สาขาวิชาเคมี โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์
รูปที 3.2การเกิดปฏิกิริยาสารเชิงซ้อนของโลหะ
(
3.1.7ไฮโดรไลซิสเปปไทด์
เมือโปรตีนหรือเปปไทด์ถูก
สลายกลายเป็นกรดอะมิโนได้ ซึงเราสามารถทดสอบว่ามีกรดอะมิโนหรือไม่โดยใช้
Ninhydrin จะทําปฏิกิริยากับ
เกิดปฏิกิริยากับ proline
ไม่เกิดปฏิกิริยากับ Ninhydrin
Indane-1,2
O
O
O2
R
ยนมหิดลวิทยานุสรณ์ (องค์การมหาชน)
สารชีวโมเลกุล
การเกิดปฏิกิริยาสารเชิงซ้อนของโลหะ Cu2+
กับพันธะเพปไทด์
(ทีมา http://www.piercenet.com/media/PDetectBiuretF
ไฮโดรไลซิสเปปไทด์
เมือโปรตีนหรือเปปไทด์ถูก reflux กับกรด HCl ความเข้มข้น 6M
สลายกลายเป็นกรดอะมิโนได้ ซึงเราสามารถทดสอบว่ามีกรดอะมิโนหรือไม่โดยใช้
จะทําปฏิกิริยากับ α-amino acids ให้สีม่วงเกิดขึน ซึง Ninhydrin
proline ได้เนืองจาก proline มีตําแหน่ง α-amino acid เป็น
Ninhydrin
ninhydrin
O
O
O
2,3-trione
+H2O
-H2O
R CO2
-
NH3
+
(-H3O+)
O
O O
O
N
หน้า10
2/2554
กับพันธะเพปไทด์
http://www.piercenet.com/media/PDetectBiuretF6.gif)
6M พันธะเอไมด์จะถูกยอ่ย
สลายกลายเป็นกรดอะมิโนได้ ซึงเราสามารถทดสอบว่ามีกรดอะมิโนหรือไม่โดยใช้ Ninhydrin โดย
Ninhydrin จะไม่สามารถ
เป็น secondary amide จึง
O
O
OH
OH
R O
H
CO2
สาขาวิชาเคมี โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ (องค์การมหาชน)หน้า21
สารชีวโมเลกุล 2/2554
C
C OHH
CH2OH
O
H
C
C OHH
C OHH
C OHH
CH2OH
O
H
D-Glyceraldehyde
C
C OHH
C OHH
CH2OH
O
H C
C HHO
C OHH
CH2OH
O
H
D-Erythrose D-Threose
C
C HHO
C OHH
C OHH
CH2OH
O
H C
C OHH
C HHO
C OHH
CH2OH
O
H C
C HHO
C HHO
C OHH
CH2OH
O
H
D-ribose* D-Arabinose D-Xylose D-Lyxose
C
C OHH
C OHH
C OHH
C OHH
CH2OH
O
H C
C HHO
C OHH
C OHH
C OHH
CH2OH
O
H C
C OHH
C HHO
C OHH
C OHH
CH2OH
O
H C
C HHO
C HHO
C OHH
C OHH
CH2OH
O
H C
C OHH
C OHH
C HHO
C OHH
CH2OH
O
H C
C HHO
C OHH
C HHO
C OHH
CH2OH
O
H C
C OHH
C HHO
C HHO
C OHH
CH2OH
O
H C
C HHO
C HHO
C HHO
C OHH
CH2OH
O
H
D-Allose D-Altrose D-Glucose* D-Mannose D-Gulose D-Idose D-Galactose* D-Talose
รูปที 3.11กลุ่มนําตาลแอลโดส
CH2OH
C O
CH2OH
CH2OH
C O
C OHH
C OHH
CH2OH
Dihydroxyacetone
CH2OH
C O
C OHH
CH2OH
D-Erythrulose
CH2OH
C O
C HHO
C OHH
CH2OH
D-riburose* D-Xylulose
CH2OH
C O
C OHH
C OHH
C OHH
CH2OH
CH2OH
C O
C HHO
C OHH
C OHH
