอดีตมีผลต่อชาติปัจจุบัน
และการกระทาในชาติปัจจุบันย่อมส่งผลในชาติต่อไป ดังมีปรากฏหลักฐานในจูฬกัมมวิภังคสูตร๖๗
ที่พระพุทธเจ้าตรัสกับสุภมานพ โตเทยยบุตรถึงสาเหตุการกระทากรรมของมนุษย์ที่ทาให้เกิดความ
แตกต่างกัน ซึ่งสรุปสาระสาคัญได้ดังนี้
คู่ที่ ๑
เหตุที่บุคคลเกิดมามีอายุสั้น เพราะชอบฆ่าสัตว์ขาดความกรุณา
เหตุที่บุคคลเกิดมามีอายุยืน เพราะเว้นจากการฆ่าสัตว์และมีความเอ็นดู
คู่ที่ ๒
เหตุที่บุคคลเกิดมามีโรคมาก เพราะมีนิสัยชอบเบียดเบียนสัตว์
เหตุที่บุคคลเกิดมามีโรคน้อย เพราะไม่มีนิสัยชอบเบียดเบียนสัตว์
คู่ที่ ๓
เหตุที่บุคคลเกิดมามีผิวพรรณทราม เพราะเป็นคนมักโกรธมีความพยาบาทปองร้าย
เหตุที่บุคคลเกิดมามีผิวพรรณงาม เพราะเป็นคนไม่มักโกรธ ไม่มีความพยาบาทไม่ปองร้าย
คู่ที่ ๔
เหตุที่บุคคลเกิดมามีอานาจน้อย เพราะมีจิตริษยา
เหตุที่บุคคลเกิดมามีอานาจมาก เพราะมีจิตไม่ริษยา
๖๖
อายตนะ หมายถึง เครื่องรับรู้มี 6 คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ. พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต),
พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์, หน้า ๔๑๑.
๖๗
ม. อุ. (ไทย) ๑๔/๒๘๙-๒๙๗/๓๔๙–๓๕๗.
๖๙
คู่ที่ ๕
เหตุที่บุคคลเกิดมามีโภคทรัพย์น้อย เพราะไม่ทาทานแก่สมณะหรือพราหมณ์
เหตุที่บุคคลเกิดมามีโภคทรัพย์มาก เพราะให้ทานแก่สมณะหรือพราหมณ์
คู่ที่ ๖
เหตุที่เกิดมาในตระกูลต่า เพราะเป็นคนกระด้าง เย่อหยิ่งไม่อ่อนน้อม
เหตุที่เกิดมาในตระกูลสูง เพราะเป็นคนไม่กระด้าง ไม่เย่อหยิ่งอ่อนถ่อมตน
คู่ที่ ๗
เหตุที่เกิดมาเป็นคนโง่ เพราะไม่ชอบแสวงหาความรู้หรือเมื่อไม่รู้สิ่งใดก็เข้าไม่
เข้าไปสอบถามจากผู้รู้
เหตุที่เกิดมาเป็นคนฉลาด เพราะเป็นคนชอบแสวงหาความรู้เมื่อไม่รู้สิ่งใดก็
สอบถามจากผู้รู้
จูฬกัมมวิภังคสูตร เป็นการแสดงให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างกรรมกับผลของกรรมที่มี
กระบวนการให้ผลอย่างแน่นอนเป็นรูปธรรม บุคคลแตกต่างกันเพราะทากรรมที่ต่างกัน กรรมใน
อดีตย่อมมีผลต่อปัจจุบัน ดังที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ในฐานสูตร ว่า “สัตว์ที่มีกรรมเป็นของ ๆ ตนมี
กรรมเป็นทายาท มีกรรมเป็นกาเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย กรรมจาแนกสัตว์
ทั้งหลายให้เลวและดีต่างกัน”๖๘
ดังนั้น ในชาติปัจจุบัน บุคคลมีรูปสมบัติ คุณสมบัติ และฐานะ
อย่างไร ย่อมเป็นกระจกสะท้อน ให้เห็นถึงกรรมเท่าที่ทาเอาไว้ และไม่สามารถที่จะแก้ไขได้นอกจาก
เริ่มต้นทากรรมใหม่ อันเป็นกรรมปัจจุบันให้ดี
ในจูฬกัมมวิภังคสูตรแสดงเห็นได้ว่ามนุษย์ทุกคนเลือกที่จะเป็นและมีได้เช่นเลือกที่นจะ
เป็นคนสวย (หล่อ) ฉลาด ร่ารวย ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ อายุยืน และมีอานาจในตน ต้องเลือกทากรรม
ปัจจุบัน ที่ให้ผลตามที่ตนเองต้องการด้วยความพากเพียร จนกลายเป็นอุปนิสัย ผลของกรรมบาง
อย่าง สามารถให้ผลในชาตินี้ได้ทันที เช่น ความฉลาด ความร่ารวย ส่วนผลอย่างอื่นอาจปรากฏใน
ชาติหน้าหรือชาติต่อ ๆ ไป
จากการศึกษากรรมในมหากัมมวิภังคสูตรและจูฬกัมมวิภังคสูตรทาให้เห็นว่า มนุษย์
๖๘
องฺ. ปญฺจก. (ไทย) ๒๒/๕๗/๑๐๐.
๗๐
สามารถกาหนดอนาคตของตนเอง ด้วยการเลือกสถานที่เกิด เลือกมีคุณสมบัติและรูปสมบัติให้กับ
อนาคตของตนเองได้
๓.๓.๗ การให้ผลของกรรมที่ปรากฏในอรรถกถา
การให้ผลของกรรมที่ปรากฏในอรรถกถามีรายละเอียดรวมอยู่ในการจัดประเภทของกรรม
ในอรรถกถาที่ได้ศึกษามาแล้วในตอนว่าด้วยประเภทของกรรมข้างต้น ในที่นี้จึงไม่ขอนามากล่าวไว้
อีก จะขอนาเอาการให้ผลของกรรมตามทัศนะของนักปราชญ์มาเสนอเป็นอันดับต่อไป
๓.๓.๘ การให้ผลของกรรมตามทัศนะของนักปราชญ์
นักปราชญ์ทางพระพุทธศาสนาได้แสดงทัศนะเกี่ยวกับการให้ผลของกรรมไว้หลายท่าน
แต่ในที่นี้จะนามาเสนอไว้พอเป็นตัวอย่างเพียง ๒ ท่านคือ
สุนทร ณ รังษี๖๙
ได้อธิบายการให้ผลของกรรมไว้ว่า มี ๒ ระดับคือ
๑. ผลชั้นในของกรรม ได้แก่ ผลที่เกิดขึ้นในทันทีที่ทากรรมนั้นสิ้นสุดลงเราทาชั่ว
เมื่อไหร่ผลที่เกิดเราเป็นคนชั่วเมื่อนั้นเป็นการเพิ่มกิเลสให้มีมากฃึ้นเราทาความดีเมื่อไหร่เป็นคนดี
ทันที ซึ่งเป็นการเพิ่มบารมีให้มีมากขึ้น
๒. ผลชั้นนอกของกรรม ได้แก่ ผลที่เป็นความสุขหรือความทุกข์ความเจริญ หรือ
ความเสื่อมสมบัติหรือวิบัติที่เกิดมีขึ้นภายหลังสืบเนื่องมาจากกรรมนั้นๆผลของกรรมชั้นนอกให้ผล
เมื่อไหร่ ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขและปัจจัยหลายอย่าง
บรรจบ บรรณรุจิ๗๐
ได้อธิบายการให้ผลของกรรมไว้ว่า ผลของกรรมท่านเรียกว่า
“เมล็ดผล” กรรมที่ทาแล้วย่อมให้ผล ๒ ขั้น คือ
ขั้นที่ ๑ ให้ผลชั้นใน หมายถึง ให้ผลทางใจโดยตรง คือ ให้ผลเป็นความรู้สึกนึกคิด เช่น
ทาดีก็ให้ผลเป็นความรู้สึกนึกคิดที่ดีทาชั่วก็ให้ผลเป็นความรู้สึกนึกคิดที่ชั่วความรู้สึกนึกคิดที่ดีหรือ
ความรู้สึกนึกคิดที่ชั่วจะเป็นวิบากตกค้างอยู่ในจิตใจและรอวันแสดงตัวออกมาอีกผลกรรมขั้นนี้เรา
เรียกว่า “นิสัย”หรือ “อุปนิสัย” ก็ได้
ขั้นที่ ๒ ให้ผลชั้นนอก หมายถึง ให้ผลออกมาเป็นให้ผู้ทาได้รับสิ่งที่ดีคือ ได้รับ ลาภ ยศ
คาสรรเสริญ ได้รับสิ่งที่ไม่ดีก็คือ ได้รับความเสื่อมลาภเสื่อมยศ คานินทา การให้ผล ๒ ขั้นนี้ ต่างกัน
๖๙
สุนทร ณ รังษี, พุทธปรัชญาจากพระไตรปิฎก, หน้า ๑๗๔–๑๗๕.
๗๐
บรรจบ บรรณรุจิ, เอกสารประกอบการสอนวิชา พระไตรปิฎกวิเคราะห์, หน้า ๑๒๖–๑๒๗.
๗๑
ตรงที่ว่า การให้ผลขั้นที่ ๑ นั้น ให้ผลทันทีหลังจากการทากรรมสิ้นสุดลง ส่วนการให้ผลขั้นที่ ๒
นั้น จะให้ผลทันทีหรือไม่นั้นขึ้นขึ้นอยู่กับองค์ประกอบ ๔ ประการ คือ กาล คติ อุปธิ และปโยค
ตามที่นักวิชาการทางพระพุทธศาสนาทั้ง ๒ ท่านได้อธิบายการให้ผลของกรรมไว้นั้น
สรุปได้ว่า การให้ผลของกรรมมี ๒ ขั้น คือ
๑.ผลชั้นในส่งผลต่อจิตใจให้ผลทันทีที่ทากรรมเสร็จเป็นความรู้สึกดีหรือชั่วแล้วสะสม
ในจิต แสดงออกมาเป็นอุปนิสัย เป็นคนดีหรือคนชั่ว
๒. ผลชั้นนอก กรรมดีให้ผลเป็นลาภ ยศ สรรเสริญ กรรมชั่ว ให้ผลเป็น เสื่อมลาภ เสื่อม
ยศนินทาการที่กรรมจะให้ผลชั้นนอกได้ต้องอาศัยปัจจัยหลายอย่างจึงทาให้บุคคลทั่วไปที่ผลของ
กรรมที่ให้ทั้งผลชั้นในและผลชั้นนอกเป็นเรื่องของโลกธรรม ๘ โดยตรง
๓.๓.๙ องค์ประกอบที่สนับสนุนและขัดขวางการให้ผลของกรรม
ในพระไตรปิฎก ได้กล่าวถึงองค์ประกอบที่สนับสนุนและขัดขวางการให้ผลของกรรม
ไว้ในกัมมวิปากญาณ๗๑
สรุปได้ว่า องค์ประกอบที่สนับสนุนให้กรรมดีได้ส่งผล ปิดกั้นและขัดขวาง
การให้ผลของกรรมชั่ว เรียกว่า สมบัติ ๔ และองค์ประกอบที่สนับสนุนให้กรรมชั่วส่งผล และ
ขัดขวางการให้ผลของกรรมดี เรียกว่า วิบัติ ๔ ซึ่งมีปัจจัยอยู่ ๔ อย่าง คือ
๑. คติ คือ ที่ไป
๒. อุปธิ คือ รูปร่าง
๓. กาล คือ ยุคสมัยที่เกิด
๔. ปโยคะ คือ ความเพียรหรือความพยายาม
พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต) ได้อธิบายสมบัติ ๔ และวิบัติ ๔๗๒
ไว้ว่า
สมบัติ หมายถึง ความเพรียบพร้อมสมบูรณ์แห่งองค์ประกอบต่าง ๆ ซึ่งช่วยเสริมส่ง
อานวยโอกาส ให้กรรมดีปรากฏผล และไม่เปิดช่องให้กรรมชั่วแสดงผล สมบัติมี ๔ อย่าง คือ
๑. คติสมบัติ สมบัติแห่งคติ หรือ คติให้เกิดอยู่ในภพ ภูมิ ถิ่น ประเทศที่เจริญ เหมาะหรือ
เกื้อกูล ตลอดจนระยะสั้น คือ ดาเนินชีวิตหรือไปในถิ่นที่อานวย
๒. อุปธิสมบัติ สมบัติแห่งร่างกาย ถึงพร้อมด้วยร่างกาย หรือ รูปร่างให้เช่น มีรูปร่าง
สวย ร่างกายสง่างาม หน้าตาท่าทางดี น่ารัก น่านิยมเลื่อมใสสุขภาพดีแข็งแรง
๗๑
อภิ. วิ. (ไทย). ๓๕/๘๑๐/๕๒๓-๕๒๔.
๗๒
พระธรรมปิฎก, (ป.อ. ปยุตฺโต), พุทธธรรม, ฉบับปรับปรุงและขยายความ, หน้า ๑๙๑.
๗๒
๓. กาลสมบัติ สมบัติแห่งกาล ถึงพร้อมด้วยกาล หรือ กาลให้เกิดอยู่ในสมัยที่บ้านเมืองมี
ความสงบสุข ผู้ปกครองดี ผู้คนมีศีลธรรม ยกย่องคนดีไม่ส่งเสริมคนชั่ว ตลอดจนในระยะสั้น คือ
ทาอะไรถูกกาลเวลา ถูกจังหวะ
๔. ปโยคสมบัติ สมบัติแห่งการประกอบ ถึงพร้อมด้วยประกอบกิจ หรือกิจการให้ เช่น
ทาเรื่องตรงกับที่เขาต้องการ ทากิจตรงกับความถนัดและความสามารถของตน ทาการถึงขนาดถูก
หลักครบถ้วนตามเกณฑ์ หรือ ตามอัตราไม่ใช่ทาครึ่ง ๆ กลาง ๆ หรือ เหยาะแหยะ หรือ ไม่ถูกเรื่อง
กัน รู้จักจัดทา รู้จักดาเนินการ
วิบัติ หมายถึง ความบกพร่องแห่งองค์ประกอบต่าง ๆ ซึ่งไม่อานวยแก่การที่กรรมดีจะ
ปรากฏผล แต่กลับเปิดช่องให้กรรมชั่วแสดงผล มี ๔ อย่าง คือ
๑. คติวิบัติ วิบัติแห่งคติ หรือ คติเสีย คือ เกิดอยู่ในภพ ภูมิ ถิ่นประเทศสภาพ แวดล้อมที่
ไม่เจริญ ไม่เหมาะ ไม่เกื้อกูล ทางดาเนินชีวิต ถิ่นที่ไปไม่อานวย
๒. อุปธิวิบัติ วิบัติแห่งร่างกาย หรือ รูปกายเสีย เช่น ร่างกายพิกลพิการอ่อนแอ ไม่
สวยงาม กริยาท่าทางน่าเกลียด ไม่ชวนชม ตลอดจนสุขภาพไม่ดีเจ็บป่วย มีโรคมาก
๓. กาลวิบัติ วิบัติแห่งกาล หรือกาลเสีย คือ เกิดอยู่ในยุคสมัยที่บ้านเมืองมีภัยพิบัติ ไม่
สงบเรียบร้อย ผู้ปกครองไม่ดี สังคมเสื่อมจากศีลธรรมด้วยการเบียดเบียน ยกย่องคนชั่ว บีบคั้นคนดี
ตลอดจนทาอะไร ไม่ถูกกาลเวลา ไม่ถูกจังหวะ
๔. ปโยควิบัติ วิบัติแห่งการประกอบ หรือ กิจการเสีย เช่น ฝักใฝ่ในกิจการ หรือ
เรื่องราวที่ผิด ทาการไม่ตรงกับความถนัด ความสามารถ ใช้ความเพียรในเรื่องไม่ถูกต้อง ทาการครึ่ง
ๆ กลาง ๆ เป็นต้น
บรรจบ บรรณรุจิ ได้อธิบายถึง สมบัติ ๔ และวิบัติ ๔๗๓
ไว้ว่า
กรรมให้ผลในชาตินี้ (ทิฏฐธรรมเวทนียกรรม) คือ กรรมดีหรือกรรมชั่วที่ทาในชาตินี้
แล้วให้ผลเป็น ลาภ ยศ สรรเสริญหรือเสื่อมลาภ เสื่อมยศนินทา ในชาตินี้ กับที่มีปัจจัยเกื้อหนุน คือ
หากเป็นกรรมดีต้องประกอบด้วยสมบัติ (ความพร้อม) ๔ อย่าง ได้แก่
ก. กาลสมบัติ ความพร้อมด้วยกาลเวลา หมายถึง อยู่ในยุคสมัยที่คนนิยมความดีอย่าง
แท้จริง เป็นยุคที่ความดีเห็นผลได้ง่าย
๗๓
บรรจบ บรรณรุจิ, เอกสารประกอบการสอนวิชา พระไตรปิฎกวิเคราะห์, หน้า ๑๒๙.
๗๓
ข. คติสมบัติ ความพร้อมด้วยคติ หมายถึง เกิดในภูมิที่เหมาะสมถิ่นที่อยู่และตาแหน่ง
หน้าที่การงานเกื้อหนุนให้กรรมดีให้ผล
ค. อุปธิสมบัติ ความพร้อมด้านร่างกาย หมายถึง ผู้ทาความดี มีร่างกายและการดาเนิน
ชีวิตพร้อมที่จะรับผลแห่งความดีนั้นได้
ง. ปโยคสมบัติ ความพร้อมด้านความเพียร หมายถึง ผู้ทาความดีมีความเพียรทาความดี
อย่างต่อเนื่องสม่าเสมอ
หากเป็นกรรมชั่วต้องประกอบด้วยวิบัติ (ความบกพร่อง ความไม่พร้อม) ๔ อย่าง ได้แก่
ก. กาลวิบัติ ความบกพร่องด้านกาลเวลา หมายถึง อยู่ในยุคสมัยที่ความชั่วเห็นผล
ข. คติวิบัติ ความบกพร่องด้านคติ หมายถึง ไม่เกิดในภพภูมิที่เหมาะสม มีถิ่นที่อยู่และ
ตาแหน่งหน้าที่การงาน เกื้อหนุนให้กรรมชั่วให้ผล
ค. อุปธิวิบัติ ความบกพร่องด้านร่างกาย หมายถึง ผู้ทาความชั่ว มีร่างกาย และการดาเนิน
ดาเนินชีวิตพร้อมที่ความชั่วนั้นให้ผลง่าย
ง. ปโยควิบัติ ความบกพร่องด้านความเพียร หมายถึง ผู้ทาความชั่วขาดความเพียรที่จะ
ทาความดี แต่ยังมีความเพียร ทาความชั่วอยู่อย่างต่อเนื่อง ไม่เลิกจากการทาความชั่วนั้น
เห็นได้ว่า การที่ผลของกรรมดีและกรรมชั่วในชาตินี้ จะปรากฏได้ ต้องอาศัยปัจจัย
อันมีองค์ประกอบ ๔ อย่าง คือ กาล คติ อุปธิ และปโยคะ ในฝ่ายพร้อม ให้การสนับสนุนกรรม
ดีเรียกว่า สมบัติ ๔ ในฝ่ายขัดขวางกรรมดี เรียกว่า วิบัติ ๔ ซึ่งการทากรรมดีเพื่อหวังผลในระดับนี้จึง
ต้องใช้สติปัญญาพิจารณาไตร่ตรองเพื่อที่จะทาให้เหมาะสมกับตาแหน่งหน้าที่และสภาพแวดล้อม
(คติสมบัติ) ถูกต้องตามกาลเทศะ หรือเวลา (กาลสมบัติ) และมีการจัดการที่ดี มีความเพียรพยายาม
อย่างเต็มที่และต่อเนื่อง (ปโยคสมบัติ) หรือที่เรียกว่า ทาดีถูกดี ทาดีถูกเวลา และทาดีให้พอดี อุปธิ
วิบัติจึงไม่สามารถขัดขวางองค์ประกอบดังกล่าวได้สมบัติ ๔ และวิบัติ ๔ เป็นองค์ประกอบที่
สนับสนุนและขัดขวางการให้ผลของกรรมในระดับผลชั้นนอกเท่านั้น ถึงแม้ว่าผลของกรรม
บางอย่างได้ถูกขัดขวาง ไม่ให้ปรากฏผล แต่ผลกรรมนั้นยังคงอยู่ และรอยคอยเวลาให้ผล ดังที่
พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า “สัตว์ผู้จะต้องตายไปในโลกนี้ ทากรรมอันใด คือ บุญ และบาปทั้งสอง
ประการ บุญและบาปนั้นแลเป็นสมบัติของเขา ทั้งเขาจะนาเอาบุญและบาปนั้นไปได้ อนึ่งบุญและ
บาปย่อมติดตามเขาไป ดุจเงาติดตามตัวไปฉะนั้น”๗๔
ส่วนผลของกรรมในระดับผลชั้นใน จะได้รับ
ผลที่จิตใจ ทันทีที่การกระทานั้นสิ้นสุดลงผลที่ได้รับเป็นไปตามคุณภาพของกรรมที่ทา และเป็น
นามธรรม
๗๔
ส. ส. (ไทย) ๑๕/๑๑๕/๑๓๒.
๗๔
เห็นได้ว่า สมบัติ ๔ และวิบัติ ๔ เป็นองค์ประกอบสาคัญที่สนับสนุนและขัดขวางการ
ให้ผลในชาตินี้ (ทิฏฐธรรมเวทนียกรรม) นอกจากจะศึกษาให้เข้าใจถึงการให้ผลของกรรมแล้วเรา
ยังสามารถนามาใช้แก้ไขข้อบกพร่อง (วิบัติ) ในตนเองได้ เมื่อนาไปแก้ไข ปรับปรุงแล้วจะทาให้
การดาเนินชีวิตประจาวันและการทางานประสบผลสาเร็จได้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย
๓.๓.๑๐ ความซับซ้อนในการให้ผลของกรรม
กฎแห่งกรรม เป็นกฎข้อหนึ่งของกฎธรรมชาติ จึงมีการให้ผลที่แน่นอน เป็นระบบ
ระเบียบ สม่าเสมอและตายตัว ดังพุทธพจน์ที่ตรัสไว้ว่า “คนทากรรมใดไว้ย่อมเห็นกรรมนั้นในตน
คนทากรรมดี ย่อมได้รับผลดี คนทากรรมชั่ว ย่อมได้รับผลชั่ว คนหว่านพืชเช่นใด ย่อมได้รับผล
เช่นนั้น”๗๕
เห็นได้ว่า บุคคลทากรรมใดไว้ย่อมได้รับผลของกรรมนั้นอย่างแน่นอน และทันทีที่ทา
กรรมนั้นเสร็จ แต่เป็นผลของกรรมในระดับชั้นในหรือจิตใจเท่านั้น ส่วนผลของกรรมชั้นนอก
กรรมบางอย่างไม่สามารถให้ผลได้ทันทีต้องอาศัยจังหวะเวลาที่เหมาะสมจึงให้ผลเปรียบได้กับการ
ปลูกไม้ยืนต้น เช่นทุเรียน เมื่อลงมือปลูกจะให้ผลทันทีไม่ได้ต้องอาศัยปัจจัยหลายประการ เช่น
ความสมบูรณ์ของดิน น้า อากาศ และระยะเวลา และเมื่อออกผลต้องเป็นผลทุกเรียนอย่างแน่นอน
จะเป็นผลไม้ชนิดอื่นนั้นเป็นไปไม่ได้ เช่นเดียวกัน ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่ผู้ทากรรมจะได้รับผลของ
กรรมตรงข้ามกับที่ตนกระทาการให้ผลของกรรมในระดับชั้นนอก เป็นลาภ ยศ สรรเสริญ เป็นสิ่งที่
ปุถุชนทั่วไปปรารถนา และมีค่านิยมว่า คือ ผลของกรรมดี และไม่ปรารถนาเสื่อมลาภ เสื่อมยศ
นินทา ด้วยเห็นว่าเป็นผลของกรรมชั่ว การยอมรับการให้ผลของกรรมในระดับชั้นนอกเพียงอย่าง
เดียว ทาให้เกิดปัญหาความเชื่อเรื่องกรรมในสังคมไทยมากขึ้น ด้วยคนบางคน สังคมรับรู้ว่าเป็นคน
คดโกงแต่กลับได้รับการยกย่องเชิดชู ดังนั้น กรรมบางอย่างจึงให้ผลไม่ตรงกับเหตุในปัจจุบันใน
มหากัมมวิภังคสูตร พระพุทธเจ้าได้ตรัสถึงการให้ผลของกรรมที่ไม่เป็นไปตามที่บุคคลทั่วไปสัมผัส
ได้ด้วยอายตนะทั้ง ๕ การให้ผลของกรรมในระดับชั้นนอก จึงเป็นเรื่อง ซับซ้อนและต้องอาศัย
องค์ประกอบหลายอย่าง นอกจากนี้ ยังมีปรากฏหลักฐานในพระสูตรอื่น ๆ ในพระไตรปิฎกอีก เช่น
ในโลณผลสูตร ได้กล่าวถึงกรรมอย่างเดียวกัน แต่บุคคลที่กระทามีคุณธรรมต่างกัน ผลของกรรมที่
ให้ย่อมต่างกันด้วย เพราะเจตนาที่กระทากรรมมีความรุนแรงต่างกันทาให้กรรมมีน้าหนักที่ต่างกัน
และให้ผลต่างกัน๗๖
ในนิพเพธิกสูตร๗๗
ได้กล่าวถึงระยะเวลาที่กรรมให้ผล มีทั้งชาติปัจจุบัน (ทิฏฐ
๗๕
อ้างแล้ว.
๗๖
องฺ. ติก. (ไทย) ๒๐/๑๐๑/๓๓๖-๓๓๘.
๗๗
อ้างแล้ว.
๗๕
ธรรมเวทนียกรรม) ชาติหน้า (อุปปัชชเวทนียกรรม) และชาติต่อ ๆไป (อปราปริยเวทนียกรรม)๗๘
ในวัตถูปมสูตร ได้กล่าวถึงมโนกรรมสุดท้ายของผู้ใกล้ตาย จิตเกาะเกี่ยวกับกรรมใดจะกลายเป็นอา
สันนกรรม ให้ผลในชาติต่อไปทันที๗๙
การให้ผลของกรรมชั้นนอก ถึงจะเป็นเรื่องซับซ้อน แต่กรรม
ในฐานะที่เป็นกฎธรรมชาติและกฎศีลธรรม ย่อมให้ผลต่อผู้กระทาอย่างแน่นอนและสมเหตุสมผล
และผู้ทากรรมต้องรับผิดชอบต่อตนเองถึงกรรมที่ได้กระทาลงไป ผลยังไม่ปรากฏ แต่ผลไม่ได้สูญ
หายไปไหน ยังรอระยะเวลาที่จะทาหน้าที่ให้ผลตามน้าหนักของกรรม แม้ว่า การให้ผลของกรรมใน
ระดับนี้จะเป็นเรื่องซับซ้อน และผู้ทากรรมไม่สามารถแก้ไขกรรมในอดีตได้ แต่เราสามารถสร้าง
กรรมปัจจุบันให้เป็นกรรมดี เพื่อสนับสนุนส่งเสริมให้กรรมดีทั้งในอดีตและปัจจุบันให้ผล
ตลอดเวลา และขัดขวางการให้ผลของกรรมชั่ว ด้วยการอาศัยเงื่อนไขที่ทาให้ผลของกรรมชั่วนั้น
กลายเป็นอโหสิกรรมได้
สรุปได้ว่า การให้ผลของกรรมจะซับซ้อนแค่ไหนก็ตาม แต่ถ้าบุคคลมีความเชื่อมั่นเรื่อง
กรรม และการให้ผลของกรรม ตามคาสอนของพระพุทธองค์ สามารถเลือกและกาหนดชีวิตของ
ตนเองได้ด้วยการทากรรมที่ให้ผลตามเงื่อนไขที่ตนต้องการ ด้วยความเพียรและความสม่าเสมอ จน
กลายเป็นอุปนิสัย และเมื่อต้องการผลชั้นนอกให้นาองค์ประกอบเรื่อง กาล คติ อุปธิ และปโยค มา
ปฏิบัติ เพื่อสนับสนุนและส่งเสริมให้ทิฏฐิธรรมเวทนียกรรม ให้ผลในชาติปัจจุบันได้อย่างเต็มที่
๓.๓.๑๑ การสิ้นกรรม
ทัศนะทางพระพุทธศาสนาเชื่อเรื่องการสิ้นกรรม ชีวิตปุถุชนทากรรมอยู่เสมอ สาเหตุ
สาคัญที่ทาให้บุคคลทากรรม คือ กิเลส เมื่อทากรรมย่อมได้รับผล คือ วิบาก เมื่อหมดกิเลสก็ไม่ทา
กรรมจึงไม่มีผลของกรรมส่วนนั้นที่จะต้องรับ กฎแห่งกรรมก็ตกอยู่ในกฎแห่งไตรลักษณ์ เช่น
เดียวกับธรรมอื่นที่มีการเกิดขึ้น ดารงอยู่ และดับไปตามเหตุและปัจจัย ทางดับกรรมจึงต้องดูที่
สาเหตุการเกิด และดับที่สาเหตุการเกิดพระพุทธองค์ได้ตรัสไว้ในนิพเพธิกสูตร สรุปได้ว่า ผัสสะ
เป็นเหตุให้เกิดกรรม...เมื่อผัสสะดับกรรมจึงดับ ข้อปฏิบัติให้ถึงการดับกรรม ได้แก่ อริยมรรคมีองค์
๘...๘๐
และในนิทานสูตร๘๑
ได้กล่าวถึงสาเหตุการเกิดกรรมชั่ว คือ โลภะ โทสะ โมหะ หรือ
๗๘
อ้างแล้ว.
๗๙
สุนทร ณ รังษี ,พุทธปรัชญาจากพระไตรปิฎก, หน้า ๒๑๙.
๘๐
องฺ. ติก. (ไทย) ๒๐/๑๐๑/๓๓๖-๓๓๘.
๘๑
อ้างแล้ว.
๗๖
อกุศลกรรม เหตุที่เกิดกรรมดี คือ อโลภะ อโทสะ อโมหะ หรือกุศลกรรม โดยกุศลกรรมเกิดจาก
อกุศลกรรม เมื่อละอกุศลกรรมได้ กรรมเป็นอันสิ้นสุดหรือดับลง
พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต)๘๒
ได้อธิบายไว้ว่า ทาอย่างไรจะหมดกรรม การที่จะหมด
กรรมก็ คือ ไม่ทากรรมชั่วทากรรมดี และทากรรมดีให้ยิ่งขึ้น คือ แม้แต่กรรมดีก็เปลี่ยนให้ดีขึ้นจาก
ระดับหนึ่งไปอีกระดับหนึ่ง...กรรมไม่หมดด้วยการชดใช้กรรม แต่หมดด้วยการพัฒนากรรม คือ
ปรับปรุงตัวให้ทากรรมที่ดียิ่งขึ้น ๆ จนพ้นขั้นของกรรมไปถึงขั้นทาแต่ไม่เป็นกรรม คือ ทาด้วย
ปัญญาที่บริสุทธิ์ ไม่ถูกครอบงาหรือชักจูงด้วย โลภะ โทสะ โมหะ จึงจะเรียกว่า พ้นกรรม
พระพรหมโมลี (วิลาส ญาณวโร)๘๓
ได้อธิบายถึงความสิ้นไปแห่งกรรม สรุปได้ว่า
กรรมอันทาให้สัตว์โลกเวียนว่ายตายเกิดมีสองประการ คือ กุศลกรรม และ อกุศลกรรม กุศลกรรมมี
สาเหตุมาจากอกุศลกรรม หมายถึง สัตว์โลกทาความดีต่าง ๆ เพื่อเลิกอกุศลกรรม ดังนั้นเมื่อทาลาย
อกุศลกรรมให้สิ้นไป กุศลกรรมซึ่งเกิดขึ้นเพราะอาศัยอกุศลกรรมเป็นปัจจัย จึงสิ้นไปด้วย
บรรจบ บรรณรุจิ๘๔
ได้อธิบายการดับผัสสะไว้ว่า ดับผัสสะ คือ ดับการกระทบถูกต้อง
ต่าง ๆ ได้แก่ ดับการกระทบถูกต้องทางตา ดับการกระทบถูกต้องทางหู ดับการกระทบถูกต้องทาง
จมูก ดับการกระทบถูกต้องทางลิ้น ดับการกระทบถูกต้องทางกาย ดับการกระทบถูกต้องทางใจ
“ดับการกระทบถูกต้อง” นั้นไม่ได้หมายถึงว่า ดับตามิให้กระทบกับรูป...ทว่าการกระทบถูกต้องต่าง
ๆ เหล่านั้นเป็นเพียงกิริยา ไม่เป็นปัจจัยให้กิเลสเกิดขึ้น
ตามที่นักปราชญ์ทั้ง ๓ ท่าน ได้อธิบายถึงการดับกรรมพอสรุปได้ว่า การดับกรรมต้อง
ดับที่สาเหตุการเกิดกรรม คือ ดับผัสสะ ไม่ให้กิเลสเกิดขึ้น ไม่ประกอบกรรมชั่วและกรรมดีได้อีก
โดยปฏิบัติตามหลักของมรรคมีองค์ ๘ การกระทาที่ปราศจากกิเลส จึงไม่จัดเป็นกรรม เป็นเพียง
กิริยาและไม่มีวิบาก การดับกรรม การสิ้นกรรม และการพ้นกรรม จึงมีความหมายเดียวกัน กรรม
เป็นตัวการให้เกิดกรรมวิบาก กรรมวิบากที่เกิดจากกรรมดี กรรมชั่ว ย่อมทาให้เจ้าของกรรมเป็น
ทุกข์ เดือดร้อน ทั้งกายและใจ ทั้งโลกนี้และโลกหน้า กรรมวิบากที่เกิดจากกรรมดี ย่อมทาให้เจ้าของ
๘๒
พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต), เชื่อกรรม รู้กรรม แก้กรรม, หน้า ๑๑๖.
๘๓
พระพรหมโมลี (วิลาศ ญาณวโร), กรรมทีปนี, เล่ม ๒, พิมพ์ครั้งที่ ๒, หน้า ๓๙๖.
๘๔
บรรจบ บรรณรุจิ, ปฏิจจสมุปบาท, หน้า ๒๐๔-๒๐๕.
๗๗
กรรมเป็นสุขทั้งกายและใจ ทั้งโลกนี้และโลกหน้า ดังที่พระพุทธองค์ได้ตรัสไว้ใน เวรัญชกสูตร๘๕
สรุปได้ว่า ผู้ประพฤติอกุศลกรรมบถ ๑๐ คือ ประพฤติทางกาย วาจาใจ ย่อมได้รับความทุกข์ในชาตินี้
และไปเกิดในทุคติในชาติหน้า ผู้ประพฤติกุศลกรรมบถ ๑๐ คือประพฤติดี ทางกาย วาจา ใจ ย่อม
ได้รับความสุขในชาตินี้และไปเกิดในสุคติในชาติหน้า อกุศลกรรมบถ ๑๐ เป็นทางแห่งการทาความ
ชั่ว อันมีสาเหตุมาจากกิเลสโลภะ โทสะ และโมหะ ทาให้ประกอบกรรมชั่วทางกาย ทางวาจา และ
ทางใจ กุศลกรรมบถ ๑๐ เป็นทางแห่งการทาความดี อันมีสาเหตุมาจากกิเลส อโลภะ อโทสะ และ
อโมหะ ทาให้ประกอบกรรมดีทางกาย ทางวาจา และทางใจ กรรมทั้ง ๒ เป็นสาเหตุที่ทาให้มนุษย์
และสัตว์บนโลกนี้มีความแตกต่างกัน และต้องเวียนว่ายตายเกิดไม่จบสิ้น การดับกรรมจึงต้องทา
ด้วยการละอกุศลกรรมอันเป็นเหตุให้กุศลกรรมดับไปด้วย โดยใช้หลักการปฏิบัติตามมรรคมีองค์ ๘
๘๕
ม.มู. (ไทย) ๑๒/๔๘๙-๔๙๐/๓๗๔-๓๗๗. อกุศลกรรมบถ ๑๐ หมายถึง ทางแห่งอกุศลกรรม
ทางทาความชั่ว กรรมชั่วอันเป็น ทางนาไปสู่ความเสื่อม ความทุกข์หรือทุคติ
อกุศลกรรมบถ ๑๐ แบ่งตามทางที่ทากรรมมี ๓ ประการ คือ กายทุจริต ๓ วจีทุจริต ๔และมโนทุจริต
๓ กายทุจริต มี ๓ ประเภทคือ ๑. ปาณาติบาต คือ การฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ๒. อทินนาทาน คือ การถือเอาสิ่งของเขา
มิได้ให้ ๓. กาเมสุมิจฉาจาร คือ การประพฤติผิดในกาม
วจีทุจริต มี ๔ ประเภท คือ ๑. มุสาวาท คือ การกล่าวคาเท็จ ๒. ปิสุณาวาจา คือ การกล่าวคาส่อเสียด
๓. ผรุสวาท คือ การกล่าวคาหยาบ ๔. สัมผัปปลาปะ คือ การกล่าวคาเพ้อเจ้อ
มโนทุจริต มี 3 ประเภท คือ ๑. อภิชฌา คือ ความเพ่งเล็งทรัพย์อยากได้ทรัพย์ของผู้อื่นด้วยความโลภ
๒. พยาบาท คือ ความผูกอาฆาตจองเวรผู้อื่นด้วยอานาจแห่งความโกรธ๓. มิจฉาทิฎฐิ คือ ความเห็นผิดจากทานอง
คลองธรรม
กุศลกรรมบถ ๑๐ หมายถึง ทางแห่งกุศลกรรม, ทางทาความดี กรรมดี อันเป็นทางนาไปสู่ความเจริญ
หรือสุคติ แบ่งตามทางที่ทากรรม มี ๓ ประการ คือ กายสุจริต ๓ วจีสุจริต ๔ และมโนสุจริต ๓
กายสุจริต มี ๓ ประเภท คือ ๑. ปาณาติปาตวิรัติ คือ การงดเว้นจากการฆ่าสัตว์ รวมถึงการให้ชีวิต
สัตว์๒. อทินนาทานวิรัติ คือ การงดเว้นจากการลักทรัพย์สิ่งของผู้อื่น รวมถึงการบริจาค ๓. กาเมสุมิจฉาจารวิรัติ
คือ การงดเว้นจากการประพฤติผิดทางกาม รวมถึงสารวมระวังในกาม
วจีสุจริต มี ๔ ประเภท คือ ๑. มุสาวาทวิรัติ คือ การงดเว้นจากการกล่าวคาเท็จ ๒. ปิสุณาวาจาวิรัติ
คือ การงดเว้นจากการกล่าวคาส่อเสียด ๓. ผรุสวาทวิรัติ คือ การงดเว้นจากการกล่าวคาหยาบ ๔. สัมผัปปลาปวิรัติ
คือ การงดเว้นจากการกล่าวคาเพ้อเจ้อ
มโนสุจริต มี 3 ประเภท คือ ๑. อนภิชฌา คือ ความไม่คิดโลภอยากได้ทรัพย์ของผู้อื่น ๒. อพยาบาท
คือ ไม่คิดพยาบาทปองร้าย (ไม่คิดร้าย) ๓. สัมมาทิฎฐิ คือ ไม่มีความคิดเห็นผิดทานองคลองธรรม
๗๘
มรรคมีองค์ ๘ มรรคเป็นเส้นทางสายกลาง (มัชฌิมาปฏิปทา) ของการปฏิบัติ อันนาไปสู่
การดับทุกข์ที่อยู่ตรงกลางระหว่าง การหมกมุ่นตนเองอยู่ในกามสุข (กามสุขัลลิกานุโยค) และการ
ทรมานตนเองให้ได้รับความลาบากเดือดร้อน (อัตตกิลมถานุโยค) มรรค คือ ระบบความคิดและการ
กระทาสายกลาง หรือ การดาเนินชีวิตตรงจุดที่พอเหมาะพอดีให้ได้ผลสาเร็จตามเป้ าหมาย คือ การ
ดับทุกข์ มีองค์ประกอบ ๘ ประการ๘๖
คือ
๑. สัมมาทิฏฐิ เห็นชอบ ๒. สัมมาสังกัปปะ ดาริชอบ ๓. สัมมาวาจา เจรจาชอบ ๔.
สัมมากัมมันตะ กระทาชอบ ๕. สัมมาอาชีวะ เลี้ยงชีพชอบ ๖. สัมมาวายามะ พยายามชอบ ๗.
สัมมาสติ ระลึกชอบ ๘. สัมมาสมาธิ ตั้งจิตมั่นชอบ
อริยมรรคทั้ง ๘ ประการเหล่านี้ มีสาระสาคัญที่ท่านอธิบายไว้ในสัจจวิภังคสูตร๘๗
ดังนี้
คือ สัมมาทิฏฐิ คือ ความรู้ในความทุกข์ เหตุเกิดแห่งทุกข์ ความดับทุกข์ และข้อปฏิบัติให้ถึงความ
ดับทุกข์ สัมมาสังกัปปะ คือ ความดาริในการออกจากกาม ความดาริในการไม่พยาบาทและความ
ดาริในการไม่เบียดเบียน สัมมาวาจา คือ เจตนาเป็นเหตุเว้นจากการพูดเท็จ เจตนาเป็นเหตุเว้นจาก
การพูดเสียดสี เจตนาเป็นเหตุเว้นจากการพูดคาหยาบ เจตนาเป็นเหตุเว้นจากการพูดเพ้อเจ้อ
สัมมากัมมันตะ คือ เจตนาเป็นเหตุเว้นจากการประพฤติผิดในกาม สัมมาอาชีวะ คือ ละมิจฉาชีพ
เลี้ยงชีพด้วยสัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ คือ เพียรพยายามป้ องกันไม่ให้บาปอกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด
ให้เกิดขึ้นเพียรพยายามละบาปอกุศลธรรมที่เกิดขึ้น เพียรพยายามสร้างกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดให้เกิด
เพียรพยายามรักษาและส่งเสริมกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้วไม่ให้เสื่อมหายไป สัมมาสติ คือ มีสติ
สัมปชัญญะ พิจารณาเห็นกายในกาย พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนา พิจารณาเห็นจิตในจิต และ
พิจารณาเห็นธรรมในธรรม เพื่อกาจัดอภิชฌาและโทมนัส สัมมาสมาธิ คือ ตั้งจิตมั่นชอบคือ สมาธิ
ที่เจริญตามแนวของฌาน ๔
มรรคมีองค์ ๘ จัดเป็นประเภทได้ ๓ ประเภท เรียกว่า ไตรสิกขา สัมมาทิฏฐิ สัมมา
สังกัปปะ เป็นปัญญา สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ เป็นศีล สัมมาวายามะ สัมมาสติ
สัมมาสมาธิ เป็นสมาธิ มรรคมีองค์ ๘ จึงหมายถึง พรหมจรรย์๘๘
อันเป็นหลักทางดาเนินชีวิตที่
ประเสริฐ อันเป็นทางปฏิบัติของพระอริยบุคคลการดาเนินชีวิตตามแนวทางมรรคมีองค์ ๘ จึงเป็น
๘๖
ม.ม. (ไทย) ๑๒/๓๓/๓๑-๓๒, ม.อุ. (ไทย) ๑๔/๓๒๓/๓๙๒.
๘๗
ดูรายละเอียดใน ม.อุ. (ไทย) ๑๓/๓๗๕/๔๒๑-๔๒๔.
๘๘
พระธรรมปิฎก, (ป.อ. ปยุตฺโต), ลักษณะแห่งพระพุทธศาสนา, พิมพ์ครั้งที่ ๑๒, (กรุงเทพมหานคร
: ปรีชาสัทธัมมิก จากัด, ๒๕๔๗), หน้า ๕๕.
๗๙
การพัฒนาตนเองตามหลักไตรสิกขา ที่สามารถพัฒนากรรมของตนไปสู่ความสิ้นกรรม คือ นิพพาน
อันเป็นเป้าหมายสูงสุดทางพระพุทธศาสนา
๓.๔ แนวคิดการประยุกต์เรื่องกรรมเพื่อปรับพฤติกรรมตามหลักของพระพุทธศาสนา
ในหัวข้อนี้ผู้วิจัยจะได้นาเอาหัวข้อใหญ่ของการพัฒนาพฤติกรรมมนุษย์ของแบนดูร่ามา
ตั้งไว้เพื่อจะได้ศึกษาหลักธรรมในพระพุทธศาสนาที่สอดคล้องกับหลักการของแบนดูร่าเพื่อจะได้
นาไปเปรียบเทียบกันง่ายขึ้นในบทที่ ๔ ที่จะนาเสนอการเปรียบเทียบแนวทางการพัฒนาพฤติกรรม
หรือการปรับพฤติกรรมมนุษย์ต่อไป หลักใหญ่ๆ ของแบนดูร่ามีอยู่ ๓ หัวข้อ ได้แก่ ๑. แนวทางการ
เรียนรู้โดยการสังเกต (observational learning หรือ modeling) ๒. แนวทางการกากับตนเอง (self-
regulation) ๓. แนวทางการรับรู้ความสามารถของตนเอง (self-efficacy)
ผู้วิจัยก็จะเอาแนวทางเหล่านี้มาเป็นบทตั้งแล้วหาหลักธรรมในพระพุทธศาสนาที่
สอดคล้องกันมาศึกษาวิจัยเพื่อหาความเหมือนกันและความต่างกันในบทที่ต่อไป
๓.๔.๑ แนวทางการเรียนรู้โดยการสังเกต
แนวทางการเรียนรู้โดยการสังเกตของแบนดูร่า มีกระบวนการย่อยอยู่ ๔ กระบวนการ
ประกอบด้วย ก. กระบวนการความใส่ใจ ( attentional processes ) ข. กระบวนการจดจา (Retention
Process) ค. กระบวนการแสดงพฤติกรรมเหมือนกับตัวแบบ (Motor Reproduction Process) ง.
กระบวนการจูงใจ (Motivation Process
ก. กระบวนการความใส่ใจ ( attentional processes )
กระบวนการความใส่ใจในทางพระพุทธศาสนา ได้แก่ “สมาธิ”๘๙
ความที่จิตเป็น
ธรรมชาติแน่วแน่กับอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่ง เมื่อจิตใจจดจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่างเดียวจะทาให้
๘๙
สมาธิ ที่รู้กันทั่วไปมี ๓ อย่าง คือ ขณิกสมาธิ (สมาธิชั่วขณะ) อุปจารสมาธิ (สมาธิเฉียดๆ, สมาธิ
จวนจะแน่วแน่) อัปปนาสมาธิ (สมาธิแน่วแน่, สมาธิแนบสนิท, สมาธิในฌาน) ดูรายละเอียดใน สงฺคณี.อ. ๒๐๗,
วิสุทฺธิ. (ไทย) ๑/๑๘๔, ๑๐๕, วิสุทฺธิ (ไทย) ๒/๑๙๔, พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต) พจนานุกรมพุทธศาสตร์,
ฉบับประมวลธรรม, หน้า ๗๔.
สมาธิ ๓ อีกหมวดหนึ่ง คือ
๑. สุญญตสมาธิ (สมาธิอันพิจารณาเห็นความว่าง ได้แก่ วิปัสสนาที่ให้ถึงความหลุดพ้นด้วยกาหนด
อนัตตลักษณะ
๘๐
การทางานมีประสิทธิภาพมากขึ้น สมาธิที่มีหลักธรรมแห่งความสาเร็จเป็นที่รองรับคือ หลัก “อิทธิ
บาทธรรม ๔” ๙๐
คือ ฉันทสมาธิ วิริยสมาธิ จิตตสมาธิ วิมังสาสมาธิ เพื่อให้เกิดความเข้าใจชัดเจน
เกี่ยวกับอิทธิบาทธรรมอันมีสมาธิกากับอยู่จะได้ศึกษารายละเอียดในพระไตรปิฎกต่อไปตามลาดับ
ดังนี้
คาว่า อิทธิ มีอธิบายว่า ความสาเร็จ ความสาเร็จด้วยดี กิริยาที่สาเร็จ กิริยาที่
สาเร็จด้วยดี ความได้ ความได้เฉพาะ ความถึง ความถึงด้วยดี ความถูกต้อง การทาให้แจ้ง
ความเข้าถึงธรรมเหล่านั้น
คาว่า อิทธิบาท มีอธิบายว่า เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ และ
วิญญาณขันธ์ของบุคคลผู้เป็นอย่างนั้น
คาว่า เจริญอิทธิบาท มีอธิบายว่า ภิกษุเสพ เจริญ ทาให้มากซึ่งธรรมเหล่านั้น
เพราะฉะนั้นจึงเรียกว่า เจริญอิทธิบาท๙๑
คาว่า ฉันทะ หมายถึง ความพอใจ การทาความพอใจ ความเป็นผู้ประสงค์จะทา
ความฉลาด ความพอใจในธรรม ที่ชื่อว่า ฉันทสมาธิ ได้แก่ ภิกษุทาฉันทะให้เป็นอธิบดีแล้วได้
สมาธิ ได้เอกัคคตาจิต๙๒
คาว่า วิริยะ หรือปธานสังขาร หมายถึง การปรารภความเพียรทางใจ ความ
ขะมักเขม้น ความบากบั่น ความขวนขวาย ความพยายาม ความอุตสาหะ ความทนทาน
ความเข้มแข็ง ความหมั่น ความมุ่งมั่นอย่างไม่ท้อถอย ความไม่ทอดทิ้งฉันทะ ความไม่
๒. อนิมิตตสมาธิ (สมาธิอันพิจารณาธรรมไม่มีนิมิต ได้แก่ วิปัสสนาที่ให้ถึงความหลุดพ้นด้วย
กาหนดนิจจลักษณะ
๓. อัปปณิหิตสมาธิ (สมาธิอันพิจารณาธรรมไม่มีความตั้งปรารถนา ได้แก่ วิปัสสนาที่ให้ถึงความ
หลุดพ้นด้วยกา หนดทุกขลักษณะ ดูรายละเอียดใน ที.ปา. (ไทย) ๑๑/๒๒๘/๒๓๑, องฺ.ติก. (ไทย) ๒๐/๕๙๙/๓๘๕,
ขุ.ปฏิ. (ไทย) ๓๑/๙๒/๗๐, พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต) พจนานุกรมพุทธศาสตร์, ฉบับประมวลธรรม, หน้า
๗๔.
๙๐
ดูรายละเอียดใน อภิ.วิ. (ไทย) ๓๕/๔๓๓/๓๔๓.
๙๑
อภิ.วิ. (ไทย) ๓๕/๔๓๔/๓๔๓.
๙๒
อภิ.วิ. (ไทย) ๓๕/๔๓๒/๓๔๒.
๘๑
ทอดทิ้งธุระ ความเอาใจใส่ธุระ วิริยะ วิริยินทรีย์ วิริยพละ สัมมาวายามะ๙๓
ที่ชื่อว่า วิริย
สมาธิ ได้แก่ ภิกษุทาวิริยะให้เป็นอธิบดีแล้วได้สมาธิ ได้เอกัคคตาจิต๙๔
คาว่า จิต หมายถึง จิต มโน มานัส ฯลฯ มโนวิญญาณธาตุที่เหมาะสมกัน๙๕
ที่
ชื่อว่า จิตตสมาธิ ได้แก่ ภิกษุทาจิตให้เป็นอธิบดีแล้วได้สมาธิ ได้เอกัคคตาจิต๙๖
คาว่า วิมังสา หมายถึง ปัญญา ความรู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลงงมงาย ความเลือก
เฟ้ นธรรม สัมมาทิฏฐิ๙๗
ที่ชื่อว่า วิมังสาสมาธิ ได้แก่ ภิกษุทาวิมังสาให้เป็นอธิบดีแล้วได้สมาธิ
ได้เอกัคคตาจิต
พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต) ให้ความหมายว่า สมาธิ หมายถึง ความตั้งมั่นแหง่ จิต,
ภาวะที่จิตสงบนิ่งจับอยูที่อารมณอ์อันนเดียว๙๘
จากความหมายของอิทธิบาท ๔ ตามที่ศึกษามานี้พอสรุปได้ว่า ฉันทสมาธิ หมายถึง
ความพอใจ ชอบใจในกิจการงานที่กาลังทาอยู่ วิริยสมาธิ หมายถึง ความเพียรพยายาม ไม่ย่อท้อต่อ
การงาน ไม่เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า และอุปสรรคต่างๆ ที่ขัดขวางต่อการงาน จิตตสมาธิ
หมายถึง มีจิตใจจดจ่อต่องานที่กาลังทาอยู่ คือสามารถทางานนั้นๆ ได้นานไม่ทิ้งไว้กลางครัน
ขณะที่ทางานนั้นอยู่ ถ้ามีงานอื่นแทรกเข้ามาก็ไม่ปล่อยทิ้งเลย พยายามกลับมาอยู่กับงานนั้นอีก
ส่วนวิมังสาสมาธิ หมายถึง ความไตร่ตรองพิจารณาหาเหตุผล กุสโลบายต่างๆ ที่จะทางานให้สาเร็จ
ยกตัวอย่างให้เห็นภาพอย่างชัดเจนเช่น นักศึกษากลุ่มหนึ่งรับงานกลุ่มมาจากอาจารย์
นักศึกษากลุ่มนี้เบื้องต้น เมื่อได้งานมาแล้วก็มาปรึกษาหารือกันว่าจะดาเนินการทางานนี้อย่างไร
เมื่อปรึกษากันแล้วก็แบ่งงานกันไปทา ทุกคนตั้งใจทางานตามความสามารถ ขณะที่ดาเนินตาม
แผนที่ได้วางไว้นั้น ถ้ามีเหตุการณ์หรือมีอุปสรรคต่าง ๆ เกิดขึ้น พวกเขาก็จะมาปรึกษากันเพื่อหา
วิธีการแก้ไขให้งานสาเร็จลุล่วงไปตามความประสงค์
๙๓
อภิ.วิ. (ไทย) ๓๕/๔๓๓/๓๔๓.
๙๔
อภิ.วิ. (ไทย) ๓๕/๔๓๕/๓๔๓.
๙๕
อภิ.วิ. (ไทย) ๓๕/๔๓๙/๓๔๓.
๙๖
อภิ.วิ. (ไทย) ๓๕/๔๓๘/๓๔๓.
๙๗
อภิ.วิ. (ไทย) ๓๕/๔๔๒/๓๔๗.
๙๘
พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต) พจนานุกรมพุทธศาสตร์, ฉบับประมวลธรรม, หน้า ๗๔.
๘๒
การที่นักศึกษากลุ่มนี้รับงานมาแล้วมาปรึกษาถึงแนวทางที่จะทางานนั้น จัดเป็น
“ฉันทสมาธิ”เมื่อปรึกษากันแล้วแบ่งงานกันไปทาตามความสามารถของแต่ละบุคคลและแต่ละคนก็
ทางานตามที่ได้มอบหมายจัดเป็น “วิริยสมาธิ ”ขณะที่ทางานนั้นแต่ละคนก็ตั้งใจเอาใจใส่ในงานที่ทา
จัดเป็น“จิตตสมาธิ ”และเมื่อทางานไปเกิดมีอุปสรรคบางอย่างเกิดขึ้นก็มาปรึกษาหารือกันเพื่อหา
วิธีแก้ไขเพื่อให้งานสาเร็จลุล่วงไปตามที่ได้ตั้งเป้ าหมายไว้จัดเป็น “วิมังสาสมาธิ ”
ข. กระบวนการจดจา (Retention Process)
กระบวนการจดจาในทางพระพุทธศาสนา ได้แก่ “สัญญา” แต่กระบวนจดจานั้นไม่ใช่
หน้าที่ของสัญญาอย่างเดียว ยังมีหลักธรรมอื่นทางานร่วมกันเป็นกระบวนธรรม คือ สติ ความระ
ลึกได้ เป็นอีกองค์ธรรมหนึ่งที่ทาหน้าที่ร่วมกันกับสัญญา คือ เมื่อสัญญาจดจาข้อมูลไว้แล้ว เมื่อจะ
นาเอาข้อมูลที่จดจาไว้ออกมาใช้ เป็นหน้าที่ของสติ เป็นผู้ระลึกหาหรือค้นหาข้อมูลนั้นๆ ว่า ได้ทา
การบันทึกไว้ที่ไหน เปรียบเหมือนการเก็บข้อมูลไว้ในแฟ้ มเอกสารแล้วเขียนชื่อกากับไว้ เมื่อ
ต้องการนามาใช้อีกก็ไปเลือกดูตามชื่อเอกสารที่บันทึกไว้ หรืออีกนัยหนึ่งเปรียบเหมือนการทารหัส
หนังสือตามห้องสมุดต่างๆ นั่นเอง เพื่อให้ทราบความหมายและลักษณะของสัญญาชัดยิ่งขึ้นผู้วิจัย
จะได้นาเอาหลักฐานที่ปรากฏอยู่ในคัมภีร์ต่างๆ มาประกอบหลักฐานไว้ตามลาดับดังนี้
ราชบัณฑิตยสถานได้ให้ความหมายของสัญญาไว้ว่า ความรู้, ความเข้าใจ, ความสังเกต,
ความระลึกได้, ความจาได้๙๙
พระธรรมกิตติวงศ์ (ทองดี สุรเตโช ป.ธ. ๙ ราชบัณฑิต) ได้ให้ความหมายว่า ความจา,
ชื่อ, นาม มีรูปวิเคราะห์ดังนี้ สญฺชานนฺติ เอตายาติ สญฺญา ธรรมชาติเป็นเครื่องจา, เครื่องช่วยจา (ส
บทหน้า ญา ธาตุในความหมายว่ารู้ กฺวิ ปัจจัย, แปลงนิคหิตเป็น ญฺ ลบ กฺวิ) ๑๐๐
พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต) ได้ให้ความหมายของ “สัญญา” ไว้ว่า สัญญา การกาหนด
หมาย, ความจาได้หมายรู้ คือ หมายรู้ไว้ซึ่ง รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะและอารมณ์ที่เกิดกับใจว่า
เขียว ขาว ดา แดง ดัง เบา เสียงคน เสียงแมว เสียงระฆัง กลิ่นทุเรียน รสมะปราง เป็นต้น และจาได้
คือ รู้จักอารมณ์นั้นว่าเป็นอย่างนั้นๆ ในเมื่อไปพบเข้าอีก๑๐๑
๙๙
มานิต มานิตเจริญ ,พจนานุกรมไทย ,ฉบับของราชบัณฑิตยสถาน ,ฉบับพิมพ์ครั้งที่ ๑๑,
(กรุงเทพมหานคร : หสน. นิยมวิทยา (แผนกการพิมพ์), ๒๕๓๕), หน้า ๙๕๘.
๑๐๐
พระธรรมกิตติวงศ์ (ทองดี สุรเตโช ป.ธ .๙ ราชบัณฑิต), ศัพท์วิเคราะห์, (กรุงเทพมหานคร: โรง
พิมพ์เลี่ยงเซียง , ๒๕๕๐), หน้า ๖๕๓ .
๑๐๑
พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต), พจนานุกรมพุทธศาสน์, ฉบับประมวลศัพท์, หน้า ๓๑๙-๓๒๐.
๘๓
พระพรหมคุณาภรณ์ (ปยุตฺโต) กล่าวว่า “ลักษณะของสัญญาคือ ทางานกับอารมณ์ที่
ปรากฏตัวอยู่แล้ว กล่าวคือ เมื่ออารมณ์ปรากฏตัวอยู่ต่อหน้า จึงกาหนดได้ หมายรู้หรือจาได้ซึ่ง
อารมณ์นั้น”๑๐๒
ศัพท์ที่มีความหมายว่า “ความจา” มีอยู่หลายศัพท์ด้วยกัน เช่น ธิติมา ธารณตา เป็นต้น
แต่สองคาหลังนี้มีความหมายเป็นไปเฉพาะทาง เป็นคุณสมบัติของบุคคล ไม่มีความหมายว่า
ความจา โดยตรง จึงจะไม่ขอนามากล่าวไว้ในที่นี้ จะกล่าวถึงเฉพาะสัญญา ที่สอดคล้องกับ
กระบวนการจดจา ซึ่งกระบวนการจดจาตามหลักจิตวิทยาสมัยใหม่แบ่งออกเป็นข้อย่อยอีก ๓
หัวข้อ คือ ๑. การนาข้อมูลเข้าสู่จิตใจ ๒. การบันทึกข้อมูลความจาไว้ในจิตใจ ๓. การแสดงข้อมูล
ความจาออกมาให้ปรากฏ จะได้ศึกษาในรายละเอียดแต่ละหัวข้อต่อไป
๑. การนาข้อมูลเข้าสู่จิตใจ
การนาข้อมูลความจาเข้าสู่จิตใจ (encoding) ในทางพระพุทธศาสนาคือการรับเอา รูป
เสียง กลิ่น รส สัมผัส และธรรมารมณ์ ภายนอกเข้ามาภายในคือจิตใจ หรือเรียกตามภาษาทาง
พระพุทธศาสนาว่า อายตนะภายนอก ส่วน ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เรียกว่า อายตนะภายใน๑๐๓
ทั้ง
สองฝ่ายนี้มากระทบกันแล้วเกิดความรู้สึกขึ้น ถือว่ากระบวนการนาข้อมูลเข้าสู่จิตใจสาเร็จ คาว่า
ความรู้สึก คือวิญญาณ๑๐๔
ถ้าเกิดความรู้สึกทางตาเรียกว่า จักขุวิญญาณ เกิดความรู้สึกทางหูเรียกว่า
โสตวิญญาณ เป็นต้น
จากเนื้อหาตรงนี้การนาข้อมูลเข้าสู่จิตใจยังไม่เป็นหน้าที่ของสัญญา เป็นหน้าที่ของ
วิญญาณ หรือจิต เป็นผู้รับรู้อารมณ์ที่มากระทบกัน สรุปแล้วขั้นตอนนี้ยังไม่มีการจาข้อมูลเพียงแต่
รับรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นแล้ว
๒. การบันทึกข้อมูลความจาไว้ในจิตใจ
๑๐๒
พระพรหมคุณาภรณ์ (ปยุตฺโต), พุทธธรรม, ฉบับปรับปรุงและขยายความ, พิมพ์ครั้งที่ ๑๑, หน้า
๒๑.
