บ ท ที่
                      1
                                                ทฤษฎีการให้บริการปรึกษา
	       ทฤษฎีเป็นหลักส�ำคัญที่ชี้ให้เห็นถึงแนวปฏิบัติและแนวความเชื่อในสิ่งนั้น ทฤษฎีเกิดขึ้นมาจาก
การรวบรวมข้อมูลที่ได้ปฏิบัติกันมา  โดยจัดแบ่งไว้อย่างมีระเบียบแบบแผนเป็นกลุ่มก้อน และมีความ
สัมพันธ์ต่อกัน ผู้ที่คิดว่าทฤษฎีเป็นสิ่งที่ไม่ส�ำคัญนั้นจะเป็นผู้เสียเปรียบ เพราะจะท�ำให้ขาดแนวทาง        
อันเป็นประโยชน์ส�ำหรับที่จะน�ำมาใช้เป็นเครื่องมือช่วยในการตัดสินใจ และจะท�ำได้ก็เพียงแค่ใช้ความ
คิดค�ำนึงของตนเองเพียงอย่างเดียวเท่านั้นมาใช้ตัดสินใจ ย่อมจะท�ำให้มีโอกาสผิดพลาดได้มากกว่า 
เพราะทฤษฎีมิได้เกิดขึ้นจากการเดาสุ่ม หากแต่เกิดขึ้นโดยอาศัยพื้นฐานส�ำคัญหลายประการ ถ้าเรา
ต้องการศึกษาเพือให้ทราบถึงสาเหตุของทฤษฎีนน ซึงแสดงหลักฐานจนเป็นทียอมรับกันอย่างแพร่หลาย
                  ่                                ั้ ่                       ่
เราจ�ำเป็นต้องทราบถึงพืนฐานทางด้านปรัชญาทีเ่ จ้าของทฤษฎีนนยึดถือ ประวัตความเป็นมาของทฤษฎี
                           ้                                       ั้           ิ
เข้าใจลักษณะทางสังคมและวิถีแห่งการด�ำเนินชีวิตของบุคคลในสังคมที่เจ้าของทฤษฎีอาศัยอยู่ใน         
ขณะนั้น นอกจากนี้เราควรจะได้ศึกษาถึงชีวประวัติ บุคลิกภาพ ทัศนคติ ความสนใจ และความ             
สามารถพิเศษอื่น ๆ ของเจ้าของทฤษฎีนั้นด้วย เพราะทฤษฎีเปรียบเสมือนแผนที่ที่สามารถบอกให้         
ผู้ใช้ทราบถึงสิ่งที่ควรสังเกต พิจารณา และคาดการณ์ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ให้ประโยชน์หรือช่วยเหลือเรา
ได้มากน้อยเพียงใด เป็นการก�ำหนดทิศทางที่จะด�ำเนินต่อไป นอกจากนี้ปรากฏการณ์ทางพฤติกรรม
ของมนุษย์นั้นไม่มีกฎเกณฑ์ที่แน่นอนตายตัวเหมือนกันทุกคน ดังนั้นจึงได้มีการปลูกฝังระเบียบแบบ
แผนเพื่อสร้างและปรับพฤติกรรมของมนุษย์ให้สามารถด�ำรงชีวิตร่วมกันได้อย่างมีความสุขในสังคม       
การจัดข้อมูลของมนุษย์อย่างมีระบบเหล่านี้ก็คือ การจัดตั้งเป็นทฤษฎีขึ้นมานั่นเอง

ทฤษฎีคืออะไร
	
	     ศาสตร์ที่ได้รับการพัฒนาจนเป็นวิชาชีพ ย่อมต้องมีการบันทึกความเป็นมาอย่างเป็นทางการ      
โดยมีการศึกษา วิเคราะห์และสร้างองค์ความรู้อย่างเป็นระบบ “ทฤษฎี” (theory) นับว่าเป็นสิ่งส�ำคัญ
ประการหนึ่งที่มีส่วนกระตุ้นการสร้างสรรค์องค์ความรู้ทั่วไปของศาสตร์แขนงต่าง ๆ อันจะเป็นแก่น       
ของการศึกษาเพื่อตรวจสอบหรือยืนยันหักล้างอันเป็นการสะสมหรือต่อยอด ส�ำหรับปรับปรุงหรือ       
พัฒนาองค์ความรู้แขนงนั้นให้เจริญรุดหน้าสืบต่อไป ทฤษฎีจึงเป็นหลักส�ำคัญที่ชี้ให้เห็นถึงแนวการ
ปฏิบัติและแนวความเชื่อ ท�ำให้มีผู้สนใจศึกษาทฤษฎีที่ว่าด้วยเรื่องนั้นให้เข้าใจอย่างชัดเจน ส�ำหรับ                     
ความหมายของทฤษฎีนั้นได้มีผู้ให้ความหมายไว้หลายแง่มุมด้วยกัน เช่น นักวิทยาศาสตร์กล่าวว่า   
ทฤษฎีเป็นการรวบรวมข้อมูลอย่างมีระเบียบเป็นกลุ่มก้อน นักปรัชญากล่าวว่า  หากมนุษย์สามารถจะ
จดจ�ำทุกสิ่งทุกอย่างได้อาจไม่จ�ำเป็นต้องมีทฤษฎี เพราะเราสามารถน�ำข้อมูลดิบเหล่านั้นมาใช้อ้างอิง
ได้ทันที แต่เนื่องจากความจ�ำของมนุษย์มีจ�ำกัด เราจึงต้องจ�ำแต่กฎเกณฑ์ใหญ่ที่ได้รวบรวมกลั่นกรอง
มาจากข้อมูลดิบ โดยผ่านการพิสูจน์จนเป็นที่ยอมรับกัน เพื่อจะได้ใช้อ้างอิงสิ่งที่สัมพันธ์กับที่เรากล่าว
ถึง และส�ำหรับในทางจิตวิทยา ค�ำว่าทฤษฎีก็คือกลุ่มหนึ่งของสมมติฐาน (assumptions) ที่เกี่ยวโยง
กัน มีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกันอย่างมีแบบแผน
	      ในปัจจุบนยังไม่มคำจ�ำกัดความของค�ำว่า ทฤษฎี (theory) ทีกระชับ และเป็นทียอมรับกันอย่าง
                 ั       ี�                                     ่                  ่
สากล แต่มีผู้พยายามให้ความหมายของทฤษฎีไว้หลากหลายมุมมองดังนี้
	      Brammer & Shostrom (1977) กล่าวว่า ทฤษฎีช่วยชี้แนะแนวทางการประเมินผลในรูปแบบ
เก่าด้วยการสร้างวิธีการใหม่ส�ำหรับศึกษาพฤติกรรมในขณะก�ำลังให้บริการศึกษา 
	      Burks and Stefflre (1979) ได้ให้ค�ำจัดกัดความว่า  ทฤษฎีเป็นแหล่งรวบรวมและเชื่อมโยง
ข้อมูลต่าง ๆ ไว้ด้วยกันอย่างมีระบบระเบียบ เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เราเห็นความสัมพันธ์ระหว่าง
เหตุการณ์หรือข้อเท็จจริงต่าง ๆ   
	      ส�ำหรับ Lazarus (1971) เชื่อว่า  ทฤษฎีเป็นตัวแทนของความคิดรวบยอดของศาสตร์ใด ๆ ซึ่ง
สามารถอธิบายปรากฏการณ์ต่าง ๆ ให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ และจัดข้อเท็จจริงที่กระจัดกระจายให้เข้า
ระบบเพื่อให้สามารถอธิบายเรื่องราวต่าง ๆ ได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

ธรรมชาติของทฤษฎี
	
	      ทฤษฎีมิได้เกิดมาโดยการเดาสุ่ม หากแต่เกิดขึ้นมาโดยอาศัยพื้นฐานที่ส�ำคัญหลายประการ ถ้า
ต้องการจะท�ำความเข้าใจว่า ท�ำไมทฤษฎีเกี่ยวกับเรื่องนี้จึงได้สร้างขึ้นมาให้เป็นที่ยอมรับกัน จ�ำเป็นจะ
ต้องเข้าใจบางสิ่งบางอย่างเกี่ยวกับพื้นฐานทางด้านปรัชญาที่ผู้สร้างทฤษฎีได้ยึดถือเป็นหลัก เกี่ยวกับ
พื้นฐานทางด้านประวัติหรือความเป็นมาของทฤษฎีนั้น ศึกษาข้อมูลทางด้านสังคมที่ทฤษฎีนั้นได้รับ     
การพัฒนาขึนมา ซึงควรให้ความสนใจเป็นพิเศษในด้านภาษา เจตคติชวิตของบุคคลในท้องถิ่นที่ผ้สร้าง
           ้      ่                                                  ี                          ู
ทฤษฎีนั้นอาศัยอยู่ และประการส�ำคัญสุดท้ายคือต้องรู้เกี่ยวกับทฤษฎีพื้นฐานทางด้านบุคคล เช่น
บุคลิกภาพ ความต้องการ จุดเด่น สติปัญญา และความคิดของผู้สร้างทฤษฎีนั้น

	      แนวคิดในการสร้างทฤษฎี
	      ทฤษฎีในแต่ละสาขาต่างมีแนวคิดที่ส�ำคัญในการสร้างโดยอาศัยหลัก 3 ประการ ต่อไปนี้
	      1.	 การรวบรวมข้อมูลจากประสบการณ์และน�ำข้อมูลนั้นมาปรับปรุง เพื่อจัดตั้งเป็นทฤษฎีขึ้น

                                                         2
ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าเป็นสมมติฐานที่อ้างอิงจากประสบการณ์
	      2.	 การขยายกฎหรือทฤษฎีที่มีอยู่เดิม เป็นการตรวจและวิเคราะห์ทฤษฎีที่มีอยู่แล้วโดยเพิ่ม
ความคิดใหม่หรือตัดทอนสิ่งที่ไม่เห็นด้วยออกไป ด้วยการปรับปรุงใหม่และจัดเป็นอีกทฤษฎีหนึ่งที่มี
โครงสร้างคล้ายคลึงกับของเดิมแต่มีเนื้อหาที่แตกต่างออกไป
	      3.	 การน� ำ มาเปรี ย บเที ย บกั บ ทฤษฎี ที่ มี อ ยู ่ เ ดิ ม  ส� ำ หรั บ ทฤษฎี ใ หม่ จ ะมี โ ครงสร้ า งและมี
กระบวนการที่เป็นไปในท�ำนองเดียวกัน แต่มีเนื้อหาสาระแตกต่างออกไป

