7




สามารถถ่ายทอดความคิดและวัฒนธรรมไทยไปยังสังคมโลกได้
อย่างสร้างสรรค์ ประกอบด้วยสาระสำาคัญ ดังนี้
             1. ภาษาเพื่อการสื่อสารการใช้ภาษาต่างประเทศใน
การฟัง-พูด-อ่าน-เขียน แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารแสดงความรู้สึก
และความคิดเห็น ตีความ นำาเสนอข้อมูลความคิดรวบยอดและความ-
คิดเห็นในเรื่องต่างๆ และสร้างความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลอย่าง
เหมาะสม
            2. ภาษาและวัฒนธรรม การใช้ภาษาต่างประเทศตาม
วัฒนธรรมของเจ้าของภาษาความสัมพันธ์ ความเหมือน ความแตก
ต่างระหว่างภาษาและวัฒนธรรมของเจ้าของภาษากับภาษา และ
วัฒนธรรมไทย และนำาไปใช้อย่างเหมาะสม
            3. ภาษากับความสัมพันธ์กับกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่นการ
ใช้ภาษาต่างประเทศในการเชื่อมโยงความรู้กับกลุ่มสาระการเรียนรู้
อืนเป็นพื้นฐานในการพัฒนา แสวงหาความรู้และเปิดโลกทัศน์ของ
  ่
ตน
            4. ภาษากับความสัมพันธ์กับชุมชนและโลกการใช้ภาษา
ต่างประเทศในสถานการณ์ ต่างๆ ทังในห้องเรียนและนอกห้องเรียน
                                     ้
ชุมชน และสังคมโลก เป็นเครืองมือพืนฐานในการศึกษาต่อ ประกอบ
                                ่        ้
อาชีพและแลกเปลียนเรียนรูกบสังคมโลก
                  ่         ้ ั
       3. คุณภาพผู้เรียน
          จบชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
            1. ปฏิบัติตามคำาสั่ง คำาขอร้องที่ฟัง อ่านออกเสียงตัว
อักษร คำา กลุ่มคำา ประโยคง่ายๆ และบทพูดเข้้าจังหวะง่ายๆถูก
ต้องตามหลักการอ่าน บอกความหมายของคำาและกลุ่มคำาที่ฟังตรง
ตามความหมาย ตอบคำาถามจากการฟังหรืออ่านประโยคบทสนทนา
หรือนิทานง่ายๆ
            2. พูดโต้ตอบด้วยคำาสั้นๆง่ายๆในการสื่อสารระหว่าง
บุคคลตามแบบที่ฟัง ใช้คำาสั่งและคำาขอร้องง่ายๆ บอกความต้องการ
ง่ายๆของตนเอง พูดขอและให้ข้อมูลเกี่ยวกับตนเองและเพื่อนบอก
ความรู้สึกของตนเองเกี่ยวกับสิ่งต่างๆใกล้ตัวหรือกิจกรรมต่างๆตาม
แบบที่ฟัง
            3. พูดให้ขอมูลเกียวกับตนเองและเรืองใกล้ตว จัดหมวดหมู่
                      ้       ่                ่      ั
คำาตามประเภทของบุคคล สัตว์ และสิงของตามทีฟงหรืออ่าน
                                       ่         ่ ั
            4. พูดและทำาท่าประกอบตามมารยาทสังคม/วัฒนธรรม
ของเจ้าของภาษาบอกชื่อและคำาศัพท์ง่ายๆเกี่ยวกับเทศกาล/วัน
8




สำาคัญ/งานฉลองและชีวิตความเป็นอยู่ของเจ้าของภาษา เข้าร่วม
กิจกรรมทางภาษาและวัฒนธรรมที่เหมาะกับวัย
             5. บอกความแตกต่างของเสียงตัวอักษร คำา กลุ่มคำา และ
ประโยคง่ายๆของภาษาต่างประเทศและภาษาไทย
             6. บอกคำาศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่น
             7. ฟัง/พูดในสถานการณ์ง่ายๆที่เกิดขึ้นในห้องเรียน
             8. ใช้ภาษาต่างประเทศเพื่อรวบรวมคำาศัพท์ที่เกี่ยวข้อง
ใกล้ตัว
             9. มีทักษะการใช้ภาษาต่างประเทศ (เน้นการฟัง-พูด)
สือสารตามหัวเรื่องเกี่ยวกับตนเอง ครอบครัว โรงเรียน สิ่งแวดล้อม
   ่
ใกล้ตัว อาหาร เครื่องดื่ม เวลาว่างและนันทนาการภายใน               วงคำา
ศัพท์ประมาณ 300-450 คำา (คำาศัพท์ที่เป็นรูปธรรม)
            10. ใช้ประโยคคำาเดียว (One Word Sentence)
ประโยคเดี่ยว (Simple Sentence) ในการสนทนาโต้ตอบตาม
สถานการณ์ในชีวิตประจำาวัน
          จบชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
             1. ปฏิบัติตามคำาสั่ง คำาขอร้องและคำาแนะนำาที่ฟังและ
อ่าน อ่านออกเสียงประโยค ข้อความ นิทานและบทกลอนสั้นๆถูก
ต้องตามหลักการอ่านเลือก/ระบุประโยคและข้อความตรงตามความ
หมายของสัญลักษณ์หรือเครื่องหมายที่อ่าน บอกใจความสำาคัญและ
ตอบคำาถามจากการฟังและอ่าน บทสนทนา นิทานง่ายๆและเรื่องเล่า
             2. พูด/เขียนโต้ตอบในการสื่อสารระหว่างบุคคลใช้คำา
สั่ง คำาขอร้องและให้คำาแนะนำา พูด/เขียนแสดงความต้องการ ขอ
ความช่วยเหลือ ตอบรับและปฏิเสธการให้ความช่วยเหลือใน
สถานการณ์ง่ายๆ พูดและเขียนเพื่อขอและให้ข้อมูลเกี่ยวกับตนเอง
เพื่อน ครอบครัว และเรื่องใกล้ตัว พูด/เขียนแสดงความรู้สึกเกี่ยวกับ
เรื่องต่างๆใกล้ตัว กิจกรรมต่างๆพร้อมทั้งให้เหตุผลสั้นๆประกอบ
             3. พูด/เขียนให้ขอมูลเกี่ยวกับตนเอง เพื่อนและสิ่ง
                               ้
แวดล้อมใกล้ตัว เขียนภาพแผนผัง แผนภูมิ และตารางแสดงข้อมูล
ต่างๆที่ฟังและอ่าน พูด/เขียนแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องต่างๆ
ใกล้ตัว
             4. ใช้ถ้อยคำานำ้าเสียงและกิริยาท่าทางอย่างสุภาพ
เหมาะสมตามมารยาทสังคมและวัฒนธรรมของเจ้าของภาษา ให้
ข้อมูลเกี่ยวกับเทศกาล/วันสำาคัญ/งานฉลอง/ชีวิตความเป็นอยู่ของ
เจ้าของภาษา เข้าร่วมกิจกรรมทางภาษาและวัฒนธรรมตามความ
สนใจ
9




               5. บอกความเหมือน/ความแตกต่างระหว่างการออก
เสียงประโยคชนิดต่างๆ การใช้เครื่องหมายวรรคตอนและการลำาดับ
คำาตามโครงสร้างประโยคของภาษาต่างประเทศและภาษาไทย
เปรียบเทียบความเหมือน/ความแตกต่างระหว่างเทศกาล งานฉลอง
และประเพณีของเจ้าของภาษากับของไทย
               6. ค้นคว้า รวบรวมคำาศัพท์ทเกียวข้องกับกลุมสาระการ
                                          ี่ ่           ่
เรียนรูอนจากแหล่งการเรียนรู้ และนำาเสนอด้วยการพูด/การเขียน
        ้ ื่
               7. ใช้ภาษาสื่อสารในสถานการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นใน
ห้องเรียนและสถานศึกษา
               8. ใช้ภาษาต่างประเทศในการสืบค้นและรวบรวมข้อมูล
ต่างๆ
               9. มีทักษะการใช้ภาษาต่างประเทศ (เน้นการฟัง-พูด-
อ่าน-เขียน) สือสารตามหัว-เรื่องเกี่ยวกับตนเอง ครอบครัว โรงเรียน
                  ่
สิงแวดล้อม อาหาร เครืองดืม เวลาว่างและนันทนาการ สุขภาพและ
  ่                        ่  ่
สวัสดิการ การซือ-ขายและลมฟ้าอากาศภายในวงคำาศัพท์ประมาณ
                      ้
1,050-1,200 คำา (คำาศัพท์ทเป็นรูปธรรมและนามธรรม)
                                ี่
                10. ใช้ประโยคเดี่ยวและประโยคผสม (Compound
Sentences) สือความหมายตามบริบทต่าง ๆ
                    ่
             จบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
               1. ปฏิบัติตามคำาขอร้อง คำาแนะนำา คำาชี้แจง และคำา
อธิบายที่ฟังและอ่านอ่านออกเสียงข้อความ ข่าว โฆษณา นิทาน
และบทร้อยกรองสั้นๆถูกต้องตามหลักการอ่านระบุ/เขียนสื่อที่ไม่ใช่
ความเรียงรูปแบบต่างๆสัมพันธ์กับประโยคและข้อความที่ฟังหรือ
อ่านเลือก/ระบุหัวข้อเรื่อง ใจความสำาคัญ รายละเอียดสนับสนุน และ
แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องที่ฟังและอ่านจากสื่อประเภทต่างๆ
พร้อมทั้งให้เหตุผลและยกตัวอย่างประกอบ
               2. สนทนาและเขียนโต้ตอบข้อมูลเกี่ยวกับตนเองและ
เรื่องต่างๆใกล้ตัว สถานการณ์ ข่าว เรื่องที่อยู่ในความสนใจของ
สังคมและสื่อสารอย่างต่อเนื่องและเหมาะสมใช้คำาขอร้อง คำาชี้แจง
และคำาอธิบาย ให้คำาแนะนำาอย่างเหมาะสม พูดและเขียนแสดงความ
ต้องการ เสนอและให้ความช่วยเหลือ ตอบรับและปฏิเสธการให้
ความช่วยเหลือ พูดและเขียนเพื่อขอและให้ข้อมูล บรรยาย อธิบาย
เปรียบเทียบ และแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องที่ฟังหรืออ่านอย่าง
เหมาะสม พูดและเขียนบรรยายความรู้สึกและความคิดเห็นของ
ตนเองเกี่ยวกับเรื่องต่างๆ กิจกรรม ประสบการณ์ และข่าว/
เหตุการณ์ พร้อมทั้งให้เหตุผลประกอบอย่างเหมาะสม
10




             3. พูดและเขียนบรรยายเกี่ยวกับตนเอง ประสบการณ์
ข่าว/เหตุการณ์/เรื่อง/ประเด็นต่างๆที่อยู่ในความสนใจของสังคม พูด
และเขียนสรุปใจความสำาคัญ/แก่นสาระ หัวข้อเรื่องที่ได้จากการ
วิเคราะห์เรื่อง/ข่าว/เหตุการณ์/สถานการณ์ที่อยู่ในความสนใจ พูด
และเขียนแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับกิจกรรม ประสบการณ์ และ
เหตุการณ์พร้อมให้เหตุผลประกอบ
             4. เลือกใช้ภาษา นำ้าเสียง และกิริยาท่าทางเหมาะกับ
บุคคลและโอกาสตามมารยาทสังคมและวัฒนธรรมของเจ้าของ
ภาษาอธิบายเกี่ยวกับชีวิตความเป็นอยู่ขนบธรรมเนียมและประเพณี
ของเจ้าของภาษาเข้าร่วม/จัดกิจกรรมทางภาษาและวัฒนธรรมตาม
ความสนใจ
             5. เปรียบเทียบและอธิบายความเหมือนและความแตก
ต่างระหว่างการออกเสียงประโยคชนิดต่างๆและการลำาดับคำาตาม
โครงสร้างประโยคของภาษาต่างประเทศและภาษาไทยเปรียบเทียบ
และอธิบายความเหมือนและความแตกต่างระหว่างชีวิตความเป็นอยู่
และวัฒนธรรมของเจ้าของภาษากับของไทย และนำาไปใช้อย่าง
เหมาะสม
             6. ค้นคว้า รวบรวมและสรุปข้อมูล/ข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้อง
กับกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่นจากแหล่งการเรียนรู้ และนำาเสนอด้วย
การพูดและการเขียน
             7. ใช้ภาษาสื่อสารในสถานการณ์จริง/สถานการณ์
จำาลองที่เกิดขึ้นในห้องเรียนสถานศึกษาชุมชน และสังคม
             8. ใช้ภาษาต่างประเทศในการสืบค้น/ค้นคว้า รวบรวม
และสรุปความรู/ข้อมูลต่างๆ จากสื่อและแหล่งการเรียนรู้ต่างๆใน
                  ้
การศึกษาต่อและประกอบอาชีพ เผยแพร่/ประชาสัมพันธ์ข้อมูล
ข่าวสารของโรงเรียน ชุมชน และท้องถิ่นเป็นภาษาต่างประเทศ
             9. มีทักษะการใช้ภาษาต่างประเทศ (เน้นการฟัง-พูด-
อ่าน-เขียน) สือสารตามหัว-เรื่องเกี่ยวกับตนเอง ครอบครัว โรงเรียน
                ่
สิ่งแวดล้อม อาหาร เครื่องดื่ม เวลาว่างและนันทนาการ สุขภาพและ
สวัสดิการ การซื้อ-ขาย ลมฟ้าอากาศ การศึกษาและอาชีพ การเดิน
ทางท่องเที่ยวการบริการ สถานที่ ภาษา และวิทยาศาสตร์และ
เทคโนโลยี ภายในวงคำาศัพท์ประมาณ 2,100 - 2,250 คำา (คำาศัพท์
ที่เป็นนามธรรมมากขึ้น)
             10. ใช้ประโยคผสมและประโยคซับซ้อน (Complex
Sentences) สือความหมายตามบริบทต่างๆ ในการสนทนาทั้งที่เป็น
                    ่
ทางการและไม่เป็นทางการ
11




          จบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6
             1. ปฏิบัติตามคำาแนะนำาในคู่มือการใช้งานต่างๆ คำา
ชี้แจง คำาอธิบายและคำาบรรยายที่ฟังและอ่าน อ่านออกเสียง
ข้อความ ข่าว ประกาศ โฆษณา บทร้อยกรองและบทละครสั้นถูก
ต้องตามหลักการอ่าน อธิบายและเขียนประโยคและข้อความ
สัมพันธ์กับสื่อที่ไม่ใช่ความเรียงรูปแบบต่างๆที่อ่าน รวมทั้งระบุและ
เขียนสื่อที่ไม่ใช่ความเรียงรูปแบบต่างๆ สัมพันธ์กับประโยคและ
ข้อความที่ฟังหรืออ่าน จับใจความสำาคัญ วิเคราะห์ความ สรุปความ
ตีความ และแสดงความคิดเห็นจากการฟังและอ่านเรื่องที่เป็นสารคดี
และบันเทิงคดีพร้อมทั้งให้เหตุผลและยกตัวอย่างประกอบ
             2. สนทนาและเขียนโต้ตอบข้อมูลเกี่ยวกับตนเองและ
เรื่องต่างๆใกล้ตัว ประสบการณ์ สถานการณ์ข่าว/เหตุการณ์
ประเด็นที่อยู่ในความสนใจและสื่อสารอย่างต่อเนื่องและเหมาะสม
เลือกและใช้คำาขอร้อง คำาชี้แจง คำาอธิบาย และให้คำาแนะนำา พูด
และเขียนแสดงความต้องการ เสนอและให้ความช่วยเหลือ ตอบรับ
และปฏิเสธการให้ความช่วยเหลือในสถานการณ์จำาลองหรือ
สถานการณ์จริงอย่างเหมาะสม พูดและเขียนเพื่อขอและให้ข้อมูล
บรรยาย อธิบาย เปรียบเทียบ และแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่อง/
ประเด็น/ข่าว/เหตุการณ์ที่ฟังและอ่านอย่างเหมาะสม พูดและเขียน
บรรยายความรู้สึกและแสดงความคิดเห็นของตนเองเกี่ยวกับเรื่อง
ต่างๆ กิจกรรม ประสบการณ์ และข่าว/เหตุการณ์อย่างมีเหตุผล
             3. พูดและเขียนนำาเสนอข้อมูลเกี่ยวกับตนเอง/
ประสบการณ์ ข่าว/เหตุการณ์             เรื่องและประเด็นต่างๆตาม
ความสนใจ พูดและเขียนสรุปใจความสำาคัญ แก่นสาระที่ได้จากการ
วิเคราะห์เรื่อง กิจกรรม ข่าว เหตุการณ์ และสถานการณ์ตามความ
สนใจ พูดและเขียนแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับกิจกรรม
ประสบการณ์ และเหตุการณ์ทั้งในท้องถิ่น สังคม และโลกพร้อมทั้ง
ให้เหตุผลและยกตัวอย่างประกอบ
             4. เลือกใช้ภาษานำ้าเสียงและกิริยาท่าทางเหมาะกับระดับ
ของบุคคล เวลา โอกาสและสถานที่ตามมารยาทสังคมและ
วัฒนธรรมของเจ้าของภาษา อธิบาย/อภิปรายวิถีชีวิต ความคิด
ความเชื่อ และที่มาของขนบธรรมเนียมและประเพณีของเจ้าของ
ภาษา เข้าร่วม แนะนำา และจัดกิจกรรมทางภาษาและวัฒนธรรม
อย่างเหมาะสม
             5. อธิบาย/เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างโครงสร้าง
ประโยค ข้อความ สำานวน คำาพังเพย สุภาษิต และบทกลอนของภาษา
12




ต่างประเทศและภาษาไทยวิเคราะห์/อภิปรายความเหมือน และความ
แตกต่างระหว่างวิถชวตความเชือ และวัฒนธรรมของเจ้าของภาษากับ
                      ี ี ิ     ่
ของไทย และนำาไปใช้อย่างมีเหตุผล
            6. ค้นคว้า/สืบค้น บันทึก สรุป และแสดงความคิดเห็น
เกี่ยวกับข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่นจากแหล่งเรียน
รู้ต่างๆ และนำาเสนอด้วยการพูดและการเขียน
            7. ใช้ภาษาสื่อสารในสถานการณ์จริง/สถานการณ์
จำาลองที่เกิดขึ้นในห้องเรียนสถานศึกษา ชุมชน และสังคม
            8. ใช้ภาษาต่างประเทศในการสืบค้น/ค้นคว้า รวบรวม
วิเคราะห์และสรุปความรู้/ข้อมูลต่างๆจากสื่อและแหล่งการเรียนรู้
ต่างๆในการศึกษาต่อและประกอบอาชีพ เผยแพร่/ประชาสัมพันธ์
ข้อมูล ข่าวสารของโรงเรียน ชุมชน และท้องถิ่น/ประเทศชาติเป็น
ภาษาต่างประเทศ
            9. มีทักษะการใช้ภาษาต่างประเทศ (เน้นการฟัง-พูด-
อ่าน-เขียน) สือสารตาม
               ่                     หัวเรื่องเกี่ยวกับตนเอง ครอบครัว
โรงเรียน สิ่งแวดล้อม อาหาร เครื่องดื่ม ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล
เวลาว่างและนันทนาการ สุขภาพและสวัสดิการ การซื้อ-ขาย ลมฟ้า
อากาศ การศึกษาและอาชีพ                      การเดินทางท่องเที่ยว การ
บริการ สถานที่ ภาษา และวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีภายในวงคำา
ศัพท์ประมาณ 3,600 - 3,750 คำา (คำาศัพท์ที่มีระดับการใช้แตกต่าง
กัน)
            10. ใช้ประโยคผสมและประโยคซับซ้อนสื่อความหมาย
ตามบริบทต่างๆ ในการสนทนาทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ


         4. สาระและมาตรฐานการเรียนรู้
           สาระที่ 1 ภาษาเพื่อการสื่อสาร
           มาตรฐาน ต 1.1 เข้าใจและตีความเรื่องที่ฟังและอ่าน
       จากสื่อประเภทต่างๆ และแสดงความคิดเห็นอย่างมีเหตุผล
           มาตรฐาน ต 1.2 มีทักษะการสื่อสารทางภาษาในการ
       แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารแสดงความรู้สึก และความคิดเห็น
       อย่างมีประสิทธิภาพ
              มาตรฐาน ต 1.3 การพูดและการเขียน
           สาระที่ 2 ภาษาและวัฒนธรรม
13




                มาตรฐาน ต 2.1 เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างภาษากับ
วัฒนธรรมของเจ้าของภาษา และนำาไปใช้ได้อย่างเหมาะสมกับ
กาลเทศะ
                มาตรฐาน ต 2.2 เข้าใจความเหมือนและความแตก
ต่างระหว่างภาษาและวัฒนธรรมของเจ้าของภาษากับภาษาและ
วัฒนธรรมไทย และนำามาใช้อย่างถูกต้องและเหมาะสม
             สาระที่ 3 ภาษากับความสัมพันธ์กับกลุ่มสาระการเรียนรู้
อืน
  ่
                มาตรฐาน ต 3.1 ใช้ภาษาต่างประเทศในการเชื่อมโยง
ความรู้กับกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่น และเป็นพื้นฐานในการพัฒนา
แสวงหาความรู้ และเปิดโลกทัศน์ของตน
             สาระที่ 4 ภาษากับความสัมพันธ์กับชุมชนและโลก
                มาตรฐาน ต 4.1 ใช้ภาษาต่างประเทศในสถานการณ์
ต่างๆ ทั้งในสถานศึกษาชุมชนและสังคม
                มาตรฐาน ต 4.2 ใช้ภาษาต่างประเทศเป็นเครื่องมือ
พื้นฐานในการศึกษาต่อการประกอบอาชีพ และการแลกเปลี่ยน
เรียนรู้กับสังคมโลก
           5. ตัวชี้วัดชั้นประถมศึกษาปีที่ 4
              สาระที่ 1 ภาษาเพื่อการสื่อสาร
                มาตรฐาน ต 1.1 เข้าใจและตีความเรื่องที่ฟังและอ่าน
จากสื่อประเภทต่างๆ และแสดงความคิดเห็นอย่างมีเหตุผล
                  ต 1.1.1 ปฏิบัติตามคำาสั่ง คำาขอร้อง และคำาแนะนำา
(Instructions) ง่ายๆ ที่ฟังหรืออ่าน
                  ต 1.1.2 อ่านออกเสียงคำา สะกดคำา อ่านกลุ่มคำา
ประโยค ข้อความง่ายๆ และบทพูดเข้าจังหวะ ถูกต้องตามหลักการ
อ่าน
                        ต 1.1.3 เลือก/ระบุภาพ หรือ สัญลักษณ์ หรือ
เครื่องหมาย ตรงตามความหมายของ ประโยคและ ข้อความสั้นๆ ที่
ฟังหรืออ่าน
              ต 1.1.4 ตอบคำาถามจากการฟังและอ่าน
ประโยค บทสนทนา และนิทานง่ายๆ
            มาตรฐาน ต 1.2 มีทักษะการสื่อสารทางภาษาในการ
แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร แสดงความรู้สึกและความคิดเห็นอย่างมี
ประสิทธิภาพ
14




               ต 1.2.1 พูด/เขียนโต้ตอบในการสื่อสารระหว่าง
บุคคล
                   ต 1.2.2 ใช้คำาสั่ง คำาขอร้อง และคำาขออนุญาตง่ายๆ
                   ต 1.2.3 พูด/เขียนแสดงความต้องการของตนเอง
และขอความช่วยเหลือในสถานการณ์ง่ายๆ
                    ต 1.2.4 พูด/เขียนเพื่อขอและให้ข้อมูลเกี่ยวกับ
ตนเองเพื่อนและครอบครัว
                    ต 1.2.5 พูดแสดงความรู้สึกของตนเองเกี่ยวกับ
เรื่องต่างๆ ใกล้ตัว และกิจกรรมต่างๆตามแบบทีฟง     ่ ั
                 มาตรฐาน ต 1.3 นำาเสนอข้อมูลข่าวสาร ความคิดรวบ
ยอด และความคิดเห็นในเรื่องต่างๆ โดยการพูดและการเขียน
                    ต 1.3.1 พูด/เขียนให้ข้อมูลเกี่ยวกับตนเองและ
เรื่องใกล้ตัว                              ต 1.3.2 พูด/วาดภาพแสดง
ความสัมพันธ์ของสิ่งต่างๆ ใกล้ตัวตามที่ฟังหรืออ่าน
                   ต 1.3.3 พูดแสดงความคิดเห็นง่ายๆ เกี่ยวกับเรือง
                                                                ่
ต่างๆ ใกล้ตว ั
               สาระที่ 2 ภาษาและวัฒนธรรม
                 มาตรฐาน ต 2.1 เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างภาษากับ
วัฒนธรรมของเจ้าของภาษา และนำาไปใช้ได้อย่างเหมาะสมกับ
กาลเทศะ
                   ต 2.1.1 พูดและทำาท่า ประกอบ อย่างสุภาพ ตาม
มารยาทสังคม และวัฒนธรรมของเจ้าของภาษา
                      ต 2.1.2 ตอบคำาถามเกี่ยวกับเทศกาล/วันสำาคัญ/
งานฉลองและชีวิตความเป็นอยู่ ง่ายๆ ของเจ้าของภาษา

                   ต 2.1.3 เข้าร่วมกิจกรรมทางภาษาและ
วัฒนธรรมที่เหมาะกับวัย
              มาตรฐาน ต 2.2 เข้าใจความเหมือนและความแตก
ต่างระหว่างภาษาและวัฒนธรรมของเจ้าของภาษากับภาษาและ
วัฒนธรรมไทย และนำามาใช้อย่างถูกต้องและเหมาะสม
                ต 2.2.1 บอกความแตกต่างของของเสียงตัวอักษร
คำา กลุ่มคำา ประโยค และข้อความของภาษา ต่างประเทศและภาษา
ไทย
                   ต 2.2.2 บอกความเหมือน/ความแตกต่าง
ระหว่างเทศกาลและงานฉลอง ตามวัฒนธรรมของ เจ้าของภาษา
กับของไทย
15




           สาระที่ 3 ภาษากับความสัมพันธ์กับกลุ่มสาระการเรียนรู้
อืน
  ่
                มาตรฐาน ต 3.1 ใช้ภาษาต่างประเทศในการเชื่อมโยง
ความรู้กับสาระการเรียนรู้อื่นและเป็นพื้นฐานในการพัฒนา แสวงหา
ความรู้ และเปิดโลกทัศน์ของตน
                  ต 3.1.1 ค้นคว้า รวบรวมคำาศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับกลุ่ม
สาระการเรียนรู้อื่นและนำาเสนอด้วยการพูด/การเขียน
            สาระที่ 4 ภาษากับความสัมพันธ์กับชุมชนโลก
                มาตรฐาน ต 4.1 ใช้ภาษาต่างประเทศในสถานการณ์
ต่างๆทั้งในสถานศึกษาชุมชน และสังคม
                  ต 4.1.1 ฟังและพูด/อ่าน ในสถานการณ์ที่เกิดขึ้นใน
ห้องเรียนและสถานศึกษา                     มาตรฐาน ต 4.2 ใช้ภาษา
ต่างประเทศเป็นเครื่องมือพื้นฐานในการศึกษาต่อการประกอบอาชีพ
และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับสังคมโลก
                  ต 4.2.1 ใช้ภาษา ต่างประเทศในการสืบค้นและ
รวบรวมข้อมูลต่างๆ
          6. คำาอธิบายรายวิชาและหน่วยการเรียนรู้ชั้นประถมศึกษา
ปีที่ 4 ตามหลักสูตรการศึกษา ขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544
             6.1 คำาอธิบายรายวิชา
                กรมวิชาการ (2546 : 90) ได้กำาหนดคำาอธิบาย
รายวิชาและหน่วยการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ
สาระการเรียนรู้พื้นฐาน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ตามหลักสูตรการ
ศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 ดังนี้ เข้าใจคำาสั่ง คำาขอร้อง
ภาษาท่าทาง และคำาแนะนำาในสถานศึกษา อ่านออกเสียงคำา กลุ่มคำา
และประโยคง่ายๆ ตามหลักการอ่านออกเสียง เข้าใจประโยค ข้อ
ความสั้นๆ บทสนทนาและเรื่องสั้น ใช้ภาษาง่ายๆ เพื่อสร้างความ
สัมพันธ์ระหว่างบุคคล แสดงความต้องการของตน แลกเปลี่ยนความ
คิดเห็นแสดงความรู้สึกและบอกเหตุผล ขอและให้ข้อมูลง่ายๆ
อธิบายเกี่ยวกับบุคคลและสิ่งต่างๆ ที่พบเห็นในชีวิตประจำาวัน ตนเอง
ครอบครัว โรงเรียน อาหาร เครื่องดื่ม เวลาว่าง นันทนาการ การซื้อ
ขาย ลมฟ้าอากาศ นำาเสนอความคิดรวบยอด ความคิดเห็นเกี่ยวกับ
เรื่องต่างๆ ที่ใกล้ตัวได้อย่างมีเหตุผล นำาเสนอบทเพลง บทกวี ตาม
ความสนใจด้วยความสนุกสนาน เข้าใจรูปแบบ พฤติกรรมและการ
ใช้ถ้อยคำา สำานวน ในการติดต่อปฏิสัมพันธ์ตามวัฒนธรรมของ
เจ้าของภาษา รู้จักขนบธรรมเนียม ประเพณี เทศกาล งานฉลองใน
วัฒนธรรมของเจ้าของภาษา เข้าใจความแตกต่างระหว่างภาษา
16




อังกฤษกับภาษาไทยในเรื่อง สระ พยัญชนะ คำา วลี ประโยค เข้าใจ
ความเหมือนและความแตกต่างระหว่างวัฒนธรรมของเจ้าของภาษา
กับของไทยที่มีอิทธิพลต่อการใช้ภาษา เห็นประโยชน์ของการรู้
ภาษาอังกฤษในการแสวงหาความรู้ และความบันเทิง สนใจเข้าร่วม
กิจกรรมทางภาษาและวัฒนธรรม เข้าใจและถ่ายทอดเนื้อหาสาระ
ภาษาอังกฤษง่ายๆ ที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่นๆ ใช้ภาษา
เพื่อสือสารตามสถานการณ์ต่างๆ กับบุคคลภายในสถานศึกษา
       ่
อาชีพต่างๆ ในสถานการณ์จำาลอง และการปฏิบัติงานร่วมกับผู้อื่น
อย่างมีความสุข
           6.2 หน่วยการเรียนรู้ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4
             Unit 1 : Myself
                  - The Body
                  - Action
                  - Sensory
               Unit 2 : School
                  - Classroom Language
                  - School Objects
                  - Color
                  - Number and Shape
                  - Position
                  - Famous Friends
             Unit 3 : Family
                  - Family Tree
                  - Occupations
                  - Household Objects
                  - Pets
17




              Unit 4 : Free Time
                 -   Hobbies
                 - Sports
              Unit 5 : Shopping
                 - Clothes
                 - Toys
                 - Fruit
              Unit 6 : Weather
                 - Season
              Unit 7 : Travel
                 - Places in the Town
                 - Transportation
              Unit 8 : Relationship with other people
                     - Card
        7. การวัดและการประเมินผล
             กรมวิชาการ (2544 : 243 - 244) ได้กำาหนดการวัด
และประเมินผลตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช
2544 สถานศึกษาต้องจัดให้มีการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ของ
ผู้เรียนทั้งในระดับชั้นเรียน ระดับสถานศึกษาและระดับชาติโดยมีจุด
มุ่งหมายสำาคัญเพื่อนำาผลการประเมินไปใช้ในการพัฒนาผู้เรียน
ปรับปรุงการจัดการเรียนรู้เพื่อยกระดับมาตรฐานคุณภาพของผู้
เรียน การประเมินผลแต่ละระดับมีจุดมุ่งหมายที่แตกต่างกันอย่าง
ชัดเจนและใช้ประเมินในช่วงเวลาที่แตกต่างกัน ดังนี้
18




              1. การประเมินผลย่อย (Formative Assessment)
เป็นการประเมินเพื่อการเรียนรู้ เกิดขึ้นตลอดเวลาในชั้นเรียน
เป็นการประเมินตนเองของผู้เรียนที่เขาจำาเป็นต้องรู้ว่าขณะนั้นเขา
เป็นอย่างไร นอกเหนือจากการที่จะต้องรู้ว่าเป้าหมายที่เขาต้องการ
อยู่ที่ใดและจะทำาให้สมบูรณ์ได้อย่างไร เป็นการประเมินที่ทั้งครูผู้
สอนและผู้เรียนอยู่ในกระบวนการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เมื่อครูให้
ข้อมูลป้อนกลับก็พร้อมที่จะให้ผู้เรียนได้ปรับปรุงให้เหมาะสม ผล
การประเมินจะนำาไปสู่การปรับแผนการจัดการเรียนรู้ของครู
                  2. การประเมินผลรวม (Summative
Assessment) เป็นการประเมินผลการเรียนรู้ ประเมินเมื่อเรียนจบ
หน่วยการเรียนรู้/ปลายภาค/ปลายปี/จบช่วงชั้น เพื่อตัดสินความ
สามารถของผู้เรียนที่สัมพันธ์กับมาตรฐานระดับชาติมักตีค่าเป็น
ตัวเลข ผลการประเมินจะนำาไปใช้เป็นข้อมูลสำาหรับการบริหาร
จัดการ
           3. การประเมินผลระดับชาติ (National Tests) เป็นการ
ประเมินผลการเรียนรู้ ประเมินการบรรลุผลตามาตรฐานเมื่อจบช่วง
ชั้น เป็นการประเมินความสามารถของผู้เรียนที่สอดคล้องกับ
มาตรฐานระดับชาติให้ข้อมูลการประเมินผลร่วมกับโรงเรียน เพื่อนำา
ไปใช้สำาหรับติดตามควบคุมให้เกิดการปฏิบัติตามมาตรฐาน
          8. การประเมินผลทางภาษา
             กรมวิชาการ (2544 : 245) ได้กำาหนดการประเมินทาง
ภาษาตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 ในการ
จัดการเรียนการสอนภาษาตามแนวการสอนภาษาเพื่อการสื่อสาร
ครูผู้สอนเป็นผู้ที่เสาะแสวงหาวิธีสอนและเทคนิคการสอนภายในชั้น
เรียนให้เกิดความรู้แบบผสมผสานโดยคาดหวังว่าผู้เรียนจะต้องมี
ความรู้ทักษะทางภาษา โดยการนำาความรู้จากการเรียนรู้ภาษา
ตลอดจนกระบวนการต่างๆมาผนวกเข้ากับความรู้ที่เกิดขึ้นภายใน
ตนและสามารถใช้ภาษาตามสถานการณ์ต่างๆมาผนวกกันได้จริง
ส่วนลักษณะภาษาที่นำามาประเมินความเป็นภาษาที่ใช้ใน
สถานการณ์การสื่อสารตามสภาพจริงคือเป็นข้อความที่สมบูรณ์ใน
ตัวเองเป็นภาษาที่เจ้าของภาษาใช้ มีความเป็นธรรมชาติอยู่ใน
บริบท ทั้งนี้ต้องคำานึงถึงความสามารถและประสบการณ์ของผู้เรียน
19




