6
บทที่ 2
เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
ในการวิจัยครั้งนี้กลุ่มผู้วิจัยได้ค้นคว้าเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะนาเสนอตามลาดับ
ดังต่อไปนี้
1. เอกสารที่เกี่ยวข้อง
1.1. หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้
ภาษาต่างประเทศ
1.2. การเขียนภาษาอังกฤษ
1.3. การเรียนผ่านเครือข่ายไร้สาย
2. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
2.1. งานวิจัยในประเทศ
2.2 งานวิจัยต่างประเทศ
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ
กระทรวงศึกษาธิการ (2551 : 228 - 243) ได้กาหนดกลุ่มสาระการเรียนรู้
ภาษาต่างประเทศเป็นกลุ่มสาระการเรียนรู้พื้นฐานหนึ่งใน 8 กลุ่มสาระตามหลักสูตรการศึกษาขั้น
พื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ซึ่งสรุปสาระสาคัญดังนี้
1. สาระสาคัญกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาต่างประเทศ
สาระสาคัญกลุ่มสาระภาษาต่างประเทศกาหนดได้ดังนี้
1.1 ภาษาเพื่อการสื่อสาร การใช้ภาษาต่างประเทศในการฟัง-พูด-อ่าน-เขียน
แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร แสดงความรู้สึกและแสดงความคิดเห็น ตีความ นาเสนอข้อมูล ความคิด
รวบยอดและความคิดเห็นในเรื่องต่างๆ และสร้างความสาพันธ์ระหว่างบุคคลอย่างเหมาะสม
1.2 ภาษาและวัฒนธรรม การใช้ภาษาต่างประเทศตามวัฒนธรรมของเจ้าภาษา
ความสัมพันธ์ ความเหมือนและความแตกต่างระหว่างภาษากับวัฒนธรรมของเจ้าของภาษาภาษา
และวัฒนธรรมของเจ้าของภาษากับวัฒนธรรมไทย และนาไปใช้อย่างเหมาะสม
1.3 ภาษากับความสัมพันธ์กับกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่น การใช้ภาษาต่างประเทศ
ในการเชื่อมโยงความรู้กับกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่นเป็นพื้นฐานในการพัฒนา แสวงหาความรู้
และเปิดโลกทัศน์ของตน
1.4 ภาษากับความสัมพันธ์กับชุมชนและโลก การใช้ภาษาต่างประเทศใน
สถานการณ์ต่างๆ ทั้งในห้องเรียนและนอกห้องเรียน ชุมชน และสังคมโลก เป็นเครื่องมือพื้นฐาน
ในการศึกษาต่อ ประกอบอาชีพ และแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับสังคมโลก
2. สาระและมาตรฐานการเรียนรู้
สาระและมาตรฐานการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ ชั้นมัธยมศึกษา
ปีที่ 5 แบ่งได้ดังนี้
7
สาระที่ 1 ภาษาเพื่อการสื่อสาร
มาตรฐาน ต 1.1 เข้าใจและตีความเรื่องที่ฟังและอ่านจากสื่อประเภทต่างๆ
และแสดงความคิดเห็นอย่างมีเหตุผล
มาตรฐาน ต 1.2 มีทักษะการสื่อสารทางภาษาในการแลกเปลี่ยนข้อมูล
ข่าวสาร แสดงความรู้สึกและความคิดเห็นอย่างมีประสิทธิภาพ
มาตรฐาน ต 1.3 นาเสนอข้อมูลข่าวสาร ความคิดรวบยอด
และความคิดเห็นในเรื่องต่างๆ โดยการพูดและการเขียน
สาระที่ 2 ภาษาและวัฒนธรรม
มาตรฐาน ต 2.1 เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างภาษากับวัฒนธรรมของเจ้าของ
ภาษา และนาไปใช้ได้อย่างเหมาะสมกับกาลเทศะ
มาตรฐาน ต 2.2 เข้าใจความเหมือนและความแตกต่างระหว่างภาษา
และวัฒนธรรมของเจ้าของภาษากับภาษาและวัฒนธรรมไทย และนามาใช้อย่างถูกต้องและเหมาะสม
สาระที่ 3 ภาษากับความสัมพันธ์กับกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่น
มาตรฐาน ต 3.1 ใช้ภาษาต่างประเทศในการเชื่อมโยงความรู้กับกลุ่มสาระ
การเรียนรู้อื่น และเป็นพื้นฐานในการพัฒนา แสวงหาความรู้ และเปิดโลกทัศน์ของตน
สาระที่ 4 ภาษากับความสัมพันธ์กับชุมชนและโลก
มาตรฐาน ต 4.1 ใช้ภาษาต่างประเทศในสถานการณ์ต่างๆ ทั้งในสถานศึกษา
ชุมชน และสังคม
มาตรฐาน ต 4.2 ใช้ภาษาต่างประเทศเป็นเครื่องมือพื้นฐานในการศึกษาต่อ
การประกอบอาชีพ และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับสังคมโลก

3. คุณภาพผู้เรียน
คุณภาพผู้เรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ จบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 มี
ดังนี้
3.1 ปฏิบัติตามคาแนะนาในคู่มือการใช้งานต่างๆ คาชี้แจง คาอธิบาย และ
คาบรรยายที่ฟังและอ่าน อ่านออกเสียงข้อความ ข่าว ประกาศ โฆษณา บทร้อยกรอง และบทละคร
สั้นถูกต้องตามหลักการอ่าน อธิบายและเขียนประโยคและข้อความสัมพันธ์กับสื่อที่ไม่ใช่ความเรียง
รูปแบบต่างๆ ที่อ่าน รวมทั้งระบุและเขียนสื่อที่ไม่ใช่ความเรียงรูปแบบต่างๆ สัมพันธ์กับประโยคและ
ข้อความที่ฟังหรืออ่านจับใจความสาคัญ วิเคราะห์ความ สรุปความ ตีความ และแสดงความคิดเห็น
จากการฟังและอ่านเรื่องที่เป็นสารคดีและบันเทิงคดีพร้อมทั้งให้เหตุผลและยกตัวอย่างประกอบ
3.2 สนทนาและเขียนโต้ตอบข้อมูลเกี่ยวกับตนเองและเรื่องต่างๆ ใกล้ตัว
ประสบการณ์ สถานการณ์ข่าว/เหตุการณ์ ประเด็นที่อยู่ในความสนใจและสื่อสารอย่างต่อเนื่องและ
8
เหมาะสม เลือกและใช้คาขอร้อง คาชี้แจง คาอธิบาย และให้คาแนะนา พูดและเขียนแสดงความ
ต้องการ เสนอและให้ความช่วยเหลือ ตอบรับและปฏิเสธการให้ความช่วยเหลือในสถานการณ์จาลอง
หรือสถานการณ์จริงอย่างเหมาะสม พูดและเขียนเพื่อขอและให้ข้อมูล บรรยาย อธิบาย เปรียบเทียบ
และแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่อง/ประเด็น/ข่าว/เหตุการณ์ที่ฟังและอ่านอย่างเหมาะสม พูดและ
เขียนบรรยายความรู้สึกและแสดงความคิดเห็นของตนเองเกี่ยวกับเรื่องต่างๆ กิจกรรม ประสบการณ์
และข่าว/เหตุการณ์อย่างมีเหตุผล
3.3 พูดและเขียนนาเสนอข้อมูลเกี่ยวกับตนเอง/ประสบการณ์ ข่าว/เหตุการณ์
เรื่องและประเด็นต่างๆ ตามความสนใจ พูดและเขียนสรุปใจความสาคัญ แก่นสาระที่ได้จากการ
วิเคราะห์เรื่อง กิจกรรม ข่าว เหตุการณ์ และสถานการณ์ตามความสนใจ พูดและเขียนแสดงความ
คิดเห็นเกี่ยวกับกิจกรรม ประสบการณ์ และเหตุการณ์ทั้งในท้องถิ่น สังคม และโลก พร้อมทั้งให้
เหตุผลและยกตัวอย่างประกอบ
3.4 เลือกใช้ภาษาน้าเสียงและกิริยาท่าทางเหมาะกับระดับของบุคคล เวลา
โอกาสและสถานที่ตามมารยาทสังคมและวัฒนธรรมของเจ้าของภาษา อธิบาย/อภิปรายวิถีชีวิต
ความคิด ความเชื่อ และที่มาของขนบธรรมเนียมและประเพณีของเจ้าของภาษา เข้าร่วม แนะนา
และจัดกิจกรรมทางภาษาและวัฒนธรรมอย่างเหมาะสม
3.5 อธิบาย/เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างโครงสร้างประโยค ข้อความ สานวน
คาพังเพย สุภาษิตและบทกลอนของภาษาต่างประเทศและภาษาไทยวิเคราะห์/อภิปรายความเหมือนและ
ความแตกต่างระหว่างวิถีชีวิตความเชื่อ และวัฒนธรรมของเจ้าของภาษากับของไทยและนาไปใช้อย่างมี
เหตุผล
3.6 ค้นคว้า/สืบค้น บันทึก สรุป และแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับข้อมูลที่เกี่ยวข้อง
กับกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่น จากแหล่งเรียนรู้ต่างๆ และนาเสนอด้วยการพูดและการเขียน
3.7 ใช้ภาษาสื่อสารในสถานการณ์จริง/สถานการณ์จาลองที่เกิดขึ้นในห้องเรียน
สถานศึกษา ชุมชน และสังคม
3.8 ใช้ภาษาต่างประเทศในการสืบค้น/ค้นคว้า รวบรวม วิเคราะห์ และสรุป
ความรู้/ข้อมูลต่างๆ จากสื่อและแหล่งการเรียนรู้ต่างๆ ในการศึกษาต่อและประกอบอาชีพ เผยแพร่/
ประชาสัมพันธ์ข้อมูล ข่าวสารของโรงเรียน ชุมชน และท้องถิ่น/ประเทศชาติ เป็นภาษาต่างประเทศ
3.9 มีทักษะการใช้ภาษาต่างประเทศ (เน้นการฟัง-พูด-อ่าน-เขียน) สื่อสารตาม
หัวเรื่องเกี่ยวกับตนเอง ครอบครัว โรงเรียน สิ่งแวดล้อม อาหาร เครื่องดื่ม ความสัมพันธ์ระหว่าง
บุคคล เวลาว่างและนันทนาการ สุขภาพและสวัสดิการ การซื้อ-ขาย ลมฟ้าอากาศ การศึกษาและ
อาชีพ การเดินทางท่องเที่ยว การบริการ สถานที่ ภาษา และวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ภายในวง
คาศัพท์ประมาณ 3,600 - 3,750 คา (คาศัพท์ที่มีระดับการใช้แตกต่างกัน)
3.10 ใช้ประโยคผสมและประโยคซับซ้อนสื่อความหมายตามบริบทต่างๆ ในการ
สนทนาทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ
4. ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลางกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ดังตาราง 1-8
ตาราง 1 ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลางกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ
9
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่สอดคล้องกับ มาตรฐาน ต 1.1 เข้าใจและตีความเรื่องที่ฟัง
และอ่านจากสื่อประเภทต่างๆ และแสดงความคิดเห็นอย่างมีเหตุผล
ตัวชี้วัด
1. ปฏิบัติตามคาแนะนาในการใช้
คู่มือการใช้งานต่างๆ คาชี้แจง
คาอธิบาย และคาบรรยายที่ฟัง
และอ่าน

สาระการเรียนรู้แกนกลาง
คาแนะนา คาชี้แจง คาอธิบาย คาบรรยาย เช่น ประกาศ
เตือนภัยต่างๆ ยาและการใช้ยา การใช้อุปกรณ์และสิ่งของ
การสืบค้นข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต
-Modal verb : should/ought to/ need/ have to/ must
+ verb ที่เป็น infinitive without to เช่น You should
have it after meal. (Active Voice)/
The does must be divided. (Passive Voice)
-Direct/Indirect Speech
-คาสันธาน (conjunction) and/but/or/so/not only…but
also/both…and/as well as/after/because etc.

ตาราง 1 (ต่อ)
ตัวชี้วัด

2. อ่านออกเสียง ข้อความ ข่าว
ประกาศ โฆษณา บทร้อยกรอง
และบทละครสั้น (skit) ถูกต้องตาม
หลักการอ่าน

สาระการเรียนรู้แกนกลาง
ตัวเชื่อม (connective words) เช่น
First,...Second,...Third,...Fourth,…Next,…Then,…
Finally,…ect.

ข้อความ ข่าว ประกาศ โฆษณา บทร้อยกรอง และบท
ละครสั้นการใช้พจนานุกรมหลักการอ่านออกเสียง เช่น
- การออกเสียงพยัญชนะต้นคาและพยัญชนะท้ายคา สระ
เสียงสั้น สระเสียงยาว สระประสม
- การออกเสียงเน้นหนักเบาในคาและกลุ่มคา
- การออกเสียงตามระดับเสียงสูง-ต่าในประโยค
- การออกเสียงเชื่อมโยงในข้อความ
- การแบ่งวรรคตอนในการอ่าน
- การอ่านบทร้อยกรองตามจังหวะ
10
3. อธิบายและเขียนประโยคและ
ข้อความให้สัมพันธ์กับสื่อที่ไม่ใช่
ความเรียงรูปแบบต่างๆที่อ่าน
รวมทั้งระบุและเขียนสื่อที่ไม่ใช่ความ
เรียงต่างๆ ให้สัมพันธ์กับประโยค
และข้อความที่ฟังหรืออ่าน

ประโยคและข้อความ การตีความ/ถ่ายโยนข้อมูลให้สัมพันธ์
กับสื่อที่ไม่ใช่ความเรียง เช่น ภาพ แผนผัง กราฟ แผนภูมิ
ตาราง อักษรย่อ จากกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่น ด้วยการพูด
และการเขียนอธิบาย โดยใช้ Comparison of
adjective/adverb/Contrast : but, although, however,
in spite of…/Logical connectives เช่น caused by/
followed by/consist of etc.

ตาราง 1 (ต่อ)
ตัวชี้วัด
4. จับใจความสาคัญ วิเคราะห์ความ
สรุปความ ตีความ และแสดงความ
คิดเห็นจากการฟังและอ่านเรื่องที่เป็นสาร
คดี และบันเทิงคดี พร้อมทั้งให้เหตุผล
และยกตัวอย่างประกอบ

สาระการเรียนรู้แกนกลาง
เรื่องที่เป็นสารคดีและบันเทิงคดี การจับใจความสาคัญ
การสรุปความ การวิเคราะห์ความการตีความ การใช้
skimming/scanning/guessing/context clue
ประโยคที่ใช้ในการแสดงความคิดเห็นการให้เหตุผลและ
การยกตัวอย่างเช่น I believe…/ I agree with…
but…/ Well, I must say…/ What do you think of
/about…?/I think/don’t think…?/ What’s your
opinion about…?/ In my opinion…/
- if clauses
- so…that/such…that
- too to…/enough to…
- on the other hand,…
- other (s)/another/the other (s)
- คาสันธาน (conjunctions) because/and/so/but/
however/because of/due to/owing to etc.
- Infinitive pronouns : some, any, someone,
anyone, everyone, one, ones, etc.
- Tenses : present simple/present continuous/
present perfect/past simple/future tense, etc.
- Simple sentence/Compound
11
sentence/Complex sentence

ตาราง 2 ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลางกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่สอดคล้องกับ มาตรฐาน ต 1.2 มีทักษะการสื่อสารทางภาษา
ในการ แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร แสดงความรู้สึกและความคิดเห็นอย่างมีประสิทธิภาพ
ตัวชี้วัด
1. สนทนาและเขียนโต้ตอบข้อมูลเกี่ยวกับ
ตนเองและเรื่องต่างๆใกล้ตัว ประสบการณ์
สถานการณ์ ข่าว/เหตุการณ์ ประเด็นที่อยู่
ในความสนใจของสังคม และสื่อสารอย่าง
ต่อเนื่องและเหมาะสม

สาระการเรียนรู้แกนกลาง
ภาษาที่ใช้ในการสื่อสารระหว่างบุคคล เช่น การทักทาย
กล่าวลา ขอบคุณ ขอโทษชมเชย การพูดแทรกอย่าง
สุภาพ การชักชวน การแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับ
ตนเอง เรื่องใกล้ตัว สถานการณ์ต่างๆ ใน
ชีวิตประจาวัน การสนทนา/เขียนข้อมูลเกี่ยวกับตนเอง
และบุคคลใกล้ตัวประสบการณ์ สถานการณ์ต่างๆ
ข่าวเหตุการณ์ ประเด็นที่อยู่ในความสนใจของสังคม

2. เลือกและใช้คาขอร้อง ให้คาแนะนา คา
ชี้แจง คาอธิบายอย่างคล่องแคล่ว
3. พูดและเขียนแสดงความต้องการเสนอ
ตอบรับและปฏิเสธการให้ความช่วยเหลือ
ในสถานการณ์จาลอง หรือสถานการณ์จริง
อย่างเหมาะสม

คาขอร้อง คาแนะนา คาชี้แจง คาอธิบาย ที่มี
ขั้นตอนซับซ้อน
ภาษาที่ใช้ในการแสดงความต้องการ เสนอและให้
ความช่วยเหลือ ตอบรับและปฏิเสธการให้
ความช่วยเหลือในสถานการณ์ต่างๆ เช่น
Please…/…, please./ I’d like…/ I need…/
May/Can/Could…?/Would you please…?Yes,../
Please do. /Certainly./ Yes, of course./Sure./
12

4. พูดและเขียนเพื่อขอและให้ข้อมูล
บรรยาย อธิบายเปรียบเทียบ และแสดง
ความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่อง/ประเด็น/ข่าว/
เหตุการณ์ที่ฟังและอ่านอย่างเหมาะสม

Need some help?/ What can I do to help?/
Would you like me to help you?/ If you need
anything, please…/ Is there anything I can do?/
I’ll do it for you./ I’m afraid…/ I’m sorry, but…/
Sorry, but…etc.
คาศัพท์ สานวน ประโยคและข้อความที่ใช้ในการขอ
และให้ข้อมูล บรรยาย อธิบาย เปรียบเทียบและ
แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็น/ข่าว/เหตุการณ์
ที่ฟังและอ่าน

ตาราง 2 (ต่อ)
ตัวชี้วัด

สาระการเรียนรู้แกนกลาง

5. พูดและเขียนบรรยายความรู้สึกและแสดง
ความคิดเห็นของตนเองเกี่ยวกับเรื่องต่างๆ
กิจกรรม ประสบการณ์ และข่าว/
เหตุการณ์อย่างมีเหตุผล

ภาษาที่ใช้ในการแสดงความรู้สึก ความคิดเห็น และ
ให้เหตุผลประกอบ เช่น ชอบ ไม่ชอบ ดีใจ เสียใจ
มีความสุข เศร้า หิว รสชาติ สวย น่าเกลียด เสียง
ดัง ดี ไม่ดี จากข่าว เหตุการณ์ สถานการณ์
ในชีวิตประจาวันเช่น
Nice. /Very nice. /Well done! /Congratulations
on…
I like… because…/ I love… because…/
I feel… because…/I think…/I believe…/
I agree/disagree…/ I’m afraid I don’t like…/
I don’t believe…/I have no idea…/ Oh no!
etc.

ตาราง 3 ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลางกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่สอดคล้องกับ มาตรฐาน ต 1.3 นาเสนอข้อมูลข่าวสาร
ความคิดรวบยอด และความคิดเห็นในเรื่องต่างๆ โดยการพูดและการเขียน
ตัวชี้วัด

สาระการเรียนรู้แกนกลาง
13
1. พูดและเขียนนาเสนอข้อมูลเกี่ยวกับ
ตนเอง/ ประสบการณ์ ข่าว/ เหตุการณ์
เรื่อง และประเด็นต่างๆตามความเหมาะ
สนใจของสังคม
2. พูดและเขียนสรุปใจความสาคัญ/ แก่น
สาระที่ได้จากการวิเคราะห์เรื่อง กิจกรรม
ข่าว เหตุการณ์และสถานการณ์ตามความ
สนใจ
ตาราง 3 (ต่อ)

การนาเสนอข้อมูลเกี่ยวกับตนเอง ประสบการณ์ ข่าว/
เหตุการณ์ เรื่องและประเด็นที่อยู่ในความสนใจของ
สังคม เช่น การเดินทาง การรับประทานอาหาร
การเล่นกีฬา/ดนตรี การดูภาพยนตร์ การฟังเพลง
การเลี้ยงสัตว์การอ่านหนังสือ การท่องเที่ยว การศึกษา
สภาพสังคม เศรษฐกิจ
การจับใจความสาคัญ/แก่นสาระ
การวิเคราะห์เรื่อง กิจกรรม ข่าวเหตุการณ์
และสถานการณ์ตามความสนใจ

ตัวชี้วัด
สาระการเรียนรู้แกนกลาง
3. พูดและเขียนแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับ การแสดงความคิดเห็นการให้เหตุผลประกอบ
กิจกรรม ประสบการณ์ และเหตุการณ์
และยกตัวอย่างเกี่ยวกับกิจกรรม ประสบการณ์
ทั้งในท้องถิ่น สังคม และโลก พร้อมทั้งให้ และเหตุการณ์ในท้องถิ่น สังคม และโลก
เหตุผลและยกตัวอย่างประกอบ
ตาราง 4 ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลางกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่สอดคล้องกับ มาตรฐาน ต 2.1 เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างภาษา
กับวัฒนธรรมของเจ้าของภาษา และนาไปใช้ได้อย่างเหมาะสมกับกาลเทศะ
ตัวชี้วัด
1. เลือกใช้ภาษา น้าเสียง และกิริยาท่าทาง
เหมาะกับระดับของบุคคล โอกาส และ
สถานที่ ตามมารยาทสังคมและวัฒนธรรม
ของเจ้าของภาษา

2. อธิบาย/อภิปรายวิถีชีวิต ความคิดความ
เชื่อ และที่มาของขนบธรรมเนียม และ
ประเพณีของเจ้าของภาษา
3. เข้าร่วม แนะนา และจัดกิจกรรมทาง
ภาษาและวัฒนธรรมอย่างเหมาะสม

สาระการเรียนรู้แกนกลาง
การเลือกใช้ภาษา น้าเสียง และกิริยาท่าทางในการ
สนทนา ระดับของภาษา มารยาทสังคมและ
วัฒนธรรมของเจ้าของภาษาเช่น การขอบคุณ
ขอโทษ การชมเชย การใช้สีหน้าท่าทางประกอบ
การพูดขณะแนะนาตนเอง การสัมผัสมือ การโบกมือ
การแสดงความ รู้สึกชอบ/ไม่ชอบ การกล่าวอวยพร
การแสดงอาการตอบรับหรือปฏิเสธ
วิถีชีวิต ความคิด ความเชื่อ และที่มาของ
ขนบธรรมเนียม และประเพณีของเจ้าของภาษา
กิจกรรมทางภาษาและวัฒนธรรม เช่น การเล่นเกม
การร้องเพลง การเล่านิทาน/เรื่องจากภาพยนตร์
14
บทบาทสมมุติ ละครสั้น วันขอบคุณพระเจ้า
วันคริสต์มาส วันขึ้นปีใหม่วันวาเลนไทน์

ตาราง 5 ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลางกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่สอดคล้องกับ มาตรฐาน ต 2.2 เข้าใจความเหมือนและความ
แตกต่างระหว่างภาษาและวัฒนธรรมของเจ้าของภาษากับภาษาและวัฒนธรรมไทย
และนามาใช้อย่างถูกต้องและเหมาะสม
ตัวชี้วัด
1. อธิบาย/เปรียบเทียบความแตกต่าง
ระหว่างโครงสร้างประโยค ข้อความ
สานวน คาพังเพย สุภาษิตและบทกลอน
ของภาษา ต่างประเทศและภาษาไทย
2. วิเคราะห์/อภิปรายความเหมือนและ
ความแตกต่างระหว่างวิถีชีวิตความเชื่อ
และวัฒนธรรมของเจ้าของภาษากับของไทย
และนาไปใช้อย่างมีเหตุผล

สาระการเรียนรู้แกนกลาง
การอธิบาย/การเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่าง
โครงสร้างประโยค ข้อความ สานวน คาพังเพย
สุภาษิต และบทกลอนของภาษาต่างประเทศและ
ภาษาไทย
การวิเคราะห์/การอภิปรายความเหมือนและความ
แตกต่างระหว่างวิถีชีวิต ความเชื่อและวัฒนธรรม
ของเจ้าของภาษากับของไทยการนาวัฒนธรรม
ของเจ้าของภาษาไปใช้

ตาราง 6 ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลางกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่สอดคล้องกับ มาตรฐาน ต 3.1 ใช้ภาษาต่างประเทศในการ
เชื่อมโยงความรู้กับกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่น และเป็นพื้นฐานในการพัฒนา แสวงหาความรู้
และเปิดโลกทัศน์ของตน
ตัวชี้วัด
1. ค้นคว้า/สืบค้น บันทึก สรุป และแสดง
ความคิดเห็นเกี่ยวกับข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับ
กลุ่มสาระการเรียนรู้อื่น จากแหล่งเรียนรู้
ต่างๆ และ นาเสนอด้วยการพูด
และการเขียน

สาระการเรียนรู้แกนกลาง
การค้นคว้า/การสืบค้น การบันทึกการสรุป การแสดง
ความคิดเห็น และนาเสนอข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับกลุ่ม
สาระการเรียนรู้อื่นจากแหล่งเรียนรู้ต่าง ๆ
15
ตาราง 7 ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลางกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่สอดคล้องกับ มาตรฐาน ต 4.1 ใช้ภาษาต่างประเทศ
ในสถานการณ์ต่างๆ ทั้งในสถานศึกษา ชุมชน และสังคม
ตัวชี้วัด
1. ใช้ภาษาสื่อสารในสถานการณ์จริง/
สถานการณ์จาลองที่เกิดขึ้นในห้องเรียน
สถานศึกษา ชุมชน และสังคม

สาระการเรียนรู้แกนกลาง
การใช้ภาษาสื่อสารในสถานการณ์จริง/สถานการณ์
จาลองเสมือนจริงที่เกิดขึ้นในห้องเรียน สถานศึกษา
ชุมชน และสังคม

ตาราง 8 ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลางกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่สอดคล้องกับ มาตรฐาน ต 4.2 ใช้ภาษาต่างประเทศเป็น
เครื่องมือพื้นฐานในการศึกษาต่อการประกอบอาชีพ และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับสังคมโลก
ตัวชี้วัด
1. ใช้ภาษาต่างประเทศในการสืบค้น/
ค้นคว้า รวบรวม วิเคราะห์ และสรุป
ความรู้/ข้อมูลต่างๆ จากสื่อและแหล่งการ
เรียนรู้ต่างๆ ในการศึกษาต่อและประกอบ
อาชีพ
2. เผยแพร่/ประชาสัมพันธ์ข้อมูล ข่าวสาร
ของโรงเรียน ชุมชน และท้องถิ่น/
ประเทศชาติ เป็นภาษาต่างประเทศ

สาระการเรียนรู้แกนกลาง
การใช้ภาษาต่างประเทศในการสืบค้น/การค้นคว้า
ความรู้/ข้อมูลต่างๆจากสื่อและแหล่งการเรียนรู้ต่างๆ
ในการศึกษาต่อและประกอบอาชีพ
การใช้ภาษาอังกฤษในการเผยแพร่/ประชาสัมพันธ์
ข้อมูล ข่าวสารของโรงเรียน ชุมชน และท้องถิ่น/
ประเทศชาติ เช่น การทาหนังสือเล่มเล็กแนะนา
โรงเรียน ชุมชน ท้องถิ่น/ประเทศชาติ การทาแผ่น
ปลิว ป้ายคาขวัญ คาเชิญชวนแนะนาโรงเรียน
สถานที่สาคัญในชุมชนและท้องถิ่น/ประเทศชาติ การ
นาเสนอข้อมูลข่าวสารในโรงเรียน ชุมชน ท้องถิ่น/
ประเทศชาติเป็นภาษาอังกฤษ

5. โครงสร้างหลักสูตร
กระทรงศึกษาธิการ (2551 : 23-24) กาหนดกรอบโครงสร้างเวลาเรียนกลุ่มสาระ
การเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 เรียนปีละ 240 ชั่วโมง
การกาหนดโครงสร้างเวลาเรียนพื้นฐาน และเพิ่มเติมดังนี้
ระดับประถมศึกษา สามารถปรับเวลาเรียนพื้นฐานของแต่ละกลุ่มสาระ
การเรียนรู้ได้ตามความเหมาะสม ทั้งนี้ต้องมีเวลาเรียนรวมตามที่กาหนดไว้ในโครงสร้างเวลาเรียน
พื้นฐาน และผู้เรียนต้องมีคุณภาพตามมาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัดที่กาหนด
16
ระดับมัธยมศึกษาต้องจัดโครงสร้างเวลาเรียนพื้นฐานให้เป็นไปตามที่กาหนด
และสอดคล้องกับเกณฑ์การจบหลักสูตร
สาหรับเวลาเรียนเพิ่มเติมทั้งในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาให้จัดเป็น
รายวิชาเพิ่มเติม หรือกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน
กิจกรรมพัฒนาผู้เรียนที่กาหนดไว้ในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4-6 จานวน 360 ชั่วโมง
นั้น เป็นเวลาสาหรับปฏิบัติกิจกรรมแนะแนวกิจกรรมนักเรียน และกิจกรรมเพื่อสังคมและ
สาธารณประโยชน์ในส่วนกิจกรรมเพื่อสังคมและสาธารณประโยชน์ให้สถานศึกษาจัดสรรเวลาให้ผู้เรียน
ได้ปฏิบัติกิจกรรม ดังนี้
ระดับประถมศึกษา (ป.1-6)
รวม 6 ปี จานวน 60 ชั่วโมง
ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น (ม.1-3)
รวม 3 ปี จานวน 54 ชั่วโมง
ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย (ม.4-6) รวม 3 ปี จานวน 60 ชั่วโมง
6. คาอธิบายรายวิชา
กระทรวงศึกษาธิการ (2544 : 200) กาหนดคาอธิบายรายวิชา กลุ่มสาระการ
เรียนรู้ภาษาต่างประเทศ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 มีดังนี้
เข้าใจ น้าเสียง ความรู้สึกของผู้พูด คาสั่ง คาขอร้อง คาแนะนา ความแตกต่าง
ด้านภาษา วัฒนธรรม ประเพณี อ่านออกเสียงบทความได้ถูกต้องตามหลักการอ่านออกเสียงและ
เหมาะสมกับเนื้อหาที่อ่าน ตีความ วิเคราะห์ ข้อความ ข้อมูล ข่าวสาร บทความ สารคดี บันเทิง
คดี สื่อที่เป็นความเรียงและไม่ใช่ความเรียงในแบบต่างๆ จากสื่อสิ่งพิมพ์หรือสื่ออิเล็กทรอนิกส์ในหัวข้อ
ต่างๆเกี่ยวกับตนเอง ครอบครัว โรงเรียน สิ่งแวดล้อม ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล เวลาว่างและ
สวัสดิการ การศึกษาและอาชีพ การซื้อขาย ลมฟ้าอากาศ การบริการ สถานที่ วิทยาศาสตร์และ
เทคโนโลยี ใช้ภาษาตามมารยาททางสังคม สร้างความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล แสดงความคิดเห็น
ความต้องการ อธิบาย บรรยาย แลกเปลี่ยนความรู้ และให้เหตุผลเกี่ยวกับเรื่องราวต่าง ๆ เหตุการณ์
ในอดีต ปัจจุบันและอนาคต โดยใช้ประโยชน์จากสื่อ เทคโนโลยี สื่อการเรียนทางภาษา และผลจาก
การฝึกทักษะต่างๆ แสวงหาวิธีการเรียนที่เหมาะสมกับตนเอง สามารถนาเสนอข้อมูล ความคิดรวบ
ยอดและความคิดเห็น เจรจาโน้มน้าว ต่อรองเกี่ยวกับประสบการณ์และเหตุการณ์ต่างๆในท้องถิ่น
ด้วยวิธีการที่หลากหลายอย่างสร้างสรรค์และมีประสิทธิภาพ นาเสนอบทกวีหรือบทละครสั้น โดยใช้
เค้าโครงตามแนวคิดของเจ้าของภาษาด้วยความเพลิดเพลิน เข้าร่วมกิจกรรม เปรียบเทียบ และนา
ความรู้ด้านภาษา วัฒนธรรม ประเพณี ความเชื่อไปใช้อย่างมีวิจารณญาณ เห็นประโยชน์ของการรู้
ภาษาอังกฤษในการแสวงหาความรู้เพื่อขยายโลกทัศน์ จากแหล่งข้อมูลที่หลากหลาย การเข้าสู่สังคม
และอาชีพ สามารถใช้ภาษาสื่อสารในรูปแบบต่างๆตามสถานการณ์ในสถานศึกษาและชุมชน
7. หน่วยการเรียนรู้ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5
กระทรวงศึกษาธิการ (2544 : 200) กาหนดหน่วยการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้
ภาษาต่างประเทศ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 2 ดังนี้
Unit 1 : Myself
- Sports
- Hobbies
- Indoor/ Outdoor Game
17
Unit
Unit
Unit
Unit
Unit
Unit
Unit
-

2 : Community
Role in Community
3 : Personal Relationship
Personal Traits
Social Life
4 : Environment
How to Preserve Environment
5 : Occupation
Like and Dislike
Hope
Future Career
6 : Health
Measure and Weight
Hoe to Keep Fit
7 : Travel
Places : Attractive Places
Entertainment Brochure
Shopping : Souvenir Market
Accommodation :Service, Food and Drink, Hotel, Home Stay
8 : Science and Technology
Impacts