๑๐๓
อายตยนะภายในมี ๖ อย่าง คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ อายตนะภายนอกมี ๖ อย่าง เช่นเดียวกันคือ
รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ หรือสัมผัส และธรรมารมณ์, ดูรายละเอียดใน ที.ปา. (บาลี) ๑๑/๑๔๖/๘๗, ที.ปา.
(ไทย) ๑๑/๑๔๖/๑๐๖, อภิ.สงฺ. (บาลี) ๓๔/๑๓๔๒/๓๐๑, อภิ.สงฺ. (ไทย) ๓๔/๑๓๔๒/๓๓๕, วิสุทฺธิ. (บาลี) ๒/
๔๓๖/๘๕ -๘๖, วิสุทฺธิ. (ไทย) ๔๓๖/๗๒๓-๗๒๕.
๑๐๔
วิญญาณมีชื่อตามอายตนะที่เกิดพร้อมกันเหมือนกัน คือ มีความรู้สึกทางตา เรียกว่า จักขุวิญญาณ
มีความรู้สึกทางหู เรียกว่า โสตวิญญาณ เป็นต้น, อีกอย่างหนึ่ง คาว่า วิญญาณ มีความหมายเหมือนกันกับคาว่า จิต
มโน ดูรายละเอียดใน ส.นิ. (บาลี) ๑๖/๖๑/๙๑, ส.นิ. (ไทย) ๑๖/๖๑/๑๑๕, ส.นิ.อ. (ไทย) ๒/๒๙๔.
๘๔
การบันทึกข้อมูลเป็นขั้นตอนที่สองต่อจากการนาข้อมูลเข้าสู่จิตใจ ในขั้นตอนนี้จะมีการ
เปลี่ยนรหัสหรือเปลี่ยนรูปแบบของข้อมูลเพื่อให้เกิดความเข้าใจเกี่ยวกับข้อมูลที่รับเข้ามา เมื่อทา
การเปลี่ยนรูปแบบแล้วก็จะทาการบันทึกข้อมูลไว้ กระบวนบันทึกข้อมูลได้แก่ สัญญา นั่นเอง
สัญญาทาการบันทึกข้อมูลที่รับเข้ามาโดยการสร้างรหัสของตัวเองเพื่อจะได้นาออกมาใช้ประโยชน์
ในโอกาสต่อไป
๓. การแสดงข้อมูลความจาออกมาให้ปรากฏ
ถึงขั้นตอนนี้เป็นการนาข้อมูลที่ได้บันทึกเก็บไว้ออกมาใช้ประโยชน์ตามที่ต้องการ
หน้าที่การนาข้อมูลออกมาใช้นี้เป็นหน้าที่ของสติ ซึ่งเป็นองค์ธรรมหนึ่งที่ทางานร่วมกันกับสัญญา
แต่ในขณะเดียวกันกระบวนการระลึกถึงข้อมูลของสตินี้ก็มีสัญญาอยู่ด้วย เพราะถ้าไม่มีสัญญาก็ไม่รู้
ว่าข้อมูลที่สติระลึกหานั้นเป็นข้อมูลที่ต้องการใช้ประโยชน์หรือไม่ หมายความว่าในความระลึก
ของสตินั้นบางส่วนก็เป็นความจาด้วย คือเป็นสัญญาด้วย ในเรื่องนี้พระพรหมคุณาภรณ์ได้อธิบาย
ไว้ว่า
สัญญาก็ดี สติก็ดี มีความหมายคาบเกี่ยวและเหลื่อมกันกับความจา กล่าวคือ ส่วนหนึ่ง
ของสัญญาเป็ นส่วนหนึ่งของความจา อีกส่วนหนึ่งของความสัญญาอยู่นอกเหนือ
ความหมายของความจา แม้สติก็เช่นเดียวกัน ส่วนหนึ่งของสติเป็นส่วนหนึ่งของความจา
อีกส่วนหนึ่งของสติ อยู่นอกเหนือความหมายของความจา...๑๐๕
จากข้อความตรงนี้ทาให้ทราบว่า สัญญา ทาหน้าที่กาหนดหรือหมายรู้อารมณ์เอาไว้เมื่อ
ประสบอารมณ์อีกก็เอามาเปรียบเทียบกันว่า ถูกต้องตรงกันหรือไม่ เมื่อรู้ว่าถูกต้องตรงกัน สติก็ทา
หน้าที่ดึงเอาข้อมูลออกมาใช้ สามารถเขียนเป็นแผนภาพได้ดังนี้
๑๐๕
พระพรหมคุณาภรณ์ (ปยุตฺโต), พุทธธรรม, ฉบับปรับปรุงและขยายความ, หน้า ๒๑.
๘๕
จากแผนภาพนี้ขั้นตอนแรกเป็นกระบวนการของอายตนะภายนอกกับอายตนะภายใน
และผัสสะ พร้อมด้วยวิญญาณ กระบวนการนี้องค์ธรรมหลักคือวิญญาณ ทาหน้าที่รับรู้อารมณ์
ขั้นตอนที่สองเป็นหน้าที่ของสัญญาโดยตรง ทาหน้าที่บันทึกข้อมูลที่รับเข้ามาแล้วทารหัสเก็บไว้ใน
ภวังคจิต ขั้นตอนที่สามเป็นหน้าที่ของสติ ทาหน้าที่ระลึกถึงข้อมูลที่บันทึกไว้แล้วดึงเอาข้อมูล
ออกมาใช้
ยกตัวอย่างเช่น นาย ก. เห็นนาย ข. เดินมาแต่ไกล นาย ก. จาได้ว่าเป็น นาย ข. และนึกถึง
เหตุการณ์ที่เคยทาร่วมกับนาย ข. ในอดีตหลายอย่างตามมา การที่นาย ก. เห็นนาย ข. เดินมาแต่ไกล
เป็นวิญญาณ การที่นาย ก. จานาย ข. ได้เป็นสัญญา การที่นาย ก. นึกถึงเหตุการณ์ต่างๆ ที่เคยทา
ร่วมกันกับนาย ข. ได้เป็นสติ
ค. กระบวนการแสดงพฤติกรรมเหมือนกับตัวแบบ (Motor Reproduction Process)
กระบวนการแสดงพฤติกรรมเหมือนกับตัวแบบ ในทางพระพุทธศาสนา ได้แก่ อินทรีย์
๕ พละ ๕๑๐๖
ราชบัณฑิตยสถานได้ให้ความหมายของ “อินทรีย์” ว่า อานาจ, กาลัง, ความเป็นใหญ่,
ร่างกาย, กาลังกาย, ความรู้สึก, ประสาท, หน้าที่๑๐๗
๑๐๖
อินทรีย์๕ พละ ๕ ทั้งสองหลักธรรมนี้มีองค์ธรรมเหมือนกัน คือ สัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา
เพียงแต่เปลี่ยนชื่อตามหมวดธรรมเท่านั้น คือเอาองค์ธรรมเหล่านี้ไม่นาหน้าชื่อหมวดธรรม เช่น สัทธินทรีย์สัทธา
พละ เป็นต้น ดูรายละเอียดใน ส.ม) .บาลี (๑๙/๔๗๑-๔๙๔/๑๑๗-๑๒๔ ,ส.ม) .ไทย (๑๙/๔๗๑-๔๙๔/๑๘๖-๒๐๐,
๑๐๗
มานิต มานิตเจริญ ,พจนานุกรมไทย ,ฉบับของราชบัณฑิตยสถาน, หน้า ๑๑๑๒.
รูปภาพที่ ๓.๑ แผนผังกระบวนการจดจา (Retention Processes)
การนาข้อมูลเข้าสู
จิตใจ
การบันทึกข้อมูล
ความจา
การนาข้อมูล
ออกมาให้ปรากฏ
๘๖
พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต) ได้ให้ความหมายของ “อินทรีย์” ว่า ความเป็นใหญ่,
สภาพที่เป็นใหญ่ในกิจของตน, ธรรมที่เป็นเจ้าการในการทาหน้าที่อย่างหนึ่งๆ เช่น ตาเป็นใหญ่หรือ
เป็นเจ้าการในการเห็น หูเป็นใหญ่ในการได้ยิน ศรัทธาเป็นเจ้าการในการครอบงาเสียซึ่งความไร้
ศรัทธาเป็นต้น๑๐๘
พระพรหมคุณาภรณ์ (ปยุตฺโต) ได้ให้ความหมายของอินทรีย์ว่า สภาพที่เป็นใหญ่ในกิจ
ของตน คือธรรมที่เป็นเจ้าการในการทาหน้าที่อย่างหนึ่งๆ๑๐๙
คาว่า “อินทรีย์” ในพระพุทธศาสนามี ๓ ประเภท คือ ๑. อินทรีย์ ๕ ได้แก่ สัทธา วิริยะ
สติ สมาธิ ปัญญา๑๑๐
, ๒. อินทรีย์ ๖๑๑๑
ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ หรืออายตนะภายในนั่นเอง,
อินทรีย์ ๒๒ ได้แก่ จักขุนทรีย์ (อินทรีย์คือจักขุปสาท) โสตินทรีย์ (อินทรีย์คือโสตปสาท)๑๑๒
ใน
งานหัวข้อนี้ หมายเอาอินทรีย์ ๕ คือ สัทธา วิริย สติ สมาธิ ปัญญา
ธรรม ๕ อย่างชุดเดียวกันนี้ เรียกชื่อต่างกันไปตามหน้าที่ที่ทา คือ เรียกชื่อว่า พละ โดย
ความหมายว่า เป็นกาลังทาให้เกิดความเข้มแข็งมั่นคง ซึ่งธรรมที่ตรงข้ามแต่ละอย่างคือความไร้
ศรัทธา ความเกียจคร้าน ความประมาท ความฟุ้งซ่าน และความหลงงมงาย ตามลาดับ๑๑๓
พละ ๕ คือธรรมอันเป็นกาลัง ซึ่งเป็นเครื่องเกื้อหนุนแก่อริยมรรค จัดอยู่ในจาพวกโพธิ
ปักขิยธรรมมี ๕ คือ สัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา๑๑๔
๑๐๘
พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต), พจนานุกรมพุทธศาสน์, ฉบับประมวลศัพท์, พิมพ์ครั้งที่ ๙,
(กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๓), หน้า ๔๑๙.
๑๐๙
พระพรหมคุณาภรณ์ (ปยุตฺโต), พุทธธรรม, (ฉบับปรับปรุงและขยายความ), หน้า ๘๗๕.
๑๑๐
ส. ม. (ไทย) ๑๙/๔๙๑/๓๐๒.
๑๑๑
ส. ม. (ไทย) ๑๙/๔๙๕-๔๙๙/๓๐๕-๓๐๘, องฺ.ปญฺจก. (ไทย) ๒๒/๑๖๗/๒๘๑.
๑๑๒
จักขุนทรีย์ (อินทรีย์คือจักขุปสาท) ควรรู้ยิ่ง โสตินทรีย์(อินทรีย์คือโสตปสาท) ... ฆานินทรีย์
(อินทรีย์คือฆานปสาท)... ชิวหินทรีย์(อินทรีย์คือชิวหาปสาท) ... กายินทรีย์(อินทรีย์คือกายปสาท)... มนินท
รีย์(อินทรีย์คือใจ) ... ชีวิตินทรีย์(อินทรีย์คือชีวิต) ... อิตถินทรีย์ (อินทรีย์คืออิตถีภาวะ) ... ปุริสินทรีย์ (อินทรีย์คือ
ปุริสภาวะ) ... สุขินทรีย์(อินทรีย์คือสุขเวทนา) ... ทุกขินทรีย์(อินทรีย์คือทุกขเวทนา) ... โสมนัสสินทรีย์ (อินทรีย์
คือโสมนัสสเวทนา) ... โทมนัสสินทรีย์(อินทรีย์คือโทมนัสสเวทนา) ... อุเปกขินทรีย์ (อินทรีย์คืออุเบกขาเวทนา)
... สัทธินทรีย์ (อินทรีย์คือศรัทธา) ... วิริยินทรีย์ (อินทรีย์คือวิริยะ) ... สตินทรีย์ (อินทรีย์คือสติ) ... สมาธินทรีย์
(อินทรีย์คือสมาธิ) ... ปัญญินทรีย์ (อินทรีย์คือปัญญา) ... อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ (อินทรีย์แห่งท่านผู้ปฏิบัติ
ด้วยมุ่งว่าเราจักรู้สัจธรรมที่ยังมิได้รู้) ... อัญญินทรีย์ (อินทรีย์คือปัญญาอันรู้ทั่วถึง) ... อัญญาตาวินทรีย์ (อินทรีย์
แห่งท่านผู้รู้ทั่วถึงแล้ว) ควรรู้ยิ่ง ดูรายละเอียดใน ขุ.ปฏิ. (ไทย) ๓๑/๔/๘.
๑๑๓
พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต), พจนานุกรมพุทธศาสน์, ฉบับประมวลศัพท์, หน้า ๔๒๐.
๑๑๔
พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต), พจนานุกรมพุทธศาสน์, ฉบับประมวลศัพท์, หน้า ๑๘๕.
๘๗
หมวดธรรมที่เกี่ยวพละ มีอยู่ ๓ หมวด๑๑๕
คือ ๑. พละ ๕ คือ สัทธาพละ วิริยพละ สติ
พละ สมาธิพละ ปัญญาพละ ๒. พละ ๔ คือ คือธรรมอันเป็นพลังทาให้ดาเนินชีวิตด้วยความมั่นใจ
ไม่ต้องหวาดหวั่นกลัวภัยต่างๆ ได้แก่ ๑. ปัญญาพละ กาลังปัญญา ๒. วิริยพละ กาลังความเพียร ๓.
อนวัชชพละ กาลังคือการกระทาที่ไม่มีโทษ (กาลังความสุจริตและการทาแต่กิจกรรมทีดีงาม) ๔.
สังคหพละ กาลังการสงเคราะห์ คือช่วยเหลือเกื้อกูลอยู่ร่วมกับผู้อื่นด้วยดี ทาตนให้เป็นประโยชน์
แก่สังคม ๓. พละ ๕ หรือขัตติยพละ ๕ ได้แก่กาลังของพระมหากษัตริย์ หรือกาลังที่ทาให้มีความ
พร้อมสาหรับความเป็นกษัตริย์คือ ๑. พาหาพละ หรือ กายพละ กาลังแขนหรือกาลังกาย คือแข็งแรง
สุขภาพดี สามารถในการใช้แขนใช้มือใช้อาวุธมีอุปกรณ์พรั่งพร้อม ๒. โภคพละ กาลังโภคสมบัติ
๓. อมัจจพละ กาลังข้าราชการที่ปรึกษาและผู้บริหารที่สามารถ ๔. อภิชัจจพละ กาลังความมีชาติสูง
ต้องด้วยความนิยมเชิดชูของมหาชนและได้รับการศึกษาอบรมมาดี ๕. ปัญญาพละ กาลังปัญญา
ง. กระบวนการจูงใจ (Motivation Process)
กระบวนการจูงใจ ในทางพระพุทธศาสนา ได้แก่ พุทธพจน์ว่า “นิคฺคณฺเห นิคฺคหารห ”
ข่มบุคคลที่ควรข่ม “ปคฺคณฺเห ปคฺคหารห ”ยกย่องคนที่ควรยกย่อง เพราะว่าพระพุทธเจ้า จะตาหนิ
คนที่ควรตาหนิโดยไม่ได้เลือกหน้าว่าจะเป็นใครมาจากไหน เป็นลูกหลานของใคร และจะ
สรรเสริญผู้ที่ควรสรรเสริญโดยไม่ได้เลือกหน้าเหมือนกัน เช่นตัวอย่างเรื่องพระฉันนะ ซึ่งเป็น
อามาตย์คนสนิทของพระองค์ เป็นสหายของพระองค์ด้วย ตอนที่พระองค์เสด็จออกผนวช ก็ได้นาย
ฉันนะในตอนนั้นเป็นเพื่อนตามเสด็จ ภายหลังนายฉันนะออกบวชแล้วแสดงความที่ตนเป็นคน
สนิทของพระพุทธเจ้าตอนเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ ประพฤติตนไม่เหมาะสมเป็นคนว่ายากสอนยาก
ใครบอกสอนไม่เชื่อฟัง ทาอะไรตามใจตนเอง จนถึงบั้นปลายชีวิตของพระพุทธเจ้า ขณะใกล้จะ
ปรินิพพานพระอานนท์ทูลถามพระพุทธองค์ว่าจะทาอย่างไรกับพระฉันนะ พระองค์บอกให้สงฆ์ลง
พรหมทัณฑ์๑๑๖
แก่พระฉันนะ จนในที่สุดพระฉันนะก็ได้สติยอมปฏิบัติตามมติของสงฆ์กลายมาเป็น
ผู้ว่าง่ายสอนง่ายได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ในที่สุด ส่วนตัวอย่างเรื่องของคนที่ควรสรรเสริญนั้นจะ
ขอยกตัวอย่างเรื่องของพระอานนท์ ผู้เป็นพระอนุชา และเป็นพุทธอุปัฏฐากอีกตาแหน่งหนึ่งด้วย
พระองค์ยกย่องให้พระอานนท์เป็นผู้เลิศในห้าข้อ เช่น เป็นพุทธอุปัฏฐาก เป็นผู้ทรงจาคาสอนได้
มาก เป็นผู้ฉลาดในการปฏิสันถารต้อนรับทั้งพระภิกษุ ภิกษุณี สามเณร สามเณรี ตลอดจนอุบาสก
๑๑๕
เรื่องเดียวกัน, หน้า ๑๘๕-๑๘๖.
๑๑๖
พรหมทัณฑ์คือ การที่คณะสงฆ์ปล่อยให้พระฉันนะว่ากล่าว หรือทาอะไรตามใจชอบ คณะสงฆ์
ไม่ยุ่งเกี่ยวด้วย ดูรายละเอียดใน วิ.จู) .บาลี (๗/๔๔๕/๑๖๓-๑๖๕ ,วิ.จู) .ไทย (๗/๔๔๕/๓๘๖-๓๘๙ .
๘๘
อุบาสิกาผู้มาขอเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า เหตุการณ์ครั้งหนึ่งขณะที่พระองค์พร้อมด้วยพระภิกษุสงฆ์หมู่
ใหญ่เดินทางไปในทักษิณาชนบท แคว้นมคธ๑๑๗
ผ่านกรุง ราชคฤห์พระองค์มองเห็นคันนาของ
ชาวมคธ จึงรับสั่งกับพระอานนท์ว่า เธอจะสามารถตัดเย็บจีวรของภิกษุให้มีรูปแบบเหมือนคันนา
ชาวมคธหรือไม่ พระอานนท์รับปากว่าได้แล้วมาออกแบบจีวรของภิกษุแล้วเย็บมาถวาย
พระพุทธเจ้า พระองค์ทรงสรรเสริญพระอานนท์ต่อหน้าคณะสงฆ์หมู่ใหญ่ว่า พระอานนท์เป็นคน
ฉลาดมีไหวพริบปฏิภาณ สามารถเข้าใจความหมายของถ้อยคาที่พระองค์พูดย่อ ๆ แล้วนามา
ออกแบบจีวรได้ จนเป็นแบบอย่างจีวรของพระภิกษุ สามเณรมาจนทุกวันนี้
เรื่องนางนกกุณฑลินี ในเตสกุณชาดก ตอนที่นางนกกราบทูลแก่พระราชาว่า “พระราชา
ควรทราบความเจริญและความเสื่อมด้วยพระองค์เองควรทรงทราบสิ่งที่ทรงกระทาแล้วและยังมิได้
ทรงกระทาด้วยพระองค์เอง พึงข่มคนที่ควรข่ม ยกย่องคนที่ควรยกย่อง”๑๑๘
เรื่องนายสารถีฝึกม้า
ในเกสิสูตร เป็นต้น สามารถนามาเปรียบเทียบกับกระบวนการจูงใจได้ เพราะอุบายการฝึกม้าของ
นายเกสี สอดคล้องกับกระบวนการจูงใจคือ สอนด้วยวิธีสุภาพ สอนด้วยวิธีรุนแรง และสอนด้วย
วิธีสุภาพและวิธีรุนแรงผสมกัน ในพระสูตรนี้เป็นการสนทนากันระหว่างนายเกสี กับพระพุทธเจ้า
นายเกสีเข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้าแล้วพระองค์ตรัสถามวิธีฝึกม้าของเขา นายเกสีกราบทูลตามข้อความ
ที่ยกมาข้างต้นนั้น และตอนสุดท้ายพระองค์ตรัสถามว่า ถ้าใช้วิธีทั้ง ๓ แล้วยังฝึกไม่ได้นายเกสี ทา
อย่างไร นายเกสีกราบทูลว่า ถ้าใช้ทั้ง ๓ วิธีแล้วยังฝึกไม่ได้นายเกสีก็ฆ่าม้าตัวนั้นเสียเพื่อจะไม่ได้
เป็นตัวอย่างที่ไม่ดีแก่ม้าตัวอื่นหรือเสียชื่อเสียงในการฝึกม้าของเขา จากนั้นนายเกสีก็ทูลถาม
พระพุทธเจ้าว่า พระองค์ฝึกภิกษุอย่างไร พระองค์ตรัสว่า เราก็ใช้วิธีเหมือนเธอนั่นแหละ คือใช้วิธี
สุภาพ ใช้วิธีรุนแรง ใช้วิธีสุภาพและรุนแรงผสมกัน ถ้าใช้ทั้ง ๓ วิธีแล้วยังฝึกไม่ได้พระองค์ก็ฆ่าทิ้ง
เหมือนกัน แต่การฆ่าของพระองค์ไม่เหมือนกับการฆ่าของนายเกสี การฆ่าของพระองค์คือการไม่
สอนอีกต่อไปปล่อยให้ทาตามใจชอบ๑๑๙
จากตัวอย่างที่กล่าวมานี้แสดงให้เห็นว่า กระบวนการจูงใจในพระพุทธศาสนาต้องทาให้
เสมอภาคกันโดยไม่เลือกปฏิบัติให้ความเป็นแก่ทุกฝ่ายทั้งผู้ที่ทาดีและทาชั่ว เช่น กรณีของพระ
อานนท์และพระฉันนะที่พระองค์ปฏิบัติให้เห็นแล้วนั้น เพราะถ้าผู้ใหญ่เลือกปฏิบัติแบบมีอคติ ๔
ประการ จะทาให้มีปัญหาตามมา คือผู้ที่ไม่ได้รับความยุติธรรมก็จะตาหนิได้ว่าถูกปฏิบัติไม่เป็น
๑๑๗
ดูรายละเอียดใน วิ.ม) .บาลี (๕/๓๔๕ , /วิ.ม) .ไทย (๕/๓๔๕/๒๑๓-๒๑๔ .
๑๑๘
ขุ .ชา) .ไทย (๒๗/๑๙/๕๙๗.
๑๑๙
ดูรายละเอียดใน องฺ .จตุกฺก) .ไทย (๒๑/๑๑๑/๑๗๑ .
๘๙
ธรรม เมื่อเป็นเช่นนั้น กฏ หรือระเบียบต่างๆ ที่บัญญัติขึ้นไว้ก็จะหมดความน่าเชื่อถือไปด้วย แต่
เพราะคาสอนในพระพุทธศาสนาเป็นสากล ดังนั้น กฏ หรือระเบียบวินัยต่างๆ ที่พระพุทธองค์ได้
บัญญัติไว้แล้วจึงยังคงความน่าเชื่อถือมาจนถึงทุกวันนี้
๓.๔.๒ แนวทางการกากับตนเอง (Self-Regulation)
แนวทางการกากับตนเอง (Self-Regulation) ประกอบด้วยกระบวนการย่อย ๓
กระบวนการ คือ ก. กระบวนการสังเกตของตนเอง (Self observation) ข. กระบวนการตัดสิน
(judgment process) ค. การแสดงปฏิกิริยาต่อตนเอง (self-reaction) จะได้ศึกษาในรายละเอียดของ
แต่ละกระบวนการเป็นลาดับไป
ก. กระบวนการสังเกตของตนเอง (Self observation)
กระบวนการสังเกตของตนเอง ในทางพระพุทธศาสนา ได้แก่หลักธรรมที่มีอุปการะ
มาก ๒๑๒๐
จะได้ศึกษาในรายละเอียดเกี่ยวกับความหมายและลักษณะของหลักธรรมทั้งสองต่อไป
ราชบัณฑิตยสถาน ได้ให้ความหมายของสติไว้ว่า “สติ” หมายถึงความรู้สึกตัว ,
ความรู้สึกผิดชอบ ,การระลึก ,ความทรงจา ,ความระมัดระวัง ,การตื่น ,ใจอันไม่ว่างเปล่า,ความ
ปลอดโปร่ง๑๒๑
คาว่า “สัมปชัญญะ” หมายถึงความรู้ตัวอยู่เสมอ ,ความระมัดระวัง ,ความไม่เผลอตัว
,ความไตร่ตรอง ,ความพิจารณา๑๒๒
คาว่า “สติ” เป็นภาษาบาลี แปลว่า ความระลึกได้ มาจาก สร ธาตุในความคิด ,ระลึก เป็น
ศัพท์นามกิตก์ ลง ติ ปัจจิย ในกิตกิจจปัจจัย๑๒๓
ตามหลักไวยากรณ์ สติ มีบทวิเคราะห์เป็น ๒ รูป๑๒๔
๑๒๐
ที.ปา) .บาลี (๑๑/๑๐๙-๓๑๐ /ที.ปา) .ไทย (๑๑/๑๐๙-๓๑๐/๗๙-๔๓๓.
๑๒๑
มานิต มานิตเจริญ ,พจนานุกรมไทย ,ฉบับของราชบัณฑิตยสถาน ,ฉบับพิมพ์ครั้งที่ ๑๑ ,หน้า
๙๑๙ .
๑๒๒
เรื่องเดียวกัน ,หน้า ๙๖๔ .
๑๒๓
คาว่า “นามกิตก์” เป็น ๑ ใน ๒ ของ “กิตก์” คาว่า “กิตก์” เป็นชื่อของหลักไวยากรณ์ประเภท
หนึ่งและเป็นชื่อของศัพท์ที่ท่านประกอบปัจจัยหมู่หนึ่ง ซึ่งเป็นเครื่องกาหนดหมายเนื้อความของนามศัพท์และ
กิริยาศัพท์ นามกิตก์ หมายถึงศัพท์กิตก์ที่สาเร็จมาจากศัพท์นามและศัพท์คุณที่ประกอบกับปัจจัยในนามกิตก์โดย
ผ่านการตั้งวิเคราะห์มาแล้ว ดูรายละเอียดใน มูลนิธิธรรมกาย ,บาลีไวยากรณ์ฉบับท่องจา) ,กรุงเทพมหานคร :
บริษัท ฟองทองเอนเตอร์ไพรส์ จากัด ,๒๕๔๐ ,(หน้า ๙๔ .
๑๒๔
คาว่า “รูป” หมายถึง รูปวิเคราะห์ของแต่ละสาธนะ มีอยู่๓ รูป คือ กัตตุรูป กัมมรูป และภาวรูป
๙๐
๓ สาธนะ๑๒๕
คือเป็นกัตตุรูป กัตตุสาธนะ๑๒๖
กัตตุรูป กรณสาธนะ๑๒๗
และภาวรูป ภาวสาธนะ๑๒๘
ตั้งวิเคราะห์ได้๓ รูปแบบ ดังนี้
สรตีติ สติ แปลว่า ธรรมชาติที่ระลึก เป็นกัตตุรูป กัตตุสาธนะ
สรติ เอตายาติ สติ แปลว่า ธรรมชาติเป็นเหตุระลึก เป็นกัตตุรูป กรณสาธนะ
สรณ สติ แปลว่า ความระลึก เป็นภาวรูป ภาวสาธนะ
พระธรรมกิตติวงศ์ )ทองดี สุรเตโช (ได้ให้ความหมาย รูปวิเคราะห์ และปัจจัยของ สติ
แปลกออกไปเล็กน้อย ดังนี้
สรติ จินฺเตตีติ สติ แปลว่า กิริยาที่ระลึกได้ )สร ธาตุในความหมายว่าคิด,ระลึก ติ ปัจจัย ,ลบ
ร ที่สุดธาตุ (สรติ เอตายาติ สติ ธรรมชาติเป็นเหตุให้ระลึกได้ )สร+อ(
ปมาท สรติ หึสตีติ สติ ธรรมชาติผู้เบียดเบียนความประมาท ) สร ธาตุในความหมายว่า
เบียดเบียน อ ปัจจัย ,ลบ ร ที่สุดธาตุ(๑๒๙
ในคัมภีร์สุมังคลวิลาสินี๑๓๐
ซึ่งเป็นคัมภีร์อรรถกถาของทีฆนิกายได้อธิบายว่า ผู้มีสติเพราะ
ระลึกได้
ในคัมภีร์ปปัญจสูทนี๑๓๑
ซึ่งเป็นคัมภีร์อรรถกถาของมัชฌิมนิกายได้อธิบายว่า สติ มีอยู่ ๒
ประเภท คือ ๑. ปัญญาสัมปยุตตาสติ (สติที่ประกอบด้วยปัญญา) ๒. ปัญญาวิปปยุตตาสติ (สติที่ไม่
ประกอบด้วยปัญญา
สติที่ประกอบด้วยปัญญาเป็นสติที่มีกาลัง สติที่ไม่ประกอบด้วยปัญญาเป็นสติที่อ่อนกาลัง
ในคัมภีร์วิสุทธิมรรคได้อธิบายคาว่า “สโต” ซึ่งเป็นศัพท์คุณนามหรือเป็นคุณสมบัติของ
๑๒๕
คาว่า “สาธนะ” หมายถึง ศัพท์ที่สาเร็จมาจากรูปวิเคราะห์ มี ๗ อย่าง คือ กัตตุสาธนะ กัมมสาธ
นะ ภาวสาธนะ กรณสาธนะ สัมปทานสาธนะ อปาทานสาธนะ และอธิกรณสาธนะ
๑๒๖
คาว่า “กัตตุสาธนะ” หมายถึงศัพท์ที่เป็นชื่อของผู้กระทา คือผู้กระทากิริยาอาการนั้นๆ เอง เช่น
ศัพท์ว่า “ทายโก” หรือ ทายก แปลว่า ผู้ให้ คือเป็นผู้ให้ด้วยมือของตนไม่ได้ใช้คนอื่นทาแทน
๑๒๗
คาว่า “กรณสาธนะ” หมายถึงศัพท์ที่เป็นชื่อของอุปกรณ์ในการกระทากิจต่างๆ เช่น ศัพท์ว่า
“สติ” ที่แปลว่า เป็นเครื่องระลึก หมายถึง บุคคลระลีกด้วย สติ “พนฺธน” แปลว่า วัตถุเป็นเครื่องผูก ได้แก่ เชือก
โซ่ เป็นต้น คือบุคคลเอาเชือกผูก เอาโซ่ผูก หรือเอาวัตถุอื่นที่สามารถผูกได้ “วิชฺฌน” วัตถุเป็นเครื่องไช มีสว่าน
เป็นต้น
๑๒๘
คาวา “ภาวสาธนะ” หมายถึงศัพท์บอกกิริยา คือการกระทาของผู้ทา เช่น คาว่า “สติ” แปลว่า
ความระลึก ความหมายก็คือบุคคลนั้นๆ ระลึกได้เอง ไม่ได้ให้คนอื่นช่วยระลึก
๑๒๙
พระธรรมกิตติวงศ์ )ทองดี สุรเตโช ป.ธ .๙ ราชบัณฑิต ,(ศัพท์วิเคราะห์, หน้า ๖๕๕ .
๑๓๐
ที.ม.อ) .ไทย (หน้า ๗๑
๑๓๑
ม.มู.อ) .ไทย (๑/๔๖/๑๒๕.
๙๑
พระโยคาวจรว่า ภิกษุชื่อว่า สโต เพราะระลึกได้๑๓๒
พระธรรมกิตติวงศ์ (ทองดี สุรเตโช ป.ธ. ๙ ราชบัณฑิต) ได้ให้ความหมายและรูป
วิเคราะห์ ดังนี้
สัมปชัญญะ หมายถึงความรู้ตัว, ปัญญา, สมฺปชานสฺส ภาโว สมฺปชญฺญ แปลว่า ภาวะ
ของผู้รู้ทั่วพร้อม (สมฺปชาน+ณฺย ลบ ณฺ และสระที่ น, แปลง นฺย เป็น ญ ซ้อน ญ)๑๓๓
พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต) ได้ให้ความหมายของ “สติ” ว่าความระลึกได้, นึกได้,
ความไม่เผลอ, การคุมใจไว้กับกิจหรือกุมจิตไว้กับสิ่งที่เกี่ยวข้อง, จาการที่ทาและคาที่พูดแล้วแม้
นานได้๑๓๔
สัมปชัญญะ หมายถึง ความรู้ตัวทั่วพร้อม, ความรู้ตระหนัก, ความรู้ชัดเข้าใจชัดซึ่งสิ่งที่
นึกได้, มักมาคู่กับสติ๑๓๕
จากความหมายดังที่ได้ศึกษามานี้พอสรุปได้ว่า สติ หมายถึง ความระลึกได้, ธรรมชาติ
เป็นเหตุระลึกได้, และธรรมชาติผู้เบียดเบียนความประมาท สัมปชัญญะ หมายถึง ความรู้ตัว และ
เป็นชื่อของปัญญาด้วย
ในคัมภีร์มิลินทปัญหา๑๓๖
พระนาคเสนเถระได้อธิบายลักษณะของสติไว้ว่า สติมี
ลักษณะ ๒ ประการ คือ อปิ ลาปนลักขณาสติ กับอุปคัณหณลักขณาสติ อปิลาปนลักขณาสติ
หมายถึง เตือนให้ระลึกไปในธรรมทั้งหลายคือ เตือนว่า สิ่งนั้นดี สิ่งนั้นชั่ว สิ่งนี้ไม่เป็นประโยชน์
สิ่งนี้เป็นโทษ สิ่งนี้เป็นคุณ สิ่งนี้ขาว สิ่งนี้ดา เป็นต้น เมื่อสติเตือนอยู่บ่อยๆ อย่างนี้พระโยคาวจรก็
จะระลึกถึงเฉพาะอารมณ์ที่เป็นกุศลธรรม ส่วนอุปคัณหณลักขณาสติ หมายถึงความคิดหรือความ
ระลึกเมื่อจะเกิดขึ้นในจิตใจก็จะชักชวนให้ถือเอาแต่สิ่งที่ดีงามเป็นอุปการะต่อการปฏิบัติ
ในคัมภีร์วิสุทธิมรรค๑๓๗
ได้อธิบายธรรมชาติของสติว่า สติมีความระลึกได้เป็นเครื่อง
กาหนด มีความไม่หลงลืมเป็นกิจ มีการควบคุมเป็นเหตุเครื่องปรากฏ สัมปชัญญะ มีความไม่หลง
เป็นเครื่องกาหนด มีความพิจารณาเป็นกิจ มีความสอดส่องเป็นเครื่องปรากฏ
๑๓๒
วิสุทฺธิ) .ไทย (หน้า ๖๖ .ดูเพิ่มเติมใน วิ.อ) .ไทย (หน้า ๑๑๖.
๑๓๓
พระธรรมกิตติวงศ์ (ทองดี สุรเตโช ป.ธ .๙ ราชบัณฑิต), พท์วิเคราะห์, หน้า ๖๗๔.
๑๓๔
พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต), พจนานุกรมพุทธศาสน์, ฉบับประมวลศัพท์, หน้า ๒๙๖.
๑๓๕
เรื่องเดียวกัน, หน้า ๓๒๗.
๑๓๖
มิลินฺท. (ไทย) หน้า ๕๘-๕๙.
๑๓๗
วิสุทฺธิ. (ไทย) หน้า ๖๖ .ดูเพิ่มเติมใน วิ.อ. (ไทย) หน้า ๑๑๖.
๙๒
พระพรหมคุณาภรณ์ (ปยุตฺโต) ได้อธิบายว่า สติ เป็นตัวเกาะจับสิ่งที่จะพิจารณาเอาไว้
สัมปชัญญะ เป็นตัวปัญญา ตระหนักรู้สิ่งหรืออาการที่ถูกพิจารณานั้น ว่า คืออะไร มีความมุ่งหมาย
อย่างไร เช่น การเดิน ก็รู้ว่าเดินทาไม เพื่อไปไหน เป็นต้น๑๓๘
จากหลักฐานที่ปรากฏอยู่ในคัมภีร์ต่างๆ และจากทัศนะของนักปราชญ์ทาง
พระพุทธศาสนาที่ได้ศึกษามานี้สรุปได้ว่าสติสัมปชัญญะมีลักษณะเป็นเครื่องเตือนให้ระลึกได้ ให้
รู้สึกตัวทั่วพร้อมทุกขณะที่เคลื่อนไหวอิริยาบถ เป็นตัวกากับไม่ให้จิตหลุดลอยไปในอารมณ์ต่างๆ
อย่างอิสระ คอยควบคุมจิตไว้เหมือนเด็กเลี้ยงวัวคอยดูแลวัวของตนไม่ให้เที่ยวไปในที่ที่ไม่
เหมาะสม เช่น ไร่ สวน ที่นา ของชาวบ้าน เป็นต้น สติสัมปชัญญะมีอุปการะแก่การเจริญพระ
กรรมฐานทุกประเภท เช่น สติปัฏฐาน กายคตาสติ อานาปานสติ เป็นต้น ดังมีพระพุทธพจน์ตรัสไว้
ในอานาปานสติตอนหนึ่งว่า “ภิกษุทั้งหลาย เราไม่กล่าวอานาปานสติภาวนาแก่คนที่หลงลืมสติไม่มี
สัมปชัญญะ ”๑๓๙
ดังนี้ อันกรรมฐานทุกอย่าง ย่อมสาเร็จแก่ผู้มีสติสัมปชัญญะเท่านั้นสติสัมปชัญญะ
ทาให้มีพฤติกรรมน่าเลื่อมใส ที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ในสติปัฏฐานสูตรว่ “...เป็นผู้มีการเดินไป
ข้างหน้า ถอยกลับ เหลียวซ้าย แลขวา คู้เข้า เหยียดออกอันน่าเลื่อมใส เพราะถูกควบคุมด้วย
สติสัมปชัญญะ.๑๔๐
จากหลักฐานเหล่านี้จึงพอสรุปได้ว่า สติสัมปชัญญะสอดคล้องกับกระบวนการใส่ใจ
ตามที่ได้ตั้งไว้นั้น เพราะถ้าคนเรามีสติสัมปชัญญะอยู่ตลอดเวลาจะทาให้มีความตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา
สามารถที่จะทางานได้สาเร็จทุกอย่าง
ข. กระบวนการตัดสิน (judgment process)
กระบวนการตัดสิน ในทางพระพุทธศาสนา ได้แก่ หลักการตัดสินพระธรรมวินัย ๘
ประการ คือ๑๔๑
๑. เป็นไปเพื่อคลายความกาหนัด ๒. เป็นไปเพื่อความพราก ๓. เป็นไปเพื่อการไม่
สะสม ๔. เป็นไปเพื่อความมักน้อย ๕. เป็นไปเพื่อความสันโดษ ๖. เป็นไปเพื่อความสงัด ๗. เป็นไป
เพื่อปรารภความเพียร ๘. เป็นไปเพื่อความเป็นคนเลี้ยงง่าย
๑๓๘
พระพรหมคุณาภรณ์ (ปยุตฺโต), พุทธธรรม, ฉบับปรับปรุงและขยายความ, พิมพ์ครั้งที่ ๑๑, หน้า
๘๑๕.
๑๓๙
ส.ม. (ไทย) ๑๙/๙๘๖/๔๖๗.
๑๔๐
วิ. อ. (ไทย) ๒/๙๐.
๑๔๑
ดูรายละเอียดใน วิ.จู. (ไทย) ๗/๔๐๖/๓๒๓-๓๒๔.
๙๓
ถ้าธรรมเหล่าใดตรงข้ามกับหลักการทั้ง ๘ นี้ ให้ถือว่าไม่ใช่ธรรมไม่ใช่วินัยที่พระพุทธ
องค์ประสงค์
กระบวนการตัดสินพระวินัยอีกชุดหนึ่งเรียกว่า มหาปเทส ๔ คือ๑๔๒
๑. สิ่งใดที่ไม่ได้
ห้ามไว้ว่า ไม่ควร ถ้าอนุโลมเข้ากับสิ่งไม่ควร สิ่งนั้นไม่ควร ๒. สิ่งใดที่ไม่ได้ห้ามไว้ว่า ไม่ควร ถ้า
อนุโลมเข้ากับสิ่งที่ควร สิ่งนั้นควร ๓. สิ่งใดที่ไม่ได้อนุญาตไว้ว่า ควร ถ้าอนุโลมเข้ากับสิ่งไม่ควร
สิ่งนั้นไม่ควร ๔. สิ่งใดที่ไม่ได้อนุญาตไว้ว่า ควร ถ้าอนุโลมเข้ากับสิ่งที่ควร สิ่งนั้นควร
ส่วนมหาปเทส ๔ ในพระสูตรพระองค์ตั้งไว้เพื่อเป็นเครื่องตัดสินตัวเองว่า เป็นผู้ปฏิบัติ
ถูกต้องตามธรรมที่พระองค์ได้สั่งสอนหรือไม่ หรือเพื่อตัดสินตัวเองว่า ได้ปฏิบัติธรรมถึงขั้นไหน
แล้ว มหาปเทส ๔ เหล่านั้น๑๔๓
สรุปใจความได้ดังนี้ ข้อที่ ๑ กล่าวอ้างพระพุทธเจ้าว่า ตนเองได้ฟัง
มาไดรับมาต่อหน้าพระพักตร์ของพระองค์ ว่า ธรรมเหล่านี้เป็นธรรมเป็นวินัย ของพระพุทธเจ้า
พวกท่านทั้งหลายจงถือเอา รับเอา ข้อที่ ๒ กล่าวอ้างถึงคณะสงฆ์ ผู้เป็นหหุสูตร ทรงธรรม ทรงวินัย
(รายละเอียดเหมือนกับข้อที่ ๑) ข้อที่ ๓ กล่าวอ้างพระเถระหลายรูป ที่เป็นพหูสูตร ทรงธรรม ทรง
วินัย ข้อที่ ๔ กล่าวอ้างพระเถระรูปเดียวที่เป็นพหูสูตร ทรงธรรม ทรงวินัย
สาเหตุที่พระองค์แสดงหลักการตัดสินพระธรรมพระวินัยไว้ก็เพื่อป้ องกันไม่ให้หลงผิด
และเพื่อป้ องกันไม่ให้ผู้ไม่หวังดีต่อพระพุทธศาสนานาไปกล่าวอ้างแบบผิดๆ ถึงแม้จะมีหลักการ
ตัดสินอยู่อย่างนี้ก็ยังมีผู้นาเอาไปสอนผิดๆ อยู่มากและถือปฏิบัติกันสืบๆ มาจนถึงทุกวันนี้ ส่วน
บางอย่างก็อนุโลมตามยุคสมัยที่พระองค์ได้ทรงประทานช่องทางไว้ในเรื่องเกี่ยวกับสิ่งที่ควรและสิ่ง
ไม่ควรนั้น การที่พระองค์ได้วางกฏเกณฑ์มหาปเทส ๔ ในพระวินัยไว้ทาให้พระพุทธศาสนายัง
ดารงอยู่มาได้จนถึงปัจจุบันและจะสามารถดารงอยู่ต่อไปได้จนหมดอายุประมาณ ๕,๐๐๐ ปี ตามมติ
ของพระอรรถกถาจารย์ทั้งหลายที่ทานายไว้
ค. การแสดงปฏิกิริยาต่อตนเอง (self-reaction)
การแสดงปฏิกิริยาต่อตนเอง ในทางพระพุทธศาสนา ได้แก่ อายตนะภายใน อายตนะ
ภายนอก อายตนะ แปลว่า ที่ต่อ, เครื่องติดต่อ, แดนต่อความรู้, เครื่องรู้และสิ่งที่รู้ เช่น ตาเป็นเครื่องรู้
รูปเป็นสิ่งที่รู้, หูเป็นเครื่องรู้ เสียงเป็นสิ่งที่รู้ เป็นต้น จัดเป็น ๒ ประเภท คือ อายตนะภายใน ๖
อายตนะภายนอก ๖ อายตนะภายนอก คือเครื่องต่อภายนอก, สิ่งที่ถูกรู้มี ๖ คือ รูป เสียง กลิ่น รส
๑๔๒
ดูรายละเอียดใน วิ. ม. (ไทย) ๕/๓๐๔/๑๓๙-๑๔๐.
๑๔๓
ดูรายละเอียดใน ที.ม. (ไทย) ๑๐/๑๘๗-๑๘๘/๑๓๔-๑๓๖.
๙๔
สิ่งต้องกาย ธรรมารมณ์ คือ อารมณ์ที่เกิดกับใจหรือสิ่งที่ใจรู้, อารมณ์ ๖ ก็เรียก อายตนะภายใน คือ
เครื่องต่อภายใน, เครื่องรับรู้ มี ๖ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ, อินทรีย์๖ ก็เรียก๑๔๔
พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต)๑๔๕
ได้อธิบายไว้ในหนังสือพุทธธรรม พอสรุปได้ดังนี้
อายตนะเหล่านี้มีความสัมพันธ์กับการดาเนินชีวิตของมนุษย์อยู่ ๒ ภาคส่วน แต่ละภาคส่วนมีระบบ
การทางานซึ่งอาศัยช่องทางที่ชีวิตจะติดต่อเกี่ยวข้องกับโลกได้เรียกว่า “ทวาร” คือ ภาคที่ ๑ เป็น
ภาครับรู้และเสวยอารมณ์โดยอาศัยทวารทั้ง ๖ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ รับรู้และเสพเสวยอารมณ์
ที่ปรากฏแก่มนุษย์โดยลักษณะและอาการต่างๆ มี ๖ อย่างเหมือนกัน คือ รูป เสียง กลิ่น รส
โผฏฐัพพะ และธรรมารมณ์ ภาคที่ ๒ เป็นภาคแสดงออกหรือกระทาต่ออารมณ์ อาศัยทวาร ๓ คือ
กาย วาจา ใจ (กายทวาร วจีทวาร มโนทวาร) โดยแสดงออกเป็นการทา การพูด และการคิด
(กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม) ซึ่งกระบวนธรรมของชีวิตในภาคนี้ รวมอยู่ในขันธ์ที่ ๔ คือ
สังขารขันธ์ สังขารต่างๆ ในสังขารขันธ์ มีอยู่เป็นจานวนมาก แบ่งเป็นฝ่ายดีบ้าง ฝ่ายชั่วบ้าง ฝ่าย
กลางๆ บ้าง ซึ่งจะแสดงพฤติกรรมออกมาโดยมีเจตนาเป็นตัวนา คือเจตนาจะเป็นผู้แบ่งหน้าที่ให้
สังขารแต่ละอย่างแสดงบทบาทของตน เช่น ถ้าเป็นการแสดงทางกาย ก็จะแสดงออกมาเป็นการ
กระทา ถ้าเป็นการแสดงทางวาจา ก็จะแสดงออกมาเป็นคาพูด ถ้าเป็นการแสดงทางใจ ก็จะแสดง
ออกมาเป็นความคิด เรียกชื่อตามทวารที่เกิด คือ ทางกายเรียกว่า กายสังขาร ทางวาจาเรียกว่า วจี
สังขาร ทางใจเรียกว่า มโนสังขาร เรียกตามชื่อหัวหน้าคือเจตนา ก็เป็นกายสัญเจตนา วจีสัญเจตนา
และมโนสัญเจตนา เรียกตามงานที่ทาออกมาว่า กายกรรม วจีกรรม และมโนกรรม
๑๔๔
พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต), พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์, หน้า ๓๔๙.
๑๔๕
พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต), พุทธธรรม, ฉบับปรับปรุงและขยายความ, หน้า ๓๓-๔๒.
สังขาร
(สภาพปรุงแต่งการกระทา)
๑. กายสังขาร
๒. วจีสังขาร
๓. มโนสังขาร
เจตนา
(ความจงใจ)
กายสัญเจตนา
วจีสัญเจตนา
มโนสัญเจตนา
ทวาร
(ที่เกิด)
กายทวาร
วจีทวาร
มโนทวาร
กรรม
(ผลการกระทา)
กายกรรม
วจีกรรม
มโนกรรม
รูปภาพที่ ๑.๑ แผนผังกระบวนการทางานของสังขารที่มีเจตนาเป็นตัวนา
๙๕
จากภาพนี้สามารถอธิบายกระบวนการทางานของสังขารที่มีเจตนาเป็นตัวนาได้ดังนี้
๑. กายสังขาร คือสภาพปรุงแต่งการกระทาทางกาย เป็นกายสัญเจตนา คือเจตนาที่
แสดงออกทางกาย ผ่านกายทวาร มีผลเป็นกายกรรม
๒. วจีสังขาร คือสภาพปรุงแต่งการกระทาทางวาจา เป็นวจีสัญเจตนา คือเจตนาที่
แสดงออกทางวาจา ผ่านวจีทวาร มีผลเป็นวจีกรรม
๓. มโนสังขารหรือจิตตสังขาร คือสภาพปรุงแต่งการกระทาทางใจ เป็นมโนสัญเจตนา
คือเจตนาที่แสดงออกทางใจ มีผลเป็นมโนกรรม
ข้อสังเกตในที่นี้คือ คาว่า สังขาร เจตนา ทวาร และกรรม จากกระบวนการทางาน
ร่วมกันของกระบวนธรรมทั้ง ๔ นี้ ทาให้สรุปได้ว่า การกระทาหรือ “กรรม” ทั้ง ๓ อย่างนี้ ต้องผ่าน
กระบวนการทางานร่วมกันของกระบวนธรรมทั้ง ๔ นี้
เพื่อให้เข้าใจกระบวนการแสดงปฏิกิริยาต่อตนเองเพิ่มเติม ควรศึกษาการทางานของ
กระบวนธรรมเหล่านี้ คือ อายตนะภายใน ๖ อายตนะภายนอก ๖ ผัสสะ และวิญญาณ กล่าวคือ
อายตนะภายในซึ่งเป็นแดนรับรู้กระทบกับอารมณ์ คืออายตนะภายนอกซึ่งเป็นสิ่งที่ถูกรู้ก็จะเกิด
ความรู้จาเพาะด้านของอายตนะแต่ละอย่างๆ ขึ้น เช่น ตากระทบรูป เกิดความรู้เรียกว่า เห็น หู
กระทบเสียง เกิดความรู้ เรียกว่าได้ยิน เป็นต้น ความรู้เฉพาะแต่ละด้านนี้เรียกว่า “วิญญาณ” ความรู้
แจ้ง คือรู้อารมณ์ วิญญาณทางตา ได้แก่ เห็น เรียกว่า จักขุวิญญาณ วิญญาณทางหู ได้แก่ ได้ยิน
เรียกว่า โสตสวิญญาณ เป็นต้น กระบวนการเหล่านี้สามารถเขียนเป็นแผนภาพได้ดังนี้
อายตนะ
ภายใน
(แดนรับรู้)
อายตนะ
ภายนอก
(อารมณ์)
()
วิญญาณ
(เกิดความรู้)
ผัสสะ
(เกิดการกระทบกัน)
รูปภาพที่ ๒.๒ แผนผังกระบวนการรับรู้ของอายตนะ อารมณ์ ผัสสะ และวิญญาณ
๙๖
จากภาพนี้สามารถอธิบายได้ดังนี้๑๔๖
๑. จุกขุ – ตา ผัสสะ -กระทบ รูปะ – รูป วิญญาณ - เกิดความรู้คือ จักขุวิญญาณ – เห็น
๒. โสตะ – หู ,, สัททะ – เสียง ,, โสตวิญญาณ – ได้ยิน
๓. ฆานะ – จมูก ,, คันธะ – กลิ่น ,, ฆานวิญญาณ – ได้กลิ่น
๔. ชิวหา – ลิ้น ,, รสะ – รส ,, ชิวหาวิญญาณ – รู้รส
๕. กายะ - กาย ,, โผฏฐัพพะ – สิ่งต้องกาย ,, กายวิญญาณ – รู้สิ่งต้องกาย
๖. มโน – ใจ ,, ธรรม – เรื่องในใจ ,, มโนวิญญาณ - รู้เรื่องในใจ
จากตัวอย่างที่อธิบายมานี้องค์ธรรมที่มีความสาคัญต่อการรับรู้ของ อายตนะ อารมณ์
วิญญาณ คือ ผัสสะ เพราะถ้าไม่มีการกระทบแล้วแม้ อายตนะกับอารมณ์อยู่พร้อมหน้ากันก็ไม่
สามารถเกิดความรู้ได้ ยกตัวอย่าง เช่น เวลาที่เราฟังเสียงธรรมะอยู่ ถ้าเราเผลอส่งใจไปที่อื่นใน
ขณะนั้นเราจะไม่รู้ว่าเนื้อหาสาระของธรรมะในช่วงนั้นมีความหมายว่าอย่างไร ต่อเมื่อเราได้สติ
กลับมาแล้วเสียงกับหูเกิดการกระทบกันเข้าเราจึงจะรู้และเข้าใจได้ จากการที่ได้ศึกษามานี้พอสรุป
ได้ว่าการแสดงปฏิกิริยาต่อตนเอง (self-reaction) ในทางพระพุทธศาสนาคือการแสดงปฏิกิริยาของ
กระบวนธรรมทั้ง ๔ ประการนี้คือ อายตนะภายใน แดนรับรู้ภายใน ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และ
ใจ กับอายตนะภายนอก แดนรับรู้ภายนอกหรืออารมณ์ภายนอก ได้แก่ รูป เสียง กลิ่น รส
โผฏฐัพพะ และธรรมารมณ์ กระทบกัน (ผัสสะ) จึงเกิดความรู้ขึ้น (วิญญาณ)
๓.๔.๓ แนวทางการรับรู้ความสามารถของตนเอง (Self-Efficacy)
แนวทางการรับรู้ความสามารถของตนเอง (Self-Efficacy) ประกอบด้วยแนวทางย่อย ๔
แนวทาง คือ ก. ประสบการณ์ที่ประสบความสาเร็จ (Mastery Experiences) ข. การใช้ตัวแบบ
(Modeling) ค. การใช้คาพูดชักจูง (Verbal Persuasion) ง. การกระตุ้นทางอารมณ์ (emotional
arousal)๑๔๗
จะได้นาเสนอเป็นตามลาดับหัวข้อต่อไป
ก. ประสบการณ์ที่ประสบความสาเร็จ (Mastery Experiences)
๑๔๖
ประยุกต์มาจาก พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต), พุทธธรรม, ฉบับปรับปรุงและขยายความ, หน้า
๓๖.
๑๔๗
A, Bandura, Social Learning theory, (Englewood Cliffs, New Jersey, Prentice-Hall, Inc.,
1997), p.82.
๙๗
ประสบการณ์ที่ประสบความสาเร็จ ในทางพระพุทธศาสนา ได้แก่ จริต ๖๑๔๘
คือความ
ประพฤติจนเคยชินเป็นนิสัยที่แสดงออกมาโดยไม่ได้ตั้งใจ จนกลายเป็นบุคลิกของแต่ละคน เช่น
คนราคจริต จะมีนิสัยเรียบร้อย รักสวยรักงาม คนสัทธาจริต จะมีนิสัยเชื่อง่าย ถ้าไม่มีปัญญากากับก็
อาจจะกลายเป็นคนเชื่องมงายก็ได้ นักปราชญ์ทางพระพุทธศาสนาได้ให้ความหมายของจริตไว้
ดังนี้
พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต) ได้ให้ความหมายว่า จริต หมายถึง ความประพฤติ, พื้น
นิสัย หรือพื้นเพแห่งจิตของคนทั้งหลายที่หนักไปด้านใดด้านหนึ่ง แตกต่างกันไป๑๔๙
เกิด ธนชาติ ได้ให้ความหมายว่า จริต หมายถึง ความประพฤติ ได้แก่ กริยาที่
เคลื่อนไหวทาง กาย วาจา และใจ๑๕๐
พ.อ. ปิ่น มุทุกันต์ ได้ให้ความหมายว่า จริต หมายถึง พื้นเพของใจ๑๕๑
โกวิท ปัทมะสุนทร ได้ให้ความหมายว่า จริต หรือจริยะ คือความประพฤติจนชินเป็น
นิสัยซึ่งมีต่างกัน ๖ อย่าง๑๕๒
วรรณสิทธิ ไวทยะเสวี ได้ให้ความหมายว่า จริต หมายถึง ความประพฤติเป็นไป
ในทางกุศลธรรมหรืออกุศลธรรมบ่อยๆ ส่วน จริยา หมายถึงเกิดเสมอๆ๑๕๓
๑๔๘
ดูรายละเอียดใน สมเด็จพระพุฒาจารย์(อาจ อาสภมหาเถร), คัมภีร์วิสุทธิมรรค, พิมพ์ครั้งที่ ๔,
(กรุงเทพมหานคร : ประยูรวงศ์พริ้นติ้ง, ๒๕๔๖), หน้า ๑๗๘-๑๘๒.
๑๔๙
พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต), พจนานุกรมพุทธศาสน์, ฉบับประมวลศัพท์, หน้า ๓๒. ดู
รายละเอียดของจริต ๖ อย่างเพิ่มเติม คือ ๑. ราคจริต ผู้มีราคะเป็นความประพฤติปกติ (หนักไปทางรักสวยรักงาม
มักติดใจ) ๒. โทสจริต ผู้มีโทสะเป็นความประพฤติปกติ (หนักไปทางใจร้อนขี้หงุดหงิด) ๓. โมหจริต ผู้มีโมหะ
เป็นความประพฤติปกติ (หนักไปทางเหงาซึมงมงาย) ๔. สัทธาจริต ผู้มีศรัทธาเป็นความประพฤติปกติ (หนักไป
ทางน้อมใจเชื่อ) ๕. พุทธิจริต ผู้มีความรู้เป็นความประพฤติปกติ (หนักไปทางคิดพิจารณา) ๖. วิตกจริต ผู้มีวิตก
เป็นความประพฤติปกติ (หนักไปทางคิดจับจดฟุ้งซ่าน)
๑๕๐
เกิด ธนชาติ, คู่มือคลังพระปริยัติธรรม, (พระนคร : โรงพิมพ์เลี่ยงเซียงจงเจริญ, ๒๕๑๓), หน้า
๖๑๗.
๑๕๑
ปิ่น มุทุกันต์, แนวสอนธรรม ตามหลักสูตรนักธรรมตรี, (กรุงเทพมหานคร : คลังวิทยา,
๒๕๒๓), ๒๕๖.
๑๕๒
โกวิท ปัทมะสุนทร, คู่มือศึกษาพระอภิธรรม ปริจเฉทที่ ๙ กัมมัฏฐานสังคหวิภาค, พิมพ์ครั้งที่
๒, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๓๔), หน้า ๑๕.
