กิจกรรมทางเศรษฐกิจของไทย 
ความสัมพันธ์ระหว่างสภาพแวดล้อมทางกายภาพกับการประกอบอาชีพ ของประเทศไทย มีดังต่อไปนี้ การเพาะปลูก การเลี้ยงสัตว์ การทาป่าไม้ การประมง อุตสาหกรรม และการค้า
กิจกรรมทางเศรษฐกิจของไทย 
การเพาะปลูก 
การเลี้ยงสัตว์ 
การทาป่าไม้ 
การประมง 
อุตสาหกรรม 
การค้า
การเพาะปลูก 
การเพาะปลูกพืชของประเทศไทยมีความหลากหลายและแตกต่างกันใน แต่ละภูมิภาค ทาให้เรามีพืชเศรษฐกิจที่สาคัญในระดับโลกหลายชนิด เช่น ข้าว มันสาปะหลัง อ้อย สับปะรด ยางพารา ทุเรียน และกล้วยไม้ เป็นต้น
การเพาะปลูก 
การเพาะปลูก 
พืชอื่นๆ 
พืชเส้นใย 
พืชน้ามัน 
พืชอาหาร
พืชอาหาร 
พืชอาหาร ได้แก่ 
1. ข้าว จัดเป็นพืชเศรษฐกิจอันดับหนึ่งของประเทศ เป็นพืชที่เหมาะสมที่ จะปลูกในประเทศไทยเพราะเป็นพืชเมืองร้อนต้องการอุณหภูมิเฉลี่ยไม่ต่า กว่า 25 องศาเซลเซียส ต้องการความชื้นสูง มีฝนตกเฉลี่ยปีละเกิน 1,50 มิลลิเมตร แหล่งปลูกข้าวของประเทศไทยปรากฏทุกภาค ดังนี้
การเพาะปลูกข้าวในภาคต่างๆ 
ภาคกลาง เป็นแหล่งปลูกข้าวที่สาคัญที่สุดของประเทศ ผลผลิตแต่ละปีได้ มากกว่าทุกๆ ภาค เพราะเป็นที่ราบดินตะกอนลุ่มแม่น้าที่กว้างขวาง มี ปริมาณฝนเพียงพอ และมีระบบชลประทานทั่วถึง 
ภาคเหนือ ให้ผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่สูงสุด แหล่งปลูกข้าวจะอยู่บริเวณที่ราบ ลุ่มแม่น้าระหว่างภูเขา ซึ่งเป็นเขตที่ราบที่มีดินและน้าอุดมสมบูรณ์ 
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีพื้นที่นามากที่สุดแต่ดินขาดความอุดม สมบูรณ์ มีปริมาณฝนไม่สม่าเสมอ ระบบการชลประทานไม่ทั่วถึง จึงเป็น ภาคที่มีผลผลิตเฉลี่ยต่อเนื้อที่ต่า
การเพาะปลูกข้าวในภาคต่างๆ 
ภาคใต้ มีปริมาณฝนสม่าเสมอและเพียงพอ แต่มีพื้นที่ทานาเป็นบริเวณ แคบๆ โดยเฉพาะที่ราบชายฝั่งตะวันออก 
ภาคตะวันออก พื้นที่ทานาในภาคนี้มีอยู่น้อย ทั้งๆ ที่เป็นภาคที่มีปริมาณ ฝนสูง มีการทาสวนผลไม้และปลูกพืชอื่นๆ เป็นส่วนใหญ่ 
ภาคตะวันตก ลักษณะภูมิประเทศและภูมิอากาศเหมาะสมสาหรับการปลูก พืชไร่ พื้นที่ในการปลูกข้าวจึงจากัดเฉพาะบริเวณที่มีระบบการชลประทานดี
พืชอาหาร 
2. ข้าวโพด เป็นพืชพื้นเมืองดั้งเดิมของทวีปอเมริกา ต้องการปริมาณฝน 600 - 1,200มิลลิเมตร ดินอุดมสมบูรณ์และน้าไม่แช่ขัง ต้องการแสงแดด จัดในขณะที่เมล็ดกาลังแก่ ในระยะไม่กี่ปีมานี้ข้าวโพดกลายเป็นพืช เศรษฐกิจที่สาคัญอย่างหนึ่งของประเทศไทย มักปลูกบริเวณที่เป็นเนินเขา หรือที่ราบที่ไม่มีน้าแช่ขัง
พืชอาหาร 
3. ถั่วเขียว เป็นพืชที่ชอบขึ้นบริเวณที่มีอากาศร้อนและมีความชื้นไม่มาก นัก แหล่งที่ปลูกมาก ได้แก่ ทางตอนเหนือของที่ราบภาคกลาง
พืชอาหาร 
 4. มันสาปะหลัง เจริญงอกงามได้ในพื้นดินทั่วไป โดยเฉพาะดินปนทราย ทนต่อความแห้งแล้งได้ดี แหล่งเดิมของมันสาปะหลังในประเทศไทยคือภาค ตะวันออก เนื่องจากใกล้ตลาดศูนย์กลางของประเทศ แต่ในระยะหลังได้ย้าย ไปสู่ภาคตะวันนออกเฉียงเหนือจนมีปริมาณการผลิตมากกว่าทุกภาค
พืชอาหาร 
5. อ้อย เป็นพืชที่เจริญเติบโตได้ดีในเขตร้อนและกึ่งร้อนที่มีแสงแดดและ ความชื้นเพียงพอ คือมีปริมาณฝนไม่ต่ากว่า 1,150 มิลลิเมตรต่อปี และมี อุณหภูมิสูงประมาณ 15 องศาเซลเซียส อ้อยที่ใช้ทาน้าตาลเรียกว่าอ้อย โรงงาน เดิมปลูกมากที่ภาคตะวันออก แต่ต่อมามีการปลูกมากในภาค ตะวันตก ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง การปลูกอ้อย ในปัจจุบันขึ้นอยู่กับองค์ประกอบที่สาคัญ คือ เส้นทางคมนาคมขนส่งสะดวก และใกล้โรงงาน
การพืชอาหาร 
6. ข้าวฟ่าง เป็นพืชที่ปลูกง่ายเพราะสามารถทนความแห้งแล้งได้ดี ใช้เป็น อาหารคนและสัตว์ สาหรับในประเทศไทยมีการปลูกข้าวฟ่างมานานแล้ว แต่ ก็มีไม่มาก แหล่งปลูกข้าวฟ่างมักปรากฏในเขตอากาศแห้งแล้งทางตอนกลาง ของประเทศ
พืชน้ามัน 
พืชน้ามัน ได้แก่ 
1. มะพร้าว เป็นพืชที่ชอบขึ้นในที่ดินปนทรายแถบริมฝั่งทะเลที่มีฝนตกชุก บริเวณที่มีความเหมาะสมและปลูกกันมากจึงอยู่ทางภาคใต้ของประเทศ และจังหวัดที่อยู่ริมฝั่งทะเลแถบก้นอ่าวไทย
พืชน้ามัน 
2. ถั่วเหลือง นอกจากบริโภคแล้วยังใช้ประโยชน์ในทางอุตสาหกรรม เช่น ทาสบู่ ทาเครื่องสาอาง ทาหมึกพิมพ์ ส่วนกากใช้ผสมอาหารสัตว์ ถั่วเหลือง ขึ้นได้ในดินแทบทุกชนิด ประเทศไทยนิยมปลูกถั่วเหลืองในนาข้าวในช่วง ฤดูแล้ง หลังจากการเก็บเกี่ยวแล้ว โดยเฉพาะประมาณเดือนเมษายน
