ให้ความสนใจเกี่ยวกับกระบวนการคิด การให้เหตุผลของ
ผู้เรียน ซึ่งการเรียนรู้เป็นสิ่งที่มากกว่าผลของการเชื่องโยงระหว่างสิ่งเร้า
กับการตอบสนอง โดยให้ความสนใจในกระบวนการภายในที่เรียกว่า
“ความรู้ความเข้าใจ หรือการรู้คิดของมนุษย์” โดยเชื่อว่าการเรียนรู้จะ
อธิบายได้ดีที่สุด หากเราสามารถเข้าใจกระบวนการภายใน ซึ่งเป็น
ตัวกลางระหว่างสิ่งเร้าและการตอบสนอง
ครูสุขสวรรค์ สอนวิชาวิทยาศาสตร์ ม.ต้น ได้กาหนดงานเพื่อให้
นักเรียนชั้น ม.1 และ ม.3 ประมวลความรู้วิชาวิทยาศาสตร์ในเรื่องที่สนใจ
โดยประดิษฐ์ เป็นผลงานขึ้นมาหนึ่งอย่าง ให้แบ่งกลุ่มเป็น 3 คน นาเสนอ
หัวข้อที่จะทา กาหนดสมมติฐาน ตัวแปรต้น ตัวแปรตาม และออกแบบการ
ดาเนินงาน ให้เป็นขั้นตอน รวมทั้งงบประมาณที่ใช้ ระยะเวลา ระบุวิธีการ
ดาเนินการ และสรุปผลการทดลอง โดยให้นาเสนอผลงานและข้อค้นพบใน
ท้ายเทอม และจัดเป็นนิทรรศการแสดงผลงานในโรงเรียนด้วย และจะต้อง
มีการรายงานความคืบหน้ากับครูเป็นระยะ ซึ่งผิดกับครูอภิชัยที่ให้เฉพาะ
ม.3 ทาโครงงานโดยคิดว่า ม.1 ยังไม่พร้อมที่จะทาโครงงานดังกล่าว
 การจัดการเรียนรู้ของครูสุขสวรรค์ สอดคล้องกับทฤษฎีการเรียนรู้โดย
การค้นพบของบรูเนอร์ นั้นคือการเรียนรู้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อผู้เรียนได้มีปฏิสัมพันธ์กับ
สิ่งแวดล้อม ซึ่งนาไปสู่การค้นพบการแก้ปัญหา ผู้เรียนจะประมวลข้อมูลข่าวสาร จาก
การมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม และจะรับรู้สิ่งที่ตนเองเลือก หรือสิ่งที่ใส่ใจ การเรียนรู้
แบบนี้จะช่วยให้เกิดการค้นพบ เนื่องจากผู้เรียนมีความอยากรู้อยากเห็น ซึ่งจะเป็น
แรงผลักดันที่ทาให้สารวจสิ่งแวดล้อม และทาให้เกิดการเรียนรู้โดยการค้นพบ ดังจะเห็น
ได้จากการที่ครูสุขสวรรค์ ให้นักเรียนกาหนดสมมติฐาน ตัวแปรต้น ตัวแปรตาม และ
ออกแบบการดาเนินงาน ให้เป็นขั้นตอน รวมทั้งงบประมาณที่ใช้ ระยะเวลา ระบุวิธีการ
ดาเนินการ และสรุปผลการทดลอง โดยให้นาเสนอผลงานและข้อค้นพบในท้ายเทอม
และจัดเป็นนิทรรศการแสดงผลงานในโรงเรียน
 การจัดการเรียนรู้ของครูอภิชัย สอดคล้องกับทฤษฎีเชา
ปัญญาแบบเพียเจต์ เน้นการจัดรวบรวมข้อมูลภายในผู้เรียนให้เป็นระเบียบ
มีแบบแผน ขั้นตอน รวมไปถึงมีการปรับตัว การปรับตัวนี้อาจจะเกิดจาก
การที่เด็กมีการซึมซับดูดซึมจากสิ่งแวดล้อม รอบตัว เกิดการเรียนรู้จดจา
แล้วจึงเกิดประสบการณ์นาไปสู่การสร้างปัญญา ดังจะเห็นได้จากการสอน
ของครูอภิชัย ที่ไม่ให้เด็กม.1 ทาโครงงาน เพราะเห็นว่า เด็กในวัยนี้ยังไม่
เหมาะที่จะทาการเรียนรู้แบบโครงสร้าง ควรมีการเรียนการสอน แบบตาม
ขั้นตอนตามวัยของผู้เรียน
  ความแตกต่างระหว่างการจัดการเรียนรู้ของครูสุขสวรรค์
และครูอภิชัยคือ ครูสุขสวรรค์เชื่อว่าการเรียนรู้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อผู้เรียน
ได้มีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม ซึ่งนาไปสู่การค้นพบการแก้ปัญหา ผู้เรียน
จะประมวลข้อมูลข่าวสาร จากการมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม และจะรับรู้
สิ่งที่ตนเองเลือก หรือสิ่งที่ใส่ใจ การเรียนรู้แบบนี้จะช่วยให้เกิดการค้นพบ
ส่วนครูอภิชัยเชื่อการจัดการเรียนการสอนไม่สอดคล้องกับระดับของการ
รับรู้และเข้าใจของนักเรียนทาให้นักเรียนในระดับนี้ไม่สามารถทาได้
1
ข้อดีของครูสุขสวรรค์