ด้วยการประเมินความสามารถในการใช้ภาษาเพื่อสื่อสาร ควร
ประเมินความสามารถในการสื่อความหมายจริงๆไม่ควรแยกการใช้
ภาษาออกจากสถานการณ์และควรวัดให้ครอบคลุม นั่นคือต้อง
ประเมินทั้งความรู้ซึ่งหมายถึงไม่ควรแยกการใช้ภาษาออกจาก
สถานการณ์ และควรวัดให้ครอบคลุม นั่นคือต้องประเมินทั้งความรู้
ซึ่งหมายถึงเนื้อหาทางภาษาประกอบด้วยเสียง คำาศัพท์ โครงสร้าง
ไวยากรณ์ ประเมินทั้งความสามารถหรือประสิทธิภาพซึ่งหมายถึง
ทักษะในการนำาความรู้ไปใช้ การเลือกใช้ภาษาได้เหมาะสม
สอดคล้องกับความคิดและสถานการณ์และประเมินขอบเขตของการ
ใช้ภาษานั่นคือสมรรถภาพในการสื่อสาร ซึ่งหมายถึงทักษะการรู้จัก
ปรับตนของนักเรียนในสถานการณ์การสื่อสารสามารถแยกได้เป็น
4 สมรรถภาพย่อย ดังนี้
                1. สมรรถภาพทางภาษา (Linguistic Competence)
เป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงความสามารถในการใช้เนื้อหาภาษาได้แก่ การ
เปล่งเสียง การสร้างคำา การใช้คำาศัพท์ และโครงสร้างประโยค
                2. สมรรถภาพทางภาษาศาสตร์สังคมและวัฒนธรรม
(Socio-linguistic and Socio-cultural Competence) เป็นความ
สามารถในการรู้จักใช้ภาษาตามวัฒนธรรมสังคม รู้จักปรับภาษาให้
เหมาะสมกับบุคคลและกฎเกณฑ์ทางสังคมตามบทบาทและสถานะ
ภาพในสถานการณ์การสื่อสาร
                3. สมรรถภาพทางการเรียบเรียงถ้อยคำา (Discursive
Competence) เป็นความสามารถในการเรียบเรียงลำาดับความคิด
เชื่อมโยงประโยคเป็นข้อความ เชื่อมโยงข้อความเป็นความหลัก
ความรอง รายละเอียดตามบริบท ไม่ว่าจะเป็นข้อความที่สื่อสารด้วย
วาจาหรือเป็นลายลักษณ์อักษร
                4. สมรรถภาพทางยุทธศาสตร์การสื่อสาร (Strategic
Competence) เป็นความสามารถในการใช้วิธีการทดแทนต่างๆ
เพื่อดำาเนินการสื่อสารให้ต่อเนื่องเช่น การอธิบายคำาด้วยท่าทางหรือ
ด้วยการใช้ประโยคเทียบเคียง
                การประเมินผลทางภาษาจึงไม่ได้มีลักษณะเป็นเส้น
ตรงแต่เป็นแบบวงจร โดยแต่ละส่วนมีหน้าที่ให้ข้อมูลแก่กันและกัน
และควรนำามาใช้เป็นเครื่องมือในการเรียน ช่วยให้ผู้เรียนได้
ทบทวนสิ่งที่เขาได้เรียนมาและเพื่อให้เกิดความรู้สึกภูมิใจในผลที่
เกิดกับตนเอง
           9. แนวทางการทดสอบทักษะการพูด
20




              กรมวิชาการ (2544 : 250) ได้กำาหนดการทดสอบ
ทักษะการพูดตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544
ดังนี้
                9.1 การพูดที่มีการควบคุม สามารถทดสอบได้โดย
                   9.1.1 การให้ตัวแนะที่สามารถมองเห็นได้ แต่
นักเรียนควรมีความคุ้นเคยกับสัญลักษณ์ที่ใช้เสียก่อน
                   9.1.2 การใช้ตัวแนะที่เป็นคำาพูด อาจใช้ภาษาแม่
หรือภาษาที่เรียน หรือในบางครั้งอาจเขียนก็ได้
                   9.1.3 การสอบพูดปากเปล่า ด้วยวิธีการสอบแบบ
โคลช (Cloze)
                  9.1.4 การเล่าเรื่อง (Narrative Task) เล่าเรื่องให้
ฟังแล้วให้ไปเล่าต่อให้เพื่อนฟัง แล้วบันทึกเทปไว้
                   9.1.5 ให้พูดตามสถานการณ์สมมุติโดยใช้ภาษา
ตามหน้าที่ (Function) ที่เหมาะสม
               9.2 การพูดโดยอิสระในสถานการณ์การสื่อสารอย่าง
แท้จริง เช่น
                   9.2.1 ให้บรรยายเหตุการณ์ในภาพชุด ถ้าเป็น
ระดับเริ่มเรียนอาจให้คำาสั่งเป็นภาษาแม่
                   9.2.2 ให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องง่ายๆ
                   9.2.3 ให้พูดตามหัวข้อที่กำาหนดให้ ควรให้
       หลายๆหัวข้อ
                   9.2.4 ให้บรรยายสิ่งของ บุคคล ฯลฯ
                      9.2.5 ให้พูดเพื่อสนับสนุนความคิดเห็นของ
ตนเอง โต้แย้ง ปฏิเสธ พูดหักล้างข้อโต้แย้ง
                 9.2.6 สนทนาและสัมภาษณ์ เนื้อหาในการ
สัมภาษณ์ ควรเลือกให้เหมาะสมกับระดับความสามารถและความ
สนใจของผู้เรียน แบบสัมภาษณ์ที่เป็นนามธรรม ได้แก่ การแสดง
ความคิดเห็น การให้เหตุผลในการปฏิบัติอย่างใดอย่างหนึ่ง อาจให้
อ่านบทความที่เตรียมไว้ล่วงหน้า การสนทนาจะเป็นการแสดงความ
คิดเห็น เกี่ยวกับสถานการณ์ในสังคมปัจจุบัน
                 9.2.7 ให้พูดนำาเสนอข้อมูลจากสื่อต่างๆ เช่น
บทความ ภาพ วีดีทศน์ ฯลฯ
                    ั
                    9.2.8 ให้พูดสรุปจากเอกสาร
                    9.2.9 ให้พูดเชิงวิเคราะห์โดยนำาเสนอหน้าชั้น
21




ทักษะการพูด
       1.ความหมายของการพูด
         ฟลอเรซ (Florez. 1999 : website) ได้ให้ความหมายว่า
การพูด คือกระบวนการโต้ตอบที่มีความหมายระหว่างผู้รับสารและผู้
ส่งสาร ทักษะการพูดมุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้ทราบถึงรูปแบบโครงสร้าง
ของภาษา เช่น คำาศัพท์ ไวยากรณ์ และการออกเสียง ภาษาพูดจะมี
โครงสร้างที่แตกต่างจากภาษาเขียน กล่าวคือ การพูดเป็นความ
พยายามในการใช้ภาษาในการสื่อสาร แต่การเขียนจะเน้นความถูก
ต้องของรูปแบบโครงสร้างทางภาษามากกว่า ผู้พูดที่ดีควรมีการ
สังเคราะห์และมีการจัดเรียงคำาพูดที่ง่ายต่อความเข้าใจจึงจะถือว่า
เป็นผู้ประสบผลสำาเร็จในการพูด
         เนวีด (Naveed. 2012 : website) ได้ให้ความหมายว่า
การพูดคือขั้นตอนการโต้ตอบที่มีความหมายที่เกี่ยวข้องกับการผลิต
การรับ และการประมวลผลข้อมูล การพูดจะขึ้นอยู่กับบริบทและ
สถานการณ์ เช่น สภาพแวดล้อมทางกายภาพ วัตถุประสงค์ของการ
พูดมุ่งเน้นให้ผู้พูดสามารถพูดได้อย่างเป็นธรรมชาติ ผู้พดไม่เพียง
                                                         ู
แค่จำาเป็นต้องรู้หลักเฉพาะของภาษา เช่น คำาศัพท์ ไวยากรณ์ หรือ
การออกเสียง
           มูแรนน์ (Mauranen. 2006 : 144) ได้ให้ความหมายว่า
โดยธรรมชาติของภาษาพูด ไม่มีการทำาเป็นลายลักษณ์อักษรแต่จะ
เป็นการใช้ความจำา ซึ่งการพูดเป็นความจำาเป็นพื้นฐานของมนุษย์ที่
ใช้ในการสื่อสาร การพูดเป็นภาษาแรกที่มนุษย์ได้รับและเรียนรู้
       2.ความสำาคัญของการพูด
          ลูม่า (Luoma. 2004 : 9) กล่าวว่า การพูดเป็นการสร้าง
ปฏิสัมพันธ์ และการพูดเป็นกิจกรรมทางสังคมถือได้ว่าเป็นสิ่งหนึ่งที่
มีความสำาคัญมากในชีวิตประจำาวันของผู้คนที่จะใช้ในการติดต่อ
สือสาร โดยพื้นฐานของมนุษย์หากได้ยินเสียงพูด หูของเราจะใส่ใจ
   ่
กับเสียงเหล่านั้นโดยอัตโนมัติ ซึ่ง เสียง วิธีการและบุคลิกภาพของผู้
พูดจะแสดงให้เห็นถึงทัศนะคติและลักษณะของผู้พูดได้เป็นอย่างดี
           ฟินิกัน (Finegan. 1989 : 15) กล่าวว่า สือกลางในการ
                                                    ่
พูดการสื่อสารทางภาษาคือ การพูด เป็นรูปแบบหลักในการใช้
ภาษาและมีความสำาคัญมากในการสื่อสารของมนุษย์ เพราะคำาว่า
พูด ไม่จำาเป็นต้องมองเห็นได้แต่มันก็ไม่สามารถทำาให้ผู้อื่นเข้าใจใน
สิ่งที่เราจะสื่อเป็นอย่างดี นำ้าเสียงในการพูดของมนุษย์เป็นสื่อที่มี
22




ความซับซ้อนเป็นอย่างมาก นำ้าเสียง ระดับเสียง และความเร็วจะมี
ความหมายที่แตกต่างขึ้นอยู่กับบริบทในการพูด
         วัตกินส์ (Watkins. 2005 : 76) กล่าวว่า การพูดเป็นการ
สร้างและรักษาความสัมพันธ์ทางสังคม คนเราใช้การพูดในการ
ติดต่อสือสาร นอกจากนั้นยังใช้การพูดในการแบ่งปันมุมมองทาง
          ่
ความคิด
            ฮิจส์ (Hughes. 2010 : 211) กล่าวว่า การพูด คือรูปแบบ
หลักของภาษา รูปแบบการสื่อสารของมนุษย์ที่เป็นความสามารถพื้น
ฐานที่มีอยู่ในสมองของมนุษย์ทุกคน ซึ่งสมองของมนุษย์จะมีการ
สือสารออกมาผ่านกระบวนการการพูด การพูดจึงถูกจัดว่าเป็นรูป
  ่
แบบพื้นฐานที่ก่อให้เกิดการสื่อสารทางภาษาศาสตร์ในรูปแบบอื่นๆ
       3.วัตถุประสงค์ของการพูด
         บิลาซ (Bilash. 2009 : website) กล่าวว่า จุดมุ่งหมาย
หลักของการพูดในบริบทของภาษาคือ การส่งเสริมประสิทธิภาพใน
การสื่อสาร ผู้สอนต้องเน้นให้ผู้เรียนสามารถใช้ภาษาได้จริงอย่าง
ถูกต้องและมีวัตถุประสงค์ ในการเรียนภาษาทักษะการพูดจะได้รับ
ความสำาคัญมากกว่าทักษะอื่นๆ แต่ในทางกลับกันก็เป็นทักษะหนึ่งที่
ผู้เรียนเกิดปัญหามากเช่นเดียวกัน ผู้เรียนมักจะวิตกกังวลมากกับ
กระบวนการพูดของตนเอง ประโยชน์หลักของการพูดการสื่อสาร
คือสามารถเพิ่มโอกาสในการเรียนรู้เพิ่มเติม การเอาตัวรอดและ
สามารถสื่อสารกับคนอื่นๆได้อย่างมีประสิทธิภาพ
         เอียนแมคเคนไซ (Ianmckenzie. 2012 : website) กล่าว
ว่า จุดประสงค์พื้นฐานของการพูดมีดังต่อไปนี้
            1. การบอกข้อมูล การพูดรูปแบบนี้เป็นวิธีการพูดให้ข้อมูล
ที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์
            2. การพูดเพื่อสอน การพูดรูปแบบนี้จะมีความคล้ายคลึงกัน
มากกับการพูดให้ข้อมูลแต่จะแตกต่างกันในด้านวิธีการ
            3. การพูดโน้มน้าว เป็นรูปแบบการพูดโน้มน้าวให้ผู้ฟัง
        เปลี่ยนทัศนคติไปในทางใดทางหนึ่ง
            4. การพูดสร้างความบันเทิงเป็นรูปแบบการพูดที่เน้นให้ผู้
ฟังความสุขและความเพลิดเพลิน เช่น การเล่าเรื่องราวเล็กๆน้อยๆที่
ทำาให้ผู้ฟังหัวเราะได้
         สตราเกอร์ (Straker. 2012 : website) กล่าวว่า เมื่อพูดถึง
การพูดก็สามารถแบ่งวัตถุประสงค์ออกได้ดังต่อไปนี้
            1. การพูดให้ข้อมูล คือ การพยายามที่จะแจ้งหรืออธิบาย
ซึ่งมีเป้าหมายหลักคือ ต้องการให้ผู้ฟังเข้าใจในสิ่งที่ผู้พูดพยายาม
23




จะสื่อไปในทิศทางเดียวกัน การพูดให้ข้อมูลจะเป็นการนำาเสนอข้อ
เท็จจริง ข้อมูล ตรรกะ หลักฐานหรือข้อมูลอื่นๆที่มีความมั่นคง เพื่อ
นำาเสนอให้ผู้ฟังเข้าใจและจดจำาข้อมูลที่นำาเสนอนั้นได้ อาจจะเป็น
ในลักษณะของการถามคำาถาม แล้วตอบคำาถามด้วยการให้ข้อมูลที่
เกี่ยวข้อง
          2. การพูดเชิญชวน มักจะมีความคล้ายกับการพูดแบบให้
ข้อมูลแต่จะเพิ่มการตัดสินใจเข้าไปเป็นองค์ประกอบ เป็นการเชิญ
ชวนผู้ฟังให้ตกลงหรือประเมินบางสิ่งบางอย่าง อาจจะประเมินด้วย
การแสดงความคิดเห็น เหตุการณ์หรือสิ่งอื่นๆ ซึ่งอาจนำามาซึ่งใช้ใน
การตัดสินใจ ซึ่งวิธีการนี้มีความยากและซับซ้อนมากกว่าการพูดให้
ข้อมูล
          3. การพูดโน้มน้าว เป็นการพูดโน้มน้าวจิตใจ หรือการพูด
เชิญชวนให้เห็นด้วยหรือตกลงกับทัศนคติ ค่านิยม หรือความเชื่อ
การพูดแบบนี้เป็นสิ่งที่ถือว่ามีความยากมากที่จะทำาให้คนฟังเกิดการ
เปลี่ยนแปลงตามได้ ซึ่งวิธีการนี้ไม่เหมาะกับการพูดเชิงวิชาการ
          4. การพูดกระตุ้น คือการพยายามพูดให้บุคคลหนึ่งทำา
กิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่งอย่างทันที วิธีการพูดกระตุ้นนี้ถือเป็นวิธี
การที่ถือเป็นที่สุดของการพูดโน้มน้าว ซึ่งในเรื่องของวิธีการอาจจะ
ยากกว่าการพูดในรูปแบบอื่นๆ เนื่องจากต้องอาศัยความเข้าใจ
ความเห็นด้วยกับการตัดสินใจและการแลกเปลี่ยนกับสิ่งที่ผู้ฟังเคย
เชื่อมาก่อน ซึ่งบางครั้งอาจใช้เวลาค่อนข้างนาน
      4.คุณลักษณะอันพึงประสงค์ในการพูด
        โกเวอร์ ฟิลิปส์ และ วอลเตอร์ (Gower, Philips and
Walters. 2005 : 99) กล่าวถึงลักษณะอันพึงประสงค์ในการพูด
ไว้ดังต่อไปนี้
          4.1 ความถูกต้อง ความถูกต้องในการใช้คำาศัพท์
ไวยากรณ์และการออกเสียง ในการทำากิจกรรมควรให้ความสำาคัญ
กับความถูกต้องของการใช้ภาษาด้วย ผู้สอนควรให้ข้อมูลที่ชัดเจน
และถูกต้องถือเป็นสิ่งหนึ่งที่สำาคัญ ระหว่างการทำากิจกรรมการแก้ไข
จะต้องดูความเหมาะสมในบริบทนั้นๆ ด้วย ผูสอนต้องสร้างความ
                                            ้
กระตือรือร้นให้ผู้เรียนพยายามมีการใช้ภาษาที่สองให้ถูกต้อง ซึ่งมี
ผลโดยตรงต่อการประสบความสำาเร็จในการสื่อสารของผู้เรียน
          4.2 ความคล่องแคล่วในการพูด ความคล่องแคล่วเป็น
ความสามารถในการดำาเนินกิจกรรมการพูดให้เป็นไปตามธรรมชาติ
การพูดได้อย่างคล่องแคล่วบางครั้งทำาให้ผู้เรียน ไม่คำานึงถึงความ
ผิดพลาดทางไวยากรณ์และอื่นๆ โดยปกติผู้เรียนไม่ควรได้รับการ
24




แก้ไขทันทีระหว่างการทำากิจกรรมเพราะจะทำาให้การทำากิจกรรม
สะดุด ซึ่งมีกลยุทธ์ที่ช่วยให้ผู้เรียนเกิดความคล่องแคล่วได้ดังเช่น
             4.2.1 การออกเสียงอย่างเป็นธรรมชาติ
             4.2.2 การใช้สื่อ อุปกรณ์ได้อย่างไม่ลังเล
             4.2.3 การใช้กลยุทธ์ในการสื่อสาร เช่น การชี้แจง
             4.2.4 ความสามารถในการถอดความ
             4.2.5 การอธิบายหรือบรรยายถึงสิ่งที่ผู้พูดต้องการจะพูด
ด้วยภาษาที่ถูกต้อง
             4.2.6 การแสดงออกที่เป็นประโยชน์ในการสนทนา
     5. การสอนการพูด
        5.1 ความสำาคัญ
           เคอิ (Kayi. 2006 : website) กล่าวว่า ทักษะการพูด
เป็นกระบวนการสร้างและสื่อความหมายผ่านการใช้สัญลักษณ์ทาง
วัจนภาษาและอวัจนภาษาในบริบทที่หลากหลาย การพูดเป็นส่วน
สำาคัญของการเรียนภาษาที่สอง การพูดมักถูกมองข้ามและผู้สอนยัง
คงสอนการพูดแบบซำ้าๆจากบทสนทนาท่องจำา ซึ่งปัจจุบันได้มีการ
กำาหนดเป้าหมายของการสอนการพูดให้เน้นไปที่การพัฒนาทักษะ
ทางด้านการสื่อสารของผู้เรียน ซึ่งวิธีการนี้จะช่วยให้ผู้เรียนได้ฝึก
การปฏิบัติการพูดและการแสดงออกตามกฎระเบียบของสังคมและ
วัฒนธรรมที่เหมาะสมในการสื่อสาร เพื่อที่ผู้เรียนจะได้ใช้ภาษาที่
สองได้อย่างถูกวิธี นอกจากนี้ เคอิ ยังได้กล่าวถึง จุดมุ่งหมายของ
การสอนการพูดว่า นักภาษาศาสตร์และครูผู้สอนภาษาอังกฤษ
จำานวนมากเห็นพร้อมกันว่าการโต้ตอบ เป็นวิธีการเรียนรู้ภาษาที่
สองที่เหมาะกับผู้เรียนเป็นอย่างมาก โดยมีเป้าหมายหลักคือ การ
สอนภาษาเพื่อการสื่อสารและการเรียนรู้จากการทำางานแบบร่วมมือ
การสอนภาษาเพื่อการสื่อสารนั้นต้องขึ้นอยู่กับความต้องการสื่อสาร
ในสถานการณ์ในชีวิตจริง ซึ่งการใช้วิธีการนี้ในชั้นเรียน ESL
นักเรียนจะมีโอกาสใช้ภาษาเป้าหมายในการสื่อสารกับคนอื่น ครูผู้
สอนควรสร้างสภาพแวดล้อมในห้องเรียนให้เหมือนกับสถานการณ์
ในการสื่อสารจริงหรือกิจกรรมจริง ซึ่งจะช่วยส่งเสริมในการใช้
ภาษาในการพูด
           บารานิ (Bahrani. 2012 : website) กล่าวถึงการสอน
การพูดว่า การพูดเป็นส่วนสำาคัญมากของกระบวนการเรียนรู้ภาษา
เป้าหมายหลักของการเรียนการสอนทักษะการพูดคือ ประสิทธิภาพ
ของการสื่อสาร ซึ่งปัญหาที่ผู้เรียนมักประสบในการพูดคือ การออก
เสียงที่ผิดพลาดรวมทั้งการใช้คำาศัพท์และไวยากรณ์ที่ไม่ถูกต้อง
25




เพื่อช่วยให้ผู้เรียนพัฒนาประสิทธิภาพการสื่อสารในการพูด ผูสอน    ้
ต้องจัดกิจกรรมที่รวมทั้งข้อมูลทางภาษาและสื่อที่ดึงดูดน่าสนใจ ซึ่ง
ประเภทของกิจกรรมที่ใช้ในการสอนควรส่งเสริมความสามารถใน
การพูดของผู้เรียน
        5.2 ขั้นตอนการสอนการพูด
          5.2.1 เกยเซอร์ (Geyser. 2010 : website) กล่าวว่า ใน
การสอนทักษะการพูดสิ่งที่มักจะพบกับผู้เรียนคือการหลีกเลี่ยงการ
พูด ดังนั้นผู้สอนควรสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้เรียน บางครั้งผู้เรียน
ขาดโอกาสในการฝึกพูดภาษาอังกฤษ ในขณะที่อยู่นอกสภาพ
แวดล้อมของห้องเรียน ซึ่งขั้นตอนในการสอนทักษะการพูดมีดังต่อ
ไปนี้
             5.2.1.1 ขั้นการแนะนำา ให้นำาเสนอในรูปแบบของภาษา
ที่เข้าใจง่ายและมีความเหมาะสมกับความสามารถของผู้เรียนซึ่งอาจ
ทำาได้หลายวิธีเช่น
                5.2.1.1.1 ใช้ภาพ สื่อ หรือวัสดุอื่นๆ
                5.2.1.1.2 ใช้บทสนทนาหรือสถานการณ์
                5.2.1.1.3 ใช้กิจกรรมบทบาทสมมติ การถามตอบ และ
การแสดงความคิดเห็น
                5.2.1.1.4 การอธิบายคำาศัพท์และไวยากรณ์ใหม่ๆ
             5.2.1.2 ขั้นตรวจสอบความเข้าใจ
                5.2.1.2.1 ถามคำาถามที่ต้องตอบสนองทางวาจาและ
กริยา
                5.2.1.2.2 การอภิปราย
             5.2.1.3 ขั้นการเพิ่มโอกาสในการปฏิบัติ
                5.2.1.3.1 การให้วัสดุหรือสื่อเพื่อใช้ในการอภิปราย
งาน เช่น ภาพ, แผ่นงาน ฯลฯ
                5.2.1.3.2 มีการปฏิบัติในกลุ่มผู้เรียนที่แตกต่างกัน
อาจจะเป็นคู่ กลุ่มเล็ก กลุ่มรวม หรือรายบุคคล เพื่อให้ผู้เรียนได้มี
โอกาสในการฝึกปฏิบัติมากขึ้น
          5.2.2 คอคเตอร์ (Cotter. 2007 : website) ได้กล่าวถึง
ขันตอนในการสอนการพูดให้ประสบความสำาเร็จและมีประสิทธิภาพ
   ้
ไว้ดังต่อไปนี้
             5.2.2.1. ขันเตรียม
                         ้
                ในขั้นนี้จะเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้เตรียมความ
พร้อมก่อนเข้าสู่บทเรียน เพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการเรียน
หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งว่าเป็นการอุ่นเครื่อง การอุ่นเครื่องนี้จะช่วยให้
26




ผู้เรียนทุกคนได้มีโอกาสเรียนรู้เนื้อหาพื้นฐานก่อนเพื่อเป็นการ
เตรียมความพร้อมในการเรียนภาษาอังกฤษ ซึ่งในขั้นนี้จะช่วยให้ผู้
เรียนได้ทราบถึงข้อมูลบางส่วนของเนื้อหาทำาให้ผู้เรียนเกิดความผิด
พลาดน้อยลงในขณะที่ทำากิจกรรม ถือว่าเป็นส่วนสำาคัญที่ช่วยให้ผู้
เรียนเข้าใจ และสามารถใช้ภาษาเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ
            5.2.2.2. ขันสอน
                        ้
               สำาหรับขั้นนี้จะเป็นการนำาเสนอหัวข้อที่จะเรียน เริ่ม
จากการป้อนคำาศัพท์ ไวยากรณ์ที่เกี่ยวกับบทเรียน ซึ่งในขั้นนี้อาจ
มีการนำาข้อมูลจากขั้นเตรียมกลับมาใช้ใหม่อีกครั้งเพื่อเป็นการเสริม
ข้อมูลและทำาให้ผู้เรียนเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ คำาศัพท์และ
ไวยากรณ์จะถูกนำามาเชื่อมโยงกับเนื้อหาเพื่อให้เพิ่มการจดจำาที่ดี
ขึนของผู้เรียน
    ้
            5.2.2.3. ขันฝึกปฏิบัติ
                          ้
               หลังจากที่มีเรียนรู้เนื้อหาแล้ว ในขั้นนี้ผู้เรียนจะต้อง
ฝึกปฏิบัติจากเนื้อหาใหม่ที่ได้รับ ถือเป็นขั้นที่ต้องใช้ความพยายาม
เพราะผู้เรียนจะได้รับการฝึกปฏิบัติในการพูดที่ต้องใช้วงศ์คำาศัพท์
และไวยากรณ์ใหม่ ซึ่งในขั้นตอนนี้จะมุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้ฝึกใน
ทักษะการพูดก่อนโดยปราศจากการเชื่อมโยงกับทักษะอื่น เพื่อ
เป็นการวางรากฐานการใช้คำาศัพท์และไวยากรณ์ใหม่ในการฝึกพูด
            5.2.2.4. ขันการฝึกปฏิบัติอย่างอิสระ
                            ้
               ครูผู้สอนควรจัดกิจกรรมที่เน้นการใช้งานจริงของ
ภาษา ในขณะที่ส่วนแรกของบทเรียนจะมุ่งเน้นไปที่การฝึกความ
แม่นยำาในภาษาและบทเรียนใหม่ให้มีการปฏิบัติอย่างคล่องแคล้ว
กิจกรรมส่วนท้ายของบทเรียนจะเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้
เลือกใช้คำาศัพท์และโครงสร้างไวยากรณ์แล้วเชื่อมโยงไปที่เนื้อหา
ของภาษาที่ศึกษาก่อนหน้านี้ ซึ่งในขั้นนี้จะช่วยให้ผู้เรียนได้เชื่อม
โยงทักษะการพูดกับทักษะอื่น มีการใช้กิริยาท่าทาง ภาษากาย เพื่อ
สือสารภาษาเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  ่
        5.3 กิจกรรมการสอนการพูด
          โกเวอร์ ฟิลิปส์ และวอลเตอร์ (Gower, Philips and
Walters. 2005 : 100) ได้กล่าวถึงประเภทของกิจกรรมการพูดที่
ใช้ในชั้นเรียนไว้ได้ดังต่อไปนี้
            1. กิจกรรมควบคุม คือ กิจกรรมที่เน้นให้มีการปฏิบัติซำ้า
เพื่อเน้นให้มีการปรับปรุงการใช้ภาษาให้มีความถูกต้องของคำาศัพท์
โครงสร้างและการออกเสียง เพื่อเป็นการส่งเสริมความมั่นใจ
27




             2. กิจกรรมแนะนำา เป็นกิจกรรมที่ทำาให้ผู้เรียนสามารถ
เปลี่ยนแปลงการพูดคุยหรือหัวข้อสนทนาและการสื่อสารตามความ
ต้องการโดยใช้ภาษา คำาศัพท์ โครงสร้างจากที่เรียนมาก่อนหน้า
             3. กิจกรรมการสื่อสารที่สร้างสรรค์และอิสระ เป็น
กิจกรรมที่มักออกแบบมาเพื่อให้โอกาสในการปฏิบัติกิจกรรมอย่าง
ใดอย่างหนึ่งที่สร้างสรรค์สำาหรับการใช้ภาษา
           เคอิ (Kayi. 2006 : website) ได้สรุปการจัดกิจกรรมที่
              ส่งเสริมการพูดไว้ดังต่อไปนี้
             1. การอภิปราย (Discussions) เป็นกิจกรรมที่ส่งเสริม
ให้ผู้เรียนได้มีโอกาสสรุปความคิดร่วมกันเกี่ยวกับเหตุการณ์หรือ
แนวทางการแก้ปัญหาในกลุ่มสนทนาของตน ก่อนที่จะมีการ
อภิปรายสิ่งที่จำาเป็นต้องมีคือ จุดประสงค์ของกิจกรรม ซึ่งครูผู้สอน
จะเป็นผู้กำาหนดขึ้น
             2. การแสดงบทบาทสมมติ (Role play) เป็นวิธีการหนึ่ง
ที่ช่วยสนับสนุนให้ผู้เรียนมีโอกาสได้แสดงความสามารถในการพูด
ผู้เรียนแต่ละคนจะได้แสดงบทบาทที่อยู่ในบริบทสังคมที่หลากหลาย
โดยครูผู้สอนจะเป็นผู้กำาหนดบทบาทและกิจกรรมให้ผู้เรียน
             3. เหตุการณ์จำาลอง (Simulations) ซึ่งจะมีความ
คล้ายคลึงกับการแสดงบทบาทสมมติ แต่สิ่งที่ทำาให้เหตุการณ์จำาลอง
แตกต่างจากบทบาทสมมติคือ ตัวกิจกรรมจะมีความละเอียดมากกว่า
โดยผู้เรียนจะมีการใช้อุปกรณ์เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่สมจริง
ข้อดีของวิธีการนี้คือทำาให้ผู้เรียนเกิดความสนุกสนานและสามารถ
ใช้เป็นตัวกระตุ้นผู้เรียนได้เป็นอย่างดี
             4. การเติมข้อมูล (Information gap) โดยกิจกรรมนี้จะ
เน้นการทำางานเป็นคู่ ซึ่งผู้เรียนจะมีข้อมูลที่แตกต่างกัน ผู้เรียนทั้ง
สองคนจะต้องแบ่งปันข้อมูลร่วมกัน โดยจุดประสงค์หลักของ
กิจกรรมนี้คือ ช่วยให้ผู้เรียนรู้จักวิธีการแก้ปัญหาหรือเรียนรู้การเก็บ
รวบรวมข้อมูล นอกจากนี้ยังช่วยในเรื่องของการปฏิสัมพันธ์ระหว่าง
เพื่อน
             5. การระดมความคิด (Brainstorming) เป็นการระดม
ความคิดในหัวข้อที่ครูกำาหนดให้ ผู้เรียนสามารถคิดสร้างสรรค์ได้
อย่างอิสระและรวดเร็ว ข้อดีของวิธีการนี้คือผู้เรียนได้รับการวิพากษ์
วิจารณ์ความคิดจากเพื่อนร่วมงาน ดังนั้นกิจกรรมนี้จึงช่วยให้ผู้
เรียนเกิดความรู้ใหม่ๆ
             6. การเล่าเรื่อง (Storytelling) ผู้เรียนอาจสรุปนิทาน
สั้นๆหรือเรื่องราวที่เคยประสบมาก่อน หรืออาจจะเป็นการสร้างเรื่อง
28