พืชน้ามัน 
3. ปาล์มน้ามัน เริ่มเข้ามาปลูกในประเทศไทยที่จังหวัดกระบี่และสตูล ซึ่งเป็น พันธุ์ที่ชอบอากาศร้อนและฝนชุก น้ามันปาล์มที่ผลิตได้ทั้งหมดในปัจจุบันกว่า ร้อยละ 90 อยู่ใน 5 จังหวัดภาคใต้ ได้แก่ กระบี่ สตูล สุราษฎร์ธานี ตรัง และชุมพร
พืชเส้นใย 
พืชเส้นใย ได้แก่ 
1. ฝ้าย เป็นพืชที่เจริญเติบโตได้ดีในดินเหนียว และดินเหนียวปนทรายที่มีความ อุดสมบูรณ์ปานกลาง มีอากาศร้อนและต้องการความแห้งแล้งในฤดูเก็บเกี่ยว แหล่งผลิตที่สาคัญอยู่ที่ภาคกลางตอนบน และภาคเหนือตอนล่าง ปัจจุบัน ประเทศไทยผลิตฝ้ายได้ไม่เพียงพอที่จะใช้ภายในประเทศ จึงต้องสั่งฝ้ายเข้าปีละ จานวนมาก
พืชเส้นใย 
2. ปอ ที่นิยมปลูกมี 2 ชนิด คือปอแก้วพันธุ์แอฟริกา ปลูกได้ง่ายและทนความ แห้งแล้งได้ดี แหล่งเพาะปลูกที่สาคัญอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ส่วนปอ กระเจาต้องการดินที่มีความอุดมสมบูรณ และต้องการน้ามากกว่าปอแก้ว แหล่ง ปลูกที่เหมาะสมจึงอยู่ในภาคกลาง
พืชเส้นใย 
3. นุ่น เป็นพืชที่เหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศและดินในทุกภาคของประเทศไทย จึงปลูกกันโดยทั่วไป แต่ผลิตได้มากในภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
พืชชนิดอื่นๆ 
พืชอื่นๆ ได้แก่ 
1. พืชผลไม้ มีความแตกต่างกันตามภูมิภาคต่างๆ พืชยืนต้นที่เป็นพืชสวนจาพวกเงาะ ทุเรียน มังคุด ลางสาด เป็นพืชที่ชอบอากาศร้อนชื้น แหล่งปลูกสาคัญอยู่ทางภาค ตะวันออกและภาคใต้ ซึ่งมีลักษณะอากาศเหมาะสม ได้แก่ ระยอง จันทบุรี ตราด ชุมพร สุราษฎร์ธานี และนราธิวาส มะม่วงและส้มต่างๆ ปลูกมากแถบภาคกลางตอนล่าง ส่วนภาคเหนือสามารถปลูกพืชผลเมืองหนาวได้ดี
พืชชนิดอื่นๆ 
 2. ยางพารา เป็นพืชเขตร้อนชื้นมีความต้องการอุณหภูมิสูงตลอดปี เฉลี่ยประมาณ 27 องศาเซลเซียส และปริมาณฝนสูงประมาณ 3,500 มิลลิเมตร และตกสม่าเสมอตลอดปี ชอบขึ้นในภูมิประเทศที่มีการระบายน้าได้ดี ภาคใต้และภาคตะวันออกจึงมีลักษณะภูมิ ประเทศและภูมิอากาศเหมาะสม ซึ่งภาคใต้สามารถผลิตได้ถึงร้อยละ 90
พืชชนิดอื่นๆ 
4. ยาสูบ ที่นิยมปลูกในประเทศไทยเป็นพันธุ์พื้นเมืองและพันธุ์เวอร์จิเนีย เป็นพืช ที่ชอบอากาศแห้งและเย็น ต้องการฝนเฉพาะในระยะแรกปลูก แหล่งที่มีการปลูก ยาสูบมากได้แก่ภาคเหนือของประเทศ
การเลี้ยงสัตว์ (Domestication) 
การเลี้ยงสัตว์ 
การเลี้ยงกระบือ 
การเลี้ยงโค 
การเลี้ยงสุกร 
การเลี้ยงสัตว์ปีก
การเลี้ยงสัตว์ 
1. การเลี้ยงกระบือ กระบือเป็นสัตว์ชอบน้า นิยมเลี้ยงไว้เพื่อใช้งาน ปัจจุบันจานวน กระบือลดลงเป็นจานวนมาก แหล่งที่มีการเลี้ยงกระบือมาก ได้แก่ ภาค ตะวันออกเฉียงเหนือ ที่เลี้ยงกันน้อยคือภาคกลางตอนล่างและภาคใต้ของประเทศ
การเลี้ยงสัตว์ 
2. การเลี้ยงโค การเลี้ยงโคแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ คือ การเลี้ยงโคเนื้อ และการ เลี้ยงโคนม ทั้งสองประเภทจะเลี้ยงเพื่อการบริโภคในลักษณะของการผลิตทางการ อุตสาหกรรม
การเลี้ยงสัตว์ 
3. การเลี้ยงสุกร ประชากรไทยได้อาหารประเภทโปรตีนจากเนื้อสุกรมากเป็นที่สอง รองจากปลา การเลี้ยงสุกรมีมากในทุกภาค แต่ภาคกลางมีจานวนมากที่สุด
การเลี้ยงสัตว์ 
4. การเลี้ยงสัตว์ปีก สัตว์ปีกที่เลี้ยงกันทั่วไป ได้แก่ เป็ด ไก่ และห่าน ผลผลิตจาก สัตว์ปีกภายในประเทศเพียงพอแก่ความต้องการบริโภคของประชากร และยังส่ง เป็นสินค้าออกทารายได้เข้าประเทศปีละจานวนมาก
การทาป่าไม้ 
ป่าไม้ของประเทศไทยอยู่ในสภาพที่น่าเป็นห่วง เพราะตามความเป็นจริงพบว่า 
1. ปริมาณเนื้อที่ป่าลดลงเป็นจานวนมาก เกินกว่าป่าไม้จะเกิดทดแทนตาม ธรรมชาติได้ 
2. เนื้อที่ป่าถูกบุกเบิกเพื่อทาการเกษตรอยู่ตลอดเวลาโดยชาวบ้านและนายทุน 
3. การลักลอบตัดไม้นอกเหนือจากการได้รับสัมปทานจากทางราชการก็มีอยู่มาก 
4. การได้รับสัมปทานป่าไม้ ไม่ได้มีการควบคุมการปลูกป่าทดแทนอย่างจริงจัง 
ในปัจจุบัน ป่าไม้ในประเทศไทยเหลือเพียงร้อยละ 31.57 ของพื้นที่ทั้งหมดใน ประเทศ (2556)
การประมง 
การประมง 
การประมงน้าจืด 
การประมงทะเล 
การประมงน้ากร่อย