นักเรียนเกิดกระบวนการเรียนรู้ด้วยตนเอง
นักเรียนได้แลกเปลี่ยนแนวความคิดกับเพื่อนในกลุ่ม
ส่งเสริมให้ผู้เรียนได้คิดอย่างอิสระเพื่อช่วยส่งเสริม ความคิด
2
3
1
ข้อดีของครูอภิชัย
จัดกระบวนการเรียนรู้ให้เหมาะสมกับขั้นพัฒนาการเหมาะสมกับวัย
2
นักเรียนได้แลกเปลี่ยนแนวความคิดกับเพื่อนในกลุ่มเมื่อนักเรียน
ทางานกันเป็นกลุ่ม
ข้อเสียของครูอภิชัย
นักเรียนแต่ละคนมีทักษะในกระบวนการเรียนรู้ไม่เท่ากัน ซึ่งอาจทา
ให้สิ่งที่ได้เรียนรู้หรือความรู้ที่ได้ไม่ เท่ากัน
ถ้าคุณเป็นคณะผู้บริหารของโรงเรียน ที่เปิดสอนตั้งแต่ระดับเตรียม
อนุบาล ระดับอนุบาล ไปจนกระทั่งถึงระดับมัธยมศึกษาตอนต้นและตอน
ปลาย โดยคุณต้องการที่จะจัดหลักสูตรให้สอดคล้องกับเด็กในแต่ละ
วัย เช่น เด็กวัยเตรียมอนุบาล เป็นวัยที่การเรียนรู้เกิดจากการได้สัมผัส เด็ก
วัยอนุบาลจะสามารถเรียนรู้ได้จากสัญลักษณ์ แทนวัตถุสิ่งของต่างๆ เป็นต้น
เพื่อเป็นนโยบายในการจัดการเรียนการสอนของครูผู้สอนต่อไป
 หลักการของทฤษฎีที่เหมาะสมกับการจัดหลักสูตรของ
โรงเรียนในสถานการณ์ คือทฤษฎีพัฒนาการเชาวน์ปัญญาของเพียเจต์ ซึ่งมี
ลาดับขั้นตอน 4 ขั้น ซึ่งทั้ง 4 ขั้นอยู่ในช่วงระยะเวลา ตั้งแต่ ทารก – 12 ปี ขึ้น
ไป ก็จะ สอดคล้องกับการเรียนการสอนในระดับ เตรียมอนุบาล – มัธยมศึกษา
ตอนปลาย เพราะว่าวัยนี้เป็นวัยที่เด็กมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม โดย
ประสาทสัมผัสและการเคลื่อนไหวของอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย
1. Sensorimotor (แรกเกิด -2 ขวบ) ใช้ประสาทสัมผัสและการ
เคลื่อนไหวของอวัยวะต่างๆของร่างกาย เช่น การจับต้องสิ่งต้องๆ และ
การคลาน การเดินของเด็ก
2. Preoperational (อายุ18 เดือน -7 ปี) เด็กก่อนเข้าโรงเรียนและวัย
อนุบาล มีระดับเชาวน์ปัญญามีพัฒนาการทางด้านภาษา เด็กวัยนี้จะเริ่ม
ด้วยการพูดเป็นประโยคและเรียนรู้คาต่างๆเพิ่มขึ้น เด็กจะได้รู้จักคิด เช่น
เรียกพ่อเรียกแม่
ความแตกต่างของพัฒนาการของเด็กแต่ละช่วงวัย
3. Concrete Operations (อายุ 7 - 11 ปี) สามารถสร้างกฎเกณฑ์
และตั้งกฎเกณฑ์ในการแบ่งสิ่งแวดล้อมออกเป็นหมวดหมู่ได้ คือ เด็กจะ
สามารถที่จะอ้างอิงด้วยเหตุผลและไม่ขึ้นกับการรับรู้จากรูปร่างเท่านั้น
4. Formal Operations (อายุ 12 ปีขึ้นไป) เด็กวัยนี้เป็นผู้ที่คิดเหนือไป
กว่าสิ่งปัจจุบัน สนใจที่จะสร้างทฤษฎีเกี่ยวกับทุกสิ่งทุกอย่าง และมีความ
พอใจที่จะคิดพิจารณาเกี่ยวกับกับสิ่งที่ไม่มีตัวตน หรือสิ่งที่เป็นนามธรรม
เช่น เป็นคนที่มีเหตุมีผล มากขึ้น รู้จักแก้ปัญหาเป็น
 การจัดการเรียนรู้ในระดับตั้งแต่เตรียมอนุบาล – ม.ปลาย
จะต้องจัดแบ่งตามระดับพัฒนาการของนักเรียนให้ชัดเจน เพราะนักเรียนแต่
ละช่วงวัยจะมีพัฒนาการที่แตกต่างกัน เพื่อสะดวกต่อการจัดการเรียนการ
สอนครูผู้สอนควรเป็นผู้มีความเชี่ยวชาญและมีพื้นฐานทางทางด้านทฤษฎี
พัฒนาการของเด็กในวัยต่างๆ ด้วย จึงจะสามารถจัดการเรียนรู้ได้อย่างมี
ประสิทธิภาพ และควรสร้างโอกาสให้ครูได้ปฏิสัมพันธ์กับเด็กอย่างเต็มที่
สนับสนุนสื่อการเรียนรู้ เปิดโอกาสให้ครูผู้สอนได้ใช้ศักยภาพของตนอย่าง
เต็มที่และทั้งนี้และทั้งนั้นก็ต้องให้นักเรียนเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ด้วย
ท่านได้รับมอบหมายจากผู้บริหาร ให้นิเทศติดตามการสอนของครู
หมวดวิทยาศาสตร์ โดยใน ชั่วโมงการสอนเรื่องพืชของครูสรยุทธ์ พบว่า
