เฟี ย เจต์
ทฤษฎี เ กี ่ ย ว กั บ พั ฒ นาการ
เชาวน์ ป ั ญ ญาที ่ ผ ู ้ เ ขี ย นเห็ น ว่ า มี
ประโยชน์ สำ า หรั บ ครู คื อ
ทฤษฎี ข องนั ก จิ ต วิ ท ยาชาว สวิ ส
ชื ่ อ เพี ย เจต์ (Piaget) ที ่ จ ริ ง แล้ ว
เพี ย เจต์ ไ ด้ ร ั บ ปริ ญ ญาเอกทาง
วิ ท ยาศาสตร์ สาขาสั ต วิ ท ยา ที ่
มหาวิ ท ยาลั ย Neuchatel ประเทศ
สวิ ส เซอร์ แ ลนด์
           หลั ง จากได้ ร ั บ ปริ ญ ญา
เฟียเจต์พบคำาตอบของเด็กน่าสนใจมาก โดย
เฉพาะคำาตอบของเด็กที่เยาว์วัยเพราะมักจะตอบ
ผิด แต่เมื่อเพียเจต์ได้วิเคราะห์คำาตอบที่ผิดเหล่า
นั้นก็พบว่าคำาตอบของเด็กเล็กที่ต่างไปจากคำา
ตอบของเด็กโตเพราะมีความคิดที่ต่างกัน
คุณภาพของคำาตอบของเด็กที่วัยต่างกัน มักจะ
แตกต่างกัน แต่ไม่ควรที่จะบอกว่าเด็กโตฉลาด
กว่าเด็กเล็ก หรือคำาตอบของเด็กเล็กผิด การ
ทำางานกับนายแพทย์บีเนต์ระหว่างปีค.ศ.1919 ถึง
เพี ย เจต์ (Piaget) ได้ ศ ึ ก ษา
เกี ่ ย วกั บ พั ฒ นาการทางด้ า น
ความคิ ด ของเด็ ก ว่ า มี ข ั ้ น
ตอนหรื อ กระบวนการ
อย่ า งไร ทฤษฎี ข องเพี ย เจต์
ตั ้ ง อยู ่ บ นรากฐานของทั ้ ง
องค์ ป ระกอบที ่ เ ป็ น
พั น ธุ ก รรม และสิ ่ ง แวดล้ อ ม
เฟียเจท์อธิบายว่า การเรียนรู้ของ
เด็กเป็นไปตามพัฒนาการทางสติปญญา   ั
ซึ่งจะมีพัฒนาการไปตามวัยต่าง ๆ เป็น
ลำาดับขั้น พัฒนาการเป็นสิงที่เป็นไปตาม
                          ่
ธรรมชาติ ไม่ควรที่จะเร่งเด็กให้ข้ามจาก
พัฒนาการจากขั้นหนึ่งไปสูอีกขั้นหนึ่ง
                            ่
เพราะจะทำาให้เกิดผลเสียแก่เด็ก แต่การ
จัดประสบการณ์ส่งเสริมพัฒนาการของ
เด็กในช่วงที่เด็กกำาลังจะพัฒนาไปสู่ ขันที่
                                      ้
สูงกว่า สามารถช่วยให้เด็กพัฒนาไป
อย่างไรก็ตาม เพียเจต์เน้นความ
สำาคัญของการเข้าใจธรรมชาติและ
พัฒนาการของเด็กมากกว่าการ
กระตุนเด็กให้มีพฒนาการเร็วขึ้น
      ้           ั
เพียเจต์สรุปว่า พัฒนาการของเด็ก
สามารถอธิบายได้โดยลำาดับระยะ
พัฒนาทางชีววิทยาทีคงที่ แสดงให้
                    ่
ปรากฏโดยปฏิสมพันธ์ของเด็กกับสิ่ง
                ั
แวดล้อม
เพียเจต์กล่าวว่า ระหว่างระยะเวลา
ตั้งแต่ทารกจนถึงวัยรุ่น คนเราจะค่อยๆ
สามารถปรับตัวเข้ากับสิงแวดล้อมได้มาก
                        ่
ขึ้นตามลำาดับขั้น โดยเพียเจต์ได้แบ่งลำาดับ
ขั้นของพัฒนาการเชาวน์ปญญาของมนุษย์
                          ั
ไว้ 4 ขัน ซึงเป็นขันพัฒนาการเชาวน์
        ้   ่      ้
ปัญญา ดังนี้
•ขั ้ น ที ่ 1 ขั ้ น ประสาทรั บ รู ้ แ ละการ