๙๘
จากความหมายของจริตที่นักปราชญ์ทั้งหลายได้ให้ไว้พอสรุปได้ว่า จริต หมายถึง ความ
ประพฤติจนเคยชินจนเป็นนิสัยติดตัวของแต่ละคน เป็นธรรมชาติของแต่ละคนที่แสดงออกมาทาง
กาย วาจา โดยไม่ต้องตั้งใจ
การที่จะรู้ว่าใครเป็นคนจริตอะไร ต้องอาศัยการสังเกตกิริยาอาการที่ทาประจา เช่น การ
ยืน เดิน นั่ง นอน (อิริยาบถ) การทางาน (กิจ) ชนิดของอาหารที่บริโภค (โภชนะ) การดู การฟัง การ
กิน (ทัสสนะ) ความประพฤติที่เป็นไปในธรรมต่างๆ เช่น เป็นคนมายา เป็นคนแข็งกระด้าง ก้าวร้าว
เป็นต้น (ธรรมปวัตติ)๑๕๔
ที่ว่าจริต ๖ เข้ากันได้หรือสอดคล้องกับประสบการณ์ที่ประสบ
ความสาเร็จก็เพราะว่า
พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต) อธิบายว่า “...ตัวความประพฤติหรือลักษณะนิสัยนั้น
เรียกว่า จริยา บุคคลผู้มีลักษณะนิสัยและความประพฤติอย่างนั้นๆ เรียกว่า จริต เช่นคนมีราคจริยา
เรียกว่า ราคจริต เป็นต้น”๑๕๕
ธรรมชาติของคนมีจริตทั้ง ๖ นี้จะมีการแสดงออกต่างๆ กันในทางความประพฤติ เช่น
คนราคจริต เมื่อพบเห็นสิ่งของบางอย่าง ถ้ามีอะไรเป็นส่วนดีน่าชมอยู่บ้าง ใจของเขาจะไปจับอยู่ที่
ส่วนนั้น ติดใจ เล็งแลอยู่ได้นานๆ จะไม่ใส่ใจส่วนที่เสีย คนโทสจริต จะดูแต่ส่วนที่เสียแม้จะมี
เพียงนิดหน่อย ส่วนที่ดีแม้มีอยู่หลายอย่างก็จะไม่สนใจ ใจของเขาจะกระทบเข้ากับส่วนที่เสียนั้น
ก่อน ไม่ทันได้พิจารณาเห็นส่วนดีก็จะเดินหนีไป อย่างหงุดหงิด คนพุทธิจริตจะมีลักษณะคล้ายกับ
คนโทสจริตอยู่บ้าง คือไม่ค่อยติดใจอะไร แต่ต่างกันกับคนโทสจริต ตรงที่คนโทสจริตมองหา
ส่วนเสียที่ไม่เป็นจริง คนพุทธิจริตมองหาแต่ส่วนเสียและส่วนดีที่เป็นจริง คนโมหจริต มองเห็น
แล้วจับจุดอะไรไม่ชัด ออกจะเฉยๆ ถ้าใครว่าดี ก็พลอยเห็นว่าตามเขาไป ถ้าเขาว่าไม่ดี ก็พลอยเห็น
ไม่ดีคล้อยตามเขาไป ฝ่ายคนวิตกจริต คิดจับจด นึกถึงจุดดีตรงนี้บ้าง ส่วนไม่ดีตรงนั้นบ้าง วุ่นไป
วุ่นมา ตัดสินใจไม่ได้ จะเอาหรือไม่เอา ส่วนคนสัทธาจริต มีลักษณะคล้ายคนราคจริตอยู่บ้าง คือ
มักมองเห็นส่วนที่ดี แต่ต่างที่ว่า คนสัทธาจริตเห็นแล้วก็ชื่นชมซาบซึ้งใจไปเรื่อยๆ ไม่ติดใจอ้อยอิ่ง
เหมือนพวกราคจริต อย่างแต่ส่วนมากคนไม่มีจริตเดียวมักมีจริตผสมกัน เช่นราคะผสมวิตก
โทสะผสมพุทธิ หรือราคะผสมกับสัทธา วิตกผสมกับโมหะ เป็นต้น
๑๕๓
วรรณสิทธิ ไวทยะเสวี, คู่มือการศึกษาพระอภิธัมมัตถสังคหะ ปริจเฉทที่ ๖ รูปสังคหวิภาคและ
นิพพานปรมัตถ์, (กรุงเทพมหานคร : มูลนิธิแนบ มหานีรานนท์, ๒๕๒๖), หน้า ๕๑.
๑๕๔
ดูรายละเอียดใน วิสุทฺธิมรรค, (ไทย) ๑๗๓-๑๗๖.
๑๕๕
พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต), พุทธธรรม, ฉบับปรัปปรุงและขยายความ, หน้า ๘๕๓.
๙๙
จากการศึกษาเกี่ยวกับธรรมชาติของจริตทั้ง ๖ นี้ ทาให้ทราบว่า จริตทั้ง ๖ ประการนี้มี
ความสอดคล้องกับหัวข้อว่า ประสบการณ์ที่ประสบความสาเร็จ เพราะจริต คือความเคยชินของ
บุคคล คนที่เคยประสบความสาเร็จในอดีตย่อมจะรู้ดีว่า ในช่วงเวลานั้นๆ ตนได้ทาอะไรบ้าง และทา
ด้วยวิธีไหน อย่างไร แล้วก็จะจดจาเอาไว้เพื่อนาไปประพฤติต่อในอนาคต เช่น คนราคจริตจะ
ประสบความสาเร็จในเรื่องความงาม ความละเอียดรอบคอบ จิตใจอ่อนโยน เป็นที่รักของเจ้านาย
และเพื่อนฝูง หรือลูกน้อง คนพุทธิจริต เคยประสบความสาเร็จในเรื่องการใช้ความคิด การวางแผน
หรือทางวิชาการต่างๆ คนเหล่านี้ก็จะคิดถึงประสบการณ์ที่ผ่านมาแล้วนาไปพัฒนาปรับปรุงแก้ไข
พฤติกรรมของตนให้ดียิ่งขึ้นต่อไป
ข. การใช้ตัวแบบ (Modeling)
การใช้ตัวแบบในทางพระพุทธศาสนาตรงกับคาว่า “บุคคลาธิษฐาน และธรรมาธิษฐาน”
คือใช้บุคคลเป็นแบบและใช้ธรรมะเป็นแบบหรือใช้รูปธรรมกับนามธรรมเป็นแบบ ปุคคลาธิษฐาน
คือยกบุคคลมาเป็นตัวอย่างประกอบการอธิบายในเรื่องนั้นๆ ที่ลงกันสมกัน ส่วนธรรมาธิษฐาน คือ
ยกหัวข้อธรรมขึ้นแสดงไม่เกี่ยวกับบุคคลเป็นการแสดงหลักการล้วนๆ เพื่อประกอบการอธิบายใน
เรื่องนั้นๆ เช่นเดียวกัน เพื่อให้เข้าใจความหมายของคาทั้ง ๒ นี้ยิ่งขึ้นจะได้ศึกษาในรายละเอียด
ต่อไป
ราชบัณฑิตยสถาน ให้ความหมายว่า บุคคลาธิษฐาน หมายถึง มีบุคคลเป็นที่ตั้ง, ที่ยกคน
หรือสิ่งที่เป็นรูปธรรมอื่นๆ ขึ้นมาเป็นหลักในการอธิบาย เช่น เปรียบกิเลสเหมือนพญามาร, คู่กับ
ธรรมาธิษฐาน๑๕๖
พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต) ให้ความหมายว่า บุคคลาธิษฐาน หมายถึง มีบุคคลเป็น
ที่ตั้ง, เทศนายกบุคคลขึ้นตั้ง คือ วิธีแสดงธรรมโดยยกบุคคลขึ้นอ้าง คู่กับธรรมาธิษฐาน
ธรรมาธิษฐาน คือ มีธรรมเป็นที่ตั้ง, เทศนาอ้างธรรม, แสดงโดยยกหลักหรือตัวสภาวะขึ้นอ้าง๑๕๗
จากความหมายที่ได้ศึกษามานี้พอสรุปได้ว่า บุคคลาธิษฐาน หมายถึง การยกเอาบุคคล
ขึ้นมาเป็นสื่อหรืออุปกรณ์ในการอธิบายเรื่องราวต่างๆ เพื่อให้ผู้ฟังเข้าใจง่ายขึ้น อีกนัยหนึ่งเพื่อ
๑๕๖
ราชบัณฑิตยสถาน, พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน, (กรุงเทพมหานคร : นานมีบุ๊คส์
พับลิเคชั่นส์, ๒๕๔๖), หน้า ๖๒๙.
๑๕๗
พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต), พจนานุกรมพุทธศาสตร์, ฉบับประมวลธรรม, หน้า ๖๓,
พจนานุกรมพุทธศาสน์, ฉบับประมวลศัพท์, หน้า ๑๑๒.
๑๐๐
แสดงสิ่งที่เป็นรูปธรรมเพื่อนาไปสู่การอธิบายสิ่งที่เป็นนามธรรม ในพระพุทธศาสนาพระพุทธองค์
ได้ใช้วิธีนี้แสดงแก่ภิกษุและฆราวาสทั้งหลายควบคู่กันกับธรรมาธิษฐานซึ่งส่วนมากเรื่องทานองนี้
จะปรากฏอยู่ในชาดกต่างๆ จะขอนามาเป็นตัวอย่างสักสองเรื่อง คือ เรื่องเวสสันดรชาดก กับเรื่อง
พระนันทเถระ
เรื่องเวสสันดรชาดก๑๕๘
เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับอดีตของพระองค์ที่ทรงบาเพ็ญบารมี
ประเภททานบารมีทั้ง ๓ ทัศ คือให้ทานทั่วไปด้วยการตั้งโรงทาน ทานขั้นกลาง ที่เรียกว่า อุปบารมี
ทาน ด้วยการบริจาคพระโอรสและพระธิดา ชาลี และกัณหา ส่วนทานขั้นสูง ที่เรียกว่า ปรมัตถ
บารมีทาน ได้แก่ การทานพระมเหสี คือ พระนางมัทรีให้แก่ท้าวสักกะเทวราชผู้แปลงเพศเป็น
พราหมณ์มาขอไว้ก่อนที่พระเวสสันดรจะบริจาคให้คนอื่น ในเรื่องนี้พระองค์แสดงแก่หมู่พระญาติ
ที่มีทิฏฐิ มานะ ไม่ยอมกราบไหว้พระองค์ด้วยคิดว่าพระองค์เป็นเด็กกว่าตน จากนั้นพระองค์ก็เหาะ
ขึ้นไปบนอากาศแสดงปาฏิหาริย์ให้พระญาติทั้งหลายไดด้เห็น เมื่อได้เห็นปาฏิหาริย์นั้นแล้วเหล่า
พระประยูรญาติทั้งหลายจึงทาความเคารพพระองค์ ในการแสดงเวสสันดรชาดกและปาฏิหาริย์นี้
เพื่อให้เหล่าพระญาติเปลี่ยนพฤติกรรมจากคนมีทิฏฐิ มานะ หรือเป็นคนเย่อหยิ่งถือตัวแข็งกระด้าง
ให้กลายเป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตนมีจิตใจโอบอ้อมอารีย์ นัยว่าตั้งแต่นั้นมาพวกศากยะที่เป็นพระ
ญาติของพระองค์ไม่เคยจับอาวุธขึ้นต่อสู้กับใคร ถึงคราวถูกประหารหมู่ของพระเจ้าวิฑูทฑภะ๑๕๙
ก็
ไม่ตอบโต้ถึงแม้จะมีความสามารถในการใช้อาวุธต่างๆ ก็ตาม ยอมให้ฆ่าอย่างองอาจไม่สะทก
สะท้านต่อความตายที่อยู่ตรงหน้า
อีกตัวอย่างหนึ่ง เรื่องพระนันทะพุทธอนุชา๑๖๐
พระองค์ทรงแสดงนางฟ้ าบนสวรรค์แก่
พระนันทะผู้เป็นพระอนุชา เพื่อแก้ความกระสันอยากจะลาสิกขาของพระนันทะ เรื่องมีอยู่ว่า
พระนันทะมีความกระสันอยากจะสึกเพราะคิดถึงเจ้าสาวที่เพิ่งแต่งงานกันยังไม่ได้อยู่ด้วยกัน พอ
พระองค์พาท่านไปชมเทวดาบนสวรรค์แล้วถามว่านางฟ้ าเหล่านี้กับนางชนบทกัลยาณีใครสวยกว่า
กันพระนันทะทูลว่านางฟ้ าสวยกว่าหลายเท่า ถ้าเปรียบเทียบกันระหว่างนางชนบทกัลยาณีผู้เป็น
เจ้าสาวกับนางฟ้ าแล้วนางชนบทกัลยาณีเหมือนนางลิงลุ่นตัวที่พระพุทธองค์เนรมิตรให้เห็นตอน
ระหว่างทางจากเมืองมนุษย์กับเมืองสวรรค์ เมื่อพระนันทะทูลว่านางฟ้ าสวย แล้วพระองค์ตรัสถาม
ต่อไปว่า เธออยากได้นางฟ้ าเป็นภรรยาไหม พระนันทะทูลว่า อยากได้ พระองค์จึงทรงรับปากว่า
๑๕๘
เวสสันดรชาดกมาใน มหานิบาตชาดก ขุททกนิกาย ดูรายละเอียดใน ขุ.มหา. (ไทย) ๒๘/
๑๖๕๕-๒๔๔๐/๔๔๗-๕๖๐.
๑๕๙
ดูเรื่องพระเจ้าวิฑูรทภะ ใน ขุ.ธ.อ. (ไทย) ๑/๓๕/๑๘๘-๒๐๑.
๑๖๐
เรื่องพระนันทะมาในอรรถกถาธรรมบท ยมกวรรค ดูรายละเอียดใน ขุ.ธ. (ไทย) ๒๕/๑๓-๑๔/
๒๘, ขุ.ธ.อ. (ไทย) ๑/๙/๖๓-๖๙.
๑๐๑
จะให้นางฟ้ าแก่ท่าน แต่มีข้อแม้ว่า กลับไปต้องตั้งใจปฏิบัติสมณธรรมอย่างเคร่งครัด พระนันทะก็
รับปาก หลังจากนั้นพระนันทะก็ตั้งใจปฏิบัติสมณธรรมโดยไม่ยอมยุ่งเกี่ยวกับใคร แต่ข่าวเรื่อง
พระพุทธองค์รับปากว่าจะให้นางฟ้ าแก่พระนันทะแพร่กระจายไปในหมู่พระภิกษุทั้งหลายๆ
เหล่านั้นจึงเอาเรื่องนั้นมาพูดเยาะเย้ยพระนันทะอยู่เรื่อยๆ ว่า พระนันทะปฏิบัติสมณธรรมเพราะ
อยากได้นางฟ้ ามาเป็นภรรยา จนพระนันทะละอายใจจึงตัดสินใจหนีออกไปอยู่รูปเดียวบาเพ็ญ
สมณธรรมอยู่ไม่นานก็ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ แล้วไปกราบทูลพระพุทธองค์ แต่พระองค์ก็ทรง
ทราบเหมือนกัน ต่อมาพวกภิกษุพากันเห็นพระนันทะมีผิวพรรณผ่องใสงดงาม จึงเข้าไปถามว่า ไม่
อยากสึกอีกหรือ พระนันทะตอบว่า ไม่อยากสึก พวกภิกษุทั้งหลายจึงคิดว่าพระนันทะพูดอวดคุณ
วิเศษที่ไม่มีในตนจึงนาเรื่องไปกราบทูลให้พระพุทธองค์ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า พระนันทะ
ไม่ได้พูดอวดแต่พระนันทะได้บรรลุพระอรหันต์แล้ว จากนั้นพระองค์จึงพระคาถาเพื่อแสดง
ประกอบก่ภิกษุทั้งหลายว่า
ฝนย่อมรั่วรดเรือนที่มุงไม่ดีได้ ฉันใด
ราคะย่อมรั่วรดจิตที่ไม่ได้อบรมได้ ฉันนั้น
ฝนย่อมรั่วรดเรือนที่มุงดีแล้วไม่ได้ ฉันใด
ราคะย่อมรั่วรดจิตที่อบรมดีแล้วไม่ได้ ฉันนั้น
เนื้อความจากพระคาถานี้พระองค์ทรงแสดงให้พวกภิกษุได้เห็นข้ออุปมาอุปไมย
เกี่ยวกับจิตที่ได้ฝึกอบรมกับจิตที่ไม่ได้ฝึกอบรมจะได้รับผลต่างกัน เพื่อให้พวกภิกษุมองเห็นภาพ
ชัดเจนยิ่งขึ้น เรื่องนี้พระองค์ใช้นางฟ้าเป็นตัวแบบเพื่อเปลี่ยนพฤติกรรมของพระนันทะที่หลงติดอยู่
ในรูปของเจ้าสาวคือนางชนบทกัลยาณี พระนันทะคิดว่านางชนบทกัลยาณีเป็นคนสวยแล้วจึงได้ติด
ใจหลงไหลแต่พอได้เห็นนางฟ้ าบนสวรรค์จึงได้รู้ว่า นางฟ้ าสวยกว่าหลายเท่า จึงได้คลายความคิด
ถึงนางชนบทกัลยาณีหันมาสนใจนางฟ้ าแทน ถึงแม้ว่าพฤติกรรมของพระนันทะจะเปลี่ยนจากลบ
มาเป็นบวกคือเปลี่ยนจากอยากจะสึกมาเป็นการปฏิบัติสมณธรรมเพื่อจะแลกกับการได้นางฟ้ ามา
เป็นภรรยาก็ตาม ก็ยังดีกว่าที่พระองค์จะอนุญาตให้พระนันทะสึกออกไป แต่ข้อที่น่าสังเกตในเรื่อง
นี้ก็คือ ผู้ที่ใช้ตัวแบบนั้นจะต้องมีความมั่นใจว่าการใช้ตัวแบบจะช่วยให้ผู้เลียนแบบเปลี่ยนแปลง
พฤติกรรมไปในทางที่ดีขึ้นและไม่เป็นผลเสียในภายหลัง ในเรื่องนี้พระพุทธองค์ใช้วิธีหนามยอก
เอาหนามบ่ง
ค. การใช้คาพูดชักจูง (Verbal Persuasion)
การใช้คาพูดชักจูง ในทางพระพุทธศาสนา ได้แก่ ลีลาการสอนหรือเทศนาวิธี ๔ ประการ
๑๐๒
พระพุทธองค์ทรงใช้เพื่อชักชวนโน้มน้าวจิตใจของผู้ฟังให้เกิดความกล้าหาญ ร่าเริง อยากนาเอา
ธรรมะคาสั่งสอนไปปฏิบัติเพื่อให้เกิดผลแก่ตนเอง ลีลาการสอน หรือเทศนาวิธี ๔ อย่าง คือ ๑.
สันทัสสนา ชี้แจงให้เห็นชัด ๒. สมาทปนา ชวนให้อยากรับเอาไปปฏิบัติ ๓. สมุตเตชนา เร้าใจให้
อาจหาญแกล้วกล้า ๔. สัมปหังสนา ปลอบชโลมใจ ให้สดชื่นร่าเริง๑๖๑
การใช้คาพูดชักจูงโน้มน้าวเพื่อให้ผู้ที่ยังไม่เลื่อมใสให้เกิดความเลื่อมใส ผู้มีทิฏฐิ มานะ
ให้ลดทิฏฐิ มานะ ผู้ที่มีพฤติกรรมก้าวร้าวให้เป็นผู้มีจิตอ่อนโยนมีปรากฏในพระไตรปิฎกหลาย
แห่งต่างกาลต่างวาระกัน
ตัวอย่างที่พระองค์ใช้คาพูดชักจูงคนที่ยังไม่เลื่อมใสให้เกิดความเลื่อมใส เช่น มหาบาล
ลูกชายของกุฎุมพีชาวเมืองสาวัตถี ผู้ที่ยังไม่เลื่อมใสจนเกิดความเลื่อมแล้วตัดสินใจออกบวช แล้วได้
สาเร็จพระอรหัตตผล๑๖๒
มิคารเศรษฐี พ่อสามีของนางวิสาขามหาอุบาสิกา๑๖๓
เป็นต้น ตัวอย่างการ
๑๖๑
วิ.มหา. (บาลี) ๑/๒๒-๒๔,๒๙๐/๑๓-๔,๒๒๒, วิ.ภิกฺขุนี. (บาลี) ๓/๗๘๓/๗๒-๓,วิ.ม. (บาลี) ๔/
๒๙,๘๙-๙๐,๑๐๕,๑๓๒,๑๓๗/๒๕,๑๐๖-๗,๑๒๐,๑๔๖,๑๕๐,วิ.ม. (บาลี) ๕/๒๗๐,๒๗๖,๒๘๐-๑,๒๘๘,
๒๙๔,๒๙๘,๓๓๗/๓๘,๔๕,๕๐,๕๒,๖๕,๗๔,๘๑,๑๓๙, วิ.จู. (บาลี) ๖/๓๓,๑๙๒/๔๓-๔,๒๒๕,วิ.จู. (บาลี) ๗/
๒๖๐,๒๖๘-๙,๔๐๔,๔๔๕/๒๑,๓๓-๔,๒๓๗,๒๘๒, ที.สี. (บาลี) ๙/๓๔๔,๓๕๘/๑๔๐,๑๕๐.
๑๖๒
ขุ.ธ.อ. (ไทย) ๑/๑/๑-๑๔. เรื่องย่อมีว่า มหาบาลยังไม่ได้นับถือพระพุทธศาสนา หลังที่พ่อแม่เสียตัว
ไปแล้วก็ได้เป็นหัวหน้าครอบครับดูแลทรัพย์สินของครอบครัวและน้องชายคือจุลบาล อยู่มีวันหนึ่งได้ไปฟังธรรม
กับพวกมหาชน เกิดความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา จึงลาน้องชายไปบวช บาเพ็ญสมณธรรมจนได้บรรลุเป็น
พระอรหันต์ เหตุที่เลื่อมใสและอยากออกบวชเพราะได้ฟังพระพุทธองค์ตรัสว่า ทรัพย์สมบัติไม่สามารถเอาติดตัว
ไปได้ และอวัยวะของคนแก่ไม่เป็นไปตามที่ต้องการให้เป็น เช่น อยากทาอย่างหนึ่งแต่อวัยวะก็ทาอีกอย่างหนึ่ง
เป็นต้น ถ้ารอให้แก่แล้วจึงบวชก็จะสายเกินไปเพราะจะไม่สามารถปฏิบัติธรรมได้ตามต้องการ จึงตัดสินลา
น้องชายออกบวชแต่ยังหนุ่ม
๑๖๓
ขุ.ธ.อ. (ไทย) ๑/๔๐/๒๑๔-๒๓๒. เรื่องย่อของมิคารเศรษฐีมีอยู่ว่า มิคารเศรษฐี แต่ก่อนนับถือ
นักบวชชีเปลือย ไม่เลื่อมใสในพระพุทธศาสนา วันหนึ่งขณะที่นั่งรับประทานอาหารอยู่มีพระภิกษุมาบิณฑบาต
แต่มิคารเศรษฐี ทาเป็นไม่เห็นภิกษุยังนั่งก้มหน้ารับประทานอาหารที่คนใช้จัดให้ นางวิสาขาผู้เป็นสะใภ้กาลังยืน
พัดให้พ่อสามี จึงแกล้งหมุนตัวกลับไปข้างหลังเพื่อจะให้พ่อสามีเห็นพระภิกษุ แต่มิคารเศรษฐีก็ทาท่าไม่เห็น
เหมือนเดิมก้มหน้าก้มตากินต่อไป ในที่สุดนางวิสาขาจึงบอกกับภิกษุว่า นิมนต์พระคุณเจ้าโปรดข้างหน้าเถิด พ่อ
สามีของดิฉันกาลังกินของเก่า เท่านั้นแหละมิคารเศรษฐีโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ จะเอาเรื่องลูกสะใภ้ให้ได้เพราะ
กล่าวหาว่า ตัวเองกินของเก่า จะไล่นางออกจากบ้าน นางวิสาขา บอกว่า เรื่องนี้ต้องให้คณะพราหมณ์ทั้ง ๘ คนที่
พ่อของนางส่งมาด้วยตั้งแต่วันที่นางมาอยู่บ้านของสามีเพื่อให้มาช่วยไกล่เกลี่ยเกี่ยวกับเรื่องของนางโดยตรง เมื่อ
พิจารณาแล้วมิคารเศรษฐียอมจานนต่อเหตุผลที่นางอธิบาย ที่ว่ากาลังกินของเก่านางหมายถึงว่า มิคารเศรษฐีกาลัง
กินบุญเก่าที่เคยทาไว้ในอดีต ไม่ได้หมายถึงอาหารเก่า ต่อมามิคารเศรษฐีอนุญาตให้นางวิสาขาทาบุญเลี้ยงพระ
๑๐๓
ใช้คาพูดชักจูงคนที่แข็งกระด้างก้าวร้าวให้กลายเป็นคนสุภาพอ่อนโยน เช่น อัมพัฏฐะมาณพ ผู้เป็น
ศิษย์ของพราหมณ์โปกขรสาติ๑๖๔
เป็นต้น ตัวอย่างที่พระองค์ใช้คาพูดชักจูงคนที่มีทิฏฐิให้ลดทิฏฐิ
เช่น อุรุเวลกัสสปะ และบริวาร๑๖๕
เป็นต้น
ง. การกระตุ้นทางอารมณ์ (emotional arousal)
การกระตุ้นทางอารมณ์ ในทางพระพุทธศาสนา ได้แก่ ฉันทะ ความพอใจ ชอบใจใน
การทา แต่ คาว่า ฉันทะ๑๖๖
ในพระพุทธศาสนามีความหมายหลายอย่าง บางครั้งใช้เป็นคาไวพจน์
โดยมีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน ในวันนั้นมิคารเศรษฐีไม่ยอมมากราบไหว้พระพุทธเจ้ากับพระสาวกทั้งหลาย นั่ง
อยู่ภายในม่าน หลังเสร็จภัตกิจแล้วพระพุทธองค์จึงแสดงพระธรรมเทศนา โดยเจาะจงมิคารเศรษฐี มิคารเศรษฐี
นั่งอยู่ภายในม่านได้ยินเสียงพระพุทธองค์ตลอด ได้ส่งใจไปตามพระธรรมเทศนาเกิดความเลื่อมใสเมื่อพระพุทธ
องค์แสดงพระธรรมเทศนาจบแล้ว มิคารเศรษฐีออกมาจากภายในม่าน มาถวายความเคารพพระศาสดา และไปดูด
นมของนางวิสาขา เรียกนางวิสาขาว่าแม่ ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา
๑๖๔
ที.สี. (ไทย) ๙/๒๕๖-๒๙๙/๘๘-๑๑๐. ความย่อว่า อัมพัฏฐมาณพ ได้รับคาสั่งจากพราหมณ์โปกขรสา
ติผู้เป็นอาจารย์ให้ไปเผ้าพระพุทธเจ้าแล้วตรวดูลักษณะของมหาบุรุษของพระองค์ เพราะทั้งสองยังไม่เคยเห็นตัว
จริงของพระองค์ได้ยินแต่กิตติศัพท์ของพระองค์ แต่เมื่ออัมพัฏฐมาณพไปแล้วไม่ได้ทาตามที่อาจารย์สั่งกลับ
แสดงความก้าวร้าวกับพระพุทธองค์ไม่ถวายความเคารพ เดินคุยกับพระพุทธเจ้าผู้กาลังนั่งอยู่ โดยกล่าวหาว่าเชื้อ
สายศากยะของพระพุทธองค์เป็นคนรับใช้ของตระกูลของตนมาก่อน พระพุทธองค์ต้องชี้แจงให้ฟังโดยการไล่มา
ตั้งแต่สมัยพระเจ้าโอกกากราชผู้เป็นบรรพบุรุษของเจ้าศากยะ ที่มีคนใช้ชื่อว่า นางทิสา ได้คลอดบุตรชื่อกัณหะ
แล้วกัณหะนั้นได้เป็นบรรพบุรุษของตระกูลกัณหายนะในปัจจุบันซึ่งเป็นตระกูลของอัมพัฏฐมาณพ ในที่สุด
อัมพัฏฐมาณพก็ยอมจานนด้วยหลักฐาน แล้วยอมเคารพถือพระพุทธเจ้า พระธรรมและพระสงฆ์
๑๖๕
วิ.ม (ไทย) ๔/๓๕/๔๗-๖๗. เรื่องย่อมีว่า อุรุเวลกัสสปะ เป็นเจ้าสานักมีบริวาร ๓๐๐ คน สานัก
ตนเองผิดคิดว่าตนเองสาเร็จเป็นพระอรหันต์แล้ววันหนึ่งพระพุทธเจ้าเสด็จไปขอพักค้างคืนอยู่ด้วย อุรุเวลกัสสปะ
ให้พระองค์พักอยู่ในโรงบูชาไฟซึ่งเป็นอยู่ของนาคดุร้าย เพื่อจะลองว่า พระมหาสมณะผู้มาขอพักด้วยจะสู้กับนาค
ได้ไหม ปรากฏว่าเหตุการณ์เป็นไปเกินคาด พระองค์ปราบนาคจนหายพยศ อุรุเวลกัสสปะก็รู้สึกทึ่งใน
ความสามารถของพระองค์เหมือนกันแต่ก็ยังกระหยิ่มอยู่ว่า ถึงพระมหาสมณะรูปนี้จะมีฤทธิ์มากแต่ก็ยังไม่เป็น
พระอรหันต์เหมือนตน พระพุทธองค์พักอยู่หลายวัน และได้แสดงปาฏิหาริย์หลายอย่างให้อุรุเวลกัสสปะเห็น แต่ก็
ไม่สามารถทาลายทิฏฐิของเขาได้ ในที่สุดพระองค์จึงพูดตรงๆ กับเขาว่า เขายังไม่ได้เป็นพระอรหันต์และยังไม่รู้
ด้วยซ้าว่าธรรมะที่จะทาให้เป็นพระอรหันต์คืออะไร อุรุเวลกัสสปะพอได้ฟังดังนั้นก็เกิดความสลดสังเวชตนเอง
กลับได้สติ แล้วยอมตัวเป็นศิษย์ของพระองค์พร้อมด้วยบริวารของตน พระองค์จึงแสดงอาทิตตปริยายสูตรให้ฟัง
เมื่อจบพระธรรมเทศนาแล้ว อุรุเวลกัสสปะพร้อมกับบริวารสาเร็จเป็นพระอรหันต์คลายทิฏฐิ มานะ อย่างหมดสิ้น
ไม่เหลืออยู่ในสันดาน
๑๖๖
ที.สี. (ไทย) ๙/๕๔๘/๒๔๐. เป็นฉันทะที่อยู่นิวรณ์ ๕ มีข้อความว่า พระผู้มีพระภาคตรัสว่า
“อย่างนั้นเหมือนกัน วาเสฏฐะ นิวรณ์ ๕ ต่อไปนี้ ในวินัยของพระอริยะเรียกว่า เครื่องหน่วงเหนี่ยวบ้าง เครื่อง
๑๐๔
ของตัณหา คือความอยากซึ่งเป็นความหมายในเชิงลบ ฉันทะ มาในหมวดธรรมหลายหมวด เช่น
อิทธิบาท ๔ สัมมัปปธาน ๔ ๑๖๗
เป็นต้น ต่อไปเพื่อให้เข้าใจความหมายและธรรมชาติของฉันทะ
ชัดเจนขึ้นและจะรู้ว่า ฉันทะสอดคล้องกับการกระตุ้นอารมณ์อย่างไร จะได้ศึกษาในรายละเอียด
ต่อไป
คาว่า “ฉันทะ” ในพระวินัยหมายถึง การมอบอานาจการตัดสินใจของตนให้แก่สงฆ์
หมายความว่า สงฆ์มีมติยังไงก็รับรองตามนั้น ถึงแม้ว่าจะมีความรู้สึกว่าไม่ถูกใจของตนในภายหลัง
ก็ต้องยอม จะไปเปลี่ยนแปลงแก้ไขไม่ได้ ถ้าไปเปลี่ยนแปลงแก้ไขถือว่าไม่เคารพมติของตนของ
ตนและของสงฆ์ ดังพุทธบัญญัติว่า “ก็ ภิกษุใดให้ฉันทะเพื่อกรรมที่ทาถูกต้องแล้ว กลับติเตียนใน
ภายหลัง ต้องอาบัติปาจิตตีย์”๑๖๘
ท่านอธิบายต่อไปว่าที่ชื่อว่ากรรมที่ทาถูกต้อง ได้แก่ อปโลกนกรรม
ญัตติกรรม ญัตติทุติยกรรมและญัตติจตุตถกรรม ที่สงฆ์ทาโดยธรรม โดยวินัย โดยสัตถุศาสน์
ชื่อว่ากรรม ที่ทาถูกต้อง๑๖๙
คาว่า “ฉันทะ” ในพระสูตรและในพระอภิธรรมหมายถึง ความพอใจ ความชอบใจ ถ้า
ชอบใจ พอใจ ในสิ่งทีชั่ว จัดเป็นอกุศล ถ้าชอบใจ พอใจในสิ่งที่ดี จัดเป็นกุศล เช่น กามฉันทะ๑๗๐
พอใจ ชอบใจในกาม จัดเป็นอกุศล อิทธิบาทฉันทะ พอใจ ชอบใจในธรรมที่เป็นบาทแห่ง
ความสาเร็จ สัมมัปปธานฉันทะ ๑๗๑
ความพอใจในการสร้างความเพียร จัดเป็นกุศล
คาว่า “ฉันทะ” ในอรรถกถา พระอรรถกถาจารย์อธิบายไว้ ๓ ประเภท ๑๗๒
คือ ตัณหา
ฉันทะ ฉันทะคือตัณหา หรือฉันทะที่เป็นตัณหา เป็นฝ่ายชั่วหรืออกุศล, กัตตุกัมยตาฉันทะ ฉันทะคือ
กางกั้นบ้างเครื่องรัดรึงบ้าง เครื่องตรึงตราบ้าง นิวรณ์ ๕ อะไรบ้าง คือ กามฉันทะ พยาบาท ถีนมิทธะ อุทธัจจ
กุกกุจจะ และวิจิกิจฉา วาเสฏฐะ นิวรณ์ ๕ เหล่านี้แล ในวินัยของพระอริยะเรียกว่า เครื่องหน่วงเหนี่ยวบ้าง
เครื่องกางกั้นบ้าง เครื่องรัดรึงบ้างเครื่องตราตรึงบ้าง”
๑๖๗
ในสัมมัปปธาน ๔ ไม่มีคาว่า ฉันทะ ปรากฏอยู่ในหมวดธรรม แต่มีปรากฏในตอนอธิบายขยาย
ความว่า “ข้อที่ภิกษุในธรรมวินัยนี้สร้างฉันทะ พยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิตมุ่งมั่นเพื่อป้ องกันบาป
อกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดมิให้เกิดขึ้น ฯลฯ เพื่อละบาปอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว ฯลฯ เพื่อทาบาปอกุศลธรรมที่ยัง
ไม่เกิดขึ้นมิให้เกิดขึ้น ฯลฯ สร้างฉันทะ พยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิต มุ่งมั่นเพื่อความดารงอยู่ไม่
เลือนหาย ภิยโยภาพ ไพบูลย์ เจริญเต็มที่แห่งกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว” ดูรายละเอียดใน ที.ปา. (ไทย) ๑๑/๓๐๖/
๒๗๗, อภิ.วิ. (ไทย) ๓๕/๒๐๕/๑๗๒.
๑๖๘
วิ.มหา. (ไทย) ๒/๔๗๕/๕๗๒.
๑๖๙
วิ.มหา. (ไทย) ๒/๔๗๕/๕๗๒.
๑๗๐
ที.สี. (ไทย) ๙/๕๔๘/๒๔๐.
๑๗๑
ที.ปา. (ไทย) ๑๑/๓๐๖/๒๗๗, อภิ.วิ. (ไทย) ๓๕/๒๐๕/๑๗๒.
๑๗๒
ปฏิส.อ. (ไทย) ๑๔๑-๒, สงฺคณี.อ. (ไทย) ๕๒๗,
๑๐๕
ความใคร่เพื่อจะทา ได้แก่ ความต้องการทาหรืออยากทา เป็นฝ่ายกลางๆ คือใช้ในทางดีก็ได้ ชั่วก็ได้
แต่ส่วนมากมักจัดรวมเข้าเป็นฝ่ายดี, กุศลธรรมฉันทะ ฉันทะในกุศลธรรม หรือธรรมฉันทะที่เป็น
กุศล เป็นฝ่ายดีงามหรือกุศล
พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต) ได้อธิบายไว้ว่า “ฉันทะ” ซึ่งโดยทั่วไปแปลกันว่า ความ
พอใจ แต่ความจริงแปลได้อีกหลายอย่างเช่น ความชอบใจ ความอยาก ความยินดี ความรัก ความ
ใคร่ ความต้องการ เป็นต้น๑๗๓
จากความหมายที่ได้ศึกษามานี้พอสรุปได้ว่า ฉันทะ หมายถึง การมอบอานาจการตัดสิน
ของตน ความพอใจ ความชอบใจ ความเพียรพยายามซึ่งเป็นได้ทั้งกุศลและอกุศลและเป็นกลางๆ
ส่วนฉันทะที่เป็นตัวกระตุ้นอารมณ์ได้แก่ ฉันทะในอิทธิบาท ๔ และฉันทะในสัมมัปปธาน ๔ เพราะ
เป็นตัวนาให้ธรรมะข้ออื่นๆ เกิดขึ้นตามมาจนทาให้การงานที่ทาอยู่นั้นดาเนินไปสู่ความสาเร็จ
ยกตัวอย่าง ฉันทะ ในอิทธิบาท ๔ คือเมื่อมีความพอใจ ชอบใจในงานที่จะทาแล้วย่อม
ทาให้เกิดวิริยะ ความเพียรพยายามตามมา เมื่อมีความเพียรแล้วย่อมทาให้เกิด จิตตะ ความตั้งใจ
ขณะที่ทางาน เมื่อมีความตั้งใจแล้วย่อมทาให้เกิด วิมังสา ความพินิจพิจารณาไตร่ตรองในงาน คือ
คิดหาช่องทางแห่งความสาเร็จของงาน ส่วนฉันทะ ในสัมมัปปธาน ๔ ก็มีลักษณะคล้ายๆ กับฉันทะ
ในอิทธิบาท ๔ นี้
๓.๕ สรุปและวิพากษ์เรื่องกรรมตามหลักพระพุทธศาสนา
๓.๕.๑ สรุปเรื่องกรรมตามหลักพระพุทธศาสนา
กรรมทางพระพุทธศาสนา หมายถึง การกระทาที่ทาด้วยเจตนา อันมีพื้นฐานมาจากกิเลส
แสดงออกทาง กาย ทางวาจา และทางใจ มีทั้งกรรมดีและกรรมชั่ว ส่งผลต่อผู้กระทากรรมสาเหตุ
แห่งการเกิดกรรมเกิดจากผัสสะ โดยเริ่มต้นที่ใจเกิดการนึกคิดเรียกว่ามโนกรรม ส่งผลให้ผู้กระทา
กรรมต่อทางกาย และทางวาจา ผลของการกระทา ไม่ว่ากรรมดีหรือ กรรมชั่วจะถูกจะสมไว้ใน
ภวังคจิต รอโอกาสให้ผลแก่เจ้าของกรรม การจะตัดสินว่ากรรมใดเป็นกรรมดี หรือกรรมชั่วนั้น ทาง
พระพุทธศาสนาได้วางหลักเกณฑ์ไว้ โดยให้ดูที่สาเหตุแห่งการทากรรมและผลของกรรม ว่ามี
ผลกระทบต่อตนเองหรือผู้อื่น หรือ ทั้งตนเองและผู้อื่นหรือไม่
กรรมในพระไตรปิฎกแบ่งออกเป็น ๓ ประเภท คือ
๑. ตามคุณภาพของกรรมมี ๒ อย่าง คือ กรรมชั่ว (อกุศลกรรม) และกรรมดี (กุศลกรรม)
๑๗๓
พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต), พุทธธรรม, ฉบับปรับปรุงและขยายความ, หน้า ๔๘๖.
๑๐๖
๒. ตามทางแห่งการทากรรมมี ๓ อย่าง คือ ทางกายเรียกว่า กายกรรม ทางวาจา เรียกว่า
วจีกรรม ทางใจ เรียกว่า มโนกรรม
๓. ตามกรรมที่มีความสัมพันธ์กับวิบาก มี ๔ อย่าง คือ กรรมดามีวิบากดา กรรมขาวมี
วิบากขาว กรรมทั้งดาและขาวมีวิบากทั้งดาและขาว กรรมไม่ดาและไม่ขาวมีวิบากทั้งไม่ดาและไม่
ขาว กรรมประเภทนี้ เป็นกรรมที่มีเป้ าหมายสูงสุดในทางพระพุทธศาสนา มีเจตนาเพื่อจะละกรรม
ดา กรรมขาว และกรรมทั้งดาและขาวในอรรถกถา เรียกว่า กรรม ๑๒ ซึ่งได้มีการรวบรวมไว้เป็น
หมวดหมู่ ผลของกรรมทาให้เห็นเป็นรูปธรรมชัดเจนยิ่งขึ้น มีกรรมตามหน้าที่ กรรมตามให้ผล
ตามลาดับ และกรรมที่รอเวลาในการให้ผลของกรรม
การให้ผลของกรรมแบ่งออกเป็น ๒ ระดับ คือ ผลชั้นใน หมายถึง จิตใจ ให้ผลทันทีที่ทา
กรรมเสร็จ เป็นความรู้สึกที่ดีหรือชั่ว สะสมเป็นวิบากตกค้างในใจ รอวันแสดงตัวออกมาเป็น
อุปนิสัย ผลชั้นนอกให้ผลเป็นลาภ ยศ สรรเสริญ เสื่อมลาภ เสื่อมยศ นินทา การให้ผลในชั้นนี้ต้องมี
องค์ประกอบเรื่อง กาล คติ อุปธิ และปโยคะ มาเป็นปัจจัยเกี่ยวข้อง การให้ผลของกรรมทั้ง ๓
ประเภทในพระไตรปิฎกดังกล่าวข้างต้น เป็นเรื่องของการให้ผลชั้นใน ส่วนการให้ผลของกรรม
๑๒ เป็นการให้ผลชั้นนอก
กฎแห่งกรรม เป็นกฎธรรมชาติที่มีการให้ผลที่แน่นอนและตายตัว ไม่มีข้อยกเว้นและจึง
เป็นกฎศีลธรรม ที่ดูแลควบคุมพฤติกรรมของมนุษย์และให้ผล มนุษย์ทุกคนต้องรับผิดชอบต่อการ
กระทาของตน ดังนั้นเมื่อพิจารณาแล้วจะเห็นได้ว่าการใช้เวลาปัจจุบันและเงื่อนไขของอโหสิกรรม
ทาให้มนุษย์สามารถเลือกสถานที่เกิด พร้อมทั้งรูปสมบัติคุณสมบัติได้ กล่าว คือ ทาแต่กรรมดีอันมี
เงื่อนไขไปสู่ผลที่ต้องการอย่างพากเพียร และปฏิบัติจนกลายเป็นอุปนิสัย ผลของกรรมย่อมส่งผลใน
ชาติหน้าหรือชาติต่อ ๆ ไป และผลของกรรมบางอย่างสามารถส่งผลได้ในชาตินี้ได้เลย เช่น ความ
ร่ารวยหรือความฉลาด นอกจากนี้พระพุทธศาสนายังให้ความสาคัญกับมโนกรรมของจิตที่ใกล้ดับ
ซึ่งมีผลต่อคติที่ไปในชาติหน้า
การดับกรรมต้องดับที่สาเหตุ คือ ผัสสะ พระพุทธศาสนาไม่ได้สอนให้มนุษย์ทากรรมดี
เพื่อติดอยู่แต่ความสุขและความดี แต่สอนให้มนุษย์ทากรรมเพื่อละทิ้งกรรมดีและกรรมชั่วเพื่อไปสู่
การสิ้นกรรม ด้วยวิธีการปฏิบัติตามมรรคมีองค์ ๘ และพัฒนาตนเองด้วย หลักไตรสิกขา ซึ่งสามารถ
พัฒนากรรมของตนหลุดพ้นจากกิเลส เป็นเหตุให้สิ้นกรรมหรือดับกรรมการกระทาที่ไม่มีกิเลส ไม่
จัดเป็นกรรมเป็นเพียงกิริยาเท่านั้น จึงไม่มีวิบากให้รับผลทาให้หลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด
หรือหลุดพ้นจากวัฏฏะ ๓ คือ กิเลส กรรม วิบากบรรลุพระนิพพาน อันเป็นเป้ าหมายสูงสุดของ
พระพุทธศาสนา
๑๐๗
การประยุกต์เรื่องกรรมเพื่อพัฒนาพฤติกรรมตามหลักพระพุทธศาสนา เพื่อให้
สอดคล้องกับหัวข้อของแบนดูร่า จึงได้ตั้งชื่อหัวข้อตามแนวทางปฏิบัติอ ๓ ประการ ได้แก่ ๑. แนว
ทางการเรียนรู้โดยการสังเกต ๒. แนวทางการควบคุมกิจกรรมการเรียนรู้ของตนเอง ๓. แนว
ทางการรับรู้ความสามารถของตนเอง
แนวทางการเรียนรู้โดยการสังเกตมีกระบวนการย่อยอยู่ ๔ กระบวนการ ประกอบด้วย
๑. กระบวนการความใส่ใจ ๒. กระบวนการจดจา ๓. กระบวนการแสดงพฤติกรรมเหมือนกับตัว
แบบ ๔. กระบวนการจูงใจ
๑. กระบวนการความใส่ใจในทางพระพุทธศาสนา ได้ศึกษาเรื่อง สมาธิ ได้แก่สมาธิ
ที่มาพร้อมกับหลักธรรมแห่งความสาเร็จคือ หลัก “อิทธิบาทธรรม ๔” คือ ฉันทสมาธิ วิริยสมาธิ
จิตตสมาธิ วิมังสาสมาธิ กระบวนธรรมทั้ง ๔ นี้จะทางานร่วมกันอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสายทาให้เกิด
ความใส่ใจ ๒. กระบวนการจดจา ได้ศึกษาเรื่อง สัญญา เป็นหัวหน้าทางานร่วมกันกับสติ ความ
ระลึกหาข้อมูลที่ถูกบันทึกไว้ด้วยสัญญา กระบวนการจดจามี ๓ ขั้นตอน คือการนาข้อมูลเข้าสู่จิตใจ
การบันทึกข้อมูล และการนาข้อมูลออกมาใช้ ๓. กระบวนการแสดงพฤติกรรมเหมือนกับตัวแบบ
ได้ศึกษาเรื่อง อินทรีย์ ๕ พละ ๕ ทั้งสองหลักธรรมนี้มีองค์ธรรมเหมือนกัน คือ สัทธา วิริยะ สติ
สมาธิ ปัญญา เพียงแต่เปลี่ยนชื่อตามหมวดธรรมเท่านั้นคือเอาองค์ธรรมเหล่านี้ไปนาหน้าชื่อหมวด
ธรรม เช่น สัทธินทรีย์สัทธาพละ เป็นต้น การที่ได้ศึกษาเรื่องนี้เพราะผู้เรียนมีอินทรีย์ไม่เท่ากัน ผู้ที่
มีอินทรีย์ย่อมจะแสดงพฤติกรรมเหมือนตัวแบบมากกว่าผู้มีอินทรีย์อ่อน ๔. กระบวนจูงใจ ได้ศึกษา
พระพุทธพจน์ข้อว่า “นิคฺคณฺเห นิคฺคหารห” ข่มบุคคลที่ควรข่ม “ปคฺคณฺเห ปคฺคหารห” ยกย่องคน
ที่ควรยกย่อง เพราะว่าพระพุทธเจ้า จะตาหนิคนที่ควรตาหนิโดยไม่ได้เลือกหน้าว่าจะเป็นใครมา
จากไหน เป็นลูกหลานของใคร และจะสรรเสริญผู้ที่ควรสรรเสริญโดยไม่ได้เลือกหน้าเหมือนกัน
แนวทางการควบคุมกิจกรรมการเรียนรู้ของตนเอง ประกอบด้วยกระบวนการย่อย ๓
กระบวนการ คือ ๑. กระบวนการสังเกตของตนเอง ๒. กระบวนการตัดสิน ๓. การแสดงปฏิกิริยา
ต่อตนเอง
๑. กระบวนการสังเกตของตนเอง ได้ศึกษาเรื่อง สติ สัมปชัญญะ สติสัมปชัญญะมี
ลักษณะเป็นเครื่องเตือนให้ระลึกได้ให้รู้สึกตัวทั่วพร้อมทุกขณะที่เคลื่อนไหวอิริยาบถ เป็นตัวกากับ
ไม่ให้จิตหลุดลอยไปในอารมณ์ต่างๆ อย่างอิสระ คอยควบคุมจิตไว้ไม่ให้ไปสู่อานาจฝ่ายต่าเหมือน
เด็กเลี้ยงวัวคอยดูแลวัวของตนไม่ให้เที่ยวไปในที่ที่ไม่เหมาะสม เช่น ไร่ สวน ที่นา ของชาวบ้าน
ฉะนั้น ๒. กระบวนการตัดสิน ได้ศึกษาเรื่อง หลักการตัดสินพระธรรมวินัย ๘ ประการ คือ
๑๐๘
หลักธรรมที่เป็นพระธรรมวินัยที่พระพุทธองค์ทรงสั่งสอนต้องเป็นไปตามหลักการทั้ง ๘ ประการนี้
ถ้าตรงกันข้ามกับหลักการเหล่านี้ถือว่าไม่ใช่ธรรมไม่ใช่วินัยที่พระองค์ทรงสอนให้ละทิ้งเสีย คือ ๑.
เป็นไปเพื่อคลายความกาหนัด ๒. เป็นไปเพื่อความพราก ๓. เป็นไปเพื่อการไม่สะสม ๔. เป็นไปเพื่อ
ความมักน้อย ๕. เป็นไปเพื่อความสันโดษ ๖. เป็นไปเพื่อความสงัด ๗. เป็นไปเพื่อปรารภความเพียร
๘. เป็นไปเพื่อความเป็นคนเลี้ยงง่าย นอกจากนี้พระองค์ยังได้บัญญัติหลักมหาปเทส ๔ ไว้อีกหลัก
หนึ่งเพื่อเป็นหลักตัดสินพระธรรมวินัย ใจความสาคัญของหลักมหาปเทส ๔ นั้นมีอยู่ ๒ สานวน
สานวนแรกมีใจความสาคัญคือ ๑. สิ่งใดที่ไม่ได้ห้ามไว้ว่า ไม่ควร ถ้าอนุโลมเข้ากับสิ่งไม่ควร สิ่งนั้น
ไม่ควร ๒. สิ่งใดที่ไม่ได้ห้ามไว้ว่า ไม่ควร ถ้าอนุโลมเข้ากับสิ่งที่ควร สิ่งนั้นควร ๓. สิ่งใดที่ไม่ได้
อนุญาตไว้ว่า ควร ถ้าอนุโลมเข้ากับสิ่งไม่ควร สิ่งนั้นไม่ควร ๔. สิ่งใดที่ไม่ได้อนุญาตไว้ว่า ควร ถ้า
อนุโลมเข้ากับสิ่งที่ควร สิ่งนั้นควร สานวนที่ ๒ มีใจความว่า ๑. ถ้ามีภิกษุมากล่าวอ้างว่าได้ฟังได้รับ
มาจากพระพุทธเจ้า คณะสงฆ์ คณะพระเถระ และพระเถระรูปเดียวว่า ธรรมเหล่านี้ เป็นธรรม เป็น
วินัย เป็นสัตถุสาสน์ อย่าเชื่อทันที ให้เรียนรู้แล้วนาไปเปรียบเทียบกับพระสูตรและพระวินัย ถ้าลง
กันสมกันกับพระสูตรและพระวินัยจึงค่อยเชื่อและเรียนตามนั้น ถ้าไม่ลงกันสมกัน ให้ทิ้งเสียงไม่
ควรถือเอา ๓. การแสดงปฏิกิริยาต่อตนเอง ได้ศึกษาเรื่อง อายตนะ ๑๒ อย่าง คือ อายตนะภายใน ๖
อายตนะภายนอก ๖ อายตนะ แปลว่า ที่ต่อ, เครื่องติดต่อ, แดนต่อความรู้, เครื่องรู้และสิ่งที่รู้ เช่น ตา
เป็นเครื่องรู้ รูปเป็นสิ่งที่รู้, หูเป็นเครื่องรู้ เสียงเป็นสิ่งที่รู้ เป็นต้น อายตนะภายนอก คือเครื่องต่อ
ภายนอก, สิ่งที่ถูกรู้มี ๖ คือ รูป เสียง กลิ่น รส สิ่งต้องกาย ธรรมารมณ์ คือ อารมณ์ที่เกิดกับใจหรือ
สิ่งที่ใจรู้ อายตนะทั้งสองเกี่ยวข้องกับกระบวนการแสดงปฏิกิริยาต่อตนเอง เมื่อกระบวนธรรม
เหล่านี้ คือ อายตนะภายใน ๖ อายตนะภายนอก ๖ ผัสสะ และวิญญาณ ทางานประสานสัมพันธ์กัน
กล่าววคือเมื่ออายตนะภายในซึ่งเป็นแดนรับรู้กระทบกับอารมณ์ คืออายตนะภายนอกซึ่งเป็นสิ่งที่ถูก
รู้ก็จะเกิดความรู้จาเพาะด้านของอายตนะแต่ละอย่างๆ ขึ้น เช่น ตากระทบรูป เกิดความรู้เรียกว่า เห็น
หูกระทบเสียง เกิดความรู้ เรียกว่าได้ยิน เป็นต้น ความรู้เฉพาะแต่ละด้านนี้เรียกว่า วิญญาณ ความรู้
แจ้ง คือรู้อารมณ์ วิญญาณทางตา ได้แก่ เห็น เรียกว่า จักขุวิญญาณ วิญญาณทางหู ได้แก่ ได้ยิน
เรียกว่า โสตสวิญญาณ เป็นต้น
แนวทางการรับรู้ความสามารถของตนเอง ประกอบด้วยแนวทางย่อย ๔ แนวทาง คือ ๑.