จะสอนโดยวิธีการบรรยาย เขียนกระดานดา และให้นักเรียนดู
หนังสือตาม โดยจะ พูดแต่เนื้อหาไม่บอกสาระสาคัญ ไม่มีการแจ้ง
จุดประสงค์และโครงเรื่องก่อน ทาให้ยากต่อการทาความเข้าใจ ชั่วโมง
ต่อมาครูสรยุทธ์ก็ได้สอนเนื้อหาที่ซับซ้อนขึ้น และลองถามให้นักเรียน
อธิบายเกี่ยวกับเรื่องที่เรียนมา นักเรียนไม่สามารถที่จะอธิบายได้ ขาด
กรอบในการนาเสนอ และนักเรียนไม่สามารถเชื่อมโยงความสัมพันธ์ใน
เนื้อหาที่เรียนผ่านมาแล้วได้กับเนื้อหาใหม่ๆ ที่สอน
 สาเหตุที่ทาให้นักเรียนไม่สามารถเชื่อมโยงความสัมพันธ์
ของเนื้อหาได้ เพราะครูผู้สอนไม่อธิบายสิ่งที่ผู้เรียนจะต้องเรียนรู้ให้ทราบ
และทาความเข้าใจก่อนจัดการเรียนรู้(ไม่มีการแจ้งจุดประสงค์และโครงเรื่อง
ก่อน )ทาให้นักเรียนไม่สามารถเชื่อมโยงความรู้ใหม่จากหนังสือเรียนเข้ากับ
ความรู้เดิมได้ ทั้งจากความรู้เดิมก่อนเรียนเนื้อหานี้ และ ในคาบถัดไปที่มี
เนื้อหาซับซ้อนกว่าเดิมผู้เรียนก็ยังไม่สามารถเชื่อมโยงความรู้เดิมจากคาบที่
แล้วได้จึงทาให้ผู้เรียนไม่สามรถอธิบายความรู้ดังกล่าวได้
 การแก้ปัญหาจากสถานการณ์ปัญหานี้ อาศัยหลักการและ
ทฤษฎีการเรียนรู้อย่างมีความหมายของออซูเบล โดยอาศัยหลักการที่เชื่อว่า
การเรียนรู้อย่างมีความหมายของผู้เรียนเกิดจากผู้สอนอธิบายสิ่งที่จะต้อง
เรียนรู้ให้ผู้เรียนทราบ และ เข้าใจเห็นความสัมพันธ์ของความรู้เดิมที่ตนมีใน
ความทรงจาและนามาใช้ในอนาคต เช่น การแจ้งวัตถุประสงค์หรือกรอบ
เนื้อหาที่นักเรียนจะเรียนให้ทราบ ความรู้หรือสาระที่นักเรียนต้องเรียนรู้ในแต่
ละคาบเมื่อถึงคาบถัดไปก็มีการเชื่อโยงความรู้ที่ได้มาจากคาบที่แล้วมาอธิบาย
เชื่อมโยงกับความรู้ที่จะเรียนใหม่ในแต่ละคาบ จะทาให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้
อย่างมีความหมาย
ในชั่วโมงสอนวิชาเคมีของครูทักษิณตอนนี้กาลังประสบปัญหา
เกี่ยวกับการสอน คือ เวลาสอนเนื้อหาในชั่วโมงเรียน นักเรียนจะมีความ
เข้าใจและจาได้ เมื่อถามคาถาม หรือให้ออกไปแสดงวิธีทาหน้าชั้นเรียนก็
สามารถทาได้ถูกต้องแต่เมื่อเวลาผ่านไปเช่นในวันรุ่งขึ้น เมื่อกลับมาถามหรือ
ให้แสดงวิธีทาปรากฏว่าจะตอบไม่ถูก หรือแสดงวิธีทาได้เพียงบางส่วน ยิ่งถ้า
เป็นเรื่องเกี่ยวกับธาตุทางเคมียิ่งจาไม่ได้ในฐานะที่ท่าน เป็นนักเทคโนโลยี
ทางการศึกษา ลองพิจารณาหาทางช่วยครูทักษิณแก้ปัญหาดังกล่าว
 จากสถานการณ์ปัญหาของครูทักษิณ ควรนาทฤษฎีประมวลสารสนเทศ
ในกลุ่มพุทธิปัญญา ที่มีแนวคิดว่าการเรียนรู้เป็นการเปลี่ยนแปลงปริมาณความรู้ของผู้เรียน
ทั้งในด้านปริมาณและวิธีประมวลสารสนเทศ เพื่อให้ผู้เรียนสามารถจัดหมวดหมู่ จัดระเบียบ
รวบรวมและสามารถเรียกความรู้มาใช้ในเวลาที่ต้องการได้ เพราะ จากสถานการณ์ เด็กเกิด
ความจาระยะสั้น สามารถเรียนแล้วตอบคาถามได้เพียงในขณะที่สอน เพราะเกิดการใส่ใจ
จากการบันทึกผัสสะ จากที่ครูสอนในขณะหนึ่งเท่านั้น แต่ยังไม่เกิดเป็น ความจาระยะยาว
เพราะฉะนั้นนอกจากครูควรมีการสร้างสิ่งเร้าที่นักเรียนเกิดการใส่ใจเป็นความจาระยะสั้น
แล้ว ควรมีการฝึกหัดทาซ้า ทบทวนความรู้ เช่น ตารางธาตุอาจพาท่องบ่อยๆก่อนขึ้น
บทเรียน ฝึกการแก้ปัญหาซ้าๆ มีการจัดหมวดหมู่ความรู้ให้เด็กเพื่อให้เด็กเกิดการเชื่อมโยง
ในความรู้และสะสมความรู้นามาเรียกใช้ในการแก้ปัญหาได้ทุกขณะ
 ในการจัดการเรียนการสอนสามารถนาหลักการทฤษฎีประมวล