7. การวัดและการประเมินผล
กรมวิชาการ (2544 : 245-253) ได้ทาการประเมินความสามารถในการใช้ภาษา
เพื่อการสื่อสาร และพบว่าควรจะประเมินความสามารถในการสื่อสารอย่างแท้จริง ไม่ควรแยกการใช้
ภาษาออกจากสถานการณ์และควรวัดให้ครอบคลุมในทุกๆ ด้าน นั่นคือ ต้องประเมินความรู้ทั้งที่
เป็นเนื้อหาทางภาษาซึ่งประกอบด้วย เสียง คาศัพท์ โครงสร้าง ไวยากรณ์ รวมถึงการประเมินด้าน
ความสามารถหรือประสิทธิภาพซึ่งหมายถึง ทักษะการนาความรู้ไปใช้และประเมินขอบข่ายในการใช้
ภาษา นั่นคือสมรรถภาพในการสื่อสารซึ่งหมายถึง ทักษะในการปรับตัวของผู้เรียนในสถานการณ์ต่างๆ
ของการสื่อสาร ซึ่งในการประเมินนั้นต้องคานึงถึงความสามารถและประสบการณ์ของผู้เรียนด้วย
และได้จาแนกรูปแบบของเกณฑ์การประเมินออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้
7.1 เกณฑ์ในการประเมินแบบภาพรวม (Holistic Rating Scales)
เป็นการประเมินการให้คะแนนโดยพิจารณาจากภาพรวมของผลงานนั้นๆ
การนาองค์ประกอบที่สาคัญซึ่งเป็นผลงานที่คาดหวังมาจัดทาและบรรยายถึงลักษณะของแต่ละเกณฑ์
การประเมินไว้ด้วย ซึ่งเป็นการประเมินในภาพรวมที่แสดงให้เห็นถึงคุณภาพทีเป็นรูปธรรมได้ชัดเจน
่
และในแต่ละระดับนั้นก็ได้กาหนดคะแนนสาหรับงานหรือการปฏิบัตินั้นๆ ด้วยเหมาะที่จะนามาใช้
18
ในการประเมินทักษะการเขียน ทักษะการพูด เช่น ในการประเมินการใช้ภาษาสาหรับการเขียน
แบบตอบไม่จากัดมีองค์ประกอบที่สาคัญ ได้แก่ การเลือกคาศัพท์ การสื่อความ ความต่อเนื่อง
ความเชื่อมโยง เครื่องหมายวรรคตอน ฯลฯ กล่าวคือ สามารถตรวจสอบความสามารถในการสื่อ
ความหมาย ความต่อเนื่องของแนวคิด ความคิดสร้างสรรค์ และความสละสลวยของภาษาได้
7.2 เกณฑ์การประเมินแยกส่วน (Analytic Rating Scales)
เกณฑ์การประเมินแยกส่วน คือ แนวทางการให้คะแนนโดยพิจารณาจากแต่ละ
ส่วนของงานที่มีลักษณะการตอบที่จากัด ซึงแต่ละส่วนจะต้องกาหนดแนวทางในการให้คะแนน
่
โดยมีคานิยามหรือคาอธิบายลักษณะของงานในส่วนนั้นๆ ในแต่ละระดับให้ชัดเจน กล่าวคือ
กาหนดการพิจารณาเป็นประเด็นต่างๆ แยกกันในงานชิ้นเดียวซึ่งผู้สอนจะสามารถเปรียบเทียบงานนั้น
ได้โดยตรงกับเกณฑ์ที่กาหนด และส่วนใหญ่จะพิจารณาไม่เกิน 4 ด้าน
นอกจากนี้ยังมีการสร้างเกณฑ์การประเมินทางภาษา ซึ่งมีแนวทางต่างๆ ดังนี้
7.3 เกณฑ์การปฏิบัติ (Pragmatic Criteria) ประเด็นที่ควรนามาพิจารณาได้แก่
การปฏิบัติตนของผู้เรียนที่แสดงถึงความสามารถทางด้านภาษา เช่น การวาดภาพตามคาสั่งที่ได้อ่าน
หรือฟัง หรืออาจจะเป็นการใช้ภาษาเพื่อการสื่อความถึงสิ่งที่เขาควรปฏิบัติ เช่น ใช้ภาษาเขียนลาดับ
ขั้นตอนการทางานของตนเองได้
7.4 เกณฑ์ทางภาษา (Linguistic Criteria) ควรให้ครอบคลุมทั้งการใช้รูปคาศัพท์
รูปแบบประโยค ความถูกต้องในการออกเสียงสาหรับพูด และการเรียบเรียงประโยค
7.5 เกณฑ์ทางวัฒนธรรม (Culture Criteria) ต้องคานึงถึงขนบธรรมเนียมประเพณี
และแนวปฏิบัติอันเป็นวัฒนธรรมที่แสดงออกทางภาษา เช่น การต้อนรับ การขอบคุณ ขอโทษ
หรือระดับภาษา เป็นต้น
7.6 เกณฑ์ด้านยุทธศาสตร์การสื่อสาร (Strategic Criteria) ควรได้พิจารณา
ยุทธศาสตร์ของผู้สอนที่จะทาให้การสื่อสารดาเนินไปอย่างราบรื่น เกิดความเข้าใจกันตามจุดมุ่งหมาย
ยุทธศาสตร์ต่างๆ เหล่านี้ ได้แก่ ภาษาท่าทาง การใช้ภาษาเทียบเคียง ภาษาที่เป็นเอกลักษณ์
เฉพาะตัว สภาวะทางอารมณ์
การเขียนภาษาอังกฤษ
1. ความหมายของการเขียน
วินเกอร์สกี เบอร์เนอร์ และบาโลร์ก (Wingersky, Boerner and Balogh. 1995 :
2) ได้กล่าวถึงความหมายของการเขียนไว้ว่า การเขียนเป็นกระบวนการรวบรวมและจัดระเบียบ
ความคิดของผู้ส่งสาร โดยมีการถ่ายทอดสารที่ต้องการสื่อผ่านทางการเขียนลงไปในกระดาษ เพื่อ
สื่อสารกับผู้รับสารนั้นก็คือผู้อ่าน ในทักษะการเขียนจะมีโอกาสสื่อสารผิดพลาดได้น้อยกว่าการพูด
เพราะการเขียนสามารถแก้ไขจัดการเกี่ยวกับความคิดและสารที่จะสื่อออกไปให้สมบรูณ์ได้ แต่การพูด
ผู้รับสารสามารถรับสารได้ทางน้าเสียง คาพูด และการแสดงออกทางใบหน้าของผู้พูด ซึ่งเป็นการยาก
ต่อการแก้ไข และทาให้เกิดการสื่อสารที่ผิดพลาดได้ทุกเมื่อ
แกรแฮมม และ เพอร์ริน (Graham and Perin. 2007 : 3) ได้ให้ความหมายของ
ทักษะการเขียนไว้ว่าทักษะการเขียนคือทักษะที่ใช้คาดการณ์ผลการเรียนรู้และความสาเร็จของการศึกษา
19
และเป็นปัจจัยพื้นฐานอย่างหนึ่งในการมีส่วนร่วมในสังคม และเศรษฐกิจโลก การเขียนที่ดีไม่ใช่เป็น
เพียงทางเลือกหนึ่งของผู้เรียน แต่เป็นถึงสิ่งที่จาเป็นสิ่งหนึ่ง ควบคูไปกับทักษะการอ่านเพื่อความเข้าใจ
่
แล้ว
โชวราฟา (Shourafa. 2012 : 235) ได้กล่าวว่าการเขียนเป็นทักษะที่ก่อให้เกิดผล
ทางการเรียนรู้ทักษะหนึ่งจากสี่ทักษะของภาษาอังกฤษ การเขียนเป็นความสามารถในการเข้าใจในเรื่อง
ของโครงสร้างไวยากรณ์ คาศัพท์ ความคิด ศิลปะการใช้ถ้อยคา และส่วนอื่นๆของการใช้ภาษา
การเขียนสามารถพัฒนาการรู้ภาษาของผู้เรียนได้จากกคาศัพท์ ประโยค และส่วนประกอบอื่นๆของ
การเขียนซึ่งใช้ในการสื่อสารความคิดซึ่งกันและกัน
2. ความสาคัญของการเขียน
ไมเลส (Myles. 2002 : 1) กล่าวว่าการเขียนเป็นทักษะที่สาคัญในการบ่งบอกถึง
ความสามารถผ่านการบอกเล่าข้อมูลออกมาเป็นชิ้นงานในรูปแบบของการพรรณนา การบรรยาย
หรือการเปลี่ยนแปลงข้อมูลให้เป็นเนื้อหาในรูปแบบใหม่ในการเขียนแบบชี้แจงอธิบาย หรือการเขียน
โต้แย้งเปรียบเทียบ ยิ่งไปกว่านั้นการฝึกฝนทักษะการเขียนเป็นสิ่งสาคัญเพราะทักษะการเขียนเป็น
ทักษะที่ไม่สามารถได้มาโดยธรรมชาติ แต่เป็นทักษะที่ต้องได้รับการเรียนรู้ หรือการถ่ายทอดโดยการ
ฝึกฝน จากการจัดตั้งสภาพแวดล้อมการเรียนการสอนตามรูปแบบ หรือในสภาพแวดล้อมอื่นๆ
ทักษะการเขียนต้องได้รับการฝึกฝน และเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ ทั้งในและนอกห้องเรียน
แกรแฮมม และเพอร์ริน (Graham and Perin. 2007 : 9) อธิบายว่าทักษะการ
เขียนเป็นสิ่งได้รับความสนใจ และถูกนามาพิจารณาในบริบทส่วนมากของชีวิต เช่น โรงเรียน
ที่ทางาน และชุมชน และการพิจารณาในแต่ละบริบทนั้นได้มีความเหลื่อมล้า แต่ไม่ได้อยู่ในลักษณะ
และความต้องการเดียวกัน ดังนั้นผู้เขียนที่มีความชานาญต้องสามารถปรับการเขียนให้มีความยืดหยุ่น
ในแต่ละบริบทจึงจะสามารถได้ประโยชน์จากการเขียนได้
โชวราฟา (Shourafa. 2012 : 235) ได้กล่าวไว้ว่าทักษะการเขียนเป็นทักษะที่สาคัญ
ในการเรียนต่อในระดับสูงสาหรับผู้เรียนภาษอังกฤษเป็นภาษาต่างประเทศ ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่หนทางใน
การติดต่อสื่อสารในการแบ่งปันวิสัยทัศน์ และความคิดเท่านั้นแต่ยังเป็นทักษะที่จาเป็นต่อการเรียน
ระดับสูงขึนไป
้
3. หลักการและขั้นตอนการสอนการเขียน
ฮาร์มเมอร์ (Harmer. 2012 : 128 - 133) ได้อธิบายถึงการเรียนรู้ภาษาอังกฤษไว้ว่า
ในการเรียนรู้เมื่อเกิดข้อผิดพลาดในการพูดภาษาอังกฤษ จะสามารถแก้ไขให้ถูกต้องอย่างรวดเร็วได้ด้วย
ตนเอง หรือ พูดในสิ่งสิ่งที่เหมือนกันในสิ่งเดียวกันในทางที่แตกต่างกัน แต่เมื่อเขียนนั้นจาเป็นต้องมี
ความแม่นยาและถูกต้องมากขึ้น ผู้เรียนจาเป็นต้องเรียนรู้แนวทักษะวิธีการในการเขียนอย่างประสบ
ผลสาเร็จ ในปัจจุบันถึงแม้ผู้คนมากมายจะใช้คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ทางโทรศัพท์สาหรับการเขียน
ติดต่อสื่อสาร แต่ก็ยังพบสาเหตุมากมายในการเขียนด้วยลายมือ และผู้เรียนบางคนค้นหาบทเรียน
ภาษาอังกฤษที่แตกต่างกันออกไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าผู้เรียนเลือกทางการเขียนในภาษาของผู้เรียน
(สัญลักษณ์ที่ใช้) เป็นภาษาที่แตกต่างกันนอกจากที่จะเลือกใช้ภาษาอังกฤษ ผู้สอนจึงจาเป็นต้องให้
ผู้เรียนฝึกฝนในการเขียนข้อมูลตัวอักษร โดยการใช้กระดาษที่มีเส้นเพื่อที่จะช่วยให้ผู้เรียนทาตาม
ตัวอย่างซึ่งเป็นการเขียนแบบลายมือ เมื่อเริ่มการเขียนในภาษาแรกคนเรามักจะคิดเสมอว่าการพูดจะ
20
เกิดขึ้นก่อนที่จะลงมือทา และมักจะตรวจสอบว่าในการเขียนนั้นสมบูรณ์ ก่อนที่จะวางกระดาษหรือ
บัตรคาในซองกระดาษ หรือกดส่งทางคอมพิวเตอร์ซึ่งหลักการสอนเขียนมีดังนี้
- การวางแผนการเขียนนั้นผู้เรียนควรคิดก่อนเสมอว่าต้องการจะเขียน หรือสื่อสาร
สิ่งใดระหว่างผู้เขียนและผู้อ่าน รวมไปถึงจุดประสงค์ของการเขียนบันทึก
- การเขียนฉบับร่าง
- การทบทวนฉบับร่าง และแก้ไขก่อนที่จะเขียนครั้งสุดท้าย
- กระบวนการเขียนไม่ได้พูดถึงเฉพาะทิศทางการเขียน ผู้เรียนสามารถเริ่มต้น
การเขียน การคิด และการวางแผนใหม่ได้ กระบวนการเขียนเป็นกระบวนการเล็กๆ คล้ายกับวงล้อ
นั่นก็หมายถึงการหมุนรอบๆ และข้ามไปในทิศทางที่หลากหลาย
- การเขียนต้องมีการทบทวนแก้ไข เพราะในการเขียนนั้นอาจเกิดข้อผิดพลาดทั้งการ
สื่อสาร และข้อผิดพลาดทางภาษา
- ผู้สอนกระตุ้นนักเรียนให้มีความระมัดระวังในการเขียน โดยอาจให้ผู้เรียนวางแผน
ในสิ่งที่กาลังจะพูด ผู้เรียนสามารถอภิปรายความคิดโดยการค้นหาความคิดในอินเตอร์เน็ตหรือใน
ห้องสมุดโรงเรียนและจดบันทึกบนกระดาษหรือบนหน้าจอได้
- ผู้สอนกระตุ้นให้ผู้เรียนในการทบทวนหรือแก้ไขในสิ่งที่เขียนไปก่อนการเขียนฉบับ
สุดท้าย สิ่งนี้คือความสาคัญของการฝึกฝนการทาข้อสอบ ผู้เรียนจาเป็นต้องตรวจสอบผ่านทางคาตอบ
ของตนเอง
- ผู้ให้ผู้เรียนตรวจสอบรายชื่อที่จะใช้ในขณะที่กาลังทบทวนงานเขียน ตัวอย่างเช่น
ถ้าเขียนจดหมายอิเล็กทรอนิกส์นั้น อาจจะให้ผู้เรียนทาตามสิ่งที่กาหนดให้
แบรนด์วิค และแมคไนท์ (Brandvik and Mcknight. 2011 : 90) ได้กล่าวไว้ว่า
ขั้นตอนการสอนการเขียนมีหลายขั้นตอน คือ ขั้นก่อนการเขียน การร่าง การแก้ไขและปรับปรุง
และขั้นนาเสนอผลงานดังนี ้
1. ขั้นก่อนการเขียน เป็นขั้นการเตรียมตัวก่อนการเขียนร่าง เป็นการช่วยให้ผู้เขียน
รวบรวมความคิดและทาตามกระบวนการเขียน ควรใช้กิจกรรมที่หลากหลายสาหรับขั้นก่อนการเขียน
เพื่อช่วยให้ผู้เรียนได้ค้นหาข้อมูลและรวบรวมความคิดในหัวข้อของตนเอง
2. ขั้นการร่าง งานเขียนที่ประสบความสาหรับนั้นส่วนใหญ่จะต้องผ่านการร่าง
หลายครั้ง ในการร่างงานเขียนครั้งแรกผู้เรียนจะต้องรีบเขียนความคิดของตนเองลงไปในรูปแบบ
การร่าง หลังจากนั้นคือการรวบรวมข้อมูลโดยไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับความถูกต้องของการเขียนมากนัก
3. ขั้นการแก้ไขและปรับปรุง การแก้ไขคือการกลับไปมองงานเขียนอีกครั้งหนึ่ง
หลังจากที่ร่างงานเขียนแรกเสร็จแล้ว ผู้เขียนจะต้องกลับมาอ่านงานเขียนอีกครั้งหนึ่ง ในขั้นนี้ผู้เขียน
จะต้องตรวจสอบรูปแบบประโยค ไวยากรณ์ และคาศัพท์เพื่อความถูกต้อง
4. ขั้นน้าเสนอ ผู้เรียนส่วนใหญ่จะเขียนงานเขียนเพื่อส่งผู้สอนเท่านั้น แต่ในปัจจุบัน
เราควรสร้างโอกาสให้ผู้เรียนได้นาเสนองานเขียนของตนเองแก้ผู้ชมอื่นๆ เช่น อ่านให้เพื่อนๆใน
ชั้นเรียนฟัง อ่านให้เพื่อนในกลุ่มฟัง หรืออ่านในที่สาธารณะต่างๆ
4. การจัดกิจกรรมเพื่อพัฒนาการสอนการเขียน
21
แบรนด์วิค และแมคไนท์ (Brandvik and Mcknight. 2011 : 93) กล่าวว่าถึงแม้ว่า
เราจะกระตุ้นผู้เรียนให้เขียนงานเขียนที่ผู้เรียนเลือกหัวข้อด้วยตนเอง แต่ก็ควรจะมีรูปแบบของการ
เขียนกาหนดให้ผู้เรียนได้เขียนอย่างชัดเจน ผู้เรียนส่วนใหญ่มักจะชอบเขียนงานเขียนแบบแสดง
ความรู้สึกและเขียนบรรยายเรื่องส่วนตัว ผู้สอนไม่ควรที่จะกีดกันสิ่งเหล่านี้ เพราะว่ารูปแบบการเขียน
นี้จะสร้างความคล่องแคล่วในการเขียนและเป็นพื้นฐานของการเขียนรูปแบบอื่นๆ การใช้คาศัพท์เฉพาะ
ทางในการแยกประเภทการเขียนอาจจะทาให้สับสน เพราะบางครั้งการเขียนนั้นแบ่งตามวัตถุประสงค์
หรือบางครั้งแบ่งตามรูปแบบและลักษณะการบรรยาย มี 4 วิธี คือ การบรรยาย การพรรณนา
การอธิบาย และการจูงใจ ดังนี้
1. การเขียนแสดงความรู้สึก เป็นการเขียนที่ไม่เน้นโครงสร้างมากนัก เช่น การเขียน
วารสาร บันทึกประจาวัน แฟ้มบันทึก เรียงความที่ไม่เป็นทางการ ความทรงจา และบันทึกความทรง
จาให้กาลังใจ
2. การเขียนแบบมีโครงสร้าง เป็นการเขียนตามรูปแบบมาตรฐาน เช่น จดหมาย
สมัครงาน จดหมายแสดงความยินดี และใบสมัครงานต่างๆ เช่น การสื่อสารทางธุรกิจ และบัตรเชิญ
การเขียนเชิงความคิดสร้างสรรค์ มีจุดมุ่งหมายเพื่อความสุขและความบันเทิงและจะเน้นที่ภาษาและ
พล็อตเรื่อง ได้แก่ เขียนเพลง นิทาน กลอน ปริศนา เรื่องตลก เรียงความ หรือจดหมาย
3. การเขียนเชิงข้อมูล เป็นการเขียนที่เน้นการอธิบายข้อมูลต่างๆ เช่น การเขียน
รายงาน จดหมาย การโฆษณา วิจัย ข้อสอบ เรียงความ และบทความในหนังสือพิมพ์
4. การเขียนโน้มน้าวใจ มีจุดมุ่งหมายในการเขียนเพื่อสร้างอิทธิพลในมุมมองต่างๆ
แก่ผู้อ่าน เช่น การเขียนรายงาน บทบรรณาธิการ จดหมาย งานวิจัย การโฆษณา หรือการเขียน
เรียงความ
ฮาร์มเมอร์ (Harmer. 2010 : 117 - 120) ได้แนะนากิจกรรมเพื่อพัฒนาการสอน
เขียนเพิ่มเติมดังนี้
1. การเขียนแบบเร่งด่วน เป็นอีกหนึ่งวิธีในการสร้างนิสัยของการเขียนที่เร่งด่วน
เนื่องจากเป็นไปได้ที่เด็ก วัยรุ่น หรือผู้ใหญ่ ซึ่งเป็นผู้เขียนที่ไม่สมัครใจ กิจกรรมการเขียนแบบเร่งด่วน
จาพวกนี้ ซึ่งผู้เรียนจะเขียนทันทีในการพูดตอบตามคาขอร้องของผู้สอน ตัวอย่างเช่น ผู้สอนให้เขียน
ตามคาสั่งโดยผู้สอนจะเขียนครึ่งประโยค แล้วให้ผู้เรียนเติมให้สมบูรณ์และถูกต้อง ตัวอย่างเช่น
“ My favorite relative is ……….” หรือ “I will never forget the time I ………”
จากนั้นผู้สอนให้ผู้เรียนเขียนสองประโยคซึ่งเกี่ยวกับหัวข้อในตอนนี้ ผู้สอนอาจให้คาในประโยค 3 คา
แล้วให้ผู้เรียนเติมลงในประโยคอย่างรวดเร็วถ้าเป็นไปได้
2. การใช้ดนตรีและรูปภาพ ดนตรีและรูปภาพเป็นกิจกรรมอย่างหนึ่งที่กระตุ้นที่ดี
มาก ไม่ว่าจะเป็นทั้งการเขียนและการพูด ตัวอย่างเช่น ผู้สอนสามารถเล่นท่อนจังหวะของเพลง และ
ให้ผู้เรียนเรียนจินตนาการ จากนั้นให้ผู้เรียนเขียนฉากภาพยนตร์ที่คิดว่าเป็นการเล่นดนตรีคลอ
(ขั้นนี้สามารถทาเสร็จได้หลังจากที่ผู้เรียนดูแบบตามบทภาพยนตร์แล้ว) ผู้สอนสามารถเขียนประโยค
แรกจากเนื้อเรื่อง จากนั้นให้ผู้เรียนเติมเนื้อเรื่องให้สมบูรณ์ (ทั้งนี้มาจากเพลงที่ผู้สอนเปิด) จากนั้นให้
ผู้เรียนเขียนประโยคแรกอีกครั้ง แล้วให้ผู้เรียนเขียนเรื่องราวที่แตกต่างกัน (เพราะว่าดนตรีที่ได้ยินจะ
แตกต่างกันมาก) จากนั้นให้ผู้เรียนอ่านเรื่องราวทั้งหมด แล้วให้เพื่อทายว่าเพลงที่ได้ยินสร้าง
22
แรงบันดาลใจอย่างไร รูปภาพสื่อถึงความเป็นไปได้อย่างมากผู้สอนอาจให้ผู้เรียนเขียนถึงการพรรณนา
รูปภาพต่อหนึ่งกลุ่มจากนั้นให้เพื่อนในห้องเดาว่าเป็นรูปไหน โดยผู้เรียนสามารถเขียนไปรษณียบัตรจาก
สิ่งที่ผู้สอนได้ให้ผู้เรียนก่อนหน้านี้แล้ว จากนั้นผู้สอนอาจให้ผู้เรียนดูรูปคนและเขียนโดยใช้ความรู้สึก
ภายในของตนเองเกี่ยวกับลักษณะ หรือเขียนในสมุดบันทึกประจาวันของผู้เรียน ซึงกิจกรรมทั้งหมดนี้
่
ได้ออกแบบให้ผู้เรียนได้เขียนอย่างอิสระในแนวเดียวกัน
3. หนังสือพิมพ์และนิตยสาร เป็นลักษณะที่มีเนื้อหาแตกต่างกันที่สามารถค้นพบใน
หนังสือพิมพ์และนิตยสาร เป็นแนวทางที่เป็นไปได้สาหรับการวิเคราะห์จาแนกประเภท ตามมาด้วย
การเขียนโดยมีการจาแนก ตัวอย่างเช่น ผู้สอนอาจให้ผู้เรียนดูบทความที่แตกต่างกัน แล้วให้ผู้เรียน
วิเคราะห์พาดหัวข่าว ตีความ และสรุปบทความทั้งหมด จากนั้นให้ผู้เรียนเขียนบทความเกี่ยวกับความ
จริงหรือจินตนาการในข่าวที่ผู้เรียนสนใจ สาหรับระดับที่สูงสุด ครูสามารถให้ผู้เรียนดูเนื้อเรื่องเดียวกัน
จานวนมาก โดยเป็นรูปแบบลักษณะการประกาศในที่ที่แตกต่างกัน และให้ผู้เรียนเลือกเขียน
รายละเอียดหนึ่งเรื่องหรือเรื่องอื่นๆ ผู้สอนสามารถทาในลักษณะการวิเคราะห์จาแนกแบบเดียวกันใน
หนังสือพิมพ์ ตัวอย่างเช่น ผู้สอนสามารถยืนยันในกรอบของการวิเคราะห์และผู้เรียนจะสามารถเรียนรู้
ได้อย่างมากมายจากการวิเคราะห์ประเภท และสามารถทาตามได้ในลักษณะเดียวกัน
4. หนังสือเล่มเล็กและหนังสือแนะนา ผู้สอนสามารถให้ผู้เรียนดูหนังสือเล่มเล็กที่
หลากหลาย ตัวอย่างเช่น บ้านเมือง บันเทิง เพื่อนามาสู่การวิเคราะห์ ผู้เรียนสามารถเขียนหนังสือ
เล่มเล็กของตนหรือหนังสือแนะนาบ้านเมือง โดยใช้การวิเคราะห์นี้ช่วยผู้เรียน ผู้เรียนอาจจะสนุกกับ
การเขียนหนังสือเล่มเล็กและหนังสือแนะนาสาหรับการออกแบบส่วนตัวของเขา
5. กวีนิพนธ์ ผู้สอนหลายคนชอบให้ผู้เรียนเขียนบทกวี เพราะว่าอาจจะทาให้ผู้เรียน
ประทับใจในตัวเอง อีกทั้งยังมีการคิดวิเคราะห์บทกวีอีกด้วย แต่ผู้สอนควรจะให้รูปแบบแก่ผู้เรียนเพื่อ
ช่วยในการเขียน ผู้สอนอาจให้ผู้เรียนเขียนโคลงกระทู้ ซึ่งจะทาให้ผู้เรียนได้ฝึกเขียนตัวอักษรของบทกวี
หรือผู้สอนอาจให้กรอบที่เป็นประโยคหรือรูปแบบในการเขียน เพื่อให้ผู้เรียนสามารถทาตามได้
การเขียนบทกวีเป็นลักษณะที่จัดไว้เฉพาะสาหรับผู้เรียนซึ่งค่อนข้างจะเก่งและผู้เรียนระดับสูง
6. การเขียนแบบร่วมมือ ผู้เรียนจะได้รับการผูกเรื่องจากหนังสือมากมาย
ตัวอย่างเช่น ผู้สอนให้ผู้เรียนสร้างคาบนกระดาน โดยที่แต่ละแถวถูกเขียนขึ้นโดยผู้เรียนคนละคน
และผู้สอนสามารถให้ผู้เรียนนั่งเป็นวงกลม โดยแต่ละกลุ่มจะมีกระดาษหนึ่งแผ่น โดยคนแรกเขียนแถว
แรกแล้วส่งกระดาษไปให้คนถัดไป คนต่อมาเขียนอีกหนึ่งประโยคจนถึงคนสุดท้าย จากนั้นให้ทุกคน
ร่วมกันเขียนเรื่องราวทั้งหมด นอกจากนี้ผู้เรียนสามารถเขียนบนจอคอมพิวเตอร์ได้อีกด้วย
7. การเขียนถึงเพื่อนในชั้นเรียนรายบุคคล การสัมภาษณ์ทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์
เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างในการเขียนถึงเพื่อนในชั้นเรียนรายบุคคล ผู้เรียนสามารถเขียนจดหมาย
อิเล็กทรอนิกส์ หรือข้อความสั้นต่างๆมาเป็นคาตอบได้ ในการทากิจกรรมนี้ผู้เรียนควรอยู่ภายใต้
การดูแลของผู้สอน เช่น ในการสนทนาผ่านอินเตอร์เน็ต เป็นต้น
8. การเขียนในรูปแบบต่างๆ การเขียนมีรูปแบบมากมายหลากหลาย ผู้สอนอาจจะ
ให้ผู้เรียนเขียนพรรณนารายบุคคลและเรื่องราวอื่นๆ ผู้สอนอาจเตรียมการเขียนที่ผู้เรียนคนอื่นๆได้เขียน
ผ่านมาแล้วให้กับผู้เรียน หรือใช้เป็นแนวทางในการเขียน ผู้สอนสามารถวิเคราะห์บทแรกของนวนิยาย
จากนั้นให้ผู้เรียนเขียนในภาษาของตนเอง ผู้สอนอาจให้ผู้เรียนเขียนเรื่องราวให้สมบูรณ์ สาหรับ
23
กิจกรรมที่หลากหลายอาจให้ผู้เรียนคิดร่วมกันก่อนที่จะทาภาระงาน การระดมความคิดก็เป็นอีกปัจจัย
หนึ่งที่จะทาให้เกิดความประสบผลสาเร็จในการเขียนของผู้เรียน
ฮาร์มเมอร์ (Harmer. 2012 : 128 - 133) กล่าวว่าการเรียนการสอนการเขียน
ควรมีการกระตุ้นการเขียนโดยการใช้กิจกรรม ผู้เรียนหลายคนไม่สนุกกับการเขียนเป็นอย่างมาก
และภาระงานที่หนักทาให้เขาไม่สะดวกสบายและไม่กระตือรือร้นกับมัน ดังนั้นกิจกรรมที่ใช้ในการเรียน
การสอนควรเป็นสิ่งที่น่าสนใจ และกระตุ้นการเรียนรู้โดยกิจกรรมการเขียนที่สามารถกระตุ้นการเขียน
มีดังต่อไปนี้
1. การเขียนร่วมกันของผู้เรียน มีกิจกรรมมากมายที่ก่อให้เกิดการร่วมมือกันในการ
เขียนดังนี้
- ผู้สอนให้ผู้เรียนเขียนประโยคส่งต่อนักเรียนอีกคน โดยการพับกระดาษและส่งไป
ยังผู้เรียนคนถัดไปโดยที่ไม่สามารถมองเห็นว่าคนที่เขียนก่อนหน้านี้เขียนอะไร ตัวอย่างเช่น ผู้เรียนA
เขียนในช่องแรก (เช่น Peter) แล้วพับกระดาษชิ้นนั้นส่งไปยังผู้เรียน B ซึ่งผู้เรียน B เขียนว่า
Sally. จากนั้นกระดาษก็ส่งต่อไปยังผู้เรียน C โดยผู้เรียน C เขียนสถานที่ที่พวกเขาพบกัน
ตัวอย่างเช่น at the swimming pool จากนั้นกระดาษก็ส่งไปที่ผู้เรียนคนถัดไปเพื่อเขียนเรื่องราว
ต่อไป เมื่อกิจกรรมนี้สิ้นสุด กระดาษจะเปิดออก แล้วผู้เรียนทุกคนจะเห็นทั้งหมด
- ผู้เรียนนั่งเป็นวงกลม และแต่ละคนจะมีกระดาษว่าง จากนั้นเราจะบอกให้เขียน
ตามประโยค เช่น When he opened his eyes that morning, he did not know
where he was. จากนั้นผู้สอนจะถามว่าเขียนประโยคถัดไปที่อยู่ในเรื่องราว เมือผู้เรียนได้เขียน
่
ประโยคแล้วจะส่งต่อไปยังผู้เรียนคนถัดไป ผู้เรียนแต่ละคนจะเขียนประโยคเรื่องราวที่อยู่ข้างหน้าพวก
เขา สาหรับแต่ละประโยคที่เขียนขึ้นใหม่ก็จะส่งต่อไปยังผู้เรียนคนถัดไปอีกครั้ง เมื่อกระดาษถูกส่งไป
ด้านหลังจนครบจึงให้เขียนสรุปเรื่องราวทั้งหมด
- ผู้เรียนทางานเป็นกลุ่ม จากนั้นผู้สอนจะให้ประโยคโต้แย้ง เช่น Everyone
likes football. จากนั้นก็ช่วยกันเขียนประโยคที่ถูกต้องที่ทุกคนในกลุ่มเห็นด้วย
- ผู้สอนให้ผู้เรียนเขียนจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ถึงผู้อื่น ถ้าผู้เรียนไม่สามารถเข้าถึง
คอมพิวเตอร์ได้ ผู้สอนจะให้แผ่นกระดาษที่เป็นหน้าต่างของการเขียนจดหมายอิเล็กทรอนิกส์แทน
- ผู้สอนรับข้อมูลจากผู้เรียน โดยให้ผู้เรียนใช้โทรศัพท์มือถือ ในการจัดเตรียมการ
การประชุม
- ผู้เรียนใช้เรื่องราว WIKI ที่สมบูรณ์โดยผู้เรียนแต่ละคนจะเติมประโยคใน
เรื่องราวต้นฉบับ (อาจจะให้แต่ละคนใช้สีที่แตกต่างกัน) ผู้เรียนสามารถทากิจกรรมนี้บนกระดานได้อีก
ด้วย (อาจเป็นกลุ่มก็ได้) ผู้เรียนแต่ละคนเขียนเรื่องราวทีละประโยคจนเสร็จ
- ผู้เรียนแต่งเรื่องราวโดยใช้สื่อสังคมออนไลน์ เช่น TWITTER ซึ่งผู้เรียนแน่ใจใน
การใช้ตัวอักษรในแต่ละครั้ง
- ผู้สอนให้ผู้เรียนยืนเป็นคนแรกและคนสุดท้าย ในกลุ่มจะต้องเขียนว่า อะไรมา
อยู่ระหว่างประโยคของผู้เรียน
- ผู้เรียนวิ่งเขียนตามคาบอกหรือตะโกนแล้วเขียนตามคาบอก
2. การใช้รูปภาพเพื่อช่วยกระตุ้นความสามารถทางการเขียน ดังตัวอย่างกิจกรรม
ต่อไปนี้
24
- ผู้สอนให้เรื่องราวเกี่ยวกับวันหยุดที่เป็นไปรษณียบัตรรูปภาพ แล้วให้ผู้เรียน
เขียนตามจินตนาการของตนเอง เช่น Today the snow was really beautiful. I went
down tree red slops and one black one. ผู้เรียนคนอื่นก็จะเดาว่าไปรษณียบัตรรูปภาพว่า
อันไหนที่เขียนสัมพันธ์กัน
- ผู้สอนให้รูปคนที่มีชื่อเสียง จากนั้นให้ผู้เรียนจดบันทึกสมุดประจาวันในแต่ละ
แผ่น ผู้เรียนจะสามารถเขียนจดหมายหรือจดหมายอิเล็กทรอนิกส์จากรูปหนึ่งไปยังรูปอื่นๆ
- ผู้สอนให้รูปภาพ อาจทาเป็นคู่หรือทีมก็ได้ จากนั้นให้ผู้เรียนเขียนเรื่องราวที่
สัมพันธ์กัน
3. การใช้ดนตรีเพื่อช่วยกระตุ้นการเขียน ดังตัวอย่างกิจกรรมต่อไปนี้
- ผู้สอนเล่นดนตรีแล้วให้ผู้เรียนเขียนลงว่าเราคิดถึงอะไรกับการที่ผู้แต่งเพลงได้
บรรยาย
- ผู้สอนเล่นดนตรีโดยมีความรู้สึกต่างๆ (เสียใจ มีความสุข อยากเต้น อื่นๆ)
แล้วให้ผู้เรียนเขียนคาที่มาจากใจในขณะที่ได้ยิน
- ผู้สอนบอกให้ผู้เรียนเขียนบทเกี่ยวกับฉากภาพยนตร์
- ผู้สอนเขียนประโยคที่กาหนดให้ เช่น As he come round the corner
he saw him. จากนั้นเราจะบอกว่านี่คือประโยคแรกของเรื่อง โดยให้ผู้เรียนเขียนอย่างต่อเนื่อง
เมื่อผู้สอนเปิดดนตรี บางครั้งจะเล่นเพลงเศร้า จากนั้นบอกให้ผู้เรียนเขียนประโยคเดียวกันและเขียน
เรื่องราวใหม่ แต่ในครั้งนี้ดนตรีสนุกสนาน จากนั้นให้ผู้เรียนแลกเปลี่ยนกระดาษกัน แล้วให้ไปอ่าน
หน้าชั้นเรียน จากนั้นเพื่อนที่เหลือในห้องทายว่าเป็นดนตรีอะไร
- ผู้สอนให้ตัวอย่างรูปแบบการเขียนของผู้เรียนเอง ตัวอย่างเช่น ผู้เรียนสามารถ
เขียนเกี่ยวกับเพื่อนของตนเอง พูดถึงที่อาศัย พ่อแม่มาจากที่ใด ภาษาที่ใช้พูดกัน รู้จักเพื่อนนาน
เพียงใด และอะไรที่ชอบทาร่วมกัน
- แฟ้มสะสมงานยังสามารถประกอบไปด้วยเรื่องราวเกี่ยวกับเพื่อน ไม่ว่าจะเป็น
จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ จดหมาย บัตรคา และอื่นๆ ที่ผู้สอนต้องการที่จะเขียน ผู้เรียนสามารถเก็บ
งานไว้ในแฟ้ม หรือ ในสื่อออนไลน์ได้อีกด้วย
4. การจัดทาวารสารเพื่อช่วยกระตุ้นการเขียน ดังตัวอย่างกิจกรรมต่อไปนี้
- การจัดทาวารสารเป็นความคิดที่ดีที่จะช่วยกระตุ้นผู้เรียนในการเขียน
เพราะผู้เรียนสามารถใช้การจัดทาวารสารเป็นสิ่งสะท้อนในการเรียนรู้ และจะทาให้การเขียนดีขึ้นด้วย
- วารสารเป็นสิ่งที่ดีสาหรับผูสอนในการติดสื่อสาร และแลกเปลี่ยนความคิดกับ
้
ผู้เรียน ผู้สอนควรรู้ว่าผู้เรียนกาลังคิดอะไร ต้องการสื่อสารอะไรในวารสารของตนเอง จากนั้นจึงช่วย
กระตุ้นผู้เรียนให้ใช้การเขียนในการติดต่อสื่อสารและอธิบายในสิ่งที่ตนเองคิด
- เมื่ออ่านวารสารที่ผู้เรียนเขียนเสร็จแล้ว ผู้สอนควรตรวจเนื้อหาและทาความ
เข้าใจสิ่งที่ผู้เรียนต้องการสื่อในวารสารก่อน จากนั้นจึงตรวจสอบข้อผิดพลาดในการใช้ภาษา หลังจาก
นั้นผู้สอนจึงให้ผู้เรียนแก้ไขข้อผิดพลาดทางภาษา
- ผู้สอนควรให้เวลาแก่ผู้เรียนในการจัดทาวารสาร เพราะเป็นการกระตุ้นการเขียน
ของผู้เรียนอย่างต่อเนื่อง
5. บล็อก วิกิ และการติดต่อเป็นกิจกรรมที่สามารถกระตุ้นการเขียนได้ดังนี้
25
- ห้องเรียนหรือในโรงเรียน หรือในระบบออนไลน์ที่สามารถมองเห็นได้
- ผู้สอนบอกวิธีการเขียนข้อความและประกาศข้อความบนบล็อกของผู้เรียนได้
อาจทาครั้งละหนึ่งสัปดาห์หรือกาหนดเวลาในการทาเป็นระยะเวลาหนึ่งเดือน หรือสองเดือน
- ผู้สอนกระตุ้นให้ผู้เรียนแสดงความคิดเห็น ตั้งหัวข้อคาถาม และตอบในบล็อก
ของผู้อื่นด้วย
- ผู้สอนสร้าง วิกิ โดยการเขียน รูปภาพ เสียงและคลิปวิดีโอ ผู้สอนและผู้เรียน
สามารถพูดคุยในบล็อกและวิกิ พร้อมทั้งแบ่งปันข้อมูลได้อีกด้วย
- ผู้เรียนสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลกับประเทศอื่นๆ อาจจะเป็นจดหมาย
อิเล็กทรอนิกส์ หรือ บล็อก
5. กลวิธีการสอนการเขียน
กระทรวงการศึกษา ออนตาริโอ (Ministry of Education, Ontario. 2005 :
98 - 140) ได้ให้ตัวอย่างกลวิธีการสอนการเขียนไว้ดงนี้
ั
5.1 Rapid Writing มีจุดมุ่งหมายเพื่อช่วยให้ผู้เรียนเริ่มการเขียนและมีผลผลิต
ทางการเขียนเพิ่มมากขึ้น เพื่อเพิ่มความคล่องแคล่วในการรวบรวมความคิดในการเขียนในวิชาและ
หัวข้อต่างๆ และเพื่อช่วยให้สามารถจัดการความคิดในการเขียนได้ ทฤษฎีนี้สามารถใช้ได้หลากหลาย
วิธี เช่น ใช้ในขั้นก่อนการเขียน การระดมความคิดเพื่อคาถามที่เฉพาะเจาะจง หรือการเขียนบันทึก
ต่างๆ โดยขั้นแรก ครูผู้สอนควรจะกาหนดหัวข้อในการเขียนหรือให้ผู้เรียนได้ออกแบบหัวข้อที่ต้องการ
เขียน จากนั้นอธิบายจุดประสงค์ของการเขียนเร็ว หลังจากนั้นจึงบอกวิธีการเขียนและให้ผู้เรียนเริ่ม
เขียนโดยที่ต้องกาหนดเวลาในการเขียนด้วย หลังจากที่ผู้เรียนเขียนเสร็จแล้ว ผู้สอนควรจะถามผู้เรียน
ว่าเขาเขียนได้มากน้อยเพียงใด หลังจากนั้นจึงมาอภิปรายหัวข้อที่ได้เขียนกับเพื่อนในชั้นเรียนแสดง
ความคิดเห็น
5.2 Setting the context ผู้เขียนที่ดีจะต้องรู้ว่าผู้อ่านต้องการที่จะอ่านไร
เกี่ยวกับสิ่งที่ตนเองเขียน จินตนาการและพิจารณาถึงคาถามที่ว่าผู้อ่านจะต้องการอะไรจากสิ่งที่อ่าน
เพื่อช่วยให้เขียนงานเขียนได้ดียิ่งขึ้น ทฤษฎีนี้มีจุดมุ่งหมายคือ ทาให้เกิดหัวข้อต่างๆในการเขียน
เพื่อมุ่งเน้นความสาคัญของใจความในเรื่องที่เขียน โดยขั้นแรกเริ่มการเขียนโดยการเขียนอธิบายสิ่งที่
ต้องการจะสื่อสารลงไปในงานเขียนให้ผู้อ่านได้รับรู้ จากนั้นให้ผู้เรียนได้ตั้งคาถามว่าผู้อ่านจะต้องการรู้
อะไรจากสิ่งที่เราเขียนเราให้ข้อมูลเพียงพอหรือไม่ หลังจากนั้นให้ผู้เรียนได้ออกมาแบ่งปันเกี่ยวกับ
คาถามที่ตนเองได้คิด จากนั้นจึงให้ผู้เรียนได้จัดการกับความคิดของตนเองเพื่อการเขียนร่างงานเขียน
ต่อไป
5.3 Adding content ทฤษฎีนี้จะเป็นการให้ผลสะท้อนกลับแก่ผู้เรียนก่อนที่จะ
เริ่มการเขียนร่าง ผู้เรียนจะสามารถแลกเปลี่ยนการรวบรวมความคิดกับเพื่อน และนาความคิดของ
เพื่อนๆมาใช้ในการเขียนบทความ หรือรายงานได้ ทฤษฎีนี้มีจุดมุ่งหมายคือ เพื่อแยะแยะข้อมูลที่ได้
รวบรวม รวบรวมและเขียนในสิ่งที่เราคิดใหม่อีกครั้งหนึ่ง โดยขั้นแรกครูผู้สอนกาหนดหัวข้อในการ
เขียน จากนั้นให้ผู้เรียนได้รวบรวมความคิดและเพิ่มเนื้อหาลงไป ให้ผู้เรียนส่งงานของตนเองไปทางซ้าย
เพื่อให้เพื่อนในห้องเรียนถามคาถามเกี่ยวกับงานเขียนของตนเอง ทาอย่างนี้ไปเรื่อยๆจนงานเขียนเวียน
กลับมายังผู้ที่เป็นเจ้าของ หลังจากนั้นให้ผู้เรียนได้ตอบคาถามจากสิ่งที่เพื่อนในห้องเรียนได้ถาม
ขั้นสุดท้ายคือให้ผู้เรียนแก้งานให้สมบูรณ์แบบ
26
5.4 Developing and Organization Ideas: Webbing, Mapping and
More ผู้เขียนสามารถใช้วิธีการที่หลากหลายเพื่อรวบรวมความคิดและข้อมูลเพื่อสร้างความเกี่ยวเนื่อง
ของข้อมูล เพื่อเจาะจงข้อมูลและเพื่อวางแผนการเขียนผลงาน ทฤษฎีนี้มีจุดมุ่งหมายคือ เพื่อเจาะจง
ข้อมูลและสร้างความเกี่ยวเนื่องของความคิดและข้อมูล และเพื่อเลือกความคิดและข้อมูลที่จะใส่ลงไป
ในการเขียน โดยขั้นแรกคือเลือกข้อมูลเพื่อเจาะจงในการเขียน หลังจากนั้นให้เตรียมข้อมูลที่จะมา
อ้างอิงเรื่องที่จะเขียนโดยให้ผู้เรียนเขียนโดยใช้แผนผังความคิดเป็นตัวช่วย โดยอาจจะใช้แผนผัง
ความคิดที่มีรูปแบบอยู่แล้วหรือให้ผู้เรียนออกแบบแผนผังความคิดของตนเองก็ได้
5.5 Revising and Editing: Peer Edition วิธีการเพื่อนช่วยเพื่อนทาให้
ผู้เรียนได้มีโอกาสสนทนาโต้ตอบกับเพื่อนในชั้นเรียนเกี่ยวกับงานเขียนชิ้นนั้นๆ ในขณะที่ผู้เรียนได้อ่าน
งานเขียนของเพื่อนในชั้นเรียน มีการตั้งคาถามเกี่ยวกับงานเขียน ผู้เรียนจะได้รับประสบการณ์ที่
มากมายและสามารถนาคาพูดของเพื่อนมาปรับแก้ไขงานของตนเองได้ โดยขั้นแรกให้ผู้เรียนร่างงาน
เขียนของตนเอง จากนั้นแบ่งกลุ่มนักเรียนออกเป็นกลุ่มละสามถึงสี่คนเพื่อให้แลกเปลี่ยนกันอ่านงาน
เขียนของเพื่อนและช่วยกันแก้ไข และตั้งคาถามเกี่ยวกับงานเขียนที่ได้อ่าน หลังจากนั้นให้นางานเขียน
ของกลุ่มตนเองไปเปลี่ยนกับกลุ่มอื่นๆ ทาอย่างนี้ไปจนทุกคนได้อ่านงานเขียนของเพื่อนทุกคน หลังจาก
นั้นให้ผู้เรียนแต่ละคนออกมาอภิปรายและตอบคาถามจากที่เพื่อนในชั้นเรียนตั้งเกี่ยวกับงานเขียนของ
ตนเอง
5.6 Writing for a purpose: using templates เมื่อผู้เรียนมีรูปแบบหรือ
จินตนาการของงานเขียนของตนเองแล้ว ผู้เรียนจะรู้สึกถึงความมั่นใจและสามารถทาผลงานการเขียน
ของผู้เรียนได้ รูปแบบการเขียนหรือโครงงานคือรูปแบบที่ทาให้ผู้เรียนได้จัดระเบียบความคิดของตนเอง
หลังจากที่ได้รวบรวมในขั้นร่างแล้ว จุดมุ่งหมายของวิธีนี้คือเพื่อให้ผู้เรียนเขียนงานเขียนได้ตามรูปแบบที่
กาหนดให้และสามารถรวบรวมข้อมูลและจัดระเบียบความคิดของตนเองได้ โดยขั้นแรกผู้สอนจะต้อง
จัดเตรียมรูปแบบการเขียนที่ต้องการจะให้ผู้เรียนได้ฝึกเขียน จากนั้นหาตัวอย่างการเขียนในรูปแบบที่
เลือกมาให้ผู้เรียนได้ศึกษา ให้นักเรียนแบ่งกลุ่มสามถึงสี่คนเพื่อทางานเขียนตามรูปแบบที่กาหนด
จากนั้นให้ผู้เรียนออกมาอภิปรายหน้าชั้นเรียนถึงแนวความคิดของงานเขียนในกลุ่มของตนเอง
6. การวัดและประเมินผลการเขียน
แมคโกรว - ฮิล (McGraw - Hill. 2002 : 8 - 13) ได้กล่าวว่ากระบวนการวัด
และประเมินผลการเขียนนั้นมีหลากหลายวิธี หรือการใช้วิธการวัดและประเมินผลนั้นยังสามารถอธิบาย
ี
ภาระงานเขียน และจุดประสงค์งานเขียนที่แตกต่างกันได้ ตัวอย่างเช่นการให้คะแนนประเมินแบบ
ภาพรวม (Holistic scoring) เป็นการให้คะแนนโดยใช้ภาพรวมและให้คะแนนในแต่ภาระงานได้
จานวนมาก แต่ไม่สามารถให้รายละเอียดการตรวจสอบ หรือผลสะท้อนแก่ผู้เขียน การให้คะแนน
ประเมินแบบแยกส่วน (Analytic scoring) นั้นให้รายละเอียดผลสะท้อนเพื่อช่วยให้ผู้เรียนพัฒนาใน
การเขียน แต่ใช้เวลานาน ในการตรวจสอบมากกว่าการให้คะแนนแบบภาพรวม โดยการวัดและการ
ประเมินผลการเขียนแบ่งออกเป็น 3 ประเภทดังต่อไปนี้
1. การประเมินแบบทางการแบ่งออกเป็น 3 ลักษณะคือ
1.1 Holistic scoring เป็นการให้คะแนนด้วยวิธีการที่รวดเร็ว โดยวัดจาก
พื้นฐานคุณภาพทั่วไปของงานเขียนของผู้เรียน ผู้สอนสามารถอ่านงานเขียนของผู้เรียนและให้คะแนน
27
ภายในสองถึงสามนาที การวัดและประเมินผลแบบภาพรวมมีพื้นฐานการให้คะแนนในระดับ 0-4,0-5,
หรือ 0-6 โดยเกณฑ์การให้คะแนนมักจะมีการระบุแนวทางของงานเขียนสาหรับการให้คะแนน
ตาราง 9 รูปแบบการวัดและประเมินแบบภาพรวม
คะแนน
จุดสาคัญและ
องค์ประกอบ