เคลื ่ อ นไหว (Sensorimotor)
         แรกเกิ ด - 2 ขวบ
       ขั้นนี้เริ่มตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 2 ปี พฤติกรรม
ของเด็กในวัยนี้ขึ้นอยู่กับการเคลื่อนไหวเป็นส่วนใหญ่
ในวัยนี้เด็กแสดงออกทางด้านร่างกายให้เห็นว่ามีสติ
ปัญญาด้วยการกระทำา เด็กสามารถแก้ปญหาได้     ั
แม้ว่าจะไม่สามารถอธิบายได้ด้วยคำาพูด เด็กจะต้องมี
โอกาสที่จะปะทะกับสิ่งแวดล้อมด้วยตนเอง
•ขั ้ น ที ่ 2 ขั ้ น ก่ อ นปฏิ บ ั ต ิ ก ารคิ ด
(Preoperational) อายุ 18 เดื อ น - 7 ปี
    เด็กก่อนเข้าโรงเรียนและวัยอนุบาล มีระดับเชาวน์
ปัญญาอยู่ในขั้นนี้ เด็กวัยนี้มีโครงสร้างของสติ
ปัญญา(Structure) ที่จะใช้สัญลักษณ์แทนวัตถุสงของ      ิ่
ที่อยู่รอบๆตัว ได้ หรือ มีพัฒนาการทางด้านภาษา เด็ก
วัยนี้จะเริ่มด้วยการพูดเป็นประโยคและเรียนรู้คำาต่างๆ
เพิ่มขึ้น เด็กจะได้รู้จักคิด ขั้นนี้ แบ่งออกเป็นขั้นย่อย
อีก 2 ขั้น คือ
1.ขั ้ น ก่ อ นเกิ ด สั ง กั ป (Preconceptual
Thought)

     เป็นขั้นพัฒนาการของเด็กอายุ 2-4 ปี เป็น
ช่วงที่เด็กเริ่มมีเหตุผลเบืองต้น สามารถจะโยง
                           ้
ความสัมพันธ์ระหว่างเหตุการณ์ 2 เหตุการณ์
หรือมากกว่ามาเป็นเหตุผลเกี่ยวโยงซึ่งกันและ
กัน แต่เหตุผลของเด็กวัยนี้ยังมีขอบเขตจำากัด
อยู่ เพราะเด็กยังคงยึดตนเองเป็นศูนย์กลาง คือ
ถือความคิดตนเองเป็นใหญ่ และมองไม่เห็น
เหตุผลของผูอื่น ความคิดและเหตุผลของเด็ก
                  ้
วัยนี้ จึงไม่คอยถูกต้องตามความเป็นจริงนัก แต่
                ่
2. ขั ้ น การคิ ด แบบญาณหยั ่ ง รู ้ นึ ก ออกเองโดย
ไม่ ใ ช้ เ หตุ ผ ล (Intuitive Thought)

   เป็นขั้นพัฒนาการของเด็ก อายุ 4-7 ปี ขั้นนี้
เด็กจะเกิดความคิดรวบยอดเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ รวม
ตัวดีขึ้น เริ่มมีพัฒนาการเกี่ยวกับการอนุรักษ์ แต่
ไม่แจ่มชัดนัก สามารถแก้ปญหาเฉพาะหน้าได้
                             ั
โดยไม่คดเตรียมล่วงหน้าไว้ก่อน รู้จักนำาความรู้
          ิ
ในสิงหนึ่งไปอธิบายหรือแก้ปญหาอื่นและ
     ่                         ั
สามารถนำาเหตุผลทั่วๆ ไปมาสรุปแก้ปัญหา โดย
ไม่วิเคราะห์อย่างถี่ถ้วนเสียก่อน การคิดหาเหตุผล
•ขั ้ น ที ่ 3 ขั ้ น ปฏิ บ ั ต ิ ก ารคิ ด ด้ า นรู ป ธรรม (Concrete
Operations)(อายุ 7 - 11 ปี )
   พัฒนาการทางด้านสติปัญญาและความคิดของเด็กวัยนี้
แตกต่างกันกับเด็กในขั้น Preperational มาก เด็กวัยนีจะ ้