CH2OH
D-Psicose D-Fructose*
CH2OH
C O
C OHH
C HHO
C OHH
CH2OH
D-Sorbose
CH2OH
C O
C HHO
C HHO
C OHH
CH2OH
D-Tagatose
รูปที 3.12กลุ่มนําตาลคีโตส
สาขาวิชาเคมี โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ (องค์การมหาชน)หน้า24
สารชีวโมเลกุล 2/2554
รูปที 3.15การเกิดวงของนําตาล D-Fructose
3.2.2 ปฏิกิริยาของนําตาล
1) Glycoside formation
เมือนํา D-glucose ละลายใน ethanol โดยมีแก๊ส HCl จะเกิด methyl acetals เกิดขึน โดย
acetal ของ glucose เรียกว่า glucoside, acetal ของ mannose เรียกว่า mannosides, acetal ของ
fructose เรียกว่า fructosides เป็นต้น
CH3OH, HClO
H
HO
H
HO
H
OHH
OH
O
H
HO
H
HO
H
OCH3
OHH
H
OH
O
H
HO
H
HO
H
H
OHH
OCH3
OH
OH
สาขาวิชาเคมี โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ (องค์การมหาชน)หน้า32
สารชีวโมเลกุล 2/2554
OH
H OH
H O
D-Glyceraldehyde
HCN
OH
H OH
OHH
CN
OH
H OH
HHO
CN
1) Ba(OH)2 1) Ba(OH)2
2) H3O+
2) H3O+
OH
H OH
OHH
HO O
OH
H OH
HHO
HO O
O
OH OH
O
O
OH
O
OH
Na-Hg, H2O
pH 3-5
Na-Hg, H2O
pH 3-5
OH
H OH
OHH
H O
OH
H OH
HHO
H O
Epimeric cyanohydrins
Epimeric aldonic acids
D-erythrose D-threose
33.
สาขาวิชาเคมี โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ (องค์การมหาชน)หน้า33
สารชีวโมเลกุล 2/2554
8B) The Ruff degradation
ปฏิกิริยาดังกล่าวสามารถสลายอะตอมของคาร์บอนออกจากนําตาลได้ ดังสมการ
3.2.3โอลิโกแซ็กคาไรด์ (oligosaccharide)
โอลิโกแซ็กคาไรด์ (oligosaccharide) นําตาลจําพวกโอลิโกแซ็กคาไรด์ประกอบด้วยนําตาล
โมเลกุลเดียวประมาณ 2-15 หน่วยสร้างพันธะด้วยพันธะไกลโคซิดิก ทีพบมากทีสุดของนําตาลชนิด
นีคือนําตาลไดแซ็กคาไรด์ ซึงเกิดจากนําตาลโมเลกุลเดียวรวมตัวกัน 2 หน่วยต่อกัน ได้แก่ ซูโครส
เป็นนําตาลทีได้จากต้นอ้อย แล็กโตส นําตาลในนํานม เป็นต้น
OH
OH
H
OH
H
OHH
OH
CH2OH
H
OH
OH
H
OH
H
OHH
OH
CH2OH
H
OH
OH
H
H
OHH
OH
CH2OH
H
OH H
OH
H
OHH
OH
CH2OH
H
O
H2O
รูปที 3.16การเกิดพันธะไกโคซิดิก
คุณสมบัติของนําตาลรีดิวซ์ของไดแซ็กคาไรด์จะยังคงมีอยู่ถ้าหากว่าหมู่ –OH ทีต่ออยู่กับ
anomeric carbon ของมอนอแซ็กคาไรด์ตัวหลังยังเป็นอิสระทีจะทําให้วงแหวนเปิดออกได้ เช่น ใน
กรณีของแลคโตส มอลโตส ในขณะทีนําตาลซูโครสจะหมดคุณสมบัติในการเป็นนําตาลรีดิวซ์
เนืองจาก anomeric carbon ของฟรักโทสไปเชือมต่อกับหมู่ OH ที anomeric carbon ของกลูโคส
34.