	       ลักษณะของทฤษฎีที่ดี
	       Burks & Stefflre (1979: 9) กล่าวถึงเกณฑ์ที่จะน�ำมาใช้พิจารณาทฤษฎีที่ดี มีความเหมาะสม
ประกอบด้วยคุณสมบัติพื้นฐานดังนี้
	       1.	 ทฤษฎีที่ดีจะต้องสร้ างขึ้นมาด้วยเหตุผล (rational) ทฤษฎีไม่ใช่สิ่งเพ้อฝันและไม่ใช่          
ปรัชญา  แต่ทฤษฎีต้องเป็นสิ่งที่สร้างขึ้นมาด้วยความจริงอย่างสมเหตุผล บนพื้นฐานของข้อตกลง           
เบื้องต้น หรือเงื่อนไขบางประการที่ได้จากการสังเกตข้อมูลหลักฐานบางส่วนแล้วน�ำมาสรุป
	       2.	 ทฤษฎีที่ดีจะต้องกินใจความกว้างขวาง (comprehensive) กล่าวคือ จะต้องครอบคลุม
พฤติกรรมเป็นส่วนมาก สามารถอธิบายบุคคลในสถานการณ์ต่าง ๆ ได้เกือบทุกกรณี
	       3.	 ทฤษฎีที่ดีจะต้องมีความกระจ่างชัด (explicit) สามารถท�ำให้ผู้อ่านเมื่ออ่านแล้วเข้าใจ            
ได้ชัดเจน ทฤษฎีไม่ควรจะเป็นเรื่องที่ลึกลับซับซ้อนเกินไปจนท�ำให้เข้าใจยากหรือล�ำบากแก่การยก
เหตุผลมาอธิบาย
	       4.	 ทฤษฎีที่ดีจะต้องอธิบายอยู่ในขอบเขตที่เหมาะสม (parsimonious) ไม่ควรอธิบาย      
เลอะเทอะชนิดน�้ำท่วมทุ่ง หรือเกินความจริงในขอบเขตของปรากฏการณ์
	       5.	 ทฤษฎีที่ดีจะต้องสามารถเป็นประโยชน์ในการวิจัย (research) บางครั้งการก�ำหนดเป็น
ทฤษฎีขึ้นมาโดยมิได้พิสูจน์ ต่อมาภายหลังที่ได้มีการพิสูจน์และพบความจริงที่แตกต่างออกไปก็อาจ
ต้องยกเลิกทฤษฎีนั้นไป ทฤษฎีที่ดีจึงจะเป็นความจริงเมื่อได้ท�ำการพิสูจน์และสามารถเป็นแนวทาง          
ช่วยเหลือในการค้นคว้าวิจัยให้ก้าวหน้าต่อไปได้
	       Seligman (2006: 3) ได้กล่าวถึงความส�ำคัญของทฤษฎีซึ่งเรียกโดยย่อว่า BETA ประกอบด้วย
ความส�ำคัญที่ครอบคลุมในลักษณะ 4 ด้าน คือ
	       1.	 ทฤษฎีมุ่งความส�ำคัญด้านภูมิหลัง (Background) ของบุคคล
	       2.	 ทฤษฎีมุ่งความส�ำคัญด้านอารมณ์ (Emotions) ของบุคคล
	       3.	 ทฤษฎีมุ่งความส�ำคัญด้านความคิด (Thoughts) ของบุคคล
	       4.	 ทฤษฎีมุ่งความส�ำคัญด้านการแสดงออก (Actions) ของบุคคล
	       กล่าวโดยสรุป ทฤษฎีเปรียบเสมือนแผนที่ ซึ่งมีรายละเอียดมากมายที่ต้องใส่เติมเต็มตลอดเวลา
และจะไม่ถามว่าเรืองนันเป็นความจริงหรือไม่ เพียงแต่ขอให้เรืองนันสามารถช่วยเหลือหรือเป็นประโยชน์
                    ่ ้                                   ่ ้

                                                        3
ได้มากน้อยเพียงใด
	
ความส�ำคัญของการให้บริการปรึกษา (Counseling)
และจิตบ�ำบัด (Psychotherapy)
	       บุคลากรที่อยู่ในวงการให้บริการปรึกษาและจิตวิทยาได้ศึกษาว่า  การให้บริการปรึกษา (coun-
seling) กับจิตบ�ำบัด (psychotherapy) มีความหมายในการช่วยขจัดความทุกข์ จึงท�ำให้เกิดการ       
สร้างความเข้าใจอันสับสนในความหมายของค�ำทั้งสองนี้ที่ยังคงมีอยู่ทั่วไป ซึ่งตามความเป็นจริงแล้ว
มิได้เป็นเช่นเดียวกันดังที่เข้าใจเพราะกระบวนการของการบ�ำบัดรักษา  และการให้ความช่วยเหลือใน
บริการปรึกษากับจิตบ�ำบัดนั้นต่างมีความสัมพันธ์ต่อกัน แต่มีลักษณะพิเศษที่แตกต่างกันไปส�ำหรับ
บุคคลปกติและอปกติตามระดับความรุนแรงของสภาวะอารมณ์ จิตใจ และพฤติกรรม
	       ความแตกต่างที่พอจะเห็นได้ โดยดูจากนิยามที่  Brammer & Shostrom (1977) ได้กล่าวไว้ว่า 
การให้บริการปรึกษา  (counseling) และการบ�ำบัดจิต (psychotherapy) เป็นทักษะทางวิชาชีพ             
ที่คาบเกี่ยวกัน โดยการให้บริการปรึกษามีลักษณะดังต่อไปนี้ คือ มุ่งเกี่ยวกับการศึกษา  อาชีพ               
ปัญหาส่วนตัว พยายามสนับสนุนให้รู้จักแก้ปัญหาในสภาพจิตใจระดับของความมีสติสัมปชัญญะ
(conscious) มุ่งช่วยเหลือบุคคลที่ปกติโดยใช้ระยะเวลาที่ไม่นานนัก ส่วนการบ�ำบัดจิต (psycho-
therapy) มีลักษณะของการพยายามประคับประคองในภาวะของความผิดปกติทางจิตใจที่เบี่ยงเบน
มากกว่าปกติ เป็นการปรับสร้างพฤติกรรมขึ้นใหม่ โดยเน้นในความลึกซึ้งของอดีตด้วยจิตวิเคราะห์       
เพ่งเล็งในระดับจิตไร้ส�ำนึก (unconscious) ของบุคคลที่ป่วยเป็นโรคจิต โรคประสาท หรือมีปัญหา     
ทางอารมณ์อย่างรุนแรง และใช้ระยะเวลาอันยาวนานในการบ�ำบัดรักษา
	       ส�ำหรับ Eysenck (1961) ได้ให้ความหมายของการบ�ำบัดจิตไว้ว่า  จะต้องมีองค์ประกอบ          
เหล่านี้ คือ
	       1.	 ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลมีความลึกซึ้งและค่อนข้างยาวนาน
	       2.	 บุคลากรต้องเป็นผู้ได้รับการฝึกมาอย่างดี ซึ่งอาจเป็นจิตแพทย์หรือนักบ�ำบัดจิต
	       3.	 ผู้รับการรักษาเป็นผู้มีปัญหาการปรับตนทางอารมณ์ หรือด้านความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล
	       4.	 การใช้เทคนิคทางจิตวิทยาช่วยในการบ�ำบัดรักษา
	       5.	 การกระท�ำกิจกรรมต้องอ้างอิงทฤษฎีความผิดปกติทางจิต
	       6.	 จุดมุ่งหมายในด้านสัมพันธภาพช่วยปรับแก้ความรู้สึกไม่พึงพอใจในตนเอง
	       จะเห็นได้ว่า การให้บริการปรึกษานั้นจะเป็นการช่วยบุคคลปกติทั่วไปที่มีความทุกข์ ไม่สบายใจ
หรือเครียดในระดับปกติให้สบายใจขึ้น สามารถมองเห็นตนเองชัดเจนขึ้น รับรู้และเข้าใจบทบาทของ
ตนเอง และสามารถปรับตนเองให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมได้ ส่วนจิตบ�ำบัดนั้นจะเป็นการช่วยเหลือคนที่         
เป็นโรคจิต โรคประสาท หรือผู้ที่มีปัญหาทางอารมณ์อย่างรุนแรงในการปรับตน โดยกระบวนการของ

                                                   4
จิตบ�ำบัดจะเน้นทีจตไร้สำนึกของผูรบการรักษา ซึงถ้ามองไม่เห็นถึงความแตกต่างในระดับความรุนแรง
                 ่ิ �           ้ั           ่
(degree) ของอารมณ์และพฤติกรรมแล้วก็อาจเข้าใจผิดไปได้ว่า  การให้บริการปรึกษากับจิตบ�ำบัด        
เป็นงานที่ให้ความช่วยเหลือดูแลรักษาในรูปแบบของความคล้ายคลึงกัน

	       เกณฑ์พิจารณาในความผิดปกติ
	       เมื่อผู้รับบริการปรึกษามาปรึกษาปัญหากับผู้ให้บริการปรึกษา  นับว่าเป็นการยากมากที่จะ         
ตัดสินลงไปว่าบุคคลผู้นั้นไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมได้ดีพอที่จะด�ำเนินวิถีชีวิตในสังคม
อย่างปกติ การที่จะศึกษาเพื่อแยกให้เด่นชัดว่า  การปรับตัวของบุคคลนั้นอยู่ในระดับใดเป็นเรื่องที่      
กระท�ำได้ไม่ง่ายนัก แม้แต่จะให้ผู้เชี่ยวชาญทางพฤติกรรมศาสตร์เป็นผู้ตัดสินใจก็ตาม เพราะการ      
ตัดสินบุคคลแต่ละคนจะต้องกระท�ำอย่างรอบคอบ ต้องศึกษาทั้งประวัติความเป็นมา  ลักษณะอาการ
ที่แสดงออก ความต้องการ และความประพฤติปกติของแต่ละบุคคลซึ่งเป็นเอกัตภาพของผู้นั้น ส�ำหรับ
อาการของการปรับตัวไม่ดีในระยะแรกเริ่มพอจะใช้เกณฑ์ในการพิจารณาความผิดปกติได้ดังต่อไปนี้
	       1.	 กระท�ำกิจกรรมมากเกินปกติ (over activity) ได้แก่ การเดินไปเดินมา ผุดลุกผุดนั่ง ก�ำมือ
กะพริบตา เหงื่อออกมากผิดปกติ
	       2.	 กระท�ำกิจกรรมน้อยเกินไป (under activity) ได้แก่ เงียบขรึม เก็บตัว เบื่อหน่ายต่อโลก        
ลดความสนใจในตนเองและคนอื่น
	       3.	 ความรู้สึกซึมเศร้า  (depression) การเบื่อหน่ายและหมดหวังกับชีวิต ความท้อแท้และ      
สิ้นหวังต่ออนาคต ความรู้สึกว่าตนเองไม่มีคุณค่า  ซึ่งถ้ารุนแรงมากบุคคลผู้นั้นก็อาจมีพฤติกรรมถึงกับ
ฆ่าตัวตายได้  
	       4.	 ลักษณะอาการทางกายที่เกิดจากการกระทบกระเทือนทางจิตใจ ได้แก่ ปวดหัว ท้องเดิน
อาเจียน ผมร่วง เบื่ออาหาร หรือรับประทานอาหารมากผิดปกติ
	       5.	 การผันแปรของอารมณ์ที่เกินกว่าเหตุ (emotional variability) ได้แก่ การร้องไห้โดยไม่มี
เหตุผล การร้องกรีดของผู้ใหญ่ การทุบอกชกตัว การก่อการวิวาทโดยไม่มีเหตุผล
	       6.	 พฤติกรรมที่ผิดปกติ (unusual behavior) ได้แก่ ชอบซ่อนข้าวของตนเอง ตาเหม่อลอย
เป็นกิจวัตร ท�ำอะไรซ�้ำซากอย่างไม่มีความหมาย พูดจาคลุมเครือจนไม่รู้เรื่อง
	       7.	 นิสัยที่ใช้ลดความตึงเครียด (tension reducing habits) คือการกระท�ำที่ซ�้ำบ่อยเพื่อลด
ความตึงเครียด ได้แก่ การกัดเล็บ เอาหัวชนฝา ดูดนิ้วมือ การสั่นขาอยู่ตลอดเวลา และชอบแกะเกา 
ตามร่างกาย
	       8.	 การมีทัศนคติที่ไม่ดีต่อตนเองและผู้อื่น (negative attitudes toward other & self)         
มองโลกในแง่ร้าย ดูถูกตนเอง ดูถูกผู้อื่น ก้าวร้าว อิจฉาริษยา เห็นแก่ตัว และชอบว่าร้ายนินทา 
	       9.	 การหมดสติ (period of unconsciousness) ได้แก่ โกรธ โมโหมากจนหมดสติ หรือดีใจ
มากจนเป็นลม และอาการหมดสติซึ่งเกิดจากอารมณ์จิตใจ