สามารถสร้างกฎเกณฑ์ และตั้งกฎเกณฑ์ ในการ แบ่งสิ่ง
แวดล้อมออกเป็นหมวดหมูได้ คือ เด็กจะสามารถทีจะอ้างอิง
                         ่                       ่
ด้วยเหตุผลและไม่ขึ้นกับการรับรู้จากรูปร่างเท่านั้น เด็กวัยนี้
สามารถแบ่งกลุ่มโดยใช้เกณฑ์หลายๆอย่าง และคิดย้อนกลับ
(Reversibility) ได้ ความเข้าใจเกี่ยวกับกิจกรรมและความ
สัมพันธ์ของตัวเลขก็เพิ่มมากขึ้น
•ขั ้ น ที ่ 4 ขั้นปฏิบัติการคิดด้วยนามธรรม (Formal
Operations)อายุ 12 ปี ข ึ ้ น ไป
    ในขั้นนีพัฒนาการเชาวน์ปัญญาและความคิดเห็น
            ้
ของเด็กเป็นขั้นสุดยอด คือ เด็กในวัยนีจะเริ่มคิดเป็น
                                      ้
ผู้ใหญ่ ความคิดแบบเด็กสิ้นสุดลง เด็กสามารถที่จะคิด
หาเหตุผลนอกเหนือไปจากข้อมูลที่มอยู่ สามารถที่จะคิด
                                    ี
เป็นนักวิทยาศาสตร์ สามารถทีจะตั้งสมมุติฐานและ
                                ่
ทฤษฎีและเห็นว่าความจริงทีเห็นด้วยกับการรับรู้ไม่
                              ่
สำาคัญเท่ากับการคิดถึงสิ่งทีอาจเป็นไปได้(Possibility
                            ่
พัฒนาการทางการรู้คดของเด็กในช่วงอายุ 6
                       ิ
ปีแรกของชีวิต ซึ่งเพียเจต์ ได้ศึกษาไว้เป็น
ประสบการณ์ สำาคัญที่เด็กควรได้รับการส่ง
เสริม มี 6 ขั้น ได้แก่

5.ขั้นความรู้แตกต่าง (Absolute Differences)
6.ขั้นรู้สงตรงกันข้าม (Opposition)
          ิ่
7.ขั้นรู้หลายระดับ (Discrete Degree)
8.ขั้นความเปลี่ยนแปลงต่อเนื่อง (Variation)
9.ขั้นรู้ผลของการกระทำา (Function)
6. ขั้นการทดแทนอย่างลงตัว (Exact
Compensation)
กระบวนการทางสติ ป ั ญ ญามี ล ั ก ษณะดั ง นี ้

3)การซึมซับหรือการดูดซึม (assimilation)
   เป็นกระบวนการทางสมองในการรับประสบการณ์ เรื่องราว
และข้อมูลต่าง ๆ เข้ามาสะสมเก็บไว้เพือใช้ประโยชน์ต่อไป
                                    ่

2. การปรับและจัดระบบ (accommodation) คือ กระบวนการทาง
สมองในการปรับ
          ประสบการณ์เดิมและประสบการณ์ใหม่ให้เข้ากันเป็น
ระบบ

3. การเกิดความสมดุล (equilibration)
    เป็นกระบวนการทีเกิดขึ้นจากขั้นของการปรับ หากการปรับ
                   ่
เป็นไปอย่างผสมผสานกลมกลืนก็จะมีความสมดุลขึ้น หากไม่
สามารถปรับประสบการณ์ใหม่และประสบการณ์เดิมให้เข้ากันได้
การนำ า ไปใช้ ใ นการจั ด การศึ ก ษา / การสอน

1.เมื่อทำางานกับนักเรียน ผู้สอนควรคำานึงถึงพัฒนาการทางสติ
ปํญญาของนักเรียนดังต่อไปนี้

