บทที่ 4
Limits and continuity
อัตราการเปลี่ยนแปลง (Rates of Change)
มเร็วเฉลี่ย (Average Speed )
   ความเร็วเฉลี่ยของวัตถุที่เคลื่อนที่ในช่วงเวลาใดๆ หา
   ได้จากระยะทางที่วัตถุ
  หาความเร็วเฉลี่ย วงเวลานันๆ ซึ่งมีหน่วยเป็นหน่วย
   เคลื่อนที่หารด้วยช่         ้
   ความยาวต่อหน่วยเวลา
  จงหาความเร็วเฉลี่ยในช่วง 2 วินาทีแรกที่ก้อนหินตกลงม
   วิธ ท ำา ก้อนหินที่หล่นลงมาอย่างอิสระจากหน้าผา
       ี
   สูงสู่พื้นผิวโลกจะมี                            y = 16t 2


นในช่วง 2 วินาทีแรกพันธ์ระหว่เฉลี่ยของก้อนหินหาได้จาก
                ความสัม ความเร็ว างระยะทางการ
หินเคลื่อนที่กับช่วงเวลาเป็วงเวลา ที่เคลื่อนที่ ในช่วงเวลา 2
    เคลื่อนที่ได้ หารด้วยช่ น
0 ถึง t = 2 เราจะได้ความเร็วเฉลี่ยของก้อนหินเป็น
∆y 16( 2) 2 −16(0) 2
         ∆t
            =
                  2 −0     =    32 ฟุตต่อวินาที
วขณะใดขณะหนึ่ง(Instantaneous Speed)
         ความเร็วขณะใดขณะหนึ่งของวัตถุที่เคลื่อนที่
         เวลาใดๆ หาได้จาก
ย่า งที่ ระยะทางที่วัตถุเคลื่อนที่ในในเวลาที่สนมากๆ
         2 หาความเร็วขณะใดขณะหนึง       ่     ั้
         หารด้วยช่วงเวลานั้น
  จงหาความเร็วของก้อนหินในตัวอย่างที่ 1 ที่เวลา t = 2
เร็วเฉลี่ยของก้อนหินในช่วงเวลาจาก t = 2ไปยัง t = 2 +
                ∆y 16(2 + h) 2 − 16(2) 2
                   =
                ∆t          h
      ความเร็วของก้อนหินที่เวลา t = 2 คือ≈
ราไม่สามารถแทนค่า เมื่อ hได้โดยตรงต้องใช้วิธการหาลิม
      ความเร็วเฉลี่ย h=0      0             ี
าน้อยๆ จะได้ความเร็วของก้อนหินที่เวลา t=2 เป็นดังตารา
                 ∆y 16(2 + h) 2 − 16(2) 2
                    =
                 ∆t          h
ารางที่ 1.1 ความเร็วเฉลี่ยในช่วงเวลาสันๆ ที่ t = 2
                                      ้
            ความยาวของ
                                  ∆y / (ฟุต /วิน าที)
                                       ∆t
              ช่ว งเวลา
               (วิน าที)
                 1                          80
                 0.1                        65.6
                 0.01                       64.16
                 0.001                      64.016
                 0.0001                     64.0016
                 0.00001                    64.00016
ดังนั้นพบว่าเมื่อค่า h มีค่าเข้าใกล้ 0 ค่าความเร็วเฉลี่ย
รคำานวณทางพีชฟุตต่อวินาที
 จะเข้าใกล้ 64 คณิต
           ∆y 16(2 + h) 2 − 16(2) 2 16(4 + 4h + h 2 ) − 64
              =                     =
           ∆t           h                    h
                64h + 16h 2
              =             = 64 + 16h
                    h
  เมื่อ h เข้าใกล้ 0 จะได้คาความเร็วเฉลี่ยจึงมีคาจำากัด
                           ่                    ่
  เป็น 64 + 16(0) = 64 ฟุต/วินาที
าเฉลี่ยของการเปลี่ยนแปลงและเส้นตัด
= f(x) มีอัตราเฉลี่ยของการเปลี่ยนแปลงของ y ต่อ x 1 , ตลอ
                                               [x x2 ]


    เป็น       ∆y f ( x2 ) − f ( x1 ) f ( x2 ) − f ( x1 )
                  =                  =
               ∆x      x2 − x1                 h
งที่ลากเชือมจุด 2 จุดของเส้นโค้งคือเส้นตัด (secant) ส่วน
          ่
 งสรุปได้ว่าอัตราการเปลี่ยนแปลงของ f     จาก x1 ไปยัง x2
มชันของเส้นตัด PQ
3 การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของแผ่นกันความร้อน
ในการออกแบบแผ่นกันความร้อนที่มีความหนา 1 นิ้ว
สำาหรับยานยนต์อวกาศ แผ่นกันความร้อนได้ถูก
ตรวจสอบอุณหภูมิ  ที่แต่ละระดับ
ความลึกของแผ่นกันความร้อนดังแสดงในรูปที่ และ
อยากทราบการเปลี่ยนแปลงสูงสุดของอุณหภูมิต่อ
หนึงหน่วยความลึกของแผ่นกันความร้อนนี้
   ่
วิธีทำา
กราฟที่กำาหนดให้ จุด P จะมีความชันสูงสุด ดังนี้กำาหนดให
ที่เลื่อนได้จาก x=0 ไปสู่จุด P ความชันของเส้นตรง PQ จะ
าของการเปลี่ยนแปลงสูงสุดของอุณหภูมิต่อหนึ่งหน่วยควา
                      ∆µ
                         ≈ −2.60 เป็นลบแสดงว่า
                      ∆x
                               อุณหภูมิลดลงเมื่อ x
                               มากขึ้น
                 หรือคำานวณโดยละเอียดได้จาก
                     ∆µ    (0 − 1)
                        ≈             = −2.777
                     ∆x (0.68 − 0.32)
Figure 1.4: The tangent line at point P has the same steepness
องฟังก์ชัน (Limits of Functions)
 (slope) that the curve has at P.
งฟังก์ชนอาจจะหาค่าไม่ได้ที่จุดใดจุดหนึง แต่เราสามารถห
        ั                                ่
นเมื่อเข้าใกล้จุดนั้นมากๆได้ ถ้าฟังก์ชันนันมีลิมิตที่จุดนัน
                                           ้              ้
ที่ 4 พฤติกรรมของฟังก์ชนเมื่อเข้าใกล้จุดใดจุดหนึ่ง
                       ั
                 x2 −1
  ฟังก์ชน ( x) = x − 1
        ัf
ฤติกรรมอย่างไรเมื่อ x เข้าใกล้ 1
า ฟังก์ชันที่กำาหนดให้
ามารถหาค่าได้เมื่อ x =1
ค่าประมาณ 2 เมื่อ x เข้าใกล้ 1
เราสามารถแตกออกเป็นตัวประกอบย่อยและจัดรูปฟังก
       x ≠1
                     ( x − 1)( x + 1)
            f ( x) =                  = x + 1(เมื่อ x ≠ 1   )
                         ( x − 1)
เมื่อ x เข้าใกล้ 1 จะทำาให้คาของฟังก์ชนมีค่าเป็น 2
                            ่         ั

                                      หรือกล่าวว่าลิมิตของ f เป
                                      เมื่อ x เข้าใกล้ 1 หรือเขีย
                                      เป็นสมการได้ว่า

                                                      x2 −1
                            lim f ( x) = 2 หรือ lim         =2
                             x →1                x →1 x − 1
นิย ามโดยทั่ว ไปของลิม ต (Informal
                        ิ
 Definition of Limit)

                    ให้ f(x) ถูกกำาหนดบนช่วงเปิด
 ใกล้ x0 และ f(x) เข้าใกล้ L สำาหรับทุกค่าของ x
 ที่เข้าใกล้ x0 เราเขียนเป็)น= L
                  lim f ( x สมการได้ว่า
               x → x0


(นิยามนี้ไม่ชัดเจนเพราะไม่ทราบว่าใกล้เท่าไร)
งที่ 5 ค่าลิมิตไม่ขึ้นอยู่กับค่าของฟังก์ชันที่ x0
 ที่ มีลิมิต 2 เมื่อ    x → 1 งแม้ว่า หาค่าไม่ได้ที่ xg=1 ฟ
                              ถึ    f
              ถึงแม้ว่า
              x →1        g (1) ≠ 2   ฟัh ก์ชน เป็นฟังก์ชันท
                                        ง ั
ค่าเท่ากั1 ค่าของฟังก์ชนที่ x = 1 เราเขียนได้วx่า = h(1)
     x→บ                ั                    lim h( )
                                              x →1




                    2
                   x −1                      x2 −1
                                            
   (a ) f ( x) =
                    x −1       (b) g ( x) =  x − 1 , x ≠ 1   (c ) h ( x ) = x + 1
                                            1
                                                   ,x =1
                        lim f ( x) = lim g ( x) = lim h( x) = 2
                        x →1         x →1            x →1
ย่า งที่ 6 ฟังก์ชนที่มีลิมิตทุกจุด
                 ั
  ถ้า f เป็นฟังก์ชันเฉพาะ            lim f ( x) = lim x = x0
  (identity function)                x → x0      x → x0

   f(x)= x ดังนันสำาหรับค่า
                    ้
   ถ้า f เป็นฟังก์ชนคงที่
                      ั
  x0ใดๆ                               lim f ( x) = lim k = k
   (constant function)               x → x0       x → x0

    f(x)= k ดังนันสำาหรับค่า x0
                  ้
   ใดๆ




   identity function          constant function
ตัวอย่าง   lim x = 3 Identity
             x →3                   function
  เช่น       lim (4) = lim(4) = 4
             x → −7   x→2           Constant function

งฟังก์ชนอาจไม่มีลิมิตดังในรูป
       ั
ย่า งที่ 7 การพิจารณาว่าไม่มีลิมิต
    จงอธิบายพฤติกรรมของฟังก์ชันในรูปเมื่อ




                                         1                       0,     x≤0
               0, x < 0                  ,   x≠0               
 ก)   U ( x) =            ข)   g ( x) =  x         ค) f ( x) =  1
                                                                  sin ,   x>0
               1, x ≥ 0                 0,
                                              x=0                x
                                                                 
ยงตรงของลิมิต (Precise Definition of Limit)
 ให้f ถูกกำาหนดให้อยู่บนช่วงเปิดรอบ x0 ยกเว้นที่
                                       lim f ( x) = L
 จุด x0 เราอาจกล่าวได้ว่า f(x) เข้าใกล้ลิมิต L เมื่อ
                                       x→ x 0

                                               δ บ
 x เข้าใกล้ x0และเขียนเป็นสมการได้ว่าถ้าสำาหรั> 0
 ทุกเลขจำานวนใดๆ0ที่
                  ε>
  แล้วทำาให้เ0 ดค่า
           δ > กิ
 ที่เกี่ยวข้อง             สำาหรับ
   0 < x − x0 < δ ⇒ f ( x) − L < ε
 ทุกค่า x ทำาให้
Figure 1.11: The relation of δ and ε in the definition of limit.
ย่า งที่ 8 การควบคุมฟังก์ชันเส้นตรง
มีคาอยู่ในช่วงใดที่ทำาให้เมื่อ x0 = 4
    ่                                             แล้วค่า y = 2x –
 ะยะ 2 หน่วยของ         y0 = 7

วิธทำา เราทราบว่0า= 4
   ี          x            ε = 2, L = ให้หาช่วงของ่ทำาให้ − 7 < 2
                                      7        x ที     y
                y − 7 = (2 x − 1) − 7 = 2 x − 8
                      2x − 8 < 2
                          − 2 < 2x − 8 < 2
                            6 < 2 x < 10
                            3< x <5
                          −1 < x − 4 < 1
วอย่างที่ 9 ทดสอบนิยาม
 จงแสดงให้เห็นว่า→1 ( 5 x − 3) = 2
                lim
                 x


 าหนด                x 0 = 1, f ( x) = 5 x − 3  และ L = 2 ตามนิยาม
        ต้องมี 0
           ε>             δ > 0 ่ทำาให้ < x − 1 < δ
                              ที      0               f (x) −และε
                                                             2<