ประสบการณ์ที่ประสบความสาเร็จ ๒. การใช้ตัวแบบ ๓. การใช้คาพูดชักจูง ๔. การกระตุ้นทาง
อารมณ์
๑. ประสบการณ์ที่ประสบความสาเร็จ ได้ศึกษาเรื่อง จริต ๖ คือความประพฤติจนเคยชิน
เป็นนิสัยที่แสดงออกมาโดยไม่ได้ตั้งใจ จนกลายเป็นบุคลิกของแต่ละคน เช่น คนราคจริต จะมีนิสัย
๑๐๙
เรียบร้อย รักสวยรักงาม คนโทสจริต จะมีนิสัยหนักไปทางใจร้อนขี้หงุดหงิด คนโมหจริต จะมีนิสัย
หนักไปทางเหงาซึมจับจด คนสัทธาจริต จะมีนิสัยเชื่อง่าย ถ้าไม่มีปัญญากากับก็อาจจะกลายเป็นคน
เชื่องมงายได้ คนพุทธิจริต จะมีนิสัยหนักไปทางคิดพิจารณา คนวิตกจริต จะมีนิสัยหนักไปทางคิด
จับจดฟุ้งซ่าน ผู้ต้องการเปลี่ยนพฤติกรรมต้องสังเกตตัวเองให้ดีว่า ในช่วงที่ประสบความสาเร็จเรา
ประพฤติตัวอย่างไร แล้วนานิสัยนั้นมาใช้ให้เกิดประโยชน์คือทาตัวเหมือนเมื่อครั้งที่เคยประสบ
ความสาเร็จนั้น
๒. การใช้ตัวแบบ ได้ศึกษาเรื่อง “บุคคลาธิษฐาน และธรรมาธิษฐาน” คือใช้บุคคลเป็น
แบบและใช้ธรรมะเป็นแบบหรือใช้รูปธรรมกับนามธรรมเป็นแบบ บุคคลาธิษฐาน คือยกบุคคลมา
เป็นตัวอย่างประกอบการอธิบายในเรื่องนั้นๆ ที่ตรงกับเรื่องที่กาลังอธิบาย ส่วนธรรมาธิษฐาน คือ
ยกหัวข้อธรรมขึ้นแสดงไม่เกี่ยวกับบุคคลเป็นการแสดงหลักการล้วนๆ เพื่อประกอบการอธิบายใน
เรื่องนั้นๆ ในเรื่องนี้ได้ยกเรื่องเวสสันดรชาดกกับเรื่องพระนันทเถระเป็นตัวอย่าง เรื่องเวสสันดร
ชาดกพระองค์ทรงแสดงเพื่อลดมานะ ทิฏฐิของเหล่าพระประยูรญาติ ส่วนเรื่องพระนันทะพระองค์
แสดงเหล่านางฟ้าให้พระนันทะผู้กระสันอยากสึกเพื่อให้คลายความรักจากนางชนบทกัลยาณีผู้เป็น
เจ้าสาว เป็นการเปลี่ยนความสนใจของพระนันทะให้เกิดความอุตสาหะปฏิบัติสมณธรรม
๓. การใช้คาพูดชักจูง ได้ศึกษาเรื่อง ลีลาการสอน หรือเทศนาวิธี ๔ ประการที่พระพุทธ
องค์ทรงใช้เพื่อชักชวนโน้มน้าวจิตใจของผู้ฟังให้เกิดความกล้าหาญ ร่าเริง อยากนาเอาธรรมะคาสั่ง
สอนไปปฏิบัติเพื่อให้เกิดผลแก่ตนเอง ลีลาการสอน หรือเทศนาวิธี ๔ อย่าง คือ ๑. สันทัสสนา
ชี้แจงให้เห็นชัด ๒. สมาทปนา ชวนให้อยากรับเอาไปปฏิบัติ ๓. สมุตเตชนา เร้าใจให้อาจหาญ
แกล้วกล้า ๔. สัมปหังสนา ปลอบชโลมใจ ให้สดชื่นร่าเริง การใช้คาพูดชักจูงโน้มน้าวเพื่อให้ผู้ที่
ยังไม่เลื่อมใสให้เกิดความเลื่อมใส ผู้มีทิฏฐิ มานะ ให้ลดทิฏฐิ มานะ ผู้ที่มีพฤติกรรมก้าวร้าวให้เป็น
ผู้มีจิตอ่อนโยน
๔. การกระตุ้นทางอารมณ์ ได้ศึกษาเรื่อง ฉันทะ ความพอใจ ชอบใจในการทาการงานที่
เป็นประโยชน์มีความหมายในเชิงสร้างสรรค์ ส่วนฉันทะที่เป็นตัวกระตุ้นอารมณ์ได้แก่ ฉันทะใน
อิทธิบาท ๔ และฉันทะในสัมมัปปธาน ๔ เพราะเป็นตัวนาให้ธรรมะข้ออื่นๆ เกิดขึ้นตามมาจนทา
ให้การงานที่ทาอยู่นั้นดาเนินไปสู่ความสาเร็จ ยกตัวอย่าง ฉันทะ ในอิทธิบาท ๔ คือเมื่อมีความ
พอใจ ชอบใจในงานที่จะทาแล้วย่อมทาให้เกิดวิริยะ ความเพียรพยายามตามมา เมื่อมีความเพียรแล้ว
ย่อมทาให้เกิด จิตตะ ความตั้งใจขณะที่ทางาน เมื่อมีความตั้งใจแล้วย่อมทาให้เกิด วิมังสา ความ
๑๑๐
พิจารณาไตร่ตรองในงาน คือคิดหาช่องทางแห่งความสาเร็จของงาน ส่วนฉันทะ ในสัมมัปปธาน ๔
ก็มีลักษณะคล้ายๆ กับฉันทะในอิทธิบาท ๔ นี้
๓.๕.๒ วิพากษ์เรื่องการปรับพฤติกรรมตามหลักพระพุทธศาสนา
การปรับพฤติกรรมตามหลักพระพุทธศาสนาก็คือการปรับอินทรีย์ให้เสมอกันเพื่อให้
กายและจิตทางานประสานสอดคล้องกันในการแสดงออกทางพฤติกรรมที่เหมาะสม เพราะสังขาร
ร่างกายและจิตใจของมนุษย์ก็เปรียบเหมือนต้นไม้จะดัดหรือตกแต่งให้เป็นต่าง ๆ ได้ทันทีไม่ได้ต้อง
อาศัยเวลา ต้องค่อยเป็นค่อยไปและขึ้นอยู่กับเป้ าหมายที่ตั้งไว้ด้วยถ้ามีเป้ าหมายใหญ่ก็ยิ่งใช้
เวลานาน เช่นการจะดัดต้นตะโกให้เป็นรูปหงส์ตัวใหญ่ ๆ ต้องรอเป็นเวลาหลายปีกว่าต้นไม้จะ
เจริญเติบโตและมีรูปเป็นหงส์อย่างที่เราออกแบบเอาไว้
การปรับพฤติกรรมของมนุษย์ยิ่งต้องใช้เวลานานยิ่งกว่านั้นเพราะมนุษย์มีส่วนประกอบ
หลายอย่างโดยเฉพาะอารมณ์ภายใน ซึ่งเป็นตัวแปรสาคัญคอยทาให้ใจไขว้เขวออกนอกทางหรือ
เป้ าหมายที่ตั้งเอาไว้ ดังนั้น การปรับพฤติกรรมจึงอาศัยกาลเวลา ค่อยเป็นค่อยไป
พระพุทธศาสนา ได้วางหลักธรรมสาหรับใช้เป็นเครื่องมือหรืออุปกรณ์ในการปรับ
พฤติกรรมไว้หลายหมวดด้วยกันซึ่งหลักธรรมเหล่านี้แท้จริงแล้วก็คือสังขารในฝ่ายกุศลนั่นเอง เช่น
หลัก พละ ๕ อินทรีย์ ๕ อันประกอบด้วย สัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา บางหมวดธรรมก็มีชื่อ
หลักธรรมอื่นที่ไม่ใช่สังขารมารวมอยู่ด้วย แต่เมื่อสาวไปถึงต้นตอแล้วก็จัดเป็นสังขารเช่นเดียวกัน
แต่ไม่ใช่เป็นสังขารในขันธ์ ๕ เท่านั้น เป็นสังขารที่เป็นสังขตธรรมคือธรรมที่ถูกปัจจัยปรุงแต่ง
เช่น หลักฆราวาสธรรม ๔ คือ ทมะ สัจจะ ขันติ จาคะ สังคหวัตถุ ๔ คือ ทาน ปิยวาจา อัตถจริยา
สมานัตตตา หลักธรรมเหล่านี้มีไว้สาหรับฆราวาสผู้อยู่ครองเรือนเพื่อให้คนในครอบครัวอยู่ด้วยกัน
อย่างมีความสุข และมีความเจริญก้าวหน้า ในการประกอบอาชีพการอยู่ครองเรือน
การปรับพฤติกรรมตามหลักพระพุทธศาสนา ไม่ว่าจะเป็นการปรับพฤติกรรมขั้น
พื้นฐาน ขั้นปานกลาง และขั้นสูง ล้วนมีจุดมุ่งหมายหรือประโยชน์ ๒ อย่าง คือ ๑ (ประโยชน์
ตนเอง )อัตตัตถะประโยชน์ (๒ (ประโยชน์คนอื่น )ปรัตถะประโยชน์ (เป็นหลัก ในเบื้องต้นต้อง
ทาประโยชน์ตนให้สมบูรณ์ก่อน คือ จะทาอะไรก็แล้วแต่ตนเองต้องเป็นที่พึ่งของตนให้ได้ก่อนจึง
เผื่อแผ่คนอื่นตามกาลังความสามารถ ถ้าทาได้อย่างนี้จะทาให้ได้รับการยกย่องการยอมรับ การนับ
ถือจากคนอื่น ถ้าบกพร่องอย่างใดอย่างหนึ่งไปบ้าง แต่ถ้ามีเจตนาที่ดี ก็ยังพอทาเนา
การที่บุคคลมุ่งขวนขวายเฉพาะประโยชน์ตนโดยไม่คานึงถึงคนอื่น ก็จะเป็นสุดโต่งข้าง
หนึ่งจะกลายเป็นคนเห็นแก่ตัวไป จะตกไปสู่อานาจของบาปธรรม คือ ความตระหนี่ (มัจฉริยะ)
และความโลภ (โลภะ) ถ้ามุ่งแต่ประโยชน์คนอื่นหรือประโยชน์ส่วนรวมก็จะทาตัวเองลาบากใน
๑๑๑
การดาเนินชีวิต ฐานะความเป็นอยู่อาจจะอัตคัตขัดสนก็ได้ ซึ่งก็เป็นสุดโต่งอีกอย่างหนึ่งไม่ใช่
เป้ าหมายของพระพุทธศาสนาคือทางสายกลางจะได้รับคาตาหนิไม่เป็นที่เกรงอกเกรงใจของคนอื่น
สิ่งที่ทาไปนั้นอาจจะถูกขัดขวางต่อต้านก็ได้
อาจจะมีคาถามว่า ถ้าอย่างนั้นก็จะไม่มีคนที่ทาประโยชน์คนอื่นอย่างจริงจัง เพราะแต่
ละคนก็ยังทาประโยชน์ให้ตนเองยังไม่สมบูรณ์สักคนยกเว้นพระอรหันต์ แล้วสังคมจะอยู่ด้วยกัน
อย่างสงบสุขได้อย่างไร และในกรณีของพระโพธิสัตว์ที่อุทิศตนเองเพื่อบาเพ็ญประโยชน์แก่คนอื่น
จะไม่ถูกตาหนิติเตียนหรือ เพราะพระโพธิสัตว์ก็ยังประโยชน์ของตนไม่บริบูรณ์
คาถามนี้ไม่ง่ายที่จะตอบ เพราะมีรายละเอียดให้พิจารณาประกอบหลายอย่างก่อนอื่น
เรามาพิจารณา หลักประโยชน์ในพระพุทธศาสนาก่อน หลักอัตตัตถะประโยชน์หรือประโยชน์ตน
นั้น ไม่ค่อยเป็นปัญหาเท่าไหร่เพราะคนส่วนมากมุ่งประโยชน์ส่วนตนอยู่แล้วบางครั้งก็มากเกินไป
จนถึงกับล่วงละเมิดประโยชน์ของคนอื่นก็มี
ส่วนปรัตถะประโยชน์หรือประโยชน์คนอื่นนั้นข้อนี้ค่อนข้างมีปัญหา เพราะไม่ค่อยมี
ใครคิดถึง จะมีอยู่บ้างก็จะอยู่ในวงจากัดเช่นเฉพาะในหมู่ญาติพี่น้อง เพื่อนพ้องของตนเท่านั้น
อาจจะมีผู้คิดถึงคนอื่นที่นอกจากญาติพี่น้องเพื่อนพ้องของตนอยู่บ้าง แต่คงมีน้อยคนมาก เช่น
พระราชาผู้ครองแผ่นดิน อาจจะคานึงถึงประโยชน์ของประชาชนภายในประเทศที่ไม่ใช่ญาติพี่น้อง
และเพื่อนพ้องของตนเอง แต่ถึงกระนั้นพระราชาในประเทศนั้น ๆ ก็จะคานึงถึงเฉพาะประโยชน์
ของประเทศชาติของตัวเองเป็นหลักก่อนเสมอ ในบางครั้งอาจจะทาการกดขี่ข่มเหงประชาชนใน
ประเทศอื่นที่ตนแย่งชิงมาได้ด้วยการทาสงครามก็ได้ทาให้ประชาชนในประเทศนั้นได้รับความ
ลาบากกว่าประชาชนในประเทศของตน
เมื่อมองให้ลึกลงไปและมองในภาพกว้าง ๆ แล้ว จะเห็นว่าจะหาคนที่จะบาเพ็ญตนเพื่อ
ประโยชน์แก่คนอื่นยากมากทุกคนมีประโยชน์ของตนเองแอบแฝงอยู่ทั้งนั้นแม้แต่พระโพธิสัตว์ที่
อุทิศตนบาเพ็ญประโยชน์แก่ผู้อื่นก็ยังมีประโยชน์ตนเองแฝงอยู่คือการได้ตรัสรู้พระสัมมาสัมโพธิ
ญาณหรืออนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณเป็นที่หมาย หลังจากที่ได้ตรัสรู้แล้วนั่นแหละพระพุทธเจ้าจึง
ชื่อว่า ได้บาเพ็ญประโยชน์เพื่อคนอื่นอย่างแท้จริง เมื่อไม่มีใครจะบาเพ็ญประโยชน์เพื่อคนอื่นอย่าง
แท้จริงแล้ว พระพุทธศาสนาถือเอาหลักอะไรในการตัดสินว่า คนคนนี้เป็นผู้บาเพ็ญประโยชน์แก่
คนอื่นถึงจะไม่เต็มที่อย่างน้อยก็ยังจะเป็นประโยชน์แก่คนอื่นบ้าง ประเด็นนี้พระพุทธศาสนามี
เกณฑ์ตัดสินอยู่ว่าคนคนนั้น ทาประโยชน์ส่วนตนพอประมาณและในขณะเดียวกันก็ทาประโยชน์
ของคนอื่นไปด้วย ถามว่า ทาอย่างไรจึงชื่อว่าทาประโยชน์ของคนอื่นด้วย ขอยกตัวอย่างประกอบ
เช่น นาย ก .เป็นพ่อค้า มีอาชีพค้าขาย ถ้านาย ก .ค้าขายสิ่งของที่ไม่จัดอยู่ในจาพวกมิจฉาวณิชา ๕
ประการที่พระพุทธศาสนาวางไว้ คือ ๑. ค้าขายศัสตราวุธ ๒. ค้าขายสัตว์มีชีวิตมนุษย์ ๓. ค้าขาย
๑๑๒
เนื้อสัตว์ สัตว์ที่มีชีวิต ๔. ค้าขายของมึนเม ๕. ค้าขายยาพิษ๑๗๔
ถือว่านาย ก .ได้ทาประโยชน์ของ
ตนเองพอประมาณและได้ทาประโยชน์แก่คนอื่นไปพร้อมกัน เพราะเหตุไรจึงว่าอย่างนั้น เท่าที่ดู
รายการสินค้าเหล่านี้แล้วก็มีทั้งประโยชน์และโทษอยู่ในตัว ถ้าไม่ค้าขายสิ่งเหล่านี้แล้วค้าขายอย่าง
อื่นจะชื่อว่าบาเพ็ญประโยชน์แก่ผู้อื่นอย่างไร
ขอยกตัวอย่างประกอบ เช่น การที่นาย ก .ไม่ค้าขายมนุษย์ถือว่านาย ก .ไม่ได้เบียดเบียน
คนอื่นให้ได้รับความลาบาก ความเดือดร้อนคนอื่นเมื่อเห็นนาย ก .แล้วก็ไม่ต้องวิตกกังวลหรือ
ระแวงว่า นาย ก .จะลักพาตัวเองไปขาย การที่นาย ก .ไม่ค้าขายศัสตราอาวุธ หรือยาพิษก็
เช่นเดียวกัน คนอื่นสัตว์อื่นก็ไม่ต้องตายหรือได้รับบาดเจ็บเพราะอาวุธหรือยาพิษของนาย ก .ที่ขาย
ให้คนอื่นนาไปประทุษร้ายคนอื่นสัตว์อื่น ถึงแม้ว่าจะมีการฆ่ากันทาร้ายกันโดยปราศจากอาวุธและ
ยาพิษแม้จะมีคนหรือสัตว์ตายไปบ้างก็ยังน้อยกว่าการตายด้วยอาวุธหรือยาพิษ เช่น การที่
สหรัฐอเมริกานาระเบิดปรมาณูไปทิ้งที่เมืองฮิโรชิม่าและเมืองนางาซากิของญี่ปุ่ น เป็นต้น การ
ปล่อยยาพิษลงในแม่น้าเป็นเหตุให้ปลาตายและคนที่น้าไปดื่มกินตายไปด้วย เป็นต้น ในการค้าขาย
ข้ออื่น ๆ ก็พึงเห็นตามนัยตัวอย่างที่ยกมานี้เถิด
หากจะมีคาถามว่า ถึงแม้ว่านาย ก .จะค้าขายมิจฉาวณิชา ทั้ง ๕ เหล่านี้ อย่างใดอย่าง
หนึ่ง แต่นาย ก .ก็เสียภาษีให้แก่รัฐบาลเป็นประจา และเงินภาษีนั้นก็นาไปพัฒนาประเทศชาติใน
ส่วนต่าง ๆ ให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชนทั่วไป อย่างนี้ไม่ถือว่า นาย ก .ทาประโยชน์แก่คนอื่นไป
พร้อมกันกับประโยชน์ตนหรือ
ตอบว่า ถ้าดูผิวเผินก็เหมือนกับว่า นาย ก .ได้ทาประโยชน์แก่คนอื่นไปพร้อมกัน แต่เมื่อ
นาเอาความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการกระทาของเขากับสิ่งที่เขาชดเชยให้คนอื่นนั้นเปรียบเทียบกัน
ไม่ได้ ยกตัวอย่างเช่น นาย ก .ขายอาวุธได้เงิน ๑๐๐ บาท นาย ก .จะต้องเสียภาษีให้แก่รัฐบาล แต่
เงินภาษีที่นาย ก .เสียให้แก่รัฐบาลนั้นเมื่อเทียบรายได้ที่เขาได้จากการขายอาวุธนั้นน้อยมาก และเมื่อ
คานึงถึงผลเสียหายที่คนซื้ออาวุธของเขานาไปฆ่าคนอื่นสัตว์อื่นไม่รู้ว่าจะกี่สิบกี่ร้อยคนซึ่งชีวิตของ
คนแต่ละคนนั้นคิดมูลค่าเป็นเงินไม่ได้
หากจะมีคาถามว่า ถ้าในกรณีของคนอื่นที่ไม่ได้ค้าขายสิ่งที่พระพุทธศาสนาระบุไว้ว่า
เป็นมิจฉาวณิชา แต่ไม่เสียภาษีแก่รัฐบาลจะถือว่าเขาได้ทาประโยชน์ตนเองและประโยชน์คนอื่น
ไปพร้อมกันหรือไม่ ตอบว่าเขาทาประโยชน์ตนและทาประโยชน์คนอื่นบ้าง แต่เป็นประโยชน์
เฉพาะญาติพี่น้อง และเพื่อนพ้องของเขาเท่านั้น
๑๗๔
องฺ .ปญฺจก. (ไทย) ๒๒/๑๗๗/๒๙๒ .
๑๑๓
โดยทั่วไป พฤติกรรมที่มนุษย์แสดงออกมา ไม่ว่าจะเป็นไปในทางที่ดีหรือชั่วตาม
ความหมายทั่วไปนั้น สามารถตัดสินได้ง่าย เช่น นาย ก .ชอบลักขโมยของคนอื่น นาย ข .เป็นนักเลง
สุรา เป็นต้น ตัวอย่างเหล่านี้เราสามารถตัดสินได้ทันทีว่าดีหรือชั่วอย่างไร แต่เมื่อจะต้องตัดสิน
พฤติกรรมที่มีผลสืบเนื่องไปถึงอนาคต ซึ่งทางพระพุทธศาสนาเรียกว่า “กรรม” อันเป็นพฤติกรรมที่
จะต้องใช้เกณฑ์ทางจริยธรรมมาตัดสินนั้น คนทั่วไปมักมีความสับสนไขว้เขว อยู่เป็นอันมาก
โดยเฉพาะปัญหาที่เกี่ยวกับพฤติกรรมที่เรียกว่า “ทาดีได้ดี ทาชั่วได้ชั่ว” ว่าเป็นจริงอย่างนั้นหรือไม่
บางคนพยายามหาหลักฐานมาแสดงให้เห็นว่า ในโลกแห่งความเป็นจริง บุคคลที่มีพฤติกรรมไป
ในทางที่ชั่วแต่มีผลดี หรือบางคนมีพฤติกรรมดี แต่กลับได้รับผลชั่วมีอยู่มากมายจุดสาคัญที่
ก่อให้เกิดปัญหาในเรื่องเกณฑ์ตัดสินพฤติกรรมนี้ คือ ความสับสนเกี่ยวกับขอบเขตที่แยกต่างหาก
จากกัน และที่สัมพันธ์กันระหว่างกรรมนิยามกับสังคมนิยม๑๗๕
ข้อความนี้มีความเป็นจริงอยู่ไม่น้อยที่ว่าคนส่วนมากมีความสับสนเกี่ยวกับขอบเขตที่
แยกต่างหากจากกันและที่สัมพันธ์กันระหว่างกรรมนิยามกับสังคมนิยม ในฝ่ายของกรรมนิยาม
การกระทาทุกอย่างที่ประกอบด้วยเจตนามีผลแก่ผู้ทาหมายความว่าผู้ทากรรมนั้นจะต้องได้รับผล
ของการกระทาของตนอย่างแน่นอน ส่วนจะเร็วหรือช้านั้นขึ้นอยู่กับกรรมหนักกรรมเบา ส่วน
สังคมนิยมนั้นเป็นเรื่องของการสมมติขึ้นของคนในสังคมนั้น ๆ เช่น กรณีการเลือกตั้ง คนดีไม่ซื้อ
เสียงในการเลือกตั้งปรากฏว่าสอบตก ไม่ได้รับการเลือกตั้ง แต่คนที่ซื้อเสียงกลับได้รับการเลือกตั้ง
ถามว่าระหว่างสองคนนี้ใครเป็นคนทาดีใครเป็นคนทาชั่วแล้วใครได้รับผลของการทาดีทาชั่วใน
ครั้งนี้ เรื่องนี้ตอบได้ไม่ง่ายนัก เพราะเป็นเรื่องของกรรมนิยามกับสังคมนิยม ถามว่าเป็นกรรม
นิยามกับสังคมนิยมอย่างไร ตอบว่า ที่ว่าเป็นกรรมนิยามก็คือ คนที่ไม่ซื้อเสียงเป็นคนดีเพราะทา
ตามกฎหมายเลือกตั้ง แต่สังคมไม่นิยม สังคมเขาต้องการเงินเมื่อมีคนเอาเงินไปให้เพื่อแลกกับ
คะแนนเสียงเขาจึงลงคะแนนให้คนนั้น เพื่อเป็นการตอบแทน และคนที่เขาลงคะแนนให้นั้นก็
ได้รับการเลือกตั้งโดยชอบธรรม
แต่ถ้ากรณีนี้เกิดขึ้นในยุคสมัยหรือสังคมที่เขาไม่นิยมการซื้อเสียงสังคมที่ถือว่าการซื้อ
เสียงเป็นเรื่องผิดกฎหมายและผิดศีลธรรมอย่างร้ายแรง คนที่ซื้อเสียงก็จะไม่ได้รับการคัดเลือก
เพราะทาผิดกฎหมายเลือกตั้งและผิดศีลธรรมของสังคมด้วย หรืออีกตัวอย่างหนึ่ง เช่น นาย ก .เป็น
คนดีมีศีลธรรม คนทั่วไปก็รู้ว่าเขาเป็นคนดี แต่นาย ก .มีพรรคพวกหรือญาติพี่น้องน้อยกว่านาย ข .
ซึ่งเป็นคู่แข่งกัน นาย ข .เป็นคนไม่มีศีลธรรมเท่ากับนาย ก .คนทั่วไปก็รู้ แต่เขามีพวกพ้องมากกว่า
๑๗๕
ดูรายละเอียดใน พระพรหมคุณาภรณ์ ,(ป.อ .ปยุตฺโต), พุทธธรรม, ฉบับปรับปรุงและขยาย
ความ, หน้า ๑๕๖.
๑๑๔
จึงได้รับการคัดเลือก กรณีอย่างนี้ก็เป็นสังคมนิยม ไม่ใช่กรรมนิยาม ตามหลักของกรรมนิยาม
นาย ก .ถึงแม้จะแพ้การเลือกตั้งแต่เขาก็ยังเป็นคนดีอยู่เหมือนเดิม ส่วนนาย ข .แม้จะชนะการ
เลือกตั้งก็ไม่ได้หมายความว่าเขาเป็นคนดีตามหลักของกรรมนิยาม พฤติกรรมที่เป็นส่วนของทุจริต
กรรมต่าง ๆ ที่เขาทาไว้ก็ยังเป็นของเขาอยู่และเขาก็จะได้รับผลกรรมนั้นเมื่อถึงคราวเหมาะสม
อีกอย่างหนึ่งเมื่อกล่าวโดยสรุปตามหลักพระพุทธศาสนาแล้วพฤติกรรมของมนุษย์
ขึ้นอยู่กับสังขารที่เป็น เจตนา ถ้ากรรมใดประกอบด้วยเจตนาดี พฤติกรรมนั้นเป็นกรรมดี ถ้า
ประกอบด้วยเจตนาไม่ดี พฤติกรรมนั้นเป็นกรรมไม่ดี ดังพุทธพจน์ในธรรมบท ขุททกนิกายว่า
“ธรรมทั้งหลาย มีใจเป็นหัวหน้า มีใจเป็นใหญ่ สาเร็จด้วยใจ ถ้าคนมีใจดี ก็จะพูดดีหรือทาดีตาม
ไปด้วย เพราะความดีนั้น สุขย่อมติดตามเขาไป เหมือนเงาติดตามตัวเขาไป ฉะนั้น”๑๗๖
๑๗๖
ขุ.ธ. (ไทย) ๒๕/๒/๒๔.
๑๑๕

บทที่ ๓ กรรม (ฉบับปรับปรุง)

  • 1.
    บทที่ ๓ แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับกรรมตามหลักของพระพุทธศาสนา “กรรม”ตามหลักพระพุทธศาสนาเถรวาทเป็นกระบวนธรรมภายในจิตที่ใช้ หลัก ปฏิจจสมุปบาทมาอธิบายและกรรมก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งในกระบวนการแห่งปฏิจจสมุป บาทเป็นการพิจารณาในแง่ของกระบวนการธรรมชาติว่าด้วยตัวกฎหรือสภาวะล้วนๆและเป็นการ มองอย่างกว้างๆตลอดทั้งกระบวนการที่ไม่เน้นจุดใดจุดหนึ่งโดยเฉพาะแต่ในทางปฏิบัติเมื่อมองใน แง่ความ เป็นไปในชีวิตจริงจะเห็นว่าส่วนของปฏิจจสมุปบาทที่ปรากฏเด่นชัดออกมาในการ ดาเนินชีวิต ประจาวันเป็นเรื่องของการแสดงออกและเกี่ยวข้องกับความรับผิดชอบของคนโดย ตรงที่มีตัวการ และสิ่งแวดล้อมอื่นๆเกี่ยวข้อง ในการศึกษาแนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับเรื่องกรรม ๓.๑ ความหมายของกรรม คาว่า “กรรม” ในทางพระพุทธศาสนาแปลว่าการกระทา มีความหมายกลาง ๆ ใช้ได้ทั้งในทางดีและทางไม่ดี ถ้าเป็นกรรมดีเรียกว่า กุศลกรรม กรรมไม่ดีเรียกว่า อกุศลกรรม พระพุทธเจ้าได้ตรัสความหมายของกรรมไว้ในนิพเพธิกสูตรว่า “ภิกษุทั้งหลาย เพราะอาศัยเหตุนี้ว่า เรากล่าวว่าเจตนาเป็นตัวกรรม บุคคลคิดแล้วจึงกระทาด้วยกาย วาจา และใจ”๑ พระพุทธพจน์นี้นักปราชญ์และนักวิชาการทางพระพุทธศาสนาได้อธิบายความหมาย ของกรรมเพิ่มเติมไว้ดังนี้ พระญาณติโลกะ(Nyanatiloka)อธิบายว่ากรรมคือการกระทาที่มีพื้นฐานมาจากกุศล กับ อกุศลทาให้เกิดการเวียนว่ายตายเกิดหรือเจตนาเป็นตัวกาหนดที่ไป เจตนาของกรรมคือ การ แสดงออกของการกระทาที่เป็นกุศลหรืออกุศลมีกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม กรรมทาง พระพุทธศาสนาจึงมิใช่ตัวกาหนดโชคชะตาหรือสังคมของมนุษย์แต่เป็นเรื่องของการกระทา ซึ่ง ทางตะวันตกมีความเข้าใจว่า พระเจ้าเป็นผู้กาหนด๒ ๑ องฺ. ฉกฺก. (ไทย) ๒๒/(๖๓/๕๗๗. ๒ Nyanatiloka, Bhddhist Dictionary Manual of Buddhist Terms and Doctrines, (Kandy :Buddhist Publication Society, 1980 ) , P. 92.
  • 2.
    ๔๘ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต)อธิบายว่า กรรม แปลตามศัพท์ว่าการงานหรือการ กระทา แต่ในทางธรรมต้องจากัดความจาเพาะลงไปว่า หมายถึง การกระทาที่ประกอบด้วยเจตนา หรือการกระทาที่เป็นไปด้วยความจงใจถ้าเป็นการกระทาที่ไม่มีเจตนาก็ไม่เรียกว่าเป็นกรรมใน ความหมายทางธรรม๓ พระธรรมวิสุทธิกวี (พิจิตร ฐิตวณฺโณ) อธิบายว่า กรรม แปลว่า การกระทา กรรมนี้เป็น คากลางๆถ้าหากว่าเป็นการกระทาดีท่านเรียกว่ากุศลกรรมถ้าหากว่าเป็นการกระทาชั่วท่านเรียกว่า อกุศลกรรม๔ พระเมธีธรรมาภรณ์ (ประยูร ธมฺมจิตฺโต) อธิบายว่า กรรม แปลว่า การกระทา การ กระทาที่แสดงออกทางกายเรียกว่า กายกรรม การกระทาทางวาจาเรียกว่า วจีกรรม ลาพัง ความคิด เรียกว่ามโนกรรม กรรมที่จะมีผลหรือวิบากต้องเป็นการกระทาที่มีเจตนาเป็นตัวนาเสมอ๕ แสง จันทร์งาม อธิบายว่า กรรม แปลว่า การกระทา (action) ที่ประกอบด้วยเจตนา หรือความตั้งใจ (volition) อันมีกิเลสเป็นแรงผลักดัน ฉะนั้นกรรมที่สมบูรณ์จะต้องมีตัวประกอบ กรรม ๓ เสมอ คือ มีกิเลสเป็นแรงกระตุ้น มีความตั้งใจหรือเจตนามีการกระทาหรือการเคลื่อนไหว๖ บรรจบ บรรณรุจิ๗ อธิบายว่า กรรม คือ การกระทาที่ประกอบด้วยเจตนาของคนที่ยังมี กิเลสซึ่งยังมีการให้ผลแบ่งออกได้เป็น ๓ ทางคือกายกรรม (การกระทาทางกาย) วจีกรรม(การ กระทาทางวาจา–พูด) และมโนกรรม (การกระทาทางใจ ความคิด)กรรมทั้ง ๓ มีทั้งฝ่ายดีและฝ่ายชั่ว ชะบา อ่อนนาค อธิบายว่า กรรม คือ การกระทาที่ประกอบด้วยเจตนาอันมีพื้นฐานมา ๓ พระพรหมคุณาภรณ์ (ปยุตฺโต), พุทธธรรม, ฉบับปรับปรุงและขยายความ, พิมพ์ครั้งที่ ๑๑, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์บริษัท สหธรรมิก จากัด, ๒๕๔๙), หน้า ๑๕๗. ๔ พระธรรมวิสุทธิกวี (พิจิตร ฐิตวณฺโณ) , กฎแห่งกรรรม, พิมพ์ครั้งที่ ๗, (กรุงเทพมหานคร : มหา มกุฏราชวิทยาลัย, ๒๕๔๖), หน้า ๒. ๕ พระเมธีธรรมาภรณ์ (ประยูรธมฺมจิตฺโต),กรรมและการเกิดใหม่, พิมพ์ครั้งที่ ๒, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์บริษัท สหธรรมิก จากัด, ๒๕๓๙), หน้า ๒๖. ๖ แสง จันทร์งาม, พุทธศาสนวิทยา, พิมพ์ครั้งที ๔, (กรุงเทพมหานคร : ธีระการพิมพ์, ๒๕๔๕), หน้า ๑๑๒. ๗ บรรจบ บรรณรุจิ, ปฏิจจสมุปบาท, พิมพ์ครั้งที่ ๓, (กรุงเทพมหานคร : พรบุญการพิมพ์, ๒๕๓๘), หน้า ๗๖.
  • 3.
    ๔๙ จากกิเลส แสดงออกทางกาย วาจาใจ มีทั้งกรรมดี กรรมชั่วและส่งผลต่อผู้กระทา๘ ตามที่นักปราชญ์ทางพระพุทธศาสนาได้ให้ทัศนะเกี่ยวกับความหมายของกรรม ดังกล่าวมาแล้วสรุปได้ว่า กรรม คือการกระทาที่ ประกอบด้วยเจตนาอันมีพื้นฐานมาจากกิเลส แสดงออกทางกายวาจาใจมีทั้งกรรมดีกรรมชั่วและ ส่งผลต่อผู้กระทา นอกจากนี้คาสอนของ พระพุทธศาสนายึดถือเอาการกระทาของมนุษย์ เป็นเครื่องตัดสินว่าบุคคล นั้นเป็นคนดีหรือคน ชั่ว มิได้ยึดถือเอาเรื่องชาติ โคตร ตระกูล ยศ ความรู้ อานาจ เพศ และวัย เป็นเครื่องวัดหากแต่วัดที่ การแสดงออกหรือการกระทาของแต่ละบุคคล ดังพุทธพจน์ว่า“บุคคลไม่เป็นคนถ่อยเพราะชาติไม่ เป็นพราหมณ์เพราะชาติแต่เป็นคนถ่อยเพราะ กรรมเป็นพราหมณ์เพราะกรรม”๙ จากพุทธพจน์ ดังกล่าวมานี้จะเห็นได้ว่าลักษณะคาสอนใน พระพุทธศาสนาเป็นกรรมวาทและกิริยาวาท กล่าวคือความดีความชั่วหรือสิ่งที่ดีและสิ่งที่ชั่วล้วนมีความเกี่ยวข้องกันกับการกระทาของมนุษย์ ทั้งสิ้น จึงสรุปได้ว่า คาว่า “กรรม” คือการแสดงออก ทางกายวาจาและใจนั่นเองการแสดงออกทาง กายวาจาที่มีใจเป็นผู้บัญชาการหรือมีใจเป็นหัวหน้าให้กระทาสิ่งต่าง ๆ ทั้งดีและชั่ว ๓.๒. ประเภทของกรรม กรรมเป็นหลักธรรมที่สาคัญที่มีปรากฏในพระไตรปิฎกและอรรถกถา โดยมีการแบ่ง กรรมออกเป็นประเภทต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ ๓.๒.๑ ประเภทของกรรมในพระไตรปิฎก พระไตรปิฎกได้แบ่งประเภทของกรรมไว้หลายประเภทด้วยกัน โดยแบ่งตามคุณภาพ หรือมูลเหตุที่เกิดกรรม แบ่งตามทางที่ทากรรมและแบ่งตามกรรมที่มีความสัมพันธ์กับวิบาก ก. กรรมตามคุณภาพหรือสาเหตุที่เกิดกรรม กรรมที่แบ่งตามคุณภาพหรือสาเหตุที่เกิดกรรมนั้นพระไตรปิฎกได้กล่าวไว้ในอกุศลมูล สูตร๑๐ สรุปได้ว่า ๘ ชะบา อ่อนนาค, ”การศึกษาความเชื่อเรื่องกรรมในพระพุทธศาสนาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา: ศึกษากรณีโรงเรียนชลบุรี "สุขบท" จังหวัดชลบุรี”, วิทยานิพนธ์พุทธศาสตรมหาบัณฑิต, (บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๘ ,(หน้า ๘ . ๙ ขุ.สุตฺต. (บาลี) ๒๕/๑๔๒/๓๖๑., ขุ. สุตฺต. (ไทย) ๒๕/๑๔๒/๕๓๒. ๑๐ องฺ. ทุกฺ. (ไทย) ๒๐/๒๗๕/๒๗๗.
  • 4.
    ๕๐ อกุศลมูล (รากเหง้าแห่งอกุศล)มี ๓อย่าง คือ โลภะ โทสะ โมหะ บุคคลทากรรมเพราะมี โลภะ โทสะ โมหะ ทางกาย วาจา ใจ จัดเป็นอกุศลกรรมและมีผลทาให้เป็นทุกข์ลาบาก คับแค้น เดือดร้อนในปัจจุบัน หลังการตายแล้ว ย่อมไปเกิดในทุคติ กุศลมูล (รากเหง้าแห่งกุศล) มี ๓ อย่าง คือ อโลภะ อโทสะ อโมหะ บุคคลทากรรมโดย ไม่มีโลภะ โทสะ โมหะ ทางกาย วาจา ใจ จัดเป็นกุศลกรรมและมีผลทาให้อยู่เป็นสุขไม่ลาบาก ไม่คับแค้น ไม่เดือดร้อนในปัจจุบัน ย่อมปรินิพพานในชาติปัจจุบัน กรรมที่แบ่งตามคุณภาพหรือสาเหตุการเกิดมี ๒อย่าง คือ๑.อกุศลกรรมหมายถึง กรรมชั่ว มีสาเหตุมาจากโลภะ โทสะ โมหะ ๒. กุศลกรรม หมายถึง กรรมดี มีสาเหตุมาจากอโลภะ อโทสะ อโมหะ เรียกว่า กรรม ๒๑๑ ข. กรรมแบ่งตามทางที่ทา กรรมแบ่งตามทางที่ทาพระพุทธเจ้าได้ตรัสถึงกรรมตามที่เกิดไว้ในพระสูตรอุปาลิวาท สูตร ไว้ว่า ตปัสสีเราบัญญัติในการทาชั่วในการประพฤติชั่วไว้๓ ประการคือ (๑) กายกรรม (๒) วจีกรรม (๓) มโนกรรม…ตปัสสีกายกรรมก็อย่างหนึ่งวจีกรรมก็อย่างหนึงมโนกรรม ก็อย่างหนึ่ง…ตปัสสี บรรดากรรมทั้ง ๓ ประการ ที่จาแนกแยกออกเป็นอย่างนี้ เราบัญญัติ มโนกรรมว่า มีโทษมากกว่าในการทากรรมชั่วในการประพฤติชั่วมิใช่กายกรรมหรือ วจีกรรม๑๒ ค. กรรมแบ่งตามทางที่ทาหรือแสดงออกของกรรมจัดเป็น ๓ ทาง๑๓ คือ ๑. กายกรรม กรรมทาด้วยกาย หรือกระทาทางกาย ๒. วจีกรรม กรรมทาด้วยวาจา หรือการกระทาทางวาจา ๓. มโนกรรม กรรมทาด้วยใจ หรือการกระทาทางใจ มโนกรรมหรือความคิดจัดเป็นกรรมเพราะทุกขณะจิตที่คิดของปุถุชนมีกิเลสเกิดขึ้น ๑๑ พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต), พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์, พิมพ์ครั้งที่ ๙, (กรุงเทพมหานคร : ๒๕๔๓), หน้า ๔. ๑๒ ม.ม. (ไทย) ๑๓/๕๖/๕๕. ๑๓ พระพรหมคุณาภรณ์ (ปยุตฺโต), พุทธธรรม, ฉบับปรับปรุงและขยายความ, พิมพ์ครั้งที่ ๙, (กรุงเทพมหานคร : ๒๕๔๓), หน้า ๑๖๐.
  • 5.
    ๕๑ กากับอยู่เสมอและเป็นจุดเริ่มต้นของการทากรรมที่มีผลสืบต่อให้กระทากรรมทางกายและทาง วาจาซึ่งพระพุทธศาสนาจัดว่ามโนกรรมเป็นกรรมที่สาคัญที่สุดมีโทษมากที่สุดมโนกรรมที่ให้ โทษ ร้ายแรงที่สุดคือมิจฉาทิฏฐิและมโนกรรมที่เป็นความดีสูงสุดคือสัมมาทิฏฐิ๑๔ อันเป็น ตัวกาหนดวิถี ชีวิตของบุคคลและสังคมเมื่อบุคคลทากรรมตลอดเวลาที่ตื่นอยู่ไม่ทางมโนกรรมก็ ทากายกรรมหรือวจีกรรมซึ่งวจีกรรมนอกจากคาพูดแล้วยังหมายถึงผู้ทาใช้ภาษาเป็นเครื่องมือใน การทา๑๕ กรรมอย่างหนึ่งอาจต้องใช้การกระทามากกว่าหนึ่งทางการจะตัดสินว่าเป็นกรรมทางใด ให้ดูว่า กรรมนั้นสาเร็จบริบูรณ์ด้วยอะไรกายวาจาหรือด้วยใจถ้าสาเร็จด้วยทวารใดพึงถือว่าเป็น กรรมทวารนั้น๑๖ เช่น การฆ่าคนที่ไม่ได้ลงมือเอง แต่ใช้วาจาจ้างให้ผู้อื่นทาแทน จัดเป็นกายกรรม แต่ใช้วาจาประกอบ เพราะถือว่าจุดสมบูรณ์อยู่ที่กาย หรือการเขียนหนังสือโกหก ให้คนอ่าน เชื่อ จัดเป็นการกระทาทางวจีกรรม เพราะเป็นเรื่องของภาษาการสื่อสาร ง. แบ่งตามสภาพความสัมพันธ์กับผลที่เกิดขึ้น กรรมของมนุษย์ยังสามารถแบ่งตามสภาพความสัมพันธ์กับผลที่เกิดขึ้นจากกรรมนั้นๆ ได้๔ อย่างคือ๑๗ ๑. กรรมดา มีผลดา ได้แก่ กายสังขาร วจีสังขาร และมโนสังขาร ที่แสดงออกใน ทางเบียดเบียน ตัวอย่างเช่น ปาณาติบาต อทินนาทาน กาเมสุมิจฉาจาร ฯลฯ ๒. กรรมขาว มีผลขาว ได้แก่ กายสังขาร วจีสังขาร และมโนสังขาร ที่แสดงออกในทาง ไม่เบียดเบียด สร้างสรรค์ เช่น การประพฤติตามกุศลกรรมบถ ๑๐ ๓. กรรมทั้งขาวและดา มีผลทั้งขาวและดา ได้แก่ กายสังขาร วจีสังขาร และมโนสังขาร ที่มีการแสดงออกในทางที่เบียดเบียนบ้าง ไม่เบียดเบียนบ้าง เช่นพฤติกรรมของมนุษย์ทั่วๆ ไป ๔. กรรมไม่ดาไม่ขาว มีผลไม่ดาไม่ขาว กรรมเช่นนี้เป็นไปเพื่อความสิ้นกรรม ได้แก่ เจตนาเพื่อละกรรมทั้งสามดังกล่าวมา หรือกล่าวโดยองค์ธรรม ได้แก่ โพชฌงค์ ๗หรือมรรคมีองค์ ๘ ๑๔ บรรจบ บรรณรุจิ, ปฏิจจสมุปบาท, หน้า ๗๙. ๑๕ ปิ่น มุทุกันต์, พุทธศาสตร์ ภาค ๒, (กรุงเทพมหานคร : มหามกุฎราชวิทยาลัย, ๒๕๓๕),หน้า ๔๔๖. ๑๖ ปิ่น มุทุกันต์, เรื่องเดียวกัน. หน้า ๔๔๖. ๑๗ ที.ปา.(ไทย) ๑๑/๓๑๒/๒๙๑ , ม.ม.(ไทย) ๑๓/๘๑/๗๙-๘๑.
  • 6.
    ๕๒ พระพุทธศาสนาถือว่าการแสดงออกของมนุษย์ทุกอย่างถือว่ากรรมไม่ว่าจะเป็นทาง กาย วาจา ใจในบรรดากรรมทั้ง ๓ นี้กรรมที่เกิดทางใจถือว่ามีผลมากกว่ากรรมที่เกิดทางกาย และทาง วาจาเพราะกรรมทางใจเป็นสาเหตุให้บุคคลคนกระทากรรมทางกายและพูดออกมาทาง วาจา ดังพุทธพจน์ว่า “ตปัสสีบรรดากรรมทั้ง ๓ ประการที่จาแนกแยกเป็นอย่างนี้เราบัญญัติ มโนกรรม ว่า มีโทษมากกว่า ในการทากรรมชั่วในการประพฤติกรรมชั่วมิใช่กายกรรมหรือวจีกรรม๑๘ ๓.๒.๒ ประเภทของกรรมในอรรถกถา ในพระไตรปิฎก ได้แบ่งกรรมไว้เป็นประเภทต่าง ๆ แล้ว ยังได้แบ่งระยะเวลาการให้ผล ของกรรม ไว้ในนิพเพธิกสูตร ว่า “วิบากแห่งกรรมเป็นอย่างไร คือ เรากล่าววิบากแห่งกรรมว่า มี ๓ ประเภท คือ ๑. กรรมที่พึงเสวยในปัจจุบัน ๒. กรรมที่พึงเสวยในชาติถัดไป ๓. กรรมที่พึง เสวยในชาติต่อ ๆ ไป๑๙ การแบ่งระยะเวลาการให้ผลของกรรมนั้นมี ๓ ระยะ กล่าวโดยสรุป คือ ชาตินี้ ชาติหน้า และชาติต่อ ๆ ไป ไม่ได้กล่าวถึงอโหสิกรรม ซึ่งมีการแบ่งกรรมออกเป็น หมวดหมู่ที่ชัดเจนกรรมนอกจากปรากฏในพระไตรปิฎกแล้ว ยังมีกรรม ๑๒ ปรากฏในคัมภีร์วิสุทธิ มรรคซึ่งจัดเป็นคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาชั้นอรรถกถา แต่งโดยพระพุทธโฆสาจารย์ได้รวบรวม กรรมในพระไตรปิฎก โดยยึดพระพุทธพจน์เป็นหลัก จัดแบ่งกรรมออกเป็นประเภทต่าง ๆ ตามผล ของกรรมที่ได้รับ มี ๓ ประเภท ประเภทละ ๔ อย่าง ดังรายละเอียดดังต่อไปนี้๒๐ ก. กรรมประเภทที่ ๑ กรรมที่ให้ผลตามหน้าที่ มี ๔ อย่าง คือ ๑. ชนกกรรม กรรมส่งให้เกิด ๒. อุปถัมภกกรรม กรรมสนับสนุนส่งเสริม ๓. อุปปีฬกกรรรม กรรมเบียดเบียน ๔. อุปฆาตกรรม กรรมทาหน้าที่ตัดรอน กรรมให้ผลตามหน้าที่หมายถึง กรรมที่ทาไปนั้น ทั้งดีและไม่ดี ย่อมทาหน้าที่ให้ผล เกี่ยวข้องกับชีวิตของคนเราดังนี้ ๑๘ ม.ม.(ไทย) ๑๓/๕๗/๕๕. ๑๙ ม.ม.(ไทย) ๑๓/๕๗/๕๕. ๒๐ สมเด็จพระพุฒ าจารย์(อาจ อาสภมหาเถร) , คัมภีร์วิสุทธิมรรค, พิมพ์ครั้งที่ ๔, (กรุงเทพมหานคร : บริษัทประยูรวงศ์พรินติ้ง จากัด, ๒๕๔๖), หน้า ๙๖๙–๑๗๑.
  • 7.
    ๕๓ ๑. ชนกกรรมกรรมส่งให้เกิดหมายถึงกรรมดีหรือกรรมชั่วที่ทาไว้ส่งให้เกิดในภพภูมิ ต่างๆ ถ้าเป็นกรรมดีส่งไปเกิดในสุคติถ้าเป็นกรรมชั่วส่งไปเกิดในทุคติ๒๑ และยังทาหน้าที่หล่อเลี้ยง ชีวิตใหม่ให้ดารงอยู่และดาเนินกิจกรรมตามสภาพของกรรมจนครบอายุขัย๒๒ ขณะที่ชนกกรรมทา หน้าที่ปฏิสนธิกรรมอื่นจะแทรกแซงไม่ได้เลยชนกกรรมเปรียบเหมือนมารดาคลอดบุตรจะมีใคร มาแย่งหน้าที่เป็นผู้คลอดร่วมไม่ได้๒๓ ๒.อุปัตถัมภกกรรมกรรมสนับสนุนส่งเสริมหมายถึงกรรมที่ทาหน้าที่สนับสนุน ส่งเสริม ชนกกรรมที่ไม่มีโอกาสให้ผลให้ได้ผลและชนกกรรมที่กาลังให้ผลให้ได้ผลเต็มที่ตลอดจน สนับสนุนส่งเสริมชีวิตที่ชนกกรรมให้เกิดและหล่อเลี้ยงไว้ให้เจริญเติบโต และดารงอยู่ได้นาน๒๔ ดังนั้น อุปถัมภกกรรมต้องเป็นกรรมประเภทเดียวกันกับชนกกรรม เช่น ชนกกรรมนาไปเกิดเป็นลูก เศรษฐี อุปถัมภกกรรมฝ่ายกุศลจะมาสนับสนุน ให้เด็กคนนั้นมีความสุขสมบูรณ์ตลอดไป ๓.อุปปีฬกกรรมกรรมเบียดเบียนหมายถึงกรรมที่เบียดเบียนชนกกรรมที่ให้ผลอยู่อ่อน กาลังลงเบียดเบียนชนกกรรมที่กาลังจะให้ผลให้ผลไม่เต็มที่ตลอดจนเบียดเบียนชีวิตที่ชนกกรรม ให้เกิดและหล่อเลี้ยงไว้ไม่ให้เป็นไปตามสภาพของกรรมนั้นอุปปีฬกกรรมจะตรงกันข้ามกับชนกรรม และอุปถัมภกกรรม คอยบั่นทอนผลของกรรมทั้งสองให้สิ้นลง ถ้ามีความสุข ก็จะสุขไม่นานถ้ามี ความทุกข์ก็จะทุกข์ไม่มากและไม่นานเช่นเกิดเป็นลูกเศรษฐีมีความสุขสบายแต่ต่อๆมาฐานะตกต่าลง ๔. อุปฆาตกรรมกรรมตัดรอนหมายถึงกรรมที่ตัดรอนชีวิตที่ชนกกรรมให้เกิดและ หล่อ เลี้ยงไว้มิให้ให้ผลและสูญสิ้นไปตลอดจนตัดรอนชนกกรรมอื่นๆไม่ให้มีโอกาสให้ผลอุป ฆาตกรรม เป็นกรรมที่สนับสนุนอุปปีฬกกรรมและตรงกันข้ามกับชนกกรรมและอุปถัมภกกรรมเช่น ถ้าชนกกรรมและอุปถัมภกกรรมเป็นฝ่ายกุศลอุปปีฬกกรรมจะเป็นฝ่ายอกุศลและอุปฆาตกรรม จะเป็นฝ่าย อกุศลเช่นเดียวกับอุปปีฬกกรรม กรรมชนิดนี้ เมื่อให้ผลจะตัดรอนชนกกรรมและให้ผล แทนที่ทันที เช่น ชนกกรรมฝ่ายกุศลนาไปเกิดเป็นลูกเศรษฐี อุปถัมภกกรรมส่งเสริมให้มีความสุข ๒๑ ทุคติ หรือ อบายภูมิ มี ๔ ภูมิ คือ นรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน สุคติ หมายถึง โลก มนุษย์และสวรรค์. พระพรหมโมลี (วิลาศ ญาณวโร), กรรมทีปนี, เล่ม ๒, พิมพ์ครั้งที่ ๒, (กรุงเทพมหานคร : ดอกหญ้า), หน้า ๕๒๓. ๒๒ บรรจบ บรรณรุจิ, เอกสารประกอบการสอนพระไตรปิฎกวิเคราะห์ ๑ , หน้า ๑๒๗. ๒๓ พระพรหมโมลี (วิลาศ ญาณวโร), กรรมทีปนี, เล่ม ๑, พิมพ์ครั้งที่ ๒ (กรุงเทพมหานคร : ดอกหญ้า), หน้า ๒๖. ๒๔ บรรจบ บรรณรุจิ, เอกสารประกอบการสอนพระไตรปิฎกวิเคราะห์ ๑ ,หน้า ๑๒๗.
  • 8.
    ๕๔ สมบูรณ์ มีชีวิตที่เจริญรุ่งเรืองเมื่ออุปฆาตกรรมตามมาทาให้เกิดอุบัติเหตุเสียชีวิตทั้งที่อยู่ในวัยไม่ สมควร ตายหรือชนกกรรมนาไปให้เกิดเป็นเปรตประเภทปรทัตตูปชีวิกเปรตอุปัตถัมภกกรรมเข้า สนับสนุนชนกกรรมทาให้เปรตนั้นได้รับความทุกข์ตามสภาพของเปรตวิสัยญาติพี่น้องในโลก มนุษย์ได้ทาบุญ แล้วอุทิศส่วนบุญกุศลไปให้ถ้าบุญกุศลที่ญาติทาแล้วอุทิศไปให้นี้มีกาลังแรงมา เปรตนั้นได้รับ ส่วนกุศลนั้นแล้วก็พ้นจากภาวะของเปรตจุติไปเกิดในสุคติเป็นมนุษย์หรือเทวดา บุญ กุศล ในกรณีนี้ คือ อุปฆาตกรรมที่เข้าให้ผลตัดรอนผลของชนกกรรมและอุปัตถัมภกกรรม๒๕ เห็นได้ว่า อุปฆาตกรรมไม่ใช่กรรมที่หักล้างหรือลบล้างกรรมอื่นเพราะกรรมแต่ละ ประเภทให้ผลของตนเอง ลบล้างกรรมอื่นไม่ได้การให้ผลของกรรมมีเงื่อนไขที่ว่ากรรมมีกาลังให้ผล เกิดอ่อนกาลังลง กรรมอื่นที่กาลังแรงกว่าก็จะให้ผลแทนที่ เปรียบเหมือนกับนักกีฬาวิ่งแข่งขันกัน นักกีฬาคนใดวิ่งเร็วจะแซงนักกีฬาคนอื่นที่วิ่งนาหน้าได้และเป็นผู้ชนะ๒๖ ข. กรรมประเภทที่ ๒ กรรมให้ผลก่อนหรือหลัง (กรรมให้ผลตามลาดับ) มี ๔ อย่าง ๑. ครุกรรม กรรมหนัก ๒. อาสันนกรรม กรรมใกล้ตาย หรือกรรมใกล้ดับจิต ๓. อาจิณณกรรม กรรมที่ทาจนชิน ๔. กตัตตากรรม กรรมสักว่าทา กรรมให้ผลก่อนหรือหลัง หมายถึง กรรมที่ทาไปทั้งดีและไม่ดี ย่อมมีผลให้ไปเกิดใน ภพภูมิต่าง ๆ กัน ขึ้นอยู่กับกรรมหนักหรือกรรมเบา กรรมที่เป็นกรรมหนักจะมีกาลังมากกว่าและ ให้ผลก่อน ๑. ครุกรรม กรรมหนัก หมายถึง กรรมที่ทาแล้วให้ผลเป็นตัวกาหนดชีวิตหลังความตาย ได้แน่นอน ให้ผลแก่เจ้าของกรรมในชาติที่ ๒ หรือชาติหน้า ไม่มีกรรมใดมีอานาจกางกั้นการให้ผล ได้นอกจากครุกรรมด้วยกันที่แรงกว่าครุกรรมที่กาลังอ่อนกว่าจะเป็นเพียงกรรมที่ช่วยอุดหนุนใน ฐานะปัตถัมภกรรมเท่านั้น๒๗ ครุกรรมฝ่ายอกุศลและฝ่ายกุศลจะนาเจ้าของกรรมให้ไปเกิดในทุคติ ๒๕ สุนทร ณ รังษี, พุทธปรัชญาจากพระไตรปิฎก, พิมพ์ครั้งที่ ๒, (กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย, ๒๕๔๓), หน้า ๒๐๒. ๒๖ วัชระ งามจิตเจริญ, พุทธศาสนาเถรวาท, (กรุงเทพมหานคร : ภาควิชาปรัชญา คณะ ศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ๒๕๔๕), หน้า ๑๒๐. ๒๗ พระพรหมโมลี (วิลาศ ญาณวโร), กรรมทีปนี, เล่ม ๑, หน้า ๑๑๗.
  • 9.
    ๕๕ หรือสุคติ ในชาติหน้าทันทีโดยไม่มีอานาจใดมาเป็นอุปสรรคขัดขวางได้ครุกรรมกรรม หนักฝ่าย อกุศลได้แก่ กรรมอันเป็นบาปหนัก ได้แก่ ก. นิยตมิจฉาทิฐิ ความเห็นผิดอันดิ่งลงไปแก้ไม่ได้ ได้แก่ ความเห็นว่าทานที่ให้แล้วไม่ มีผล การเซ่นสรวงการบูชาไม่มีผล ผลของกรรมดีและกรรมชั่วไม่มีโลกนี้โลกหน้าไม่มีบิดามารดา ไม่มี สัตว์ผู้อุปปาติกะไม่มี (สัตว์ผู้ผุดเกิดเองไม่มี) ข. อนันตริยกรรม ได้แก่ กรรมอันเป็นบาปหนัก มีอานาจให้ผลในชาติหน้าตามลาดับ มี ๕ ประการ คือ ๑. มาตุฆาต ฆ่ามารดา ๒. ปิตุฆาต ฆ่าบิดา ๓. อรหันตฆาต ฆ่าพระอรหันต์ ๔. โลหิตุปบาท ทาร้ายพระพุทธเจ้าจนถึงยังโลหิตให้ห้อขึ้นไป ๕. สังฆเภท ยังสงฆ์ให้แตกกัน ครุกรรมฝ่ายกุศลหรืออนันตริยกรรมฝ่ายกุศล ได้แก่ รูปฌาน ๔ และ อรูปฌาน ๔เรียกว่า สมาบัติ ๘ สมาบัติหรือฌานเพียงขั้นใดขั้นหนึ่ง เช่น รูปฌานที่ ๑ เป็นต้น ครุกรรมฝ่ายกุศล ถ้าผู้ที่ ได้ฌานสมาบัติอยู่แล้วเสื่อมลงสามารถทาได้ใหม่แต่ผู้ที่ทาอนันตริยกรรมฝ่ายอกุศลจะติดตัวอยู่ ตลอดเวลาไม่มีการเสื่อมแบบฝ่ายกุศลแม้ผู้ทาจะสานึกผิดแล้วก็ตามก็ไม่สามารถใช้ความเพียร พยายามเจริญสมาธิให้เกิดฌานได้เพราะกาลังกรรมของอนันตริยกรรมฝ่ายอกุศลจะเป็นนิวรณ์ ปิด กั้นจิตไม่ให้บรรลุองค์ฌานได้ดังนั้นจึงมีคากล่าวว่าอนันตริยกรรมฝ่ายอกุศลย่อมห้ามทั้งสวรรค์และ มรรคผลนิพพานในชาติปัจจุบัน๒๘ ๒. อาสันนกรรมกรรมใกล้ตายหรือกรรมใกล้ดับจิตหมายถึงกรรมดีหรือกรรมชั่วที่ทา ในเวลาใกล้ตายกรรมดีหรือกรรมชั่วที่จิตระลึกถึงเมื่อคราวกาลังจะตายบางทีเป็นกรรมที่ทาไว้นาน แล้วต่อมาระลึกถึงเมื่อตอนใกล้ตายแต่ไม่ใช่กรรมที่เป็นครุกรรมถ้าไม่มีครุกรรมอาสันนกรรมให้ผล ก่อนอาสันนกรรมถึงจะเป็นกรรมที่มีพลังสู้กรรมอื่นไม่ได้แต่สามารถให้ผลของกรรมได้ก่อน กรรมอื่น เปรียบเทียบอาสันนกรรมได้กับโคที่แออัดอยู่ในคอกมีโคแก่อยู่ปากคอกเมื่อเปิดคอกโค ๒๘ สุนทร ณ รังษี, พุทธปรัชญาจากพระไตรปิฎก, หน้า ๒๑๘.
  • 10.
    ๕๖ แก่สามารถออกจากคอกได้ก่อนโคที่แข็งแรงที่อยู่ข้างใน๒๙ อาสันนกรรมจะทาหน้าที่นาบุคคลไป เกิดตามกรรม ที่ทา ถ้าเป็นอกุศลกรรมจะนาไปเกิดในทุคติถ้าเป็น กุศลกรรมจะนาไปเกิดในสุคติ๓๐ อาสันนกรรม หมายถึง ชนกกรรม ในประเภทของกรรมที่ให้ผลตามหน้าที่ จากข้อความดังกล่าวจะเห็นได้ว่าอาสันนกรรมเป็นกรรมเพียงเล็กน้อยไม่มีความรุนแรง มากก็ตามแต่บุคคลไม่ควรประมาทในการทากรรมควรรักษาจิตให้ผ่องใสคุ้นเคยกับความดีเอาไว้ เพราะผลของกรรมที่บุคคลทาไว้นั้นแม้เป็นความชั่วเพียงเล็กน้อย ก็สามารถทาจิตให้เศร้าหมอง ส่งผลให้ไปเกิดในทุคติได้ อาสันนกรรมอาจหมายถึง ชนกกรรมก็ได้ ๓. อาจิณณกรรม กรรมที่ทาเป็นประจา หมายถึง กรรมดีหรือกรรมชั่วที่ทาเป็นประจา สม่าเสมอส่งผลให้กลายเป็นนิสัยแม้ว่ากรรมชนิดนี้จะเป็นกรรมที่ทาเพียงครั้งละเล็กน้อยแต่เมื่อทา มากเข้า ก็กลายเป็นกรรมที่มากเปรียบได้กับน้าที่หยดลงตุ่มทีละหยด บ่อย ๆ เข้าน้าก็เต็มตุ่มได้ อาจิณณกรรมจึงเรียกได้อีกอย่างว่าพหุลกรรมอาจิณณกรรมอาจหมายถึงกรรมบางอย่างที่ทาด้วย เจตนาอย่างแรงกล้าทั้งก่อนทาขณะทาและหลังทาแต่เป็นกรรมที่ทาไว้เพียงครั้งเดียวและนานมา แล้วและผู้ทาได้คิดถึงกรรมนั้นบ่อยๆจนเกิดความเคยชินเมื่อทาเสร็จแล้วผู้ทาได้คิดถึงการกระทา นั้นบ่อยๆทุกครั้งที่คิดถึงกรรมนั้นถ้าเป็นกรรมดีก็จะมีความรู้สึกสุขปีติและถ้าเป็นกรรมชั่วก็จะรู้สึก เป็นทุกข์เศร้าหมองอาจิณณกรรมจะเป็นตัวกาหนดคติชีวิตที่ไปหลังความตาย ซึ่งขึ้นอยู่กับว่า กรรม ฝ่ายกุศลหรืออกุศลจะมีมากกว่ากันจึงเปรียบเทียบอาจิณณกรรมทั้ง ๒ ฝ่ายเหมือนนักมวยปล้าต่อสู้กัน นักมวยปล้าคนใดมีกาลังมากกว่าจะทาให้คู่ต่อสู้ล้มลงพ่ายแพ้ได้๓๑ ๔. กตัตตากรรมกรรมสักว่าทา หมายถึง กรรมดีหรือชั่วที่ทาด้วยเจตนาหรือความตั้งใจ ไม่แรงเพราะไม่มีเจตนาที่ตั้งใจไว้ก่อนหากไม่มีครุกรรมอาสันนกรรมกรรมนี้จึงจะให้ผลเป็นตัว กาหนดคติชีวิตหลังความตายไปเกิดในทุคติหรือสุคติตามกรรมที่ทากรรมประเภทที่ ๒เป็นกรรมที่จัด ตามลาดับการให้ผลก่อนหรือหลังตามความหนักเบาของกรรมยกเว้นอาสันนกรรมที่ไม่อยู่ในเงื่อนไข นี้ด้วย เป็นกรรมที่ทาในวาระสุดท้ายของจิตส่งผลให้เกิดในทุคติหรือสุคติจึงเป็นกรรมที่ให้ผลใน ชาติที่ ๒ ๒๙ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส, ธรรมวิภาค ปริจเฉทที่ ๒, พิมพ์ครั้งที่ ๓๘, (กรุงเทพมหานคร : ๒๕๓๗), หน้า ๑๒๘. ๓๐ สุนทร ณ รังษี, พุทธปรัชญาจากพระไตรปิฎก, หน้า ๒๑๙. ๓๑ พระพรหมโมลี (วิลาศ ญาณวโร), กรรมทีปนี, เล่ม ๑ , หน้า ๑๙๐.
  • 11.
    ๕๗ ค. กรรมประเภทที่ ๓กรรมให้ผลตามระยะเวลา มี ๔ อย่างคือ ๑. ทิฏฐธัมมเวทนียกรรม กรรมให้ผลในชาตินี้ ๒. อุปปัชชเวทนียกรรม กรรมให้ผลในชาติหน้า ๓. อปราปริยเวทนียกรรม กรรมให้ผลในชาติต่อ ๆ ไป ๔. อโหสิกรรม กรรมไม่ให้ผล กรรมให้ผลตามระยะเวลา หมายถึง กรรมที่ได้ทาไปแล้ว เป็นกรรมทั้งในส่วนที่ดีและ ไม่ดี ย่อมมีระยะเวลาในการให้ผลต่างกัน กล่าวคือกรรมบางอย่างทาในชาตินี้ ให้ผลในชาตินี้กรรม บางอย่างทาในชาตินี้ ให้ผลในชาติหน้า กรรมบางอย่างทาในชาตินี้ ให้ผลในชาติต่อ ๆ ไปจากชาติ หน้า ๑. ทิฏฐธัมมเวทนียกรรม กรรมให้ผลในชาตินี้ หมายถึง กรรมดี กรรมชั่ว ที่กระทา ในชาตินี้ ให้ผลในชาตินี้เลย เป็นกรรมแรงจึงให้ผลทันตาเห็น๓๒ กรรมดีให้ผลเป็น ลาภยศสรรเสริญ กรรมชั่วให้ผลเป็นเสื่อมลาภเสื่อมยศนินทา๓๓ มี ๒ อย่างคือกรรมดีหรือกรรมชั่วที่ให้ผล ภายใน ๗ วันและให้ผลภายในชาตินี้กรรมประเภทนี้จะกลายเป็นอโหสิกรรมต่อเมื่อให้ผลแล้วและ ผู้ที่จะรับ ผลตายจะไม่มีการให้ผลข้ามชาติดังนั้นจึงต้องเป็นกรรมที่ทาด้วยเจตนาดีแรงกล้ากระทากับผู้ที่มีคุณ วิเศษมีบุญคุณหรือมีความดีอย่างมาก๓๔ ทิฏฐธัมมเวทนียกรรมจะให้ผลในชาตินี้ได้เลย นั้นต้องไม่ ถูกทิฏฐธัมมเวทนียกรรมฝ่ายตรงข้าม เข้าเบียดเบียนและต้องมีปัจจัยสาคัญเกื้อหนุน ๔ ประการ คือ คติ กาล อุปธิ และปโยค ถ้าเกื้อหนุนทิฏฐธัมมเวทนียกรรมฝ่ายกุศล เรียกว่าสมบัติ ๔ และถ้า เกื้อหนุนทิฏฐธัมมเวทนียกรรมฝ่ายอกุศลเรียกว่าวิบัติ ๔ กรรมประเภทนี้จึงเปรียบได้กับนายพราน เนื้อ ยิงลูกธนูไปยังเนื้อ ถ้าถูกเนื้อ เนื้อก็ตาย ถ้าไม่ถูกเนื้อย่อมวิ่งหนีไม่กลับมาให้ยิงอีกนายพรานจึง เปรียบเหมือนผลของกรรม เนื้อคือ ผู้ทากรรมที่ต้องรับผลของกรรมนั้น๓๕ ๒. อุปปัชชเวทนียกรรมกรรมให้ผลในชาติหน้าหมายถึงกรรมดีหรือกรรมชั่วที่ทาใน ชาตินี้แต่ยังไม่ให้ผล จะให้ผลในชาติถัดไป กรรมประเภทนี้ กลายเป็นอโหสิกรรม ต่อเมื่อให้ผลแล้ว หรือผู้ทากรรมตายลงก่อนได้รับผล จะไม่ข้ามไปผลในชาติต่อ ๆ ไป ๓๒ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส, ธรรมวิภาค ปริจเฉทที่ ๒, หน้า ๑๒๖. ๓๓ บรรจบ บรรณรุจิ, เอกสารประกอบการสอนพระไตรปิฎกวิเคราะห์ ๑, หน้า ๑๒๙. ๓๔ บรรจบ บรรณรุจิ, เรื่องเดียวกัน, หน้า ๑๒๙. ๓๕ พระพรหมโมลี (วิลาศ ญาณวโร), กรรมทีปนี, เล่ม ๑, หน้า ๒๕๔.