สาขาวิชาเคมี โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ (องค์การมหาชน)หน้า34
สารชีวโมเลกุล 2/2554
OH
OH
H
H
OHH
OH
CH2OH
H
OH OH
H
H
OHH
OH
CH2OH
H
O
Maltose
(reducing sugar)
OOH
H
H
OHH
OH
CH2OH
H
OH OH
H
H
OHH
OH
CH2OH
H
H
O
Lactose
(reducing sugar)
OH
OH
H
OHH
OH
CH2OH
H
H
CH2OH
CH2OH
H
H
OH
O
H
OH
O
Sucrose
รูปที 3.17นําตาลโมเลกุลคู่ทีพบมากในธรรมชาติ
3.2.3 พอลิแซ็กคาไรด์ (polysaccharide)
พอลิแซ็กคาไรด์ (polysaccharide) เป็นคาร์โบไฮเดรตโมเลกุลใหญ่ทีประกอบด้วย
มอนอแซ็กคาไรด์หลายๆ โมเลกุลเชือมต่อกันพอลิแซ็กคาไรด์ทีสําคัญต่อสิงมีชีวิต ได้แก่ แป้ง
เซลลูโลส และไกลโคเจน ถ้าเราแบ่งพอลิแซ็กคาไรด์ตามหน้าทีสามารถแบ่งออกได้เป็นสองประเภท
คือ พอลิแซ็กคาไรด์สะสมและพอลิแซ็กคาไรด์โครงสร้าง
3.2.3.1 พอลิแซ็กคาไรด์สะสม ซึงทําหน้าทีสะสมอาหาร ได้แก่ แป้งในพืชและ
ไกลโคเจนในสัตว์
1) แป้ง (starch) เป็นสารโมเลกุลใหญ่ทีประกอบด้วยพอลิแซ็กคาไรด์ 2 ชนิด
ด้วยกันคือ อะไมโลส ซึงเป็นพอลิแซ็กคาไรด์แบบโซ่ตรงและอะไมโลเพกตินซึงเป็นพอลิแซ็กคาไรด์
แบบโซ่กิง โดยทัวไปแป้งประกอบด้วยอะไมโลสประมาณร้อยละ 20 และอะไมโลเพกตินประมาณ
ร้อยละ 80 พืชจะสะสมกลูโคสในรูปของแป้งซึงพบแป้งมากในข้าว มันฝรัง ถัว และธัญพืช
35.
สาขาวิชาเคมี โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์
รูปที 3.18
(ทีมาhttp://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/b/b
ยนมหิดลวิทยานุสรณ์ (องค์การมหาชน)
สารชีวโมเลกุล
OH H
H
OHH
OH
CH2OH
H
OH H
O
H
OHH
OH
CH2OH
H
O
n>500
α(1 4) Glycosidic linkage
18โมเลกุลของอะไมโลสและการพันเกลียวของโมเลกุลดังกล่าว
http://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/b/b5/Amylose.png/
Amylose.png)
หน้า35
2/2554
n
โมเลกุลของอะไมโลสและการพันเกลียวของโมเลกุลดังกล่าว
Amylose.png/750px-
36.
สาขาวิชาเคมี โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ (องค์การมหาชน)หน้า36
สารชีวโมเลกุล 2/2554
OH
O
H
H
OHH
OH
CH2OH
H
OH H
O
H
OHH
OH
CH2OH
H
O
α(1 4) Glycosidic linkage
...
OH
O
H
H
OHH
OH
CH2OH
H
OH H
H
OHH
OH
H
O
OH
O
H
H
OHH
OH
CH2OH
H
OH H
O ...
H
OHH
OH
CH2OH
H
O
...
α(1 6) Glycosidic linkage
รูปที 3.19โครงสร้างโมเลกุลของอะไมโลเพกติน
2) ไกลโคเจน (Glycogen) เป็นพอลิแซ็กคาไรด์ซึงพบได้ในตับและกล้ามเนือสัตว์
ไกลโคเจนมีสูตรโครงสร้างคล้ายอะไมโลเพกติน แต่มีกิงมากกว่าและสายโมเลกุลสันกว่าละลายนํา
ได้น้อย เกิดจากกลูโคสทีได้จากการย่อยอาหารสร้างพันธะต่อกัน แหล่งทีพบไกลโคเจนคือ ใน
กล้ามเนือ ในตับ ไกลโคเจนมีความสําคัญต่อการรักษาระดับนําตาลในเลือดให้คงที
รูปที 3.20โครงสร้างโมเลกุลของไกลโคเจน
(ทีมาhttp://www.chm.bris.ac.uk/motm/glucose/glycogen.gif)
3.2.3.2 พอลิแซ็กคาไรด์โครงสร้าง คือพอลิแซ็กคาไรด์ทีทําหน้าทีเป็นโครงสร้าง
ของพืชและสัตว์ ได้แก่ เซลลูโลสและไคติน
37.