รายละเอียด
เพิ่มเติมและ
รูปแบบ

4
ดีเยี่ยม
- ส่งตรงเวลาและตาม
รูปแบบ
- เหมาะสมกับผู้อ่าน
- มีจุดสนใจที่ดี
- ความคิดและการเล่า
เรื่องมีการพัฒนาใน
การเขียน
- มีเหตุผลมาส่งเสริม
ความคิดและเหตุการณ์
- ดึงดูดใจผู้อ่าน
-งานเขียนมีความ
สมบูรณ์

2
ปานกลาง
-ส่งงานเกิน
กาหนดเวลาและมี
บางส่วนที่ไม่
เหมือนกับรูปแบบ
-ไม่เหมาะสมกับ
ผู้อ่านเท่าที่ควร
-มีจุดสนไม่สอดคล้อง
กับหัวข้อ
-ขาดรายละเอียดที่
ช่วยส่งเสริมใจความ
สาคัญ
-การเรียบเรียงเนื้อหา
ยังไม่ดีเท่าที่ควร
-ไม่มีจุดดึงดูดความ
สนใจ
-ชิ้นงานเกือบจะ
สมบูรณ์
-มีเนื้อหาที่ไปช่วยเสริม -มีเนื้อหาที่ไปช่วยเสริม -มีการบรรยาย
กับแต่ละใจความ
กับแต่ละใจความ
เนื้อหาคร่าวๆ
สาคัญและมีการเล่า
สาคัญ แต่บางเนื้อมี
-รายละเอียดมีน้อย
เรื่องโดยละเอียด
ตัวอย่างคร่าวๆ และยัง และไม่สอดคล้องกัน
-ทุกๆรายละเอียดมี
มีการเล่าเรื่องที่ไม่
-รายละเอียดไม่
ความสาพันธ์กับหัวข้อ ละเอียด
สัมพันธ์กัน

ตาราง 9 (ต่อ)

3
ดี
- ส่งตรงเวลาและตาม
รูปแบบ
- เหมาะสมกับผู้อ่าน
- มีจุดสนใจที่ไม่ชัดเจน
- บางใจความสาคัญ
ต้องเพิ่มการพัฒนาการ
เขียน
- ความคิดที่ใช้อาจจะ
ไม่ดีพอ
- การดึงดูดความสนใจ
ไม่ดีพอ
- งานเขียนมีความ
สมบูรณ์

1
ปรับปรุง
-งานตรงตามรูปแบบ
-ไม่มีจุดดึงดูดความ
สนใจของผู้อ่าน
-เนื้อหาไม่เกี่ยวข้อง
กับหัวข้อ
-ไม่มีประโยคนาและ
ประโยคจบ
-ชิ้นงานไม่สมบูรณ์

-เกินครึ่งของ
รายละเอียดไม่
สอดคล้องกับใจความ
สาคัญ
-รายละเอียดไม่มี
ความสัมพันธ์กัน
28
คะแนน

ไวยากรณ์และ
การใช้คา

4
ดีเยี่ยม
-เลือกรายละเอียดได้
เหมาะสม
-ความคิดหรือ
เหตุการณ์มี
ความสัมพันธ์กันโดยใช้
คาเชื่อม
-มีความหลากหลาย
ของรูปประโยค
-มีความแม่นยาและ
ความน่าสนใจในการ
เลือกใช้คา
-มีความรอบรู้และมี
ความสอดคล้องในการ
ใช้ภาษาอังกฤษ
เบื้องต้น
-ไม่มีคาที่สะกดผิด ใช้
ตัวพิพม์ใหญ่และ
รูปแบบประโยคได้
ถูกต้อง
-มีความแม่นยาในการ
ใช้โครงสร้าง
ความสัมพันธ์ทาง
ไวยากรณ์ มีการใช้
คาเชื่อมได้ถูกต้อง
-ใช้เครื่องหมายวรรค
ตอนผิดเล็กน้อย

3
ดี
-ทุกๆรายละเอียดมี
ความสาพันธ์กับหัวข้อ
-เลือกรายละเอียดได้ไม่
เหมาะสมเท่าทีควร
-มีการใช้คาเชื่อม
-มีความหลากหลาย
ของรูปประโยค
-การเลือกใช้คามีความ
เหมาะสม มีการ
เลือกใช้คาที่น่าสนใจ
เป็นบางคา
- ใช้คาหรือรูปแบบ
ประโยคผิด ทาให้ไม่
เข้าใจความหมาย
-ใช้คาในภาษาอังกฤษ
เบื้องต้นได้สอดคล้อง
กัน
-สะกดคาผิด ใช้
ตัวพิพม์ใหญ่และใช้
รูปแบบประโยคผิด
เล็กน้อย
-มีการใช้คาเชื่อมได้
ถูกต้อง

2
ปานกลาง
-ประโยคไม่ซับซ้อน
มีรูปแบบการเขียนที่
ไม่ไปในทิศทาง
เดียวกัน
-เลือกใช้คาที่ไม่
เหมาะสมกับความ
หาย มีการเลือกใช้คา
ที่น่าสนใจเล็กน้อย

1
ปรับปรุง
-ไม่มีการใช้คาเชื่อม
-รูปแบบประโยคไม่
ไปในทิศทางเดียวกัน
-มีความจากัดในด้าน
คาศัพท์

-ใช้คาหรือรูปแบบ
ประโยคผิด ทาให้ไม่
เข้าใจความหมาย
-มีความอ่อนแอ
ทางด้านการใช้
ภาษาอังกฤษเบื้องต้น
-สะกดคาผิด ใช้
ตัวพิพม์ใหญ่และใช้
รูปแบบประโยคผิด
-ใช้คาเชื่อมบางคาผิด

-ใช้คาหรือรูปแบบ
ประโยคผิด
-ใช้ภาษาอังกฤษขั้น
พื้นฐานไม่ดีพอ
-สะกดคาผิด ใช้
ตัวพิพม์ใหญ่และใช้
รูปแบบประโยคผิด
บ่อยๆ
-มีการใช้ประโยค
ยืดเยื้อและมีประโยค
ที่ไม่สมบูรณ์อยู่มาก
-ใช้คาเชื่อมผิด

1.2 Primary trait scoring เป็นการให้คะแนนที่มีความคลายคลึงกับการให้
คะแนนแบบภาพรวม แต่จะเน้นในลักษณะเฉพาะของประเภทการเขียนที่เฉพาะเจาะจง เช่น
การเขียนบรรยาย การเขียนโน้มน้าวใจ
1.3 Analytic scoring เป็นการให้คะแนนที่ลึกลงไปในการวิเคราะห์ถึง
รายละเอียด เช่น การมุ่งเน้น การจัดองค์ประกอบ ความละเอียด ความคิดในการเขียนสนับสนุนกัน
และโครงสร้างไวยากรณ์ การให้คะแนนแบบแยกส่วนนั้นมีพื้นฐานการให้คะแนนในระดับ 0-100 ซึง
่
จะแบ่งคะแนนเป็นส่วนๆตามด้านต่างๆ
29

ตาราง 10 รูปแบบการวัดและประเมินแบบแยกส่วน
เกณฑ์การให้คะแนน
คะแนน
ความสาคัญ และการจัดระบบ
ความคิดเห็น
-มีความชัดเจนของใจความสาคัญและลาดับเรื่องราว
- ชิ้นงานตอบสนองวัตถุประสงค์และมีความเหมาะสมกับ
ผู้อ่านตามตั้งใจ
-มีการลาดับความคิดและเหตุการณ์อย่างมีประสิทธิภาพ
-งานเขียนมีความเป็นหนึ่งเดียวและเชื่อมโยงกัน
คะแนน____/35
รายละเอียด การสนับสนุน และรูปแบบ
ความคิดเห็น
-การดึงดูดความสนใจของผู้อ่าน
-รายละเอียดทั้งหมดเกี่ยวข้องกับหัวข้อ
-รายละเอียดเพียงพอและเหมาะสม
-การเลือกคาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเขียน
-มีการใช้คาเชื่อได้อย่างถูกต้อง
คะแนน____/35
ไวยากรณ์ การใช้ และโครงสร้าง
ความคิดเห็น
ไม่สะกดคาผิดและใช้ตัวพิมพ์ใหญ่ได้อย่างถูกต้อง
เว้นวรรคประโยคได้ถูกต้องและใช้รูปแบบ
ประโยคได้อย่างถูกต้อง
ใช้ภาษาอังกฤษมาตรฐานในการเขียน
งานเขียนมีความประณีต ชัดเจน และเขียนได้
ถูกต้องตามรูปแบบ
คะแนน____/30
2. การประเมินแบบไม่เป็นทางการ (Informal Evaluation) เป็นการประเมิน
การเขียนผ่านการสังเกต การบรรยาย และการเก็บผลบันทึก ซึ่งสามารถนามาซึ่งข้อมูลที่มีประโยชน์
ในการพัฒนาการเขียน กระบวนการนี้ทาให้ผู้สอนสามารถทางานกับผู้เรียนได้อย่างใกล้ชิด สามารถให้
และตอบรับผลสะท้อนจากผู้เรียน อีกทั้งยังสามารถให้การสอนบนพื้นฐานความต้องการและเป้าหมาย
ของผู้เรียน
3. การประเมินโดยใช้แฟ้มสะสมผลงาน (Portfolio Evaluation) เป็นวิธีการ
ประเมินที่รวมทั้งการประเมินแบบทางการและไม่เป็นทางการเข้าด้วยกัน เพื่อประเมินการเขียนของ
ผู้เรียน การกาหนดการประเมินโดยใช้แฟ้มสะสมผลงานนั้นมีหลายหนทางขึ้นอยู่กับสถานการณ์ของแต่
ละบุคคล ตัวอย่างเช่น บางแฟ้มสะสมผลงานถูกออกแบบให้เป็นเครื่องมือในการจัดการงาน หรือ
ออกแบบให้เป็นการสะสมผลงานชิ้นเยี่ยมของผู้เรียน และเป็นตัวแทนของความพยายามของผู้เรียน
ตาราง 11 รูปแบบการวัดและประเมินโดยแฟ้มสะสมผลงาน
30
คาสั่ง: ทบทวนบทเรียนในแฟ้มสะสมผลงาน และลงคะแนนในระดับ 1-4 โดย 1 คือต้องปรับปรุง
ไปถึง 4 คือดีเยี่ยม
คะแนน
ดีเยี่ยม