สารสนเทศในกลุ่มพุทธิปัญญามาประยุกต์ใช้ได้ โดยนามาออกแบบการจัดการ
เรียนรู้ กาหนดสิ่งเร้าที่น่าสนใจให้เด็กเกิดการบันทึกผัสสะ และ การใส่ใจความรู้
เพื่อเกิดความจาระยะสั้น ฝึกทบทวน ทาซ้าๆ ฝึกจัดหมวดหมู่ความรู้ ฝึกการ
ขยายความรู้ที่เรียนมาเพื่อเชื่อมโยงความรู้ให้มากที่สุด เกี่ยวกับความรู้ที่ได้เรียน
บ่อยๆ จนเกิดการสะสมความรู้และเกิดความจาระยะยาวและสามารถเรียกใช้
ความรู้นั้นๆได้ทุกขณะ ตัวอย่างเช่น ให้นักเรียนร้องเพลงตารางธาตุ เขียน
แผนผังสรุปความรู้ ท่องศัพท์คล้องจอง ทาโจทย์แก้ปัญหาหลายๆข้อ บ่อยๆ
เป็นต้น
ณ โรงเรียน บ้านหนองขี้กวงประชานุเคราะห์ ในการเรียนการสอนของครูปา
รวีมีเหตุการณ์เป็นดังนี้ชั่วโมงการสอนของครูปารวี ซึ่งสอนเรื่องสถิติ ครูปารวีสอนวิธี
หาค่าเฉลี่ยแล้วให้นักเรียนกลับไปทาเป็นการบ้าน เด็กชายสุวัฒน์ เป็นเด็กที่ขยัน ถ้า
หากมีเวลาว่างเขาจะหยิบสมุดการบ้านขึ้นมาทา พออ่านโจทย์แล้ว สุวัฒน์ก็รู้ทันทีว่า
เขาจะแก้โจทย์ข้อนี้ได้อย่างไร เพราะพอจะเข้าใจจากที่อาจารย์สอน แต่พอลองแทน
ค่าในสมการแล้วสุวัฒน์ก็ยังไม่ได้คาตอบ สุวัฒน์จึงทบทวนอ่านโจทย์ใหม่อีกครั้ง เขา
ถึงรู้ว่าโจทย์ข้อนี้ซับซ้อนกว่าที่เขาเรียนมา เขาจึงต้องศึกษาเพิ่มเติมและหาวิธีการแก้
โจทย์จากหนังสือคู่มือหลายๆ เล่ม แล้วเลือกวิธีที่เขาคิดว่าเหมาะสมที่เขาเข้าใจมาก
ที่สุด มาใช้แก้โจทย์ข้อนี้ จนได้คาตอบ แล้วทาการตรวจทานคาตอบอีกครั้ง เพื่อความ
แน่ใจ
 สถานการณ์ปัญหาของเด็กชายสุวัฒน์สอดคล้องกับทฤษฎีประมวล
สารสนเทศ ในกลุ่มพุทธิปัญญาที่มีแนวคิดว่าการเรียนรู้เป็นการเปลี่ยนแปลงปริมาณ
ความรู้ของผู้เรียนทั้งในด้านปริมาณและวิธีประมวลสารสนเทศ ผู้เรียนสามารถจัด
หมวดหมู่ จัดระเบียบรวบรวมเพื่อเรียกความรู้มาใช้ในเวลาที่ต้องการ ตัวอย่างจาก
สถานการณ์ เช่น เมื่อสุวัฒน์เรียนแล้วกลับมาทาโจทย์การบ้านเพียงอ่านโจทย์ก็รู้วิธีแก้
โจทย์ทันที เพราะเข้าใจที่ครูสอนในคาบ มีการบันทึกผัสสะ และเมื่ออ่านโจทย์ก็เกิด การ
รู้จัก เชื่อมโยงเพื่อแก้ปัญหา เมื่อแก้ปัญหาไม่ได้สุวัฒน์ก็มีการทบทวนความรู้ และ ไป
ศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับการแก้ปัญหาโดยเชื่อมโยงกับโจทย์ที่ตัวเองกาลังทา จากหนังสือ
หลายๆเล่ม(ทบทวน ทาซ้า ขยายความคิด) ทาให้เกิดการเรียนรู้ในเรื่องดังกล่าวจนได้
คาตอบในที่สุด และไม่ลืมตรวจทานอีกทีเพื่อความแน่ใจ
 สามารถนาหลักการทฤษฎีประมวลสารสนเทศ ไปออกแบบ
การจัดการเรียนรู้ในสภาพจริงได้ดังนี้
 ใช้หลักการประมวลสารสนเทศของมนุษย์มาออกแบบสื่อหรือกิจกรรมใน
การจัดการเรียนรู้เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการบันทึกผัสสะเป็นเบื้องต้น และเป็น
สิ่งเร้าที่ผู้เรียนสนใจและเกิดการใส่ใจเพื่อเก็บเป็นความจาระยะสั้น ระยะ
ยาวไว้ใช้ต่อไป
 นากระบวนการรู้จักมาใช้ในการจัดกิจกรรมให้เข้ากับระดับชั้นของเด็ก
เพื่อให้เข้ากับข้อมูลที่สะสมไว้ในความจาระยะยาวของเด็กและ
ความสามารถในการเชื่อมโยงความรู้
 ฝึกการทบทวน ทาซ้า จัดหมวดหมู่ ขยายความคิด เพื่อให้เกิดความจา
ระยะยาวสาหรับเรียกใช้ในเวลาที่สมควร
 ในการนาหลักการดังกล่าวมาใช้จะส่งผลทาให้ผู้เรียนสามารถนาความรู้
ความจา เรียกใช้เพื่อแก้ปัญหาได้เป็นอย่างดีเพราะมีการเชื่อมโยงจัด
หมวดหมู่ความรู้ไว้พร้อมใช้แล้ว
สถานการณ์ปัญหาพุทธิปัญญานิยม

สถานการณ์ปัญหาพุทธิปัญญานิยม

  • 2.