สาขาวิชาเคมี โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ (องค์การมหาชน)หน้า37
สารชีวโมเลกุล 2/2554
1) เซลลูโลส (cellulose) ประกอบด้วยกลูโคสจํานวนมากเชือมต่อกันเป็นพอลิเมอร์
เช่นเดียวกับอะไมโลส แต่ลักษณะการเชือมต่อของกลูโคสต่างกัน
OH
H
H
OHH
OH
CH2OH
H
OH O
H
OHH
OH
CH2OH
H
O
(1 4) Glycosidic linkage
H
n
รูปที 3.21โครงสร้างโมเลกุลของเซลลูโลส
2) ไคติน (chitin) พบมากในเปลือกนอกของสัตว์ทีไม่มีกระดูกสันหลัง หรือผิวที
ห่อหุ้มแมลง เช่นกระดองปู เปลือกกุ้ง ประกอบด้วยอะเซติลกลูโคซามีน (N-acetyl-D-glucosamine)
โดย chitin ประกอบด้วยหน่วยย่อยของ N-acetyl-D-glucosamine ทีเชือมพันธะด้วยพันธะ
β(1-->4) Glycosidic linkage
OH
H
H
NHCOCH3H
OH
CH2OH
H
OH O
H
NHCOCH3H
OH
CH2OH
H
O H
(1 4) Glycosidic linkage
n
รูปที 3.22โครงสร้างโมเลกุลของไคติน
3.2.4 สมบัติและปฏิกิริยาของคาร์โบไฮเดรต
กลูโคส ซูโครสหรือนําตาลทราย แป้ง และเซลลูโลสล้วนเป็นสารประกอบคาร์โบไฮเดรต แต่
จะแตกต่างกันทีขนาดโมเลกุลและมวลโมเลกุล เมือนํา นําตาลทราย แป้งและเซลลูโลสไปต้มกับกรด
ซัลฟิวริกจะเกิดปฏิกิริยาไฮโดรลิซิส เกิดผลิตภัณฑ์เป็นมอนอแซ็กคาไรด์สามารถทําปฏิกิริยากับ
สารละลายเบเนดิกส์ได้ตะกอนสีแดงอิฐ ถ้าพิจาณาการละลายนํา พวกโมเลกุลขนาดใหญ่จะละลาย
นําได้น้อยแต่ถ้าเป็นพวกมอนอแซ็กคาไรด์ และ ไดแซ็กคาไรด์ซึงเป็นโมเลกุลขนาดเล็กจะละลายนํา
ได้ดี
38.
สาขาวิชาเคมี โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ (องค์การมหาชน)หน้า38
สารชีวโมเลกุล 2/2554
3.3 ลิพิด (Lipid)
ลิพิด (Lipid) เป็นสารประกอบทีมีอยู่ในเนือเยือของพืชและสัตว์ เป็นสารชีวโมเลกุลทีมีธาตุ
คาร์บอน ไฮโดรเจน และออกซิเจนเป็นองค์ประกอบหลัก และลิพิดบางชนิดมีธาตุฟอสฟอรัส เป็น
องค์ประกอบเช่นฟอสโฟลิฟิดคําว่า lipid มากจากภาษากรีกคําว่า lipos โดยาทัวไปลิปิดจะละลาย
ในสตัวทําลายไม่มีขัวเช่น chloroform และ diethyl ether เป็นต้น ตัวอย่าง ลิปิด เช่น
O
O
O
R
R,
R''
O
O
O
Triacylglycerol
CH3
OH
CH(CH3)2
Menthol
(terpenoid)
OH
Vitamin A
(terpenoid)
O
O
O
R
R,
O
P
O
O-
O
N(CH3)3
Lecithin
(phosphatide)
O
HO
H
H
H
Cholesterol
ลิพิดเป็นส่วนสําคัญมาก สําหรับสิงมีชีวิตทังพืชและสัตว์ เช่นเป็นส่วนทีสะสมพลังงานเป็น
หน่วยโครงสร้างของเซลล์เนือเยือ วิตามิน และอืนๆ สารพวกลิพิดมีโครงสร้างต่างกันเป็นหลายแบบ
แบ่งออกเป็น 2 ดังนี (ชนิตา, 2547)
1) Complex Lipid เป็นลิพิดทีถูกไฮโดรไลซ์ได้ง่าย เช่นเอสเทอร์ของกรดไขมัน ขีผึง
ฟอสฟอลิฟิด ไกลโคลิพิด