ราวขึ้นมาใหม่ด้วยตนเองเพื่อให้เพื่อนในห้องฟัง การเล่าเรื่องถือ
เป็นการส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ นอกจากผู้เรียนจะได้แสดง
ความสามารถในการพูดแล้ว ยังเป็นกิจกรรมที่ได้รับความสนใจจาก
ผู้เรียนในชั้นด้วย
              7. การสัมภาษณ์ (Interviews) ผู้เรียนดำาเนินการ
สัมภาษณ์เกี่ยวกับหัวข้อที่กำาหนด วิธีการนี้จะทำาให้ผู้เรียนมีโอกาส
ได้ฝึกฝนความสามารถในการพูดไม่เพียงแต่ในชั้นเรียนแต่ยังรวม
ถึงสังคมภายนอกด้วย หลังจากสัมภาษณ์แล้วอาจมีการนำาเสนอหน้า
ชั้นเรียนด้วย
              8. การสร้างเรื่องราวให้สมบูรณ์ (Story completion)
กิจกรรมนี้ถือเป็นกิจกรรมที่มีความสนุกสนานมาก ผู้เรียนทั้งชั้นจะ
ได้ทำากิจกรรมการพูดอย่างอิสระ ซึ่งครูจะให้ผู้เรียนนั่งเป็นวงกลม
แล้วเริ่มเล่าเรื่องราวคนละ 4-10 ประโยค โดยผู้เรียนสามารถเพิ่มตัว
ละครหรือเหตุการณ์ใหม่ๆได้
              9. การรายงาน (Report) ก่อนจะมีการเริ่มบทเรียน ผู้
เรียนอาจมีการอ่านหนังสือพิมพ์หรือนิตยสารก่อนเข้าสู่บทเรียน
หรืออาจเป็นการเล่าเรื่องที่ตนเองสนใจ
              10. การบรรยายรูปภาพ (Picture narrating) ผู้เรียนจะ
เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นตามลำาดับของรูปภาพที่ครูผู้สอนได้กำาหนดไว้
              11. การอธิบายรูปภาพ (Picture describing) เป็นอีกวิธี
หนึ่งที่ใช้รูปภาพในการจัดกิจกรรมการพูดคือ ครูผู้สอนจะเป็นผู้ให้
รูปภาพแก่ผู้เรียนเพียงรูปเดียว แล้วให้ผู้เรียนอธิบายว่าในรูปภาพ
นั้นประกอบไปด้วยอะไรบ้าง ซึ่งกิจกรรมนี้สามารถทำางานเป็นกลุ่ม
ได้ โดยผู้เรียนอาจมีการหารือร่วมกันและออกมาอธิบายให้เพื่อนฟัง
กิจกรรมนี้ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการของผู้เรียน
              12. การหาความแตกต่าง (Find the difference) ซึ่งผู้
เรียนจะทำางานเป็นคู่ แต่ละคู่จะได้ภาพที่แตกต่างกันแล้วให้ผู้เรียน
ปรึกษาหารือเกี่ยวกับความคล้ายคลึงหรือความแตกต่างของรูปภาพ
           วัตกินส์ (Watkins. 2005 : 76) กล่าวว่า การสอน
ไวยากรณ์และคำาศัพท์เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่สำาคัญสำาหรับผู้เรียนในการ
ฝึกปฏิบัติการพูด นอกจากนี้กิจกรรมในการเรียนก็มีผลเป็นอย่าง
มากในกระบวนการฝึกพูดของผู้เรียนด้วย การสอนสิ่งเหล่านี้จะส่ง
ผลให้ผู้เรียนมีโอกาสได้เรียนรู้คำาศัพท์ใหม่และรูปแบบไวยากรณ์ที่
หลากหลาย ซึ่งการพูดถือว่าเป็นการแสดงความสามารถในการ
สือสาร เมื่อการพูดเป็นจุดมุ่งหมายหลักของบทเรียน บางครั้งก็ทำาให้
  ่
ผู้เรียนไม่สามารถบรรลุจุดประสงค์ในการเรียนได้ เนื่องจากความ
29




สามารถในการใช้ภาษาของผู้เรียนแต่ละคนมีความแตกต่างกัน การ
จัดกิจกรรมการพูดในชั้นเรียนถือเป็นการเปิดโอกาสให้นักเรียนได้
ฝึกซ้อมการใช้ภาษา ก่อนที่จะนำาไปใช้ในสถานการณ์จริง โดยใน
การจัดกิจกรรมจะช่วยให้ผู้เรียนได้พัฒนาการพูดได้อย่าง
คล่องแคล่วและมีความถูกต้องมากขึ้น
        5.4 หลักการสอนการพูด
          โกเวอร์ ฟิลิปส์ และวอลเตอร์ (Gower, Philips and
Walters. 2005 : 100) ได้กล่าวถึงวิธีส่งเสริมให้ผู้เรียนได้มี
โอกาสพัฒนาทักษะการพูดไว้ดังต่อไปนี้
            1. ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์ คือ การเพิ่มปริมาณ
การพูดของผู้เรียนในชั้นเรียนควรมุ่งที่จะสร้างบรรยากาศที่ทำาให้ผู้
เรียนเกิดความสะดวกสบายในการพูด ลดความกลัวที่จะพูด ทำาให้
บรรยากาศในการสื่อสารระหว่างผู้เรียนเป็นไปได้ด้วยดี
            2. มีการควบคุมและการแนะนำาในการปฏิบัติ ในการทำา
กิจกรรมของผู้เรียนควรมีการควบคุมและแนะนำา ตลอดทั้งความรู้คำา
ศัพท์ใหม่ๆ โครงสร้างไวยากรณ์ สำานวนและประโยคที่จำาเป็นต้อง
ใช้จริง
            3. จุดมุ่งหมายของกิจกรรมการสื่อสาร คือ สนับสนุนให้
มีการปฏิสัมพันธ์กันที่เด่นชัดและมีความหมาย การสื่อสารควรมีการ
กำาหนดจุดประสงค์อย่างชัดเจน กิจกรรมไม่เพียงแต่สร้างแรงจูงใจ
ในชั้นเรียนแต่จะมีความท้าทายที่สะท้อนปฏิสัมพันธ์ในชีวิตจริง
            4. ควรวางแผนกิจกรรมการพูดอย่างระมัดระวัง โดย
เฉพาะผู้เรียนที่มีความต้องการในการพูดน้อย เป็นเรื่องยากสำาหรับ
ผู้เรียนบางคนที่จะต้องออกมาพูดหน้าชั้นเรียนพร้อมกับคิดแก้
ปัญหาในเวลาเดียวกัน ควรเริ่มจากการพูดอธิบายรูปภาพหรือพูด
ตามวัตถุประสงค์เหมือนการเล่นบทบาทสมมุติจากบริบทของ
ข้อความ เมื่อเกิดความเคยชินก็จะทำาให้ผู้พูดเกิดความมั่นใจในตัว
เอง
        บิลาซ (Bilash. 2009 : website) กล่าวว่า เพื่อเป็นการให้
ความช่วยเหลือผู้เรียนในการพัฒนาทักษะการพูด ผูสอนควรใช้ ้
เคล็ดลับและเทคนิคเพื่อช่วยลดความวิตกกังวลของผู้เรียนเพื่อให้
เกิดการพัฒนาที่มีประสิทธิภาพและเกิดการปฏิบัติที่เกิดขึ้นจริง ซึ่ง
วิธีการดังต่อไปนี้จะช่วยให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้มากขึ้นและเกิด
แรงจูงใจที่มากขึ้นในการพัฒนาทักษะการพูดของตนเอง โดยมีวิธี
การดังต่อไปนี้
          1.สร้างกิจกรรมการฝึกปฏิบัติให้คล้ายกับสภาพในชีวิตจริง
30




          2.สร้างบริบทที่แตกต่าง ที่ผู้เรียนสามารถฝึกในการขยาย
            วงศ์คำาศัพท์และประสบการณ์
          3. ส่งเสริมและสนับสนุนให้ผู้เรียนได้เรียนรู้และใช้คำาศัพท์
ใหม่ที่มีความเหมาะสมกับสภาพสังคมและวัฒนธรรมที่ถูกต้อง
          4. อย่าให้ความสำาคัญกับข้อผิดพลาดจนเกินไป หลีกเลี่ยง
การแก้ไขที่มากเกินไป ซึ่งอาจก่อให้เกิดความวิตกกังวลในการพูด
          5.มีบทสนทนาในบริบทที่หลากหลาย
          6. มีการแสดงท่าทางเพื่อกระตุ้นให้ผู้เรียนทำากิจกรรมได้
อย่างสนุกสนาน เช่น การปรบมือให้กำาลังใจ หรือการยกหัวแม่มือ
เพื่อแสดงความชื่นชมว่ายอดเยี่ยม
       เคอิ (Kayi. 2006 : website) ได้สรุปคำาแนะนำาสำาหรับครู
ในการสอนการพูดเพื่อให้ผู้เรียนเกิดการพัฒนาในทักษะการพูดไว้
ดังต่อไปนี้
          1. ผูสอนให้โอกาสกับผู้เรียนได้มีโอกาสที่จะพูดในสภาพ
                ้
แวดล้อมที่หลากหลาย
          2. ผูสอนต้องพยายามให้นักเรียนทุกคนมีส่วนร่วมใน
                  ้
กิจกรรมการพูด
          3. ผูสอนควรลดการพูดของตนเอง เพื่อเพิ่มโอกาสให้ผู้
                    ้
เรียนได้พูดมากขึ้น
          4. ผูสอนไม่ควรแก้ไขข้อผิดพลาดในการออกเสียงของผู้
                      ้
เรียนบ่อยเกินไปในขณะที่กำาลังพูด เพราะอาจทำาให้ผู้เรียนวอกแวก
ในขณะที่พูด
          5. ผู้เรียนควรมีส่วนร่วมในการพูดไม่เพียงแต่ในชั้นเรียน
ยังรวมถึงนอกชั้นเรียนด้วย
          6. ผูสอนควรมีการสอนคำาศัพท์ก่อน เพื่อให้ผู้เรียนสามารถ
                        ้
นำาคำาศัพท์ไปใช้ในกิจกรรมได้
การสอนการพูดเป็นส่วนสำาคัญมากในการเรียนรู้ภาษาที่สอง เพิ่ม
ความสามารถในการสื่อสารในภาษาที่สองได้เป็นอย่างมี
ประสิทธิภาพ ดังนั้นจึงเป็นสิ่งที่จำาเป็นที่ครูผู้สอนภาษาควรให้ความ
สำาคัญ ด้วยจุดมุ่งหมายนี้กิจกรรมการพูดที่กล่าวมาข้างต้นจึง
สามารถช่วยส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดการพัฒนาทักษะการโต้ตอบพื้น
ฐานที่จำาเป็นในชีวิตประจำาวัน
     5.5 การวัดและประเมินผลทักษะการพูด
       ซูซาน (Susan. 2012 : website) ได้กล่าวถึงการประเมิน
ทักษะการพูดไว้ว่า ผู้สอนส่วนใหญ่คุ้นเคยกับการให้คะแนนด้วย
เกณฑ์ ตารางความแตกต่างของเกณฑ์ และการจัดลำาดับเกณฑ์ ซึ่ง
31




ในการสร้างเกณฑ์การให้คะแนนจะมีการกำาหนดระดับความ
สามารถของผู้เรียนตามความคาดหวังและประสิทธิภาพ ซึ่งสามารถ
แบ่งการประเมินออกเป็น 6 ข้อดังต่อไปนี้
           1. การออกเสียง การออกเสียงคือคุณภาพขั้นพื้นฐานของ
การเรียนรู้ภาษา แม้ผู้เรียนภาษาที่สองส่วนใหญ่มันจะออกเสียงไม่
เหมือนกับเจ้าของภาษา การออกเสียงที่ผิดเพี้ยนอาจส่งผลต่อความ
เข้าใจในความหมายสิ่งที่จะต้องประเมินจากผู้เรียนประกอบด้วย คำา
พูดที่ชัดเจน การออกเสียง การสะกดคำา นอกจากนี้ยังต้องฟังนำ้า
เสียงของผู้เรียนในการผันเสียงให้ถูกต้องกับชนิดของประโยค
           2. คำาศัพท์ หลังจากสังเกตระดับการออกเสียงแล้ว สิ่งหนึ่ง
ที่พึงสังเกตคือในเรื่องของคำาศัพท์ ความเข้าใจในคำาศัพท์ ควรมีการ
ส่งเสริมให้ผู้เรียนได้ใช้คำาศัพท์ใหม่และรับรู้คำาศัพท์ได้มากๆ
นักเรียนควรใช้คำาศัพท์ที่ผู้สอนแนะนำาหรือที่เรียนผ่านมาแล้ว และ
ใช้คำาศัพท์ในบริบทที่เหมาะสมกับสถานการณ์
           3. ความถูกต้อง ไวยากรณ์เป็นส่วนที่สำาคัญในการเรียน
ภาษาต่างประเทศ ในขณะที่ผู้เรียนพูด ผูสอนจะต้องฟังในส่วนของ
                                              ้
โครงสร้างทางไวยากรณ์และเทคนิคที่ครูสอน การเรียงลำาดับคำาใน
ประโยค การเลือกใช้ tense ซึ่งที่กล่าวมานี้เป็นปัญหาสำาคัญของ
หลักไวยากรณ์และประสิทธิภาพของผู้พูดว่าประสบความสำาเร็จหรือ
ไม่
           4. การสื่อสาร ผู้เรียนมักกังวลกับหลักไวยากรณ์และการ
ออกเสียง แต่สิ่งที่สำาคัญคือวิธีคิดเมื่อผู้เรียนมีการสื่อสาร การ
ประเมินการสื่อสารคือ การมองไปยังกระบวนการคิดที่ผู้เรียนเรียนรู้
และเข้าใจ ผู้เรียนที่มีระดับของคำาศัพท์และไวยากรณ์ตำ่าอาจมีทักษะ
ในการสื่อสารที่ดีถ้าให้ผู้ฟังเข้าใจได้ การมีความคิดสร้างสรรค์มาก
ทำาให้ผู้เรียนได้เรียนรู้กับภาษาที่หลากหลายและมีวิธีการในการ
แสดงออกทางภาษาที่หลากหลายด้วยนั่นคือทักษะในการสื่อสารที่ผู้
เรียนพึงจะมี
           5. ความปฏิสัมพันธ์ คือความสามารถในการโต้ตอบกับ
บุคคลอื่นๆ ผู้เรียนสามารถเข้าใจและตอบคำาถามได้อย่างถูกต้อง นี่
เป็นองค์ประกอบของการปฏิสัมพันธ์และเป็นสิ่งจำาเป็นสำาหรับการ
สือสารที่มีประสิทธิภาพ ผู้เรียนต้องสามารถตอบคำาถามและทำาตาม
  ่
บริบทการสนทนาของการสนทนาที่เกิดขึ้นรอบๆตัวได้อย่างยอด
เยี่ยม ส่งเสริมให้ผู้เรียนตอบสนองต่อคู่สนทนาได้อย่างเหมาะสม
           6. ความคล่องแคล่วเป็นสิ่งหนึ่งที่สามารถประเมินได้โดย
สังเกตจากวิธีการพูดที่สะดวกสบาย คำาพูดที่พูดออกมาอย่าง
32




ง่ายดาย มีการหยุดช่องว่างในการพูดร่วมกับผู้อื่น ความคล่องแคล่ว
จะเกิดขึ้นเมื่อผู้เรียนรู้สึกสบายเมื่อพูดภาษาอังกฤษ ซึ่งแสดงถึง
ความสะดวกสบายในการสื่อสารและซึ่งเป็นเกณฑ์สำาคัญในการ
ประเมินทักษะการพูด
         ฟลอเรซ (Florez. 1999 : website) กล่าวว่า การประเมิน
ทักษะการพูดนั้นสามารถทำาได้หลายรูปแบบ ทั้งในส่วนของการ
ทดสอบการพูดพื้นฐาน เช่น การทดสอบการพูดพื้นฐานภาษา
อังกฤษ การแนะนำาตัว การทักทาย หรืออาจจะเป็นรูปแบบของการ
ประเมินการพูดภาษาอังกฤษในฐานะภาษาที่สอง เช่น การทดสอบ
ความคืบหน้าหรือพัฒนาการทางด้านทักษะการพูด จากการ
วิเคราะห์ลักษณะการพูด หรือจากการพูดสื่อสารในชั้นเรียน เครื่อง
มือที่ใช้ในการประเมินก็ควรเป็นเครื่องมือประเมินที่สะท้อนให้เห็น
ถึงการเรียนการสอนหรือแผนการสอน เช่น ถ้าบทเรียนเน้นไปที่
การฝึกออกเสียง และการอภิปรายงานในรายกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ใน
การประเมินจะต้องมีตารางตรวจสอบความสามารถในการพูดของผู้
เรียน สิ่งที่สำาคัญที่สุดในการประเมินทักษะการพูดคือการระบุเกณฑ์
การให้คะแนนที่กำาหนดไว้อย่างชัดเจนและสามารถเข้าใจได้ง่าย
         ไบเลย์ (Bailey. 2005 : 21) กล่าวว่า การทดสอบการพูด
จะไม่ตรงไปตรงมาเท่าทดสอบไวยากรณ์หรือคำาศัพท์ ซึ่งเกณฑ์พื้น
ฐานที่ควรคำานึงถึงในขณะวางแผนการประเมินมีทั้งหมด 4 อย่าง
ดังนี้
            1. ผูสอนต้องมั่นใจว่าสิ่งที่จะประเมินนั้นเป็นเรื่องที่ผู้สอน
                 ้
กำาลังสอนและเป็นสิ่งที่ผู้เรียนได้เรียนรู้ไปแล้ว การวัดเช่นนี้จะ
เป็นการทดสอบสิ่งที่ผู้เรียนได้ทำาการเรียนไปแล้ว หรือที่เรียกกันว่า
ความถูกต้อง ซึ่งในการวัดควรมีการกำาหนดเกณฑ์ที่ต้องการจะวัด
อย่างชัดเจนซึ่งการวัดแบบนี้จะถือว่ามีความยุติธรรมและเหมาะสม
ทั้งผู้สอนและผู้เรียน
            2. ผูสอนต้องแน่ใจว่าการทดสอบหรือขั้นตอนการประเมิน
                   ้
มีความน่าเชื่อถือ นั้นก็คือมาตรฐานในการในการให้คะแนน ซึ่งถือ
เป็นสิ่งที่สำาคัญมากที่ผู้สอนจะต้องสร้างให้เกิดความน่าเชื่อถือ ใน
การประเมินต้องมีความเป็นธรรมและเป็นมาตรฐานเดียวกัน
            3. ผูสอนต้องคำานึงถึงการปฏิบัติจริงในการประเมิน ซึ่งใน
                     ้
ความเป็นจริงแล้ว ในการประเมินทักษะการพูดต้องอาศัยวิธีการที่
ละเอียด ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากมากในการประเมินโดยเฉพาะอย่างยิ่งใน
ชั้นเรียนขนาดใหญ่ โดยต้องอาศัยการจัดสรรเวลาและสถานที่ใน
การทดสอบที่ดีและเหมาะสมเพื่อให้เกิดมาตรฐานในการประเมิน
33




            4. วัดผลในการเรียนการสอน แนวคิดนี้มักถูกกำาหนดให้
เป็นการทดสอบผลจากการสอนและการเรียนรู้ การทดสอบผลจาก
การเรียนจะช่วยส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดการเตรียมความพร้อมในการ
พูดทำาให้ผู้เรียนได้ทบทวนหลักการใช้โครงสร้างไวยากรณ์ คำา
ศัพท์ ถือเป็นการส่งเสริมและพัฒนาให้เกิดความชำานาญในการใช้
ภาษา
เกม
      1.เกมทั่วไป
        1.1 ความหมายของเกม
            เกรดเลอร์ (Gredler. 1992 : 13) ได้ให้ความหมายว่า
เกมคือ การแข่งขันใดๆ (เกม) ระหว่างคู่แข่ง (ผู้เล่น) การดำาเนินการ
ภายใต้ข้อจำากัด (กฎ) และมีวัตถุประสงค์ (ชัยชนะหรือของรางวัล)
เกมไม่ใช่แค่กิจกรรมที่สร้างความสนุกสนาน ความบันเทิง แต่หาก
เป็นกิจกรรมที่ต้องฝึกฝนการใช้ความคิดและสติปัญญา
        1.2 ความสำาคัญของเกม
            โกเวอร์ ฟิลิปส์ และวอลเตอร์ (Gower, Philips and
Walters. 2005 : 110) กล่าวว่า เกมสามารถปรับใช้กับการเรียน
การสอนภาษาต่างประเทศได้ เช่นเดียวกับกิจกรรมการสื่อสารอื่นๆ
ดังนั้นเกมจึงเป็นกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อการเรียนรู้ภาษาได้
อย่างอิสระและมีประโยชน์อย่างยิ่งกับผู้เรียนที่มีอายุน้อย นอกจาก
นั้นเกมยังเป็นที่นิยมโดยทั่วไปกับผู้เรียนทุกวัย
            แอน หลุยส์ เดอ วิท (Anne-Louis De Wit. 2012 :
website) กล่าวว่า เกมเป็นกิจกรรมที่สามารถนำามาใช้ในชั้นเรียน
เพื่อให้ผู้เรียนได้ใช้ภาษาในการเรียนรู้ได้อย่างถูกต้อง เกมช่วยส่ง
เสริมให้ผู้เรียนสามารถโต้ตอบทำางานร่วมกันและมีความคิด
สร้างสรรค์ การใช้เกมในการเรียนรู้ภาษาช่วยให้ผู้เรียนได้มีส่วน
ร่วมในการทำากิจกรรมและยังสนับสนุนให้ผู้เรียนมีความสนใจใน
การทำางานที่ผู้สอนมอบหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ
        1.3 วัตถุประสงค์ของเกม
            เคอบี้ (Kirby. 1997 : 1-3) กล่าวว่า หลักการพื้นฐาน
ของการใช้เกมในการฝึกฝนใช้ภาษาคือให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ที่ดี
ขึนผ่านการกระทำามากกว่าการอ่าน การฟัง หรือการสังเกต แต่หาก
  ้
เป็นการฝึกฝนที่มุ่งเน้นก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและ
ทัศนคติ ซึ่งเกมควรลักษณะดังต่อไปนี้
               1.มีเป้าหมายการเรียนรู้
               2.มีลักษณะการจัดกิจกรรมที่ชัดเจน
34




               3.เกิดการแข่งขันระหว่างผู้เข้าร่วมกิจกรรม
               4.เกิดความปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เข้าร่วมกิจกรรม
               5.มีจุดสิ้นสุดหรือจุดจบที่แน่นอน
               6.มีผลการทำากิจกรรมที่ชัดเจน
จากที่กล่าวมา สรุปได้ว่า เกมเป็นกิจกรรมที่มีความสนุกสนาน ซึ่งใน
ตัวกิจกรรมจะมีตัวกระตุ้นในตัวของมันเอง ซึ่งสิ่งที่จะได้นอกเหนือ
จากความสนุกสนานก็คือ ประสบการณ์ ซึ่งประสบการณ์ก็เป็นอีกสิ่ง
หนึ่งที่เป็นประโยชน์ต่อผู้เรียนเป็นอย่างมาก โดยในการทำากิจกรรม
ผูสอนควรคอยดูแลอยู่ห่างๆปล่อยให้ผู้เรียนได้เข้าถึงประโยชน์ของ
  ้
กิจกรรม และสร้างการมีส่วนร่วม ความเคารพต่อเพื่อนร่วมกิจกรรม
ด้วยตัวเอง
         1.4 การเลือกเกมที่เหมาะสม
           ยูเบอร์แมน (Uberman. 1998 : website) กล่าวว่า มี
หลายปัจจัยที่จะต้องพิจารณาในการเลือกเกม ซึ่งครูผู้สอนควรจะ
ระมัดระวังเกี่ยวกับการเลือกเกมหากต้องการที่จะทำาให้ผู้เรียน
ประสบความสำาเร็จในกระบวนการเรียนรู้ ซึ่งเกมที่นำามาใช้ควรมี
ความสอดคล้องและเหมาะสมกับระดับของผู้เรียน อายุหรือวัสดุที่จะ
นำามาใช้ แต่ละเกมที่จะเหมาะสมสำาหรับผู้เรียนที่แตกต่างกัน กลุ่ม
อายุที่แตกต่างกันจำาเป็นต้องมีการเลือกใช้วัสดุและรูปแบบของเกมที่
แตกต่างกันออกไปด้วย นอกจากเกมที่มีโครงสร้างเป็นการฝึกซ้อม
หรือเสริมสร้างด้านไวยากรณ์ของภาษาแล้วบางอย่างต้องมีสัมพันธ์
กับความสามารถของผู้เรียนด้วย ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเลือกใช้
เกมก็คือความยาวและระยะเวลาที่เหมาะสม เกมจำานวนมากมีการ
จำากัดเวลา แต่ครูสามารถจัดสรรเวลามากหรือน้อยขึ้นอยู่กับระดับ
ของผู้เรียนด้วย
           หยิน ยอง เหมย (Yin Yong Mei. 2000 : website)
กล่าวว่า ในการเลือกเกมที่จะนำามาใช้ในการเรียนภาษานั้นควรมี
ลักษณะดังต่อไปนี้
              1. เกมจะต้องให้มากกว่าความสนุกสนาน กล่าวคือ ต้อง
มีการสอดแทรกเนื้อหาหรือความรู้ทางภาษาเข้าในเกมนั้นๆ
              2. ในการใช้เกมควรเลือกเกมที่เน้นความร่วมมือ ไม่เน้น
การแข่งขันจนเกินไป
              3. ในการจัดกิจกรรมผู้เรียนทั้งหมดควรมีส่วนร่วมใน
การทำากิจกรรม
              4. เกมควรส่งเสริมให้ผู้เรียนเห็นความสำาคัญของการใช้
ภาษาที่สองมากกว่าภาษาแม่
35




              5. เกมควรมีการเปิดโอกาสให้ผูเรียนได้มีการเรียนรู้
การฝึกปฏิบัติ และการแสดงความคิดเห็นในเนื้อหาของภาษา
         2. เกมภาษา
           จันดา (Chanda. 2008 : website) กล่าวว่า เกมภาษา
คือกิจกรรมสนับสนุนการเรียนรู้ภาษาที่ช่วยให้ผู้เรียนได้ฝึกฝน
ภาษาในทางที่ผ่อนคลายส่งผลให้เกิดการพัฒนาทั้งด้านภาษาและ
ทักษะด้านความคิด ซึ่งในเกมภาษานี้ช่วยให้ผู้เรียนสามารถพูดหรือ
แสดงออกมาได้อย่างชัดเจนและสามารถสร้างโอกาสในการใช้
ภาษาได้อย่างมีความหมาย ดังนั้นเกมภาษาจึงเป็นเทคนิคการสอน
ภาษาที่มีประสิทธิภาพมาก ช่วยเพิ่มความสามารถในการพูดของผู้
เรียนได้เป็นอย่างดี เป็นวิธีที่สามารถทำาให้ผู้เรียนบรรลุวัตถุประสงค์
ทางการเรียนได้
           โครทซ์ (Cortez. 1974 : 204) กล่าวว่า เกมภาษา เป็น
กิจกรรมที่ออกแบบมาเพื่อกระตุ้นและดึงดูดความสนใจของผู้เรียน
ในการทำากิจกรรมในชั้นเรียนเพื่อจุดประสงค์ของการเรียนรู้ภาษา
บางกิจกรรมไม่จำาเป็นต้องแข่งขัน แต่พยายามที่จะใช้เชื่อมโยงหลัก
ในการเรียนรู้ผ่านกระบวนการที่สนุกสนาน นอกจากนั้น โครทซ์ยัง
ได้ได้สรุปแนวคิดของนักวิชาการต่อเกมภาษาไว้ดังนี้
              I.K. Hoh (1963) กล่าวว่าเกมภาษาเป็นเส้นทางที่สั้น
ที่สดในการเรียนรู้ภาษาและเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพมาก
     ุ
สำาหรับครูผู้สอน
              Huebener (1969) กล่าวว่าเกมภาษาเป็นการเพิ่มความ
มีชีวิตชีวา ความคล่องแคล่วในการทำากิจกรรมของนักเรียนโดย
เฉพาะอย่างยิ่งในระดับที่ตำ่า
              Dobson (1970) กล่าวว่า เกมภาษาเป็นวิธีการที่ยอด
เยี่ยมที่สุดในการหยุดพักของนักเรียน มันมีความสนุกสนานและ
ผ่อนคลายในขณะที่ยังคงอยู่ในกรอบของการเรียนรู้ภาษา
              Loucks (1958) กล่าวว่า ในการใช้เกมภาษาในการ
เรียนรู้ภาษาอังกฤษในฐานะภาษาที่สองเป็นกิจกรรมที่แปลกใหม่
และมีความน่าสนใจ
           ไรท์ (Wright. 1989 : 2-9) กล่าวว่า การเรียนภาษาเป็น
เรื่องที่ยากและต้องใช้ความพยายามในการทำาความเข้าใจเป็นอย่าง
มาก ซึ่งการเปลี่ยนทัศนคติในการเรียนภาษาด้วยวิธีการใหม่ที่
เหมาะสมกับการสร้างความเข้าใจภาษาให้กับผู้เรียนเป็นสิ่งที่จำาเป็น
มากในการเกิดกระบวนการเรียนรู้ เกมภาษาจึงเป็นตัวกระตุ้นที่ดี
มากที่สามารถสนับสนุนความสนใจในการเรียนรู้ภาษา มีเกมภาษา
36




เป็นจำานวนมากที่ช่วยฝึกฝนให้เกิดทักษะการเรียนรู้ได้ดีมากกว่า
การฝึกฝนจากแบบฝึกหัดธรรมดา ซึ่งจะเกิดผลมากน้อยเพียงใดนั้น
ก็ขึ้นอยู่กับการฝึกฝนด้วย การที่ผู้เรียนเกิดการตอบสนองต่อเนื้อหา
ในลักษณะที่ชัดเจน เช่น ผู้เรียนเกิดความสนุกสนาน โกรธ ตื่นเต้น
ท้าทาย หรือประหลาดใจ ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่มีผลอย่างชัดเจนต่อผู้
เรียน ซึ่งจากประสบการณ์เหล่านี้จะช่วยให้ผู้เรียนได้เกิดการจดจำา
ทีดีขึ้น เกมภาษาสามารถปรับใช้ได้ทุกขั้นตอนของการสอนขึ้นอยู่
   ่
กับดุลพินิจของผู้สอน
        2.1 การใช้เกมในการเรียนรู้ภาษา
             แอน หลุยส์ เดอ วิท (Anne-Louis De Wit. 2012 :
website) กล่าวว่า เกมถูกใช้เป็นวิธีหรือเทคนิคที่ทำาให้ผู้เรียนเกิด
การเรียนรู้ การเลือกและการออกแบบเกมที่ดีควรเป็นกิจกรรมที่ช่วย
ส่งเสริมให้ผู้เรียนได้ฝึกฝนทักษะในการใช้ภาษา ประโยชน์ของเกม
มีตั้งแต่ด้าน ความรู้ความเข้าใจของการเรียนรู้ภาษา การทำางาน
เป็นกลุ่มแบบร่วมมือ และยังเป็นการสร้างแรงจูงใจในการเรียนอีก
ด้วย เนื่องจากเกมมีความสนุกสนานและในเวลาเดียวกันก็เป็นสิ่งที่
ท้าทายจึงสามารถใช้ในการฝึกปฏิบัติในทุกทักษะของภาษา
              แฮดฟิลด์ (Hadfield. 1999 : 4-5) กล่าวว่า เกมเป็น
กิจกรรมที่มีกฎและเป้าหมายที่ก่อให้เกิดความสนุกสนาน การใช้เกม
ที่มีความหลากหลายเป็นเทคนิคที่สำาคัญในการสอนภาษา โดย
แต่ละเกมจะมีความยากง่ายที่แตกต่างกัน ซึ่งประเภทของเกมที่นิยม
ใช้กันมีดังต่อไปนี้
                1.เกมเติมข้อมูลในช่องว่าง โดยสามารถใช้ได้ทั้งเป็น
แบบรายบุคคล คู่ หรือกลุ่ม
                2.เกมทาย โดยผู้เล่นฝ่ายหนึ่งจะมีข้อมูลอยู่แล้วให้อีก
ฝ่ายคาดเดา
                3.เกมค้นหา โดยผู้เล่นจะต้องพยายามเก็บรวบรวม
ข้อมูล ซึ่งหากมีข้อมูลมากก็จะสามารถแก้ปัญหาหรือตอบคำาถามได้
                4.เกมจับคู่ เป็นกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการถ่ายโอน
ข้อมูล เป็นการสืบหาคู่ที่มีข้อมูลที่สอดคล้องกัน
                5.เกมการแลกเปลี่ยน โดยผู้เล่นแต่ละคนจะมีข้อมูล
หรือสิ่งของที่ต้องการที่จะแลกเปลี่ยนกับคนอื่นๆ เป้าหมายของเกมนี้
คือการเจรจาแลกเปลี่ยนกับอีกฝ่ายเพื่อให้เกิดความพอใจทั้งสอง
ฝ่าย
                6.เกมบทบาทสมมติ โดยผู้เล่นจะได้รับชื่อหรือ
ลักษณะของตัวละครสมมติ ซึ่งการสวมบทบาทในการเล่นเพื่อให้
37




เกิดประโยชน์ต่อผู้เล่นอาจเป็นแบบปลายเปิด โดยอาจพัฒนารูป
แบบในการเล่นได้ในหลายวิธี