    ให้ความสนใจเกี่ยวกับกระบวนการคิด การให้เหตุผลของ ผู้เรียน ซึ่งการเรียนรู้เป็นสิ่งที่มากกว่าผลของการเชื่องโยงระหว่างสิ่งเร้า กับการตอบสนองโดยให้ความสนใจในกระบวนการภายในที่เรียกว่า “ความรู้ความเข้าใจ หรือการรู้คิดของมนุษย์” โดยเชื่อว่าการเรียนรู้จะ อธิบายได้ดีที่สุด หากเราสามารถเข้าใจกระบวนการภายใน ซึ่งเป็น ตัวกลางระหว่างสิ่งเร้าและการตอบสนอง
  • 3.
    ครูสุขสวรรค์ สอนวิชาวิทยาศาสตร์ ม.ต้นได้กาหนดงานเพื่อให้ นักเรียนชั้น ม.1 และ ม.3 ประมวลความรู้วิชาวิทยาศาสตร์ในเรื่องที่สนใจ โดยประดิษฐ์ เป็นผลงานขึ้นมาหนึ่งอย่าง ให้แบ่งกลุ่มเป็น 3 คน นาเสนอ หัวข้อที่จะทา กาหนดสมมติฐาน ตัวแปรต้น ตัวแปรตาม และออกแบบการ ดาเนินงาน ให้เป็นขั้นตอน รวมทั้งงบประมาณที่ใช้ ระยะเวลา ระบุวิธีการ ดาเนินการ และสรุปผลการทดลอง โดยให้นาเสนอผลงานและข้อค้นพบใน ท้ายเทอม และจัดเป็นนิทรรศการแสดงผลงานในโรงเรียนด้วย และจะต้อง มีการรายงานความคืบหน้ากับครูเป็นระยะ ซึ่งผิดกับครูอภิชัยที่ให้เฉพาะ ม.3 ทาโครงงานโดยคิดว่า ม.1 ยังไม่พร้อมที่จะทาโครงงานดังกล่าว
  • 4.
     การจัดการเรียนรู้ของครูสุขสวรรค์ สอดคล้องกับทฤษฎีการเรียนรู้โดย การค้นพบของบรูเนอร์นั้นคือการเรียนรู้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อผู้เรียนได้มีปฏิสัมพันธ์กับ สิ่งแวดล้อม ซึ่งนาไปสู่การค้นพบการแก้ปัญหา ผู้เรียนจะประมวลข้อมูลข่าวสาร จาก การมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม และจะรับรู้สิ่งที่ตนเองเลือก หรือสิ่งที่ใส่ใจ การเรียนรู้ แบบนี้จะช่วยให้เกิดการค้นพบ เนื่องจากผู้เรียนมีความอยากรู้อยากเห็น ซึ่งจะเป็น แรงผลักดันที่ทาให้สารวจสิ่งแวดล้อม และทาให้เกิดการเรียนรู้โดยการค้นพบ ดังจะเห็น ได้จากการที่ครูสุขสวรรค์ ให้นักเรียนกาหนดสมมติฐาน ตัวแปรต้น ตัวแปรตาม และ ออกแบบการดาเนินงาน ให้เป็นขั้นตอน รวมทั้งงบประมาณที่ใช้ ระยะเวลา ระบุวิธีการ ดาเนินการ และสรุปผลการทดลอง โดยให้นาเสนอผลงานและข้อค้นพบในท้ายเทอม และจัดเป็นนิทรรศการแสดงผลงานในโรงเรียน
  • 5.
     การจัดการเรียนรู้ของครูอภิชัย สอดคล้องกับทฤษฎีเชา ปัญญาแบบเพียเจต์เน้นการจัดรวบรวมข้อมูลภายในผู้เรียนให้เป็นระเบียบ มีแบบแผน ขั้นตอน รวมไปถึงมีการปรับตัว การปรับตัวนี้อาจจะเกิดจาก การที่เด็กมีการซึมซับดูดซึมจากสิ่งแวดล้อม รอบตัว เกิดการเรียนรู้จดจา แล้วจึงเกิดประสบการณ์นาไปสู่การสร้างปัญญา ดังจะเห็นได้จากการสอน ของครูอภิชัย ที่ไม่ให้เด็กม.1 ทาโครงงาน เพราะเห็นว่า เด็กในวัยนี้ยังไม่ เหมาะที่จะทาการเรียนรู้แบบโครงสร้าง ควรมีการเรียนการสอน แบบตาม ขั้นตอนตามวัยของผู้เรียน
  • 6.
      ความแตกต่างระหว่างการจัดการเรียนรู้ของครูสุขสวรรค์ และครูอภิชัยคือครูสุขสวรรค์เชื่อว่าการเรียนรู้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อผู้เรียน ได้มีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม ซึ่งนาไปสู่การค้นพบการแก้ปัญหา ผู้เรียน จะประมวลข้อมูลข่าวสาร จากการมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม และจะรับรู้ สิ่งที่ตนเองเลือก หรือสิ่งที่ใส่ใจ การเรียนรู้แบบนี้จะช่วยให้เกิดการค้นพบ ส่วนครูอภิชัยเชื่อการจัดการเรียนการสอนไม่สอดคล้องกับระดับของการ รับรู้และเข้าใจของนักเรียนทาให้นักเรียนในระดับนี้ไม่สามารถทาได้
  • 7.
  • 8.