ดี

ปานกลาง

ปรับปรุง

เกณฑ์การให้คะแนน
ตรงตามวัตถุประสงค์
เสร็จสมบูรณ์ตามข้อกาหนด
มีการจัดระเบียบที่ดี
รวบรวมไปด้วยแนวความคิดที่หลากหลาย
แสดงให้เห็นถึงความพยายาม
มีระดับคุณภาพที่เหมาะสม
แสดงจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์
ดีกว่าความคาดหวังขั้นต่า
แสดงถึงการปรับปรุงที่ดีขึ้น
แสดงหลักฐานของการสะท้อนผลงาน
ส่วนตัว และรู้ถึงจุดแข็งและจุดอ่อนของ
ตนเอง
การเรียนผ่านเครือข่ายไร้สาย
1. ความหมายของการเรียนผ่านเครือข่ายไร้สาย
แอลลี่ (Ally. 2004 : 5) ได้ให้ความหมายของการเรียนผ่านเครือข่ายไร้สายว่า
การเรียนผ่านเครือข่ายไร้สาย (M-learning) คือการนาสื่ออิเล็กทรอนิกส์หรืออุปกรณ์สื่อสารแบบ
พกพาเข้ามาประกอบการเรียนการสอน เช่น คอมพิวเตอร์พกพาขนาดเล็ก โทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต
หรือ พ็อกเก็ต พีซี เป็นต้น โดยการเรียนผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์นั้นเป็นการเรียนผ่านสื่อที่มีความเป็น
อิสระในด้านที่ตั้ง เวลา และ พื้นทีเมื่อออกแบบสื่อการเรียนการสอนสาหรับอุปกรณ์สื่อสารขนาด
่
พกพานั้นต้องใช้ทฤษฎีการเรียนรู้ที่เหมาะสมและ การออกแบบทฤษฎีการสอนให้สอดคล้องกับความ
ต้องการของผู้เรียน และในเวลาเดียวกันนั้นต้องช่วยให้ผู้เรียนได้ประสบความสาเร็จในผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียนด้วย
คลาร์ก (Clarke. 2008 : 18 - 19) ได้ให้ความหมายว่าการเรียนผ่านเครือข่ายไร้สาย
คือ ผลลัพธ์ข้างเคียงที่เกิดจากการเติบโตของอุปกรณ์พกพาขนาดเล็กๆ เช่น PDAs โทรศัพท์เคลื่อนที่
เครื่องเล่นเพลง MP3 และ เครื่องบันทึกเสียง ปัจจุบันมีแนวความคิดการประสมประสานเทคโนโลยี
ของโทรศัพท์เคลื่อนที่เข้ากับอุปกรณ์คอมพิวเตอร์แบบพกพา เพื่อที่จะได้โปรแกรมประยุกต์จากทั้งสอง
อย่าง สามารถรับจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดโดยผ่านอุปกรณ์พกพาต่างๆ เช่น
Blackberries
31
แทร็กซ์เลอร์ (Traxler. 2007 : Website) ได้ให้คาจากัดความและกรอบความคิดที่
ชัดเจนของการเรียนผ่านเครือข่ายไว้ว่าเป็นการใช้เทคโนโลยี หรืออุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ในการเรียนรู้
กล่าวคือ เป็นการเรียนรู้จากการได้รับหรือสนับสนุนโดยใช้เครื่องมือหลักคือเทคโนโลยีขนาดพกพา เช่น
PDAs สมาร์ทโฟน คอมพิวเตอร์ขนาดพกพา เป็นต้น อุปกรณ์สื่อสารแบบพกพาสามารถสร้างสรรค์ไม่
เพียงแต่ความรู้ในรูปแบบใหม่ และการเข้าถึงความรู้ในแนวทางใหม่ แต่ยังสามารถสรรค์สร้างรูปแบบ
ของศิลปะการแสดง และแนวทางใหม่ๆที่จะเข้าถึงสิ่งเหล่านั้นด้วย การเรียนผ่านเครือข่ายไร้สายได้
สนับสนุนการสะท้อนกลับอย่างเป็นธรรมชาติ และการวัดผลประเมินผลด้วยตนเอง และการใช้
เทคโนโลยีการทาประวัติส่วนตัวอิเล็กทรอนิกส์ในปัจจุบันได้ถูกคาดหวังให้เปลี่ยนไปใช้อุปกรณ์สื่อสาร
แบบพกพาในอนาคตอันใกล้นี้ โดยสรุป การเรียนผ่านเครือข่ายไร้สายสามารถทาให้ผู้เรียนใช้เวลา
และพื้นที่อันจากัดในการเรียนรู้ เพื่อการทางานโครงการ หรืออภิปรายกับนักเรียนคนอื่นๆ
และสามารถติดต่อสื่อสาร และได้รับการส่งเสริมการเรียนรู้จากผู้สอนได้
คลาร์ก (Clark. 2013 : 144) ได้กล่าวว่าการเรียนผ่านเครือข่ายไร้สายนั้นเรียกได้อีก
อย่างหนึ่งว่า ‘mlearning’ การเรียนผ่านเครือข่ายไร้สายนั้นสามารถอธิบายได้ว่าเป็นการเรียนรู้ได้ใน
ทุกที่ทุกเวลาซึ่งสามารถขยายความได้ว่าเป็นการเรียนโดยไม่จาเป็นต้องจากัดช่วงเวลาหรือพื้นที่
และเทคโนโลยีดิจิตอลนั้นยังสามารถส่งเสริมการเรียนรู้ได้อีกด้วย การเรียนผ่านเครือข่ายไร้สายนั้น
มีองค์ประกอบอยู่สองส่วนนั่นคือ ผู้เรียน และอุปกรณ์ดิจิตอลที่ง่ายต่อการพกพาที่ผู้เรียนสามารถใช้
เพื่อการเข้าถึงบทเรียนได้อุปกรณ์ดังกล่าวนั้นประกอบด้วย โทรศัพท์มือถือ กล้องดิจิตอล
เครื่องบันทึกเสียง แท็บเล็ต ไอแพด คอมพิวเตอร์ขนาดพกพา กล้องถ่ายภาพเคลื่อนไหว และเครื่อง
เล่นเพลง MP3 จากความหมายดังกล่าวสามารถพัฒนาเป็นแนวคิดสาหรับการเรียนรู้ผ่านเครือข่ายไร้
สายดังต่อไปนี้
- สอบถามผู้เรียนเพื่อเลือกหัวข้อในการเรียน และสร้างแหล่งข้อมูล เช่น
เว็บไซต์ แฟ้มข้อมูล ที่สามารถเข้าถึงได้โดยใช้อุปกรณ์สื่อสารแบบพกพาในขณะการเรียนในเวลาสั้นๆ
- สร้างโครงการการเล่าเรื่องแบบดิจิตอล โดยใช้การถ่ายภาพจากกล้องดิจิตอล
หรือโทรศัพท์มือถือ
- ใช้อุปกรณ์ที่เชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ตกระตุ้นการเรียนรู้แบบทุกเวลา และตาม
สถานการณ์
- ใช้การถ่ายภาพแนบพิกัดเพื่อจัดกลุ่มการจัดเก็บข้อมูลนอกโดยใช้อุปกรณ์สื่อสาร
แบบพกพาภายนอกห้องเรียน
- แนะนาโปรแกรมประยุกต์ให้แก่ผู้เรียนเพื่อที่จะดาวน์โหลดลงในโทรศัพท์มือถือ
หรืออุปกรณ์แท็บเล็ต ซึ่งโปรแกรมประยุกต์เหล่านี้สามารถนาเอาไปใช้ในชั้นเรียนหรือเพื่อส่งเสริม
กิจกรรมการเรียนรู้เสริมนอกเวลา
2. ลักษณะของการเรียนผ่านเครือข่ายไร้สาย
แอลเลย์ (Ally. 2009 : 1) กล่าวว่าการเรียนผ่านเครือข่ายไร้สายผ่านการใช้เทคโนโลยี
สามารถทาให้ทุกคนเข้าถึงข้อมูล และใช้เครื่องมือในการเรียนรู้จากทุกที่ทุกเวลา ดังนั้น ผู้เรียน
สามารถควบคุมการเรียนรู้ของตนเองได้ว่าต้องการเรียนที่ใด และสถานที่ไหน เช่นเดียวกันกับมนุษย์ทุก
คนที่มีสิทธิในการเข้าถึงเครื่องมือในการเรียนรู้ และข้อมูล เพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของตน โดยไม่
ต้องมีข้อจากัดในเรื่องของชีวิตความเป็นอยู่ สถานภาพ และวัฒนธรรม การเรียนผ่านเครือข่ายไร้สาย
32
ผ่านการใช้เทคโนโลยีไร้สายสามารถทาให้ประชากรบนโลกสามารถเข้าถึงเครื่องมือการเรียนรู้
และข้อมูลจาก ทุกที่ทุกเวลา ผู้เรียนไม่จาเป็นต้องรอเพื่อเรียนในชั้นเรียนที่มีเวลาหรือสถานที่ที่แน่นอน
การเรียนผ่านเครือข่ายไร้สายนั้น ผู้เรียนมีอานาจในการตัดสินใจด้วยตนเอง ยิ่งไปกว่านั้นผู้เรียนไม่
จาเป็นต้องได้รับการแนะนา แต่สามารถใช้การเรียนผ่านเครือข่ายไร้สายเพื่อหาข้อมูลในการเรียนรู้เอง
ได้ จากเครื่องมือการเรียนรู้ด้วยตนเองจากอินเทอร์เน็ต หรือแหล่งเรียนรูอื่นๆ
ชาร์มา และเบอร์เร็ต (Sharma and Barrett. 2007 : 90) ได้กล่าวว่าการเรียนผ่าน
อุปกรณ์แบบพกพาคือการเรียนผ่านสิ่งที่สามารถพกติดตัวและสามารถใช้การได้ด้วยแบตเตอรี่ ได้แก่
เครื่องเล่นเพลง โทรศัพท์เคลื่อนที่ คอมพิวเตอร์พกพา โน้ตบุ๊ก เครื่องบันทึกเสียง เครื่องอัดเสียง
กล้องดิจิตอลและกล้องวีดีโอ อุปกรณ์เหล่านี้สามารถใช้ได้ทั้ง แสดงภาพถ่ายดิจิตอล เล่นเสียงต่างๆ
หรือวีดีโอ และยังสร้างสิ่งเหล่านี้ได้ด้วย อุปกรณ์เหล่านี้ทาให้ผู้เรียนได้มีโอกาสเพื่อฝึกภาษานอก
ห้องเรียนได้
ชา และคณะ (Sha and others. 2011 : 1 - 2) กล่าวว่าการเรียนผ่านครือข่ายไร้
สายนั้นมีลักษณะความแตกต่างจากการเรียนรูปแบบอื่นๆในการทากิจกรรมการเรียนการสอน โดยสรุป
ได้ว่าผู้เรียนสามารถเคลื่อนไหวการเรียนรู้ได้อย่างต่อเนื่อง ลักษณะเฉพาะของผู้เรียนที่สามารถเรียนได้
ในทุกหนทุกแห่ง เรียนรู้ในสิ่งที่เหมาะสม เวลาที่เหมาะสม และสถานที่ที่เหมาะสม การเรียนผ่าน
เครือข่ายไร้สายได้แสดงให้เห็นถึงความคิดที่ว่า การเรียนรู้เกิดขึ้นในทุกที่ทุกเวลาแต่แพร่หลายอย่าง
ทั่วถึง ในเวลาที่จากัด และเมื่อเกิดความต้องการของผู้เรียนเอง
โดนัลสัน (Donalson. 2011 : 16) ได้ระบุลักษณะเฉพาะของการเรียนโดยเทคโนโลยี
ไร้สายไว้ดังนี้
- การเรียนผ่านเครือข่ายไร้สายสามารถจัดการความเร่งรีบของการรู้ข้อมูลของแต่
บุคคล และความต้องการในการเรียนรู้
- การเริ่มต้นของความรู้จากการพัฒนาทักษะมีพื้นฐานมาจากการร้องขอจากผู้แสวงหา
ข้อมูล และการได้รับข้อมูลอย่างรวดเร็ว
- การจัดการเรียนผ่านเครือข่ายไร้สายสามารถทาให้เกิดการค้นหาข้อมูล และเรียน
การเรียนรู้สามารถเกิดขึ้นในสถานที่ และเวลาที่พอเหมาะที่สุดแก่ผู้เรียนแต่ละบุคคล
- อุปกรณ์สื่อสารแบบพกพาทาให้มีการโต้ตอบสื่อสารในกระบวนการเรียน
โดยผู้เรียนสามารถเข้าถึงขอบข่ายข้อมูลและความรู้ที่กว้างขึ้น และมีอยู่อย่างทั่วถึงผ่านเทคโนโลยีการ
เรียนรู้ในหลายช่องทาง
- กิจกรรมการเรียนรู้นั้นเหมาะการเรียนและการค้นหาข้อมูลที่ขยายออกไปสู่การเรียน
การสอนอย่างธรรมชาติ การเรียนการสอนโดยใช้สื่อจริง และสถานการณ์ในบริบทต่างๆของ
ชีวิตประจาวันในแต่ละบุคคล
- หัวข้อที่ใช้ในการเรียนการสอนจะผสมผสานกับการใช้อุปกรณ์สื่อสารแบบพกพา
3. การใช้อุปกรณ์แบบพกพาและการจัดกิจกรรมในการเรียนผ่านเครือข่ายไร้สาย
โดนัลสัน (Donalson. 2011 : 16) กล่าวว่าการเรียนผ่านเครือข่ายไร้สายเป็นหนทาง
ในการเรียนรู้ที่ใช้การได้จริง และให้ประโยชน์ทางการศึกษา ซึ่งการเรียนผ่านเครือข่ายไร้สายนั้นมี
ประโยชน์ในด้านต่างๆ คือ การเข้าถึงการศึกษา และข้อมูลห้องสมุด การส่งเสริมการโต้ตอบสื่อสาร
และการเรียนรู้แบบร่วมมือ การขยายขอบเขตการการสื่อสารของผู้เรียน ขยายการทางานในบทเรียน
33
ต่างๆ ผู้สอน และสถานบันการศึกษาจาเป็นต้องใช้ความพยายามเพื่อที่จะทาให้ผู้เรียนยอมรับในการใช้
การเรียนผ่านเครือข่ายไร้สาย เมื่อผู้เรียนได้รู้ถึงประโยชน์ของการใช้อุปกรณ์สื่อสารแบบพกพาใน
ชีวิตประจาวัน โดยลักษณะการใช้การเรียนผ่านเครือข่ายไร้สายมี 3 ลักษณะดังนี้
3.1 การใช้การเรียนผ่านเครือข่ายไร้สายเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้
อุปกรณ์ในการเรียนผ่านเครือข่ายไร้สายสามารถใช้ในการส่งเสริมกิจกรรมการ
เรียนรู้ของผู้เรียนทั้งในและนอกห้องเรียน การเรียนผ่านเครือข่ายไร้สายสามารถพัฒนาการสื่อสาร
การร่วมมือ และการส่งเสริมสภาวะอารมณ์ทางสังคมผ่านการส่งข้อความ การส่งข้อความเป็นการเรียน
ผ่านเครือข่ายไร้สายอย่างหนึ่งที่ช่วยส่งเสริมการอภิปรายระหว่างผู้เรียนทั้งในเวลาเดียวกันและต่างเวลา
อุปกรณ์สื่อสารขนาดพกพายังสามารถบรรจุหนังสือเรียน บทเรียน และหนังสืออิเล็กทรอนิกส์
เทคโนโลยีไร้สายนั้นได้นามาใช้งานเป็นเครื่องมือสื่อสารทางการศึกษาผ่านทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์
เนื้อหา เสียง และการอภิปราย แสดงความคิดเห็นผ่านการประกาศบนกระดานบอร์ด ประโยชน์ของ
การเรียนผ่านเครือข่ายไร้สายอีกอย่างหนึ่งคือทาให้การสื่อสารระหว่างผู้เรียน-ผู้สอน และผู้เรียนดียิ่งขึ้น
ไม่มีการแบ่งแยกระหว่างประเภทของรายวิชา เพศ หรือสัญชาติ การเรียนผ่านเครือข่ายไร้สาย
สามารถขยายการส่งเสริมผู้เรียนในด้านของบริการการสมัครต่างๆ การให้คาปรึกษา เป็นต้น ผู้เรียน
ได้รายงานถึงการใช้เทคโนโลยีไร้สายเพื่อใช้ในการสื่อสารกับผู้สอน และทุกคนล้วนเป็นส่วนสาคัญของ
การเรียนผ่านเครือข่ายไร้สาย โดยกิจกรรมในการเรียนผ่านเครือข่ายไร้สายแบ่งเป็น 6 ประเภทคือ
3.1.1 กิจกรรมกรรมเกี่ยวกับพฤติกรรม เช่น การรับบทเรียน เนื้อหา และ
การตอบรับผลสะท้อนโดยผู้เรียนเพื่อที่จะส่งเสริมการกระทาต่างๆของผู้เรียน
3.1.2 กิจกรรมพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ ให้ผู้เรียนสร้างความรู้ ความคิด
หรือกรอบความคิด เช่น การสร้างสรรค์ หรือการแบ่งปันเสียงหรือวิดีโอด้วยเครื่องมือสื่อสารแบบ
พกพา
3.1.3 กิจกรรมการเรียนในสถานการณ์ต่างๆในชีวิตประจาวัน หรือบริบทจริง
3.1.4 การเรียนผ่านเครือข่ายไร้สายยังสามารถส่งเสริมกิจกรรมการเรียนรู้แบบ
ร่วมมือ ซึ่งพัฒนาการโต้ตอบสื่อสารภายในสังคม และการติดต่อสื่อสารเช่น การส่งข้อความ
การส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ และการคุยในห้องสนทนา
3.1.5 กิจกรรมที่ส่งเสริมการเรียนรู้อย่างยั่งยืน ตามบริบทชีวิต และกิจกรรมที่
ไม่เป็นทางการเกิดขึ้นได้จากชีวิตประจาวันของแต่ละบุคคล
3.1.6 กิจกรรมที่ส่งเสริมการเรียนการสอนแบบร่วมกัน เช่น การเข้าถึงข้อมูล
ปฏิทินเวลา ภาระงาน สถิติ และรายงาน
3.2 การใช้การเรียนผ่านเครือข่ายไร้สายในงานห้องสมุดการศึกษา
ผู้ใช้เทคโนโลยีมีสิทธิที่จะเข้าถึงและแบ่งปันข้อมูลจากอินเทอร์เน็ต โทรทัศน์ และ
โทรศัพท์มือถือ อย่างไรก็ตามในขณะที่ห้องสมุดในสถานศึกษาได้จัดหาข้อมูลที่สามารถเข้าถึงได้ในแต่
ละบุคคล และผ่านการออนไลน์ การผสมผสานของเทคโนโลยีดิจิตอลไร้สายนั้นยังไม่ได้ถูกใช้งาน
ภายในห้องสมุดอย่างเป็นทางการมากนัก และจาเป็นต้องนามาประยุกต์ใช้ในงานห้องสมุดให้เต็ม
รูปแบบมากกว่านี้ ความรู้ต่างๆถูกพิจารณาจากข้อมูลในบริบทการใช้งานต่างๆ และอุปกรณ์สื่อสาร
แบบพกพาสามารถทาให้ผู้เรียนแต่ละบุคคลเข้าถึงบริบทข้อมูลมนการใช้งานเฉพาะด้าน เช่น
34
การทางานเชิงปฏิบัติการห้องสมุด การสอนพิเศษ การจัดเก็บฐานข้อมูล วารสาร และหนังสือ
อิเล็กทรอนิกส์ การเรียนผ่านเครือข่ายไร้สายยังสามารถส่งเสริมโครงสร้างความรู้ และการเรียนรู้ได้อีก
ด้วย
3.3 การส่งข้อความด่วน คือ การเข้าถึงข้อมูลของผู้เรียนโดยปราศจากขอบเขตของ
สถานที่ และเวลานั้นอยู่ในความควบคุมของบรรณารักษ์ ดังนั้นห้องสมุดในสถานศึกษาควรพิจารณา
และประเมินการใช้การเรียนผ่านเครือข่ายไร้สายในห้องสมุด ตัวอย่างเช่น การใช้การส่งข้อความด่วน
โดยบรรณารักษ์ การเข้าถึงผู้ให้บริการ และศักยภาพสาหรับการเตือนด้วยข้อความอัตโนมัติเมื่อมี
สิ่งของที่ต้องการที่ได้สั่งไว้
ชาร์มา และเบอร์เร็ต (Sharma and Barrett. 2007 : 90 - 91) ได้กล่าวว่า
อุปกรณ์บางประเภทมีจุดมุ่งหมายเดียวกัน คือเป็นอุปกรณ์ที่มีการใช้ต่างๆคล้ายกับอุปกรณ์ในห้องเรียน
เมื่อหลายปีก่อน คือ เทปบันทึกเสียงและกล้องวีดีโอ เสียงและภาพถูกเก็บในรูปแบบดิจิตอล
ซึ่งสามารถนากลับมาเล่นหรือดูอีกครั้งหนึ่งได้โดยใช้อุปกรณ์ที่ถ่ายโอนไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์ หลังจาก
นั้นข้อมูลพวกนี้จะถูกเก็บ แก้ไข เปลี่ยนแปลง นาไปรวมอยู่ในเอกสารคอมพิวเตอร์อื่นๆ หรือถูก
ส่งผ่านไปยังผู้ใช้จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ CD-ROM หรือ ดีวีดี อุปกรณ์อัดเสียงดิจิตอลจะมีขนาดเล็ก
กว่าเมื่อเปรียบเทียบกับอนาล็อกรุ่นเก่าและยังเพิ่มพื้นที่ความจามากขึ้นด้วย นั่นหมายความว่าไม่
จาเป็นต้องใช้เทปบันทึกเสียง หรือกล้องถ่ายรูปที่บรรจุความจาน้อยในการจะเก็บรูปภาพมากกว่าเดิม
จึงมีความจาเป็นที่จะต้องซื้อการ์ดความจาเพิ่ม เครื่องบันทึกเสียงส่วนใหญ่จะสามารถตั้งค่าให้เป็นโหมด
อัตโนมัติซึ่งทาให้สะดวกในการใช้งาน และเครื่องบันทึกเสียงส่วนหนึ่งจะมีโหมดต่างๆที่สามารถใช้
ควบคุมการใช้เครื่องบันทึกเสียงนั้นข้อมูลดิจิตอลสามารถถ่ายโอนได้ อย่างเช่น จากกล้องสู่เครื่อง
คอมพิวเตอร์ซึ่งคุณภาพของเสียงและภาพยังอยู่ครบสมบูรณ์ เสียง รูปภาพ และวีดีโอสามารถเปลี่ยน
ให้อยู่ในรูปแบบต่างๆเพื่อให้เหมาะและสามารถเล่นได้ในอุปกรณ์ต่างๆ อย่างเช่น เครื่องเล่นเพลงหรือ
โทรศัพท์เคลื่อนที่ โดยอุปกรณ์ที่ใช้ในการเรียนผ่านเครือข่ายไร้สายมี 3 ประเภทดังต่อไปนี้
1. โทรศัพท์เคลื่อนที่ และ PDAs
อุปกรณ์เหล่านี้มีคุณสมบัติเพิ่มมากขึ้น โทรศัพท์เคลื่อนที่สามรถถ่ายรูปหรือถ่าย
วีดีโอได้ ถึงแม้ว่าคุณภาพของรูปจะต่าจะกล้องดิจิตอล แต่ก็สามารถใช้ทดแทนกันได้ อุปกรณ์พกพา
หลายๆรุ่นสามารถจักเก็บและเล่นเพลงได้โดยผ่านหูฟัง
2. เครื่องเล่นเพลง
เครื่องเล่นเพลงบางเครื่องออกแบบมาเพื่อฟังเพลงและมีไมโครโฟนขนาดเล็กเพื่อใช้
อัดเสียง ข้อเสียของเครื่องเล่นเพลงคือไมโครโฟนมีขนาดเล็กทาให้เสียงที่อัดไม่ค่อยมีคุณภาพ
3. คอมพิวเตอร์พกพา
เครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องมีอุปกรณ์นาเข้าคือไมโครโฟน คอมพิวเตอร์พกพา
ส่วนใหญ่จะมีไมโครโฟนอยู่ภายในตัวเครื่อง จึงจะต้องมีโปรแกรมอัดเสียงอัตโนมัติถ้าหากต้องการที่จะ
ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์อัดเสียงการประเมินการเรียนผ่านเครือข่ายไร้ สาย คาจากัดความหรือกรอบความคิดของ
การเรี ยนผ่านเครื อข่ายไร้ สายในด้ านการได้ รับประสบการณ์การเรี ยนรู้สามารถนามาใช้ เพื่อประเมินในทิศทางต่างๆ
35
จากกรอบความคิดของการเรี ยนผ่านเครื อข่ายไร้ สายได้ รวมไปถึงการประเมินโดยแบ่งจากประเภทในการเรี ยน
ผ่านเครื อข่ายไร้ สาย ซึงมีอิทธิพลการประเมินทีเ่ ชื่อถือได้ จริ ง
่

4. การประเมินการใช้การเรียนผ่านเครือข่ายไร้สาย
แทร็กซ์เลอร์ (Traxler. 2007 : Website) ได้ทดลองเขียนโครงร่าง คุณลักษณะการ
ประเมินที่ดี และสามารถชี้แจงได้ว่าเพราะเหตุใดการประเมินการเรียนผ่านเครือข่ายไร้สายมักจะ
ท้าทาย และยากอยู่เสมอ คุณลักษณะโดยย่อของการประเมินที่ดีมีดังต่อไปนี้
4.1 ใช้อย่างถูกต้องแม่นยา กล่าวแบบคร่าวๆได้ว่าใจความโดยสรุปต้องมีความ
น่าเชื่อถือ และสามารถนาเปลี่ยนแปลงได้
4.2 ใช้อย่างมีประสิทธิภาพ ในด้านคุณค่า ความพยายาม เวลา หรือแหล่งที่มาอื่น
4.3 ใช้อย่างมีหลักการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่มีความแตกต่างเพียงเล็กน้อยเมื่อ
เปรียบเทียบความสัมพันธ์กับรูปแบบที่ได้พัฒนามามาแล้ว และในด้านมาตรฐานตามกฎเกณฑ์
4.4 ใช้ได้ถูกต้องตามสัดส่วน โดยใช้ไม่มากหรือยากจนเกินไป หรือสูญเสียเวลา
มากกว่าการเรียนรู้ประสบการณ์ด้วยตนเอง
4.5 ใช้ได้อย่างเหมาะสมกับเครื่องมือเทคโนโลยีการเรียนรู้ในแต่ละอย่าง
4.6 ใช้ให้สอดคล้องกับปรัชญาหรือทฤษฎีการสอนและการเรียนรู้
4.7 ใช้เป็นสื่อสภาพจริง โดยผู้เรียนสามารเข้าถึงได้ตามต้องการ
4.8 การเลือกใช้เทคโนโลยีในการเรียนอย่างเหมาะสม
5. พฤติกรรมการเรียนผ่านเครือข่ายไร้สาย
คลาร์ก (Clarke. 2008 : 142 - 162 ) ได้ให้ความหมายของพฤติกรรมการเรียนรู้
ผ่านเครือข่ายไร้สายว่าเป็นพฤติกรรมของผู้เรียนที่มีการตอบสนอง และให้ความสนใจต่อการเรียนรู้ผ่าน
เครือข่ายไร้สาย และมีความต้องการที่จะศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมด้วยตนเอง โดยวัดได้จากแบบสังเกต
พฤติกรรมการเรียน โดยมีเกณฑ์ในการวัดดังต่อไปนี้
5.1 Initial experience ประสบการณ์ในขั้นต้นจะสามารถนาไปสู่ขั้นต่างๆของการ
เรียนรู้ผ่านเครือข่ายไร้สาย ในขั้นเริ่มแรก ผู้เรียนจะรู้สึกไม่มั่นใจว่าจะใช้แหล่งข้อมูลที่มีอยู่อย่างไร
สิ่งนี้ไม่ใช่สิ่งทีน่ากังวล โดยเฉพาะถ้ามีตัวช่วยที่จะทาให้เรียนรู้ผ่านเครือข่ายไร้สายและช่วยให้มีความ
่
เข้าใจเกี่ยวกับแหล่งข้อมูลนั้นๆมากขึ้น ผู้เรียนควรเริ่มจากการติดต่อสื่อสารกับผู้เรียนคนอื่นๆ โดยใช้
จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ การส่งข้อความทันที การคุยผ่านห้องสนทนา หรือวิธีการอื่นๆ เมื่อคุณสามารถ
ติดต่อสื่อสารกับบุคคลอื่นได้มากเท่าไร คุณก็จะได้รับผลประโยชน์มากเท่านั้น วิธีการที่ดีที่สุดสาหรับ
การพัฒนาคือ การถามคาถามเกี่ยวกับเนื้อหาวิชา สะท้อนผลการเรียน และตอบคาถามผู้อื่นโดยผ่าน
เครือข่ายไร้สายเพื่อติดต่อกับบุคคลอื่นๆ
5.2 Time management ประโยชน์ของการเรียนผ่านเครือข่ายไร้สายที่ดีที่สุดข้อ
หนึ่งคือ ความเป็นอิสระในการเรียนรู้ แต่อย่างไรก็ตามผู้เรียนควรจะเลือกเวลาในการเรียนรู้
ในห้องเรียนปกติ ผู้เรียนจะมีเวลาในการเรียนในห้องเรียนและจะต้องส่งงานให้ทันตามกาหนดเวลา แต่
การเรียนผ่านเครือข่ายไร้สายผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้เท่าที่ต้องการเพียงแค่จะต้องมีการจัดการเวลาของ
ตนเองเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ในการเรียนรู้
5.3 Acceptance of responsibility ทุกๆรายวิชาจะมีสิ่งที่เหมือนกันคือ ผู้เรียน
จะต้องมีความรับผิดชอบในตนเองเพื่อที่จะทางานให้ทันกาหนดส่งเวลา การเรียนผ่านเครือข่ายไร้สายจะ
36
ทาให้ผู้เรียนได้รับรับผิดชอบตัวเอง และยังสามารเรียนรู้ผ่านเพื่อนร่วมชั้น ครูผู้สอน หรือสื่อต่างๆจาก
เครือข่ายได้ด้วย การเรียนผ่านเครือข่ายยังช่วยให้ผู้เรียนมีอิสระในการเลือกเวลาเรียน หรือเลือกทา
กิจกรรมต่างๆที่คุณสนใจได้
5.4 Self-assessment การประเมินตนเองมีหลายวิธีการที่จะประเมินความก้าวหน้า
ของผู้เรียน เช่น การทาแบบทดสอบ หรือการเปรียบเทียบกับเพื่อนในห้องเรียน หรืออาจจะเป็นการ
อภิปรายกับเพื่อนในห้องเรียนหลังจบการเรียน หรือใช้กิจกรรมอื่นๆที่จะสามารถเปรียบเทียบกับเพื่อน
ในห้องเรียนได้ ในการเรียนผ่านเครือข่ายไร้สายผู้เรียนอาจจะการส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ในการ
ประเมินตนเอง โดยการถามตอบกับเพื่อนๆหรืออภิปรายส่งได้เรียนมาโดยสนทนาในห้องคุย ผู้เรียน
อาจจะให้เพื่อนและครูผู้สอนประเมินเกี่ยวกับงานเขียนของตนเองเพื่อนาไปปรับปรุงต่อไป
5.5 Motivation การสร้างแรงจูงใจให้กับผู้เรียนจะเป็นการเอาชนะปัญหาและความ
ยากลาบากของปัญหาและอุปสรรคในขณะที่เรียน เมื่อผู้เรียนไม่มีแรงจูงใจในการเรียนผู้สอนจาเป็น
จาต้องสร้างกิจกรรมเพื่อเพิ่มแรงจูงใจในการเรียน เช่น ผูเ้ รียนส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์เพื่อขอความ
ช่วยเหลือทางด้านการเรียนกับผู้สอน ส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์เพื่อติดต่อสื่อสารกับเพื่อนในห้องเรียน
ว่าเขารู้สึกอย่างไร นี่คือการเพิ่มความคิดด้านบวกเพื่อที่จะทาให้ผู้เรียนมีแรงจูงใจในการเรียนเพิ่มมาก
ขึ้น
งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
1. งานวิจัยในประเทศ
วิวัฒน มีสุวรรณ (2551 : บทคัดย่อ) ได้ทาการวิจัยเกี่ยวกับการเรียนผ่านเครือข่ายไร้
สายโดยใช้เครื่องช่วยงานส่วนบุคคลแบบดิจิทัล โดยการวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค 3 ประการ คือ
1) เพื่อพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนผานเครือขายไรสายบนเครื่องชวยงานสวนบุคคลแบบดิจิทัลที่
เหมาะสมและมีประสิทธิภาพตามเกณฑ85/85 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกอนเรียน
และหลังเรียนของผูเรียนที่เรียนตามรูปแบบการเรียนผานเครือขายไรสายบนเครื่องชวยงานสวนบุคคล
แบบดิจิทัล 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจตอการเรียนตามรูปแบบการเรียนการสอนผานเครือขายไรสาย
บนเครื่องชวยงานสวนบุคคลแบบดิจิทัลในการดาเนินการวิจัยครั้งนี้ผูวิจัยไดพัฒนารูปแบบการเรียนการ
สอนผ่านเครือขายไรสายบนเครื่องชวยงานสวนบุคคลแบบดิจิทัลขึ้น โดยผานการประเมินจาก
ผูเชี่ยวชาญ และสรางบทเรียนผานเครือขายไรสายบนเครื่องชวยงานสวนบุคคลแบบดิจิทัลเรื่องการ
จัดแสงสาหรับการผลิตรายการโทรทัศนการศึกษาและนาไปทดลองกับกลุมตัวอยาง ซึ่งเปนนักศึกษา
ชั้นปที1สาขาเทคโนโลยีสื่อสารการศึกษา คณะศึกษาศาสตรมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒจานวน
่
30 คน โดยใช t-test dependent sampleเพื่อวิเคราะหขอมูลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์กอนเรียน
และหลังเรียน
ผลการวิจัยปรากฏดังนี้
1. รูปแบบการเรียนการสอนผานเครือขายไรสายบนเครื่องชวยงานสวนบุคคลแบบ
ดิจิทัลอยูในเกณฑเหมาะสม มี 10 ขั้นตอน ประกอบดวย 1) เปาหมาย/วัตถุประสงคการเรียนรู้
2) การวิเคราะหสภาพแวดลอม 3) การกาหนดบทบาทผูเรียน 4) การกาหนดบทบาทผูสอน
37
5) การวิเคราะหและออกแบบเนื้อหา 6) การกาหนดวิธีการเรียนหรือกิจกรรมการเรียน 7) การ
พัฒนาและเลือกทรัพยากร 8) การดาเนินการเรียนการสอน 9) การประเมินผลการเรียนรู
10) ขอมูลยอนกลับ
2. ผลการหาประสิทธิภาพบทเรียนตามรูปแบบการเรียนการสอนผานเครือขาย
ไรสายบนเครื่องชวยงานสวนบุคคลแบบดิจิทัลเรื่องการจัดแสงสาหรับการผลิตรายการโทรทัศน
การศึกษาที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพ (E1/E2) เทากับ 86.12/85.75 ซึงเปนไปตามเกณฑกาหนด
่
85/85
3. ผลของการศึกษาเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกอนเรียนและหลังเรียน
ของกลุมตัวอยางที่เรียนตามรูปแบบการเรียนการสอนผานเครือขายไรสายบนเครื่องชวยงานสวนบุคคล
แบบดิจิทัลพบวาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกวากอนเรียนอยางมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ
0.05
4. กลุมตัวอยางมีความพึงพอใจมากในการเรียนตามรูปแบบการเรียนผานเครือ
ขายไรสายบนเครื่องชวยงานสวนบุคคลแบบดิจิทัล
จงสุข คงแสง (2551 : บทคัดย่อ) ได้ทาการวิจัยเกี่ยวกับการยอมรับการใช้งานระบบ
การเรียนผ่านเครือข่ายไร้สาย โดยงานวิจัยเชิงสารวจนี้มีวตถุประสงคเพื่อศึกษาระดับการยอมรับระบบ
ั
m-learning ของอาจารยในมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ ไดแก ลักษณะสวนบุคคล สานักวิชา ภาระงาน
จานวนปที่ทางานกับมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ กับการรับรูความยากงาย การยอมรับประโยชน และ
พฤติกรรมแนวโนมการใชระบบ m-learning ของอาจารยในมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ โดยประยุกต
แบบจาลอง Technology Acceptance Model (TAM) ของ Davis (1989) ซึ่งเปนทฤษฎีที่นิยม
ใชอธิบายความสัมพันธของสาเหตุและผลลัพธของการยอมรับหรือปฏิเสธการใชเทคโนโลยีใหมๆ
มาเปนกรอบในการศึกษา ในการศึกษาครั้งนี้ขอมูลจะรวบรวมดวยแบบสอบถาม และใชสถิติเชิง
พรรณนา ไดแก การแจกแจงความถี่ รอยละ คาเฉลี่ย สวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน โดยจะแสดงผลใน
รูปแบบของ Cross Tab การหาความสัมพันธของตัวแปร วิเคราะหดวย contingency
coefficient และใช้ Chi-Square ในการทดสอบสมมุติฐานการวิจัย สวนผลการดาเนินการวิจัยนั้น
ขณะนี้อยูระหวางการเก็บรวบรวมผลจากการสารวจจากแบบสอบถาม
จักรพงษ์ วารี (2552 : บทคัดย่อ) ได้ทาการวิจัยเกี่ยวกับการเรียนรู้ผ่านเครือข่ายไร้
สายภายในมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ โดยการวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษา
สภาพแวดล้อมและ ความพร้อมของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ที่มีต่อการจัดการเรียนการ
สอนด้วย m-learning โดยจาแนกตามเพศ อายุ และระดับการศึกษา 2) เพื่อนาเสนอแนวทางการ
จัดการเรียนการสอนแบบ m-learning สาหรับนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ โดยทาการวิจัย
เชิงพรรณนาทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพในช่วงภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 โดยมีวิธีการ
ดาเนินการวิจัยเป็น 2 ระยะ คือ 1) การวิจัยเชิงปริมาณ เพื่อศึกษาสภาพแวดล้อมและความพร้อม
ในการเรียนการสอนด้วย m-learning ของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ โดยใช้กลุ่มตัวอย่าง
679 คน โดยวิธีการกาหนดกลุ่มตัวอย่างของทาโร่ ยามาเน่ (TaroYamane) เครื่องมือในการวิจัยคือ
แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่าและสถิติที่ใช้คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
ตรวจสอบความแตกต่างทางสถิติแบบ t-test และ F-test 2) การวิจัยเชิงคุณภาพเพื่อศึกษาเจตคติ
และการยอมรับที่มีต่อการจัดการเรียน การสอนด้วย m-learning โดยวิธีการสัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่าง
38
แบบเจาะจงจานวน 35 คน ได้แก่ นักศึกษา อาจารย์ผู้สอน ผู้บริหาร และผู้ดูแลระบบ
ผลการศึกษาพบว่า
1. สภาพแวดล้อมทางการเรียนการสอนของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์โดย
รวมอยู่ในระดับปานกลาง ( X = 3.25) ผลการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยโดยจาแนกตามอายุ และระดับ
การศึกษาพบว่ามีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญที่ระดับ 0.05 ส่วนเพศไม่แตกต่าง
2. ความพร้อมในการเรียนการสอน พบว่านักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฎสุรินทร์
จานวน 555 คน จาก 654 คน มีความพร้อมด้านอุปกรณ์ที่สนับสนุนการเรียนการสอนด้วย
m-learning คิดเป็นร้อยละ 84.86
3. ความสามารถในการใช้งานอุปกรณ์ดิจิตอลแบบพกพาที่สนับสนุนการเรียนการสอน
ของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง X( =3.12) ผลการ
เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยจาแนกตาม อายุ และระดับการศึกษาพบว่ามีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญ
ทางสถิติที่ระดับ 0.05 ส่วนเพศไม่แตกต่าง
4. นักศึกษา อาจารย์ผู้สอน ผู้บริหารและผู้ดูแลระบบ ยอมรับการเรียนการสอน
ด้วย m-learning เพราะเห็นว่ามีประโยชน์ สามารถเรียนได้ในทุกเวลาและสถานที่ เป็นการเรียนรู้
ตามอัธยาศัยและเป็นการขยายโอกาสทางการศึกษา
5. แนวทางการจัดการเรียนการสอนด้วย m-learning สาหรับนักศึกษา
มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์จะต้องมีความพร้อมภายใต้องค์ประกอบในการจัดสภาพแวดล้อมการเรียน
การสอนแบบ m-learning ได้แก่ เครือข่ายอินเตอร์เน็ตไร้สาย อุปกรณ์ดิจิตอลแบบพกพา
การจัดการเรียนการสอน หน่วยงาน/บุคลากรผู้ดูแลระบบ รูปแบบการเรียนการสอนเป็นไปในลักษณะ
การเรียนรู้ด้วยตนเองโดยผู้เรียนเข้าสู่บทเรียนออนไลน์เพื่อทาการศึกษาเนื้อหา เอกสาร หรือการ
สืบค้นข้อมูลจากแหล่งสารสนเทศต่างๆ สามารถดาวน์โหลดข้อมูลและสื่อการเรียนการสอนไปศึกษา
ด้วยตนเองภายใต้กิจกรรมการเรียนการสอนที่มีปฏิสัมพันธ์ร่วมกันระหว่างผู้เรียนและอาจารย์ผู้สอนโดย
การแสดงความความคิดเห็นบนกระดานสนทนาหรือการส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ ประเมินผลการ
เรียนรู้ด้วยการทาแบบทดสอบทั้งก่อนและหลังเรียนผ่านเครือข่ายไร้สายด้วยอุปกณ์ดิจิตอลแบบพกพา
2. งานวิจัยต่างประเทศ
โดนัลสัน (Donalson. 2011 : Abstract) ได้ทาการวิจัยเกี่ยวกับการยอมรับในการ
เรียนผ่านเครือข่ายไร้สาย โดยจุดประสงค์ในการวิจัยครั้งนี้คือเพื่อศึกษาการกาหนดพฤติกรรมอันพึง
ประสงค์ในการใช้การเรียนผ่านเครือข่ายไร้สายโดยผู้เรียนในวิทยาลัย และเพื่อการค้นหาหากเกิดความ
แตกต่างในด้านของเพศและอายุในการยอมรับการใช้การเรียนผ่านเครือข่ายไร้สาย โดยใช้กลุ่มตัวอย่าง
คือผู้เรียนจานวน 330 คน ทาการวิจัยที่ชุมชนวิทยาลัยเมืองแทลลาแฮซซี รัฐฟลอริดา สหรัฐอเมริกา
้
โดยใช้การเก็บข้อมูลโดยใช้แบบสารวจ ผลการวิจัยพบว่า ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง การมีแนวทางใน
ด้านสังคม การได้รับความสนุกสนานในการเรียนรู้ การเกิดความสมัครใจจากการใช้การเรียนรู้ดังกล่าว
ได้ปรากฏเป็นพฤติกรรมที่เด่นชัด และความแตกต่างในด้านเพศและอายุไม่ส่งผลในการเรียนผ่าน
เครือข่ายไร้สาย งานวิจัยนี้ได้ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์เพื่อการเข้าใจและพัฒนาการยอมรับในการเรียน
ผ่านเครือข่ายไร้สายเพื่อที่จะเข้าควบการใช้การเรียนผ่านเครือข่ายไร้สายสาหรับผู้เรียนที่มีแนวโน้มที่จะ
เลือกนามาใช้ให้ใช้อย่างถูกต้องและเป็นประโยชน์
39
บาลดริจ และคณะ (Baldridge and others. 2011 : Abstract) ได้ทาการวิจัย
เกี่ยวกับการประเมินผลการใช้การเรียนผ่านเครือข่ายไร้สายในผู้เรียนระดับปริญญาตรี โท และเอก
โดยมีวัตถุประสงค์ของงานวิจัยนี้คือเพื่อวัดระดับการรับรู้ของผู้เรียนในการเรียนผ่านเทคโนโลยีเครือข่าย
ไร้สายทั้งในห้องเรียนและนอกห้องเรียน การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์และเปรียบเทียบข้อมูลทั้งจาก
ผู้เรียนในหนึ่งห้องที่ใช้โทรศัพท์มือถือและจากผู้ที่จบการศึกษาแล้วหรือผู้ที่ไม่ได้ใช้โทรศัพท์มือถือ ผู้วิจัย
ได้เก็บข้อมูลวิจัยและเก็บรวบรวมการเรียนผ่านเครือข่ายไร้สายโดยใช้แบบสารวจเกี่ยวกับการ
ประยุกต์ใช้การเรียนผ่านเครือข่ายไร้สายจากกลุ่มตัวอย่างจากมหาวิทยาลัยอาบีลคริสเตียน
เป็นนักศึกษาระดับปริญญาตรีจานวน 29 คน และนักศึกษาระดับปริญญาโทและเอกจานวน 13 คน
โดยขอบเขตการวิจัยมีดังนี้ กาหนดโทรศัพท์มือถือที่ผู้เรียนใช้ ความสาคัญของโทรศัพท์มือถือใน
มหาวิทยาลัย การใช้งานในหลักสูตรที่เฉพาะเจาะจง จะสามารถใช้โทรศัพท์มือถือในการเรียนได้
อย่างไร และจะใช้เทคโนโลยีทางไกลให้มีประสิทธิภาพได้อย่างไร ผลการวิจัยพบว่าพบว่าผู้เรียนมีอัตรา
ความพึงพอใจที่สูงขึ้นเนื่องจากพวกเขาได้เพิ่มการเข้าถึงอุปกรณ์เทคโนโลยี และสามารถสร้างการรับรู้
เพิ่มมากขึ้นในการทากิจกรรมเมื่อผู้เรียนมีอุปกรณ์เหล่านี้ในการเรียนการสอน
เกรทเชิน (Gretchen. 2012 : Abstract) ได้ทาการวิจัยเกี่ยวกับการใช้การเรียนโดย
การส่งข้อความในการเรียนผ่านเครือข่ายไร้สาย โดยการวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ในการศึกษาการใช้
การส่งข้อความของผู้เรียนในระดับอุดมศึกษาการเรียนรู้ผ่านโทรศัพท์มือถือและสิ่งแวดล้อมต่างๆที่
เกียวข้อง เช่น ระดับความรู้ของผู้เรียนในการใช้การส่งข้อความผ่านโทรศัพท์มือถือ การศึกษาการใช้
่
เทคโนโลยีดังกล่าวในห้องเรียนในปัจจุบัน เป็นการศึกษาในเวลาที่เหมาะสมเป็นการศึกษาในสิ่งที่ขาด
แคลนในบริเวณนี้ การเก็บรวบรวมข้อมูลใช้วิธีการตอบแบบสอบถามและแบบฝึกหัดเกี่ยวกับการส่ง
ข้อความ การวิจัยในครั้งนี้ใช้กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้เรียนจานวน 53 คน จากมหาวิทยาลัยในประเทศ
ออสเตรเลีย ผลการวิจัยปรากฏว่าการส่งข้อความจะมีความสัมพันธ์ทางบวกหรือทางลบต่อผู้เรียนที่
เรียนด้วยตนเองในทักษะการอ่านและการเขียน และผลการวิจัยยังเผยให้เห็นอีกว่าไม่มีความแตกต่าง
ระหว่างผู้เรียนในแต่ละชั้น ไม่ว่าจะเป็นผู้เรียนระดับแรกที่ใช้การส่งข้อความผ่านเครือข่ายมือถือหรือจะ
เป็นผู้เรียนในระดับสูงหรือในระดับปริญญา ในบทความนี้มีความเห็นด้วยว่าการเรียนรู้ให้ประสบ
ความสาเร็จโดยผ่านการใช้เครือข่ายมือถือจะต้องมีการเรียนรู้และปฏิบัติและต้องเข้าใจว่าจะใช้
โทรศัพท์มือถือในการเรียนอย่างไร