  • 12.
    ๕๘ ๓. อปราปริยเวทนียกรรม กรรมให้ผลในชาติต่อๆ ไป ถัดจากชาติหน้าหมายถึง กรรมดี หรือกรรมชั่วที่ทาในชาตินี้แล้วจะให้ผลในชาติต่อๆไปถัดจากชาติหน้าชาติใดชาติหนึ่งเมื่อสบโอกาส เปรียบเหมือนสุนัขไล่เนื้อไล่ตามเนื้อทันเข้าในที่ใดย่อมเข้ากัดในที่นั้น๓๖ ดังนั้นกรรมประเภทนี้จึงน่า กลัวกว่ากรรมประเภทที่ ๑ และประเภทที่ ๒ ด้วยว่าผลของกรรมจะติดตามผู้กระทาไปตลอดการ เวียนว่ายตายเกิดจนกว่าจะให้ผลหมดจึงจะกลายเป็นอโหสิกรรม ดังนั้น การให้ผลของกรรม ประเภทที่ ๒ และประเภทที่ ๓ ทาให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนในเรื่องผลของกรรมที่มีความ ซับซ้อนส่งผลข้ามภพข้ามชาติ ๔.อโหสิกรรมกรรมที่ให้ผลสาเร็จแล้วหรือกรรมไม่มีผลหมายถึงกรรมดีหรือกรรมชั่ว ที่ทาไว้ให้ผลเสร็จสิ้นแล้วเมื่อไม่มีโอกาสให้ผลในเวลาที่ให้ผลด้วยถูกกรรมชนิดอื่นตัดหน้าให้ผลไป ก่อนจึงอ่อนกาลังให้ผลไม่ทันและเลิกให้ผลในที่สุดหรือเพราะผู้กระทากรรมนั้นสาเร็จเป็นพระ อรหันต์นิพพานในชาตินี้แล้วก็ไม่เวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไปจึงไม่มีตัวตนที่จะต้องมารอรับผลของ กรรมเปรียบเหมือนพืชสิ้นยางแล้วเพาะไม่ขึ้น๓๗ ดังนั้นอโหสิกรรมจึงหมายถึงการกระทาความดี ต่างๆ ของพระอรหันต์ด้วยย่อมไม่มีผลเป็นกรรมดีเพราะท่านทาความดีด้วยจิตที่ปราศจากความ ยึดมั่นถือมั่น๓๘ ไม่คิดทาดีเพื่อหวังผลตอบแทนชั้นนอกรวมทั้งไม่คิดทาดีเพื่อละกิเลสเพราะกิเลส ได้หมดสิ้นแล้วแต่ยังทาดีต่อไปอย่างต่อเนื่องการทาดีของท่านจึงจัดเป็นเพียงกิริยาไม่จัดเป็นกรรม และไม่มีวิบาก๓๙ กรรม ๑๒ เป็นความรู้เรื่องการให้ผลในส่วนของ ลาภ ยศ สรรเสริญ และ เสื่อมลาภ เสื่อมยศนินทาเป็นการกล่าวถึงผลของกรรมโดยเฉพาะที่กล่าวถึงการให้ผลชั้นนอก เท่านั้นคือให้ผลเป็นโลกธรรมไม่ได้กล่าวถึงการให้ผลชั้นในคือให้ผลทางด้านจิตใจตลอดจนเป็น การแสดงให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างกรรมเก่าในอดีตชาติกับกรรมใหม่ในชาติปัจจุบัน เช่น กรรม เก่า ในอดีตชาติทาหน้าที่เป็นชนกกรรมแล้วกรรมเก่าในอดีตชาติอย่างอื่นหรือกรรมใหม่ในชาติ ปัจจุบันอาจทาหน้าที่เป็นอุปัตถัมภกกรรม อุปปีฬกกรรม และอุปฆาตกรรมก็ได้๔๐ และทากรรม เพียงประเภทเดียวอาจเป็นกรรมได้ถึง ๓ ประเภทพร้อม ๆ กันเช่นถ้าเราฆ่าบิดาเป็นทั้งครุกรรม เป็นทั้ง ทิฏฐธัมมเวทนียกรรมและเป็นทั้งอุปฆาตกรรม๔๑ ๓๖ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส, ธรรมวิภาค ปริเฉทที่ ๒, หน้า ๑๒๖. ๓๗ อ้างแล้ว. ๓๘ บรรจบ บรรณรุจิ, เอกสารประกอบการสอนพระไตรปิฎกวิเคราะห์ ๑, หน้า ๑๓๐. ๓๙ บรรจบ บรรณรุจิ, ปฏิจจสมุปบาท, หน้า ๒๐๑. ๔๐ บรรจบ บรรณรุจิ, เอกสารประกอบการสอนพระไตรปิฎกวิเคราะห์ ๑, หน้า ๑๓๑. ๔๑ แสง จันทร์งาม, พุทธศาสนวิทยา, หน้า ๑๑๕.
  • 13.
    ๕๙ สรุปได้ว่ากรรม๑๒เป็นมติของอรรถกถาจารย์ที่กล่าวไว้ในอรรถกถาโดยมีวัตถุประสงค์ รวบรวมคาสอนเรื่องกรรมจากพระไตรปิฎกแล้วจัดแบ่งออกเป็น ๓ ประเภทตามทางให้ผลของกรรม คือ๑. กรรมให้ผลตามหน้าที่ ๒. กรรมให้ผลก่อนหรือหลัง ๓. กรรมให้ผลตามระยะเวลา การที่ พระอรรถกถาจารย์ได้อธิบายขยายความเรื่องกรรมทาให้เป็นประโยชน์แก่ผู้ศึกษาตลอดจนผู้สนใจ ทั้งหลายเพราะทาให้เกิดความเข้าใจชัดเจนขึ้นทาให้ผู้ศึกษามองเห็นภาพเกี่ยวกับกรรมและการให้ผล ของกรรมเมื่อเข้าใจแล้วจะได้ปฏิบัติถูกต้องไม่มีความสงสัยว่าตนปฏิบัติถูกหรือไม่ถูกอีกต่อไปเมื่อ รู้แล้วจะได้หาทางป้ องกันไม่ทากรรมที่จะนาตัวเองไปสู่อบายหรือความเสื่อมเช่น ครุกรรม๕ อย่าง ที่นาผู้ไปสู่ความทุกข์ความเดือดร้อนที่กรรมอื่นไม่สามารถต้านทานไว้ได้ เป็นต้น เมื่อรู้จักกรรมที่ ควรงดเว้นแล้วจะได้หมั่นประกรรมที่ควรประกอบอันจะนาตนเองไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองต่อไป ๓.๓ แนวทัศนะเกี่ยวกับกรรมตามหลักพระพุทธศาสนา กรรมเป็นหลักธรรมสาคัญอันดับต้น ๆ ในพระพุทธศาสนาพระพุทธเจ้าสอนเรื่องกรรม ให้เชื่อกรรมคือการกระทามากกว่าเชื่ออย่างอื่น เช่น พระองค์ตรัสว่า เวลาใดก็แล้วแต่ที่คนทาดี เวลา นั้นก็จะเป็นเวลาดีมงคลดีสาหรับคนนั้น และกรรมนั้นก็จะให้ผลในโอกาสต่อไปการให้ผลของกรรม นั้นแตกต่างจากการให้ผลของสิ่งอื่นคนสองคนทากรรมเหมือนกันแต่อาจจะได้ผลไม่เหมือนกัน หรือได้ผลเหมือนกันแต่ไม่เท่ากันก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเจตนาหรือความตั้งใจของแต่ละคน เช่น คนหนึ่งทาบุญด้วยศรัทธาอย่างแรงกล้าแล้วปรารถนาในอานิสงส์ของบุญที่ตนทาอีกคนหนึ่งทาบุญ เพื่อรักษาสถานภาพทางสังคมหรือทาเพื่อรักษาหน้าตาของตัวเองแบบจาใจทาไม่ได้ทาด้วยศรัทธา คนสองคนนี้จะได้ผลของบุญที่ทาต่างกันอย่างแน่นอนเพราะฉะนั้นทัศนะเกี่ยวกับการให้ผลของ กรรมในทางพระพุทธศาสนาพระพุทธเจ้าตรัสไว้ในฐานสูตรและปพฺพชิตอภิณหสูตรว่า “เรามี กรรมเป็น ของของตน เรามีกรรมเป็นทายาท เรามีกรรมเป็นกาเนิด เรามีกรรมเป็นเผ่าพันธ์ เรามีกรรมเป็นที่พึ่ง อาศัย เราทากรรมใดไว้จะดีหรือชั่วก็ตาม เราจะต้องได้รับผลของกรรมนั้น”๔๒ นอกจากนี้ยังมีพุทธพจน์หลายแห่งที่พระองค์ตรัสเกี่ยวกับเรื่องกรรมจึงกล่าวได้ว่าพระองค์ ให้ความสาคัญกับเรื่องกรรมมาก ผู้วิจัยจะได้นาเสนอเรื่องกรรมเป็นลาดับไป ๓.๓.๑ ความสาคัญของกรรม หลักกรรมมีความสาคัญต่อบุคคลและสังคม ดังที่พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต)๔๓ ๔๒ องฺ. ปญฺจก. (ไทย) ๒๒/๕๗/๙๙-๑๐๐. องฺ. ทสก. (ไทย) ๒๔/๔๘/๑๐๔-๑๐๕. ๔๓ พระธรรมปิฎก, (ป.อ. ปยุตฺโต), พุทธธรรม, ฉบับปรับปรุงและขยายความ, หน้า ๒๑๓–๒๑๔.
  • 14.
    ๖๐ ได้กล่าวถึงคุณค่าทางจริยธรรมของหลักกรรมมี ดังนี้ ๑. ให้เป็นผู้หนักแน่นในเหตุผลรู้จักมองเห็นการกระทา และผลการกระทาตามแนวทาง ของเหตุปัจจัยไม่เชื่อสิ่งงมงาย ตื่นข่าว เช่น เรื่องแม่น้าศักดิ์สิทธิ์เป็นต้น ๒.ให้เห็นว่าผลสาเร็จที่ตนต้องการจุดหมายที่ปรารถนาจะเข้าถึงความสาเร็จได้ด้วยการ ลงมือทาจึงต้องพึ่งตนและทาความเพียรพยายามไม่รอคอยโชคชะตา หรือหวังผลด้วยการอ้อนวอน เซ่นสรวงต่อปัจจัยภายนอก ๓.ให้มีความรับผิดชอบต่อตนเองก็จะงดเว้นจากกรรมชั่วและรับผิดชอบต่อผู้อื่น ด้วยการ กระทาความดีต่อเขา ๔. ให้ถือว่า บุคคลมีสิทธิ์โดยธรรมชาติที่จะทาการต่าง ๆ เพื่อแก้ไขปรับปรุง สร้างเสริม ตนเองให้ดีขึ้นไปโดยเท่าเทียมกัน สามารถทาตนให้เลวลงหรือให้ดีขึ้น ให้ประเสริฐจนถึงยิ่งกว่า เทวดาและพรหมได้ทุก ๆ คน ๕. ให้ถือว่าคุณธรรม ความสามารถและความประพฤติปฏิบัติ เป็นเครื่องวัดความทราม หรือประเสริฐของมนุษย์ไม่ให้มีการแบ่งแยกโดยชั้นวรรณะ ๖. ในแง่กรรมเก่า ให้ถือเป็นบทเรียน และรู้จักพิจารณาเข้าใจตนเองตามเหตุผล ไม่ค่อย เพ่งโทษแต่ผู้อื่นมองเห็นพื้นฐานของตนเองที่มีอยู่ในปัจจุบันเพื่อรู้ที่จะแก้ไขปรับปรุง และวางแผน สร้างเสริม ความเจริญก้าวหน้าต่อไปได้ถูกต้อง ๗. ให้ความหวังในอนาคตสาหรับสามัญชนทั่วไป ตามที่พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต)ได้อธิบายความสาคัญของกรรมไว้นั้นพอสรุปได้ว่า กรรมมีความสาคัญต่อวิถีชีวิตของบุคคลและสังคม ด้วยผู้ที่เชื่อเรื่องกรรม จะเป็นผู้มีเหตุผลรับผิด ชอบการกระทาของตนและปรับปรุงพัฒนาการกระทาของตนเองด้วยความเพียร โดยมีความหวังถึง อนาคตที่ดีรออยู่ข้างหน้า ตลอดจนยอมรับนับถือคุณค่าของคนที่มีคุณธรรม ๓.๓.๒ กฏแห่งกรรม กฎแห่งกรรมตามทัศนะของพระพุทธศาสนาแยกพิจารณาได้ ๒ ประเด็น๔๔ คือ ก. กฎแห่งกรรมในฐานะกฎธรรมชาติ พระพุทธศาสนาสอนหลักความจริงที่ว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวง มีชีวิตและไม่มีชีวิตล้วน เป็นไปตามธรรมชาติแห่งเหตุปัจจัย ที่เรียกกันว่า กฎแห่งธรรมชาติ หรือนิยาม๔๕ อันหมายถึงความ ๔๔ สุนทร ณ รังษี, พุทธปรัชญาจากพระไตรปิฎก, พิมพ์ครั้งที่ ๒, หน้า ๑๖๔.
  • 15.
    ๖๑ เป็นระเบียบ มีกฎเกณฑ์ที่แน่นอนตายตัวอยู่แล้วในธรรมชาติ ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นลอยๆโดยไม่มีที่มา และไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งอื่น ทุกอย่างล้วนเป็นเหตุเป็นผลกันตามหลักของอิทัปปัจจยตาที่กล่าวมา “สรรพสิ่งล้วนอิงอาศัยกันและกัน ในฐานะสิ่งหนึ่งเป็นสาเหตุและสิ่งหนึ่งเป็นผล”๔๖ ทั้งนี้ สิ่ง ทั้งหลายทั้งปวง จึงมีเหตุปัจจัยเกิดจากกฎธรรมชาติมิใช่พระผู้เป็นเจ้า หรือผู้ใดมากาหนดไว้ พระพุทธศาสนาจึงเป็นศาสนาอเทวนิยมกฎแห่งกรรม เป็นกฎแห่งเหตุผลที่มีความสัมพันธ์กัน ระหว่างกรรมกับผลของกรรมอันเป็นกฎที่แน่นอนและตายตัว กรรมแต่ละประเภทถูกกาหนดไว้ จากธรรมชาติแล้วว่ากรรมแบบไหน ให้ผลแบบไหน เปรียบเทียบได้กับผู้ที่ปลูกต้นมะม่วงย่อม ได้ผลมะม่วงอย่างแน่นอนจะเป็นผลไม้ชนิดอื่นไม่ได้ กฎแห่งกรรม จึงเป็นกฎแห่งเหตุและผล หรือ กฎธรรมชาติที่เรียกว่ากรรมนิยาม๔๗ อันเป็นกฎแห่งเหตุและผลที่เกี่ยวกับการกระทาของมนุษย์๔๘ สรุปได้ว่า กฎแห่งกรรมเป็นกฎแห่งเหตุและผลมีความแน่นอนในการให้ผลของกรรม ซึ่งถูกกาหนดโดยกฎของธรรมชาติไว้แล้วว่า เมื่อทากรรมแบบนี้จะได้รับผลตอบแทนแบบนี้ โดย ทั้งหมดดาเนินไปตามกฎของอิทัปปัจจยตา กฎแห่งกรรมจึงมีฐานะเป็นกฎแห่งธรรมชาติ ข. กฎแห่งกรรมในฐานะเป็นกฎทางศีลธรรม กฎแห่งกรรมในฐานะเป็นกฎทางศีลธรรม มีความหมายเช่นเดียวกับประเด็นกฎ ธรรมชาติ คือเป็นกฎแห่งเหตุและผล ประเด็นกฎแห่งธรรมชาติครอบคลุมทั้งสิ่งมีชีวิตและไม่มีชีวิต ประเด็นกฎแห่งศีลธรรมครอบคลุมเฉพาะสิ่งมีชีวิตที่สามารถมีเจตจานงเสรีได้เท่านั้น๔๙ เพราะ ๔๕ พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต), พุทธธรรม, ฉบับปรับปรุงและขยายความ, หน้า ๑๕๒. ๔๖ สมภาร พรมทา, พุทธศาสนากับวิทยาศาสตร์, พิมพ์ครั้งที่ ๒, (กรุงเทพมหานคร: จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย, ๒๕๔๐), หน้า ๗๕. ๔๗ นิยาม ๕ ที่นอกเหนือจากกรรมนิยามมีอีก ๔ ประการคือ ๑. อุตุนิยาม กฎธรรมชาติเกี่ยวกับอุณหภูมิ สภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ ๒. พีชนิยาม กฎธรรมชาติที่เกี่ยวกับการสืบพันธ์หรือพันธุกรรม ๓. จิตตนิยาม กฎธรรมชาติที่เกี่ยวกับการทางานของจิต ๔. ธรรมนิยาม กฎธรรมชาติที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์และอาการที่เป็นเหตุและผลแก่กันของสิ่ง ทั้งหลายหรือความเป็นธรรมแห่งเหตุปัจจัย เช่น สิ่งทั้งหลายเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปเป็นธรรมดา. ดูเพิ่มเติมใน พระธรรมปิฎก, (ป.อ. ปยุตฺโต), พุทธธรรม, ฉบับปรับปรุงและขยายความ, หน้า ๑๕๒-๑๕๓. ๔๘ พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต), เชื่อกรรม รู้กรรม แก้กรรม , พิมพ์ครั้งที่ ๒, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ สหธรรมิก จากัด, ๒๕๔๕), หน้า ๕๔. ๔๙ สุนทร ณ รังษี, พุทธปรัชญาจากพระไตรปิฎก, หน้า ๑๖๖.
  • 16.
    ๖๒ สามารถกาหนดพฤติกรรมเป็นดีหรือชั่ว ตามมาตรฐานทางศีลธรรมที่ใช้ในสังคมมนุษย์ส่วน พฤติกรรมที่มาจากสัญชาตญาณไม่สามารถกาหนดด้วยคุณค่าทางศีลธรรมได้กรรมนิยามหรือกฎ แห่งกรรม คือกฎธรรมชาติส่วนที่ทาหน้าที่ดูแลการกระทาที่แฝงค่าทางศีลธรรมของมนุษย์ กฎแห่ง กรรมจะบันทึกการกระทาของบุคคลแต่ละคนและคอยโอกาสให้ผลตอบสนอง๕๐ พระพุทธเจ้าได้ ตรัสถึงกฎแห่งกรรมในฐานะเป็นกฎทางศีลธรรม มีปรากฏในพระไตรปิฎกว่า “คนทากรรมใดไว้ ย่อมเห็นกรรมนั้นในตน คนทากรรมดี ย่อมได้รับผลดี คนทากรรมชั่ว ย่อมได้รับผลชั่ว คนหว่านพืช เช่นใด ย่อมได้รับผลเช่นนั้น”๕๑ จากพระพุทธพจน์ดังกล่าว เห็นได้ว่า มนุษย์ทุกคนมีกฎแห่งกรรม หรือกรรมนิยาม กากับ ดูแลพฤติกรรมที่มีคุณค่าทางศีลธรรม และรอคอยเวลาให้ผลตอบแทนตามคุณภาพของกรรม ตามเหตุและผลที่มีความสัมพันธ์สอดคล้องกัน ถ้าเป็นกรรมดี ผลที่ได้รับเป็นความดี (สุข) ถ้าเป็น กรรมชั่ว ผลที่ได้รับเป็นความชั่ว (ทุกข์) เปรียบเทียบการให้ผลของกรรม เช่นเดียวกับการปลูกพืช ปลูกพืชชนิดใดได้ผลพืชชนิดนั้น ปลูกข้าวย่อมได้ข้าว จะเป็นเผือกหรือมันนั้นเป็นไปไม่ได้ กฎแห่ง กรรมในฐานะเป็นกฎศีลธรรม มีกฎเกณฑ์ตายตัวเหมือนกฎธรรมชาติข้ออื่น ๆ ดีเป็นดี ชั่วเป็นชั่ว ไม่มีการยกเว้นหรือยืดหยุ่น แต่เป็นการให้ผลทางด้านจิตใจเท่านั้น การให้ผลชั้นนอกต้องอาศัย องค์ประกอบอื่น ๆ มาสนับสนุน สรุปได้ว่า มนุษย์ต้องรับผิดชอบการกระทาของตน โดยมีกฎแห่งกรรมในฐานะกฎ ศีลธรรมคอยกากับดูแล มีกระบวนการให้ผลที่สัมพันธ์กับเหตุที่เป็นกฎเกณฑ์แน่นอนตายตัวไม่มี ข้อยกเว้น แต่เป็นผลระดับจิตใจ แต่ก็สามารถหลุดพ้นจากกรรมที่ตนทาได้ ถ้าสามารยกจิตขึ้นสู่ วิปัสสนาพิจารณาเห็นไตรลักษณ์ทาอาสวะภายในของตนให้หมดสิ้นไป จนเป็นพระอรหันต์ก็จะไม่ ต้องรับกรรมอื่นๆ ที่จะต้องรับต่อไปในภพภูมิข้างหน้าเพราะไม่ได้กลับมาเกิดอีกจึงไม่ต้องรับกรรม เหล่านั้นหลังจากตายหรือนิพพานที่เป็นอนุปาทิเสสนิพพานคือนิพพานไม่เหลือขันธ์ ๕ ๕๐ สมภาร พรมทา, พุทธปรัชญา, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๔๒), หน้า ๓๑๑-๓๑๒. ๕๑ ขุ.ชา. (ไทย) ๒๗/๓๕๓/๒๐๑.
  • 17.
    ๖๓ ๓.๓.๓ สาเหตุการเกิดกรรม แนวทัศนะเกี่ยวกับกรรมตามหลักพระพุทธศาสนา ได้แบ่งแหล่งเกิดของกรรมออก๒ ประเภท คือ๕๒ ๑. เกิดจากตัณหา ได้แก่ พอใจ ชอบใจยินดี อยาก รักใคร่ ต้องการ ที่ไม่ดี ไม่สบาย ไม่ เกื้อกูล เป็นอกุศล ๒. เกิดจากฉันทะ ได้แก่ พอใจ ยินดี อยาก รักใคร่ ต้องการ ที่ดีงาม สบาย เกื้อกูล เป็นกุศล ตัณหา แปลได้อีกอย่างว่า ความกระหาย ความทะยาน ความอยาก ความเสน่หา ความ ดิ้นรน ความกระสับกระส่าย กระวนกระวาย ไม่รู้จักอิ่ม ตัณหาเกิดจากเวทนาเป็นปัจจัย โดยมี อวิชชาเป็นมูลเหตุ กล่าวคือ เมื่อบุคคลรับรู้อารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง ที่น่าชอบใจหรือไม่น่าชอบใจ ก็ตาม เช่น เห็นรูปสวยหรือน่าเกลียด ได้ยินเสียงไพเราะหรือหนวกหู เป็นต้น แล้วเกิดความรู้สึกสุข หรือทุกข์ หรือเฉย ๆ ขึ้น ในเวลานั้นตัณหาก็จะเกิดขึ้นในลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งคือ ถ้ารู้สึกสุข พฤติกรรมที่แสดงออกมาก็ยินดี ชื่นชอบ คล้อยตามไป ติดใจ ใฝ่รัก อยากได้ ถ้ารู้สึกทุกข์ พฤติกรรม ที่แสดงออกมาก็ยินร้าย ขัดใจ ชัง อยากเลี่ยงหนี หรืออยากให้สูญสิ้นไปเสีย ถ้ารู้สึกเฉย ๆ พฤติกรรม ที่แสดงออกมาก็เพลินๆ เรื่อยเฉื่อยไป พฤติกรรมเหล่านี้มันเป็นไปของมันได้เอง โดยไม่ต้องใช้ ความคิด ไม่ต้องใช้ความรู้ความเข้าใจอะไรเลย จึงอาจพูดได้อย่างง่าย ๆ ว่า ตัณหานั่นเองเป็นบ่อเกิด ของพฤติกรรมต่าง ๆ ของมนุษย์ ดังนั้น ตามหลักพระพุทธศาสนา บทบาทและการทาหน้าที่ของ ตัณหาเหล่านี้ได้เป็นตัวกาหนดการดาเนินชีวิตส่วนใหญ่ของมนุษย์ ตัณหาที่เป็นบ่อเกิดของกรรม มนุษย์แบ่งเป็น ๓ ด้านดังนี้๕๓ ๑. กามตัณหา คือความกระหายอยากได้อารมณ์ที่น่าชอบใจมาเสพเสวยปรนเปรอตน หรือความทะยานอยากในกาม ๒. ภวตัณหา คือ ความกระหายอยากในความถาวรมั่นคง มีคงอยู่ตลอดไป ความใหญ่โต โดดเด่นของตน หรือความทะยานอยากในภพ ๓. วิภวตัณหา คือ ความกระหายอยากในความดับสิ้นขาดสูญ แห่งตัวตน หรือความ ทะยานอยากในวิภพ ตัณหาทั้ง ๓ ด้านนี้ย่อมทาให้พฤติกรรมของมนุษย์ดาเนินไปในทิศทางต่างๆ เช่น ได้สิ่ง ที่ชอบใจ พอใจก็เป็นสุข และแสวงหาสิ่งที่ชอบใหม่ไปเรื่อยๆ ถ้าได้สิ่งที่ไม่น่าชอบใจก็อยากจะไป ๕๒ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ .ปยุตฺโต), พุทธธรรม ฉบับปรับปรุงและขยายความ, พิมพ์ครั้งที่ ๑๑ , (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ บริษัท สหธรรมิก จากัด ,๒๕๔๙), หน้า ๔๙๐. ๕๓ ที.ปา. (ไทย) ๑๑/๓๐๕/๒๖๓.
  • 18.
    ๖๔ ให้พ้นจากสิ่งเหล่านั้น ซึ่งพฤติกรรมจะเป็นอย่างไรนั้น ก็ขึ้นอยู่กับว่าใครมีตัณหาทั้งสามด้านนี้มาก น้อยอย่างไร ส่วนฉันทะหมายถึง กุศลธรรม ความพึงพอใจ ความชอบ ความอยากได้ในสิ่งที่ดีงาม เกื้อกูลต่อชีวิตจิตใจ เป็นไปเพื่อประโยชน์สุขทั้งแก่ตนและคนอื่น หรือแปลอีกอย่างหนึ่งได้ว่า มี ความพอใจในความดีงาม ความต้องการในความจริง ความต้องการเล็งไปถึงความรู้ คือเท่ากับพูดว่า ต้องการรู้ความจริงต้องการเข้าถึงตัวธรรม ดังนั้นกรรมที่เป็นฉันทะนี้ ย่อมมีการแสดงออกมาในทาง ดีงาม สร้างสรรค์ ใฝ่ดี รักดี เป็นต้น จากที่กล่าวมาโดยสังเขปนี้ทาให้เห็นความแตกต่างระหว่างกรรมที่ตัณหาเป็นบ่อเกิด และฉันทะเป็นบ่อเกิดได้ดังนี้ ๑. ตัณหา มุ่งประสงค์เวทนา ดังนั้น จึงต้องการสิ่งสาหรับเอามาเสพเสวยเวทนา เอา อัตตาเป็นศูนย์กลาง กรรมที่แสดงออกมาย่อมเป็นไปอย่างสับสน กระวนกระวาย เป็นทุกข์ ๒. ฉันทะ มุ่งประสงค์ที่ประโยชน์ กล่าวคือ ประโยชน์ที่เป็นคุณค่าแท้จริงแก่ชีวิต หรือ คุณภาพชีวิต ดังนั้น กรรมที่แสดงออกมาจึงมุ่งไปที่ความจริ'สิ่งที่ดีงาม เพราะฉันทะก่อตัวจาก โยนิโสมนสิการคือความรู้จักคิดหรือคิดถูกวิธีคิดตามสภาวะและเหตุผลเป็นภาวะกลางๆไม่ผูกพัน กับอัตตาและนาไปสู่อุตสาหะหรือวิริยะคือทาให้เกิดกรรมที่จะแสวงหาสิ่งที่เป็นความดีงามนั่นเอง บ่อเกิดของกรรมในพระพุทธศาสนาจึงมุ่งเน้นที่มโนกรรมที่มีตัณหาและฉันทะเป็นมูลเหตุและเป็น สมุฏฐานในการเกิดพฤติกรรมต่างๆของมนุษย์โดยพฤติกรรมที่เกิดขึ้นนั้นมีทั้งดีและไม่ดีและที่เป็น กลางๆคือไม่ดีไม่ชั่วก็มีทั้งนี้เนื่องมาจากเจตสิกที่มาอาศัยจิตเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดเจตสิกจึงเป็นพลัง ที่ควบคุมร่างกายมนุษย์ให้กระทาการต่างๆในการแสดงพฤติกรรมทุกๆอย่างที่ปรากฏออกมาทาง กาย วาจา และใจ ๓.๓.๔ ทางแห่งการทากรรม ทางหรือทวารแห่งการทากรรม หรือสิ่งที่ทาให้เกิดกรรม มีอยู่ ๓ ทาง คือ ๑. กายกรรม การกระทาทางกาย ๒. วจีกรรม การกระทาทางวาจา ๓. มโนกรรม การกระทาทางใจ๕๔ ๕๔ ม.ม. (ไทย) ๑๓/๕๖/๕๕. รายละเอียดว่า “ตปัสสี เราบัญญัติในการทาชั่วในการประพฤติชั่วไว้๓ ประการ คือ ๑. กายกรรม ๒. วจีกรรม ๓. มโนกรรม... ตปัสสี กายกรรมก็อย่างหนึ่ง วจีกรรมก็อย่างหนึ่ง มโนกรรมก็อย่างหนึ่ง...”
  • 19.
    ๖๕ ทางแห่งการทากรรม ของบุคคลมี ๓ทาง คือ ทางกาย ทางวาจา และทางใจ ขณะที่ บุคคลดาเนินชีวิตประจาวันได้ทากรรมทางใจตลอดเวลา ๓.๓.๕ เกณฑ์ตัดสินกรรมดีกรรมชั่ว การกระทาที่จัดว่าเป็นกรรมหรือไม่นั้น พระพุทธศาสนาให้ถือหลักของเจตนาเป็นหลัก ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ส่วนการกระทาใดจัดเป็นกรรมดี หรือกรรมชั่วนั้น๕๕ พระพุทธเจ้าทรงให้ เกณฑ์การตัดสินไว้ดังต่อไปนี้ ๑.พิจารณาตามสาเหตุการเกิดกรรม สรุปได้ว่า การกระทาที่มีเจตนามาจาก อโลภะอโทสะ อโมหะ จัดเป็นกรรมดี การกระทาที่มีเจตนามาจาก โลภะ โทสะ โมหะ จัดเป็นกรรมชั่ว๕๖ ๒. พิจารณาตามผลของการกระทาว่า การกระทาที่ “บุคคลทากรรมใดแล้ว ย่อมไม่ เดือดร้อนใจในภายหลัง อิ่มเอิบ ดีใจ เสวยผลกรรมอยู่กรรมนั้นชื่อว่า กรรมดี”๕๗ ส่วนการกระทาที่ “บุคคลกระทากรรมแล้ว ย่อมเดือดร้อนใจในภายหลัง ร้องไห้น้าตานองหน้า เสวยผลกรรมอยู่ กรรมนั้นชื่อว่า เป็นกรรมไม่ดี” ๕๘ พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) ได้ให้หลักเกณฑ์ร่วมเพื่อประกอบเกณฑ์การตัดสินกรรม ดี กรรมชั่ว ไว้ดังต่อไปนี้ ๑. ใช้มโนกรรม คือ ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีของตนเองได้หรือไม่ เสียความเคารพ ตน หรือไม่ ๒. พิจารณา ความยอมรับของวิญญูชน หรือนักปราชญ์หรือบัณฑิตชนว่าเป็นสิ่งที่วิญญู ชนยอมรับหรือไม่ ชื่นชมสรรเสริญ หรือตาหนิติเตียนหรือไม่ ๓. พิจารณาลักษณะและผลของการกระทาต่อตนเองต่อผู้อื่น ก. เป็นการเบียดเบียนตนเอง เบียดเบียนผู้อื่น ทาตนเองหรือผู้อื่นให้เดือดร้อนหรือไม่ ๕๕ ความดี เรียกว่า “กุศลกรรม” บ้าง “สุจริตกรรม” บ้าง “บุญ” บ้าง ไทยแปลว่า “ทาความดี”กรรมชั่ว เรียกว่า “อกุศลกรรม” บ้าง “ทุจริต” บ้าง “บาป” บ้าง ไทยแปลว่า “ทาความชั่ว” (บรรจบ บรรณรุจิ) “เอกสาร ประกอบการสอนวิชาพระไตรปิฎกวิเคราะห์ ๑,” (กรุงเทพมหานคร : บัณฑิตวิทยาลัย มหาจุฬาลงกรณราช วิทยาลัย, ๒๕๔๕ (อัดสาเนา), หน้า ๑๒๖). ๕๖ องฺ ติก. (ไทย) ๒๐/๑๑๒/๓๕๓-๓๕๔, องฺ ฉกฺก. (ไทย) ๒๒/๓๙/๔๙๐. ๕๗ ขุ.ธ. (ไทย) ๒๕/๖๘/๔๘. ๕๘ อ้างแล้ว.
  • 20.
    ๖๖ ข. เป็นไปเพื่อประโยชน์สุข หรือเป็นไปเพื่อทุกข์ทั้งแก่ตนและผู้อื่น๕๙ สุนทรณ รังษี อธิบายไว้ว่า กรรมดี กรรมชั่ว นอกจากจะกาหนดด้วยเจตนาในการ กระทาแล้ว ยังกาหนดด้วยผลที่เกิดขึ้นแก่ตนเองและผู้อื่นด้วย ในบางกรณีกาหนดด้วยผลที่เกิดขึ้น แก่ตนเองเพียงอย่างเดียว แต่ในบางกรณีกาหนดด้วยผลที่เกิดขึ้นทั้งแก่ตนเองและผู้อื่น๖๐ ตามข้อความที่ได้ศึกษาเกณฑ์การตัดสินกรรมดี กรรมชั่วไว้นั้น สรุปได้ว่า การกระทา ที่จัดเป็นกรรมดี กรรมชั่วนั้น พิจารณาจากเจตนาที่กระทา และผลของการกระทาที่มีผลกระทบต่อ ตนเอง หรือทั้งต่อตนเองและผู้อื่น ถ้าเจตนาดีก็จัดเป็นกรรมดี ถ้าเจตนาไม่ดีก็จัดเป็นกรรมชั่ว แม้แต่การฉีดกระดาษแผ่นเดียวกันก็มีผลไม่เหมือนกันถ้าเจตนาต่างกัน กล่าวคือถ้าฉีดด้วยความ โกรธ ความพยาบาท ย่อมมีผลต่อจิตใจในทางลบ ถ้าฉีดด้วยจิตใจที่ดีงาม ย่อมมีผลต่อจิตใจใน ทางบวก ๓.๓.๖ การให้ผลของกรรมที่ปรากฏในพระไตรปิฎก ก. การให้ผลของกรรมในมหากัมมวิภังคสูตร ในพระไตรปิฎกพระพุทธเจ้าได้ตรัสกับพระอานนท์ ถึงการแบ่งบุคคลไว้๔ ประเภท ตามกรรมและผลของกรรมที่ส่งไปเกิดในภพภูมิต่าง ๆ ไว้ในมหากัมมวิภังคสูตร๖๑ สรุปสาระสาคัญ ได้ว่า บุคคลประเภทที่ ๑ บุคคลที่ขณะมีชีวิตอยู่ประกอบอกุศลกรรม มีมิจฉาทิฐิ เมื่อ ตายไปแล้วย่อมไปเกิดในอบายภูมิ๖๒ ทั้งนี้ เพราะเขาทากรรมชั่วตั้งแต่ชาติก่อนต่อเนื่องถึงชาติ ปัจจุบันหรือมีความคิดเป็นมิจฉาทิฏฐิในเวลาใกล้ตาย บุคคลประเภทที่ ๒ บุคคลที่ขณะมีชีวิตอยู่ เป็นผู้ประกอบอกุศลกรรมไว้มาก เป็น มิจฉาทิฐิ เมื่อตายไปเกิดในสุคติ๖๓ ทั้งนี้ เพราะผลของกรรมดีที่ทาไว้ในชาติก่อนให้ผลอยู่ หรือมี ๕๙ พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต), พุทธธรรม, ฉบับปรับปรุงและขยายความ, หน้า ๑๘๑.. ๖๐ สุนทร ณ รังษี, พุทธปรัชญาจากพระไตรปิฎก, พิมพ์ครั้งที่ ๒, หน้า ๑๗๒-๑๗๓. ๖๑ ม.อุ. (ไทย) ๑๔/๒๙๘–๓๐๓/๓๕๗–๓๖๗. ๖๒ อบายภูมิ หมายถึง ภูมิกาเนิดที่ปราศจากความเจริญ มี ๔ อย่างคือ ๑. นิรยะ นรก ๒. ติรัจฉานโยนิ กาเนิดดิรัจฉาน ๓. ปิตติวิสัย ภูมิแห่งเปรต ๔. อสุรกาย พวกอสุรกาย. พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต), พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์, หน้า ๓๗๗. ๖๓ สุคติ หมายถึง สถานที่ที่ดีที่สัตว์โลกซึ่งทากรรมดีตายแล้วไปเกิด ได้แก่ มนุษย์และเทพ. พระ ธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต), พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์, หน้า ๓๔๔.
  • 21.
    ๖๗ ความคิดเป็นสัมมาทิฏฐิในเวลาใกล้ตาย บุคคลประเภทที่ ๓ บุคคลที่ขณะมีชีวิตอยู่ประกอบกุศลกรรมมีสัมมาทิฏฐิ เมื่อตายไป แล้วไปเกิดในสุคติ ทั้งนี้เพราะเขาทากรรมดีตั้งแต่ชาติก่อนต่อเนื่องถึงปัจจุบัน หรือมีความคิดเป็น สัมมาทิฏฐิในเวลาใกล้ตาย บุคคลประเภทที่ ๔ บุคคลที่ขณะมีชีวิตอยู่ประกอบกุศลกรรม มีสัมมาทิฏฐิ เมื่อตายไป แล้วไปเกิดในอบายภูมิ ทั้งนี้เพราะเขาทากรรมชั่วไว้มากในชาติก่อน และให้ผลอยู่ หรือมีความคิด เป็นมิจฉาทิฏฐิในเวลาใกล้ตาย การทากรรมและให้ผลของกรรมของบุคคลประเภทที่ ๑ เรียกว่า ทาชั่วได้ชั่ว บุคคลประเภทที่ ๒ เรียกว่า ทาชั่วได้ดี บุคคลประเภทที่ ๓ เรียกว่า ทาดีได้ดี บุคคลประเภทที่ ๔ เรียกว่า ทาดีได้ชั่ว๖๔ การให้ผลของกรรมของบุคคลประเภทที่ ๑ และ ประเภทที่ ๓ เป็นการให้ผลของกรรมที่ ชอบด้วยเหตุผล แต่การให้ผลของกรรมของบุคคลประเภทที่ ๒ และประเภทที่ ๔ เป็นการให้ผลที่เริ่ม ซับซ้อนขึ้นเกินวิสัยของบุคคลทั่วไปจะเข้าใจสาเหตุได้ด้วยมีสาเหตุ ๒ประการคือ๑.เป็นระยะเวลา ที่กรรมในชาติก่อนให้ผล จึงขัดขวางผลของกรรมในชาตินี้และ ๒. คุณภาพของจิตในเวลาใกล้ตาย ซึ่งพุทธศาสนาให้ความสาคัญกับมโนกรรมมากที่สุด ดังนั้น จิตใกล้ตายที่มีสภาพผ่องใส หรือเศร้า หมองจึงเป็นสาเหตุสาคัญที่จะทาให้ไปเกิดในสุคติ หรืออบายภูมิในในชาติต่อไป ดังที่พระพุทธองค์ ตรัสไว้ในวัตถูปมสูตร ว่า “เมื่อจิตเศร้าหมองทุคติ ก็เป็นอันหวังได้ เมื่อจิตไม่เศร้าหมอง สุคติ ก็เป็น อันหวังได้ฉันนั้น เหมือนกัน”๖๕ การให้ผลของกรรมในมหากัมมวิภังคสูตร เป็นการให้ผลของกรรมชั้นนอกซึ่ง สัมพันธ์กับเรื่องสถานที่ที่ไปเกิด (คติ) บุคคลที่ทากรรมดีไว้มากแต่ไปเกิดในอบายภูมิ หรือผู้ที่ทา กรรมชั่วไว้มาก แต่ไปเกิดในสุคติ ผลของกรรมดีและกรรมชั่วที่เขากระทาไว้ซึ่งยังไม่ได้ให้ผล ไม่ได้สูญหายไปไหนยังรอคอยเขาอยู่ ดังพุทธพจน์ที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ในทุติยาปุตตกสูตรว่า “ก็ บุคคลทากรรมใดด้วยกาย ด้วยวาจา หรือด้วยใจ กรรมนั่นแหละเป็นของ ๆ เขา และเขาย่อมพาเอา กรรมนั้นไป อนึ่งกรรมนั้นย่อมติดตามเขาไป เหมือนเงาติดตามตน” ฉะนั้น มโนกรรมในขณะที่ จิตใกล้ดับเป็นองค์ประกอบสาคัญที่จะเกื้อหนุนไปเกิดในอบายภูมิ หรือในสุคติ การรับผลของกรรม ๖๔ พระพรหมโมลี (วิลาศ ญาณวโร), กรรมทีปนี, เล่ม ๑, หน้า ๔๙๕–๔๙๙. ๖๕ ม.มู. (ไทย) ๑๒/๗๐/๖๒–๖๓.
  • 22.
    ๖๘ จึงอาจจะไม่เป็นไปตามที่ปุถุชนสัมผัสได้จากอายตนะภายใน๖๖ ดังนั้น บุคคลจึงไม่ควรประมาทที่จะ ทาจิตให้ผ่องใสและคุ้นเคยอยู่กับกรรมดีตลอดเวลา ข. การให้ผลของกรรมในจูฬกัมมวิภังคสูตร การให้ผลของกรรมทาให้มนุษย์มีความแตกต่างกันไปกรรมในอดีตมีผลต่อชาติปัจจุบัน และการกระทาในชาติปัจจุบันย่อมส่งผลในชาติต่อไป ดังมีปรากฏหลักฐานในจูฬกัมมวิภังคสูตร๖๗ ที่พระพุทธเจ้าตรัสกับสุภมานพ โตเทยยบุตรถึงสาเหตุการกระทากรรมของมนุษย์ที่ทาให้เกิดความ แตกต่างกัน ซึ่งสรุปสาระสาคัญได้ดังนี้ คู่ที่ ๑ เหตุที่บุคคลเกิดมามีอายุสั้น เพราะชอบฆ่าสัตว์ขาดความกรุณา เหตุที่บุคคลเกิดมามีอายุยืน เพราะเว้นจากการฆ่าสัตว์และมีความเอ็นดู คู่ที่ ๒ เหตุที่บุคคลเกิดมามีโรคมาก เพราะมีนิสัยชอบเบียดเบียนสัตว์ เหตุที่บุคคลเกิดมามีโรคน้อย เพราะไม่มีนิสัยชอบเบียดเบียนสัตว์ คู่ที่ ๓ เหตุที่บุคคลเกิดมามีผิวพรรณทราม เพราะเป็นคนมักโกรธมีความพยาบาทปองร้าย เหตุที่บุคคลเกิดมามีผิวพรรณงาม เพราะเป็นคนไม่มักโกรธ ไม่มีความพยาบาทไม่ปองร้าย คู่ที่ ๔ เหตุที่บุคคลเกิดมามีอานาจน้อย เพราะมีจิตริษยา เหตุที่บุคคลเกิดมามีอานาจมาก เพราะมีจิตไม่ริษยา ๖๖ อายตนะ หมายถึง เครื่องรับรู้มี 6 คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ. พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต), พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์, หน้า ๔๑๑. ๖๗ ม. อุ. (ไทย) ๑๔/๒๘๙-๒๙๗/๓๔๙–๓๕๗.
  • 23.
    ๖๙ คู่ที่ ๕ เหตุที่บุคคลเกิดมามีโภคทรัพย์น้อย เพราะไม่ทาทานแก่สมณะหรือพราหมณ์ เหตุที่บุคคลเกิดมามีโภคทรัพย์มากเพราะให้ทานแก่สมณะหรือพราหมณ์ คู่ที่ ๖ เหตุที่เกิดมาในตระกูลต่า เพราะเป็นคนกระด้าง เย่อหยิ่งไม่อ่อนน้อม เหตุที่เกิดมาในตระกูลสูง เพราะเป็นคนไม่กระด้าง ไม่เย่อหยิ่งอ่อนถ่อมตน คู่ที่ ๗ เหตุที่เกิดมาเป็นคนโง่ เพราะไม่ชอบแสวงหาความรู้หรือเมื่อไม่รู้สิ่งใดก็เข้าไม่ เข้าไปสอบถามจากผู้รู้ เหตุที่เกิดมาเป็นคนฉลาด เพราะเป็นคนชอบแสวงหาความรู้เมื่อไม่รู้สิ่งใดก็ สอบถามจากผู้รู้ จูฬกัมมวิภังคสูตร เป็นการแสดงให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างกรรมกับผลของกรรมที่มี กระบวนการให้ผลอย่างแน่นอนเป็นรูปธรรม บุคคลแตกต่างกันเพราะทากรรมที่ต่างกัน กรรมใน อดีตย่อมมีผลต่อปัจจุบัน ดังที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ในฐานสูตร ว่า “สัตว์ที่มีกรรมเป็นของ ๆ ตนมี กรรมเป็นทายาท มีกรรมเป็นกาเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย กรรมจาแนกสัตว์ ทั้งหลายให้เลวและดีต่างกัน”๖๘ ดังนั้น ในชาติปัจจุบัน บุคคลมีรูปสมบัติ คุณสมบัติ และฐานะ อย่างไร ย่อมเป็นกระจกสะท้อน ให้เห็นถึงกรรมเท่าที่ทาเอาไว้ และไม่สามารถที่จะแก้ไขได้นอกจาก เริ่มต้นทากรรมใหม่ อันเป็นกรรมปัจจุบันให้ดี ในจูฬกัมมวิภังคสูตรแสดงเห็นได้ว่ามนุษย์ทุกคนเลือกที่จะเป็นและมีได้เช่นเลือกที่นจะ เป็นคนสวย (หล่อ) ฉลาด ร่ารวย ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ อายุยืน และมีอานาจในตน ต้องเลือกทากรรม ปัจจุบัน ที่ให้ผลตามที่ตนเองต้องการด้วยความพากเพียร จนกลายเป็นอุปนิสัย ผลของกรรมบาง อย่าง สามารถให้ผลในชาตินี้ได้ทันที เช่น ความฉลาด ความร่ารวย ส่วนผลอย่างอื่นอาจปรากฏใน ชาติหน้าหรือชาติต่อ ๆ ไป จากการศึกษากรรมในมหากัมมวิภังคสูตรและจูฬกัมมวิภังคสูตรทาให้เห็นว่า มนุษย์ ๖๘ องฺ. ปญฺจก. (ไทย) ๒๒/๕๗/๑๐๐.
  • 24.
    ๗๐ สามารถกาหนดอนาคตของตนเอง ด้วยการเลือกสถานที่เกิด เลือกมีคุณสมบัติและรูปสมบัติให้กับ อนาคตของตนเองได้ ๓.๓.๗การให้ผลของกรรมที่ปรากฏในอรรถกถา การให้ผลของกรรมที่ปรากฏในอรรถกถามีรายละเอียดรวมอยู่ในการจัดประเภทของกรรม ในอรรถกถาที่ได้ศึกษามาแล้วในตอนว่าด้วยประเภทของกรรมข้างต้น ในที่นี้จึงไม่ขอนามากล่าวไว้ อีก จะขอนาเอาการให้ผลของกรรมตามทัศนะของนักปราชญ์มาเสนอเป็นอันดับต่อไป ๓.๓.๘ การให้ผลของกรรมตามทัศนะของนักปราชญ์ นักปราชญ์ทางพระพุทธศาสนาได้แสดงทัศนะเกี่ยวกับการให้ผลของกรรมไว้หลายท่าน แต่ในที่นี้จะนามาเสนอไว้พอเป็นตัวอย่างเพียง ๒ ท่านคือ สุนทร ณ รังษี๖๙ ได้อธิบายการให้ผลของกรรมไว้ว่า มี ๒ ระดับคือ ๑. ผลชั้นในของกรรม ได้แก่ ผลที่เกิดขึ้นในทันทีที่ทากรรมนั้นสิ้นสุดลงเราทาชั่ว เมื่อไหร่ผลที่เกิดเราเป็นคนชั่วเมื่อนั้นเป็นการเพิ่มกิเลสให้มีมากฃึ้นเราทาความดีเมื่อไหร่เป็นคนดี ทันที ซึ่งเป็นการเพิ่มบารมีให้มีมากขึ้น ๒. ผลชั้นนอกของกรรม ได้แก่ ผลที่เป็นความสุขหรือความทุกข์ความเจริญ หรือ ความเสื่อมสมบัติหรือวิบัติที่เกิดมีขึ้นภายหลังสืบเนื่องมาจากกรรมนั้นๆผลของกรรมชั้นนอกให้ผล เมื่อไหร่ ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขและปัจจัยหลายอย่าง บรรจบ บรรณรุจิ๗๐ ได้อธิบายการให้ผลของกรรมไว้ว่า ผลของกรรมท่านเรียกว่า “เมล็ดผล” กรรมที่ทาแล้วย่อมให้ผล ๒ ขั้น คือ ขั้นที่ ๑ ให้ผลชั้นใน หมายถึง ให้ผลทางใจโดยตรง คือ ให้ผลเป็นความรู้สึกนึกคิด เช่น ทาดีก็ให้ผลเป็นความรู้สึกนึกคิดที่ดีทาชั่วก็ให้ผลเป็นความรู้สึกนึกคิดที่ชั่วความรู้สึกนึกคิดที่ดีหรือ ความรู้สึกนึกคิดที่ชั่วจะเป็นวิบากตกค้างอยู่ในจิตใจและรอวันแสดงตัวออกมาอีกผลกรรมขั้นนี้เรา เรียกว่า “นิสัย”หรือ “อุปนิสัย” ก็ได้ ขั้นที่ ๒ ให้ผลชั้นนอก หมายถึง ให้ผลออกมาเป็นให้ผู้ทาได้รับสิ่งที่ดีคือ ได้รับ ลาภ ยศ คาสรรเสริญ ได้รับสิ่งที่ไม่ดีก็คือ ได้รับความเสื่อมลาภเสื่อมยศ คานินทา การให้ผล ๒ ขั้นนี้ ต่างกัน ๖๙ สุนทร ณ รังษี, พุทธปรัชญาจากพระไตรปิฎก, หน้า ๑๗๔–๑๗๕. ๗๐ บรรจบ บรรณรุจิ, เอกสารประกอบการสอนวิชา พระไตรปิฎกวิเคราะห์, หน้า ๑๒๖–๑๒๗.
  • 25.
    ๗๑ ตรงที่ว่า การให้ผลขั้นที่ ๑นั้น ให้ผลทันทีหลังจากการทากรรมสิ้นสุดลง ส่วนการให้ผลขั้นที่ ๒ นั้น จะให้ผลทันทีหรือไม่นั้นขึ้นขึ้นอยู่กับองค์ประกอบ ๔ ประการ คือ กาล คติ อุปธิ และปโยค ตามที่นักวิชาการทางพระพุทธศาสนาทั้ง ๒ ท่านได้อธิบายการให้ผลของกรรมไว้นั้น สรุปได้ว่า การให้ผลของกรรมมี ๒ ขั้น คือ ๑.ผลชั้นในส่งผลต่อจิตใจให้ผลทันทีที่ทากรรมเสร็จเป็นความรู้สึกดีหรือชั่วแล้วสะสม ในจิต แสดงออกมาเป็นอุปนิสัย เป็นคนดีหรือคนชั่ว ๒. ผลชั้นนอก กรรมดีให้ผลเป็นลาภ ยศ สรรเสริญ กรรมชั่ว ให้ผลเป็น เสื่อมลาภ เสื่อม ยศนินทาการที่กรรมจะให้ผลชั้นนอกได้ต้องอาศัยปัจจัยหลายอย่างจึงทาให้บุคคลทั่วไปที่ผลของ กรรมที่ให้ทั้งผลชั้นในและผลชั้นนอกเป็นเรื่องของโลกธรรม ๘ โดยตรง ๓.๓.๙ องค์ประกอบที่สนับสนุนและขัดขวางการให้ผลของกรรม ในพระไตรปิฎก ได้กล่าวถึงองค์ประกอบที่สนับสนุนและขัดขวางการให้ผลของกรรม ไว้ในกัมมวิปากญาณ๗๑ สรุปได้ว่า องค์ประกอบที่สนับสนุนให้กรรมดีได้ส่งผล ปิดกั้นและขัดขวาง การให้ผลของกรรมชั่ว เรียกว่า สมบัติ ๔ และองค์ประกอบที่สนับสนุนให้กรรมชั่วส่งผล และ ขัดขวางการให้ผลของกรรมดี เรียกว่า วิบัติ ๔ ซึ่งมีปัจจัยอยู่ ๔ อย่าง คือ ๑. คติ คือ ที่ไป ๒. อุปธิ คือ รูปร่าง ๓. กาล คือ ยุคสมัยที่เกิด ๔. ปโยคะ คือ ความเพียรหรือความพยายาม พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต) ได้อธิบายสมบัติ ๔ และวิบัติ ๔๗๒ ไว้ว่า สมบัติ หมายถึง ความเพรียบพร้อมสมบูรณ์แห่งองค์ประกอบต่าง ๆ ซึ่งช่วยเสริมส่ง อานวยโอกาส ให้กรรมดีปรากฏผล และไม่เปิดช่องให้กรรมชั่วแสดงผล สมบัติมี ๔ อย่าง คือ ๑. คติสมบัติ สมบัติแห่งคติ หรือ คติให้เกิดอยู่ในภพ ภูมิ ถิ่น ประเทศที่เจริญ เหมาะหรือ เกื้อกูล ตลอดจนระยะสั้น คือ ดาเนินชีวิตหรือไปในถิ่นที่อานวย ๒. อุปธิสมบัติ สมบัติแห่งร่างกาย ถึงพร้อมด้วยร่างกาย หรือ รูปร่างให้เช่น มีรูปร่าง สวย ร่างกายสง่างาม หน้าตาท่าทางดี น่ารัก น่านิยมเลื่อมใสสุขภาพดีแข็งแรง ๗๑ อภิ. วิ. (ไทย). ๓๕/๘๑๐/๕๒๓-๕๒๔. ๗๒ พระธรรมปิฎก, (ป.อ. ปยุตฺโต), พุทธธรรม, ฉบับปรับปรุงและขยายความ, หน้า ๑๙๑.
  • 26.
    ๗๒ ๓. กาลสมบัติ สมบัติแห่งกาลถึงพร้อมด้วยกาล หรือ กาลให้เกิดอยู่ในสมัยที่บ้านเมืองมี ความสงบสุข ผู้ปกครองดี ผู้คนมีศีลธรรม ยกย่องคนดีไม่ส่งเสริมคนชั่ว ตลอดจนในระยะสั้น คือ ทาอะไรถูกกาลเวลา ถูกจังหวะ ๔. ปโยคสมบัติ สมบัติแห่งการประกอบ ถึงพร้อมด้วยประกอบกิจ หรือกิจการให้ เช่น ทาเรื่องตรงกับที่เขาต้องการ ทากิจตรงกับความถนัดและความสามารถของตน ทาการถึงขนาดถูก หลักครบถ้วนตามเกณฑ์ หรือ ตามอัตราไม่ใช่ทาครึ่ง ๆ กลาง ๆ หรือ เหยาะแหยะ หรือ ไม่ถูกเรื่อง กัน รู้จักจัดทา รู้จักดาเนินการ วิบัติ หมายถึง ความบกพร่องแห่งองค์ประกอบต่าง ๆ ซึ่งไม่อานวยแก่การที่กรรมดีจะ ปรากฏผล แต่กลับเปิดช่องให้กรรมชั่วแสดงผล มี ๔ อย่าง คือ ๑. คติวิบัติ วิบัติแห่งคติ หรือ คติเสีย คือ เกิดอยู่ในภพ ภูมิ ถิ่นประเทศสภาพ แวดล้อมที่ ไม่เจริญ ไม่เหมาะ ไม่เกื้อกูล ทางดาเนินชีวิต ถิ่นที่ไปไม่อานวย ๒. อุปธิวิบัติ วิบัติแห่งร่างกาย หรือ รูปกายเสีย เช่น ร่างกายพิกลพิการอ่อนแอ ไม่ สวยงาม กริยาท่าทางน่าเกลียด ไม่ชวนชม ตลอดจนสุขภาพไม่ดีเจ็บป่วย มีโรคมาก ๓. กาลวิบัติ วิบัติแห่งกาล หรือกาลเสีย คือ เกิดอยู่ในยุคสมัยที่บ้านเมืองมีภัยพิบัติ ไม่ สงบเรียบร้อย ผู้ปกครองไม่ดี สังคมเสื่อมจากศีลธรรมด้วยการเบียดเบียน ยกย่องคนชั่ว บีบคั้นคนดี ตลอดจนทาอะไร ไม่ถูกกาลเวลา ไม่ถูกจังหวะ ๔. ปโยควิบัติ วิบัติแห่งการประกอบ หรือ กิจการเสีย เช่น ฝักใฝ่ในกิจการ หรือ เรื่องราวที่ผิด ทาการไม่ตรงกับความถนัด ความสามารถ ใช้ความเพียรในเรื่องไม่ถูกต้อง ทาการครึ่ง ๆ กลาง ๆ เป็นต้น บรรจบ บรรณรุจิ ได้อธิบายถึง สมบัติ ๔ และวิบัติ ๔๗๓ ไว้ว่า กรรมให้ผลในชาตินี้ (ทิฏฐธรรมเวทนียกรรม) คือ กรรมดีหรือกรรมชั่วที่ทาในชาตินี้ แล้วให้ผลเป็น ลาภ ยศ สรรเสริญหรือเสื่อมลาภ เสื่อมยศนินทา ในชาตินี้ กับที่มีปัจจัยเกื้อหนุน คือ หากเป็นกรรมดีต้องประกอบด้วยสมบัติ (ความพร้อม) ๔ อย่าง ได้แก่ ก. กาลสมบัติ ความพร้อมด้วยกาลเวลา หมายถึง อยู่ในยุคสมัยที่คนนิยมความดีอย่าง แท้จริง เป็นยุคที่ความดีเห็นผลได้ง่าย ๗๓ บรรจบ บรรณรุจิ, เอกสารประกอบการสอนวิชา พระไตรปิฎกวิเคราะห์, หน้า ๑๒๙.
  • 27.