  จากอสมการ              f (x) − 2 < ε
          ( 5 x − 3) − 2 = 5 x − 5 < ε
                                 5 x −1 < ε
                                    x −1 < ε / 5
 ดังนั้นเราจะได้วδ = ε / 5
                 ่า
       และ    0 < x −1 < δ = ε / 5               f (x) − 2 < ε เป็นจริง
       หรือ        lim( 5 x − 3) = 2
                   x →1
างที่ 10 หาค่า  เมื่อกำาหนดค่า  ให้
         lim x − 1 = 2  ที่มี  =1 ที่ทำาให้
                จงหา
         x →5
               0 < x−5 <δ ⇒        x −1 − 2 < 1
อสมการ              x −1 − 2 < 1   เพื่อหาช่วง (a,=b) รอบ
                                                x0 5
                    x −1 − 2 < 1

                  −1 < x −1 − 2 < 1
                 1 < x −1 < 3
                 1 < x −1 < 9
                 2 < x < 10
                 −3 < x−5 < 5

นั้นค่าของ   คือที่ทำาให้ − 5 < δ ⇒
                          0< x                    x −1 − 2 < 1
Figure 1.13: An open interval of radius 3 about x0 = 5 will lie
รูปตัวอย่างที่10interval (2, 10).
  inside the open
ตและลิมิตด้านเดียว (Finding Limits and One-Sided
ามารถหาค่าลิมิตโดยใช้คณิตศาสตร์และกฎพื้นฐานได้
     กฎของลิมิต
M, c และ k เป็นเลขจำานวนจริง มี c f ( x) = L
                                      lim
                                      x→              x →c
                                                                 และ
                                                      lim g ( x) = M

    กฎผลรวม       lim ( f ( x) ± g ( x)) = L ± M
                  x →c

   กฎผลคูณ        lim( f ( x) ⋅ g ( x)) = L ⋅ M
                  x →c

  กฎผลคูณด้วยค่าคงทีc่ (k ⋅ f ( x)) = k ⋅ L
                  lim
                  x→
                        f ( x) L
   กฎผลหาร        lim
                  x →c g ( x )
                               =
                                 M
                                     , M≠0

     กฎยกกำาลัง         lim( f ( x)) r / s = Lr / s
                         x→c
อย่า งที่ 1 การใช้กฎของลิมิต
 จากคุณสมบัติ= k lim x = c และ
              lim k
               x →c      x →c                            และ
 คุณสมบัต+ 4 x 2 − ม)ิต(ข) lim x มตต่− 1ไปนี้ xlim2 4 x 2 − 3
              ิของลิ 3 จงหาลิ +ิ x อ (ค) →−
                                              4          2
            3
 (ก) lim( x
      x →c                            x →c        x2 + 5
 วิธีทำา
   (ก)     lim( x 3 + 4 x 2 − 3) = lim x 3 + lim 4 x 2 − lim 3
           x →c                     x →c           x →c                x →c

                                = c + 4c 2 − 3
                                      3


                      4
                       x + x −1
                           2        lim( x 4 + x 2 − 1)
   (ข)            lim
                  x →c   x +5
                          2
                                =   x →c
                                      lim( x 2 + 5)
                                       x →c
                                    lim x + lim x 2 − lim1
                                          4

                               =    x →c          x →c              x →c

                                           lim x + lim 5
                                                   2
                                           x →c              x →c

                                 c4 + c2 −1
                               =
                                   c2 + 5
(ค)      lim 4 x 2 − 3 =
           x → −2
                                 lim (4 x 2 − 3)
                                 x → −2

                            = lim 4 x 2 − lim 3
                                 x →-2        x → −2

                            = 4(-2) 2 − 3
                            = 13
ลิมิตของพหุนาม
   ถ้าP ( x) = an x n + an −1 x n −1 + ⋅ ⋅ ⋅ + a0

   lim P( x) = P(c) = an c n + an −1c n −1 + ⋅ ⋅ ⋅ + a0
   x→c

องฟังก์ชันตรรกยะสามารถหาได้โดยการแทนที่
   ถ้า P(x) และ Q(x) เป็น Q(c) ≠ 0
   พหุนาม และ
                                      P ( x ) P (c )
                                 lim          =
                                 x →c Q ( x )   Q (c )
ย่า งที่ 2 ลิมิตของฟังก์ชนตรรกยะ
                          ั
                x 3 + 4 x 2 − 3 (−1) 3 + 4(−1) 2 − 3 0
         lim                   =                    = =0
         x → −1     x +5
                     2
                                     (−1) + 5
                                          2
                                                     6
 รกำาจัดตัวหารที่เท่ากับศูนย์
 หารเป็นศูนย์จะต้องพยายามกำาจัดตัวประกอบร่วม
mmon factors) ออกไปเพื่อให้ตัวหารไม่เป็นศูนย์
 ย่า งที่ 3 การกำาจัดตัวประกอบร่วม
                        x2 + x − 2
             จงหา lim x 2 − x
                   x →1


าไม่สามารถแทน x = 1 ลงไปได้เพราะตัวหารจะมีคาเป็นศ
  วิธีทำา                                  ่
            x 2 + x − 2   ( x − 1)( x + 2)   x + 2 
                        =
            x 2 − x   x( x − 1)   x 
                                              =            ถ้า x ≠ 1
                                                   
x2 + x − 2         x + 2 1+ 2
ดังนั้น     lim              = lim        =     =3
             x →1   x −x
                     2          x →1   x    1




                     2
                     x + x−2                          x+2
          f ( x) =       2                   g ( x) =
                      x −x                             x
2+h − 2
                                 จงหา
ย่า งที่ 4 สร้างและกำาจัดตัวประกอบร่วม              lim
                                                    h →0     h

ม่สธีทำา
  วิ ามารถแทน h = 0 ได้ และ ทั้งเศษและส่วนไม่มีตัวประ
น เจึงต้องสร้างตัวประกอบร่วมขึ้นโดยคูณทั้งเศษและส่วน
เทอมคอนจูเกท         2+h + 2
                 2+h − 2    2+h − 2 2+h + 2
                         =            ⋅
                   h           h          2+h + 2
                              2+h−2
                         =
                           h( 2 + h + 2 )
                                  h
                         =
                           h( 2 + h + 2 )
                                1
                         =
                            2+h + 2
                 2+h − 2          1
 ดังนัน
      ้   lim
          h →0     h
                         = lim
                           h →0 2+h + 2
                              1
                         =
                            2 2
(              )
                    คือความชันของเส้นตรงที่ลากผ่2านจุด
            2+h − 2 /h                        P( , 2 )
  Q ( 2 + บนเส้h ) โค้ง
          h, 2 + น        y = x ในรูปที่ จากการคำานวณแสด

ลิ1 / (ิตของความชันของเส้นตรงนี้ เมื่อ → P
  ม 2 2)                                Q
ฎีแ ซนวิช (Sandwich Theorem)
าได้ด้วยทฤษฎีแซนวิช ทฤษฎีนี้อ้างถึงฟังก์ชน f ซึ่งมีค่าอ
                                             ั
ก์ชน g และ h ถ้า g และ h มีคาลิมิตเดียวกันเมื่อ
    ั                          ่           x→c
 จะมีค่าลิมิตเช่นเดียวกันกับฟังก์ชนทั้ง 2 ด้วย
                                  ั
                               g ( x) ≤ f ( x) ≤ h( x), ∀x

                               lim g ( x) = lim h( x) = L
                               x →c         x →c



                               lim f ( x) = L
                               x →c
ย่า งที่ 5 การใช้ทฤษฎีแซนวิช
            x2               x2
 กำาหนดให้− 4 ≤ u ( x) ≤ 1 + สำาหรับทุกค่า
        1
                             2               xxที่ 0 จงหาlim u ( x)
                                               ≠
                                                         x→0
                    x   2        x 2
ก              lim 1 −
               x →0
                           = lim 1 +
                        4  x →0
                                          =1
                                       4 
                                                               จากทฤษฎ
                                      
        จะได้ว่า x→0 u ( x) = 1
                 lim
                                                                x2
                                                   h( x ) = 1 +
                                                                4

                                                         u(x)
                                                                   x2
                                                      g ( x) = 1 −
                                                                   4
่า งที่ 6 ที่ใช้ทฤษฎีแซนวิชเพิ่มเติม
ากรูป ก) เนื่องจาก ≤ sin θ ≤ θทุกค่าของ และ lim( − θ ) = lim θ = 0
                  −θ                  θ     θ →0         θ →0

           จะได้ว่าlim sin θ = 0
                    θ →0

ากรูปที่ ข) เนื่องจาก− cosθ ≤ ทุกค่าของ และ lim(1 − cos θ ) = 0
                   0 ≤1          θ     θ    θ →0

            จะได้ว่า→0 cos θ = 1
                     lim
                     θ
ด้า นเดีย ว (One-Sided Limit)
    นิย าม ลิมิตซ้าย
    และลิ)มิตขวา
  เป็นฟั(xก์ชันที่อยู่บนช่วง (a, b) โดยที่ a f<ใกล้ า เมื่อ x
        fง                                        เข้า b ถ้ L
    ให้
ข้าใกล้ a จากด้าาวว่า
              เรากล่นขวา            มีลิมิตด้านขวามือเท่ากับ L ที่ a
                                   f (x)


    เขียนเป็น
    สมการได้ว่า          lim f ( x) = L
                                                    เข้าใกล้ M
                          +
                         x →a
  เป็ให้ ง
     นฟั
       f (x)ก์ชันที่อยู่บนช่วง (c, a) โดยที่ c<a ถ้า
                                                f
                                                   เมื่อ x
ข้าใกล้ a เรากล่าวว่า ย fมี)ลิมิตด้านซ้ายมือเท่ากับ M ที่ a
              จากด้านซ้             (x


     เขียนเป็น
     สมการได้ว่า          lim f ( x) = M
                          −
                          x →a
สำาหรับฟังก์ชัน f ( x) = x / x
                               ในรูปที่ เราจะได้
                                            lim f ( x) = −1
                                    แล
                                               −
                                            x →0


                                     ะ       lim+ f ( x) = 1
                                            x →0
างที่ 7 ลิมิตด้านเดียวสำาหรับครึ่งวงกลม
 โดเมนของ( xอ=[-4 − x 2] ซึ่งมีกราฟเป็นรูปครึ่งวงกลมดังแสด
           fคื )
                  2,
                           2




 เราจะได้ว่า
        lim+ 4 − x 2 = 0
        x → −2


  และ   lim− 4 − x 2 = 0
        x→2



ม่มีลิมิตที่ -2- และ 2+
ที่ 5 ความสัมพันธ์ระหว่างลิมิตด้านเดียวและสองด้าน
 ฟังก์ชมีล(xิตเมื่อ x เข้าใกล้ c ก็ตมีลิมอ ทั้งซ้ายมือและขวาม
        ันf ิม )                          ่อเมื่ ิต
                                           f (x)
ละมีคาลิมิตเท่ากัน นั่นคือ
      ่
          lim f ( x) = L ⇔ lim f ( x) = L และ lim f ( x) = L
                         −                        +
          x →c             x →c                    x →c

อย่า งที่ 8 ลิมิตของฟังก์ชน
                          ั
                        ที่ x = 0lim f ( x) = 1
                                   x →0 +

                                 lim f ( x) และ lim f ( x) ไม่มี
                                   x →0−              x→ 0


                        ที่ x = 1lim f ( x) = 0 f (1) = 1
                                   x →1−

                                   lim f ( x) = 1
                                   x →1+


                        ที่ x = 2lim f ( x) = 1
                                   x→2−
                                                      lim f ( x) = 1
                                                      x→2+

                                   lim f ( x) = 1 f (2) = 2
                                   x→2
ที่ x = 3   lim f ( x) = lim f ( x) = lim f ( x) = f (3) = 2
               x → 3−      x → 3+           x →3