Chapter 2

  • 1.
    6 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ในการวิจัยครั้งนี้กลุ่มผู้วิจัยได้ค้นคว้าเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะนาเสนอตามลาดับ ดังต่อไปนี้ 1.เอกสารที่เกี่ยวข้อง 1.1. หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาต่างประเทศ 1.2. การเขียนภาษาอังกฤษ 1.3. การเรียนผ่านเครือข่ายไร้สาย 2. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 2.1. งานวิจัยในประเทศ 2.2 งานวิจัยต่างประเทศ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ กระทรวงศึกษาธิการ (2551 : 228 - 243) ได้กาหนดกลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาต่างประเทศเป็นกลุ่มสาระการเรียนรู้พื้นฐานหนึ่งใน 8 กลุ่มสาระตามหลักสูตรการศึกษาขั้น พื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ซึ่งสรุปสาระสาคัญดังนี้ 1. สาระสาคัญกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาต่างประเทศ สาระสาคัญกลุ่มสาระภาษาต่างประเทศกาหนดได้ดังนี้ 1.1 ภาษาเพื่อการสื่อสาร การใช้ภาษาต่างประเทศในการฟัง-พูด-อ่าน-เขียน แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร แสดงความรู้สึกและแสดงความคิดเห็น ตีความ นาเสนอข้อมูล ความคิด รวบยอดและความคิดเห็นในเรื่องต่างๆ และสร้างความสาพันธ์ระหว่างบุคคลอย่างเหมาะสม 1.2 ภาษาและวัฒนธรรม การใช้ภาษาต่างประเทศตามวัฒนธรรมของเจ้าภาษา ความสัมพันธ์ ความเหมือนและความแตกต่างระหว่างภาษากับวัฒนธรรมของเจ้าของภาษาภาษา และวัฒนธรรมของเจ้าของภาษากับวัฒนธรรมไทย และนาไปใช้อย่างเหมาะสม 1.3 ภาษากับความสัมพันธ์กับกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่น การใช้ภาษาต่างประเทศ ในการเชื่อมโยงความรู้กับกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่นเป็นพื้นฐานในการพัฒนา แสวงหาความรู้ และเปิดโลกทัศน์ของตน 1.4 ภาษากับความสัมพันธ์กับชุมชนและโลก การใช้ภาษาต่างประเทศใน สถานการณ์ต่างๆ ทั้งในห้องเรียนและนอกห้องเรียน ชุมชน และสังคมโลก เป็นเครื่องมือพื้นฐาน ในการศึกษาต่อ ประกอบอาชีพ และแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับสังคมโลก 2. สาระและมาตรฐานการเรียนรู้ สาระและมาตรฐานการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ ชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 5 แบ่งได้ดังนี้
  • 2.
    7 สาระที่ 1 ภาษาเพื่อการสื่อสาร มาตรฐานต 1.1 เข้าใจและตีความเรื่องที่ฟังและอ่านจากสื่อประเภทต่างๆ และแสดงความคิดเห็นอย่างมีเหตุผล มาตรฐาน ต 1.2 มีทักษะการสื่อสารทางภาษาในการแลกเปลี่ยนข้อมูล ข่าวสาร แสดงความรู้สึกและความคิดเห็นอย่างมีประสิทธิภาพ มาตรฐาน ต 1.3 นาเสนอข้อมูลข่าวสาร ความคิดรวบยอด และความคิดเห็นในเรื่องต่างๆ โดยการพูดและการเขียน สาระที่ 2 ภาษาและวัฒนธรรม มาตรฐาน ต 2.1 เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างภาษากับวัฒนธรรมของเจ้าของ ภาษา และนาไปใช้ได้อย่างเหมาะสมกับกาลเทศะ มาตรฐาน ต 2.2 เข้าใจความเหมือนและความแตกต่างระหว่างภาษา และวัฒนธรรมของเจ้าของภาษากับภาษาและวัฒนธรรมไทย และนามาใช้อย่างถูกต้องและเหมาะสม สาระที่ 3 ภาษากับความสัมพันธ์กับกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่น มาตรฐาน ต 3.1 ใช้ภาษาต่างประเทศในการเชื่อมโยงความรู้กับกลุ่มสาระ การเรียนรู้อื่น และเป็นพื้นฐานในการพัฒนา แสวงหาความรู้ และเปิดโลกทัศน์ของตน สาระที่ 4 ภาษากับความสัมพันธ์กับชุมชนและโลก มาตรฐาน ต 4.1 ใช้ภาษาต่างประเทศในสถานการณ์ต่างๆ ทั้งในสถานศึกษา ชุมชน และสังคม มาตรฐาน ต 4.2 ใช้ภาษาต่างประเทศเป็นเครื่องมือพื้นฐานในการศึกษาต่อ การประกอบอาชีพ และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับสังคมโลก 3. คุณภาพผู้เรียน คุณภาพผู้เรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ จบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 มี ดังนี้ 3.1 ปฏิบัติตามคาแนะนาในคู่มือการใช้งานต่างๆ คาชี้แจง คาอธิบาย และ คาบรรยายที่ฟังและอ่าน อ่านออกเสียงข้อความ ข่าว ประกาศ โฆษณา บทร้อยกรอง และบทละคร สั้นถูกต้องตามหลักการอ่าน อธิบายและเขียนประโยคและข้อความสัมพันธ์กับสื่อที่ไม่ใช่ความเรียง รูปแบบต่างๆ ที่อ่าน รวมทั้งระบุและเขียนสื่อที่ไม่ใช่ความเรียงรูปแบบต่างๆ สัมพันธ์กับประโยคและ ข้อความที่ฟังหรืออ่านจับใจความสาคัญ วิเคราะห์ความ สรุปความ ตีความ และแสดงความคิดเห็น จากการฟังและอ่านเรื่องที่เป็นสารคดีและบันเทิงคดีพร้อมทั้งให้เหตุผลและยกตัวอย่างประกอบ 3.2 สนทนาและเขียนโต้ตอบข้อมูลเกี่ยวกับตนเองและเรื่องต่างๆ ใกล้ตัว ประสบการณ์ สถานการณ์ข่าว/เหตุการณ์ ประเด็นที่อยู่ในความสนใจและสื่อสารอย่างต่อเนื่องและ
  • 3.
    8 เหมาะสม เลือกและใช้คาขอร้อง คาชี้แจงคาอธิบาย และให้คาแนะนา พูดและเขียนแสดงความ ต้องการ เสนอและให้ความช่วยเหลือ ตอบรับและปฏิเสธการให้ความช่วยเหลือในสถานการณ์จาลอง หรือสถานการณ์จริงอย่างเหมาะสม พูดและเขียนเพื่อขอและให้ข้อมูล บรรยาย อธิบาย เปรียบเทียบ และแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่อง/ประเด็น/ข่าว/เหตุการณ์ที่ฟังและอ่านอย่างเหมาะสม พูดและ เขียนบรรยายความรู้สึกและแสดงความคิดเห็นของตนเองเกี่ยวกับเรื่องต่างๆ กิจกรรม ประสบการณ์ และข่าว/เหตุการณ์อย่างมีเหตุผล 3.3 พูดและเขียนนาเสนอข้อมูลเกี่ยวกับตนเอง/ประสบการณ์ ข่าว/เหตุการณ์ เรื่องและประเด็นต่างๆ ตามความสนใจ พูดและเขียนสรุปใจความสาคัญ แก่นสาระที่ได้จากการ วิเคราะห์เรื่อง กิจกรรม ข่าว เหตุการณ์ และสถานการณ์ตามความสนใจ พูดและเขียนแสดงความ คิดเห็นเกี่ยวกับกิจกรรม ประสบการณ์ และเหตุการณ์ทั้งในท้องถิ่น สังคม และโลก พร้อมทั้งให้ เหตุผลและยกตัวอย่างประกอบ 3.4 เลือกใช้ภาษาน้าเสียงและกิริยาท่าทางเหมาะกับระดับของบุคคล เวลา โอกาสและสถานที่ตามมารยาทสังคมและวัฒนธรรมของเจ้าของภาษา อธิบาย/อภิปรายวิถีชีวิต ความคิด ความเชื่อ และที่มาของขนบธรรมเนียมและประเพณีของเจ้าของภาษา เข้าร่วม แนะนา และจัดกิจกรรมทางภาษาและวัฒนธรรมอย่างเหมาะสม 3.5 อธิบาย/เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างโครงสร้างประโยค ข้อความ สานวน คาพังเพย สุภาษิตและบทกลอนของภาษาต่างประเทศและภาษาไทยวิเคราะห์/อภิปรายความเหมือนและ ความแตกต่างระหว่างวิถีชีวิตความเชื่อ และวัฒนธรรมของเจ้าของภาษากับของไทยและนาไปใช้อย่างมี เหตุผล 3.6 ค้นคว้า/สืบค้น บันทึก สรุป และแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับข้อมูลที่เกี่ยวข้อง กับกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่น จากแหล่งเรียนรู้ต่างๆ และนาเสนอด้วยการพูดและการเขียน 3.7 ใช้ภาษาสื่อสารในสถานการณ์จริง/สถานการณ์จาลองที่เกิดขึ้นในห้องเรียน สถานศึกษา ชุมชน และสังคม 3.8 ใช้ภาษาต่างประเทศในการสืบค้น/ค้นคว้า รวบรวม วิเคราะห์ และสรุป ความรู้/ข้อมูลต่างๆ จากสื่อและแหล่งการเรียนรู้ต่างๆ ในการศึกษาต่อและประกอบอาชีพ เผยแพร่/ ประชาสัมพันธ์ข้อมูล ข่าวสารของโรงเรียน ชุมชน และท้องถิ่น/ประเทศชาติ เป็นภาษาต่างประเทศ 3.9 มีทักษะการใช้ภาษาต่างประเทศ (เน้นการฟัง-พูด-อ่าน-เขียน) สื่อสารตาม หัวเรื่องเกี่ยวกับตนเอง ครอบครัว โรงเรียน สิ่งแวดล้อม อาหาร เครื่องดื่ม ความสัมพันธ์ระหว่าง บุคคล เวลาว่างและนันทนาการ สุขภาพและสวัสดิการ การซื้อ-ขาย ลมฟ้าอากาศ การศึกษาและ อาชีพ การเดินทางท่องเที่ยว การบริการ สถานที่ ภาษา และวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ภายในวง คาศัพท์ประมาณ 3,600 - 3,750 คา (คาศัพท์ที่มีระดับการใช้แตกต่างกัน) 3.10 ใช้ประโยคผสมและประโยคซับซ้อนสื่อความหมายตามบริบทต่างๆ ในการ สนทนาทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ 4. ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลางกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ดังตาราง 1-8 ตาราง 1 ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลางกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ
  • 4.
    9 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่สอดคล้องกับมาตรฐาน ต 1.1 เข้าใจและตีความเรื่องที่ฟัง และอ่านจากสื่อประเภทต่างๆ และแสดงความคิดเห็นอย่างมีเหตุผล ตัวชี้วัด 1. ปฏิบัติตามคาแนะนาในการใช้ คู่มือการใช้งานต่างๆ คาชี้แจง คาอธิบาย และคาบรรยายที่ฟัง และอ่าน สาระการเรียนรู้แกนกลาง คาแนะนา คาชี้แจง คาอธิบาย คาบรรยาย เช่น ประกาศ เตือนภัยต่างๆ ยาและการใช้ยา การใช้อุปกรณ์และสิ่งของ การสืบค้นข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต -Modal verb : should/ought to/ need/ have to/ must + verb ที่เป็น infinitive without to เช่น You should have it after meal. (Active Voice)/ The does must be divided. (Passive Voice) -Direct/Indirect Speech -คาสันธาน (conjunction) and/but/or/so/not only…but also/both…and/as well as/after/because etc. ตาราง 1 (ต่อ) ตัวชี้วัด 2. อ่านออกเสียง ข้อความ ข่าว ประกาศ โฆษณา บทร้อยกรอง และบทละครสั้น (skit) ถูกต้องตาม หลักการอ่าน สาระการเรียนรู้แกนกลาง ตัวเชื่อม (connective words) เช่น First,...Second,...Third,...Fourth,…Next,…Then,… Finally,…ect. ข้อความ ข่าว ประกาศ โฆษณา บทร้อยกรอง และบท ละครสั้นการใช้พจนานุกรมหลักการอ่านออกเสียง เช่น - การออกเสียงพยัญชนะต้นคาและพยัญชนะท้ายคา สระ เสียงสั้น สระเสียงยาว สระประสม - การออกเสียงเน้นหนักเบาในคาและกลุ่มคา - การออกเสียงตามระดับเสียงสูง-ต่าในประโยค - การออกเสียงเชื่อมโยงในข้อความ - การแบ่งวรรคตอนในการอ่าน - การอ่านบทร้อยกรองตามจังหวะ
  • 5.
    10 3. อธิบายและเขียนประโยคและ ข้อความให้สัมพันธ์กับสื่อที่ไม่ใช่ ความเรียงรูปแบบต่างๆที่อ่าน รวมทั้งระบุและเขียนสื่อที่ไม่ใช่ความ เรียงต่างๆ ให้สัมพันธ์กับประโยค และข้อความที่ฟังหรืออ่าน ประโยคและข้อความการตีความ/ถ่ายโยนข้อมูลให้สัมพันธ์ กับสื่อที่ไม่ใช่ความเรียง เช่น ภาพ แผนผัง กราฟ แผนภูมิ ตาราง อักษรย่อ จากกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่น ด้วยการพูด และการเขียนอธิบาย โดยใช้ Comparison of adjective/adverb/Contrast : but, although, however, in spite of…/Logical connectives เช่น caused by/ followed by/consist of etc. ตาราง 1 (ต่อ) ตัวชี้วัด 4. จับใจความสาคัญ วิเคราะห์ความ สรุปความ ตีความ และแสดงความ คิดเห็นจากการฟังและอ่านเรื่องที่เป็นสาร คดี และบันเทิงคดี พร้อมทั้งให้เหตุผล และยกตัวอย่างประกอบ สาระการเรียนรู้แกนกลาง เรื่องที่เป็นสารคดีและบันเทิงคดี การจับใจความสาคัญ การสรุปความ การวิเคราะห์ความการตีความ การใช้ skimming/scanning/guessing/context clue ประโยคที่ใช้ในการแสดงความคิดเห็นการให้เหตุผลและ การยกตัวอย่างเช่น I believe…/ I agree with… but…/ Well, I must say…/ What do you think of /about…?/I think/don’t think…?/ What’s your opinion about…?/ In my opinion…/ - if clauses - so…that/such…that - too to…/enough to… - on the other hand,… - other (s)/another/the other (s) - คาสันธาน (conjunctions) because/and/so/but/ however/because of/due to/owing to etc. - Infinitive pronouns : some, any, someone, anyone, everyone, one, ones, etc. - Tenses : present simple/present continuous/ present perfect/past simple/future tense, etc. - Simple sentence/Compound
  • 6.
    11 sentence/Complex sentence ตาราง 2ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลางกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่สอดคล้องกับ มาตรฐาน ต 1.2 มีทักษะการสื่อสารทางภาษา ในการ แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร แสดงความรู้สึกและความคิดเห็นอย่างมีประสิทธิภาพ ตัวชี้วัด 1. สนทนาและเขียนโต้ตอบข้อมูลเกี่ยวกับ ตนเองและเรื่องต่างๆใกล้ตัว ประสบการณ์ สถานการณ์ ข่าว/เหตุการณ์ ประเด็นที่อยู่ ในความสนใจของสังคม และสื่อสารอย่าง ต่อเนื่องและเหมาะสม สาระการเรียนรู้แกนกลาง ภาษาที่ใช้ในการสื่อสารระหว่างบุคคล เช่น การทักทาย กล่าวลา ขอบคุณ ขอโทษชมเชย การพูดแทรกอย่าง สุภาพ การชักชวน การแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับ ตนเอง เรื่องใกล้ตัว สถานการณ์ต่างๆ ใน ชีวิตประจาวัน การสนทนา/เขียนข้อมูลเกี่ยวกับตนเอง และบุคคลใกล้ตัวประสบการณ์ สถานการณ์ต่างๆ ข่าวเหตุการณ์ ประเด็นที่อยู่ในความสนใจของสังคม 2. เลือกและใช้คาขอร้อง ให้คาแนะนา คา ชี้แจง คาอธิบายอย่างคล่องแคล่ว 3. พูดและเขียนแสดงความต้องการเสนอ ตอบรับและปฏิเสธการให้ความช่วยเหลือ ในสถานการณ์จาลอง หรือสถานการณ์จริง อย่างเหมาะสม คาขอร้อง คาแนะนา คาชี้แจง คาอธิบาย ที่มี ขั้นตอนซับซ้อน ภาษาที่ใช้ในการแสดงความต้องการ เสนอและให้ ความช่วยเหลือ ตอบรับและปฏิเสธการให้ ความช่วยเหลือในสถานการณ์ต่างๆ เช่น Please…/…, please./ I’d like…/ I need…/ May/Can/Could…?/Would you please…?Yes,../ Please do. /Certainly./ Yes, of course./Sure./
  • 7.
    12 4. พูดและเขียนเพื่อขอและให้ข้อมูล บรรยาย อธิบายเปรียบเทียบและแสดง ความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่อง/ประเด็น/ข่าว/ เหตุการณ์ที่ฟังและอ่านอย่างเหมาะสม Need some help?/ What can I do to help?/ Would you like me to help you?/ If you need anything, please…/ Is there anything I can do?/ I’ll do it for you./ I’m afraid…/ I’m sorry, but…/ Sorry, but…etc. คาศัพท์ สานวน ประโยคและข้อความที่ใช้ในการขอ และให้ข้อมูล บรรยาย อธิบาย เปรียบเทียบและ แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็น/ข่าว/เหตุการณ์ ที่ฟังและอ่าน ตาราง 2 (ต่อ) ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง 5. พูดและเขียนบรรยายความรู้สึกและแสดง ความคิดเห็นของตนเองเกี่ยวกับเรื่องต่างๆ กิจกรรม ประสบการณ์ และข่าว/ เหตุการณ์อย่างมีเหตุผล ภาษาที่ใช้ในการแสดงความรู้สึก ความคิดเห็น และ ให้เหตุผลประกอบ เช่น ชอบ ไม่ชอบ ดีใจ เสียใจ มีความสุข เศร้า หิว รสชาติ สวย น่าเกลียด เสียง ดัง ดี ไม่ดี จากข่าว เหตุการณ์ สถานการณ์ ในชีวิตประจาวันเช่น Nice. /Very nice. /Well done! /Congratulations on… I like… because…/ I love… because…/ I feel… because…/I think…/I believe…/ I agree/disagree…/ I’m afraid I don’t like…/ I don’t believe…/I have no idea…/ Oh no! etc. ตาราง 3 ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลางกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่สอดคล้องกับ มาตรฐาน ต 1.3 นาเสนอข้อมูลข่าวสาร ความคิดรวบยอด และความคิดเห็นในเรื่องต่างๆ โดยการพูดและการเขียน ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง
  • 8.
    13 1. พูดและเขียนนาเสนอข้อมูลเกี่ยวกับ ตนเอง/ ประสบการณ์ข่าว/ เหตุการณ์ เรื่อง และประเด็นต่างๆตามความเหมาะ สนใจของสังคม 2. พูดและเขียนสรุปใจความสาคัญ/ แก่น สาระที่ได้จากการวิเคราะห์เรื่อง กิจกรรม ข่าว เหตุการณ์และสถานการณ์ตามความ สนใจ ตาราง 3 (ต่อ) การนาเสนอข้อมูลเกี่ยวกับตนเอง ประสบการณ์ ข่าว/ เหตุการณ์ เรื่องและประเด็นที่อยู่ในความสนใจของ สังคม เช่น การเดินทาง การรับประทานอาหาร การเล่นกีฬา/ดนตรี การดูภาพยนตร์ การฟังเพลง การเลี้ยงสัตว์การอ่านหนังสือ การท่องเที่ยว การศึกษา สภาพสังคม เศรษฐกิจ การจับใจความสาคัญ/แก่นสาระ การวิเคราะห์เรื่อง กิจกรรม ข่าวเหตุการณ์ และสถานการณ์ตามความสนใจ ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง 3. พูดและเขียนแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับ การแสดงความคิดเห็นการให้เหตุผลประกอบ กิจกรรม ประสบการณ์ และเหตุการณ์ และยกตัวอย่างเกี่ยวกับกิจกรรม ประสบการณ์ ทั้งในท้องถิ่น สังคม และโลก พร้อมทั้งให้ และเหตุการณ์ในท้องถิ่น สังคม และโลก เหตุผลและยกตัวอย่างประกอบ ตาราง 4 ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลางกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่สอดคล้องกับ มาตรฐาน ต 2.1 เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างภาษา กับวัฒนธรรมของเจ้าของภาษา และนาไปใช้ได้อย่างเหมาะสมกับกาลเทศะ ตัวชี้วัด 1. เลือกใช้ภาษา น้าเสียง และกิริยาท่าทาง เหมาะกับระดับของบุคคล โอกาส และ สถานที่ ตามมารยาทสังคมและวัฒนธรรม ของเจ้าของภาษา 2. อธิบาย/อภิปรายวิถีชีวิต ความคิดความ เชื่อ และที่มาของขนบธรรมเนียม และ ประเพณีของเจ้าของภาษา 3. เข้าร่วม แนะนา และจัดกิจกรรมทาง ภาษาและวัฒนธรรมอย่างเหมาะสม สาระการเรียนรู้แกนกลาง การเลือกใช้ภาษา น้าเสียง และกิริยาท่าทางในการ สนทนา ระดับของภาษา มารยาทสังคมและ วัฒนธรรมของเจ้าของภาษาเช่น การขอบคุณ ขอโทษ การชมเชย การใช้สีหน้าท่าทางประกอบ การพูดขณะแนะนาตนเอง การสัมผัสมือ การโบกมือ การแสดงความ รู้สึกชอบ/ไม่ชอบ การกล่าวอวยพร การแสดงอาการตอบรับหรือปฏิเสธ วิถีชีวิต ความคิด ความเชื่อ และที่มาของ ขนบธรรมเนียม และประเพณีของเจ้าของภาษา กิจกรรมทางภาษาและวัฒนธรรม เช่น การเล่นเกม การร้องเพลง การเล่านิทาน/เรื่องจากภาพยนตร์
  • 9.
    14 บทบาทสมมุติ ละครสั้น วันขอบคุณพระเจ้า วันคริสต์มาสวันขึ้นปีใหม่วันวาเลนไทน์ ตาราง 5 ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลางกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่สอดคล้องกับ มาตรฐาน ต 2.2 เข้าใจความเหมือนและความ แตกต่างระหว่างภาษาและวัฒนธรรมของเจ้าของภาษากับภาษาและวัฒนธรรมไทย และนามาใช้อย่างถูกต้องและเหมาะสม ตัวชี้วัด 1. อธิบาย/เปรียบเทียบความแตกต่าง ระหว่างโครงสร้างประโยค ข้อความ สานวน คาพังเพย สุภาษิตและบทกลอน ของภาษา ต่างประเทศและภาษาไทย 2. วิเคราะห์/อภิปรายความเหมือนและ ความแตกต่างระหว่างวิถีชีวิตความเชื่อ และวัฒนธรรมของเจ้าของภาษากับของไทย และนาไปใช้อย่างมีเหตุผล สาระการเรียนรู้แกนกลาง การอธิบาย/การเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่าง โครงสร้างประโยค ข้อความ สานวน คาพังเพย สุภาษิต และบทกลอนของภาษาต่างประเทศและ ภาษาไทย การวิเคราะห์/การอภิปรายความเหมือนและความ แตกต่างระหว่างวิถีชีวิต ความเชื่อและวัฒนธรรม ของเจ้าของภาษากับของไทยการนาวัฒนธรรม ของเจ้าของภาษาไปใช้ ตาราง 6 ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลางกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่สอดคล้องกับ มาตรฐาน ต 3.1 ใช้ภาษาต่างประเทศในการ เชื่อมโยงความรู้กับกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่น และเป็นพื้นฐานในการพัฒนา แสวงหาความรู้ และเปิดโลกทัศน์ของตน ตัวชี้วัด 1. ค้นคว้า/สืบค้น บันทึก สรุป และแสดง ความคิดเห็นเกี่ยวกับข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับ กลุ่มสาระการเรียนรู้อื่น จากแหล่งเรียนรู้ ต่างๆ และ นาเสนอด้วยการพูด และการเขียน สาระการเรียนรู้แกนกลาง การค้นคว้า/การสืบค้น การบันทึกการสรุป การแสดง ความคิดเห็น และนาเสนอข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับกลุ่ม สาระการเรียนรู้อื่นจากแหล่งเรียนรู้ต่าง ๆ
  • 10.
    15 ตาราง 7 ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลางกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่5 ที่สอดคล้องกับ มาตรฐาน ต 4.1 ใช้ภาษาต่างประเทศ ในสถานการณ์ต่างๆ ทั้งในสถานศึกษา ชุมชน และสังคม ตัวชี้วัด 1. ใช้ภาษาสื่อสารในสถานการณ์จริง/ สถานการณ์จาลองที่เกิดขึ้นในห้องเรียน สถานศึกษา ชุมชน และสังคม สาระการเรียนรู้แกนกลาง การใช้ภาษาสื่อสารในสถานการณ์จริง/สถานการณ์ จาลองเสมือนจริงที่เกิดขึ้นในห้องเรียน สถานศึกษา ชุมชน และสังคม ตาราง 8 ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลางกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่สอดคล้องกับ มาตรฐาน ต 4.2 ใช้ภาษาต่างประเทศเป็น เครื่องมือพื้นฐานในการศึกษาต่อการประกอบอาชีพ และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับสังคมโลก ตัวชี้วัด 1. ใช้ภาษาต่างประเทศในการสืบค้น/ ค้นคว้า รวบรวม วิเคราะห์ และสรุป ความรู้/ข้อมูลต่างๆ จากสื่อและแหล่งการ เรียนรู้ต่างๆ ในการศึกษาต่อและประกอบ อาชีพ 2. เผยแพร่/ประชาสัมพันธ์ข้อมูล ข่าวสาร ของโรงเรียน ชุมชน และท้องถิ่น/ ประเทศชาติ เป็นภาษาต่างประเทศ สาระการเรียนรู้แกนกลาง การใช้ภาษาต่างประเทศในการสืบค้น/การค้นคว้า ความรู้/ข้อมูลต่างๆจากสื่อและแหล่งการเรียนรู้ต่างๆ ในการศึกษาต่อและประกอบอาชีพ การใช้ภาษาอังกฤษในการเผยแพร่/ประชาสัมพันธ์ ข้อมูล ข่าวสารของโรงเรียน ชุมชน และท้องถิ่น/ ประเทศชาติ เช่น การทาหนังสือเล่มเล็กแนะนา โรงเรียน ชุมชน ท้องถิ่น/ประเทศชาติ การทาแผ่น ปลิว ป้ายคาขวัญ คาเชิญชวนแนะนาโรงเรียน สถานที่สาคัญในชุมชนและท้องถิ่น/ประเทศชาติ การ นาเสนอข้อมูลข่าวสารในโรงเรียน ชุมชน ท้องถิ่น/ ประเทศชาติเป็นภาษาอังกฤษ 5. โครงสร้างหลักสูตร กระทรงศึกษาธิการ (2551 : 23-24) กาหนดกรอบโครงสร้างเวลาเรียนกลุ่มสาระ การเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 เรียนปีละ 240 ชั่วโมง การกาหนดโครงสร้างเวลาเรียนพื้นฐาน และเพิ่มเติมดังนี้ ระดับประถมศึกษา สามารถปรับเวลาเรียนพื้นฐานของแต่ละกลุ่มสาระ การเรียนรู้ได้ตามความเหมาะสม ทั้งนี้ต้องมีเวลาเรียนรวมตามที่กาหนดไว้ในโครงสร้างเวลาเรียน พื้นฐาน และผู้เรียนต้องมีคุณภาพตามมาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัดที่กาหนด
  • 11.
    16 ระดับมัธยมศึกษาต้องจัดโครงสร้างเวลาเรียนพื้นฐานให้เป็นไปตามที่กาหนด และสอดคล้องกับเกณฑ์การจบหลักสูตร สาหรับเวลาเรียนเพิ่มเติมทั้งในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาให้จัดเป็น รายวิชาเพิ่มเติม หรือกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน กิจกรรมพัฒนาผู้เรียนที่กาหนดไว้ในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4-6จานวน 360 ชั่วโมง นั้น เป็นเวลาสาหรับปฏิบัติกิจกรรมแนะแนวกิจกรรมนักเรียน และกิจกรรมเพื่อสังคมและ สาธารณประโยชน์ในส่วนกิจกรรมเพื่อสังคมและสาธารณประโยชน์ให้สถานศึกษาจัดสรรเวลาให้ผู้เรียน ได้ปฏิบัติกิจกรรม ดังนี้ ระดับประถมศึกษา (ป.1-6) รวม 6 ปี จานวน 60 ชั่วโมง ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น (ม.1-3) รวม 3 ปี จานวน 54 ชั่วโมง ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย (ม.4-6) รวม 3 ปี จานวน 60 ชั่วโมง 6. คาอธิบายรายวิชา กระทรวงศึกษาธิการ (2544 : 200) กาหนดคาอธิบายรายวิชา กลุ่มสาระการ เรียนรู้ภาษาต่างประเทศ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 มีดังนี้ เข้าใจ น้าเสียง ความรู้สึกของผู้พูด คาสั่ง คาขอร้อง คาแนะนา ความแตกต่าง ด้านภาษา วัฒนธรรม ประเพณี อ่านออกเสียงบทความได้ถูกต้องตามหลักการอ่านออกเสียงและ เหมาะสมกับเนื้อหาที่อ่าน ตีความ วิเคราะห์ ข้อความ ข้อมูล ข่าวสาร บทความ สารคดี บันเทิง คดี สื่อที่เป็นความเรียงและไม่ใช่ความเรียงในแบบต่างๆ จากสื่อสิ่งพิมพ์หรือสื่ออิเล็กทรอนิกส์ในหัวข้อ ต่างๆเกี่ยวกับตนเอง ครอบครัว โรงเรียน สิ่งแวดล้อม ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล เวลาว่างและ สวัสดิการ การศึกษาและอาชีพ การซื้อขาย ลมฟ้าอากาศ การบริการ สถานที่ วิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยี ใช้ภาษาตามมารยาททางสังคม สร้างความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล แสดงความคิดเห็น ความต้องการ อธิบาย บรรยาย แลกเปลี่ยนความรู้ และให้เหตุผลเกี่ยวกับเรื่องราวต่าง ๆ เหตุการณ์ ในอดีต ปัจจุบันและอนาคต โดยใช้ประโยชน์จากสื่อ เทคโนโลยี สื่อการเรียนทางภาษา และผลจาก การฝึกทักษะต่างๆ แสวงหาวิธีการเรียนที่เหมาะสมกับตนเอง สามารถนาเสนอข้อมูล ความคิดรวบ ยอดและความคิดเห็น เจรจาโน้มน้าว ต่อรองเกี่ยวกับประสบการณ์และเหตุการณ์ต่างๆในท้องถิ่น ด้วยวิธีการที่หลากหลายอย่างสร้างสรรค์และมีประสิทธิภาพ นาเสนอบทกวีหรือบทละครสั้น โดยใช้ เค้าโครงตามแนวคิดของเจ้าของภาษาด้วยความเพลิดเพลิน เข้าร่วมกิจกรรม เปรียบเทียบ และนา ความรู้ด้านภาษา วัฒนธรรม ประเพณี ความเชื่อไปใช้อย่างมีวิจารณญาณ เห็นประโยชน์ของการรู้ ภาษาอังกฤษในการแสวงหาความรู้เพื่อขยายโลกทัศน์ จากแหล่งข้อมูลที่หลากหลาย การเข้าสู่สังคม และอาชีพ สามารถใช้ภาษาสื่อสารในรูปแบบต่างๆตามสถานการณ์ในสถานศึกษาและชุมชน 7. หน่วยการเรียนรู้ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 กระทรวงศึกษาธิการ (2544 : 200) กาหนดหน่วยการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาต่างประเทศ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 2 ดังนี้ Unit 1 : Myself - Sports - Hobbies - Indoor/ Outdoor Game