                                                  5
10.	ปฏิกิริยาต่อความกลัวและความกังวลใจ (anxiety and fear reaction) ได้แก่ ตัวสั่น        
เหงื่อออกมาก ร้องไห้ หายใจเร็วหรือช้าผิดปกติ อาเจียน กล้ามเนื้อกระตุก และความจ�ำเสื่อม
	       11.	การต่อต้านและการจ�ำนนที่รุนแรงต่อกฎเกณฑ์และอ�ำนาจ (over resistance and over
submission to authority) พฤติกรรมเช่นนี้ย่อมขึ้นอยู่กับขนบธรรมเนียม ประเพณี สถานการณ์        
และบุคคล ได้แก่ การไม่เข้าชั้นเรียนเพราะไม่ชอบอาจารย์ที่สอน หรือเรียนวิชาที่ตนเองไม่สนใจ และ
รู้ว่าจะต้องสอบตกแน่ เนื่องจากถูกอาจารย์ที่ปรึกษาบังคับให้เรียน
	       12.	ความยากล�ำบากในการใช้ค�ำพูด (speech difficulties) ได้แก่ การพูดตะกุกตะกัก พูด          
ไม่ได้ใจความ พูดติดอ่าง และพูดช้าหรือเร็วเกินไป
	       13.	การนอนหลับที่ไม่ปกติ (sleep disturbance) ได้แก่ นอนไม่หลับ นอนหลับน้อยกว่า         
ปกติ นอนหลับมากจนผิดปกติ และการละเมอ ฝันร้าย
	       14.	บุคลิกภาพเบี่ยงเบนซึ่งแสดงออกทั้งลักษณะอาการทางเพศด้านการแต่งกาย พฤติกรรม       
ค�ำพูด แสดงออกทางบุคลิกภาพมากไปจนถึงความต้องการในขั้นหลับนอนกับเพื่อนเพศเดียวกัน            
หรือการแสดงออกในลักษณะที่ชัดเจน คือ ประเภทกระเทย เป็นต้น
	       กล่าวโดยสรุป ลักษณะอาการ 14 ชนิดดังที่กล่าวมานี้ การจะน�ำมาใช้เป็นเกณฑ์พิจารณาว่าเป็น
อาการที่แสดงถึงการปรับตัวไม่เหมาะสม ขึ้นอยู่กับความรุนแรง (degree) และความถี่ (frequency)
ของอาการนั้น จากลักษณะของความปกติในบุคคล (individual normality) รวมทั้งประวัติความ         
เป็นมาของบุคคลนั้น ซึ่งอาการต่าง ๆ ไม่จ�ำเป็นต้องเกิดอย่างเอกเทศ แต่อาจเกิดขึ้นพร้อม ๆ กัน         
หลายลักษณะ ซึ่งจะมีความแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล แต่ถ้าเมื่อไรความผิดปกติดังกล่าวได้ทวี          
ความรุนแรงอาจปรากฏเป็นลักษณะอาการผิดปกติทางจิตเวช ได้แก่ อาการของโรคประสาท โรคจิต
และบุคลิกภาพเบี่ยงเบน หรืออาการอื่น ๆ ปรากฏในระยะเวลาต่อมา 

	      ลักษณะความผิดปกติทางจิตเวช
	      บุคคลที่มีลักษณะความผิดปกติในทางจิตเวช คือมีอาการแสดงความผิดปกติในด้านการรับรู้
(perception) ความคิด (thought) อารมณ์ (affect) และพฤติกรรม (behavior) ผิดแปลกไปจาก      
ปกติจนไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาพความจริงของสิ่งแวดล้อมได้นั้น ในภาษาชาวบ้านเรียกว่า       
บ้า  แต่ทางกฎหมายเรียกว่า  วิกลจริต (insane) และงานทางจิตเวชเรียกบุคคลประเภทนี้ว่า  โรคจิต
(psychosis) โดยมีความแตกต่างจากบุคคลปกติที่ปรากฏความชัดเจนดังนี้
	      1.	 การไม่สามารถรับรู้ความจริง (out of reality) เป็นลักษณะของบุคคลที่ไม่ยอมรับกับ
สภาพความเป็นจริง ในที่นี้หมายถึง ในโลกความจริงของบุคคลผู้นั้นขณะป่วย ท�ำให้แสดงอาการ
พฤติกรรม และความคิดที่ดูแปลกแตกต่างไปจากบุคคลปกติ สะท้อนถึงสภาพกลุ่มชน วัฒนธรรม              
ที่เหมาะสมเป็นจริง และสังคมมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ค่อนข้างสับสน วกวน ขาดความต่อเนื่อง ทั้ง             
ด้านความคิดและการกระท�ำ นอกจากนี้ยังมีลักษณะส�ำคัญคือ ขาดการรับรู้ในเรื่องของกาลเทศะ

                                                  6
(orientation) เกี่ยวกับเวลา  สถานการณ์ และบุคคล ซึ่งจากการไม่ยอมรับความจริงของชีวิต อาจ            
มีลักษณะอาการส�ำคัญควบคู่กันด้วย ได้แก่
	      	 1)	 การหลงผิด เชื่อผิด และคิดผิด (delusion) เป็นลักษณะของบุคคลที่แสดงอาการ           
หลงผิด คิดผิดตามความเชื่อและเหตุผลที่ผิดของตน โดยมีอาการที่มักแสดงปรากฏ ได้แก่
	      	 	 •	 Delusion of grandeur หลงผิดคิดว่าตัวเองยิ่งใหญ่หรือเป็นผู้วิเศษเหนือมนุษย์
	      	 	 •	 Nihilistic delusion หลงผิดคิดว่าอวัยวะบางส่วนของตัวเองหายไป เช่น กระเพาะ
อาหารไม่มี หรือ หัวใจหยุดเต้น ไม่หายใจ และแขนขาขาดหายไป
	      	 	 •	 paranoid delusion หวาดระแวงหาว่าคนอื่นจะมาท�ำร้ายหรือเอาชีวิตตน จึงท�ำ  
การด่าว่า และถึงขั้นท�ำร้ายผู้อื่น
	      	 2)	 ประสาทหลอน (hallucination) บุคคลที่เกิดมีอาการหลอนจะมีความรู้สึกเกิดขึ้นมา 
เองโดยปราศจากสิ่งเร้า (stimulus) มากระทบประสาทรับความรู้สึกทั้ง 5 ด้าน ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น
และผิวหนัง แต่บุคคลที่ป่วยทางจิตจะมีความสามารถมองเห็นภาพแปลก คือ อาการหลอนทางตา หู
ได้ยินเสียงสั่งเหมือนมีคนพูดสั่งอยู่ใกล้ ๆ ให้กระท�ำหรือต้องฆ่า  จมูกได้กลิ่นเหม็นเน่า  ลิ้นรู้สึกชาหรือ
แข็งท�ำให้พูดไม่ได้ และตามร่างกายรู้สึกเหมือนมีตัวเชื้อโรคมาไต่ โดยไม่สามารถบอกอาการเจ็บป่วย
ของตัวเองได้
	      	 3)	 การแปรภาพผิด (illusion) เป็นลักษณะที่บุคคลมองเห็นวัตถุแต่แปรเปลี่ยนความ      
หมายของวัตถุนั้นผิดไปจากความเป็นจริงตามแต่จิตจะคิดน�ำไปสร้างจินตนาการ เช่น เห็นซุ้มต้นไม้       
เป็นรถยนต์ หรือเห็นเชือกเป็นงู
	      2.	 การไม่เข้าใจตนเอง (Lack of insight) หมายถึง ขาดการรับรู้สภาวะของตนเองในขณะ
นั้น ไม่ยอมรับรู้สภาพของการเจ็บไข้ที่แท้จริงของตนเองว่าตนเองก�ำลังป่วยไม่ปกติ จึงต้องถูกน�ำมา        
รับการบ�ำบัดรักษาทางจิตที่โรงพยาบาล แต่กลับคิดว่ามีคนแกล้งหรือคอยท�ำร้าย ถูกจับพามาส่งรักษา
ที่โรงพยาบาล บุคคลประเภทนี้จะบอกว่าตัวเองไม่บ้า ไม่ได้เป็นอะไรและมองว่าคนอื่นบ้าหมด
	      3.	 การเปลี่ยนแปลงด้านบุคลิกภาพ (Change of personality) หมายถึง คนไข้โรคจิตจะ
มีบุคลิกภาพเปลี่ยนแปลงไปจากลักษณะที่เป็นอุปนิสัยประจ�ำตัวแตกต่างไป โดยที่ไม่สามารถจ�ำได้ใน
บุคลิกของตนเอง และบุคลิกภาพทีเ่ ปลียนแปลงไปนีมกจะเปลียนไปเป็นแบบตรงกันข้ามกับบุคลิกภาพ
                                        ่           ้ั       ่
เดิม เช่น แต่ก่อนเคยเป็นคนที่เงียบเฉย ก็จะกลายเป็นคนที่พูดมากหรือพูดเพ้อเจ้อ ขาดความสนใจ       
ในด้านความสะอาด ปล่อยสภาพร่างกายทรุดโทรมและสกปรกรุงรัง
 	 ลักษณะของคนไข้โรคจิตดังที่กล่าวมานี้จ�ำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยกระบวนการของจิต-  
บ�ำบัด (psychotherapy) โดยมีจิตแพทย์ (psychiatrist) เป็นผู้ให้การรักษา  ซึ่งกระบวนการและ             
ขั้นตอนในการรักษามีความแตกต่างไปจากการให้บริการปรึกษา (counseling) และสิ่งส�ำคัญ คือ ผู้ให้
บริการปรึกษา  (counselor) จะไม่ให้บริการปรึกษากับคนไข้โรคจิตหรือโรคประสาท แต่ผู้ให้บริการ
ปรึกษาจะจัดการส่งต่อ (refer) คนไข้โรคจิต โรคประสาทไปให้ผู้เชี่ยวชาญโดยเฉพาะ คือจิตแพทย์         

                                                   7
เพื่อท�ำการบ�ำบัดรักษาต่อไป และในกรณีของบุคคลที่เป็นโรคจิต อาจไม่จ�ำเป็นต้องมีลักษณะดังกล่าว
3 ข้อที่กล่าวมา  หากมีเพียงลักษณะความผิดปกติในลักษณะใดลักษณะหนึ่งก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความ
รุนแรง (degree) ของอารมณ์ ความคิด การรับรู้ และพฤติกรรมที่แสดงออกมาในขณะที่ก�ำลังป่วย

การให้บริการปรึกษา
	       การให้บริการปรึกษา (counseling) นับว่าเป็นหัวใจส�ำคัญของงานบริการแนะแนว ดังนั้น ก่อน
ที่จะกล่าวถึงขอบข่ายและวิธีการให้บริการปรึกษา จึงใคร่ขอท�ำความเข้าใจถึงค�ำจ�ำกัดความหรือนิยาม      
ของการให้ค�ำปรึกษาเป็นอันดับแรกก่อน ซึ่งจะช่วยให้บุคลากรในวงการแนะแนวสามารถเข้าใจงาน         
ของตนได้ถูกต้องและท�ำงานได้ตรงเป้าหมายมากยิ่งขึ้น โดยปกติการท�ำงานของผู้ให้บริการปรึกษา 
(counselor) มิได้จ�ำกัดอยู่เพียงแค่ค�ำจ�ำกัดความของการให้บริการปรึกษาเท่านั้น แต่ยังขึ้นอยู่กับ      
ความรู้สึกนึกคิดและทัศนคติของผู้ให้บริการปรึกษาแต่ละคนด้วยว่าจะมองเห็นคุณค่าของความเป็น
มนุษย์เพียงใด ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเป็นส่วนปรุงแต่งที่จะช่วยในการมองหาเป้าหมายของการให้บริการ
ปรึกษาและคิดค้นหาวิธีการที่เหมาะสมยิ่งขึ้นต่อไป จากสิ่งดังกล่าวนี้ท�ำให้ผู้ให้บริการปรึกษามีความ
เชื่อในเรื่องเป้าหมายและกระบวนการในการให้บริการปรึกษามีความคิดเห็นแตกต่างกันออกไป ซึ่ง        
ส่งผลสะท้อนท�ำให้ค�ำจ�ำกัดความของการให้บริการปรึกษามีความเป็นไปได้ในหลายแง่มุม ดังนั้น      
นิยามของค�ำว่า  การให้บริการปรึกษา  ที่ทุกคนยอมรับเป็นหนึ่งเดียวนั้นจึงยังไม่มี สาเหตุที่เป็นเช่นนี้
เพราะแต่ละท่านที่ให้ค�ำจ�ำกัดความมานั้นเขียนขึ้นจากมุมมองที่ตนสัมผัส สามารถรับรู้ได้ในความคิด
และประสบการณ์ที่ต่างสถานการณ์กันไป