   ที่ x = 4   lim f ( x) = 1 งแม้ว่า f (4) ≠ 1
                            ถึ
               x→ 4−

               lim f ( x) และ lim f ( x)
               x→4+                 x→ 4   ไม่มี(ไม่นิยาม)
ย่า งที่ 9 ฟังก์ชันที่แกว่งมาก
 จงแสดงว่า = sin(1/ ม)ีลิมิตเมื่อ x เข้าใกล้ศูนย์
            y     ไม่x
า เมื่อ x เข้าใกล้ศูนย์ 1/x
ค่ามาก sin(1/x) จะกลับไปมา
–1 ไปยัง 1 ค่า L หลายค่า
 เข้าใกล้ศูนย์ ฟังก์ชนจะไม่มี
                     ั
ตด้านซ้ายหรือด้านขวาที่ x = 0
ลิมิต     ( sin θ ) /θ
ของ
              ั ( sin ) θ
        ฟังก์ชนมีลθิม/ิตที่       θ →0   เป็น 1 แต่ไม่นยามที่
                                                      θิ = 1




พิสูจน์
              พท         OAP < พท
                            ∆                   ∆
                                              OAP <         พท OAT
                           1          1 2     θ
                              sin θ < (1) θ =    1             1
                                                < (1)(tan θ ) = tan θ
                           2          2       2  2             2
                           1         θ 1            sin θ
                             sin θ < < tan θ     1>        > cos θ
                           2         2 2              θ
                                                          sin θ
                          แต่ xlim cos θ = 1 ดังนั้น xlim+ θ = 1
                                →0+
                                                       →0
                                                                   ด้วย
Figure 1.24: The graph θ f (θ) = (sin θ)/θ.
                      sin of
 อย่า งที่ 10 การใช้ θ
                lim
                θ →0
                                     =1
                     cosh − 1              sin 2 x 2
งแสดงให้เห็นว่า (ก)
                lim           = 0 (ข) lim
                                      x →0   5x
                                                  =
                                                    5
                h →0    h
 วิธ ท ำา
     ี
ก) โดยใช้สูตรครึ่งมุม
                  cosh = 1 − 2 sin 2 (h / 2)
                          cosh − 1         2 sin 2 (h / 2)
                     lim           = lim−
                     h →0    h       h→0          h
                                           sin θ
                                   = − lim        sin θ
                                       θ →0 θ

                                   = -(1)(0) = 0
                      sin 2 x     ( 2 5 ) ⋅ sin 2 x
 ข)   จัดรูปฟังก์ชัน0 5 x = x→0 ( 2 ) ⋅ 5 x
                  lim
                  x→
                              lim
                                         5
                                   2     sin 2 x
                                  = lim
                                   5 x →0 2 x
                                   2      2
                                  = (1) =
                                   5      5
ลิมิตอนันต์
การวิเคราะห์กราฟของฟังก์ชxโดยดูจากเส้นกำากับในแนวน
                                 ันเมื่อ
                                   → ±∞
และแนวตัน ฟังก์ชfันx) = 1 / x สำาหรับx ≠ 0 นดังรูป
         เช่ ้ง    (                     เป็
   เมื่อ              ดังนัน  ้
  lim f ( x) = lim (1 / x ) = 0
  x →±∞        x → ±∞

เส้นกำากับในแนวนอน y = 0

  และเมื่อx → ±0        1/ x → ∞

  lim f ( x) = lim (1 / x ) = ±∞
  x →±0        x →±

นเส้นกำากับในแนวตั้ง x = 0
ยาม ลิมิตเมื→ ±∞   x ่อ
  มีลิมิตเป็น L เมื่อ x เข้าสู่อนันlim f ( x) = L ถ้า
   f (x)                                ต์
                                       x →∞

        lim f ( x) = L และ lim f ( x) = L
       x →−∞               x → +∞


ย่า งที่ 1 ลิมิตของ 1/x และ k เมื่อ
                                x → ±∞
                    1      1
  จงแสดงว่า ก)∞ x = xlim x = 0 (จากรูปเป็นจริง)
                lim
                x→    → −∞



             ข)xlim k = xlim k(ตามกฎลิมิตของฟังก์ชันคงที่)
                 →∞      → −∞
                               =k


กฎสำาหรับลิมิตเมืx → ±∞
                 อ
                 ่
 มิตของการรวม การคูณ การหาร การคูณด้วยค่าคงที่ และ
น จะเหมือนกับกฎของลิมิตที่ค่าใดๆตามที่กล่าวมาแล้ว
ย่า งที่ 2 การใช้ทฤษฎีลิมิตอนันต์
                  1                1
    (ก) x→∞ x x→∞ x→∞ x = 5 + 0 = 5 (กฎการรวม)
          lim (5 + ) = lim 5 + lim

                π 3             1 1
   (ข)     lim
          x →- ∞ x 2
                     = lim π 3 ⋅ ⋅                            (กฎการคูณ)
                       x → −∞   x x
                                          1        1
                       = lim π 3 ⋅ lim ⋅ lim
                         x →- ∞    x → −∞ x x → −∞ x

                       = π 3 ⋅0⋅0 = 0

มิตของฟังก์ชนตรรกยะเมื่อ±∞
             ั       ควรหารตลอดด้วยตัวแปรที่มีกำาลัง
                     x→
งที่ 3 ตัวเศษและส่วนมีอันดับของเลขยกกำาลังเท่ากัน
              5x 2 + 8x − 3        5 + (8 / x) − (3 / x 2 )
         lim
         x →∞   3x + 2
                    2
                            = lim
                              x →∞      3 + (2 / x 2 )        (หารเศษและส่วน
                              5+0-0 5                         ด้วย x2 )
                            =            =
                                 3+ 0      3
Figure 1.27: The function in Example 3.




             รูปตัวอย่างที่ 3
งที่ 4 เมื่อเลขยกกำาลังของเศษน้อยกว่าส่วน
           11x + 2           (11 / x 2 ) + (2 / x 3 )
      lim 3         = lim
     x → −∞ 2 x − 1   x → −∞     2 − (1 / x 3 )
                      0+0
                    =         =0
                       2-0

ที่ 5 เมื่อเลขยกกำาลังของเศษมากกว่าส่วน
             2x2 − 3          2 x − (3 / x)
ก)    lim
      x → −∞ 7 x + 4
                     = lim
                       x → −∞ 7 + ( 4 / x )
                      = −∞
              − 4x3 + 7 x                  − 4 x + (7 / x )
ข)    lim
      x → −∞ 2 x 2 − 3 x − 10
                              = lim
                                x → −∞ 2 − (3 / x ) − (10 / x 2 )


                               =∞
Figure 1.29: The function in Example 5(a).
     รูปตัวอย่างที่ 5 ก)           รูปตัวอย่าง
                                   ที่ 5 ข)        − 4x3 + 7 x
                                             y=
                                                  2 x 2 − 3 x − 10
กำากับแนวนอนและแนวตั้ง: ลิมิตอนันต์เส้นกำากับแนวตั้ง
   ฟังก์ชน ( x) = 1 / x
         ั f
   เมื่อ x → ∞, (1 / x ) → 0
       lim(1 / x ) = 0           เส้นกำากับแนวนอน
       x →∞


   เมื่อ x → −∞, (1 / x ) → 0
         lim (1 / x ) = 0
         x → −∞

y = 0 คือเส้นกำากับแนวนอนของกราฟของ            f
                                                 1
  เมื่อ x → 0 , (1 / x ) → ∞ xlim f ( x) = xlim x = ∞
             +
                                    +         +
                              →0            →0
                                                      1
   เมื่อ x → 0 , (1 / x ) → −∞    lim f ( x) = lim = −∞
                  −
                                  x →0 −       x →0 − x


เส้น งนั= 0 คือเส้นกำากับแนวตั้งของกราฟของ
   ดั x ้น                           f
าม   เส้นกำากับแนวนอนและแนวตั้ง
= b เป็นเส้นกำากับแนวนอนของกราฟของฟัy ก์ช(x)
                                           ง= f น
                                                ั
   ถ้า lim f ( x) = b หรือ xlim f ( x) = b
       x →∞                  → −∞



= a เป็นเส้นกำากับแนวตั้งของกราฟของฟังf (x)ัน y = ก์ช
   ถ้า xlim f ( x) = ±∞ หรือ xlim f ( x) = ±∞
          −
         →a                 +
                               →a


อย่า งที่ 6 หาเส้นกำากับ
                       x+3
จงหาเส้นกำากับของโค้= x + 2
                    yง

า หาพฤติกรรมของฟังก์ชxันเมื่อและ x → −2
                            → ±∞
          x+3       1               1                       1
     y=       = 1+        lim (1 +     ) =1     lim ± (1 +     )=∞
          x+2      x+2   x → ±∞    x+2        x → −2       x+2

นกำากับในแนวนอนคือ y =1 และเส้นกำากับในแนวตั้งคือ
รูปตัวอย่างที่ 6

       x =-2

y =1
ย่า งที่ 7 โค้งที่มีเส้นกำากับหลายเส้น
                      1                   sin x
   โค้ง y = sec x = cos x และ y = tan x = cos x
มีเส้นกำากับแนวดิ่งมากมายที่คาของ 0 ดังรูป
                             ่cos x =
      y = sec x                      y = tan x
ย่า งที่ 8 เส้นกำากับแนวนอนของ
                            y=e x


 โค้งyจะมีเส้น y = 0 เป็นเส้นกำากับ
        = ex
แนวนอน ดังแสดงในรูป
       lim e x = 0
       x→ −∞


       lim e x
      ( x→ ∞ ไม่มี)


สามารถที่จะหาพฤติกรรมของ(x) เมื่อ x → ±∞
                             y= f
ดยการหาลิมิตของ f (1 / x)เมื่อ x → 0
             y=
t → −∞



อย่า งที่ 9 การใช้การแทนที่
           จงหา lim sin(1 / x)
                x →∞

าให้ t = 1/x เราทราบว่า t → 0                x→∞   เมื่อ   ดังนั้น
                      1
              lim sin( ) = lim sin(t ) = 0
              x →∞    x    t →0

อย่า งที่ 10 การใช้การแทนที่
             จงหา x→0
                    lim e1/ x   −



       เราให้ t = 1/x เราทราบว่า
                              t → −∞

   เมื่อ x → 0 − ดังนั้น

      lim− e1/ x = lim et = 0
      x→0        t → −∞
มิตอนันต์ด้วย ทฤษฎีแซนวิช
งที่ 11 หาลิมิตเมื่อ x เข้าใกล้ 0 หรือ 
                          sin x
งหาเส้นกำากับของโค้y =ง + โดยใช้ทฤษฎีแซนวิช
                      2
                            x

า หาพฤติกรรมของฟังก์ชันเมื่อ    และเมื่อ →(0 วหารเป็น 0)
                           x → ±∞      x ตั
                  sin x
   เมื่อx→0  lim ดังนัน1 งไม่มีเส้นกำากับในแนวตั้งที่จุดก
                        ้= จึ
             x →0         x
                                  sin x 1                      1
     เมื่อx → ±∞   เนื่องจาก   0≤      ≤            และ lim
                                                        x → ±∞ x
                                                                 =0
                                    x    x
                          sin x
    ดังนั้นจะได้ว่าxlim x = 0ตามทฤษฎีแซนวิช
                     → ±∞

                               sin x 
      ดังนัน
           ้          lim  2 +
                     x → ±∞
                                 x 
                                       = 2+0 = 2
รูปตัวอย่างที่ 11




y =2
ยามที่แม่นยำาของลิมิตอนันต์
  เข้าสู่คาอนันต์บวกเมื่อ x เข้า0 หรือ xlim f ( x) = ∞
    f (x) ่                      x ใกล้ → x            0


 ทุกเลขจำานวนจริงบวก B ที่ท> 0 และ 0 < x − x < δ ⇒ f ( x) > B
                              δ ำาให้                              0

   เข้าสูค่าอนันต์ลบเมื่อ x เข้าใกล้ อ xlim f ( x) = −∞
     f (x) ่                     x0 หรื → x
                                                           0

าทุกเลขจำานวนจริง- B ที่ทำาให้0 และ 0 < x − x0 < δ ⇒ f ( x) < − B
                               δ>