การประมงน้าจืด 
การประมงน้าจืด ได้มาจากแหล่งน้าจืดในท้องถิ่น แต่ปัจจุบันประสบปัญหาเรื่อง สภาพแวดล้อมถูกทาลายซึ่งก็กระทบต่อแหล่งประมงน้าจืดตามธรรมชาติด้วย ดังนั้นปลาน้าจืดที่ใช้บริโภคกันทุกวันนี้จึงเป็นผลผลิตที่ได้มาจากการเพาะเลี้ยง แทบทั้งสิ้น โดยมีแหล่งเพาะเลี้ยง ดังนี้
การประมงน้าจืด 
ภาคกลาง และภาคตะวันตก แหล่งผลิตที่สาคัญคือแม่น้าลาคลอง หนอง บึง 
ภาคเหนือ แหล่งผลิตคือบึง หรือกว๊านขนาดใหญ่ 
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แหล่งผลิตคือ ลาน้าและห้วยที่มีน้าขังตลอดปี 
ภาคใต้ และภาคตะวันออก มีการประมงน้าจืดไม่มากเพราะส่วนใหญ่เป็นการ ประมงน้าเค็ม
การประมงทะเล 
การประมงทะเล มี 2 บริเวณ ได้แก่ 
1. บริเวณอ่าวไทย 
 บริเวณอ่าวชั้นใน ได้แก่บริเวณพื้นที่น่านน้า 6 จังหวัด คือ เพชรบุรี สมุทรสงคราม สมุทรสาคร สมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา และชลบุรี เป็นเขตที่ จับปลาได้มากเพราะเป็นเขตน้าตื้น 
 บริเวณอ่าวชั้นนอก แบ่งออกเป็น 2 เขต คือแถบชายฝั่งตะวันออกของ อ่าวไทย ในเขตจังหวัดระยอง จันทบุรีและตราด เป็นบริเวณพื้นที่แคบจึงจับ สัตว์น้าได้ปริมาณไม่มาก ส่วนแถบชายฝั่งตะวันตกของอ่าวไทย ตั้งแต่ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ลงไปจนสุดเขตประเทศไทยที่จังหวัดนราธิวาสนั้นจับ สัตว์น้าได้มากรองจากอ่าวชั้นใน
การประมงทะเล 
2. บริเวณชายฝั่งทะเลอันดามัน : อยู่ทางด้านมหาสมุทรอินเดีย ประกอบด้วย เขตจังหวัดระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และ สตูล จับปลาได้น้อยกว่าทั้งสอง เขตที่กล่าวมาแล้ว เนื่องจากไหล่ทวีปแคบห่างจากฝั่งประมาณ 100 กิโลเมตร
ทะเล 
ทะเลไทยมีอาณาเขตติดต่อทะเลถึง 2 ด้าน คือ 
1. ทะเลจีนใต้ คือทะเลบริเวณอ่าวไทย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมหาสมุทร แปซิฟิก ทะเล ด้านนี้เป็นเขตน้าตื้นจัดเป็นเขตไหล่ทวีป ใช้เดินเรือขุดก๊าซ ธรรมชาติ น้ามันปิโตรเลียม ประมง และการท่องเที่ยว 
2. ทะเลอันดามัน เป็นทะเลด้านตะวันตกของภาคใต้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ มหาสมุทรอินเดีย เป็นเขตน้าลึก นอกจากใช้เดินเรือแล้วยังใช้ในการ ประมง ขุดแร่ และท่องเที่ยว
ทะเล 
ตามกฎหมายทางทะเลระหว่างประเทศ น่านน้าในทะเลมี 4 ส่วน ดังนี้ 
1. น่านน้าอาณาเขต คือ ท้องทะเลที่ห่างจากฝั่งไม่เกิน 12 ไมล์ทะเล เป็น อาณาเขตของประเทศ 
2. เขตเศรษฐกิจจาเพาะ คือ ท้องทะเลที่อยู่ถัดออกไปจากน่านน้า เป็น ท้องทะเลที่ประเทศบนฝั่งประกาศสงวนใช้ซึ่งทรัพยากรธรรมชาติ มักจะ ประกาศกัน 200 ไมล์ทะเล 
3. เขตไหล่ทวีป เป็นเขตน้าตื้น ซึ่งประเทศที่อยู่บนฝั่งจะประกาศสงวนไว้ ซึ่งทรัพยากร 
4. น่านน้าทะเล เป็นน่านน้าลึกที่อยู่ไกลจากฝั่ง ไม่มีประเทศใดเป็น เจ้าของ
อุตสาหกรรม (Industry) 
อุตสาหกรรม คือ กระบวนการแปรรูป หรือ การผลิตสิ่งของจากวัตถุดิบให้ เป็นวัสดุใหม่ เพื่อให้ใช้ประโยชน์ได้ตามวัตถุประสงค์ โดยการใช้เครื่องจักร หรือแรงคน เพื่อให้ผลิตได้ครั้งละมาก ๆ จนสามารถนาไปขายเป็นสินค้าได้ 
อุตสาหกรรมที่สาคัญของประเทศไทย มีดังนี้
1. อุตสาหกรรมสิ่งทอ 
อุตสาหกรรมสิ่งทอ หมายถึงอุตสาหกรรมปั่นด้ายการถักและการทอผ้าฝ้ายการถักและ การทอจากใยสังเคราะห์การพิมพ์ผ้า การฟอกและการย้อมสีผลิตภัณฑ์เครื่องนุ่งห่ม สาเร็จรูป ปัจจุบันประเทศไทยสามารถผลิตสิ่งทอได้เหลือใช้ภายในประเทศ และส่งเป็น สินค้าออกมีมูลค่าสูงขึ้นทุกปี โรงงานทอผ้ามักจะปรากฏอยู่แถบชานเมืองหลวงและ จังหวัดใกล้เคียง เช่น ปทุมธานี สมุทรสาคร สมุทรสงคราม
2. อุตสาหกรรมน้าตาล 
อุตสาหกรรมน้าตาล ปัจจุบันโรงงานผลิตน้าตาลของประเทศไทยเป็น โรงงานขนาดใหญ่ และจะตั้งอยู่ในเขตไร่อ้อย ซึ่งเป็นวัตถุดิบของการผลิต น้าตาลและมีกระจายอยู่ทุกภาค (ยกเว้นภาคใต้)
3. อุตสาหกรรมซีเมนต์ 
อุตสาหกรรมซีเมนต์ เป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ใช้ทุนดาเนินการสูง และกรรมวิธีการ ผลิตค่อนข้างซับซ้อน ซีเมนต์เป็นปัจจัยสาคัญอย่างยิ่งในการพัฒนาประเทศในปัจจุบัน โรงงานอุตสาหกรรมซีเมนต์ส่วนใหญ่จะตั้งอยู่ใกล้กับแหล่งวัตถุดิบ เช่น หินปูน ดิน เหนียว และยิปซั่ม ซึ่งเป็นวัตถุที่มีน้าหนักมากไม่สะดวกในการขนส่ง จังหวัดที่มีโรงงาน อุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ ได้แก่ สระบุรี เพชรบุรี นครสวรรค์ และนครศรีธรรมราช