          2.2 ข้อดีของเกมภาษา
            ยูเบอร์แมน (Uberman. 1998 : website) กล่าวว่า เกม
ไม่ใช่แค่กิจกรรมขั้นเวลาในชั้นเรียนแต่เกมยังมีประโยชน์ต่อการ
เรียนรู้เป็นอย่างมาก เกมภาษาสามารถทำาให้ผู้เรียนได้มีโอกาสใช้
ภาษานอกเหนือจากการเรียนในบทเรียน การใช้เกมสามารถลด
ความวิตกกังวลจึงทำาให้การเข้าถึงกิจกรรมการเรียนได้มากยิ่งขึ้น
นอกเหนือจากความบันเทิงแล้วยังช่วยลดความเขินอายและเพิ่ม
โอกาสในการแสดงความคิดเห็นและความรู้สึกมากยิ่งขึ้น กิจกรรม
เกมภาษาถือเป็นกิจกรรมนันทนาการในชั้นเรียนที่สร้างบรรยากาศ
ที่ผอนคลาย ผู้เรียนจะเกิดการเรียนรู้ภาษาและจดจำาสิ่งที่ได้เรียนรู้
     ่
ได้เร็วขึ้น ผูสอนหลายคนอาจมองว่าการใช้เกมภาษาเป็นเพียง
               ้
กิจกรรมเติมเต็มเวลาจากการหยุดพักความเบื่อหน่ายของการเรียน
เท่านั้น แต่ก็ยังมีผู้สอนจำานวนไม่น้อยที่มองว่า ผู้เรียนจะเกิดการ
เรื่องรู้อย่างแท้จริงและสามารถใช้ภาษาได้สัมพันธ์กับเรื่องที่เรียนมา
ก่อนได้เป็นอย่างดี กล่าวสรุปคือ เกมภาษาส่งเสริมความบันเทิงใน
การเรียน การสอนส่งเสริมความคล่องแคล้วในการใช้ภาษานั้นเอง
            แอน หลุยส์ เดอ วิท (Anne-Louis De Wit. 2012 :
website) กล่าวว่า ประโยชน์ของเกมในการเรียนรู้ภาษาได้แก่ เกม
เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ สนับสนุนในการใช้ความคิดสร้างสรรค์ ส่ง
เสริมการใช้ภาษาที่เป็นธรรมชาติ และส่งเสริมทัศนคติการมีส่วน
ร่วมกับผู้อื่น นอกจากนี้ยังระบุข้อดีอย่างกว้างๆของการใช้เกมใน
ชั้นเรียนได้ดังนี้
               1.เกมเป็นกิจกรรมขั้นเวลาในการเรียนปกติที่มี
                 ประโยชน์
               2.เกมสร้างแรงจูงใจและความท้าทาย
               3.เกมช่วยให้ผู้เรียนเกิดความพยายามในการเรียนรู้
               4.เกมช่วยฝึกทักษะภาษาต่างประเทศ ทักษะการฟัง พูด
                 อ่าน และเขียน
               5.เกมสนับสนุนให้ผู้เรียนเกิดการโต้ตอบและการสื่อสาร
               6.เกมสร้างบริบทที่มีความหมายสำาหรับการศึกษา
            หยิน หยอง เหมย (Yin Yong Mei. 2000 : website) ได้
กล่าวถึงข้อดีของการใช้เกมในการเรียนรู้ภาษาได้ดังต่อไปนี้
38




              1. เกมเป็นสิ่งที่สร้างความสนุกสนานให้ผู้เรียนทำาให้เกิด
ค้นคว้า และการโต้ตอบกันถือเป็นอีกหนึ่งวิธีในการฝึกการใช้ภาษา
              2. เกมเพิ่มความหลากหลายให้กับบทเรียนและเพิ่มแรง
จูงใจในการเรียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้เรียนที่อยู่ในวัยเด็ก
              3. เกมทำาให้การเรียนภาษาต่างประเทศมีประโยชน์ต่อผู้
        เรียนขึ้นมาทันที
              4. เกมทำาให้ผู้เรียนเกิดความกล้าที่จะใช้การสื่อสาร แม้
บางครั้งจะเกิดการลังเลบ้าง แต่ก็ถือว่าเป็นตัวกระตุ้นที่ดีอีกอย่าง
หนึ่งเลย
              5. จากการเล่นเกมจะทำาให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ภาษา
อังกฤษได้เหมือนกับภาษาแม่ของตน โดยผู้เรียนจะไม่เกิดความรู้สึก
กดดันหรือเครียดทำาให้สามารถเรียนรู้ได้มากขึ้น
              6. ถึงแม้ว่าผู้เรียนบางคนอาจเกิดความเขินอายแต่ก็ยัง
สามารถมีส่วนร่วมในการแสดงพฤติกรรมเชิงบวกได้
         2.3 สิ่งที่ต้องคำานึงในการใช้เกมในการเรียนภาษา
            แอน หลุยส์ เดอ วิท (Anne-Louis de wit. 2012 :
website) กล่าวว่า ในการใช้เกมในการเรียนภาษานั้นสิ่งที่จะต้อง
คำานึงถึงมีดังต่อไปนี้
              1. เลือกเกมที่มีความเหมาะสม (จำานวนของนักเรียน
ระดับความสามารถ บริบททางวัฒนธรรม เวลา หัวข้อการเรียน และ
การจัดกิจกรรมในห้องเรียน)
              2. วิธีการที่ทำาให้ผู้เรียนเกิดการเข้าใจในการใช้เกม
              3. การให้คำาแนะนำาที่ชัดเจน กฎระเบียบที่ชัดเจน และ
            การกำาหนดเวลาที่ชัดเจน
              4. ใช้การสาธิตมากกว่าการอธิบาย
              5. มีวัตถุประสงค์ที่ชดเจนและมีเป้าหมาย
              6. วัตถุประสงค์ที่ชัดเจนและเป้าหมายจะต้องตรงกับ
ระดับความยากของเกมและระดับความสามารถของผู้เรียน
              7. เกมจะต้องสนุกและช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้
การเสริมแรง
       1.ความหมายของการเสริมแรง
         ดาร์ช (Darch. 2004 : 127) กล่าวว่า การเสริมแรงเป็น
เทคนิคการจัดการพฤติกรรมของผู้เรียน ซึ่งผู้เรียนมักมีปฏิกิริยา
ตอบสนองต่อการเสริมแรงเสมอ โดยเป้าหมายหลักคือการกระตุ้นให้
ผู้เรียนบรรลุวัตถุประสงค์ในการเรียนรู้และมีการปรับปรุงพัฒนา
ความประพฤติ ซึ่งการเสริมแรงก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่มีความสำาคัญใน
39




การจัดการในชั้นเรียน เปรียบเสมือนส่วนที่คอยส่งเสริมสำาหรับการ
สอนเนื้อหาวิชาการให้มีความน่าสนใจ
         มูแซดซิโอ (Musacchio. 2011 , website) กล่าวว่า การ
เสริมแรงเป็นเครื่องมือที่ถือว่ามีประสิทธิภาพมากสำาหรับการสอนผู้
เรียนในทุกระดับชั้น ซึ่งมีลักษณะการใช้วิธีการให้ของรางวัลหรือ
สิ่งตอบแทนเพื่อเป็นการขยายพฤติกรรมที่พึงประสงค์หรือการกระ
ทำาที่ผู้สอนต้องการจะให้เกิดขึ้นซำ้าอีก เช่น การตอบคำาถามในชั้น
เรียน เมื่อผู้เรียนตอบถูกครูเสริมแรงด้วยของรางวัลก็จะทำาให้ผู้เรียน
เกิดความกระตือรือร้นและแรงจูงใจในการตอบคำาถามอีกครั้ง
         โจเชฟ (Joseph. 2012 : website) กล่าวว่า การเสริมแรง
คือ กระบวนการของการรับรู้และการให้รางวัลตอบแทนเมื่อผู้เรียนมี
พฤติกรรมที่พึงประสงค์ เพื่อเป็นการส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดพฤติกรรม
ที่พึงประสงค์นี้อย่างต่อเนื่อง ตัวอย่างการเสริมแรง เช่น การยกย่อง
การให้สิ่งของ การแสดงความชื่นชม กล่าวสรุปคือ การเพิ่ม
ประสิทธิภาพและให้ขวัญกำาลังใจกับผู้เรียนให้มีการตอบสนองต่อ
การทำาพฤติกรรม
      2.ความสำาคัญของการเสริมแรง
         กิบสันและชานเดอร์ (Gibson and Chandler. 1988 :
381-387) กล่าวว่า การเสริมแรงเป็นวิธีการที่ถูกใช้ในการจัดการ
พฤติกรรมของผู้เรียนให้เกิดการพัฒนาที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งบางครั้ง
ครูผู้สอนอาจละเลยหรือมองข้ามพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ของผู้
เรียนและไม่มีการเสริมแรง การกระทำาเช่นนี้จะส่งผลโดยตรงต่อ
พฤติกรรมการเรียนรู้ของผู้เรียน การใช้การเสริมแรงในการกระตุ้
นพฤติกรรมของผู้เรียนมีความหลากหลายขึ้นอยู่กับกลุ่มของผู้เรียน
โดยผู้เรียนแต่ละวัยจะมีการตอบสนองที่มีความแตกต่างกัน
นอกจากนั้นการเชื่อมโยงพฤติกรรมกับการเสริมแรงยังช่วยให้ผู้
เรียนได้รับประโยชน์โดยตรง และส่งผลต่อพฤติกรรมการเรียนรู้
เช่น การที่ครูผู้สอนให้คะแนนผู้เรียนทันทีหลักจากทำาแบบทดสอบก็
ส่งผลให้ผู้เรียนเกิดพฤติกรรมตอบสนองต่อการทำากิจกรรมอย่าง
รวดเร็วกว่าการให้คะแนนหลังจากทดสอบช้าสัปดาห์หรือสอง
สัปดาห์
         ชาร์ลี (Charlie. 2012 : website) กล่าวว่า ความสำาคัญ
ของการเสริมแรงคือ การสนับสนุนให้ผู้เรียนกระทำาพฤติกรรมซำ้าๆ
ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ให้ประโยชน์ต่อตัวผู้เรียนและการเรียนของผู้เรียน
ครูจำาเป็นต้องมีการกล่าวชื่นชมให้ผู้เรียนเกิดแรงจูงใจ ผู้เรียนจะ
สามารถทำางานได้อย่างมีประสิทธิภาพหากได้รับการชมเชยโดย
40




ปราศจากอคติใดๆ สิ่งที่สำาคัญมากในการเสริมแรงคือ การยกย่อง
หรือการเสริมแรงทันทีที่ผู้เรียนทำากิจกรรมที่พึงประสงค์หรือประสบ
ความสำาเร็จ การเสริมแรงทางบวกจะมีประโยชน์ที่ชัดเจนมากกว่า
การลงโทษ เพราะการลงโทษจะปรับปรุงความคิดของผู้เรียนได้
เพียงชั่วคราวไม่ยั่งยืนตลอดไป แต่การเสริมแรงทางบวกจะทำาให้สิ่ง
ที่ได้รับการสอนนั้นติดตัวผู้เรียนไปตลอดชีวิต
      3.รูปแบบการเสริมแรง
         ลาร์รีฟ (Larrive. 2005 : 190-191) ได้กล่าวถึง ชนิดของ
การเสริมแรงไว้ว่า ประสิทธิภาพของการเสริมแรงจะขึ้นอยู่กับ
ลักษณะของผู้เรียนแต่ละคนซึ่งมีความต้องการที่แตกต่างกันโดยจะ
ขึนอยู่กับปัจจัยต่างๆ เช่น อายุ เพศ ชนชั้นในสังคม ความถนัดของ
    ้
การเรียน ความยากง่ายของงานและระดับการพัฒนาทักษะจะมีผล
ต่อประสิทธิภาพการเสริมแรง ความพึงพอใจต่อผลตอบแทนที่จับ
ต้องได้มากกว่าคำากล่าวเชยชม โดยการเสริมแรงจะมีทั้งหมด 8
ลักษณะดังนี้
           1. สิ่งของประเภทบริโภคภัณฑ์
           2. วัตถุที่จับต้องได้
           3. เงินรางวัล
           4. การให้งาน
           5. สิทธิพิเศษ
           6. การเป็นที่ยอมรับ
           7. การชื่นชมจากผู้ใหญ่
           8. ความภูมิใจในตนเอง
ในการเสริมแรงภายนอกไปสู่การเสริมแรงภายใน มีวัตถุประสงค์ใน
การใช้การเสริมแรง โดยมีหลักการที่ควรคำานึงถึงดังต่อไปนี้
           หลักการที่ 1 ไม่ควรให้การเสริมแรงด้วยวัตถุมากเกินความ
จำาเป็น ในการเริ่มต้นเพื่อรักษาพฤติกรรม
           หลักการที่ 2 ควรมีความต่อเนื่องในการเพิ่มระดับการเสริม
แรงไปยังการเสริมแรงระดับสูงสุดที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ
         กิบสันและชานเดอร์ (Gibson and Chandler. 1988 :
224-225) ยังได้กล่าวถึงรูปแบบการเสริมแรงที่ไม่ได้กระทำาโดยครู
ผูสอนแต่เป็นการเสริมแรงในรูปแบบดังต่อไปนี้
  ้
           1. การเสริมแรงด้วยตนเอง คือ การพูดหรือสัญญากับ
ตนเองเป็นอีกหนึ่งการเสริมแรงที่สามารถควบคุมพฤติกรรมการ
เรียนรู้ของผู้เรียนได้ ซึ่งผู้เรียนสามารถกำาหนดทิศทางการเสริมแรง
ได้ด้วยตนเอง ซึ่งผู้เรียนสามารถพัฒนาความบกพร่องทางด้านสติ
41




ปัญญาหรือเพิ่มผลสัมฤทธิ์ทางด้านการเรียนได้ด้วยความพยายาม
ของตัวเอง เพื่อที่จะได้เอาชนะใจตัวเอง
           2. การเสริมแรงด้วยเพื่อน คือ อีกหนึ่งวิธีที่มีประสิทธิภาพ
มากในการเรียนการสอน กลุ่มเพื่อนมีบทบาทสำาคัญมากในการ
เรียนรู้และการแก้ปัญหาในชั้นเรียน เนื่องจากโดยธรรมชาติของวัย
รุ่นมักอยากจะเป็นคนสำาคัญและเป็นที่ยอมรับ การทำางานร่วมกันจึง
เกิดการกระตุ้นโดยกลุ่มเพื่อนให้นักเรียนพัฒนาเปลี่ยนแปลง
พฤติกรรมเพื่อให้เป็นที่ยอมรับของสังคม และครูผู้สอนก็จะคอยทำา
หน้าที่เป็นที่ปรึกษาให้ความเห็นและแนะนำาพฤติกรรมที่เหมาะสม
          นอกจากนั้น กิบสันและชานเดอร์ได้สรุปแนวคิดของโบรฟี่
(Brophy) ไว้ว่า การที่ครูเสริมแรงด้วยการยกย่องผู้เรียนนั้น ใน
ความเป็นจริงแล้วผู้เรียนที่อยู่ในวัยรุ่นมักจะอายเมื่อถูกชมต่อหน้า
กลุ่มเพื่อน ซึ่งแตกต่างจากผู้เรียนที่อยู่ในวัยเด็กที่มักจะชอบการถูก
ชม ซึ่งยังกล่าวอีกไว้ว่าการเสริมแรงไม่จำาเป็นต้องเป็นทางการมาก
นัก อาจจะเป็นด้วยการพูด ลูกอม หรือสติ๊กเกอร์ที่สามารถหาได้ง่าย
ในส่วนของแอดดิสัน ได้กล่าวว่า การเสริมแรงที่มีประสิทธิภาพควร
มีความหลากหลาย เช่น เสริมแรงด้วยสิ่งที่รับรู้ได้ (ชมด้วยวาจา)
หรือเสริมแรงด้วยสิ่งที่สัมผัสได้ (ของรางวัลหรือสิ่งของ)
          ฟรอเยน (Froyen. 1993 : 250) กล่าวถึง รูปแบบทาง
สังคมของการเสริมแรงไว้ว่า มนุษย์มักจะเกิดความรู้สึกพึงพอใจเมื่อ
ถูกยกย่องในทางบวก ความรู้สึกภูมิใจในความสามารถและคุณค่า
ของตัวเองเป็นผลที่เกิดจากการโต้ตอบกับคนอื่นๆ ผลของความ
ประสบความสำาเร็จจะขึ้นอยู่บนพื้นฐานของการแสดงออกของคนที่
เราปฏิสัมพันธ์ด้วย รูปแบบทางสังคมจะเน้นในการคำ้าจุ้นความรู้สึก
ของกันและกัน เมื่อได้รับคำาชมจากคนที่สำาคัญ มันจะกลายเป็นคำา
สั่งที่มีประสิทธิภาพมากให้เรามีความต้องการแสดงพฤติกรรมหนึ่งๆ
       4. การใช้ของรางวัลในการเสริมแรง
          ฟรอเยน (Froyen. 1993 : 266) กล่าวว่า การเสริมแรง
ด้วยของรางวัล หรือวัตถุที่จับต้องได้สามารถใช้คู่กันกับการเสริม
แรงทางสังคมได้ เพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพของการเสริมแรง
ทางบวก การจะใช้การเสริมแรงด้วยของรางวัลให้เกิดประโยชน์
สูงสุดควรพิจารณาปัจจัยเหล่านี้
           1. มีการแยกกันอย่างชัดเจนระหว่างการปรับเปลี่ยน
พฤติกรรมและการปรับเปลี่ยนทัศนคติที่ต้องการออกจากกัน เพราะ
เป็นเรื่องที่ยากที่ผู้เรียนจะทำาพฤติกรรมทั้งสองพฤติกรรมให้
สอดคล้องกัน ซึ่งอาจทำาให้เกิดการพัฒนาพฤติกรรมที่ล่าช้า
42




           2. มีการกำาหนดพฤติกรรมที่ชัดเจนที่จะได้รับรางวัล จะ
ทำาให้ผู้เรียนสามารถสร้างพฤติกรรมได้อย่างชัดเจนมากขึ้น ควรมี
การสาธิตจำาลองพฤติกรรมเพื่อช่วยให้ผู้เรียนเห็นภาพในเชิง
พฤติกรรมอย่างชัดเจนมากขึ้น
           3. พึงระลึกไว้เสมอว่าการเสริมแรงทางบวกสามารถลด
พฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ได้ ส่งเสริมให้เกิดพฤติกรรมทดแทนโดย
มีของรางวัลเป็นตัวกระตุ้น ผู้เรียนจะพยายามแสดงพฤติกรรม เพื่อ
ให้มีโอกาสสูงที่จะได้รับการเสริมแรงมากขึ้น
           4. การให้ของรางวัลทันทีหลังจากมีพฤติกรรมที่ต้องการได้
       สำาเร็จ
           5. ประสิทธิภาพของตัวเสริมแรง ความสำาคัญของตัวเสริม
แรงจะขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้เรียนด้วย ผลที่ตามมาของ
พฤติกรรมของผู้เรียนมักจะขึ้นอยู่กับความชอบของผู้เรียนต่อตัว
เสริมแรงเสมอ
           6. การเลือกตัวเสริมแรงที่มีประสิทธิภาพโดยสังเกตจากผู้
เรียนที่มีความชื่นชอบกับของรางวัล การเสริมแรงด้วยของรางวัลที่
ผู้เรียนชื่นชอบและพอใจมักจะช่วยส่งเสริมพฤติกรรมในการศึกษา
หรือรับรู้ของผู้เรียนได้เป็นอย่างดี มีการวัดบทเรียนที่ธรรมดากับ
หน้าสนใจสลับกันเพื่อให้เกิดการผสมผสานการศึกษาที่น่าสนใจ
            7. การสร้างแรงจูงใจ ในรูปแบบของพฤติกรรมที่ต้องการ
ให้เกิดรูปแบบทางสังคมหรือความเห็นชอบอาจไม่เพียงพอสำาหรับผู้
เรียนต้องการมีการสร้างแรงจูงใจให้มีค่าเพียงพอให้ผู้เรียนจะ
พยายามทำาพฤติกรรมเพื่อให้คุ้มค่ากับของรางวัล เป้าหมายจะเข้า
ถึงได้หากสิ่งตอบแทนมีความเหมาะสม
            8. รางวัลพร้อมกับการยอมรับทางสังคมเป็นสิ่งที่จะช่วย
ขยายความสำาคัญของของรางวัล ทำาให้ผู้เรียนมีพฤติกรรมซำ้า
            9. อย่ารอคอยพฤติกรรมที่สมบรูณ์แบบก่อนที่จะใช้การ
เสริมแรง
           10. ข้อพิสูจน์ รูปแบบเงื่อนไขเพื่อให้ผู้เรียนรู้สึกจะเกิดขึ้น
อาจจะเป็นความว่าตนเองมีโอกาสสูงในการที่จะได้รับของรางวัล
ทำาให้เกิดความพยายามที่เหมาะสมในการแสดงพฤติกรรมเพื่อให้
ได้ในสิ่งที่ต้องการ
           11. การไม่นำาเสนอตัวเสริมแรงก่อนที่จะปรับปรุง
พฤติกรรมที่จะเกิดขึ้น อาจจะเห็นความตั้งใจดีในการทำางานแต่จะ
ไม่เกิดการทำาพฤติกรรมซำ้า หรือไม่มีความเพิ่มขึ้นของความคืบหน้า
ในการพัฒนาพฤติกรรม
43




           12. ท้ายสุดครูควรใช้การเสริมแรงในปริมาณที่พอเหมาะ
ให้ผู้เรียนเกิดการเสริมแรงจากตนเอง หากเสริมแรงมากผู้เรียนอาจ
ถูกควบคุมโดยตัวเสริมแรงภายนอก และควรเน้นให้ผู้เรียนเกิดการ
เสริมแรงจากภายในบ้างเพื่อเป็นการรักษาพฤติกรรม และส่งผลให้
ช่วยในการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมภายนอก
งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
         1.งานวิจัยในประเทศ
           กุลเชษฐ สุทธิดี (2544 : บทคัดย่อ) ได้ทำาการศึกษาเรื่อง
การใช้กลวิธีการเรียนแบบร่วมมือที่เน้นการแข่งขันระหว่างกลุ่มด้วย
เกมเพื่อพัฒนาทักษะการพูดภาษาอังกฤษของนักเรียน โดยการ
ศึกษาค้นคว้าอิสระนี้ มีความมุ่งหมายเพื่อศึกษาผลการใช้กลวิธีการ
เรียนแบบร่วมมือที่เน้นการแข่งขันระหว่างกลุ่มด้วยเกม กลุ่ม
ตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ของโรงเรียนแห่งหนึ่ง
จำานวน 20 คน ซึ่งคัดเลือกโดยการสุ่มแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ใน
การศึกษาค้นคว้า ได้แก่ รูปแบบการสอนทักษะการพูดภาษาอังกฤษ
โดยวิธีการเรียนแบบร่วมมือที่เน้นการแข่งขันระหว่างกลุ่มด้วยเกม
แบบบันทึกการพัฒนาทักษะการพูดภาษาอังกฤษ และแบบบันทึก
สังเกตพฤติกรรมการเรียนทักษะการพูดของนักเรียน สถิติที่ใช้ใน
การวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ยและร้อยละ ผลการศึกษาพบว่า การ
เรียนแบบร่วมมือที่เน้นการแข่งขันระหว่างกลุ่มด้วยเกมช่วยให้
นักเรียนมีการพัฒนาทักษะการพูดภาษาอังกฤษเพิ่มขึ้น และ
เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการเรียนทักษะการพูดภาษาอังกฤษตาม
คุณลักษณะที่พึงประสงค์มากขึ้น ในด้านความเชื่อมั่นและกล้า
แสดงออก ความกระตือรือร้นในการทำางาน และความร่วมมือในการ
ทำางาน
           กาญจนา มานิตย์ (2547 : บทคัดย่อ) ได้ทำาการศึกษา
การพัฒนาทักษะพูดโดยใช้เกม ซึ่งภาษาอังกฤษเป็นภาษาสากลที่
นิยมใช้กันทั่วโลก และทักษะการพูดเป็นทักษะที่สำาคัญทักษะหนึ่ง
เพราะการพูดเป็นสิ่งสำาคัญและจำาเป็นอย่างยิ่งในการดำารงชีวิตใน
สังคม ในการติดต่อสื่อสารและประกอบอาชีพธุรกิจกับชนชาติต่างๆ
การศึกษาครั้งนี้ มีความมุ่งหมายเพื่อพัฒนาทักษะพูดภาษาอังกฤษ
ของนักเรียน และเพื่อพัฒนาความสามารถด้านการพูดภาษาอังกฤษ
ของนักเรียนที่เรียนโดยใช้เกมประกอบกิจกรรมการเรียนการสอน
ผลการศึกษาค้นคว้าพบว่า การจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะพูด
ภาษาอังกฤษโดยใช้เกมส่งผลให้นักเรียนมีการพัฒนาระดับความ
สามารถทักษะทางการพูดอังกฤษ ในด้านความคล่องแคล่ว สามารถ
44




พูดให้ผู้อื่นเข้าใจ ข้อความที่นำามาสื่อสารมีคุณภาพ การออกเสียง
ถูกต้องชัดเจนอยู่ในระดับดี การใช้เกมในการจัดกิจกรรมการเรียน
การสอนยังส่งผลให้นักเรียนมีพฤติกรรมการเรียนภาษาอังกฤษอยู่
ในระดับดีมากทั้ง 3 ด้าน ได้แก่ ความสนใจ ความกระตือรือร้น และ
ความตั้งใจในการประกอบกิจกรรม มีพฤติกรรม 2 ด้านที่อยู่ใน
ระดับดี ได้แก่ ความพยายามที่จะสื่อสารโดยใช้ภาษาพูดและท่าทาง
และความพยายามที่จะไม่ใช้ภาษาไทยในห้องเรียน การจัดกิจกรรม
การเรียนการสอนเพื่อพัฒนาทักษะการพูดภาษาอังกฤษโดยใช้เกม
ประกอบการเรียน ทำาให้นักเรียนมีเจตคติที่ดีต่อภาษาอังกฤษ และ
ในด้านพฤติกรรมของนักเรียนสังเกตพบว่านักเรียนมีความ
กระตือรือร้น มีความพยายามที่จะสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษ
สนุกสนานในการเรียนส่งผลให้นักเรียนมีระดับความสามารถใน
การพูดภาษาอังกฤษอยู่ในระดับพอใช้
          จินตนา พรหมเมตตา (2548 : บทคัดย่อ) ได้ทำาการศึกษา
เรื่อง การพัฒนาแผนการเรียนรู้ภาษาอังกฤษโดยใช้กิจกรรมเกม
และเพลง ซึ่งจินตนาได้กล่าวไว้ว่าพระราชบัญญัติการศึกษาแห่ง
ชาติ พ.ศ.2542 การจัดการเรียนรู้ กำาหนดให้ผู้สอนจัดเนื้อหาสาระ
และกิจกรรมการเรียนรู้อย่างหลากหลาย เพื่อให้เหมาะสมกับ
ธรรมชาติ ความต้องการความสนใจและความถนัดของผู้เรียน
แผนการเรียนรู้เป็นเสมือนเครื่องมือที่จะเป็นแนวทางในการจัดการ
เรียนรู้ได้บรรลุตามวัตถุประสงค์ที่ต้องการ สำาหรับการเรียนการสอน
ภาษาอังกฤษการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนเพื่อให้บรรลุ
วัตถุประสงค์ไม่ประสบผลสำาเร็จเท่าที่ควร เนื่องจากยังขาดวิธีการ
สอนและสื่อการเรียนรู้ที่ดีที่จะทำาให้ผู้เรียนเรียนรู้ได้อย่างมีความสุข
สนุกกับการเรียนซึ่งการสอนโดยใช้เกมและเพลงเป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะ
ช่วยแก้ปัญหานี้ได้ ดังนั้น โดยสรุปการพัฒนาแผนการเรียนรู้ภาษา
อังกฤษโดยใช้กิจกรรมเกมและเพลง กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่าง
ประเทศ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 เป็นแผนการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ
จึงควรส่งเสริมให้มีการนำาแผนการเรียนรู้ภาษาอังกฤษโดยใช้
กิจกรรมเกมและเพลง ไปประยุกต์ใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียน
การสอนประกอบหน่วยการเรียนรู้ และระดับชั้นเรียนอื่นต่อไป
       ดวงนภา ขาวสุข (2549 : บทคัดย่อ) ได้ทำาการศึกษาเรื่อง
การฝึกการออกเสียงภาษาอังกฤษโดยใช้เกม ซึ่งเกมนั้น เป็นเทคนิค
ที่นำามาใช้ประกอบการเรียนการสอนภาษาอังกฤษได้เป็นอย่างดี
เพราะนักเรียนได้ใช้ภาษาตามสถานการณ์ที่กำาหนดให้ ผลการวิจัย
ปฏิบัติการพบว่า วงจรที่ 1 นักเรียนออกเสียงท้ายคำาได้ชัดเจนถูก
45




ต้องสามารถแยกเสียงได้และออกเสียงเน้นหนักในคำาได้ถูกต้องแต่มี
ปัญหาการใช้เกมเพื่อฝึกทำานองเสียงคือเกมที่ใช้ไม่เหมาะสม
ประโยคที่ใช้ฝึกพูดยาวทำาให้ออกเสียงทำานองเสียงไม่ถูก วงจรที่ 2
นักเรียนออกเสียงท้ายคำาได้ถูกต้องชัดเจน ส่วนการใช้เกมเพื่อฝึก
ทำานองเสียงผู้ศึกษาค้นคว้าแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในวงจรที่ 1 โดย
เปลี่ยนเกมและเพิ่มการฝึกมากขึ้นโดยใช้เกม 2 เกม และให้ฝึก
ประโยคที่สั้นกว่าวงจรที่ 1 พบว่า นักเรียนออกเสียงทำานองเสียงถูก
ต้องชัดเจนมากขึ้นแต่นักเรียนยังออกเสียงตกหล่น คำาบางคำาขาด
หายไปและออกเสียงไม่ชัดเจน วงจรที่ 3 นักเรียนออกเสียงท้ายคำา
และเสียงเน้นหนักในคำาได้ชัดเจน ถูกต้อง คล่องแคล่ว ส่วนการฝึก
ทำานองเสียงในวงจรที่ 3 ผูศึกษาค้นคว้าได้แก้ปัญหาเกมที่ไม่เหมาะ
                          ้
สมโดยการเปลี่ยนเกมซึ่งมีกติกาที่เน้นการออกเสียงได้ถูกต้องและ
เห็นความแตกต่างในการออกเสียงได้อย่างชัดเจน แต่ยังพบปัญหา
นักเรียนไม่สนุกสนาน เนื่องจากลักษณะของเกมไม่มีการเคลื่อนไหว
วงจรที่ 4 นักเรียนออกเสียงท้ายคำาได้ชัดเจนถูกต้อง ออกเสียงเน้น
หนักในคำาพยางค์หน้าได้ถูกต้องมากว่าการออกเสียงเน้นหนัก 2
และ 3 พยางค์ ผู้ศึกษาค้นคว้าแกปัญหาเกมที่ใช้ไม่เหมาะสมโดย
การใช้เกมที่มีการเคลื่อนไหว พบว่า นักเรียนออกเสียงทำานองเสียง
ได้ชัดเจน ถูกต้อง คล่องแคล่ว และรวดเร็ว
       2. งานวิจัยต่างประเทศ
          ลิงเจน (Ling Jen. 2004 : website) ได้ทำาการศึกษา
เรื่องการใช้เกมภาษาในชั้นเรียน ESL ซึ่งลิงเจนได้ทำาการศึกษา
ตรวจสอบขั้นตอนและปัญหาที่พบในการใช้เกมภาษาของครูภาษา
อังกฤษจำานวน 45 คน ของมหาวิทยาลัย Taman, John Bharu
โดยจุดมุ่งหมายในการศึกษาในครั้งนี้คือ เพื่อเป็นการหาข้อมูลเกี่ยว
กับการใช้เกมภาษาในชั้นเรียน ESL ซึ่งเครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา
ในครั้งนี้มีชุดของแบบสอบถามและชุดเกมภาษาที่ใช้ในชั้นเรียน
ESL โดยผู้ตอบแบบสอบถามได้บ่งบอกถึงปัญหาที่เกิดขึ้นในชั้น
เรียน เช่น การใช้เวลาที่ค่อนข้างมากในการจัดกิจกรรมที่มุ่งเน้นใน
ไปความสนุกสนานจนเกินไปและอีกปัญหาหลักที่พบในการดำาเนิน
กิจกรรมเกมภาษาคือ ผู้เรียนยังมีความสามารถในการใช้ภาษาที่ตำ่า
จากผลการศึกษาในครั้งนี้พบว่าครูผู้สอนที่เข้าร่วมตอบ
แบบสอบถาม ได้ชี้แนะแนวทางในการแก้ไขปัญหาที่เกิดจากการใช้
เกมภาษาว่า ควรมีการจัดหลักสูตรที่มีการบรูณาเกมภาษาเข้าไป
เป็นส่วนหนึ่งในการเรียนการสอน ซึ่งจะส่งผลให้การจัดกิจกรรม
เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
46