ลองพฤติกรรมปลาย (End behavior model)
 x ใหญ่มาก เราสามารถจำาลองพฤติกรรมของฟังก์ชนที่ซับ        ั
                    4     3    2
              y = 3x − 2 x + 3x − 5 x + 6                  y = 3x 4 − 2 x 3 + 3x 2 − 5 x + 6


   y = 3x 4
                                            y = 3x 4
การวิเคราะห์
     ให้ f ( x) = 3 x 4 − 2 x 3 + 3 x 2 − 5 x + 6 และ g ( x) = 3 x 4
                    f ( x)          3x 4 − 2 x 3 + 3x 2 − 5 x + 6
              lim           = lim
             x → ±∞ g ( x )  x → ±∞              3x 4
                                     2   1  5  2 
                          = lim 1 −    + 2− 3+ 4
                            x → ±∞  3x x   3x x 
                          =1
ดงว่า g(x) สามารถแทน f(x) ได้เมื่อ |x|มีคามาก
                                         ่
 แบบจำาลองพฤติกรรมปลาย (End behavior model)
  ฟังก์ชัน าลองพฤติกรรมปลายขวาของ f ถ้า
   เป็นแบบจำ
          g
                                         f ( x)
                                    lim          =1
                                    x →∞ g ( x )


    ฟังก์ชัน าลองพฤติกรรมปลายซ้ายของ f ถ้า
    เป็นแบบจำ
            g

                                          f ( x)
                                    lim           =1
                                   x → −∞ g ( x )
3 การหาแบบจำาลองพฤติกรรมปลาย (End behavior m
  ให้
                    −x
     f ( x) = x + e จงแสดงว่า คือแบบจำาลองพฤติกรรมปลายขว
                            g ( x) = x
   f และ h( x) = e                             f
                     −x
                คือแบบจำาลองพฤติกรรมปลายซ้ายของ
ิธ ท ำา
   ี         ด้านขวา f ( x) x + e− x  e− x 
                     lim              = lim         = lim1 +
                                                                =1
                      x →∞   g ( x)    x →∞   x       x →∞
                                                             x 
                                                                 −x
                                                                    e
                                                  เพราะว่า lim
                                                             x →∞       x
                                                                            =0

          ด้านซ้ายlim    f ( x)
                                 = lim
                                          x + e− x            x 
                                                   = lim 1 + − x  = 1
                                              −x
                  x → −∞ h ( x )   x → −∞   e        x → −∞
                                                             e 
                                                                            x
                                                              lim                =0
                                                  เพราะว่า   x → −∞     e   −x
รูปตัวอย่างที่ 13
างที่ 14 การหาเส้นกำากับแนวลาดเอียง
                                    2x2 − 3
เส้นกำากับแนวลาดเอียงของกราฟของx + 4
                           f ( x) =
                                    7
   จากการหารตัวเศษด้วยตัวส่วน เราจะได้
                 2 x 2 − 3 หายไปเมื่อ|x| มีค่ามาก
        f ( x) =
                 7x + 4
                 2       8     − 115
               = x− +
                 7       49  49(7 x + 4)
         ฟังก์ชันเชิงเส้น g(x)

นันเส้นกำากับแนวลาดเอียงของ
  ้
                     2     8          2    8
าฟของ f คือ g ( x) = 7 x − 49 g ( x) = x −
                                      7    49
นต่อเนือความต่อเนื่อง ของฟังก์ชัน จะแปรผันอย่างต่อเน
       ่ งเป็นฟังก์ชันที่คา (Continuity)
                          ่
 อิสระ จะไม่มีการกระโดดจากค่าหนึงไปอีกค่าหนึง
                                  ่         ่
วอย่า งที่ 1 การหาความต่อเนื่อง
  จงหาจุดที่ฟังก์ชัน ความต่อเนื่อง และจุดที่ไม่ต่อเนื่อง
             ในรูปมี
                  f

                       วิธ ท ำา ฟังก์ชัน จะต่อเนื่องทุกจ
                           ี
                       ในโดเมน [0, 4]
                       ยกเว้นที่ x = 1, x = 2 และ x =
เหตุผล
  จุดทีf่ ต่อเนื่อง
           ที่ x                  lim f ( x) = f (0)
           =0 =
           ที่ x
                                   +
                                  x →0
                                   lim f ( x) = f (3)
           3                       x →3

           ที่ 0 < c < 4, c ≠ 1,2 lim f ( x) = f (c)
                                   x →c

   จุดทีf่ ต่อเนื่อง
       ไม่
           ที่ x               lim f ( x)
           =1 =                 x→1          ไม่มี
           ที่ x               lim f ( x) = 1 แต่       1 ≠ f ( 2)
            2่ x =
            ที
                               x →2

                        lim f ( x) = 1 แต่ 1 ≠              f (4)
            4           x →4

            ที่
            c<0, c>4 อยู่ในโดเมนของ
                    ไม่                  f
ยาม ความต่อเนื่องที่จุดใดๆ

    ต่อเนื่องจากขวา ต่อเนื่องจากซ้ายและจากขวา ่องจากซ้าย
                                          ต่อเนื




   ที่จุดภายในฟังก์ชมีความต่อเนื่องที่จุดภายใน c ถ้า
                   y น f (x)
                     ั=
                        lim f ( x) = f (c)
                        x →c


    ที่จุดปลายฟังก์ชัน fวามต่อเนื่องที่จุดปลายด้านซ้ายมือ
                     มีค
                    y = (x)
มีความต่อเนืองที่จุดปลายด้านขวามือ a ของโดเมนของฟังก
            ่
               lim f ( x) = f (a ) หรือ lim f ( x ) = f (b)
                                             −
               x →a+
                                        x →b
่า งที่ 2 ฟังก์ชันต่อเนื่องตลอดโดเมน
น                    มีความต่อเนื่อง
        f ( x) = 4 − x 2

ในโดเมน [-2, 2] ที่ x = -2
มต่อเนื่องขวา และที่ x = 2
มต่อเนื่องซ้าย
างที่ 3 ฟังก์ชันไม่ต่อเนื่องแบบกระโดด
ชันขั้นบันไดหนึ่งหน่วย U(x) ดังแสดง
ปมีความต่อเนืองขวาที่ x = 0 แต่ไม่มี
              ่
มต่อเนื่องซ้ายหรือต่อเนื่องที่จุดนี้
 จากฟังก์ชันมีการกระโดดที่ x = 0
สอบความต่อ เนือ ง (Continuity test)
                  ่
 ฟังก์ชน (x) อเนื่องที่ x = c ถ้ามีคณสมบัติ3 ข้อดังต่อไปน
  จะมีคั วามต่
         f                          ุ
    1.หาค่าได้ ( c อยู่ในโดเมนของ
        f(c)                          f    )
                  หาค่าได้( มีลิมิตเมื่อ
                                   x→c
    2. x→c
       lim f ( x)         f
                        )
    3. lim f ( x) =(ค่า)ลิมิตเท่ากับค่าของฟังก์ชน)
       x →c
                    f (c                        ั

ณารูปกราฟของฟังกันต่อไปนี้ แล้วระบุจุดที่มีความต่อเนื่อ
ไม่ต่อเนื่องของฟังก์ชน
                     ั
Figure 1.50: The function in (a) is continuous at x = 0; the
functions in (b) through ( f ) are not.
       ต่อเนือง        ไม่ต่อเนืองที่ x=0ไม่ต่อเนืองที่ x=0   ไม่ต่อเนืองที่ x=0




              ไม่ต่อเนืองที่ x=0            ไม่ต่อเนืองที่ x=0
ก์ชน
   ั   ที่ต่อเนื่องทุกจุดในโดเมน

นพหุนาม (polynomials)
นตรรกยะ (rational functions)
นราก (root functions) ( = x ,     n เป็นเต็มบวก> 1)
                           n
                       y

นตรีโกณมิติ (trigonometric functions)
นตรีโกณมิติผกผัน (inverse trigonometric function
นเลขชีกำาลัง (exponential functions)
      ้
นลอการิทึม (logarithmic functions)
ณสมบัติของฟังก์ชนต่อเนือง
                ั      ่
        ต่อfและ g
 ถ้าฟังก์ชน ่องที่ x = c ดังนั้นการรวมกันต่อไปนีของฟังก
           ั เนื                                ้
มีความต่อเนืองที่ x = c เช่นกัน
               ่
     1. ผลรวม (Sums) f + g
                           f −g
    2. ผลต่าง (Differences)
    3. ผลคูณ (Products) ⋅ g
                          f

4. ผลคูณค่าคงที่ (Constant multiples)นตัวเลขใดๆ
                              k ⋅ k, เป็
                                  f

    5. ผลหาร (Quotients)g , g (c) ≠ 0
                      f/
ะกอบกัน (Composites)
นประกอบของฟังก์ชนต่อเนื่องจะมีความต่อเนื= sin(เช่)น
                      ั                       y อง x 2 และ
                                                ่
   y = cos อเนื่องทุกจุดในช่วงที่กำาหนด
     จะต่ x
  ถ้า fต่อเนืองที่ x = c และอเนื่องที่ x = )
        (x)  ่              ต่
                          g (x)          f (c

   ดังนัน จะต่
        ้ g O f อเนื่องที่   x = c ลิมิตเมื่อ คือ
                                        x→c         g ( f (c))
Figure 1.53: Composites of continuous functions are
ย่continuous.
  า งที่ 3 การใช้ทฤษฎีการประกอบ
                x sin x
 จงแสดงว่า =
          y
                x 2 + 2 มีความต่อเนื่อง

               x sin x
จาก            เป็นฟังก์ชันต่อเนื่อง (กฎการคูณ การยกกำาล
               x2 + 2
                                          x sin x
   เป็นฟั|งxก์ชนต่อเนื่อง
      y= | ั                ดังนั้น y =   x2 + 2            เป็นฟังก์ชน
                                                                      ั

                                                         x sin x
      y = −x             y=x
                                                    y=
                                                         x2 + 2
ฎีบทค่าระหว่างกลางของฟังก์ชนต่อเนื่อง  ั
 ฟังก์ชน =ต่อเนื่องบนช่วงปิด [a, b]
           ั y f (x)
ะให้ค่าได้ทุกๆ ค่าระหว่(a)และ f (b)
                            f าง

   ถ้า นค่าใดๆค่าหนึ่งระหว่างและ
    เป็y 0                       f (a)
   f (b) ดังนัน y 0 = f (สำาหรับ c ที่อยู่
               ้         c)
ในช่วง [a, b]
                       2 x − 2, 1 ≤ x < 2
 รูปของ   ฟังก์ชfนx) =  3, 2 ≤ x ≤ 4
                 ั(
                       
 ะไม่ให้ทุกค่าระหว่าง= 0
                 f (1)

  และ f (4) = 3
 ะไม่มีคาระหว่าง 2 และ 3
        ่
พราะไม่เป็นฟังก์ชันต่อเนื่อง
เส้นสัมผัส (Tangent Lines)
 วงกลมคือเส้น L ที่สัมผัสวงกลมและตั้งฉากกับรัศมีของวงก
อย่างไรถ้าเส้น L สัมผัสกับเส้นโค้งอื่น C ที่จุด P โดยทั่วไ
ห้ความหมายของเส้นสัมผัสอย่างใดอย่างหนึ่งต่อไปนี้
         1. L ผ่าน P ตั้งฉากกับเส้นจาก P ไปยัง
            จุดศูนย์กลาง C
         2. L ผ่านเพียงจุดเดียวของ C นั่นคือ P
         3. L ผ่านจุด P และอยู่เพียงด้านเดียวของ
            C


