More Related Content
PDF
หน่วย1 การจัดการข้อมูลและสารสนเทศ PDF
PDF
DOC
PPTX
สังคมโลก และ ลักษณะพื้นฐานของสังคมระหว่างประเทศ PDF
Task-based Language Teaching (TBL) PDF
PDF
แผนการจัดการเรียนรู้ ป.4-6 หน่วย 1+494+dltvsocp6+T1 p4 6-u01-soc What's hot
PDF
PDF
PDF
PDF
คู่มือการเขียนรายงาน การอ้างอิง การประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์ สมาคมวิทยาศาสตร์ ... PDF
การสื่อสารเพื่อการโน้มน้าวใจ DOC
PDF
PDF
PDF
แบบประเมินสัมฤทธิผลการปฏิบัติหน้าที่รองผู้อำนวยการสถานศึกษา PDF
การพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษโดยใช้แบบฝึกทักษะการเขียนและการอ่าน DOCX
บทที่ 5 สรุป อภิปรายผล ข้อเสนอแนะ PPTX
PDF
PPTX
ความรู้พื้นฐานด้านวรรณคดี PDF
PDF
PDF
การเตรียมตัวขึ้นสอบโปรเจค PDF
PDF
PDF
Viewers also liked
PDF
Social Media (โซเชียลมีเดีย) PDF
รายงานผลการประเมินตนเอง ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2555 DOCX
ตัวอย่างข้อสอบวิชาวิทยาศาสตร์ PDF
PDF
PDF
PDF
Social media with Thailand DOC
แผนการสอนปรับพื้นฐานม.4 การเคลื่อนที่ PDF
ข้อสอบคณิตศาสตร์ ม.3 เทอม 2 ชุดที่ 2 PDF
แผนการจัดการเรียนรู้ วิชาฟิสิกส์ 2 (ว30202) PDF
รวมแนวข้อสอบกรุข้อสอบผู้บริหาร PDF
การเขียนข้อสอบวัดพฤติกรรมด้านพุทธิพิสัย PDF
ข้อสอบตามตัวชี้วัด คณิตศาสตร์ ม3ภาคเรียนที1 PPT
การวัดพฤติกรรมด้านจิตพิสัย PDF
PDF
ข้อสอบตามตัวชี้วัดคณิตศาสตร์ ม3ภาคเรียนที2 PDF
PDF
ข้อสอบคณิตศาสตร์ ม.3 เทอม 1 ชุดที่ 1 PDF
ข้อสอบคณิตศาสตร์ ม.3 เทอม 1 ชุดที่ 2 PDF
ตัวอย่างแผนการเรียนรู้ BackWard Design Similar to การจัดเรียนเรียนรู้โดยใช้ Social Media ตามทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้ (Constructivism)
PDF
การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและคอมพิวเตอร์ ของนักเรียนช... PDF
PPT
Nec2012 prachyanun panita PDF
กำหนดการจัดการเรียนรู้สารเสพติด PDF
กำหนดการจัดการเรียนรู้สารเสพติด PDF
กำหนดการจัดการเรียนรู้สารเสพติด PDF
PDF
PDF
รูปแบบการเรียนรู้ร่วมกันผ่านสื่อสังคมออนไลน์เพื่อสนับสนุนการเรียนด้วยโครงงานน... PDF
การนำเสนอถูกใจกรรมการนครพนม9ธันวาคม2556 PDF
PDF
แบบรายงานการพัฒนานวัตกรรมการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนตามจุด PDF
The Best Teacher of Social Media PDF
The best teacher_of_social_media PDF
การพัฒนารูปแบบเครือข่ายสังคมเชิงเสมือนเพื่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้สาหรับการศึกษ... PDF
บันทึุกความดี ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2553 PDF
กำหนดการจัดการเรียนรู้เพศศึกษาหน่วยที่ 1 PDF
ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2554 PPT
PDF
Development of Virtual network Model for Knowledge Sharing in Multicultural E... More from Nattapon
PDF
PDF
PDF
มาตรฐานการศึกษา โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ ปทุมธานี PDF
ใบความรู้ที่ 10 application calculator PDF
รายงานการวิจัยการพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์บนเครือข่ายอินเตอร์เน็ต (E-Learning) ... PDF
รายงานการวิจัยวิเคราะห์ผู้เรียนเป็นรายบุคคล ม.5/8 PDF
รายงานการวิจัยในชั้นเรียนเรื่องการพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์บนเครือข่ายอินเทอร์เ... PDF
รายงานผลการประเมินตนเอง ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2556 PDF
รายงานผลการประเมินตนเอง ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2556 PDF
บันทึกความดี ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2556 PDF
ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2556 PDF
ใบความรู้ที่ 8 application paint pot2 PDF
ใบความรู้ที่ 7 application paint pot PDF
ใบความรู้ที่ 6 application talk to me PDF
ใบความรู้ที่ 5 ส่วนประกอบของโปรแกรม mit app inventor PDF
ใบความรู้ที่ 4 เริ่มต้นสร้างแอพลิเคชันด้วย mit app inventor PDF
ใบความรู้ที่ 3 เริ่มต้นเกี่ยวกับ mit app inventor 2 PDF
ใบความรู้ที่ 2 การวางแผนจัดทำ application PDF
ใบความรู้ที่ 1 หลักการและขั้นตอนการพัฒนา application PDF
การติดตั้งโปรแกรม Microsoft visual studio 2010 การจัดเรียนเรียนรู้โดยใช้ Social Media ตามทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้ (Constructivism)
- 1.
รายงานการวิจัย
การจัดการเรี ยนรู ้โดยใช้ Social Media
ตามทฤษฎีการสร้างองค์ความรู ้ดวยตนเอง (Constructivism)
้
นายณัฐพล บัวอุไร
กลุ่มสาระการเรี ยนรู ้การงานอาชีพและเทคโนโลยี
โรงเรี ยนเตรี ยมอุดมศึกษาพัฒนาการ ลําลูกกา
สํานักงานเขตพืนทีการศึกษามัธยมศึกษา เขต 4
สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขันพืนฐาน กระทรวงศึกษาธิการ
- 2.
รายงานการวิจัย
การจัดการเรี ยนรู ้โดยใช้ Social Media
ตามทฤษฎีการสร้างองค์ความรู ้ดวยตนเอง (Constructivism)
้
นายณัฐพล บัวอุไร
กลุ่มสาระการเรี ยนรู ้การงานอาชีพและเทคโนโลยี
โรงเรี ยนเตรี ยมอุดมศึกษาพัฒนาการ ลําลูกกา
สํานักงานเขตพืนทีการศึกษามัธยมศึกษา เขต 4
สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขันพืนฐาน กระทรวงศึกษาธิการ
- 4.
ก
บทคัดย่ อ
คําสําคัญ : Social Media, Constructivism, สื อสังคมออนไลน์, ทฤษฎีการสร้างองค์ความรู ้ดวยตนเอง
้
ณัฐพล บัวอุ ไ ร : การจัดการเรี ยนรู ้ โดยใช้ Social Media ตามทฤษฎี การสร้ างองค์ความรู ้ ด้วยตนเอง
(Constructivism)
โรงเรี ยนเตรี ยมอุดมศึกษาพัฒนาการ ลําลูกกา อ.ลําลูกกา จ.ปทุมธานี
การวิจยครังนีเป็ นการวิจยเชิ งทดลอง มีแผนการวิจยแบบ One Group Pretest – Posttest Design โดย
ั ั ั
มีวตถุประสงค์ของการวิจย คือ 1) เปรี ยบเทียบผลสัมฤทธิ ก่อนเรี ยนและหลังเรี ยนวิชาการสร้างงานสื อผสม
ั ั
ระดับชันมัธยมศึกษาปี ที 4 ทีจัดการเรี ยนการสอนโดยใช้ Social Media ตามทฤษฎีการสร้างองค์ความรู ้
(Constructivism) 2) ศึกษาความสามารถในการสร้างองค์ความรู ้ ของนักเรี ยนระดับชันมัธยมศึกษาปี ที 4 ที
จัดการเรี ยนการสอนโดยใช้ Social Media ตามทฤษฎี การสร้ างองค์ความรู ้ (Constructivism) 3) ศึกษา
ความสามารถในการใช้ Social Media ในการเรี ยนรู ้ ของนักเรี ยนระดับชันมัธยมศึกษาปี ที 4 ทีจัดการเรี ยน
การสอนโดยใช้ Social Media ตามทฤษฎีการสร้างองค์ความรู ้ (Constructivism) 4) ศึกษาความพึงพอใจต่อ
การจัดการเรี ยนการสอนการสร้างงานสื อผสม ระดับชันมัธยมศึกษาปี ที 4 ทีสอนโดยใช้ Social Media ตาม
ทฤษฎีการสร้างองค์ความรู ้ (Constructivism) และ 5) เปรี ยบเทียบความชอบของนักเรี ยนเกี ยวกับการเรี ยน
ด้วย Social Media 4 ชนิ ด ได้แก่ Wordpress, Facebook, Twitter, Slideshare และ Youtube โดยกลุ่มตัวอย่าง
ทีใช้ในการวิจยเป็ นนักเรี ยนชันมัธยมศึกษาปี ที 4/1 โรงเรี ยนเตรี ยมอุดมศึกษาพัฒนาการ ลําลูกกา ภาคเรี ยนที
ั
2 ปี การศึกษา 2553 โดยใช้วธีการสุ่ มตัวอย่างแบบง่าย (Simple Random Sampling)
ิ
เครื องมือทีใช้ในการวิจยประกอบด้วย 1) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ ทางการเรี ยนวิชาการสร้างงาน
ั
สื อผสม 2) แบบประเมินการสร้างองค์ความรู ้ 3) แบบประเมินความสามารถในการใช้ Social Media ในการ
เรี ยนรู ้ 4) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรี ยนทีมีต่อวิธีสอนโดยใช้ Social Media ตามทฤษฎีการสร้าง
องค์ความรู ้ (Constructivism) การวิเคราะห์ขอมูลใช้สถิติ Non – Parametric แบบ The Wilcoxon Matched
้
Pairs Signed Ranks Test และ The Friedman Test
ผลการวิจยพบว่า
ั
1. ผลสัมฤทธิ ทางการเรี ยนวิชาการสร้างงานสื อผสม ทีเรี ยนโดยการใช้ Social Media ตามทฤษฎีการ
สร้างองค์ความรู ้ (Constructivism) มีความแตกต่างกัน อย่างมีนยสําคัญทางสถิติทีระดับ .05
ั
- 5.
ข
่
2. นักเรี ยนส่ วนใหญ่มีระดับความสามารถในการสร้างองค์ความรู ้อยูในเกณฑ์ดี เป็ นจํานวน 36 คน
คิดเป็ นร้ อยละ 83.72 ของนักเรี ยนทังหมด และอยู่ในเกณฑ์ปานกลาง จํานวน 7 คน คิดเป็ นร้ อยละ 16.28
่
และค่าเฉลียรวมเท่ากับ 15.81 แสดงว่านักเรี ยนมีความสามารถในการสร้างองค์ความรู ้อยูในระดับดี
3. นักเรี ยนส่ วนใหญ่จานวน 30 คน มีความสามารถในการใช้ Social Media ในการศึกษาเรี ยนรู ้อยู่
ํ
ในระดับดี คิดเป็ นร้ อยละ 69.77 และนักเรี ยนจํานวน 13 คน มีความสามารถในการใช้ Social Media ใน
การศึกษาเรี ยนรู ้ อยูในระดับปานกลาง คิดเป็ นร้อยละ 30.23 และนักเรี ยนทุกคนมีค่าเฉลียรวมความสามารถ
่
่
ในการใช้ Social Media ในการศึกษาเรี ยนรู ้เท่ากับ 20.09 ซึ งอยูในระดับดี เมือเทียบกับเกณฑ์ทีกําหนด
4. นักเรี ยนชันมัธยมศึกษาปี ที 4/1 ทีเรี ยนวิชาการสร้างงานสื อผสม เรื องการพัฒนาเว็บไซต์ดวยชุ ด
้
พัฒนาเว็บสําเร็ จรู ป (CMS) ทีจัดการเรี ยนการสอนโดยใช้ Social Media ตามทฤษฎี การสร้ างองค์ความรู ้
่
(Constructivism) มีระดับความพอพอใจอยูในระดับมาก ( =3.51, S.D. = 0.77)
5. นักเรี ยนมีความชอบ Social Media ทัง 5 ชนิ ด ได้แก่ Wordpress, Facebook, Twitter, Slideshare
และ Youtube แตกต่างกันอย่างมีนยสําคัญทางสถิติทีระดับ .05
ั
- 6.
ค
สารบัญ
หน้า
บทคัดย่ อ ก
สารบัญ ค
สารบัญตาราง ง
บทที 1 บทนํา 1
ทีมาและความสําคัญของปั ญหา 1
วัตถุประสงค์การวิจย ั 4
ขอบเขตการวิจย ั 4
นิยามศัพท์ 5
บทที 2 การตรวจเอกสาร 7
Social Media 7
ทฤษฎีการสร้างองค์ความรู ้ (Constructivism) 15
การจัดการเรี ยนรู ้โดยใช้ Social Media ตามทฤษฎีการสร้างองค์ความรู ้ 22
งานวิจยทีเกียวข้อง
ั 32
บทที 3 วิธีดําเนินการวิจัย 34
ขันเตรี ยมการ 34
ขันดําเนิ นการทดลอง 43
ขันวิเคราะห์ขอมูลและอภิปรายผล
้ 45
บทที 4 ผลการวิเคราะห์ ข้อมูล 48
บทที 5 สรุ ปผล และข้ อเสนอแนะ 60
สรุ ปผลการวิจย ั 61
ข้อเสนอแนะ 62
บรรณานุกรม 63
ภาคผนวก 64
คะแนนนักเรี ยน 65
แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิทางการเรี ยน 68
แบบประเมินความสามารถในการสร้างองค์ความรู ้ 76
แบบประเมินความสามารถในการใช้ Social Media 80
แบบสอบถามความพึงพอใจ 85
ตัวอย่างเว็บบล็อก 88
- 7.
ง
สารบัญตาราง
หน้า
ตารางที 1 เกณฑ์การประเมินความสามารถในการสร้างองค์ความรู ้ 37
ตารางที 2 เกณฑ์การประเมินความสามารถในการใช้ Social Media ในการศึกษา 39
ตารางที 3 เกณฑ์การกําหนดค่าระดับความคิดเห็น 42
ตารางที 4 เกณฑ์การแปลความหมายของค่าความคิดเห็น 43
ตารางที 5 การวิเคราะห์ผลสัมฤทธิ ก่อนและหลังเรี ยนวิชาการสร้างงานสื อผสม ทีสอนโดยใช้
Social Media ในการจัดการเรี ยนรู ้ ตามทฤษฎี การสร้ างองค์ความรู ้ (Constructivism) โดยใช้
สถิติ Non-Parametric แบบ The Wilcoxon Match Pairs Signed Ranks Test 49
ตารางที 6 การวิเคราะห์ความสามารถในการสร้างองค์ความรู ้ดวยตนเอง
้ 52
ตารางที 7 การวิเคราะห์ความสามารถในการใช้ Social Media ในการศึกษาเรี ยนรู ้ 54
ตารางที 8 ระดับความพึงพอใจของนักเรี ยนชันมัธยมศึกษาปี ที 4/1 ทีมีต่อการจัดการเรี ยนการ
สอนโดยใช้ Social Media ตามทฤษฎีการสร้างองค์ความรู ้ (Constructivism) 56
ตารางที 9 วิเคราะห์ความชอบของนักเรี ยนเกียวกับการเรี ยนด้วย Social Media 4 ชนิ ด ได้แก่
Wordpress, Facebook, Twitter, Slideshare และ Youtube โดยใช้สถิติ Non – Parametric แบบ
The Friedman Test 57
- 8.
บทที 1
บทนํา
ทีมาและความสํ าคัญของปัญหา
ปั จจุบนเทคโนโลยีสารสนเทศและอินเทอร์ เน็ตได้เข้ามามีบทบาทต่อการดําเนิ นชี วิตของเรามากขึน
ั
นับตังแต่ตืนขึนมา เราอาจไม่รู้สึกตัวว่าอินเทอร์ เน็ตกลายเป็ นปั จจัยทีสําคัญต่อการดํารงชี วิตในยุคทีข้อมูล
ข่ า วสารมี ค วามสํ า คัญ คนหันมาบริ โ ภคข้อ มู ล ข่ า วสารกันมากขึ น นอกจากเทคโนโลยีอิ น เทอร์ เ น็ ต ที
เปรี ยบเสมือนถนนสําหรับการเข้าไปถึ งข้อมูลทีต้องการ เรายังต้องการเครื องมือทีจะสามารถสร้ างเนื อหา
และข้อมูลต่างๆ ไว้รองรับการเข้าถึงซึ งนันก็คือเทคโนโลยีเว็บไซต์ทีเป็ นตัวกลางคอยให้ขอมูลต่างๆ แก่ผใช้
้ ู้
โดยการพัฒนาของเทคโนโลยีอินเทอร์ เน็ตและเว็บไซต์ได้ถูกเปลียนแปลงจากเดิมไปมาก Wikipedia (www,
2011) ได้แบ่งลักษณะการพัฒนาเทคโนโลยีได้เป็ น 3 ยุค คือ
ั ้
1. ยุคเว็บ 1.0 (2537 – 2547) เน้นการนําเสนอเนื อหาให้กบผูใช้งานเพียงทางเดียว ไม่เปิ ดโอกาสให้
ผูใช้งานมีส่วนร่ วมกับเนื อหา ผูทีพัฒนาเว็บไซต์จะเป็ นผูกาหนดเนื อหาเพียงผูเ้ ดี ยวและความเร็ วเฉลี ยของ
้ ้ ้ ํ
อินเทอร์ เน็ตในยุคเว็บ 1.0 คือ 50 Kbps
2. ยุคเว็บ 2.0 (2547 – 2552) มีลกษณะการทํางานในรู ปแบบของเว็บไซต์ทีเป็ นเครื อข่ายทางสังคม
ั
(Social Network) เน้นการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างผูใช้งานทีอยูในเครื อข่ายหรื อกลุ่มบุคคลทีมีความสนใจใน
้ ่
เรื องเดี ยวกัน โดยเปิ ดโอกาสให้ผูใช้งานทุ ก คนมี ส่ วนร่ วมในการจัดการเนื อหา มี การแลกเปลี ยนข้อมู ล
้
ระหว่างกัน จึงก่อให้เกิดสังคมออนไลน์ทางความรู ้ทีประกอบไปด้วยองค์ความรู ้ใหม่ๆ มากมาย มีคุณสมบัติ
ทีเรี ยกว่า Rich Internet Application (RIA) ซึ งเป็ นเทคโนโลยีทีทําให้เว็บไซต์มีประสิ ทธิ ภาพการทํางาน
เทียบเท่ากับแอพลิเคชันทัวๆไป (Desktop Application) โดยจะมีลกษณะหน้าตา (User Interface) ทีสวยงาม
ั
มากขึน ตัวอย่างเว็บไซต์ในยุคเว็บ 2.0 ก็คือเว็บบล็อก (Weblog) สารานุ กรมออนไลน์ (Wiki) เป็ นต้น โดย
ความเร็ วเฉลียของอินเทอร์ เน็ตในยุคนีคือ 1 Mbps
3. ยุคเว็บ 3.0 (2553 เป็ นต้นไป) เป็ นการพัฒนาเว็บไซต์ให้เหมือนมีความฉลาดเทียม (Artificial
intelligence) โดยสามารถเรี ยนรู ้พฤติกรรมของผูใช้งานเว็บไซต์ได้ ใช้ขอมูลบางส่ วนเพืออธิ บายความหมาย
้ ้
ของข้อมูลในส่ วนใหญ่ (Tag) เว็บไซต์ในยุคเว็บ 3.0 นันกล่าวไว้ว่าเป็ นการพัฒนาต่อมาจากยุคเว็บ 2.0
- 9.
2
หลังจากเว็บไซต์ก ลายเป็ นเครือข่ายสังคมออนไลน์ขนาดใหญ่ ดัง นันเนื อหาและข้อมู ลต่างๆ จึ งมากขึ น
ตามมาด้วย ก่อนให้เกิ ดการพัฒนาเว็บไซต์ทีจะสามารถตอบสนองความต้องการในการบริ โภคข้อมูลที มี
ประสิ ทธิ ภาพมากขึน เนื องจากเรามีขอมูลมากมายในเว็บไซต์ จึงต้องเกิดการวิเคราะห์และคัดแยกข้อมูลให้
้
ตรงกับสิ งทีผูใช้งานต้องการมากทีสุ ด โดยตัวอย่างของลักษณะเว็บไซต์ในยุค 3.0 นันก็คือ Sematic Web
้
โดยความเร็ วอินเทอร์ เน็ตในยุคนีคือ 2.0 Mbps
สื อเนื องจากการทีความเจริ ญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีได้เข้ามามีบทบาทสําคัญต่อ
การดําเดิ นงาน ทังการบริ หารและการจัดการของหน่ วยงานทางการศึ กษา โดยเฉพาะอย่างยิงเทคโนโลยี
คอมพิวเตอร์ และอินเทอร์ เน็ตเป็ นสิ งจําเป็ นทีทุกหน่ วยงานต้องจัดหามาใช้ในการดําเนิ นงาน เพราะจะช่วย
ทําให้การบริ หารและการจัดการทางการศึกษาเป็ นไปอย่างสะดวก รวดเร็ ว มีประสิ ทธิ ภาพและทันต่อการ
เปลี ยนแปลง ดังนันบุ คลากรทางการศึ ก ษาจึ ง ต้องมี ค วามรู ้ ความสามารถ มี ทกษะ และมี ค วามเข้าใจใน
ั
กระบวนการทํางานและการใช้งานคอมพิวเตอร์ และอินเทอร์ เน็ต สามารถนําไปประยุกต์ใช้ในการบริ หาร
การจัดการศึกษา และทีสําคัญคือการนําไปใช้ในการจัดการเรี ยนการสอนได้อย่างมีประสิ ทธิ ภาพ
ทังนี คอมพิวเตอร์ ได้เข้ามามี บทบาทในการศึ กษามากขึนเรื อยๆ นับแต่เริ มใช้เพือการศึ กษา เช่ น
การศึกษาการเรี ยนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ การศึกษาการออกแบบแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ อีกทังยังได้พฒนา
ั
ให้มีความสามารถในการสื อสารผ่านระบบเครื อข่าย ระบบคอมพิวเตอร์ ช่วยสอน (Computer Assisted
Instruction : CAI) และหนังสื ออิเล็กทรอนิกส์ (EBook) แต่ปัญหาของการใช้เครื องมือดังกล่าว คือ การไม่ได้
การตอบรับจากนักเรี ยน ไม่ส่งเสริ มให้นกเรี ยนเกิ ดความสนใจใฝ่ เรี ยนรู ้ อี กทังนักเรี ยนสามารถเข้าถึ งสื อ
ั
เหล่านันได้ยาก เพราะเป็ นสื อทีไม่สามารถใช้งานได้บนระบบเครื อข่ายอินเทอร์ เน็ต ดังนันการพัฒนาสื อเพือ
ส่ งเสริ มการเรี ยนรู ้ของนักเรี ยนในปั จจุบน จึงควรเป็ นสื อออนไลน์ทีนักเรี ยนสามารถเข้าถึงและเรี ยนรู ้ได้จาก
ั
ทุกหนทุกแห่ งหรื อทุกสถานที ซึ งสื อทีได้รับความนิ ยมและนักเรี ยนสามารถเข้าถึงได้ง่ายในปั จจุบนจึงเป็ น
ั
สื อประเภท Social Media และเว็บไซต์ แต่การทีจะนําสื อ Social Media และสื อออนไลน์ต่างๆ มาใช้ในการ
จัดการเรี ยนการสอนได้นน สิ งสําคัญคือครู ผสอนจะต้องรู ้ เข้าใจ และสามารถใช้สือเหล่านันได้เป็ นอย่างดี
ั ู้
ั ั
สามารถพัฒนาผลงาน สื อ และเนือหา เพือเผยแพร่ ให้กบนักเรี ยนได้เรี ยนรู ้ และต้องมีปฏิสัมพันธ์กบนักเรี ยน
อยู่เสมอๆ เช่ นการตังประเด็ นคํา ถาม การตอบคํา ถามข้อสงสั ย การติ ดตามผลงาน การให้ค า แนะนํา ที
ํ
เหมาะสม นันคือจะต้องมีการพัฒนาครู ให้มีความรู ้ ความสามารถในการใช้ Social Media ในการจัดการเรี ยน
การสอนได้นนเอง
ั
- 10.
3
โดยในหลักสู ตรแกนกลางการศึกษาขันพืนฐาน 2551 ได้กาหนดไว้อย่างชัดเจนเกียวกับจุดมุ่งหมาย
ํ
ทีต้องการให้เกิดกับผูเ้ รี ยนและสมรรถนะสําคัญของผูเ้ รี ยนในด้านความสามารถในการคิด โดยให้ผูเ้ รี ยนมี
ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ การคิดสังเคราะห์ การแก้ปัญหา การใช้เทคโนโลยี เพือนําไปสู่ การสร้ าง
องค์ความรู ้หรื อสารสนเทศเพือการตัดสิ นใจเกียวกับตนเองและสังคมได้อย่างเหมาะสม โดยเน้นผูเ้ รี ยนเป็ น
สําคัญ ซึ งสอดคล้องกับทฤษฎี การสร้ างองค์ความรู ้ (Constructivism) หรื อเรี ยกอี กชื อหนึ งว่าทฤษฎี การ
เรี ยนรู ้ พุทธิ ปัญญานิ ยม มีหลักการทีสําคัญว่า ในการเรี ยนรู ้ ผูเ้ รี ยนจะต้องเป็ นผูกระทํา (active) และสร้ าง
้
่
ความรู ้ (สุ รางค์ โค้วตระกูล, 2552: 210) โดยเชื อว่าผูเ้ รี ยนมีความสามารถพัฒนาความรู ้ของตนเองอยูแล้ว
(ชาตรี เกิดธรรม, 2542: 27 อ้างถึงใน วีระศักดิ เดือนแจ่ม, 2548: 3) มนุ ษย์มีศกยภาพในการสร้างความรู ้ดวย
ั ้
ตนเองเมือได้มีปฏิ สัมพันธ์ กบสิ งต่างๆ ทีอยู่รอบตัว โดยการใช้ความรู ้ และประสบการณ์ เดิ มที มีอยู่ สร้ าง
ั
ความหมายของประสบการณ์ ใหม่ แต่เนื องจากมนุ ษย์แต่ละคนมีพฒนาการทางสติปัญญาทีแตกต่างกัน มี
ั
ความรู ้ และประสบการณ์ เ ดิ ม ที ไม่ เ หมื อนกัน มี ค วามสนใจที แตกต่ า งกัน มี ค วามสามารถในการแปล
ความหมายประสบการณ์ ไม่เท่ากัน จึ งทําให้มนุ ษย์แต่ละคนสร้ างความรู ้ ได้แตกต่างกัน มี พฒนาการทาง
ั
ความรู ้ความเข้าใจทีแตกต่างกัน แม้จะได้รับประสบการณ์ทีเหมือนกัน (สุ จินต์ เลียงจรู ญรัตน์, 2543) ทฤษฎี
่ ั
คอนสตรัคติวซึมกล่าวไว้วา การมีปฏิสัมพันธ์กนของมนุษย์จะทําให้มนุษย์ได้ปรับเปลียนความรู ้ ความเข้าใจ
ิ
ของตนเองให้มีความสมเหตุสมผลยิงขึน และในสภาพทีเป็ นจริ งนันความรู ้ เป็ นสหวิทยาการ มนุ ษย์สร้ าง
ั
ความรู ้และนําความรู ้ไปใช้ในชีวตประจําวันในลักษณะทีสาขาวิชาต่างๆ มีความสัมพันธ์กน
ิ
จากความสําคัญของ Social Media ในการจัดการเรี ยนการสอนทีจะช่วยให้ผเู ้ รี ยนเกิดการเรี ยนรู ้ได้
อย่างมีประสิ ทธิ ภาพและปลูกฝังให้ผเู ้ รี ยนรู ้จกการใช้เทคโนโลยีเพือช่วยให้เกิดการเรี ยนรู ้ และหลักการตาม
ั
ทฤษฎีการสร้างองค์ความรู ้ ทีจะช่วยดึงความสามารถและประสบการณ์ออกมาเป็ นความรู ้ทีถูกต้อง ผูวิจยจึง
้ ั
มีความสนใจทีจะทําการวิจยเรื องการจัดการเรี ยนการสอนโดยใช้ Social Media ตามทฤษฎีการสร้างองค์
ั
ความรู ้ (Constructivism) เพือส่ งเสริ มการใช้เทคโนโลยีในเชิ งสร้ างสรรค์ และเกิดประโยชน์ต่อการเรี ยนรู ้
ของตนเอง อีกทังยังช่วยพัฒนากระบวนการคิดวิเคราะห์ และสังเคราะห์ของนักเรี ยนให้มีประสิ ทธิ ภาพอีก
ด้วย
- 11.