4. อุตสาหกรรมกระดาษ 
อุตสาหกรรมกระดาษ โรงงานอุตสาหกรรมกระดาษขนาดใหญ่และมีการลงทุนสูงใน ประเทศไทยยังมีอยู่น้อย วัสดุที่ใช้ทากระดาษได้แก่ ฟางข้าว ไม้ไผ่ และไม้เนื้ออ่อนบาง ชนิด ซึ่งบางครั้งก็ต้องสั่งซื้อมาจากต่างประเทศ โรงงานผลิตกระดาษในประเทศไทยใน ปัจจุบันมีทั้งของรัฐและของเอกชน
5. อุตสาหกรรมผลิตและแปรรูปเหล็ก 
อุตสาหกรรมผลิตและแปรรูปเหล็ก ได้แก่การผลิตลวด เหล็กเส้น ท่อ แผ่นเหล็ก เหล็ก แท่ง ถือเป็นรากฐานของอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่ใช้เหล็กเป็นวัตถุดิบ ประเทศไทยต้องสั่งซื้อ เหล็กจากต่างประเทศปีละจานวนมากเนื่องจาก การผลิตเหล็กภายในประเทศไม่เพียงพอ
6. อุตสาหกรรมน้ามัน 
อุตสาหกรรมน้ามัน ปัจจุบันประเทศไทยมีโรงกลั่นน้ามันอยู่เพียง 4 แห่ง คือ ที่อาเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ นับว่าเป็นแหล่งที่เก่าแก่ที่สุด โรงกลั่นน้ามันที่บางจาก กรุงเทพมหานคร และโรงงานกลั่นน้ามันที่อาเภอศรีราชาจังหวัดชลบุรีจานวน 2 โรง แต่ประเทศไทยยังคง ต้องสั่งซื้อน้ามันดิบจากต่างประเทศ เนื่องจากการผลิตไม่เพียงพอ
7. อุตสาหกรรมประกอบรถยนต์ 
อุตสาหกรรมประกอบรถยนต์ อุตสาหกรรมประกอบรถยนต์ทั้งหมดตั้งอยู่ในเขตเมือง หลวง และปริมณฑล อุตสาหกรรมประเภทนี้มีแนวโน้มที่จะขยายตัวไปสู่เขตนิคม อุตสาหกรรมทางชายฝั่งทะเลภาคตะวันออกด้วย
8. อุตสาหกรรมท่องเที่ยว 
อุตสาหกรรมท่องเที่ยว เป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เพิ่งจะพัฒนาขึ้นในระยะหลัง สงครามโลกครั้งที่ 2 การท่องเที่ยวในประเทศไทยได้เจริญเติบโตขึ้นในระยะไม่กี่ปีมานี้เอง และปัจจุบันได้กลายเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวแห่งหนึ่งของทวีปเอเชีย
การค้า 
1. สินค้าออก สินค้าออกที่สาคัญของประเทศไทยมี 4 หมวด ได้แก่ 
1. หมวดสินค้าอุตสาหกรรม ที่สาคัญได้แก่ ผลิตภัณฑ์สิ่งทอ คอมพิวเตอร์ และชิ้นส่วน ผลิตภัณฑ์พลาสติก แผงวงจรไฟฟ้าและชิ้นส่วน รองเท้า อัญมณี และเครื่องเพชรพลอย 
2. หมวดสินค้าเกษตรกรรม ที่สาคัญได้แก่ ยางพารา ข้าว ผลิตภัณฑ์มัน สาปะหลัง เป็ดและไก่แช่แข็ง 
3. หมวดสินค้าประมง ที่สาคัญได้แก่ กุ้งสดแช่เย็น ปลาสด 
4. หมวดสินค้าอื่นๆ
การค้า 
2. สินค้าเข้า สินค้าเข้า ที่สาคัญของประเทศไทย ได้แก่ 
น้ามัน ประเทศไทยสั่งซื้อน้ามันจากต่างประเทศปีละจานวนมาก และมีอัตรา การสั่งเพิ่มขึ้นทุกปี แหล่งนาเข้าน้ามันดิบ ได้แก่ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซาอุดิอาระเบีย คูเวต บรูไน และมาเลเซีย
การค้า 
สินค้าอุปโภค บริโภค มีมูลค่าการสั่งเข้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 26 ได้แก่ เครื่องใช้ไฟฟ้า สินค้า ในครัวเรือน เภสัชภัณฑ์ ผลไม้ แป้งสาลี และรถจักรยานยนต์ 
วัตถุดิบและกึ่งวัตถุดิบ มูลค่าเพิ่มขึ้นร้อยละ 31 ส่วนหนึ่งเพื่อทดแทนการขาดแคลน ภายในประเทศและอีกส่วนหนึ่งเป็นการขยายตัวของภาวะการผลิตภาคอุตสาหกรรม ได้แก่ กระดาษและกระดาษแข็ง เยื่อกระดาษและไม้เคมีภัณฑ์ และโลหะต่างๆ 
สินค้าทุน มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นถึงร้อยละ 29 ตามภาวะการลงทุนภายในประเทศที่ยัง ขยายตัวในเกณฑ์ดี สินค้าทุนได้แก่ เครื่องจักรกลที่ใช้ในอุตสาหกรรมโลหะ อาหาร เครื่องดื่ม และเยื่อกระดาษ 
สินค้าหมวดอื่นๆ ขยายตัวในอัตราสูงเช่นเดียวกัน เช่น ตัวถังรถยนต์ สินค้าเข้า ดังกล่าว นาเข้ามาจากประเทศญี่ปุ่นร้อยละ 30.6 กลุ่มนาฟตาร้อยละ 13 สหภาพยุโรป ร้อยละ 14.5 กลุ่มประเทศอาเซียนร้อยละ 12.7 กลุ่มอินโดจีนร้อยละ 0.7 กลุ่ม ตะวันออกกลางร้อยละ 3.9 ยุโรปตะวันออกร้อยละ 0.4
เอกสารอ้างอิง 
สกลวรรษ สุธามณี.(ม.ป.ป).เอกสารสรุปเนื้อหาสาระในกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคม ศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรมเพื่อเตรียมความพร้อมในการสอบเข้ามหาวิทยาลัย เล่ม 2. 462 หน้า.

กิจกรรมทางเศรษฐกิจของประเทศไทย

  • 2.