   1.1)นักเรียนทีมอายุเท่ากันอาจมีขั้นพัฒนาการทางสติปัญญา
                 ่ ี
   ทีแตกต่างกัน
     ่

   1.2)นักเรียนแต่ละคนจะได้รับประสบการณ์ 2 แบบคือ
       1.2.1>ประสบการณ์ทางกายภาพ (physical experiences)
               จะเกิดขึ้นเมือนักเรียนแต่ละคนได้ปฏิสัมพันธ์กับ
                            ่
       วัตถุต่าง ในสภาพแวดล้อม          โดยตรง
       1.2.2>ประสบการณ์ทางตรรกศาสตร์
       (Logicomathematical experiences) จะเกิดขึ้น เมือ่
       นักเรียนได้พฒนาโครงสร้างทางสติปัญญาให้ความคิด
                     ั
2.หลักสูตรที่สร้างขึ้นบนพื้นฐานทฤษฎีพัฒนาการทาง
สติปญญาของเพียเจต์ ควรมีลักษณะดังต่อไปนี้คอ
     ั                                         ื
   1.เน้นพัฒนาการทางสติปัญญาของผู้เรียนโดยต้อง
   เน้นให้นักเรียนใช้ศักยภาพของตนเองให้มากที่สุด
   2.เสนอการเรียนการเสนอที่ให้ผู้เรียนพบกับความ
   แปลกใหม่
   3.เน้นการเรียนรู้ต้องอาศัยกิจกรรมการค้นพบ
   4.เน้นกิจกรรมการสำารวจและการเพิ่มขยายความ
   คิดในระหว่างการเรียนการสอน
   5.ใช้กิจกรรมขัดแย้ง (cognitive conflict activities)
   โดยการรับฟังความคิดเห็นของผูอื่นนอกเหนือจาก
                                   ้
   ความคิดเห็นของตนเอง
3.การสอนที่สงเสริมพัฒนาการทางสติปัญญาของผู้เรียนควร
             ่
ดำาเนินการดังต่อไปนี้

  1) ถามคำาถามมากกว่าการให้คำาตอบ
  2) ครูผู้สอนควรจะพูดให้นอยลง และฟังให้มากขึ้น
                            ้
  3) ควรให้เสรีภาพแก่นกเรียนทีจะเลือกเรียนกิจกรรมต่าง ๆ
                         ั      ่
  4) เมือนักเรียนให้เหตุผลผิด ควรถามคำาถามหรือจัด
         ่
  ประสบการณ์ให้นกเรียนใหม่
                    ั
  5) ชี้ระดับพัฒนาการทางสติปัญญาของนักเรียนจากงาน
  พัฒนาการทางสติปัญญาขั้นนามธรรมเพื่อดูว่านักเรียนคิด
  อย่างไร
  6) ยอมรับความจริงทีว่า นักเรียนแต่ละคนมีอัตราพัฒนาการ
                       ่
  ทางสติปัญญาทีแตกต่างกัน
                  ่
  7) ผู้สอนต้องเข้าใจว่านักเรียนมีความสามารถเพิมขึ้นใน
                                               ่
4.ในขั้นประเมินผล ควรดำาเนิน
การสอนต่อไปนี้

  1) มีการทดสอบแบบการให้
  เหตุผลของนักเรียน
  2) พยายามให้นักเรียนแสดง
  เหตุผลในการตอนคำาถามนั้น ๆ
  3) ต้องช่วยเหลือนักเรียนทีมี
  พัฒนาการทางสติปญญาตำ่า
                     ั
  กว่าเพื่อร่วมชั้น

เฟียเจท์ 1

  • 1.