                         กรณีไม่ใช่เส้นสัมผัส
นิยามของเส้นสัมผัสสามารถกับเส้นโค้งทั่วไป ต้อง
ใช้การเคลื่อนเข้าใกล้ โดยการพิจารณาพฤติกรรม
ของเส้นตัดเมื่อจุด Q เคลื่อนเข้าหาจุด P ตามเส้น
โค้ง ดังรูปและคำานวณหาลิมิตของความชันของเส้น
ตัดเมื่อ Q เคลื่อนตามเส้นโค้งเข้าหาจุด P ถ้ามีลิมิต
ค่าความชันของเส้นสัมผัสที่จุด P จะเท่ากับค่าสัมผัส
                                        เส้น ลิมิต
           เส้นสัมผัส
                           เส้นตัด
ย่า งที่ 1 เส้นสัมผัสโค้งพาราโบลา
มชันของพาราโบลา          y = x2         ที่จุด P(2, 4) แล้วเขียน
กับพาราโบลาที่จุดนี้
กเส้นตัดผ่านจุด P(2, 4) และจุด Q(2+h, (2+h)2) แล้วหา
จากนันหาความชันของเส้นตัดเมื่อ 2Q เคลื่อนตามเส้นโค้งเข
      ้
                    ∆y (2 + h) 2 − 2 2 h + 4h + 4 − 4
 ความชันของเส้นตั∆x =
                    ด        h
                                      =
                                              h
                                       h 2 + 4h
                                     =
                                           h
                                     = h+4
                           lim(h + 4) = 4
                           h →0

                   คือเส้นตรงที่ผ่านจุด P ที่มีความชันเท่ากับ
                   มีสมการเป็น
                                             y = 4 + 4( x − 2)
                                             y = 4x − 4
ความชันและเส้นสัf (x0ส (Slope0)and Tangent Line)
           lim มผั + h) – f (x
 ความชันของเส้นโค้ง yh f (xที่จุดP( x0 , f ( x0 )) คือ
           h→0
                        =  )
                        f ( x0 + h) − f ( x0 )
             m = lim
                 h →0             h

                                                 เส้นสัมผัสกับเส้นโค้งที่ P
                                                  คือเส้นตรงที่ลากผ่านจุด
                                                  ด้วยความชัน m
างที่ 2 ความชันและเส้นสัมผัสของ y = 1/x
 ความชันของโค้ง y = 1/x ที่ x = a
ดมีความชันเท่ากับ -1/4
ดอะไรขึ้นกับเส้นสัมผัสของโค้งที่จุด (a, 1/a) เมื่อ a เปลี่ย
  วิธ ท ำา
      ี
                ความชันที่ (a, 1/a) คือ
     (ก) f ( x) = 1 / x
                                                   1      1
                                                        −
                    f ( a + h) − f ( a )
              lim                        = lim a + h a
               h →0          h             h→0        h
                                                1 a − ( a + h)
                                         = lim
                                           h →0 h a ( a + h)

                                                    −1         1
                                         = lim             =− 2
                                           h →0 a ( a + h)     a
             1        1
     (ข)
            a จุดที่มีความชัน= -1/4 คือ
           − 2 = − , a = ±2
                      4                                            (-2,-1/2),(2,1/
มชันจะเป็นลบเสมอและมีคามากขึ้นเมื่อ a มีค่ามากขึ้น
                      ่