4
วัตถุประสงค์ การวิจัย
1. เปรี ยบเทียบผลสัมฤทธิ ก่อนเรี ยนและหลังเรี ยนวิชาการสร้างงานสื อผสม ระดับชันมัธยมศึกษาปี
ที 4 ทีจัดการเรี ยนการสอนโดยใช้ Social Media ตามทฤษฎีการสร้างองค์ความรู ้ (Constructivism)
2. ศึกษาความสามารถในการสร้างองค์ความรู ้ ของนักเรี ยนระดับชันมัธยมศึกษาปี ที 4 ทีจัดการเรี ยน
การสอนโดยใช้ Social Media ตามทฤษฎีการสร้างองค์ความรู ้ (Constructivism)
3. ศึกษาความสามารถในการใช้ Social Media ในการเรี ยนรู ้ ของนักเรี ยนระดับชันมัธยมศึกษาปี ที 4
ทีจัดการเรี ยนการสอนโดยใช้ Social Media ตามทฤษฎีการสร้างองค์ความรู ้ (Constructivism)
4. ศึกษาความพึงพอใจต่อการจัดการเรี ยนการสอนการสร้างงานสื อผสม ระดับชันมัธยมศึกษาปี ที 4
ทีสอนโดยใช้ Social Media ตามทฤษฎีการสร้างองค์ความรู ้ (Constructivism)
5. เปรี ยบเทียบความชอบของนักเรี ยนเกียวกับการเรี ยนด้วย Social Media 4 ชนิ ด ได้แก่ Wordpress,
Facebook, Twitter, Slideshare และ Youtube
ขอบเขตของการวิจัย
1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่ าง
ประชากรคื อนักเรี ยนระดับชันมัธยมศึ กษาปี ที 4 โรงเรี ยนเตรี ยมอุ ดมศึ กษาพัฒนาการ
ลําลูกกา ปี การศึกษา 2553 จํานวน 3 ห้องเรี ยน รวมนักเรี ยนทังหมด 133 คน
กลุ่มตัวอย่างคือนักเรี ยนระดับชันมัธยมศึกษาปี ที 4 โรงเรี ยนเตรี ยมอุดมศึกษาพัฒนาการ ลํา
ลูกกา ปี การศึกษา 2553 ทีได้จากการสุ่ มห้องเรี ยนอย่างง่าย (Simple Random Sampling) มา 1 ห้องเรี ยน
2. ตัวแปรทีศึกษา
ตัวแปรทีศึกษาสําหรับการวิจยในครังนีประกอบด้วย
ั
2.1 ตัวแปรจัดกระทํา คือ การจัดการเรี ยนการสอนโดยใช้ Social Media ตามทฤษฎี การ
สร้างองค์ความรู ้
- 12.
5
2.2 ตัวแปรตาม ได้แก่
2.2.1 ผลสัมฤทธิ ทางการเรี ยนวิชาการสร้างงานสื อผสม
2.2.2 ความสามารถในการสร้างองค์ความรู ้
2.2.3 ความสามารถในการใช้เครื องมือ Social Media
2.2.4 ความพึงพอใจต่อการเรี ยนวิชาการสร้างงานสื อผสม
3. เนือหาทีใช้ ทดลอง
เนือหาทีนํามาทดลอง คือ เนือหาวิชาการสร้างงานสื อผสม เรื องการพัฒนาเว็บไซต์ดวยชุด
้
พัฒนาเว็บสําเร็ จรู ป (Joomla)
4. ระยะเวลาทีใช้ ในการทดลอง
ํ
การทดลองครังนี ผูวิจยได้กาหนดเวลาทดลองทังสิ น 20 คาบ คาบละ 50 นาที โดยใช้เวลา
้ ั
สอน 10 สัปดาห์ ภาคเรี ยนที 2 ปี การศึกษา 2553
นิยามศัพท์
เพือให้เกิดความเข้าใจตรงกัน ผูวจยจึงกําหนดความหมายคําศัพท์เฉพาะสําหรับการวิจยดังต่อไปนี
้ิั ั
Social Media หมายถึ ง สังคมออนไลน์ทีมีผูใช้เป็ นผูสือสาร หรื อเขียนเรื องราว ประสบการณ์
้ ้
ั
บทความ รู ปภาพ และวีดีโอ ทีผูใช้เขียนขึนเอง ทําขึนเอง หรื อพบเจอจากสื ออืนๆ แล้วนํามาแบ่งปั นให้กบ
้
ผูอืนทีอยู่ในเครื อข่ายของตน ผ่านทางเว็บไซต์ Social Network ทีให้บริ การบนโลกออนไลน์ ปั จจุบนการ
้ ั
สื อสารแบบนีจะทําผ่านทาง Internet และโทรศัพท์มือถือเท่านัน
ทฤษฎีการสร้ า งองค์ ค วามรู้ (Constructivism) หมายถึ ง การเรี ย นรู ้ ผูเ้ รี ย นจะต้องเป็ นผูก ระทํา
้
่
(active) และสร้างความรู ้ โดยเชื อว่าผูเ้ รี ยนมีความสามารถพัฒนาความรู ้ของตนเองอยูแล้ว มนุ ษย์มีศกยภาพ
ั
ในการสร้ า งความรู ้ ด้ว ยตนเองเมื อได้มี ป ฏิ สั ม พัน ธ์ ก ับ สิ งต่ า งๆ ที อยู่ ร อบตัว โดยการใช้ ค วามรู ้ แ ละ
ประสบการณ์เดิมทีมีอยู่ สร้างความหมายของประสบการณ์ใหม่
- 13.
6
เว็บ บล็อ ก (Weblog) หมายถึ ง เว็บ ไซต์ที เจ้า ของทํา การบันทึ ก บทความของตนเอง (Personal
่
Journal) ลงบนเว็บไซต์ โดยเนือหาของ blog นันจะครอบคลุมได้ทุกเรื อง ไม่วาจะเป็ นเรื องราวส่ วนตัว หรื อ
เป็ นบทความเฉพาะด้านต่างๆ เช่น เรื องการเมือง เรื องกล้องถ่ายรู ป เรื องกีฬา เรื องธุ รกิจ เป็ นต้น โดยจุดเด่น
ทีทําให้บล็อกเป็ นทีนิยมก็คือ ผูเ้ ขียนบล็อก จะมีการแสดงความคิดเห็นของตนเอง ใส่ ลงไปในบทความนัน ๆ
โดยบล็อกบางแห่ ง จะมีอิทธิ พลในการโน้มน้าวจิตใจผูอ่านสู งมาก แต่ในขณะเดียวกัน บางบล็อกก็จะเขียน
้
ขึนมาเพือให้อ่านกันในกลุ่มเฉพาะ เช่นกลุ่มเพือน ๆ หรื อครอบครัวตนเอง
เฟซบุ๊ก (Facebook) หมายถึง เว็บไซต์เครื อข่ายสังคมสําหรับติดต่อแลกข้อมูลข่าวสาร เปิ ดใช้งาน
เมือ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2547 โดย มาร์ ก ซักเคอร์ เบิร์ก นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยฮาร์ เวิร์ด ในช่วงแรกนัน
เฟซบุกเปิ ดให้ใช้งานเฉพาะนักศึกษามหาวิทยาลัยฮาร์ เวิร์ด ซึ งต่อมาได้ขยายตัวออกไปสําหรับมหาวิทยาลัย
๊
ทัวสหรัฐอเมริ กา และตังแต่ 11 กันยายน พ.ศ. 2549 ได้ขยายมาสําหรับผูใช้ทวไปทุกคนเหมือนในปั จจุบน
้ ั ั
ทวิตเตอร์ (Twitter) หมายถึง เว็บไซต์ทีให้บริ การ blog สัน หรื อทีภาษาอังกฤษเรี ยกกันว่า Micro-
Blog ซึ งสามารถให้ผใช้ส่งข้อความของตนเอง ให้เพือนๆ ทีติดตาม twitter ของเราอยูอ่านได้ และเราเองก็
ู้ ่
่
สามารถอ่านข้อความของเพือน หรื อคนทีเราติดตามเค้าอยูได้
Slideshare หมายถึง เว็บไซต์สาหรับฝากไฟล์เอกสาร ได้แก่ .doc, .pdf, .ppt เพือจัดเก็บเอกสารและ
ํ
แสดงเอกสารให้ผทีใช้บริ การสามารถอ่านได้ทนทีหรื อนําไปแสดงผลบนเว็บไซต์ของตนเองได้
ู้ ั
Youtube หมายถึ ง เว็บไซต์สําหรับฝากไฟล์ประเภทวีดีโอ และเป็ นแหล่งรวบรวมวีดีโอทีทุกคน
สามารถเข้าไปศึกษา ดู หรื อนําไปใช้งานต่อได้
- 14.
บทที 2
การตรวจเอกสาร
การวิ จ ัย เรื อง การจัด การเรี ย นรู ้ โ ดยใช้ Social Media ตามทฤษฎี ก ารสร้ า งองค์ ค วามรู ้
(Constructivism) สําหรั บนักเรี ยนมัธยมศึ กษาปี ที 4 ผูวิจยได้ศึ กษาเอกสารที เกี ยวข้อง เพือเป็ นพื นฐาน
้ ั
สําหรับการดําเนินการวิจย ดังนี
ั
1. Social Media
2. ทฤษฎีการสร้างองค์ความรู ้ (Constructivism)
3. การจัดการเรี ยนรู ้โดยใช้ Social Media ตามทฤษฎีการสร้างองค์ความรู ้
4. งานวิจยทีเกียวข้อง
ั
Social Media
่ ั
ทุกวันนี พวกเราหลายคนใช้ชีวิตอยูกบ Social Network และ Social Media มากขึนทุกวัน แต่พอพูด
ถึง ‘Social Media’ ว่าคืออะไร หลายคนทีใช้อยู่ ก็ยงถึงกับอึง และตอบไม่ได้ว่ามันคืออะไร และไม่รู้จะ
ั
่
อธิ บายอย่างไร วันนี Marketing Oops! เลยขอทําหน้าทีอธิ บายคําๆ นีแทน เพือให้คนทีใช้เป็ นประจําอยูแล้ว
สามารถอธิ บ ายต่ อ ให้ค นอื นทราบได้ และสํ า หรั บ คนที ยัง ไม่ เคยรู ้ ก็ ส ามารถทํา ความรู ้ จก ได้เช่ นกัน
ั
- 15.
8
Social ในทีนี หมายถึง สังคมออนไลน์ Media ในทีนี หมายถึง เนื อหา เรื องราว และบทความ Social
Media จึ งหมายถึ งสังคมออนไลน์ทีมี ผูใช้เป็ นผูสือสาร หรื อเขี ยนเล่ า เนื อหา เรื องราว ประสบการณ์
้ ้
ั
บทความ รู ปภาพ และวิดีโอ ทีผูใช้เขียนขึนเอง ทําขึนเอง หรื อพบเจอจากสื ออืนๆ แล้วนํามาแบ่งปั นให้กบ
้
้ ่
ผูอืนทีอยูในเครื อข่ายของตน ผ่านทางเว็บไซต์ Social Network ทีให้บริ การบนโลกออนไลน์ ปั จจุบนการ
ั
สื อสารแบบนีจะทําผ่านทาง Internet และโทรศัพท์มือถือเท่านัน
เนือหาของ Social Media โดยทัวไปเปรี ยบได้หลายรู ปแบบ ทัง กระดานความคิดเห็น (Discussion
boards), เว็บบล็อค (Weblogs), วิกิ (wikis), Podcasts, รู ปภาพ และวิดีโอ ส่ วนเทคโนโลยีทีรองรับเนื อหา
เหล่านี ก็รวมถึง เว็บบล็อค (Weblogs), เว็บไซต์แชร์ รูปภาพ, เว็บไซต์แชร์ วิดีโอ, เว็บบอร์ ด, อีเมล์, เว็บไซต์
แชร์ เพลง, Instant Messaging, Tool ทีให้บริ การ Voice over IP เป็ นต้น
- 16.
9
เว็บไซต์ ทีให้ บริการSocial Network หรือ Social Media
Google Group – เว็บไซต์ในรู ปแบบ Social Networking
Wikipedia – เว็บไซต์ในรู ปแบบข้อมูลอ้างอิง
- 17.
- 18.
- 19.
- 20.
13
YouTube – เว็บไซต์ Social Networking และ แชร์ วดีโอ
ิ
Avatars United – เว็บไซต์ในรู ปแบบ Social Networking
- 21.
14
Second Life –เว็บไซต์ในรู ปแบบโลกเสมือนจริ ง Virtual Reality
Flickr – เว็บแชร์ รูปภาพ
- 22.
15
ทฤษฎีการสร้ างองค์ ความรู้ (Constructivism)
Constructionism เป็ นทฤษฎีทางการศึกษาทีพัฒนาขึนโดย Professor Seymour Papert แห่ ง M.I.T.
(Massachusette Institute of Technology) ทฤษฎีคอนสตรัคชันนิ สซึ ม (Constructionism) หรื อทฤษฎีการ
สร้างองค์ความรู ้ดวยตนเอง เป็ นทฤษฎีการเรี ยนรู ้ทีเน้นผูเ้ รี ยนเป็ นผูสร้างองค์ความรู ้ดวยตนเอง
้ ้ ้
ประสบการณ์ใหม่ / ความรู ้ใหม่
+
ประสบการณ์เดิม / ความรู ้เดิม
=
องค์ความรู ้ใหม่
บุคคล
่
ซี มวร์ พาร์ เพิร์ท (Seymour Papert) ได้ให้ความเห็นว่า ทฤษฎีการศึกษาการเรี ยนรู ้ ทีมีพืนฐานอยูบน
ั
กระบวนการการสร้าง 2 กระบวนการด้วยกัน
สิ งแรก คือ ผูเ้ รี ยนเรี ยนรู ้ดวยการสร้างความรู ้ใหม่ขึนด้วยตนเอง ไม่ใช่รับแต่ขอมูลทีหลังไหลเข้ามา
้ ้
ในสมองของผูเ้ รี ยนเท่านัน โดยความรู ้จะเกิดขึนจากการแปลความหมายของประสบการณ์ทีได้รับ
่
สังเกตว่าในขณะทีเรา สนใจทําสิ งใดสิ งหนึงอยูอย่าง ตังใจเราจะไม่
ลดละความพยายาม เราจะคิดหาวิธีการแก้ไขปั ญหานันจนได้
สิ งทีสอง คือ กระบวนการการเรี ยนรู ้จะมีประสิ ทธิ ภาพมากทีสุ ด หากกระบวนการนันมีความหมาย
กับผูเ้ รี ยนคนนัน
จากทีกล่าวมาสามารถสรุ ปให้เป็ นหลักการต่างๆทีมีความสัมพันธ์ซึงกันและกัน ได้ดงนี
ั
1.หลักการทีผู้เรี ยนได้ สร้ างองค์ ความรู้ ด้วยตนเอง หลักการเรี ยนรู ้ตามทฤษฎี Constructionism คือ
การสร้ า งองค์ค วามรู ้ ด้ว ยตนเอง โดยให้ ผูเ้ รี ย นลงมื อประกอบกิ จ กรรมการเรี ย นรู ้ ด้วยตนเองหรื อได้
- 23.
16
ปฏิสัมพันธ์กบสิ งแวดล้อมภายนอกทีมีความหมาย ซึงจะรวมถึงปฏิกิริยาระหว่างความรู ้ในตัวของผูเ้ รี ยนเอง
ั
ประสบการณ์ และสิ งแวดล้อมภายนอก การเรี ยนรู ้ จะได้ผลดี ถ้าหากว่าผูเ้ รี ยนเข้าใจในตนเอง มองเห็ น
ั ่
ความสําคัญในสิ งทีเรี ยนรู ้และสามารถเชือมโยงความรู ้ระหว่างความรู ้ใหม่กบความรู ้เก่า(รู ้วาตนเองได้เรี ยนรู ้
อะไรบ้าง) และสร้างเป็ นองค์ความรู ้ใหม่ขึนมา และเมือพิจารณาการเรี ยนรู ้ทีเกิดขึนในการเรี ยนการสอนโดย
ปกติทีเกิดขึนในห้องเรี ยนนันสามารถจะแสดงได้ดงรู ป
ั
ความรู ้
ครู -------> ผูเ้ รี ยน
2.หลักการทียึดผู้เรี ยนเป็ นศู นย์ กลางการเรี ยนรู้ โดยครู ควรพยายามจัดบรรยากาศการเรี ยนการสอน
ทีเปิ ดโอกาสให้ผูเ้ รี ยนลงมือปฏิ บติกิจกรรมการเรี ยนด้วยตนเองโดยมีทางเลือกในการเรี ยนรู ้ทีหลากหลาย
ั
ั
(Many Choice) และเรี ยนรู ้อย่างมีความสุ ขสามารถเชือมโยงความรู ้ระหว่างความรู ้ใหม่กบความรู ้เก่าได้ ส่ วน
ครู เป็ นผูช่วยเหลือและคอยอํานวยความสะดวก
้
3.หลักการเรี ยนรู้ จากประสบการณ์ และสิ งแวดล้ อม หลักการนี เน้นให้เห็ นความสําคัญของการ
เรี ยนรู ้ ร่วมกัน(Social value) ทําให้ผูเ้ รี ยนเห็ นว่าคนเป็ นแหล่งความรู ้อีกแหล่งหนึ งทีสําคัญ การสอนตาม
ทฤษฎี Constructionism เป็ นการจัดประสบการณ์เพือเตรี ยมคนออกไปเผชิ ญโลก ถ้าผูเ้ รี ยนเห็นว่าคนเป็ น
แหล่งความรู ้สําคัญและสามารถแลกเปลียนความรู ้ กนได้ เมือเขาจบออกไปก็จะปรับตัวได้ง่ายและทํางาน
ั
ร่ วมกับผูอืนอย่างมีประสิ ทธิ ภาพ
้
4.หลักการทีใช้ เทคโนโลยีเป็ นเครื องมือการรู้ จักแสวงหาคําตอบจากแหล่ งความรู้ ต่างๆด้ วยตนเอง
่
เป็ นผลให้เกิดพฤติกรรมทีฝังแน่นเมือผูเ้ รี ยน "เรี ยนรู ้วาจะเรี ยนรู ้ได้อย่างไร (Learn how to Learn)"
บทบาทและคุณสมบัติทครู ควรมีใน การสอนแบบ Constructionism
ี
ในการสอนตามทฤษฎี Constructionism ครู เองนับว่ามี บทบาทสําคัญมากในการที จะควบคุ ม
กระบวนการให้ บ รรลุ ตามเป้ าหมายที กํา หนดไว้ ซึ งครู ที ศึ ก ษาทฤษฎี นีควรมี ค วามเข้า ใจในบทบาท
คุณสมบัติทีครู ควรจะมี รวมทังทัศนคติทีครู ควรเปลียนและสิ งทีต้องคํานึงถึง
- 24.
17
บทบาทของครู
• ในการดําเนิ นกิ จกรรมการสอน ครู ควรรู ้ จกบทบาทของตนเองอย่างแจ่มแจ้ง ครู นบว่าเป็ นบุคคล
ั ั
สําคัญทีจะทําให้การสอนสําเร็ จผล ดังนันจึงควรรู ้จกบทบาทของตน ดังนี คือ
ั
• จัดบรรยากาศการเรี ยนรู ้ ให้เหมาะสม โดยควบคุมกระบวนการการเรี ยนรู ้ให้บรรลุเป้ าหมายตามที
กําหนดไว้และคอยอํานวยความสะดวกให้ผเู ้ รี ยนดําเนินงานไปได้อย่างราบรื น
• แสดงความคิดเห็ นและให้ขอมูลทีเป็ นประโยชน์แก่ผเู ้ รี ยนตามโอกาสทีเหมาะสม(ต้องคอยสังเกต
้
่
พฤติกรรมการเรี ยนรู ้ของผูเ้ รี ยนและบรรยากาศการเรี ยนทีเกิดขึนอยูตลอดเวลา)
• เปิ ดโอกาสให้ผเู ้ รี ยนได้เรี ยนรู ้ตามแนวทางของทฤษฎี Constructionismโดยเน้นให้ผเู ้ รี ยนสร้างองค์
ความรู ้ดวยตนเอง เป็ นผูจุดประกายความคิดและกระตุนให้ผเู ้ รี ยนได้มีส่วนร่ วมในกิจกรรมการเรี ยน
้ ้ ้
ํ
โดยทัวถึงกัน ตลอดจนรับฟังและสนับสนุนส่ งเสริ มให้กาลังใจแก่ผเู ้ รี ยนทีจะเรี ยนรู ้เพือประจักษ์แก่
ใจด้วยตนเอง
• ช่วยเชือมโยงความคิดเห็นของผูเ้ รี ยนและสรุ ปผลการเรี ยนรู้ ตลอดจนส่ งเสริ มและนําทางให้ผเู ้ รี ยน
ได้รู้วธีวเิ คราะห์พฤติกรรมการเรี ยนรู ้ เพือผูเ้ รี ยนจะได้นาไปใช้ให้เกิดประโยชน์ได้
ิ ํ
คุณสมบัติทครู ควรมีในการสอนแบบ Constructionism
ี
• มีความเข้าใจทฤษฎี Constructionism และพร้อมทีจะเปิ ดโอกาสให้ผเู ้ รี ยนได้เรี ยนรู ้ตามแนวทางของ
ทฤษฎี Constructionism
• มีความรู ้ในเนือหาทีสอนอย่างดี
• มีความเข้าใจมนุษย์ มีจิตละเอียดพอทีจะสามารถตรวจสอบความคิดของผูเ้ รี ยนและดึงความคิดของ
ผูเ้ รี ยนให้แสดงออกมามากทีสุ ด
• มีการพัฒนาตนเอง ทางร่ างกาย สติปัญญาและจิตใจอยูเ่ สมอ ครู ควรรู ้จกตนเองและพัฒนาความรู ้
ั
บุคลิ กภาพ ของตนให้ดีขึน มีใจกว้าง ยอมรับฟั งความคิ ดเห็ นของผูเ้ รี ยน ไม่ถือว่าความคิ ดตน
ถูกต้องเสมอ เข้าใจและยอมรับว่าบุคคลมีความแตกต่างกัน ไม่ด่วนตัดสิ นผูเ้ รี ยนอย่างผิวเผิน
• ั
ควรมีมนุ ษย์สัมพันธ์ทีดีกบผูเ้ รี ยน เพราะการมีมนุ ษย์สัมพันธ์ทีดีของครู จะทําให้บรรยากาศในการ
เรี ยนการสอนเกิดความเป็ นกันเองและมีความเป็ นมิตรทีดีต่อกัน
• ครู ควรมีทกษะในการสื อความหมายกับผูเ้ รี ยน ในการสอนนันครู มกจะมีการสื อความหมายกับ
ั ั
ผูเ้ รี ยนเสมอ จึงควรสื อความหมายให้ชดเจน ไม่คลุ มเครื อ รู ้จกใช้วาทศิลป์ ให้เหมาะกับกาลเทศะ
ั ั
ั
และเหมาะสมกับผูเ้ รี ยนแต่ละคน(การสื อความหมายให้กบผูเ้ รี ยนแต่ละคนจะไม่เหมือนกันเพราะ
ผูเ้ รี ยนมีการรับรู ้และเรี ยนรู ้ได้ไม่เท่ากัน)
- 25.
18
• มีทกษะในการใช้วจารณญาณตัดสิ นใจและแก้ไขปั ญหา ทักษะด้านนีทําให้ครู ดาเนิ นงานได้สะดวก
ั ิ ํ
ราบรื น เนื องจากการสอนแบบ Constructionism นันผูสอนจะต้องคอยสังเกตบรรยากาศการเรี ยนที
้
่
เกิดขึนอยูตลอดเวลา และจะต้องคอยแก้ไขปั ญหาในแต่ละช่วงให้เหมาะสม ดังนันผูสอนจึงต้องมี ้
ทักษะในการใช้วจารณญาณตัดสิ นใจและแก้ไขปั ญหาทีดี
ิ
• มีทกษะในการช่ วยเหลือผูเ้ รี ยน บ่อยครัง ครู ตองคอยช่วยแก้ปัญหาให้ผเู ้ รี ยนครู จึงควรมีความเป็ น
ั ้
มิตรเป็ นกันเองกับนักเรี ยนเสมอ หากครู ไม่มีทกษะทางด้านนีแล้ว การช่วยเหลืออาจไม่บรรลุผล
ั
• จากทีกล่าวมาข้างต้นนันเป็ นคุ ณสมบัติทีครู ควรมีเพือนํามาใช้ปรับปรุ งมนุ ษยสัมพันธ์ในการเรี ยน
การสอนและการดําเนินชีวตประจําวันให้ดีขึน นอกจากนันสิ งทีสําคัญมากก็คือครู ควรมีพืนฐานของ
ิ
ความรักในวิชาชีพครู พยายามเข้าใจผูเ้ รี ยนแต่ละคนให้มากๆโดยยึดหลักทีว่าคนเรามีความแตกต่าง
กัน(ไม่นาคนหนึ งมาเปรี ยบเทียบกับอีกคนหนึ ง) ครู ควรรู ้ จกเคารพความคิดของตนเองและผูอืน
ํ ั ้
(โดยเฉพาะผูเ้ รี ยน) และควรรักษาสุ ขภาพร่ างกายและจิตใจของครู เองให้สมบูรณ์ และแจ่มใสอยู่
เสมอ
ทัศนคติทครู ควรเปลียนและสิ งทีต้ องคํานึงถึง
ี
• ในการเรี ยนการสอนตามทฤษฎี Constructionism ครู ควรเปลียนแปลงทัศนคติให้เหมาะสม เพือเปิ ด
โอกาสให้ผเู ้ รี ยนมีส่วนร่ วมในการเรี ยนรู ้ดวยตนเองมากยิงขึน ทัศนคติทีครู ควรเปลียนแปลงไปและ
้
สิ งทีครู ควรคํานึงถึงมีดงนี
ั
• ครู ตองไม่ถือว่า ครู เป็ นผูรู้แต่ผูเ้ ดี ยว ผูเ้ รี ยนต้องเชื อตามที ครู บอกโดยไม่มีเงื อนไข แต่ครู ตอง
้ ้ ้
ตระหนักว่าตนเองมีความรู ้ทีจะช่วยเหลือนักเรี ยนเท่าทีจะช่วยได้ ดังนันครู จึงไม่อบอายผูเ้ รี ยนทีจะ
ั
พูดว่า “ครู ก็ยงไม่ทราบ พวกเรามาช่วยกันหาคําตอบดูซิ”ฯลฯ
ั
• ครู ตองพยายามช่ วยให้ผูเ้ รี ยนเกิ ดการเรี ยนรู ้ ดวยตนเองมากทีสุ ดเท่าทีจะมากได้ ต้องอดทนและ
้ ้
ปล่อยให้นกเรี ยนประกอบกิจกรรมด้วยตนเอง อย่าด่วนไปชิ งบอกคําตอบเสี ยก่อน ควรช่วยเหลื อ
ั
แนะนําผูเ้ รี ยนทีเรี ยนช้าและเรี ยนเร็ วให้สามารถเรี ยนไปตามความสามารถของตนเองด้วยตนเองให้
มากทีสุ ด
• ไม่ควรถือว่า “ผูเ้ รี ยนทีดีตองเงียบ” แต่ครู ควรจะเปิ ดโอกาสให้ผเู ้ รี ยนได้พูดคุยกันในเนื อหา หรื อได้
้
พูดคุยแลกเปลียนความคิดเห็นหรื อความรู ้กนได้ ั
• ครู ตองไม่ถือว่าการที ผูเ้ รี ยนเดิ นไปเดิ นมาเพือประกอบกิ จกรรมการเรี ยนรู ้ นันเป็ นการแสดงถึ ง
้
ความไม่มีระเบียบวินย แต่ตองคิ ดว่าการเดิ นไปเดิ นมาเป็ นกระบวนการหนึ งทีช่ วยให้การเรี ยนรู ้
ั ้
เป็ นไปอย่างต่อเนือง และช่วยทําให้ผเู ้ รี ยนไม่เบือหน่ายต่อการเรี ยน
• ครู ตองลดบทบาทตัวเองลง (ทําตัวให้เล็กทีสุ ด) พูดในสิ งทีจําเป็ น เลือกสรรคําพูดให้แน่ใจว่าผูเ้ รี ยน
้
มีความต้องการฟังในสิ งทีครู พด ก่อนทีจะพูดครู จึงควรเร้าความสนใจของผูเ้ รี ยนเสี ยก่อน
ู
- 26.
