เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย 5 ท33101 เรื่อง เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา ครูจันทิภา กบิลโรจน์ ๑
คำสั่ง ให้นักเรียนทำเครื่องหมาย x ทับตัวเลือกข้อที่ถูกที่สุดเพียงคำตอบเดียว
๑. เสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา ผู้แต่งคือ
ก. รัชกาลที่ ๒ ข. รัชกาลที่ ๓ ค. สุนทรภู่ ง. ไม่ปรากฏนามผู้แต่ง
๒. เสภาคืออะไร
ก. การขับลำนำเป็นเรื่องราว ใช้กรับเป็นเครื่องประกอบจังหวะ
ข. การร้องเป็นทำนองสรภัญญะ ใช้กลองรำมะนาเป็นเครื่องประกอบจังหวะ
ค. การร้องเป็นทำนองแหล่ ใช้ระนาดเป็นเครื่องประกอบจังหวะ
ง. การร้องเป็นทำนองไทยเดิม ใช้ฉิ่งเป็นเครื่องประกอบจังหวะ
๓.
“ทุกวันนี้ลูกชายสบายยศ พร้อมหมดเมียมิ่งก็มีสอง
มีบ่าวไพร่ใช้สอยทั้งเงินทอง พี่น้องข้างพ่อก็บริบูรณ์”
คำที่ขีดเส้นใต้หมายถึงผู้ใด
ก. นางสร้อยทองและนางสายทอง ข. นางแก้วกิริยาและนางลาวทอง
ค. นางสร้อยฟ้าและนางศรีมาลา ง. นางสายทองและนางลาวทอง
๔. เมื่อขุนช้างถวายฎีกาต่อสมเด็จพระพันวษา ทำไมต้องถูกเฆี่ยนถึง ๓๐ ที
ก. ขุนช้างละเมิดกฎหมายในการรักษาความปลอดภัยแก่พระมหากษัตริย์
ข. ขุนช้างสร้างความรำคาญในการเสด็จประพาส
ค. ขุนช้างไม่รู้จักกาลเทศะความเหมาะสม
ง. ขุนช้างชอบฟ้องร้องเรื่องไร้สาระ
๕. พฤติกรรมชองใครเกิดจากการใช้อารมณ์เหนือเหตุผล
ก. ขุนช้าง ข. ขุนแผน ค. จมื่นไวย ง. ทุกข้อที่กล่าวมา
๖.
“อีแสนถ่อยจัญไรใจทมิฬ ดังเพชรนิลเกิดขึ้นในอาจม”
ผู้ประพันธ์ใช้โวหารใดในการประพันธ์
ก. อุปลักษณ์ ข. อุปมา ค. สัทพจน์ ง. พรรณนาโวหาร
แบบทดสอบก่อนเรียน
เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย 5 ท33101 เรื่อง เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา ครูจันทิภา กบิลโรจน์ ๒
๗. ข้อใดเป็นวิธีที่ขุนช้างใช้ถวายฎีกา
ก. ไปเข้าเฝ้าที่ท้องพระโรง ข. ลักลอบไปในห้องพระบรรทม
ค. ฝากขุนนางผู้ใหญ่ไปถวาย ง. ว่ายน้ำลอยคอถวายฎีกาที่เรือพระที่นั่ง
๘. ข้อใดไม่ใช่ลางสังหรณ์ที่เกิดแก่นางวันทอง
ก. ดุเหว่าเร้าเสียงสำเนียงก้อง ระฆังฆ้องขานแข่งในวังหลวง
ข. ฝันว่าพลัดไปในไพรเถื่อน เลื่อนเปื้อนไม่รู้ที่จะกลับหลัง
ค. ลดเลี้ยวเที่ยวหลงในดงรัง ยังมีพยัคฆ์ร้ายมาราวี
ง. ใต้เตียงสียงหนูก็กุกกก แมงมุงทุ่มอกที่ริมฝา
๙. คำประพันธ์ในข้อใดไม่เข้าลักษณะ พิโรธวาทัง
ก. ไม่มีอาญาสิทธิ์คิดดึงโดน เที่ยวทำใจคะนองจองหองครัน
เลี้ยงมึงไม่ได้อ้ายใจร้าย ชอบแต่เฆี่ยนสองหวายตลอดหลัง
ข. ถ้าฉวยเกิดฆ่าฟันกันล้มตาย อันตรายไพร่เมืองก็เคืองกู
อีวันทองกูให้อ้ายแผนไป อ้ายช้างบังอาจใจทำจู่ลู่
ค. ฉุดมันขึ้นช้างอ้างถึงกู ตะคอกขู่อีวันทองให้ตกใจ
ชอบตบให้สลบลงกับที่ เฆี่ยนตีเสียให้ยับไม่นับได้
ง. จะรักชู้ชังผัวมึงกลัวอาย จะอยู่ด้วยลูกชายก็ไม่ว่า
ตามใจกูจะให้ดังวาจา แต่นี้เบื้องหน้าขาดเด็ดไป
๑๐. ข้อใดไม่เกี่ยวข้องกับความเชื่อในเรื่องไสยศาสตร์
ก. ดูเวลาปลอดห่วงทักทิน ข. เสกขมิ้นว่านยาเข้าทาตัว
ค. เงียบสัตว์จัตุบททวิบาท ง. ลงยันต์ราชะเอาปะอก
๑๑. การกราบบังคมทูลเป็นกลางของนางวันทองทำให้ส่งผลอย่างไร
ก. ที่รูปรวยสวยสมมีถมไป ข. ไปฟันฟาดเสียให้เป็นผี
ค. เอาใบตองรองไว้ให้หมากิน ง. อกเอาขวานผ่าอย่าปรานี
๑๒.