Limit

  • 1.
  • 2.
    อัตราการเปลี่ยนแปลง (Rates ofChange) มเร็วเฉลี่ย (Average Speed ) ความเร็วเฉลี่ยของวัตถุที่เคลื่อนที่ในช่วงเวลาใดๆ หา ได้จากระยะทางที่วัตถุ หาความเร็วเฉลี่ย วงเวลานันๆ ซึ่งมีหน่วยเป็นหน่วย เคลื่อนที่หารด้วยช่ ้ ความยาวต่อหน่วยเวลา จงหาความเร็วเฉลี่ยในช่วง 2 วินาทีแรกที่ก้อนหินตกลงม วิธ ท ำา ก้อนหินที่หล่นลงมาอย่างอิสระจากหน้าผา ี สูงสู่พื้นผิวโลกจะมี y = 16t 2 นในช่วง 2 วินาทีแรกพันธ์ระหว่เฉลี่ยของก้อนหินหาได้จาก ความสัม ความเร็ว างระยะทางการ หินเคลื่อนที่กับช่วงเวลาเป็วงเวลา ที่เคลื่อนที่ ในช่วงเวลา 2 เคลื่อนที่ได้ หารด้วยช่ น 0 ถึง t = 2 เราจะได้ความเร็วเฉลี่ยของก้อนหินเป็น
  • 3.
    ∆y 16( 2)2 −16(0) 2 ∆t = 2 −0 = 32 ฟุตต่อวินาที วขณะใดขณะหนึ่ง(Instantaneous Speed) ความเร็วขณะใดขณะหนึ่งของวัตถุที่เคลื่อนที่ เวลาใดๆ หาได้จาก ย่า งที่ ระยะทางที่วัตถุเคลื่อนที่ในในเวลาที่สนมากๆ 2 หาความเร็วขณะใดขณะหนึง ่ ั้ หารด้วยช่วงเวลานั้น จงหาความเร็วของก้อนหินในตัวอย่างที่ 1 ที่เวลา t = 2 เร็วเฉลี่ยของก้อนหินในช่วงเวลาจาก t = 2ไปยัง t = 2 + ∆y 16(2 + h) 2 − 16(2) 2 = ∆t h ความเร็วของก้อนหินที่เวลา t = 2 คือ≈ ราไม่สามารถแทนค่า เมื่อ hได้โดยตรงต้องใช้วิธการหาลิม ความเร็วเฉลี่ย h=0 0 ี
  • 4.
    าน้อยๆ จะได้ความเร็วของก้อนหินที่เวลา t=2เป็นดังตารา ∆y 16(2 + h) 2 − 16(2) 2 = ∆t h ารางที่ 1.1 ความเร็วเฉลี่ยในช่วงเวลาสันๆ ที่ t = 2 ้ ความยาวของ ∆y / (ฟุต /วิน าที) ∆t ช่ว งเวลา (วิน าที) 1 80 0.1 65.6 0.01 64.16 0.001 64.016 0.0001 64.0016 0.00001 64.00016
  • 5.
    ดังนั้นพบว่าเมื่อค่า h มีค่าเข้าใกล้0 ค่าความเร็วเฉลี่ย รคำานวณทางพีชฟุตต่อวินาที จะเข้าใกล้ 64 คณิต ∆y 16(2 + h) 2 − 16(2) 2 16(4 + 4h + h 2 ) − 64 = = ∆t h h 64h + 16h 2 = = 64 + 16h h เมื่อ h เข้าใกล้ 0 จะได้คาความเร็วเฉลี่ยจึงมีคาจำากัด ่ ่ เป็น 64 + 16(0) = 64 ฟุต/วินาที าเฉลี่ยของการเปลี่ยนแปลงและเส้นตัด = f(x) มีอัตราเฉลี่ยของการเปลี่ยนแปลงของ y ต่อ x 1 , ตลอ [x x2 ] เป็น ∆y f ( x2 ) − f ( x1 ) f ( x2 ) − f ( x1 ) = = ∆x x2 − x1 h
  • 6.
    งที่ลากเชือมจุด 2 จุดของเส้นโค้งคือเส้นตัด(secant) ส่วน ่ งสรุปได้ว่าอัตราการเปลี่ยนแปลงของ f จาก x1 ไปยัง x2 มชันของเส้นตัด PQ
  • 7.
    3 การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของแผ่นกันความร้อน ในการออกแบบแผ่นกันความร้อนที่มีความหนา 1นิ้ว สำาหรับยานยนต์อวกาศ แผ่นกันความร้อนได้ถูก ตรวจสอบอุณหภูมิ  ที่แต่ละระดับ ความลึกของแผ่นกันความร้อนดังแสดงในรูปที่ และ อยากทราบการเปลี่ยนแปลงสูงสุดของอุณหภูมิต่อ หนึงหน่วยความลึกของแผ่นกันความร้อนนี้ ่
  • 8.
    วิธีทำา กราฟที่กำาหนดให้ จุด Pจะมีความชันสูงสุด ดังนี้กำาหนดให ที่เลื่อนได้จาก x=0 ไปสู่จุด P ความชันของเส้นตรง PQ จะ าของการเปลี่ยนแปลงสูงสุดของอุณหภูมิต่อหนึ่งหน่วยควา ∆µ ≈ −2.60 เป็นลบแสดงว่า ∆x อุณหภูมิลดลงเมื่อ x มากขึ้น หรือคำานวณโดยละเอียดได้จาก ∆µ (0 − 1) ≈ = −2.777 ∆x (0.68 − 0.32)
  • 9.
    Figure 1.4: Thetangent line at point P has the same steepness องฟังก์ชัน (Limits of Functions) (slope) that the curve has at P. งฟังก์ชนอาจจะหาค่าไม่ได้ที่จุดใดจุดหนึง แต่เราสามารถห ั ่ นเมื่อเข้าใกล้จุดนั้นมากๆได้ ถ้าฟังก์ชันนันมีลิมิตที่จุดนัน ้ ้ ที่ 4 พฤติกรรมของฟังก์ชนเมื่อเข้าใกล้จุดใดจุดหนึ่ง ั x2 −1 ฟังก์ชน ( x) = x − 1 ัf ฤติกรรมอย่างไรเมื่อ x เข้าใกล้ 1 า ฟังก์ชันที่กำาหนดให้ ามารถหาค่าได้เมื่อ x =1 ค่าประมาณ 2 เมื่อ x เข้าใกล้ 1
  • 10.
    เราสามารถแตกออกเป็นตัวประกอบย่อยและจัดรูปฟังก x ≠1 ( x − 1)( x + 1) f ( x) = = x + 1(เมื่อ x ≠ 1 ) ( x − 1) เมื่อ x เข้าใกล้ 1 จะทำาให้คาของฟังก์ชนมีค่าเป็น 2 ่ ั หรือกล่าวว่าลิมิตของ f เป เมื่อ x เข้าใกล้ 1 หรือเขีย เป็นสมการได้ว่า x2 −1 lim f ( x) = 2 หรือ lim =2 x →1 x →1 x − 1
  • 11.
    นิย ามโดยทั่ว ไปของลิมต (Informal ิ Definition of Limit) ให้ f(x) ถูกกำาหนดบนช่วงเปิด ใกล้ x0 และ f(x) เข้าใกล้ L สำาหรับทุกค่าของ x ที่เข้าใกล้ x0 เราเขียนเป็)น= L lim f ( x สมการได้ว่า x → x0 (นิยามนี้ไม่ชัดเจนเพราะไม่ทราบว่าใกล้เท่าไร)
  • 12.
    งที่ 5 ค่าลิมิตไม่ขึ้นอยู่กับค่าของฟังก์ชันที่x0 ที่ มีลิมิต 2 เมื่อ x → 1 งแม้ว่า หาค่าไม่ได้ที่ xg=1 ฟ ถึ f ถึงแม้ว่า x →1 g (1) ≠ 2 ฟัh ก์ชน เป็นฟังก์ชันท ง ั ค่าเท่ากั1 ค่าของฟังก์ชนที่ x = 1 เราเขียนได้วx่า = h(1) x→บ ั lim h( ) x →1 2 x −1  x2 −1  (a ) f ( x) = x −1 (b) g ( x) =  x − 1 , x ≠ 1 (c ) h ( x ) = x + 1 1  ,x =1 lim f ( x) = lim g ( x) = lim h( x) = 2 x →1 x →1 x →1
  • 13.
    ย่า งที่ 6ฟังก์ชนที่มีลิมิตทุกจุด ั ถ้า f เป็นฟังก์ชันเฉพาะ lim f ( x) = lim x = x0 (identity function) x → x0 x → x0 f(x)= x ดังนันสำาหรับค่า ้ ถ้า f เป็นฟังก์ชนคงที่ ั x0ใดๆ lim f ( x) = lim k = k (constant function) x → x0 x → x0 f(x)= k ดังนันสำาหรับค่า x0 ้ ใดๆ identity function constant function
  • 14.
    ตัวอย่าง lim x = 3 Identity x →3 function เช่น lim (4) = lim(4) = 4 x → −7 x→2 Constant function งฟังก์ชนอาจไม่มีลิมิตดังในรูป ั
  • 15.
    ย่า งที่ 7การพิจารณาว่าไม่มีลิมิต จงอธิบายพฤติกรรมของฟังก์ชันในรูปเมื่อ 1  0, x≤0 0, x < 0  , x≠0  ก) U ( x) =  ข) g ( x) =  x ค) f ( x) =  1 sin , x>0 1, x ≥ 0 0,  x=0  x 
  • 16.
    ยงตรงของลิมิต (Precise Definitionof Limit) ให้f ถูกกำาหนดให้อยู่บนช่วงเปิดรอบ x0 ยกเว้นที่ lim f ( x) = L จุด x0 เราอาจกล่าวได้ว่า f(x) เข้าใกล้ลิมิต L เมื่อ x→ x 0 δ บ x เข้าใกล้ x0และเขียนเป็นสมการได้ว่าถ้าสำาหรั> 0 ทุกเลขจำานวนใดๆ0ที่ ε> แล้วทำาให้เ0 ดค่า δ > กิ ที่เกี่ยวข้อง สำาหรับ 0 < x − x0 < δ ⇒ f ( x) − L < ε ทุกค่า x ทำาให้
  • 17.
    Figure 1.11: Therelation of δ and ε in the definition of limit. ย่า งที่ 8 การควบคุมฟังก์ชันเส้นตรง มีคาอยู่ในช่วงใดที่ทำาให้เมื่อ x0 = 4 ่ แล้วค่า y = 2x – ะยะ 2 หน่วยของ y0 = 7 วิธทำา เราทราบว่0า= 4 ี x ε = 2, L = ให้หาช่วงของ่ทำาให้ − 7 < 2 7 x ที y y − 7 = (2 x − 1) − 7 = 2 x − 8 2x − 8 < 2 − 2 < 2x − 8 < 2 6 < 2 x < 10 3< x <5 −1 < x − 4 < 1
  • 18.
    วอย่างที่ 9 ทดสอบนิยาม จงแสดงให้เห็นว่า→1 ( 5 x − 3) = 2 lim x าหนด x 0 = 1, f ( x) = 5 x − 3 และ L = 2 ตามนิยาม ต้องมี 0 ε> δ > 0 ่ทำาให้ < x − 1 < δ ที 0 f (x) −และε 2< จากอสมการ f (x) − 2 < ε ( 5 x − 3) − 2 = 5 x − 5 < ε 5 x −1 < ε x −1 < ε / 5 ดังนั้นเราจะได้วδ = ε / 5 ่า และ 0 < x −1 < δ = ε / 5 f (x) − 2 < ε เป็นจริง หรือ lim( 5 x − 3) = 2 x →1
  • 19.
    างที่ 10 หาค่า เมื่อกำาหนดค่า  ให้ lim x − 1 = 2  ที่มี  =1 ที่ทำาให้ จงหา x →5 0 < x−5 <δ ⇒ x −1 − 2 < 1 อสมการ x −1 − 2 < 1 เพื่อหาช่วง (a,=b) รอบ x0 5 x −1 − 2 < 1 −1 < x −1 − 2 < 1 1 < x −1 < 3 1 < x −1 < 9 2 < x < 10 −3 < x−5 < 5 นั้นค่าของ คือที่ทำาให้ − 5 < δ ⇒ 0< x x −1 − 2 < 1
  • 20.
    Figure 1.13: Anopen interval of radius 3 about x0 = 5 will lie รูปตัวอย่างที่10interval (2, 10). inside the open
  • 21.
    ตและลิมิตด้านเดียว (Finding Limitsand One-Sided ามารถหาค่าลิมิตโดยใช้คณิตศาสตร์และกฎพื้นฐานได้ กฎของลิมิต M, c และ k เป็นเลขจำานวนจริง มี c f ( x) = L lim x→ x →c และ lim g ( x) = M กฎผลรวม lim ( f ( x) ± g ( x)) = L ± M x →c กฎผลคูณ lim( f ( x) ⋅ g ( x)) = L ⋅ M x →c กฎผลคูณด้วยค่าคงทีc่ (k ⋅ f ( x)) = k ⋅ L lim x→ f ( x) L กฎผลหาร lim x →c g ( x ) = M , M≠0 กฎยกกำาลัง lim( f ( x)) r / s = Lr / s x→c
  • 22.
    อย่า งที่ 1การใช้กฎของลิมิต จากคุณสมบัติ= k lim x = c และ lim k x →c x →c และ คุณสมบัต+ 4 x 2 − ม)ิต(ข) lim x มตต่− 1ไปนี้ xlim2 4 x 2 − 3 ิของลิ 3 จงหาลิ +ิ x อ (ค) →− 4 2 3 (ก) lim( x x →c x →c x2 + 5 วิธีทำา (ก) lim( x 3 + 4 x 2 − 3) = lim x 3 + lim 4 x 2 − lim 3 x →c x →c x →c x →c = c + 4c 2 − 3 3 4 x + x −1 2 lim( x 4 + x 2 − 1) (ข) lim x →c x +5 2 = x →c lim( x 2 + 5) x →c lim x + lim x 2 − lim1 4 = x →c x →c x →c lim x + lim 5 2 x →c x →c c4 + c2 −1 = c2 + 5
  • 23.
    (ค) lim 4 x 2 − 3 = x → −2 lim (4 x 2 − 3) x → −2 = lim 4 x 2 − lim 3 x →-2 x → −2 = 4(-2) 2 − 3 = 13 ลิมิตของพหุนาม ถ้าP ( x) = an x n + an −1 x n −1 + ⋅ ⋅ ⋅ + a0 lim P( x) = P(c) = an c n + an −1c n −1 + ⋅ ⋅ ⋅ + a0 x→c องฟังก์ชันตรรกยะสามารถหาได้โดยการแทนที่ ถ้า P(x) และ Q(x) เป็น Q(c) ≠ 0 พหุนาม และ P ( x ) P (c ) lim = x →c Q ( x ) Q (c )
  • 24.