          เยนฮุยหวัง (Yen Hui Wang. 2010 : website) ได้
ทำาการศึกษาเรื่องการใช้เกมภาษาเพื่อการสื่อสารในการเรียนการ
สอนภาษาอังกฤษ ซึ่งเยนฮุยหวัง ได้ทำาการศึกษากับครูผู้สอน
โรงเรียนประถมในไต้หวัน จำานวน 150 คน โดยจุดมุ่งหมายของ
งานวิจัยนี้คือ ศึกษาผลของการพัฒนาการสื่อสารจากการใช้เกม
ภาษาในการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ ซึ่งเครื่องมือที่ใช้ในการ
วิจัยครั้งนี้คือแบบสอบถามการสำารวจเกี่ยวกับการใช้เกมภาษาเพื่อ
การสื่อสารในการเรียนภาษาอังกฤษ ผลของการวิจัยชี้ให้เห็นว่า
ปัญหาที่พบในการใช้เกมภาษาคือความสามารถในการใช้ภาษา
ของผู้เรียนที่แตกต่างกัน ซึ่งผู้เรียนแต่ละคนมีลักษณะการเรียนรู้
และความต้องการที่แตกต่างกัน จากปัญหาที่พบจึงชี้ให้เห็นว่าใน
การใช้เกมภาษาในการสื่อสารควรมีการเพิ่มความยืดหยุ่นและสร้าง
ความดึงดูดความสนในใจเพื่อให้ผู้เรียนเกิดทัศนคติที่ดีต่อการเรียน
ภาษาที่สอง
          พอล ไบรโอดี้ (Paul Briody. 2011 : website) ได้
ทำาการศึกษาผลของการใช้เกมในการสอนภาษาสำาหรับเด็ก โดย
ทำาการศึกษากับนักเรียน EFL ระดับหก จำานวน 50 คน จาก
โรงเรียนประถมแห่งหนึ่ง โดยการวิจัยเชิงปริมาณและคุณภาพ ซึ่ง
ความมุ่งหมายของการวิจัยในครั้งนี้คือศึกษาผลรวมของการใช้เกม
ในการพัฒนาความสามารถทางภาษาอังกฤษของผู้เรียนเช่น การ
พัฒนาทางด้านคำาศัพท์ ความวิตกกังวลในการทำากิจกรรมที่เกิดจาก
ความกดดันของเพื่อน ซึ่งผลของการวิจัยในครั้งนี้ปรากฏว่าผู้เรียน
มีพัฒนาการทางด้านภาษาอังกฤษที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน ทั้งทางด้าน
พัฒนาการทางด้านคำาศัพท์และระดับความวิตกกังวลที่ลดลงในการ
ทำากิจกรรมร่วมกับเพื่อน แสดงให้เห็นว่าเกมภาษาสามารถช่วยให้ผู้
เรียนเกิดการพัฒนาทักษะทางด้านภาษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