	       ความหมายของการให้บริการปรึกษา
	       ผู้มีชื่อเสียงได้ให้นิยามของการให้บริการปรึกษา  (counseling) ในหลายความคิด ซึ่งความ           
แตกต่างเหล่านั้น มิใช่เนื่องมาจากทัศนะและปรัชญาของผู้เชี่ยวชาญทางการให้บริการปรึกษาเท่านั้น  
แต่ยังเนื่องมาจากกาลเวลาที่สะสมประสบการณ์อีกด้วย
	       Good, C.V. (1945) ผู้สร้างพจนานุกรมการศึกษา  ได้ให้ความหมายของค�ำว่าการให้บริการ
ปรึกษา  เป็นการให้ความช่วยเหลือในรายบุคคล ด้านปัญหาส่วนตัว การศึกษา  และอาชีพ ซึ่งข้อเท็จ
จริงทั้งหมดที่จ�ำเป็นได้ถูกน�ำมาศึกษาและวิเคราะห์พร้อมทั้งหาวิธีที่จะแก้ปัญหานั้น โดยผู้เชี่ยวชาญ        
ทีได้จากการสัมภาษณ์เป็นส่วนตัว เกียวกับแหล่งทรัพยากรของโรงเรียนและสังคม จะท�ำให้ผรบบริการ
  ่                                  ่                                                    ู้ ั
ปรึกษาได้รับการชี้แนะให้รู้จักตัดสินใจด้วยตนเอง
	       Carl R. Rogers (1951) ซึ่งเป็นผู้ให้บริการปรึกษาที่มีชื่อเสียงของสหรัฐอเมริกา ได้ให้ค�ำนิยาม
ของการให้บริการปรึกษา  โดยเน้นถึงสัมพันธภาพระหว่างผู้ให้บริการปรึกษาและผู้รับบริการปรึกษา       
ว่า  การให้บริการปรึกษาจะมีประสิทธิภาพได้นั้น จ�ำเป็นต้องมีการก�ำหนดอัตตา (self) เป็นศูนย์กลาง

                                                   8
ของโครงสร้างบุคลิกภาพอย่างชัดเจน ซึ่งจะช่วยให้ผู้รับบริการปรึกษาสามารถเข้าใจตนเองถึงระดับที่
บุคคลจะสามารถน�ำตนเองก้าวไปในทิศทางที่เหมาะสมกว่าเดิมตามประสบการณ์ใหม่ที่ได้รับมา
	       Wrenn (1951) กล่าวไว้วา การให้บริการปรึกษาเป็นสัมพันธภาพทีมการเคลือนไหว (dynamic)
                                  ่                                   ่ี       ่
และมีจุดมุ่งหมาย (purpose) ระหว่างบุคคลสองคน ซึ่งกระบวนการที่ใช้นั้นมีความแตกต่างกันไป         
แล้วแต่ความต้องการของผู้รับบริการปรึกษา กล่าวคือ เป็นความร่วมมือกันระหว่างผู้ให้บริการปรึกษา
และผู้รับบริการปรึกษา  ที่จะท�ำให้ผู้รับบริการปรึกษารู้จักกระจ่างชัดในตนเองและสามารถตัดสินใจ         
ได้ด้วยตนเอง (self clarification and self determination)
	       ค�ำนิยามของ Brammer & Shostrom (1952) ได้กล่าวไว้ว่า  การให้บริการปรึกษา  เป็น
สัมพันธภาพที่มีจุดมุ่งหมายระหว่างบุคคลสองคน ซึ่งคนหนึ่งได้รับการฝึกฝนและได้ท�ำการช่วยเหลือ
อีกคนหนึ่งให้เปลี่ยนแปลงตัวเองหรือสิ่งแวดล้อมของเขา
	       นอกจากนี้ยังมีผู้ให้บริการปรึกษาบางท่านได้เลือกเน้นความหมายของการให้บริการปรึกษา          
ว่าเป็นกระบวนการแห่งความสัมพันธ์ เช่น Gustad (1953) ได้ให้ค�ำจ�ำกัดความไว้อย่างชัดเจนว่า             
การให้บริการปรึกษาเป็นกระบวนการเรียนรู้สิ่งใหม่ที่เป็นอย่างธรรมดาของบุคคลต่อบุคคลในสภาพ
แวดล้อมแห่งสังคม ซึ่งผู้แนะน�ำต้องประกอบอาชีพที่เกี่ยวข้องด้านทักษะทางจิตวิทยา  และมีความรู้
ทางด้านนี้ได้พยายามแสวงหาวิธีช่วยเหลือผู้รับบริการปรึกษา  เพื่อให้ได้มีโอกาสเรียนรู้และเข้าใจ              
วิธีการมองโลกอย่างชัดเจนขึ้น ก�ำหนดเป้าหมายแห่งชีวิตได้ใกล้เคียงกับสภาพของความเป็นจริงที่         
น่าจะเป็นไปได้ ซึ่งจะช่วยให้ผู้รับบริการปรึกษามีความสุขมากขึ้น และเป็นสมาชิกที่มีคุณค่าในสังคม
	       ส�ำหรับ Pepinsky & Pepinsky (1954) ได้กล่าวถึงการให้บริการปรึกษาดังนี้
	       1.	 การวินิจฉัย (diagnosis) และการบ�ำบัดรักษา (treatment) ในเรื่องการปรับตัวที่ผิดปกติ
ของผู้รับบริการปรึกษา
	       2.	 การสร้างสัมพันธภาพ ในขณะให้บริการปรึกษาแบบตัวต่อตัว (face to face) ระหว่าง            
ผู้ให้บริการปรึกษากับผู้รับบริการปรึกษา
	       English & English (1963) ได้ให้ความหมายว่า  การให้บริการปรึกษาเป็นสัมพันธภาพที่ผู้ให้
บริการปรึกษาช่วยผู้รับบริการปรึกษาให้เข้าใจตนเอง และสามารถแก้ไขปัญหาของตนเองได้อย่าง             
มีประสิทธิภาพ อีกทั้งสามารถปรับตัวเองได้ดียิ่งขึ้น และการให้บริการปรึกษามีขอบข่ายครอบคลุมทั้ง        
ทางด้านการศึกษา อาชีพ และด้านส่วนตัวสังคม
	       Krumboltz (1965) กล่าวว่า การให้บริการปรึกษามุงความส�ำคัญในการเปลียนแปลงพฤติกรรม
                                                          ่                  ่
ของผู้รับบริการปรึกษา และช่วยให้แก้ไขปัญหาของบุคคลนั้นได้
	       ส�ำหรับ Truax (1967) ได้กล่าวว่า  งานของผู้ให้ค�ำปรึกษาก็คือ การช่วยนักเรียนให้รู้จักตรวจ
สอบ สามารถวิเคราะห์ปัญหาของตนเอง และรู้จักหาวิธีแก้ปัญหาที่จะเป็นไปได้ เพื่อที่จะปรับปรุง          
แก้ไขสิ่งแวดล้อมหรือแก้ไขความเดือดร้อน


                                                    9
Wolberg (1967) มีความเห็นว่าการให้บริการปรึกษาเป็นแบบหนึ่งของการสัมภาษณ์ ซึ่งผู้รับ
การสัมภาษณ์ได้รับการช่วยเหลือให้เข้าใจตัวเองอย่างสมบูรณ์ยิ่งขึ้น โดยรู้จักเลือกและลองแก้ปัญหา        
ที่คิดว่าจะได้ผลดีที่สุด
	        Steffler (1968) ซึ่งเป็นผู้ให้บริการปรึกษาอีกท่านหนึ่งที่เน้นถึงสัมพันธภาพในการให้บริการ
ปรึกษา  โดยให้นิยามไว้ว่า  การให้บริการปรึกษา  เป็นการแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ด้านวิชาชีพ
ระหว่างผู้ให้บริการปรึกษากับผู้รับบริการปรึกษา  สัมพันธภาพนี้เกิดขึ้นระหว่างบุคคลกับบุคคล ซึ่ง         
บางครั้งอาจเกี่ยวโยงไปถึงบุคคลอื่นนอกเหนือจากนี้ได้อีก ซึ่งผู้ให้บริการปรึกษาจะต้องพยายามช่วย
ผู้รับบริการปรึกษาได้เข้าใจถึงช่วงเหตุการณ์ของชีวิตที่เกิดขึ้นในระยะนั้นได้ชัดเจนขึ้น เพื่อจะได้             
ช่วยกันมองหาช่องทางในการแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพตามโอกาสที่พึงมี
	        ค�ำนิยามของ Tyler (1969) ได้ให้ค�ำนิยามที่มีผู้ชอบยกขึ้นมาอ้างอิงอยู่เสมอเช่นกัน การให้       
บริการปรึกษา หมายถึง กระบวนการให้ความช่วยเหลือแก่ผู้รับบริการปรึกษา เพื่อผู้รับบริการปรึกษา
ได้ใช้ความสามารถและคุณสมบัติที่เขามีอยู่จัดการกับชีวิตตนเองได้ เช่น สามารถตัดสินใจด้วยตนเอง
ได้และรู้จักแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางอารมณ์ของตน
	        Patterson (1973) กล่าวว่า  การให้บริการปรึกษาเป็นกระบวนการเกี่ยวกับสัมพันธภาพ        
ระหว่างผู้ให้บริการปรึกษากับผู้รับบริการปรึกษาตั้งแต่หนึ่งคนขึ้นไปหรือมากกว่านั้น โดยผู้ให้บริการ
ปรึกษาใช้วิธีการทางจิตวิทยาและพื้นฐานความรู้เกี่ยวกับทฤษฎีบุคลิกภาพเพื่อช่วยเหลือผู้รับบริการ
ปรึกษาให้มีสุขภาพจิตดี
	        ปัจจุบันค�ำนิยามของค�ำว่า  การให้บริการปรึกษาในระยะหลังที่ใช้กันนี้ มักจะมีจุดมุ่งหมาย            
ในการช่วยบุคคลให้รู้จักเลือกและสามารถตอบค�ำถามตนเองได้ว่า เขาควรจะท�ำอย่างไรกับการด�ำเนิน
ชีวิตต่อไป อย่างไรก็ตาม การสร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้ให้บริการปรึกษากับผู้รับบริการปรึกษาที่ส่งผล
ให้ความหมายของการให้บริการปรึกษาแตกต่างกันไปนัน เป็นเพราะผูให้บริการปรึกษาบางท่านได้เน้น
                                                      ้               ้
ถึงความสัมพันธ์อย่างแนบแน่นระหว่างผู้ให้บริการปรึกษากับผู้รับบริการปรึกษา ในขณะที่ผู้ให้บริการ
ปรึกษาท่านอื่นอาจเน้นถึงกระบวนการที่ผู้รับบริการปรึกษาเริ่มจะมีความเปลี่ยนแปลง