    ๗๓ ข. คติสมบัติ ความพร้อมด้วยคติหมายถึง เกิดในภูมิที่เหมาะสมถิ่นที่อยู่และตาแหน่ง หน้าที่การงานเกื้อหนุนให้กรรมดีให้ผล ค. อุปธิสมบัติ ความพร้อมด้านร่างกาย หมายถึง ผู้ทาความดี มีร่างกายและการดาเนิน ชีวิตพร้อมที่จะรับผลแห่งความดีนั้นได้ ง. ปโยคสมบัติ ความพร้อมด้านความเพียร หมายถึง ผู้ทาความดีมีความเพียรทาความดี อย่างต่อเนื่องสม่าเสมอ หากเป็นกรรมชั่วต้องประกอบด้วยวิบัติ (ความบกพร่อง ความไม่พร้อม) ๔ อย่าง ได้แก่ ก. กาลวิบัติ ความบกพร่องด้านกาลเวลา หมายถึง อยู่ในยุคสมัยที่ความชั่วเห็นผล ข. คติวิบัติ ความบกพร่องด้านคติ หมายถึง ไม่เกิดในภพภูมิที่เหมาะสม มีถิ่นที่อยู่และ ตาแหน่งหน้าที่การงาน เกื้อหนุนให้กรรมชั่วให้ผล ค. อุปธิวิบัติ ความบกพร่องด้านร่างกาย หมายถึง ผู้ทาความชั่ว มีร่างกาย และการดาเนิน ดาเนินชีวิตพร้อมที่ความชั่วนั้นให้ผลง่าย ง. ปโยควิบัติ ความบกพร่องด้านความเพียร หมายถึง ผู้ทาความชั่วขาดความเพียรที่จะ ทาความดี แต่ยังมีความเพียร ทาความชั่วอยู่อย่างต่อเนื่อง ไม่เลิกจากการทาความชั่วนั้น เห็นได้ว่า การที่ผลของกรรมดีและกรรมชั่วในชาตินี้ จะปรากฏได้ ต้องอาศัยปัจจัย อันมีองค์ประกอบ ๔ อย่าง คือ กาล คติ อุปธิ และปโยคะ ในฝ่ายพร้อม ให้การสนับสนุนกรรม ดีเรียกว่า สมบัติ ๔ ในฝ่ายขัดขวางกรรมดี เรียกว่า วิบัติ ๔ ซึ่งการทากรรมดีเพื่อหวังผลในระดับนี้จึง ต้องใช้สติปัญญาพิจารณาไตร่ตรองเพื่อที่จะทาให้เหมาะสมกับตาแหน่งหน้าที่และสภาพแวดล้อม (คติสมบัติ) ถูกต้องตามกาลเทศะ หรือเวลา (กาลสมบัติ) และมีการจัดการที่ดี มีความเพียรพยายาม อย่างเต็มที่และต่อเนื่อง (ปโยคสมบัติ) หรือที่เรียกว่า ทาดีถูกดี ทาดีถูกเวลา และทาดีให้พอดี อุปธิ วิบัติจึงไม่สามารถขัดขวางองค์ประกอบดังกล่าวได้สมบัติ ๔ และวิบัติ ๔ เป็นองค์ประกอบที่ สนับสนุนและขัดขวางการให้ผลของกรรมในระดับผลชั้นนอกเท่านั้น ถึงแม้ว่าผลของกรรม บางอย่างได้ถูกขัดขวาง ไม่ให้ปรากฏผล แต่ผลกรรมนั้นยังคงอยู่ และรอยคอยเวลาให้ผล ดังที่ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า “สัตว์ผู้จะต้องตายไปในโลกนี้ ทากรรมอันใด คือ บุญ และบาปทั้งสอง ประการ บุญและบาปนั้นแลเป็นสมบัติของเขา ทั้งเขาจะนาเอาบุญและบาปนั้นไปได้ อนึ่งบุญและ บาปย่อมติดตามเขาไป ดุจเงาติดตามตัวไปฉะนั้น”๗๔ ส่วนผลของกรรมในระดับผลชั้นใน จะได้รับ ผลที่จิตใจ ทันทีที่การกระทานั้นสิ้นสุดลงผลที่ได้รับเป็นไปตามคุณภาพของกรรมที่ทา และเป็น นามธรรม ๗๔ ส. ส. (ไทย) ๑๕/๑๑๕/๑๓๒.
  • 28.
    ๗๔ เห็นได้ว่า สมบัติ ๔และวิบัติ ๔ เป็นองค์ประกอบสาคัญที่สนับสนุนและขัดขวางการ ให้ผลในชาตินี้ (ทิฏฐธรรมเวทนียกรรม) นอกจากจะศึกษาให้เข้าใจถึงการให้ผลของกรรมแล้วเรา ยังสามารถนามาใช้แก้ไขข้อบกพร่อง (วิบัติ) ในตนเองได้ เมื่อนาไปแก้ไข ปรับปรุงแล้วจะทาให้ การดาเนินชีวิตประจาวันและการทางานประสบผลสาเร็จได้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย ๓.๓.๑๐ ความซับซ้อนในการให้ผลของกรรม กฎแห่งกรรม เป็นกฎข้อหนึ่งของกฎธรรมชาติ จึงมีการให้ผลที่แน่นอน เป็นระบบ ระเบียบ สม่าเสมอและตายตัว ดังพุทธพจน์ที่ตรัสไว้ว่า “คนทากรรมใดไว้ย่อมเห็นกรรมนั้นในตน คนทากรรมดี ย่อมได้รับผลดี คนทากรรมชั่ว ย่อมได้รับผลชั่ว คนหว่านพืชเช่นใด ย่อมได้รับผล เช่นนั้น”๗๕ เห็นได้ว่า บุคคลทากรรมใดไว้ย่อมได้รับผลของกรรมนั้นอย่างแน่นอน และทันทีที่ทา กรรมนั้นเสร็จ แต่เป็นผลของกรรมในระดับชั้นในหรือจิตใจเท่านั้น ส่วนผลของกรรมชั้นนอก กรรมบางอย่างไม่สามารถให้ผลได้ทันทีต้องอาศัยจังหวะเวลาที่เหมาะสมจึงให้ผลเปรียบได้กับการ ปลูกไม้ยืนต้น เช่นทุเรียน เมื่อลงมือปลูกจะให้ผลทันทีไม่ได้ต้องอาศัยปัจจัยหลายประการ เช่น ความสมบูรณ์ของดิน น้า อากาศ และระยะเวลา และเมื่อออกผลต้องเป็นผลทุกเรียนอย่างแน่นอน จะเป็นผลไม้ชนิดอื่นนั้นเป็นไปไม่ได้ เช่นเดียวกัน ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่ผู้ทากรรมจะได้รับผลของ กรรมตรงข้ามกับที่ตนกระทาการให้ผลของกรรมในระดับชั้นนอก เป็นลาภ ยศ สรรเสริญ เป็นสิ่งที่ ปุถุชนทั่วไปปรารถนา และมีค่านิยมว่า คือ ผลของกรรมดี และไม่ปรารถนาเสื่อมลาภ เสื่อมยศ นินทา ด้วยเห็นว่าเป็นผลของกรรมชั่ว การยอมรับการให้ผลของกรรมในระดับชั้นนอกเพียงอย่าง เดียว ทาให้เกิดปัญหาความเชื่อเรื่องกรรมในสังคมไทยมากขึ้น ด้วยคนบางคน สังคมรับรู้ว่าเป็นคน คดโกงแต่กลับได้รับการยกย่องเชิดชู ดังนั้น กรรมบางอย่างจึงให้ผลไม่ตรงกับเหตุในปัจจุบันใน มหากัมมวิภังคสูตร พระพุทธเจ้าได้ตรัสถึงการให้ผลของกรรมที่ไม่เป็นไปตามที่บุคคลทั่วไปสัมผัส ได้ด้วยอายตนะทั้ง ๕ การให้ผลของกรรมในระดับชั้นนอก จึงเป็นเรื่อง ซับซ้อนและต้องอาศัย องค์ประกอบหลายอย่าง นอกจากนี้ ยังมีปรากฏหลักฐานในพระสูตรอื่น ๆ ในพระไตรปิฎกอีก เช่น ในโลณผลสูตร ได้กล่าวถึงกรรมอย่างเดียวกัน แต่บุคคลที่กระทามีคุณธรรมต่างกัน ผลของกรรมที่ ให้ย่อมต่างกันด้วย เพราะเจตนาที่กระทากรรมมีความรุนแรงต่างกันทาให้กรรมมีน้าหนักที่ต่างกัน และให้ผลต่างกัน๗๖ ในนิพเพธิกสูตร๗๗ ได้กล่าวถึงระยะเวลาที่กรรมให้ผล มีทั้งชาติปัจจุบัน (ทิฏฐ ๗๕ อ้างแล้ว. ๗๖ องฺ. ติก. (ไทย) ๒๐/๑๐๑/๓๓๖-๓๓๘. ๗๗ อ้างแล้ว.
  • 29.
    ๗๕ ธรรมเวทนียกรรม) ชาติหน้า (อุปปัชชเวทนียกรรม)และชาติต่อ ๆไป (อปราปริยเวทนียกรรม)๗๘ ในวัตถูปมสูตร ได้กล่าวถึงมโนกรรมสุดท้ายของผู้ใกล้ตาย จิตเกาะเกี่ยวกับกรรมใดจะกลายเป็นอา สันนกรรม ให้ผลในชาติต่อไปทันที๗๙ การให้ผลของกรรมชั้นนอก ถึงจะเป็นเรื่องซับซ้อน แต่กรรม ในฐานะที่เป็นกฎธรรมชาติและกฎศีลธรรม ย่อมให้ผลต่อผู้กระทาอย่างแน่นอนและสมเหตุสมผล และผู้ทากรรมต้องรับผิดชอบต่อตนเองถึงกรรมที่ได้กระทาลงไป ผลยังไม่ปรากฏ แต่ผลไม่ได้สูญ หายไปไหน ยังรอระยะเวลาที่จะทาหน้าที่ให้ผลตามน้าหนักของกรรม แม้ว่า การให้ผลของกรรมใน ระดับนี้จะเป็นเรื่องซับซ้อน และผู้ทากรรมไม่สามารถแก้ไขกรรมในอดีตได้ แต่เราสามารถสร้าง กรรมปัจจุบันให้เป็นกรรมดี เพื่อสนับสนุนส่งเสริมให้กรรมดีทั้งในอดีตและปัจจุบันให้ผล ตลอดเวลา และขัดขวางการให้ผลของกรรมชั่ว ด้วยการอาศัยเงื่อนไขที่ทาให้ผลของกรรมชั่วนั้น กลายเป็นอโหสิกรรมได้ สรุปได้ว่า การให้ผลของกรรมจะซับซ้อนแค่ไหนก็ตาม แต่ถ้าบุคคลมีความเชื่อมั่นเรื่อง กรรม และการให้ผลของกรรม ตามคาสอนของพระพุทธองค์ สามารถเลือกและกาหนดชีวิตของ ตนเองได้ด้วยการทากรรมที่ให้ผลตามเงื่อนไขที่ตนต้องการ ด้วยความเพียรและความสม่าเสมอ จน กลายเป็นอุปนิสัย และเมื่อต้องการผลชั้นนอกให้นาองค์ประกอบเรื่อง กาล คติ อุปธิ และปโยค มา ปฏิบัติ เพื่อสนับสนุนและส่งเสริมให้ทิฏฐิธรรมเวทนียกรรม ให้ผลในชาติปัจจุบันได้อย่างเต็มที่ ๓.๓.๑๑ การสิ้นกรรม ทัศนะทางพระพุทธศาสนาเชื่อเรื่องการสิ้นกรรม ชีวิตปุถุชนทากรรมอยู่เสมอ สาเหตุ สาคัญที่ทาให้บุคคลทากรรม คือ กิเลส เมื่อทากรรมย่อมได้รับผล คือ วิบาก เมื่อหมดกิเลสก็ไม่ทา กรรมจึงไม่มีผลของกรรมส่วนนั้นที่จะต้องรับ กฎแห่งกรรมก็ตกอยู่ในกฎแห่งไตรลักษณ์ เช่น เดียวกับธรรมอื่นที่มีการเกิดขึ้น ดารงอยู่ และดับไปตามเหตุและปัจจัย ทางดับกรรมจึงต้องดูที่ สาเหตุการเกิด และดับที่สาเหตุการเกิดพระพุทธองค์ได้ตรัสไว้ในนิพเพธิกสูตร สรุปได้ว่า ผัสสะ เป็นเหตุให้เกิดกรรม...เมื่อผัสสะดับกรรมจึงดับ ข้อปฏิบัติให้ถึงการดับกรรม ได้แก่ อริยมรรคมีองค์ ๘...๘๐ และในนิทานสูตร๘๑ ได้กล่าวถึงสาเหตุการเกิดกรรมชั่ว คือ โลภะ โทสะ โมหะ หรือ ๗๘ อ้างแล้ว. ๗๙ สุนทร ณ รังษี ,พุทธปรัชญาจากพระไตรปิฎก, หน้า ๒๑๙. ๘๐ องฺ. ติก. (ไทย) ๒๐/๑๐๑/๓๓๖-๓๓๘. ๘๑ อ้างแล้ว.
  • 30.
    ๗๖ อกุศลกรรม เหตุที่เกิดกรรมดี คืออโลภะ อโทสะ อโมหะ หรือกุศลกรรม โดยกุศลกรรมเกิดจาก อกุศลกรรม เมื่อละอกุศลกรรมได้ กรรมเป็นอันสิ้นสุดหรือดับลง พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต)๘๒ ได้อธิบายไว้ว่า ทาอย่างไรจะหมดกรรม การที่จะหมด กรรมก็ คือ ไม่ทากรรมชั่วทากรรมดี และทากรรมดีให้ยิ่งขึ้น คือ แม้แต่กรรมดีก็เปลี่ยนให้ดีขึ้นจาก ระดับหนึ่งไปอีกระดับหนึ่ง...กรรมไม่หมดด้วยการชดใช้กรรม แต่หมดด้วยการพัฒนากรรม คือ ปรับปรุงตัวให้ทากรรมที่ดียิ่งขึ้น ๆ จนพ้นขั้นของกรรมไปถึงขั้นทาแต่ไม่เป็นกรรม คือ ทาด้วย ปัญญาที่บริสุทธิ์ ไม่ถูกครอบงาหรือชักจูงด้วย โลภะ โทสะ โมหะ จึงจะเรียกว่า พ้นกรรม พระพรหมโมลี (วิลาส ญาณวโร)๘๓ ได้อธิบายถึงความสิ้นไปแห่งกรรม สรุปได้ว่า กรรมอันทาให้สัตว์โลกเวียนว่ายตายเกิดมีสองประการ คือ กุศลกรรม และ อกุศลกรรม กุศลกรรมมี สาเหตุมาจากอกุศลกรรม หมายถึง สัตว์โลกทาความดีต่าง ๆ เพื่อเลิกอกุศลกรรม ดังนั้นเมื่อทาลาย อกุศลกรรมให้สิ้นไป กุศลกรรมซึ่งเกิดขึ้นเพราะอาศัยอกุศลกรรมเป็นปัจจัย จึงสิ้นไปด้วย บรรจบ บรรณรุจิ๘๔ ได้อธิบายการดับผัสสะไว้ว่า ดับผัสสะ คือ ดับการกระทบถูกต้อง ต่าง ๆ ได้แก่ ดับการกระทบถูกต้องทางตา ดับการกระทบถูกต้องทางหู ดับการกระทบถูกต้องทาง จมูก ดับการกระทบถูกต้องทางลิ้น ดับการกระทบถูกต้องทางกาย ดับการกระทบถูกต้องทางใจ “ดับการกระทบถูกต้อง” นั้นไม่ได้หมายถึงว่า ดับตามิให้กระทบกับรูป...ทว่าการกระทบถูกต้องต่าง ๆ เหล่านั้นเป็นเพียงกิริยา ไม่เป็นปัจจัยให้กิเลสเกิดขึ้น ตามที่นักปราชญ์ทั้ง ๓ ท่าน ได้อธิบายถึงการดับกรรมพอสรุปได้ว่า การดับกรรมต้อง ดับที่สาเหตุการเกิดกรรม คือ ดับผัสสะ ไม่ให้กิเลสเกิดขึ้น ไม่ประกอบกรรมชั่วและกรรมดีได้อีก โดยปฏิบัติตามหลักของมรรคมีองค์ ๘ การกระทาที่ปราศจากกิเลส จึงไม่จัดเป็นกรรม เป็นเพียง กิริยาและไม่มีวิบาก การดับกรรม การสิ้นกรรม และการพ้นกรรม จึงมีความหมายเดียวกัน กรรม เป็นตัวการให้เกิดกรรมวิบาก กรรมวิบากที่เกิดจากกรรมดี กรรมชั่ว ย่อมทาให้เจ้าของกรรมเป็น ทุกข์ เดือดร้อน ทั้งกายและใจ ทั้งโลกนี้และโลกหน้า กรรมวิบากที่เกิดจากกรรมดี ย่อมทาให้เจ้าของ ๘๒ พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต), เชื่อกรรม รู้กรรม แก้กรรม, หน้า ๑๑๖. ๘๓ พระพรหมโมลี (วิลาศ ญาณวโร), กรรมทีปนี, เล่ม ๒, พิมพ์ครั้งที่ ๒, หน้า ๓๙๖. ๘๔ บรรจบ บรรณรุจิ, ปฏิจจสมุปบาท, หน้า ๒๐๔-๒๐๕.
  • 31.
    ๗๗ กรรมเป็นสุขทั้งกายและใจ ทั้งโลกนี้และโลกหน้า ดังที่พระพุทธองค์ได้ตรัสไว้ในเวรัญชกสูตร๘๕ สรุปได้ว่า ผู้ประพฤติอกุศลกรรมบถ ๑๐ คือ ประพฤติทางกาย วาจาใจ ย่อมได้รับความทุกข์ในชาตินี้ และไปเกิดในทุคติในชาติหน้า ผู้ประพฤติกุศลกรรมบถ ๑๐ คือประพฤติดี ทางกาย วาจา ใจ ย่อม ได้รับความสุขในชาตินี้และไปเกิดในสุคติในชาติหน้า อกุศลกรรมบถ ๑๐ เป็นทางแห่งการทาความ ชั่ว อันมีสาเหตุมาจากกิเลสโลภะ โทสะ และโมหะ ทาให้ประกอบกรรมชั่วทางกาย ทางวาจา และ ทางใจ กุศลกรรมบถ ๑๐ เป็นทางแห่งการทาความดี อันมีสาเหตุมาจากกิเลส อโลภะ อโทสะ และ อโมหะ ทาให้ประกอบกรรมดีทางกาย ทางวาจา และทางใจ กรรมทั้ง ๒ เป็นสาเหตุที่ทาให้มนุษย์ และสัตว์บนโลกนี้มีความแตกต่างกัน และต้องเวียนว่ายตายเกิดไม่จบสิ้น การดับกรรมจึงต้องทา ด้วยการละอกุศลกรรมอันเป็นเหตุให้กุศลกรรมดับไปด้วย โดยใช้หลักการปฏิบัติตามมรรคมีองค์ ๘ ๘๕ ม.มู. (ไทย) ๑๒/๔๘๙-๔๙๐/๓๗๔-๓๗๗. อกุศลกรรมบถ ๑๐ หมายถึง ทางแห่งอกุศลกรรม ทางทาความชั่ว กรรมชั่วอันเป็น ทางนาไปสู่ความเสื่อม ความทุกข์หรือทุคติ อกุศลกรรมบถ ๑๐ แบ่งตามทางที่ทากรรมมี ๓ ประการ คือ กายทุจริต ๓ วจีทุจริต ๔และมโนทุจริต ๓ กายทุจริต มี ๓ ประเภทคือ ๑. ปาณาติบาต คือ การฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ๒. อทินนาทาน คือ การถือเอาสิ่งของเขา มิได้ให้ ๓. กาเมสุมิจฉาจาร คือ การประพฤติผิดในกาม วจีทุจริต มี ๔ ประเภท คือ ๑. มุสาวาท คือ การกล่าวคาเท็จ ๒. ปิสุณาวาจา คือ การกล่าวคาส่อเสียด ๓. ผรุสวาท คือ การกล่าวคาหยาบ ๔. สัมผัปปลาปะ คือ การกล่าวคาเพ้อเจ้อ มโนทุจริต มี 3 ประเภท คือ ๑. อภิชฌา คือ ความเพ่งเล็งทรัพย์อยากได้ทรัพย์ของผู้อื่นด้วยความโลภ ๒. พยาบาท คือ ความผูกอาฆาตจองเวรผู้อื่นด้วยอานาจแห่งความโกรธ๓. มิจฉาทิฎฐิ คือ ความเห็นผิดจากทานอง คลองธรรม กุศลกรรมบถ ๑๐ หมายถึง ทางแห่งกุศลกรรม, ทางทาความดี กรรมดี อันเป็นทางนาไปสู่ความเจริญ หรือสุคติ แบ่งตามทางที่ทากรรม มี ๓ ประการ คือ กายสุจริต ๓ วจีสุจริต ๔ และมโนสุจริต ๓ กายสุจริต มี ๓ ประเภท คือ ๑. ปาณาติปาตวิรัติ คือ การงดเว้นจากการฆ่าสัตว์ รวมถึงการให้ชีวิต สัตว์๒. อทินนาทานวิรัติ คือ การงดเว้นจากการลักทรัพย์สิ่งของผู้อื่น รวมถึงการบริจาค ๓. กาเมสุมิจฉาจารวิรัติ คือ การงดเว้นจากการประพฤติผิดทางกาม รวมถึงสารวมระวังในกาม วจีสุจริต มี ๔ ประเภท คือ ๑. มุสาวาทวิรัติ คือ การงดเว้นจากการกล่าวคาเท็จ ๒. ปิสุณาวาจาวิรัติ คือ การงดเว้นจากการกล่าวคาส่อเสียด ๓. ผรุสวาทวิรัติ คือ การงดเว้นจากการกล่าวคาหยาบ ๔. สัมผัปปลาปวิรัติ คือ การงดเว้นจากการกล่าวคาเพ้อเจ้อ มโนสุจริต มี 3 ประเภท คือ ๑. อนภิชฌา คือ ความไม่คิดโลภอยากได้ทรัพย์ของผู้อื่น ๒. อพยาบาท คือ ไม่คิดพยาบาทปองร้าย (ไม่คิดร้าย) ๓. สัมมาทิฎฐิ คือ ไม่มีความคิดเห็นผิดทานองคลองธรรม
  • 32.
    ๗๘ มรรคมีองค์ ๘ มรรคเป็นเส้นทางสายกลาง(มัชฌิมาปฏิปทา) ของการปฏิบัติ อันนาไปสู่ การดับทุกข์ที่อยู่ตรงกลางระหว่าง การหมกมุ่นตนเองอยู่ในกามสุข (กามสุขัลลิกานุโยค) และการ ทรมานตนเองให้ได้รับความลาบากเดือดร้อน (อัตตกิลมถานุโยค) มรรค คือ ระบบความคิดและการ กระทาสายกลาง หรือ การดาเนินชีวิตตรงจุดที่พอเหมาะพอดีให้ได้ผลสาเร็จตามเป้ าหมาย คือ การ ดับทุกข์ มีองค์ประกอบ ๘ ประการ๘๖ คือ ๑. สัมมาทิฏฐิ เห็นชอบ ๒. สัมมาสังกัปปะ ดาริชอบ ๓. สัมมาวาจา เจรจาชอบ ๔. สัมมากัมมันตะ กระทาชอบ ๕. สัมมาอาชีวะ เลี้ยงชีพชอบ ๖. สัมมาวายามะ พยายามชอบ ๗. สัมมาสติ ระลึกชอบ ๘. สัมมาสมาธิ ตั้งจิตมั่นชอบ อริยมรรคทั้ง ๘ ประการเหล่านี้ มีสาระสาคัญที่ท่านอธิบายไว้ในสัจจวิภังคสูตร๘๗ ดังนี้ คือ สัมมาทิฏฐิ คือ ความรู้ในความทุกข์ เหตุเกิดแห่งทุกข์ ความดับทุกข์ และข้อปฏิบัติให้ถึงความ ดับทุกข์ สัมมาสังกัปปะ คือ ความดาริในการออกจากกาม ความดาริในการไม่พยาบาทและความ ดาริในการไม่เบียดเบียน สัมมาวาจา คือ เจตนาเป็นเหตุเว้นจากการพูดเท็จ เจตนาเป็นเหตุเว้นจาก การพูดเสียดสี เจตนาเป็นเหตุเว้นจากการพูดคาหยาบ เจตนาเป็นเหตุเว้นจากการพูดเพ้อเจ้อ สัมมากัมมันตะ คือ เจตนาเป็นเหตุเว้นจากการประพฤติผิดในกาม สัมมาอาชีวะ คือ ละมิจฉาชีพ เลี้ยงชีพด้วยสัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ คือ เพียรพยายามป้ องกันไม่ให้บาปอกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด ให้เกิดขึ้นเพียรพยายามละบาปอกุศลธรรมที่เกิดขึ้น เพียรพยายามสร้างกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดให้เกิด เพียรพยายามรักษาและส่งเสริมกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้วไม่ให้เสื่อมหายไป สัมมาสติ คือ มีสติ สัมปชัญญะ พิจารณาเห็นกายในกาย พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนา พิจารณาเห็นจิตในจิต และ พิจารณาเห็นธรรมในธรรม เพื่อกาจัดอภิชฌาและโทมนัส สัมมาสมาธิ คือ ตั้งจิตมั่นชอบคือ สมาธิ ที่เจริญตามแนวของฌาน ๔ มรรคมีองค์ ๘ จัดเป็นประเภทได้ ๓ ประเภท เรียกว่า ไตรสิกขา สัมมาทิฏฐิ สัมมา สังกัปปะ เป็นปัญญา สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ เป็นศีล สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ เป็นสมาธิ มรรคมีองค์ ๘ จึงหมายถึง พรหมจรรย์๘๘ อันเป็นหลักทางดาเนินชีวิตที่ ประเสริฐ อันเป็นทางปฏิบัติของพระอริยบุคคลการดาเนินชีวิตตามแนวทางมรรคมีองค์ ๘ จึงเป็น ๘๖ ม.ม. (ไทย) ๑๒/๓๓/๓๑-๓๒, ม.อุ. (ไทย) ๑๔/๓๒๓/๓๙๒. ๘๗ ดูรายละเอียดใน ม.อุ. (ไทย) ๑๓/๓๗๕/๔๒๑-๔๒๔. ๘๘ พระธรรมปิฎก, (ป.อ. ปยุตฺโต), ลักษณะแห่งพระพุทธศาสนา, พิมพ์ครั้งที่ ๑๒, (กรุงเทพมหานคร : ปรีชาสัทธัมมิก จากัด, ๒๕๔๗), หน้า ๕๕.
  • 33.
    ๗๙ การพัฒนาตนเองตามหลักไตรสิกขา ที่สามารถพัฒนากรรมของตนไปสู่ความสิ้นกรรม คือนิพพาน อันเป็นเป้าหมายสูงสุดทางพระพุทธศาสนา ๓.๔ แนวคิดการประยุกต์เรื่องกรรมเพื่อปรับพฤติกรรมตามหลักของพระพุทธศาสนา ในหัวข้อนี้ผู้วิจัยจะได้นาเอาหัวข้อใหญ่ของการพัฒนาพฤติกรรมมนุษย์ของแบนดูร่ามา ตั้งไว้เพื่อจะได้ศึกษาหลักธรรมในพระพุทธศาสนาที่สอดคล้องกับหลักการของแบนดูร่าเพื่อจะได้ นาไปเปรียบเทียบกันง่ายขึ้นในบทที่ ๔ ที่จะนาเสนอการเปรียบเทียบแนวทางการพัฒนาพฤติกรรม หรือการปรับพฤติกรรมมนุษย์ต่อไป หลักใหญ่ๆ ของแบนดูร่ามีอยู่ ๓ หัวข้อ ได้แก่ ๑. แนวทางการ เรียนรู้โดยการสังเกต (observational learning หรือ modeling) ๒. แนวทางการกากับตนเอง (self- regulation) ๓. แนวทางการรับรู้ความสามารถของตนเอง (self-efficacy) ผู้วิจัยก็จะเอาแนวทางเหล่านี้มาเป็นบทตั้งแล้วหาหลักธรรมในพระพุทธศาสนาที่ สอดคล้องกันมาศึกษาวิจัยเพื่อหาความเหมือนกันและความต่างกันในบทที่ต่อไป ๓.๔.๑ แนวทางการเรียนรู้โดยการสังเกต แนวทางการเรียนรู้โดยการสังเกตของแบนดูร่า มีกระบวนการย่อยอยู่ ๔ กระบวนการ ประกอบด้วย ก. กระบวนการความใส่ใจ ( attentional processes ) ข. กระบวนการจดจา (Retention Process) ค. กระบวนการแสดงพฤติกรรมเหมือนกับตัวแบบ (Motor Reproduction Process) ง. กระบวนการจูงใจ (Motivation Process ก. กระบวนการความใส่ใจ ( attentional processes ) กระบวนการความใส่ใจในทางพระพุทธศาสนา ได้แก่ “สมาธิ”๘๙ ความที่จิตเป็น ธรรมชาติแน่วแน่กับอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่ง เมื่อจิตใจจดจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่างเดียวจะทาให้ ๘๙ สมาธิ ที่รู้กันทั่วไปมี ๓ อย่าง คือ ขณิกสมาธิ (สมาธิชั่วขณะ) อุปจารสมาธิ (สมาธิเฉียดๆ, สมาธิ จวนจะแน่วแน่) อัปปนาสมาธิ (สมาธิแน่วแน่, สมาธิแนบสนิท, สมาธิในฌาน) ดูรายละเอียดใน สงฺคณี.อ. ๒๐๗, วิสุทฺธิ. (ไทย) ๑/๑๘๔, ๑๐๕, วิสุทฺธิ (ไทย) ๒/๑๙๔, พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต) พจนานุกรมพุทธศาสตร์, ฉบับประมวลธรรม, หน้า ๗๔. สมาธิ ๓ อีกหมวดหนึ่ง คือ ๑. สุญญตสมาธิ (สมาธิอันพิจารณาเห็นความว่าง ได้แก่ วิปัสสนาที่ให้ถึงความหลุดพ้นด้วยกาหนด อนัตตลักษณะ
  • 34.
    ๘๐ การทางานมีประสิทธิภาพมากขึ้น สมาธิที่มีหลักธรรมแห่งความสาเร็จเป็นที่รองรับคือ หลัก“อิทธิ บาทธรรม ๔” ๙๐ คือ ฉันทสมาธิ วิริยสมาธิ จิตตสมาธิ วิมังสาสมาธิ เพื่อให้เกิดความเข้าใจชัดเจน เกี่ยวกับอิทธิบาทธรรมอันมีสมาธิกากับอยู่จะได้ศึกษารายละเอียดในพระไตรปิฎกต่อไปตามลาดับ ดังนี้ คาว่า อิทธิ มีอธิบายว่า ความสาเร็จ ความสาเร็จด้วยดี กิริยาที่สาเร็จ กิริยาที่ สาเร็จด้วยดี ความได้ ความได้เฉพาะ ความถึง ความถึงด้วยดี ความถูกต้อง การทาให้แจ้ง ความเข้าถึงธรรมเหล่านั้น คาว่า อิทธิบาท มีอธิบายว่า เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ และ วิญญาณขันธ์ของบุคคลผู้เป็นอย่างนั้น คาว่า เจริญอิทธิบาท มีอธิบายว่า ภิกษุเสพ เจริญ ทาให้มากซึ่งธรรมเหล่านั้น เพราะฉะนั้นจึงเรียกว่า เจริญอิทธิบาท๙๑ คาว่า ฉันทะ หมายถึง ความพอใจ การทาความพอใจ ความเป็นผู้ประสงค์จะทา ความฉลาด ความพอใจในธรรม ที่ชื่อว่า ฉันทสมาธิ ได้แก่ ภิกษุทาฉันทะให้เป็นอธิบดีแล้วได้ สมาธิ ได้เอกัคคตาจิต๙๒ คาว่า วิริยะ หรือปธานสังขาร หมายถึง การปรารภความเพียรทางใจ ความ ขะมักเขม้น ความบากบั่น ความขวนขวาย ความพยายาม ความอุตสาหะ ความทนทาน ความเข้มแข็ง ความหมั่น ความมุ่งมั่นอย่างไม่ท้อถอย ความไม่ทอดทิ้งฉันทะ ความไม่ ๒. อนิมิตตสมาธิ (สมาธิอันพิจารณาธรรมไม่มีนิมิต ได้แก่ วิปัสสนาที่ให้ถึงความหลุดพ้นด้วย กาหนดนิจจลักษณะ ๓. อัปปณิหิตสมาธิ (สมาธิอันพิจารณาธรรมไม่มีความตั้งปรารถนา ได้แก่ วิปัสสนาที่ให้ถึงความ หลุดพ้นด้วยกา หนดทุกขลักษณะ ดูรายละเอียดใน ที.ปา. (ไทย) ๑๑/๒๒๘/๒๓๑, องฺ.ติก. (ไทย) ๒๐/๕๙๙/๓๘๕, ขุ.ปฏิ. (ไทย) ๓๑/๙๒/๗๐, พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต) พจนานุกรมพุทธศาสตร์, ฉบับประมวลธรรม, หน้า ๗๔. ๙๐ ดูรายละเอียดใน อภิ.วิ. (ไทย) ๓๕/๔๓๓/๓๔๓. ๙๑ อภิ.วิ. (ไทย) ๓๕/๔๓๔/๓๔๓. ๙๒ อภิ.วิ. (ไทย) ๓๕/๔๓๒/๓๔๒.
  • 35.
    ๘๑ ทอดทิ้งธุระ ความเอาใจใส่ธุระ วิริยะวิริยินทรีย์ วิริยพละ สัมมาวายามะ๙๓ ที่ชื่อว่า วิริย สมาธิ ได้แก่ ภิกษุทาวิริยะให้เป็นอธิบดีแล้วได้สมาธิ ได้เอกัคคตาจิต๙๔ คาว่า จิต หมายถึง จิต มโน มานัส ฯลฯ มโนวิญญาณธาตุที่เหมาะสมกัน๙๕ ที่ ชื่อว่า จิตตสมาธิ ได้แก่ ภิกษุทาจิตให้เป็นอธิบดีแล้วได้สมาธิ ได้เอกัคคตาจิต๙๖ คาว่า วิมังสา หมายถึง ปัญญา ความรู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลงงมงาย ความเลือก เฟ้ นธรรม สัมมาทิฏฐิ๙๗ ที่ชื่อว่า วิมังสาสมาธิ ได้แก่ ภิกษุทาวิมังสาให้เป็นอธิบดีแล้วได้สมาธิ ได้เอกัคคตาจิต พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต) ให้ความหมายว่า สมาธิ หมายถึง ความตั้งมั่นแหง่ จิต, ภาวะที่จิตสงบนิ่งจับอยูที่อารมณอ์อันนเดียว๙๘ จากความหมายของอิทธิบาท ๔ ตามที่ศึกษามานี้พอสรุปได้ว่า ฉันทสมาธิ หมายถึง ความพอใจ ชอบใจในกิจการงานที่กาลังทาอยู่ วิริยสมาธิ หมายถึง ความเพียรพยายาม ไม่ย่อท้อต่อ การงาน ไม่เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า และอุปสรรคต่างๆ ที่ขัดขวางต่อการงาน จิตตสมาธิ หมายถึง มีจิตใจจดจ่อต่องานที่กาลังทาอยู่ คือสามารถทางานนั้นๆ ได้นานไม่ทิ้งไว้กลางครัน ขณะที่ทางานนั้นอยู่ ถ้ามีงานอื่นแทรกเข้ามาก็ไม่ปล่อยทิ้งเลย พยายามกลับมาอยู่กับงานนั้นอีก ส่วนวิมังสาสมาธิ หมายถึง ความไตร่ตรองพิจารณาหาเหตุผล กุสโลบายต่างๆ ที่จะทางานให้สาเร็จ ยกตัวอย่างให้เห็นภาพอย่างชัดเจนเช่น นักศึกษากลุ่มหนึ่งรับงานกลุ่มมาจากอาจารย์ นักศึกษากลุ่มนี้เบื้องต้น เมื่อได้งานมาแล้วก็มาปรึกษาหารือกันว่าจะดาเนินการทางานนี้อย่างไร เมื่อปรึกษากันแล้วก็แบ่งงานกันไปทา ทุกคนตั้งใจทางานตามความสามารถ ขณะที่ดาเนินตาม แผนที่ได้วางไว้นั้น ถ้ามีเหตุการณ์หรือมีอุปสรรคต่าง ๆ เกิดขึ้น พวกเขาก็จะมาปรึกษากันเพื่อหา วิธีการแก้ไขให้งานสาเร็จลุล่วงไปตามความประสงค์ ๙๓ อภิ.วิ. (ไทย) ๓๕/๔๓๓/๓๔๓. ๙๔ อภิ.วิ. (ไทย) ๓๕/๔๓๕/๓๔๓. ๙๕ อภิ.วิ. (ไทย) ๓๕/๔๓๙/๓๔๓. ๙๖ อภิ.วิ. (ไทย) ๓๕/๔๓๘/๓๔๓. ๙๗ อภิ.วิ. (ไทย) ๓๕/๔๔๒/๓๔๗. ๙๘ พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต) พจนานุกรมพุทธศาสตร์, ฉบับประมวลธรรม, หน้า ๗๔.
  • 36.
    ๘๒ การที่นักศึกษากลุ่มนี้รับงานมาแล้วมาปรึกษาถึงแนวทางที่จะทางานนั้น จัดเป็น “ฉันทสมาธิ”เมื่อปรึกษากันแล้วแบ่งงานกันไปทาตามความสามารถของแต่ละบุคคลและแต่ละคนก็ ทางานตามที่ได้มอบหมายจัดเป็น “วิริยสมาธิ”ขณะที่ทางานนั้นแต่ละคนก็ตั้งใจเอาใจใส่ในงานที่ทา จัดเป็น“จิตตสมาธิ ”และเมื่อทางานไปเกิดมีอุปสรรคบางอย่างเกิดขึ้นก็มาปรึกษาหารือกันเพื่อหา วิธีแก้ไขเพื่อให้งานสาเร็จลุล่วงไปตามที่ได้ตั้งเป้ าหมายไว้จัดเป็น “วิมังสาสมาธิ ” ข. กระบวนการจดจา (Retention Process) กระบวนการจดจาในทางพระพุทธศาสนา ได้แก่ “สัญญา” แต่กระบวนจดจานั้นไม่ใช่ หน้าที่ของสัญญาอย่างเดียว ยังมีหลักธรรมอื่นทางานร่วมกันเป็นกระบวนธรรม คือ สติ ความระ ลึกได้ เป็นอีกองค์ธรรมหนึ่งที่ทาหน้าที่ร่วมกันกับสัญญา คือ เมื่อสัญญาจดจาข้อมูลไว้แล้ว เมื่อจะ นาเอาข้อมูลที่จดจาไว้ออกมาใช้ เป็นหน้าที่ของสติ เป็นผู้ระลึกหาหรือค้นหาข้อมูลนั้นๆ ว่า ได้ทา การบันทึกไว้ที่ไหน เปรียบเหมือนการเก็บข้อมูลไว้ในแฟ้ มเอกสารแล้วเขียนชื่อกากับไว้ เมื่อ ต้องการนามาใช้อีกก็ไปเลือกดูตามชื่อเอกสารที่บันทึกไว้ หรืออีกนัยหนึ่งเปรียบเหมือนการทารหัส หนังสือตามห้องสมุดต่างๆ นั่นเอง เพื่อให้ทราบความหมายและลักษณะของสัญญาชัดยิ่งขึ้นผู้วิจัย จะได้นาเอาหลักฐานที่ปรากฏอยู่ในคัมภีร์ต่างๆ มาประกอบหลักฐานไว้ตามลาดับดังนี้ ราชบัณฑิตยสถานได้ให้ความหมายของสัญญาไว้ว่า ความรู้, ความเข้าใจ, ความสังเกต, ความระลึกได้, ความจาได้๙๙ พระธรรมกิตติวงศ์ (ทองดี สุรเตโช ป.ธ. ๙ ราชบัณฑิต) ได้ให้ความหมายว่า ความจา, ชื่อ, นาม มีรูปวิเคราะห์ดังนี้ สญฺชานนฺติ เอตายาติ สญฺญา ธรรมชาติเป็นเครื่องจา, เครื่องช่วยจา (ส บทหน้า ญา ธาตุในความหมายว่ารู้ กฺวิ ปัจจัย, แปลงนิคหิตเป็น ญฺ ลบ กฺวิ) ๑๐๐ พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต) ได้ให้ความหมายของ “สัญญา” ไว้ว่า สัญญา การกาหนด หมาย, ความจาได้หมายรู้ คือ หมายรู้ไว้ซึ่ง รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะและอารมณ์ที่เกิดกับใจว่า เขียว ขาว ดา แดง ดัง เบา เสียงคน เสียงแมว เสียงระฆัง กลิ่นทุเรียน รสมะปราง เป็นต้น และจาได้ คือ รู้จักอารมณ์นั้นว่าเป็นอย่างนั้นๆ ในเมื่อไปพบเข้าอีก๑๐๑ ๙๙ มานิต มานิตเจริญ ,พจนานุกรมไทย ,ฉบับของราชบัณฑิตยสถาน ,ฉบับพิมพ์ครั้งที่ ๑๑, (กรุงเทพมหานคร : หสน. นิยมวิทยา (แผนกการพิมพ์), ๒๕๓๕), หน้า ๙๕๘. ๑๐๐ พระธรรมกิตติวงศ์ (ทองดี สุรเตโช ป.ธ .๙ ราชบัณฑิต), ศัพท์วิเคราะห์, (กรุงเทพมหานคร: โรง พิมพ์เลี่ยงเซียง , ๒๕๕๐), หน้า ๖๕๓ . ๑๐๑ พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต), พจนานุกรมพุทธศาสน์, ฉบับประมวลศัพท์, หน้า ๓๑๙-๓๒๐.
  • 37.
    ๘๓ พระพรหมคุณาภรณ์ (ปยุตฺโต) กล่าวว่า“ลักษณะของสัญญาคือ ทางานกับอารมณ์ที่ ปรากฏตัวอยู่แล้ว กล่าวคือ เมื่ออารมณ์ปรากฏตัวอยู่ต่อหน้า จึงกาหนดได้ หมายรู้หรือจาได้ซึ่ง อารมณ์นั้น”๑๐๒ ศัพท์ที่มีความหมายว่า “ความจา” มีอยู่หลายศัพท์ด้วยกัน เช่น ธิติมา ธารณตา เป็นต้น แต่สองคาหลังนี้มีความหมายเป็นไปเฉพาะทาง เป็นคุณสมบัติของบุคคล ไม่มีความหมายว่า ความจา โดยตรง จึงจะไม่ขอนามากล่าวไว้ในที่นี้ จะกล่าวถึงเฉพาะสัญญา ที่สอดคล้องกับ กระบวนการจดจา ซึ่งกระบวนการจดจาตามหลักจิตวิทยาสมัยใหม่แบ่งออกเป็นข้อย่อยอีก ๓ หัวข้อ คือ ๑. การนาข้อมูลเข้าสู่จิตใจ ๒. การบันทึกข้อมูลความจาไว้ในจิตใจ ๓. การแสดงข้อมูล ความจาออกมาให้ปรากฏ จะได้ศึกษาในรายละเอียดแต่ละหัวข้อต่อไป ๑. การนาข้อมูลเข้าสู่จิตใจ การนาข้อมูลความจาเข้าสู่จิตใจ (encoding) ในทางพระพุทธศาสนาคือการรับเอา รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส และธรรมารมณ์ ภายนอกเข้ามาภายในคือจิตใจ หรือเรียกตามภาษาทาง พระพุทธศาสนาว่า อายตนะภายนอก ส่วน ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เรียกว่า อายตนะภายใน๑๐๓ ทั้ง สองฝ่ายนี้มากระทบกันแล้วเกิดความรู้สึกขึ้น ถือว่ากระบวนการนาข้อมูลเข้าสู่จิตใจสาเร็จ คาว่า ความรู้สึก คือวิญญาณ๑๐๔ ถ้าเกิดความรู้สึกทางตาเรียกว่า จักขุวิญญาณ เกิดความรู้สึกทางหูเรียกว่า โสตวิญญาณ เป็นต้น จากเนื้อหาตรงนี้การนาข้อมูลเข้าสู่จิตใจยังไม่เป็นหน้าที่ของสัญญา เป็นหน้าที่ของ วิญญาณ หรือจิต เป็นผู้รับรู้อารมณ์ที่มากระทบกัน สรุปแล้วขั้นตอนนี้ยังไม่มีการจาข้อมูลเพียงแต่ รับรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นแล้ว ๒. การบันทึกข้อมูลความจาไว้ในจิตใจ ๑๐๒ พระพรหมคุณาภรณ์ (ปยุตฺโต), พุทธธรรม, ฉบับปรับปรุงและขยายความ, พิมพ์ครั้งที่ ๑๑, หน้า ๒๑. ๑๐๓ อายตยนะภายในมี ๖ อย่าง คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ อายตนะภายนอกมี ๖ อย่าง เช่นเดียวกันคือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ หรือสัมผัส และธรรมารมณ์, ดูรายละเอียดใน ที.ปา. (บาลี) ๑๑/๑๔๖/๘๗, ที.ปา. (ไทย) ๑๑/๑๔๖/๑๐๖, อภิ.สงฺ. (บาลี) ๓๔/๑๓๔๒/๓๐๑, อภิ.สงฺ. (ไทย) ๓๔/๑๓๔๒/๓๓๕, วิสุทฺธิ. (บาลี) ๒/ ๔๓๖/๘๕ -๘๖, วิสุทฺธิ. (ไทย) ๔๓๖/๗๒๓-๗๒๕. ๑๐๔ วิญญาณมีชื่อตามอายตนะที่เกิดพร้อมกันเหมือนกัน คือ มีความรู้สึกทางตา เรียกว่า จักขุวิญญาณ มีความรู้สึกทางหู เรียกว่า โสตวิญญาณ เป็นต้น, อีกอย่างหนึ่ง คาว่า วิญญาณ มีความหมายเหมือนกันกับคาว่า จิต มโน ดูรายละเอียดใน ส.นิ. (บาลี) ๑๖/๖๑/๙๑, ส.นิ. (ไทย) ๑๖/๖๑/๑๑๕, ส.นิ.อ. (ไทย) ๒/๒๙๔.
  • 38.
    ๘๔ การบันทึกข้อมูลเป็นขั้นตอนที่สองต่อจากการนาข้อมูลเข้าสู่จิตใจ ในขั้นตอนนี้จะมีการ เปลี่ยนรหัสหรือเปลี่ยนรูปแบบของข้อมูลเพื่อให้เกิดความเข้าใจเกี่ยวกับข้อมูลที่รับเข้ามา เมื่อทา การเปลี่ยนรูปแบบแล้วก็จะทาการบันทึกข้อมูลไว้กระบวนบันทึกข้อมูลได้แก่ สัญญา นั่นเอง สัญญาทาการบันทึกข้อมูลที่รับเข้ามาโดยการสร้างรหัสของตัวเองเพื่อจะได้นาออกมาใช้ประโยชน์ ในโอกาสต่อไป ๓. การแสดงข้อมูลความจาออกมาให้ปรากฏ ถึงขั้นตอนนี้เป็นการนาข้อมูลที่ได้บันทึกเก็บไว้ออกมาใช้ประโยชน์ตามที่ต้องการ หน้าที่การนาข้อมูลออกมาใช้นี้เป็นหน้าที่ของสติ ซึ่งเป็นองค์ธรรมหนึ่งที่ทางานร่วมกันกับสัญญา แต่ในขณะเดียวกันกระบวนการระลึกถึงข้อมูลของสตินี้ก็มีสัญญาอยู่ด้วย เพราะถ้าไม่มีสัญญาก็ไม่รู้ ว่าข้อมูลที่สติระลึกหานั้นเป็นข้อมูลที่ต้องการใช้ประโยชน์หรือไม่ หมายความว่าในความระลึก ของสตินั้นบางส่วนก็เป็นความจาด้วย คือเป็นสัญญาด้วย ในเรื่องนี้พระพรหมคุณาภรณ์ได้อธิบาย ไว้ว่า สัญญาก็ดี สติก็ดี มีความหมายคาบเกี่ยวและเหลื่อมกันกับความจา กล่าวคือ ส่วนหนึ่ง ของสัญญาเป็ นส่วนหนึ่งของความจา อีกส่วนหนึ่งของความสัญญาอยู่นอกเหนือ ความหมายของความจา แม้สติก็เช่นเดียวกัน ส่วนหนึ่งของสติเป็นส่วนหนึ่งของความจา อีกส่วนหนึ่งของสติ อยู่นอกเหนือความหมายของความจา...๑๐๕ จากข้อความตรงนี้ทาให้ทราบว่า สัญญา ทาหน้าที่กาหนดหรือหมายรู้อารมณ์เอาไว้เมื่อ ประสบอารมณ์อีกก็เอามาเปรียบเทียบกันว่า ถูกต้องตรงกันหรือไม่ เมื่อรู้ว่าถูกต้องตรงกัน สติก็ทา หน้าที่ดึงเอาข้อมูลออกมาใช้ สามารถเขียนเป็นแผนภาพได้ดังนี้ ๑๐๕ พระพรหมคุณาภรณ์ (ปยุตฺโต), พุทธธรรม, ฉบับปรับปรุงและขยายความ, หน้า ๒๑.
  • 39.
    ๘๕ จากแผนภาพนี้ขั้นตอนแรกเป็นกระบวนการของอายตนะภายนอกกับอายตนะภายใน และผัสสะ พร้อมด้วยวิญญาณ กระบวนการนี้องค์ธรรมหลักคือวิญญาณทาหน้าที่รับรู้อารมณ์ ขั้นตอนที่สองเป็นหน้าที่ของสัญญาโดยตรง ทาหน้าที่บันทึกข้อมูลที่รับเข้ามาแล้วทารหัสเก็บไว้ใน ภวังคจิต ขั้นตอนที่สามเป็นหน้าที่ของสติ ทาหน้าที่ระลึกถึงข้อมูลที่บันทึกไว้แล้วดึงเอาข้อมูล ออกมาใช้ ยกตัวอย่างเช่น นาย ก. เห็นนาย ข. เดินมาแต่ไกล นาย ก. จาได้ว่าเป็น นาย ข. และนึกถึง เหตุการณ์ที่เคยทาร่วมกับนาย ข. ในอดีตหลายอย่างตามมา การที่นาย ก. เห็นนาย ข. เดินมาแต่ไกล เป็นวิญญาณ การที่นาย ก. จานาย ข. ได้เป็นสัญญา การที่นาย ก. นึกถึงเหตุการณ์ต่างๆ ที่เคยทา ร่วมกันกับนาย ข. ได้เป็นสติ ค. กระบวนการแสดงพฤติกรรมเหมือนกับตัวแบบ (Motor Reproduction Process) กระบวนการแสดงพฤติกรรมเหมือนกับตัวแบบ ในทางพระพุทธศาสนา ได้แก่ อินทรีย์ ๕ พละ ๕๑๐๖ ราชบัณฑิตยสถานได้ให้ความหมายของ “อินทรีย์” ว่า อานาจ, กาลัง, ความเป็นใหญ่, ร่างกาย, กาลังกาย, ความรู้สึก, ประสาท, หน้าที่๑๐๗ ๑๐๖ อินทรีย์๕ พละ ๕ ทั้งสองหลักธรรมนี้มีองค์ธรรมเหมือนกัน คือ สัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา เพียงแต่เปลี่ยนชื่อตามหมวดธรรมเท่านั้น คือเอาองค์ธรรมเหล่านี้ไม่นาหน้าชื่อหมวดธรรม เช่น สัทธินทรีย์สัทธา พละ เป็นต้น ดูรายละเอียดใน ส.ม) .บาลี (๑๙/๔๗๑-๔๙๔/๑๑๗-๑๒๔ ,ส.ม) .ไทย (๑๙/๔๗๑-๔๙๔/๑๘๖-๒๐๐, ๑๐๗ มานิต มานิตเจริญ ,พจนานุกรมไทย ,ฉบับของราชบัณฑิตยสถาน, หน้า ๑๑๑๒. รูปภาพที่ ๓.๑ แผนผังกระบวนการจดจา (Retention Processes) การนาข้อมูลเข้าสู จิตใจ การบันทึกข้อมูล ความจา การนาข้อมูล ออกมาให้ปรากฏ
  • 40.
    ๘๖ พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต)ได้ให้ความหมายของ “อินทรีย์” ว่า ความเป็นใหญ่, สภาพที่เป็นใหญ่ในกิจของตน, ธรรมที่เป็นเจ้าการในการทาหน้าที่อย่างหนึ่งๆ เช่น ตาเป็นใหญ่หรือ เป็นเจ้าการในการเห็น หูเป็นใหญ่ในการได้ยิน ศรัทธาเป็นเจ้าการในการครอบงาเสียซึ่งความไร้ ศรัทธาเป็นต้น๑๐๘ พระพรหมคุณาภรณ์ (ปยุตฺโต) ได้ให้ความหมายของอินทรีย์ว่า สภาพที่เป็นใหญ่ในกิจ ของตน คือธรรมที่เป็นเจ้าการในการทาหน้าที่อย่างหนึ่งๆ๑๐๙ คาว่า “อินทรีย์” ในพระพุทธศาสนามี ๓ ประเภท คือ ๑. อินทรีย์ ๕ ได้แก่ สัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา๑๑๐ , ๒. อินทรีย์ ๖๑๑๑ ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ หรืออายตนะภายในนั่นเอง, อินทรีย์ ๒๒ ได้แก่ จักขุนทรีย์ (อินทรีย์คือจักขุปสาท) โสตินทรีย์ (อินทรีย์คือโสตปสาท)๑๑๒ ใน งานหัวข้อนี้ หมายเอาอินทรีย์ ๕ คือ สัทธา วิริย สติ สมาธิ ปัญญา ธรรม ๕ อย่างชุดเดียวกันนี้ เรียกชื่อต่างกันไปตามหน้าที่ที่ทา คือ เรียกชื่อว่า พละ โดย ความหมายว่า เป็นกาลังทาให้เกิดความเข้มแข็งมั่นคง ซึ่งธรรมที่ตรงข้ามแต่ละอย่างคือความไร้ ศรัทธา ความเกียจคร้าน ความประมาท ความฟุ้งซ่าน และความหลงงมงาย ตามลาดับ๑๑๓ พละ ๕ คือธรรมอันเป็นกาลัง ซึ่งเป็นเครื่องเกื้อหนุนแก่อริยมรรค จัดอยู่ในจาพวกโพธิ ปักขิยธรรมมี ๕ คือ สัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา๑๑๔ ๑๐๘ พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต), พจนานุกรมพุทธศาสน์, ฉบับประมวลศัพท์, พิมพ์ครั้งที่ ๙, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๓), หน้า ๔๑๙. ๑๐๙ พระพรหมคุณาภรณ์ (ปยุตฺโต), พุทธธรรม, (ฉบับปรับปรุงและขยายความ), หน้า ๘๗๕. ๑๑๐ ส. ม. (ไทย) ๑๙/๔๙๑/๓๐๒. ๑๑๑ ส. ม. (ไทย) ๑๙/๔๙๕-๔๙๙/๓๐๕-๓๐๘, องฺ.ปญฺจก. (ไทย) ๒๒/๑๖๗/๒๘๑. ๑๑๒ จักขุนทรีย์ (อินทรีย์คือจักขุปสาท) ควรรู้ยิ่ง โสตินทรีย์(อินทรีย์คือโสตปสาท) ... ฆานินทรีย์ (อินทรีย์คือฆานปสาท)... ชิวหินทรีย์(อินทรีย์คือชิวหาปสาท) ... กายินทรีย์(อินทรีย์คือกายปสาท)... มนินท รีย์(อินทรีย์คือใจ) ... ชีวิตินทรีย์(อินทรีย์คือชีวิต) ... อิตถินทรีย์ (อินทรีย์คืออิตถีภาวะ) ... ปุริสินทรีย์ (อินทรีย์คือ ปุริสภาวะ) ... สุขินทรีย์(อินทรีย์คือสุขเวทนา) ... ทุกขินทรีย์(อินทรีย์คือทุกขเวทนา) ... โสมนัสสินทรีย์ (อินทรีย์ คือโสมนัสสเวทนา) ... โทมนัสสินทรีย์(อินทรีย์คือโทมนัสสเวทนา) ... อุเปกขินทรีย์ (อินทรีย์คืออุเบกขาเวทนา) ... สัทธินทรีย์ (อินทรีย์คือศรัทธา) ... วิริยินทรีย์ (อินทรีย์คือวิริยะ) ... สตินทรีย์ (อินทรีย์คือสติ) ... สมาธินทรีย์ (อินทรีย์คือสมาธิ) ... ปัญญินทรีย์ (อินทรีย์คือปัญญา) ... อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ (อินทรีย์แห่งท่านผู้ปฏิบัติ ด้วยมุ่งว่าเราจักรู้สัจธรรมที่ยังมิได้รู้) ... อัญญินทรีย์ (อินทรีย์คือปัญญาอันรู้ทั่วถึง) ... อัญญาตาวินทรีย์ (อินทรีย์ แห่งท่านผู้รู้ทั่วถึงแล้ว) ควรรู้ยิ่ง ดูรายละเอียดใน ขุ.ปฏิ. (ไทย) ๓๑/๔/๘. ๑๑๓ พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต), พจนานุกรมพุทธศาสน์, ฉบับประมวลศัพท์, หน้า ๔๒๐. ๑๑๔ พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต), พจนานุกรมพุทธศาสน์, ฉบับประมวลศัพท์, หน้า ๑๘๕.
  • 41.
    ๘๗ หมวดธรรมที่เกี่ยวพละ มีอยู่ ๓หมวด๑๑๕ คือ ๑. พละ ๕ คือ สัทธาพละ วิริยพละ สติ พละ สมาธิพละ ปัญญาพละ ๒. พละ ๔ คือ คือธรรมอันเป็นพลังทาให้ดาเนินชีวิตด้วยความมั่นใจ ไม่ต้องหวาดหวั่นกลัวภัยต่างๆ ได้แก่ ๑. ปัญญาพละ กาลังปัญญา ๒. วิริยพละ กาลังความเพียร ๓. อนวัชชพละ กาลังคือการกระทาที่ไม่มีโทษ (กาลังความสุจริตและการทาแต่กิจกรรมทีดีงาม) ๔. สังคหพละ กาลังการสงเคราะห์ คือช่วยเหลือเกื้อกูลอยู่ร่วมกับผู้อื่นด้วยดี ทาตนให้เป็นประโยชน์ แก่สังคม ๓. พละ ๕ หรือขัตติยพละ ๕ ได้แก่กาลังของพระมหากษัตริย์ หรือกาลังที่ทาให้มีความ พร้อมสาหรับความเป็นกษัตริย์คือ ๑. พาหาพละ หรือ กายพละ กาลังแขนหรือกาลังกาย คือแข็งแรง สุขภาพดี สามารถในการใช้แขนใช้มือใช้อาวุธมีอุปกรณ์พรั่งพร้อม ๒. โภคพละ กาลังโภคสมบัติ ๓. อมัจจพละ กาลังข้าราชการที่ปรึกษาและผู้บริหารที่สามารถ ๔. อภิชัจจพละ กาลังความมีชาติสูง ต้องด้วยความนิยมเชิดชูของมหาชนและได้รับการศึกษาอบรมมาดี ๕. ปัญญาพละ กาลังปัญญา ง. กระบวนการจูงใจ (Motivation Process) กระบวนการจูงใจ ในทางพระพุทธศาสนา ได้แก่ พุทธพจน์ว่า “นิคฺคณฺเห นิคฺคหารห ” ข่มบุคคลที่ควรข่ม “ปคฺคณฺเห ปคฺคหารห ”ยกย่องคนที่ควรยกย่อง เพราะว่าพระพุทธเจ้า จะตาหนิ คนที่ควรตาหนิโดยไม่ได้เลือกหน้าว่าจะเป็นใครมาจากไหน เป็นลูกหลานของใคร และจะ สรรเสริญผู้ที่ควรสรรเสริญโดยไม่ได้เลือกหน้าเหมือนกัน เช่นตัวอย่างเรื่องพระฉันนะ ซึ่งเป็น อามาตย์คนสนิทของพระองค์ เป็นสหายของพระองค์ด้วย ตอนที่พระองค์เสด็จออกผนวช ก็ได้นาย ฉันนะในตอนนั้นเป็นเพื่อนตามเสด็จ ภายหลังนายฉันนะออกบวชแล้วแสดงความที่ตนเป็นคน สนิทของพระพุทธเจ้าตอนเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ ประพฤติตนไม่เหมาะสมเป็นคนว่ายากสอนยาก ใครบอกสอนไม่เชื่อฟัง ทาอะไรตามใจตนเอง จนถึงบั้นปลายชีวิตของพระพุทธเจ้า ขณะใกล้จะ ปรินิพพานพระอานนท์ทูลถามพระพุทธองค์ว่าจะทาอย่างไรกับพระฉันนะ พระองค์บอกให้สงฆ์ลง พรหมทัณฑ์๑๑๖ แก่พระฉันนะ จนในที่สุดพระฉันนะก็ได้สติยอมปฏิบัติตามมติของสงฆ์กลายมาเป็น ผู้ว่าง่ายสอนง่ายได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ในที่สุด ส่วนตัวอย่างเรื่องของคนที่ควรสรรเสริญนั้นจะ ขอยกตัวอย่างเรื่องของพระอานนท์ ผู้เป็นพระอนุชา และเป็นพุทธอุปัฏฐากอีกตาแหน่งหนึ่งด้วย พระองค์ยกย่องให้พระอานนท์เป็นผู้เลิศในห้าข้อ เช่น เป็นพุทธอุปัฏฐาก เป็นผู้ทรงจาคาสอนได้ มาก เป็นผู้ฉลาดในการปฏิสันถารต้อนรับทั้งพระภิกษุ ภิกษุณี สามเณร สามเณรี ตลอดจนอุบาสก ๑๑๕ เรื่องเดียวกัน, หน้า ๑๘๕-๑๘๖. ๑๑๖ พรหมทัณฑ์คือ การที่คณะสงฆ์ปล่อยให้พระฉันนะว่ากล่าว หรือทาอะไรตามใจชอบ คณะสงฆ์ ไม่ยุ่งเกี่ยวด้วย ดูรายละเอียดใน วิ.จู) .บาลี (๗/๔๔๕/๑๖๓-๑๖๕ ,วิ.จู) .ไทย (๗/๔๔๕/๓๘๖-๓๘๙ .