บทที่ ๒.๒

  • 1.
    7 สามารถถ่ายทอดความคิดและวัฒนธรรมไทยไปยังสังคมโลกได้ อย่างสร้างสรรค์ ประกอบด้วยสาระสำาคัญ ดังนี้ 1. ภาษาเพื่อการสื่อสารการใช้ภาษาต่างประเทศใน การฟัง-พูด-อ่าน-เขียน แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารแสดงความรู้สึก และความคิดเห็น ตีความ นำาเสนอข้อมูลความคิดรวบยอดและความ- คิดเห็นในเรื่องต่างๆ และสร้างความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลอย่าง เหมาะสม 2. ภาษาและวัฒนธรรม การใช้ภาษาต่างประเทศตาม วัฒนธรรมของเจ้าของภาษาความสัมพันธ์ ความเหมือน ความแตก ต่างระหว่างภาษาและวัฒนธรรมของเจ้าของภาษากับภาษา และ วัฒนธรรมไทย และนำาไปใช้อย่างเหมาะสม 3. ภาษากับความสัมพันธ์กับกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่นการ ใช้ภาษาต่างประเทศในการเชื่อมโยงความรู้กับกลุ่มสาระการเรียนรู้ อืนเป็นพื้นฐานในการพัฒนา แสวงหาความรู้และเปิดโลกทัศน์ของ ่ ตน 4. ภาษากับความสัมพันธ์กับชุมชนและโลกการใช้ภาษา ต่างประเทศในสถานการณ์ ต่างๆ ทังในห้องเรียนและนอกห้องเรียน ้ ชุมชน และสังคมโลก เป็นเครืองมือพืนฐานในการศึกษาต่อ ประกอบ ่ ้ อาชีพและแลกเปลียนเรียนรูกบสังคมโลก ่ ้ ั 3. คุณภาพผู้เรียน จบชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 1. ปฏิบัติตามคำาสั่ง คำาขอร้องที่ฟัง อ่านออกเสียงตัว อักษร คำา กลุ่มคำา ประโยคง่ายๆ และบทพูดเข้้าจังหวะง่ายๆถูก ต้องตามหลักการอ่าน บอกความหมายของคำาและกลุ่มคำาที่ฟังตรง ตามความหมาย ตอบคำาถามจากการฟังหรืออ่านประโยคบทสนทนา หรือนิทานง่ายๆ 2. พูดโต้ตอบด้วยคำาสั้นๆง่ายๆในการสื่อสารระหว่าง บุคคลตามแบบที่ฟัง ใช้คำาสั่งและคำาขอร้องง่ายๆ บอกความต้องการ ง่ายๆของตนเอง พูดขอและให้ข้อมูลเกี่ยวกับตนเองและเพื่อนบอก ความรู้สึกของตนเองเกี่ยวกับสิ่งต่างๆใกล้ตัวหรือกิจกรรมต่างๆตาม แบบที่ฟัง 3. พูดให้ขอมูลเกียวกับตนเองและเรืองใกล้ตว จัดหมวดหมู่ ้ ่ ่ ั คำาตามประเภทของบุคคล สัตว์ และสิงของตามทีฟงหรืออ่าน ่ ่ ั 4. พูดและทำาท่าประกอบตามมารยาทสังคม/วัฒนธรรม ของเจ้าของภาษาบอกชื่อและคำาศัพท์ง่ายๆเกี่ยวกับเทศกาล/วัน
  • 2.
    8 สำาคัญ/งานฉลองและชีวิตความเป็นอยู่ของเจ้าของภาษา เข้าร่วม กิจกรรมทางภาษาและวัฒนธรรมที่เหมาะกับวัย 5. บอกความแตกต่างของเสียงตัวอักษร คำา กลุ่มคำา และ ประโยคง่ายๆของภาษาต่างประเทศและภาษาไทย 6. บอกคำาศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่น 7. ฟัง/พูดในสถานการณ์ง่ายๆที่เกิดขึ้นในห้องเรียน 8. ใช้ภาษาต่างประเทศเพื่อรวบรวมคำาศัพท์ที่เกี่ยวข้อง ใกล้ตัว 9. มีทักษะการใช้ภาษาต่างประเทศ (เน้นการฟัง-พูด) สือสารตามหัวเรื่องเกี่ยวกับตนเอง ครอบครัว โรงเรียน สิ่งแวดล้อม ่ ใกล้ตัว อาหาร เครื่องดื่ม เวลาว่างและนันทนาการภายใน วงคำา ศัพท์ประมาณ 300-450 คำา (คำาศัพท์ที่เป็นรูปธรรม) 10. ใช้ประโยคคำาเดียว (One Word Sentence) ประโยคเดี่ยว (Simple Sentence) ในการสนทนาโต้ตอบตาม สถานการณ์ในชีวิตประจำาวัน จบชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 1. ปฏิบัติตามคำาสั่ง คำาขอร้องและคำาแนะนำาที่ฟังและ อ่าน อ่านออกเสียงประโยค ข้อความ นิทานและบทกลอนสั้นๆถูก ต้องตามหลักการอ่านเลือก/ระบุประโยคและข้อความตรงตามความ หมายของสัญลักษณ์หรือเครื่องหมายที่อ่าน บอกใจความสำาคัญและ ตอบคำาถามจากการฟังและอ่าน บทสนทนา นิทานง่ายๆและเรื่องเล่า 2. พูด/เขียนโต้ตอบในการสื่อสารระหว่างบุคคลใช้คำา สั่ง คำาขอร้องและให้คำาแนะนำา พูด/เขียนแสดงความต้องการ ขอ ความช่วยเหลือ ตอบรับและปฏิเสธการให้ความช่วยเหลือใน สถานการณ์ง่ายๆ พูดและเขียนเพื่อขอและให้ข้อมูลเกี่ยวกับตนเอง เพื่อน ครอบครัว และเรื่องใกล้ตัว พูด/เขียนแสดงความรู้สึกเกี่ยวกับ เรื่องต่างๆใกล้ตัว กิจกรรมต่างๆพร้อมทั้งให้เหตุผลสั้นๆประกอบ 3. พูด/เขียนให้ขอมูลเกี่ยวกับตนเอง เพื่อนและสิ่ง ้ แวดล้อมใกล้ตัว เขียนภาพแผนผัง แผนภูมิ และตารางแสดงข้อมูล ต่างๆที่ฟังและอ่าน พูด/เขียนแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องต่างๆ ใกล้ตัว 4. ใช้ถ้อยคำานำ้าเสียงและกิริยาท่าทางอย่างสุภาพ เหมาะสมตามมารยาทสังคมและวัฒนธรรมของเจ้าของภาษา ให้ ข้อมูลเกี่ยวกับเทศกาล/วันสำาคัญ/งานฉลอง/ชีวิตความเป็นอยู่ของ เจ้าของภาษา เข้าร่วมกิจกรรมทางภาษาและวัฒนธรรมตามความ สนใจ
  • 3.
    9 5. บอกความเหมือน/ความแตกต่างระหว่างการออก เสียงประโยคชนิดต่างๆ การใช้เครื่องหมายวรรคตอนและการลำาดับ คำาตามโครงสร้างประโยคของภาษาต่างประเทศและภาษาไทย เปรียบเทียบความเหมือน/ความแตกต่างระหว่างเทศกาล งานฉลอง และประเพณีของเจ้าของภาษากับของไทย 6. ค้นคว้า รวบรวมคำาศัพท์ทเกียวข้องกับกลุมสาระการ ี่ ่ ่ เรียนรูอนจากแหล่งการเรียนรู้ และนำาเสนอด้วยการพูด/การเขียน ้ ื่ 7. ใช้ภาษาสื่อสารในสถานการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นใน ห้องเรียนและสถานศึกษา 8. ใช้ภาษาต่างประเทศในการสืบค้นและรวบรวมข้อมูล ต่างๆ 9. มีทักษะการใช้ภาษาต่างประเทศ (เน้นการฟัง-พูด- อ่าน-เขียน) สือสารตามหัว-เรื่องเกี่ยวกับตนเอง ครอบครัว โรงเรียน ่ สิงแวดล้อม อาหาร เครืองดืม เวลาว่างและนันทนาการ สุขภาพและ ่ ่ ่ สวัสดิการ การซือ-ขายและลมฟ้าอากาศภายในวงคำาศัพท์ประมาณ ้ 1,050-1,200 คำา (คำาศัพท์ทเป็นรูปธรรมและนามธรรม) ี่ 10. ใช้ประโยคเดี่ยวและประโยคผสม (Compound Sentences) สือความหมายตามบริบทต่าง ๆ ่ จบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 1. ปฏิบัติตามคำาขอร้อง คำาแนะนำา คำาชี้แจง และคำา อธิบายที่ฟังและอ่านอ่านออกเสียงข้อความ ข่าว โฆษณา นิทาน และบทร้อยกรองสั้นๆถูกต้องตามหลักการอ่านระบุ/เขียนสื่อที่ไม่ใช่ ความเรียงรูปแบบต่างๆสัมพันธ์กับประโยคและข้อความที่ฟังหรือ อ่านเลือก/ระบุหัวข้อเรื่อง ใจความสำาคัญ รายละเอียดสนับสนุน และ แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องที่ฟังและอ่านจากสื่อประเภทต่างๆ พร้อมทั้งให้เหตุผลและยกตัวอย่างประกอบ 2. สนทนาและเขียนโต้ตอบข้อมูลเกี่ยวกับตนเองและ เรื่องต่างๆใกล้ตัว สถานการณ์ ข่าว เรื่องที่อยู่ในความสนใจของ สังคมและสื่อสารอย่างต่อเนื่องและเหมาะสมใช้คำาขอร้อง คำาชี้แจง และคำาอธิบาย ให้คำาแนะนำาอย่างเหมาะสม พูดและเขียนแสดงความ ต้องการ เสนอและให้ความช่วยเหลือ ตอบรับและปฏิเสธการให้ ความช่วยเหลือ พูดและเขียนเพื่อขอและให้ข้อมูล บรรยาย อธิบาย เปรียบเทียบ และแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องที่ฟังหรืออ่านอย่าง เหมาะสม พูดและเขียนบรรยายความรู้สึกและความคิดเห็นของ ตนเองเกี่ยวกับเรื่องต่างๆ กิจกรรม ประสบการณ์ และข่าว/ เหตุการณ์ พร้อมทั้งให้เหตุผลประกอบอย่างเหมาะสม
  • 4.
    10 3. พูดและเขียนบรรยายเกี่ยวกับตนเอง ประสบการณ์ ข่าว/เหตุการณ์/เรื่อง/ประเด็นต่างๆที่อยู่ในความสนใจของสังคม พูด และเขียนสรุปใจความสำาคัญ/แก่นสาระ หัวข้อเรื่องที่ได้จากการ วิเคราะห์เรื่อง/ข่าว/เหตุการณ์/สถานการณ์ที่อยู่ในความสนใจ พูด และเขียนแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับกิจกรรม ประสบการณ์ และ เหตุการณ์พร้อมให้เหตุผลประกอบ 4. เลือกใช้ภาษา นำ้าเสียง และกิริยาท่าทางเหมาะกับ บุคคลและโอกาสตามมารยาทสังคมและวัฒนธรรมของเจ้าของ ภาษาอธิบายเกี่ยวกับชีวิตความเป็นอยู่ขนบธรรมเนียมและประเพณี ของเจ้าของภาษาเข้าร่วม/จัดกิจกรรมทางภาษาและวัฒนธรรมตาม ความสนใจ 5. เปรียบเทียบและอธิบายความเหมือนและความแตก ต่างระหว่างการออกเสียงประโยคชนิดต่างๆและการลำาดับคำาตาม โครงสร้างประโยคของภาษาต่างประเทศและภาษาไทยเปรียบเทียบ และอธิบายความเหมือนและความแตกต่างระหว่างชีวิตความเป็นอยู่ และวัฒนธรรมของเจ้าของภาษากับของไทย และนำาไปใช้อย่าง เหมาะสม 6. ค้นคว้า รวบรวมและสรุปข้อมูล/ข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้อง กับกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่นจากแหล่งการเรียนรู้ และนำาเสนอด้วย การพูดและการเขียน 7. ใช้ภาษาสื่อสารในสถานการณ์จริง/สถานการณ์ จำาลองที่เกิดขึ้นในห้องเรียนสถานศึกษาชุมชน และสังคม 8. ใช้ภาษาต่างประเทศในการสืบค้น/ค้นคว้า รวบรวม และสรุปความรู/ข้อมูลต่างๆ จากสื่อและแหล่งการเรียนรู้ต่างๆใน ้ การศึกษาต่อและประกอบอาชีพ เผยแพร่/ประชาสัมพันธ์ข้อมูล ข่าวสารของโรงเรียน ชุมชน และท้องถิ่นเป็นภาษาต่างประเทศ 9. มีทักษะการใช้ภาษาต่างประเทศ (เน้นการฟัง-พูด- อ่าน-เขียน) สือสารตามหัว-เรื่องเกี่ยวกับตนเอง ครอบครัว โรงเรียน ่ สิ่งแวดล้อม อาหาร เครื่องดื่ม เวลาว่างและนันทนาการ สุขภาพและ สวัสดิการ การซื้อ-ขาย ลมฟ้าอากาศ การศึกษาและอาชีพ การเดิน ทางท่องเที่ยวการบริการ สถานที่ ภาษา และวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยี ภายในวงคำาศัพท์ประมาณ 2,100 - 2,250 คำา (คำาศัพท์ ที่เป็นนามธรรมมากขึ้น) 10. ใช้ประโยคผสมและประโยคซับซ้อน (Complex Sentences) สือความหมายตามบริบทต่างๆ ในการสนทนาทั้งที่เป็น ่ ทางการและไม่เป็นทางการ
  • 5.
    11 จบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 1. ปฏิบัติตามคำาแนะนำาในคู่มือการใช้งานต่างๆ คำา ชี้แจง คำาอธิบายและคำาบรรยายที่ฟังและอ่าน อ่านออกเสียง ข้อความ ข่าว ประกาศ โฆษณา บทร้อยกรองและบทละครสั้นถูก ต้องตามหลักการอ่าน อธิบายและเขียนประโยคและข้อความ สัมพันธ์กับสื่อที่ไม่ใช่ความเรียงรูปแบบต่างๆที่อ่าน รวมทั้งระบุและ เขียนสื่อที่ไม่ใช่ความเรียงรูปแบบต่างๆ สัมพันธ์กับประโยคและ ข้อความที่ฟังหรืออ่าน จับใจความสำาคัญ วิเคราะห์ความ สรุปความ ตีความ และแสดงความคิดเห็นจากการฟังและอ่านเรื่องที่เป็นสารคดี และบันเทิงคดีพร้อมทั้งให้เหตุผลและยกตัวอย่างประกอบ 2. สนทนาและเขียนโต้ตอบข้อมูลเกี่ยวกับตนเองและ เรื่องต่างๆใกล้ตัว ประสบการณ์ สถานการณ์ข่าว/เหตุการณ์ ประเด็นที่อยู่ในความสนใจและสื่อสารอย่างต่อเนื่องและเหมาะสม เลือกและใช้คำาขอร้อง คำาชี้แจง คำาอธิบาย และให้คำาแนะนำา พูด และเขียนแสดงความต้องการ เสนอและให้ความช่วยเหลือ ตอบรับ และปฏิเสธการให้ความช่วยเหลือในสถานการณ์จำาลองหรือ สถานการณ์จริงอย่างเหมาะสม พูดและเขียนเพื่อขอและให้ข้อมูล บรรยาย อธิบาย เปรียบเทียบ และแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่อง/ ประเด็น/ข่าว/เหตุการณ์ที่ฟังและอ่านอย่างเหมาะสม พูดและเขียน บรรยายความรู้สึกและแสดงความคิดเห็นของตนเองเกี่ยวกับเรื่อง ต่างๆ กิจกรรม ประสบการณ์ และข่าว/เหตุการณ์อย่างมีเหตุผล 3. พูดและเขียนนำาเสนอข้อมูลเกี่ยวกับตนเอง/ ประสบการณ์ ข่าว/เหตุการณ์ เรื่องและประเด็นต่างๆตาม ความสนใจ พูดและเขียนสรุปใจความสำาคัญ แก่นสาระที่ได้จากการ วิเคราะห์เรื่อง กิจกรรม ข่าว เหตุการณ์ และสถานการณ์ตามความ สนใจ พูดและเขียนแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับกิจกรรม ประสบการณ์ และเหตุการณ์ทั้งในท้องถิ่น สังคม และโลกพร้อมทั้ง ให้เหตุผลและยกตัวอย่างประกอบ 4. เลือกใช้ภาษานำ้าเสียงและกิริยาท่าทางเหมาะกับระดับ ของบุคคล เวลา โอกาสและสถานที่ตามมารยาทสังคมและ วัฒนธรรมของเจ้าของภาษา อธิบาย/อภิปรายวิถีชีวิต ความคิด ความเชื่อ และที่มาของขนบธรรมเนียมและประเพณีของเจ้าของ ภาษา เข้าร่วม แนะนำา และจัดกิจกรรมทางภาษาและวัฒนธรรม อย่างเหมาะสม 5. อธิบาย/เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างโครงสร้าง ประโยค ข้อความ สำานวน คำาพังเพย สุภาษิต และบทกลอนของภาษา
  • 6.
    12 ต่างประเทศและภาษาไทยวิเคราะห์/อภิปรายความเหมือน และความ แตกต่างระหว่างวิถชวตความเชือ และวัฒนธรรมของเจ้าของภาษากับ ี ี ิ ่ ของไทย และนำาไปใช้อย่างมีเหตุผล 6. ค้นคว้า/สืบค้น บันทึก สรุป และแสดงความคิดเห็น เกี่ยวกับข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่นจากแหล่งเรียน รู้ต่างๆ และนำาเสนอด้วยการพูดและการเขียน 7. ใช้ภาษาสื่อสารในสถานการณ์จริง/สถานการณ์ จำาลองที่เกิดขึ้นในห้องเรียนสถานศึกษา ชุมชน และสังคม 8. ใช้ภาษาต่างประเทศในการสืบค้น/ค้นคว้า รวบรวม วิเคราะห์และสรุปความรู้/ข้อมูลต่างๆจากสื่อและแหล่งการเรียนรู้ ต่างๆในการศึกษาต่อและประกอบอาชีพ เผยแพร่/ประชาสัมพันธ์ ข้อมูล ข่าวสารของโรงเรียน ชุมชน และท้องถิ่น/ประเทศชาติเป็น ภาษาต่างประเทศ 9. มีทักษะการใช้ภาษาต่างประเทศ (เน้นการฟัง-พูด- อ่าน-เขียน) สือสารตาม ่ หัวเรื่องเกี่ยวกับตนเอง ครอบครัว โรงเรียน สิ่งแวดล้อม อาหาร เครื่องดื่ม ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล เวลาว่างและนันทนาการ สุขภาพและสวัสดิการ การซื้อ-ขาย ลมฟ้า อากาศ การศึกษาและอาชีพ การเดินทางท่องเที่ยว การ บริการ สถานที่ ภาษา และวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีภายในวงคำา ศัพท์ประมาณ 3,600 - 3,750 คำา (คำาศัพท์ที่มีระดับการใช้แตกต่าง กัน) 10. ใช้ประโยคผสมและประโยคซับซ้อนสื่อความหมาย ตามบริบทต่างๆ ในการสนทนาทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ 4. สาระและมาตรฐานการเรียนรู้ สาระที่ 1 ภาษาเพื่อการสื่อสาร มาตรฐาน ต 1.1 เข้าใจและตีความเรื่องที่ฟังและอ่าน จากสื่อประเภทต่างๆ และแสดงความคิดเห็นอย่างมีเหตุผล มาตรฐาน ต 1.2 มีทักษะการสื่อสารทางภาษาในการ แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารแสดงความรู้สึก และความคิดเห็น อย่างมีประสิทธิภาพ มาตรฐาน ต 1.3 การพูดและการเขียน สาระที่ 2 ภาษาและวัฒนธรรม
  • 7.
    13 มาตรฐาน ต 2.1 เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างภาษากับ วัฒนธรรมของเจ้าของภาษา และนำาไปใช้ได้อย่างเหมาะสมกับ กาลเทศะ มาตรฐาน ต 2.2 เข้าใจความเหมือนและความแตก ต่างระหว่างภาษาและวัฒนธรรมของเจ้าของภาษากับภาษาและ วัฒนธรรมไทย และนำามาใช้อย่างถูกต้องและเหมาะสม สาระที่ 3 ภาษากับความสัมพันธ์กับกลุ่มสาระการเรียนรู้ อืน ่ มาตรฐาน ต 3.1 ใช้ภาษาต่างประเทศในการเชื่อมโยง ความรู้กับกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่น และเป็นพื้นฐานในการพัฒนา แสวงหาความรู้ และเปิดโลกทัศน์ของตน สาระที่ 4 ภาษากับความสัมพันธ์กับชุมชนและโลก มาตรฐาน ต 4.1 ใช้ภาษาต่างประเทศในสถานการณ์ ต่างๆ ทั้งในสถานศึกษาชุมชนและสังคม มาตรฐาน ต 4.2 ใช้ภาษาต่างประเทศเป็นเครื่องมือ พื้นฐานในการศึกษาต่อการประกอบอาชีพ และการแลกเปลี่ยน เรียนรู้กับสังคมโลก 5. ตัวชี้วัดชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 สาระที่ 1 ภาษาเพื่อการสื่อสาร มาตรฐาน ต 1.1 เข้าใจและตีความเรื่องที่ฟังและอ่าน จากสื่อประเภทต่างๆ และแสดงความคิดเห็นอย่างมีเหตุผล ต 1.1.1 ปฏิบัติตามคำาสั่ง คำาขอร้อง และคำาแนะนำา (Instructions) ง่ายๆ ที่ฟังหรืออ่าน ต 1.1.2 อ่านออกเสียงคำา สะกดคำา อ่านกลุ่มคำา ประโยค ข้อความง่ายๆ และบทพูดเข้าจังหวะ ถูกต้องตามหลักการ อ่าน ต 1.1.3 เลือก/ระบุภาพ หรือ สัญลักษณ์ หรือ เครื่องหมาย ตรงตามความหมายของ ประโยคและ ข้อความสั้นๆ ที่ ฟังหรืออ่าน ต 1.1.4 ตอบคำาถามจากการฟังและอ่าน ประโยค บทสนทนา และนิทานง่ายๆ มาตรฐาน ต 1.2 มีทักษะการสื่อสารทางภาษาในการ แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร แสดงความรู้สึกและความคิดเห็นอย่างมี ประสิทธิภาพ
  • 8.
    14 ต 1.2.1 พูด/เขียนโต้ตอบในการสื่อสารระหว่าง บุคคล ต 1.2.2 ใช้คำาสั่ง คำาขอร้อง และคำาขออนุญาตง่ายๆ ต 1.2.3 พูด/เขียนแสดงความต้องการของตนเอง และขอความช่วยเหลือในสถานการณ์ง่ายๆ ต 1.2.4 พูด/เขียนเพื่อขอและให้ข้อมูลเกี่ยวกับ ตนเองเพื่อนและครอบครัว ต 1.2.5 พูดแสดงความรู้สึกของตนเองเกี่ยวกับ เรื่องต่างๆ ใกล้ตัว และกิจกรรมต่างๆตามแบบทีฟง ่ ั มาตรฐาน ต 1.3 นำาเสนอข้อมูลข่าวสาร ความคิดรวบ ยอด และความคิดเห็นในเรื่องต่างๆ โดยการพูดและการเขียน ต 1.3.1 พูด/เขียนให้ข้อมูลเกี่ยวกับตนเองและ เรื่องใกล้ตัว ต 1.3.2 พูด/วาดภาพแสดง ความสัมพันธ์ของสิ่งต่างๆ ใกล้ตัวตามที่ฟังหรืออ่าน ต 1.3.3 พูดแสดงความคิดเห็นง่ายๆ เกี่ยวกับเรือง ่ ต่างๆ ใกล้ตว ั สาระที่ 2 ภาษาและวัฒนธรรม มาตรฐาน ต 2.1 เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างภาษากับ วัฒนธรรมของเจ้าของภาษา และนำาไปใช้ได้อย่างเหมาะสมกับ กาลเทศะ ต 2.1.1 พูดและทำาท่า ประกอบ อย่างสุภาพ ตาม มารยาทสังคม และวัฒนธรรมของเจ้าของภาษา ต 2.1.2 ตอบคำาถามเกี่ยวกับเทศกาล/วันสำาคัญ/ งานฉลองและชีวิตความเป็นอยู่ ง่ายๆ ของเจ้าของภาษา ต 2.1.3 เข้าร่วมกิจกรรมทางภาษาและ วัฒนธรรมที่เหมาะกับวัย มาตรฐาน ต 2.2 เข้าใจความเหมือนและความแตก ต่างระหว่างภาษาและวัฒนธรรมของเจ้าของภาษากับภาษาและ วัฒนธรรมไทย และนำามาใช้อย่างถูกต้องและเหมาะสม ต 2.2.1 บอกความแตกต่างของของเสียงตัวอักษร คำา กลุ่มคำา ประโยค และข้อความของภาษา ต่างประเทศและภาษา ไทย ต 2.2.2 บอกความเหมือน/ความแตกต่าง ระหว่างเทศกาลและงานฉลอง ตามวัฒนธรรมของ เจ้าของภาษา กับของไทย
  • 9.
    15 สาระที่ 3 ภาษากับความสัมพันธ์กับกลุ่มสาระการเรียนรู้ อืน ่ มาตรฐาน ต 3.1 ใช้ภาษาต่างประเทศในการเชื่อมโยง ความรู้กับสาระการเรียนรู้อื่นและเป็นพื้นฐานในการพัฒนา แสวงหา ความรู้ และเปิดโลกทัศน์ของตน ต 3.1.1 ค้นคว้า รวบรวมคำาศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับกลุ่ม สาระการเรียนรู้อื่นและนำาเสนอด้วยการพูด/การเขียน สาระที่ 4 ภาษากับความสัมพันธ์กับชุมชนโลก มาตรฐาน ต 4.1 ใช้ภาษาต่างประเทศในสถานการณ์ ต่างๆทั้งในสถานศึกษาชุมชน และสังคม ต 4.1.1 ฟังและพูด/อ่าน ในสถานการณ์ที่เกิดขึ้นใน ห้องเรียนและสถานศึกษา มาตรฐาน ต 4.2 ใช้ภาษา ต่างประเทศเป็นเครื่องมือพื้นฐานในการศึกษาต่อการประกอบอาชีพ และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับสังคมโลก ต 4.2.1 ใช้ภาษา ต่างประเทศในการสืบค้นและ รวบรวมข้อมูลต่างๆ 6. คำาอธิบายรายวิชาและหน่วยการเรียนรู้ชั้นประถมศึกษา ปีที่ 4 ตามหลักสูตรการศึกษา ขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 6.1 คำาอธิบายรายวิชา กรมวิชาการ (2546 : 90) ได้กำาหนดคำาอธิบาย รายวิชาและหน่วยการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ สาระการเรียนรู้พื้นฐาน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ตามหลักสูตรการ ศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 ดังนี้ เข้าใจคำาสั่ง คำาขอร้อง ภาษาท่าทาง และคำาแนะนำาในสถานศึกษา อ่านออกเสียงคำา กลุ่มคำา และประโยคง่ายๆ ตามหลักการอ่านออกเสียง เข้าใจประโยค ข้อ ความสั้นๆ บทสนทนาและเรื่องสั้น ใช้ภาษาง่ายๆ เพื่อสร้างความ สัมพันธ์ระหว่างบุคคล แสดงความต้องการของตน แลกเปลี่ยนความ คิดเห็นแสดงความรู้สึกและบอกเหตุผล ขอและให้ข้อมูลง่ายๆ อธิบายเกี่ยวกับบุคคลและสิ่งต่างๆ ที่พบเห็นในชีวิตประจำาวัน ตนเอง ครอบครัว โรงเรียน อาหาร เครื่องดื่ม เวลาว่าง นันทนาการ การซื้อ ขาย ลมฟ้าอากาศ นำาเสนอความคิดรวบยอด ความคิดเห็นเกี่ยวกับ เรื่องต่างๆ ที่ใกล้ตัวได้อย่างมีเหตุผล นำาเสนอบทเพลง บทกวี ตาม ความสนใจด้วยความสนุกสนาน เข้าใจรูปแบบ พฤติกรรมและการ ใช้ถ้อยคำา สำานวน ในการติดต่อปฏิสัมพันธ์ตามวัฒนธรรมของ เจ้าของภาษา รู้จักขนบธรรมเนียม ประเพณี เทศกาล งานฉลองใน วัฒนธรรมของเจ้าของภาษา เข้าใจความแตกต่างระหว่างภาษา
  • 10.
    16 อังกฤษกับภาษาไทยในเรื่อง สระ พยัญชนะคำา วลี ประโยค เข้าใจ ความเหมือนและความแตกต่างระหว่างวัฒนธรรมของเจ้าของภาษา กับของไทยที่มีอิทธิพลต่อการใช้ภาษา เห็นประโยชน์ของการรู้ ภาษาอังกฤษในการแสวงหาความรู้ และความบันเทิง สนใจเข้าร่วม กิจกรรมทางภาษาและวัฒนธรรม เข้าใจและถ่ายทอดเนื้อหาสาระ ภาษาอังกฤษง่ายๆ ที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่นๆ ใช้ภาษา เพื่อสือสารตามสถานการณ์ต่างๆ กับบุคคลภายในสถานศึกษา ่ อาชีพต่างๆ ในสถานการณ์จำาลอง และการปฏิบัติงานร่วมกับผู้อื่น อย่างมีความสุข 6.2 หน่วยการเรียนรู้ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 Unit 1 : Myself - The Body - Action - Sensory Unit 2 : School - Classroom Language - School Objects - Color - Number and Shape - Position - Famous Friends Unit 3 : Family - Family Tree - Occupations - Household Objects - Pets
  • 11.
    17 Unit 4 : Free Time - Hobbies - Sports Unit 5 : Shopping - Clothes - Toys - Fruit Unit 6 : Weather - Season Unit 7 : Travel - Places in the Town - Transportation Unit 8 : Relationship with other people - Card 7. การวัดและการประเมินผล กรมวิชาการ (2544 : 243 - 244) ได้กำาหนดการวัด และประเมินผลตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 สถานศึกษาต้องจัดให้มีการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ของ ผู้เรียนทั้งในระดับชั้นเรียน ระดับสถานศึกษาและระดับชาติโดยมีจุด มุ่งหมายสำาคัญเพื่อนำาผลการประเมินไปใช้ในการพัฒนาผู้เรียน ปรับปรุงการจัดการเรียนรู้เพื่อยกระดับมาตรฐานคุณภาพของผู้ เรียน การประเมินผลแต่ละระดับมีจุดมุ่งหมายที่แตกต่างกันอย่าง ชัดเจนและใช้ประเมินในช่วงเวลาที่แตกต่างกัน ดังนี้
  • 12.
    18 1. การประเมินผลย่อย (Formative Assessment) เป็นการประเมินเพื่อการเรียนรู้ เกิดขึ้นตลอดเวลาในชั้นเรียน เป็นการประเมินตนเองของผู้เรียนที่เขาจำาเป็นต้องรู้ว่าขณะนั้นเขา เป็นอย่างไร นอกเหนือจากการที่จะต้องรู้ว่าเป้าหมายที่เขาต้องการ อยู่ที่ใดและจะทำาให้สมบูรณ์ได้อย่างไร เป็นการประเมินที่ทั้งครูผู้ สอนและผู้เรียนอยู่ในกระบวนการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เมื่อครูให้ ข้อมูลป้อนกลับก็พร้อมที่จะให้ผู้เรียนได้ปรับปรุงให้เหมาะสม ผล การประเมินจะนำาไปสู่การปรับแผนการจัดการเรียนรู้ของครู 2. การประเมินผลรวม (Summative Assessment) เป็นการประเมินผลการเรียนรู้ ประเมินเมื่อเรียนจบ หน่วยการเรียนรู้/ปลายภาค/ปลายปี/จบช่วงชั้น เพื่อตัดสินความ สามารถของผู้เรียนที่สัมพันธ์กับมาตรฐานระดับชาติมักตีค่าเป็น ตัวเลข ผลการประเมินจะนำาไปใช้เป็นข้อมูลสำาหรับการบริหาร จัดการ 3. การประเมินผลระดับชาติ (National Tests) เป็นการ ประเมินผลการเรียนรู้ ประเมินการบรรลุผลตามาตรฐานเมื่อจบช่วง ชั้น เป็นการประเมินความสามารถของผู้เรียนที่สอดคล้องกับ มาตรฐานระดับชาติให้ข้อมูลการประเมินผลร่วมกับโรงเรียน เพื่อนำา ไปใช้สำาหรับติดตามควบคุมให้เกิดการปฏิบัติตามมาตรฐาน 8. การประเมินผลทางภาษา กรมวิชาการ (2544 : 245) ได้กำาหนดการประเมินทาง ภาษาตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 ในการ จัดการเรียนการสอนภาษาตามแนวการสอนภาษาเพื่อการสื่อสาร ครูผู้สอนเป็นผู้ที่เสาะแสวงหาวิธีสอนและเทคนิคการสอนภายในชั้น เรียนให้เกิดความรู้แบบผสมผสานโดยคาดหวังว่าผู้เรียนจะต้องมี ความรู้ทักษะทางภาษา โดยการนำาความรู้จากการเรียนรู้ภาษา ตลอดจนกระบวนการต่างๆมาผนวกเข้ากับความรู้ที่เกิดขึ้นภายใน ตนและสามารถใช้ภาษาตามสถานการณ์ต่างๆมาผนวกกันได้จริง ส่วนลักษณะภาษาที่นำามาประเมินความเป็นภาษาที่ใช้ใน สถานการณ์การสื่อสารตามสภาพจริงคือเป็นข้อความที่สมบูรณ์ใน ตัวเองเป็นภาษาที่เจ้าของภาษาใช้ มีความเป็นธรรมชาติอยู่ใน บริบท ทั้งนี้ต้องคำานึงถึงความสามารถและประสบการณ์ของผู้เรียน
  • 13.
    19 ด้วยการประเมินความสามารถในการใช้ภาษาเพื่อสื่อสาร ควร ประเมินความสามารถในการสื่อความหมายจริงๆไม่ควรแยกการใช้ ภาษาออกจากสถานการณ์และควรวัดให้ครอบคลุม นั่นคือต้อง ประเมินทั้งความรู้ซึ่งหมายถึงไม่ควรแยกการใช้ภาษาออกจาก สถานการณ์และควรวัดให้ครอบคลุม นั่นคือต้องประเมินทั้งความรู้ ซึ่งหมายถึงเนื้อหาทางภาษาประกอบด้วยเสียง คำาศัพท์ โครงสร้าง ไวยากรณ์ ประเมินทั้งความสามารถหรือประสิทธิภาพซึ่งหมายถึง ทักษะในการนำาความรู้ไปใช้ การเลือกใช้ภาษาได้เหมาะสม สอดคล้องกับความคิดและสถานการณ์และประเมินขอบเขตของการ ใช้ภาษานั่นคือสมรรถภาพในการสื่อสาร ซึ่งหมายถึงทักษะการรู้จัก ปรับตนของนักเรียนในสถานการณ์การสื่อสารสามารถแยกได้เป็น 4 สมรรถภาพย่อย ดังนี้ 1. สมรรถภาพทางภาษา (Linguistic Competence) เป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงความสามารถในการใช้เนื้อหาภาษาได้แก่ การ เปล่งเสียง การสร้างคำา การใช้คำาศัพท์ และโครงสร้างประโยค 2. สมรรถภาพทางภาษาศาสตร์สังคมและวัฒนธรรม (Socio-linguistic and Socio-cultural Competence) เป็นความ สามารถในการรู้จักใช้ภาษาตามวัฒนธรรมสังคม รู้จักปรับภาษาให้ เหมาะสมกับบุคคลและกฎเกณฑ์ทางสังคมตามบทบาทและสถานะ ภาพในสถานการณ์การสื่อสาร 3. สมรรถภาพทางการเรียบเรียงถ้อยคำา (Discursive Competence) เป็นความสามารถในการเรียบเรียงลำาดับความคิด เชื่อมโยงประโยคเป็นข้อความ เชื่อมโยงข้อความเป็นความหลัก ความรอง รายละเอียดตามบริบท ไม่ว่าจะเป็นข้อความที่สื่อสารด้วย วาจาหรือเป็นลายลักษณ์อักษร 4. สมรรถภาพทางยุทธศาสตร์การสื่อสาร (Strategic Competence) เป็นความสามารถในการใช้วิธีการทดแทนต่างๆ เพื่อดำาเนินการสื่อสารให้ต่อเนื่องเช่น การอธิบายคำาด้วยท่าทางหรือ ด้วยการใช้ประโยคเทียบเคียง การประเมินผลทางภาษาจึงไม่ได้มีลักษณะเป็นเส้น ตรงแต่เป็นแบบวงจร โดยแต่ละส่วนมีหน้าที่ให้ข้อมูลแก่กันและกัน และควรนำามาใช้เป็นเครื่องมือในการเรียน ช่วยให้ผู้เรียนได้ ทบทวนสิ่งที่เขาได้เรียนมาและเพื่อให้เกิดความรู้สึกภูมิใจในผลที่ เกิดกับตนเอง 9. แนวทางการทดสอบทักษะการพูด
  • 14.
    20 กรมวิชาการ (2544 : 250) ได้กำาหนดการทดสอบ ทักษะการพูดตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 ดังนี้ 9.1 การพูดที่มีการควบคุม สามารถทดสอบได้โดย 9.1.1 การให้ตัวแนะที่สามารถมองเห็นได้ แต่ นักเรียนควรมีความคุ้นเคยกับสัญลักษณ์ที่ใช้เสียก่อน 9.1.2 การใช้ตัวแนะที่เป็นคำาพูด อาจใช้ภาษาแม่ หรือภาษาที่เรียน หรือในบางครั้งอาจเขียนก็ได้ 9.1.3 การสอบพูดปากเปล่า ด้วยวิธีการสอบแบบ โคลช (Cloze) 9.1.4 การเล่าเรื่อง (Narrative Task) เล่าเรื่องให้ ฟังแล้วให้ไปเล่าต่อให้เพื่อนฟัง แล้วบันทึกเทปไว้ 9.1.5 ให้พูดตามสถานการณ์สมมุติโดยใช้ภาษา ตามหน้าที่ (Function) ที่เหมาะสม 9.2 การพูดโดยอิสระในสถานการณ์การสื่อสารอย่าง แท้จริง เช่น 9.2.1 ให้บรรยายเหตุการณ์ในภาพชุด ถ้าเป็น ระดับเริ่มเรียนอาจให้คำาสั่งเป็นภาษาแม่ 9.2.2 ให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องง่ายๆ 9.2.3 ให้พูดตามหัวข้อที่กำาหนดให้ ควรให้ หลายๆหัวข้อ 9.2.4 ให้บรรยายสิ่งของ บุคคล ฯลฯ 9.2.5 ให้พูดเพื่อสนับสนุนความคิดเห็นของ ตนเอง โต้แย้ง ปฏิเสธ พูดหักล้างข้อโต้แย้ง 9.2.6 สนทนาและสัมภาษณ์ เนื้อหาในการ สัมภาษณ์ ควรเลือกให้เหมาะสมกับระดับความสามารถและความ สนใจของผู้เรียน แบบสัมภาษณ์ที่เป็นนามธรรม ได้แก่ การแสดง ความคิดเห็น การให้เหตุผลในการปฏิบัติอย่างใดอย่างหนึ่ง อาจให้ อ่านบทความที่เตรียมไว้ล่วงหน้า การสนทนาจะเป็นการแสดงความ คิดเห็น เกี่ยวกับสถานการณ์ในสังคมปัจจุบัน 9.2.7 ให้พูดนำาเสนอข้อมูลจากสื่อต่างๆ เช่น บทความ ภาพ วีดีทศน์ ฯลฯ ั 9.2.8 ให้พูดสรุปจากเอกสาร 9.2.9 ให้พูดเชิงวิเคราะห์โดยนำาเสนอหน้าชั้น
  • 15.
    21 ทักษะการพูด 1.ความหมายของการพูด ฟลอเรซ (Florez. 1999 : website) ได้ให้ความหมายว่า การพูด คือกระบวนการโต้ตอบที่มีความหมายระหว่างผู้รับสารและผู้ ส่งสาร ทักษะการพูดมุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้ทราบถึงรูปแบบโครงสร้าง ของภาษา เช่น คำาศัพท์ ไวยากรณ์ และการออกเสียง ภาษาพูดจะมี โครงสร้างที่แตกต่างจากภาษาเขียน กล่าวคือ การพูดเป็นความ พยายามในการใช้ภาษาในการสื่อสาร แต่การเขียนจะเน้นความถูก ต้องของรูปแบบโครงสร้างทางภาษามากกว่า ผู้พูดที่ดีควรมีการ สังเคราะห์และมีการจัดเรียงคำาพูดที่ง่ายต่อความเข้าใจจึงจะถือว่า เป็นผู้ประสบผลสำาเร็จในการพูด เนวีด (Naveed. 2012 : website) ได้ให้ความหมายว่า การพูดคือขั้นตอนการโต้ตอบที่มีความหมายที่เกี่ยวข้องกับการผลิต การรับ และการประมวลผลข้อมูล การพูดจะขึ้นอยู่กับบริบทและ สถานการณ์ เช่น สภาพแวดล้อมทางกายภาพ วัตถุประสงค์ของการ พูดมุ่งเน้นให้ผู้พูดสามารถพูดได้อย่างเป็นธรรมชาติ ผู้พดไม่เพียง ู แค่จำาเป็นต้องรู้หลักเฉพาะของภาษา เช่น คำาศัพท์ ไวยากรณ์ หรือ การออกเสียง มูแรนน์ (Mauranen. 2006 : 144) ได้ให้ความหมายว่า โดยธรรมชาติของภาษาพูด ไม่มีการทำาเป็นลายลักษณ์อักษรแต่จะ เป็นการใช้ความจำา ซึ่งการพูดเป็นความจำาเป็นพื้นฐานของมนุษย์ที่ ใช้ในการสื่อสาร การพูดเป็นภาษาแรกที่มนุษย์ได้รับและเรียนรู้ 2.ความสำาคัญของการพูด ลูม่า (Luoma. 2004 : 9) กล่าวว่า การพูดเป็นการสร้าง ปฏิสัมพันธ์ และการพูดเป็นกิจกรรมทางสังคมถือได้ว่าเป็นสิ่งหนึ่งที่ มีความสำาคัญมากในชีวิตประจำาวันของผู้คนที่จะใช้ในการติดต่อ สือสาร โดยพื้นฐานของมนุษย์หากได้ยินเสียงพูด หูของเราจะใส่ใจ ่ กับเสียงเหล่านั้นโดยอัตโนมัติ ซึ่ง เสียง วิธีการและบุคลิกภาพของผู้ พูดจะแสดงให้เห็นถึงทัศนะคติและลักษณะของผู้พูดได้เป็นอย่างดี ฟินิกัน (Finegan. 1989 : 15) กล่าวว่า สือกลางในการ ่ พูดการสื่อสารทางภาษาคือ การพูด เป็นรูปแบบหลักในการใช้ ภาษาและมีความสำาคัญมากในการสื่อสารของมนุษย์ เพราะคำาว่า พูด ไม่จำาเป็นต้องมองเห็นได้แต่มันก็ไม่สามารถทำาให้ผู้อื่นเข้าใจใน สิ่งที่เราจะสื่อเป็นอย่างดี นำ้าเสียงในการพูดของมนุษย์เป็นสื่อที่มี