ขอบข่ายของการให้บริการปรึกษา
	     การให้บริการปรึกษา  เป็นกระบวนการของการร่วมมือกันระหว่างผู้ให้บริการปรึกษากับผู้รับ
บริการปรึกษา  ในอันที่จะพยายามหาช่องทางเพื่อลดความทุกข์ให้เบาบางลง หรือขจัดความทุกข์ให้   
หมดสิ้นไป ซึ่งมีข้อควรสังเกต คือ ความทุกข์ที่เกิดขึ้นนี้ยังมิได้ท�ำให้ผู้มารับบริการปรึกษามีพฤติกรรม
แปรปรวนไปจนเป็นโรคจิต โรคประสาท ดังนั้น การให้บริการปรึกษาจะกระท�ำกับบุคคลปกติที่มี          
ความทุกข์ในลักษณะปกติ


                                                    10

9789740330592

  • 1.
    บ ท ที่ 1 ทฤษฎีการให้บริการปรึกษา ทฤษฎีเป็นหลักส�ำคัญที่ชี้ให้เห็นถึงแนวปฏิบัติและแนวความเชื่อในสิ่งนั้น ทฤษฎีเกิดขึ้นมาจาก การรวบรวมข้อมูลที่ได้ปฏิบัติกันมา โดยจัดแบ่งไว้อย่างมีระเบียบแบบแผนเป็นกลุ่มก้อน และมีความ สัมพันธ์ต่อกัน ผู้ที่คิดว่าทฤษฎีเป็นสิ่งที่ไม่ส�ำคัญนั้นจะเป็นผู้เสียเปรียบ เพราะจะท�ำให้ขาดแนวทาง อันเป็นประโยชน์ส�ำหรับที่จะน�ำมาใช้เป็นเครื่องมือช่วยในการตัดสินใจ และจะท�ำได้ก็เพียงแค่ใช้ความ คิดค�ำนึงของตนเองเพียงอย่างเดียวเท่านั้นมาใช้ตัดสินใจ ย่อมจะท�ำให้มีโอกาสผิดพลาดได้มากกว่า เพราะทฤษฎีมิได้เกิดขึ้นจากการเดาสุ่ม หากแต่เกิดขึ้นโดยอาศัยพื้นฐานส�ำคัญหลายประการ ถ้าเรา ต้องการศึกษาเพือให้ทราบถึงสาเหตุของทฤษฎีนน ซึงแสดงหลักฐานจนเป็นทียอมรับกันอย่างแพร่หลาย ่ ั้ ่ ่ เราจ�ำเป็นต้องทราบถึงพืนฐานทางด้านปรัชญาทีเ่ จ้าของทฤษฎีนนยึดถือ ประวัตความเป็นมาของทฤษฎี ้ ั้ ิ เข้าใจลักษณะทางสังคมและวิถีแห่งการด�ำเนินชีวิตของบุคคลในสังคมที่เจ้าของทฤษฎีอาศัยอยู่ใน ขณะนั้น นอกจากนี้เราควรจะได้ศึกษาถึงชีวประวัติ บุคลิกภาพ ทัศนคติ ความสนใจ และความ สามารถพิเศษอื่น ๆ ของเจ้าของทฤษฎีนั้นด้วย เพราะทฤษฎีเปรียบเสมือนแผนที่ที่สามารถบอกให้ ผู้ใช้ทราบถึงสิ่งที่ควรสังเกต พิจารณา และคาดการณ์ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ให้ประโยชน์หรือช่วยเหลือเรา ได้มากน้อยเพียงใด เป็นการก�ำหนดทิศทางที่จะด�ำเนินต่อไป นอกจากนี้ปรากฏการณ์ทางพฤติกรรม ของมนุษย์นั้นไม่มีกฎเกณฑ์ที่แน่นอนตายตัวเหมือนกันทุกคน ดังนั้นจึงได้มีการปลูกฝังระเบียบแบบ แผนเพื่อสร้างและปรับพฤติกรรมของมนุษย์ให้สามารถด�ำรงชีวิตร่วมกันได้อย่างมีความสุขในสังคม การจัดข้อมูลของมนุษย์อย่างมีระบบเหล่านี้ก็คือ การจัดตั้งเป็นทฤษฎีขึ้นมานั่นเอง ทฤษฎีคืออะไร ศาสตร์ที่ได้รับการพัฒนาจนเป็นวิชาชีพ ย่อมต้องมีการบันทึกความเป็นมาอย่างเป็นทางการ โดยมีการศึกษา วิเคราะห์และสร้างองค์ความรู้อย่างเป็นระบบ “ทฤษฎี” (theory) นับว่าเป็นสิ่งส�ำคัญ ประการหนึ่งที่มีส่วนกระตุ้นการสร้างสรรค์องค์ความรู้ทั่วไปของศาสตร์แขนงต่าง ๆ อันจะเป็นแก่น ของการศึกษาเพื่อตรวจสอบหรือยืนยันหักล้างอันเป็นการสะสมหรือต่อยอด ส�ำหรับปรับปรุงหรือ พัฒนาองค์ความรู้แขนงนั้นให้เจริญรุดหน้าสืบต่อไป ทฤษฎีจึงเป็นหลักส�ำคัญที่ชี้ให้เห็นถึงแนวการ
  • 2.
    ปฏิบัติและแนวความเชื่อ ท�ำให้มีผู้สนใจศึกษาทฤษฎีที่ว่าด้วยเรื่องนั้นให้เข้าใจอย่างชัดเจน ส�ำหรับ ความหมายของทฤษฎีนั้นได้มีผู้ให้ความหมายไว้หลายแง่มุมด้วยกัน เช่น นักวิทยาศาสตร์กล่าวว่า ทฤษฎีเป็นการรวบรวมข้อมูลอย่างมีระเบียบเป็นกลุ่มก้อน นักปรัชญากล่าวว่า หากมนุษย์สามารถจะ จดจ�ำทุกสิ่งทุกอย่างได้อาจไม่จ�ำเป็นต้องมีทฤษฎี เพราะเราสามารถน�ำข้อมูลดิบเหล่านั้นมาใช้อ้างอิง ได้ทันที แต่เนื่องจากความจ�ำของมนุษย์มีจ�ำกัด เราจึงต้องจ�ำแต่กฎเกณฑ์ใหญ่ที่ได้รวบรวมกลั่นกรอง มาจากข้อมูลดิบ โดยผ่านการพิสูจน์จนเป็นที่ยอมรับกัน เพื่อจะได้ใช้อ้างอิงสิ่งที่สัมพันธ์กับที่เรากล่าว ถึง และส�ำหรับในทางจิตวิทยา ค�ำว่าทฤษฎีก็คือกลุ่มหนึ่งของสมมติฐาน (assumptions) ที่เกี่ยวโยง กัน มีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกันอย่างมีแบบแผน ในปัจจุบนยังไม่มคำจ�ำกัดความของค�ำว่า ทฤษฎี (theory) ทีกระชับ และเป็นทียอมรับกันอย่าง ั ี� ่ ่ สากล แต่มีผู้พยายามให้ความหมายของทฤษฎีไว้หลากหลายมุมมองดังนี้ Brammer & Shostrom (1977) กล่าวว่า ทฤษฎีช่วยชี้แนะแนวทางการประเมินผลในรูปแบบ เก่าด้วยการสร้างวิธีการใหม่ส�ำหรับศึกษาพฤติกรรมในขณะก�ำลังให้บริการศึกษา Burks and Stefflre (1979) ได้ให้ค�ำจัดกัดความว่า ทฤษฎีเป็นแหล่งรวบรวมและเชื่อมโยง ข้อมูลต่าง ๆ ไว้ด้วยกันอย่างมีระบบระเบียบ เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เราเห็นความสัมพันธ์ระหว่าง เหตุการณ์หรือข้อเท็จจริงต่าง ๆ ส�ำหรับ Lazarus (1971) เชื่อว่า ทฤษฎีเป็นตัวแทนของความคิดรวบยอดของศาสตร์ใด ๆ ซึ่ง สามารถอธิบายปรากฏการณ์ต่าง ๆ ให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ และจัดข้อเท็จจริงที่กระจัดกระจายให้เข้า ระบบเพื่อให้สามารถอธิบายเรื่องราวต่าง ๆ ได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ธรรมชาติของทฤษฎี ทฤษฎีมิได้เกิดมาโดยการเดาสุ่ม หากแต่เกิดขึ้นมาโดยอาศัยพื้นฐานที่ส�ำคัญหลายประการ ถ้า ต้องการจะท�ำความเข้าใจว่า ท�ำไมทฤษฎีเกี่ยวกับเรื่องนี้จึงได้สร้างขึ้นมาให้เป็นที่ยอมรับกัน จ�ำเป็นจะ ต้องเข้าใจบางสิ่งบางอย่างเกี่ยวกับพื้นฐานทางด้านปรัชญาที่ผู้สร้างทฤษฎีได้ยึดถือเป็นหลัก เกี่ยวกับ พื้นฐานทางด้านประวัติหรือความเป็นมาของทฤษฎีนั้น ศึกษาข้อมูลทางด้านสังคมที่ทฤษฎีนั้นได้รับ การพัฒนาขึนมา ซึงควรให้ความสนใจเป็นพิเศษในด้านภาษา เจตคติชวิตของบุคคลในท้องถิ่นที่ผ้สร้าง ้ ่ ี ู ทฤษฎีนั้นอาศัยอยู่ และประการส�ำคัญสุดท้ายคือต้องรู้เกี่ยวกับทฤษฎีพื้นฐานทางด้านบุคคล เช่น บุคลิกภาพ ความต้องการ จุดเด่น สติปัญญา และความคิดของผู้สร้างทฤษฎีนั้น แนวคิดในการสร้างทฤษฎี ทฤษฎีในแต่ละสาขาต่างมีแนวคิดที่ส�ำคัญในการสร้างโดยอาศัยหลัก 3 ประการ ต่อไปนี้ 1. การรวบรวมข้อมูลจากประสบการณ์และน�ำข้อมูลนั้นมาปรับปรุง เพื่อจัดตั้งเป็นทฤษฎีขึ้น 2
  • 3.
    ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าเป็นสมมติฐานที่อ้างอิงจากประสบการณ์ 2. การขยายกฎหรือทฤษฎีที่มีอยู่เดิม เป็นการตรวจและวิเคราะห์ทฤษฎีที่มีอยู่แล้วโดยเพิ่ม ความคิดใหม่หรือตัดทอนสิ่งที่ไม่เห็นด้วยออกไป ด้วยการปรับปรุงใหม่และจัดเป็นอีกทฤษฎีหนึ่งที่มี โครงสร้างคล้ายคลึงกับของเดิมแต่มีเนื้อหาที่แตกต่างออกไป 3. การน� ำ มาเปรี ย บเที ย บกั บ ทฤษฎี ที่ มี อ ยู ่ เ ดิ ม  ส� ำ หรั บ ทฤษฎี ใ หม่ จ ะมี โ ครงสร้ า งและมี กระบวนการที่เป็นไปในท�ำนองเดียวกัน แต่มีเนื้อหาสาระแตกต่างออกไป ลักษณะของทฤษฎีที่ดี Burks & Stefflre (1979: 9) กล่าวถึงเกณฑ์ที่จะน�ำมาใช้พิจารณาทฤษฎีที่ดี มีความเหมาะสม ประกอบด้วยคุณสมบัติพื้นฐานดังนี้ 1. ทฤษฎีที่ดีจะต้องสร้ างขึ้นมาด้วยเหตุผล (rational) ทฤษฎีไม่ใช่สิ่งเพ้อฝันและไม่ใช่ ปรัชญา แต่ทฤษฎีต้องเป็นสิ่งที่สร้างขึ้นมาด้วยความจริงอย่างสมเหตุผล บนพื้นฐานของข้อตกลง เบื้องต้น หรือเงื่อนไขบางประการที่ได้จากการสังเกตข้อมูลหลักฐานบางส่วนแล้วน�ำมาสรุป 2. ทฤษฎีที่ดีจะต้องกินใจความกว้างขวาง (comprehensive) กล่าวคือ จะต้องครอบคลุม พฤติกรรมเป็นส่วนมาก สามารถอธิบายบุคคลในสถานการณ์ต่าง ๆ ได้เกือบทุกกรณี 3. ทฤษฎีที่ดีจะต้องมีความกระจ่างชัด (explicit) สามารถท�ำให้ผู้อ่านเมื่ออ่านแล้วเข้าใจ ได้ชัดเจน ทฤษฎีไม่ควรจะเป็นเรื่องที่ลึกลับซับซ้อนเกินไปจนท�ำให้เข้าใจยากหรือล�ำบากแก่การยก เหตุผลมาอธิบาย 4. ทฤษฎีที่ดีจะต้องอธิบายอยู่ในขอบเขตที่เหมาะสม (parsimonious) ไม่ควรอธิบาย เลอะเทอะชนิดน�้ำท่วมทุ่ง หรือเกินความจริงในขอบเขตของปรากฏการณ์ 5. ทฤษฎีที่ดีจะต้องสามารถเป็นประโยชน์ในการวิจัย (research) บางครั้งการก�ำหนดเป็น ทฤษฎีขึ้นมาโดยมิได้พิสูจน์ ต่อมาภายหลังที่ได้มีการพิสูจน์และพบความจริงที่แตกต่างออกไปก็อาจ ต้องยกเลิกทฤษฎีนั้นไป ทฤษฎีที่ดีจึงจะเป็นความจริงเมื่อได้ท�ำการพิสูจน์และสามารถเป็นแนวทาง ช่วยเหลือในการค้นคว้าวิจัยให้ก้าวหน้าต่อไปได้ Seligman (2006: 3) ได้กล่าวถึงความส�ำคัญของทฤษฎีซึ่งเรียกโดยย่อว่า BETA ประกอบด้วย ความส�ำคัญที่ครอบคลุมในลักษณะ 4 ด้าน คือ 1. ทฤษฎีมุ่งความส�ำคัญด้านภูมิหลัง (Background) ของบุคคล 2. ทฤษฎีมุ่งความส�ำคัญด้านอารมณ์ (Emotions) ของบุคคล 3. ทฤษฎีมุ่งความส�ำคัญด้านความคิด (Thoughts) ของบุคคล 4. ทฤษฎีมุ่งความส�ำคัญด้านการแสดงออก (Actions) ของบุคคล กล่าวโดยสรุป ทฤษฎีเปรียบเสมือนแผนที่ ซึ่งมีรายละเอียดมากมายที่ต้องใส่เติมเต็มตลอดเวลา และจะไม่ถามว่าเรืองนันเป็นความจริงหรือไม่ เพียงแต่ขอให้เรืองนันสามารถช่วยเหลือหรือเป็นประโยชน์ ่ ้ ่ ้ 3
  • 4.
    ได้มากน้อยเพียงใด ความส�ำคัญของการให้บริการปรึกษา (Counseling) และจิตบ�ำบัด (Psychotherapy) บุคลากรที่อยู่ในวงการให้บริการปรึกษาและจิตวิทยาได้ศึกษาว่า การให้บริการปรึกษา (coun- seling) กับจิตบ�ำบัด (psychotherapy) มีความหมายในการช่วยขจัดความทุกข์ จึงท�ำให้เกิดการ สร้างความเข้าใจอันสับสนในความหมายของค�ำทั้งสองนี้ที่ยังคงมีอยู่ทั่วไป ซึ่งตามความเป็นจริงแล้ว มิได้เป็นเช่นเดียวกันดังที่เข้าใจเพราะกระบวนการของการบ�ำบัดรักษา และการให้ความช่วยเหลือใน บริการปรึกษากับจิตบ�ำบัดนั้นต่างมีความสัมพันธ์ต่อกัน แต่มีลักษณะพิเศษที่แตกต่างกันไปส�ำหรับ บุคคลปกติและอปกติตามระดับความรุนแรงของสภาวะอารมณ์ จิตใจ และพฤติกรรม ความแตกต่างที่พอจะเห็นได้ โดยดูจากนิยามที่ Brammer & Shostrom (1977) ได้กล่าวไว้ว่า การให้บริการปรึกษา (counseling) และการบ�ำบัดจิต (psychotherapy) เป็นทักษะทางวิชาชีพ ที่คาบเกี่ยวกัน โดยการให้บริการปรึกษามีลักษณะดังต่อไปนี้ คือ มุ่งเกี่ยวกับการศึกษา อาชีพ ปัญหาส่วนตัว พยายามสนับสนุนให้รู้จักแก้ปัญหาในสภาพจิตใจระดับของความมีสติสัมปชัญญะ (conscious) มุ่งช่วยเหลือบุคคลที่ปกติโดยใช้ระยะเวลาที่ไม่นานนัก ส่วนการบ�ำบัดจิต (psycho- therapy) มีลักษณะของการพยายามประคับประคองในภาวะของความผิดปกติทางจิตใจที่เบี่ยงเบน มากกว่าปกติ เป็นการปรับสร้างพฤติกรรมขึ้นใหม่ โดยเน้นในความลึกซึ้งของอดีตด้วยจิตวิเคราะห์ เพ่งเล็งในระดับจิตไร้ส�ำนึก (unconscious) ของบุคคลที่ป่วยเป็นโรคจิต โรคประสาท หรือมีปัญหา ทางอารมณ์อย่างรุนแรง และใช้ระยะเวลาอันยาวนานในการบ�ำบัดรักษา ส�ำหรับ Eysenck (1961) ได้ให้ความหมายของการบ�ำบัดจิตไว้ว่า จะต้องมีองค์ประกอบ เหล่านี้ คือ 1. ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลมีความลึกซึ้งและค่อนข้างยาวนาน 2. บุคลากรต้องเป็นผู้ได้รับการฝึกมาอย่างดี ซึ่งอาจเป็นจิตแพทย์หรือนักบ�ำบัดจิต 3. ผู้รับการรักษาเป็นผู้มีปัญหาการปรับตนทางอารมณ์ หรือด้านความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล 4. การใช้เทคนิคทางจิตวิทยาช่วยในการบ�ำบัดรักษา 5. การกระท�ำกิจกรรมต้องอ้างอิงทฤษฎีความผิดปกติทางจิต 6. จุดมุ่งหมายในด้านสัมพันธภาพช่วยปรับแก้ความรู้สึกไม่พึงพอใจในตนเอง จะเห็นได้ว่า การให้บริการปรึกษานั้นจะเป็นการช่วยบุคคลปกติทั่วไปที่มีความทุกข์ ไม่สบายใจ หรือเครียดในระดับปกติให้สบายใจขึ้น สามารถมองเห็นตนเองชัดเจนขึ้น รับรู้และเข้าใจบทบาทของ ตนเอง และสามารถปรับตนเองให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมได้ ส่วนจิตบ�ำบัดนั้นจะเป็นการช่วยเหลือคนที่ เป็นโรคจิต โรคประสาท หรือผู้ที่มีปัญหาทางอารมณ์อย่างรุนแรงในการปรับตน โดยกระบวนการของ 4
  • 5.
    จิตบ�ำบัดจะเน้นทีจตไร้สำนึกของผูรบการรักษา ซึงถ้ามองไม่เห็นถึงความแตกต่างในระดับความรุนแรง ่ิ � ้ั ่ (degree) ของอารมณ์และพฤติกรรมแล้วก็อาจเข้าใจผิดไปได้ว่า การให้บริการปรึกษากับจิตบ�ำบัด เป็นงานที่ให้ความช่วยเหลือดูแลรักษาในรูปแบบของความคล้ายคลึงกัน เกณฑ์พิจารณาในความผิดปกติ เมื่อผู้รับบริการปรึกษามาปรึกษาปัญหากับผู้ให้บริการปรึกษา นับว่าเป็นการยากมากที่จะ ตัดสินลงไปว่าบุคคลผู้นั้นไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมได้ดีพอที่จะด�ำเนินวิถีชีวิตในสังคม อย่างปกติ การที่จะศึกษาเพื่อแยกให้เด่นชัดว่า การปรับตัวของบุคคลนั้นอยู่ในระดับใดเป็นเรื่องที่ กระท�ำได้ไม่ง่ายนัก แม้แต่จะให้ผู้เชี่ยวชาญทางพฤติกรรมศาสตร์เป็นผู้ตัดสินใจก็ตาม เพราะการ ตัดสินบุคคลแต่ละคนจะต้องกระท�ำอย่างรอบคอบ ต้องศึกษาทั้งประวัติความเป็นมา ลักษณะอาการ ที่แสดงออก ความต้องการ และความประพฤติปกติของแต่ละบุคคลซึ่งเป็นเอกัตภาพของผู้นั้น ส�ำหรับ อาการของการปรับตัวไม่ดีในระยะแรกเริ่มพอจะใช้เกณฑ์ในการพิจารณาความผิดปกติได้ดังต่อไปนี้ 1. กระท�ำกิจกรรมมากเกินปกติ (over activity) ได้แก่ การเดินไปเดินมา ผุดลุกผุดนั่ง ก�ำมือ กะพริบตา เหงื่อออกมากผิดปกติ 2. กระท�ำกิจกรรมน้อยเกินไป (under activity) ได้แก่ เงียบขรึม เก็บตัว เบื่อหน่ายต่อโลก ลดความสนใจในตนเองและคนอื่น 3. ความรู้สึกซึมเศร้า (depression) การเบื่อหน่ายและหมดหวังกับชีวิต ความท้อแท้และ สิ้นหวังต่ออนาคต ความรู้สึกว่าตนเองไม่มีคุณค่า ซึ่งถ้ารุนแรงมากบุคคลผู้นั้นก็อาจมีพฤติกรรมถึงกับ ฆ่าตัวตายได้ 4. ลักษณะอาการทางกายที่เกิดจากการกระทบกระเทือนทางจิตใจ ได้แก่ ปวดหัว ท้องเดิน อาเจียน ผมร่วง เบื่ออาหาร หรือรับประทานอาหารมากผิดปกติ 5. การผันแปรของอารมณ์ที่เกินกว่าเหตุ (emotional variability) ได้แก่ การร้องไห้โดยไม่มี เหตุผล การร้องกรีดของผู้ใหญ่ การทุบอกชกตัว การก่อการวิวาทโดยไม่มีเหตุผล 6. พฤติกรรมที่ผิดปกติ (unusual behavior) ได้แก่ ชอบซ่อนข้าวของตนเอง ตาเหม่อลอย เป็นกิจวัตร ท�ำอะไรซ�้ำซากอย่างไม่มีความหมาย พูดจาคลุมเครือจนไม่รู้เรื่อง 7. นิสัยที่ใช้ลดความตึงเครียด (tension reducing habits) คือการกระท�ำที่ซ�้ำบ่อยเพื่อลด ความตึงเครียด ได้แก่ การกัดเล็บ เอาหัวชนฝา ดูดนิ้วมือ การสั่นขาอยู่ตลอดเวลา และชอบแกะเกา ตามร่างกาย 8. การมีทัศนคติที่ไม่ดีต่อตนเองและผู้อื่น (negative attitudes toward other & self) มองโลกในแง่ร้าย ดูถูกตนเอง ดูถูกผู้อื่น ก้าวร้าว อิจฉาริษยา เห็นแก่ตัว และชอบว่าร้ายนินทา 9. การหมดสติ (period of unconsciousness) ได้แก่ โกรธ โมโหมากจนหมดสติ หรือดีใจ มากจนเป็นลม และอาการหมดสติซึ่งเกิดจากอารมณ์จิตใจ 5
  • 6.