2) Simple Lipid เป็นลิพิดทีไม่ถูกไฮโดรไลซ์ด้วยกรดหรือเบส เช่นสเตอรอยด์ พรอสตา
แกลนดินและเทอร์พีน
สาขาวิชาเคมี โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ (องค์การมหาชน)หน้า52
สารชีวโมเลกุล 2/2554
จึงสามารถกล่าวได้ว่า กรดนิวคลีอิกเป็นโพลีเมอร์ของโมโนนิวคลีโอไทด์
3.4.2.1 ไนโตรเจนเบส (nitrogenous base) (ชนิตา, 2547)
เบสในกรดนิวคลีอิกเป็นเบสทีเป็นวงและมีไนโตรเจนเป็นองค์ระกอบ (heterocyclic
amine) สามารถแบ่งออกได้ 2 ชนิดคือไพริมิดีน (pyrimidine) และพิวรีน (purine)
N
N
N
N
H
O
HOH
HH
H
CH2OH
H
OHP
O
HO
OH
Phoshate
OH
1'4'
5'
1
2
3
4
5
6
7
8
9
deoxyribose
O
OHOH
HH
H
CH2OH
H
OH
1'4'
5'
ribose
N
N
1
2
3
4
5
6
Pyrimidine Purine
กรดนิวคลีอิกแบ่งเป็นสองประเภทตามความแตกต่างของนําตาลกรดนิวคลีอิกทีมีนําตาลไร
โบสเป็นส่วนประกอบ เรียกว่ากรดไรโบนิวคลีอิกเรียกย่อๆ ว่าอาร์เอ็นเอ (ribonucleic acid:
RNA) พวกทีประกอบด้วยนําตาลดีออกซีไรโบส เรียกว่ากรดดีออกซีไรโบนิวคลีอิกหรือดีเอ็นเอ
(deoxyribonucleic acid: DNA)
เบสทีพบมากในกรดนิวคลีอิกมีอยู่สองพวก พวกแรกได้แก่ไพริมิดีน (pyrimidine) ซึงมี
อนุพันธ์สามตัวคือไซโทซีน (cytosine - C) ยูราซิล(uracil - U) และไทมีน (thymine - T) ส่วนพวก
ทีสองได้แก่พิวรีน (purine) มีอนุพันธ์สองตัวคืออะดีนีน (adenine - A) และกวานีน(guanine - G)
53.
สาขาวิชาเคมี โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ (องค์การมหาชน)หน้า53
สารชีวโมเลกุล 2/2554
N
NN
H
N
NH2
NH
NN
H
N
O
NH2
Adenine
Guanine
N
N
H
NH2
O
Cytosine
NH
N
H
O
O
Thymine
NH
N
H
O
O
Uracil
รูปที 3.29เบสทีพบมากในกรดนิวคลีอิก
ดีเอ็นเอ จะมีเบสทีพบมากอยู่ 4 ชนิด คือ A, G, T และ C
อาร์เอ็นเอ จะมีเบสเป็นชนิด A, G, U และ C
3.4.2.2 กรดฟอสฟอริค
กรดฟอสฟอริค ทีพบในสารชีวโมเลกุลมีทังแบบโมโนเอสเทอร์ (Monoester linkage) ได
เอสเทอร์ (Diester linkage) พันธะระหว่างแอนไฮไดรด์กับ ไดแอนไฮไดรด์ (ester-anhydride
linkage)
3.4.2.3 นิวคลีโอไซด์ (Nucleoside)
นิวคลีโอไซด์ เกิดจากการรวมตัวระหว่าง เพียวรีน, ไพริมิดีนกับนําตาลไรโบส, ดีออกซีไร
โบส ด้วยพันธะไกลโคซิดิคชนิดเบต้า (β-N-glycosidic linkage) ซึงเกิดระหว่างคาร์บอนตําแหน่งที
1 (1/
) ของนําตาลกับไนโตรเจนตําแหน่งที 1 ของไพริมิดีน หรือ ไนโตรเจนตําแหน่งที 9 ของเพีย
วรีน ปฏิกิริยาการเกิดนิวคลีโอไซด์จะมีการสูญเสียนําออกไป 1 โมเลกุล
พันธะโควาเลนต์ระหว่างนําตาลกับเบสเป็นพันธะทีเชือมระหว่างคาร์บอนตําแหน่งที 1
ของนําตาลกับไนโตรเจนตําแหน่งที 1 ของไพริมิดีน หรือไนโตรเจนตําแหน่งที 9 ของพิวรีน ส่วน