  • 16.
    22 ความซับซ้อนเป็นอย่างมาก นำ้าเสียง ระดับเสียงและความเร็วจะมี ความหมายที่แตกต่างขึ้นอยู่กับบริบทในการพูด วัตกินส์ (Watkins. 2005 : 76) กล่าวว่า การพูดเป็นการ สร้างและรักษาความสัมพันธ์ทางสังคม คนเราใช้การพูดในการ ติดต่อสือสาร นอกจากนั้นยังใช้การพูดในการแบ่งปันมุมมองทาง ่ ความคิด ฮิจส์ (Hughes. 2010 : 211) กล่าวว่า การพูด คือรูปแบบ หลักของภาษา รูปแบบการสื่อสารของมนุษย์ที่เป็นความสามารถพื้น ฐานที่มีอยู่ในสมองของมนุษย์ทุกคน ซึ่งสมองของมนุษย์จะมีการ สือสารออกมาผ่านกระบวนการการพูด การพูดจึงถูกจัดว่าเป็นรูป ่ แบบพื้นฐานที่ก่อให้เกิดการสื่อสารทางภาษาศาสตร์ในรูปแบบอื่นๆ 3.วัตถุประสงค์ของการพูด บิลาซ (Bilash. 2009 : website) กล่าวว่า จุดมุ่งหมาย หลักของการพูดในบริบทของภาษาคือ การส่งเสริมประสิทธิภาพใน การสื่อสาร ผู้สอนต้องเน้นให้ผู้เรียนสามารถใช้ภาษาได้จริงอย่าง ถูกต้องและมีวัตถุประสงค์ ในการเรียนภาษาทักษะการพูดจะได้รับ ความสำาคัญมากกว่าทักษะอื่นๆ แต่ในทางกลับกันก็เป็นทักษะหนึ่งที่ ผู้เรียนเกิดปัญหามากเช่นเดียวกัน ผู้เรียนมักจะวิตกกังวลมากกับ กระบวนการพูดของตนเอง ประโยชน์หลักของการพูดการสื่อสาร คือสามารถเพิ่มโอกาสในการเรียนรู้เพิ่มเติม การเอาตัวรอดและ สามารถสื่อสารกับคนอื่นๆได้อย่างมีประสิทธิภาพ เอียนแมคเคนไซ (Ianmckenzie. 2012 : website) กล่าว ว่า จุดประสงค์พื้นฐานของการพูดมีดังต่อไปนี้ 1. การบอกข้อมูล การพูดรูปแบบนี้เป็นวิธีการพูดให้ข้อมูล ที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์ 2. การพูดเพื่อสอน การพูดรูปแบบนี้จะมีความคล้ายคลึงกัน มากกับการพูดให้ข้อมูลแต่จะแตกต่างกันในด้านวิธีการ 3. การพูดโน้มน้าว เป็นรูปแบบการพูดโน้มน้าวให้ผู้ฟัง เปลี่ยนทัศนคติไปในทางใดทางหนึ่ง 4. การพูดสร้างความบันเทิงเป็นรูปแบบการพูดที่เน้นให้ผู้ ฟังความสุขและความเพลิดเพลิน เช่น การเล่าเรื่องราวเล็กๆน้อยๆที่ ทำาให้ผู้ฟังหัวเราะได้ สตราเกอร์ (Straker. 2012 : website) กล่าวว่า เมื่อพูดถึง การพูดก็สามารถแบ่งวัตถุประสงค์ออกได้ดังต่อไปนี้ 1. การพูดให้ข้อมูล คือ การพยายามที่จะแจ้งหรืออธิบาย ซึ่งมีเป้าหมายหลักคือ ต้องการให้ผู้ฟังเข้าใจในสิ่งที่ผู้พูดพยายาม
  • 17.
    23 จะสื่อไปในทิศทางเดียวกัน การพูดให้ข้อมูลจะเป็นการนำาเสนอข้อ เท็จจริง ข้อมูลตรรกะ หลักฐานหรือข้อมูลอื่นๆที่มีความมั่นคง เพื่อ นำาเสนอให้ผู้ฟังเข้าใจและจดจำาข้อมูลที่นำาเสนอนั้นได้ อาจจะเป็น ในลักษณะของการถามคำาถาม แล้วตอบคำาถามด้วยการให้ข้อมูลที่ เกี่ยวข้อง 2. การพูดเชิญชวน มักจะมีความคล้ายกับการพูดแบบให้ ข้อมูลแต่จะเพิ่มการตัดสินใจเข้าไปเป็นองค์ประกอบ เป็นการเชิญ ชวนผู้ฟังให้ตกลงหรือประเมินบางสิ่งบางอย่าง อาจจะประเมินด้วย การแสดงความคิดเห็น เหตุการณ์หรือสิ่งอื่นๆ ซึ่งอาจนำามาซึ่งใช้ใน การตัดสินใจ ซึ่งวิธีการนี้มีความยากและซับซ้อนมากกว่าการพูดให้ ข้อมูล 3. การพูดโน้มน้าว เป็นการพูดโน้มน้าวจิตใจ หรือการพูด เชิญชวนให้เห็นด้วยหรือตกลงกับทัศนคติ ค่านิยม หรือความเชื่อ การพูดแบบนี้เป็นสิ่งที่ถือว่ามีความยากมากที่จะทำาให้คนฟังเกิดการ เปลี่ยนแปลงตามได้ ซึ่งวิธีการนี้ไม่เหมาะกับการพูดเชิงวิชาการ 4. การพูดกระตุ้น คือการพยายามพูดให้บุคคลหนึ่งทำา กิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่งอย่างทันที วิธีการพูดกระตุ้นนี้ถือเป็นวิธี การที่ถือเป็นที่สุดของการพูดโน้มน้าว ซึ่งในเรื่องของวิธีการอาจจะ ยากกว่าการพูดในรูปแบบอื่นๆ เนื่องจากต้องอาศัยความเข้าใจ ความเห็นด้วยกับการตัดสินใจและการแลกเปลี่ยนกับสิ่งที่ผู้ฟังเคย เชื่อมาก่อน ซึ่งบางครั้งอาจใช้เวลาค่อนข้างนาน 4.คุณลักษณะอันพึงประสงค์ในการพูด โกเวอร์ ฟิลิปส์ และ วอลเตอร์ (Gower, Philips and Walters. 2005 : 99) กล่าวถึงลักษณะอันพึงประสงค์ในการพูด ไว้ดังต่อไปนี้ 4.1 ความถูกต้อง ความถูกต้องในการใช้คำาศัพท์ ไวยากรณ์และการออกเสียง ในการทำากิจกรรมควรให้ความสำาคัญ กับความถูกต้องของการใช้ภาษาด้วย ผู้สอนควรให้ข้อมูลที่ชัดเจน และถูกต้องถือเป็นสิ่งหนึ่งที่สำาคัญ ระหว่างการทำากิจกรรมการแก้ไข จะต้องดูความเหมาะสมในบริบทนั้นๆ ด้วย ผูสอนต้องสร้างความ ้ กระตือรือร้นให้ผู้เรียนพยายามมีการใช้ภาษาที่สองให้ถูกต้อง ซึ่งมี ผลโดยตรงต่อการประสบความสำาเร็จในการสื่อสารของผู้เรียน 4.2 ความคล่องแคล่วในการพูด ความคล่องแคล่วเป็น ความสามารถในการดำาเนินกิจกรรมการพูดให้เป็นไปตามธรรมชาติ การพูดได้อย่างคล่องแคล่วบางครั้งทำาให้ผู้เรียน ไม่คำานึงถึงความ ผิดพลาดทางไวยากรณ์และอื่นๆ โดยปกติผู้เรียนไม่ควรได้รับการ
  • 18.
    24 แก้ไขทันทีระหว่างการทำากิจกรรมเพราะจะทำาให้การทำากิจกรรม สะดุด ซึ่งมีกลยุทธ์ที่ช่วยให้ผู้เรียนเกิดความคล่องแคล่วได้ดังเช่น 4.2.1 การออกเสียงอย่างเป็นธรรมชาติ 4.2.2 การใช้สื่อ อุปกรณ์ได้อย่างไม่ลังเล 4.2.3 การใช้กลยุทธ์ในการสื่อสาร เช่น การชี้แจง 4.2.4 ความสามารถในการถอดความ 4.2.5 การอธิบายหรือบรรยายถึงสิ่งที่ผู้พูดต้องการจะพูด ด้วยภาษาที่ถูกต้อง 4.2.6 การแสดงออกที่เป็นประโยชน์ในการสนทนา 5. การสอนการพูด 5.1 ความสำาคัญ เคอิ (Kayi. 2006 : website) กล่าวว่า ทักษะการพูด เป็นกระบวนการสร้างและสื่อความหมายผ่านการใช้สัญลักษณ์ทาง วัจนภาษาและอวัจนภาษาในบริบทที่หลากหลาย การพูดเป็นส่วน สำาคัญของการเรียนภาษาที่สอง การพูดมักถูกมองข้ามและผู้สอนยัง คงสอนการพูดแบบซำ้าๆจากบทสนทนาท่องจำา ซึ่งปัจจุบันได้มีการ กำาหนดเป้าหมายของการสอนการพูดให้เน้นไปที่การพัฒนาทักษะ ทางด้านการสื่อสารของผู้เรียน ซึ่งวิธีการนี้จะช่วยให้ผู้เรียนได้ฝึก การปฏิบัติการพูดและการแสดงออกตามกฎระเบียบของสังคมและ วัฒนธรรมที่เหมาะสมในการสื่อสาร เพื่อที่ผู้เรียนจะได้ใช้ภาษาที่ สองได้อย่างถูกวิธี นอกจากนี้ เคอิ ยังได้กล่าวถึง จุดมุ่งหมายของ การสอนการพูดว่า นักภาษาศาสตร์และครูผู้สอนภาษาอังกฤษ จำานวนมากเห็นพร้อมกันว่าการโต้ตอบ เป็นวิธีการเรียนรู้ภาษาที่ สองที่เหมาะกับผู้เรียนเป็นอย่างมาก โดยมีเป้าหมายหลักคือ การ สอนภาษาเพื่อการสื่อสารและการเรียนรู้จากการทำางานแบบร่วมมือ การสอนภาษาเพื่อการสื่อสารนั้นต้องขึ้นอยู่กับความต้องการสื่อสาร ในสถานการณ์ในชีวิตจริง ซึ่งการใช้วิธีการนี้ในชั้นเรียน ESL นักเรียนจะมีโอกาสใช้ภาษาเป้าหมายในการสื่อสารกับคนอื่น ครูผู้ สอนควรสร้างสภาพแวดล้อมในห้องเรียนให้เหมือนกับสถานการณ์ ในการสื่อสารจริงหรือกิจกรรมจริง ซึ่งจะช่วยส่งเสริมในการใช้ ภาษาในการพูด บารานิ (Bahrani. 2012 : website) กล่าวถึงการสอน การพูดว่า การพูดเป็นส่วนสำาคัญมากของกระบวนการเรียนรู้ภาษา เป้าหมายหลักของการเรียนการสอนทักษะการพูดคือ ประสิทธิภาพ ของการสื่อสาร ซึ่งปัญหาที่ผู้เรียนมักประสบในการพูดคือ การออก เสียงที่ผิดพลาดรวมทั้งการใช้คำาศัพท์และไวยากรณ์ที่ไม่ถูกต้อง
  • 19.
    25 เพื่อช่วยให้ผู้เรียนพัฒนาประสิทธิภาพการสื่อสารในการพูด ผูสอน ้ ต้องจัดกิจกรรมที่รวมทั้งข้อมูลทางภาษาและสื่อที่ดึงดูดน่าสนใจ ซึ่ง ประเภทของกิจกรรมที่ใช้ในการสอนควรส่งเสริมความสามารถใน การพูดของผู้เรียน 5.2 ขั้นตอนการสอนการพูด 5.2.1 เกยเซอร์ (Geyser. 2010 : website) กล่าวว่า ใน การสอนทักษะการพูดสิ่งที่มักจะพบกับผู้เรียนคือการหลีกเลี่ยงการ พูด ดังนั้นผู้สอนควรสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้เรียน บางครั้งผู้เรียน ขาดโอกาสในการฝึกพูดภาษาอังกฤษ ในขณะที่อยู่นอกสภาพ แวดล้อมของห้องเรียน ซึ่งขั้นตอนในการสอนทักษะการพูดมีดังต่อ ไปนี้ 5.2.1.1 ขั้นการแนะนำา ให้นำาเสนอในรูปแบบของภาษา ที่เข้าใจง่ายและมีความเหมาะสมกับความสามารถของผู้เรียนซึ่งอาจ ทำาได้หลายวิธีเช่น 5.2.1.1.1 ใช้ภาพ สื่อ หรือวัสดุอื่นๆ 5.2.1.1.2 ใช้บทสนทนาหรือสถานการณ์ 5.2.1.1.3 ใช้กิจกรรมบทบาทสมมติ การถามตอบ และ การแสดงความคิดเห็น 5.2.1.1.4 การอธิบายคำาศัพท์และไวยากรณ์ใหม่ๆ 5.2.1.2 ขั้นตรวจสอบความเข้าใจ 5.2.1.2.1 ถามคำาถามที่ต้องตอบสนองทางวาจาและ กริยา 5.2.1.2.2 การอภิปราย 5.2.1.3 ขั้นการเพิ่มโอกาสในการปฏิบัติ 5.2.1.3.1 การให้วัสดุหรือสื่อเพื่อใช้ในการอภิปราย งาน เช่น ภาพ, แผ่นงาน ฯลฯ 5.2.1.3.2 มีการปฏิบัติในกลุ่มผู้เรียนที่แตกต่างกัน อาจจะเป็นคู่ กลุ่มเล็ก กลุ่มรวม หรือรายบุคคล เพื่อให้ผู้เรียนได้มี โอกาสในการฝึกปฏิบัติมากขึ้น 5.2.2 คอคเตอร์ (Cotter. 2007 : website) ได้กล่าวถึง ขันตอนในการสอนการพูดให้ประสบความสำาเร็จและมีประสิทธิภาพ ้ ไว้ดังต่อไปนี้ 5.2.2.1. ขันเตรียม ้ ในขั้นนี้จะเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้เตรียมความ พร้อมก่อนเข้าสู่บทเรียน เพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการเรียน หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งว่าเป็นการอุ่นเครื่อง การอุ่นเครื่องนี้จะช่วยให้
  • 20.
    26 ผู้เรียนทุกคนได้มีโอกาสเรียนรู้เนื้อหาพื้นฐานก่อนเพื่อเป็นการ เตรียมความพร้อมในการเรียนภาษาอังกฤษ ซึ่งในขั้นนี้จะช่วยให้ผู้ เรียนได้ทราบถึงข้อมูลบางส่วนของเนื้อหาทำาให้ผู้เรียนเกิดความผิด พลาดน้อยลงในขณะที่ทำากิจกรรม ถือว่าเป็นส่วนสำาคัญที่ช่วยให้ผู้ เรียนเข้าใจและสามารถใช้ภาษาเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ 5.2.2.2. ขันสอน ้ สำาหรับขั้นนี้จะเป็นการนำาเสนอหัวข้อที่จะเรียน เริ่ม จากการป้อนคำาศัพท์ ไวยากรณ์ที่เกี่ยวกับบทเรียน ซึ่งในขั้นนี้อาจ มีการนำาข้อมูลจากขั้นเตรียมกลับมาใช้ใหม่อีกครั้งเพื่อเป็นการเสริม ข้อมูลและทำาให้ผู้เรียนเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ คำาศัพท์และ ไวยากรณ์จะถูกนำามาเชื่อมโยงกับเนื้อหาเพื่อให้เพิ่มการจดจำาที่ดี ขึนของผู้เรียน ้ 5.2.2.3. ขันฝึกปฏิบัติ ้ หลังจากที่มีเรียนรู้เนื้อหาแล้ว ในขั้นนี้ผู้เรียนจะต้อง ฝึกปฏิบัติจากเนื้อหาใหม่ที่ได้รับ ถือเป็นขั้นที่ต้องใช้ความพยายาม เพราะผู้เรียนจะได้รับการฝึกปฏิบัติในการพูดที่ต้องใช้วงศ์คำาศัพท์ และไวยากรณ์ใหม่ ซึ่งในขั้นตอนนี้จะมุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้ฝึกใน ทักษะการพูดก่อนโดยปราศจากการเชื่อมโยงกับทักษะอื่น เพื่อ เป็นการวางรากฐานการใช้คำาศัพท์และไวยากรณ์ใหม่ในการฝึกพูด 5.2.2.4. ขันการฝึกปฏิบัติอย่างอิสระ ้ ครูผู้สอนควรจัดกิจกรรมที่เน้นการใช้งานจริงของ ภาษา ในขณะที่ส่วนแรกของบทเรียนจะมุ่งเน้นไปที่การฝึกความ แม่นยำาในภาษาและบทเรียนใหม่ให้มีการปฏิบัติอย่างคล่องแคล้ว กิจกรรมส่วนท้ายของบทเรียนจะเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ เลือกใช้คำาศัพท์และโครงสร้างไวยากรณ์แล้วเชื่อมโยงไปที่เนื้อหา ของภาษาที่ศึกษาก่อนหน้านี้ ซึ่งในขั้นนี้จะช่วยให้ผู้เรียนได้เชื่อม โยงทักษะการพูดกับทักษะอื่น มีการใช้กิริยาท่าทาง ภาษากาย เพื่อ สือสารภาษาเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ่ 5.3 กิจกรรมการสอนการพูด โกเวอร์ ฟิลิปส์ และวอลเตอร์ (Gower, Philips and Walters. 2005 : 100) ได้กล่าวถึงประเภทของกิจกรรมการพูดที่ ใช้ในชั้นเรียนไว้ได้ดังต่อไปนี้ 1. กิจกรรมควบคุม คือ กิจกรรมที่เน้นให้มีการปฏิบัติซำ้า เพื่อเน้นให้มีการปรับปรุงการใช้ภาษาให้มีความถูกต้องของคำาศัพท์ โครงสร้างและการออกเสียง เพื่อเป็นการส่งเสริมความมั่นใจ
  • 21.
    27 2. กิจกรรมแนะนำา เป็นกิจกรรมที่ทำาให้ผู้เรียนสามารถ เปลี่ยนแปลงการพูดคุยหรือหัวข้อสนทนาและการสื่อสารตามความ ต้องการโดยใช้ภาษา คำาศัพท์ โครงสร้างจากที่เรียนมาก่อนหน้า 3. กิจกรรมการสื่อสารที่สร้างสรรค์และอิสระ เป็น กิจกรรมที่มักออกแบบมาเพื่อให้โอกาสในการปฏิบัติกิจกรรมอย่าง ใดอย่างหนึ่งที่สร้างสรรค์สำาหรับการใช้ภาษา เคอิ (Kayi. 2006 : website) ได้สรุปการจัดกิจกรรมที่ ส่งเสริมการพูดไว้ดังต่อไปนี้ 1. การอภิปราย (Discussions) เป็นกิจกรรมที่ส่งเสริม ให้ผู้เรียนได้มีโอกาสสรุปความคิดร่วมกันเกี่ยวกับเหตุการณ์หรือ แนวทางการแก้ปัญหาในกลุ่มสนทนาของตน ก่อนที่จะมีการ อภิปรายสิ่งที่จำาเป็นต้องมีคือ จุดประสงค์ของกิจกรรม ซึ่งครูผู้สอน จะเป็นผู้กำาหนดขึ้น 2. การแสดงบทบาทสมมติ (Role play) เป็นวิธีการหนึ่ง ที่ช่วยสนับสนุนให้ผู้เรียนมีโอกาสได้แสดงความสามารถในการพูด ผู้เรียนแต่ละคนจะได้แสดงบทบาทที่อยู่ในบริบทสังคมที่หลากหลาย โดยครูผู้สอนจะเป็นผู้กำาหนดบทบาทและกิจกรรมให้ผู้เรียน 3. เหตุการณ์จำาลอง (Simulations) ซึ่งจะมีความ คล้ายคลึงกับการแสดงบทบาทสมมติ แต่สิ่งที่ทำาให้เหตุการณ์จำาลอง แตกต่างจากบทบาทสมมติคือ ตัวกิจกรรมจะมีความละเอียดมากกว่า โดยผู้เรียนจะมีการใช้อุปกรณ์เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่สมจริง ข้อดีของวิธีการนี้คือทำาให้ผู้เรียนเกิดความสนุกสนานและสามารถ ใช้เป็นตัวกระตุ้นผู้เรียนได้เป็นอย่างดี 4. การเติมข้อมูล (Information gap) โดยกิจกรรมนี้จะ เน้นการทำางานเป็นคู่ ซึ่งผู้เรียนจะมีข้อมูลที่แตกต่างกัน ผู้เรียนทั้ง สองคนจะต้องแบ่งปันข้อมูลร่วมกัน โดยจุดประสงค์หลักของ กิจกรรมนี้คือ ช่วยให้ผู้เรียนรู้จักวิธีการแก้ปัญหาหรือเรียนรู้การเก็บ รวบรวมข้อมูล นอกจากนี้ยังช่วยในเรื่องของการปฏิสัมพันธ์ระหว่าง เพื่อน 5. การระดมความคิด (Brainstorming) เป็นการระดม ความคิดในหัวข้อที่ครูกำาหนดให้ ผู้เรียนสามารถคิดสร้างสรรค์ได้ อย่างอิสระและรวดเร็ว ข้อดีของวิธีการนี้คือผู้เรียนได้รับการวิพากษ์ วิจารณ์ความคิดจากเพื่อนร่วมงาน ดังนั้นกิจกรรมนี้จึงช่วยให้ผู้ เรียนเกิดความรู้ใหม่ๆ 6. การเล่าเรื่อง (Storytelling) ผู้เรียนอาจสรุปนิทาน สั้นๆหรือเรื่องราวที่เคยประสบมาก่อน หรืออาจจะเป็นการสร้างเรื่อง
  • 22.
    28 ราวขึ้นมาใหม่ด้วยตนเองเพื่อให้เพื่อนในห้องฟัง การเล่าเรื่องถือ เป็นการส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ นอกจากผู้เรียนจะได้แสดง ความสามารถในการพูดแล้วยังเป็นกิจกรรมที่ได้รับความสนใจจาก ผู้เรียนในชั้นด้วย 7. การสัมภาษณ์ (Interviews) ผู้เรียนดำาเนินการ สัมภาษณ์เกี่ยวกับหัวข้อที่กำาหนด วิธีการนี้จะทำาให้ผู้เรียนมีโอกาส ได้ฝึกฝนความสามารถในการพูดไม่เพียงแต่ในชั้นเรียนแต่ยังรวม ถึงสังคมภายนอกด้วย หลังจากสัมภาษณ์แล้วอาจมีการนำาเสนอหน้า ชั้นเรียนด้วย 8. การสร้างเรื่องราวให้สมบูรณ์ (Story completion) กิจกรรมนี้ถือเป็นกิจกรรมที่มีความสนุกสนานมาก ผู้เรียนทั้งชั้นจะ ได้ทำากิจกรรมการพูดอย่างอิสระ ซึ่งครูจะให้ผู้เรียนนั่งเป็นวงกลม แล้วเริ่มเล่าเรื่องราวคนละ 4-10 ประโยค โดยผู้เรียนสามารถเพิ่มตัว ละครหรือเหตุการณ์ใหม่ๆได้ 9. การรายงาน (Report) ก่อนจะมีการเริ่มบทเรียน ผู้ เรียนอาจมีการอ่านหนังสือพิมพ์หรือนิตยสารก่อนเข้าสู่บทเรียน หรืออาจเป็นการเล่าเรื่องที่ตนเองสนใจ 10. การบรรยายรูปภาพ (Picture narrating) ผู้เรียนจะ เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นตามลำาดับของรูปภาพที่ครูผู้สอนได้กำาหนดไว้ 11. การอธิบายรูปภาพ (Picture describing) เป็นอีกวิธี หนึ่งที่ใช้รูปภาพในการจัดกิจกรรมการพูดคือ ครูผู้สอนจะเป็นผู้ให้ รูปภาพแก่ผู้เรียนเพียงรูปเดียว แล้วให้ผู้เรียนอธิบายว่าในรูปภาพ นั้นประกอบไปด้วยอะไรบ้าง ซึ่งกิจกรรมนี้สามารถทำางานเป็นกลุ่ม ได้ โดยผู้เรียนอาจมีการหารือร่วมกันและออกมาอธิบายให้เพื่อนฟัง กิจกรรมนี้ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการของผู้เรียน 12. การหาความแตกต่าง (Find the difference) ซึ่งผู้ เรียนจะทำางานเป็นคู่ แต่ละคู่จะได้ภาพที่แตกต่างกันแล้วให้ผู้เรียน ปรึกษาหารือเกี่ยวกับความคล้ายคลึงหรือความแตกต่างของรูปภาพ วัตกินส์ (Watkins. 2005 : 76) กล่าวว่า การสอน ไวยากรณ์และคำาศัพท์เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่สำาคัญสำาหรับผู้เรียนในการ ฝึกปฏิบัติการพูด นอกจากนี้กิจกรรมในการเรียนก็มีผลเป็นอย่าง มากในกระบวนการฝึกพูดของผู้เรียนด้วย การสอนสิ่งเหล่านี้จะส่ง ผลให้ผู้เรียนมีโอกาสได้เรียนรู้คำาศัพท์ใหม่และรูปแบบไวยากรณ์ที่ หลากหลาย ซึ่งการพูดถือว่าเป็นการแสดงความสามารถในการ สือสาร เมื่อการพูดเป็นจุดมุ่งหมายหลักของบทเรียน บางครั้งก็ทำาให้ ่ ผู้เรียนไม่สามารถบรรลุจุดประสงค์ในการเรียนได้ เนื่องจากความ
  • 23.
    29 สามารถในการใช้ภาษาของผู้เรียนแต่ละคนมีความแตกต่างกัน การ จัดกิจกรรมการพูดในชั้นเรียนถือเป็นการเปิดโอกาสให้นักเรียนได้ ฝึกซ้อมการใช้ภาษา ก่อนที่จะนำาไปใช้ในสถานการณ์จริงโดยใน การจัดกิจกรรมจะช่วยให้ผู้เรียนได้พัฒนาการพูดได้อย่าง คล่องแคล่วและมีความถูกต้องมากขึ้น 5.4 หลักการสอนการพูด โกเวอร์ ฟิลิปส์ และวอลเตอร์ (Gower, Philips and Walters. 2005 : 100) ได้กล่าวถึงวิธีส่งเสริมให้ผู้เรียนได้มี โอกาสพัฒนาทักษะการพูดไว้ดังต่อไปนี้ 1. ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์ คือ การเพิ่มปริมาณ การพูดของผู้เรียนในชั้นเรียนควรมุ่งที่จะสร้างบรรยากาศที่ทำาให้ผู้ เรียนเกิดความสะดวกสบายในการพูด ลดความกลัวที่จะพูด ทำาให้ บรรยากาศในการสื่อสารระหว่างผู้เรียนเป็นไปได้ด้วยดี 2. มีการควบคุมและการแนะนำาในการปฏิบัติ ในการทำา กิจกรรมของผู้เรียนควรมีการควบคุมและแนะนำา ตลอดทั้งความรู้คำา ศัพท์ใหม่ๆ โครงสร้างไวยากรณ์ สำานวนและประโยคที่จำาเป็นต้อง ใช้จริง 3. จุดมุ่งหมายของกิจกรรมการสื่อสาร คือ สนับสนุนให้ มีการปฏิสัมพันธ์กันที่เด่นชัดและมีความหมาย การสื่อสารควรมีการ กำาหนดจุดประสงค์อย่างชัดเจน กิจกรรมไม่เพียงแต่สร้างแรงจูงใจ ในชั้นเรียนแต่จะมีความท้าทายที่สะท้อนปฏิสัมพันธ์ในชีวิตจริง 4. ควรวางแผนกิจกรรมการพูดอย่างระมัดระวัง โดย เฉพาะผู้เรียนที่มีความต้องการในการพูดน้อย เป็นเรื่องยากสำาหรับ ผู้เรียนบางคนที่จะต้องออกมาพูดหน้าชั้นเรียนพร้อมกับคิดแก้ ปัญหาในเวลาเดียวกัน ควรเริ่มจากการพูดอธิบายรูปภาพหรือพูด ตามวัตถุประสงค์เหมือนการเล่นบทบาทสมมุติจากบริบทของ ข้อความ เมื่อเกิดความเคยชินก็จะทำาให้ผู้พูดเกิดความมั่นใจในตัว เอง บิลาซ (Bilash. 2009 : website) กล่าวว่า เพื่อเป็นการให้ ความช่วยเหลือผู้เรียนในการพัฒนาทักษะการพูด ผูสอนควรใช้ ้ เคล็ดลับและเทคนิคเพื่อช่วยลดความวิตกกังวลของผู้เรียนเพื่อให้ เกิดการพัฒนาที่มีประสิทธิภาพและเกิดการปฏิบัติที่เกิดขึ้นจริง ซึ่ง วิธีการดังต่อไปนี้จะช่วยให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้มากขึ้นและเกิด แรงจูงใจที่มากขึ้นในการพัฒนาทักษะการพูดของตนเอง โดยมีวิธี การดังต่อไปนี้ 1.สร้างกิจกรรมการฝึกปฏิบัติให้คล้ายกับสภาพในชีวิตจริง
  • 24.
    30 2.สร้างบริบทที่แตกต่าง ที่ผู้เรียนสามารถฝึกในการขยาย วงศ์คำาศัพท์และประสบการณ์ 3. ส่งเสริมและสนับสนุนให้ผู้เรียนได้เรียนรู้และใช้คำาศัพท์ ใหม่ที่มีความเหมาะสมกับสภาพสังคมและวัฒนธรรมที่ถูกต้อง 4. อย่าให้ความสำาคัญกับข้อผิดพลาดจนเกินไป หลีกเลี่ยง การแก้ไขที่มากเกินไป ซึ่งอาจก่อให้เกิดความวิตกกังวลในการพูด 5.มีบทสนทนาในบริบทที่หลากหลาย 6. มีการแสดงท่าทางเพื่อกระตุ้นให้ผู้เรียนทำากิจกรรมได้ อย่างสนุกสนาน เช่น การปรบมือให้กำาลังใจ หรือการยกหัวแม่มือ เพื่อแสดงความชื่นชมว่ายอดเยี่ยม เคอิ (Kayi. 2006 : website) ได้สรุปคำาแนะนำาสำาหรับครู ในการสอนการพูดเพื่อให้ผู้เรียนเกิดการพัฒนาในทักษะการพูดไว้ ดังต่อไปนี้ 1. ผูสอนให้โอกาสกับผู้เรียนได้มีโอกาสที่จะพูดในสภาพ ้ แวดล้อมที่หลากหลาย 2. ผูสอนต้องพยายามให้นักเรียนทุกคนมีส่วนร่วมใน ้ กิจกรรมการพูด 3. ผูสอนควรลดการพูดของตนเอง เพื่อเพิ่มโอกาสให้ผู้ ้ เรียนได้พูดมากขึ้น 4. ผูสอนไม่ควรแก้ไขข้อผิดพลาดในการออกเสียงของผู้ ้ เรียนบ่อยเกินไปในขณะที่กำาลังพูด เพราะอาจทำาให้ผู้เรียนวอกแวก ในขณะที่พูด 5. ผู้เรียนควรมีส่วนร่วมในการพูดไม่เพียงแต่ในชั้นเรียน ยังรวมถึงนอกชั้นเรียนด้วย 6. ผูสอนควรมีการสอนคำาศัพท์ก่อน เพื่อให้ผู้เรียนสามารถ ้ นำาคำาศัพท์ไปใช้ในกิจกรรมได้ การสอนการพูดเป็นส่วนสำาคัญมากในการเรียนรู้ภาษาที่สอง เพิ่ม ความสามารถในการสื่อสารในภาษาที่สองได้เป็นอย่างมี ประสิทธิภาพ ดังนั้นจึงเป็นสิ่งที่จำาเป็นที่ครูผู้สอนภาษาควรให้ความ สำาคัญ ด้วยจุดมุ่งหมายนี้กิจกรรมการพูดที่กล่าวมาข้างต้นจึง สามารถช่วยส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดการพัฒนาทักษะการโต้ตอบพื้น ฐานที่จำาเป็นในชีวิตประจำาวัน 5.5 การวัดและประเมินผลทักษะการพูด ซูซาน (Susan. 2012 : website) ได้กล่าวถึงการประเมิน ทักษะการพูดไว้ว่า ผู้สอนส่วนใหญ่คุ้นเคยกับการให้คะแนนด้วย เกณฑ์ ตารางความแตกต่างของเกณฑ์ และการจัดลำาดับเกณฑ์ ซึ่ง
  • 25.
    31 ในการสร้างเกณฑ์การให้คะแนนจะมีการกำาหนดระดับความ สามารถของผู้เรียนตามความคาดหวังและประสิทธิภาพ ซึ่งสามารถ แบ่งการประเมินออกเป็น 6ข้อดังต่อไปนี้ 1. การออกเสียง การออกเสียงคือคุณภาพขั้นพื้นฐานของ การเรียนรู้ภาษา แม้ผู้เรียนภาษาที่สองส่วนใหญ่มันจะออกเสียงไม่ เหมือนกับเจ้าของภาษา การออกเสียงที่ผิดเพี้ยนอาจส่งผลต่อความ เข้าใจในความหมายสิ่งที่จะต้องประเมินจากผู้เรียนประกอบด้วย คำา พูดที่ชัดเจน การออกเสียง การสะกดคำา นอกจากนี้ยังต้องฟังนำ้า เสียงของผู้เรียนในการผันเสียงให้ถูกต้องกับชนิดของประโยค 2. คำาศัพท์ หลังจากสังเกตระดับการออกเสียงแล้ว สิ่งหนึ่ง ที่พึงสังเกตคือในเรื่องของคำาศัพท์ ความเข้าใจในคำาศัพท์ ควรมีการ ส่งเสริมให้ผู้เรียนได้ใช้คำาศัพท์ใหม่และรับรู้คำาศัพท์ได้มากๆ นักเรียนควรใช้คำาศัพท์ที่ผู้สอนแนะนำาหรือที่เรียนผ่านมาแล้ว และ ใช้คำาศัพท์ในบริบทที่เหมาะสมกับสถานการณ์ 3. ความถูกต้อง ไวยากรณ์เป็นส่วนที่สำาคัญในการเรียน ภาษาต่างประเทศ ในขณะที่ผู้เรียนพูด ผูสอนจะต้องฟังในส่วนของ ้ โครงสร้างทางไวยากรณ์และเทคนิคที่ครูสอน การเรียงลำาดับคำาใน ประโยค การเลือกใช้ tense ซึ่งที่กล่าวมานี้เป็นปัญหาสำาคัญของ หลักไวยากรณ์และประสิทธิภาพของผู้พูดว่าประสบความสำาเร็จหรือ ไม่ 4. การสื่อสาร ผู้เรียนมักกังวลกับหลักไวยากรณ์และการ ออกเสียง แต่สิ่งที่สำาคัญคือวิธีคิดเมื่อผู้เรียนมีการสื่อสาร การ ประเมินการสื่อสารคือ การมองไปยังกระบวนการคิดที่ผู้เรียนเรียนรู้ และเข้าใจ ผู้เรียนที่มีระดับของคำาศัพท์และไวยากรณ์ตำ่าอาจมีทักษะ ในการสื่อสารที่ดีถ้าให้ผู้ฟังเข้าใจได้ การมีความคิดสร้างสรรค์มาก ทำาให้ผู้เรียนได้เรียนรู้กับภาษาที่หลากหลายและมีวิธีการในการ แสดงออกทางภาษาที่หลากหลายด้วยนั่นคือทักษะในการสื่อสารที่ผู้ เรียนพึงจะมี 5. ความปฏิสัมพันธ์ คือความสามารถในการโต้ตอบกับ บุคคลอื่นๆ ผู้เรียนสามารถเข้าใจและตอบคำาถามได้อย่างถูกต้อง นี่ เป็นองค์ประกอบของการปฏิสัมพันธ์และเป็นสิ่งจำาเป็นสำาหรับการ สือสารที่มีประสิทธิภาพ ผู้เรียนต้องสามารถตอบคำาถามและทำาตาม ่ บริบทการสนทนาของการสนทนาที่เกิดขึ้นรอบๆตัวได้อย่างยอด เยี่ยม ส่งเสริมให้ผู้เรียนตอบสนองต่อคู่สนทนาได้อย่างเหมาะสม 6. ความคล่องแคล่วเป็นสิ่งหนึ่งที่สามารถประเมินได้โดย สังเกตจากวิธีการพูดที่สะดวกสบาย คำาพูดที่พูดออกมาอย่าง
  • 26.
    32 ง่ายดาย มีการหยุดช่องว่างในการพูดร่วมกับผู้อื่น ความคล่องแคล่ว จะเกิดขึ้นเมื่อผู้เรียนรู้สึกสบายเมื่อพูดภาษาอังกฤษซึ่งแสดงถึง ความสะดวกสบายในการสื่อสารและซึ่งเป็นเกณฑ์สำาคัญในการ ประเมินทักษะการพูด ฟลอเรซ (Florez. 1999 : website) กล่าวว่า การประเมิน ทักษะการพูดนั้นสามารถทำาได้หลายรูปแบบ ทั้งในส่วนของการ ทดสอบการพูดพื้นฐาน เช่น การทดสอบการพูดพื้นฐานภาษา อังกฤษ การแนะนำาตัว การทักทาย หรืออาจจะเป็นรูปแบบของการ ประเมินการพูดภาษาอังกฤษในฐานะภาษาที่สอง เช่น การทดสอบ ความคืบหน้าหรือพัฒนาการทางด้านทักษะการพูด จากการ วิเคราะห์ลักษณะการพูด หรือจากการพูดสื่อสารในชั้นเรียน เครื่อง มือที่ใช้ในการประเมินก็ควรเป็นเครื่องมือประเมินที่สะท้อนให้เห็น ถึงการเรียนการสอนหรือแผนการสอน เช่น ถ้าบทเรียนเน้นไปที่ การฝึกออกเสียง และการอภิปรายงานในรายกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ใน การประเมินจะต้องมีตารางตรวจสอบความสามารถในการพูดของผู้ เรียน สิ่งที่สำาคัญที่สุดในการประเมินทักษะการพูดคือการระบุเกณฑ์ การให้คะแนนที่กำาหนดไว้อย่างชัดเจนและสามารถเข้าใจได้ง่าย ไบเลย์ (Bailey. 2005 : 21) กล่าวว่า การทดสอบการพูด จะไม่ตรงไปตรงมาเท่าทดสอบไวยากรณ์หรือคำาศัพท์ ซึ่งเกณฑ์พื้น ฐานที่ควรคำานึงถึงในขณะวางแผนการประเมินมีทั้งหมด 4 อย่าง ดังนี้ 1. ผูสอนต้องมั่นใจว่าสิ่งที่จะประเมินนั้นเป็นเรื่องที่ผู้สอน ้ กำาลังสอนและเป็นสิ่งที่ผู้เรียนได้เรียนรู้ไปแล้ว การวัดเช่นนี้จะ เป็นการทดสอบสิ่งที่ผู้เรียนได้ทำาการเรียนไปแล้ว หรือที่เรียกกันว่า ความถูกต้อง ซึ่งในการวัดควรมีการกำาหนดเกณฑ์ที่ต้องการจะวัด อย่างชัดเจนซึ่งการวัดแบบนี้จะถือว่ามีความยุติธรรมและเหมาะสม ทั้งผู้สอนและผู้เรียน 2. ผูสอนต้องแน่ใจว่าการทดสอบหรือขั้นตอนการประเมิน ้ มีความน่าเชื่อถือ นั้นก็คือมาตรฐานในการในการให้คะแนน ซึ่งถือ เป็นสิ่งที่สำาคัญมากที่ผู้สอนจะต้องสร้างให้เกิดความน่าเชื่อถือ ใน การประเมินต้องมีความเป็นธรรมและเป็นมาตรฐานเดียวกัน 3. ผูสอนต้องคำานึงถึงการปฏิบัติจริงในการประเมิน ซึ่งใน ้ ความเป็นจริงแล้ว ในการประเมินทักษะการพูดต้องอาศัยวิธีการที่ ละเอียด ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากมากในการประเมินโดยเฉพาะอย่างยิ่งใน ชั้นเรียนขนาดใหญ่ โดยต้องอาศัยการจัดสรรเวลาและสถานที่ใน การทดสอบที่ดีและเหมาะสมเพื่อให้เกิดมาตรฐานในการประเมิน
  • 27.
    33 4. วัดผลในการเรียนการสอน แนวคิดนี้มักถูกกำาหนดให้ เป็นการทดสอบผลจากการสอนและการเรียนรู้ การทดสอบผลจาก การเรียนจะช่วยส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดการเตรียมความพร้อมในการ พูดทำาให้ผู้เรียนได้ทบทวนหลักการใช้โครงสร้างไวยากรณ์ คำา ศัพท์ ถือเป็นการส่งเสริมและพัฒนาให้เกิดความชำานาญในการใช้ ภาษา เกม 1.เกมทั่วไป 1.1 ความหมายของเกม เกรดเลอร์ (Gredler. 1992 : 13) ได้ให้ความหมายว่า เกมคือ การแข่งขันใดๆ (เกม) ระหว่างคู่แข่ง (ผู้เล่น) การดำาเนินการ ภายใต้ข้อจำากัด (กฎ) และมีวัตถุประสงค์ (ชัยชนะหรือของรางวัล) เกมไม่ใช่แค่กิจกรรมที่สร้างความสนุกสนาน ความบันเทิง แต่หาก เป็นกิจกรรมที่ต้องฝึกฝนการใช้ความคิดและสติปัญญา 1.2 ความสำาคัญของเกม โกเวอร์ ฟิลิปส์ และวอลเตอร์ (Gower, Philips and Walters. 2005 : 110) กล่าวว่า เกมสามารถปรับใช้กับการเรียน การสอนภาษาต่างประเทศได้ เช่นเดียวกับกิจกรรมการสื่อสารอื่นๆ ดังนั้นเกมจึงเป็นกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อการเรียนรู้ภาษาได้ อย่างอิสระและมีประโยชน์อย่างยิ่งกับผู้เรียนที่มีอายุน้อย นอกจาก นั้นเกมยังเป็นที่นิยมโดยทั่วไปกับผู้เรียนทุกวัย แอน หลุยส์ เดอ วิท (Anne-Louis De Wit. 2012 : website) กล่าวว่า เกมเป็นกิจกรรมที่สามารถนำามาใช้ในชั้นเรียน เพื่อให้ผู้เรียนได้ใช้ภาษาในการเรียนรู้ได้อย่างถูกต้อง เกมช่วยส่ง เสริมให้ผู้เรียนสามารถโต้ตอบทำางานร่วมกันและมีความคิด สร้างสรรค์ การใช้เกมในการเรียนรู้ภาษาช่วยให้ผู้เรียนได้มีส่วน ร่วมในการทำากิจกรรมและยังสนับสนุนให้ผู้เรียนมีความสนใจใน การทำางานที่ผู้สอนมอบหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ 1.3 วัตถุประสงค์ของเกม เคอบี้ (Kirby. 1997 : 1-3) กล่าวว่า หลักการพื้นฐาน ของการใช้เกมในการฝึกฝนใช้ภาษาคือให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ที่ดี ขึนผ่านการกระทำามากกว่าการอ่าน การฟัง หรือการสังเกต แต่หาก ้ เป็นการฝึกฝนที่มุ่งเน้นก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและ ทัศนคติ ซึ่งเกมควรลักษณะดังต่อไปนี้ 1.มีเป้าหมายการเรียนรู้ 2.มีลักษณะการจัดกิจกรรมที่ชัดเจน
  • 28.