    ย่า งที่ 2ลิมิตของฟังก์ชนตรรกยะ ั x 3 + 4 x 2 − 3 (−1) 3 + 4(−1) 2 − 3 0 lim = = =0 x → −1 x +5 2 (−1) + 5 2 6 รกำาจัดตัวหารที่เท่ากับศูนย์ หารเป็นศูนย์จะต้องพยายามกำาจัดตัวประกอบร่วม mmon factors) ออกไปเพื่อให้ตัวหารไม่เป็นศูนย์ ย่า งที่ 3 การกำาจัดตัวประกอบร่วม x2 + x − 2 จงหา lim x 2 − x x →1 าไม่สามารถแทน x = 1 ลงไปได้เพราะตัวหารจะมีคาเป็นศ วิธีทำา ่  x 2 + x − 2   ( x − 1)( x + 2)   x + 2   =  x 2 − x   x( x − 1)   x  = ถ้า x ≠ 1      
  • 25.
    x2 + x− 2 x + 2 1+ 2 ดังนั้น lim = lim = =3 x →1 x −x 2 x →1 x 1 2 x + x−2 x+2 f ( x) = 2 g ( x) = x −x x
  • 26.
    2+h − 2 จงหา ย่า งที่ 4 สร้างและกำาจัดตัวประกอบร่วม lim h →0 h ม่สธีทำา วิ ามารถแทน h = 0 ได้ และ ทั้งเศษและส่วนไม่มีตัวประ น เจึงต้องสร้างตัวประกอบร่วมขึ้นโดยคูณทั้งเศษและส่วน เทอมคอนจูเกท 2+h + 2 2+h − 2 2+h − 2 2+h + 2 = ⋅ h h 2+h + 2 2+h−2 = h( 2 + h + 2 ) h = h( 2 + h + 2 ) 1 = 2+h + 2 2+h − 2 1 ดังนัน ้ lim h →0 h = lim h →0 2+h + 2 1 = 2 2
  • 27.
    ( ) คือความชันของเส้นตรงที่ลากผ่2านจุด 2+h − 2 /h P( , 2 ) Q ( 2 + บนเส้h ) โค้ง h, 2 + น y = x ในรูปที่ จากการคำานวณแสด ลิ1 / (ิตของความชันของเส้นตรงนี้ เมื่อ → P ม 2 2) Q
  • 28.
    ฎีแ ซนวิช (SandwichTheorem) าได้ด้วยทฤษฎีแซนวิช ทฤษฎีนี้อ้างถึงฟังก์ชน f ซึ่งมีค่าอ ั ก์ชน g และ h ถ้า g และ h มีคาลิมิตเดียวกันเมื่อ ั ่ x→c จะมีค่าลิมิตเช่นเดียวกันกับฟังก์ชนทั้ง 2 ด้วย ั g ( x) ≤ f ( x) ≤ h( x), ∀x lim g ( x) = lim h( x) = L x →c x →c lim f ( x) = L x →c
  • 29.
    ย่า งที่ 5การใช้ทฤษฎีแซนวิช x2 x2 กำาหนดให้− 4 ≤ u ( x) ≤ 1 + สำาหรับทุกค่า 1 2 xxที่ 0 จงหาlim u ( x) ≠ x→0  x  2  x 2 ก lim 1 − x →0  = lim 1 + 4  x →0  =1 4  จากทฤษฎ     จะได้ว่า x→0 u ( x) = 1 lim x2 h( x ) = 1 + 4 u(x) x2 g ( x) = 1 − 4
  • 30.
    ่า งที่ 6ที่ใช้ทฤษฎีแซนวิชเพิ่มเติม ากรูป ก) เนื่องจาก ≤ sin θ ≤ θทุกค่าของ และ lim( − θ ) = lim θ = 0 −θ θ θ →0 θ →0 จะได้ว่าlim sin θ = 0 θ →0 ากรูปที่ ข) เนื่องจาก− cosθ ≤ ทุกค่าของ และ lim(1 − cos θ ) = 0 0 ≤1 θ θ θ →0 จะได้ว่า→0 cos θ = 1 lim θ
  • 31.
    ด้า นเดีย ว(One-Sided Limit) นิย าม ลิมิตซ้าย และลิ)มิตขวา เป็นฟั(xก์ชันที่อยู่บนช่วง (a, b) โดยที่ a f<ใกล้ า เมื่อ x fง เข้า b ถ้ L ให้ ข้าใกล้ a จากด้าาวว่า เรากล่นขวา มีลิมิตด้านขวามือเท่ากับ L ที่ a f (x) เขียนเป็น สมการได้ว่า lim f ( x) = L เข้าใกล้ M + x →a เป็ให้ ง นฟั f (x)ก์ชันที่อยู่บนช่วง (c, a) โดยที่ c<a ถ้า f เมื่อ x ข้าใกล้ a เรากล่าวว่า ย fมี)ลิมิตด้านซ้ายมือเท่ากับ M ที่ a จากด้านซ้ (x เขียนเป็น สมการได้ว่า lim f ( x) = M − x →a
  • 32.
    สำาหรับฟังก์ชัน f (x) = x / x ในรูปที่ เราจะได้ lim f ( x) = −1 แล − x →0 ะ lim+ f ( x) = 1 x →0 างที่ 7 ลิมิตด้านเดียวสำาหรับครึ่งวงกลม โดเมนของ( xอ=[-4 − x 2] ซึ่งมีกราฟเป็นรูปครึ่งวงกลมดังแสด fคื ) 2, 2 เราจะได้ว่า lim+ 4 − x 2 = 0 x → −2 และ lim− 4 − x 2 = 0 x→2 ม่มีลิมิตที่ -2- และ 2+
  • 33.
    ที่ 5 ความสัมพันธ์ระหว่างลิมิตด้านเดียวและสองด้าน ฟังก์ชมีล(xิตเมื่อ x เข้าใกล้ c ก็ตมีลิมอ ทั้งซ้ายมือและขวาม ันf ิม ) ่อเมื่ ิต f (x) ละมีคาลิมิตเท่ากัน นั่นคือ ่ lim f ( x) = L ⇔ lim f ( x) = L และ lim f ( x) = L − + x →c x →c x →c อย่า งที่ 8 ลิมิตของฟังก์ชน ั ที่ x = 0lim f ( x) = 1 x →0 + lim f ( x) และ lim f ( x) ไม่มี x →0− x→ 0 ที่ x = 1lim f ( x) = 0 f (1) = 1 x →1− lim f ( x) = 1 x →1+ ที่ x = 2lim f ( x) = 1 x→2− lim f ( x) = 1 x→2+ lim f ( x) = 1 f (2) = 2 x→2
  • 34.
    ที่ x =3 lim f ( x) = lim f ( x) = lim f ( x) = f (3) = 2 x → 3− x → 3+ x →3 ที่ x = 4 lim f ( x) = 1 งแม้ว่า f (4) ≠ 1 ถึ x→ 4− lim f ( x) และ lim f ( x) x→4+ x→ 4 ไม่มี(ไม่นิยาม) ย่า งที่ 9 ฟังก์ชันที่แกว่งมาก จงแสดงว่า = sin(1/ ม)ีลิมิตเมื่อ x เข้าใกล้ศูนย์ y ไม่x า เมื่อ x เข้าใกล้ศูนย์ 1/x ค่ามาก sin(1/x) จะกลับไปมา –1 ไปยัง 1 ค่า L หลายค่า เข้าใกล้ศูนย์ ฟังก์ชนจะไม่มี ั ตด้านซ้ายหรือด้านขวาที่ x = 0
  • 35.
    ลิมิต ( sin θ ) /θ ของ ั ( sin ) θ ฟังก์ชนมีลθิม/ิตที่ θ →0 เป็น 1 แต่ไม่นยามที่ θิ = 1 พิสูจน์ พท OAP < พท ∆ ∆ OAP < พท OAT 1 1 2 θ sin θ < (1) θ = 1 1 < (1)(tan θ ) = tan θ 2 2 2 2 2 1 θ 1 sin θ sin θ < < tan θ 1> > cos θ 2 2 2 θ sin θ แต่ xlim cos θ = 1 ดังนั้น xlim+ θ = 1 →0+ →0 ด้วย
  • 36.
    Figure 1.24: Thegraph θ f (θ) = (sin θ)/θ. sin of อย่า งที่ 10 การใช้ θ lim θ →0 =1 cosh − 1 sin 2 x 2 งแสดงให้เห็นว่า (ก) lim = 0 (ข) lim x →0 5x = 5 h →0 h วิธ ท ำา ี ก) โดยใช้สูตรครึ่งมุม cosh = 1 − 2 sin 2 (h / 2) cosh − 1 2 sin 2 (h / 2) lim = lim− h →0 h h→0 h sin θ = − lim sin θ θ →0 θ = -(1)(0) = 0 sin 2 x ( 2 5 ) ⋅ sin 2 x ข) จัดรูปฟังก์ชัน0 5 x = x→0 ( 2 ) ⋅ 5 x lim x→ lim 5 2 sin 2 x = lim 5 x →0 2 x 2 2 = (1) = 5 5
  • 37.
    ลิมิตอนันต์ การวิเคราะห์กราฟของฟังก์ชxโดยดูจากเส้นกำากับในแนวน ันเมื่อ → ±∞ และแนวตัน ฟังก์ชfันx) = 1 / x สำาหรับx ≠ 0 นดังรูป เช่ ้ง ( เป็ เมื่อ ดังนัน ้ lim f ( x) = lim (1 / x ) = 0 x →±∞ x → ±∞ เส้นกำากับในแนวนอน y = 0 และเมื่อx → ±0 1/ x → ∞ lim f ( x) = lim (1 / x ) = ±∞ x →±0 x →± นเส้นกำากับในแนวตั้ง x = 0
  • 38.
    ยาม ลิมิตเมื→ ±∞ x ่อ มีลิมิตเป็น L เมื่อ x เข้าสู่อนันlim f ( x) = L ถ้า f (x) ต์ x →∞ lim f ( x) = L และ lim f ( x) = L x →−∞ x → +∞ ย่า งที่ 1 ลิมิตของ 1/x และ k เมื่อ x → ±∞ 1 1 จงแสดงว่า ก)∞ x = xlim x = 0 (จากรูปเป็นจริง) lim x→ → −∞ ข)xlim k = xlim k(ตามกฎลิมิตของฟังก์ชันคงที่) →∞ → −∞ =k กฎสำาหรับลิมิตเมืx → ±∞ อ ่ มิตของการรวม การคูณ การหาร การคูณด้วยค่าคงที่ และ น จะเหมือนกับกฎของลิมิตที่ค่าใดๆตามที่กล่าวมาแล้ว
  • 39.
    ย่า งที่ 2การใช้ทฤษฎีลิมิตอนันต์ 1 1 (ก) x→∞ x x→∞ x→∞ x = 5 + 0 = 5 (กฎการรวม) lim (5 + ) = lim 5 + lim π 3 1 1 (ข) lim x →- ∞ x 2 = lim π 3 ⋅ ⋅ (กฎการคูณ) x → −∞ x x 1 1 = lim π 3 ⋅ lim ⋅ lim x →- ∞ x → −∞ x x → −∞ x = π 3 ⋅0⋅0 = 0 มิตของฟังก์ชนตรรกยะเมื่อ±∞ ั ควรหารตลอดด้วยตัวแปรที่มีกำาลัง x→ งที่ 3 ตัวเศษและส่วนมีอันดับของเลขยกกำาลังเท่ากัน 5x 2 + 8x − 3 5 + (8 / x) − (3 / x 2 ) lim x →∞ 3x + 2 2 = lim x →∞ 3 + (2 / x 2 ) (หารเศษและส่วน 5+0-0 5 ด้วย x2 ) = = 3+ 0 3
  • 40.
    Figure 1.27: Thefunction in Example 3. รูปตัวอย่างที่ 3
  • 41.
    งที่ 4 เมื่อเลขยกกำาลังของเศษน้อยกว่าส่วน 11x + 2 (11 / x 2 ) + (2 / x 3 ) lim 3 = lim x → −∞ 2 x − 1 x → −∞ 2 − (1 / x 3 ) 0+0 = =0 2-0 ที่ 5 เมื่อเลขยกกำาลังของเศษมากกว่าส่วน 2x2 − 3 2 x − (3 / x) ก) lim x → −∞ 7 x + 4 = lim x → −∞ 7 + ( 4 / x ) = −∞ − 4x3 + 7 x − 4 x + (7 / x ) ข) lim x → −∞ 2 x 2 − 3 x − 10 = lim x → −∞ 2 − (3 / x ) − (10 / x 2 ) =∞
  • 42.
    Figure 1.29: Thefunction in Example 5(a). รูปตัวอย่างที่ 5 ก) รูปตัวอย่าง ที่ 5 ข) − 4x3 + 7 x y= 2 x 2 − 3 x − 10
  • 43.
    กำากับแนวนอนและแนวตั้ง: ลิมิตอนันต์เส้นกำากับแนวตั้ง ฟังก์ชน ( x) = 1 / x ั f เมื่อ x → ∞, (1 / x ) → 0 lim(1 / x ) = 0 เส้นกำากับแนวนอน x →∞ เมื่อ x → −∞, (1 / x ) → 0 lim (1 / x ) = 0 x → −∞ y = 0 คือเส้นกำากับแนวนอนของกราฟของ f 1 เมื่อ x → 0 , (1 / x ) → ∞ xlim f ( x) = xlim x = ∞ + + + →0 →0 1 เมื่อ x → 0 , (1 / x ) → −∞ lim f ( x) = lim = −∞ − x →0 − x →0 − x เส้น งนั= 0 คือเส้นกำากับแนวตั้งของกราฟของ ดั x ้น f
  • 44.
    าม เส้นกำากับแนวนอนและแนวตั้ง = b เป็นเส้นกำากับแนวนอนของกราฟของฟัy ก์ช(x) ง= f น ั ถ้า lim f ( x) = b หรือ xlim f ( x) = b x →∞ → −∞ = a เป็นเส้นกำากับแนวตั้งของกราฟของฟังf (x)ัน y = ก์ช ถ้า xlim f ( x) = ±∞ หรือ xlim f ( x) = ±∞ − →a + →a อย่า งที่ 6 หาเส้นกำากับ x+3 จงหาเส้นกำากับของโค้= x + 2 yง า หาพฤติกรรมของฟังก์ชxันเมื่อและ x → −2 → ±∞ x+3 1 1 1 y= = 1+ lim (1 + ) =1 lim ± (1 + )=∞ x+2 x+2 x → ±∞ x+2 x → −2 x+2 นกำากับในแนวนอนคือ y =1 และเส้นกำากับในแนวตั้งคือ
  • 45.
  • 46.
    ย่า งที่ 7โค้งที่มีเส้นกำากับหลายเส้น 1 sin x โค้ง y = sec x = cos x และ y = tan x = cos x มีเส้นกำากับแนวดิ่งมากมายที่คาของ 0 ดังรูป ่cos x = y = sec x y = tan x
  • 47.
    ย่า งที่ 8เส้นกำากับแนวนอนของ y=e x โค้งyจะมีเส้น y = 0 เป็นเส้นกำากับ = ex แนวนอน ดังแสดงในรูป lim e x = 0 x→ −∞ lim e x ( x→ ∞ ไม่มี) สามารถที่จะหาพฤติกรรมของ(x) เมื่อ x → ±∞ y= f ดยการหาลิมิตของ f (1 / x)เมื่อ x → 0 y=
  • 48.
    t → −∞ อย่างที่ 9 การใช้การแทนที่ จงหา lim sin(1 / x) x →∞ าให้ t = 1/x เราทราบว่า t → 0 x→∞ เมื่อ ดังนั้น 1 lim sin( ) = lim sin(t ) = 0 x →∞ x t →0 อย่า งที่ 10 การใช้การแทนที่ จงหา x→0 lim e1/ x − เราให้ t = 1/x เราทราบว่า t → −∞ เมื่อ x → 0 − ดังนั้น lim− e1/ x = lim et = 0 x→0 t → −∞