    1 ข้อดีของครูอภิชัย จัดกระบวนการเรียนรู้ให้เหมาะสมกับขั้นพัฒนาการเหมาะสมกับวัย 2 นักเรียนได้แลกเปลี่ยนแนวความคิดกับเพื่อนในกลุ่มเมื่อนักเรียน ทางานกันเป็นกลุ่ม ข้อเสียของครูอภิชัย นักเรียนแต่ละคนมีทักษะในกระบวนการเรียนรู้ไม่เท่ากัน ซึ่งอาจทา ให้สิ่งที่ได้เรียนรู้หรือความรู้ที่ได้ไม่ เท่ากัน
  • 9.
    ถ้าคุณเป็นคณะผู้บริหารของโรงเรียน ที่เปิดสอนตั้งแต่ระดับเตรียม อนุบาล ระดับอนุบาลไปจนกระทั่งถึงระดับมัธยมศึกษาตอนต้นและตอน ปลาย โดยคุณต้องการที่จะจัดหลักสูตรให้สอดคล้องกับเด็กในแต่ละ วัย เช่น เด็กวัยเตรียมอนุบาล เป็นวัยที่การเรียนรู้เกิดจากการได้สัมผัส เด็ก วัยอนุบาลจะสามารถเรียนรู้ได้จากสัญลักษณ์ แทนวัตถุสิ่งของต่างๆ เป็นต้น เพื่อเป็นนโยบายในการจัดการเรียนการสอนของครูผู้สอนต่อไป
  • 10.
     หลักการของทฤษฎีที่เหมาะสมกับการจัดหลักสูตรของ โรงเรียนในสถานการณ์ คือทฤษฎีพัฒนาการเชาวน์ปัญญาของเพียเจต์ซึ่งมี ลาดับขั้นตอน 4 ขั้น ซึ่งทั้ง 4 ขั้นอยู่ในช่วงระยะเวลา ตั้งแต่ ทารก – 12 ปี ขึ้น ไป ก็จะ สอดคล้องกับการเรียนการสอนในระดับ เตรียมอนุบาล – มัธยมศึกษา ตอนปลาย เพราะว่าวัยนี้เป็นวัยที่เด็กมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม โดย ประสาทสัมผัสและการเคลื่อนไหวของอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย
  • 11.
    1. Sensorimotor (แรกเกิด-2 ขวบ) ใช้ประสาทสัมผัสและการ เคลื่อนไหวของอวัยวะต่างๆของร่างกาย เช่น การจับต้องสิ่งต้องๆ และ การคลาน การเดินของเด็ก 2. Preoperational (อายุ18 เดือน -7 ปี) เด็กก่อนเข้าโรงเรียนและวัย อนุบาล มีระดับเชาวน์ปัญญามีพัฒนาการทางด้านภาษา เด็กวัยนี้จะเริ่ม ด้วยการพูดเป็นประโยคและเรียนรู้คาต่างๆเพิ่มขึ้น เด็กจะได้รู้จักคิด เช่น เรียกพ่อเรียกแม่ ความแตกต่างของพัฒนาการของเด็กแต่ละช่วงวัย
  • 12.
    3. Concrete Operations(อายุ 7 - 11 ปี) สามารถสร้างกฎเกณฑ์ และตั้งกฎเกณฑ์ในการแบ่งสิ่งแวดล้อมออกเป็นหมวดหมู่ได้ คือ เด็กจะ สามารถที่จะอ้างอิงด้วยเหตุผลและไม่ขึ้นกับการรับรู้จากรูปร่างเท่านั้น 4. Formal Operations (อายุ 12 ปีขึ้นไป) เด็กวัยนี้เป็นผู้ที่คิดเหนือไป กว่าสิ่งปัจจุบัน สนใจที่จะสร้างทฤษฎีเกี่ยวกับทุกสิ่งทุกอย่าง และมีความ พอใจที่จะคิดพิจารณาเกี่ยวกับกับสิ่งที่ไม่มีตัวตน หรือสิ่งที่เป็นนามธรรม เช่น เป็นคนที่มีเหตุมีผล มากขึ้น รู้จักแก้ปัญหาเป็น
  • 13.
     การจัดการเรียนรู้ในระดับตั้งแต่เตรียมอนุบาล –ม.ปลาย จะต้องจัดแบ่งตามระดับพัฒนาการของนักเรียนให้ชัดเจน เพราะนักเรียนแต่ ละช่วงวัยจะมีพัฒนาการที่แตกต่างกัน เพื่อสะดวกต่อการจัดการเรียนการ สอนครูผู้สอนควรเป็นผู้มีความเชี่ยวชาญและมีพื้นฐานทางทางด้านทฤษฎี พัฒนาการของเด็กในวัยต่างๆ ด้วย จึงจะสามารถจัดการเรียนรู้ได้อย่างมี ประสิทธิภาพ และควรสร้างโอกาสให้ครูได้ปฏิสัมพันธ์กับเด็กอย่างเต็มที่ สนับสนุนสื่อการเรียนรู้ เปิดโอกาสให้ครูผู้สอนได้ใช้ศักยภาพของตนอย่าง เต็มที่และทั้งนี้และทั้งนั้นก็ต้องให้นักเรียนเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ด้วย
  • 14.
