นิยาม
ความสัมพันธ์ f เป็นฟังก์ชัน
ก็ต่อเมื่อถ้า(x, y ) และ (x,z) เป็น
สมาชิกของ f แล้ว จะได้ว่า y
= z
y f (x)=
ให้ f เป็นฟังก์ชันใดๆ และ (x,y) เป็นสมา
เรียก y ว่าเป็นค่าของฟังก์ชัน f ที่ x และเ
โดยที่ x คือ ตัวแปรอิสระ
(independent variable)
y คือ ตัวแปรตาม (dependent
มนและเรนจ์ของฟังก์ชัน
{ }fD x(x,y) f= ∈
{ }fR y (x,y) f= ∈
ถ้า ความสัมพันธ์ f เป็นฟังก์ชันแล้ว
เรนจ์ของ f
คือ
โดเมนของ f คือ
บทนิยาม f จะเป็นฟังก์ชันจากเซต X ไป
เซต Y ก็ต่อเมื่อโดเมนของ f เท่ากับ X และ
เรนจ์ของ f เป็นสับเซตของ Y
เราจะเขียน
f : X Y→
แทนฟังก์ชัน f จากเซต X ไปยังเซต Y
ฟังก์ชันพีชคณิตที่นำามาใช้ในวิชา
แคลคูลัสได้แก่
1.ฟังก์ชันพหุนาม (polynomial
functions)n n1 n 2 2
n n 1 n 2 2 1 0f(x) a x a x a x ... a x a x a− −
− −= + + + + + +
0 1 2 n 1 na ,a ,a ,...,a ,a− na 0≠โดยที่
ซึ่งเรียกว่า สัมประสิทธิ์ของพหุนาม
และ n เป็นจำานวนเต็มบวกหรือศูนย์
เราจะเรียก f ว่าเป็นฟังก์ชันพหุนามดีกรี n
เป็นจำานวนจริง
และ
3
g(x) 3x 2x 2= + + f (x) 2x 1= +
ทฤษฎีบท ฟังก์ชัน f(x)มีลิมิตที่x=a เท่ากับ
L ก็ต่อเมื่อลิมิตซ้ายและลิมิตขวาของ f ที่ a
หาค่าและมีค่าเท่ากับ L นั่นคือ
x a
limf (x) L
→
=
x a x a
lim f (x) lim f (x) L
− +→ →
= =
ก็ต่อเมื่อ
22.
ตัวอย่าง จงพิจารณาลิมิตที่ x=0, 1,
2, 3, 4
0x 0;= x 0
lim f(x) 2+
→
=
0x 1;= x 1
lim f(x) 0−
→
=
x 1
lim f(x) 2+
→
=
x 1 x 1
lim f(x) lim f(x)− +
→ →
≠
0x 2;= x 2
lim f(x) 2−
→
=
x 2
lim f (x) 2+
→
=
x 2
lim f(x) 2 f(2)
→
= ≠
0x 3;= x 3
limf(x) 4 f(3)
→
= = 0x 4;=
x 4
lim f(x) 2−
→
=
23.
ามต่อเนื่องของฟังก์ชัน
x a
limf(x)
→
x a
limf(x)f(a)
→
=
บทนิยาม ฟังก์ชัน f ต่อเนื่องที่ x = a ก็ต่อ
เมื่อ
เงื่อนไขต่อไปนี้เป็นจริงทุกข้อ
1. f(a) หาค่าได้เป็น
จำานวนจริง
2.
3.
หาค่าได้เป็น
จำานวนจริง
24.
ตัวอย่าง จงทดสอบความต่อเนื่องที่ x=
1,2, 3 f ไม่ต่อเนื่องที่ x = 1
เพราะว่า f(1) = 1 หา
ค่าได้ แต่x 1
lim f(x) 0 f (1)−→
= ≠
f ไม่ต่อเนื่องที่ x = 2 เพราะว่า f(2) = 2
หาค่าได้
แต่
x 2
limf (x) 1 f(2)
→
= ≠
f ต่อเนื่องที่ x = 3 เพราะว่า f(3) = 2
หาค่าได้ และx 3
limf(x) 2 f(3)
→
= =
ในระบบจำานวนจริง ถ้า แล้ว
เสมอ
ดังนั้นสมการเช่น หรือ
จึงไม่สามารถหาคำาตอบได้ในระบบ
จำานวนจริงจึงต้องสร้างจำานวนที่ไม่ใช่
จำานวนจริงขึ้นมา ซึ่งเราเรียกว่า
จำานวนจินตภาพ (imaginary number)
โดยกำาหนดให้ และ
และเรียกจำานวนที่อยู่ในรูป a+bi เมื่อ
ว่า จำานวนเชิงซ้อน
x R∈
2
x 0≥
2
x 1 0+ = 2
x 1= −
i 1= − 2
i 1= −
a,b R∈
27.
นวนเชิงซ้อน (complex number)เขียนแทนด้ว
นบางครั้งสามารถเขียนแทนด้วยคู่ลำาดับ (a,b)
ะได้ว่า z = a + bi
a ว่า เป็นส่วนจริงของจำานวนเชิงซ้อน z
ว่า เป็นส่วนจินตภาพของจำานวนเชิงซ้อน z
28.
ดำาเนินการของจำานวนเชิงซ้อน
การเท่ากันของจำานวนเชิงซ้อน
ให้ z1
= a+ bi และ z2
= c + di
z1
= z2
ก็ต่อเมื่อ a = c และ b = d
การบวกจำานวนเชิงซ้อน
ให้ z1
= a + bi และ z2
= c + di
z1
+ z2
= (a+c) + (b+d)i
การคูณจำานวนเชิงซ้อนด้วยจำานวนจริง
ให้ z = a + bi และ k เป็นจำานวนจริงใดๆ
kz = ka + kbi
29.
1
2
z a bic di
z c di c di
+ −
=
+ −
g
2 2
(ac bd) (bc ad)i
c d
+ + −
=
+
การคูณจำานวนเชิงซ้อนด้วยจำานวนเชิงซ้อ
ให้ z1
= a + bi และ z2
= c + di
z1
z2
= (a + bi)( c + di) = (ac-bd)+(ad+bc
การหารจำานวนเชิงซ้อนด้วยจำานวนเชิงซ้อน
ให้ z1
= a + bi และ z2
= c + di และ2z 0≠
( ) ( )
2 2
a bi c di
c d
+ −
=
+
30.
2 2
z ab= +
z
z a bi= + z a bi= −
สัมบูรณ์ของจำานวนเชิงซ้อน a + bi
z = a + bi ค่าสัมบูรณ์ของจำานวนเชิงซ้อนของ
7. คอนจูเกต (conjugate) ของ
จำานวนเชิงซ้อน z คือ
ถ้า จะได้