    กิจกรรมทางเศรษฐกิจของไทย ความสัมพันธ์ระหว่างสภาพแวดล้อมทางกายภาพกับการประกอบอาชีพ ของประเทศไทยมีดังต่อไปนี้ การเพาะปลูก การเลี้ยงสัตว์ การทาป่าไม้ การประมง อุตสาหกรรม และการค้า
  • 3.
    กิจกรรมทางเศรษฐกิจของไทย การเพาะปลูก การเลี้ยงสัตว์ การทาป่าไม้ การประมง อุตสาหกรรม การค้า
  • 4.
    การเพาะปลูก การเพาะปลูกพืชของประเทศไทยมีความหลากหลายและแตกต่างกันใน แต่ละภูมิภาคทาให้เรามีพืชเศรษฐกิจที่สาคัญในระดับโลกหลายชนิด เช่น ข้าว มันสาปะหลัง อ้อย สับปะรด ยางพารา ทุเรียน และกล้วยไม้ เป็นต้น
  • 5.
    การเพาะปลูก การเพาะปลูก พืชอื่นๆ พืชเส้นใย พืชน้ามัน พืชอาหาร
  • 6.
    พืชอาหาร พืชอาหาร ได้แก่ 1. ข้าว จัดเป็นพืชเศรษฐกิจอันดับหนึ่งของประเทศ เป็นพืชที่เหมาะสมที่ จะปลูกในประเทศไทยเพราะเป็นพืชเมืองร้อนต้องการอุณหภูมิเฉลี่ยไม่ต่า กว่า 25 องศาเซลเซียส ต้องการความชื้นสูง มีฝนตกเฉลี่ยปีละเกิน 1,50 มิลลิเมตร แหล่งปลูกข้าวของประเทศไทยปรากฏทุกภาค ดังนี้
  • 7.
    การเพาะปลูกข้าวในภาคต่างๆ ภาคกลาง เป็นแหล่งปลูกข้าวที่สาคัญที่สุดของประเทศผลผลิตแต่ละปีได้ มากกว่าทุกๆ ภาค เพราะเป็นที่ราบดินตะกอนลุ่มแม่น้าที่กว้างขวาง มี ปริมาณฝนเพียงพอ และมีระบบชลประทานทั่วถึง ภาคเหนือ ให้ผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่สูงสุด แหล่งปลูกข้าวจะอยู่บริเวณที่ราบ ลุ่มแม่น้าระหว่างภูเขา ซึ่งเป็นเขตที่ราบที่มีดินและน้าอุดมสมบูรณ์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีพื้นที่นามากที่สุดแต่ดินขาดความอุดม สมบูรณ์ มีปริมาณฝนไม่สม่าเสมอ ระบบการชลประทานไม่ทั่วถึง จึงเป็น ภาคที่มีผลผลิตเฉลี่ยต่อเนื้อที่ต่า
  • 8.
    การเพาะปลูกข้าวในภาคต่างๆ ภาคใต้ มีปริมาณฝนสม่าเสมอและเพียงพอแต่มีพื้นที่ทานาเป็นบริเวณ แคบๆ โดยเฉพาะที่ราบชายฝั่งตะวันออก ภาคตะวันออก พื้นที่ทานาในภาคนี้มีอยู่น้อย ทั้งๆ ที่เป็นภาคที่มีปริมาณ ฝนสูง มีการทาสวนผลไม้และปลูกพืชอื่นๆ เป็นส่วนใหญ่ ภาคตะวันตก ลักษณะภูมิประเทศและภูมิอากาศเหมาะสมสาหรับการปลูก พืชไร่ พื้นที่ในการปลูกข้าวจึงจากัดเฉพาะบริเวณที่มีระบบการชลประทานดี
  • 9.
    พืชอาหาร 2. ข้าวโพดเป็นพืชพื้นเมืองดั้งเดิมของทวีปอเมริกา ต้องการปริมาณฝน 600 - 1,200มิลลิเมตร ดินอุดมสมบูรณ์และน้าไม่แช่ขัง ต้องการแสงแดด จัดในขณะที่เมล็ดกาลังแก่ ในระยะไม่กี่ปีมานี้ข้าวโพดกลายเป็นพืช เศรษฐกิจที่สาคัญอย่างหนึ่งของประเทศไทย มักปลูกบริเวณที่เป็นเนินเขา หรือที่ราบที่ไม่มีน้าแช่ขัง
  • 10.
    พืชอาหาร 3. ถั่วเขียวเป็นพืชที่ชอบขึ้นบริเวณที่มีอากาศร้อนและมีความชื้นไม่มาก นัก แหล่งที่ปลูกมาก ได้แก่ ทางตอนเหนือของที่ราบภาคกลาง
  • 11.
    พืชอาหาร  4.มันสาปะหลัง เจริญงอกงามได้ในพื้นดินทั่วไป โดยเฉพาะดินปนทราย ทนต่อความแห้งแล้งได้ดี แหล่งเดิมของมันสาปะหลังในประเทศไทยคือภาค ตะวันออก เนื่องจากใกล้ตลาดศูนย์กลางของประเทศ แต่ในระยะหลังได้ย้าย ไปสู่ภาคตะวันนออกเฉียงเหนือจนมีปริมาณการผลิตมากกว่าทุกภาค
  • 12.
    พืชอาหาร 5. อ้อยเป็นพืชที่เจริญเติบโตได้ดีในเขตร้อนและกึ่งร้อนที่มีแสงแดดและ ความชื้นเพียงพอ คือมีปริมาณฝนไม่ต่ากว่า 1,150 มิลลิเมตรต่อปี และมี อุณหภูมิสูงประมาณ 15 องศาเซลเซียส อ้อยที่ใช้ทาน้าตาลเรียกว่าอ้อย โรงงาน เดิมปลูกมากที่ภาคตะวันออก แต่ต่อมามีการปลูกมากในภาค ตะวันตก ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง การปลูกอ้อย ในปัจจุบันขึ้นอยู่กับองค์ประกอบที่สาคัญ คือ เส้นทางคมนาคมขนส่งสะดวก และใกล้โรงงาน
  • 14.
    การพืชอาหาร 6. ข้าวฟ่างเป็นพืชที่ปลูกง่ายเพราะสามารถทนความแห้งแล้งได้ดี ใช้เป็น อาหารคนและสัตว์ สาหรับในประเทศไทยมีการปลูกข้าวฟ่างมานานแล้ว แต่ ก็มีไม่มาก แหล่งปลูกข้าวฟ่างมักปรากฏในเขตอากาศแห้งแล้งทางตอนกลาง ของประเทศ
  • 15.
    พืชน้ามัน พืชน้ามัน ได้แก่ 1. มะพร้าว เป็นพืชที่ชอบขึ้นในที่ดินปนทรายแถบริมฝั่งทะเลที่มีฝนตกชุก บริเวณที่มีความเหมาะสมและปลูกกันมากจึงอยู่ทางภาคใต้ของประเทศ และจังหวัดที่อยู่ริมฝั่งทะเลแถบก้นอ่าวไทย
  • 16.