    10. ปฏิกิริยาต่อความกลัวและความกังวลใจ (anxiety andfear reaction) ได้แก่ ตัวสั่น เหงื่อออกมาก ร้องไห้ หายใจเร็วหรือช้าผิดปกติ อาเจียน กล้ามเนื้อกระตุก และความจ�ำเสื่อม 11. การต่อต้านและการจ�ำนนที่รุนแรงต่อกฎเกณฑ์และอ�ำนาจ (over resistance and over submission to authority) พฤติกรรมเช่นนี้ย่อมขึ้นอยู่กับขนบธรรมเนียม ประเพณี สถานการณ์ และบุคคล ได้แก่ การไม่เข้าชั้นเรียนเพราะไม่ชอบอาจารย์ที่สอน หรือเรียนวิชาที่ตนเองไม่สนใจ และ รู้ว่าจะต้องสอบตกแน่ เนื่องจากถูกอาจารย์ที่ปรึกษาบังคับให้เรียน 12. ความยากล�ำบากในการใช้ค�ำพูด (speech difficulties) ได้แก่ การพูดตะกุกตะกัก พูด ไม่ได้ใจความ พูดติดอ่าง และพูดช้าหรือเร็วเกินไป 13. การนอนหลับที่ไม่ปกติ (sleep disturbance) ได้แก่ นอนไม่หลับ นอนหลับน้อยกว่า ปกติ นอนหลับมากจนผิดปกติ และการละเมอ ฝันร้าย 14. บุคลิกภาพเบี่ยงเบนซึ่งแสดงออกทั้งลักษณะอาการทางเพศด้านการแต่งกาย พฤติกรรม ค�ำพูด แสดงออกทางบุคลิกภาพมากไปจนถึงความต้องการในขั้นหลับนอนกับเพื่อนเพศเดียวกัน หรือการแสดงออกในลักษณะที่ชัดเจน คือ ประเภทกระเทย เป็นต้น กล่าวโดยสรุป ลักษณะอาการ 14 ชนิดดังที่กล่าวมานี้ การจะน�ำมาใช้เป็นเกณฑ์พิจารณาว่าเป็น อาการที่แสดงถึงการปรับตัวไม่เหมาะสม ขึ้นอยู่กับความรุนแรง (degree) และความถี่ (frequency) ของอาการนั้น จากลักษณะของความปกติในบุคคล (individual normality) รวมทั้งประวัติความ เป็นมาของบุคคลนั้น ซึ่งอาการต่าง ๆ ไม่จ�ำเป็นต้องเกิดอย่างเอกเทศ แต่อาจเกิดขึ้นพร้อม ๆ กัน หลายลักษณะ ซึ่งจะมีความแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล แต่ถ้าเมื่อไรความผิดปกติดังกล่าวได้ทวี ความรุนแรงอาจปรากฏเป็นลักษณะอาการผิดปกติทางจิตเวช ได้แก่ อาการของโรคประสาท โรคจิต และบุคลิกภาพเบี่ยงเบน หรืออาการอื่น ๆ ปรากฏในระยะเวลาต่อมา ลักษณะความผิดปกติทางจิตเวช บุคคลที่มีลักษณะความผิดปกติในทางจิตเวช คือมีอาการแสดงความผิดปกติในด้านการรับรู้ (perception) ความคิด (thought) อารมณ์ (affect) และพฤติกรรม (behavior) ผิดแปลกไปจาก ปกติจนไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาพความจริงของสิ่งแวดล้อมได้นั้น ในภาษาชาวบ้านเรียกว่า บ้า แต่ทางกฎหมายเรียกว่า วิกลจริต (insane) และงานทางจิตเวชเรียกบุคคลประเภทนี้ว่า โรคจิต (psychosis) โดยมีความแตกต่างจากบุคคลปกติที่ปรากฏความชัดเจนดังนี้ 1. การไม่สามารถรับรู้ความจริง (out of reality) เป็นลักษณะของบุคคลที่ไม่ยอมรับกับ สภาพความเป็นจริง ในที่นี้หมายถึง ในโลกความจริงของบุคคลผู้นั้นขณะป่วย ท�ำให้แสดงอาการ พฤติกรรม และความคิดที่ดูแปลกแตกต่างไปจากบุคคลปกติ สะท้อนถึงสภาพกลุ่มชน วัฒนธรรม ที่เหมาะสมเป็นจริง และสังคมมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ค่อนข้างสับสน วกวน ขาดความต่อเนื่อง ทั้ง ด้านความคิดและการกระท�ำ นอกจากนี้ยังมีลักษณะส�ำคัญคือ ขาดการรับรู้ในเรื่องของกาลเทศะ 6
  • 7.
    (orientation) เกี่ยวกับเวลา สถานการณ์ และบุคคล ซึ่งจากการไม่ยอมรับความจริงของชีวิต อาจ มีลักษณะอาการส�ำคัญควบคู่กันด้วย ได้แก่ 1) การหลงผิด เชื่อผิด และคิดผิด (delusion) เป็นลักษณะของบุคคลที่แสดงอาการ หลงผิด คิดผิดตามความเชื่อและเหตุผลที่ผิดของตน โดยมีอาการที่มักแสดงปรากฏ ได้แก่ • Delusion of grandeur หลงผิดคิดว่าตัวเองยิ่งใหญ่หรือเป็นผู้วิเศษเหนือมนุษย์ • Nihilistic delusion หลงผิดคิดว่าอวัยวะบางส่วนของตัวเองหายไป เช่น กระเพาะ อาหารไม่มี หรือ หัวใจหยุดเต้น ไม่หายใจ และแขนขาขาดหายไป • paranoid delusion หวาดระแวงหาว่าคนอื่นจะมาท�ำร้ายหรือเอาชีวิตตน จึงท�ำ การด่าว่า และถึงขั้นท�ำร้ายผู้อื่น 2) ประสาทหลอน (hallucination) บุคคลที่เกิดมีอาการหลอนจะมีความรู้สึกเกิดขึ้นมา เองโดยปราศจากสิ่งเร้า (stimulus) มากระทบประสาทรับความรู้สึกทั้ง 5 ด้าน ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น และผิวหนัง แต่บุคคลที่ป่วยทางจิตจะมีความสามารถมองเห็นภาพแปลก คือ อาการหลอนทางตา หู ได้ยินเสียงสั่งเหมือนมีคนพูดสั่งอยู่ใกล้ ๆ ให้กระท�ำหรือต้องฆ่า จมูกได้กลิ่นเหม็นเน่า ลิ้นรู้สึกชาหรือ แข็งท�ำให้พูดไม่ได้ และตามร่างกายรู้สึกเหมือนมีตัวเชื้อโรคมาไต่ โดยไม่สามารถบอกอาการเจ็บป่วย ของตัวเองได้ 3) การแปรภาพผิด (illusion) เป็นลักษณะที่บุคคลมองเห็นวัตถุแต่แปรเปลี่ยนความ หมายของวัตถุนั้นผิดไปจากความเป็นจริงตามแต่จิตจะคิดน�ำไปสร้างจินตนาการ เช่น เห็นซุ้มต้นไม้ เป็นรถยนต์ หรือเห็นเชือกเป็นงู 2. การไม่เข้าใจตนเอง (Lack of insight) หมายถึง ขาดการรับรู้สภาวะของตนเองในขณะ นั้น ไม่ยอมรับรู้สภาพของการเจ็บไข้ที่แท้จริงของตนเองว่าตนเองก�ำลังป่วยไม่ปกติ จึงต้องถูกน�ำมา รับการบ�ำบัดรักษาทางจิตที่โรงพยาบาล แต่กลับคิดว่ามีคนแกล้งหรือคอยท�ำร้าย ถูกจับพามาส่งรักษา ที่โรงพยาบาล บุคคลประเภทนี้จะบอกว่าตัวเองไม่บ้า ไม่ได้เป็นอะไรและมองว่าคนอื่นบ้าหมด 3. การเปลี่ยนแปลงด้านบุคลิกภาพ (Change of personality) หมายถึง คนไข้โรคจิตจะ มีบุคลิกภาพเปลี่ยนแปลงไปจากลักษณะที่เป็นอุปนิสัยประจ�ำตัวแตกต่างไป โดยที่ไม่สามารถจ�ำได้ใน บุคลิกของตนเอง และบุคลิกภาพทีเ่ ปลียนแปลงไปนีมกจะเปลียนไปเป็นแบบตรงกันข้ามกับบุคลิกภาพ ่ ้ั ่ เดิม เช่น แต่ก่อนเคยเป็นคนที่เงียบเฉย ก็จะกลายเป็นคนที่พูดมากหรือพูดเพ้อเจ้อ ขาดความสนใจ ในด้านความสะอาด ปล่อยสภาพร่างกายทรุดโทรมและสกปรกรุงรัง ลักษณะของคนไข้โรคจิตดังที่กล่าวมานี้จ�ำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยกระบวนการของจิต- บ�ำบัด (psychotherapy) โดยมีจิตแพทย์ (psychiatrist) เป็นผู้ให้การรักษา ซึ่งกระบวนการและ ขั้นตอนในการรักษามีความแตกต่างไปจากการให้บริการปรึกษา (counseling) และสิ่งส�ำคัญ คือ ผู้ให้ บริการปรึกษา (counselor) จะไม่ให้บริการปรึกษากับคนไข้โรคจิตหรือโรคประสาท แต่ผู้ให้บริการ ปรึกษาจะจัดการส่งต่อ (refer) คนไข้โรคจิต โรคประสาทไปให้ผู้เชี่ยวชาญโดยเฉพาะ คือจิตแพทย์ 7
  • 8.
    เพื่อท�ำการบ�ำบัดรักษาต่อไป และในกรณีของบุคคลที่เป็นโรคจิต อาจไม่จ�ำเป็นต้องมีลักษณะดังกล่าว 3ข้อที่กล่าวมา หากมีเพียงลักษณะความผิดปกติในลักษณะใดลักษณะหนึ่งก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความ รุนแรง (degree) ของอารมณ์ ความคิด การรับรู้ และพฤติกรรมที่แสดงออกมาในขณะที่ก�ำลังป่วย การให้บริการปรึกษา การให้บริการปรึกษา (counseling) นับว่าเป็นหัวใจส�ำคัญของงานบริการแนะแนว ดังนั้น ก่อน ที่จะกล่าวถึงขอบข่ายและวิธีการให้บริการปรึกษา จึงใคร่ขอท�ำความเข้าใจถึงค�ำจ�ำกัดความหรือนิยาม ของการให้ค�ำปรึกษาเป็นอันดับแรกก่อน ซึ่งจะช่วยให้บุคลากรในวงการแนะแนวสามารถเข้าใจงาน ของตนได้ถูกต้องและท�ำงานได้ตรงเป้าหมายมากยิ่งขึ้น โดยปกติการท�ำงานของผู้ให้บริการปรึกษา (counselor) มิได้จ�ำกัดอยู่เพียงแค่ค�ำจ�ำกัดความของการให้บริการปรึกษาเท่านั้น แต่ยังขึ้นอยู่กับ ความรู้สึกนึกคิดและทัศนคติของผู้ให้บริการปรึกษาแต่ละคนด้วยว่าจะมองเห็นคุณค่าของความเป็น มนุษย์เพียงใด ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเป็นส่วนปรุงแต่งที่จะช่วยในการมองหาเป้าหมายของการให้บริการ ปรึกษาและคิดค้นหาวิธีการที่เหมาะสมยิ่งขึ้นต่อไป จากสิ่งดังกล่าวนี้ท�ำให้ผู้ให้บริการปรึกษามีความ เชื่อในเรื่องเป้าหมายและกระบวนการในการให้บริการปรึกษามีความคิดเห็นแตกต่างกันออกไป ซึ่ง ส่งผลสะท้อนท�ำให้ค�ำจ�ำกัดความของการให้บริการปรึกษามีความเป็นไปได้ในหลายแง่มุม ดังนั้น นิยามของค�ำว่า การให้บริการปรึกษา