    ท่านได้รับมอบหมายจากผู้บริหาร ให้นิเทศติดตามการสอนของครู หมวดวิทยาศาสตร์ โดยในชั่วโมงการสอนเรื่องพืชของครูสรยุทธ์ พบว่า จะสอนโดยวิธีการบรรยาย เขียนกระดานดา และให้นักเรียนดู หนังสือตาม โดยจะ พูดแต่เนื้อหาไม่บอกสาระสาคัญ ไม่มีการแจ้ง จุดประสงค์และโครงเรื่องก่อน ทาให้ยากต่อการทาความเข้าใจ ชั่วโมง ต่อมาครูสรยุทธ์ก็ได้สอนเนื้อหาที่ซับซ้อนขึ้น และลองถามให้นักเรียน อธิบายเกี่ยวกับเรื่องที่เรียนมา นักเรียนไม่สามารถที่จะอธิบายได้ ขาด กรอบในการนาเสนอ และนักเรียนไม่สามารถเชื่อมโยงความสัมพันธ์ใน เนื้อหาที่เรียนผ่านมาแล้วได้กับเนื้อหาใหม่ๆ ที่สอน
  • 15.
     สาเหตุที่ทาให้นักเรียนไม่สามารถเชื่อมโยงความสัมพันธ์ ของเนื้อหาได้ เพราะครูผู้สอนไม่อธิบายสิ่งที่ผู้เรียนจะต้องเรียนรู้ให้ทราบ และทาความเข้าใจก่อนจัดการเรียนรู้(ไม่มีการแจ้งจุดประสงค์และโครงเรื่อง ก่อน)ทาให้นักเรียนไม่สามารถเชื่อมโยงความรู้ใหม่จากหนังสือเรียนเข้ากับ ความรู้เดิมได้ ทั้งจากความรู้เดิมก่อนเรียนเนื้อหานี้ และ ในคาบถัดไปที่มี เนื้อหาซับซ้อนกว่าเดิมผู้เรียนก็ยังไม่สามารถเชื่อมโยงความรู้เดิมจากคาบที่ แล้วได้จึงทาให้ผู้เรียนไม่สามรถอธิบายความรู้ดังกล่าวได้
  • 16.
     การแก้ปัญหาจากสถานการณ์ปัญหานี้ อาศัยหลักการและ ทฤษฎีการเรียนรู้อย่างมีความหมายของออซูเบลโดยอาศัยหลักการที่เชื่อว่า การเรียนรู้อย่างมีความหมายของผู้เรียนเกิดจากผู้สอนอธิบายสิ่งที่จะต้อง เรียนรู้ให้ผู้เรียนทราบ และ เข้าใจเห็นความสัมพันธ์ของความรู้เดิมที่ตนมีใน ความทรงจาและนามาใช้ในอนาคต เช่น การแจ้งวัตถุประสงค์หรือกรอบ เนื้อหาที่นักเรียนจะเรียนให้ทราบ ความรู้หรือสาระที่นักเรียนต้องเรียนรู้ในแต่ ละคาบเมื่อถึงคาบถัดไปก็มีการเชื่อโยงความรู้ที่ได้มาจากคาบที่แล้วมาอธิบาย เชื่อมโยงกับความรู้ที่จะเรียนใหม่ในแต่ละคาบ จะทาให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ อย่างมีความหมาย
  • 17.
    ในชั่วโมงสอนวิชาเคมีของครูทักษิณตอนนี้กาลังประสบปัญหา เกี่ยวกับการสอน คือ เวลาสอนเนื้อหาในชั่วโมงเรียนนักเรียนจะมีความ เข้าใจและจาได้ เมื่อถามคาถาม หรือให้ออกไปแสดงวิธีทาหน้าชั้นเรียนก็ สามารถทาได้ถูกต้องแต่เมื่อเวลาผ่านไปเช่นในวันรุ่งขึ้น เมื่อกลับมาถามหรือ ให้แสดงวิธีทาปรากฏว่าจะตอบไม่ถูก หรือแสดงวิธีทาได้เพียงบางส่วน ยิ่งถ้า เป็นเรื่องเกี่ยวกับธาตุทางเคมียิ่งจาไม่ได้ในฐานะที่ท่าน เป็นนักเทคโนโลยี ทางการศึกษา ลองพิจารณาหาทางช่วยครูทักษิณแก้ปัญหาดังกล่าว
  • 18.
     จากสถานการณ์ปัญหาของครูทักษิณ ควรนาทฤษฎีประมวลสารสนเทศ ในกลุ่มพุทธิปัญญาที่มีแนวคิดว่าการเรียนรู้เป็นการเปลี่ยนแปลงปริมาณความรู้ของผู้เรียน ทั้งในด้านปริมาณและวิธีประมวลสารสนเทศ เพื่อให้ผู้เรียนสามารถจัดหมวดหมู่ จัดระเบียบ รวบรวมและสามารถเรียกความรู้มาใช้ในเวลาที่ต้องการได้ เพราะ จากสถานการณ์ เด็กเกิด ความจาระยะสั้น สามารถเรียนแล้วตอบคาถามได้เพียงในขณะที่สอน เพราะเกิดการใส่ใจ จากการบันทึกผัสสะ จากที่ครูสอนในขณะหนึ่งเท่านั้น แต่ยังไม่เกิดเป็น ความจาระยะยาว เพราะฉะนั้นนอกจากครูควรมีการสร้างสิ่งเร้าที่นักเรียนเกิดการใส่ใจเป็นความจาระยะสั้น แล้ว ควรมีการฝึกหัดทาซ้า ทบทวนความรู้ เช่น ตารางธาตุอาจพาท่องบ่อยๆก่อนขึ้น บทเรียน ฝึกการแก้ปัญหาซ้าๆ มีการจัดหมวดหมู่ความรู้ให้เด็กเพื่อให้เด็กเกิดการเชื่อมโยง ในความรู้และสะสมความรู้นามาเรียกใช้ในการแก้ปัญหาได้ทุกขณะ
  • 19.