  • 2.
    ทฤษฎี เ กี่ ย ว กั บ พั ฒ นาการ เชาวน์ ป ั ญ ญาที ่ ผ ู ้ เ ขี ย นเห็ น ว่ า มี ประโยชน์ สำ า หรั บ ครู คื อ ทฤษฎี ข องนั ก จิ ต วิ ท ยาชาว สวิ ส ชื ่ อ เพี ย เจต์ (Piaget) ที ่ จ ริ ง แล้ ว เพี ย เจต์ ไ ด้ ร ั บ ปริ ญ ญาเอกทาง วิ ท ยาศาสตร์ สาขาสั ต วิ ท ยา ที ่ มหาวิ ท ยาลั ย Neuchatel ประเทศ สวิ ส เซอร์ แ ลนด์ หลั ง จากได้ ร ั บ ปริ ญ ญา
  • 3.
    เฟียเจต์พบคำาตอบของเด็กน่าสนใจมาก โดย เฉพาะคำาตอบของเด็กที่เยาว์วัยเพราะมักจะตอบ ผิด แต่เมื่อเพียเจต์ได้วิเคราะห์คำาตอบที่ผิดเหล่า นั้นก็พบว่าคำาตอบของเด็กเล็กที่ต่างไปจากคำา ตอบของเด็กโตเพราะมีความคิดที่ต่างกัน คุณภาพของคำาตอบของเด็กที่วัยต่างกันมักจะ แตกต่างกัน แต่ไม่ควรที่จะบอกว่าเด็กโตฉลาด กว่าเด็กเล็ก หรือคำาตอบของเด็กเล็กผิด การ ทำางานกับนายแพทย์บีเนต์ระหว่างปีค.ศ.1919 ถึง
  • 4.
    เพี ย เจต์(Piaget) ได้ ศ ึ ก ษา เกี ่ ย วกั บ พั ฒ นาการทางด้ า น ความคิ ด ของเด็ ก ว่ า มี ข ั ้ น ตอนหรื อ กระบวนการ อย่ า งไร ทฤษฎี ข องเพี ย เจต์ ตั ้ ง อยู ่ บ นรากฐานของทั ้ ง องค์ ป ระกอบที ่ เ ป็ น พั น ธุ ก รรม และสิ ่ ง แวดล้ อ ม
  • 5.
    เฟียเจท์อธิบายว่า การเรียนรู้ของ เด็กเป็นไปตามพัฒนาการทางสติปญญา ั ซึ่งจะมีพัฒนาการไปตามวัยต่าง ๆ เป็น ลำาดับขั้น พัฒนาการเป็นสิงที่เป็นไปตาม ่ ธรรมชาติ ไม่ควรที่จะเร่งเด็กให้ข้ามจาก พัฒนาการจากขั้นหนึ่งไปสูอีกขั้นหนึ่ง ่ เพราะจะทำาให้เกิดผลเสียแก่เด็ก แต่การ จัดประสบการณ์ส่งเสริมพัฒนาการของ เด็กในช่วงที่เด็กกำาลังจะพัฒนาไปสู่ ขันที่ ้ สูงกว่า สามารถช่วยให้เด็กพัฒนาไป
  • 6.
    อย่างไรก็ตาม เพียเจต์เน้นความ สำาคัญของการเข้าใจธรรมชาติและ พัฒนาการของเด็กมากกว่าการ กระตุนเด็กให้มีพฒนาการเร็วขึ้น ้ ั เพียเจต์สรุปว่า พัฒนาการของเด็ก สามารถอธิบายได้โดยลำาดับระยะ พัฒนาทางชีววิทยาทีคงที่ แสดงให้ ่ ปรากฏโดยปฏิสมพันธ์ของเด็กกับสิ่ง ั แวดล้อม
  • 7.