ที่ทุกคนยอมรับเป็นหนึ่งเดียวนั้นจึงยังไม่มี สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ เพราะแต่ละท่านที่ให้ค�ำจ�ำกัดความมานั้นเขียนขึ้นจากมุมมองที่ตนสัมผัส สามารถรับรู้ได้ในความคิด และประสบการณ์ที่ต่างสถานการณ์กันไป ความหมายของการให้บริการปรึกษา ผู้มีชื่อเสียงได้ให้นิยามของการให้บริการปรึกษา (counseling) ในหลายความคิด ซึ่งความ แตกต่างเหล่านั้น มิใช่เนื่องมาจากทัศนะและปรัชญาของผู้เชี่ยวชาญทางการให้บริการปรึกษาเท่านั้น แต่ยังเนื่องมาจากกาลเวลาที่สะสมประสบการณ์อีกด้วย Good, C.V. (1945) ผู้สร้างพจนานุกรมการศึกษา ได้ให้ความหมายของค�ำว่าการให้บริการ ปรึกษา เป็นการให้ความช่วยเหลือในรายบุคคล ด้านปัญหาส่วนตัว การศึกษา และอาชีพ ซึ่งข้อเท็จ จริงทั้งหมดที่จ�ำเป็นได้ถูกน�ำมาศึกษาและวิเคราะห์พร้อมทั้งหาวิธีที่จะแก้ปัญหานั้น โดยผู้เชี่ยวชาญ ทีได้จากการสัมภาษณ์เป็นส่วนตัว เกียวกับแหล่งทรัพยากรของโรงเรียนและสังคม จะท�ำให้ผรบบริการ ่ ่ ู้ ั ปรึกษาได้รับการชี้แนะให้รู้จักตัดสินใจด้วยตนเอง Carl R. Rogers (1951) ซึ่งเป็นผู้ให้บริการปรึกษาที่มีชื่อเสียงของสหรัฐอเมริกา ได้ให้ค�ำนิยาม ของการให้บริการปรึกษา โดยเน้นถึงสัมพันธภาพระหว่างผู้ให้บริการปรึกษาและผู้รับบริการปรึกษา ว่า การให้บริการปรึกษาจะมีประสิทธิภาพได้นั้น จ�ำเป็นต้องมีการก�ำหนดอัตตา (self) เป็นศูนย์กลาง 8
  • 9.
    ของโครงสร้างบุคลิกภาพอย่างชัดเจน ซึ่งจะช่วยให้ผู้รับบริการปรึกษาสามารถเข้าใจตนเองถึงระดับที่ บุคคลจะสามารถน�ำตนเองก้าวไปในทิศทางที่เหมาะสมกว่าเดิมตามประสบการณ์ใหม่ที่ได้รับมา Wrenn (1951) กล่าวไว้วา การให้บริการปรึกษาเป็นสัมพันธภาพทีมการเคลือนไหว (dynamic) ่ ่ี ่ และมีจุดมุ่งหมาย (purpose) ระหว่างบุคคลสองคน ซึ่งกระบวนการที่ใช้นั้นมีความแตกต่างกันไป แล้วแต่ความต้องการของผู้รับบริการปรึกษา กล่าวคือ เป็นความร่วมมือกันระหว่างผู้ให้บริการปรึกษา และผู้รับบริการปรึกษา ที่จะท�ำให้ผู้รับบริการปรึกษารู้จักกระจ่างชัดในตนเองและสามารถตัดสินใจ ได้ด้วยตนเอง (self clarification and self determination) ค�ำนิยามของ Brammer & Shostrom (1952) ได้กล่าวไว้ว่า การให้บริการปรึกษา เป็น สัมพันธภาพที่มีจุดมุ่งหมายระหว่างบุคคลสองคน ซึ่งคนหนึ่งได้รับการฝึกฝนและได้ท�ำการช่วยเหลือ อีกคนหนึ่งให้เปลี่ยนแปลงตัวเองหรือสิ่งแวดล้อมของเขา นอกจากนี้ยังมีผู้ให้บริการปรึกษาบางท่านได้เลือกเน้นความหมายของการให้บริการปรึกษา ว่าเป็นกระบวนการแห่งความสัมพันธ์ เช่น Gustad (1953) ได้ให้ค�ำจ�ำกัดความไว้อย่างชัดเจนว่า การให้บริการปรึกษาเป็นกระบวนการเรียนรู้สิ่งใหม่ที่เป็นอย่างธรรมดาของบุคคลต่อบุคคลในสภาพ แวดล้อมแห่งสังคม ซึ่งผู้แนะน�ำต้องประกอบอาชีพที่เกี่ยวข้องด้านทักษะทางจิตวิทยา และมีความรู้ ทางด้านนี้ได้พยายามแสวงหาวิธีช่วยเหลือผู้รับบริการปรึกษา เพื่อให้ได้มีโอกาสเรียนรู้และเข้าใจ วิธีการมองโลกอย่างชัดเจนขึ้น ก�ำหนดเป้าหมายแห่งชีวิตได้ใกล้เคียงกับสภาพของความเป็นจริงที่ น่าจะเป็นไปได้ ซึ่งจะช่วยให้ผู้รับบริการปรึกษามีความสุขมากขึ้น และเป็นสมาชิกที่มีคุณค่าในสังคม ส�ำหรับ Pepinsky & Pepinsky (1954) ได้กล่าวถึงการให้บริการปรึกษาดังนี้ 1. การวินิจฉัย (diagnosis) และการบ�ำบัดรักษา (treatment) ในเรื่องการปรับตัวที่ผิดปกติ ของผู้รับบริการปรึกษา 2. การสร้างสัมพันธภาพ ในขณะให้บริการปรึกษาแบบตัวต่อตัว (face to face) ระหว่าง ผู้ให้บริการปรึกษากับผู้รับบริการปรึกษา English & English (1963) ได้ให้ความหมายว่า การให้บริการปรึกษาเป็นสัมพันธภาพที่ผู้ให้ บริการปรึกษาช่วยผู้รับบริการปรึกษาให้เข้าใจตนเอง และสามารถแก้ไขปัญหาของตนเองได้อย่าง มีประสิทธิภาพ อีกทั้งสามารถปรับตัวเองได้ดียิ่งขึ้น และการให้บริการปรึกษามีขอบข่ายครอบคลุมทั้ง ทางด้านการศึกษา อาชีพ และด้านส่วนตัวสังคม Krumboltz (1965) กล่าวว่า การให้บริการปรึกษามุงความส�ำคัญในการเปลียนแปลงพฤติกรรม ่ ่ ของผู้รับบริการปรึกษา และช่วยให้แก้ไขปัญหาของบุคคลนั้นได้ ส�ำหรับ Truax (1967) ได้กล่าวว่า งานของผู้ให้ค�ำปรึกษาก็คือ การช่วยนักเรียนให้รู้จักตรวจ สอบ สามารถวิเคราะห์ปัญหาของตนเอง และรู้จักหาวิธีแก้ปัญหาที่จะเป็นไปได้ เพื่อที่จะปรับปรุง แก้ไขสิ่งแวดล้อมหรือแก้ไขความเดือดร้อน 9
  • 10.
    Wolberg (1967) มีความเห็นว่าการให้บริการปรึกษาเป็นแบบหนึ่งของการสัมภาษณ์ซึ่งผู้รับ การสัมภาษณ์ได้รับการช่วยเหลือให้เข้าใจตัวเองอย่างสมบูรณ์ยิ่งขึ้น โดยรู้จักเลือกและลองแก้ปัญหา ที่คิดว่าจะได้ผลดีที่สุด Steffler (1968) ซึ่งเป็นผู้ให้บริการปรึกษาอีกท่านหนึ่งที่เน้นถึงสัมพันธภาพในการให้บริการ ปรึกษา โดยให้นิยามไว้ว่า การให้บริการปรึกษา เป็นการแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ด้านวิชาชีพ ระหว่างผู้ให้บริการปรึกษากับผู้รับบริการปรึกษา สัมพันธภาพนี้เกิดขึ้นระหว่างบุคคลกับบุคคล ซึ่ง บางครั้งอาจเกี่ยวโยงไปถึงบุคคลอื่นนอกเหนือจากนี้ได้อีก ซึ่งผู้ให้บริการปรึกษาจะต้องพยายามช่วย ผู้รับบริการปรึกษาได้เข้าใจถึงช่วงเหตุการณ์ของชีวิตที่เกิดขึ้นในระยะนั้นได้ชัดเจนขึ้น เพื่อจะได้ ช่วยกันมองหาช่องทางในการแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพตามโอกาสที่พึงมี ค�ำนิยามของ Tyler (1969) ได้ให้ค�ำนิยามที่มีผู้ชอบยกขึ้นมาอ้างอิงอยู่เสมอเช่นกัน การให้ บริการปรึกษา หมายถึง กระบวนการให้ความช่วยเหลือแก่ผู้รับบริการปรึกษา เพื่อผู้รับบริการปรึกษา ได้ใช้ความสามารถและคุณสมบัติที่เขามีอยู่จัดการกับชีวิตตนเองได้ เช่น สามารถตัดสินใจด้วยตนเอง ได้และรู้จักแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางอารมณ์ของตน Patterson (1973) กล่าวว่า การให้บริการปรึกษาเป็นกระบวนการเกี่ยวกับสัมพันธภาพ ระหว่างผู้ให้บริการปรึกษากับผู้รับบริการปรึกษาตั้งแต่หนึ่งคนขึ้นไปหรือมากกว่านั้น โดยผู้ให้บริการ ปรึกษาใช้วิธีการทางจิตวิทยาและพื้นฐานความรู้เกี่ยวกับทฤษฎีบุคลิกภาพเพื่อช่วยเหลือผู้รับบริการ ปรึกษาให้มีสุขภาพจิตดี ปัจจุบันค�ำนิยามของค�ำว่า การให้บริการปรึกษาในระยะหลังที่ใช้กันนี้ มักจะมีจุดมุ่งหมาย ในการช่วยบุคคลให้รู้จักเลือกและสามารถตอบค�ำถามตนเองได้ว่า เขาควรจะท�ำอย่างไรกับการด�ำเนิน ชีวิตต่อไป อย่างไรก็ตาม การสร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้ให้บริการปรึกษากับผู้รับบริการปรึกษาที่ส่งผล ให้ความหมายของการให้บริการปรึกษาแตกต่างกันไปนัน เป็นเพราะผูให้บริการปรึกษาบางท่านได้เน้น ้ ้ ถึงความสัมพันธ์อย่างแนบแน่นระหว่างผู้ให้บริการปรึกษากับผู้รับบริการปรึกษา ในขณะที่ผู้ให้บริการ ปรึกษาท่านอื่นอาจเน้นถึงกระบวนการที่ผู้รับบริการปรึกษาเริ่มจะมีความเปลี่ยนแปลง ขอบข่ายของการให้บริการปรึกษา การให้บริการปรึกษา เป็นกระบวนการของการร่วมมือกันระหว่างผู้ให้บริการปรึกษากับผู้รับ บริการปรึกษา ในอันที่จะพยายามหาช่องทางเพื่อลดความทุกข์ให้เบาบางลง หรือขจัดความทุกข์ให้ หมดสิ้นไป ซึ่งมีข้อควรสังเกต คือ ความทุกข์ที่เกิดขึ้นนี้ยังมิได้ท�ำให้ผู้มารับบริการปรึกษามีพฤติกรรม แปรปรวนไปจนเป็นโรคจิต โรคประสาท ดังนั้น การให้บริการปรึกษาจะกระท�ำกับบุคคลปกติที่มี ความทุกข์ในลักษณะปกติ 10