  • 12.
    17 Unit Unit Unit Unit Unit Unit Unit - 2 : Community Rolein Community 3 : Personal Relationship Personal Traits Social Life 4 : Environment How to Preserve Environment 5 : Occupation Like and Dislike Hope Future Career 6 : Health Measure and Weight Hoe to Keep Fit 7 : Travel Places : Attractive Places Entertainment Brochure Shopping : Souvenir Market Accommodation :Service, Food and Drink, Hotel, Home Stay 8 : Science and Technology Impacts 7. การวัดและการประเมินผล กรมวิชาการ (2544 : 245-253) ได้ทาการประเมินความสามารถในการใช้ภาษา เพื่อการสื่อสาร และพบว่าควรจะประเมินความสามารถในการสื่อสารอย่างแท้จริง ไม่ควรแยกการใช้ ภาษาออกจากสถานการณ์และควรวัดให้ครอบคลุมในทุกๆ ด้าน นั่นคือ ต้องประเมินความรู้ทั้งที่ เป็นเนื้อหาทางภาษาซึ่งประกอบด้วย เสียง คาศัพท์ โครงสร้าง ไวยากรณ์ รวมถึงการประเมินด้าน ความสามารถหรือประสิทธิภาพซึ่งหมายถึง ทักษะการนาความรู้ไปใช้และประเมินขอบข่ายในการใช้ ภาษา นั่นคือสมรรถภาพในการสื่อสารซึ่งหมายถึง ทักษะในการปรับตัวของผู้เรียนในสถานการณ์ต่างๆ ของการสื่อสาร ซึ่งในการประเมินนั้นต้องคานึงถึงความสามารถและประสบการณ์ของผู้เรียนด้วย และได้จาแนกรูปแบบของเกณฑ์การประเมินออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้ 7.1 เกณฑ์ในการประเมินแบบภาพรวม (Holistic Rating Scales) เป็นการประเมินการให้คะแนนโดยพิจารณาจากภาพรวมของผลงานนั้นๆ การนาองค์ประกอบที่สาคัญซึ่งเป็นผลงานที่คาดหวังมาจัดทาและบรรยายถึงลักษณะของแต่ละเกณฑ์ การประเมินไว้ด้วย ซึ่งเป็นการประเมินในภาพรวมที่แสดงให้เห็นถึงคุณภาพทีเป็นรูปธรรมได้ชัดเจน ่ และในแต่ละระดับนั้นก็ได้กาหนดคะแนนสาหรับงานหรือการปฏิบัตินั้นๆ ด้วยเหมาะที่จะนามาใช้
  • 13.
    18 ในการประเมินทักษะการเขียน ทักษะการพูด เช่นในการประเมินการใช้ภาษาสาหรับการเขียน แบบตอบไม่จากัดมีองค์ประกอบที่สาคัญ ได้แก่ การเลือกคาศัพท์ การสื่อความ ความต่อเนื่อง ความเชื่อมโยง เครื่องหมายวรรคตอน ฯลฯ กล่าวคือ สามารถตรวจสอบความสามารถในการสื่อ ความหมาย ความต่อเนื่องของแนวคิด ความคิดสร้างสรรค์ และความสละสลวยของภาษาได้ 7.2 เกณฑ์การประเมินแยกส่วน (Analytic Rating Scales) เกณฑ์การประเมินแยกส่วน คือ แนวทางการให้คะแนนโดยพิจารณาจากแต่ละ ส่วนของงานที่มีลักษณะการตอบที่จากัด ซึงแต่ละส่วนจะต้องกาหนดแนวทางในการให้คะแนน ่ โดยมีคานิยามหรือคาอธิบายลักษณะของงานในส่วนนั้นๆ ในแต่ละระดับให้ชัดเจน กล่าวคือ กาหนดการพิจารณาเป็นประเด็นต่างๆ แยกกันในงานชิ้นเดียวซึ่งผู้สอนจะสามารถเปรียบเทียบงานนั้น ได้โดยตรงกับเกณฑ์ที่กาหนด และส่วนใหญ่จะพิจารณาไม่เกิน 4 ด้าน นอกจากนี้ยังมีการสร้างเกณฑ์การประเมินทางภาษา ซึ่งมีแนวทางต่างๆ ดังนี้ 7.3 เกณฑ์การปฏิบัติ (Pragmatic Criteria) ประเด็นที่ควรนามาพิจารณาได้แก่ การปฏิบัติตนของผู้เรียนที่แสดงถึงความสามารถทางด้านภาษา เช่น การวาดภาพตามคาสั่งที่ได้อ่าน หรือฟัง หรืออาจจะเป็นการใช้ภาษาเพื่อการสื่อความถึงสิ่งที่เขาควรปฏิบัติ เช่น ใช้ภาษาเขียนลาดับ ขั้นตอนการทางานของตนเองได้ 7.4 เกณฑ์ทางภาษา (Linguistic Criteria) ควรให้ครอบคลุมทั้งการใช้รูปคาศัพท์ รูปแบบประโยค ความถูกต้องในการออกเสียงสาหรับพูด และการเรียบเรียงประโยค 7.5 เกณฑ์ทางวัฒนธรรม (Culture Criteria) ต้องคานึงถึงขนบธรรมเนียมประเพณี และแนวปฏิบัติอันเป็นวัฒนธรรมที่แสดงออกทางภาษา เช่น การต้อนรับ การขอบคุณ ขอโทษ หรือระดับภาษา เป็นต้น 7.6 เกณฑ์ด้านยุทธศาสตร์การสื่อสาร (Strategic Criteria) ควรได้พิจารณา ยุทธศาสตร์ของผู้สอนที่จะทาให้การสื่อสารดาเนินไปอย่างราบรื่น เกิดความเข้าใจกันตามจุดมุ่งหมาย ยุทธศาสตร์ต่างๆ เหล่านี้ ได้แก่ ภาษาท่าทาง การใช้ภาษาเทียบเคียง ภาษาที่เป็นเอกลักษณ์ เฉพาะตัว สภาวะทางอารมณ์ การเขียนภาษาอังกฤษ 1. ความหมายของการเขียน วินเกอร์สกี เบอร์เนอร์ และบาโลร์ก (Wingersky, Boerner and Balogh. 1995 : 2) ได้กล่าวถึงความหมายของการเขียนไว้ว่า การเขียนเป็นกระบวนการรวบรวมและจัดระเบียบ ความคิดของผู้ส่งสาร โดยมีการถ่ายทอดสารที่ต้องการสื่อผ่านทางการเขียนลงไปในกระดาษ เพื่อ สื่อสารกับผู้รับสารนั้นก็คือผู้อ่าน ในทักษะการเขียนจะมีโอกาสสื่อสารผิดพลาดได้น้อยกว่าการพูด เพราะการเขียนสามารถแก้ไขจัดการเกี่ยวกับความคิดและสารที่จะสื่อออกไปให้สมบรูณ์ได้ แต่การพูด ผู้รับสารสามารถรับสารได้ทางน้าเสียง คาพูด และการแสดงออกทางใบหน้าของผู้พูด ซึ่งเป็นการยาก ต่อการแก้ไข และทาให้เกิดการสื่อสารที่ผิดพลาดได้ทุกเมื่อ แกรแฮมม และ เพอร์ริน (Graham and Perin. 2007 : 3) ได้ให้ความหมายของ ทักษะการเขียนไว้ว่าทักษะการเขียนคือทักษะที่ใช้คาดการณ์ผลการเรียนรู้และความสาเร็จของการศึกษา
  • 14.
    19 และเป็นปัจจัยพื้นฐานอย่างหนึ่งในการมีส่วนร่วมในสังคม และเศรษฐกิจโลก การเขียนที่ดีไม่ใช่เป็น เพียงทางเลือกหนึ่งของผู้เรียนแต่เป็นถึงสิ่งที่จาเป็นสิ่งหนึ่ง ควบคูไปกับทักษะการอ่านเพื่อความเข้าใจ ่ แล้ว โชวราฟา (Shourafa. 2012 : 235) ได้กล่าวว่าการเขียนเป็นทักษะที่ก่อให้เกิดผล ทางการเรียนรู้ทักษะหนึ่งจากสี่ทักษะของภาษาอังกฤษ การเขียนเป็นความสามารถในการเข้าใจในเรื่อง ของโครงสร้างไวยากรณ์ คาศัพท์ ความคิด ศิลปะการใช้ถ้อยคา และส่วนอื่นๆของการใช้ภาษา การเขียนสามารถพัฒนาการรู้ภาษาของผู้เรียนได้จากกคาศัพท์ ประโยค และส่วนประกอบอื่นๆของ การเขียนซึ่งใช้ในการสื่อสารความคิดซึ่งกันและกัน 2. ความสาคัญของการเขียน ไมเลส (Myles. 2002 : 1) กล่าวว่าการเขียนเป็นทักษะที่สาคัญในการบ่งบอกถึง ความสามารถผ่านการบอกเล่าข้อมูลออกมาเป็นชิ้นงานในรูปแบบของการพรรณนา การบรรยาย หรือการเปลี่ยนแปลงข้อมูลให้เป็นเนื้อหาในรูปแบบใหม่ในการเขียนแบบชี้แจงอธิบาย หรือการเขียน โต้แย้งเปรียบเทียบ ยิ่งไปกว่านั้นการฝึกฝนทักษะการเขียนเป็นสิ่งสาคัญเพราะทักษะการเขียนเป็น ทักษะที่ไม่สามารถได้มาโดยธรรมชาติ แต่เป็นทักษะที่ต้องได้รับการเรียนรู้ หรือการถ่ายทอดโดยการ ฝึกฝน จากการจัดตั้งสภาพแวดล้อมการเรียนการสอนตามรูปแบบ หรือในสภาพแวดล้อมอื่นๆ ทักษะการเขียนต้องได้รับการฝึกฝน และเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ ทั้งในและนอกห้องเรียน แกรแฮมม และเพอร์ริน (Graham and Perin. 2007 : 9) อธิบายว่าทักษะการ เขียนเป็นสิ่งได้รับความสนใจ และถูกนามาพิจารณาในบริบทส่วนมากของชีวิต เช่น โรงเรียน ที่ทางาน และชุมชน และการพิจารณาในแต่ละบริบทนั้นได้มีความเหลื่อมล้า แต่ไม่ได้อยู่ในลักษณะ และความต้องการเดียวกัน ดังนั้นผู้เขียนที่มีความชานาญต้องสามารถปรับการเขียนให้มีความยืดหยุ่น ในแต่ละบริบทจึงจะสามารถได้ประโยชน์จากการเขียนได้ โชวราฟา (Shourafa. 2012 : 235) ได้กล่าวไว้ว่าทักษะการเขียนเป็นทักษะที่สาคัญ ในการเรียนต่อในระดับสูงสาหรับผู้เรียนภาษอังกฤษเป็นภาษาต่างประเทศ ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่หนทางใน การติดต่อสื่อสารในการแบ่งปันวิสัยทัศน์ และความคิดเท่านั้นแต่ยังเป็นทักษะที่จาเป็นต่อการเรียน ระดับสูงขึนไป ้ 3. หลักการและขั้นตอนการสอนการเขียน ฮาร์มเมอร์ (Harmer. 2012 : 128 - 133) ได้อธิบายถึงการเรียนรู้ภาษาอังกฤษไว้ว่า ในการเรียนรู้เมื่อเกิดข้อผิดพลาดในการพูดภาษาอังกฤษ จะสามารถแก้ไขให้ถูกต้องอย่างรวดเร็วได้ด้วย ตนเอง หรือ พูดในสิ่งสิ่งที่เหมือนกันในสิ่งเดียวกันในทางที่แตกต่างกัน แต่เมื่อเขียนนั้นจาเป็นต้องมี ความแม่นยาและถูกต้องมากขึ้น ผู้เรียนจาเป็นต้องเรียนรู้แนวทักษะวิธีการในการเขียนอย่างประสบ ผลสาเร็จ ในปัจจุบันถึงแม้ผู้คนมากมายจะใช้คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ทางโทรศัพท์สาหรับการเขียน ติดต่อสื่อสาร แต่ก็ยังพบสาเหตุมากมายในการเขียนด้วยลายมือ และผู้เรียนบางคนค้นหาบทเรียน ภาษาอังกฤษที่แตกต่างกันออกไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าผู้เรียนเลือกทางการเขียนในภาษาของผู้เรียน (สัญลักษณ์ที่ใช้) เป็นภาษาที่แตกต่างกันนอกจากที่จะเลือกใช้ภาษาอังกฤษ ผู้สอนจึงจาเป็นต้องให้ ผู้เรียนฝึกฝนในการเขียนข้อมูลตัวอักษร โดยการใช้กระดาษที่มีเส้นเพื่อที่จะช่วยให้ผู้เรียนทาตาม ตัวอย่างซึ่งเป็นการเขียนแบบลายมือ เมื่อเริ่มการเขียนในภาษาแรกคนเรามักจะคิดเสมอว่าการพูดจะ
  • 15.
    20 เกิดขึ้นก่อนที่จะลงมือทา และมักจะตรวจสอบว่าในการเขียนนั้นสมบูรณ์ ก่อนที่จะวางกระดาษหรือ บัตรคาในซองกระดาษหรือกดส่งทางคอมพิวเตอร์ซึ่งหลักการสอนเขียนมีดังนี้ - การวางแผนการเขียนนั้นผู้เรียนควรคิดก่อนเสมอว่าต้องการจะเขียน หรือสื่อสาร สิ่งใดระหว่างผู้เขียนและผู้อ่าน รวมไปถึงจุดประสงค์ของการเขียนบันทึก - การเขียนฉบับร่าง - การทบทวนฉบับร่าง และแก้ไขก่อนที่จะเขียนครั้งสุดท้าย - กระบวนการเขียนไม่ได้พูดถึงเฉพาะทิศทางการเขียน ผู้เรียนสามารถเริ่มต้น การเขียน การคิด และการวางแผนใหม่ได้ กระบวนการเขียนเป็นกระบวนการเล็กๆ คล้ายกับวงล้อ นั่นก็หมายถึงการหมุนรอบๆ และข้ามไปในทิศทางที่หลากหลาย - การเขียนต้องมีการทบทวนแก้ไข เพราะในการเขียนนั้นอาจเกิดข้อผิดพลาดทั้งการ สื่อสาร และข้อผิดพลาดทางภาษา - ผู้สอนกระตุ้นนักเรียนให้มีความระมัดระวังในการเขียน โดยอาจให้ผู้เรียนวางแผน ในสิ่งที่กาลังจะพูด ผู้เรียนสามารถอภิปรายความคิดโดยการค้นหาความคิดในอินเตอร์เน็ตหรือใน ห้องสมุดโรงเรียนและจดบันทึกบนกระดาษหรือบนหน้าจอได้ - ผู้สอนกระตุ้นให้ผู้เรียนในการทบทวนหรือแก้ไขในสิ่งที่เขียนไปก่อนการเขียนฉบับ สุดท้าย สิ่งนี้คือความสาคัญของการฝึกฝนการทาข้อสอบ ผู้เรียนจาเป็นต้องตรวจสอบผ่านทางคาตอบ ของตนเอง - ผู้ให้ผู้เรียนตรวจสอบรายชื่อที่จะใช้ในขณะที่กาลังทบทวนงานเขียน ตัวอย่างเช่น ถ้าเขียนจดหมายอิเล็กทรอนิกส์นั้น อาจจะให้ผู้เรียนทาตามสิ่งที่กาหนดให้ แบรนด์วิค และแมคไนท์ (Brandvik and Mcknight. 2011 : 90) ได้กล่าวไว้ว่า ขั้นตอนการสอนการเขียนมีหลายขั้นตอน คือ ขั้นก่อนการเขียน การร่าง การแก้ไขและปรับปรุง และขั้นนาเสนอผลงานดังนี ้ 1. ขั้นก่อนการเขียน เป็นขั้นการเตรียมตัวก่อนการเขียนร่าง เป็นการช่วยให้ผู้เขียน รวบรวมความคิดและทาตามกระบวนการเขียน ควรใช้กิจกรรมที่หลากหลายสาหรับขั้นก่อนการเขียน เพื่อช่วยให้ผู้เรียนได้ค้นหาข้อมูลและรวบรวมความคิดในหัวข้อของตนเอง 2. ขั้นการร่าง งานเขียนที่ประสบความสาหรับนั้นส่วนใหญ่จะต้องผ่านการร่าง หลายครั้ง ในการร่างงานเขียนครั้งแรกผู้เรียนจะต้องรีบเขียนความคิดของตนเองลงไปในรูปแบบ การร่าง หลังจากนั้นคือการรวบรวมข้อมูลโดยไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับความถูกต้องของการเขียนมากนัก 3. ขั้นการแก้ไขและปรับปรุง การแก้ไขคือการกลับไปมองงานเขียนอีกครั้งหนึ่ง หลังจากที่ร่างงานเขียนแรกเสร็จแล้ว ผู้เขียนจะต้องกลับมาอ่านงานเขียนอีกครั้งหนึ่ง ในขั้นนี้ผู้เขียน จะต้องตรวจสอบรูปแบบประโยค ไวยากรณ์ และคาศัพท์เพื่อความถูกต้อง 4. ขั้นน้าเสนอ ผู้เรียนส่วนใหญ่จะเขียนงานเขียนเพื่อส่งผู้สอนเท่านั้น แต่ในปัจจุบัน เราควรสร้างโอกาสให้ผู้เรียนได้นาเสนองานเขียนของตนเองแก้ผู้ชมอื่นๆ เช่น อ่านให้เพื่อนๆใน ชั้นเรียนฟัง อ่านให้เพื่อนในกลุ่มฟัง หรืออ่านในที่สาธารณะต่างๆ 4. การจัดกิจกรรมเพื่อพัฒนาการสอนการเขียน
  • 16.
    21 แบรนด์วิค และแมคไนท์ (Brandvikand Mcknight. 2011 : 93) กล่าวว่าถึงแม้ว่า เราจะกระตุ้นผู้เรียนให้เขียนงานเขียนที่ผู้เรียนเลือกหัวข้อด้วยตนเอง แต่ก็ควรจะมีรูปแบบของการ เขียนกาหนดให้ผู้เรียนได้เขียนอย่างชัดเจน ผู้เรียนส่วนใหญ่มักจะชอบเขียนงานเขียนแบบแสดง ความรู้สึกและเขียนบรรยายเรื่องส่วนตัว ผู้สอนไม่ควรที่จะกีดกันสิ่งเหล่านี้ เพราะว่ารูปแบบการเขียน นี้จะสร้างความคล่องแคล่วในการเขียนและเป็นพื้นฐานของการเขียนรูปแบบอื่นๆ การใช้คาศัพท์เฉพาะ ทางในการแยกประเภทการเขียนอาจจะทาให้สับสน เพราะบางครั้งการเขียนนั้นแบ่งตามวัตถุประสงค์ หรือบางครั้งแบ่งตามรูปแบบและลักษณะการบรรยาย มี 4 วิธี คือ การบรรยาย การพรรณนา การอธิบาย และการจูงใจ ดังนี้ 1. การเขียนแสดงความรู้สึก เป็นการเขียนที่ไม่เน้นโครงสร้างมากนัก เช่น การเขียน วารสาร บันทึกประจาวัน แฟ้มบันทึก เรียงความที่ไม่เป็นทางการ ความทรงจา และบันทึกความทรง จาให้กาลังใจ 2. การเขียนแบบมีโครงสร้าง เป็นการเขียนตามรูปแบบมาตรฐาน เช่น จดหมาย สมัครงาน จดหมายแสดงความยินดี และใบสมัครงานต่างๆ เช่น การสื่อสารทางธุรกิจ และบัตรเชิญ การเขียนเชิงความคิดสร้างสรรค์ มีจุดมุ่งหมายเพื่อความสุขและความบันเทิงและจะเน้นที่ภาษาและ พล็อตเรื่อง ได้แก่ เขียนเพลง นิทาน กลอน ปริศนา เรื่องตลก เรียงความ หรือจดหมาย 3. การเขียนเชิงข้อมูล เป็นการเขียนที่เน้นการอธิบายข้อมูลต่างๆ เช่น การเขียน รายงาน จดหมาย การโฆษณา วิจัย ข้อสอบ เรียงความ และบทความในหนังสือพิมพ์ 4. การเขียนโน้มน้าวใจ มีจุดมุ่งหมายในการเขียนเพื่อสร้างอิทธิพลในมุมมองต่างๆ แก่ผู้อ่าน เช่น การเขียนรายงาน บทบรรณาธิการ จดหมาย งานวิจัย การโฆษณา หรือการเขียน เรียงความ ฮาร์มเมอร์ (Harmer. 2010 : 117 - 120) ได้แนะนากิจกรรมเพื่อพัฒนาการสอน เขียนเพิ่มเติมดังนี้ 1. การเขียนแบบเร่งด่วน เป็นอีกหนึ่งวิธีในการสร้างนิสัยของการเขียนที่เร่งด่วน เนื่องจากเป็นไปได้ที่เด็ก วัยรุ่น หรือผู้ใหญ่ ซึ่งเป็นผู้เขียนที่ไม่สมัครใจ กิจกรรมการเขียนแบบเร่งด่วน จาพวกนี้ ซึ่งผู้เรียนจะเขียนทันทีในการพูดตอบตามคาขอร้องของผู้สอน ตัวอย่างเช่น ผู้สอนให้เขียน ตามคาสั่งโดยผู้สอนจะเขียนครึ่งประโยค แล้วให้ผู้เรียนเติมให้สมบูรณ์และถูกต้อง ตัวอย่างเช่น “ My favorite relative is ……….” หรือ “I will never forget the time I ………” จากนั้นผู้สอนให้ผู้เรียนเขียนสองประโยคซึ่งเกี่ยวกับหัวข้อในตอนนี้ ผู้สอนอาจให้คาในประโยค 3 คา แล้วให้ผู้เรียนเติมลงในประโยคอย่างรวดเร็วถ้าเป็นไปได้ 2. การใช้ดนตรีและรูปภาพ ดนตรีและรูปภาพเป็นกิจกรรมอย่างหนึ่งที่กระตุ้นที่ดี มาก ไม่ว่าจะเป็นทั้งการเขียนและการพูด ตัวอย่างเช่น ผู้สอนสามารถเล่นท่อนจังหวะของเพลง และ ให้ผู้เรียนเรียนจินตนาการ จากนั้นให้ผู้เรียนเขียนฉากภาพยนตร์ที่คิดว่าเป็นการเล่นดนตรีคลอ (ขั้นนี้สามารถทาเสร็จได้หลังจากที่ผู้เรียนดูแบบตามบทภาพยนตร์แล้ว) ผู้สอนสามารถเขียนประโยค แรกจากเนื้อเรื่อง จากนั้นให้ผู้เรียนเติมเนื้อเรื่องให้สมบูรณ์ (ทั้งนี้มาจากเพลงที่ผู้สอนเปิด) จากนั้นให้ ผู้เรียนเขียนประโยคแรกอีกครั้ง แล้วให้ผู้เรียนเขียนเรื่องราวที่แตกต่างกัน (เพราะว่าดนตรีที่ได้ยินจะ แตกต่างกันมาก) จากนั้นให้ผู้เรียนอ่านเรื่องราวทั้งหมด แล้วให้เพื่อทายว่าเพลงที่ได้ยินสร้าง
  • 17.
    22 แรงบันดาลใจอย่างไร รูปภาพสื่อถึงความเป็นไปได้อย่างมากผู้สอนอาจให้ผู้เรียนเขียนถึงการพรรณนา รูปภาพต่อหนึ่งกลุ่มจากนั้นให้เพื่อนในห้องเดาว่าเป็นรูปไหน โดยผู้เรียนสามารถเขียนไปรษณียบัตรจาก สิ่งที่ผู้สอนได้ให้ผู้เรียนก่อนหน้านี้แล้วจากนั้นผู้สอนอาจให้ผู้เรียนดูรูปคนและเขียนโดยใช้ความรู้สึก ภายในของตนเองเกี่ยวกับลักษณะ หรือเขียนในสมุดบันทึกประจาวันของผู้เรียน ซึงกิจกรรมทั้งหมดนี้ ่ ได้ออกแบบให้ผู้เรียนได้เขียนอย่างอิสระในแนวเดียวกัน 3. หนังสือพิมพ์และนิตยสาร เป็นลักษณะที่มีเนื้อหาแตกต่างกันที่สามารถค้นพบใน หนังสือพิมพ์และนิตยสาร เป็นแนวทางที่เป็นไปได้สาหรับการวิเคราะห์จาแนกประเภท ตามมาด้วย การเขียนโดยมีการจาแนก ตัวอย่างเช่น ผู้สอนอาจให้ผู้เรียนดูบทความที่แตกต่างกัน แล้วให้ผู้เรียน วิเคราะห์พาดหัวข่าว ตีความ และสรุปบทความทั้งหมด จากนั้นให้ผู้เรียนเขียนบทความเกี่ยวกับความ จริงหรือจินตนาการในข่าวที่ผู้เรียนสนใจ สาหรับระดับที่สูงสุด ครูสามารถให้ผู้เรียนดูเนื้อเรื่องเดียวกัน จานวนมาก โดยเป็นรูปแบบลักษณะการประกาศในที่ที่แตกต่างกัน และให้ผู้เรียนเลือกเขียน รายละเอียดหนึ่งเรื่องหรือเรื่องอื่นๆ ผู้สอนสามารถทาในลักษณะการวิเคราะห์จาแนกแบบเดียวกันใน หนังสือพิมพ์ ตัวอย่างเช่น ผู้สอนสามารถยืนยันในกรอบของการวิเคราะห์และผู้เรียนจะสามารถเรียนรู้ ได้อย่างมากมายจากการวิเคราะห์ประเภท และสามารถทาตามได้ในลักษณะเดียวกัน 4. หนังสือเล่มเล็กและหนังสือแนะนา ผู้สอนสามารถให้ผู้เรียนดูหนังสือเล่มเล็กที่ หลากหลาย ตัวอย่างเช่น บ้านเมือง บันเทิง เพื่อนามาสู่การวิเคราะห์ ผู้เรียนสามารถเขียนหนังสือ เล่มเล็กของตนหรือหนังสือแนะนาบ้านเมือง โดยใช้การวิเคราะห์นี้ช่วยผู้เรียน ผู้เรียนอาจจะสนุกกับ การเขียนหนังสือเล่มเล็กและหนังสือแนะนาสาหรับการออกแบบส่วนตัวของเขา 5. กวีนิพนธ์ ผู้สอนหลายคนชอบให้ผู้เรียนเขียนบทกวี เพราะว่าอาจจะทาให้ผู้เรียน ประทับใจในตัวเอง อีกทั้งยังมีการคิดวิเคราะห์บทกวีอีกด้วย แต่ผู้สอนควรจะให้รูปแบบแก่ผู้เรียนเพื่อ ช่วยในการเขียน ผู้สอนอาจให้ผู้เรียนเขียนโคลงกระทู้ ซึ่งจะทาให้ผู้เรียนได้ฝึกเขียนตัวอักษรของบทกวี หรือผู้สอนอาจให้กรอบที่เป็นประโยคหรือรูปแบบในการเขียน เพื่อให้ผู้เรียนสามารถทาตามได้ การเขียนบทกวีเป็นลักษณะที่จัดไว้เฉพาะสาหรับผู้เรียนซึ่งค่อนข้างจะเก่งและผู้เรียนระดับสูง 6. การเขียนแบบร่วมมือ ผู้เรียนจะได้รับการผูกเรื่องจากหนังสือมากมาย ตัวอย่างเช่น ผู้สอนให้ผู้เรียนสร้างคาบนกระดาน โดยที่แต่ละแถวถูกเขียนขึ้นโดยผู้เรียนคนละคน และผู้สอนสามารถให้ผู้เรียนนั่งเป็นวงกลม โดยแต่ละกลุ่มจะมีกระดาษหนึ่งแผ่น โดยคนแรกเขียนแถว แรกแล้วส่งกระดาษไปให้คนถัดไป คนต่อมาเขียนอีกหนึ่งประโยคจนถึงคนสุดท้าย จากนั้นให้ทุกคน ร่วมกันเขียนเรื่องราวทั้งหมด นอกจากนี้ผู้เรียนสามารถเขียนบนจอคอมพิวเตอร์ได้อีกด้วย 7. การเขียนถึงเพื่อนในชั้นเรียนรายบุคคล การสัมภาษณ์ทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างในการเขียนถึงเพื่อนในชั้นเรียนรายบุคคล ผู้เรียนสามารถเขียนจดหมาย อิเล็กทรอนิกส์ หรือข้อความสั้นต่างๆมาเป็นคาตอบได้ ในการทากิจกรรมนี้ผู้เรียนควรอยู่ภายใต้ การดูแลของผู้สอน เช่น ในการสนทนาผ่านอินเตอร์เน็ต เป็นต้น 8. การเขียนในรูปแบบต่างๆ การเขียนมีรูปแบบมากมายหลากหลาย ผู้สอนอาจจะ ให้ผู้เรียนเขียนพรรณนารายบุคคลและเรื่องราวอื่นๆ ผู้สอนอาจเตรียมการเขียนที่ผู้เรียนคนอื่นๆได้เขียน ผ่านมาแล้วให้กับผู้เรียน หรือใช้เป็นแนวทางในการเขียน ผู้สอนสามารถวิเคราะห์บทแรกของนวนิยาย จากนั้นให้ผู้เรียนเขียนในภาษาของตนเอง ผู้สอนอาจให้ผู้เรียนเขียนเรื่องราวให้สมบูรณ์ สาหรับ
  • 18.
    23 กิจกรรมที่หลากหลายอาจให้ผู้เรียนคิดร่วมกันก่อนที่จะทาภาระงาน การระดมความคิดก็เป็นอีกปัจจัย หนึ่งที่จะทาให้เกิดความประสบผลสาเร็จในการเขียนของผู้เรียน ฮาร์มเมอร์ (Harmer.2012 : 128 - 133) กล่าวว่าการเรียนการสอนการเขียน ควรมีการกระตุ้นการเขียนโดยการใช้กิจกรรม ผู้เรียนหลายคนไม่สนุกกับการเขียนเป็นอย่างมาก และภาระงานที่หนักทาให้เขาไม่สะดวกสบายและไม่กระตือรือร้นกับมัน ดังนั้นกิจกรรมที่ใช้ในการเรียน การสอนควรเป็นสิ่งที่น่าสนใจ และกระตุ้นการเรียนรู้โดยกิจกรรมการเขียนที่สามารถกระตุ้นการเขียน มีดังต่อไปนี้ 1. การเขียนร่วมกันของผู้เรียน มีกิจกรรมมากมายที่ก่อให้เกิดการร่วมมือกันในการ เขียนดังนี้ - ผู้สอนให้ผู้เรียนเขียนประโยคส่งต่อนักเรียนอีกคน โดยการพับกระดาษและส่งไป ยังผู้เรียนคนถัดไปโดยที่ไม่สามารถมองเห็นว่าคนที่เขียนก่อนหน้านี้เขียนอะไร ตัวอย่างเช่น ผู้เรียนA เขียนในช่องแรก (เช่น Peter) แล้วพับกระดาษชิ้นนั้นส่งไปยังผู้เรียน B ซึ่งผู้เรียน B เขียนว่า Sally. จากนั้นกระดาษก็ส่งต่อไปยังผู้เรียน C โดยผู้เรียน C เขียนสถานที่ที่พวกเขาพบกัน ตัวอย่างเช่น at the swimming pool จากนั้นกระดาษก็ส่งไปที่ผู้เรียนคนถัดไปเพื่อเขียนเรื่องราว ต่อไป เมื่อกิจกรรมนี้สิ้นสุด กระดาษจะเปิดออก แล้วผู้เรียนทุกคนจะเห็นทั้งหมด - ผู้เรียนนั่งเป็นวงกลม และแต่ละคนจะมีกระดาษว่าง จากนั้นเราจะบอกให้เขียน ตามประโยค เช่น When he opened his eyes that morning, he did not know where he was. จากนั้นผู้สอนจะถามว่าเขียนประโยคถัดไปที่อยู่ในเรื่องราว เมือผู้เรียนได้เขียน ่ ประโยคแล้วจะส่งต่อไปยังผู้เรียนคนถัดไป ผู้เรียนแต่ละคนจะเขียนประโยคเรื่องราวที่อยู่ข้างหน้าพวก เขา สาหรับแต่ละประโยคที่เขียนขึ้นใหม่ก็จะส่งต่อไปยังผู้เรียนคนถัดไปอีกครั้ง เมื่อกระดาษถูกส่งไป ด้านหลังจนครบจึงให้เขียนสรุปเรื่องราวทั้งหมด - ผู้เรียนทางานเป็นกลุ่ม จากนั้นผู้สอนจะให้ประโยคโต้แย้ง เช่น Everyone likes football. จากนั้นก็ช่วยกันเขียนประโยคที่ถูกต้องที่ทุกคนในกลุ่มเห็นด้วย - ผู้สอนให้ผู้เรียนเขียนจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ถึงผู้อื่น ถ้าผู้เรียนไม่สามารถเข้าถึง คอมพิวเตอร์ได้ ผู้สอนจะให้แผ่นกระดาษที่เป็นหน้าต่างของการเขียนจดหมายอิเล็กทรอนิกส์แทน - ผู้สอนรับข้อมูลจากผู้เรียน โดยให้ผู้เรียนใช้โทรศัพท์มือถือ ในการจัดเตรียมการ การประชุม - ผู้เรียนใช้เรื่องราว WIKI ที่สมบูรณ์โดยผู้เรียนแต่ละคนจะเติมประโยคใน เรื่องราวต้นฉบับ (อาจจะให้แต่ละคนใช้สีที่แตกต่างกัน) ผู้เรียนสามารถทากิจกรรมนี้บนกระดานได้อีก ด้วย (อาจเป็นกลุ่มก็ได้) ผู้เรียนแต่ละคนเขียนเรื่องราวทีละประโยคจนเสร็จ - ผู้เรียนแต่งเรื่องราวโดยใช้สื่อสังคมออนไลน์ เช่น TWITTER ซึ่งผู้เรียนแน่ใจใน การใช้ตัวอักษรในแต่ละครั้ง - ผู้สอนให้ผู้เรียนยืนเป็นคนแรกและคนสุดท้าย ในกลุ่มจะต้องเขียนว่า อะไรมา อยู่ระหว่างประโยคของผู้เรียน - ผู้เรียนวิ่งเขียนตามคาบอกหรือตะโกนแล้วเขียนตามคาบอก 2. การใช้รูปภาพเพื่อช่วยกระตุ้นความสามารถทางการเขียน ดังตัวอย่างกิจกรรม ต่อไปนี้
  • 19.