  • 49.
    มิตอนันต์ด้วย ทฤษฎีแซนวิช งที่ 11หาลิมิตเมื่อ x เข้าใกล้ 0 หรือ  sin x งหาเส้นกำากับของโค้y =ง + โดยใช้ทฤษฎีแซนวิช 2 x า หาพฤติกรรมของฟังก์ชันเมื่อ และเมื่อ →(0 วหารเป็น 0) x → ±∞ x ตั sin x เมื่อx→0 lim ดังนัน1 งไม่มีเส้นกำากับในแนวตั้งที่จุดก ้= จึ x →0 x sin x 1 1 เมื่อx → ±∞ เนื่องจาก 0≤ ≤ และ lim x → ±∞ x =0 x x sin x ดังนั้นจะได้ว่าxlim x = 0ตามทฤษฎีแซนวิช → ±∞  sin x  ดังนัน ้ lim  2 + x → ±∞  x   = 2+0 = 2
  • 50.
  • 51.
    ยามที่แม่นยำาของลิมิตอนันต์ เข้าสู่คาอนันต์บวกเมื่อx เข้า0 หรือ xlim f ( x) = ∞ f (x) ่ x ใกล้ → x 0 ทุกเลขจำานวนจริงบวก B ที่ท> 0 และ 0 < x − x < δ ⇒ f ( x) > B δ ำาให้ 0 เข้าสูค่าอนันต์ลบเมื่อ x เข้าใกล้ อ xlim f ( x) = −∞ f (x) ่ x0 หรื → x 0 าทุกเลขจำานวนจริง- B ที่ทำาให้0 และ 0 < x − x0 < δ ⇒ f ( x) < − B δ> ลองพฤติกรรมปลาย (End behavior model) x ใหญ่มาก เราสามารถจำาลองพฤติกรรมของฟังก์ชนที่ซับ ั 4 3 2 y = 3x − 2 x + 3x − 5 x + 6 y = 3x 4 − 2 x 3 + 3x 2 − 5 x + 6 y = 3x 4 y = 3x 4
  • 52.
    การวิเคราะห์ ให้ f ( x) = 3 x 4 − 2 x 3 + 3 x 2 − 5 x + 6 และ g ( x) = 3 x 4 f ( x) 3x 4 − 2 x 3 + 3x 2 − 5 x + 6 lim = lim x → ±∞ g ( x ) x → ±∞ 3x 4  2 1 5 2  = lim 1 − + 2− 3+ 4 x → ±∞ 3x x 3x x  =1 ดงว่า g(x) สามารถแทน f(x) ได้เมื่อ |x|มีคามาก ่ แบบจำาลองพฤติกรรมปลาย (End behavior model) ฟังก์ชัน าลองพฤติกรรมปลายขวาของ f ถ้า เป็นแบบจำ g f ( x) lim =1 x →∞ g ( x ) ฟังก์ชัน าลองพฤติกรรมปลายซ้ายของ f ถ้า เป็นแบบจำ g f ( x) lim =1 x → −∞ g ( x )
  • 53.
    3 การหาแบบจำาลองพฤติกรรมปลาย (Endbehavior m ให้ −x f ( x) = x + e จงแสดงว่า คือแบบจำาลองพฤติกรรมปลายขว g ( x) = x f และ h( x) = e f −x คือแบบจำาลองพฤติกรรมปลายซ้ายของ ิธ ท ำา ี ด้านขวา f ( x) x + e− x  e− x  lim = lim = lim1 +   =1 x →∞ g ( x) x →∞ x x →∞  x   −x e เพราะว่า lim x →∞ x =0 ด้านซ้ายlim f ( x) = lim x + e− x  x  = lim 1 + − x  = 1 −x x → −∞ h ( x ) x → −∞ e x → −∞  e  x lim =0 เพราะว่า x → −∞ e −x
  • 54.
  • 55.
    างที่ 14 การหาเส้นกำากับแนวลาดเอียง 2x2 − 3 เส้นกำากับแนวลาดเอียงของกราฟของx + 4 f ( x) = 7 จากการหารตัวเศษด้วยตัวส่วน เราจะได้ 2 x 2 − 3 หายไปเมื่อ|x| มีค่ามาก f ( x) = 7x + 4 2 8  − 115 = x− + 7 49  49(7 x + 4) ฟังก์ชันเชิงเส้น g(x) นันเส้นกำากับแนวลาดเอียงของ ้ 2 8 2 8 าฟของ f คือ g ( x) = 7 x − 49 g ( x) = x − 7 49
  • 56.
    นต่อเนือความต่อเนื่อง ของฟังก์ชัน จะแปรผันอย่างต่อเน ่ งเป็นฟังก์ชันที่คา (Continuity) ่ อิสระ จะไม่มีการกระโดดจากค่าหนึงไปอีกค่าหนึง ่ ่ วอย่า งที่ 1 การหาความต่อเนื่อง จงหาจุดที่ฟังก์ชัน ความต่อเนื่อง และจุดที่ไม่ต่อเนื่อง ในรูปมี f วิธ ท ำา ฟังก์ชัน จะต่อเนื่องทุกจ ี ในโดเมน [0, 4] ยกเว้นที่ x = 1, x = 2 และ x =
  • 57.
    เหตุผล จุดทีf่ต่อเนื่อง ที่ x lim f ( x) = f (0) =0 = ที่ x + x →0 lim f ( x) = f (3) 3 x →3 ที่ 0 < c < 4, c ≠ 1,2 lim f ( x) = f (c) x →c จุดทีf่ ต่อเนื่อง ไม่ ที่ x lim f ( x) =1 = x→1 ไม่มี ที่ x lim f ( x) = 1 แต่ 1 ≠ f ( 2) 2่ x = ที x →2 lim f ( x) = 1 แต่ 1 ≠ f (4) 4 x →4 ที่ c<0, c>4 อยู่ในโดเมนของ ไม่ f
  • 58.
    ยาม ความต่อเนื่องที่จุดใดๆ ต่อเนื่องจากขวา ต่อเนื่องจากซ้ายและจากขวา ่องจากซ้าย ต่อเนื ที่จุดภายในฟังก์ชมีความต่อเนื่องที่จุดภายใน c ถ้า y น f (x) ั= lim f ( x) = f (c) x →c ที่จุดปลายฟังก์ชัน fวามต่อเนื่องที่จุดปลายด้านซ้ายมือ มีค y = (x) มีความต่อเนืองที่จุดปลายด้านขวามือ a ของโดเมนของฟังก ่ lim f ( x) = f (a ) หรือ lim f ( x ) = f (b) − x →a+ x →b
  • 59.
    ่า งที่ 2ฟังก์ชันต่อเนื่องตลอดโดเมน น มีความต่อเนื่อง f ( x) = 4 − x 2 ในโดเมน [-2, 2] ที่ x = -2 มต่อเนื่องขวา และที่ x = 2 มต่อเนื่องซ้าย างที่ 3 ฟังก์ชันไม่ต่อเนื่องแบบกระโดด ชันขั้นบันไดหนึ่งหน่วย U(x) ดังแสดง ปมีความต่อเนืองขวาที่ x = 0 แต่ไม่มี ่ มต่อเนื่องซ้ายหรือต่อเนื่องที่จุดนี้ จากฟังก์ชันมีการกระโดดที่ x = 0
  • 60.
    สอบความต่อ เนือ ง(Continuity test) ่ ฟังก์ชน (x) อเนื่องที่ x = c ถ้ามีคณสมบัติ3 ข้อดังต่อไปน จะมีคั วามต่ f ุ 1.หาค่าได้ ( c อยู่ในโดเมนของ f(c) f ) หาค่าได้( มีลิมิตเมื่อ x→c 2. x→c lim f ( x) f ) 3. lim f ( x) =(ค่า)ลิมิตเท่ากับค่าของฟังก์ชน) x →c f (c ั ณารูปกราฟของฟังกันต่อไปนี้ แล้วระบุจุดที่มีความต่อเนื่อ ไม่ต่อเนื่องของฟังก์ชน ั
  • 61.
    Figure 1.50: Thefunction in (a) is continuous at x = 0; the functions in (b) through ( f ) are not. ต่อเนือง ไม่ต่อเนืองที่ x=0ไม่ต่อเนืองที่ x=0 ไม่ต่อเนืองที่ x=0 ไม่ต่อเนืองที่ x=0 ไม่ต่อเนืองที่ x=0
  • 62.
    ก์ชน ั ที่ต่อเนื่องทุกจุดในโดเมน นพหุนาม (polynomials) นตรรกยะ (rational functions) นราก (root functions) ( = x , n เป็นเต็มบวก> 1) n y นตรีโกณมิติ (trigonometric functions) นตรีโกณมิติผกผัน (inverse trigonometric function นเลขชีกำาลัง (exponential functions) ้ นลอการิทึม (logarithmic functions)
  • 63.
    ณสมบัติของฟังก์ชนต่อเนือง ั ่ ต่อfและ g ถ้าฟังก์ชน ่องที่ x = c ดังนั้นการรวมกันต่อไปนีของฟังก ั เนื ้ มีความต่อเนืองที่ x = c เช่นกัน ่ 1. ผลรวม (Sums) f + g f −g 2. ผลต่าง (Differences) 3. ผลคูณ (Products) ⋅ g f 4. ผลคูณค่าคงที่ (Constant multiples)นตัวเลขใดๆ k ⋅ k, เป็ f 5. ผลหาร (Quotients)g , g (c) ≠ 0 f/
  • 64.
    ะกอบกัน (Composites) นประกอบของฟังก์ชนต่อเนื่องจะมีความต่อเนื= sin(เช่)น ั y อง x 2 และ ่ y = cos อเนื่องทุกจุดในช่วงที่กำาหนด จะต่ x ถ้า fต่อเนืองที่ x = c และอเนื่องที่ x = ) (x) ่ ต่ g (x) f (c ดังนัน จะต่ ้ g O f อเนื่องที่ x = c ลิมิตเมื่อ คือ x→c g ( f (c))
  • 65.
    Figure 1.53: Compositesof continuous functions are ย่continuous. า งที่ 3 การใช้ทฤษฎีการประกอบ x sin x จงแสดงว่า = y x 2 + 2 มีความต่อเนื่อง x sin x จาก เป็นฟังก์ชันต่อเนื่อง (กฎการคูณ การยกกำาล x2 + 2 x sin x เป็นฟั|งxก์ชนต่อเนื่อง y= | ั ดังนั้น y = x2 + 2 เป็นฟังก์ชน ั x sin x y = −x y=x y= x2 + 2
  • 66.
    ฎีบทค่าระหว่างกลางของฟังก์ชนต่อเนื่อง ั ฟังก์ชน =ต่อเนื่องบนช่วงปิด [a, b] ั y f (x) ะให้ค่าได้ทุกๆ ค่าระหว่(a)และ f (b) f าง ถ้า นค่าใดๆค่าหนึ่งระหว่างและ เป็y 0 f (a) f (b) ดังนัน y 0 = f (สำาหรับ c ที่อยู่ ้ c) ในช่วง [a, b] 2 x − 2, 1 ≤ x < 2 รูปของ ฟังก์ชfนx) =  3, 2 ≤ x ≤ 4 ั(  ะไม่ให้ทุกค่าระหว่าง= 0 f (1) และ f (4) = 3 ะไม่มีคาระหว่าง 2 และ 3 ่ พราะไม่เป็นฟังก์ชันต่อเนื่อง
  • 67.
    เส้นสัมผัส (Tangent Lines) วงกลมคือเส้น L ที่สัมผัสวงกลมและตั้งฉากกับรัศมีของวงก อย่างไรถ้าเส้น L สัมผัสกับเส้นโค้งอื่น C ที่จุด P โดยทั่วไ ห้ความหมายของเส้นสัมผัสอย่างใดอย่างหนึ่งต่อไปนี้ 1. L ผ่าน P ตั้งฉากกับเส้นจาก P ไปยัง จุดศูนย์กลาง C 2. L ผ่านเพียงจุดเดียวของ C นั่นคือ P 3. L ผ่านจุด P และอยู่เพียงด้านเดียวของ C กรณีไม่ใช่เส้นสัมผัส
  • 68.
    นิยามของเส้นสัมผัสสามารถกับเส้นโค้งทั่วไป ต้อง ใช้การเคลื่อนเข้าใกล้ โดยการพิจารณาพฤติกรรม ของเส้นตัดเมื่อจุดQ เคลื่อนเข้าหาจุด P ตามเส้น โค้ง ดังรูปและคำานวณหาลิมิตของความชันของเส้น ตัดเมื่อ Q เคลื่อนตามเส้นโค้งเข้าหาจุด P ถ้ามีลิมิต ค่าความชันของเส้นสัมผัสที่จุด P จะเท่ากับค่าสัมผัส เส้น ลิมิต เส้นสัมผัส เส้นตัด
  • 69.
    ย่า งที่ 1เส้นสัมผัสโค้งพาราโบลา มชันของพาราโบลา y = x2 ที่จุด P(2, 4) แล้วเขียน กับพาราโบลาที่จุดนี้ กเส้นตัดผ่านจุด P(2, 4) และจุด Q(2+h, (2+h)2) แล้วหา จากนันหาความชันของเส้นตัดเมื่อ 2Q เคลื่อนตามเส้นโค้งเข ้ ∆y (2 + h) 2 − 2 2 h + 4h + 4 − 4 ความชันของเส้นตั∆x = ด h = h h 2 + 4h = h = h+4 lim(h + 4) = 4 h →0 คือเส้นตรงที่ผ่านจุด P ที่มีความชันเท่ากับ มีสมการเป็น y = 4 + 4( x − 2) y = 4x − 4
  • 70.
    ความชันและเส้นสัf (x0ส (Slope0)andTangent Line) lim มผั + h) – f (x ความชันของเส้นโค้ง yh f (xที่จุดP( x0 , f ( x0 )) คือ h→0 = ) f ( x0 + h) − f ( x0 ) m = lim h →0 h เส้นสัมผัสกับเส้นโค้งที่ P คือเส้นตรงที่ลากผ่านจุด ด้วยความชัน m
  • 71.
    างที่ 2 ความชันและเส้นสัมผัสของy = 1/x ความชันของโค้ง y = 1/x ที่ x = a ดมีความชันเท่ากับ -1/4 ดอะไรขึ้นกับเส้นสัมผัสของโค้งที่จุด (a, 1/a) เมื่อ a เปลี่ย วิธ ท ำา ี ความชันที่ (a, 1/a) คือ (ก) f ( x) = 1 / x 1 1 − f ( a + h) − f ( a ) lim = lim a + h a h →0 h h→0 h 1 a − ( a + h) = lim h →0 h a ( a + h) −1 1 = lim =− 2 h →0 a ( a + h) a 1 1 (ข) a จุดที่มีความชัน= -1/4 คือ − 2 = − , a = ±2 4 (-2,-1/2),(2,1/
  • 72.