19
• ้ ่
ขณะทีผูเ้ รี ยนประกอบกิจกรรมครู ตองอยูดูแลเอาใจใส่ พฒนาการของผูเ้ รี ยนแต่ละคน ต้องไม่คิดว่า
ั
เมือผูเ้ รี ยนสามารถเรี ยนได้เองแล้วครู ก็เอาเวลาทําอย่างอืนได้
• ครู ควรมีใจกว้างและชมเชยนักเรี ยนทีทําดีหรื อประสบความสําเร็ จแม้เพียงเล็กน้อย ไม่ตาหนิ หรื อ
ํ
ลงโทษเมือผูเ้ รี ยนทําผิดพลาด หรื อทําไม่ถูกใจครู
• ครู ไม่ควรจะเอาตนเองไปยึดติดกับหลักสู ตรมากจนเกิ นไป ไม่ควรจะยัดเยียดเนื อหาทีไม่จาเป็ น ํ
ั
ให้กบผูเ้ รี ยน ควรคิดว่าการให้เนื อหาทีจําเป็ นแม้จะน้อยอย่างก็ยงดีกว่าสอนหลายๆอย่าง แต่ผเู ้ รี ยน
ั
เกิดการเรี ยนรู ้นอยมาก(รู ้แบบงูๆปลาๆ) หรื อนําความรู ้ทีเรี ยนไปประยุกต์ใช้ไม่ได้
้
• การจัดตารางสอนควรจัดให้ยืดหยุ่นเหมาะสมกับเวลาทีให้ผเู ้ รี ยนได้ลงมือปฎิ บติกิจกรรม ครู ตอง
ั ้
พยายามเปิ ดโอกาสให้ผเู ้ รี ยนได้ลงมือปฎิบติกิจกรรมภายในเวลาทีเหมาะสม ไม่มากหรื อน้อยไป
ั
บทบาทของผู้เรี ยน
ในการเรี ยนตามทฤษฎี Constructionism ผูเ้ รี ยนจะมีบทบาทเป็ นผูปฎิบติและสร้างความรู ้ไปพร้อมๆกันด้วย
้ ั
ตัวของเขาเอง(ทําไปและเรี ยนรู ้ไปพร้อมๆกัน) บทบาททีคาดหวังจากผูเ้ รี ยน คือ
• มีความยินดีร่วมกิจกรรมทุกครังด้วยความสมัครใจ
• เรี ยนรู ้ได้เอง รู ้จกแสวงหาความรู ้จากแหล่งความรู ้ต่างๆทีมีอยูดวยตนเอง
ั ่ ้
• ตัดสิ นปั ญหาต่างๆอย่างมีเหตุผล
• มีความรู ้สึกและความคิดเป็ นของตนเอง
• วิเคราะห์พฤติกรรมของตนเองและผูอืนได้ ้
• ั ่
ให้ความช่วยเหลือกันและกัน รู ้จกรับผิดชอบงานทีตนเองทําอยูและทีได้รับมอบหมาย
• นําสิ งทีเรี ยนรู ้ไปประยุกต์ใช้ประโยชน์ในชีวตจริ งได้นน
ิ ั
จากการได้เข้ามาสัมผัสกับทฤษฎี Constructionism ผมสังเกตว่าผูเ้ รี ยนมีความสุ ขกับการเรี ยนมาก
ขึนและมีผลดี คือ
1. ผูเ้ รี ยนได้รู้จกและเข้าใจตนเองดีขึนโดยทราบข้อดีและข้อบกพร่ องของตนเอง
ั
2. ผูเ้ รี ยนรู ้ จกคิดอย่างมีระบบมากขึน เพราะการเรี ยนรู ้ จากการทํางาน ทําให้ตองพยายามคิดพิจารณา
ั ้
หาคําตอบและวิธีการแก้ปัญหา ทําให้รู้จกจัดระบบความคิดเพือแก้ปัญหานัน
ั
ั ้ ่
3. ผูเ้ รี ยนรู ้จกวิธีการแสวงหาความรู ้ดวยตนเองมากขึน รู ้วาจะแสวงหาความรู ้ตามแนวทางทีเหมาะสม
่
กับตนเองได้อย่างไร และรู ้วาคนเป็ นแหล่งความรู ้อีกแหล่งหนึงทีสําคัญ
4. ผูเ้ รี ยนรู ้จกแก้ปัญหาและตัดสิ นปั ญหาอย่างมีเหตุผลมากขึน จากการฝึ กฝนการวิเคราะห์ปัญหาและ
ั
ข้อมูลต่างๆทีพบในระหว่างการลงมือปฏิบติ อันจะนําไปสู่ การแก้ปัญหาในชีวตจริ งได้
ั ิ
- 27.
20
5. ผูเ้ รี ยนกล้าแสดงออกอย่างมีเหตุผลมากขึนเป็ นผูพดและผูฟังทีดี
้ ู ้
6. ผูเ้ รี ยนมีความคิดริ เริ มสร้างสรรค์ จากการทํางานทีมีโอกาสได้คิดสร้างสิ งต่างๆ มีโอกาสได้ลองผิด
ลองถูก หรื อการทีได้พยายามแก้ปัญหาด้วยวิธีการคิดทีหลากหลายพยายามแก้ปัญหาโดยไม่ตีกรอบ
ความคิดตนเองมากเกินไป
่
7. ทําให้เป็ นคนใจกว้าง ยอมรับฟังความคิดเห็นของคนอืนมากขึน ไม่ปิดใจเชือตนเองอยูฝ่ายเดียว และ
่ ้ ่
รู ้จกการเป็ นผูให้โดยเรี ยนรู ้วาการให้เป็ นความสุ ขอย่างหนึง (ผูให้ยอมเป็ นทีรัก)
ั ้
8. รู ้จกการเคารพตนเองและผูอืน จากการทํางานร่ วมกันในบรรยากาศทีเป็ นกันเองมีความเป็ นมิตร ทํา
ั ้
ให้ผเู ้ รี ยนรู ้จกเคารพตนเองและปฏิบติตนด้วยความเคารพต่อผูอืน มีระเบียบวินยในตนเองมากขึน
ั ั ้ ั
รู ้จกบังคับตนเอง
ั
9. รู ้จกการทําใจเป็ นกลางและเลือกปฏิบติตนตามทางสายกลาง รวมทังมีเป้ าหมายชี วิตและมีแนวทาง
ั ั
ในการดําเนินชีวตของตนเองทีชัดเจนขึน
ิ
กล่าวโดยสรุ ป หลักการเรี ยนการสอนตามทฤษฎี Constructionism เป็ นการเรี ยนการสอนทีผูเ้ รี ยน
เรี ยนรู ้ จากการสร้างงาน ผูเ้ รี ยนได้ดาเนิ นกิ จกรรมการเรี ยนด้วยตนเองโดยการลงมือปฏิบติหรื อสร้างงานที
ํ ั
ตนเองสนใจ ในขณะเดียวกันก็เปิ ดโอกาสให้สัมผัสและแลกเปลียนความรู ้กบสมาชิ กในกลุ่ม ผูเ้ รี ยนจะสร้าง
ั
องค์ความรู ้ขึนด้วยตนเองจากการปฏิบติงานทีมีความหมายต่อตนเอง
ั
ครู ผ้ ูสอนจะต้ องสร้ างให้ เกิดองค์ ประกอบครบทัง 3 ประการ คือ
1) ให้ผเู ้ รี ยนได้ลงมือประกอบกิจกรรมด้วยตนเอง (ได้สร้างงาน) ตามความสนใจ ตามความชอบหรื อความ
ถนัด ของแต่ละบุคคล
2) ให้ผเู ้ รี ยนได้เรี ยนรู ้ภายใต้บรรยากาศและสภาพแวดล้อมในการเรี ยนรู ้ทีดี
3) มีเครื องมืออุปกรณ์ในการประกอบกิจกรรมการเรี ยนรู ้ทีเหมาะสม
ั
สําหรับการนําทฤษฎี Constructionism มาประยุกต์ใช้กบการเรี ยนการสอนปกตินน ผมมองว่าครู
ั
สามารถประยุกต์ใช้ได้ง่ายในวิชาทีมีการปฏิบติหรื อวิชาทีต้องการฝึ กทักษะ โดยแยกแยะได้ 3 ลักษณะ คือ
ั
• ประยุกต์ใช้บางส่ วน กล่าวคือ นําทฤษฎี Constructionism มาประยุกต์ใช้เป็ นครังคราว โดยเลือกให้
เหมาะสมกับวัตถุประสงค์และเนือหา
- 28.
21
• ประยุกต์ใช้ในชัวโมงปฏิบติเต็มเวลา กล่าวคือ นําทฤษฎี Constructionism มาประยุกต์ใช้ในชัวโมง
ั
ั ั ั ั
ปฏิบติทงหมดของวิชานัน โดยครู ให้ผเู ้ รี ยนลงมือปฏิบติและเชือมโยงความรู ้ให้สัมพันธ์กบทฤษฎีที
เรี ยน
• ประยุกต์ใช้ทงวิชา กล่าวคือ นําทฤษฎี Constructionism มาประยุกต์ใช้ในการเรี ยนการสอนทังวิชา
ั
ซึ งนับว่าเป็ นวิธีทีดีหากปฏิบติได้จริ ง เพราะการเปลียนแปลงความคิดและทัศนคติของผูเ้ รี ยนนัน
ั
จะต้องอาศัยระยะเวลานานพอสมควรและจะต้องทําอย่างต่อเนืองจึงจะเห็นผล
อย่างไรก็ตามข้าพเจ้าว่า การจะทําให้เกิดกระบวนเรี ยนรู ้ตามทฤษฎี Constructionismนันไม่ยากนัก
เพราะเมือมีการเริ มต้นแล้วการเรี ยนรู ้จะเกิดขึนเองโดยอัตโนมัติและมีพลังเพียงพอทีจะขับตัวเองให้ทางาน
ํ
สําเร็ จตามเป้ าหมาย(แต่ในระยะแรกนันจะต้องอาศัยเวลาในการเริ มต้นพอสมควร) ครู เองจะได้สัมผัสกับ
บรรยากาศการเรี ยนรู ้ ทีมี ชีวิตชี วา ผูเ้ รี ยนมีความสุ ขและมุ่งมันทีจะทํางานด้วยตนเองจนสําเร็ จและที น่ า
ประหลาดใจก็คือผลงานทีออกมาจะมีความหลากหลาย ท่านจะเห็นความคิดดีๆหรื อสิ งใหม่ๆทีเจริ ญงอกงาม
ขึน ดังนันการให้โอกาสในการเริ มต้นนันเป็ นสิ งทีสําคัญทีสุ ด ครู ผูสอนเพียงแค่เปิ ดความคิดและเปิ ดใจ
้
เพือให้โอกาสกับผูเ้ รี ยนได้สัมผัสกับสิ งเหล่านี ด้วยตัวของเขาเอง คอยอํานวยความสะดวกและควบคุ ม
กระบวนการเรี ยนรู ้ให้เป็ นไปตามกระบวนการดังทีกล่าวมาแล้วข้างต้นเท่านัน
- 29.
22
การจัดการเรี ยนรู้ โดยใช้ Social Media ตามทฤษฎีการสร้ างองค์ ความรู้
ปั จ จุ บ ัน ความเจริ ญก้ า วหน้ า ทางด้า นเทคโนโลยี สารสนเทศ และการสื อสาร มี ก ารพัฒ นา
เปลี ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ ว มีเทคโนโลยีต่างๆ เกิ ดขึนมากมาย เพือช่ วยอํานวยความสะดวก รวมทังให้
ความบันเทิง หรื อแม้กระทังการเชื อมต่อกันเป็ นเครื อข่าย โดยทีทุกคนทัวโลกสามารถเป็ นเพือนกัน พบปะ
พู ด คุ ย กัน ได้ต ลอดเวลา เพี ย งแค่ มี อิ น เตอร์ เ น็ ต กับ อุ ป กรณ์ สํ า หรั บ เชื อมต่ อ เช่ น คอมพิ ว เตอร์ หรื อ
โทรศัพท์มือถือ ทําให้การติดต่อสื อสารเป็ นไปได้อย่างสะดวก รวดเร็ ว ไม่จาเป็ นทีจะต้องเดินทางไปพบปะ
ํ
กันโดยตรง
ถ้าพูดถึงคําว่า Social Media หรื อ Social Network ในปั จจุบน หลายคนอาจจะสงสัยว่าสิ งเหล่านี คือ
ั
อะไร แต่ถาพูดถึง Hi5, Facebook, Twitter, Blog, Youtube ฯลฯ เชื อว่าหลายคนคงจะปฏิเสธไม่ได้ทีจะไม่
้
รู ้จก ยิงโดยเฉพาะในวัยรุ่ นหรื อเยาวชนทีอยูในระหว่างการศึกษาเล่าเรี ยน คงจะคุนเคยกันเป็ นอย่างดี ซึ งสิ ง
ั ่ ้
เหล่านี (Hi5, Facebook, Twitter, Blog, Youtube ฯลฯ) ทีถูกเรี ยกกว่า Social Media หรื อ Social Network
ดังนันถ้าจะให้ความหมายของคําว่า Social Media หรื อ Social Network นัน จะได้วา ่
Social Media หมายถึ ง สังคมออนไลน์ทีมีผูใช้เป็ นผูสือสาร หรื อเขียนเรื องราว ประสบการณ์
้ ้
ั
บทความ รู ปภาพ และวีดีโอ ทีผูใช้เขียนขึนเอง ทําขึนเอง หรื อพบเจอจากสื ออืนๆ แล้วนํามาแบ่งปั นให้กบ
้
้ ่
ผูอืนทีอยูในเครื อข่ายของตน ผ่านทางเว็บไซต์ Social Network ทีให้บริ การบนโลกออนไลน์ ปั จจุบน การ
ั
สื อสารแบบนีจะทําผ่านทาง Internet และโทรศัพท์มือถือเท่านัน
Social Network คือ การทีผูคนสามารถทําความรู ้จกและเชื อมโยงกันในทิศทางใดทิศทางหนึ ง หาก
้ ั
เป็ นเว็บไซต์ทีเรี ยกว่าเป็ นเว็บ Social Network ก็คือเว็บไซต์ทีเชื อมโยงผูคนไว้ดวนกันนันเอง (สถาบัน
้ ้
คอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยรามคําแหง, 2552)
กอบวิทย์ พิริยะวัฒน์ (2553) ได้กล่าวว่า ปั จจุบน Social Media ได้กลายเป็ นเครื องมือทีสําคัญในการ
ั
สร้างให้เกิดเป็ นเครื อข่ายเชือมโยงกันในโลกออนไลน์ ทีเปิ ดโอกาสให้ทุกคนสามารถใช้เป็ นช่องทางในการ
เข้าถึงกลุ่มเป้ าหมายได้ง่ายและสะดวกรวดเร็ ว ซึ งจะทําให้เกิ ดประโยชน์อย่างมาก โดยไม่เสี ยค่าใช้จ่ายใน
การซื อลิขสิ ทธิ แต่อย่างใด ดังนัน การนําเทคโนโลยี Social Media มาใช้เป็ นเครื องมือในการจัดการเรี ยนการ
้
สอนจะเป็ นการผลักดันบุคลากรครู ให้กาวทันเทคโนโลยีในยุคปั จจุบนและสามารถเข้าถึงเยาวชนยุคใหม่ได้
ั
อย่า งทัน ท่ ว งที ซึ งจะทํา ให้ เ กิ ด ระบบ community แห่ ง การเรี ย นรู ้ บ นเครื อ ข่ า ยอิ น เตอร์ เ น็ ต ที มี ก าร
ปฏิ สั ม พันธ์ ก ันระหว่า งผูส อนกับ ผูส อน ผูส อนกับ ผูเ้ รี ย น และผูเ้ รี ย นกับ ผูเ้ รี ย น ที มี ก ารแบ่ ง ปั น ความรู ้
้ ้ ้
แลกเปลียนเรี ยนรู ้ซึงกันและกัน รวมทังส่ งเสริ มให้มีการศึกษาตามอัธยาศัย ซึ งสอดคล้องกับพระราชบัญญัติ
การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 แก้ไขเพิมเติม 2545 ทีจัดการศึกษาต้องยึดหลักว่าผูเ้ รี ยนทุกคนมีความสามารถ
- 30.
23
เรี ยนรู ้และพัฒนาตนเองได้ และถื อว่าผูเ้ รี ยนมีความสําคัญทีสุ ด โดยกระบวนการจัดการเรี ยนการสอนต้อง
ส่ งเสริ มให้ผูเ้ รี ยนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติ และเต็มศักยภาพ (พรบ.การศึกษาแห่ งชาติ , 2545) และ
สอดคล้องกับหลักสู ตรแกนกลางการศึกษาขันพืนฐาน 2551 ทีมุ่งพัฒนาผูเ้ รี ยนให้มีคุณภาพตามมาตรฐาน
การเรี ยนรู ้ โดยให้เกิดสมรรถนะสําคัญข้อที 5 คือ ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี ซึ งเป็ นความสามารถ
ในการเลือกใช้เทคโนโลยีต่างๆ และมีทกษะกระบวนการทางเทคโนโลยี เพือการพัฒนาตนเองและสังคม ใน
ั
ด้านการเรี ยนรู ้ การสื อสาร การทํางาน และการแก้ปัญหาอย่างสร้ างสรรค์ ถูกต้องเหมาะสมและมีคุณธรรม
(กระทรวงศึกษาธิ การ, 2551)โดยการผูเ้ รี ยนจะสามารถก้าวสู่ สังคมการเรี ยนรู ้ได้นน จําเป็ นอย่างยิงทีจะต้อง
ั
มีพืนฐานทีเหมาะสม และผูทีเกียวข้องทังหลายจะต้องช่วยกันสร้างพืนฐาน ตลอดจนปั จจัยต่างๆ ให้พร้อมที
้
จะสร้างสังคมแหล่งความรู ้ขึนได้ พืนฐานและปั จจัยสําคัญอย่างหนึ งทีจะช่วยก้าวไปสู่ สังคมแห่ งการเรี ยนรู ้
ได้ คือ ครู อาจารย์ และสังคมการศึกษา สถาบันการศึกษาจะต้องปรับปรุ งการเรี ยนรู ้ ของครู อาจารย์ และ
ส่ งเสริ มการเรี ยนการสอนโดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ และสร้างนิ สัยในด้านการใฝ่ รู ้และรักความรู ้ให้เกิด
ขึนกับเยาวชน (ครรชิต มาลัยวงศ์ และคณะ, 2544)
จากสภาพสังคมในปั จจุบนทีอินเตอร์ เข้าถึงเกือบทุกพืนที ทําให้เยาวชนไทยส่ วนใหญ่สามารถเข้าสู่
ั
ระบบเครื อข่ายสารสนเทศได้ สามารถสื บค้นข้อมูลผ่านทางระบบอินเตอร์ เน็ตได้เป็ นอย่างดี ประกอบกับมี
เครื องมือจําพวก Social Media ออกมามากมาย ยิงเป็ นการทําให้เยาวชนเข้าสู่ ระบบของโลกอินเตอร์ เน็ตมาก
ยิงขึน ดังจะเห็นได้จากปั ญหาทีปรากฏทางหน้าจอโทรทัศน์เกียวกับการใช้งาน Social Media ทีไม่ถูกต้อง
และไม่เหมาะสม ซึ งการจะแก้ปัญหาเหล่านี ไม่ใช่การแก้โดยการปิ ดกันไม่ให้เยาวชนเข้าสู่ โลกอินเตอร์ เน็ต
เพราะการปิ ดกันเยาวชนจากอิ นเตอร์ เน็ ตก็หมายถึ งการปิ ดกันความรู ้ ทีมี อยู่มากมายบนโลกอิ นเตอร์ เน็ ต
ไม่ให้เข้าถึ งตัวเยาวชนได้นนเอง แต่ทางแก้ทีดี และตรงกับปั ญหามากทีสุ ดก็คือการปลูกฝั งและแนะนําให้
ั
เยาวชนใช้เครื องมือ Social Media เหล่านี ในทางทีเหมาะสม เช่ น ใช้ในเชิ งการศึกษา ได้แก่ การสอบถาม
ปั ญหาการเรี ยนกับเพือนหรื อครู ผสอน การสรุ ปความรู ้เก็บไว้บนเว็บส่ วนตัว หรื อเผยแพร่ ความรู ้ต่างๆ ตาม
ู้
ความเข้า ใจบนสื อทางอิ นเตอร์ เน็ ต รวมทังการสื บค้นข้อมูล บนอิ นเตอร์ เน็ ต เป็ นต้น สิ งเหล่ า นี สามารถ
ปลู กฝั งได้โดยผูปกครอง ครู / อาจารย์ รวมทังเพือนหรื อคนรอบข้าง ยิงถ้า สังคมมี แนวโน้มที ใช้ Social
้
Media ในเชิ งการศึกษามาขึนเท่าใด เยาวชนทุกคนก็จะมีแนวโน้มทีจะคล้อยตามและปฏิ บติตามเป็ นนิ สัย
ั
และกิจวัตรมากขึน
หลายท่านอาจจะมีคาถามว่า เครื องมือประเภท Social Media สามารถนํามาจัดการเรี ยนการสอนใน
ํ
ชันเรี ยนได้อย่างไร? ซึ งต่อไปนี จะนําเสนอการใช้เครื องมือ Social Media สําหรับการจัดการเรี ยนรู ้ โดยใช้
ทฤษฎี คอนสตรั คติวิซึม เพือให้ผูอ่านสามารถเกิ ดความเข้าใจและมองเห็ นภาพหรื อสิ งที เป็ นรู ปธรรมได้
้
ชัดเจนยิงขึน โดยก่อนทีจะเข้าสู่ กระบวนการใช้ Social Media ในการจัดการเรี ยนการสอนนัน จะขอทําความ
เข้าใจเกียวกับทฤษฎีคอนสตรัคติวิซึมให้ตรงกันเสี ยก่อน ว่า ทฤษฎีคอนสตรัคติวิซึม หรื อเรี ยกอีกชื อหนึ งว่า
ทฤษฎีการเรี ยนรู ้พุทธิ ปัญญานิยม มีหลักการทีสําคัญว่า ในการเรี ยนรู ้ผเู ้ รี ยนจะต้องเป็ นผูกระทํา (active) และ
้
- 31.
24
สร้างความรู ้ (สุรางค์ โค้วตระกูล, 2552: 210) โดยเชื อว่าผูเ้ รี ยนมีความสามารถพัฒนาความรู ้ของตนเองอยู่
แล้ว (ชาตรี เกิดธรรม, 2542: 27 อ้างถึงใน วีระศักดิ เดือนแจ่ม, 2548: 3) มนุ ษย์มีศกยภาพในการสร้างความรู ้
ั
ด้วยตนเองเมือได้มีปฏิสัมพันธ์กบสิ งต่างๆ ทีอยูรอบตัว โดยการใช้ความรู ้และประสบการณ์เดิมทีมีอยู่ สร้าง
ั ่
ความหมายของประสบการณ์ ใหม่ แต่เนื องจากมนุ ษย์แต่ละคนมีพฒนาการทางสติปัญญาทีแตกต่างกัน มี
ั
ความรู ้ และประสบการณ์ เ ดิ ม ที ไม่ เ หมื อนกัน มี ค วามสนใจที แตกต่ า งกัน มี ค วามสามารถในการแปล
ความหมายประสบการณ์ ไม่เท่ากัน จึ งทําให้มนุ ษย์แต่ละคนสร้ างความรู ้ ได้แตกต่างกัน มี พฒนาการทาง
ั
ความรู ้ความเข้าใจทีแตกต่างกัน แม้จะได้รับประสบการณ์ทีเหมือนกัน (สุ จินต์ เลียงจรู ญรัตน์, 2543) ทฤษฎี
่ ั
คอนสตรัคติวซึมกล่าวไว้วา การมีปฏิสัมพันธ์กนของมนุษย์จะทําให้มนุษย์ได้ปรับเปลียนความรู ้ ความเข้าใจ
ิ
ของตนเองให้มีความสมเหตุสมผลยิงขึน และในสภาพทีเป็ นจริ งนันความรู ้ เป็ นสหวิทยาการ มนุ ษย์สร้ าง
ความรู ้ และนําความรู ้ ไปใช้ในชี วิตประจําวันในลักษณะทีสาขาวิชาต่างๆ มี ความสัมพันธ์กน แต่ในกลุ่ ม
ั
นักจิ ตวิทยา Constructivists มี ความเห็ นแตกต่างกันในเรื องการเรี ยนรู ้ หรื อการสร้ างความรู ้ ว่าเกิ ดขึ นได้
อย่างไร ทังนี เนื องจากความเชื อพืนฐานของ Constructivism ซึ งมีรากฐานมาจาก 2 แหล่ ง คือจากทฤษฎี
พัฒนาการของพีอาเจต์ และวิก็อทสกี ทฤษฎี Constructivism จึงแบ่งออกเป็ น 2 ทฤษฎี คือ
1. Cognitive Constructivism หมายถึ งทฤษฎีการเรี ยนรู ้ พุทธิ ปัญญานิ ยมทีมีรากฐานมาจากทฤษฎี
พัฒนาการของพีอาเจต์ ทฤษฎี นีถื อว่าผูเ้ รี ยนเป็ นผูกระทํา (active) และเป็ นผูสร้ างความรู ้ ขึนเองในใจเอง
้ ้
ปฏิ สัมพันธ์ทางสังคมมีบทบาทในการก่อให้เกิ ดความไม่สมดุลทางพุทธิ ปัญญาขึน เป็ นเหตุให้ผูเ้ รี ยนปรับ
่
ความเข้าใจเดิมทีมีอยูให้เข้ากับข้อมูลข่าวสารใหม่จนกระทังเกิดความสมดุลทางพุทธิ ปัญญา หรื อเกิดความรู ้
ใหม่ขึน
2. Social Constructivism เป็ นทฤษฎี ทีมีพืนฐานมาจากทฤษฎี พฒนาการของวิก็อทสกี ซึ งถื อว่า
ั
ผูเ้ รี ยนสร้างความรู ้ดวยการมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมกับผูอืน (ผูใหญ่หรื อเพือน) ในขณะทีผูเ้ รี ยนมีส่วนร่ วมใน
้ ้ ้
กิจกรรมหรื องาน ในสภาวะสังคม (Social Context) ซึ งเป็ นตัวแปรทีสําคัญและขาดไม่ได้ ปฏิ สัมพันธ์ทาง
สังคมทําให้ผเู ้ รี ยนสร้างความรู ้ดวยการเปลียนแปรความเข้าใจเดิมให้ถูกต้องหรื อซับซ้อนกว้างขวางขึน
้
ทิศนา แขมมณี (2547) ได้กล่าวถึงการประยุกต์ใช้ทฤษฎีคอนสตรัคติวซึมในการเรี ยนการสอน ว่า
ิ
สามารถทําได้หลายประการ ดังนี
1. ตามทฤษฎีการสร้างความรู ้ ผลของการเรี ยนรู ้จะมุ่งเน้นทีกระบวนการสร้างองค์ความรู ้ (process
of knowledge construction) และการตระหนักรู ้ ในกระบวนการนัน (reflexive awareness of process)
เป้ าหมายการเรี ยนรู ้ จะต้องมาจากการปฏิ บติงานจริ ง (authentic tasks) ครู จะต้องเป็ นตัวอย่างและฝึ กฝน
ั
กระบวนการเรี ยนรู ้ให้ผเู ้ รี ยนเห็น ผูเ้ รี ยนจะต้องฝึ กฝนการสร้างความรู ้ดวยตนเอง
้
- 32.