    พืชน้ามัน 2. ถั่วเหลืองนอกจากบริโภคแล้วยังใช้ประโยชน์ในทางอุตสาหกรรม เช่น ทาสบู่ ทาเครื่องสาอาง ทาหมึกพิมพ์ ส่วนกากใช้ผสมอาหารสัตว์ ถั่วเหลือง ขึ้นได้ในดินแทบทุกชนิด ประเทศไทยนิยมปลูกถั่วเหลืองในนาข้าวในช่วง ฤดูแล้ง หลังจากการเก็บเกี่ยวแล้ว โดยเฉพาะประมาณเดือนเมษายน
  • 17.
    พืชน้ามัน 3. ปาล์มน้ามันเริ่มเข้ามาปลูกในประเทศไทยที่จังหวัดกระบี่และสตูล ซึ่งเป็น พันธุ์ที่ชอบอากาศร้อนและฝนชุก น้ามันปาล์มที่ผลิตได้ทั้งหมดในปัจจุบันกว่า ร้อยละ 90 อยู่ใน 5 จังหวัดภาคใต้ ได้แก่ กระบี่ สตูล สุราษฎร์ธานี ตรัง และชุมพร
  • 18.
    พืชเส้นใย พืชเส้นใย ได้แก่ 1. ฝ้าย เป็นพืชที่เจริญเติบโตได้ดีในดินเหนียว และดินเหนียวปนทรายที่มีความ อุดสมบูรณ์ปานกลาง มีอากาศร้อนและต้องการความแห้งแล้งในฤดูเก็บเกี่ยว แหล่งผลิตที่สาคัญอยู่ที่ภาคกลางตอนบน และภาคเหนือตอนล่าง ปัจจุบัน ประเทศไทยผลิตฝ้ายได้ไม่เพียงพอที่จะใช้ภายในประเทศ จึงต้องสั่งฝ้ายเข้าปีละ จานวนมาก
  • 19.
    พืชเส้นใย 2. ปอที่นิยมปลูกมี 2 ชนิด คือปอแก้วพันธุ์แอฟริกา ปลูกได้ง่ายและทนความ แห้งแล้งได้ดี แหล่งเพาะปลูกที่สาคัญอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ส่วนปอ กระเจาต้องการดินที่มีความอุดมสมบูรณ และต้องการน้ามากกว่าปอแก้ว แหล่ง ปลูกที่เหมาะสมจึงอยู่ในภาคกลาง
  • 20.
    พืชเส้นใย 3. นุ่นเป็นพืชที่เหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศและดินในทุกภาคของประเทศไทย จึงปลูกกันโดยทั่วไป แต่ผลิตได้มากในภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
  • 21.
    พืชชนิดอื่นๆ พืชอื่นๆ ได้แก่ 1. พืชผลไม้ มีความแตกต่างกันตามภูมิภาคต่างๆ พืชยืนต้นที่เป็นพืชสวนจาพวกเงาะ ทุเรียน มังคุด ลางสาด เป็นพืชที่ชอบอากาศร้อนชื้น แหล่งปลูกสาคัญอยู่ทางภาค ตะวันออกและภาคใต้ ซึ่งมีลักษณะอากาศเหมาะสม ได้แก่ ระยอง จันทบุรี ตราด ชุมพร สุราษฎร์ธานี และนราธิวาส มะม่วงและส้มต่างๆ ปลูกมากแถบภาคกลางตอนล่าง ส่วนภาคเหนือสามารถปลูกพืชผลเมืองหนาวได้ดี
  • 22.
    พืชชนิดอื่นๆ  2.ยางพารา เป็นพืชเขตร้อนชื้นมีความต้องการอุณหภูมิสูงตลอดปี เฉลี่ยประมาณ 27 องศาเซลเซียส และปริมาณฝนสูงประมาณ 3,500 มิลลิเมตร และตกสม่าเสมอตลอดปี ชอบขึ้นในภูมิประเทศที่มีการระบายน้าได้ดี ภาคใต้และภาคตะวันออกจึงมีลักษณะภูมิ ประเทศและภูมิอากาศเหมาะสม ซึ่งภาคใต้สามารถผลิตได้ถึงร้อยละ 90
  • 23.
    พืชชนิดอื่นๆ 4. ยาสูบที่นิยมปลูกในประเทศไทยเป็นพันธุ์พื้นเมืองและพันธุ์เวอร์จิเนีย เป็นพืช ที่ชอบอากาศแห้งและเย็น ต้องการฝนเฉพาะในระยะแรกปลูก แหล่งที่มีการปลูก ยาสูบมากได้แก่ภาคเหนือของประเทศ
  • 24.
    การเลี้ยงสัตว์ (Domestication) การเลี้ยงสัตว์ การเลี้ยงกระบือ การเลี้ยงโค การเลี้ยงสุกร การเลี้ยงสัตว์ปีก
  • 25.
    การเลี้ยงสัตว์ 1. การเลี้ยงกระบือกระบือเป็นสัตว์ชอบน้า นิยมเลี้ยงไว้เพื่อใช้งาน ปัจจุบันจานวน กระบือลดลงเป็นจานวนมาก แหล่งที่มีการเลี้ยงกระบือมาก ได้แก่ ภาค ตะวันออกเฉียงเหนือ ที่เลี้ยงกันน้อยคือภาคกลางตอนล่างและภาคใต้ของประเทศ
  • 26.
    การเลี้ยงสัตว์ 2. การเลี้ยงโคการเลี้ยงโคแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ คือ การเลี้ยงโคเนื้อ และการ เลี้ยงโคนม ทั้งสองประเภทจะเลี้ยงเพื่อการบริโภคในลักษณะของการผลิตทางการ อุตสาหกรรม
  • 27.
    การเลี้ยงสัตว์ 3. การเลี้ยงสุกรประชากรไทยได้อาหารประเภทโปรตีนจากเนื้อสุกรมากเป็นที่สอง รองจากปลา การเลี้ยงสุกรมีมากในทุกภาค แต่ภาคกลางมีจานวนมากที่สุด
  • 28.
    การเลี้ยงสัตว์ 4. การเลี้ยงสัตว์ปีกสัตว์ปีกที่เลี้ยงกันทั่วไป ได้แก่ เป็ด ไก่ และห่าน ผลผลิตจาก สัตว์ปีกภายในประเทศเพียงพอแก่ความต้องการบริโภคของประชากร และยังส่ง เป็นสินค้าออกทารายได้เข้าประเทศปีละจานวนมาก
  • 29.
    การทาป่าไม้ ป่าไม้ของประเทศไทยอยู่ในสภาพที่น่าเป็นห่วง เพราะตามความเป็นจริงพบว่า 1. ปริมาณเนื้อที่ป่าลดลงเป็นจานวนมาก เกินกว่าป่าไม้จะเกิดทดแทนตาม ธรรมชาติได้ 2. เนื้อที่ป่าถูกบุกเบิกเพื่อทาการเกษตรอยู่ตลอดเวลาโดยชาวบ้านและนายทุน 3. การลักลอบตัดไม้นอกเหนือจากการได้รับสัมปทานจากทางราชการก็มีอยู่มาก 4. การได้รับสัมปทานป่าไม้ ไม่ได้มีการควบคุมการปลูกป่าทดแทนอย่างจริงจัง ในปัจจุบัน ป่าไม้ในประเทศไทยเหลือเพียงร้อยละ 31.57 ของพื้นที่ทั้งหมดใน ประเทศ (2556)
  • 30.