    เพียเจต์กล่าวว่า ระหว่างระยะเวลา ตั้งแต่ทารกจนถึงวัยรุ่น คนเราจะค่อยๆ สามารถปรับตัวเข้ากับสิงแวดล้อมได้มาก ่ ขึ้นตามลำาดับขั้น โดยเพียเจต์ได้แบ่งลำาดับ ขั้นของพัฒนาการเชาวน์ปญญาของมนุษย์ ั ไว้ 4 ขัน ซึงเป็นขันพัฒนาการเชาวน์ ้ ่ ้ ปัญญา ดังนี้
  • 8.
    •ขั ้ นที ่ 1 ขั ้ น ประสาทรั บ รู ้ แ ละการ เคลื ่ อ นไหว (Sensorimotor) แรกเกิ ด - 2 ขวบ ขั้นนี้เริ่มตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 2 ปี พฤติกรรม ของเด็กในวัยนี้ขึ้นอยู่กับการเคลื่อนไหวเป็นส่วนใหญ่ ในวัยนี้เด็กแสดงออกทางด้านร่างกายให้เห็นว่ามีสติ ปัญญาด้วยการกระทำา เด็กสามารถแก้ปญหาได้ ั แม้ว่าจะไม่สามารถอธิบายได้ด้วยคำาพูด เด็กจะต้องมี โอกาสที่จะปะทะกับสิ่งแวดล้อมด้วยตนเอง
  • 9.
    •ขั ้ นที ่ 2 ขั ้ น ก่ อ นปฏิ บ ั ต ิ ก ารคิ ด (Preoperational) อายุ 18 เดื อ น - 7 ปี เด็กก่อนเข้าโรงเรียนและวัยอนุบาล มีระดับเชาวน์ ปัญญาอยู่ในขั้นนี้ เด็กวัยนี้มีโครงสร้างของสติ ปัญญา(Structure) ที่จะใช้สัญลักษณ์แทนวัตถุสงของ ิ่ ที่อยู่รอบๆตัว ได้ หรือ มีพัฒนาการทางด้านภาษา เด็ก วัยนี้จะเริ่มด้วยการพูดเป็นประโยคและเรียนรู้คำาต่างๆ เพิ่มขึ้น เด็กจะได้รู้จักคิด ขั้นนี้ แบ่งออกเป็นขั้นย่อย อีก 2 ขั้น คือ
  • 10.
    1.ขั ้ นก่ อ นเกิ ด สั ง กั ป (Preconceptual Thought) เป็นขั้นพัฒนาการของเด็กอายุ 2-4 ปี เป็น ช่วงที่เด็กเริ่มมีเหตุผลเบืองต้น สามารถจะโยง ้ ความสัมพันธ์ระหว่างเหตุการณ์ 2 เหตุการณ์ หรือมากกว่ามาเป็นเหตุผลเกี่ยวโยงซึ่งกันและ กัน แต่เหตุผลของเด็กวัยนี้ยังมีขอบเขตจำากัด อยู่ เพราะเด็กยังคงยึดตนเองเป็นศูนย์กลาง คือ ถือความคิดตนเองเป็นใหญ่ และมองไม่เห็น เหตุผลของผูอื่น ความคิดและเหตุผลของเด็ก ้ วัยนี้ จึงไม่คอยถูกต้องตามความเป็นจริงนัก แต่ ่
  • 11.
    2. ขั ้น การคิ ด แบบญาณหยั ่ ง รู ้ นึ ก ออกเองโดย ไม่ ใ ช้ เ หตุ ผ ล (Intuitive Thought) เป็นขั้นพัฒนาการของเด็ก อายุ 4-7 ปี ขั้นนี้ เด็กจะเกิดความคิดรวบยอดเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ รวม ตัวดีขึ้น เริ่มมีพัฒนาการเกี่ยวกับการอนุรักษ์ แต่ ไม่แจ่มชัดนัก สามารถแก้ปญหาเฉพาะหน้าได้ ั โดยไม่คดเตรียมล่วงหน้าไว้ก่อน รู้จักนำาความรู้ ิ ในสิงหนึ่งไปอธิบายหรือแก้ปญหาอื่นและ ่ ั สามารถนำาเหตุผลทั่วๆ ไปมาสรุปแก้ปัญหา โดย ไม่วิเคราะห์อย่างถี่ถ้วนเสียก่อน การคิดหาเหตุผล
  • 12.