25
2. เป้ าหมายของการสอนจะเปลียนจากการถ่ายทอดให้ผเู ้ รี ยนได้รับสาระความรู ้ ทีแน่นอนตายตัว
ไปสู่ การสาธิ ตกระบวนการแปลและสร้ างความหมายที หลากหลาย การเรี ย นรู ้ ท กษะต่า งๆ จะต้องให้มี
ั
ประสิ ทธิ ภาพถึงขันทําได้และแก้ปัญหาจริ งได้
3. ในการเรี ยนการสอน ผูเ้ รี ยนจะเป็ นผูมีบทบาทในการเรี ยนรู ้อย่างตืนตัว (active) ผูเ้ รี ยนจะต้อง
้
เป็ นผูจดกระทํากับข้อมูลหรื อประสบการณ์ ต่างๆ และจะต้องสร้างความหมายให้กบสิ งนันด้วยตนเอง โดย
้ั ั
การให้ผูเ้ รี ยนอยู่ในบริ บทจริ ง ซึ งไม่ได้หมายความว่าผูเ้ รี ยนจะต้องออกไปยังสถานทีจริ งเสมอไป แต่อาจ
จัดเป็ นกิ จกรรมที เรี ยกว่า “physical knowledge activities” ซึ งเป็ นกิ จกรรมที เปิ ดโอกาสให้ผูเ้ รี ยนมี
ั
ปฏิสัมพันธ์กบสื อ วัสดุอุปกรณ์ สิ งของหรื อข้อมูลต่างๆ ทีเป็ นของจริ งและมีความสอดคล้องกับความสนใจ
ของผูเ้ รี ยน โดยผูเ้ รี ยนสามารถจัดกระทํา ศึกษา สํารวจ วิเคราะห์ ทดลอง ลองผิดลองถูกกับสิ งนันๆ จนเกิ ด
เป็ นความรู ้ความเข้าใจขึน ดังนันความเข้าใจเป็ นสิ งทีเกิดขึนจากกระบวนการคิดการจัดกระทํากับข้อมูล มิใช่
เกิดขึนได้ง่าย จากการได้รับข้อมูลหรื อมีขอมูลเพียงเท่านัน
้
4. ในการจัดการเรี ยนการสอนครู จะต้องพยายามสร้างบรรยากาศทางสังคม จริ ยธรรม ให้เกิ ดขึน
กล่าวคือ ผูเ้ รี ยนจะต้องมีโอกาสเรี ยนรู ้ ในบรรยากาศทีเอือต่อการปฏิสัมพันธ์ทางสังคม ซึ งทางสังคมถื อว่า
เป็ นปั จจัยสําคัญของการสร้ างความรู ้ เพราะลําพังกิจกรรมและวัสดุ อุปกรณ์ ทงหลายทีครู จดให้หรื อผูเ้ รี ยน
ั ั
แสวงหามาเพือการเรี ยนรู ้ไม่เป็ นการเพียงพอ ปฏิสัมพันธ์ทางสังคม การร่ วมมือ และการแลกเปลียนความรู ้
ความคิด และประสบการณ์ระหว่างผูเ้ รี ยนกับผูเ้ รี ยน และบุคคลอืนๆ จะช่วยให้การเรี ยนรู ้ของผูเ้ รี ยนกว้างขึน
ซับซ้อนขึน และหลากหลายขึน
5. ในการเรี ยนการสอน ผูเ้ รี ยนมี บทบาทในการเรี ยนรู ้ อย่างเต็มที โดยผูเ้ รี ยนจะนําตนเองและ
ควบคุ มตนเองในการเรี ยนรู ้ เช่ น ผูเ้ รี ยนจะเป็ นผูเ้ ลื อกสิ งทีต้องการเรี ยนเอง ตังกฎระเบียบเอง แก้ปัญหาที
เกิ ดขึ นเอง ตกลงกันเองเมื อเกิ ดความขัดแย้ง หรื อมี ความคิ ดเห็ นแตกต่า งกัน เลื อกผูร่วมงานได้เอง และ
้
รับผิดชอบในการดูแลรักษาห้องเรี ยนร่ วมกัน
6. ในการเรี ยนการสอนแบบสร้ างความรู ้ ครู จะมี บทบาทแตกต่างไปจากเดิ ม คื อจากการเป็ นผู ้
ถ่ายทอดความรู ้และควบคุมการเรี ยนรู ้ เปลียนไปเป็ นการให้ความร่ วมมือ อํานวยความสะดวก และช่วยเหลือ
ผูเ้ รี ยนในการเรี ยนรู ้ คือการเรี ยนการสอนจะต้องเปลียนจาก “instruction” ไปเป็ น “construction” คือเปลียน
จาก “การให้ความรู ้” ไปเป็ น “การให้ผเู ้ รี ยนสร้างความรู ้” บทบาทของครู ก็คือ จะต้องทําหน้าทีช่วยสร้างแจง
จูงใจภายในให้เกิดแก่ผเู ้ รี ยน จัดเตรี ยมกิจกรรมการเรี ยนรู ้ทีตรงกับความสนใจของผูเ้ รี ยน ดําเนิ นกิจกรรมให้
เป็ นไปในทางทีส่ งเสริ มพัฒนาการเรี ยนรู ้ของผูเ้ รี ยน ให้คาปรึ กษาแนะนํา ทังทางด้านวิชาการและด้านสังคม
ํ
แก่ผเู ้ รี ยน ดูแลให้ความช่วยเหลือผูเ้ รี ยนทีมีปัญหา และประเมินการเรี ยนรู ้ของผูเ้ รี ยน นอกจากนันครู ยงต้องมี
ั
ั
ความเป็ นประชาธิ ปไตยและมีเหตุผลในการสัมพันธ์กบผูเ้ รี ยนด้วย
- 33.
26
7. ในด้านการประเมิ นผลการเรี ยนการสอน เนื องจากการเรี ยนรู ้ ตามทฤษฎี คอนสตรั คติ วิซึมนี
ขึ นกับความสนใจและการสร้ างความหมายที แตกต่างกันของบุ ค คล ผลการเรี ยนรู ้ ทีเกิ ดขึ นจึ ง มี ลกษณะ
ั
หลากหลาย ดังนันการประเมินผลจึงจําเป็ นต้องมีลกษณะเป็ น “goal free evaluation” ซึ งก็หมายถึ งการ
ั
ประเมินตามจุดมุ่งหมายในลักษณะที ยืดหยุ่นกันไปในแต่ละบุ คคล หรื ออาจใช้วิธีการที เรี ยกว่า “socially
negotiated goal” และการประเมินควรใช้วิธีการหลากหลาย ซึ งอาจเป็ นการประเมินจากเพือน แฟ้ มผลงาน
รวมทังการประเมินตนเองด้วย นอกจากนีการวัดผลจําเป็ นต้องอาศัยบริ บทจริ งทีมีความซับซ้อนเช่นเดียวกับ
การจัดการเรี ยนการสอนทีต้องอาศัยบริ บท กิจกรรม และงานทีเป็ นจริ ง การวัดผลจะต้องใช้กิจกรรมหรื องาน
ในบริ บทจริ งด้วย ซึ งในกรณี ทีจําเป็ นต้องจําลองของจริ งมา ก็สามารถทําได้ แต่เกณฑ์ทีใช้ควรเป็ นเกณฑ์ที
ใช้ในโลกของความเป็ นจริ ง (real world criteria) ด้วย
จากทีได้กล่าวถึ งคําว่า Social Media และทฤษฎี คอนสตรัคติวิซึม ทําให้เห็ นได้ว่าทังเครื องและ
ทฤษฎี ทีกล่ าวถึ งสามารถนํามาใช้ร่วมกันในการจัดการเรี ยนการสอนในชันเรี ยนได้เป็ นอย่างดี เนื องจาก
เครื องมือ Social Media สามารถช่ วยให้นกเรี ยนสื บค้นข้อมูลจากอินเตอร์ เน็ต จากครู จากเพือน หรื อผูมี
ั ้
ความรู ้อืนๆ ได้อย่างรวดเร็ ว เพราะเป็ นเครื อข่ายทางสังคมออนไลน์ขนาดใหญ่ อีกทังยังสามารถใช้เป็ นสื อ
ในการรวบรวมองค์ความรู ้ทีได้สืบค้นมา แล้วทําการวิเคราะห์ และสังเคราะห์จนเกิดเป็ นองค์ความรู ้ทีตนเอง
ประดิ ษ ฐ์ขึน เมื อได้องค์ค วามรู ้ ที สมบูรณ์ และได้รับการตรวจสอบว่าถู ก ต้องแล้ว ผูเ้ รี ยนก็ย งสามารถใช้
ั
เครื องมือ Social Media ในการจัดเก็บ บันทึก เป็ นองค์ความรู ้ และเผยแพร่ ต่อสาธารณชนต่อไป เพือให้
บุ ค คลในสั ง คมออนไลน์ ไ ด้ร่ วมกันวิ จารณ์ ติ ช ม รวมทังให้ ข ้อเสนอแนะได้อี ก ด้วย และถ้า หากมองที
กระบวนการจัดการเรี ยนการสอน ก็จะสามารถนําเครื องมือ Social Media มาใช้สอนโดยยึดผูเ้ รี ยนเป็ นสําคัญ
ได้ เพราะนักเรี ยนคือผูทีสร้างเนือหาด้วยตนเอง ใช้เครื องมือ Social Media ในการค้นคว้า รวบรวม วิเคราะห์
้
และสังเคราะห์เป็ นความรู ้ได้ดวยตนเอง จนกระทังทําการบันทึกของในสื อ Social Media ของตน แต่ก็ใช่วา
้ ่
่
Social Media ทุกชนิดทีอยูบนสังคมออนไลน์ในปั จจุบนนีจะสามารถนํามาใช้ในการจัดการเรี ยนการสอนใน
ั
ทุกรายวิชาได้อย่างเหมาะสมเสมอไป ครู ควรให้คาแนะนําในการเลือกใช้สือต่างๆ สําหรับนักเรี ยน อธิ บาย
ํ
ให้เห็นถึงประโยชน์ และคุณค่าทีจะทํามาใช้ต่อ โดยสื อ Social Media ทีสําคัญทีจะสามารถนํามาใช้ในการ
จัดการเรี ยนการสอนได้ จะขอยกตัวอย่าง ดังต่อไปนี
Weblog หรือ Blog
Wikipedia (www, 2552) ได้ให้ความหมายของ Weblog ไว้วา ่
“Blog is a type of website or part of a website. Blogs are usually maintained by an individual
with regular entries of commentary, descriptions of events, or other material such as graphics or video.
Entries are commonly displayed in reverse-chronological order. Blog can also be used as a verb, meaning
to maintain or add content to a blog”
- 34.
27
ดังนัน Blog ก็คือการบันทึกบทความของตนเอง (Personal Journal) ลงบนเว็บไซต์ โดยเนื อหาของ
่
blog นันจะครอบคลุมได้ทุกเรื อง ไม่วาจะเป็ นเรื องราวส่ วนตัว หรื อเป็ นบทความเฉพาะด้านต่างๆ เช่น เรื อง
การเมือง เรื องกล้องถ่ายรู ป เรื องกีฬา เรื องธุ รกิ จ เป็ นต้น โดยจุดเด่นทีทําให้บล็อกเป็ นทีนิ ยมก็คือ ผูเ้ ขียน
บล็อก จะมีการแสดงความคิดเห็นของตนเอง ใส่ ลงไปในบทความนัน ๆ โดยบล็อกบางแห่ ง จะมีอิทธิ พลใน
การโน้มน้าวจิตใจผูอ่านสู งมาก แต่ในขณะเดียวกัน บางบล็อกก็จะเขียนขึนมาเพือให้อ่านกันในกลุ่มเฉพาะ
้
เช่นกลุ่มเพือน ๆ หรื อครอบครัวตนเอง (กติกา สายเสนีย,์ 2548)
Blog เป็ นเครื องมือที ครู ผูสอนสามารถนํามาใช้ประกอบการจัดการเรี ยนการสอนได้เป็ นอย่างดี
้
เพราะจากหน้าทีและประโยชน์ของ Blog คือการเขียนเรื องราว บทความ สาระ ประสบการณ์ หรื อความรู ้ที
ได้รับ เก็บสะสมไว้อย่างเป็ นหมวดหมู่ การแนะนําให้นกเรี ยนรู ้จกการเขียน Blog จะช่วยให้ผเู ้ รี ยนรู ้จกการ
ั ั ั
วิเคราะห์ และสังเคราะห์ความรู ้ ประสบการณ์ต่างๆ ออกมาเป็ นลายลักษณ์ อกษร โดยความรู ้นนอาจจะมา
ั ั
จากการรวบรวม ค้นคว้า ศึกษา และกลันกรองออกมาเป็ นความเข้าใจของตนเอง ซึ งก็จะตรงกับทฤษฎี การ
สร้างองค์ความรู ้ (Constructivism) ด้วย และลักษณะทีสําคัญของ Blog อีกประการหนึ งก็คือ ผูทีเข้ามาเยียม
้
ชมได้แก่ ครู ผสอน เพือน หรื อบุคคลทัวไป สามารถทีจะแสดงความคิดเห็น แนะนํา หรื อให้ความรู ้เพิมเติม
ู้
ในเนื อหาทีผูเ้ ขียนได้เขียนหรื อบันทึกไว้ได้ ทําให้ผูเ้ ขียนหรื อตัวนักเรี ยนเอง สามารถปรับปรุ งและพัฒนา
องค์ความรู ้ของตนเองได้ดียงขึน
ิ
Facebook
เฟซบุ๊ก (Facebook) เป็ นเว็บไซต์เครื อข่ายสังคมสําหรับติดต่อแลกข้อมูลข่าวสาร เปิ ดใช้งานเมือ 4
กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2547 โดย มาร์ ก ซักเคอร์ เบิร์ก นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยฮาร์ เวิร์ด ในช่วงแรกนันเฟซบุ๊ก
เปิ ดให้ใช้งานเฉพาะนักศึกษามหาวิทยาลัยฮาร์ เวิร์ด ซึ งต่อมาได้ขยายตัวออกไปสําหรับมหาวิทยาลัยทัว
สหรัฐอเมริ กา และตังแต่ 11 กันยายน พ.ศ. 2549 ได้ขยายมาสําหรับผูใช้ทวไปทุกคนเหมือนในปั จจุบน
้ ั ั
(www, 2010)
หลายท่านอาจจะสงสัยว่าเฟซบุ๊กนํามาใช้ในการจัดการเรี ยนการสอนได้อย่างไร ซึ งจะขออธิ บายว่า
การจัดการเรี ยนการสอนโดยใช้ Social Media นัน ไม่ได้หมายความว่าจะต้องใช้ Facebook เป็ นเครื องมือ
หลักในการจัดการเรี ยนการสอน แต่จากสภาพสังคมในปั จจุบนทีเยาวชนหรื อนักเรี ยนส่ วนใหญ่ สามารถ
ั
เข้า ถึ ง อิ นเทอร์ เน็ ตได้นัน ทํา ให้หลายคนมี ก ารใช้เฟซบุ๊ก อยู่เป็ นประจํา อยู่แล้ว ซึ งจากปั ญหาที พบก็ คื อ
นักเรี ยนให้ความสนใจกับเฟซบุกมากเกินไป เช่น ใช้ในการพูดคุยกับเพือน เล่นเกม แสดงความคิดเห็น หรื อ
๊
แสดงรู ป และวีดีโอของตนเอง เป็ นต้น ซึ งกิจกรรมต่างๆ เหล่านี เป็ นกิจกรรมทีไม่ก่อให้เกิดประโยชน์หาก
ใช้เวลามากเกิ นไป หรื ออาจเรี ยกได้ว่านักเรี ยนมี ความหมกมุ่นกับสิ งเหล่ านี มากเกิ นไป ความสนใจที จะ
ศึกษา ทบทวนบทเรี ยน จึงมีนอยลงตามไปด้วย ดังนัน ถ้าครู ผสอนสามารถใช้เครื องมือเหล่านี เพือชักจูงให้
้ ู้
- 35.
28
นักเรี ยนใช้เฟซบุ๊กในเชิ งทีสร้างสรรค์เกิดประโยชน์ต่อตนเอง ในด้านการสร้ างความรู ้ พัฒนาสติปัญญา ก็
จะเป็ นสิ งทีเกิดประโยชน์อย่างยิง
การใช้ Facebook ในการจัดการเรี ยนการสอนนัน ไม่ได้ใช้โดยตรง แต่จะใช้ในลักษณะของการ
ั
ติดตามดูแลช่วยเหลือนักเรี ยน การส่ งงาน การบ้าน หรื อการตอบปั ญหาข้อสงสัยต่างๆ ให้กบนักเรี ยน อีกทัง
ครู ยงสามารถติ ดตามดู แลนักเรี ยนได้ เมื อนักเรี ยนขาดเรี ย น หรื อไม่ส่ งงานตามกําหนดเวลา ซึ งเป็ นการ
ั
กระตุนนักเรี ยนให้เกิ ดการเรี ยนรู ้และป้ องกันปั ญหาทีอาจจะเกิ ดขึนได้อีกวิธีการหนึ ง ซึ งสามารถสรุ ปข้อดี
้
และข้อจํากัดของเฟซบุกได้ดงนี
๊ ั
ข้ อดี
• สามารถติดตามดูพฤติกรรมของนักเรี ยนได้ตลอดเวลา
• ช่วยให้ครู และนักเรี ยนสามารถพบปะ พูดคุย สอบถามปั ญหาได้สะดวกมากขึน
• ใช้ในการส่ งงาน หรื อส่ งการบ้าน แสดงความคิดเห็น หรื อทําแบบทดสอบได้
ข้ อจํากัด
• นักเรี ยนและครู จาเป็ นทีจะต้องมีอินเทอร์ เน็ต
ํ
• เปิ ดกว้างในการแสดงความคิดเห็น ซึ งต้องระมัดระวังในบางเรื องหรื อบางกรณี
• การใช้เวลากับเฟซบุกมากเกินไปอาจจะเกิดปั ญหาอืนๆ ตามมาได้
๊
Twitter
กติกา สายเสนี ย ์ (2552) ได้กล่าวว่า ทวิตเตอร์ (Twitter) คือเว็บไซต์ทีให้บริ การ blog สัน หรื อที
ภาษาอังกฤษเรี ยกกันว่า Micro-Blog ซึ งสามารถให้ผใช้ส่งข้อความของตนเอง ให้เพือนๆ ทีติดตาม twitter
ู้
ของเราอยูอ่านได้ และเราเองก็สามารถอ่านข้อความของเพือน หรื อคนทีเราติดตามเค้าอยูได้ ซึ ง twitter ก็ถือ
่ ่
่
ได้วาเป็ นเว็บไซต์ประเภท social Media ด้วยเช่นกัน
ในรู ปแบบของ twitter นี ทีเรี ยกว่าเป็ น blog สันก็เพราะว่า twitter ให้เขียนข้อความได้ครังละไม่เกิน
่
140 ตัวอักษร ซึ งข้อความนี เมือเขียนแล้วจะไปแสดงอยูในหน้า profile ของผูเ้ ขียนนันเอง และจะทําการส่ ง
ข้อความนีไปยังสมาชิกทีติดตามผูเ้ ขียนคนนันอยู่ (follower) โดยอัตโนมัติ
สาเหตุสําคัญที twitter นันฮิ ตไปทัวโลก ก็เพราะว่ามีเครื องมือที อํานวยความสะดวกให้ผูเ้ ขียน
สามารถอัพเดทหรื อเขียนข้อความ (Tweet) จากทีไหนก็ได้ ตังแต่หน้าเว็บไซต์ บนโปรแกรมทีติดตังลงบน
เครื องคอมพิวเตอร์ หรื อแม้กระทังบนโทรศัพท์มือถื อ จึงทําให้ผเู ้ ขียน twitter นันสามารถอัพเดทได้บ่อย
เท่าทีต้องการ
- 36.
29
การจัดการเรี ยนการสอนโดยใช้ twitter นันสามารถทําได้เช่นเดียวกับการใช้เฟซบุ๊ก ซึ งครู สามารถ
ใช้ในการติ ดตามดู พ ฤติ ก รรมนัก เรี ยน การพูดคุ ย ตอบปั ญหาข้อสงสัย การให้ค า แนะนํา ต่า งๆ ผ่า นทาง
ํ
twitter ได้เช่นกัน โดยเฉพาะการแจ้งข่าวสาร การบ้าน หรื อข้อมูลสําคัญต่างๆ ระหว่างกลุ่มเพือนหรื อกลุ่มที
เรี ย นด้วยกัน ซึ งเป็ นสื อกลางที จะสื อสารได้อย่า งรวดเร็ ว นอกจากนี การแสดงความคิ ดเห็ น การระดม
่
ความคิด หรื อการวิพากษ์วจารณ์สิงต่างๆ กันผ่านทาง twitter ก็สามารถทําได้ ไม่ได้อยูในสถานทีเดียวกัน ซึ ง
ิ
ก็จะก่อให้เกิดเป็ นข้อสรุ ปทีสําคัญในเรื องนันๆ หรื อองค์ความรู ้ทีกลุ่มได้ร่วมกันระดมความคิดนันเอง แต่ก็มี
ข้อจํากัดบางประการก็คือ การสื อสารผ่านทาง twitter นัน จําเป็ นที จะต้องใช้โทรศัพท์มือถื อที สามารถ
เชื อมต่อกับอินเทอร์ เน็ตได้ เพราะการสื อสารผ่านทาง twitter ทีได้รับความนิ ยมมากเพราะสามารถสื อสาร
ผ่านทางโทรศัพท์มือถือได้ หรื อหากไม่มีโทรศัพท์มือถื อทีสามารถเชื อมต่ออินเทอร์ เน็ตได้ ก็จะได้มีเครื อง
คอมพิวเตอร์ ทีเชือมต่ออินเทอร์ เน็ตได้แทน
Slideshare และ Youtube
Slideshare และ Youtube เป็ นสื อ Social Media อีกประเภทหนึ งทีสามารถนําไปใช้ประกอบการ
จัดการเรี ยนการสอนในชันเรี ยนได้ โดยการใช้งานร่ วมกัน Blog นันก็คือ การนําเอกสารต่างๆ ได้แก่ ใบงาน
ใบความรู ้ สไลด์ทีใช้ในการจัดการเรี ยนการสอน ฯลฯ จาก Slideshare มาแสดงเป็ นบทเรี ยนไว้ใน Blog หรื อ
การนําวีดีโอทีน่าสนใจต่างๆ จาก Youtube มาแสดงไว้ใน Blog เพือให้นกเรี ยนได้เข้ามาศึกษา แสดงความ
ั
คิดเห็น หรื อวิพากษ์วจารณ์ จนเกิดเป็ นข้อสรุ ปทีเป็ นองค์ความรู ้ ความเข้าใจ ทีสร้างขึนด้วยตนเอง
ิ
เครื องมือ Social Media ทีได้กล่าวมาทังหมดสามารถนํามาใช้ในการจัดการเรี ยนการสอนเพือสร้าง
ั
องค์ความรู ้ให้กบนักเรี ยนได้อย่างไร ซึ งจะขอยกตัวอย่างวิธีการจัดการเรี ยนการสอนดังนี
ก่ อนเข้ าสู่ บทเรียน
1. ครู แนะนําให้นกเรี ยนรู ้จก Social Media เบืองต้น และให้นกเรี ยนสื บค้น หาข้อมูลเกียวกับ Social
ั ั ั
Media ว่าหมายถึ งอะไร มีลกษณะสําคัญอย่างไร มี ประโยชน์ หรื อโทษต่อผูใช้ในด้านใด กรณี ใดบ้าง มี
ั ้
่
Social Media อะไรบ้าง ทีได้ความนิยมอยูในปั จจุบน และปั จจุบนนักเรี ยนมี Social Media อะไรบ้าง
ั ั
2. การจัดการเรี ยนการสอนนี นักเรี ยนจําเป็ นทีจะต้องมี Blog เป็ นของตนเอง เพือใช้ในการสรุ ป
ความรู ้ สร้ างองค์ความรู ้ และบันทึ กองค์ความรู ้ ทีตนเองได้สร้ างขึน ดังนัน ครู ควรจัดเวลาให้นักเรี ยนได้
สมัครสมาชิก Blog ของทีใดทีหนึง ซึ ง Blog ทีเป็ นทีนิยมและใช้งานได้ฟรี ก็คือ Wordpress
3. ครู ตองศึกษาว่านักเรี ยนมีการใช้ Social Media อะไรบ้าง และใช้เวลากับสื อเหล่านันมากขนาด
้
ไหน เพือทีจะหาวิธีชกจูงให้นกเรี ยนได้ใช้สือเหล่านันในเชิงการศึกษา
ั ั
- 37.