    การประมง การประมง การประมงน้าจืด การประมงทะเล การประมงน้ากร่อย
  • 31.
    การประมงน้าจืด การประมงน้าจืด ได้มาจากแหล่งน้าจืดในท้องถิ่นแต่ปัจจุบันประสบปัญหาเรื่อง สภาพแวดล้อมถูกทาลายซึ่งก็กระทบต่อแหล่งประมงน้าจืดตามธรรมชาติด้วย ดังนั้นปลาน้าจืดที่ใช้บริโภคกันทุกวันนี้จึงเป็นผลผลิตที่ได้มาจากการเพาะเลี้ยง แทบทั้งสิ้น โดยมีแหล่งเพาะเลี้ยง ดังนี้
  • 32.
    การประมงน้าจืด ภาคกลาง และภาคตะวันตกแหล่งผลิตที่สาคัญคือแม่น้าลาคลอง หนอง บึง ภาคเหนือ แหล่งผลิตคือบึง หรือกว๊านขนาดใหญ่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แหล่งผลิตคือ ลาน้าและห้วยที่มีน้าขังตลอดปี ภาคใต้ และภาคตะวันออก มีการประมงน้าจืดไม่มากเพราะส่วนใหญ่เป็นการ ประมงน้าเค็ม
  • 33.
    การประมงทะเล การประมงทะเล มี2 บริเวณ ได้แก่ 1. บริเวณอ่าวไทย  บริเวณอ่าวชั้นใน ได้แก่บริเวณพื้นที่น่านน้า 6 จังหวัด คือ เพชรบุรี สมุทรสงคราม สมุทรสาคร สมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา และชลบุรี เป็นเขตที่ จับปลาได้มากเพราะเป็นเขตน้าตื้น  บริเวณอ่าวชั้นนอก แบ่งออกเป็น 2 เขต คือแถบชายฝั่งตะวันออกของ อ่าวไทย ในเขตจังหวัดระยอง จันทบุรีและตราด เป็นบริเวณพื้นที่แคบจึงจับ สัตว์น้าได้ปริมาณไม่มาก ส่วนแถบชายฝั่งตะวันตกของอ่าวไทย ตั้งแต่ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ลงไปจนสุดเขตประเทศไทยที่จังหวัดนราธิวาสนั้นจับ สัตว์น้าได้มากรองจากอ่าวชั้นใน
  • 34.
    การประมงทะเล 2. บริเวณชายฝั่งทะเลอันดามัน: อยู่ทางด้านมหาสมุทรอินเดีย ประกอบด้วย เขตจังหวัดระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และ สตูล จับปลาได้น้อยกว่าทั้งสอง เขตที่กล่าวมาแล้ว เนื่องจากไหล่ทวีปแคบห่างจากฝั่งประมาณ 100 กิโลเมตร
  • 36.
    ทะเล ทะเลไทยมีอาณาเขตติดต่อทะเลถึง 2ด้าน คือ 1. ทะเลจีนใต้ คือทะเลบริเวณอ่าวไทย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมหาสมุทร แปซิฟิก ทะเล ด้านนี้เป็นเขตน้าตื้นจัดเป็นเขตไหล่ทวีป ใช้เดินเรือขุดก๊าซ ธรรมชาติ น้ามันปิโตรเลียม ประมง และการท่องเที่ยว 2. ทะเลอันดามัน เป็นทะเลด้านตะวันตกของภาคใต้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ มหาสมุทรอินเดีย เป็นเขตน้าลึก นอกจากใช้เดินเรือแล้วยังใช้ในการ ประมง ขุดแร่ และท่องเที่ยว
  • 37.
    ทะเล ตามกฎหมายทางทะเลระหว่างประเทศ น่านน้าในทะเลมี4 ส่วน ดังนี้ 1. น่านน้าอาณาเขต คือ ท้องทะเลที่ห่างจากฝั่งไม่เกิน 12 ไมล์ทะเล เป็น อาณาเขตของประเทศ 2. เขตเศรษฐกิจจาเพาะ คือ ท้องทะเลที่อยู่ถัดออกไปจากน่านน้า เป็น ท้องทะเลที่ประเทศบนฝั่งประกาศสงวนใช้ซึ่งทรัพยากรธรรมชาติ มักจะ ประกาศกัน 200 ไมล์ทะเล 3. เขตไหล่ทวีป เป็นเขตน้าตื้น ซึ่งประเทศที่อยู่บนฝั่งจะประกาศสงวนไว้ ซึ่งทรัพยากร 4. น่านน้าทะเล เป็นน่านน้าลึกที่อยู่ไกลจากฝั่ง ไม่มีประเทศใดเป็น เจ้าของ
  • 38.
    อุตสาหกรรม (Industry) อุตสาหกรรมคือ กระบวนการแปรรูป หรือ การผลิตสิ่งของจากวัตถุดิบให้ เป็นวัสดุใหม่ เพื่อให้ใช้ประโยชน์ได้ตามวัตถุประสงค์ โดยการใช้เครื่องจักร หรือแรงคน เพื่อให้ผลิตได้ครั้งละมาก ๆ จนสามารถนาไปขายเป็นสินค้าได้ อุตสาหกรรมที่สาคัญของประเทศไทย มีดังนี้
  • 39.
    1. อุตสาหกรรมสิ่งทอ อุตสาหกรรมสิ่งทอหมายถึงอุตสาหกรรมปั่นด้ายการถักและการทอผ้าฝ้ายการถักและ การทอจากใยสังเคราะห์การพิมพ์ผ้า การฟอกและการย้อมสีผลิตภัณฑ์เครื่องนุ่งห่ม สาเร็จรูป ปัจจุบันประเทศไทยสามารถผลิตสิ่งทอได้เหลือใช้ภายในประเทศ และส่งเป็น สินค้าออกมีมูลค่าสูงขึ้นทุกปี โรงงานทอผ้ามักจะปรากฏอยู่แถบชานเมืองหลวงและ จังหวัดใกล้เคียง เช่น ปทุมธานี สมุทรสาคร สมุทรสงคราม
  • 40.
    2. อุตสาหกรรมน้าตาล อุตสาหกรรมน้าตาลปัจจุบันโรงงานผลิตน้าตาลของประเทศไทยเป็น โรงงานขนาดใหญ่ และจะตั้งอยู่ในเขตไร่อ้อย ซึ่งเป็นวัตถุดิบของการผลิต น้าตาลและมีกระจายอยู่ทุกภาค (ยกเว้นภาคใต้)
  • 41.