    34 3.เกิดการแข่งขันระหว่างผู้เข้าร่วมกิจกรรม 4.เกิดความปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เข้าร่วมกิจกรรม 5.มีจุดสิ้นสุดหรือจุดจบที่แน่นอน 6.มีผลการทำากิจกรรมที่ชัดเจน จากที่กล่าวมา สรุปได้ว่า เกมเป็นกิจกรรมที่มีความสนุกสนาน ซึ่งใน ตัวกิจกรรมจะมีตัวกระตุ้นในตัวของมันเอง ซึ่งสิ่งที่จะได้นอกเหนือ จากความสนุกสนานก็คือ ประสบการณ์ ซึ่งประสบการณ์ก็เป็นอีกสิ่ง หนึ่งที่เป็นประโยชน์ต่อผู้เรียนเป็นอย่างมาก โดยในการทำากิจกรรม ผูสอนควรคอยดูแลอยู่ห่างๆปล่อยให้ผู้เรียนได้เข้าถึงประโยชน์ของ ้ กิจกรรม และสร้างการมีส่วนร่วม ความเคารพต่อเพื่อนร่วมกิจกรรม ด้วยตัวเอง 1.4 การเลือกเกมที่เหมาะสม ยูเบอร์แมน (Uberman. 1998 : website) กล่าวว่า มี หลายปัจจัยที่จะต้องพิจารณาในการเลือกเกม ซึ่งครูผู้สอนควรจะ ระมัดระวังเกี่ยวกับการเลือกเกมหากต้องการที่จะทำาให้ผู้เรียน ประสบความสำาเร็จในกระบวนการเรียนรู้ ซึ่งเกมที่นำามาใช้ควรมี ความสอดคล้องและเหมาะสมกับระดับของผู้เรียน อายุหรือวัสดุที่จะ นำามาใช้ แต่ละเกมที่จะเหมาะสมสำาหรับผู้เรียนที่แตกต่างกัน กลุ่ม อายุที่แตกต่างกันจำาเป็นต้องมีการเลือกใช้วัสดุและรูปแบบของเกมที่ แตกต่างกันออกไปด้วย นอกจากเกมที่มีโครงสร้างเป็นการฝึกซ้อม หรือเสริมสร้างด้านไวยากรณ์ของภาษาแล้วบางอย่างต้องมีสัมพันธ์ กับความสามารถของผู้เรียนด้วย ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเลือกใช้ เกมก็คือความยาวและระยะเวลาที่เหมาะสม เกมจำานวนมากมีการ จำากัดเวลา แต่ครูสามารถจัดสรรเวลามากหรือน้อยขึ้นอยู่กับระดับ ของผู้เรียนด้วย หยิน ยอง เหมย (Yin Yong Mei. 2000 : website) กล่าวว่า ในการเลือกเกมที่จะนำามาใช้ในการเรียนภาษานั้นควรมี ลักษณะดังต่อไปนี้ 1. เกมจะต้องให้มากกว่าความสนุกสนาน กล่าวคือ ต้อง มีการสอดแทรกเนื้อหาหรือความรู้ทางภาษาเข้าในเกมนั้นๆ 2. ในการใช้เกมควรเลือกเกมที่เน้นความร่วมมือ ไม่เน้น การแข่งขันจนเกินไป 3. ในการจัดกิจกรรมผู้เรียนทั้งหมดควรมีส่วนร่วมใน การทำากิจกรรม 4. เกมควรส่งเสริมให้ผู้เรียนเห็นความสำาคัญของการใช้ ภาษาที่สองมากกว่าภาษาแม่
  • 29.
    35 5. เกมควรมีการเปิดโอกาสให้ผูเรียนได้มีการเรียนรู้ การฝึกปฏิบัติ และการแสดงความคิดเห็นในเนื้อหาของภาษา 2. เกมภาษา จันดา (Chanda. 2008 : website) กล่าวว่า เกมภาษา คือกิจกรรมสนับสนุนการเรียนรู้ภาษาที่ช่วยให้ผู้เรียนได้ฝึกฝน ภาษาในทางที่ผ่อนคลายส่งผลให้เกิดการพัฒนาทั้งด้านภาษาและ ทักษะด้านความคิด ซึ่งในเกมภาษานี้ช่วยให้ผู้เรียนสามารถพูดหรือ แสดงออกมาได้อย่างชัดเจนและสามารถสร้างโอกาสในการใช้ ภาษาได้อย่างมีความหมาย ดังนั้นเกมภาษาจึงเป็นเทคนิคการสอน ภาษาที่มีประสิทธิภาพมาก ช่วยเพิ่มความสามารถในการพูดของผู้ เรียนได้เป็นอย่างดี เป็นวิธีที่สามารถทำาให้ผู้เรียนบรรลุวัตถุประสงค์ ทางการเรียนได้ โครทซ์ (Cortez. 1974 : 204) กล่าวว่า เกมภาษา เป็น กิจกรรมที่ออกแบบมาเพื่อกระตุ้นและดึงดูดความสนใจของผู้เรียน ในการทำากิจกรรมในชั้นเรียนเพื่อจุดประสงค์ของการเรียนรู้ภาษา บางกิจกรรมไม่จำาเป็นต้องแข่งขัน แต่พยายามที่จะใช้เชื่อมโยงหลัก ในการเรียนรู้ผ่านกระบวนการที่สนุกสนาน นอกจากนั้น โครทซ์ยัง ได้ได้สรุปแนวคิดของนักวิชาการต่อเกมภาษาไว้ดังนี้ I.K. Hoh (1963) กล่าวว่าเกมภาษาเป็นเส้นทางที่สั้น ที่สดในการเรียนรู้ภาษาและเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพมาก ุ สำาหรับครูผู้สอน Huebener (1969) กล่าวว่าเกมภาษาเป็นการเพิ่มความ มีชีวิตชีวา ความคล่องแคล่วในการทำากิจกรรมของนักเรียนโดย เฉพาะอย่างยิ่งในระดับที่ตำ่า Dobson (1970) กล่าวว่า เกมภาษาเป็นวิธีการที่ยอด เยี่ยมที่สุดในการหยุดพักของนักเรียน มันมีความสนุกสนานและ ผ่อนคลายในขณะที่ยังคงอยู่ในกรอบของการเรียนรู้ภาษา Loucks (1958) กล่าวว่า ในการใช้เกมภาษาในการ เรียนรู้ภาษาอังกฤษในฐานะภาษาที่สองเป็นกิจกรรมที่แปลกใหม่ และมีความน่าสนใจ ไรท์ (Wright. 1989 : 2-9) กล่าวว่า การเรียนภาษาเป็น เรื่องที่ยากและต้องใช้ความพยายามในการทำาความเข้าใจเป็นอย่าง มาก ซึ่งการเปลี่ยนทัศนคติในการเรียนภาษาด้วยวิธีการใหม่ที่ เหมาะสมกับการสร้างความเข้าใจภาษาให้กับผู้เรียนเป็นสิ่งที่จำาเป็น มากในการเกิดกระบวนการเรียนรู้ เกมภาษาจึงเป็นตัวกระตุ้นที่ดี มากที่สามารถสนับสนุนความสนใจในการเรียนรู้ภาษา มีเกมภาษา
  • 30.
    36 เป็นจำานวนมากที่ช่วยฝึกฝนให้เกิดทักษะการเรียนรู้ได้ดีมากกว่า การฝึกฝนจากแบบฝึกหัดธรรมดา ซึ่งจะเกิดผลมากน้อยเพียงใดนั้น ก็ขึ้นอยู่กับการฝึกฝนด้วย การที่ผู้เรียนเกิดการตอบสนองต่อเนื้อหา ในลักษณะที่ชัดเจนเช่น ผู้เรียนเกิดความสนุกสนาน โกรธ ตื่นเต้น ท้าทาย หรือประหลาดใจ ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่มีผลอย่างชัดเจนต่อผู้ เรียน ซึ่งจากประสบการณ์เหล่านี้จะช่วยให้ผู้เรียนได้เกิดการจดจำา ทีดีขึ้น เกมภาษาสามารถปรับใช้ได้ทุกขั้นตอนของการสอนขึ้นอยู่ ่ กับดุลพินิจของผู้สอน 2.1 การใช้เกมในการเรียนรู้ภาษา แอน หลุยส์ เดอ วิท (Anne-Louis De Wit. 2012 : website) กล่าวว่า เกมถูกใช้เป็นวิธีหรือเทคนิคที่ทำาให้ผู้เรียนเกิด การเรียนรู้ การเลือกและการออกแบบเกมที่ดีควรเป็นกิจกรรมที่ช่วย ส่งเสริมให้ผู้เรียนได้ฝึกฝนทักษะในการใช้ภาษา ประโยชน์ของเกม มีตั้งแต่ด้าน ความรู้ความเข้าใจของการเรียนรู้ภาษา การทำางาน เป็นกลุ่มแบบร่วมมือ และยังเป็นการสร้างแรงจูงใจในการเรียนอีก ด้วย เนื่องจากเกมมีความสนุกสนานและในเวลาเดียวกันก็เป็นสิ่งที่ ท้าทายจึงสามารถใช้ในการฝึกปฏิบัติในทุกทักษะของภาษา แฮดฟิลด์ (Hadfield. 1999 : 4-5) กล่าวว่า เกมเป็น กิจกรรมที่มีกฎและเป้าหมายที่ก่อให้เกิดความสนุกสนาน การใช้เกม ที่มีความหลากหลายเป็นเทคนิคที่สำาคัญในการสอนภาษา โดย แต่ละเกมจะมีความยากง่ายที่แตกต่างกัน ซึ่งประเภทของเกมที่นิยม ใช้กันมีดังต่อไปนี้ 1.เกมเติมข้อมูลในช่องว่าง โดยสามารถใช้ได้ทั้งเป็น แบบรายบุคคล คู่ หรือกลุ่ม 2.เกมทาย โดยผู้เล่นฝ่ายหนึ่งจะมีข้อมูลอยู่แล้วให้อีก ฝ่ายคาดเดา 3.เกมค้นหา โดยผู้เล่นจะต้องพยายามเก็บรวบรวม ข้อมูล ซึ่งหากมีข้อมูลมากก็จะสามารถแก้ปัญหาหรือตอบคำาถามได้ 4.เกมจับคู่ เป็นกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการถ่ายโอน ข้อมูล เป็นการสืบหาคู่ที่มีข้อมูลที่สอดคล้องกัน 5.เกมการแลกเปลี่ยน โดยผู้เล่นแต่ละคนจะมีข้อมูล หรือสิ่งของที่ต้องการที่จะแลกเปลี่ยนกับคนอื่นๆ เป้าหมายของเกมนี้ คือการเจรจาแลกเปลี่ยนกับอีกฝ่ายเพื่อให้เกิดความพอใจทั้งสอง ฝ่าย 6.เกมบทบาทสมมติ โดยผู้เล่นจะได้รับชื่อหรือ ลักษณะของตัวละครสมมติ ซึ่งการสวมบทบาทในการเล่นเพื่อให้
  • 31.
    37 เกิดประโยชน์ต่อผู้เล่นอาจเป็นแบบปลายเปิด โดยอาจพัฒนารูป แบบในการเล่นได้ในหลายวิธี 2.2 ข้อดีของเกมภาษา ยูเบอร์แมน (Uberman. 1998 : website) กล่าวว่า เกม ไม่ใช่แค่กิจกรรมขั้นเวลาในชั้นเรียนแต่เกมยังมีประโยชน์ต่อการ เรียนรู้เป็นอย่างมาก เกมภาษาสามารถทำาให้ผู้เรียนได้มีโอกาสใช้ ภาษานอกเหนือจากการเรียนในบทเรียน การใช้เกมสามารถลด ความวิตกกังวลจึงทำาให้การเข้าถึงกิจกรรมการเรียนได้มากยิ่งขึ้น นอกเหนือจากความบันเทิงแล้วยังช่วยลดความเขินอายและเพิ่ม โอกาสในการแสดงความคิดเห็นและความรู้สึกมากยิ่งขึ้น กิจกรรม เกมภาษาถือเป็นกิจกรรมนันทนาการในชั้นเรียนที่สร้างบรรยากาศ ที่ผอนคลาย ผู้เรียนจะเกิดการเรียนรู้ภาษาและจดจำาสิ่งที่ได้เรียนรู้ ่ ได้เร็วขึ้น ผูสอนหลายคนอาจมองว่าการใช้เกมภาษาเป็นเพียง ้ กิจกรรมเติมเต็มเวลาจากการหยุดพักความเบื่อหน่ายของการเรียน เท่านั้น แต่ก็ยังมีผู้สอนจำานวนไม่น้อยที่มองว่า ผู้เรียนจะเกิดการ เรื่องรู้อย่างแท้จริงและสามารถใช้ภาษาได้สัมพันธ์กับเรื่องที่เรียนมา ก่อนได้เป็นอย่างดี กล่าวสรุปคือ เกมภาษาส่งเสริมความบันเทิงใน การเรียน การสอนส่งเสริมความคล่องแคล้วในการใช้ภาษานั้นเอง แอน หลุยส์ เดอ วิท (Anne-Louis De Wit. 2012 : website) กล่าวว่า ประโยชน์ของเกมในการเรียนรู้ภาษาได้แก่ เกม เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ สนับสนุนในการใช้ความคิดสร้างสรรค์ ส่ง เสริมการใช้ภาษาที่เป็นธรรมชาติ และส่งเสริมทัศนคติการมีส่วน ร่วมกับผู้อื่น นอกจากนี้ยังระบุข้อดีอย่างกว้างๆของการใช้เกมใน ชั้นเรียนได้ดังนี้ 1.เกมเป็นกิจกรรมขั้นเวลาในการเรียนปกติที่มี ประโยชน์ 2.เกมสร้างแรงจูงใจและความท้าทาย 3.เกมช่วยให้ผู้เรียนเกิดความพยายามในการเรียนรู้ 4.เกมช่วยฝึกทักษะภาษาต่างประเทศ ทักษะการฟัง พูด อ่าน และเขียน 5.เกมสนับสนุนให้ผู้เรียนเกิดการโต้ตอบและการสื่อสาร 6.เกมสร้างบริบทที่มีความหมายสำาหรับการศึกษา หยิน หยอง เหมย (Yin Yong Mei. 2000 : website) ได้ กล่าวถึงข้อดีของการใช้เกมในการเรียนรู้ภาษาได้ดังต่อไปนี้
  • 32.
    38 1. เกมเป็นสิ่งที่สร้างความสนุกสนานให้ผู้เรียนทำาให้เกิด ค้นคว้า และการโต้ตอบกันถือเป็นอีกหนึ่งวิธีในการฝึกการใช้ภาษา 2. เกมเพิ่มความหลากหลายให้กับบทเรียนและเพิ่มแรง จูงใจในการเรียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้เรียนที่อยู่ในวัยเด็ก 3. เกมทำาให้การเรียนภาษาต่างประเทศมีประโยชน์ต่อผู้ เรียนขึ้นมาทันที 4. เกมทำาให้ผู้เรียนเกิดความกล้าที่จะใช้การสื่อสาร แม้ บางครั้งจะเกิดการลังเลบ้าง แต่ก็ถือว่าเป็นตัวกระตุ้นที่ดีอีกอย่าง หนึ่งเลย 5. จากการเล่นเกมจะทำาให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ภาษา อังกฤษได้เหมือนกับภาษาแม่ของตน โดยผู้เรียนจะไม่เกิดความรู้สึก กดดันหรือเครียดทำาให้สามารถเรียนรู้ได้มากขึ้น 6. ถึงแม้ว่าผู้เรียนบางคนอาจเกิดความเขินอายแต่ก็ยัง สามารถมีส่วนร่วมในการแสดงพฤติกรรมเชิงบวกได้ 2.3 สิ่งที่ต้องคำานึงในการใช้เกมในการเรียนภาษา แอน หลุยส์ เดอ วิท (Anne-Louis de wit. 2012 : website) กล่าวว่า ในการใช้เกมในการเรียนภาษานั้นสิ่งที่จะต้อง คำานึงถึงมีดังต่อไปนี้ 1. เลือกเกมที่มีความเหมาะสม (จำานวนของนักเรียน ระดับความสามารถ บริบททางวัฒนธรรม เวลา หัวข้อการเรียน และ การจัดกิจกรรมในห้องเรียน) 2. วิธีการที่ทำาให้ผู้เรียนเกิดการเข้าใจในการใช้เกม 3. การให้คำาแนะนำาที่ชัดเจน กฎระเบียบที่ชัดเจน และ การกำาหนดเวลาที่ชัดเจน 4. ใช้การสาธิตมากกว่าการอธิบาย 5. มีวัตถุประสงค์ที่ชดเจนและมีเป้าหมาย 6. วัตถุประสงค์ที่ชัดเจนและเป้าหมายจะต้องตรงกับ ระดับความยากของเกมและระดับความสามารถของผู้เรียน 7. เกมจะต้องสนุกและช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ การเสริมแรง 1.ความหมายของการเสริมแรง ดาร์ช (Darch. 2004 : 127) กล่าวว่า การเสริมแรงเป็น เทคนิคการจัดการพฤติกรรมของผู้เรียน ซึ่งผู้เรียนมักมีปฏิกิริยา ตอบสนองต่อการเสริมแรงเสมอ โดยเป้าหมายหลักคือการกระตุ้นให้ ผู้เรียนบรรลุวัตถุประสงค์ในการเรียนรู้และมีการปรับปรุงพัฒนา ความประพฤติ ซึ่งการเสริมแรงก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่มีความสำาคัญใน
  • 33.
    39 การจัดการในชั้นเรียน เปรียบเสมือนส่วนที่คอยส่งเสริมสำาหรับการ สอนเนื้อหาวิชาการให้มีความน่าสนใจ มูแซดซิโอ (Musacchio. 2011 , website) กล่าวว่า การ เสริมแรงเป็นเครื่องมือที่ถือว่ามีประสิทธิภาพมากสำาหรับการสอนผู้ เรียนในทุกระดับชั้น ซึ่งมีลักษณะการใช้วิธีการให้ของรางวัลหรือ สิ่งตอบแทนเพื่อเป็นการขยายพฤติกรรมที่พึงประสงค์หรือการกระ ทำาที่ผู้สอนต้องการจะให้เกิดขึ้นซำ้าอีก เช่น การตอบคำาถามในชั้น เรียน เมื่อผู้เรียนตอบถูกครูเสริมแรงด้วยของรางวัลก็จะทำาให้ผู้เรียน เกิดความกระตือรือร้นและแรงจูงใจในการตอบคำาถามอีกครั้ง โจเชฟ (Joseph. 2012 : website) กล่าวว่า การเสริมแรง คือ กระบวนการของการรับรู้และการให้รางวัลตอบแทนเมื่อผู้เรียนมี พฤติกรรมที่พึงประสงค์ เพื่อเป็นการส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดพฤติกรรม ที่พึงประสงค์นี้อย่างต่อเนื่อง ตัวอย่างการเสริมแรง เช่น การยกย่อง การให้สิ่งของ การแสดงความชื่นชม กล่าวสรุปคือ การเพิ่ม ประสิทธิภาพและให้ขวัญกำาลังใจกับผู้เรียนให้มีการตอบสนองต่อ การทำาพฤติกรรม 2.ความสำาคัญของการเสริมแรง กิบสันและชานเดอร์ (Gibson and Chandler. 1988 : 381-387) กล่าวว่า การเสริมแรงเป็นวิธีการที่ถูกใช้ในการจัดการ พฤติกรรมของผู้เรียนให้เกิดการพัฒนาที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งบางครั้ง ครูผู้สอนอาจละเลยหรือมองข้ามพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ของผู้ เรียนและไม่มีการเสริมแรง การกระทำาเช่นนี้จะส่งผลโดยตรงต่อ พฤติกรรมการเรียนรู้ของผู้เรียน การใช้การเสริมแรงในการกระตุ้ นพฤติกรรมของผู้เรียนมีความหลากหลายขึ้นอยู่กับกลุ่มของผู้เรียน โดยผู้เรียนแต่ละวัยจะมีการตอบสนองที่มีความแตกต่างกัน นอกจากนั้นการเชื่อมโยงพฤติกรรมกับการเสริมแรงยังช่วยให้ผู้ เรียนได้รับประโยชน์โดยตรง และส่งผลต่อพฤติกรรมการเรียนรู้ เช่น การที่ครูผู้สอนให้คะแนนผู้เรียนทันทีหลักจากทำาแบบทดสอบก็ ส่งผลให้ผู้เรียนเกิดพฤติกรรมตอบสนองต่อการทำากิจกรรมอย่าง รวดเร็วกว่าการให้คะแนนหลังจากทดสอบช้าสัปดาห์หรือสอง สัปดาห์ ชาร์ลี (Charlie. 2012 : website) กล่าวว่า ความสำาคัญ ของการเสริมแรงคือ การสนับสนุนให้ผู้เรียนกระทำาพฤติกรรมซำ้าๆ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ให้ประโยชน์ต่อตัวผู้เรียนและการเรียนของผู้เรียน ครูจำาเป็นต้องมีการกล่าวชื่นชมให้ผู้เรียนเกิดแรงจูงใจ ผู้เรียนจะ สามารถทำางานได้อย่างมีประสิทธิภาพหากได้รับการชมเชยโดย
  • 34.
    40 ปราศจากอคติใดๆ สิ่งที่สำาคัญมากในการเสริมแรงคือ การยกย่อง หรือการเสริมแรงทันทีที่ผู้เรียนทำากิจกรรมที่พึงประสงค์หรือประสบ ความสำาเร็จการเสริมแรงทางบวกจะมีประโยชน์ที่ชัดเจนมากกว่า การลงโทษ เพราะการลงโทษจะปรับปรุงความคิดของผู้เรียนได้ เพียงชั่วคราวไม่ยั่งยืนตลอดไป แต่การเสริมแรงทางบวกจะทำาให้สิ่ง ที่ได้รับการสอนนั้นติดตัวผู้เรียนไปตลอดชีวิต 3.รูปแบบการเสริมแรง ลาร์รีฟ (Larrive. 2005 : 190-191) ได้กล่าวถึง ชนิดของ การเสริมแรงไว้ว่า ประสิทธิภาพของการเสริมแรงจะขึ้นอยู่กับ ลักษณะของผู้เรียนแต่ละคนซึ่งมีความต้องการที่แตกต่างกันโดยจะ ขึนอยู่กับปัจจัยต่างๆ เช่น อายุ เพศ ชนชั้นในสังคม ความถนัดของ ้ การเรียน ความยากง่ายของงานและระดับการพัฒนาทักษะจะมีผล ต่อประสิทธิภาพการเสริมแรง ความพึงพอใจต่อผลตอบแทนที่จับ ต้องได้มากกว่าคำากล่าวเชยชม โดยการเสริมแรงจะมีทั้งหมด 8 ลักษณะดังนี้ 1. สิ่งของประเภทบริโภคภัณฑ์ 2. วัตถุที่จับต้องได้ 3. เงินรางวัล 4. การให้งาน 5. สิทธิพิเศษ 6. การเป็นที่ยอมรับ 7. การชื่นชมจากผู้ใหญ่ 8. ความภูมิใจในตนเอง ในการเสริมแรงภายนอกไปสู่การเสริมแรงภายใน มีวัตถุประสงค์ใน การใช้การเสริมแรง โดยมีหลักการที่ควรคำานึงถึงดังต่อไปนี้ หลักการที่ 1 ไม่ควรให้การเสริมแรงด้วยวัตถุมากเกินความ จำาเป็น ในการเริ่มต้นเพื่อรักษาพฤติกรรม หลักการที่ 2 ควรมีความต่อเนื่องในการเพิ่มระดับการเสริม แรงไปยังการเสริมแรงระดับสูงสุดที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ กิบสันและชานเดอร์ (Gibson and Chandler. 1988 : 224-225) ยังได้กล่าวถึงรูปแบบการเสริมแรงที่ไม่ได้กระทำาโดยครู ผูสอนแต่เป็นการเสริมแรงในรูปแบบดังต่อไปนี้ ้ 1. การเสริมแรงด้วยตนเอง คือ การพูดหรือสัญญากับ ตนเองเป็นอีกหนึ่งการเสริมแรงที่สามารถควบคุมพฤติกรรมการ เรียนรู้ของผู้เรียนได้ ซึ่งผู้เรียนสามารถกำาหนดทิศทางการเสริมแรง ได้ด้วยตนเอง ซึ่งผู้เรียนสามารถพัฒนาความบกพร่องทางด้านสติ
  • 35.
    41 ปัญญาหรือเพิ่มผลสัมฤทธิ์ทางด้านการเรียนได้ด้วยความพยายาม ของตัวเอง เพื่อที่จะได้เอาชนะใจตัวเอง 2. การเสริมแรงด้วยเพื่อน คือ อีกหนึ่งวิธีที่มีประสิทธิภาพ มากในการเรียนการสอน กลุ่มเพื่อนมีบทบาทสำาคัญมากในการ เรียนรู้และการแก้ปัญหาในชั้นเรียน เนื่องจากโดยธรรมชาติของวัย รุ่นมักอยากจะเป็นคนสำาคัญและเป็นที่ยอมรับ การทำางานร่วมกันจึง เกิดการกระตุ้นโดยกลุ่มเพื่อนให้นักเรียนพัฒนาเปลี่ยนแปลง พฤติกรรมเพื่อให้เป็นที่ยอมรับของสังคม และครูผู้สอนก็จะคอยทำา หน้าที่เป็นที่ปรึกษาให้ความเห็นและแนะนำาพฤติกรรมที่เหมาะสม นอกจากนั้น กิบสันและชานเดอร์ได้สรุปแนวคิดของโบรฟี่ (Brophy) ไว้ว่า การที่ครูเสริมแรงด้วยการยกย่องผู้เรียนนั้น ใน ความเป็นจริงแล้วผู้เรียนที่อยู่ในวัยรุ่นมักจะอายเมื่อถูกชมต่อหน้า กลุ่มเพื่อน ซึ่งแตกต่างจากผู้เรียนที่อยู่ในวัยเด็กที่มักจะชอบการถูก ชม ซึ่งยังกล่าวอีกไว้ว่าการเสริมแรงไม่จำาเป็นต้องเป็นทางการมาก นัก อาจจะเป็นด้วยการพูด ลูกอม หรือสติ๊กเกอร์ที่สามารถหาได้ง่าย ในส่วนของแอดดิสัน ได้กล่าวว่า การเสริมแรงที่มีประสิทธิภาพควร มีความหลากหลาย เช่น เสริมแรงด้วยสิ่งที่รับรู้ได้ (ชมด้วยวาจา) หรือเสริมแรงด้วยสิ่งที่สัมผัสได้ (ของรางวัลหรือสิ่งของ) ฟรอเยน (Froyen. 1993 : 250) กล่าวถึง รูปแบบทาง สังคมของการเสริมแรงไว้ว่า มนุษย์มักจะเกิดความรู้สึกพึงพอใจเมื่อ ถูกยกย่องในทางบวก ความรู้สึกภูมิใจในความสามารถและคุณค่า ของตัวเองเป็นผลที่เกิดจากการโต้ตอบกับคนอื่นๆ ผลของความ ประสบความสำาเร็จจะขึ้นอยู่บนพื้นฐานของการแสดงออกของคนที่ เราปฏิสัมพันธ์ด้วย รูปแบบทางสังคมจะเน้นในการคำ้าจุ้นความรู้สึก ของกันและกัน เมื่อได้รับคำาชมจากคนที่สำาคัญ มันจะกลายเป็นคำา สั่งที่มีประสิทธิภาพมากให้เรามีความต้องการแสดงพฤติกรรมหนึ่งๆ 4. การใช้ของรางวัลในการเสริมแรง ฟรอเยน (Froyen. 1993 : 266) กล่าวว่า การเสริมแรง ด้วยของรางวัล หรือวัตถุที่จับต้องได้สามารถใช้คู่กันกับการเสริม แรงทางสังคมได้ เพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพของการเสริมแรง ทางบวก การจะใช้การเสริมแรงด้วยของรางวัลให้เกิดประโยชน์ สูงสุดควรพิจารณาปัจจัยเหล่านี้ 1. มีการแยกกันอย่างชัดเจนระหว่างการปรับเปลี่ยน พฤติกรรมและการปรับเปลี่ยนทัศนคติที่ต้องการออกจากกัน เพราะ เป็นเรื่องที่ยากที่ผู้เรียนจะทำาพฤติกรรมทั้งสองพฤติกรรมให้ สอดคล้องกัน ซึ่งอาจทำาให้เกิดการพัฒนาพฤติกรรมที่ล่าช้า
  • 36.
    42 2. มีการกำาหนดพฤติกรรมที่ชัดเจนที่จะได้รับรางวัล จะ ทำาให้ผู้เรียนสามารถสร้างพฤติกรรมได้อย่างชัดเจนมากขึ้น ควรมี การสาธิตจำาลองพฤติกรรมเพื่อช่วยให้ผู้เรียนเห็นภาพในเชิง พฤติกรรมอย่างชัดเจนมากขึ้น 3. พึงระลึกไว้เสมอว่าการเสริมแรงทางบวกสามารถลด พฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ได้ ส่งเสริมให้เกิดพฤติกรรมทดแทนโดย มีของรางวัลเป็นตัวกระตุ้น ผู้เรียนจะพยายามแสดงพฤติกรรม เพื่อ ให้มีโอกาสสูงที่จะได้รับการเสริมแรงมากขึ้น 4. การให้ของรางวัลทันทีหลังจากมีพฤติกรรมที่ต้องการได้ สำาเร็จ 5. ประสิทธิภาพของตัวเสริมแรง ความสำาคัญของตัวเสริม แรงจะขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้เรียนด้วย ผลที่ตามมาของ พฤติกรรมของผู้เรียนมักจะขึ้นอยู่กับความชอบของผู้เรียนต่อตัว เสริมแรงเสมอ 6. การเลือกตัวเสริมแรงที่มีประสิทธิภาพโดยสังเกตจากผู้ เรียนที่มีความชื่นชอบกับของรางวัล การเสริมแรงด้วยของรางวัลที่ ผู้เรียนชื่นชอบและพอใจมักจะช่วยส่งเสริมพฤติกรรมในการศึกษา หรือรับรู้ของผู้เรียนได้เป็นอย่างดี มีการวัดบทเรียนที่ธรรมดากับ หน้าสนใจสลับกันเพื่อให้เกิดการผสมผสานการศึกษาที่น่าสนใจ 7. การสร้างแรงจูงใจ ในรูปแบบของพฤติกรรมที่ต้องการ ให้เกิดรูปแบบทางสังคมหรือความเห็นชอบอาจไม่เพียงพอสำาหรับผู้ เรียนต้องการมีการสร้างแรงจูงใจให้มีค่าเพียงพอให้ผู้เรียนจะ พยายามทำาพฤติกรรมเพื่อให้คุ้มค่ากับของรางวัล เป้าหมายจะเข้า ถึงได้หากสิ่งตอบแทนมีความเหมาะสม 8. รางวัลพร้อมกับการยอมรับทางสังคมเป็นสิ่งที่จะช่วย ขยายความสำาคัญของของรางวัล ทำาให้ผู้เรียนมีพฤติกรรมซำ้า 9. อย่ารอคอยพฤติกรรมที่สมบรูณ์แบบก่อนที่จะใช้การ เสริมแรง 10. ข้อพิสูจน์ รูปแบบเงื่อนไขเพื่อให้ผู้เรียนรู้สึกจะเกิดขึ้น อาจจะเป็นความว่าตนเองมีโอกาสสูงในการที่จะได้รับของรางวัล ทำาให้เกิดความพยายามที่เหมาะสมในการแสดงพฤติกรรมเพื่อให้ ได้ในสิ่งที่ต้องการ 11. การไม่นำาเสนอตัวเสริมแรงก่อนที่จะปรับปรุง พฤติกรรมที่จะเกิดขึ้น อาจจะเห็นความตั้งใจดีในการทำางานแต่จะ ไม่เกิดการทำาพฤติกรรมซำ้า หรือไม่มีความเพิ่มขึ้นของความคืบหน้า ในการพัฒนาพฤติกรรม
  • 37.
    43 12. ท้ายสุดครูควรใช้การเสริมแรงในปริมาณที่พอเหมาะ ให้ผู้เรียนเกิดการเสริมแรงจากตนเอง หากเสริมแรงมากผู้เรียนอาจ ถูกควบคุมโดยตัวเสริมแรงภายนอก และควรเน้นให้ผู้เรียนเกิดการ เสริมแรงจากภายในบ้างเพื่อเป็นการรักษาพฤติกรรม และส่งผลให้ ช่วยในการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมภายนอก งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 1.งานวิจัยในประเทศ กุลเชษฐ สุทธิดี (2544 : บทคัดย่อ) ได้ทำาการศึกษาเรื่อง การใช้กลวิธีการเรียนแบบร่วมมือที่เน้นการแข่งขันระหว่างกลุ่มด้วย เกมเพื่อพัฒนาทักษะการพูดภาษาอังกฤษของนักเรียน โดยการ ศึกษาค้นคว้าอิสระนี้ มีความมุ่งหมายเพื่อศึกษาผลการใช้กลวิธีการ เรียนแบบร่วมมือที่เน้นการแข่งขันระหว่างกลุ่มด้วยเกม กลุ่ม ตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ของโรงเรียนแห่งหนึ่ง จำานวน 20 คน ซึ่งคัดเลือกโดยการสุ่มแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ใน การศึกษาค้นคว้า ได้แก่ รูปแบบการสอนทักษะการพูดภาษาอังกฤษ โดยวิธีการเรียนแบบร่วมมือที่เน้นการแข่งขันระหว่างกลุ่มด้วยเกม แบบบันทึกการพัฒนาทักษะการพูดภาษาอังกฤษ และแบบบันทึก สังเกตพฤติกรรมการเรียนทักษะการพูดของนักเรียน สถิติที่ใช้ใน การวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ยและร้อยละ ผลการศึกษาพบว่า การ เรียนแบบร่วมมือที่เน้นการแข่งขันระหว่างกลุ่มด้วยเกมช่วยให้ นักเรียนมีการพัฒนาทักษะการพูดภาษาอังกฤษเพิ่มขึ้น และ เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการเรียนทักษะการพูดภาษาอังกฤษตาม คุณลักษณะที่พึงประสงค์มากขึ้น ในด้านความเชื่อมั่นและกล้า แสดงออก ความกระตือรือร้นในการทำางาน และความร่วมมือในการ ทำางาน กาญจนา มานิตย์ (2547 : บทคัดย่อ) ได้ทำาการศึกษา การพัฒนาทักษะพูดโดยใช้เกม ซึ่งภาษาอังกฤษเป็นภาษาสากลที่ นิยมใช้กันทั่วโลก และทักษะการพูดเป็นทักษะที่สำาคัญทักษะหนึ่ง เพราะการพูดเป็นสิ่งสำาคัญและจำาเป็นอย่างยิ่งในการดำารงชีวิตใน สังคม ในการติดต่อสื่อสารและประกอบอาชีพธุรกิจกับชนชาติต่างๆ การศึกษาครั้งนี้ มีความมุ่งหมายเพื่อพัฒนาทักษะพูดภาษาอังกฤษ ของนักเรียน และเพื่อพัฒนาความสามารถด้านการพูดภาษาอังกฤษ ของนักเรียนที่เรียนโดยใช้เกมประกอบกิจกรรมการเรียนการสอน ผลการศึกษาค้นคว้าพบว่า การจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะพูด ภาษาอังกฤษโดยใช้เกมส่งผลให้นักเรียนมีการพัฒนาระดับความ สามารถทักษะทางการพูดอังกฤษ ในด้านความคล่องแคล่ว สามารถ
  • 38.
    44 พูดให้ผู้อื่นเข้าใจ ข้อความที่นำามาสื่อสารมีคุณภาพ การออกเสียง ถูกต้องชัดเจนอยู่ในระดับดีการใช้เกมในการจัดกิจกรรมการเรียน การสอนยังส่งผลให้นักเรียนมีพฤติกรรมการเรียนภาษาอังกฤษอยู่ ในระดับดีมากทั้ง 3 ด้าน ได้แก่ ความสนใจ ความกระตือรือร้น และ ความตั้งใจในการประกอบกิจกรรม มีพฤติกรรม 2 ด้านที่อยู่ใน ระดับดี ได้แก่ ความพยายามที่จะสื่อสารโดยใช้ภาษาพูดและท่าทาง และความพยายามที่จะไม่ใช้ภาษาไทยในห้องเรียน การจัดกิจกรรม การเรียนการสอนเพื่อพัฒนาทักษะการพูดภาษาอังกฤษโดยใช้เกม ประกอบการเรียน ทำาให้นักเรียนมีเจตคติที่ดีต่อภาษาอังกฤษ และ ในด้านพฤติกรรมของนักเรียนสังเกตพบว่านักเรียนมีความ กระตือรือร้น มีความพยายามที่จะสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษ สนุกสนานในการเรียนส่งผลให้นักเรียนมีระดับความสามารถใน การพูดภาษาอังกฤษอยู่ในระดับพอใช้ จินตนา พรหมเมตตา (2548 : บทคัดย่อ) ได้ทำาการศึกษา เรื่อง การพัฒนาแผนการเรียนรู้ภาษาอังกฤษโดยใช้กิจกรรมเกม และเพลง ซึ่งจินตนาได้กล่าวไว้ว่าพระราชบัญญัติการศึกษาแห่ง ชาติ พ.ศ.2542 การจัดการเรียนรู้ กำาหนดให้ผู้สอนจัดเนื้อหาสาระ และกิจกรรมการเรียนรู้อย่างหลากหลาย เพื่อให้เหมาะสมกับ ธรรมชาติ ความต้องการความสนใจและความถนัดของผู้เรียน แผนการเรียนรู้เป็นเสมือนเครื่องมือที่จะเป็นแนวทางในการจัดการ เรียนรู้ได้บรรลุตามวัตถุประสงค์ที่ต้องการ สำาหรับการเรียนการสอน ภาษาอังกฤษการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนเพื่อให้บรรลุ วัตถุประสงค์ไม่ประสบผลสำาเร็จเท่าที่ควร เนื่องจากยังขาดวิธีการ สอนและสื่อการเรียนรู้ที่ดีที่จะทำาให้ผู้เรียนเรียนรู้ได้อย่างมีความสุข สนุกกับการเรียนซึ่งการสอนโดยใช้เกมและเพลงเป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะ ช่วยแก้ปัญหานี้ได้ ดังนั้น โดยสรุปการพัฒนาแผนการเรียนรู้ภาษา อังกฤษโดยใช้กิจกรรมเกมและเพลง กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่าง ประเทศ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 เป็นแผนการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ จึงควรส่งเสริมให้มีการนำาแผนการเรียนรู้ภาษาอังกฤษโดยใช้ กิจกรรมเกมและเพลง ไปประยุกต์ใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียน การสอนประกอบหน่วยการเรียนรู้ และระดับชั้นเรียนอื่นต่อไป ดวงนภา ขาวสุข (2549 : บทคัดย่อ) ได้ทำาการศึกษาเรื่อง การฝึกการออกเสียงภาษาอังกฤษโดยใช้เกม ซึ่งเกมนั้น เป็นเทคนิค ที่นำามาใช้ประกอบการเรียนการสอนภาษาอังกฤษได้เป็นอย่างดี เพราะนักเรียนได้ใช้ภาษาตามสถานการณ์ที่กำาหนดให้ ผลการวิจัย ปฏิบัติการพบว่า วงจรที่ 1 นักเรียนออกเสียงท้ายคำาได้ชัดเจนถูก
  • 39.
    45 ต้องสามารถแยกเสียงได้และออกเสียงเน้นหนักในคำาได้ถูกต้องแต่มี ปัญหาการใช้เกมเพื่อฝึกทำานองเสียงคือเกมที่ใช้ไม่เหมาะสม ประโยคที่ใช้ฝึกพูดยาวทำาให้ออกเสียงทำานองเสียงไม่ถูก วงจรที่ 2 นักเรียนออกเสียงท้ายคำาได้ถูกต้องชัดเจนส่วนการใช้เกมเพื่อฝึก ทำานองเสียงผู้ศึกษาค้นคว้าแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในวงจรที่ 1 โดย เปลี่ยนเกมและเพิ่มการฝึกมากขึ้นโดยใช้เกม 2 เกม และให้ฝึก ประโยคที่สั้นกว่าวงจรที่ 1 พบว่า นักเรียนออกเสียงทำานองเสียงถูก ต้องชัดเจนมากขึ้นแต่นักเรียนยังออกเสียงตกหล่น คำาบางคำาขาด หายไปและออกเสียงไม่ชัดเจน วงจรที่ 3 นักเรียนออกเสียงท้ายคำา และเสียงเน้นหนักในคำาได้ชัดเจน ถูกต้อง คล่องแคล่ว ส่วนการฝึก ทำานองเสียงในวงจรที่ 3 ผูศึกษาค้นคว้าได้แก้ปัญหาเกมที่ไม่เหมาะ ้ สมโดยการเปลี่ยนเกมซึ่งมีกติกาที่เน้นการออกเสียงได้ถูกต้องและ เห็นความแตกต่างในการออกเสียงได้อย่างชัดเจน แต่ยังพบปัญหา นักเรียนไม่สนุกสนาน เนื่องจากลักษณะของเกมไม่มีการเคลื่อนไหว วงจรที่ 4 นักเรียนออกเสียงท้ายคำาได้ชัดเจนถูกต้อง ออกเสียงเน้น หนักในคำาพยางค์หน้าได้ถูกต้องมากว่าการออกเสียงเน้นหนัก 2 และ 3 พยางค์ ผู้ศึกษาค้นคว้าแกปัญหาเกมที่ใช้ไม่เหมาะสมโดย การใช้เกมที่มีการเคลื่อนไหว พบว่า นักเรียนออกเสียงทำานองเสียง ได้ชัดเจน ถูกต้อง คล่องแคล่ว และรวดเร็ว 2. งานวิจัยต่างประเทศ ลิงเจน (Ling Jen. 2004 : website) ได้ทำาการศึกษา เรื่องการใช้เกมภาษาในชั้นเรียน ESL ซึ่งลิงเจนได้ทำาการศึกษา ตรวจสอบขั้นตอนและปัญหาที่พบในการใช้เกมภาษาของครูภาษา อังกฤษจำานวน 45 คน ของมหาวิทยาลัย Taman, John Bharu โดยจุดมุ่งหมายในการศึกษาในครั้งนี้คือ เพื่อเป็นการหาข้อมูลเกี่ยว กับการใช้เกมภาษาในชั้นเรียน ESL ซึ่งเครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ในครั้งนี้มีชุดของแบบสอบถามและชุดเกมภาษาที่ใช้ในชั้นเรียน ESL โดยผู้ตอบแบบสอบถามได้บ่งบอกถึงปัญหาที่เกิดขึ้นในชั้น เรียน เช่น การใช้เวลาที่ค่อนข้างมากในการจัดกิจกรรมที่มุ่งเน้นใน ไปความสนุกสนานจนเกินไปและอีกปัญหาหลักที่พบในการดำาเนิน กิจกรรมเกมภาษาคือ ผู้เรียนยังมีความสามารถในการใช้ภาษาที่ตำ่า จากผลการศึกษาในครั้งนี้พบว่าครูผู้สอนที่เข้าร่วมตอบ แบบสอบถาม ได้ชี้แนะแนวทางในการแก้ไขปัญหาที่เกิดจากการใช้ เกมภาษาว่า ควรมีการจัดหลักสูตรที่มีการบรูณาเกมภาษาเข้าไป เป็นส่วนหนึ่งในการเรียนการสอน ซึ่งจะส่งผลให้การจัดกิจกรรม เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
  • 40.
    46 เยนฮุยหวัง (Yen Hui Wang. 2010 : website) ได้ ทำาการศึกษาเรื่องการใช้เกมภาษาเพื่อการสื่อสารในการเรียนการ สอนภาษาอังกฤษ ซึ่งเยนฮุยหวัง ได้ทำาการศึกษากับครูผู้สอน โรงเรียนประถมในไต้หวัน จำานวน 150 คน โดยจุดมุ่งหมายของ งานวิจัยนี้คือ ศึกษาผลของการพัฒนาการสื่อสารจากการใช้เกม ภาษาในการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ ซึ่งเครื่องมือที่ใช้ในการ วิจัยครั้งนี้คือแบบสอบถามการสำารวจเกี่ยวกับการใช้เกมภาษาเพื่อ การสื่อสารในการเรียนภาษาอังกฤษ ผลของการวิจัยชี้ให้เห็นว่า ปัญหาที่พบในการใช้เกมภาษาคือความสามารถในการใช้ภาษา ของผู้เรียนที่แตกต่างกัน ซึ่งผู้เรียนแต่ละคนมีลักษณะการเรียนรู้ และความต้องการที่แตกต่างกัน จากปัญหาที่พบจึงชี้ให้เห็นว่าใน การใช้เกมภาษาในการสื่อสารควรมีการเพิ่มความยืดหยุ่นและสร้าง ความดึงดูดความสนในใจเพื่อให้ผู้เรียนเกิดทัศนคติที่ดีต่อการเรียน ภาษาที่สอง พอล ไบรโอดี้ (Paul Briody. 2011 : website) ได้ ทำาการศึกษาผลของการใช้เกมในการสอนภาษาสำาหรับเด็ก โดย ทำาการศึกษากับนักเรียน EFL ระดับหก จำานวน 50 คน จาก โรงเรียนประถมแห่งหนึ่ง โดยการวิจัยเชิงปริมาณและคุณภาพ ซึ่ง ความมุ่งหมายของการวิจัยในครั้งนี้คือศึกษาผลรวมของการใช้เกม ในการพัฒนาความสามารถทางภาษาอังกฤษของผู้เรียนเช่น การ พัฒนาทางด้านคำาศัพท์ ความวิตกกังวลในการทำากิจกรรมที่เกิดจาก ความกดดันของเพื่อน ซึ่งผลของการวิจัยในครั้งนี้ปรากฏว่าผู้เรียน มีพัฒนาการทางด้านภาษาอังกฤษที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน ทั้งทางด้าน พัฒนาการทางด้านคำาศัพท์และระดับความวิตกกังวลที่ลดลงในการ ทำากิจกรรมร่วมกับเพื่อน แสดงให้เห็นว่าเกมภาษาสามารถช่วยให้ผู้ เรียนเกิดการพัฒนาทักษะทางด้านภาษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