  • 42.
    ๘๘ อุบาสิกาผู้มาขอเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า เหตุการณ์ครั้งหนึ่งขณะที่พระองค์พร้อมด้วยพระภิกษุสงฆ์หมู่ ใหญ่เดินทางไปในทักษิณาชนบท แคว้นมคธ๑๑๗ ผ่านกรุงราชคฤห์พระองค์มองเห็นคันนาของ ชาวมคธ จึงรับสั่งกับพระอานนท์ว่า เธอจะสามารถตัดเย็บจีวรของภิกษุให้มีรูปแบบเหมือนคันนา ชาวมคธหรือไม่ พระอานนท์รับปากว่าได้แล้วมาออกแบบจีวรของภิกษุแล้วเย็บมาถวาย พระพุทธเจ้า พระองค์ทรงสรรเสริญพระอานนท์ต่อหน้าคณะสงฆ์หมู่ใหญ่ว่า พระอานนท์เป็นคน ฉลาดมีไหวพริบปฏิภาณ สามารถเข้าใจความหมายของถ้อยคาที่พระองค์พูดย่อ ๆ แล้วนามา ออกแบบจีวรได้ จนเป็นแบบอย่างจีวรของพระภิกษุ สามเณรมาจนทุกวันนี้ เรื่องนางนกกุณฑลินี ในเตสกุณชาดก ตอนที่นางนกกราบทูลแก่พระราชาว่า “พระราชา ควรทราบความเจริญและความเสื่อมด้วยพระองค์เองควรทรงทราบสิ่งที่ทรงกระทาแล้วและยังมิได้ ทรงกระทาด้วยพระองค์เอง พึงข่มคนที่ควรข่ม ยกย่องคนที่ควรยกย่อง”๑๑๘ เรื่องนายสารถีฝึกม้า ในเกสิสูตร เป็นต้น สามารถนามาเปรียบเทียบกับกระบวนการจูงใจได้ เพราะอุบายการฝึกม้าของ นายเกสี สอดคล้องกับกระบวนการจูงใจคือ สอนด้วยวิธีสุภาพ สอนด้วยวิธีรุนแรง และสอนด้วย วิธีสุภาพและวิธีรุนแรงผสมกัน ในพระสูตรนี้เป็นการสนทนากันระหว่างนายเกสี กับพระพุทธเจ้า นายเกสีเข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้าแล้วพระองค์ตรัสถามวิธีฝึกม้าของเขา นายเกสีกราบทูลตามข้อความ ที่ยกมาข้างต้นนั้น และตอนสุดท้ายพระองค์ตรัสถามว่า ถ้าใช้วิธีทั้ง ๓ แล้วยังฝึกไม่ได้นายเกสี ทา อย่างไร นายเกสีกราบทูลว่า ถ้าใช้ทั้ง ๓ วิธีแล้วยังฝึกไม่ได้นายเกสีก็ฆ่าม้าตัวนั้นเสียเพื่อจะไม่ได้ เป็นตัวอย่างที่ไม่ดีแก่ม้าตัวอื่นหรือเสียชื่อเสียงในการฝึกม้าของเขา จากนั้นนายเกสีก็ทูลถาม พระพุทธเจ้าว่า พระองค์ฝึกภิกษุอย่างไร พระองค์ตรัสว่า เราก็ใช้วิธีเหมือนเธอนั่นแหละ คือใช้วิธี สุภาพ ใช้วิธีรุนแรง ใช้วิธีสุภาพและรุนแรงผสมกัน ถ้าใช้ทั้ง ๓ วิธีแล้วยังฝึกไม่ได้พระองค์ก็ฆ่าทิ้ง เหมือนกัน แต่การฆ่าของพระองค์ไม่เหมือนกับการฆ่าของนายเกสี การฆ่าของพระองค์คือการไม่ สอนอีกต่อไปปล่อยให้ทาตามใจชอบ๑๑๙ จากตัวอย่างที่กล่าวมานี้แสดงให้เห็นว่า กระบวนการจูงใจในพระพุทธศาสนาต้องทาให้ เสมอภาคกันโดยไม่เลือกปฏิบัติให้ความเป็นแก่ทุกฝ่ายทั้งผู้ที่ทาดีและทาชั่ว เช่น กรณีของพระ อานนท์และพระฉันนะที่พระองค์ปฏิบัติให้เห็นแล้วนั้น เพราะถ้าผู้ใหญ่เลือกปฏิบัติแบบมีอคติ ๔ ประการ จะทาให้มีปัญหาตามมา คือผู้ที่ไม่ได้รับความยุติธรรมก็จะตาหนิได้ว่าถูกปฏิบัติไม่เป็น ๑๑๗ ดูรายละเอียดใน วิ.ม) .บาลี (๕/๓๔๕ , /วิ.ม) .ไทย (๕/๓๔๕/๒๑๓-๒๑๔ . ๑๑๘ ขุ .ชา) .ไทย (๒๗/๑๙/๕๙๗. ๑๑๙ ดูรายละเอียดใน องฺ .จตุกฺก) .ไทย (๒๑/๑๑๑/๑๗๑ .
  • 43.
    ๘๙ ธรรม เมื่อเป็นเช่นนั้น กฏหรือระเบียบต่างๆ ที่บัญญัติขึ้นไว้ก็จะหมดความน่าเชื่อถือไปด้วย แต่ เพราะคาสอนในพระพุทธศาสนาเป็นสากล ดังนั้น กฏ หรือระเบียบวินัยต่างๆ ที่พระพุทธองค์ได้ บัญญัติไว้แล้วจึงยังคงความน่าเชื่อถือมาจนถึงทุกวันนี้ ๓.๔.๒ แนวทางการกากับตนเอง (Self-Regulation) แนวทางการกากับตนเอง (Self-Regulation) ประกอบด้วยกระบวนการย่อย ๓ กระบวนการ คือ ก. กระบวนการสังเกตของตนเอง (Self observation) ข. กระบวนการตัดสิน (judgment process) ค. การแสดงปฏิกิริยาต่อตนเอง (self-reaction) จะได้ศึกษาในรายละเอียดของ แต่ละกระบวนการเป็นลาดับไป ก. กระบวนการสังเกตของตนเอง (Self observation) กระบวนการสังเกตของตนเอง ในทางพระพุทธศาสนา ได้แก่หลักธรรมที่มีอุปการะ มาก ๒๑๒๐ จะได้ศึกษาในรายละเอียดเกี่ยวกับความหมายและลักษณะของหลักธรรมทั้งสองต่อไป ราชบัณฑิตยสถาน ได้ให้ความหมายของสติไว้ว่า “สติ” หมายถึงความรู้สึกตัว , ความรู้สึกผิดชอบ ,การระลึก ,ความทรงจา ,ความระมัดระวัง ,การตื่น ,ใจอันไม่ว่างเปล่า,ความ ปลอดโปร่ง๑๒๑ คาว่า “สัมปชัญญะ” หมายถึงความรู้ตัวอยู่เสมอ ,ความระมัดระวัง ,ความไม่เผลอตัว ,ความไตร่ตรอง ,ความพิจารณา๑๒๒ คาว่า “สติ” เป็นภาษาบาลี แปลว่า ความระลึกได้ มาจาก สร ธาตุในความคิด ,ระลึก เป็น ศัพท์นามกิตก์ ลง ติ ปัจจิย ในกิตกิจจปัจจัย๑๒๓ ตามหลักไวยากรณ์ สติ มีบทวิเคราะห์เป็น ๒ รูป๑๒๔ ๑๒๐ ที.ปา) .บาลี (๑๑/๑๐๙-๓๑๐ /ที.ปา) .ไทย (๑๑/๑๐๙-๓๑๐/๗๙-๔๓๓. ๑๒๑ มานิต มานิตเจริญ ,พจนานุกรมไทย ,ฉบับของราชบัณฑิตยสถาน ,ฉบับพิมพ์ครั้งที่ ๑๑ ,หน้า ๙๑๙ . ๑๒๒ เรื่องเดียวกัน ,หน้า ๙๖๔ . ๑๒๓ คาว่า “นามกิตก์” เป็น ๑ ใน ๒ ของ “กิตก์” คาว่า “กิตก์” เป็นชื่อของหลักไวยากรณ์ประเภท หนึ่งและเป็นชื่อของศัพท์ที่ท่านประกอบปัจจัยหมู่หนึ่ง ซึ่งเป็นเครื่องกาหนดหมายเนื้อความของนามศัพท์และ กิริยาศัพท์ นามกิตก์ หมายถึงศัพท์กิตก์ที่สาเร็จมาจากศัพท์นามและศัพท์คุณที่ประกอบกับปัจจัยในนามกิตก์โดย ผ่านการตั้งวิเคราะห์มาแล้ว ดูรายละเอียดใน มูลนิธิธรรมกาย ,บาลีไวยากรณ์ฉบับท่องจา) ,กรุงเทพมหานคร : บริษัท ฟองทองเอนเตอร์ไพรส์ จากัด ,๒๕๔๐ ,(หน้า ๙๔ . ๑๒๔ คาว่า “รูป” หมายถึง รูปวิเคราะห์ของแต่ละสาธนะ มีอยู่๓ รูป คือ กัตตุรูป กัมมรูป และภาวรูป
  • 44.
    ๙๐ ๓ สาธนะ๑๒๕ คือเป็นกัตตุรูป กัตตุสาธนะ๑๒๖ กัตตุรูปกรณสาธนะ๑๒๗ และภาวรูป ภาวสาธนะ๑๒๘ ตั้งวิเคราะห์ได้๓ รูปแบบ ดังนี้ สรตีติ สติ แปลว่า ธรรมชาติที่ระลึก เป็นกัตตุรูป กัตตุสาธนะ สรติ เอตายาติ สติ แปลว่า ธรรมชาติเป็นเหตุระลึก เป็นกัตตุรูป กรณสาธนะ สรณ สติ แปลว่า ความระลึก เป็นภาวรูป ภาวสาธนะ พระธรรมกิตติวงศ์ )ทองดี สุรเตโช (ได้ให้ความหมาย รูปวิเคราะห์ และปัจจัยของ สติ แปลกออกไปเล็กน้อย ดังนี้ สรติ จินฺเตตีติ สติ แปลว่า กิริยาที่ระลึกได้ )สร ธาตุในความหมายว่าคิด,ระลึก ติ ปัจจัย ,ลบ ร ที่สุดธาตุ (สรติ เอตายาติ สติ ธรรมชาติเป็นเหตุให้ระลึกได้ )สร+อ( ปมาท สรติ หึสตีติ สติ ธรรมชาติผู้เบียดเบียนความประมาท ) สร ธาตุในความหมายว่า เบียดเบียน อ ปัจจัย ,ลบ ร ที่สุดธาตุ(๑๒๙ ในคัมภีร์สุมังคลวิลาสินี๑๓๐ ซึ่งเป็นคัมภีร์อรรถกถาของทีฆนิกายได้อธิบายว่า ผู้มีสติเพราะ ระลึกได้ ในคัมภีร์ปปัญจสูทนี๑๓๑ ซึ่งเป็นคัมภีร์อรรถกถาของมัชฌิมนิกายได้อธิบายว่า สติ มีอยู่ ๒ ประเภท คือ ๑. ปัญญาสัมปยุตตาสติ (สติที่ประกอบด้วยปัญญา) ๒. ปัญญาวิปปยุตตาสติ (สติที่ไม่ ประกอบด้วยปัญญา สติที่ประกอบด้วยปัญญาเป็นสติที่มีกาลัง สติที่ไม่ประกอบด้วยปัญญาเป็นสติที่อ่อนกาลัง ในคัมภีร์วิสุทธิมรรคได้อธิบายคาว่า “สโต” ซึ่งเป็นศัพท์คุณนามหรือเป็นคุณสมบัติของ ๑๒๕ คาว่า “สาธนะ” หมายถึง ศัพท์ที่สาเร็จมาจากรูปวิเคราะห์ มี ๗ อย่าง คือ กัตตุสาธนะ กัมมสาธ นะ ภาวสาธนะ กรณสาธนะ สัมปทานสาธนะ อปาทานสาธนะ และอธิกรณสาธนะ ๑๒๖ คาว่า “กัตตุสาธนะ” หมายถึงศัพท์ที่เป็นชื่อของผู้กระทา คือผู้กระทากิริยาอาการนั้นๆ เอง เช่น ศัพท์ว่า “ทายโก” หรือ ทายก แปลว่า ผู้ให้ คือเป็นผู้ให้ด้วยมือของตนไม่ได้ใช้คนอื่นทาแทน ๑๒๗ คาว่า “กรณสาธนะ” หมายถึงศัพท์ที่เป็นชื่อของอุปกรณ์ในการกระทากิจต่างๆ เช่น ศัพท์ว่า “สติ” ที่แปลว่า เป็นเครื่องระลึก หมายถึง บุคคลระลีกด้วย สติ “พนฺธน” แปลว่า วัตถุเป็นเครื่องผูก ได้แก่ เชือก โซ่ เป็นต้น คือบุคคลเอาเชือกผูก เอาโซ่ผูก หรือเอาวัตถุอื่นที่สามารถผูกได้ “วิชฺฌน” วัตถุเป็นเครื่องไช มีสว่าน เป็นต้น ๑๒๘ คาวา “ภาวสาธนะ” หมายถึงศัพท์บอกกิริยา คือการกระทาของผู้ทา เช่น คาว่า “สติ” แปลว่า ความระลึก ความหมายก็คือบุคคลนั้นๆ ระลึกได้เอง ไม่ได้ให้คนอื่นช่วยระลึก ๑๒๙ พระธรรมกิตติวงศ์ )ทองดี สุรเตโช ป.ธ .๙ ราชบัณฑิต ,(ศัพท์วิเคราะห์, หน้า ๖๕๕ . ๑๓๐ ที.ม.อ) .ไทย (หน้า ๗๑ ๑๓๑ ม.มู.อ) .ไทย (๑/๔๖/๑๒๕.
  • 45.
    ๙๑ พระโยคาวจรว่า ภิกษุชื่อว่า สโตเพราะระลึกได้๑๓๒ พระธรรมกิตติวงศ์ (ทองดี สุรเตโช ป.ธ. ๙ ราชบัณฑิต) ได้ให้ความหมายและรูป วิเคราะห์ ดังนี้ สัมปชัญญะ หมายถึงความรู้ตัว, ปัญญา, สมฺปชานสฺส ภาโว สมฺปชญฺญ แปลว่า ภาวะ ของผู้รู้ทั่วพร้อม (สมฺปชาน+ณฺย ลบ ณฺ และสระที่ น, แปลง นฺย เป็น ญ ซ้อน ญ)๑๓๓ พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต) ได้ให้ความหมายของ “สติ” ว่าความระลึกได้, นึกได้, ความไม่เผลอ, การคุมใจไว้กับกิจหรือกุมจิตไว้กับสิ่งที่เกี่ยวข้อง, จาการที่ทาและคาที่พูดแล้วแม้ นานได้๑๓๔ สัมปชัญญะ หมายถึง ความรู้ตัวทั่วพร้อม, ความรู้ตระหนัก, ความรู้ชัดเข้าใจชัดซึ่งสิ่งที่ นึกได้, มักมาคู่กับสติ๑๓๕ จากความหมายดังที่ได้ศึกษามานี้พอสรุปได้ว่า สติ หมายถึง ความระลึกได้, ธรรมชาติ เป็นเหตุระลึกได้, และธรรมชาติผู้เบียดเบียนความประมาท สัมปชัญญะ หมายถึง ความรู้ตัว และ เป็นชื่อของปัญญาด้วย ในคัมภีร์มิลินทปัญหา๑๓๖ พระนาคเสนเถระได้อธิบายลักษณะของสติไว้ว่า สติมี ลักษณะ ๒ ประการ คือ อปิ ลาปนลักขณาสติ กับอุปคัณหณลักขณาสติ อปิลาปนลักขณาสติ หมายถึง เตือนให้ระลึกไปในธรรมทั้งหลายคือ เตือนว่า สิ่งนั้นดี สิ่งนั้นชั่ว สิ่งนี้ไม่เป็นประโยชน์ สิ่งนี้เป็นโทษ สิ่งนี้เป็นคุณ สิ่งนี้ขาว สิ่งนี้ดา เป็นต้น เมื่อสติเตือนอยู่บ่อยๆ อย่างนี้พระโยคาวจรก็ จะระลึกถึงเฉพาะอารมณ์ที่เป็นกุศลธรรม ส่วนอุปคัณหณลักขณาสติ หมายถึงความคิดหรือความ ระลึกเมื่อจะเกิดขึ้นในจิตใจก็จะชักชวนให้ถือเอาแต่สิ่งที่ดีงามเป็นอุปการะต่อการปฏิบัติ ในคัมภีร์วิสุทธิมรรค๑๓๗ ได้อธิบายธรรมชาติของสติว่า สติมีความระลึกได้เป็นเครื่อง กาหนด มีความไม่หลงลืมเป็นกิจ มีการควบคุมเป็นเหตุเครื่องปรากฏ สัมปชัญญะ มีความไม่หลง เป็นเครื่องกาหนด มีความพิจารณาเป็นกิจ มีความสอดส่องเป็นเครื่องปรากฏ ๑๓๒ วิสุทฺธิ) .ไทย (หน้า ๖๖ .ดูเพิ่มเติมใน วิ.อ) .ไทย (หน้า ๑๑๖. ๑๓๓ พระธรรมกิตติวงศ์ (ทองดี สุรเตโช ป.ธ .๙ ราชบัณฑิต), พท์วิเคราะห์, หน้า ๖๗๔. ๑๓๔ พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต), พจนานุกรมพุทธศาสน์, ฉบับประมวลศัพท์, หน้า ๒๙๖. ๑๓๕ เรื่องเดียวกัน, หน้า ๓๒๗. ๑๓๖ มิลินฺท. (ไทย) หน้า ๕๘-๕๙. ๑๓๗ วิสุทฺธิ. (ไทย) หน้า ๖๖ .ดูเพิ่มเติมใน วิ.อ. (ไทย) หน้า ๑๑๖.
  • 46.
    ๙๒ พระพรหมคุณาภรณ์ (ปยุตฺโต) ได้อธิบายว่าสติ เป็นตัวเกาะจับสิ่งที่จะพิจารณาเอาไว้ สัมปชัญญะ เป็นตัวปัญญา ตระหนักรู้สิ่งหรืออาการที่ถูกพิจารณานั้น ว่า คืออะไร มีความมุ่งหมาย อย่างไร เช่น การเดิน ก็รู้ว่าเดินทาไม เพื่อไปไหน เป็นต้น๑๓๘ จากหลักฐานที่ปรากฏอยู่ในคัมภีร์ต่างๆ และจากทัศนะของนักปราชญ์ทาง พระพุทธศาสนาที่ได้ศึกษามานี้สรุปได้ว่าสติสัมปชัญญะมีลักษณะเป็นเครื่องเตือนให้ระลึกได้ ให้ รู้สึกตัวทั่วพร้อมทุกขณะที่เคลื่อนไหวอิริยาบถ เป็นตัวกากับไม่ให้จิตหลุดลอยไปในอารมณ์ต่างๆ อย่างอิสระ คอยควบคุมจิตไว้เหมือนเด็กเลี้ยงวัวคอยดูแลวัวของตนไม่ให้เที่ยวไปในที่ที่ไม่ เหมาะสม เช่น ไร่ สวน ที่นา ของชาวบ้าน เป็นต้น สติสัมปชัญญะมีอุปการะแก่การเจริญพระ กรรมฐานทุกประเภท เช่น สติปัฏฐาน กายคตาสติ อานาปานสติ เป็นต้น ดังมีพระพุทธพจน์ตรัสไว้ ในอานาปานสติตอนหนึ่งว่า “ภิกษุทั้งหลาย เราไม่กล่าวอานาปานสติภาวนาแก่คนที่หลงลืมสติไม่มี สัมปชัญญะ ”๑๓๙ ดังนี้ อันกรรมฐานทุกอย่าง ย่อมสาเร็จแก่ผู้มีสติสัมปชัญญะเท่านั้นสติสัมปชัญญะ ทาให้มีพฤติกรรมน่าเลื่อมใส ที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ในสติปัฏฐานสูตรว่ “...เป็นผู้มีการเดินไป ข้างหน้า ถอยกลับ เหลียวซ้าย แลขวา คู้เข้า เหยียดออกอันน่าเลื่อมใส เพราะถูกควบคุมด้วย สติสัมปชัญญะ.๑๔๐ จากหลักฐานเหล่านี้จึงพอสรุปได้ว่า สติสัมปชัญญะสอดคล้องกับกระบวนการใส่ใจ ตามที่ได้ตั้งไว้นั้น เพราะถ้าคนเรามีสติสัมปชัญญะอยู่ตลอดเวลาจะทาให้มีความตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา สามารถที่จะทางานได้สาเร็จทุกอย่าง ข. กระบวนการตัดสิน (judgment process) กระบวนการตัดสิน ในทางพระพุทธศาสนา ได้แก่ หลักการตัดสินพระธรรมวินัย ๘ ประการ คือ๑๔๑ ๑. เป็นไปเพื่อคลายความกาหนัด ๒. เป็นไปเพื่อความพราก ๓. เป็นไปเพื่อการไม่ สะสม ๔. เป็นไปเพื่อความมักน้อย ๕. เป็นไปเพื่อความสันโดษ ๖. เป็นไปเพื่อความสงัด ๗. เป็นไป เพื่อปรารภความเพียร ๘. เป็นไปเพื่อความเป็นคนเลี้ยงง่าย ๑๓๘ พระพรหมคุณาภรณ์ (ปยุตฺโต), พุทธธรรม, ฉบับปรับปรุงและขยายความ, พิมพ์ครั้งที่ ๑๑, หน้า ๘๑๕. ๑๓๙ ส.ม. (ไทย) ๑๙/๙๘๖/๔๖๗. ๑๔๐ วิ. อ. (ไทย) ๒/๙๐. ๑๔๑ ดูรายละเอียดใน วิ.จู. (ไทย) ๗/๔๐๖/๓๒๓-๓๒๔.
  • 47.
    ๙๓ ถ้าธรรมเหล่าใดตรงข้ามกับหลักการทั้ง ๘ นี้ให้ถือว่าไม่ใช่ธรรมไม่ใช่วินัยที่พระพุทธ องค์ประสงค์ กระบวนการตัดสินพระวินัยอีกชุดหนึ่งเรียกว่า มหาปเทส ๔ คือ๑๔๒ ๑. สิ่งใดที่ไม่ได้ ห้ามไว้ว่า ไม่ควร ถ้าอนุโลมเข้ากับสิ่งไม่ควร สิ่งนั้นไม่ควร ๒. สิ่งใดที่ไม่ได้ห้ามไว้ว่า ไม่ควร ถ้า อนุโลมเข้ากับสิ่งที่ควร สิ่งนั้นควร ๓. สิ่งใดที่ไม่ได้อนุญาตไว้ว่า ควร ถ้าอนุโลมเข้ากับสิ่งไม่ควร สิ่งนั้นไม่ควร ๔. สิ่งใดที่ไม่ได้อนุญาตไว้ว่า ควร ถ้าอนุโลมเข้ากับสิ่งที่ควร สิ่งนั้นควร ส่วนมหาปเทส ๔ ในพระสูตรพระองค์ตั้งไว้เพื่อเป็นเครื่องตัดสินตัวเองว่า เป็นผู้ปฏิบัติ ถูกต้องตามธรรมที่พระองค์ได้สั่งสอนหรือไม่ หรือเพื่อตัดสินตัวเองว่า ได้ปฏิบัติธรรมถึงขั้นไหน แล้ว มหาปเทส ๔ เหล่านั้น๑๔๓ สรุปใจความได้ดังนี้ ข้อที่ ๑ กล่าวอ้างพระพุทธเจ้าว่า ตนเองได้ฟัง มาไดรับมาต่อหน้าพระพักตร์ของพระองค์ ว่า ธรรมเหล่านี้เป็นธรรมเป็นวินัย ของพระพุทธเจ้า พวกท่านทั้งหลายจงถือเอา รับเอา ข้อที่ ๒ กล่าวอ้างถึงคณะสงฆ์ ผู้เป็นหหุสูตร ทรงธรรม ทรงวินัย (รายละเอียดเหมือนกับข้อที่ ๑) ข้อที่ ๓ กล่าวอ้างพระเถระหลายรูป ที่เป็นพหูสูตร ทรงธรรม ทรง วินัย ข้อที่ ๔ กล่าวอ้างพระเถระรูปเดียวที่เป็นพหูสูตร ทรงธรรม ทรงวินัย สาเหตุที่พระองค์แสดงหลักการตัดสินพระธรรมพระวินัยไว้ก็เพื่อป้ องกันไม่ให้หลงผิด และเพื่อป้ องกันไม่ให้ผู้ไม่หวังดีต่อพระพุทธศาสนานาไปกล่าวอ้างแบบผิดๆ ถึงแม้จะมีหลักการ ตัดสินอยู่อย่างนี้ก็ยังมีผู้นาเอาไปสอนผิดๆ อยู่มากและถือปฏิบัติกันสืบๆ มาจนถึงทุกวันนี้ ส่วน บางอย่างก็อนุโลมตามยุคสมัยที่พระองค์ได้ทรงประทานช่องทางไว้ในเรื่องเกี่ยวกับสิ่งที่ควรและสิ่ง ไม่ควรนั้น การที่พระองค์ได้วางกฏเกณฑ์มหาปเทส ๔ ในพระวินัยไว้ทาให้พระพุทธศาสนายัง ดารงอยู่มาได้จนถึงปัจจุบันและจะสามารถดารงอยู่ต่อไปได้จนหมดอายุประมาณ ๕,๐๐๐ ปี ตามมติ ของพระอรรถกถาจารย์ทั้งหลายที่ทานายไว้ ค. การแสดงปฏิกิริยาต่อตนเอง (self-reaction) การแสดงปฏิกิริยาต่อตนเอง ในทางพระพุทธศาสนา ได้แก่ อายตนะภายใน อายตนะ ภายนอก อายตนะ แปลว่า ที่ต่อ, เครื่องติดต่อ, แดนต่อความรู้, เครื่องรู้และสิ่งที่รู้ เช่น ตาเป็นเครื่องรู้ รูปเป็นสิ่งที่รู้, หูเป็นเครื่องรู้ เสียงเป็นสิ่งที่รู้ เป็นต้น จัดเป็น ๒ ประเภท คือ อายตนะภายใน ๖ อายตนะภายนอก ๖ อายตนะภายนอก คือเครื่องต่อภายนอก, สิ่งที่ถูกรู้มี ๖ คือ รูป เสียง กลิ่น รส ๑๔๒ ดูรายละเอียดใน วิ. ม. (ไทย) ๕/๓๐๔/๑๓๙-๑๔๐. ๑๔๓ ดูรายละเอียดใน ที.ม. (ไทย) ๑๐/๑๘๗-๑๘๘/๑๓๔-๑๓๖.
  • 48.
    ๙๔ สิ่งต้องกาย ธรรมารมณ์ คืออารมณ์ที่เกิดกับใจหรือสิ่งที่ใจรู้, อารมณ์ ๖ ก็เรียก อายตนะภายใน คือ เครื่องต่อภายใน, เครื่องรับรู้ มี ๖ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ, อินทรีย์๖ ก็เรียก๑๔๔ พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต)๑๔๕ ได้อธิบายไว้ในหนังสือพุทธธรรม พอสรุปได้ดังนี้ อายตนะเหล่านี้มีความสัมพันธ์กับการดาเนินชีวิตของมนุษย์อยู่ ๒ ภาคส่วน แต่ละภาคส่วนมีระบบ การทางานซึ่งอาศัยช่องทางที่ชีวิตจะติดต่อเกี่ยวข้องกับโลกได้เรียกว่า “ทวาร” คือ ภาคที่ ๑ เป็น ภาครับรู้และเสวยอารมณ์โดยอาศัยทวารทั้ง ๖ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ รับรู้และเสพเสวยอารมณ์ ที่ปรากฏแก่มนุษย์โดยลักษณะและอาการต่างๆ มี ๖ อย่างเหมือนกัน คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และธรรมารมณ์ ภาคที่ ๒ เป็นภาคแสดงออกหรือกระทาต่ออารมณ์ อาศัยทวาร ๓ คือ กาย วาจา ใจ (กายทวาร วจีทวาร มโนทวาร) โดยแสดงออกเป็นการทา การพูด และการคิด (กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม) ซึ่งกระบวนธรรมของชีวิตในภาคนี้ รวมอยู่ในขันธ์ที่ ๔ คือ สังขารขันธ์ สังขารต่างๆ ในสังขารขันธ์ มีอยู่เป็นจานวนมาก แบ่งเป็นฝ่ายดีบ้าง ฝ่ายชั่วบ้าง ฝ่าย กลางๆ บ้าง ซึ่งจะแสดงพฤติกรรมออกมาโดยมีเจตนาเป็นตัวนา คือเจตนาจะเป็นผู้แบ่งหน้าที่ให้ สังขารแต่ละอย่างแสดงบทบาทของตน เช่น ถ้าเป็นการแสดงทางกาย ก็จะแสดงออกมาเป็นการ กระทา ถ้าเป็นการแสดงทางวาจา ก็จะแสดงออกมาเป็นคาพูด ถ้าเป็นการแสดงทางใจ ก็จะแสดง ออกมาเป็นความคิด เรียกชื่อตามทวารที่เกิด คือ ทางกายเรียกว่า กายสังขาร ทางวาจาเรียกว่า วจี สังขาร ทางใจเรียกว่า มโนสังขาร เรียกตามชื่อหัวหน้าคือเจตนา ก็เป็นกายสัญเจตนา วจีสัญเจตนา และมโนสัญเจตนา เรียกตามงานที่ทาออกมาว่า กายกรรม วจีกรรม และมโนกรรม ๑๔๔ พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต), พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์, หน้า ๓๔๙. ๑๔๕ พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต), พุทธธรรม, ฉบับปรับปรุงและขยายความ, หน้า ๓๓-๔๒. สังขาร (สภาพปรุงแต่งการกระทา) ๑. กายสังขาร ๒. วจีสังขาร ๓. มโนสังขาร เจตนา (ความจงใจ) กายสัญเจตนา วจีสัญเจตนา มโนสัญเจตนา ทวาร (ที่เกิด) กายทวาร วจีทวาร มโนทวาร กรรม (ผลการกระทา) กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม รูปภาพที่ ๑.๑ แผนผังกระบวนการทางานของสังขารที่มีเจตนาเป็นตัวนา
  • 49.
    ๙๕ จากภาพนี้สามารถอธิบายกระบวนการทางานของสังขารที่มีเจตนาเป็นตัวนาได้ดังนี้ ๑. กายสังขาร คือสภาพปรุงแต่งการกระทาทางกายเป็นกายสัญเจตนา คือเจตนาที่ แสดงออกทางกาย ผ่านกายทวาร มีผลเป็นกายกรรม ๒. วจีสังขาร คือสภาพปรุงแต่งการกระทาทางวาจา เป็นวจีสัญเจตนา คือเจตนาที่ แสดงออกทางวาจา ผ่านวจีทวาร มีผลเป็นวจีกรรม ๓. มโนสังขารหรือจิตตสังขาร คือสภาพปรุงแต่งการกระทาทางใจ เป็นมโนสัญเจตนา คือเจตนาที่แสดงออกทางใจ มีผลเป็นมโนกรรม ข้อสังเกตในที่นี้คือ คาว่า สังขาร เจตนา ทวาร และกรรม จากกระบวนการทางาน ร่วมกันของกระบวนธรรมทั้ง ๔ นี้ ทาให้สรุปได้ว่า การกระทาหรือ “กรรม” ทั้ง ๓ อย่างนี้ ต้องผ่าน กระบวนการทางานร่วมกันของกระบวนธรรมทั้ง ๔ นี้ เพื่อให้เข้าใจกระบวนการแสดงปฏิกิริยาต่อตนเองเพิ่มเติม ควรศึกษาการทางานของ กระบวนธรรมเหล่านี้ คือ อายตนะภายใน ๖ อายตนะภายนอก ๖ ผัสสะ และวิญญาณ กล่าวคือ อายตนะภายในซึ่งเป็นแดนรับรู้กระทบกับอารมณ์ คืออายตนะภายนอกซึ่งเป็นสิ่งที่ถูกรู้ก็จะเกิด ความรู้จาเพาะด้านของอายตนะแต่ละอย่างๆ ขึ้น เช่น ตากระทบรูป เกิดความรู้เรียกว่า เห็น หู กระทบเสียง เกิดความรู้ เรียกว่าได้ยิน เป็นต้น ความรู้เฉพาะแต่ละด้านนี้เรียกว่า “วิญญาณ” ความรู้ แจ้ง คือรู้อารมณ์ วิญญาณทางตา ได้แก่ เห็น เรียกว่า จักขุวิญญาณ วิญญาณทางหู ได้แก่ ได้ยิน เรียกว่า โสตสวิญญาณ เป็นต้น กระบวนการเหล่านี้สามารถเขียนเป็นแผนภาพได้ดังนี้ อายตนะ ภายใน (แดนรับรู้) อายตนะ ภายนอก (อารมณ์) () วิญญาณ (เกิดความรู้) ผัสสะ (เกิดการกระทบกัน) รูปภาพที่ ๒.๒ แผนผังกระบวนการรับรู้ของอายตนะ อารมณ์ ผัสสะ และวิญญาณ
  • 50.
    ๙๖ จากภาพนี้สามารถอธิบายได้ดังนี้๑๔๖ ๑. จุกขุ –ตา ผัสสะ -กระทบ รูปะ – รูป วิญญาณ - เกิดความรู้คือ จักขุวิญญาณ – เห็น ๒. โสตะ – หู ,, สัททะ – เสียง ,, โสตวิญญาณ – ได้ยิน ๓. ฆานะ – จมูก ,, คันธะ – กลิ่น ,, ฆานวิญญาณ – ได้กลิ่น ๔. ชิวหา – ลิ้น ,, รสะ – รส ,, ชิวหาวิญญาณ – รู้รส ๕. กายะ - กาย ,, โผฏฐัพพะ – สิ่งต้องกาย ,, กายวิญญาณ – รู้สิ่งต้องกาย ๖. มโน – ใจ ,, ธรรม – เรื่องในใจ ,, มโนวิญญาณ - รู้เรื่องในใจ จากตัวอย่างที่อธิบายมานี้องค์ธรรมที่มีความสาคัญต่อการรับรู้ของ อายตนะ อารมณ์ วิญญาณ คือ ผัสสะ เพราะถ้าไม่มีการกระทบแล้วแม้ อายตนะกับอารมณ์อยู่พร้อมหน้ากันก็ไม่ สามารถเกิดความรู้ได้ ยกตัวอย่าง เช่น เวลาที่เราฟังเสียงธรรมะอยู่ ถ้าเราเผลอส่งใจไปที่อื่นใน ขณะนั้นเราจะไม่รู้ว่าเนื้อหาสาระของธรรมะในช่วงนั้นมีความหมายว่าอย่างไร ต่อเมื่อเราได้สติ กลับมาแล้วเสียงกับหูเกิดการกระทบกันเข้าเราจึงจะรู้และเข้าใจได้ จากการที่ได้ศึกษามานี้พอสรุป ได้ว่าการแสดงปฏิกิริยาต่อตนเอง (self-reaction) ในทางพระพุทธศาสนาคือการแสดงปฏิกิริยาของ กระบวนธรรมทั้ง ๔ ประการนี้คือ อายตนะภายใน แดนรับรู้ภายใน ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และ ใจ กับอายตนะภายนอก แดนรับรู้ภายนอกหรืออารมณ์ภายนอก ได้แก่ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และธรรมารมณ์ กระทบกัน (ผัสสะ) จึงเกิดความรู้ขึ้น (วิญญาณ) ๓.๔.๓ แนวทางการรับรู้ความสามารถของตนเอง (Self-Efficacy) แนวทางการรับรู้ความสามารถของตนเอง (Self-Efficacy) ประกอบด้วยแนวทางย่อย ๔ แนวทาง คือ ก. ประสบการณ์ที่ประสบความสาเร็จ (Mastery Experiences) ข. การใช้ตัวแบบ (Modeling) ค. การใช้คาพูดชักจูง (Verbal Persuasion) ง. การกระตุ้นทางอารมณ์ (emotional arousal)๑๔๗ จะได้นาเสนอเป็นตามลาดับหัวข้อต่อไป ก. ประสบการณ์ที่ประสบความสาเร็จ (Mastery Experiences) ๑๔๖ ประยุกต์มาจาก พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต), พุทธธรรม, ฉบับปรับปรุงและขยายความ, หน้า ๓๖. ๑๔๗ A, Bandura, Social Learning theory, (Englewood Cliffs, New Jersey, Prentice-Hall, Inc., 1997), p.82.
  • 51.
    ๙๗ ประสบการณ์ที่ประสบความสาเร็จ ในทางพระพุทธศาสนา ได้แก่จริต ๖๑๔๘ คือความ ประพฤติจนเคยชินเป็นนิสัยที่แสดงออกมาโดยไม่ได้ตั้งใจ จนกลายเป็นบุคลิกของแต่ละคน เช่น คนราคจริต จะมีนิสัยเรียบร้อย รักสวยรักงาม คนสัทธาจริต จะมีนิสัยเชื่อง่าย ถ้าไม่มีปัญญากากับก็ อาจจะกลายเป็นคนเชื่องมงายก็ได้ นักปราชญ์ทางพระพุทธศาสนาได้ให้ความหมายของจริตไว้ ดังนี้ พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต) ได้ให้ความหมายว่า จริต หมายถึง ความประพฤติ, พื้น นิสัย หรือพื้นเพแห่งจิตของคนทั้งหลายที่หนักไปด้านใดด้านหนึ่ง แตกต่างกันไป๑๔๙ เกิด ธนชาติ ได้ให้ความหมายว่า จริต หมายถึง ความประพฤติ ได้แก่ กริยาที่ เคลื่อนไหวทาง กาย วาจา และใจ๑๕๐ พ.อ. ปิ่น มุทุกันต์ ได้ให้ความหมายว่า จริต หมายถึง พื้นเพของใจ๑๕๑ โกวิท ปัทมะสุนทร ได้ให้ความหมายว่า จริต หรือจริยะ คือความประพฤติจนชินเป็น นิสัยซึ่งมีต่างกัน ๖ อย่าง๑๕๒ วรรณสิทธิ ไวทยะเสวี ได้ให้ความหมายว่า จริต หมายถึง ความประพฤติเป็นไป ในทางกุศลธรรมหรืออกุศลธรรมบ่อยๆ ส่วน จริยา หมายถึงเกิดเสมอๆ๑๕๓ ๑๔๘ ดูรายละเอียดใน สมเด็จพระพุฒาจารย์(อาจ อาสภมหาเถร), คัมภีร์วิสุทธิมรรค, พิมพ์ครั้งที่ ๔, (กรุงเทพมหานคร : ประยูรวงศ์พริ้นติ้ง, ๒๕๔๖), หน้า ๑๗๘-๑๘๒. ๑๔๙ พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต), พจนานุกรมพุทธศาสน์, ฉบับประมวลศัพท์, หน้า ๓๒. ดู รายละเอียดของจริต ๖ อย่างเพิ่มเติม คือ ๑. ราคจริต ผู้มีราคะเป็นความประพฤติปกติ (หนักไปทางรักสวยรักงาม มักติดใจ) ๒. โทสจริต ผู้มีโทสะเป็นความประพฤติปกติ (หนักไปทางใจร้อนขี้หงุดหงิด) ๓. โมหจริต ผู้มีโมหะ เป็นความประพฤติปกติ (หนักไปทางเหงาซึมงมงาย) ๔. สัทธาจริต ผู้มีศรัทธาเป็นความประพฤติปกติ (หนักไป ทางน้อมใจเชื่อ) ๕. พุทธิจริต ผู้มีความรู้เป็นความประพฤติปกติ (หนักไปทางคิดพิจารณา) ๖. วิตกจริต ผู้มีวิตก เป็นความประพฤติปกติ (หนักไปทางคิดจับจดฟุ้งซ่าน) ๑๕๐ เกิด ธนชาติ, คู่มือคลังพระปริยัติธรรม, (พระนคร : โรงพิมพ์เลี่ยงเซียงจงเจริญ, ๒๕๑๓), หน้า ๖๑๗. ๑๕๑ ปิ่น มุทุกันต์, แนวสอนธรรม ตามหลักสูตรนักธรรมตรี, (กรุงเทพมหานคร : คลังวิทยา, ๒๕๒๓), ๒๕๖. ๑๕๒ โกวิท ปัทมะสุนทร, คู่มือศึกษาพระอภิธรรม ปริจเฉทที่ ๙ กัมมัฏฐานสังคหวิภาค, พิมพ์ครั้งที่ ๒, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๓๔), หน้า ๑๕.
  • 52.
    ๙๘ จากความหมายของจริตที่นักปราชญ์ทั้งหลายได้ให้ไว้พอสรุปได้ว่า จริต หมายถึงความ ประพฤติจนเคยชินจนเป็นนิสัยติดตัวของแต่ละคน เป็นธรรมชาติของแต่ละคนที่แสดงออกมาทาง กาย วาจา โดยไม่ต้องตั้งใจ การที่จะรู้ว่าใครเป็นคนจริตอะไร ต้องอาศัยการสังเกตกิริยาอาการที่ทาประจา เช่น การ ยืน เดิน นั่ง นอน (อิริยาบถ) การทางาน (กิจ) ชนิดของอาหารที่บริโภค (โภชนะ) การดู การฟัง การ กิน (ทัสสนะ) ความประพฤติที่เป็นไปในธรรมต่างๆ เช่น เป็นคนมายา เป็นคนแข็งกระด้าง ก้าวร้าว เป็นต้น (ธรรมปวัตติ)๑๕๔ ที่ว่าจริต ๖ เข้ากันได้หรือสอดคล้องกับประสบการณ์ที่ประสบ ความสาเร็จก็เพราะว่า พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต) อธิบายว่า “...ตัวความประพฤติหรือลักษณะนิสัยนั้น เรียกว่า จริยา บุคคลผู้มีลักษณะนิสัยและความประพฤติอย่างนั้นๆ เรียกว่า จริต เช่นคนมีราคจริยา เรียกว่า ราคจริต เป็นต้น”๑๕๕ ธรรมชาติของคนมีจริตทั้ง ๖ นี้จะมีการแสดงออกต่างๆ กันในทางความประพฤติ เช่น คนราคจริต เมื่อพบเห็นสิ่งของบางอย่าง ถ้ามีอะไรเป็นส่วนดีน่าชมอยู่บ้าง ใจของเขาจะไปจับอยู่ที่ ส่วนนั้น ติดใจ เล็งแลอยู่ได้นานๆ จะไม่ใส่ใจส่วนที่เสีย คนโทสจริต จะดูแต่ส่วนที่เสียแม้จะมี เพียงนิดหน่อย ส่วนที่ดีแม้มีอยู่หลายอย่างก็จะไม่สนใจ ใจของเขาจะกระทบเข้ากับส่วนที่เสียนั้น ก่อน ไม่ทันได้พิจารณาเห็นส่วนดีก็จะเดินหนีไป อย่างหงุดหงิด คนพุทธิจริตจะมีลักษณะคล้ายกับ คนโทสจริตอยู่บ้าง คือไม่ค่อยติดใจอะไร แต่ต่างกันกับคนโทสจริต ตรงที่คนโทสจริตมองหา ส่วนเสียที่ไม่เป็นจริง คนพุทธิจริตมองหาแต่ส่วนเสียและส่วนดีที่เป็นจริง คนโมหจริต มองเห็น แล้วจับจุดอะไรไม่ชัด ออกจะเฉยๆ ถ้าใครว่าดี ก็พลอยเห็นว่าตามเขาไป ถ้าเขาว่าไม่ดี ก็พลอยเห็น ไม่ดีคล้อยตามเขาไป ฝ่ายคนวิตกจริต คิดจับจด นึกถึงจุดดีตรงนี้บ้าง ส่วนไม่ดีตรงนั้นบ้าง วุ่นไป วุ่นมา ตัดสินใจไม่ได้ จะเอาหรือไม่เอา ส่วนคนสัทธาจริต มีลักษณะคล้ายคนราคจริตอยู่บ้าง คือ มักมองเห็นส่วนที่ดี แต่ต่างที่ว่า คนสัทธาจริตเห็นแล้วก็ชื่นชมซาบซึ้งใจไปเรื่อยๆ ไม่ติดใจอ้อยอิ่ง เหมือนพวกราคจริต อย่างแต่ส่วนมากคนไม่มีจริตเดียวมักมีจริตผสมกัน เช่นราคะผสมวิตก โทสะผสมพุทธิ หรือราคะผสมกับสัทธา วิตกผสมกับโมหะ เป็นต้น ๑๕๓ วรรณสิทธิ ไวทยะเสวี, คู่มือการศึกษาพระอภิธัมมัตถสังคหะ ปริจเฉทที่ ๖ รูปสังคหวิภาคและ นิพพานปรมัตถ์, (กรุงเทพมหานคร : มูลนิธิแนบ มหานีรานนท์, ๒๕๒๖), หน้า ๕๑. ๑๕๔ ดูรายละเอียดใน วิสุทฺธิมรรค, (ไทย) ๑๗๓-๑๗๖. ๑๕๕ พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต), พุทธธรรม, ฉบับปรัปปรุงและขยายความ, หน้า ๘๕๓.
  • 53.
    ๙๙ จากการศึกษาเกี่ยวกับธรรมชาติของจริตทั้ง ๖ นี้ทาให้ทราบว่า จริตทั้ง ๖ ประการนี้มี ความสอดคล้องกับหัวข้อว่า ประสบการณ์ที่ประสบความสาเร็จ เพราะจริต คือความเคยชินของ บุคคล คนที่เคยประสบความสาเร็จในอดีตย่อมจะรู้ดีว่า ในช่วงเวลานั้นๆ ตนได้ทาอะไรบ้าง และทา ด้วยวิธีไหน อย่างไร แล้วก็จะจดจาเอาไว้เพื่อนาไปประพฤติต่อในอนาคต เช่น คนราคจริตจะ ประสบความสาเร็จในเรื่องความงาม ความละเอียดรอบคอบ จิตใจอ่อนโยน เป็นที่รักของเจ้านาย และเพื่อนฝูง หรือลูกน้อง คนพุทธิจริต เคยประสบความสาเร็จในเรื่องการใช้ความคิด การวางแผน หรือทางวิชาการต่างๆ คนเหล่านี้ก็จะคิดถึงประสบการณ์ที่ผ่านมาแล้วนาไปพัฒนาปรับปรุงแก้ไข พฤติกรรมของตนให้ดียิ่งขึ้นต่อไป ข. การใช้ตัวแบบ (Modeling) การใช้ตัวแบบในทางพระพุทธศาสนาตรงกับคาว่า “บุคคลาธิษฐาน และธรรมาธิษฐาน” คือใช้บุคคลเป็นแบบและใช้ธรรมะเป็นแบบหรือใช้รูปธรรมกับนามธรรมเป็นแบบ ปุคคลาธิษฐาน คือยกบุคคลมาเป็นตัวอย่างประกอบการอธิบายในเรื่องนั้นๆ ที่ลงกันสมกัน ส่วนธรรมาธิษฐาน คือ ยกหัวข้อธรรมขึ้นแสดงไม่เกี่ยวกับบุคคลเป็นการแสดงหลักการล้วนๆ เพื่อประกอบการอธิบายใน เรื่องนั้นๆ เช่นเดียวกัน เพื่อให้เข้าใจความหมายของคาทั้ง ๒ นี้ยิ่งขึ้นจะได้ศึกษาในรายละเอียด ต่อไป ราชบัณฑิตยสถาน ให้ความหมายว่า บุคคลาธิษฐาน หมายถึง มีบุคคลเป็นที่ตั้ง, ที่ยกคน หรือสิ่งที่เป็นรูปธรรมอื่นๆ ขึ้นมาเป็นหลักในการอธิบาย เช่น เปรียบกิเลสเหมือนพญามาร, คู่กับ ธรรมาธิษฐาน๑๕๖ พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต) ให้ความหมายว่า บุคคลาธิษฐาน หมายถึง มีบุคคลเป็น ที่ตั้ง, เทศนายกบุคคลขึ้นตั้ง คือ วิธีแสดงธรรมโดยยกบุคคลขึ้นอ้าง คู่กับธรรมาธิษฐาน ธรรมาธิษฐาน คือ มีธรรมเป็นที่ตั้ง, เทศนาอ้างธรรม, แสดงโดยยกหลักหรือตัวสภาวะขึ้นอ้าง๑๕๗ จากความหมายที่ได้ศึกษามานี้พอสรุปได้ว่า บุคคลาธิษฐาน หมายถึง การยกเอาบุคคล ขึ้นมาเป็นสื่อหรืออุปกรณ์ในการอธิบายเรื่องราวต่างๆ เพื่อให้ผู้ฟังเข้าใจง่ายขึ้น อีกนัยหนึ่งเพื่อ ๑๕๖ ราชบัณฑิตยสถาน, พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน, (กรุงเทพมหานคร : นานมีบุ๊คส์ พับลิเคชั่นส์, ๒๕๔๖), หน้า ๖๒๙. ๑๕๗ พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต), พจนานุกรมพุทธศาสตร์, ฉบับประมวลธรรม, หน้า ๖๓, พจนานุกรมพุทธศาสน์, ฉบับประมวลศัพท์, หน้า ๑๑๒.
  • 54.
    ๑๐๐ แสดงสิ่งที่เป็นรูปธรรมเพื่อนาไปสู่การอธิบายสิ่งที่เป็นนามธรรม ในพระพุทธศาสนาพระพุทธองค์ ได้ใช้วิธีนี้แสดงแก่ภิกษุและฆราวาสทั้งหลายควบคู่กันกับธรรมาธิษฐานซึ่งส่วนมากเรื่องทานองนี้ จะปรากฏอยู่ในชาดกต่างๆ จะขอนามาเป็นตัวอย่างสักสองเรื่องคือ เรื่องเวสสันดรชาดก กับเรื่อง พระนันทเถระ เรื่องเวสสันดรชาดก๑๕๘ เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับอดีตของพระองค์ที่ทรงบาเพ็ญบารมี ประเภททานบารมีทั้ง ๓ ทัศ คือให้ทานทั่วไปด้วยการตั้งโรงทาน ทานขั้นกลาง ที่เรียกว่า อุปบารมี ทาน ด้วยการบริจาคพระโอรสและพระธิดา ชาลี และกัณหา ส่วนทานขั้นสูง ที่เรียกว่า ปรมัตถ บารมีทาน ได้แก่ การทานพระมเหสี คือ พระนางมัทรีให้แก่ท้าวสักกะเทวราชผู้แปลงเพศเป็น พราหมณ์มาขอไว้ก่อนที่พระเวสสันดรจะบริจาคให้คนอื่น ในเรื่องนี้พระองค์แสดงแก่หมู่พระญาติ ที่มีทิฏฐิ มานะ ไม่ยอมกราบไหว้พระองค์ด้วยคิดว่าพระองค์เป็นเด็กกว่าตน จากนั้นพระองค์ก็เหาะ ขึ้นไปบนอากาศแสดงปาฏิหาริย์ให้พระญาติทั้งหลายไดด้เห็น เมื่อได้เห็นปาฏิหาริย์นั้นแล้วเหล่า พระประยูรญาติทั้งหลายจึงทาความเคารพพระองค์ ในการแสดงเวสสันดรชาดกและปาฏิหาริย์นี้ เพื่อให้เหล่าพระญาติเปลี่ยนพฤติกรรมจากคนมีทิฏฐิ มานะ หรือเป็นคนเย่อหยิ่งถือตัวแข็งกระด้าง ให้กลายเป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตนมีจิตใจโอบอ้อมอารีย์ นัยว่าตั้งแต่นั้นมาพวกศากยะที่เป็นพระ ญาติของพระองค์ไม่เคยจับอาวุธขึ้นต่อสู้กับใคร ถึงคราวถูกประหารหมู่ของพระเจ้าวิฑูทฑภะ๑๕๙ ก็ ไม่ตอบโต้ถึงแม้จะมีความสามารถในการใช้อาวุธต่างๆ ก็ตาม ยอมให้ฆ่าอย่างองอาจไม่สะทก สะท้านต่อความตายที่อยู่ตรงหน้า อีกตัวอย่างหนึ่ง เรื่องพระนันทะพุทธอนุชา๑๖๐ พระองค์ทรงแสดงนางฟ้ าบนสวรรค์แก่ พระนันทะผู้เป็นพระอนุชา เพื่อแก้ความกระสันอยากจะลาสิกขาของพระนันทะ เรื่องมีอยู่ว่า พระนันทะมีความกระสันอยากจะสึกเพราะคิดถึงเจ้าสาวที่เพิ่งแต่งงานกันยังไม่ได้อยู่ด้วยกัน พอ พระองค์พาท่านไปชมเทวดาบนสวรรค์แล้วถามว่านางฟ้ าเหล่านี้กับนางชนบทกัลยาณีใครสวยกว่า กันพระนันทะทูลว่านางฟ้ าสวยกว่าหลายเท่า ถ้าเปรียบเทียบกันระหว่างนางชนบทกัลยาณีผู้เป็น เจ้าสาวกับนางฟ้ าแล้วนางชนบทกัลยาณีเหมือนนางลิงลุ่นตัวที่พระพุทธองค์เนรมิตรให้เห็นตอน ระหว่างทางจากเมืองมนุษย์กับเมืองสวรรค์ เมื่อพระนันทะทูลว่านางฟ้ าสวย แล้วพระองค์ตรัสถาม ต่อไปว่า เธออยากได้นางฟ้ าเป็นภรรยาไหม พระนันทะทูลว่า อยากได้ พระองค์จึงทรงรับปากว่า ๑๕๘ เวสสันดรชาดกมาใน มหานิบาตชาดก ขุททกนิกาย ดูรายละเอียดใน ขุ.มหา. (ไทย) ๒๘/ ๑๖๕๕-๒๔๔๐/๔๔๗-๕๖๐. ๑๕๙ ดูเรื่องพระเจ้าวิฑูรทภะ ใน ขุ.ธ.อ. (ไทย) ๑/๓๕/๑๘๘-๒๐๑. ๑๖๐ เรื่องพระนันทะมาในอรรถกถาธรรมบท ยมกวรรค ดูรายละเอียดใน ขุ.ธ. (ไทย) ๒๕/๑๓-๑๔/ ๒๘, ขุ.ธ.อ. (ไทย) ๑/๙/๖๓-๖๙.
  • 55.
    ๑๐๑ จะให้นางฟ้ าแก่ท่าน แต่มีข้อแม้ว่ากลับไปต้องตั้งใจปฏิบัติสมณธรรมอย่างเคร่งครัด พระนันทะก็ รับปาก หลังจากนั้นพระนันทะก็ตั้งใจปฏิบัติสมณธรรมโดยไม่ยอมยุ่งเกี่ยวกับใคร แต่ข่าวเรื่อง พระพุทธองค์รับปากว่าจะให้นางฟ้ าแก่พระนันทะแพร่กระจายไปในหมู่พระภิกษุทั้งหลายๆ เหล่านั้นจึงเอาเรื่องนั้นมาพูดเยาะเย้ยพระนันทะอยู่เรื่อยๆ ว่า พระนันทะปฏิบัติสมณธรรมเพราะ อยากได้นางฟ้ ามาเป็นภรรยา จนพระนันทะละอายใจจึงตัดสินใจหนีออกไปอยู่รูปเดียวบาเพ็ญ สมณธรรมอยู่ไม่นานก็ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ แล้วไปกราบทูลพระพุทธองค์ แต่พระองค์ก็ทรง ทราบเหมือนกัน ต่อมาพวกภิกษุพากันเห็นพระนันทะมีผิวพรรณผ่องใสงดงาม จึงเข้าไปถามว่า ไม่ อยากสึกอีกหรือ พระนันทะตอบว่า ไม่อยากสึก พวกภิกษุทั้งหลายจึงคิดว่าพระนันทะพูดอวดคุณ วิเศษที่ไม่มีในตนจึงนาเรื่องไปกราบทูลให้พระพุทธองค์ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า พระนันทะ ไม่ได้พูดอวดแต่พระนันทะได้บรรลุพระอรหันต์แล้ว จากนั้นพระองค์จึงพระคาถาเพื่อแสดง ประกอบก่ภิกษุทั้งหลายว่า ฝนย่อมรั่วรดเรือนที่มุงไม่ดีได้ ฉันใด ราคะย่อมรั่วรดจิตที่ไม่ได้อบรมได้ ฉันนั้น ฝนย่อมรั่วรดเรือนที่มุงดีแล้วไม่ได้ ฉันใด ราคะย่อมรั่วรดจิตที่อบรมดีแล้วไม่ได้ ฉันนั้น เนื้อความจากพระคาถานี้พระองค์ทรงแสดงให้พวกภิกษุได้เห็นข้ออุปมาอุปไมย เกี่ยวกับจิตที่ได้ฝึกอบรมกับจิตที่ไม่ได้ฝึกอบรมจะได้รับผลต่างกัน เพื่อให้พวกภิกษุมองเห็นภาพ ชัดเจนยิ่งขึ้น เรื่องนี้พระองค์ใช้นางฟ้าเป็นตัวแบบเพื่อเปลี่ยนพฤติกรรมของพระนันทะที่หลงติดอยู่ ในรูปของเจ้าสาวคือนางชนบทกัลยาณี พระนันทะคิดว่านางชนบทกัลยาณีเป็นคนสวยแล้วจึงได้ติด ใจหลงไหลแต่พอได้เห็นนางฟ้ าบนสวรรค์จึงได้รู้ว่า นางฟ้ าสวยกว่าหลายเท่า จึงได้คลายความคิด ถึงนางชนบทกัลยาณีหันมาสนใจนางฟ้ าแทน ถึงแม้ว่าพฤติกรรมของพระนันทะจะเปลี่ยนจากลบ มาเป็นบวกคือเปลี่ยนจากอยากจะสึกมาเป็นการปฏิบัติสมณธรรมเพื่อจะแลกกับการได้นางฟ้ ามา เป็นภรรยาก็ตาม ก็ยังดีกว่าที่พระองค์จะอนุญาตให้พระนันทะสึกออกไป แต่ข้อที่น่าสังเกตในเรื่อง นี้ก็คือ ผู้ที่ใช้ตัวแบบนั้นจะต้องมีความมั่นใจว่าการใช้ตัวแบบจะช่วยให้ผู้เลียนแบบเปลี่ยนแปลง พฤติกรรมไปในทางที่ดีขึ้นและไม่เป็นผลเสียในภายหลัง ในเรื่องนี้พระพุทธองค์ใช้วิธีหนามยอก เอาหนามบ่ง ค. การใช้คาพูดชักจูง (Verbal Persuasion) การใช้คาพูดชักจูง ในทางพระพุทธศาสนา ได้แก่ ลีลาการสอนหรือเทศนาวิธี ๔ ประการ
  • 56.