    3. อุตสาหกรรมซีเมนต์ อุตสาหกรรมซีเมนต์เป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ใช้ทุนดาเนินการสูง และกรรมวิธีการ ผลิตค่อนข้างซับซ้อน ซีเมนต์เป็นปัจจัยสาคัญอย่างยิ่งในการพัฒนาประเทศในปัจจุบัน โรงงานอุตสาหกรรมซีเมนต์ส่วนใหญ่จะตั้งอยู่ใกล้กับแหล่งวัตถุดิบ เช่น หินปูน ดิน เหนียว และยิปซั่ม ซึ่งเป็นวัตถุที่มีน้าหนักมากไม่สะดวกในการขนส่ง จังหวัดที่มีโรงงาน อุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ ได้แก่ สระบุรี เพชรบุรี นครสวรรค์ และนครศรีธรรมราช
  • 42.
    4. อุตสาหกรรมกระดาษ อุตสาหกรรมกระดาษโรงงานอุตสาหกรรมกระดาษขนาดใหญ่และมีการลงทุนสูงใน ประเทศไทยยังมีอยู่น้อย วัสดุที่ใช้ทากระดาษได้แก่ ฟางข้าว ไม้ไผ่ และไม้เนื้ออ่อนบาง ชนิด ซึ่งบางครั้งก็ต้องสั่งซื้อมาจากต่างประเทศ โรงงานผลิตกระดาษในประเทศไทยใน ปัจจุบันมีทั้งของรัฐและของเอกชน
  • 43.
    5. อุตสาหกรรมผลิตและแปรรูปเหล็ก อุตสาหกรรมผลิตและแปรรูปเหล็กได้แก่การผลิตลวด เหล็กเส้น ท่อ แผ่นเหล็ก เหล็ก แท่ง ถือเป็นรากฐานของอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่ใช้เหล็กเป็นวัตถุดิบ ประเทศไทยต้องสั่งซื้อ เหล็กจากต่างประเทศปีละจานวนมากเนื่องจาก การผลิตเหล็กภายในประเทศไม่เพียงพอ
  • 44.
    6. อุตสาหกรรมน้ามัน อุตสาหกรรมน้ามันปัจจุบันประเทศไทยมีโรงกลั่นน้ามันอยู่เพียง 4 แห่ง คือ ที่อาเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ นับว่าเป็นแหล่งที่เก่าแก่ที่สุด โรงกลั่นน้ามันที่บางจาก กรุงเทพมหานคร และโรงงานกลั่นน้ามันที่อาเภอศรีราชาจังหวัดชลบุรีจานวน 2 โรง แต่ประเทศไทยยังคง ต้องสั่งซื้อน้ามันดิบจากต่างประเทศ เนื่องจากการผลิตไม่เพียงพอ
  • 45.
    7. อุตสาหกรรมประกอบรถยนต์ อุตสาหกรรมประกอบรถยนต์อุตสาหกรรมประกอบรถยนต์ทั้งหมดตั้งอยู่ในเขตเมือง หลวง และปริมณฑล อุตสาหกรรมประเภทนี้มีแนวโน้มที่จะขยายตัวไปสู่เขตนิคม อุตสาหกรรมทางชายฝั่งทะเลภาคตะวันออกด้วย
  • 46.
    8. อุตสาหกรรมท่องเที่ยว อุตสาหกรรมท่องเที่ยวเป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เพิ่งจะพัฒนาขึ้นในระยะหลัง สงครามโลกครั้งที่ 2 การท่องเที่ยวในประเทศไทยได้เจริญเติบโตขึ้นในระยะไม่กี่ปีมานี้เอง และปัจจุบันได้กลายเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวแห่งหนึ่งของทวีปเอเชีย
  • 47.
    การค้า 1. สินค้าออกสินค้าออกที่สาคัญของประเทศไทยมี 4 หมวด ได้แก่ 1. หมวดสินค้าอุตสาหกรรม ที่สาคัญได้แก่ ผลิตภัณฑ์สิ่งทอ คอมพิวเตอร์ และชิ้นส่วน ผลิตภัณฑ์พลาสติก แผงวงจรไฟฟ้าและชิ้นส่วน รองเท้า อัญมณี และเครื่องเพชรพลอย 2. หมวดสินค้าเกษตรกรรม ที่สาคัญได้แก่ ยางพารา ข้าว ผลิตภัณฑ์มัน สาปะหลัง เป็ดและไก่แช่แข็ง 3. หมวดสินค้าประมง ที่สาคัญได้แก่ กุ้งสดแช่เย็น ปลาสด 4. หมวดสินค้าอื่นๆ
  • 48.
    การค้า 2. สินค้าเข้าสินค้าเข้า ที่สาคัญของประเทศไทย ได้แก่ น้ามัน ประเทศไทยสั่งซื้อน้ามันจากต่างประเทศปีละจานวนมาก และมีอัตรา การสั่งเพิ่มขึ้นทุกปี แหล่งนาเข้าน้ามันดิบ ได้แก่ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซาอุดิอาระเบีย คูเวต บรูไน และมาเลเซีย
  • 49.
    การค้า สินค้าอุปโภค บริโภคมีมูลค่าการสั่งเข้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 26 ได้แก่ เครื่องใช้ไฟฟ้า สินค้า ในครัวเรือน เภสัชภัณฑ์ ผลไม้ แป้งสาลี และรถจักรยานยนต์ วัตถุดิบและกึ่งวัตถุดิบ มูลค่าเพิ่มขึ้นร้อยละ 31 ส่วนหนึ่งเพื่อทดแทนการขาดแคลน ภายในประเทศและอีกส่วนหนึ่งเป็นการขยายตัวของภาวะการผลิตภาคอุตสาหกรรม ได้แก่ กระดาษและกระดาษแข็ง เยื่อกระดาษและไม้เคมีภัณฑ์ และโลหะต่างๆ สินค้าทุน มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นถึงร้อยละ 29 ตามภาวะการลงทุนภายในประเทศที่ยัง ขยายตัวในเกณฑ์ดี สินค้าทุนได้แก่ เครื่องจักรกลที่ใช้ในอุตสาหกรรมโลหะ อาหาร เครื่องดื่ม และเยื่อกระดาษ สินค้าหมวดอื่นๆ ขยายตัวในอัตราสูงเช่นเดียวกัน เช่น ตัวถังรถยนต์ สินค้าเข้า ดังกล่าว นาเข้ามาจากประเทศญี่ปุ่นร้อยละ 30.6 กลุ่มนาฟตาร้อยละ 13 สหภาพยุโรป ร้อยละ 14.5 กลุ่มประเทศอาเซียนร้อยละ 12.7 กลุ่มอินโดจีนร้อยละ 0.7 กลุ่ม ตะวันออกกลางร้อยละ 3.9 ยุโรปตะวันออกร้อยละ 0.4
  • 50.
    เอกสารอ้างอิง สกลวรรษ สุธามณี.(ม.ป.ป).เอกสารสรุปเนื้อหาสาระในกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรมเพื่อเตรียมความพร้อมในการสอบเข้ามหาวิทยาลัย เล่ม 2. 462 หน้า.