30
ขันการสอน
1. ครู จดการเรี ยนการสอนตามทฤษฎีคอนสตรัคติวซึม โดยจัดประสบการณ์ สถานการณ์ให้นกเรี ยน
ั ิ ั
ได้ศึกษา ปฏิ บติและสรุ ปเป็ นความรู ้ ความเข้าใจของตนเอง เพือนักเรี ยนสรุ ปเป็ นความรู ้ ความเข้าใจของ
ั
ตนเองแล้ว จึงให้นกเรี ยนทําการบันทึกความรู ้นนลงใน Blog ของตนเอง ซึ งอาจจะทําทีโรงเรี ยนหรื ออาจจะ
ั ั
ทําเป็ นการบ้านได้ โดยหากมีการทําเป็ นการบ้าน นักเรี ยนก็อาจจะใช้สือ Social Media อืนๆ เช่น Facebook,
Twitter เป็ นสื อกลางในการสอบถามปั ญหา สื บค้นข้อมูล ปรึ กษา หรื อขอคําแนะนําจากเพือนหรื อครู ได้
ตลอดเวลา
2. ครู มีหน้าทีให้คาแนะนําและคอยติดตามดูสือ Social Media ของนักเรี ยนทุกคน เพือตรวจดู
ํ
พฤติกรรมการใช้งาน การทํางาน ว่าเป็ นไปตามวัตถุประสงค์ทีกําหนดไว้หรื อไม่ โดยหากเห็นประเด็นทีอาจ
ก่อนให้เกิดความเสี ยงหรื อปั ญหา ควรให้คาแนะนําหรื อพูดคุยกับนักเรี ยนคนนันเป็ นรายบุคคล
ํ
3. เมือนักเรี ยนทําการสรุ ปความรู ้ของตนเองลงใน Blog แล้ว ครู และเพือนๆ ทุกคนมีหน้าทีเข้าไป
ศึกษาเนือหา องค์ความรู ้ทีเพือนได้เขียนนัน โดยถ้าพบข้อผิดพลาดหรื อความเข้าใจทีคลาดเคลือนไป ครู และ
เพื อนสามารถให้ค า แนะนํา หรื อ แสดงความคิ ดเห็ นได้ เพื อให้ นัก เรี ย นที เป็ นเจ้า ขององค์ค วามรู ้ นันได้
ํ
ปรับปรุ งแก้ไข และทําความเข้าใจกับสิ งนันๆ ใหม่
ขันสรุ ป
เมือจบการสอนแต่ละเรื อง ครู ผูสอนควรมีการสรุ ปความรู ้ หรื อองค์ความรู ้ทีนักเรี ยนควรจะได้รับ
้
ซึ งเป็ นความรู ้ทีแท้จริ ง และนักเรี ยนทุกคนมีหน้าทีตรวจสอบ เปรี ยบเทียบองค์ความรู ้ทีตนเองได้สรุ ปไปนัน
ว่าถูกต้อง สอดคล้องกับสิ งทีครู สรุ ปมาหรื อไม่ หากไม่สอดคล้องหรื อตรงกัน ครู ตองกระตุนให้นกเรี ยนหา
้ ้ ั
่
เหตุผลให้ได้วาทําไมนักเรี ยนจึงสรุ ปเช่นนัน หรื อครู จึงสรุ ปเช่นนัน
จากทีกล่าวมาทังหมดข้างต้นเป็ นการใช้ Social Media หรื อสื อสังคมออนไลน์ ในการจัดการเรี ยน
่
การสอนตามทฤษฎี คอนสตรัคติวิซึม แต่ใช่ วา Social Media หรื ออินเทอร์ เน็ตจะช่วยพัฒนาปรับปรุ งการ
สอนในชันเรี ยนได้เสมอไป เพราะ Social Media เป็ นเพียงเครื องมือเท่านัน และมักจะมีคาถามเสมอว่าการ
ํ
ั
นําอินเทอร์ เน็ตเข้ามาใช้ในการจัดการเรี ยนการสอนในห้องเรี ยนนัน สามารถเพิมพูนความรู ้ให้กบนักเรี ยน
ได้จริ งหรื อไม่ ซึ งจากการศึกษาของนิ ตยสาร Education Weekly (Technology Counts’99 1999) (อ้างถึงใน
Kristen Nelson, 2003: 16) ผลปรากฏว่า เมือครู ทีได้รับการฝึ กฝนมาเป็ นอย่างดี นําเทคโนโลยีดงกล่าวมาใช้
ั
อย่า งมี คุณ ภาพ นัก เรี ยนจะได้คะแนนสอบสู ง ขึน แต่ หากนํา มาใช้อย่างไม่ มี ป ระสิ ท ธิ ภาพ คะแนนของ
นักเรี ยนจะไม่มีการพัฒนาหรื อสอบไม่ผ่าน ซึ งทําให้สรุ ปได้ว่า วิธีการใช้คอมพิวเตอร์ มีความสําคัญกว่า
ความถี หรื อระยะเวลาที ใช้ค อมพิ วเตอร์ ครู ผูส อนควรมองว่า เทคโนโลยีเป็ นเพี ยงเครื องมื อในชันเรี ย น
้
มากกว่า เป็ นจุ ดเน้นของการเรี ยนในห้องเรี ยน ครู ควรใช้เครื องมื อการเรี ย นการสอนชนิ ดนี ประกอบกับ
- 38.
31
ความรู ้ ทีครูมีเกี ยวกับทฤษฎี การสอนต่างๆ เพือเสริ มสร้ างให้ขบวนการเรี ยนรู ้ มีพลังเพิมขึน มีความหมาย
และไม่ลบเลื อนอย่างง่ายดาบไปจากความทรงจําของผูเ้ รี ยน เพือให้ผูเ้ รี ยนเกิ ดการพัฒนาทังทางด้านพุทธิ
พิสัย จิตพิสัย และทักษะพิสัย
- 39.
32
งานวิจัยทีเกียวข้ อง
งานวิจัยในประเทศ
ธนาธร ทะนานทอง (2551) ได้พฒนาระบบการจัดการเรี ยนการสอนโดยใช้เทคโนโลยีเว็บบล็อก
ั
ซึ งเป็ นเว็บ 2.0 ในยุคของการติดต่อสื อสารข้อมูลบนอินเทอร์ เน็ตทีมีการแลกเปลียนข้อมูลต่างๆ มากขึน เช่น
เสี ยง รู ปภาพ และวีดีโอ เป็ นต้น ซึ งเทคโนโลยีเว็บบล็อกนี เป็ นอี กหนึ งเทคโนโลยีทีอยู่ในยุคเว็บ 2.0 มี
ลักษณะเป็ นเว็บ 2.0 เป็ นเว็บไซต์ส่วนตัวทีมีรูปแบบง่ายต่อการใช้งานและการจัดการเนือหาภายใน ดังนันจะ
ั
พบว่ามีผูใช้เว็บบล็อกเพิมขึนอย่างรวดเร็ วในระยะเวลาอันสัน จากการทีเว็บบล็อกเป็ นที นิ ยมใช้กนอย่าง
้
แพร่ หลาย จึงก่อให้เกิดสังคมออนไลน์และองค์ความรู ้ใหม่เกิดขึน การใช้เว็บบล็อกในการเผยแพร่ บนทึกผล
ั
การเปลี ยนแปลงที เกิ ดขึนในระหว่างการทําวิจย การใช้เว็บบล็อกเป็ นเวทีในการเปิ ดโอกาสให้ผูอืนแสดง
ั ้
ความคิดเห็นต่อบทบาทของเจ้าของเว็บบล็อก และการใช้เว็บบล็อกในระบบพาณิ ชย์อิเล็กทรอนิ กส์ เป็ นต้น
โดยสังคมออนไลน์และองค์ความรู ้ต่างๆ เหล่านีนับว่าเป็ นจุดเริ มต้นของประเทศไทยในการก้าวไปสู่ ยุคของ
เว็บ 2.0 อย่างแท้จริ ง ในงานวิจยนี ทําการศึกษาและพัฒนาเว็บบล็อกสําหรับใช้ในการจัดการเรี ยนการสอน
ั
เพือเป็ นอีกทางเลือกหนึ งในการจัดการเรี ยนการสอน ทีมีขนตอนในการจัดการข้อมูลได้ง่ายและสะดวกต่อ
ั
การใช้งาน อีกทังยังเพิมความรวดเร็ วในการค้นหาและการนําข้อมูลในระบบไปใช้ เนืองจากเว็บบล็อกนันใช้
เทคโนโลยี RSS ทีมีรูปแบบการเก็บข้อมูลเป็ นไฟล์ XML โดยระบบดังกล่าวจะเป็ นสังคมออนไลน์ทางด้าน
การศึกษารู ปแบบใหม่ ทีเปิ ดโอกาสให้ทุกคนมีส่วนร่ วมและเป็ นส่ วนหนึงของสังคมการศึกษาออนไลน์
ปรั ช ญนั น ท์ นิ ล สุ ข (2550) ทํา การพัฒ นามัล ติ เ ว็ บ บล็ อ กเพื อการจัด การเรี ยนรู ้ สํ า หรั บ
สถาบันอุ ดมศึกษา เป็ นการวิจยและพัฒนามัลติ เว็บบล็อกเพือการจัดการเรี ยนรู ้ โดยศึ กษาพฤติ กรรมการ
ั
จัดการเรี ยนรู ้ เจตคติและความพึงพอใจต่อมัลติเว็บบล็อกในการจัดการเรี ยนรู ้ กลุ่มตัวอย่างเป็ นอาจารย์และ
เจ้าหน้าทีของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนื อ จํานวน 35 คน ผลการวิจยพบว่า 1) การ
ั
วิเคราะห์ ออกแบบและพัฒนามัลติเว็บบล็อกในการจัดการเรี ยนรู ้สําหรับสถาบันอุดมศึกษา พบว่า มัลติเว็บ
บล็อก ประกอบไปด้วยระบบใหม่ ได้แก่ ส่ วนของผูดูแลระบบ ส่ วนการจัดการลิงค์ ส่ วนการจัดการสมาชิ ก
้
ส่ วนการจัดการเว็บบอร์ ด และส่ วนของบล็อกเกอร์ 2) ผลการศึกษาพฤติกรรมการจัดการเรี ยนรู ้ดวยมัลติเว็บ
้
บล็อกของอาจารย์และเจ้าหน้าที พบว่า ส่ วนใหญ่มีประสบการณ์ การทํางานตํากว่า 5 ปี มีประสบการณ์ใน
การใช้คอมพิวเตอร์ ตงแต่ 5 – 10 ปี ประสบการณ์ในการใช้อินเทอร์ เน็ตตังแต่ 5 – 10 ปี มีประสบการณ์ใน
ั
การใช้เว็บบล็อกระดับปานกลาง เป็ นส่ วนมาก มีความถีในการใช้บล็อกทุกวัน ระยะเวลาในการใช้บล็อกแต่
- 40.
33
่
ละครัง 1 – 2 ชัวโมง ช่วงเวลาทีเขียนบล็อกส่ วนใหญ่อยูระหว่างเวลา 17.01 – 23.00 จํานวนข้อมูลทีส่ งขึน
บนเว็บบล็อก น้อยกว่า 3 ข้อมูล และสถานทีใช้เว็บบล็อก ส่ วนใหญ่ร้านอินเทอร์ เน็ต คิดเป็ นร้อยละ 50 3)
ผลการศึกษาเจตคติ และความพึงพอใจในการจัดการความรู ้ ด้วยมัลติเว็บบล็อกของอาจารย์และเจ้าหน้าที
่
พบว่า เจตคติและความพึงพอใจต่อการจัดการความรู ้ดวยมัลติเว็บบล็อกอยูในระดับมาก
้
ขวัญชี วา ว่องนิ ติธรรม (2551) ทําการวิจยเรื องการใช้แนวการสอนเขียนแบบเน้นกระบวนการและ
ั
เว็บบล็อกเพิ มเพิ มพูนความสามารถในการเขี ย นภาษาอังกฤษและแรงจู ง ใจใฝ่ สั มฤทธิ ในการเขี ย นของ
นักเรี ยนระดับก้าวหน้า โดยมีวตถุ ประสงค์การวิจยเพือเปรี ยบเทียบความสามารถในการเขียนภาษาอังกฤษ
ั ั
และแรงจูงใจใฝ่ สัมฤทธิในการเขียนของนักเรี ยนระดับก้าวหน้าก่อนและหลังการใช้แนวการสอนเขียนแบบ
เน้นกระบวนการและเว็บบล็อก กลุ่ มเป้ าหมายที ใช้ในการวิจยครังนี คื อ นักเรี ยนชันมัธยมศึ กษาปี ที 5/1
ั
โรงเรี ยนหางดงรัฐราษฎร์ อุปถัมภ์ อําเภอหางดง จังหวัดเชี ยงใหม่ ทีเรี ยนวิชาภาษาอังกฤษอ่าน – เขียน ภาค
เรี ยนที 2 ปี การศึกษา 2550 จํานวน 30 คน เครื องมือทีใช้ในการทดลอง ได้แก่ แผนการสอนเขียนแบบเน้น
กระบวนการและเว็บ บล็ อก จํา นวน 13 แผน เครื องมื อที ใช้ใ นการเก็ บ ข้อ มู ล ได้แก่ แบบทดสอบวัด
ความสามารถในการเขียนภาษาอังกฤษ และแบบวัดแรงจูงใจใฝ่ สัมฤทธิ ในการเขียนภาษาอังกฤษ ซึ งทําการ
ทดสอบและวัดก่อนและหลังการเรี ยนโดยใช้แนวการสอนเขียนแบบเน้นกระบวนการและเว็บบล็อก แล้วนํา
ข้อมูลทีได้มาวิเคราะห์โดยการหาค่าเฉลีย ส่ วนเบียงเบนมาตรฐาน และค่าร้อยละ โดยผลการวิจยสรุ ปได้ดงนี
ั ั
1) นักเรี ยนทีเรี ยนโดยการใช้แนวการสอนแบบเน้นกระบวนการและเว็บบล็อกมีความสามารถในการเขียน
ภาษาอังกฤษหลังการทดลองสู งกว่าก่อนการทดลอง 2) นักเรี ยนมีแรงจูงใจใฝ่ สัมฤทธิ ทางการเรี ยนสู งขึน
หลังจากได้เรี ยนโดยการใช้แนวการสอนเขียนแบบเน้นกระบวนการและเว็บบล็อก
จากการศึกษาตรวจเอกสารและศึกษาเอกสารทีเกียวข้องตามทีได้กล่าวมาข้างต้น พบว่า การจัดการ
เรี ยนการสอนโดยใช้เว็บบล็อกและสื อสังคมออนไลน์ สามารถส่ งเสริ มการเรี ยนรู ้ของนักเรี ยนได้เป็ นอย่างดี
ทําให้ผลสัมฤทธิ ทางการเรี ยนสู งขึน อีกทังยังเป็ นแรงจูงใจทีช่ วยให้ผเู ้ รี ยนเกิ ดการเรี ยนรู ้ อยากทีจะเรี ยนรู ้
และใฝ่ เรี ยนรู ้ อีกด้วย ด้วยเหตุนีผูวิจยจึงมีแนวคิดทีจะนําสื อสังคมออนไลน์และเว็บบล็อกเข้ามาใช้ในการ
้ ั
จัดการเรี ยนการสอน เพือส่ งเสริ มให้นกเรี ยนเป็ นผูเ้ รี ยนทีก้าวทันเทคโนโลยี และเรี ยนวิชาคอมพิวเตอร์ อย่าง
ั
มีความสุ ข ได้รับความรู ้ และมีผลสัมฤทธิทางการเรี ยนสู งขึน
- 41.
บทที 3
วิธีดําเนินการวิจัย
การวิ จ ัย เรื องการจัด การเรี ย นรู ้ โ ดยใช้ Social Media ตามทฤษฎี ก ารสร้ า งองค์ ค วามรู ้
(Constructivism) ของนักเรี ยนชันมัธยมศึกษาปี ที 4 โรงเรี ยนเตรี ยมอุดมศึกษาพัฒนาการ ลําลูกกา เป็ นการ
วิจยเชิ งทดลอง (Experimental Research) โดยมีแบบแผนการวิจยแบบ One Group Pretest – Posttest Design
ั ั
โดยมีนกเรี ยนชันมัธยมศึกษาปี ที 4/1 ปี การศึกษา 2553 โรงเรี ยนเตรี ยมอุดมศึกษาพัฒนาการ ลําลูกกา สังกัด
ั
สํานักงานเขตพืนทีการศึกษามัธยมศึกษาเขต 4 เป็ นกลุ่มตัวอย่างทีใช้ในการทดลอง ซึ งมีรายละเอียดและ
ขันตอนในการดําเนินการวิจยดังนี
ั
ขันเตรียมการ
1. ประชากร
ประชากรทีใช้ในการวิจยครังนี คือนักเรี ยนระดับชันมัธยมศึกษาปี ที 4 โรงเรี ยนเตรี ยมอุดมศึกษา
ั
พัฒนาการ ลําลูกกา ปี การศึกษา 2553 จํานวน 3 ห้องเรี ยน รวมนักเรี ยนทังหมด 133 คน
2. กลุ่มตัวอย่ าง
กลุ่มตัวอย่างทีใช้ในการวิจยครังนี คือนักเรี ยนระดับชันมัธยมศึกษาปี ที 4 โรงเรี ยนเตรี ยมอุดมศึกษา
ั
พัฒนาการ ลําลูกกา ปี การศึกษา 2553 ทีได้จากการสุ่ มห้องเรี ยนอย่างง่าย (Simple Random Sampling) มา 1
ห้องเรี ยน ได้หองเรี ยน 4/1 ซึ งมีนกเรี ยนจํานวน 43 คน เป็ นกลุ่มทดลอง
้ ั
3. ตัวแปรทีศึกษา
ตัวแปรทีศึกษาสําหรับการวิจยครังนีประกอบด้วย
ั
ตัวแปรจัดกระทํา คือ การจัดการเรี ยนการสอนโดยใช้ Social Media ตามทฤษฎีการสร้างองค์ความรู ้
(Constructivism)
- 42.
35
ตัวแปรตาม ได้แก่
1. ผลสัมฤทธิ ทางการเรี ยนวิชาการสร้างงานสื อผสม
2. ความสามารถในการสร้างองค์ความรู ้
3. ความสามารถในการใช้เครื องมือ Social Media
4. ความพึงพอใจของนักเรี ยนทีมีต่อการจัดการเรี ยนการสอนด้วย Social Media ตามทฤษฎี
การสร้างองค์ความรู ้ (Constructivism)
4. การศึกษาค้ นคว้ าข้ อมูล
4.1 ศึกษาเอกสาร ตํารา และงานวิจยทีเกียวข้องกับแผนทีความคิด เพือเป็ นแนวทางในการ
ั
กําหนดเนื อหาในแผนการจัดการเรี ยนรู ้ การจัดกิจกรรมการเรี ยนรู ้ และการสร้างเกณฑ์การตรวจให้คะแนน
ในการวัดผลและประเมินผลการเรี ยนรู ้
4.2 ศึกษา Social Media ทีจะนํามาใช้ในการจัดการเรี ยนการสอน ประโยชน์ของสื อสังคม
ออนไลน์นนๆ และเลือกสื อสังคมออนไลน์หรื อ Social Media ทีจะเกิดประโยชน์ต่อตัวนักเรี ยนมากทีสุ ดมา
ั
ใช้ในการจัดการเรี ยนการสอน
4.3 ศึกษาเอกสารและตําราเกียวกับการสร้างองค์ความรู ้ดวยตนเอง (Constructivism) เพิม
้
นํามาใช้ในการจัดการเรี ยนการสอนร่ วมกับการใช้ Social Media
5. เครืองมือทีใช้ ในการวิจัย ประกอบด้วย
1. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิทางการเรี ยน วิชาการสร้างงานสื อผสม
2. แบบประเมินความสามารถในการสร้างองค์ความรู ้
3. แบบประเมินความสามารถในการใช้ Social Media
4. แบบสอบถามความพึ ง พอใจที มี ต่อ การเรี ย นวิ ช าการสร้ า งงานสื อผสม ระดับ ชัน
มัธยมศึกษาปี ที 4 ทีสอนโดยใช้ Social Media ตามทฤษฎีการสร้างองค์ความรู ้ (Constructivism)
- 43.
36
6. การสร้ างเครืองมือทีใช้ ในการวิจัย
1. การสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ ทางการเรี ยน วิชาการสร้างงานสื อผสม ก่อนเรี ยน
และหลังเรี ยนเป็ นข้อสอบชุ ดเดียวกัน จํานวน 30 ข้อ ลักษณะข้อสอบเป็ นแบบปรนัยชนิ ด 4 ตัวเลือก และ
ข้อสอบแบบเติมคําตอบจํานวน 7 ข้อ ข้อสอบทังสองชนิ ดให้คะแนนโดยตอบถูกได้ 1 คะแนน ตอบผิดได้ 0
คะแนน มีขนตอนการสร้างดังนี
ั
1.1 ศึกษาหลักสู ตรแกนกลางการศึกษาขันพืนฐาน พ.ศ. 2551 กลุ่มสาระการเรี ยนรู ้
การงานอาชีพและเทคโนโลยี มาตรฐานที ง 3.1 ตัวชีวัดและผลการเรี ยนรู ้ทีเกียวข้อง
1.2 ศึกษาทฤษฎี หลักการ และวิธีการสร้ างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ ทางการ
เรี ยน
1.3 ศึกษาเนือหา วิเคราะห์เนือหา บทเรี ยน
1.4 สร้างตารางวิเคราะห์ขอสอบ
้
1.5 สร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ ทางการเรี ยน วิชาการสร้ างงานสื อผสม เป็ น
ข้อสอบแบบปรนัย 4 ตัวเลื อก จํานวน 30 ข้อ และทดสอบทีสร้ างขึ นยึดตัวชี วัดที กําหนดในหลักสู ตร
แกนกลางการศึกษาขันพืนฐานเป็ นหลัก ครอบคลุมจุดประสงค์การเรี ยนรู ้
1.6 นําแบบทดสอบไปใช้กลับกลุ่มตัวอย่าง
2. การสร้างแบบประเมินความสามารถในการสร้างองค์ความรู ้ มีขนตอนการสร้างดังนี
ั
2.1 ศึกษาวิธีการสร้างแบบประเมิน และการสร้างเกณฑ์แบบ Rubric Score
2.2 สร้างเกณฑ์แบบ Rubric Score ให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ และภาระงานที
ต้องการประเมิน
- 44.
37
ตารางที 1 เกณฑ์การประเมินความสามารถในการสร้างองค์ความรู้
ประเด็นการ ระดับคะแนน
ประเมิน 5 4 3 2 1
1. การรวบรวม รวบรวมข้อมูล รวบรวมข้อมูล รวบรวมข้อมูล รวบรวมข้อมูล รวบรวมข้อมูล
ข้ อมูล ได้จากหลาย ได้จากหลาย ได้จากหลาย ได้จากหลาย ได้นอย ข้อมูล
้
แหล่งเรี ยนรู ้ แหล่งเรี ยนรู ้ แหล่งเรี ยนรู ้ แหล่งเรี ยนรู ้ ไม่ครบถ้วน
ข้อมูลทีได้มี ข้อมูลทีได้มี ข้อมูลทีได้มี ข้อมูลทีได้ขาด ไม่ถูกต้อง ไม่
ความ ความ ความ ความ สามารถนําไป
หลากหลาย หลากหลาย หลากหลาย มี หลากหลาย วิเคราะห์ได้
ถูกต้อง ถูกต้อง แต่ไม่ ข้อมูลบางส่ วน นํามาจากแหล่ง
ครบถ้วน ครบถ้วน ไม่ถูกต้อง และ เดียวหรื อสอง
สามารถนําไป ไม่ครบถ้วน ข้อมูลไม่ครบ
วิเคราะห์ได้ ไม่ถูกต้อง
2. การวิเคราะห์ วิเคราะห์ขอมูล วิเคราะห์ขอมูล วิเคราะห์ขอมูล
้ ้ ้ วิเคราะห์ขอมูล
้ วิเคราะห์ขอมูล
้
ข้ อมูล ได้ดี แยกเป็ น ได้ดี แยกเป็ น ได้ดี แยกเป็ น ได้ดี แต่ยงครบ
ั ไม่ได้หรื อ
ประเด็นอย่าง ประเด็นอย่าง ประเด็นอย่าง ทุกประเด็นที วิเคราะห์
ชัดเจน ทัง ชัดเจน ทัง ชัดเจน แต่ สําคัญ ผิดพลาด
ประเด็นหลัก ประเด็นหลัก ไม่ได้แยกเป็ น
และประเด็น และประเด็น ประเด็นหลัก
ย่อย พร้อมทัง ย่อย แต่ยง ั และประเด็น
อธิ บาย อธิ บาย ย่อย อธิ บายแต่
รายละเอียดได้ รายละเอียดได้ ละประเด็นได้ดี
ถูกต้องในแต่ ไม่ครบถ้วน
ละประเด็น
3. การสั งเคราะห์ สังเคราะห์ สังเคราะห์ สังเคราะห์ สังเคราะห์ สังเคราะห์
ความรู้ ความรู ้ได้ดี ความรู ้ได้ดี ความรู ้ได้ดี แต่ ความรู ้ได้ แต่ ความรู ้ไม่ได้
ครบถ้วนตาม ครบถ้วนตาม ยังมีบาง ยังไม่ครบทุก
ประเด็นที ประเด็นที ประเด็นทียัง ประเด็น
ต้องการ และ ต้องการ แต่ยง สังเคราะห์ไม่
ั
อธิ บายได้ อธิ บายได้ไม่ ครบถ้วน
ละเอียดถีถ้วน ละเอียด
- 45.
38
ประเด็นการ ระดับคะแนน
ประเมิน 5 4 3 2 1
4. ความถูกต้ อง ความรู ้ทีเกิด ความรู ้ทีเกิด ความรู ้ทีเกิด ความรู ้ทีเกิด ความรู ้ทีเกิด
ของความรู้ จากการ จากการ จากการ จากการ จากการ
สังเคราะห์มี สังเคราะห์มี สังเคราะห์มี สังเคราะห์มี สังเคราะห์ขาด
ความถูกต้อง ความถูกต้อง ความถูกต้อง ความถูกต้อง ความถูกต้อง
ครบทุก ครบทุก เป็ นส่ วนใหญ่ เป็ นส่ วนน้อย
ประเด็น ประเด็น แต่ยง อธิ บายแต่ละ
ั อธิ บายแต่ละ
อธิ บายได้ อธิ บายได้ไม่ ประเด็นได้ดี ประเด็นได้ดี
ละเอียด ละเอียด
ครบถ้วน ครบถ้วน
การแปลความหมายคะแนน
15 คะแนน ขึนไป หมายถึง ่
มีความสามารถในการสร้างองค์ความรู ้อยูในระดับมาก
ควรได้รับการส่ งเสริ ม
10 – 14 คะแนน หมายถึง ่
มีความสามารถในการสร้างองค์ความรู ้อยูในระดับปาน
กลาง ควรได้รับการพัฒนา
น้อยกว่า 10 คะแนน หมายถึง ่
มีความสามารถในการสร้างองค์ความรู ้อยูในระดับน้อย
ควรได้รับการปรับปรุ งและพัฒนา
2.3 สร้างแบบประเมินความสามารถในการสร้างองค์ความรู ้
2.4 นําแบบประเมินไปใช้กบกลุ่มตัวอย่าง
ั
- 46.
39
3. การสร้ างแบบประเมินความสามารถในการใช้ Social Media ในการจัดการเรี ยนรู ้ มี
วิธีการสร้างดังนี
3.1 ศึ ก ษาวิ ธี ก ารสร้ า งแบบประเมิ น และเนื อหาเกี ยวกับ Social Media
ความสามารถทีนักเรี ยนพึงรู ้และปฏิบติได้เกียวกับการใช้ Social Media
ั
3.2 ทําการสร้างแบบประเมินโดยเป็ นแบบประเมินแบบ Rubric Score
ตารางที 2 เกณฑ์การประเมินความสามารถในการใช้ Social Media ในการศึกษา
ประเด็นการ ระดับคะแนน
ประเมิน 5 4 3 2 1
1. Wordpress สร้าง Blog สร้าง Blog สร้าง Blog สร้าง Blog สร้าง Blog
ด้วย ด้วย ด้วย ด้วย ด้วย
Wordpress ได้ Wordpress ได้ Wordpress ได้ Wordpress ได้ Wordpress ได้
ดี สวยงาม ดี สวยงาม ดี สวยงาม ดี สวยงาม แต่ขาดความ
เขียนบทความ เขียนบทความ เขียนบทความ เขียนบทความ สวยงาม เขียน
ได้ดี ได้ดี ได้ดี ได้ไม่ครบถ้วน บทความไม่ได้
จัดรู ปแบบ จัดรู ปแบบ จัดรู ปแบบ จัดรู ปแบบได้
บทความได้ บทความได้ บทความยัง ไม่น่าสนใจ
น่าสนใจ สร้าง น่าสนใจ การ ขาดความ
เมนู และ สร้างเมนู และ น่าสนใจ ขาด
หมวดหมู่ได้ หมวดหมู่ยงไม่ ปฏิสัมพันธ์กบ
ั ั
เหมาะสม มี เหมาะสม มี Blog ของเพือน
ั
ปฏิสัมพันธ์กบ ปฏิสัมพันธ์กบั
Blog ของเพือน Blog ของเพือน
- 47.