    •ขั ้ นที ่ 3 ขั ้ น ปฏิ บ ั ต ิ ก ารคิ ด ด้ า นรู ป ธรรม (Concrete Operations)(อายุ 7 - 11 ปี ) พัฒนาการทางด้านสติปัญญาและความคิดของเด็กวัยนี้ แตกต่างกันกับเด็กในขั้น Preperational มาก เด็กวัยนีจะ ้ สามารถสร้างกฎเกณฑ์ และตั้งกฎเกณฑ์ ในการ แบ่งสิ่ง แวดล้อมออกเป็นหมวดหมูได้ คือ เด็กจะสามารถทีจะอ้างอิง ่ ่ ด้วยเหตุผลและไม่ขึ้นกับการรับรู้จากรูปร่างเท่านั้น เด็กวัยนี้ สามารถแบ่งกลุ่มโดยใช้เกณฑ์หลายๆอย่าง และคิดย้อนกลับ (Reversibility) ได้ ความเข้าใจเกี่ยวกับกิจกรรมและความ สัมพันธ์ของตัวเลขก็เพิ่มมากขึ้น
  • 13.
    •ขั ้ นที ่ 4 ขั้นปฏิบัติการคิดด้วยนามธรรม (Formal Operations)อายุ 12 ปี ข ึ ้ น ไป ในขั้นนีพัฒนาการเชาวน์ปัญญาและความคิดเห็น ้ ของเด็กเป็นขั้นสุดยอด คือ เด็กในวัยนีจะเริ่มคิดเป็น ้ ผู้ใหญ่ ความคิดแบบเด็กสิ้นสุดลง เด็กสามารถที่จะคิด หาเหตุผลนอกเหนือไปจากข้อมูลที่มอยู่ สามารถที่จะคิด ี เป็นนักวิทยาศาสตร์ สามารถทีจะตั้งสมมุติฐานและ ่ ทฤษฎีและเห็นว่าความจริงทีเห็นด้วยกับการรับรู้ไม่ ่ สำาคัญเท่ากับการคิดถึงสิ่งทีอาจเป็นไปได้(Possibility ่
  • 14.
    พัฒนาการทางการรู้คดของเด็กในช่วงอายุ 6 ิ ปีแรกของชีวิต ซึ่งเพียเจต์ ได้ศึกษาไว้เป็น ประสบการณ์ สำาคัญที่เด็กควรได้รับการส่ง เสริม มี 6 ขั้น ได้แก่ 5.ขั้นความรู้แตกต่าง (Absolute Differences) 6.ขั้นรู้สงตรงกันข้าม (Opposition) ิ่ 7.ขั้นรู้หลายระดับ (Discrete Degree) 8.ขั้นความเปลี่ยนแปลงต่อเนื่อง (Variation) 9.ขั้นรู้ผลของการกระทำา (Function) 6. ขั้นการทดแทนอย่างลงตัว (Exact Compensation)
  • 15.
    กระบวนการทางสติ ป ัญ ญามี ล ั ก ษณะดั ง นี ้ 3)การซึมซับหรือการดูดซึม (assimilation) เป็นกระบวนการทางสมองในการรับประสบการณ์ เรื่องราว และข้อมูลต่าง ๆ เข้ามาสะสมเก็บไว้เพือใช้ประโยชน์ต่อไป ่ 2. การปรับและจัดระบบ (accommodation) คือ กระบวนการทาง สมองในการปรับ ประสบการณ์เดิมและประสบการณ์ใหม่ให้เข้ากันเป็น ระบบ 3. การเกิดความสมดุล (equilibration) เป็นกระบวนการทีเกิดขึ้นจากขั้นของการปรับ หากการปรับ ่ เป็นไปอย่างผสมผสานกลมกลืนก็จะมีความสมดุลขึ้น หากไม่ สามารถปรับประสบการณ์ใหม่และประสบการณ์เดิมให้เข้ากันได้
  • 16.