    24 - ผู้สอนให้เรื่องราวเกี่ยวกับวันหยุดที่เป็นไปรษณียบัตรรูปภาพ แล้วให้ผู้เรียน เขียนตามจินตนาการของตนเองเช่น Today the snow was really beautiful. I went down tree red slops and one black one. ผู้เรียนคนอื่นก็จะเดาว่าไปรษณียบัตรรูปภาพว่า อันไหนที่เขียนสัมพันธ์กัน - ผู้สอนให้รูปคนที่มีชื่อเสียง จากนั้นให้ผู้เรียนจดบันทึกสมุดประจาวันในแต่ละ แผ่น ผู้เรียนจะสามารถเขียนจดหมายหรือจดหมายอิเล็กทรอนิกส์จากรูปหนึ่งไปยังรูปอื่นๆ - ผู้สอนให้รูปภาพ อาจทาเป็นคู่หรือทีมก็ได้ จากนั้นให้ผู้เรียนเขียนเรื่องราวที่ สัมพันธ์กัน 3. การใช้ดนตรีเพื่อช่วยกระตุ้นการเขียน ดังตัวอย่างกิจกรรมต่อไปนี้ - ผู้สอนเล่นดนตรีแล้วให้ผู้เรียนเขียนลงว่าเราคิดถึงอะไรกับการที่ผู้แต่งเพลงได้ บรรยาย - ผู้สอนเล่นดนตรีโดยมีความรู้สึกต่างๆ (เสียใจ มีความสุข อยากเต้น อื่นๆ) แล้วให้ผู้เรียนเขียนคาที่มาจากใจในขณะที่ได้ยิน - ผู้สอนบอกให้ผู้เรียนเขียนบทเกี่ยวกับฉากภาพยนตร์ - ผู้สอนเขียนประโยคที่กาหนดให้ เช่น As he come round the corner he saw him. จากนั้นเราจะบอกว่านี่คือประโยคแรกของเรื่อง โดยให้ผู้เรียนเขียนอย่างต่อเนื่อง เมื่อผู้สอนเปิดดนตรี บางครั้งจะเล่นเพลงเศร้า จากนั้นบอกให้ผู้เรียนเขียนประโยคเดียวกันและเขียน เรื่องราวใหม่ แต่ในครั้งนี้ดนตรีสนุกสนาน จากนั้นให้ผู้เรียนแลกเปลี่ยนกระดาษกัน แล้วให้ไปอ่าน หน้าชั้นเรียน จากนั้นเพื่อนที่เหลือในห้องทายว่าเป็นดนตรีอะไร - ผู้สอนให้ตัวอย่างรูปแบบการเขียนของผู้เรียนเอง ตัวอย่างเช่น ผู้เรียนสามารถ เขียนเกี่ยวกับเพื่อนของตนเอง พูดถึงที่อาศัย พ่อแม่มาจากที่ใด ภาษาที่ใช้พูดกัน รู้จักเพื่อนนาน เพียงใด และอะไรที่ชอบทาร่วมกัน - แฟ้มสะสมงานยังสามารถประกอบไปด้วยเรื่องราวเกี่ยวกับเพื่อน ไม่ว่าจะเป็น จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ จดหมาย บัตรคา และอื่นๆ ที่ผู้สอนต้องการที่จะเขียน ผู้เรียนสามารถเก็บ งานไว้ในแฟ้ม หรือ ในสื่อออนไลน์ได้อีกด้วย 4. การจัดทาวารสารเพื่อช่วยกระตุ้นการเขียน ดังตัวอย่างกิจกรรมต่อไปนี้ - การจัดทาวารสารเป็นความคิดที่ดีที่จะช่วยกระตุ้นผู้เรียนในการเขียน เพราะผู้เรียนสามารถใช้การจัดทาวารสารเป็นสิ่งสะท้อนในการเรียนรู้ และจะทาให้การเขียนดีขึ้นด้วย - วารสารเป็นสิ่งที่ดีสาหรับผูสอนในการติดสื่อสาร และแลกเปลี่ยนความคิดกับ ้ ผู้เรียน ผู้สอนควรรู้ว่าผู้เรียนกาลังคิดอะไร ต้องการสื่อสารอะไรในวารสารของตนเอง จากนั้นจึงช่วย กระตุ้นผู้เรียนให้ใช้การเขียนในการติดต่อสื่อสารและอธิบายในสิ่งที่ตนเองคิด - เมื่ออ่านวารสารที่ผู้เรียนเขียนเสร็จแล้ว ผู้สอนควรตรวจเนื้อหาและทาความ เข้าใจสิ่งที่ผู้เรียนต้องการสื่อในวารสารก่อน จากนั้นจึงตรวจสอบข้อผิดพลาดในการใช้ภาษา หลังจาก นั้นผู้สอนจึงให้ผู้เรียนแก้ไขข้อผิดพลาดทางภาษา - ผู้สอนควรให้เวลาแก่ผู้เรียนในการจัดทาวารสาร เพราะเป็นการกระตุ้นการเขียน ของผู้เรียนอย่างต่อเนื่อง 5. บล็อก วิกิ และการติดต่อเป็นกิจกรรมที่สามารถกระตุ้นการเขียนได้ดังนี้
  • 20.
    25 - ห้องเรียนหรือในโรงเรียน หรือในระบบออนไลน์ที่สามารถมองเห็นได้ -ผู้สอนบอกวิธีการเขียนข้อความและประกาศข้อความบนบล็อกของผู้เรียนได้ อาจทาครั้งละหนึ่งสัปดาห์หรือกาหนดเวลาในการทาเป็นระยะเวลาหนึ่งเดือน หรือสองเดือน - ผู้สอนกระตุ้นให้ผู้เรียนแสดงความคิดเห็น ตั้งหัวข้อคาถาม และตอบในบล็อก ของผู้อื่นด้วย - ผู้สอนสร้าง วิกิ โดยการเขียน รูปภาพ เสียงและคลิปวิดีโอ ผู้สอนและผู้เรียน สามารถพูดคุยในบล็อกและวิกิ พร้อมทั้งแบ่งปันข้อมูลได้อีกด้วย - ผู้เรียนสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลกับประเทศอื่นๆ อาจจะเป็นจดหมาย อิเล็กทรอนิกส์ หรือ บล็อก 5. กลวิธีการสอนการเขียน กระทรวงการศึกษา ออนตาริโอ (Ministry of Education, Ontario. 2005 : 98 - 140) ได้ให้ตัวอย่างกลวิธีการสอนการเขียนไว้ดงนี้ ั 5.1 Rapid Writing มีจุดมุ่งหมายเพื่อช่วยให้ผู้เรียนเริ่มการเขียนและมีผลผลิต ทางการเขียนเพิ่มมากขึ้น เพื่อเพิ่มความคล่องแคล่วในการรวบรวมความคิดในการเขียนในวิชาและ หัวข้อต่างๆ และเพื่อช่วยให้สามารถจัดการความคิดในการเขียนได้ ทฤษฎีนี้สามารถใช้ได้หลากหลาย วิธี เช่น ใช้ในขั้นก่อนการเขียน การระดมความคิดเพื่อคาถามที่เฉพาะเจาะจง หรือการเขียนบันทึก ต่างๆ โดยขั้นแรก ครูผู้สอนควรจะกาหนดหัวข้อในการเขียนหรือให้ผู้เรียนได้ออกแบบหัวข้อที่ต้องการ เขียน จากนั้นอธิบายจุดประสงค์ของการเขียนเร็ว หลังจากนั้นจึงบอกวิธีการเขียนและให้ผู้เรียนเริ่ม เขียนโดยที่ต้องกาหนดเวลาในการเขียนด้วย หลังจากที่ผู้เรียนเขียนเสร็จแล้ว ผู้สอนควรจะถามผู้เรียน ว่าเขาเขียนได้มากน้อยเพียงใด หลังจากนั้นจึงมาอภิปรายหัวข้อที่ได้เขียนกับเพื่อนในชั้นเรียนแสดง ความคิดเห็น 5.2 Setting the context ผู้เขียนที่ดีจะต้องรู้ว่าผู้อ่านต้องการที่จะอ่านไร เกี่ยวกับสิ่งที่ตนเองเขียน จินตนาการและพิจารณาถึงคาถามที่ว่าผู้อ่านจะต้องการอะไรจากสิ่งที่อ่าน เพื่อช่วยให้เขียนงานเขียนได้ดียิ่งขึ้น ทฤษฎีนี้มีจุดมุ่งหมายคือ ทาให้เกิดหัวข้อต่างๆในการเขียน เพื่อมุ่งเน้นความสาคัญของใจความในเรื่องที่เขียน โดยขั้นแรกเริ่มการเขียนโดยการเขียนอธิบายสิ่งที่ ต้องการจะสื่อสารลงไปในงานเขียนให้ผู้อ่านได้รับรู้ จากนั้นให้ผู้เรียนได้ตั้งคาถามว่าผู้อ่านจะต้องการรู้ อะไรจากสิ่งที่เราเขียนเราให้ข้อมูลเพียงพอหรือไม่ หลังจากนั้นให้ผู้เรียนได้ออกมาแบ่งปันเกี่ยวกับ คาถามที่ตนเองได้คิด จากนั้นจึงให้ผู้เรียนได้จัดการกับความคิดของตนเองเพื่อการเขียนร่างงานเขียน ต่อไป 5.3 Adding content ทฤษฎีนี้จะเป็นการให้ผลสะท้อนกลับแก่ผู้เรียนก่อนที่จะ เริ่มการเขียนร่าง ผู้เรียนจะสามารถแลกเปลี่ยนการรวบรวมความคิดกับเพื่อน และนาความคิดของ เพื่อนๆมาใช้ในการเขียนบทความ หรือรายงานได้ ทฤษฎีนี้มีจุดมุ่งหมายคือ เพื่อแยะแยะข้อมูลที่ได้ รวบรวม รวบรวมและเขียนในสิ่งที่เราคิดใหม่อีกครั้งหนึ่ง โดยขั้นแรกครูผู้สอนกาหนดหัวข้อในการ เขียน จากนั้นให้ผู้เรียนได้รวบรวมความคิดและเพิ่มเนื้อหาลงไป ให้ผู้เรียนส่งงานของตนเองไปทางซ้าย เพื่อให้เพื่อนในห้องเรียนถามคาถามเกี่ยวกับงานเขียนของตนเอง ทาอย่างนี้ไปเรื่อยๆจนงานเขียนเวียน กลับมายังผู้ที่เป็นเจ้าของ หลังจากนั้นให้ผู้เรียนได้ตอบคาถามจากสิ่งที่เพื่อนในห้องเรียนได้ถาม ขั้นสุดท้ายคือให้ผู้เรียนแก้งานให้สมบูรณ์แบบ
  • 21.
    26 5.4 Developing andOrganization Ideas: Webbing, Mapping and More ผู้เขียนสามารถใช้วิธีการที่หลากหลายเพื่อรวบรวมความคิดและข้อมูลเพื่อสร้างความเกี่ยวเนื่อง ของข้อมูล เพื่อเจาะจงข้อมูลและเพื่อวางแผนการเขียนผลงาน ทฤษฎีนี้มีจุดมุ่งหมายคือ เพื่อเจาะจง ข้อมูลและสร้างความเกี่ยวเนื่องของความคิดและข้อมูล และเพื่อเลือกความคิดและข้อมูลที่จะใส่ลงไป ในการเขียน โดยขั้นแรกคือเลือกข้อมูลเพื่อเจาะจงในการเขียน หลังจากนั้นให้เตรียมข้อมูลที่จะมา อ้างอิงเรื่องที่จะเขียนโดยให้ผู้เรียนเขียนโดยใช้แผนผังความคิดเป็นตัวช่วย โดยอาจจะใช้แผนผัง ความคิดที่มีรูปแบบอยู่แล้วหรือให้ผู้เรียนออกแบบแผนผังความคิดของตนเองก็ได้ 5.5 Revising and Editing: Peer Edition วิธีการเพื่อนช่วยเพื่อนทาให้ ผู้เรียนได้มีโอกาสสนทนาโต้ตอบกับเพื่อนในชั้นเรียนเกี่ยวกับงานเขียนชิ้นนั้นๆ ในขณะที่ผู้เรียนได้อ่าน งานเขียนของเพื่อนในชั้นเรียน มีการตั้งคาถามเกี่ยวกับงานเขียน ผู้เรียนจะได้รับประสบการณ์ที่ มากมายและสามารถนาคาพูดของเพื่อนมาปรับแก้ไขงานของตนเองได้ โดยขั้นแรกให้ผู้เรียนร่างงาน เขียนของตนเอง จากนั้นแบ่งกลุ่มนักเรียนออกเป็นกลุ่มละสามถึงสี่คนเพื่อให้แลกเปลี่ยนกันอ่านงาน เขียนของเพื่อนและช่วยกันแก้ไข และตั้งคาถามเกี่ยวกับงานเขียนที่ได้อ่าน หลังจากนั้นให้นางานเขียน ของกลุ่มตนเองไปเปลี่ยนกับกลุ่มอื่นๆ ทาอย่างนี้ไปจนทุกคนได้อ่านงานเขียนของเพื่อนทุกคน หลังจาก นั้นให้ผู้เรียนแต่ละคนออกมาอภิปรายและตอบคาถามจากที่เพื่อนในชั้นเรียนตั้งเกี่ยวกับงานเขียนของ ตนเอง 5.6 Writing for a purpose: using templates เมื่อผู้เรียนมีรูปแบบหรือ จินตนาการของงานเขียนของตนเองแล้ว ผู้เรียนจะรู้สึกถึงความมั่นใจและสามารถทาผลงานการเขียน ของผู้เรียนได้ รูปแบบการเขียนหรือโครงงานคือรูปแบบที่ทาให้ผู้เรียนได้จัดระเบียบความคิดของตนเอง หลังจากที่ได้รวบรวมในขั้นร่างแล้ว จุดมุ่งหมายของวิธีนี้คือเพื่อให้ผู้เรียนเขียนงานเขียนได้ตามรูปแบบที่ กาหนดให้และสามารถรวบรวมข้อมูลและจัดระเบียบความคิดของตนเองได้ โดยขั้นแรกผู้สอนจะต้อง จัดเตรียมรูปแบบการเขียนที่ต้องการจะให้ผู้เรียนได้ฝึกเขียน จากนั้นหาตัวอย่างการเขียนในรูปแบบที่ เลือกมาให้ผู้เรียนได้ศึกษา ให้นักเรียนแบ่งกลุ่มสามถึงสี่คนเพื่อทางานเขียนตามรูปแบบที่กาหนด จากนั้นให้ผู้เรียนออกมาอภิปรายหน้าชั้นเรียนถึงแนวความคิดของงานเขียนในกลุ่มของตนเอง 6. การวัดและประเมินผลการเขียน แมคโกรว - ฮิล (McGraw - Hill. 2002 : 8 - 13) ได้กล่าวว่ากระบวนการวัด และประเมินผลการเขียนนั้นมีหลากหลายวิธี หรือการใช้วิธการวัดและประเมินผลนั้นยังสามารถอธิบาย ี ภาระงานเขียน และจุดประสงค์งานเขียนที่แตกต่างกันได้ ตัวอย่างเช่นการให้คะแนนประเมินแบบ ภาพรวม (Holistic scoring) เป็นการให้คะแนนโดยใช้ภาพรวมและให้คะแนนในแต่ภาระงานได้ จานวนมาก แต่ไม่สามารถให้รายละเอียดการตรวจสอบ หรือผลสะท้อนแก่ผู้เขียน การให้คะแนน ประเมินแบบแยกส่วน (Analytic scoring) นั้นให้รายละเอียดผลสะท้อนเพื่อช่วยให้ผู้เรียนพัฒนาใน การเขียน แต่ใช้เวลานาน ในการตรวจสอบมากกว่าการให้คะแนนแบบภาพรวม โดยการวัดและการ ประเมินผลการเขียนแบ่งออกเป็น 3 ประเภทดังต่อไปนี้ 1. การประเมินแบบทางการแบ่งออกเป็น 3 ลักษณะคือ 1.1 Holistic scoring เป็นการให้คะแนนด้วยวิธีการที่รวดเร็ว โดยวัดจาก พื้นฐานคุณภาพทั่วไปของงานเขียนของผู้เรียน ผู้สอนสามารถอ่านงานเขียนของผู้เรียนและให้คะแนน
  • 22.
    27 ภายในสองถึงสามนาที การวัดและประเมินผลแบบภาพรวมมีพื้นฐานการให้คะแนนในระดับ 0-4,0-5, หรือ0-6 โดยเกณฑ์การให้คะแนนมักจะมีการระบุแนวทางของงานเขียนสาหรับการให้คะแนน ตาราง 9 รูปแบบการวัดและประเมินแบบภาพรวม คะแนน จุดสาคัญและ องค์ประกอบ รายละเอียด เพิ่มเติมและ รูปแบบ 4 ดีเยี่ยม - ส่งตรงเวลาและตาม รูปแบบ - เหมาะสมกับผู้อ่าน - มีจุดสนใจที่ดี - ความคิดและการเล่า เรื่องมีการพัฒนาใน การเขียน - มีเหตุผลมาส่งเสริม ความคิดและเหตุการณ์ - ดึงดูดใจผู้อ่าน -งานเขียนมีความ สมบูรณ์ 2 ปานกลาง -ส่งงานเกิน กาหนดเวลาและมี บางส่วนที่ไม่ เหมือนกับรูปแบบ -ไม่เหมาะสมกับ ผู้อ่านเท่าที่ควร -มีจุดสนไม่สอดคล้อง กับหัวข้อ -ขาดรายละเอียดที่ ช่วยส่งเสริมใจความ สาคัญ -การเรียบเรียงเนื้อหา ยังไม่ดีเท่าที่ควร -ไม่มีจุดดึงดูดความ สนใจ -ชิ้นงานเกือบจะ สมบูรณ์ -มีเนื้อหาที่ไปช่วยเสริม -มีเนื้อหาที่ไปช่วยเสริม -มีการบรรยาย กับแต่ละใจความ กับแต่ละใจความ เนื้อหาคร่าวๆ สาคัญและมีการเล่า สาคัญ แต่บางเนื้อมี -รายละเอียดมีน้อย เรื่องโดยละเอียด ตัวอย่างคร่าวๆ และยัง และไม่สอดคล้องกัน -ทุกๆรายละเอียดมี มีการเล่าเรื่องที่ไม่ -รายละเอียดไม่ ความสาพันธ์กับหัวข้อ ละเอียด สัมพันธ์กัน ตาราง 9 (ต่อ) 3 ดี - ส่งตรงเวลาและตาม รูปแบบ - เหมาะสมกับผู้อ่าน - มีจุดสนใจที่ไม่ชัดเจน - บางใจความสาคัญ ต้องเพิ่มการพัฒนาการ เขียน - ความคิดที่ใช้อาจจะ ไม่ดีพอ - การดึงดูดความสนใจ ไม่ดีพอ - งานเขียนมีความ สมบูรณ์ 1 ปรับปรุง -งานตรงตามรูปแบบ -ไม่มีจุดดึงดูดความ สนใจของผู้อ่าน -เนื้อหาไม่เกี่ยวข้อง กับหัวข้อ -ไม่มีประโยคนาและ ประโยคจบ -ชิ้นงานไม่สมบูรณ์ -เกินครึ่งของ รายละเอียดไม่ สอดคล้องกับใจความ สาคัญ -รายละเอียดไม่มี ความสัมพันธ์กัน
  • 23.
    28 คะแนน ไวยากรณ์และ การใช้คา 4 ดีเยี่ยม -เลือกรายละเอียดได้ เหมาะสม -ความคิดหรือ เหตุการณ์มี ความสัมพันธ์กันโดยใช้ คาเชื่อม -มีความหลากหลาย ของรูปประโยค -มีความแม่นยาและ ความน่าสนใจในการ เลือกใช้คา -มีความรอบรู้และมี ความสอดคล้องในการ ใช้ภาษาอังกฤษ เบื้องต้น -ไม่มีคาที่สะกดผิด ใช้ ตัวพิพม์ใหญ่และ รูปแบบประโยคได้ ถูกต้อง -มีความแม่นยาในการ ใช้โครงสร้าง ความสัมพันธ์ทาง ไวยากรณ์ มีการใช้ คาเชื่อมได้ถูกต้อง -ใช้เครื่องหมายวรรค ตอนผิดเล็กน้อย 3 ดี -ทุกๆรายละเอียดมี ความสาพันธ์กับหัวข้อ -เลือกรายละเอียดได้ไม่ เหมาะสมเท่าทีควร -มีการใช้คาเชื่อม -มีความหลากหลาย ของรูปประโยค -การเลือกใช้คามีความ เหมาะสมมีการ เลือกใช้คาที่น่าสนใจ เป็นบางคา - ใช้คาหรือรูปแบบ ประโยคผิด ทาให้ไม่ เข้าใจความหมาย -ใช้คาในภาษาอังกฤษ เบื้องต้นได้สอดคล้อง กัน -สะกดคาผิด ใช้ ตัวพิพม์ใหญ่และใช้ รูปแบบประโยคผิด เล็กน้อย -มีการใช้คาเชื่อมได้ ถูกต้อง 2 ปานกลาง -ประโยคไม่ซับซ้อน มีรูปแบบการเขียนที่ ไม่ไปในทิศทาง เดียวกัน -เลือกใช้คาที่ไม่ เหมาะสมกับความ หาย มีการเลือกใช้คา ที่น่าสนใจเล็กน้อย 1 ปรับปรุง -ไม่มีการใช้คาเชื่อม -รูปแบบประโยคไม่ ไปในทิศทางเดียวกัน -มีความจากัดในด้าน คาศัพท์ -ใช้คาหรือรูปแบบ ประโยคผิด ทาให้ไม่ เข้าใจความหมาย -มีความอ่อนแอ ทางด้านการใช้ ภาษาอังกฤษเบื้องต้น -สะกดคาผิด ใช้ ตัวพิพม์ใหญ่และใช้ รูปแบบประโยคผิด -ใช้คาเชื่อมบางคาผิด -ใช้คาหรือรูปแบบ ประโยคผิด -ใช้ภาษาอังกฤษขั้น พื้นฐานไม่ดีพอ -สะกดคาผิด ใช้ ตัวพิพม์ใหญ่และใช้ รูปแบบประโยคผิด บ่อยๆ -มีการใช้ประโยค ยืดเยื้อและมีประโยค ที่ไม่สมบูรณ์อยู่มาก -ใช้คาเชื่อมผิด 1.2 Primary trait scoring เป็นการให้คะแนนที่มีความคลายคลึงกับการให้ คะแนนแบบภาพรวม แต่จะเน้นในลักษณะเฉพาะของประเภทการเขียนที่เฉพาะเจาะจง เช่น การเขียนบรรยาย การเขียนโน้มน้าวใจ 1.3 Analytic scoring เป็นการให้คะแนนที่ลึกลงไปในการวิเคราะห์ถึง รายละเอียด เช่น การมุ่งเน้น การจัดองค์ประกอบ ความละเอียด ความคิดในการเขียนสนับสนุนกัน และโครงสร้างไวยากรณ์ การให้คะแนนแบบแยกส่วนนั้นมีพื้นฐานการให้คะแนนในระดับ 0-100 ซึง ่ จะแบ่งคะแนนเป็นส่วนๆตามด้านต่างๆ
  • 24.
    29 ตาราง 10 รูปแบบการวัดและประเมินแบบแยกส่วน เกณฑ์การให้คะแนน คะแนน ความสาคัญและการจัดระบบ ความคิดเห็น -มีความชัดเจนของใจความสาคัญและลาดับเรื่องราว - ชิ้นงานตอบสนองวัตถุประสงค์และมีความเหมาะสมกับ ผู้อ่านตามตั้งใจ -มีการลาดับความคิดและเหตุการณ์อย่างมีประสิทธิภาพ -งานเขียนมีความเป็นหนึ่งเดียวและเชื่อมโยงกัน คะแนน____/35 รายละเอียด การสนับสนุน และรูปแบบ ความคิดเห็น -การดึงดูดความสนใจของผู้อ่าน -รายละเอียดทั้งหมดเกี่ยวข้องกับหัวข้อ -รายละเอียดเพียงพอและเหมาะสม -การเลือกคาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเขียน -มีการใช้คาเชื่อได้อย่างถูกต้อง คะแนน____/35 ไวยากรณ์ การใช้ และโครงสร้าง ความคิดเห็น ไม่สะกดคาผิดและใช้ตัวพิมพ์ใหญ่ได้อย่างถูกต้อง เว้นวรรคประโยคได้ถูกต้องและใช้รูปแบบ ประโยคได้อย่างถูกต้อง ใช้ภาษาอังกฤษมาตรฐานในการเขียน งานเขียนมีความประณีต ชัดเจน และเขียนได้ ถูกต้องตามรูปแบบ คะแนน____/30 2. การประเมินแบบไม่เป็นทางการ (Informal Evaluation) เป็นการประเมิน การเขียนผ่านการสังเกต การบรรยาย และการเก็บผลบันทึก ซึ่งสามารถนามาซึ่งข้อมูลที่มีประโยชน์ ในการพัฒนาการเขียน กระบวนการนี้ทาให้ผู้สอนสามารถทางานกับผู้เรียนได้อย่างใกล้ชิด สามารถให้ และตอบรับผลสะท้อนจากผู้เรียน อีกทั้งยังสามารถให้การสอนบนพื้นฐานความต้องการและเป้าหมาย ของผู้เรียน 3. การประเมินโดยใช้แฟ้มสะสมผลงาน (Portfolio Evaluation) เป็นวิธีการ ประเมินที่รวมทั้งการประเมินแบบทางการและไม่เป็นทางการเข้าด้วยกัน เพื่อประเมินการเขียนของ ผู้เรียน การกาหนดการประเมินโดยใช้แฟ้มสะสมผลงานนั้นมีหลายหนทางขึ้นอยู่กับสถานการณ์ของแต่ ละบุคคล ตัวอย่างเช่น บางแฟ้มสะสมผลงานถูกออกแบบให้เป็นเครื่องมือในการจัดการงาน หรือ ออกแบบให้เป็นการสะสมผลงานชิ้นเยี่ยมของผู้เรียน และเป็นตัวแทนของความพยายามของผู้เรียน ตาราง 11 รูปแบบการวัดและประเมินโดยแฟ้มสะสมผลงาน
  • 25.
    30 คาสั่ง: ทบทวนบทเรียนในแฟ้มสะสมผลงาน และลงคะแนนในระดับ1-4 โดย 1 คือต้องปรับปรุง ไปถึง 4 คือดีเยี่ยม คะแนน ดีเยี่ยม ดี ปานกลาง ปรับปรุง เกณฑ์การให้คะแนน ตรงตามวัตถุประสงค์ เสร็จสมบูรณ์ตามข้อกาหนด มีการจัดระเบียบที่ดี รวบรวมไปด้วยแนวความคิดที่หลากหลาย แสดงให้เห็นถึงความพยายาม มีระดับคุณภาพที่เหมาะสม แสดงจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ ดีกว่าความคาดหวังขั้นต่า แสดงถึงการปรับปรุงที่ดีขึ้น แสดงหลักฐานของการสะท้อนผลงาน ส่วนตัว และรู้ถึงจุดแข็งและจุดอ่อนของ ตนเอง การเรียนผ่านเครือข่ายไร้สาย 1. ความหมายของการเรียนผ่านเครือข่ายไร้สาย แอลลี่ (Ally. 2004 : 5) ได้ให้ความหมายของการเรียนผ่านเครือข่ายไร้สายว่า การเรียนผ่านเครือข่ายไร้สาย (M-learning) คือการนาสื่ออิเล็กทรอนิกส์หรืออุปกรณ์สื่อสารแบบ พกพาเข้ามาประกอบการเรียนการสอน เช่น คอมพิวเตอร์พกพาขนาดเล็ก โทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต หรือ พ็อกเก็ต พีซี เป็นต้น โดยการเรียนผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์นั้นเป็นการเรียนผ่านสื่อที่มีความเป็น อิสระในด้านที่ตั้ง เวลา และ พื้นทีเมื่อออกแบบสื่อการเรียนการสอนสาหรับอุปกรณ์สื่อสารขนาด ่ พกพานั้นต้องใช้ทฤษฎีการเรียนรู้ที่เหมาะสมและ การออกแบบทฤษฎีการสอนให้สอดคล้องกับความ ต้องการของผู้เรียน และในเวลาเดียวกันนั้นต้องช่วยให้ผู้เรียนได้ประสบความสาเร็จในผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนด้วย คลาร์ก (Clarke. 2008 : 18 - 19) ได้ให้ความหมายว่าการเรียนผ่านเครือข่ายไร้สาย คือ ผลลัพธ์ข้างเคียงที่เกิดจากการเติบโตของอุปกรณ์พกพาขนาดเล็กๆ เช่น PDAs โทรศัพท์เคลื่อนที่ เครื่องเล่นเพลง MP3 และ เครื่องบันทึกเสียง ปัจจุบันมีแนวความคิดการประสมประสานเทคโนโลยี ของโทรศัพท์เคลื่อนที่เข้ากับอุปกรณ์คอมพิวเตอร์แบบพกพา เพื่อที่จะได้โปรแกรมประยุกต์จากทั้งสอง อย่าง สามารถรับจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดโดยผ่านอุปกรณ์พกพาต่างๆ เช่น Blackberries
  • 26.
    31 แทร็กซ์เลอร์ (Traxler. 2007: Website) ได้ให้คาจากัดความและกรอบความคิดที่ ชัดเจนของการเรียนผ่านเครือข่ายไว้ว่าเป็นการใช้เทคโนโลยี หรืออุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ในการเรียนรู้ กล่าวคือ เป็นการเรียนรู้จากการได้รับหรือสนับสนุนโดยใช้เครื่องมือหลักคือเทคโนโลยีขนาดพกพา เช่น PDAs สมาร์ทโฟน คอมพิวเตอร์ขนาดพกพา เป็นต้น อุปกรณ์สื่อสารแบบพกพาสามารถสร้างสรรค์ไม่ เพียงแต่ความรู้ในรูปแบบใหม่ และการเข้าถึงความรู้ในแนวทางใหม่ แต่ยังสามารถสรรค์สร้างรูปแบบ ของศิลปะการแสดง และแนวทางใหม่ๆที่จะเข้าถึงสิ่งเหล่านั้นด้วย การเรียนผ่านเครือข่ายไร้สายได้ สนับสนุนการสะท้อนกลับอย่างเป็นธรรมชาติ และการวัดผลประเมินผลด้วยตนเอง และการใช้ เทคโนโลยีการทาประวัติส่วนตัวอิเล็กทรอนิกส์ในปัจจุบันได้ถูกคาดหวังให้เปลี่ยนไปใช้อุปกรณ์สื่อสาร แบบพกพาในอนาคตอันใกล้นี้ โดยสรุป การเรียนผ่านเครือข่ายไร้สายสามารถทาให้ผู้เรียนใช้เวลา และพื้นที่อันจากัดในการเรียนรู้ เพื่อการทางานโครงการ หรืออภิปรายกับนักเรียนคนอื่นๆ และสามารถติดต่อสื่อสาร และได้รับการส่งเสริมการเรียนรู้จากผู้สอนได้ คลาร์ก (Clark. 2013 : 144) ได้กล่าวว่าการเรียนผ่านเครือข่ายไร้สายนั้นเรียกได้อีก อย่างหนึ่งว่า ‘mlearning’ การเรียนผ่านเครือข่ายไร้สายนั้นสามารถอธิบายได้ว่าเป็นการเรียนรู้ได้ใน ทุกที่ทุกเวลาซึ่งสามารถขยายความได้ว่าเป็นการเรียนโดยไม่จาเป็นต้องจากัดช่วงเวลาหรือพื้นที่ และเทคโนโลยีดิจิตอลนั้นยังสามารถส่งเสริมการเรียนรู้ได้อีกด้วย การเรียนผ่านเครือข่ายไร้สายนั้น มีองค์ประกอบอยู่สองส่วนนั่นคือ ผู้เรียน และอุปกรณ์ดิจิตอลที่ง่ายต่อการพกพาที่ผู้เรียนสามารถใช้ เพื่อการเข้าถึงบทเรียนได้อุปกรณ์ดังกล่าวนั้นประกอบด้วย โทรศัพท์มือถือ กล้องดิจิตอล เครื่องบันทึกเสียง แท็บเล็ต ไอแพด คอมพิวเตอร์ขนาดพกพา กล้องถ่ายภาพเคลื่อนไหว และเครื่อง เล่นเพลง MP3 จากความหมายดังกล่าวสามารถพัฒนาเป็นแนวคิดสาหรับการเรียนรู้ผ่านเครือข่ายไร้ สายดังต่อไปนี้ - สอบถามผู้เรียนเพื่อเลือกหัวข้อในการเรียน และสร้างแหล่งข้อมูล เช่น เว็บไซต์ แฟ้มข้อมูล ที่สามารถเข้าถึงได้โดยใช้อุปกรณ์สื่อสารแบบพกพาในขณะการเรียนในเวลาสั้นๆ - สร้างโครงการการเล่าเรื่องแบบดิจิตอล โดยใช้การถ่ายภาพจากกล้องดิจิตอล หรือโทรศัพท์มือถือ - ใช้อุปกรณ์ที่เชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ตกระตุ้นการเรียนรู้แบบทุกเวลา และตาม สถานการณ์ - ใช้การถ่ายภาพแนบพิกัดเพื่อจัดกลุ่มการจัดเก็บข้อมูลนอกโดยใช้อุปกรณ์สื่อสาร แบบพกพาภายนอกห้องเรียน - แนะนาโปรแกรมประยุกต์ให้แก่ผู้เรียนเพื่อที่จะดาวน์โหลดลงในโทรศัพท์มือถือ หรืออุปกรณ์แท็บเล็ต ซึ่งโปรแกรมประยุกต์เหล่านี้สามารถนาเอาไปใช้ในชั้นเรียนหรือเพื่อส่งเสริม กิจกรรมการเรียนรู้เสริมนอกเวลา 2. ลักษณะของการเรียนผ่านเครือข่ายไร้สาย แอลเลย์ (Ally. 2009 : 1) กล่าวว่าการเรียนผ่านเครือข่ายไร้สายผ่านการใช้เทคโนโลยี สามารถทาให้ทุกคนเข้าถึงข้อมูล และใช้เครื่องมือในการเรียนรู้จากทุกที่ทุกเวลา ดังนั้น ผู้เรียน สามารถควบคุมการเรียนรู้ของตนเองได้ว่าต้องการเรียนที่ใด และสถานที่ไหน เช่นเดียวกันกับมนุษย์ทุก คนที่มีสิทธิในการเข้าถึงเครื่องมือในการเรียนรู้ และข้อมูล เพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของตน โดยไม่ ต้องมีข้อจากัดในเรื่องของชีวิตความเป็นอยู่ สถานภาพ และวัฒนธรรม การเรียนผ่านเครือข่ายไร้สาย
  • 27.
    32 ผ่านการใช้เทคโนโลยีไร้สายสามารถทาให้ประชากรบนโลกสามารถเข้าถึงเครื่องมือการเรียนรู้ และข้อมูลจาก ทุกที่ทุกเวลา ผู้เรียนไม่จาเป็นต้องรอเพื่อเรียนในชั้นเรียนที่มีเวลาหรือสถานที่ที่แน่นอน การเรียนผ่านเครือข่ายไร้สายนั้นผู้เรียนมีอานาจในการตัดสินใจด้วยตนเอง ยิ่งไปกว่านั้นผู้เรียนไม่ จาเป็นต้องได้รับการแนะนา แต่สามารถใช้การเรียนผ่านเครือข่ายไร้สายเพื่อหาข้อมูลในการเรียนรู้เอง ได้ จากเครื่องมือการเรียนรู้ด้วยตนเองจากอินเทอร์เน็ต หรือแหล่งเรียนรูอื่นๆ ชาร์มา และเบอร์เร็ต (Sharma and Barrett. 2007 : 90) ได้กล่าวว่าการเรียนผ่าน อุปกรณ์แบบพกพาคือการเรียนผ่านสิ่งที่สามารถพกติดตัวและสามารถใช้การได้ด้วยแบตเตอรี่ ได้แก่ เครื่องเล่นเพลง โทรศัพท์เคลื่อนที่ คอมพิวเตอร์พกพา โน้ตบุ๊ก เครื่องบันทึกเสียง เครื่องอัดเสียง กล้องดิจิตอลและกล้องวีดีโอ อุปกรณ์เหล่านี้สามารถใช้ได้ทั้ง แสดงภาพถ่ายดิจิตอล เล่นเสียงต่างๆ หรือวีดีโอ และยังสร้างสิ่งเหล่านี้ได้ด้วย อุปกรณ์เหล่านี้ทาให้ผู้เรียนได้มีโอกาสเพื่อฝึกภาษานอก ห้องเรียนได้ ชา และคณะ (Sha and others. 2011 : 1 - 2) กล่าวว่าการเรียนผ่านครือข่ายไร้ สายนั้นมีลักษณะความแตกต่างจากการเรียนรูปแบบอื่นๆในการทากิจกรรมการเรียนการสอน โดยสรุป ได้ว่าผู้เรียนสามารถเคลื่อนไหวการเรียนรู้ได้อย่างต่อเนื่อง ลักษณะเฉพาะของผู้เรียนที่สามารถเรียนได้ ในทุกหนทุกแห่ง เรียนรู้ในสิ่งที่เหมาะสม เวลาที่เหมาะสม และสถานที่ที่เหมาะสม การเรียนผ่าน เครือข่ายไร้สายได้แสดงให้เห็นถึงความคิดที่ว่า การเรียนรู้เกิดขึ้นในทุกที่ทุกเวลาแต่แพร่หลายอย่าง ทั่วถึง ในเวลาที่จากัด และเมื่อเกิดความต้องการของผู้เรียนเอง โดนัลสัน (Donalson. 2011 : 16) ได้ระบุลักษณะเฉพาะของการเรียนโดยเทคโนโลยี ไร้สายไว้ดังนี้ - การเรียนผ่านเครือข่ายไร้สายสามารถจัดการความเร่งรีบของการรู้ข้อมูลของแต่ บุคคล และความต้องการในการเรียนรู้ - การเริ่มต้นของความรู้จากการพัฒนาทักษะมีพื้นฐานมาจากการร้องขอจากผู้แสวงหา ข้อมูล และการได้รับข้อมูลอย่างรวดเร็ว - การจัดการเรียนผ่านเครือข่ายไร้สายสามารถทาให้เกิดการค้นหาข้อมูล และเรียน การเรียนรู้สามารถเกิดขึ้นในสถานที่ และเวลาที่พอเหมาะที่สุดแก่ผู้เรียนแต่ละบุคคล - อุปกรณ์สื่อสารแบบพกพาทาให้มีการโต้ตอบสื่อสารในกระบวนการเรียน โดยผู้เรียนสามารถเข้าถึงขอบข่ายข้อมูลและความรู้ที่กว้างขึ้น และมีอยู่อย่างทั่วถึงผ่านเทคโนโลยีการ เรียนรู้ในหลายช่องทาง - กิจกรรมการเรียนรู้นั้นเหมาะการเรียนและการค้นหาข้อมูลที่ขยายออกไปสู่การเรียน การสอนอย่างธรรมชาติ การเรียนการสอนโดยใช้สื่อจริง และสถานการณ์ในบริบทต่างๆของ ชีวิตประจาวันในแต่ละบุคคล - หัวข้อที่ใช้ในการเรียนการสอนจะผสมผสานกับการใช้อุปกรณ์สื่อสารแบบพกพา 3. การใช้อุปกรณ์แบบพกพาและการจัดกิจกรรมในการเรียนผ่านเครือข่ายไร้สาย โดนัลสัน (Donalson. 2011 : 16) กล่าวว่าการเรียนผ่านเครือข่ายไร้สายเป็นหนทาง ในการเรียนรู้ที่ใช้การได้จริง และให้ประโยชน์ทางการศึกษา ซึ่งการเรียนผ่านเครือข่ายไร้สายนั้นมี ประโยชน์ในด้านต่างๆ คือ การเข้าถึงการศึกษา และข้อมูลห้องสมุด การส่งเสริมการโต้ตอบสื่อสาร และการเรียนรู้แบบร่วมมือ การขยายขอบเขตการการสื่อสารของผู้เรียน ขยายการทางานในบทเรียน
  • 28.