40
ประเด็นการ ระดับคะแนน
ประเมิน 5 4 3 2 1
2. Facebook ใช้ Facebook ใช้ Facebook ใช้ Facebook ใช้ Facebook ไม่ใช่
ในการศึกษา ในการศึกษา ในการศึกษา ในการศึกษา Facebook ใน
เรี ยนรู ้อย่าง เรี ยนรู ้อย่าง เรี ยนรู ้แต่ไม่ เรี ยนรู ้แต่ไม่ การศึกษา
สมําเสมอ สมําเสมอ สมําเสมอ สมําเสมอ ไม่ เรี ยนรู ้
เขียนเนื อหา เขียนเนื อหา เขียนเนื อหา เคยเขียนเนื อหา
เกียวกับความรู ้ เกียวกับความรู ้ เกียวกับความรู ้ เกียวกับความรู ้
บทเรี ยน และ บทเรี ยน และ บทเรี ยน และ บทเรี ยน และ
การเรี ยนรู ้ของ การเรี ยนรู ้ของ การเรี ยนรู ้ของ การเรี ยนรู ้ของ
ตนเอง มีส่วน ตนเอง มีส่วน ตนเอง มีส่วน ตนเอง
ร่ วมใน ร่ วมใน ร่ วมใน
กระดาน กระดาน กระดาน
สนทนา มี สนทนาเป็ น สนทนาบ้าง
ปฏิสัมพันธ์กน ั ส่ วนใหญ่ เล็กน้อย
3. Twitter สามารถใช้ สามารถใช้ สามารถใช้ สามารถใช้ ไม่สามารถใช้
Twitter ได้ดี Twitter ได้ดี Twitter ได้ Twitter ได้และ Twitter ได้
และใช้ในเชิง และใช้ในเชิง และใช้ในเชิง มีจานวน
ํ
การศึกษา เขียน การศึกษา เขียน การศึกษาบ้าง บทความ 20
บทความ บทความทีเป็ น และมีจานวน ํ บทความขึนไป
เนือหาสาระที ความรู ้เป็ น บทความ 30
เป็ นความรู ้ ส่ วนใหญ่ และ บทความขึนไป
และมีจานวน ํ มีจานวน
ํ
บทความ 50 บทความ 40
บทความขึนไป บทความขึนไป
- 48.
41
ประเด็นการ ระดับคะแนน
ประเมิน 5 4 3 2 1
4. Slideshare สามารถใช้ สามารถใช้ สามารถใช้ สามารถใช้ ไม่สามารถใช้
Slideshare Slideshare Slideshare Slideshare Slideshare
ร่ วมกับ Blog ร่ วมกับ Blog ร่ วมกับ Blog ร่ วมกับ Blog ร่ วมกับ Blog
ของตนเอง ของตนเองเป็ น ของตนเองไม่ ของตนเองเป็ น ของตนเอง
สมําเสมอ มี ส่ วนใหญ่มี สมําเสมอ และ ส่ วนน้อย
เนือหาทัง เนือหาทัง มีเอกสารน้อย
เอกสารทัวไป เอกสารทัวไป
และเอกสาร และเอกสาร
นําเสนอ นําเสนอ
5. Youtube สามารถอัพ สามารถอัพ ไม่สามารถอัพ ไม่สามารถอัพ ไม่มีการนํา
โหลดวีดีโอ โหลดวีดีโอ โหลดวีดีโอ โหลดวีดีโอ วีดีโอมาใช้
และนําวีดีโอมา และนําวีดีโอมา และนําวีดีโอมา และนําวีดีโอมา ร่ วมกับ Blog
ใช้ร่วมกับ ใช้ร่วมกับ ใช้ร่วมกับ ใช้ร่วมกับ ของตนเอง
Blog ของ Blog ของ Blog ของ Blog ของ
ตนเองได้ ตนเองได้ไม่ ตนเองได้ ตนเองได้ไม่
เหมาะสมกับ เหมาะสมกับ เหมาะสมกับ เหมาะสมกับ
เนือหา เนือหา เนือหา เนือหา
การแปลความหมายคะแนน
20 คะแนน ขึนไป หมายถึง สามารถใช้ Social Media ในการศึกษาได้ดี ควรส่ งเสริ ม
15 – 19 คะแนน หมายถึง สามารถใช้ Social Media ในการศึกษาได้ปานกลาง ควร
พัฒนาต่อไป
น้อยกว่า 15 คะแนน หมายถึง สามารถใช้ Social Media ในการศึกษาได้นอย ควร
้
ได้รับการปรับปรุ งและพัฒนา
3.3 นําแบบประเมินเข้าชุดสําหรับใช้ในการประเมิน
- 49.
42
3.4 นําแบบประเมินไปใช้กบกลุ่มตัวอย่าง
ั
4. การสร้ างแบบสอบถามความพึงพอใจทีมีต่อการเรี ยนวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและ
คอมพิวเตอร์
ขันตอนในการสร้างมีดงนี
ั
4.1 ศึกษาวิธีการสร้ างแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรี ยนทีมี ต่อการเรี ยน
วิชาการสร้างงานสื อผสม
4.2 สร้างแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรี ยนทีมีต่อการเรี ยนวิชาการสร้ าง
งานสื อผสม ทีเรี ยนโดยใช้ Social Media ตามทฤษฎีการสร้างองค์ความรู ้ ซึ งเป็ นแบบสอบถามแบบมาตรา
ส่ วนประมาณค่า (Rating Scale) ตามวิธีของลิเคอร์ ท (Likert) คือ มากทีสุ ด มาก ปานกลาง น้อย น้อยทีสุ ด
จํานวน 10 ข้อ โดยคําถามทีใช้จะเป็ นคําถามเชิงนิมาน (positive)
ตารางที 3 เกณฑ์การกําหนดค่าระดับความคิดเห็น
ระดับความพึงพอใจ เชิงนิมาน (positive)
(คะแนน)
มากทีสุ ด 5
มาก 4
ปานกลาง 3
น้อย 2
น้อยทีสุ ด 1
ํ
สําหรับการให้ความหมายค่าทีวัดได้ ผูวิจยได้กาหนดเกณฑ์ทีใช้ในการให้ความหมายซึ ง
้ ั
พัฒนามาจากแนวคิดของเบส (Best) ดังตารางต่อไปนี
- 50.
43
ตารางที 4 เกณฑ์การแปลความหมายของค่าความคิดเห็น
ค่าเฉลีย ระดับความพึงพอใจ
1.0 – 1.49 น้อยทีสุ ด
1.50 – 2.49 น้อย
2.50 – 3.49 ปานกลาง
3.50 – 4.49 มาก
4.50 – 5.00 มากทีสุ ด
4.3 นําแบบสอบถามไปใช้กบกลุ่มตัวอย่าง
ั
ขันดําเนินการทดลอง
การดําเนินการทดลองผูวจยได้แบ่งเป็ นขันตอนดังนี
้ิั
1. ขันก่ อนทดลอง
เลื อกรู ปแบบของการวิจย การวิจยครังนี เป็ นการวิจยเชิ งทดลอง (Experimental Research) แบบ
ั ั ั
แผนการวิจยแบบ One Group Pretest – Posttest Design ซึ งมีรูปแบบดังรู ป
ั
T1 X T2
เมือ X คือ การจัดกระทํา (Treatment)
T1 คือ การทดสอบก่อนเรี ยน (pretest)
T2 คือ การทดสอบหลังเรี ยน (posttest)
- 51.
44
2. ขันทดลอง
การสอนตามแบบกาวิจยเชิงทดลอง (Experimental Research) มีวธีการดังนี
ั ิ
2.1 สุ่ มกลุ่มตัวอย่างมา 1 กลุ่มตัวอย่าง หรับการทดลองครังนี ได้หอง ม.4/1
้
2.2 ทดสอบก่อนเรี ยน
2.3 ทดลองสอนโดยจัดการเรี ยนการสอนโดยใช้ Social Media ตามทฤษฎีการสร้างองค์
ความรู ้ (Constructivism)
2.4 ทําการประเมินความสามารถในการสร้ างองค์ความรู ้ ในแต่ละเนื อหาทีทําการจัดการ
เรี ยนการสอน
2.5 ทดสอบหลังเรี ยน
2.6 ประเมินความสามารถในการใช้ Social Media ในการเรี ยนรู ้ของนักเรี ยน
2.6 ให้นกเรี ยนกลุ่มทดลองทําแบบสอบถามความพึงพอใจ
ั
3. ขันหลังสอน
3.1 ตรวจสอบแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ ทางการเรี ยน วิชาการสร้ างงานสื อผสม ทีสอน
โดยใช้ Social Media ในการจัดการเรี ยนรู ้ตามทฤษฎีการสร้างองค์ความรู ้ (Constructivism) แล้วนําคะแนน
ทดสอบหลังเรี ยน (posttest) และคะแนนทดสอบก่อนเรี ยน (pretest) เปรี ยบเทียบคะแนนของนักเรี ยนว่ามี
ความแตกต่างกันหรื อไม่ อย่างไร โดยใช้ สถิติ Non-Parametric แบบ The Wilcoxon Match Pairs Signed
Ranks Test
3.2 ประเมินความสามารถในการสร้ างองค์ความรู ้ ของนักเรี ยนทีเรี ยนวิชาการสร้ างงาน
สื อผสม ทีสอนโดยใช้ Social Media ในการจัดกาเรี ยนรู ้ตามทฤษฎี การสร้างองค์ความรู ้ (Constructivism)
โดยรายงานผลเป็ นระดับความสามารถซึ งเทียบกับเกณฑ์ทีกําหนดไว้
3.3 ประเมินความสามารถในการใช้ Social Media ในการเรี ยนรู ้ ของนักเรี ยนที เรี ยน
วิชาการสร้ างงานสื อผสม ทีสอนโดยใช้ Social Media ในการจัดกาเรี ยนรู ้ตามทฤษฎี การสร้ างองค์ความรู ้
(Constructivism) โดยรายงานเป็ นระดับความสามารถในการใช้ Social Media ในการเรี ยนรู ้
- 52.
45
3.4 ประเมินผลความพึงพอใจของนักเรี ยนระดับมัธยมศึกษาปี ที 4 ทีมีต่อการจัดการเรี ยนรู ้
โดยใช้ Social Media ตามทฤษฎีการสร้างองค์ความรู ้
3.5 ประเมินความชอบของนักเรี ยนเกี ยวกับการเรี ยนด้วย Social Media 4 ชนิ ด ได้แก่
Wordpress, Facebook, Twitter, Slideshare และ Youtube
ขันตอนการวิเคราะห์ ข้อมูลและการอภิปรายผล
การวิเคราะห์ขอมูลสําหรับการวิจยครังนี ประกอบด้วย
้ ั
1. เปรี ยบเทียบผลสัมฤทธิ ทางการเรี ยนวิชาการสร้างงานสื อผสม โดยการจัดการเรี ยนการสอนโดย
ใช้ Social Media ตามทฤษฎี ก ารสร้ างองค์ความรู ้ (Constructivism) โดยนําคะแนนทดสอบหลังเรี ย น
(posttest) และคะแนนทดสอบก่อนเรี ยน (pretest) เปรี ยบเทียบคะแนน (gain score) ของนักเรี ยนทัง 2 กลุ่ม
โดยใช้ สถิติ Non – Parametric แบบ The Wilcoxon Matched Pairs Signed Ranks Test
2. ประเมินความสามารถในการสร้างองค์ความรู ้ จากแบบประเมินการสร้างองค์ความรู ้ แล้วทําการ
วิเคราะห์ค่าเฉลีย และค่าเบียงเบนมาตรฐาน
3. ประเมินความสามารถในการใช้ Social Media ในการเรี ยนรู ้ จากแบบประเมินความสามารถใน
การใช้ Social Media ในการเรี ยนรู ้ แล้วทําการวิเคราะห์ค่าเฉลีย และค่าเบียงเบนมาตรฐาน
4. การวิเคราะห์ความพึงพอใจของนักเรี ยนทีมีต่อวิธีสอนโดยใช้ Social Media ตามทฤษฎีการสร้าง
องค์ความรู ้ (Constructivism) โดยการวิเคราะห์ค่าเฉลีย และค่าเบียงเบนมาตรฐาน
5. การวิเคราะห์ ความชอบของนักเรี ยนเกี ยวกับการเรี ยนด้วย Social Media 4 ชนิ ด ได้แก่
Wordpress, Facebook, Twitter, Slideshare และ Youtube โดยใช้สถิติ Non – Parametric แบบ The Friedman
Test
- 53.
46
สถิติทใช้ ในการวิเคราะห์ ข้อมูล
ี
1. The Wilcoxon Matched Pairs Signed Ranks Test
สถิติทดสอบพัฒนาจาก The Sign Test ใช้ในการศึกษาความแตกต่างระหว่างข้อมูลทีเป็ นคู่
สถิติทดสอบนีมีอานาจการทดสอบสู งกว่า The Sign Test และสู งเกือบเท่า t-test นิยมใช้มาก
ํ
ข้อกําหนดและขันตอนการทดสอบ
ตัวแปร Ordinal Scales ขึนไป
ั
ลักษณะข้อมูล ข้อมูล 2 ชุดสัมพันธ์กน
สมมติฐาน H0 : ข้อมูลสองกลุ่มไม่ต่างกัน
H1 : ข้อมูลสองกลุ่มต่างกัน
ค่าสถิติ พิจารณาจากขนาดของกลุ่มตัวอย่าง
1. กลุ่มตัวอย่างขนาดเล็ก (n ≤ 25)
ใช้ค่า T เป็ นค่าสถิติ
2. กลุ่มตัวอย่างขนาดใหญ่ (n > 25)
การแจกแจงของข้อมูล มีลกษณะแจกแจงเป็ นโค้งปกติ ทดสอบด้วยค่า Z
ั
T −T N ( N + 1) N ( N + 1)(2 N + 1)
Z= เมือ T = และ σ T =
σT 4 24
- 54.
47
2. The Friedman Test
สถิติทดสอบนีมีชือเรี ยกได้อีกคือ The Friedman Two Analysis of Variance by Ranks หรื อ
The Friedman Two – Way ANOVA กลุ่มตัวอย่างมาจากประชากรเดียวกัน หรื อมีการแจกแจงเหมือนกัน
โดยใช้การวิเคราะห์ความแปรปรวน ของลําดับทีของข้อมูล
สถิตินีให้ผลการทดสอบทีใกล้เคียงกับการวิเคราะห์ความแปรปรวนทีใช้ F – Test จึงเป็ นที
นิยมใช้
ข้อกําหนดและขันตอนการทดสอบ
ตัวแปร ระดับ Ordinal Scales ขึนไป
ลักษณะข้อมูล ข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง มากกว่า 2 กลุ่มขึนไปทีสัมพันธ์กน ข้อมูลจัด
ั
เรี ยงลําดับได้
สมมติฐาน H0 : กลุ่มตัวอย่างทุกกลุ่มมาจากประชากรทีมีการแจกแจงเหมือนกัน
H1 : กลุ่มตัวอย่างทุกกลุ่มมาจากประชากรทีมีการแจกแจงต่างกัน
สถิติทดสอบ ทําตามขันตอนดังนี
่
1. จัดข้อมูลให้อยูในรู ปตาราง 2 ทาง มี n แถว k หลัก โดยให้แถวต่างๆ แทนคะแนนของ
ตัวอย่างแต่ละหน่วย หลักต่างๆ แทนสถานการณ์ หรื อวิธีทดลอง
2. จัดลําดับของข้อมูลในแต่ละแถว โดยให้ค่าตําสุ ดเป็ นอันดับที 1 ถ้ามีขอมูลซํากันให้หา
้
ค่าเฉลียของอันดับ
3. หาผลบวกของอันดับ ในแต่ละหลัก เขียนแทนด้วย Cj
4. หาค่าสถิติ จากสู ตรss
k
12
Fr = ∑ C 2j − 3n(k + 1)
nk (k + 1) j =1
เมือ k แทนจํานวนกลุ่ม, n แทน ขนาดกลุ่มตัวอย่าง
- 55.
บทที 4
ผลการวิเคราะห์ ข้อมูล
การวิจยครังนี เป็ นการศึกษาการจัดการเรี ยนการสอนโดยใช้ Social Media ตามทฤษฎีการสร้างองค์
ั
ความรู ้ (Constructivism) วิชาการสร้างงานสื อผสม ระดับชันมัธยมศึกษาปี ที 4 ผูวิจยเก็บรวมรวมข้อมูลโดย
้ ั
นําเครื องมือทีใช้ในการวิจยได้แก่ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ ทางการเรี ยน แบบประเมินความสามารถใน
ั
การสร้างองค์ความรู ้ แบบประเมินความสามารถในการใช้ Social Media และแบบสอบถามความคิดเห็ น
นําไปทดลองสอนกับนักเรี ยนทีเป็ นกลุ่มตัวอย่าง ซึ งได้ดาเนิ นตามขันตอนและสอบถามความพึงพอใจของ
ํ
นักเรี ยนกลุ่มทดลอง โดยใช้แบบสอบถามความพึงพอใจ เพือเป็ นการตอบจุดประสงค์ของการวิจย ผูวิจยขอ
ั ้ ั
เสนอผลการวิเคราะห์ขอมูล โดยแบ่งเป็ น 6 ตอน ดังนี
้
ตอนที 1 ผลสัมฤทธิ ทางการเรี ยนวิชาการสร้ างงานสื อผสม ระดับชันมัธยมศึกษาปี ที 4 ทีจัดการ
เรี ยนการสอนโดยใช้ Social Media ตามทฤษฎีการสร้างองค์ความรู ้ (Constructivism)
ตอนที 2 ความสามารถในการสร้ างองค์ความรู ้ ของนักเรี ยนระดับชันมัธยมศึกษาปี ที 4 ทีจัดการ
เรี ยนการสอนโดยใช้ Social Media ตามทฤษฎีการสร้างองค์ความรู ้ (Constructivism)
ตอนที 3 ความสามารถในการใช้ Social Media ในการเรี ยนรู ้ ของนักเรี ยนระดับชันมัธยมศึกษาปี ที
4 ทีจัดการเรี ยนการสอนโดยใช้ Social Media ตามทฤษฎีการสร้างองค์ความรู ้ (Constructivism)
ตอนที 4 ความพึงพอใจต่อการจัดการเรี ยนการสอนการสร้างงานสื อผสม ระดับชันมัธยมศึกษาปี ที 4
ทีสอนโดยใช้ Social Media ตามทฤษฎีการสร้างองค์ความรู ้ (Constructivism)
ตอนที 5 ความชอบของนักเรี ยนเกียวกับการเรี ยนด้วย Social Media 4 ชนิ ด ได้แก่ Wordpress,
Facebook, Twitter, Slideshare และ Youtube
- 56.
49
ตอนที 1 ผลสัมฤทธิทางการเรี ยนวิชาการสร้ างงานสื อผสม ระดับชั นมัธยมศึกษาปี ที 4 ทีจัดการเรี ยนการ
สอนโดยใช้ Social Media ตามทฤษฎีการสร้ างองค์ ความรู้ (Constructivism)
ตารางที 5 การวิเคราะห์ผลสัมฤทธิ ก่อนและหลังเรี ยนวิชาการสร้างงานสื อผสม ทีสอนโดยใช้ Social Media
ในการจัดการเรี ยนรู ้ ตามทฤษฎี การสร้ างองค์ความรู ้ (Constructivism) โดยใช้ สถิ ติ Non-Parametric แบบ
The Wilcoxon Match Pairs Signed Ranks Test
คะแนน di Sign Rank
NO Rank
ก่อนเรี ยน(X) หลังเรี ยน(Y) X-Y R+ R-
1 7 15 -8 31 -34.5
2 8 15 -7 21 -25.5
3 8 16 -8 32 -34.5
4 10 17 -7 22 -25.5
5 9 14 -5 4 -8.5
6 8 14 -6 14 -17
7 7 15 -8 33 -34.5
8 9 16 -7 23 -25.5
9 7 17 -10 42 -42.5
10 10 17 -7 24 -25.5
11 9 17 -8 34 -34.5
12 7 16 -9 39 -40
13 11 15 -4 1 -2
14 10 16 -6 15 -17
15 11 15 -4 2 -2
16 7 14 -7 25 -25.5
17 7 14 -7 26 -25.5
18 10 15 -5 5 -8.5
19 8 12 -4 3 -2
20 8 14 -6 16 -17
21 10 15 -5 6 -8.5
22 10 15 -5 7 -8.5
- 57.
50
คะแนน di Sign Rank
NO Rank
ก่อนเรี ยน(X) หลังเรี ยน(Y) X-Y R+ R-
23 11 16 -5 8 -8.5
24 7 17 -10 43 -42.5
25 6 15 -9 40 -40
26 7 16 -9 41 -40
27 12 18 -6 17 -17
28 11 16 -5 9 -8.5
29 10 15 -5 10 -8.5
30 10 16 -6 18 -17
31 10 16 -6 19 -17
32 9 14 -5 11 -8.5
33 8 15 -7 27 -25.5
34 9 17 -8 35 -34.5
35 10 15 -5 12 -8.5
36 8 16 -8 36 -34.5
37 7 14 -7 28 -25.5
38 9 17 -8 37 -34.5
39 9 17 -8 38 -34.5
40 9 16 -7 29 -25.5
41 10 16 -6 20 -17
42 10 15 -5 13 -8.5
43 9 16 -7 30 -25.5
ผลรวมของ R+ = ∑R+ = 0
ผลรวมของ R- = ∑R- = -946
- 58.
51
สมมติฐาน
H0 : ผลสัมฤทธิ ทางการเรี ยนก่อนเรี ยนและหลังเรี ยนไม่แตกต่างกัน
H1 : ผลสัมฤทธิ ทางการเรี ยนก่อนเรี ยนและหลังเรี ยนแตกต่างกัน
จํานวนคู่ทีต่างกัน = N = 43 ได้ค่า T = 946 α = .05
T −T
การทดสอบ Z=
σT
N ( N + 1) 43(43 + 1)
โดย T = = = 473
4 4
N ( N + 1)(2 N + 1) 43(43 + 1)(2(43) + 1)
σT = = = 82.83
24 24
T −T 946 − 473
จะได้ Z= = = 5.71
σT 82.83
จากตาราง Z ได้ค่า Z ตาราง เท่ากับ 1.96 ดังนัน 5.71 > 1.96
่
สรุ ปได้วา ผลสัมฤทธิ ทางการเรี ยนวิชาการสร้างงานสื อผสม ทีเรี ยนโดยการใช้ Social Media ตาม
ทฤษฎีการสร้างองค์ความรู ้ (Constructivism) มีความแตกต่างกัน อย่างมีนยสําคัญทางสถิติทีระดับ .05
ั
- 59.
52
ตอนที 2 ความสามารถในการสร้างองค์ ความรู้ ของนักเรี ยนระดับชั นมัธยมศึกษาปี ที 4 ทีจัดการเรี ยนการ
สอนโดยใช้ Social Media ตามทฤษฎีการสร้ างองค์ ความรู้ (Constructivism)
ตารางที 6 การวิเคราะห์ความสามารถในการสร้างองค์ความรู ้ดวยตนเอง
้
คะแนนรวมในแต่ละภาระงาน
CMS
ภาระงานที 1 เรื อง
การติดตัง Joomla
ภาระงานที 2 เรื อง
การใช้งาน Template
ภาระงานที 3 เรื อง
ลําดับที รวม เฉลีย S.D.
1 13 16 18 47 15.67 2.52
2 14 17 18 49 16.33 2.08
3 13 14 15 42 14.00 1.00
4 15 15 17 47 15.67 1.15
5 14 14 15 43 14.33 0.58
6 13 16 18 47 15.67 2.52
7 15 16 17 48 16.00 1.00
8 13 17 18 48 16.00 2.65
9 13 15 17 45 15.00 2.00
10 14 14 15 43 14.33 0.58
11 13 13 16 42 14.00 1.73
12 14 18 18 50 16.67 2.31
13 17 15 17 49 16.33 1.15
14 15 16 18 49 16.33 1.53
15 15 16 16 47 15.67 0.58
16 14 16 16 46 15.33 1.15
17 15 17 17 49 16.33 1.15
18 16 16 17 49 16.33 0.58
19 14 16 18 48 16.00 2.00
20 17 18 18 53 17.67 0.58
21 13 14 16 43 14.33 1.53
- 60.
53
22 14 15 18 47 15.67 2.08
23 15 18 18 51 17.00 1.73
24 13 16 17 46 15.33 2.08
25 15 17 18 50 16.67 1.53
26 13 17 16 46 15.33 2.08
27 14 16 17 47 15.67 1.53
28 15 18 18 51 17.00 1.73
29 17 17 17 51 17.00 0.00
30 13 15 17 45 15.00 2.00
31 15 16 18 49 16.33 1.53
32 15 15 16 46 15.33 0.58
33 14 15 16 45 15.00 1.00
34 13 14 16 43 14.33 1.53
35 15 15 16 46 15.33 0.58
36 16 16 18 50 16.67 1.15
37 16 16 17 49 16.33 0.58
38 16 17 18 51 17.00 1.00
39 13 14 16 43 14.33 1.53
40 13 17 18 48 16.00 2.65
41 17 17 18 52 17.33 0.58
42 13 18 16 47 15.67 2.52
43 18 16 18 52 17.33 1.15
จากตารางการวิเคราะห์ความสามารถในการสร้างองค์ความรู ้ โดยทําการประเมินหลังจากเสร็ จสิ น
การเรี ยนการสอนในแต่ละเรื อง จํานวน 3 เรื อง ได้แก่ CMS, การติดตัง Joomla และการใช้งาน Template
่
โดยนักเรี ยนส่ วนใหญ่มีระดับความสามารถในการสร้างองค์ความรู ้ได้ดีขึนตามลําดับ และส่ วนใหญ่อยูใน
่
เกณฑ์ดี เป็ นจํานวน 36 คน คิดเป็ นร้อยละ 83.72 ของนักเรี ยนทังหมด และอยูในเกณฑ์ปานกลาง จํานวน 7
คน คิดเป็ นร้ อยละ 16.28 และค่าเฉลียรวมเท่ากับ 15.81 แสดงว่านักเรี ยนมีความสามารถในการสร้ างองค์
่
ความรู ้อยูในระดับดี
- 61.
54
ตอนที 3 ความสามารถในการใช้Social Media ในการเรี ยนรู้ ของนักเรี ยนระดับชั นมัธยมศึกษาปี ที 4 ที
จัดการเรียนการสอนโดยใช้ Social Media ตามทฤษฎีการสร้ างองค์ ความรู้ (Constructivism)
ตารางที 7 การวิเคราะห์ความสามารถในการใช้ Social Media ในการศึกษาเรี ยนรู ้
ประเด็นการพิจารณา
ลําดับที รวม เฉลีย S.D.