    การนำ า ไปใช้ใ นการจั ด การศึ ก ษา / การสอน 1.เมื่อทำางานกับนักเรียน ผู้สอนควรคำานึงถึงพัฒนาการทางสติ ปํญญาของนักเรียนดังต่อไปนี้ 1.1)นักเรียนทีมอายุเท่ากันอาจมีขั้นพัฒนาการทางสติปัญญา ่ ี ทีแตกต่างกัน ่ 1.2)นักเรียนแต่ละคนจะได้รับประสบการณ์ 2 แบบคือ 1.2.1>ประสบการณ์ทางกายภาพ (physical experiences) จะเกิดขึ้นเมือนักเรียนแต่ละคนได้ปฏิสัมพันธ์กับ ่ วัตถุต่าง ในสภาพแวดล้อม โดยตรง 1.2.2>ประสบการณ์ทางตรรกศาสตร์ (Logicomathematical experiences) จะเกิดขึ้น เมือ่ นักเรียนได้พฒนาโครงสร้างทางสติปัญญาให้ความคิด ั
  • 17.
    2.หลักสูตรที่สร้างขึ้นบนพื้นฐานทฤษฎีพัฒนาการทาง สติปญญาของเพียเจต์ ควรมีลักษณะดังต่อไปนี้คอ ั ื 1.เน้นพัฒนาการทางสติปัญญาของผู้เรียนโดยต้อง เน้นให้นักเรียนใช้ศักยภาพของตนเองให้มากที่สุด 2.เสนอการเรียนการเสนอที่ให้ผู้เรียนพบกับความ แปลกใหม่ 3.เน้นการเรียนรู้ต้องอาศัยกิจกรรมการค้นพบ 4.เน้นกิจกรรมการสำารวจและการเพิ่มขยายความ คิดในระหว่างการเรียนการสอน 5.ใช้กิจกรรมขัดแย้ง (cognitive conflict activities) โดยการรับฟังความคิดเห็นของผูอื่นนอกเหนือจาก ้ ความคิดเห็นของตนเอง
  • 18.
    3.การสอนที่สงเสริมพัฒนาการทางสติปัญญาของผู้เรียนควร ่ ดำาเนินการดังต่อไปนี้ 1) ถามคำาถามมากกว่าการให้คำาตอบ 2) ครูผู้สอนควรจะพูดให้นอยลง และฟังให้มากขึ้น ้ 3) ควรให้เสรีภาพแก่นกเรียนทีจะเลือกเรียนกิจกรรมต่าง ๆ ั ่ 4) เมือนักเรียนให้เหตุผลผิด ควรถามคำาถามหรือจัด ่ ประสบการณ์ให้นกเรียนใหม่ ั 5) ชี้ระดับพัฒนาการทางสติปัญญาของนักเรียนจากงาน พัฒนาการทางสติปัญญาขั้นนามธรรมเพื่อดูว่านักเรียนคิด อย่างไร 6) ยอมรับความจริงทีว่า นักเรียนแต่ละคนมีอัตราพัฒนาการ ่ ทางสติปัญญาทีแตกต่างกัน ่ 7) ผู้สอนต้องเข้าใจว่านักเรียนมีความสามารถเพิมขึ้นใน ่
  • 19.
    4.ในขั้นประเมินผล ควรดำาเนิน การสอนต่อไปนี้ 1) มีการทดสอบแบบการให้ เหตุผลของนักเรียน 2) พยายามให้นักเรียนแสดง เหตุผลในการตอนคำาถามนั้น ๆ 3) ต้องช่วยเหลือนักเรียนทีมี พัฒนาการทางสติปญญาตำ่า ั กว่าเพื่อร่วมชั้น