     ในการจัดการเรียนการสอนสามารถนาหลักการทฤษฎีประมวล สารสนเทศในกลุ่มพุทธิปัญญามาประยุกต์ใช้ได้ โดยนามาออกแบบการจัดการ เรียนรู้กาหนดสิ่งเร้าที่น่าสนใจให้เด็กเกิดการบันทึกผัสสะ และ การใส่ใจความรู้ เพื่อเกิดความจาระยะสั้น ฝึกทบทวน ทาซ้าๆ ฝึกจัดหมวดหมู่ความรู้ ฝึกการ ขยายความรู้ที่เรียนมาเพื่อเชื่อมโยงความรู้ให้มากที่สุด เกี่ยวกับความรู้ที่ได้เรียน บ่อยๆ จนเกิดการสะสมความรู้และเกิดความจาระยะยาวและสามารถเรียกใช้ ความรู้นั้นๆได้ทุกขณะ ตัวอย่างเช่น ให้นักเรียนร้องเพลงตารางธาตุ เขียน แผนผังสรุปความรู้ ท่องศัพท์คล้องจอง ทาโจทย์แก้ปัญหาหลายๆข้อ บ่อยๆ เป็นต้น
  • 20.
    ณ โรงเรียน บ้านหนองขี้กวงประชานุเคราะห์ในการเรียนการสอนของครูปา รวีมีเหตุการณ์เป็นดังนี้ชั่วโมงการสอนของครูปารวี ซึ่งสอนเรื่องสถิติ ครูปารวีสอนวิธี หาค่าเฉลี่ยแล้วให้นักเรียนกลับไปทาเป็นการบ้าน เด็กชายสุวัฒน์ เป็นเด็กที่ขยัน ถ้า หากมีเวลาว่างเขาจะหยิบสมุดการบ้านขึ้นมาทา พออ่านโจทย์แล้ว สุวัฒน์ก็รู้ทันทีว่า เขาจะแก้โจทย์ข้อนี้ได้อย่างไร เพราะพอจะเข้าใจจากที่อาจารย์สอน แต่พอลองแทน ค่าในสมการแล้วสุวัฒน์ก็ยังไม่ได้คาตอบ สุวัฒน์จึงทบทวนอ่านโจทย์ใหม่อีกครั้ง เขา ถึงรู้ว่าโจทย์ข้อนี้ซับซ้อนกว่าที่เขาเรียนมา เขาจึงต้องศึกษาเพิ่มเติมและหาวิธีการแก้ โจทย์จากหนังสือคู่มือหลายๆ เล่ม แล้วเลือกวิธีที่เขาคิดว่าเหมาะสมที่เขาเข้าใจมาก ที่สุด มาใช้แก้โจทย์ข้อนี้ จนได้คาตอบ แล้วทาการตรวจทานคาตอบอีกครั้ง เพื่อความ แน่ใจ
  • 21.
     สถานการณ์ปัญหาของเด็กชายสุวัฒน์สอดคล้องกับทฤษฎีประมวล สารสนเทศ ในกลุ่มพุทธิปัญญาที่มีแนวคิดว่าการเรียนรู้เป็นการเปลี่ยนแปลงปริมาณ ความรู้ของผู้เรียนทั้งในด้านปริมาณและวิธีประมวลสารสนเทศผู้เรียนสามารถจัด หมวดหมู่ จัดระเบียบรวบรวมเพื่อเรียกความรู้มาใช้ในเวลาที่ต้องการ ตัวอย่างจาก สถานการณ์ เช่น เมื่อสุวัฒน์เรียนแล้วกลับมาทาโจทย์การบ้านเพียงอ่านโจทย์ก็รู้วิธีแก้ โจทย์ทันที เพราะเข้าใจที่ครูสอนในคาบ มีการบันทึกผัสสะ และเมื่ออ่านโจทย์ก็เกิด การ รู้จัก เชื่อมโยงเพื่อแก้ปัญหา เมื่อแก้ปัญหาไม่ได้สุวัฒน์ก็มีการทบทวนความรู้ และ ไป ศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับการแก้ปัญหาโดยเชื่อมโยงกับโจทย์ที่ตัวเองกาลังทา จากหนังสือ หลายๆเล่ม(ทบทวน ทาซ้า ขยายความคิด) ทาให้เกิดการเรียนรู้ในเรื่องดังกล่าวจนได้ คาตอบในที่สุด และไม่ลืมตรวจทานอีกทีเพื่อความแน่ใจ
  • 22.
     สามารถนาหลักการทฤษฎีประมวลสารสนเทศ ไปออกแบบ การจัดการเรียนรู้ในสภาพจริงได้ดังนี้ ใช้หลักการประมวลสารสนเทศของมนุษย์มาออกแบบสื่อหรือกิจกรรมใน การจัดการเรียนรู้เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการบันทึกผัสสะเป็นเบื้องต้น และเป็น สิ่งเร้าที่ผู้เรียนสนใจและเกิดการใส่ใจเพื่อเก็บเป็นความจาระยะสั้น ระยะ ยาวไว้ใช้ต่อไป  นากระบวนการรู้จักมาใช้ในการจัดกิจกรรมให้เข้ากับระดับชั้นของเด็ก เพื่อให้เข้ากับข้อมูลที่สะสมไว้ในความจาระยะยาวของเด็กและ ความสามารถในการเชื่อมโยงความรู้
  • 23.
     ฝึกการทบทวน ทาซ้าจัดหมวดหมู่ ขยายความคิด เพื่อให้เกิดความจา ระยะยาวสาหรับเรียกใช้ในเวลาที่สมควร  ในการนาหลักการดังกล่าวมาใช้จะส่งผลทาให้ผู้เรียนสามารถนาความรู้ ความจา เรียกใช้เพื่อแก้ปัญหาได้เป็นอย่างดีเพราะมีการเชื่อมโยงจัด หมวดหมู่ความรู้ไว้พร้อมใช้แล้ว