Wordpress
Facebook
Twitter
Slideshare
Youtube
1 4 5 5 5 5 24 4.8 0.45
2 3 4 5 4 3 19 3.8 0.84
3 3 5 5 4 4 21 4.2 0.84
4 5 4 5 3 3 20 4 1.00
5 3 5 4 5 4 21 4.2 0.84
6 4 4 5 3 4 20 4 0.71
7 3 4 4 3 3 17 3.4 0.55
8 5 5 3 5 5 23 4.6 0.89
9 3 4 5 4 5 21 4.2 0.84
10 5 5 4 3 3 20 4 1.00
11 3 5 3 4 5 20 4 1.00
12 4 5 5 4 4 22 4.4 0.55
13 5 4 4 3 4 20 4 0.71
14 4 4 5 3 3 19 3.8 0.84
15 5 4 3 4 5 21 4.2 0.84
16 4 5 4 3 4 20 4 0.71
17 5 5 3 3 5 21 4.2 1.10
18 3 4 3 3 4 17 3.4 0.55
19 4 4 5 5 4 22 4.4 0.55
20 4 4 4 5 4 21 4.2 0.45
21 4 4 3 3 5 19 3.8 0.84
22 3 4 4 4 5 20 4 0.71
23 4 4 3 4 5 20 4 0.71
- 62.
55
24 5 4 3 5 5 22 4.4 0.89
25 3 5 4 4 3 19 3.8 0.84
26 3 4 4 5 4 20 4 0.71
27 4 4 4 4 5 21 4.2 0.45
28 3 4 3 4 5 19 3.8 0.84
29 4 5 4 5 5 23 4.6 0.55
30 4 4 3 4 5 20 4 0.71
31 4 4 5 3 3 19 3.8 0.84
32 3 5 3 5 3 19 3.8 1.10
33 5 5 3 4 3 20 4 1.00
34 3 4 4 4 5 20 4 0.71
35 4 4 4 5 4 21 4.2 0.45
36 4 4 4 5 3 20 4 0.71
37 4 5 3 3 3 18 3.6 0.89
38 3 4 5 5 4 21 4.2 0.84
39 4 4 4 3 3 18 3.6 0.55
40 3 4 3 3 3 16 3.2 0.45
41 5 4 4 3 4 20 4 0.71
42 5 4 3 3 4 19 3.8 0.84
43 5 5 3 5 3 21 4.2 1.10
จากตารางวิเคราะห์ความสามารถในการใช้ Social Media ในการศึกษาเรี ยนรู ้ของนักเรี ยนระดับชัน
มัธยมศึกษาปี ที 4 ทีเรี ยนโดยใช้ Social Media ตามทฤษฎี การสร้างองค์ความรู ้ (Constructivism) พบว่า
่
นักเรี ยนส่ วนใหญ่จานวน 30 คน มีความสามารถในการใช้ Social Media ในการศึกษาเรี ยนรู ้อยูในระดับดี
ํ
คิดเป็ นร้อยละ 69.77 และนักเรี ยนจํานวน 13 คน มีความสามารถในการใช้ Social Media ในการศึกษาเรี ยนรู ้
อยูในระดับปานกลาง คิดเป็ นร้อยละ 30.23 และนักเรี ยนทุกคนมีค่าเฉลียรวมความสามารถในการใช้ Social
่
่
Media ในการศึกษาเรี ยนรู ้เท่ากับ 20.09 ซึ งอยูในระดับดี เมือเทียบกับเกณฑ์ทีกําหนด
- 63.
56
ตอนที 4 ความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนการสอนการสร้ างงานสื อผสม ระดับชั นมัธยมศึกษาปี ที 4 ทีสอน
โดยใช้ Social Media ตามทฤษฎีการสร้ างองค์ ความรู้ (Constructivism)
ตารางที 8 ระดับความพึงพอใจของนักเรี ยนชันมัธยมศึกษาปี ที 4/1 ทีมีต่อการจัดการเรี ยนการสอนโดยใช้
Social Media ตามทฤษฎีการสร้างองค์ความรู ้ (Constructivism)
ข้อ รายการ ความพึงพอใจของนักเรี ยน ลําดับ
ที S.D. ระดับความคิดเห็น ที
1 การเรี ยนโดยใช้ Social Media ช่วยให้บรรยากาศใน 3.66 0.72 มาก 4
ชันเรี ยนเป็ นกันเอง
2 การเรี ยนโดยใช้ Social Media ช่วยให้นกเรี ยนเรี ยน
ั 3.67 0.87 มาก 3
ด้วยความสนุกสนาน
3 การเรี ยนโดยใช้ Social Media ทําให้นกเรี ยนเรี ยน
ั 3.71 0.88 มาก 2
อย่างมีความสุ ข
4 การเรี ยนโดยใช้ Social Media ทําให้นกเรี ยนมีโอกาส
ั 3.2 0.75 ปานกลาง 10
แลกเปลียนความคิดเห็นร่ วมกันกับเพือน
5 การเรี ยนโดยใช้ Social Media ทําให้นกเรี ยนเข้าใจ
ั 3.36 0.4 ปานกลาง 8
บทเรี ยนได้ดี จําได้นาน
6 นัก เรี ย นต้อ งการเรี ย นด้ว ยการเรี ย นโดยใช้ Social 3.75 0.54 มาก 1
Media อีกในโอกาสต่อไป
7 การเรี ยนโดยใช้ Social Media ตามทฤษฎีการสร้ าง 3.38 0.85 ปานกลาง 7
องค์ค วามรู ้ ท าให้นัก เรี ยนสามารถสร้ า งองค์ค วามรู ้
ํ
ด้วยตนเอง
8 นักเรี ยนสามารถใช้ Social Media ในการเรี ยนรู ้ 3.42 0.88 ปานกลาง 6
ได้มากขึน
9 นักเรี ยนจะนํา Social Media ไปใช้ในการสร้างองค์ 3.33 0.82 ปานกลาง 9
ความรู ้ในรายวิชาอืนๆ
10 ความพึงพอใจโดยรวมต่อการเรี ยนโดยการใช้ Social 3.59 0.94 มาก 5
Media ตามทฤษฎีการสร้างองค์ความรู ้
ค่าเฉลีย 3.51 0.77 มาก
- 64.
57
จากตาราง พบว่า นักเรี ยนชันมัธยมศึกษาปี ที 4/1 ทีเรี ยนวิชาการสร้างงานสื อผสม เรื องการพัฒนา
เว็บไซต์ดวยชุดพัฒนาเว็บสําเร็ จรู ป (CMS) ทีจัดการเรี ยนการสอนโดยใช้ Social Media ตามทฤษฎีการสร้าง
้
่
องค์ความรู ้ (Constructivism) มีระดับความพอพอใจอยูในระดับมาก ( =3.51, S.D. = 0.77) เพือพิจารณา
เป็ นรายข้อ พบว่า นักเรี ยนมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก 5 ประเด็น เรี ยงลําดับจากมากไปน้อย ดังนี
นักเรี ยนต้องการเรี ยนด้วยการเรี ยนโดยใช้ Social Media อีกในโอกาสต่อไป ( =3.75, S.D. = 0.54) การ
เรี ยนโดยใช้ Social Media ทําให้นกเรี ยนเรี ยนอย่างมีความสุ ข ( =3.71, S.D. = 0.88) การเรี ยนโดยใช้
ั
Social Media ช่วยให้นกเรี ยนเรี ยนด้วยความสนุ กสนาน ( =3.67, S.D. = 0.87) การเรี ยนโดยใช้ Social
ั
Media ช่วยให้บรรยากาศในชันเรี ยนเป็ นกันเอง ( =3.66, S.D. = 0.72) ความพึงพอใจโดยรวมต่อการเรี ยน
โดยการใช้ Social Media ตามทฤษฎีการสร้างองค์ความรู ้ ( =3.59, S.D. = 0.94) ส่ วนความพึงพอใจระดับ
ปานกลางมี 5 ประเด็น คือ นักเรี ยนสามารถใช้ Social Media ในการเรี ยนรู ้ได้มากขึน ( =3.42, S.D. = 0.88)
การเรี ยนโดยใช้ Social Media ตามทฤษฎี การสร้ างองค์ความรู ้ทาให้นกเรี ยนสามารถสร้างองค์ความรู ้ดวย
ํ ั ้
ตนเอง ( =3.38, S.D. = 0.85) การเรี ยนโดยใช้ Social Media ทําให้นกเรี ยนเข้าใจบทเรี ยนได้ดี จําได้นาน
ั
( =3.36, S.D. = 0.40) นักเรี ยนจะนํา Social Media ไปใช้ในการสร้างองค์ความรู ้ในรายวิชาอืนๆ ( =3.33,
S.D. = 0.82) การเรี ยนโดยใช้ Social Media ทําให้นกเรี ยนมีโอกาสแลกเปลียนความคิดเห็นร่ วมกันกับเพือน
ั
( =3.20, S.D. = 0.75)
ตอนที 5 ความชอบของนักเรี ยนเกียวกับการเรี ยนด้ วย Social Media 4 ชนิด ได้ แก่ Wordpress, Facebook,
Twitter, Slideshare และ Youtube
ตารางที 9 วิเคราะห์ความชอบของนักเรี ยนเกียวกับการเรี ยนด้วย Social Media 4 ชนิ ด ได้แก่ Wordpress,
Facebook, Twitter, Slideshare และ Youtube โดยใช้สถิติ Non – Parametric แบบ The Friedman Test
คนที Wordpress Facebook Twitter Slideshare Youtube
1 2 1 5 4 3
2 1 2 5 4 3
3 2 1 3 4 5
4 3 2 4 5 1
5 3 4 3 5 2
- 65.
58
6 1 2 5 4 3
7 1 2 5 4 3
8 4 1 5 3 2
9 2 1 5 4 3
10 1 3 4 5 2
11 1 2 5 4 3
12 2 1 5 4 3
13 2 1 4 5 3
14 2 3 5 4 1
15 3 1 4 5 2
16 3 2 4 5 1
17 2 3 5 4 1
18 4 5 3 1 2
19 1 2 4 5 3
20 2 3 5 4 1
21 2 1 3 4 5
22 3 2 4 5 1
23 2 1 5 4 3
24 2 1 5 4 3
25 1 2 4 5 3
26 3 2 4 5 1
27 3 2 4 5 1
28 2 1 3 5 4
29 2 1 3 5 4
30 2 3 4 5 1
31 2 1 5 4 3
32 3 2 4 5 1
33 3 2 4 5 1
34 2 1 3 5 4
35 1 2 4 5 3
36 1 2 4 5 3
- 66.
59
37 2 1 3 5 4
38 3 2 4 5 1
39 3 2 4 5 1
40 1 2 4 5 3
41 3 2 4 5 1
42 2 3 1 5 4
43 2 1 4 3 5
รวม 92 81 175 192 107
สมมติฐาน H0 : นักเรี ยนมีความชอบ Social Media ทัง 5 ชนิด ไม่แตกต่างกัน
H1 : นักเรี ยนมีความชอบ Social Media ทัง 5 ชนิด แตกต่างกัน
จากตารางที 9 จะได้ค่า k = 5, n = 43, α = .05
หาค่า Fr จาก
k
12
Fr = ∑ C 2j − 3n(k + 1)
nk (k + 1) j =1
12
Fr = (93963) − 3(43)(5 + 1)
43(5)(5 + 1)
Fr = 100.07
จากตาราง Friedman two – way analysis of variance ได้ค่า Fr = 9.49
ดังนัน 100.07 > 9.49
่
สรุ ปได้วา นักเรี ยนมีความชอบ Social Media ทัง 5 ชนิ ด ได้แก่ Wordpress, Facebook, Twitter,
Slideshare และ Youtube แตกต่างกันอย่างมีนยสําคัญทางสถิติทีระดับ .05
ั
- 67.
บทที 5
สรุ ปผล และข้ อเสนอแนะ
การวิจยเรื องการจัดการเรี ยนรู ้ โดยใช้ Social Media ตามทฤษฎี การสร้ างองค์ความรู ้ ดวยตนเอง
ั ้
(Constructivism) ของนักเรี ยนชันมัธยมศึกษาปี ที 4 โรงเรี ยนเตรี ยมอุดมศึกษาพัฒนาการ ลําลูกกา รายวิชา
การสร้างงานสื อผสม เรื องการพัฒนาเว็บไซต์ดวยชุ ดพัฒนาเว็บสําเร็ จรู ปด้วย Joomla โดยศึกษาผลสัมฤทธิ
้
ทางการเรี ยน ความสามารถในการสร้ างองค์ความรู ้ดวยตนเอง ความสามารถในการใช้ Social Media ใน
้
การศึกษาเรี ยนรู ้ ความชอบของนักเรี ยนเกี ยวกับ Social Media แต่ละชนิ ด และศึกษาความพึงพอใจของ
นักเรี ยนชันมัธยมศึกษาปี ที 4/1 ทีได้รับการสอนด้วยวิธีการดังกล่าว ประชากรทีใช้ในการศึกษาวิจยครังนี
ั
ได้แก่ นักเรี ยนชันมัธยมศึกษาปี ที 4 โรงเรี ยนเตรี ยมอุดมศึกษาพัฒนาการ ลําลูกกา ปี การศึกษา 2553 จํานวน
3 ห้องเรี ยน ซึ งเป็ นนักเรี ยนทีผลสัมฤทธิ ทางการเรี ยนคละ รวมทังสิ น 133 คน ตัวอย่างทีใช้ในการวิจยครังนี
ั
คือ นักเรี ยนชันมัธยมศึกษาปี ที 4/1 ทีได้จากการสุ่ มอย่างง่าย (Simple Random Sampling)
การวิจยครังนี เป็ นการวิจยเชิ งทดลอง (Experimental Research) แบบแผนการวิจยเป็ นแบบ One
ั ั ั
Group Pretest – Posttest Design เครื องมือทีใช้ในการวิจย ได้แก่ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ ทางการเรี ยน
ั
วิชาการสร้างงานสื อผสม เรื องการพัฒนาเว็บไซต์ดวยชุ ดพัฒนาเว็บสําเร็ จรู ป Joomla เป็ นแบบทดสอบชนิ ด
้
ปรนัย จํา นวน 30 ข้อ ชนิ ดเลื อกตอบ 4 ตัวเลื อก และแบบเติ ม คํา ตอบจํา นวน 7 ข้อ แบบประเมิ น
ความสามารถในการสร้างองค์ความรู ้ แบบประเมินความสามารถในการใช้ Social Media และแบบสอบถาม
ความพึงพอใจ โดยใช้คาถามแบบมาตราส่ วนประมาณค่า (Rating Scale)
ํ
การวิเคราะห์ ขอมูลและสถิ ติทีใช้ เปรี ยบเทียบผลสัมฤทธิ ทางการเรี ยนวิชาการสร้ างงานสื อผสม
้
โดยการจัดการเรี ยนการสอนโดยใช้ Social Media ตามทฤษฎีการสร้างองค์ความรู ้ (Constructivism) โดยนํา
คะแนนทดสอบหลังเรี ยน (posttest) และคะแนนทดสอบก่อนเรี ยน (pretest) ทําการเปรี ยบเทียบคะแนน
(gain score) ของนักเรี ยนทัง 2 กลุ่ม โดยใช้ สถิติ Non – Parametric แบบ The Wilcoxon Matched Pairs
Signed Ranks Test การประเมินความสามารถในการสร้างองค์ความรู ้ การประเมินความสามารถในการใช้
Social Media ในการเรี ยนรู ้ และการวิเคราะห์ความพึงพอใจของนักเรี ยนทีมีต่อวิธีสอนโดยใช้ Social Media
ตามทฤษฎี การสร้ างองค์ความรู ้ (Constructivism) ทําการวิเคราะห์ค่าเฉลี ย และค่าเบียงเบนมาตรฐาน และ
- 68.
61
การวิเคราะห์ ค วามชอบของนักเรี ยนเกี ยวกับการเรี ยนด้วย Social Media 4 ชนิ ด ได้แก่ Wordpress,
Facebook, Twitter, Slideshare และ Youtube โดยใช้สถิติ Non – Parametric แบบ The Friedman Test
สรุ ปผลการวิจัย
การวิจยเรื องเรื องการจัดการเรี ยนรู ้โดยใช้ Social Media ตามทฤษฎีการสร้างองค์ความรู ้ดวยตนเอง
ั ้
(Constructivism) ของนักเรี ยนชันมัธยมศึกษาปี ที 4 โรงเรี ยนเตรี ยมอุดมศึกษาพัฒนาการ ลําลูกกา รายวิชา
การสร้างงานสื อผสม เรื องการพัฒนาเว็บไซต์ดวยชุดพัฒนาเว็บสําเร็ จรู ป Joomla สรุ ปผลการวิจยดังนี
้ ั
1. ผลสัมฤทธิ ทางการเรี ยนวิชาการสร้างงานสื อผสม ทีเรี ยนโดยการใช้ Social Media ตามทฤษฎีการ
สร้างองค์ความรู ้ (Constructivism) มีความแตกต่างกัน อย่างมีนยสําคัญทางสถิติทีระดับ .05
ั
่
2. นักเรี ยนส่ วนใหญ่มีระดับความสามารถในการสร้างองค์ความรู ้อยูในเกณฑ์ดี เป็ นจํานวน 36 คน
คิดเป็ นร้ อยละ 83.72 ของนักเรี ยนทังหมด และอยู่ในเกณฑ์ปานกลาง จํานวน 7 คน คิดเป็ นร้ อยละ 16.28
่
และค่าเฉลียรวมเท่ากับ 15.81 แสดงว่านักเรี ยนมีความสามารถในการสร้างองค์ความรู ้อยูในระดับดี
3. นักเรี ยนส่ วนใหญ่จานวน 30 คน มีความสามารถในการใช้ Social Media ในการศึกษาเรี ยนรู ้อยู่
ํ
ในระดับดี คิดเป็ นร้ อยละ 69.77 และนักเรี ยนจํานวน 13 คน มีความสามารถในการใช้ Social Media ใน
การศึกษาเรี ยนรู ้ อยูในระดับปานกลาง คิดเป็ นร้อยละ 30.23 และนักเรี ยนทุกคนมีค่าเฉลียรวมความสามารถ
่
่
ในการใช้ Social Media ในการศึกษาเรี ยนรู ้เท่ากับ 20.09 ซึ งอยูในระดับดี เมือเทียบกับเกณฑ์ทีกําหนด
4. นักเรี ยนชันมัธยมศึกษาปี ที 4/1 ทีเรี ยนวิชาการสร้างงานสื อผสม เรื องการพัฒนาเว็บไซต์ดวยชุ ด
้
พัฒนาเว็บสําเร็ จรู ป (CMS) ทีจัดการเรี ยนการสอนโดยใช้ Social Media ตามทฤษฎี การสร้ างองค์ความรู ้
่
(Constructivism) มีระดับความพอพอใจอยูในระดับมาก ( =3.51, S.D. = 0.77)
5. นักเรี ยนมีความชอบ Social Media ทัง 5 ชนิ ด ได้แก่ Wordpress, Facebook, Twitter, Slideshare
และ Youtube แตกต่างกันอย่างมีนยสําคัญทางสถิติทีระดับ .05
ั
- 69.
62
ข้ อเสนอแนะ
1. การจัดการเรี ยนการสอนโดยใช้ Social Media นัน ครู ควรทําการสอนนักเรี ยนเกี ยวกับการใช้
Social Media ก่อน เพือให้นกเรี ยนสามารถใช้เครื องมือเหล่านันได้อย่างมีประสิ ทธิ ภาพ
ั
2. การเรี ยนการสอนโดยใช้ Social Media ซึ งนักเรี ยนจําเป็ นจะต้องใช้อินเทอร์ เน็ต ดังนันครู ตองมี
้
มาตรการสําหรับควบคุมนักเรี ยนไม่ให้ให้งานอินเทอร์ เน็ตไปในทางทีไม่เหมาะสม ไม่ช่วยให้เกิดการเรี ยนรู ้
หรื อควรหาวิธีการสอนทีเป็ นแรงจูงใจให้นกเรี ยนกระตือรื อร้นทีจะเรี ยนรู ้โดยใช้ Social Media มากขึน
ั
3. การจัดการเรี ยนการสอนโดยใช้ Social Media นัน จําเป็ นจะต้องมีอินเทอร์ เน็ต ดังนันการจัดการ
เรี ยนการสอนวิธีนีอาจจะเหมาะสมกับโรงเรี ยนทีมีระบบอินเทอร์ เน็ตทีมีความเร็ วพอสมควร คือ ประมาณ
2.0 Mbps ขึนไป
- 70.
บรรณานุกรม
กติกา สายเสนีย.์ 2548.Blog คืออะไร (Online). http://keng.com/2005/09/30/what-is-blog. 28 ธันวาคม
2553.
กรมวิชาการ. (2551). หลักสู ตรแกนกลางการศึกษาขันพืนฐาน 2551. กรุ งเทพฯ: กระทรวงศึกษาธิ การ.
ชาตรี เกิดธรรม. (2545). เทคนิคการสอนทีเน้ นผู้เรียนเป็ นสํ าคัญ. กรุ งเทพฯ : ไทยวัฒนาพานิช.
ทิศนา แขมณี . (2553). ศาสตร์ การสอน : องค์ ความรู้ เพือการจัดกระบวนการเรียนรู้ ทีมี
ประสิ ทธิภาพ. พิมพ์ครังที 12. กรุ งเทพมหานคร: บริ ษทด่านสุ ทธาการพิมพ์ จํากัด.
ั
วีระศักดิ เดือนแจ่ม. 2545. การออกแบบการเรี ยนการสอนตามทฤษฎีการสร้ างองค์ ความรู้ (Constructivism)
วิชาคอมพิวเตอร์ และการใช้ งาน สํ าหรับนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชี พชั นสู ง.
วิทยานิพนธ์ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาเทคโนโลยีการศึกษา มหาวิทยาบูรพา.
สุ จินต์ เลียงจรู ญรัตน์. 2543. ผลการใช้ กระบวนการเรี ยนแบบคอนสตรักติวซึมและการใช้
ิ
แฟมผลงานในการสอนหัวข้ อเรือง พลังงานกับชี วต และเครืองใช้ ไฟฟาภายในบ้ านระดับชั น
้ ิ ้
มัธยมศึกษาปี ที 3 โรงเรียนสาธิตแห่ งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ . วิทยานิพนธ์
ศึกษาศาตรดุษฎีบณฑิต สาขาหลักสู ตรและการสอน, มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ .
ั
สถาบันคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยรามคําแหง. 2552. Twitter (Online). http://computer.ru.ac.th. 20
ธันวาคม 2553.
สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ. 2545. พระราชบัญญัติการศึกษาแห่ งชาติ พ.ศ. 2542 และที
แก้ ไขเพิมเติม (ฉบับที 2) พ.ศ. 2545. กรุ งเทพฯ: กระทรวงศึกษาธิ การ.
สํานักทดสอบทางการศึกษา กระทรวงศึกษาธิ การ. (2539). คู่มือการสร้ างเครืองมือวัดคุณลักษณะด้ านจิต
พิสัย. กรุ งเทพฯ : คุรุสภาลาดพร้าว.
สุ รางค์ โค้วตระกูล. (2552). จิตวิทยาการศึกษา. พิมพ์ครังที 8. กรุ งเทพมหานคร: โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์
มหาวิทยาลัย.
อัญชนา จันทรสุ ข. 2545. การนําเสนอรู ปแบบการจัดการห้ องเรียนเสมือนบนเครือข่ ายอินเทอร์ เน็ตสํ าหรับ
นักศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาสั งกัดทบวงมหาวิทยาลัย. วิทยานิพนธ์ปริ ญญามหาบัณฑิต
คณะครุ ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
- 71.
- 72.
- 73.
66
เลขที คะแนนทดสอบก่ อนเรี ยน คะแนนทดสอบหลังเรียน
1 7 15
2 8 15
3 8 16
4 10 17
5 9 14
6 8 14
7 7 15
8 9 16
9 7 17
10 10 17
11 9 17
12 7 16
13 11 15
14 10 16
15 11 15
16 7 14
17 7 14
18 10 15
19 8 12
20 8 14
21 10 15
22 10 15
23 11 16
24 7 17
25 6 15
26 7 16
27 12 18
28 11 16
29 10 15
30 10 16
- 74.
67
เลขที คะแนนทดสอบก่ อนเรี ยน คะแนนทดสอบหลังเรียน
31 10 16
32 9 14
33 8 15
34 9 17
35 10 15
36 8 16
37 7 14
38 9 17
39 9 17
40 9 16
41 10 16
42 10 15
43 9 16
- 75.
- 76.
69
โรงเรี ยนเตรี ยมอุดมศึกษาพัฒนาการ ลําลูกกา
แบบทดสอบกลางภาค ภาคเรี ยนที 2 ปี การศึกษา 2553
รหัสวิชา ง31102 ชือวิชา การสร้างงานสื อผสม ชันมัธยมศึกษาปี ที 4 เวลา 50 นาที
คําชี แจง แบบทดสอบมีทงหมด 2 ตอน ตอนที 1 เป็ นแบบปรนัยให้เลือกตอบชนิ ด 4 ตัวเลือก จํานวนทังหมด 30 ข้อ
ั
และตอนที 2 เป็ นแบบเติมคําตอบ จํานวน 7 ข้อ ข้อสอบทังหมดมีจานวน 5 หน้า โปรด
เติ ํ ดตรวจสอบจํานวนหน้าของ
แบบทดสอบให้ครบก่อนลงมือทําข้อสอบ (เก็บคะแนนทังหมด 20 คะแนน)
1. ข้อใดให้ความหมายของโปรแกรม Appserv ได้ถูกต้อง
ก. โปรแกรมทีรวบรวมเอา Open Source Software หลายๆ อย่ างไว้ ด้วยกัน
ข. โปรแกรมสร้างเว็บไซต์สาเร็ จรู ป
ํ
ค. ระบบจัดการเนือหาบนเว็บไซต์
ง. เว็บเซิ ร์ฟเวอร์ ทีช่วยในการพัฒนาเว็บไซต์สาเร็ จรู ป
ํ
2. โปรแกรม Appserv มีโปรแกรมย่อยทีบรรจุอยู่ 4 โปรแกรม ได้แก่โปรแกรมในข้อใดต่อไปนี
ก. Apache, MicroSoft Access, PHP, Browser
ข. Apache, MySQL, WebServer, phpMyAdmin
ค. Apache, Oracle, PHP, Browser
ง. Apache, MySQL, PHP, phpMyAdmin
3. ชือผูใช้ฐานข้อมูลทีโปรแกรม Appserv กําหนดให้เราเสมอและเหมือนกันทุกครังคือชือใด
้
ก. admin ข. rroot ค. account ง. Appserv
1
2
จากรู ปด้านบน ใช้ตอบคําถามข้อ 4 - 5
- 77.