    33 ต่างๆ ผู้สอน และสถานบันการศึกษาจาเป็นต้องใช้ความพยายามเพื่อที่จะทาให้ผู้เรียนยอมรับในการใช้ การเรียนผ่านเครือข่ายไร้สายเมื่อผู้เรียนได้รู้ถึงประโยชน์ของการใช้อุปกรณ์สื่อสารแบบพกพาใน ชีวิตประจาวัน โดยลักษณะการใช้การเรียนผ่านเครือข่ายไร้สายมี 3 ลักษณะดังนี้ 3.1 การใช้การเรียนผ่านเครือข่ายไร้สายเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ อุปกรณ์ในการเรียนผ่านเครือข่ายไร้สายสามารถใช้ในการส่งเสริมกิจกรรมการ เรียนรู้ของผู้เรียนทั้งในและนอกห้องเรียน การเรียนผ่านเครือข่ายไร้สายสามารถพัฒนาการสื่อสาร การร่วมมือ และการส่งเสริมสภาวะอารมณ์ทางสังคมผ่านการส่งข้อความ การส่งข้อความเป็นการเรียน ผ่านเครือข่ายไร้สายอย่างหนึ่งที่ช่วยส่งเสริมการอภิปรายระหว่างผู้เรียนทั้งในเวลาเดียวกันและต่างเวลา อุปกรณ์สื่อสารขนาดพกพายังสามารถบรรจุหนังสือเรียน บทเรียน และหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ เทคโนโลยีไร้สายนั้นได้นามาใช้งานเป็นเครื่องมือสื่อสารทางการศึกษาผ่านทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ เนื้อหา เสียง และการอภิปราย แสดงความคิดเห็นผ่านการประกาศบนกระดานบอร์ด ประโยชน์ของ การเรียนผ่านเครือข่ายไร้สายอีกอย่างหนึ่งคือทาให้การสื่อสารระหว่างผู้เรียน-ผู้สอน และผู้เรียนดียิ่งขึ้น ไม่มีการแบ่งแยกระหว่างประเภทของรายวิชา เพศ หรือสัญชาติ การเรียนผ่านเครือข่ายไร้สาย สามารถขยายการส่งเสริมผู้เรียนในด้านของบริการการสมัครต่างๆ การให้คาปรึกษา เป็นต้น ผู้เรียน ได้รายงานถึงการใช้เทคโนโลยีไร้สายเพื่อใช้ในการสื่อสารกับผู้สอน และทุกคนล้วนเป็นส่วนสาคัญของ การเรียนผ่านเครือข่ายไร้สาย โดยกิจกรรมในการเรียนผ่านเครือข่ายไร้สายแบ่งเป็น 6 ประเภทคือ 3.1.1 กิจกรรมกรรมเกี่ยวกับพฤติกรรม เช่น การรับบทเรียน เนื้อหา และ การตอบรับผลสะท้อนโดยผู้เรียนเพื่อที่จะส่งเสริมการกระทาต่างๆของผู้เรียน 3.1.2 กิจกรรมพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ ให้ผู้เรียนสร้างความรู้ ความคิด หรือกรอบความคิด เช่น การสร้างสรรค์ หรือการแบ่งปันเสียงหรือวิดีโอด้วยเครื่องมือสื่อสารแบบ พกพา 3.1.3 กิจกรรมการเรียนในสถานการณ์ต่างๆในชีวิตประจาวัน หรือบริบทจริง 3.1.4 การเรียนผ่านเครือข่ายไร้สายยังสามารถส่งเสริมกิจกรรมการเรียนรู้แบบ ร่วมมือ ซึ่งพัฒนาการโต้ตอบสื่อสารภายในสังคม และการติดต่อสื่อสารเช่น การส่งข้อความ การส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ และการคุยในห้องสนทนา 3.1.5 กิจกรรมที่ส่งเสริมการเรียนรู้อย่างยั่งยืน ตามบริบทชีวิต และกิจกรรมที่ ไม่เป็นทางการเกิดขึ้นได้จากชีวิตประจาวันของแต่ละบุคคล 3.1.6 กิจกรรมที่ส่งเสริมการเรียนการสอนแบบร่วมกัน เช่น การเข้าถึงข้อมูล ปฏิทินเวลา ภาระงาน สถิติ และรายงาน 3.2 การใช้การเรียนผ่านเครือข่ายไร้สายในงานห้องสมุดการศึกษา ผู้ใช้เทคโนโลยีมีสิทธิที่จะเข้าถึงและแบ่งปันข้อมูลจากอินเทอร์เน็ต โทรทัศน์ และ โทรศัพท์มือถือ อย่างไรก็ตามในขณะที่ห้องสมุดในสถานศึกษาได้จัดหาข้อมูลที่สามารถเข้าถึงได้ในแต่ ละบุคคล และผ่านการออนไลน์ การผสมผสานของเทคโนโลยีดิจิตอลไร้สายนั้นยังไม่ได้ถูกใช้งาน ภายในห้องสมุดอย่างเป็นทางการมากนัก และจาเป็นต้องนามาประยุกต์ใช้ในงานห้องสมุดให้เต็ม รูปแบบมากกว่านี้ ความรู้ต่างๆถูกพิจารณาจากข้อมูลในบริบทการใช้งานต่างๆ และอุปกรณ์สื่อสาร แบบพกพาสามารถทาให้ผู้เรียนแต่ละบุคคลเข้าถึงบริบทข้อมูลมนการใช้งานเฉพาะด้าน เช่น
  • 29.
    34 การทางานเชิงปฏิบัติการห้องสมุด การสอนพิเศษ การจัดเก็บฐานข้อมูลวารสาร และหนังสือ อิเล็กทรอนิกส์ การเรียนผ่านเครือข่ายไร้สายยังสามารถส่งเสริมโครงสร้างความรู้ และการเรียนรู้ได้อีก ด้วย 3.3 การส่งข้อความด่วน คือ การเข้าถึงข้อมูลของผู้เรียนโดยปราศจากขอบเขตของ สถานที่ และเวลานั้นอยู่ในความควบคุมของบรรณารักษ์ ดังนั้นห้องสมุดในสถานศึกษาควรพิจารณา และประเมินการใช้การเรียนผ่านเครือข่ายไร้สายในห้องสมุด ตัวอย่างเช่น การใช้การส่งข้อความด่วน โดยบรรณารักษ์ การเข้าถึงผู้ให้บริการ และศักยภาพสาหรับการเตือนด้วยข้อความอัตโนมัติเมื่อมี สิ่งของที่ต้องการที่ได้สั่งไว้ ชาร์มา และเบอร์เร็ต (Sharma and Barrett. 2007 : 90 - 91) ได้กล่าวว่า อุปกรณ์บางประเภทมีจุดมุ่งหมายเดียวกัน คือเป็นอุปกรณ์ที่มีการใช้ต่างๆคล้ายกับอุปกรณ์ในห้องเรียน เมื่อหลายปีก่อน คือ เทปบันทึกเสียงและกล้องวีดีโอ เสียงและภาพถูกเก็บในรูปแบบดิจิตอล ซึ่งสามารถนากลับมาเล่นหรือดูอีกครั้งหนึ่งได้โดยใช้อุปกรณ์ที่ถ่ายโอนไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์ หลังจาก นั้นข้อมูลพวกนี้จะถูกเก็บ แก้ไข เปลี่ยนแปลง นาไปรวมอยู่ในเอกสารคอมพิวเตอร์อื่นๆ หรือถูก ส่งผ่านไปยังผู้ใช้จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ CD-ROM หรือ ดีวีดี อุปกรณ์อัดเสียงดิจิตอลจะมีขนาดเล็ก กว่าเมื่อเปรียบเทียบกับอนาล็อกรุ่นเก่าและยังเพิ่มพื้นที่ความจามากขึ้นด้วย นั่นหมายความว่าไม่ จาเป็นต้องใช้เทปบันทึกเสียง หรือกล้องถ่ายรูปที่บรรจุความจาน้อยในการจะเก็บรูปภาพมากกว่าเดิม จึงมีความจาเป็นที่จะต้องซื้อการ์ดความจาเพิ่ม เครื่องบันทึกเสียงส่วนใหญ่จะสามารถตั้งค่าให้เป็นโหมด อัตโนมัติซึ่งทาให้สะดวกในการใช้งาน และเครื่องบันทึกเสียงส่วนหนึ่งจะมีโหมดต่างๆที่สามารถใช้ ควบคุมการใช้เครื่องบันทึกเสียงนั้นข้อมูลดิจิตอลสามารถถ่ายโอนได้ อย่างเช่น จากกล้องสู่เครื่อง คอมพิวเตอร์ซึ่งคุณภาพของเสียงและภาพยังอยู่ครบสมบูรณ์ เสียง รูปภาพ และวีดีโอสามารถเปลี่ยน ให้อยู่ในรูปแบบต่างๆเพื่อให้เหมาะและสามารถเล่นได้ในอุปกรณ์ต่างๆ อย่างเช่น เครื่องเล่นเพลงหรือ โทรศัพท์เคลื่อนที่ โดยอุปกรณ์ที่ใช้ในการเรียนผ่านเครือข่ายไร้สายมี 3 ประเภทดังต่อไปนี้ 1. โทรศัพท์เคลื่อนที่ และ PDAs อุปกรณ์เหล่านี้มีคุณสมบัติเพิ่มมากขึ้น โทรศัพท์เคลื่อนที่สามรถถ่ายรูปหรือถ่าย วีดีโอได้ ถึงแม้ว่าคุณภาพของรูปจะต่าจะกล้องดิจิตอล แต่ก็สามารถใช้ทดแทนกันได้ อุปกรณ์พกพา หลายๆรุ่นสามารถจักเก็บและเล่นเพลงได้โดยผ่านหูฟัง 2. เครื่องเล่นเพลง เครื่องเล่นเพลงบางเครื่องออกแบบมาเพื่อฟังเพลงและมีไมโครโฟนขนาดเล็กเพื่อใช้ อัดเสียง ข้อเสียของเครื่องเล่นเพลงคือไมโครโฟนมีขนาดเล็กทาให้เสียงที่อัดไม่ค่อยมีคุณภาพ 3. คอมพิวเตอร์พกพา เครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องมีอุปกรณ์นาเข้าคือไมโครโฟน คอมพิวเตอร์พกพา ส่วนใหญ่จะมีไมโครโฟนอยู่ภายในตัวเครื่อง จึงจะต้องมีโปรแกรมอัดเสียงอัตโนมัติถ้าหากต้องการที่จะ ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์อัดเสียงการประเมินการเรียนผ่านเครือข่ายไร้ สาย คาจากัดความหรือกรอบความคิดของ การเรี ยนผ่านเครื อข่ายไร้ สายในด้ านการได้ รับประสบการณ์การเรี ยนรู้สามารถนามาใช้ เพื่อประเมินในทิศทางต่างๆ
  • 30.
    35 จากกรอบความคิดของการเรี ยนผ่านเครื อข่ายไร้สายได้ รวมไปถึงการประเมินโดยแบ่งจากประเภทในการเรี ยน ผ่านเครื อข่ายไร้ สาย ซึงมีอิทธิพลการประเมินทีเ่ ชื่อถือได้ จริ ง ่ 4. การประเมินการใช้การเรียนผ่านเครือข่ายไร้สาย แทร็กซ์เลอร์ (Traxler. 2007 : Website) ได้ทดลองเขียนโครงร่าง คุณลักษณะการ ประเมินที่ดี และสามารถชี้แจงได้ว่าเพราะเหตุใดการประเมินการเรียนผ่านเครือข่ายไร้สายมักจะ ท้าทาย และยากอยู่เสมอ คุณลักษณะโดยย่อของการประเมินที่ดีมีดังต่อไปนี้ 4.1 ใช้อย่างถูกต้องแม่นยา กล่าวแบบคร่าวๆได้ว่าใจความโดยสรุปต้องมีความ น่าเชื่อถือ และสามารถนาเปลี่ยนแปลงได้ 4.2 ใช้อย่างมีประสิทธิภาพ ในด้านคุณค่า ความพยายาม เวลา หรือแหล่งที่มาอื่น 4.3 ใช้อย่างมีหลักการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่มีความแตกต่างเพียงเล็กน้อยเมื่อ เปรียบเทียบความสัมพันธ์กับรูปแบบที่ได้พัฒนามามาแล้ว และในด้านมาตรฐานตามกฎเกณฑ์ 4.4 ใช้ได้ถูกต้องตามสัดส่วน โดยใช้ไม่มากหรือยากจนเกินไป หรือสูญเสียเวลา มากกว่าการเรียนรู้ประสบการณ์ด้วยตนเอง 4.5 ใช้ได้อย่างเหมาะสมกับเครื่องมือเทคโนโลยีการเรียนรู้ในแต่ละอย่าง 4.6 ใช้ให้สอดคล้องกับปรัชญาหรือทฤษฎีการสอนและการเรียนรู้ 4.7 ใช้เป็นสื่อสภาพจริง โดยผู้เรียนสามารเข้าถึงได้ตามต้องการ 4.8 การเลือกใช้เทคโนโลยีในการเรียนอย่างเหมาะสม 5. พฤติกรรมการเรียนผ่านเครือข่ายไร้สาย คลาร์ก (Clarke. 2008 : 142 - 162 ) ได้ให้ความหมายของพฤติกรรมการเรียนรู้ ผ่านเครือข่ายไร้สายว่าเป็นพฤติกรรมของผู้เรียนที่มีการตอบสนอง และให้ความสนใจต่อการเรียนรู้ผ่าน เครือข่ายไร้สาย และมีความต้องการที่จะศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมด้วยตนเอง โดยวัดได้จากแบบสังเกต พฤติกรรมการเรียน โดยมีเกณฑ์ในการวัดดังต่อไปนี้ 5.1 Initial experience ประสบการณ์ในขั้นต้นจะสามารถนาไปสู่ขั้นต่างๆของการ เรียนรู้ผ่านเครือข่ายไร้สาย ในขั้นเริ่มแรก ผู้เรียนจะรู้สึกไม่มั่นใจว่าจะใช้แหล่งข้อมูลที่มีอยู่อย่างไร สิ่งนี้ไม่ใช่สิ่งทีน่ากังวล โดยเฉพาะถ้ามีตัวช่วยที่จะทาให้เรียนรู้ผ่านเครือข่ายไร้สายและช่วยให้มีความ ่ เข้าใจเกี่ยวกับแหล่งข้อมูลนั้นๆมากขึ้น ผู้เรียนควรเริ่มจากการติดต่อสื่อสารกับผู้เรียนคนอื่นๆ โดยใช้ จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ การส่งข้อความทันที การคุยผ่านห้องสนทนา หรือวิธีการอื่นๆ เมื่อคุณสามารถ ติดต่อสื่อสารกับบุคคลอื่นได้มากเท่าไร คุณก็จะได้รับผลประโยชน์มากเท่านั้น วิธีการที่ดีที่สุดสาหรับ การพัฒนาคือ การถามคาถามเกี่ยวกับเนื้อหาวิชา สะท้อนผลการเรียน และตอบคาถามผู้อื่นโดยผ่าน เครือข่ายไร้สายเพื่อติดต่อกับบุคคลอื่นๆ 5.2 Time management ประโยชน์ของการเรียนผ่านเครือข่ายไร้สายที่ดีที่สุดข้อ หนึ่งคือ ความเป็นอิสระในการเรียนรู้ แต่อย่างไรก็ตามผู้เรียนควรจะเลือกเวลาในการเรียนรู้ ในห้องเรียนปกติ ผู้เรียนจะมีเวลาในการเรียนในห้องเรียนและจะต้องส่งงานให้ทันตามกาหนดเวลา แต่ การเรียนผ่านเครือข่ายไร้สายผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้เท่าที่ต้องการเพียงแค่จะต้องมีการจัดการเวลาของ ตนเองเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ในการเรียนรู้ 5.3 Acceptance of responsibility ทุกๆรายวิชาจะมีสิ่งที่เหมือนกันคือ ผู้เรียน จะต้องมีความรับผิดชอบในตนเองเพื่อที่จะทางานให้ทันกาหนดส่งเวลา การเรียนผ่านเครือข่ายไร้สายจะ
  • 31.
    36 ทาให้ผู้เรียนได้รับรับผิดชอบตัวเอง และยังสามารเรียนรู้ผ่านเพื่อนร่วมชั้น ครูผู้สอนหรือสื่อต่างๆจาก เครือข่ายได้ด้วย การเรียนผ่านเครือข่ายยังช่วยให้ผู้เรียนมีอิสระในการเลือกเวลาเรียน หรือเลือกทา กิจกรรมต่างๆที่คุณสนใจได้ 5.4 Self-assessment การประเมินตนเองมีหลายวิธีการที่จะประเมินความก้าวหน้า ของผู้เรียน เช่น การทาแบบทดสอบ หรือการเปรียบเทียบกับเพื่อนในห้องเรียน หรืออาจจะเป็นการ อภิปรายกับเพื่อนในห้องเรียนหลังจบการเรียน หรือใช้กิจกรรมอื่นๆที่จะสามารถเปรียบเทียบกับเพื่อน ในห้องเรียนได้ ในการเรียนผ่านเครือข่ายไร้สายผู้เรียนอาจจะการส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ในการ ประเมินตนเอง โดยการถามตอบกับเพื่อนๆหรืออภิปรายส่งได้เรียนมาโดยสนทนาในห้องคุย ผู้เรียน อาจจะให้เพื่อนและครูผู้สอนประเมินเกี่ยวกับงานเขียนของตนเองเพื่อนาไปปรับปรุงต่อไป 5.5 Motivation การสร้างแรงจูงใจให้กับผู้เรียนจะเป็นการเอาชนะปัญหาและความ ยากลาบากของปัญหาและอุปสรรคในขณะที่เรียน เมื่อผู้เรียนไม่มีแรงจูงใจในการเรียนผู้สอนจาเป็น จาต้องสร้างกิจกรรมเพื่อเพิ่มแรงจูงใจในการเรียน เช่น ผูเ้ รียนส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์เพื่อขอความ ช่วยเหลือทางด้านการเรียนกับผู้สอน ส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์เพื่อติดต่อสื่อสารกับเพื่อนในห้องเรียน ว่าเขารู้สึกอย่างไร นี่คือการเพิ่มความคิดด้านบวกเพื่อที่จะทาให้ผู้เรียนมีแรงจูงใจในการเรียนเพิ่มมาก ขึ้น งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 1. งานวิจัยในประเทศ วิวัฒน มีสุวรรณ (2551 : บทคัดย่อ) ได้ทาการวิจัยเกี่ยวกับการเรียนผ่านเครือข่ายไร้ สายโดยใช้เครื่องช่วยงานส่วนบุคคลแบบดิจิทัล โดยการวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค 3 ประการ คือ 1) เพื่อพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนผานเครือขายไรสายบนเครื่องชวยงานสวนบุคคลแบบดิจิทัลที่ เหมาะสมและมีประสิทธิภาพตามเกณฑ85/85 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกอนเรียน และหลังเรียนของผูเรียนที่เรียนตามรูปแบบการเรียนผานเครือขายไรสายบนเครื่องชวยงานสวนบุคคล แบบดิจิทัล 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจตอการเรียนตามรูปแบบการเรียนการสอนผานเครือขายไรสาย บนเครื่องชวยงานสวนบุคคลแบบดิจิทัลในการดาเนินการวิจัยครั้งนี้ผูวิจัยไดพัฒนารูปแบบการเรียนการ สอนผ่านเครือขายไรสายบนเครื่องชวยงานสวนบุคคลแบบดิจิทัลขึ้น โดยผานการประเมินจาก ผูเชี่ยวชาญ และสรางบทเรียนผานเครือขายไรสายบนเครื่องชวยงานสวนบุคคลแบบดิจิทัลเรื่องการ จัดแสงสาหรับการผลิตรายการโทรทัศนการศึกษาและนาไปทดลองกับกลุมตัวอยาง ซึ่งเปนนักศึกษา ชั้นปที1สาขาเทคโนโลยีสื่อสารการศึกษา คณะศึกษาศาสตรมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒจานวน ่ 30 คน โดยใช t-test dependent sampleเพื่อวิเคราะหขอมูลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์กอนเรียน และหลังเรียน ผลการวิจัยปรากฏดังนี้ 1. รูปแบบการเรียนการสอนผานเครือขายไรสายบนเครื่องชวยงานสวนบุคคลแบบ ดิจิทัลอยูในเกณฑเหมาะสม มี 10 ขั้นตอน ประกอบดวย 1) เปาหมาย/วัตถุประสงคการเรียนรู้ 2) การวิเคราะหสภาพแวดลอม 3) การกาหนดบทบาทผูเรียน 4) การกาหนดบทบาทผูสอน
  • 32.
    37 5) การวิเคราะหและออกแบบเนื้อหา 6)การกาหนดวิธีการเรียนหรือกิจกรรมการเรียน 7) การ พัฒนาและเลือกทรัพยากร 8) การดาเนินการเรียนการสอน 9) การประเมินผลการเรียนรู 10) ขอมูลยอนกลับ 2. ผลการหาประสิทธิภาพบทเรียนตามรูปแบบการเรียนการสอนผานเครือขาย ไรสายบนเครื่องชวยงานสวนบุคคลแบบดิจิทัลเรื่องการจัดแสงสาหรับการผลิตรายการโทรทัศน การศึกษาที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพ (E1/E2) เทากับ 86.12/85.75 ซึงเปนไปตามเกณฑกาหนด ่ 85/85 3. ผลของการศึกษาเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกอนเรียนและหลังเรียน ของกลุมตัวอยางที่เรียนตามรูปแบบการเรียนการสอนผานเครือขายไรสายบนเครื่องชวยงานสวนบุคคล แบบดิจิทัลพบวาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกวากอนเรียนอยางมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 4. กลุมตัวอยางมีความพึงพอใจมากในการเรียนตามรูปแบบการเรียนผานเครือ ขายไรสายบนเครื่องชวยงานสวนบุคคลแบบดิจิทัล จงสุข คงแสง (2551 : บทคัดย่อ) ได้ทาการวิจัยเกี่ยวกับการยอมรับการใช้งานระบบ การเรียนผ่านเครือข่ายไร้สาย โดยงานวิจัยเชิงสารวจนี้มีวตถุประสงคเพื่อศึกษาระดับการยอมรับระบบ ั m-learning ของอาจารยในมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ ไดแก ลักษณะสวนบุคคล สานักวิชา ภาระงาน จานวนปที่ทางานกับมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ กับการรับรูความยากงาย การยอมรับประโยชน และ พฤติกรรมแนวโนมการใชระบบ m-learning ของอาจารยในมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ โดยประยุกต แบบจาลอง Technology Acceptance Model (TAM) ของ Davis (1989) ซึ่งเปนทฤษฎีที่นิยม ใชอธิบายความสัมพันธของสาเหตุและผลลัพธของการยอมรับหรือปฏิเสธการใชเทคโนโลยีใหมๆ มาเปนกรอบในการศึกษา ในการศึกษาครั้งนี้ขอมูลจะรวบรวมดวยแบบสอบถาม และใชสถิติเชิง พรรณนา ไดแก การแจกแจงความถี่ รอยละ คาเฉลี่ย สวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน โดยจะแสดงผลใน รูปแบบของ Cross Tab การหาความสัมพันธของตัวแปร วิเคราะหดวย contingency coefficient และใช้ Chi-Square ในการทดสอบสมมุติฐานการวิจัย สวนผลการดาเนินการวิจัยนั้น ขณะนี้อยูระหวางการเก็บรวบรวมผลจากการสารวจจากแบบสอบถาม จักรพงษ์ วารี (2552 : บทคัดย่อ) ได้ทาการวิจัยเกี่ยวกับการเรียนรู้ผ่านเครือข่ายไร้ สายภายในมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ โดยการวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษา สภาพแวดล้อมและ ความพร้อมของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ที่มีต่อการจัดการเรียนการ สอนด้วย m-learning โดยจาแนกตามเพศ อายุ และระดับการศึกษา 2) เพื่อนาเสนอแนวทางการ จัดการเรียนการสอนแบบ m-learning สาหรับนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ โดยทาการวิจัย เชิงพรรณนาทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพในช่วงภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 โดยมีวิธีการ ดาเนินการวิจัยเป็น 2 ระยะ คือ 1) การวิจัยเชิงปริมาณ เพื่อศึกษาสภาพแวดล้อมและความพร้อม ในการเรียนการสอนด้วย m-learning ของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ โดยใช้กลุ่มตัวอย่าง 679 คน โดยวิธีการกาหนดกลุ่มตัวอย่างของทาโร่ ยามาเน่ (TaroYamane) เครื่องมือในการวิจัยคือ แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่าและสถิติที่ใช้คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ตรวจสอบความแตกต่างทางสถิติแบบ t-test และ F-test 2) การวิจัยเชิงคุณภาพเพื่อศึกษาเจตคติ และการยอมรับที่มีต่อการจัดการเรียน การสอนด้วย m-learning โดยวิธีการสัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่าง
  • 33.
    38 แบบเจาะจงจานวน 35 คนได้แก่ นักศึกษา อาจารย์ผู้สอน ผู้บริหาร และผู้ดูแลระบบ ผลการศึกษาพบว่า 1. สภาพแวดล้อมทางการเรียนการสอนของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์โดย รวมอยู่ในระดับปานกลาง ( X = 3.25) ผลการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยโดยจาแนกตามอายุ และระดับ การศึกษาพบว่ามีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญที่ระดับ 0.05 ส่วนเพศไม่แตกต่าง 2. ความพร้อมในการเรียนการสอน พบว่านักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฎสุรินทร์ จานวน 555 คน จาก 654 คน มีความพร้อมด้านอุปกรณ์ที่สนับสนุนการเรียนการสอนด้วย m-learning คิดเป็นร้อยละ 84.86 3. ความสามารถในการใช้งานอุปกรณ์ดิจิตอลแบบพกพาที่สนับสนุนการเรียนการสอน ของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง X( =3.12) ผลการ เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยจาแนกตาม อายุ และระดับการศึกษาพบว่ามีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญ ทางสถิติที่ระดับ 0.05 ส่วนเพศไม่แตกต่าง 4. นักศึกษา อาจารย์ผู้สอน ผู้บริหารและผู้ดูแลระบบ ยอมรับการเรียนการสอน ด้วย m-learning เพราะเห็นว่ามีประโยชน์ สามารถเรียนได้ในทุกเวลาและสถานที่ เป็นการเรียนรู้ ตามอัธยาศัยและเป็นการขยายโอกาสทางการศึกษา 5. แนวทางการจัดการเรียนการสอนด้วย m-learning สาหรับนักศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์จะต้องมีความพร้อมภายใต้องค์ประกอบในการจัดสภาพแวดล้อมการเรียน การสอนแบบ m-learning ได้แก่ เครือข่ายอินเตอร์เน็ตไร้สาย อุปกรณ์ดิจิตอลแบบพกพา การจัดการเรียนการสอน หน่วยงาน/บุคลากรผู้ดูแลระบบ รูปแบบการเรียนการสอนเป็นไปในลักษณะ การเรียนรู้ด้วยตนเองโดยผู้เรียนเข้าสู่บทเรียนออนไลน์เพื่อทาการศึกษาเนื้อหา เอกสาร หรือการ สืบค้นข้อมูลจากแหล่งสารสนเทศต่างๆ สามารถดาวน์โหลดข้อมูลและสื่อการเรียนการสอนไปศึกษา ด้วยตนเองภายใต้กิจกรรมการเรียนการสอนที่มีปฏิสัมพันธ์ร่วมกันระหว่างผู้เรียนและอาจารย์ผู้สอนโดย การแสดงความความคิดเห็นบนกระดานสนทนาหรือการส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ ประเมินผลการ เรียนรู้ด้วยการทาแบบทดสอบทั้งก่อนและหลังเรียนผ่านเครือข่ายไร้สายด้วยอุปกณ์ดิจิตอลแบบพกพา 2. งานวิจัยต่างประเทศ โดนัลสัน (Donalson. 2011 : Abstract) ได้ทาการวิจัยเกี่ยวกับการยอมรับในการ เรียนผ่านเครือข่ายไร้สาย โดยจุดประสงค์ในการวิจัยครั้งนี้คือเพื่อศึกษาการกาหนดพฤติกรรมอันพึง ประสงค์ในการใช้การเรียนผ่านเครือข่ายไร้สายโดยผู้เรียนในวิทยาลัย และเพื่อการค้นหาหากเกิดความ แตกต่างในด้านของเพศและอายุในการยอมรับการใช้การเรียนผ่านเครือข่ายไร้สาย โดยใช้กลุ่มตัวอย่าง คือผู้เรียนจานวน 330 คน ทาการวิจัยที่ชุมชนวิทยาลัยเมืองแทลลาแฮซซี รัฐฟลอริดา สหรัฐอเมริกา ้ โดยใช้การเก็บข้อมูลโดยใช้แบบสารวจ ผลการวิจัยพบว่า ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง การมีแนวทางใน ด้านสังคม การได้รับความสนุกสนานในการเรียนรู้ การเกิดความสมัครใจจากการใช้การเรียนรู้ดังกล่าว ได้ปรากฏเป็นพฤติกรรมที่เด่นชัด และความแตกต่างในด้านเพศและอายุไม่ส่งผลในการเรียนผ่าน เครือข่ายไร้สาย งานวิจัยนี้ได้ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์เพื่อการเข้าใจและพัฒนาการยอมรับในการเรียน ผ่านเครือข่ายไร้สายเพื่อที่จะเข้าควบการใช้การเรียนผ่านเครือข่ายไร้สายสาหรับผู้เรียนที่มีแนวโน้มที่จะ เลือกนามาใช้ให้ใช้อย่างถูกต้องและเป็นประโยชน์
  • 34.
    39 บาลดริจ และคณะ (Baldridgeand others. 2011 : Abstract) ได้ทาการวิจัย เกี่ยวกับการประเมินผลการใช้การเรียนผ่านเครือข่ายไร้สายในผู้เรียนระดับปริญญาตรี โท และเอก โดยมีวัตถุประสงค์ของงานวิจัยนี้คือเพื่อวัดระดับการรับรู้ของผู้เรียนในการเรียนผ่านเทคโนโลยีเครือข่าย ไร้สายทั้งในห้องเรียนและนอกห้องเรียน การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์และเปรียบเทียบข้อมูลทั้งจาก ผู้เรียนในหนึ่งห้องที่ใช้โทรศัพท์มือถือและจากผู้ที่จบการศึกษาแล้วหรือผู้ที่ไม่ได้ใช้โทรศัพท์มือถือ ผู้วิจัย ได้เก็บข้อมูลวิจัยและเก็บรวบรวมการเรียนผ่านเครือข่ายไร้สายโดยใช้แบบสารวจเกี่ยวกับการ ประยุกต์ใช้การเรียนผ่านเครือข่ายไร้สายจากกลุ่มตัวอย่างจากมหาวิทยาลัยอาบีลคริสเตียน เป็นนักศึกษาระดับปริญญาตรีจานวน 29 คน และนักศึกษาระดับปริญญาโทและเอกจานวน 13 คน โดยขอบเขตการวิจัยมีดังนี้ กาหนดโทรศัพท์มือถือที่ผู้เรียนใช้ ความสาคัญของโทรศัพท์มือถือใน มหาวิทยาลัย การใช้งานในหลักสูตรที่เฉพาะเจาะจง จะสามารถใช้โทรศัพท์มือถือในการเรียนได้ อย่างไร และจะใช้เทคโนโลยีทางไกลให้มีประสิทธิภาพได้อย่างไร ผลการวิจัยพบว่าพบว่าผู้เรียนมีอัตรา ความพึงพอใจที่สูงขึ้นเนื่องจากพวกเขาได้เพิ่มการเข้าถึงอุปกรณ์เทคโนโลยี และสามารถสร้างการรับรู้ เพิ่มมากขึ้นในการทากิจกรรมเมื่อผู้เรียนมีอุปกรณ์เหล่านี้ในการเรียนการสอน เกรทเชิน (Gretchen. 2012 : Abstract) ได้ทาการวิจัยเกี่ยวกับการใช้การเรียนโดย การส่งข้อความในการเรียนผ่านเครือข่ายไร้สาย โดยการวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ในการศึกษาการใช้ การส่งข้อความของผู้เรียนในระดับอุดมศึกษาการเรียนรู้ผ่านโทรศัพท์มือถือและสิ่งแวดล้อมต่างๆที่ เกียวข้อง เช่น ระดับความรู้ของผู้เรียนในการใช้การส่งข้อความผ่านโทรศัพท์มือถือ การศึกษาการใช้ ่ เทคโนโลยีดังกล่าวในห้องเรียนในปัจจุบัน เป็นการศึกษาในเวลาที่เหมาะสมเป็นการศึกษาในสิ่งที่ขาด แคลนในบริเวณนี้ การเก็บรวบรวมข้อมูลใช้วิธีการตอบแบบสอบถามและแบบฝึกหัดเกี่ยวกับการส่ง ข้อความ การวิจัยในครั้งนี้ใช้กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้เรียนจานวน 53 คน จากมหาวิทยาลัยในประเทศ ออสเตรเลีย ผลการวิจัยปรากฏว่าการส่งข้อความจะมีความสัมพันธ์ทางบวกหรือทางลบต่อผู้เรียนที่ เรียนด้วยตนเองในทักษะการอ่านและการเขียน และผลการวิจัยยังเผยให้เห็นอีกว่าไม่มีความแตกต่าง ระหว่างผู้เรียนในแต่ละชั้น ไม่ว่าจะเป็นผู้เรียนระดับแรกที่ใช้การส่งข้อความผ่านเครือข่ายมือถือหรือจะ เป็นผู้เรียนในระดับสูงหรือในระดับปริญญา ในบทความนี้มีความเห็นด้วยว่าการเรียนรู้ให้ประสบ ความสาเร็จโดยผ่านการใช้เครือข่ายมือถือจะต้องมีการเรียนรู้และปฏิบัติและต้องเข้าใจว่าจะใช้ โทรศัพท์มือถือในการเรียนอย่างไร