    ๑๐๒ พระพุทธองค์ทรงใช้เพื่อชักชวนโน้มน้าวจิตใจของผู้ฟังให้เกิดความกล้าหาญ ร่าเริง อยากนาเอา ธรรมะคาสั่งสอนไปปฏิบัติเพื่อให้เกิดผลแก่ตนเองลีลาการสอน หรือเทศนาวิธี ๔ อย่าง คือ ๑. สันทัสสนา ชี้แจงให้เห็นชัด ๒. สมาทปนา ชวนให้อยากรับเอาไปปฏิบัติ ๓. สมุตเตชนา เร้าใจให้ อาจหาญแกล้วกล้า ๔. สัมปหังสนา ปลอบชโลมใจ ให้สดชื่นร่าเริง๑๖๑ การใช้คาพูดชักจูงโน้มน้าวเพื่อให้ผู้ที่ยังไม่เลื่อมใสให้เกิดความเลื่อมใส ผู้มีทิฏฐิ มานะ ให้ลดทิฏฐิ มานะ ผู้ที่มีพฤติกรรมก้าวร้าวให้เป็นผู้มีจิตอ่อนโยนมีปรากฏในพระไตรปิฎกหลาย แห่งต่างกาลต่างวาระกัน ตัวอย่างที่พระองค์ใช้คาพูดชักจูงคนที่ยังไม่เลื่อมใสให้เกิดความเลื่อมใส เช่น มหาบาล ลูกชายของกุฎุมพีชาวเมืองสาวัตถี ผู้ที่ยังไม่เลื่อมใสจนเกิดความเลื่อมแล้วตัดสินใจออกบวช แล้วได้ สาเร็จพระอรหัตตผล๑๖๒ มิคารเศรษฐี พ่อสามีของนางวิสาขามหาอุบาสิกา๑๖๓ เป็นต้น ตัวอย่างการ ๑๖๑ วิ.มหา. (บาลี) ๑/๒๒-๒๔,๒๙๐/๑๓-๔,๒๒๒, วิ.ภิกฺขุนี. (บาลี) ๓/๗๘๓/๗๒-๓,วิ.ม. (บาลี) ๔/ ๒๙,๘๙-๙๐,๑๐๕,๑๓๒,๑๓๗/๒๕,๑๐๖-๗,๑๒๐,๑๔๖,๑๕๐,วิ.ม. (บาลี) ๕/๒๗๐,๒๗๖,๒๘๐-๑,๒๘๘, ๒๙๔,๒๙๘,๓๓๗/๓๘,๔๕,๕๐,๕๒,๖๕,๗๔,๘๑,๑๓๙, วิ.จู. (บาลี) ๖/๓๓,๑๙๒/๔๓-๔,๒๒๕,วิ.จู. (บาลี) ๗/ ๒๖๐,๒๖๘-๙,๔๐๔,๔๔๕/๒๑,๓๓-๔,๒๓๗,๒๘๒, ที.สี. (บาลี) ๙/๓๔๔,๓๕๘/๑๔๐,๑๕๐. ๑๖๒ ขุ.ธ.อ. (ไทย) ๑/๑/๑-๑๔. เรื่องย่อมีว่า มหาบาลยังไม่ได้นับถือพระพุทธศาสนา หลังที่พ่อแม่เสียตัว ไปแล้วก็ได้เป็นหัวหน้าครอบครับดูแลทรัพย์สินของครอบครัวและน้องชายคือจุลบาล อยู่มีวันหนึ่งได้ไปฟังธรรม กับพวกมหาชน เกิดความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา จึงลาน้องชายไปบวช บาเพ็ญสมณธรรมจนได้บรรลุเป็น พระอรหันต์ เหตุที่เลื่อมใสและอยากออกบวชเพราะได้ฟังพระพุทธองค์ตรัสว่า ทรัพย์สมบัติไม่สามารถเอาติดตัว ไปได้ และอวัยวะของคนแก่ไม่เป็นไปตามที่ต้องการให้เป็น เช่น อยากทาอย่างหนึ่งแต่อวัยวะก็ทาอีกอย่างหนึ่ง เป็นต้น ถ้ารอให้แก่แล้วจึงบวชก็จะสายเกินไปเพราะจะไม่สามารถปฏิบัติธรรมได้ตามต้องการ จึงตัดสินลา น้องชายออกบวชแต่ยังหนุ่ม ๑๖๓ ขุ.ธ.อ. (ไทย) ๑/๔๐/๒๑๔-๒๓๒. เรื่องย่อของมิคารเศรษฐีมีอยู่ว่า มิคารเศรษฐี แต่ก่อนนับถือ นักบวชชีเปลือย ไม่เลื่อมใสในพระพุทธศาสนา วันหนึ่งขณะที่นั่งรับประทานอาหารอยู่มีพระภิกษุมาบิณฑบาต แต่มิคารเศรษฐี ทาเป็นไม่เห็นภิกษุยังนั่งก้มหน้ารับประทานอาหารที่คนใช้จัดให้ นางวิสาขาผู้เป็นสะใภ้กาลังยืน พัดให้พ่อสามี จึงแกล้งหมุนตัวกลับไปข้างหลังเพื่อจะให้พ่อสามีเห็นพระภิกษุ แต่มิคารเศรษฐีก็ทาท่าไม่เห็น เหมือนเดิมก้มหน้าก้มตากินต่อไป ในที่สุดนางวิสาขาจึงบอกกับภิกษุว่า นิมนต์พระคุณเจ้าโปรดข้างหน้าเถิด พ่อ สามีของดิฉันกาลังกินของเก่า เท่านั้นแหละมิคารเศรษฐีโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ จะเอาเรื่องลูกสะใภ้ให้ได้เพราะ กล่าวหาว่า ตัวเองกินของเก่า จะไล่นางออกจากบ้าน นางวิสาขา บอกว่า เรื่องนี้ต้องให้คณะพราหมณ์ทั้ง ๘ คนที่ พ่อของนางส่งมาด้วยตั้งแต่วันที่นางมาอยู่บ้านของสามีเพื่อให้มาช่วยไกล่เกลี่ยเกี่ยวกับเรื่องของนางโดยตรง เมื่อ พิจารณาแล้วมิคารเศรษฐียอมจานนต่อเหตุผลที่นางอธิบาย ที่ว่ากาลังกินของเก่านางหมายถึงว่า มิคารเศรษฐีกาลัง กินบุญเก่าที่เคยทาไว้ในอดีต ไม่ได้หมายถึงอาหารเก่า ต่อมามิคารเศรษฐีอนุญาตให้นางวิสาขาทาบุญเลี้ยงพระ
  • 57.
    ๑๐๓ ใช้คาพูดชักจูงคนที่แข็งกระด้างก้าวร้าวให้กลายเป็นคนสุภาพอ่อนโยน เช่น อัมพัฏฐะมาณพผู้เป็น ศิษย์ของพราหมณ์โปกขรสาติ๑๖๔ เป็นต้น ตัวอย่างที่พระองค์ใช้คาพูดชักจูงคนที่มีทิฏฐิให้ลดทิฏฐิ เช่น อุรุเวลกัสสปะ และบริวาร๑๖๕ เป็นต้น ง. การกระตุ้นทางอารมณ์ (emotional arousal) การกระตุ้นทางอารมณ์ ในทางพระพุทธศาสนา ได้แก่ ฉันทะ ความพอใจ ชอบใจใน การทา แต่ คาว่า ฉันทะ๑๖๖ ในพระพุทธศาสนามีความหมายหลายอย่าง บางครั้งใช้เป็นคาไวพจน์ โดยมีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน ในวันนั้นมิคารเศรษฐีไม่ยอมมากราบไหว้พระพุทธเจ้ากับพระสาวกทั้งหลาย นั่ง อยู่ภายในม่าน หลังเสร็จภัตกิจแล้วพระพุทธองค์จึงแสดงพระธรรมเทศนา โดยเจาะจงมิคารเศรษฐี มิคารเศรษฐี นั่งอยู่ภายในม่านได้ยินเสียงพระพุทธองค์ตลอด ได้ส่งใจไปตามพระธรรมเทศนาเกิดความเลื่อมใสเมื่อพระพุทธ องค์แสดงพระธรรมเทศนาจบแล้ว มิคารเศรษฐีออกมาจากภายในม่าน มาถวายความเคารพพระศาสดา และไปดูด นมของนางวิสาขา เรียกนางวิสาขาว่าแม่ ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ๑๖๔ ที.สี. (ไทย) ๙/๒๕๖-๒๙๙/๘๘-๑๑๐. ความย่อว่า อัมพัฏฐมาณพ ได้รับคาสั่งจากพราหมณ์โปกขรสา ติผู้เป็นอาจารย์ให้ไปเผ้าพระพุทธเจ้าแล้วตรวดูลักษณะของมหาบุรุษของพระองค์ เพราะทั้งสองยังไม่เคยเห็นตัว จริงของพระองค์ได้ยินแต่กิตติศัพท์ของพระองค์ แต่เมื่ออัมพัฏฐมาณพไปแล้วไม่ได้ทาตามที่อาจารย์สั่งกลับ แสดงความก้าวร้าวกับพระพุทธองค์ไม่ถวายความเคารพ เดินคุยกับพระพุทธเจ้าผู้กาลังนั่งอยู่ โดยกล่าวหาว่าเชื้อ สายศากยะของพระพุทธองค์เป็นคนรับใช้ของตระกูลของตนมาก่อน พระพุทธองค์ต้องชี้แจงให้ฟังโดยการไล่มา ตั้งแต่สมัยพระเจ้าโอกกากราชผู้เป็นบรรพบุรุษของเจ้าศากยะ ที่มีคนใช้ชื่อว่า นางทิสา ได้คลอดบุตรชื่อกัณหะ แล้วกัณหะนั้นได้เป็นบรรพบุรุษของตระกูลกัณหายนะในปัจจุบันซึ่งเป็นตระกูลของอัมพัฏฐมาณพ ในที่สุด อัมพัฏฐมาณพก็ยอมจานนด้วยหลักฐาน แล้วยอมเคารพถือพระพุทธเจ้า พระธรรมและพระสงฆ์ ๑๖๕ วิ.ม (ไทย) ๔/๓๕/๔๗-๖๗. เรื่องย่อมีว่า อุรุเวลกัสสปะ เป็นเจ้าสานักมีบริวาร ๓๐๐ คน สานัก ตนเองผิดคิดว่าตนเองสาเร็จเป็นพระอรหันต์แล้ววันหนึ่งพระพุทธเจ้าเสด็จไปขอพักค้างคืนอยู่ด้วย อุรุเวลกัสสปะ ให้พระองค์พักอยู่ในโรงบูชาไฟซึ่งเป็นอยู่ของนาคดุร้าย เพื่อจะลองว่า พระมหาสมณะผู้มาขอพักด้วยจะสู้กับนาค ได้ไหม ปรากฏว่าเหตุการณ์เป็นไปเกินคาด พระองค์ปราบนาคจนหายพยศ อุรุเวลกัสสปะก็รู้สึกทึ่งใน ความสามารถของพระองค์เหมือนกันแต่ก็ยังกระหยิ่มอยู่ว่า ถึงพระมหาสมณะรูปนี้จะมีฤทธิ์มากแต่ก็ยังไม่เป็น พระอรหันต์เหมือนตน พระพุทธองค์พักอยู่หลายวัน และได้แสดงปาฏิหาริย์หลายอย่างให้อุรุเวลกัสสปะเห็น แต่ก็ ไม่สามารถทาลายทิฏฐิของเขาได้ ในที่สุดพระองค์จึงพูดตรงๆ กับเขาว่า เขายังไม่ได้เป็นพระอรหันต์และยังไม่รู้ ด้วยซ้าว่าธรรมะที่จะทาให้เป็นพระอรหันต์คืออะไร อุรุเวลกัสสปะพอได้ฟังดังนั้นก็เกิดความสลดสังเวชตนเอง กลับได้สติ แล้วยอมตัวเป็นศิษย์ของพระองค์พร้อมด้วยบริวารของตน พระองค์จึงแสดงอาทิตตปริยายสูตรให้ฟัง เมื่อจบพระธรรมเทศนาแล้ว อุรุเวลกัสสปะพร้อมกับบริวารสาเร็จเป็นพระอรหันต์คลายทิฏฐิ มานะ อย่างหมดสิ้น ไม่เหลืออยู่ในสันดาน ๑๖๖ ที.สี. (ไทย) ๙/๕๔๘/๒๔๐. เป็นฉันทะที่อยู่นิวรณ์ ๕ มีข้อความว่า พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “อย่างนั้นเหมือนกัน วาเสฏฐะ นิวรณ์ ๕ ต่อไปนี้ ในวินัยของพระอริยะเรียกว่า เครื่องหน่วงเหนี่ยวบ้าง เครื่อง
  • 58.
    ๑๐๔ ของตัณหา คือความอยากซึ่งเป็นความหมายในเชิงลบ ฉันทะมาในหมวดธรรมหลายหมวด เช่น อิทธิบาท ๔ สัมมัปปธาน ๔ ๑๖๗ เป็นต้น ต่อไปเพื่อให้เข้าใจความหมายและธรรมชาติของฉันทะ ชัดเจนขึ้นและจะรู้ว่า ฉันทะสอดคล้องกับการกระตุ้นอารมณ์อย่างไร จะได้ศึกษาในรายละเอียด ต่อไป คาว่า “ฉันทะ” ในพระวินัยหมายถึง การมอบอานาจการตัดสินใจของตนให้แก่สงฆ์ หมายความว่า สงฆ์มีมติยังไงก็รับรองตามนั้น ถึงแม้ว่าจะมีความรู้สึกว่าไม่ถูกใจของตนในภายหลัง ก็ต้องยอม จะไปเปลี่ยนแปลงแก้ไขไม่ได้ ถ้าไปเปลี่ยนแปลงแก้ไขถือว่าไม่เคารพมติของตนของ ตนและของสงฆ์ ดังพุทธบัญญัติว่า “ก็ ภิกษุใดให้ฉันทะเพื่อกรรมที่ทาถูกต้องแล้ว กลับติเตียนใน ภายหลัง ต้องอาบัติปาจิตตีย์”๑๖๘ ท่านอธิบายต่อไปว่าที่ชื่อว่ากรรมที่ทาถูกต้อง ได้แก่ อปโลกนกรรม ญัตติกรรม ญัตติทุติยกรรมและญัตติจตุตถกรรม ที่สงฆ์ทาโดยธรรม โดยวินัย โดยสัตถุศาสน์ ชื่อว่ากรรม ที่ทาถูกต้อง๑๖๙ คาว่า “ฉันทะ” ในพระสูตรและในพระอภิธรรมหมายถึง ความพอใจ ความชอบใจ ถ้า ชอบใจ พอใจ ในสิ่งทีชั่ว จัดเป็นอกุศล ถ้าชอบใจ พอใจในสิ่งที่ดี จัดเป็นกุศล เช่น กามฉันทะ๑๗๐ พอใจ ชอบใจในกาม จัดเป็นอกุศล อิทธิบาทฉันทะ พอใจ ชอบใจในธรรมที่เป็นบาทแห่ง ความสาเร็จ สัมมัปปธานฉันทะ ๑๗๑ ความพอใจในการสร้างความเพียร จัดเป็นกุศล คาว่า “ฉันทะ” ในอรรถกถา พระอรรถกถาจารย์อธิบายไว้ ๓ ประเภท ๑๗๒ คือ ตัณหา ฉันทะ ฉันทะคือตัณหา หรือฉันทะที่เป็นตัณหา เป็นฝ่ายชั่วหรืออกุศล, กัตตุกัมยตาฉันทะ ฉันทะคือ กางกั้นบ้างเครื่องรัดรึงบ้าง เครื่องตรึงตราบ้าง นิวรณ์ ๕ อะไรบ้าง คือ กามฉันทะ พยาบาท ถีนมิทธะ อุทธัจจ กุกกุจจะ และวิจิกิจฉา วาเสฏฐะ นิวรณ์ ๕ เหล่านี้แล ในวินัยของพระอริยะเรียกว่า เครื่องหน่วงเหนี่ยวบ้าง เครื่องกางกั้นบ้าง เครื่องรัดรึงบ้างเครื่องตราตรึงบ้าง” ๑๖๗ ในสัมมัปปธาน ๔ ไม่มีคาว่า ฉันทะ ปรากฏอยู่ในหมวดธรรม แต่มีปรากฏในตอนอธิบายขยาย ความว่า “ข้อที่ภิกษุในธรรมวินัยนี้สร้างฉันทะ พยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิตมุ่งมั่นเพื่อป้ องกันบาป อกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดมิให้เกิดขึ้น ฯลฯ เพื่อละบาปอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว ฯลฯ เพื่อทาบาปอกุศลธรรมที่ยัง ไม่เกิดขึ้นมิให้เกิดขึ้น ฯลฯ สร้างฉันทะ พยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิต มุ่งมั่นเพื่อความดารงอยู่ไม่ เลือนหาย ภิยโยภาพ ไพบูลย์ เจริญเต็มที่แห่งกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว” ดูรายละเอียดใน ที.ปา. (ไทย) ๑๑/๓๐๖/ ๒๗๗, อภิ.วิ. (ไทย) ๓๕/๒๐๕/๑๗๒. ๑๖๘ วิ.มหา. (ไทย) ๒/๔๗๕/๕๗๒. ๑๖๙ วิ.มหา. (ไทย) ๒/๔๗๕/๕๗๒. ๑๗๐ ที.สี. (ไทย) ๙/๕๔๘/๒๔๐. ๑๗๑ ที.ปา. (ไทย) ๑๑/๓๐๖/๒๗๗, อภิ.วิ. (ไทย) ๓๕/๒๐๕/๑๗๒. ๑๗๒ ปฏิส.อ. (ไทย) ๑๔๑-๒, สงฺคณี.อ. (ไทย) ๕๒๗,
  • 59.
    ๑๐๕ ความใคร่เพื่อจะทา ได้แก่ ความต้องการทาหรืออยากทาเป็นฝ่ายกลางๆ คือใช้ในทางดีก็ได้ ชั่วก็ได้ แต่ส่วนมากมักจัดรวมเข้าเป็นฝ่ายดี, กุศลธรรมฉันทะ ฉันทะในกุศลธรรม หรือธรรมฉันทะที่เป็น กุศล เป็นฝ่ายดีงามหรือกุศล พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต) ได้อธิบายไว้ว่า “ฉันทะ” ซึ่งโดยทั่วไปแปลกันว่า ความ พอใจ แต่ความจริงแปลได้อีกหลายอย่างเช่น ความชอบใจ ความอยาก ความยินดี ความรัก ความ ใคร่ ความต้องการ เป็นต้น๑๗๓ จากความหมายที่ได้ศึกษามานี้พอสรุปได้ว่า ฉันทะ หมายถึง การมอบอานาจการตัดสิน ของตน ความพอใจ ความชอบใจ ความเพียรพยายามซึ่งเป็นได้ทั้งกุศลและอกุศลและเป็นกลางๆ ส่วนฉันทะที่เป็นตัวกระตุ้นอารมณ์ได้แก่ ฉันทะในอิทธิบาท ๔ และฉันทะในสัมมัปปธาน ๔ เพราะ เป็นตัวนาให้ธรรมะข้ออื่นๆ เกิดขึ้นตามมาจนทาให้การงานที่ทาอยู่นั้นดาเนินไปสู่ความสาเร็จ ยกตัวอย่าง ฉันทะ ในอิทธิบาท ๔ คือเมื่อมีความพอใจ ชอบใจในงานที่จะทาแล้วย่อม ทาให้เกิดวิริยะ ความเพียรพยายามตามมา เมื่อมีความเพียรแล้วย่อมทาให้เกิด จิตตะ ความตั้งใจ ขณะที่ทางาน เมื่อมีความตั้งใจแล้วย่อมทาให้เกิด วิมังสา ความพินิจพิจารณาไตร่ตรองในงาน คือ คิดหาช่องทางแห่งความสาเร็จของงาน ส่วนฉันทะ ในสัมมัปปธาน ๔ ก็มีลักษณะคล้ายๆ กับฉันทะ ในอิทธิบาท ๔ นี้ ๓.๕ สรุปและวิพากษ์เรื่องกรรมตามหลักพระพุทธศาสนา ๓.๕.๑ สรุปเรื่องกรรมตามหลักพระพุทธศาสนา กรรมทางพระพุทธศาสนา หมายถึง การกระทาที่ทาด้วยเจตนา อันมีพื้นฐานมาจากกิเลส แสดงออกทาง กาย ทางวาจา และทางใจ มีทั้งกรรมดีและกรรมชั่ว ส่งผลต่อผู้กระทากรรมสาเหตุ แห่งการเกิดกรรมเกิดจากผัสสะ โดยเริ่มต้นที่ใจเกิดการนึกคิดเรียกว่ามโนกรรม ส่งผลให้ผู้กระทา กรรมต่อทางกาย และทางวาจา ผลของการกระทา ไม่ว่ากรรมดีหรือ กรรมชั่วจะถูกจะสมไว้ใน ภวังคจิต รอโอกาสให้ผลแก่เจ้าของกรรม การจะตัดสินว่ากรรมใดเป็นกรรมดี หรือกรรมชั่วนั้น ทาง พระพุทธศาสนาได้วางหลักเกณฑ์ไว้ โดยให้ดูที่สาเหตุแห่งการทากรรมและผลของกรรม ว่ามี ผลกระทบต่อตนเองหรือผู้อื่น หรือ ทั้งตนเองและผู้อื่นหรือไม่ กรรมในพระไตรปิฎกแบ่งออกเป็น ๓ ประเภท คือ ๑. ตามคุณภาพของกรรมมี ๒ อย่าง คือ กรรมชั่ว (อกุศลกรรม) และกรรมดี (กุศลกรรม) ๑๗๓ พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต), พุทธธรรม, ฉบับปรับปรุงและขยายความ, หน้า ๔๘๖.
  • 60.
    ๑๐๖ ๒. ตามทางแห่งการทากรรมมี ๓อย่าง คือ ทางกายเรียกว่า กายกรรม ทางวาจา เรียกว่า วจีกรรม ทางใจ เรียกว่า มโนกรรม ๓. ตามกรรมที่มีความสัมพันธ์กับวิบาก มี ๔ อย่าง คือ กรรมดามีวิบากดา กรรมขาวมี วิบากขาว กรรมทั้งดาและขาวมีวิบากทั้งดาและขาว กรรมไม่ดาและไม่ขาวมีวิบากทั้งไม่ดาและไม่ ขาว กรรมประเภทนี้ เป็นกรรมที่มีเป้ าหมายสูงสุดในทางพระพุทธศาสนา มีเจตนาเพื่อจะละกรรม ดา กรรมขาว และกรรมทั้งดาและขาวในอรรถกถา เรียกว่า กรรม ๑๒ ซึ่งได้มีการรวบรวมไว้เป็น หมวดหมู่ ผลของกรรมทาให้เห็นเป็นรูปธรรมชัดเจนยิ่งขึ้น มีกรรมตามหน้าที่ กรรมตามให้ผล ตามลาดับ และกรรมที่รอเวลาในการให้ผลของกรรม การให้ผลของกรรมแบ่งออกเป็น ๒ ระดับ คือ ผลชั้นใน หมายถึง จิตใจ ให้ผลทันทีที่ทา กรรมเสร็จ เป็นความรู้สึกที่ดีหรือชั่ว สะสมเป็นวิบากตกค้างในใจ รอวันแสดงตัวออกมาเป็น อุปนิสัย ผลชั้นนอกให้ผลเป็นลาภ ยศ สรรเสริญ เสื่อมลาภ เสื่อมยศ นินทา การให้ผลในชั้นนี้ต้องมี องค์ประกอบเรื่อง กาล คติ อุปธิ และปโยคะ มาเป็นปัจจัยเกี่ยวข้อง การให้ผลของกรรมทั้ง ๓ ประเภทในพระไตรปิฎกดังกล่าวข้างต้น เป็นเรื่องของการให้ผลชั้นใน ส่วนการให้ผลของกรรม ๑๒ เป็นการให้ผลชั้นนอก กฎแห่งกรรม เป็นกฎธรรมชาติที่มีการให้ผลที่แน่นอนและตายตัว ไม่มีข้อยกเว้นและจึง เป็นกฎศีลธรรม ที่ดูแลควบคุมพฤติกรรมของมนุษย์และให้ผล มนุษย์ทุกคนต้องรับผิดชอบต่อการ กระทาของตน ดังนั้นเมื่อพิจารณาแล้วจะเห็นได้ว่าการใช้เวลาปัจจุบันและเงื่อนไขของอโหสิกรรม ทาให้มนุษย์สามารถเลือกสถานที่เกิด พร้อมทั้งรูปสมบัติคุณสมบัติได้ กล่าว คือ ทาแต่กรรมดีอันมี เงื่อนไขไปสู่ผลที่ต้องการอย่างพากเพียร และปฏิบัติจนกลายเป็นอุปนิสัย ผลของกรรมย่อมส่งผลใน ชาติหน้าหรือชาติต่อ ๆ ไป และผลของกรรมบางอย่างสามารถส่งผลได้ในชาตินี้ได้เลย เช่น ความ ร่ารวยหรือความฉลาด นอกจากนี้พระพุทธศาสนายังให้ความสาคัญกับมโนกรรมของจิตที่ใกล้ดับ ซึ่งมีผลต่อคติที่ไปในชาติหน้า การดับกรรมต้องดับที่สาเหตุ คือ ผัสสะ พระพุทธศาสนาไม่ได้สอนให้มนุษย์ทากรรมดี เพื่อติดอยู่แต่ความสุขและความดี แต่สอนให้มนุษย์ทากรรมเพื่อละทิ้งกรรมดีและกรรมชั่วเพื่อไปสู่ การสิ้นกรรม ด้วยวิธีการปฏิบัติตามมรรคมีองค์ ๘ และพัฒนาตนเองด้วย หลักไตรสิกขา ซึ่งสามารถ พัฒนากรรมของตนหลุดพ้นจากกิเลส เป็นเหตุให้สิ้นกรรมหรือดับกรรมการกระทาที่ไม่มีกิเลส ไม่ จัดเป็นกรรมเป็นเพียงกิริยาเท่านั้น จึงไม่มีวิบากให้รับผลทาให้หลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด หรือหลุดพ้นจากวัฏฏะ ๓ คือ กิเลส กรรม วิบากบรรลุพระนิพพาน อันเป็นเป้ าหมายสูงสุดของ พระพุทธศาสนา
  • 61.
    ๑๐๗ การประยุกต์เรื่องกรรมเพื่อพัฒนาพฤติกรรมตามหลักพระพุทธศาสนา เพื่อให้ สอดคล้องกับหัวข้อของแบนดูร่า จึงได้ตั้งชื่อหัวข้อตามแนวทางปฏิบัติอ๓ ประการ ได้แก่ ๑. แนว ทางการเรียนรู้โดยการสังเกต ๒. แนวทางการควบคุมกิจกรรมการเรียนรู้ของตนเอง ๓. แนว ทางการรับรู้ความสามารถของตนเอง แนวทางการเรียนรู้โดยการสังเกตมีกระบวนการย่อยอยู่ ๔ กระบวนการ ประกอบด้วย ๑. กระบวนการความใส่ใจ ๒. กระบวนการจดจา ๓. กระบวนการแสดงพฤติกรรมเหมือนกับตัว แบบ ๔. กระบวนการจูงใจ ๑. กระบวนการความใส่ใจในทางพระพุทธศาสนา ได้ศึกษาเรื่อง สมาธิ ได้แก่สมาธิ ที่มาพร้อมกับหลักธรรมแห่งความสาเร็จคือ หลัก “อิทธิบาทธรรม ๔” คือ ฉันทสมาธิ วิริยสมาธิ จิตตสมาธิ วิมังสาสมาธิ กระบวนธรรมทั้ง ๔ นี้จะทางานร่วมกันอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสายทาให้เกิด ความใส่ใจ ๒. กระบวนการจดจา ได้ศึกษาเรื่อง สัญญา เป็นหัวหน้าทางานร่วมกันกับสติ ความ ระลึกหาข้อมูลที่ถูกบันทึกไว้ด้วยสัญญา กระบวนการจดจามี ๓ ขั้นตอน คือการนาข้อมูลเข้าสู่จิตใจ การบันทึกข้อมูล และการนาข้อมูลออกมาใช้ ๓. กระบวนการแสดงพฤติกรรมเหมือนกับตัวแบบ ได้ศึกษาเรื่อง อินทรีย์ ๕ พละ ๕ ทั้งสองหลักธรรมนี้มีองค์ธรรมเหมือนกัน คือ สัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา เพียงแต่เปลี่ยนชื่อตามหมวดธรรมเท่านั้นคือเอาองค์ธรรมเหล่านี้ไปนาหน้าชื่อหมวด ธรรม เช่น สัทธินทรีย์สัทธาพละ เป็นต้น การที่ได้ศึกษาเรื่องนี้เพราะผู้เรียนมีอินทรีย์ไม่เท่ากัน ผู้ที่ มีอินทรีย์ย่อมจะแสดงพฤติกรรมเหมือนตัวแบบมากกว่าผู้มีอินทรีย์อ่อน ๔. กระบวนจูงใจ ได้ศึกษา พระพุทธพจน์ข้อว่า “นิคฺคณฺเห นิคฺคหารห” ข่มบุคคลที่ควรข่ม “ปคฺคณฺเห ปคฺคหารห” ยกย่องคน ที่ควรยกย่อง เพราะว่าพระพุทธเจ้า จะตาหนิคนที่ควรตาหนิโดยไม่ได้เลือกหน้าว่าจะเป็นใครมา จากไหน เป็นลูกหลานของใคร และจะสรรเสริญผู้ที่ควรสรรเสริญโดยไม่ได้เลือกหน้าเหมือนกัน แนวทางการควบคุมกิจกรรมการเรียนรู้ของตนเอง ประกอบด้วยกระบวนการย่อย ๓ กระบวนการ คือ ๑. กระบวนการสังเกตของตนเอง ๒. กระบวนการตัดสิน ๓. การแสดงปฏิกิริยา ต่อตนเอง ๑. กระบวนการสังเกตของตนเอง ได้ศึกษาเรื่อง สติ สัมปชัญญะ สติสัมปชัญญะมี ลักษณะเป็นเครื่องเตือนให้ระลึกได้ให้รู้สึกตัวทั่วพร้อมทุกขณะที่เคลื่อนไหวอิริยาบถ เป็นตัวกากับ ไม่ให้จิตหลุดลอยไปในอารมณ์ต่างๆ อย่างอิสระ คอยควบคุมจิตไว้ไม่ให้ไปสู่อานาจฝ่ายต่าเหมือน เด็กเลี้ยงวัวคอยดูแลวัวของตนไม่ให้เที่ยวไปในที่ที่ไม่เหมาะสม เช่น ไร่ สวน ที่นา ของชาวบ้าน ฉะนั้น ๒. กระบวนการตัดสิน ได้ศึกษาเรื่อง หลักการตัดสินพระธรรมวินัย ๘ ประการ คือ
  • 62.
    ๑๐๘ หลักธรรมที่เป็นพระธรรมวินัยที่พระพุทธองค์ทรงสั่งสอนต้องเป็นไปตามหลักการทั้ง ๘ ประการนี้ ถ้าตรงกันข้ามกับหลักการเหล่านี้ถือว่าไม่ใช่ธรรมไม่ใช่วินัยที่พระองค์ทรงสอนให้ละทิ้งเสียคือ ๑. เป็นไปเพื่อคลายความกาหนัด ๒. เป็นไปเพื่อความพราก ๓. เป็นไปเพื่อการไม่สะสม ๔. เป็นไปเพื่อ ความมักน้อย ๕. เป็นไปเพื่อความสันโดษ ๖. เป็นไปเพื่อความสงัด ๗. เป็นไปเพื่อปรารภความเพียร ๘. เป็นไปเพื่อความเป็นคนเลี้ยงง่าย นอกจากนี้พระองค์ยังได้บัญญัติหลักมหาปเทส ๔ ไว้อีกหลัก หนึ่งเพื่อเป็นหลักตัดสินพระธรรมวินัย ใจความสาคัญของหลักมหาปเทส ๔ นั้นมีอยู่ ๒ สานวน สานวนแรกมีใจความสาคัญคือ ๑. สิ่งใดที่ไม่ได้ห้ามไว้ว่า ไม่ควร ถ้าอนุโลมเข้ากับสิ่งไม่ควร สิ่งนั้น ไม่ควร ๒. สิ่งใดที่ไม่ได้ห้ามไว้ว่า ไม่ควร ถ้าอนุโลมเข้ากับสิ่งที่ควร สิ่งนั้นควร ๓. สิ่งใดที่ไม่ได้ อนุญาตไว้ว่า ควร ถ้าอนุโลมเข้ากับสิ่งไม่ควร สิ่งนั้นไม่ควร ๔. สิ่งใดที่ไม่ได้อนุญาตไว้ว่า ควร ถ้า อนุโลมเข้ากับสิ่งที่ควร สิ่งนั้นควร สานวนที่ ๒ มีใจความว่า ๑. ถ้ามีภิกษุมากล่าวอ้างว่าได้ฟังได้รับ มาจากพระพุทธเจ้า คณะสงฆ์ คณะพระเถระ และพระเถระรูปเดียวว่า ธรรมเหล่านี้ เป็นธรรม เป็น วินัย เป็นสัตถุสาสน์ อย่าเชื่อทันที ให้เรียนรู้แล้วนาไปเปรียบเทียบกับพระสูตรและพระวินัย ถ้าลง กันสมกันกับพระสูตรและพระวินัยจึงค่อยเชื่อและเรียนตามนั้น ถ้าไม่ลงกันสมกัน ให้ทิ้งเสียงไม่ ควรถือเอา ๓. การแสดงปฏิกิริยาต่อตนเอง ได้ศึกษาเรื่อง อายตนะ ๑๒ อย่าง คือ อายตนะภายใน ๖ อายตนะภายนอก ๖ อายตนะ แปลว่า ที่ต่อ, เครื่องติดต่อ, แดนต่อความรู้, เครื่องรู้และสิ่งที่รู้ เช่น ตา เป็นเครื่องรู้ รูปเป็นสิ่งที่รู้, หูเป็นเครื่องรู้ เสียงเป็นสิ่งที่รู้ เป็นต้น อายตนะภายนอก คือเครื่องต่อ ภายนอก, สิ่งที่ถูกรู้มี ๖ คือ รูป เสียง กลิ่น รส สิ่งต้องกาย ธรรมารมณ์ คือ อารมณ์ที่เกิดกับใจหรือ สิ่งที่ใจรู้ อายตนะทั้งสองเกี่ยวข้องกับกระบวนการแสดงปฏิกิริยาต่อตนเอง เมื่อกระบวนธรรม เหล่านี้ คือ อายตนะภายใน ๖ อายตนะภายนอก ๖ ผัสสะ และวิญญาณ ทางานประสานสัมพันธ์กัน กล่าววคือเมื่ออายตนะภายในซึ่งเป็นแดนรับรู้กระทบกับอารมณ์ คืออายตนะภายนอกซึ่งเป็นสิ่งที่ถูก รู้ก็จะเกิดความรู้จาเพาะด้านของอายตนะแต่ละอย่างๆ ขึ้น เช่น ตากระทบรูป เกิดความรู้เรียกว่า เห็น หูกระทบเสียง เกิดความรู้ เรียกว่าได้ยิน เป็นต้น ความรู้เฉพาะแต่ละด้านนี้เรียกว่า วิญญาณ ความรู้ แจ้ง คือรู้อารมณ์ วิญญาณทางตา ได้แก่ เห็น เรียกว่า จักขุวิญญาณ วิญญาณทางหู ได้แก่ ได้ยิน เรียกว่า โสตสวิญญาณ เป็นต้น แนวทางการรับรู้ความสามารถของตนเอง ประกอบด้วยแนวทางย่อย ๔ แนวทาง คือ ๑. ประสบการณ์ที่ประสบความสาเร็จ ๒. การใช้ตัวแบบ ๓. การใช้คาพูดชักจูง ๔. การกระตุ้นทาง อารมณ์ ๑. ประสบการณ์ที่ประสบความสาเร็จ ได้ศึกษาเรื่อง จริต ๖ คือความประพฤติจนเคยชิน เป็นนิสัยที่แสดงออกมาโดยไม่ได้ตั้งใจ จนกลายเป็นบุคลิกของแต่ละคน เช่น คนราคจริต จะมีนิสัย
  • 63.
    ๑๐๙ เรียบร้อย รักสวยรักงาม คนโทสจริตจะมีนิสัยหนักไปทางใจร้อนขี้หงุดหงิด คนโมหจริต จะมีนิสัย หนักไปทางเหงาซึมจับจด คนสัทธาจริต จะมีนิสัยเชื่อง่าย ถ้าไม่มีปัญญากากับก็อาจจะกลายเป็นคน เชื่องมงายได้ คนพุทธิจริต จะมีนิสัยหนักไปทางคิดพิจารณา คนวิตกจริต จะมีนิสัยหนักไปทางคิด จับจดฟุ้งซ่าน ผู้ต้องการเปลี่ยนพฤติกรรมต้องสังเกตตัวเองให้ดีว่า ในช่วงที่ประสบความสาเร็จเรา ประพฤติตัวอย่างไร แล้วนานิสัยนั้นมาใช้ให้เกิดประโยชน์คือทาตัวเหมือนเมื่อครั้งที่เคยประสบ ความสาเร็จนั้น ๒. การใช้ตัวแบบ ได้ศึกษาเรื่อง “บุคคลาธิษฐาน และธรรมาธิษฐาน” คือใช้บุคคลเป็น แบบและใช้ธรรมะเป็นแบบหรือใช้รูปธรรมกับนามธรรมเป็นแบบ บุคคลาธิษฐาน คือยกบุคคลมา เป็นตัวอย่างประกอบการอธิบายในเรื่องนั้นๆ ที่ตรงกับเรื่องที่กาลังอธิบาย ส่วนธรรมาธิษฐาน คือ ยกหัวข้อธรรมขึ้นแสดงไม่เกี่ยวกับบุคคลเป็นการแสดงหลักการล้วนๆ เพื่อประกอบการอธิบายใน เรื่องนั้นๆ ในเรื่องนี้ได้ยกเรื่องเวสสันดรชาดกกับเรื่องพระนันทเถระเป็นตัวอย่าง เรื่องเวสสันดร ชาดกพระองค์ทรงแสดงเพื่อลดมานะ ทิฏฐิของเหล่าพระประยูรญาติ ส่วนเรื่องพระนันทะพระองค์ แสดงเหล่านางฟ้าให้พระนันทะผู้กระสันอยากสึกเพื่อให้คลายความรักจากนางชนบทกัลยาณีผู้เป็น เจ้าสาว เป็นการเปลี่ยนความสนใจของพระนันทะให้เกิดความอุตสาหะปฏิบัติสมณธรรม ๓. การใช้คาพูดชักจูง ได้ศึกษาเรื่อง ลีลาการสอน หรือเทศนาวิธี ๔ ประการที่พระพุทธ องค์ทรงใช้เพื่อชักชวนโน้มน้าวจิตใจของผู้ฟังให้เกิดความกล้าหาญ ร่าเริง อยากนาเอาธรรมะคาสั่ง สอนไปปฏิบัติเพื่อให้เกิดผลแก่ตนเอง ลีลาการสอน หรือเทศนาวิธี ๔ อย่าง คือ ๑. สันทัสสนา ชี้แจงให้เห็นชัด ๒. สมาทปนา ชวนให้อยากรับเอาไปปฏิบัติ ๓. สมุตเตชนา เร้าใจให้อาจหาญ แกล้วกล้า ๔. สัมปหังสนา ปลอบชโลมใจ ให้สดชื่นร่าเริง การใช้คาพูดชักจูงโน้มน้าวเพื่อให้ผู้ที่ ยังไม่เลื่อมใสให้เกิดความเลื่อมใส ผู้มีทิฏฐิ มานะ ให้ลดทิฏฐิ มานะ ผู้ที่มีพฤติกรรมก้าวร้าวให้เป็น ผู้มีจิตอ่อนโยน ๔. การกระตุ้นทางอารมณ์ ได้ศึกษาเรื่อง ฉันทะ ความพอใจ ชอบใจในการทาการงานที่ เป็นประโยชน์มีความหมายในเชิงสร้างสรรค์ ส่วนฉันทะที่เป็นตัวกระตุ้นอารมณ์ได้แก่ ฉันทะใน อิทธิบาท ๔ และฉันทะในสัมมัปปธาน ๔ เพราะเป็นตัวนาให้ธรรมะข้ออื่นๆ เกิดขึ้นตามมาจนทา ให้การงานที่ทาอยู่นั้นดาเนินไปสู่ความสาเร็จ ยกตัวอย่าง ฉันทะ ในอิทธิบาท ๔ คือเมื่อมีความ พอใจ ชอบใจในงานที่จะทาแล้วย่อมทาให้เกิดวิริยะ ความเพียรพยายามตามมา เมื่อมีความเพียรแล้ว ย่อมทาให้เกิด จิตตะ ความตั้งใจขณะที่ทางาน เมื่อมีความตั้งใจแล้วย่อมทาให้เกิด วิมังสา ความ
  • 64.
    ๑๑๐ พิจารณาไตร่ตรองในงาน คือคิดหาช่องทางแห่งความสาเร็จของงาน ส่วนฉันทะในสัมมัปปธาน ๔ ก็มีลักษณะคล้ายๆ กับฉันทะในอิทธิบาท ๔ นี้ ๓.๕.๒ วิพากษ์เรื่องการปรับพฤติกรรมตามหลักพระพุทธศาสนา การปรับพฤติกรรมตามหลักพระพุทธศาสนาก็คือการปรับอินทรีย์ให้เสมอกันเพื่อให้ กายและจิตทางานประสานสอดคล้องกันในการแสดงออกทางพฤติกรรมที่เหมาะสม เพราะสังขาร ร่างกายและจิตใจของมนุษย์ก็เปรียบเหมือนต้นไม้จะดัดหรือตกแต่งให้เป็นต่าง ๆ ได้ทันทีไม่ได้ต้อง อาศัยเวลา ต้องค่อยเป็นค่อยไปและขึ้นอยู่กับเป้ าหมายที่ตั้งไว้ด้วยถ้ามีเป้ าหมายใหญ่ก็ยิ่งใช้ เวลานาน เช่นการจะดัดต้นตะโกให้เป็นรูปหงส์ตัวใหญ่ ๆ ต้องรอเป็นเวลาหลายปีกว่าต้นไม้จะ เจริญเติบโตและมีรูปเป็นหงส์อย่างที่เราออกแบบเอาไว้ การปรับพฤติกรรมของมนุษย์ยิ่งต้องใช้เวลานานยิ่งกว่านั้นเพราะมนุษย์มีส่วนประกอบ หลายอย่างโดยเฉพาะอารมณ์ภายใน ซึ่งเป็นตัวแปรสาคัญคอยทาให้ใจไขว้เขวออกนอกทางหรือ เป้ าหมายที่ตั้งเอาไว้ ดังนั้น การปรับพฤติกรรมจึงอาศัยกาลเวลา ค่อยเป็นค่อยไป พระพุทธศาสนา ได้วางหลักธรรมสาหรับใช้เป็นเครื่องมือหรืออุปกรณ์ในการปรับ พฤติกรรมไว้หลายหมวดด้วยกันซึ่งหลักธรรมเหล่านี้แท้จริงแล้วก็คือสังขารในฝ่ายกุศลนั่นเอง เช่น หลัก พละ ๕ อินทรีย์ ๕ อันประกอบด้วย สัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา บางหมวดธรรมก็มีชื่อ หลักธรรมอื่นที่ไม่ใช่สังขารมารวมอยู่ด้วย แต่เมื่อสาวไปถึงต้นตอแล้วก็จัดเป็นสังขารเช่นเดียวกัน แต่ไม่ใช่เป็นสังขารในขันธ์ ๕ เท่านั้น เป็นสังขารที่เป็นสังขตธรรมคือธรรมที่ถูกปัจจัยปรุงแต่ง เช่น หลักฆราวาสธรรม ๔ คือ ทมะ สัจจะ ขันติ จาคะ สังคหวัตถุ ๔ คือ ทาน ปิยวาจา อัตถจริยา สมานัตตตา หลักธรรมเหล่านี้มีไว้สาหรับฆราวาสผู้อยู่ครองเรือนเพื่อให้คนในครอบครัวอยู่ด้วยกัน อย่างมีความสุข และมีความเจริญก้าวหน้า ในการประกอบอาชีพการอยู่ครองเรือน การปรับพฤติกรรมตามหลักพระพุทธศาสนา ไม่ว่าจะเป็นการปรับพฤติกรรมขั้น พื้นฐาน ขั้นปานกลาง และขั้นสูง ล้วนมีจุดมุ่งหมายหรือประโยชน์ ๒ อย่าง คือ ๑ (ประโยชน์ ตนเอง )อัตตัตถะประโยชน์ (๒ (ประโยชน์คนอื่น )ปรัตถะประโยชน์ (เป็นหลัก ในเบื้องต้นต้อง ทาประโยชน์ตนให้สมบูรณ์ก่อน คือ จะทาอะไรก็แล้วแต่ตนเองต้องเป็นที่พึ่งของตนให้ได้ก่อนจึง เผื่อแผ่คนอื่นตามกาลังความสามารถ ถ้าทาได้อย่างนี้จะทาให้ได้รับการยกย่องการยอมรับ การนับ ถือจากคนอื่น ถ้าบกพร่องอย่างใดอย่างหนึ่งไปบ้าง แต่ถ้ามีเจตนาที่ดี ก็ยังพอทาเนา การที่บุคคลมุ่งขวนขวายเฉพาะประโยชน์ตนโดยไม่คานึงถึงคนอื่น ก็จะเป็นสุดโต่งข้าง หนึ่งจะกลายเป็นคนเห็นแก่ตัวไป จะตกไปสู่อานาจของบาปธรรม คือ ความตระหนี่ (มัจฉริยะ) และความโลภ (โลภะ) ถ้ามุ่งแต่ประโยชน์คนอื่นหรือประโยชน์ส่วนรวมก็จะทาตัวเองลาบากใน
  • 65.
    ๑๑๑ การดาเนินชีวิต ฐานะความเป็นอยู่อาจจะอัตคัตขัดสนก็ได้ ซึ่งก็เป็นสุดโต่งอีกอย่างหนึ่งไม่ใช่ เป้าหมายของพระพุทธศาสนาคือทางสายกลางจะได้รับคาตาหนิไม่เป็นที่เกรงอกเกรงใจของคนอื่น สิ่งที่ทาไปนั้นอาจจะถูกขัดขวางต่อต้านก็ได้ อาจจะมีคาถามว่า ถ้าอย่างนั้นก็จะไม่มีคนที่ทาประโยชน์คนอื่นอย่างจริงจัง เพราะแต่ ละคนก็ยังทาประโยชน์ให้ตนเองยังไม่สมบูรณ์สักคนยกเว้นพระอรหันต์ แล้วสังคมจะอยู่ด้วยกัน อย่างสงบสุขได้อย่างไร และในกรณีของพระโพธิสัตว์ที่อุทิศตนเองเพื่อบาเพ็ญประโยชน์แก่คนอื่น จะไม่ถูกตาหนิติเตียนหรือ เพราะพระโพธิสัตว์ก็ยังประโยชน์ของตนไม่บริบูรณ์ คาถามนี้ไม่ง่ายที่จะตอบ เพราะมีรายละเอียดให้พิจารณาประกอบหลายอย่างก่อนอื่น เรามาพิจารณา หลักประโยชน์ในพระพุทธศาสนาก่อน หลักอัตตัตถะประโยชน์หรือประโยชน์ตน นั้น ไม่ค่อยเป็นปัญหาเท่าไหร่เพราะคนส่วนมากมุ่งประโยชน์ส่วนตนอยู่แล้วบางครั้งก็มากเกินไป จนถึงกับล่วงละเมิดประโยชน์ของคนอื่นก็มี ส่วนปรัตถะประโยชน์หรือประโยชน์คนอื่นนั้นข้อนี้ค่อนข้างมีปัญหา เพราะไม่ค่อยมี ใครคิดถึง จะมีอยู่บ้างก็จะอยู่ในวงจากัดเช่นเฉพาะในหมู่ญาติพี่น้อง เพื่อนพ้องของตนเท่านั้น อาจจะมีผู้คิดถึงคนอื่นที่นอกจากญาติพี่น้องเพื่อนพ้องของตนอยู่บ้าง แต่คงมีน้อยคนมาก เช่น พระราชาผู้ครองแผ่นดิน อาจจะคานึงถึงประโยชน์ของประชาชนภายในประเทศที่ไม่ใช่ญาติพี่น้อง และเพื่อนพ้องของตนเอง แต่ถึงกระนั้นพระราชาในประเทศนั้น ๆ ก็จะคานึงถึงเฉพาะประโยชน์ ของประเทศชาติของตัวเองเป็นหลักก่อนเสมอ ในบางครั้งอาจจะทาการกดขี่ข่มเหงประชาชนใน ประเทศอื่นที่ตนแย่งชิงมาได้ด้วยการทาสงครามก็ได้ทาให้ประชาชนในประเทศนั้นได้รับความ ลาบากกว่าประชาชนในประเทศของตน เมื่อมองให้ลึกลงไปและมองในภาพกว้าง ๆ แล้ว จะเห็นว่าจะหาคนที่จะบาเพ็ญตนเพื่อ ประโยชน์แก่คนอื่นยากมากทุกคนมีประโยชน์ของตนเองแอบแฝงอยู่ทั้งนั้นแม้แต่พระโพธิสัตว์ที่ อุทิศตนบาเพ็ญประโยชน์แก่ผู้อื่นก็ยังมีประโยชน์ตนเองแฝงอยู่คือการได้ตรัสรู้พระสัมมาสัมโพธิ ญาณหรืออนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณเป็นที่หมาย หลังจากที่ได้ตรัสรู้แล้วนั่นแหละพระพุทธเจ้าจึง ชื่อว่า ได้บาเพ็ญประโยชน์เพื่อคนอื่นอย่างแท้จริง เมื่อไม่มีใครจะบาเพ็ญประโยชน์เพื่อคนอื่นอย่าง แท้จริงแล้ว พระพุทธศาสนาถือเอาหลักอะไรในการตัดสินว่า คนคนนี้เป็นผู้บาเพ็ญประโยชน์แก่ คนอื่นถึงจะไม่เต็มที่อย่างน้อยก็ยังจะเป็นประโยชน์แก่คนอื่นบ้าง ประเด็นนี้พระพุทธศาสนามี เกณฑ์ตัดสินอยู่ว่าคนคนนั้น ทาประโยชน์ส่วนตนพอประมาณและในขณะเดียวกันก็ทาประโยชน์ ของคนอื่นไปด้วย ถามว่า ทาอย่างไรจึงชื่อว่าทาประโยชน์ของคนอื่นด้วย ขอยกตัวอย่างประกอบ เช่น นาย ก .เป็นพ่อค้า มีอาชีพค้าขาย ถ้านาย ก .ค้าขายสิ่งของที่ไม่จัดอยู่ในจาพวกมิจฉาวณิชา ๕ ประการที่พระพุทธศาสนาวางไว้ คือ ๑. ค้าขายศัสตราวุธ ๒. ค้าขายสัตว์มีชีวิตมนุษย์ ๓. ค้าขาย
  • 66.
    ๑๑๒ เนื้อสัตว์ สัตว์ที่มีชีวิต ๔.ค้าขายของมึนเม ๕. ค้าขายยาพิษ๑๗๔ ถือว่านาย ก .ได้ทาประโยชน์ของ ตนเองพอประมาณและได้ทาประโยชน์แก่คนอื่นไปพร้อมกัน เพราะเหตุไรจึงว่าอย่างนั้น เท่าที่ดู รายการสินค้าเหล่านี้แล้วก็มีทั้งประโยชน์และโทษอยู่ในตัว ถ้าไม่ค้าขายสิ่งเหล่านี้แล้วค้าขายอย่าง อื่นจะชื่อว่าบาเพ็ญประโยชน์แก่ผู้อื่นอย่างไร ขอยกตัวอย่างประกอบ เช่น การที่นาย ก .ไม่ค้าขายมนุษย์ถือว่านาย ก .ไม่ได้เบียดเบียน คนอื่นให้ได้รับความลาบาก ความเดือดร้อนคนอื่นเมื่อเห็นนาย ก .แล้วก็ไม่ต้องวิตกกังวลหรือ ระแวงว่า นาย ก .จะลักพาตัวเองไปขาย การที่นาย ก .ไม่ค้าขายศัสตราอาวุธ หรือยาพิษก็ เช่นเดียวกัน คนอื่นสัตว์อื่นก็ไม่ต้องตายหรือได้รับบาดเจ็บเพราะอาวุธหรือยาพิษของนาย ก .ที่ขาย ให้คนอื่นนาไปประทุษร้ายคนอื่นสัตว์อื่น ถึงแม้ว่าจะมีการฆ่ากันทาร้ายกันโดยปราศจากอาวุธและ ยาพิษแม้จะมีคนหรือสัตว์ตายไปบ้างก็ยังน้อยกว่าการตายด้วยอาวุธหรือยาพิษ เช่น การที่ สหรัฐอเมริกานาระเบิดปรมาณูไปทิ้งที่เมืองฮิโรชิม่าและเมืองนางาซากิของญี่ปุ่ น เป็นต้น การ ปล่อยยาพิษลงในแม่น้าเป็นเหตุให้ปลาตายและคนที่น้าไปดื่มกินตายไปด้วย เป็นต้น ในการค้าขาย ข้ออื่น ๆ ก็พึงเห็นตามนัยตัวอย่างที่ยกมานี้เถิด หากจะมีคาถามว่า ถึงแม้ว่านาย ก .จะค้าขายมิจฉาวณิชา ทั้ง ๕ เหล่านี้ อย่างใดอย่าง หนึ่ง แต่นาย ก .ก็เสียภาษีให้แก่รัฐบาลเป็นประจา และเงินภาษีนั้นก็นาไปพัฒนาประเทศชาติใน ส่วนต่าง ๆ ให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชนทั่วไป อย่างนี้ไม่ถือว่า นาย ก .ทาประโยชน์แก่คนอื่นไป พร้อมกันกับประโยชน์ตนหรือ ตอบว่า ถ้าดูผิวเผินก็เหมือนกับว่า นาย ก .ได้ทาประโยชน์แก่คนอื่นไปพร้อมกัน แต่เมื่อ นาเอาความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการกระทาของเขากับสิ่งที่เขาชดเชยให้คนอื่นนั้นเปรียบเทียบกัน ไม่ได้ ยกตัวอย่างเช่น นาย ก .ขายอาวุธได้เงิน ๑๐๐ บาท นาย ก .จะต้องเสียภาษีให้แก่รัฐบาล แต่ เงินภาษีที่นาย ก .เสียให้แก่รัฐบาลนั้นเมื่อเทียบรายได้ที่เขาได้จากการขายอาวุธนั้นน้อยมาก และเมื่อ คานึงถึงผลเสียหายที่คนซื้ออาวุธของเขานาไปฆ่าคนอื่นสัตว์อื่นไม่รู้ว่าจะกี่สิบกี่ร้อยคนซึ่งชีวิตของ คนแต่ละคนนั้นคิดมูลค่าเป็นเงินไม่ได้ หากจะมีคาถามว่า ถ้าในกรณีของคนอื่นที่ไม่ได้ค้าขายสิ่งที่พระพุทธศาสนาระบุไว้ว่า เป็นมิจฉาวณิชา แต่ไม่เสียภาษีแก่รัฐบาลจะถือว่าเขาได้ทาประโยชน์ตนเองและประโยชน์คนอื่น ไปพร้อมกันหรือไม่ ตอบว่าเขาทาประโยชน์ตนและทาประโยชน์คนอื่นบ้าง แต่เป็นประโยชน์ เฉพาะญาติพี่น้อง และเพื่อนพ้องของเขาเท่านั้น ๑๗๔ องฺ .ปญฺจก. (ไทย) ๒๒/๑๗๗/๒๙๒ .
  • 67.
    ๑๑๓ โดยทั่วไป พฤติกรรมที่มนุษย์แสดงออกมา ไม่ว่าจะเป็นไปในทางที่ดีหรือชั่วตาม ความหมายทั่วไปนั้นสามารถตัดสินได้ง่าย เช่น นาย ก .ชอบลักขโมยของคนอื่น นาย ข .เป็นนักเลง สุรา เป็นต้น ตัวอย่างเหล่านี้เราสามารถตัดสินได้ทันทีว่าดีหรือชั่วอย่างไร แต่เมื่อจะต้องตัดสิน พฤติกรรมที่มีผลสืบเนื่องไปถึงอนาคต ซึ่งทางพระพุทธศาสนาเรียกว่า “กรรม” อันเป็นพฤติกรรมที่ จะต้องใช้เกณฑ์ทางจริยธรรมมาตัดสินนั้น คนทั่วไปมักมีความสับสนไขว้เขว อยู่เป็นอันมาก โดยเฉพาะปัญหาที่เกี่ยวกับพฤติกรรมที่เรียกว่า “ทาดีได้ดี ทาชั่วได้ชั่ว” ว่าเป็นจริงอย่างนั้นหรือไม่ บางคนพยายามหาหลักฐานมาแสดงให้เห็นว่า ในโลกแห่งความเป็นจริง บุคคลที่มีพฤติกรรมไป ในทางที่ชั่วแต่มีผลดี หรือบางคนมีพฤติกรรมดี แต่กลับได้รับผลชั่วมีอยู่มากมายจุดสาคัญที่ ก่อให้เกิดปัญหาในเรื่องเกณฑ์ตัดสินพฤติกรรมนี้ คือ ความสับสนเกี่ยวกับขอบเขตที่แยกต่างหาก จากกัน และที่สัมพันธ์กันระหว่างกรรมนิยามกับสังคมนิยม๑๗๕ ข้อความนี้มีความเป็นจริงอยู่ไม่น้อยที่ว่าคนส่วนมากมีความสับสนเกี่ยวกับขอบเขตที่ แยกต่างหากจากกันและที่สัมพันธ์กันระหว่างกรรมนิยามกับสังคมนิยม ในฝ่ายของกรรมนิยาม การกระทาทุกอย่างที่ประกอบด้วยเจตนามีผลแก่ผู้ทาหมายความว่าผู้ทากรรมนั้นจะต้องได้รับผล ของการกระทาของตนอย่างแน่นอน ส่วนจะเร็วหรือช้านั้นขึ้นอยู่กับกรรมหนักกรรมเบา ส่วน สังคมนิยมนั้นเป็นเรื่องของการสมมติขึ้นของคนในสังคมนั้น ๆ เช่น กรณีการเลือกตั้ง คนดีไม่ซื้อ เสียงในการเลือกตั้งปรากฏว่าสอบตก ไม่ได้รับการเลือกตั้ง แต่คนที่ซื้อเสียงกลับได้รับการเลือกตั้ง ถามว่าระหว่างสองคนนี้ใครเป็นคนทาดีใครเป็นคนทาชั่วแล้วใครได้รับผลของการทาดีทาชั่วใน ครั้งนี้ เรื่องนี้ตอบได้ไม่ง่ายนัก เพราะเป็นเรื่องของกรรมนิยามกับสังคมนิยม ถามว่าเป็นกรรม นิยามกับสังคมนิยมอย่างไร ตอบว่า ที่ว่าเป็นกรรมนิยามก็คือ คนที่ไม่ซื้อเสียงเป็นคนดีเพราะทา ตามกฎหมายเลือกตั้ง แต่สังคมไม่นิยม สังคมเขาต้องการเงินเมื่อมีคนเอาเงินไปให้เพื่อแลกกับ คะแนนเสียงเขาจึงลงคะแนนให้คนนั้น เพื่อเป็นการตอบแทน และคนที่เขาลงคะแนนให้นั้นก็ ได้รับการเลือกตั้งโดยชอบธรรม แต่ถ้ากรณีนี้เกิดขึ้นในยุคสมัยหรือสังคมที่เขาไม่นิยมการซื้อเสียงสังคมที่ถือว่าการซื้อ เสียงเป็นเรื่องผิดกฎหมายและผิดศีลธรรมอย่างร้ายแรง คนที่ซื้อเสียงก็จะไม่ได้รับการคัดเลือก เพราะทาผิดกฎหมายเลือกตั้งและผิดศีลธรรมของสังคมด้วย หรืออีกตัวอย่างหนึ่ง เช่น นาย ก .เป็น คนดีมีศีลธรรม คนทั่วไปก็รู้ว่าเขาเป็นคนดี แต่นาย ก .มีพรรคพวกหรือญาติพี่น้องน้อยกว่านาย ข . ซึ่งเป็นคู่แข่งกัน นาย ข .เป็นคนไม่มีศีลธรรมเท่ากับนาย ก .คนทั่วไปก็รู้ แต่เขามีพวกพ้องมากกว่า ๑๗๕ ดูรายละเอียดใน พระพรหมคุณาภรณ์ ,(ป.อ .ปยุตฺโต), พุทธธรรม, ฉบับปรับปรุงและขยาย ความ, หน้า ๑๕๖.
  • 68.
    ๑๑๔ จึงได้รับการคัดเลือก กรณีอย่างนี้ก็เป็นสังคมนิยม ไม่ใช่กรรมนิยามตามหลักของกรรมนิยาม นาย ก .ถึงแม้จะแพ้การเลือกตั้งแต่เขาก็ยังเป็นคนดีอยู่เหมือนเดิม ส่วนนาย ข .แม้จะชนะการ เลือกตั้งก็ไม่ได้หมายความว่าเขาเป็นคนดีตามหลักของกรรมนิยาม พฤติกรรมที่เป็นส่วนของทุจริต กรรมต่าง ๆ ที่เขาทาไว้ก็ยังเป็นของเขาอยู่และเขาก็จะได้รับผลกรรมนั้นเมื่อถึงคราวเหมาะสม อีกอย่างหนึ่งเมื่อกล่าวโดยสรุปตามหลักพระพุทธศาสนาแล้วพฤติกรรมของมนุษย์ ขึ้นอยู่กับสังขารที่เป็น เจตนา ถ้ากรรมใดประกอบด้วยเจตนาดี พฤติกรรมนั้นเป็นกรรมดี ถ้า ประกอบด้วยเจตนาไม่ดี พฤติกรรมนั้นเป็นกรรมไม่ดี ดังพุทธพจน์ในธรรมบท ขุททกนิกายว่า “ธรรมทั้งหลาย มีใจเป็นหัวหน้า มีใจเป็นใหญ่ สาเร็จด้วยใจ ถ้าคนมีใจดี ก็จะพูดดีหรือทาดีตาม ไปด้วย เพราะความดีนั้น สุขย่อมติดตามเขาไป เหมือนเงาติดตามตัวเขาไป ฉะนั้น”๑๗๖ ๑๗๖ ขุ.ธ. (ไทย) ๒๕/๒/๒๔.
  • 69.