70
4. จากหมายเลข 1นักเรี ยนควรใส่ ค่าใดต่อไปนี
ก. logical ข. locally ค. localhost ง. localhome
5. จากหมายเลข 2 นักเรี ยนควรใส่ ค่าใดต่อไปนี
ก. www.gmail.com ข. www.hotmail.com
ค. admin@admin.com ง. ทังข้อ ก ข และ ค สามารถใช้ได้ทงหมด
ั
จากรู ปด้านบน ใช้ตอบคําถามข้อ 6
6. จากรู ปทีกําหนดให้ คือขันตอนการ install โปรแกรมอะไร
ก. เว็บเซิ ร์ฟเวอร์ ข. ฐานข้ อมูล ค. Joomla ง. root
7. เมือนักเรี ยนต้องการสร้างเว็บไซต์สาเร็ จรู ปด้วย Joomla นักเรี ยนต้องคัดลอกโฟล์เดอร์ Joomla ไปเก็บไว้ทีโฟล์
ํ
เดอร์ ใดของโปรแกรม Appserv
ก. www ข. MySQL ค. PHP ง. Apache
8. เมือนักเรี ยนเริ มทําการติดตังโปรแกรม Joomla โดยตังชือโฟล์เดอร์ Joomla ว่า “test” จากนันเปิ ดโปรแกรมเว็บเบ
ราเซอร์ แล้วนักเรี ยนจะพิมพ์ค่าในข้อใดต่อไปนีลงในช่อง URL ของเว็บเบราเซอร์
ก. www.localhost.com/test ข. http://localhost.com/test
ค. localhost.com/test ง. localhost/test
9. การติดตังโปรแกรม Joomla เพือสร้างเว็บสําเร็ จรู ปนัน มีขนตอนการติดตังกีขันตอน
ั
ก. 6 ขันตอน ข. 7 ขันตอน ค. 8 ขันตอน ง. 9 ขันตอน
10. ขันตอนแรกของการติดตังโปรแกรม Joomla คือขันตอนใดต่อไปนี
ก. เลือกภาษา ข. ตรวจสอบการติดตัง ค. ลิขสิ ทธิ ง. ตังค่าฐานข้อมูล
- 78.
71
11. เมือติดตังโปรแกรม Joomlaถึงขันตอนสุ ดท้าย นักเรี ยนจะยังไม่สามารถเข้าสู่ หน้าเว็บไซต์ใดๆ ได้จนกว่าจะเรี ยน
จะทําสิ งใดต่อไปนี
ก. เปลียนชือโปรแกรม Joomla เป็ นชืออืน
ข. เปลียนชือโฟล์เดอร์ administrator เป็ นชื ออืน
ค. ลบโฟล์เดอร์ extension
ง. ลบโฟล์ เดอร์ installation
12. เมือติดตังโปรแกรม Joomla เสร็ จแล้ว ระบบจะทําการกําหนดชื อผูใช้ให้อตโนมัติโดยกําหนดเป็ นชื อใด
้ ั
ก. test ข. root ค. admin ง. appserv
13. ถ้านักเรี ยนตังชื อโฟล์เดอร์ Joomla ว่า test แล้วนักเรี ยนต้องการเข้าระบบ Back-End (หลังบ้าน) นักเรี ยนจะพิมพ์
URL ตามข้อใดต่อไปนี
ก. localhost.com/test/installation ข. localhost/test/installation
ค. localhost.com/test/administrator ง. localhost/test/administrator
14. หากนักเรี ยนต้องการเปลียนชือเว็บไซต์ (site name) นักเรี ยนจะไปทีเมนูใดของ Joomla
ก. Global Configuration ข. Media Manager ค. Article Manager ง. Extension
15. จากรู ปด้านบนเป็ นการกําหนดค่าอะไรของเว็บไซต์
ก. การเปิ ด-ปิ ดเว็บไซต์ ข. การสมัครสมาชิ ก ค. การส่ งอีเมล์อตโนมัติ ง. ถูกทุกข้อ
ั
16. จากรู ปด้านบนเป็ นการกําหนดค่าอะไร และหากเราสร้างเว็บไซต์ดวย Joomla เราควรกําหนดเป็ นค่าใด
้
ก. เป็ นการกําหนดเวลามาตรฐาน โดยต้องกําหนดเป็ น UTC +04:00
ข. เป็ นการกําหนดเวลามาตรฐาน โดยต้องกําหนดเป็ น UTC +05:00
ค. เป็ นการกําหนดเวลามาตรฐาน โดยต้องกําหนดเป็ น UTC +06:00
ง. เป็ นการกําหนดเวลามาตรฐาน โดยต้ องกําหนดเป็ น UTC +07:00
17. การติดตังโปรแกรมเสริ มหรื อติดตัง template เพิมเติม สามารถทําได้โดยไปทีเมนูใด
ก. Tools -> Install/Uninstall ข. Extensions -> Install/Uninstall
ค. Component -> Install/Uninstall ง. Content -> Install/Uninstall
- 79.
72
18. Template พืนฐานทีJoomla ติดตังมาให้มีกี Template
ก. 2 Template ข. 3 Template ค. 4 Template ง. 5 Template
19. Section หมายถึงอะไรในโปรแกรม Joomla
ก. เมนูหลัก ่
ข. เมนูยอย ค. หมวดหมู่ใหญ่ ง. หมวดหมู่ยอย
่
20. Category หมายถึงอะไรในโปรแกรม Joomla
ก. เมนูหลัก ข. เมนูยอย ่ ค. หมวดหมู่ใหญ่ ง. หมวดหมู่ย่อย
21. เมนู Content -> Article Manager คือเมนูทีมีหน้าทีอะไร
ก. จัดการเนือหาบทความบนเว็บไซต์ ข. จัดการตกแต่งหน้าตาเว็บไซต์
ค. จัดการสื อ ได้แก่ รู ปภาพ วีดีโอ บนเว็บไซต์ ง. จัดการเมนูต่างๆ บนเว็บไซต์
1 5
2
4
3
7
6 8
จากรู ปเป็ นหน้าสําหรับเขียนบทความหรื อเนือหาใหม่ ให้นกเรี ยนใช้รูปข้างต้นตอบคําถามข้อ 22 - 29
ั
22. หมายเลข 1 (Title) มีหน้าทีสําคัญอย่างไร
ก. กําหนดคําสําคัญของเรื องหรื อบทความ ข. กําหนดชือเว็บไซต์ทีต้องการเชื อมโยงไปถึง
ค. กําหนดชื อเรืองหรือบทความทีจะเขียน ง. กําหนดชือผูเ้ ขียนบทความ
23. หมายเลข 2 (Alias) มีหน้าทีสําคัญอย่างไร
ก. กําหนดชือเรื องหรื อบทความ ข. กําหนดชื อเรืองแบบย่ อ
ค. กําหนดชือเว็บไซต์ทีต้องการเชื อมโยงไปถึง ง. กําหนดชือผูเ้ ขียนบทความ
24. หมายเลข 3 (Section) มีหน้าทีสําคัญอย่างไร
ก. กําหนดหมวดหมู่ใหญ่ ข. กําหนดหมวดหมู่ยอย ค. กําหนดเมนูใหญ่
่ ่
ง. กําหนดเมนูยอย
- 80.
73
25. หมายเลข 4(Category) มีหน้าทีสําคัญอย่างไร
ก. กําหนดหมวดหมู่ใหญ่ ข. กําหนดหมวดหมู่ย่อย ค. กําหนดเมนูใหญ่ ่
ง. กําหนดเมนูยอย
26. หมายเลข 5 (Front Page) ถ้ากําหนดค่าเป็ น “Yes” จะได้ผลลัพธ์เป็ นอย่างไร
ก. บทความนีจะสามารถเข้าถึงได้โดยเจ้าของเว็บไซต์เท่านัน
ข. บทความนีจะถูกบันทึกไว้เพือรอแสดงผลหน้าเว็บ
ค. บทความนีจะถูกกําหนดเป็ นเมนูของเว็บไซต์
ง. บทความนีจะแสดงผลทีหน้ าแรกของเว็บ
27. หมายเลข 6 (Image) เป็ นปุ่ มทีมีหน้าทีสําคัญอย่างไร
่
ก. อัพโหลดรู ปภาพทีอยูในเครื องเข้าไปใส่ ในบทความ
ข. ดึงรู ปภาพจากเว็บไซต์อืนๆ มาแสดงในบทความ
ค. แทรกรู ปภาพเข้าไปในบทความ
ง. ถูกทุกข้ อ
28. หมายเลข 7 (Pagebreak) เป็ นปุ่ มทีมีหน้าทีสําคัญอย่างไร
ก. แบ่ งบทความทียาวมากๆ ออกเป็ นหลายหน้ า
ข. แสดงบทความส่ วนทีสําคัญให้ผอ่านเห็นเท่านัน
ู้
ค. ช่วยให้บทความยาวๆ สามารถแสดงผลได้ใน 1 หน้าเว็บไซต์
่
ง. แสดงผลหน้าบทความเป็ นเมนูยอยๆ ตามทีกําหนด
29. หมายเลข 8 (Read more…) เป็ นปุ่ มทีมีหน้าทีสําคัญอย่างไร
ก. ช่วยกําหนดรู ปแบบตัวอักษรต่างๆ ตามทีต้องการเพือให้เกิดความสวยงาม
ข. ช่วยแบ่งบทความออกเป็ นหน้าย่อยหลายๆ หน้า
ค. ช่ วยแสดงผลบทความเพียงบางส่ วน โดยมีปุ่มให้ คลิกเพืออ่ านเพิมเติม
ง. ช่วยตรวจสอบคําทีผูเ้ ขียนบทความอาจจะพิมพ์ผด ิ
30. จากรู ปเป็ นการกําหนดค่าการแสดงผลในเมนูหน้าแรก จากการกําหนดค่าดังรู ป ข้อใดต่อไปนีทีกล่าวผิด
ก. มีบทความทีนําทีมีหวข้อใหญ่ 1 บทความ
ั
ข. มีการแสดงบทความทังหมด 8 บทความ
ค. แบ่งการแสดงผลบทความเป็ น 2 คอลัมน์
ง. มีบทความทีชือบทความพร้อมกับเนือหาจํานวน 5 บทความ
- 81.
74
ชือ................................นามสกุล..............................
ชัน ม.4/........................เลขที...................................
กระดาษคําตอบ
คําชีแจง : เพือความเข้าใจในการให้คะแนน การให้คะแนนจะนําคะแนนจากตอนที 1 จํานวน 30 คะแนน รวมกับตอน
ที 2 จํานวน 10 คะแนน แล้วหารด้วย 2 จะได้คะแนนสอบจริ งจํานวน 20 คะแนน
ตอนที 1 จํานวน 30 ข้อ 30 คะแนน
ข้ อ 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15
ก
ข
ค
ง
ข้ อ 16 17 18 19 20 21 22 23 24 25 26 27 28 29 30
ก
ข
ค
ง
ตอนที 2 จงตอบคําถามต่อไปนี
1. CMS ย่อมาจากคําว่าอะไร (1 คะแนน)
ตอบ…………………………………………………………………………………………………………………….
2. CMS มีชือทีแปลเป็ นภาษาไทยว่าอะไร (1 คะแนน)
ตอบ…………………………………………………………………………………………………………………….
3. จงอธิ บายประโยชน์ของ CMS (1 คะแนน)
ตอบ…………………………………………………………………………………………………………………….
………………………………………………………………………………………………………………………….
4. CMS ทีมีชือเสี ยง ยกเว้น Joomla มีอะไรอีกบ้าง (บอกมา 2 ชือให้ถูกต้อง) (2 คะแนน)
ตอบ…………………………………………………………………………………………………………………….
//ข้อ 5.
- 82.
75
5. Joomla มีขอดีแตกต่างจากCMS อืนๆ อย่างไร (1 คะแนน)
้
ตอบ…………………………………………………………………………………………………………………….
6. Joomla เวอร์ ชนล่าสุ ดคือเวอร์ ชนอะไร (1 คะแนน)
ั ั
ตอบ…………………………………………………………………………………………………………………….
7. เว็บไซต์ทีสร้างด้วย Joomla มีอะไรบ้าง จงบอกมา 3 เว็บไซต์ (3 คะแนน)
ตอบ…………………………………………………………………………………………………………………….
………………………………………………………………………………………………………………………….
………………………………………………………………………………………………………………………….
- 83.
- 84.
81
แบบประเมินความสามารถในการใช้ Social Media
ของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาปี ที 4 วิชาการสร้ างงานสื อผสม
ประเด็นการพิจารณา
ลําดับที ชือ – นามสกุล รวม
Wordpress
Facebook
Twitter
Slideshare
Youtube
ลงชือ................................................ผูประเมิน
้
- 85.
82
เกณฑ์ การประเมิน
ประเด็นการ ระดับคะแนน
ประเมิน 5 4 3 2 1
1. Wordpress สร้าง Blog สร้าง Blog สร้าง Blog สร้าง Blog สร้าง Blog
ด้วย ด้วย ด้วย ด้วย ด้วย
Wordpress ได้ Wordpress ได้ Wordpress ได้ Wordpress ได้ Wordpress ได้
ดี สวยงาม ดี สวยงาม ดี สวยงาม ดี สวยงาม แต่ขาดความ
เขียนบทความ เขียนบทความ เขียนบทความ เขียนบทความ สวยงาม เขียน
ได้ดี ได้ดี ได้ดี ได้ไม่ครบถ้วน บทความไม่ได้
จัดรู ปแบบ จัดรู ปแบบ จัดรู ปแบบ จัดรู ปแบบได้
บทความได้ บทความได้ บทความยัง ไม่น่าสนใจ
น่าสนใจ สร้าง น่าสนใจ การ ขาดความ
เมนู และ สร้างเมนู และ น่าสนใจ ขาด
หมวดหมู่ได้ หมวดหมู่ยงไม่ ปฏิสัมพันธ์กบ
ั ั
เหมาะสม มี เหมาะสม มี Blog ของเพือน
ั
ปฏิสัมพันธ์กบ ปฏิสัมพันธ์กบ ั
Blog ของเพือน Blog ของเพือน
2. Facebook ใช้ Facebook ใช้ Facebook ใช้ Facebook ใช้ Facebook ไม่ใช่
ในการศึกษา ในการศึกษา ในการศึกษา ในการศึกษา Facebook ใน
เรี ยนรู ้อย่าง เรี ยนรู ้อย่าง เรี ยนรู ้แต่ไม่ เรี ยนรู ้แต่ไม่ การศึกษา
สมําเสมอ สมําเสมอ สมําเสมอ สมําเสมอ ไม่ เรี ยนรู ้
เขียนเนื อหา เขียนเนื อหา เขียนเนื อหา เคยเขียนเนื อหา
เกียวกับความรู ้ เกียวกับความรู ้ เกียวกับความรู ้ เกียวกับความรู ้
บทเรี ยน และ บทเรี ยน และ บทเรี ยน และ บทเรี ยน และ
การเรี ยนรู ้ของ การเรี ยนรู ้ของ การเรี ยนรู ้ของ การเรี ยนรู ้ของ
ตนเอง มีส่วน ตนเอง มีส่วน ตนเอง มีส่วน ตนเอง
ร่ วมใน ร่ วมใน ร่ วมใน
กระดาน กระดาน กระดาน
สนทนา มี สนทนาเป็ น สนทนาบ้าง
ั
ปฏิสัมพันธ์กน ส่ วนใหญ่ เล็กน้อย
- 86.
83
ประเด็นการ ระดับคะแนน
ประเมิน 5 4 3 2 1
3. Twitter สามารถใช้ สามารถใช้ สามารถใช้ สามารถใช้ ไม่สามารถใช้
Twitter ได้ดี Twitter ได้ดี Twitter ได้ Twitter ได้และ Twitter ได้
และใช้ในเชิง และใช้ในเชิง และใช้ในเชิง มีจานวน
ํ
การศึกษา เขียน การศึกษา เขียน การศึกษาบ้าง บทความ 20
บทความ บทความทีเป็ น และมีจานวน
ํ บทความขึนไป
เนือหาสาระที ความรู ้เป็ น บทความ 30
เป็ นความรู ้ ส่ วนใหญ่ และ บทความขึนไป
และมีจานวน มีจานวน
ํ ํ
บทความ 50 บทความ 40
บทความขึนไป บทความขึนไป
4. Slideshare สามารถใช้ สามารถใช้ สามารถใช้ สามารถใช้ ไม่สามารถใช้
Slideshare Slideshare Slideshare Slideshare Slideshare
ร่ วมกับ Blog ร่ วมกับ Blog ร่ วมกับ Blog ร่ วมกับ Blog ร่ วมกับ Blog
ของตนเอง ของตนเองเป็ น ของตนเองไม่ ของตนเองเป็ น ของตนเอง
สมําเสมอ มี ส่ วนใหญ่มี สมําเสมอ และ ส่ วนน้อย
เนือหาทัง เนือหาทัง มีเอกสารน้อย
เอกสารทัวไป เอกสารทัวไป
และเอกสาร และเอกสาร
นําเสนอ นําเสนอ
5. Youtube สามารถอัพ สามารถอัพ ไม่สามารถอัพ ไม่สามารถอัพ ไม่มีการนํา
โหลดวีดีโอ โหลดวีดีโอ โหลดวีดีโอ โหลดวีดีโอ วีดีโอมาใช้
และนําวีดีโอมา และนําวีดีโอมา และนําวีดีโอมา และนําวีดีโอมา ร่ วมกับ Blog
ใช้ร่วมกับ ใช้ร่วมกับ ใช้ร่วมกับ ใช้ร่วมกับ ของตนเอง
Blog ของ Blog ของ Blog ของ Blog ของ
ตนเองได้ ตนเองได้ไม่ ตนเองได้ ตนเองได้ไม่
เหมาะสมกับ เหมาะสมกับ เหมาะสมกับ เหมาะสมกับ
เนือหา เนือหา เนือหา เนือหา
- 87.
84
การแปลความหมายคะแนน
20 คะแนน ขึนไป หมายถึง สามารถใช้ Social Media ในการศึกษาได้ดี ควรส่ งเสริ ม
15 – 19 คะแนน หมายถึง สามารถใช้ Social Media ในการศึกษาได้ปานกลาง ควร
พัฒนาต่อไป
น้อยกว่า 15 คะแนน หมายถึง สามารถใช้ Social Media ในการศึกษาได้นอย ควร
้
ได้รับการปรับปรุ งและพัฒนา
- 88.
- 89.
77
แบบประเมินความสามารถในการสร้ างองค์ ความรู้ ด้วยตนเอง
ของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาปี ที 4 วิชาการสร้ างงานสื อผสม
ประเด็นการพิจารณา
การรวบรวมข้อมูล
การวิเคราะห์ขอมูล
การสังเคราะห์ความรู ้
ความถูกต้องของความรู ้
ลําดับที ชือ – นามสกุล รวม
้
ลงชือ................................................ผูประเมิน
้
- 90.
78
เกณฑ์ การประเมิน
ประเด็นการ ระดับคะแนน
ประเมิน 5 4 3 2 1
1. การรวบรวม รวบรวมข้อมูล รวบรวมข้อมูล รวบรวมข้อมูล รวบรวมข้อมูล รวบรวมข้อมูล
ข้ อมูล ได้จากหลาย ได้จากหลาย ได้จากหลาย ได้จากหลาย ได้นอย ข้อมูล
้
แหล่งเรี ยนรู ้ แหล่งเรี ยนรู ้ แหล่งเรี ยนรู ้ แหล่งเรี ยนรู ้ ไม่ครบถ้วน
ข้อมูลทีได้มี ข้อมูลทีได้มี ข้อมูลทีได้มี ข้อมูลทีได้ขาด ไม่ถูกต้อง ไม่
ความ ความ ความ ความ สามารถนําไป
หลากหลาย หลากหลาย หลากหลาย มี หลากหลาย วิเคราะห์ได้
ถูกต้อง ถูกต้อง แต่ไม่ ข้อมูลบางส่ วน นํามาจากแหล่ง
ครบถ้วน ครบถ้วน ไม่ถูกต้อง และ เดียวหรื อสอง
สามารถนําไป ไม่ครบถ้วน ข้อมูลไม่ครบ
วิเคราะห์ได้ ไม่ถูกต้อง
2. การวิเคราะห์ วิเคราะห์ขอมูล วิเคราะห์ขอมูล วิเคราะห์ขอมูล
้ ้ ้ วิเคราะห์ขอมูล
้ วิเคราะห์ขอมูล
้
ข้ อมูล ได้ดี แยกเป็ น ได้ดี แยกเป็ น ได้ดี แยกเป็ น ได้ดี แต่ยงครบ
ั ไม่ได้หรื อ
ประเด็นอย่าง ประเด็นอย่าง ประเด็นอย่าง ทุกประเด็นที วิเคราะห์
ชัดเจน ทัง ชัดเจน ทัง ชัดเจน แต่ สําคัญ ผิดพลาด
ประเด็นหลัก ประเด็นหลัก ไม่ได้แยกเป็ น
และประเด็น และประเด็น ประเด็นหลัก
ย่อย พร้อมทัง ย่อย แต่ยง ั และประเด็น
อธิ บาย อธิ บาย ย่อย อธิ บายแต่
รายละเอียดได้ รายละเอียดได้ ละประเด็นได้ดี
ถูกต้องในแต่ ไม่ครบถ้วน
ละประเด็น
3. การสั งเคราะห์ สังเคราะห์ สังเคราะห์ สังเคราะห์ สังเคราะห์ สังเคราะห์
ความรู้ ความรู ้ได้ดี ความรู ้ได้ดี ความรู ้ได้ดี แต่ ความรู ้ได้ แต่ ความรู ้ไม่ได้
ครบถ้วนตาม ครบถ้วนตาม ยังมีบาง ยังไม่ครบทุก
ประเด็นที ประเด็นที ประเด็นทียัง ประเด็น
ต้องการ และ ต้องการ แต่ยง สังเคราะห์ไม่
ั
อธิ บายได้ อธิ บายได้ไม่ ครบถ้วน
ละเอียดถีถ้วน ละเอียด
- 91.
79
ประเด็นการ ระดับคะแนน
ประเมิน 5 4 3 2 1
4. ความถูกต้ อง ความรู ้ทีเกิด ความรู ้ทีเกิด ความรู ้ทีเกิด ความรู ้ทีเกิด ความรู ้ทีเกิด
ของความรู้ จากการ จากการ จากการ จากการ จากการ
สังเคราะห์มี สังเคราะห์มี สังเคราะห์มี สังเคราะห์มี สังเคราะห์ขาด
ความถูกต้อง ความถูกต้อง ความถูกต้อง ความถูกต้อง ความถูกต้อง
ครบทุก ครบทุก เป็ นส่ วนใหญ่ เป็ นส่ วนน้อย
ประเด็น ประเด็น แต่ยง อธิ บายแต่ละ
ั อธิ บายแต่ละ
อธิ บายได้ อธิ บายได้ไม่ ประเด็นได้ดี ประเด็นได้ดี
ละเอียด ละเอียด
ครบถ้วน ครบถ้วน
การแปลความหมายคะแนน
15 คะแนน ขึนไป หมายถึง ่
มีความสามารถในการสร้างองค์ความรู ้อยูในระดับมาก
ควรได้รับการส่ งเสริ ม
10 – 14 คะแนน หมายถึง ่
มีความสามารถในการสร้างองค์ความรู ้อยูในระดับปาน
กลาง ควรได้รับการพัฒนา
น้อยกว่า 10 คะแนน หมายถึง ่
มีความสามารถในการสร้างองค์ความรู ้อยูในระดับน้อย
ควรได้รับการปรับปรุ งและพัฒนา
- 92.
- 93.
86
แบบสอบถามความพึงพอใจ
ทีมีต่อการเรี ยนวิชาการสร้างงานสื อผสม (ง31102)
ทีจัดการเรี ยนการสอนโดยใช้ Social Media ตามทฤษฎีการสร้างองค์ความรู ้ (Constructivism)
----------------------------------------------------
คําชี แจง : แบบทดสอบนีมีทงหมด 4 ตอน จงตอบคําถามทีกําหนดทุกข้อ
ั
ตอนที 1 : ข้อมูลทัวไป
เพศ ชาย หญิง
ตอนที 2 : ความพึงพอใจ
ระดับความพึงพอใจ
ข้อ
รายการ มาก มาก ปาน น้อย น้ อ ย
ที
ทีสุด กลาง ทีสุด
1 การเรี ยนโดยใช้ Social Media ช่วยให้บรรยากาศในชันเรี ยนเป็ นกันเอง
2 การเรี ยนโดยใช้ Social Media ช่วยให้นกเรี ยนเรี ยนด้วยความสนุกสนาน
ั
3 การเรี ยนโดยใช้ Social Media ทําให้นกเรี ยนเรี ยนอย่างมีความสุข
ั
4 การเรี ยนโดยใช้ Social Media ทําให้นักเรี ยนมีโอกาสแลกเปลี ยนความ
คิดเห็นร่ วมกันกับเพือน
5 การเรี ยนโดยใช้ Social Media ทําให้นกเรี ยนเข้าใจบทเรี ยนได้ดี จําได้นาน
ั
6 นักเรี ยนต้องการเรี ยนด้วยการเรี ยนโดยใช้ Social Media อีกในโอกาสต่อไป
7 การเรี ยนโดยใช้ Social Media ตามทฤษฎีการสร้างองค์ความรู ้ทาให้นกเรี ยน
ํ ั
สามารถสร้างองค์ความรู ้ดวยตนเอง
้
8 นักเรี ยนสามารถใช้ Social Media ในการเรี ยนรู ้ได้มากขึน
9 นักเรี ยนจะนํา Social Media ไปใช้ในการสร้างองค์ความรู ้ในรายวิชาอืนๆ
10 ความพึงพอใจโดยรวมต่อการเรี ยนโดยการใช้ Social Media ตามทฤษฎีการ
สร้างองค์ความรู ้
- 94.
87
ตอนที 3 ให้นกเรียนเรี ยงลําดับ Social Media ต่อไปนี ตามความชอบของตนเอง โดย
ั
โดย 1 หมายถึง ชอบมากทีสุ ด และ 5 หมายถึง ชอบน้อยทีสุ ด
Social Media ลําดับ
Wordpress
Facebook
Twitter
Slideshare
Youtube
ตอนที 4 ข้อเสนอแนะ
..........................................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................................
- 95.
- 96.
- 97.
90
ตัวอย่ างเว็บบล็อกของนักเรียน
น.ส.ภัสสรแซ่ฮอ
้ http://saehor13.wordpress.com/
น.ส.รัชนีกรเล็กประเสริ ฐ http://applemountain.wordpress.com
- 98.
91
น.ส.วิภาวีขวัญเมือง http://chuchupa.wordpress.com/
น.ส.กชนิภาร่ วมพัฒนกิจ http://ph1223020030.wordpress.com/
- 99.
92
น.ส.ณัฐนียมิตรน้อย
์ http://natthanee.wordpress.com/
น.ส.พรรณประภาป้ องกัน http://thepanprapa.wordpress.com/
- 100.
- 101.
- 102.
- 103.
96
น.ส.กัญญวราปั จฉิ มสุวรรณ http://kanyawara.wordpress.com/
น.ส.จิราภรณ์จอมพงษ์ http://momayyatter.wordpress.com/
น.ส.จุฑารัตน์ฝงชนเชย http://icewitcool.wordpress.com
ู
- 104.
- 105.
ผู้วจัย
ิ
ครู ณฐพล บัวอุไร
ั
ตําแหน่งครู ผช่วย โรงเรี ยนเตรี ยมอุดมศึกษาพัฒนาการ ลําลูกกา
ู้
อําเภอลําลูกกา จังหวัดปทุมธานี
สํานักงานเขตพืนทีการศึกษามัธยมศึกษา เขต 4
ประวัติทางการศึกษา
ลําดับ ปี ทีจบ
ระดับการศึกษา ชือสถานศึกษา หมายเหตุ
ที การศึกษา
1. ประถมศึกษาปี ที 6 โรงเรี ยนวัดอินทอารี พ.ศ.
พ 2540
2. มัธยมศึกษาปี ที 3 โรงเรี ยนมัธยมผดุงวิทยา พ.ศ.
พ 2543
3. มัธยมศึกษาปี ที 6 โรงเรี ยนปทุมวิไล พ.ศ.
พ 2546
4. ปริ ญญาตรี (วิทยาการ
วิ มหาวิทยาลัยศิลปากร พ.ศ.
พ 2550
คอมพิวเตอร์)
5. ประกาศนียบัตรวิชาชีพครู มหาวิทยาลัยศิลปากร พ.ศ.
พ 2551
วิทยาศาสตร์
ติดต่ อ
Website : www.nattapon.com
E-mail : krunattapon@gmail.com
mail