“ครานั้นจึงโฉมเจ้าวันทอง เศร้าหมองด้วยลูกเป็นหนักหนา
พ่อพลายงามทรามสวาดิของแม่อา แม่โศกาเกือบเจียนจะบรรลัย
ใช่จะอิ่มเอิบอาบด้วยเงินทอง มิใช่ของตัวทำมาแต่ไหน
ทั้งผู้คนช้างม้าแลข้าไท ไม่รักใคร่เหมือนกับพ่อพลายงาม
ทุกวันนี้ใช่แม่จะผาสุก มีแต่ทุกข์ใจเจ็บดังเหน็บหนาม
ต้องจำจนทนกรรมที่ติดตาม จะขืนความคิดไปก็ใช่ที”
คำประพันธ์นี้นางวันทองต้องการบอกให้รู้อะไร
ก. บอกถึงความวิตกกังวล ข. รำพันถึงความทุกข์ใจ
ค. ให้คำแนะนำ ง. แสดงความท้อใจ
เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย 5 ท33101 เรื่อง เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา ครูจันทิภา กบิลโรจน์ ๓
๑๓. ข้อใดมีน้ำเสียงเชิงตัดพ้อ
ก. มีธุระสิ่งไรในใจเจ้า พ่อจงเล่าแก่แม่แล้วกลับบ้าน
ข. เมื่อพ่อเจ้ากลับมาแต่เชียงใหม่ ไม่เพ็ดทูลสิ่งไรแต่สักอย่าง
ค. เล่าความบอกผัวด้วยกลัวภัย ประหลาดใจน้องฝันพรั่นอุรา
ง. มาอยู่ไยกับอ้ายหินชาติ แสนอุบาทว์ใจจิตริษยา
๑๔.
“พี่ผิดจริงแล้วเจ้าวันทอง เหมือนลืมน้องหลงเลือนทำเชือนเฉย”
ข้อความนี้ใครสำนึกผิดในเรื่องใด
ก. ขุนช้างสำนึกผิด ในเรื่องที่หึงหวงนางวันทองมากเกินไป
ข. ขุนช้างสำนึกผิด ในเรื่องไม่ดูแลนงวันทองให้ดี จนถูกพลายงามมาลักตัวไป
ค. ขุนแผนสำนึกผิด ในเรื่องที่มีภรรยาหลายคน
ง. ขุนแผนสำนึกผิด ในเรื่องที่ไม่ได้ทูลขอนางวันทองคืนจากขุนช้าง หลังจากรบชนะเจ้า
เชียงใหม่
๑๕.
“เจ้าเป็นถึงหัวหมื่นมหาดเล็ก มิใช่เด็ดดอกจงฟังคำแม่ว่า
จงเร่งไปคิดกับบิดา ฟ้องหากราบทูลพระทรงธรรม์”
คำประพันธ์นี้นางวันทองต้องการบอกอะไรให้พลายงาม
ก. ดุด่าว่ากล่าว ข. พร่ำสอน
ค. เตือนสติ ง. ชักชวน
๑๖. ข้อใดไม่แสดงอาการเคลื่อนไหว
ก. ย่างท้าวก้าวไปในทันที มิได้มีใครทักแต่สักคน
ข. โอ้แม่เจ้าประคุณของลูกเอ๋ย ไม่ควรเลยจะพรากจากคุณพ่อ
ค. ชมพลางย่างเยื้องชำเลืองมา เปิดมุ้งเห็นหน้าแม่วันทอง
ง. พลางนั่งลงนอบนบอภิวันท์ สะอื้นอั้นอกแค้นน้ำตาคลอ
๑๗. ข้อใดไม่มีภาพสะท้อนทางวัฒนธรรม
ก. ถ้ารักน้องป้องปิดให้มิดอาย ฉันกลับกลายแล้วหม่อมจงฟาดฟัน
ข. พระจันทรจรแจ่มกระจ่างดี พระพายพัดมาลีตรลบไป
ค. ไปเพ็ดทูลเสียให้ทูลกระหม่อมแจ้ง น้องจะแต่งบายศรีไว้เชิญขวัญ
ง. หญิงเดียวชายครองเป็นสองมิตร ถ้ามิปลิดเสียให้เปลื้องไม่ตามใจ
เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย 5 ท33101 เรื่อง เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา ครูจันทิภา กบิลโรจน์ ๔
๑๘. การกระทำของขุนช้างที่ฉุดนางวันทองซึ่งเป็นภรรยาของขุนแผนมาเป็นภรรยาตนนั้น ถือว่า
ผิดศีลข้อใด
ก. ข้อ ๑. ปาณาติปาตา เวรมณี
ข. ข้อ ๒. อทินนาทานา เวรมณี
ค. ข้อ ๓. กาเมสุมิจฉาจารา เวรมณี
ง. ข้อ ๔. มุสาวาทา เวรมณี
๑๙.
“ พลางเรียกหาข้าไทอยู่ว้าวุ่น อีอุ่นอีอิ่มอีฉิมอีสอน
อีมีอีมาอีสาคร นิ่งนอนไยหวามาหากู”
คำประพันธ์นี้ขุนช้างเรียกคนใช้ทั้งหมดกี่คน
ก. ๖ คน ข. ๗ คน
ค. ๘ คน ง. ๙ คน
๒๐.
“พี่ผิดพี่ก็มาลุแก่โทษ จะคุมโกรธคุมแค้นไปถึงไหน
ความรักพี่ยังรักระงมใจ อย่าตัดไมตรีตรึงให้ตรอมตาย”
คำประพันธ์นี้ใช้โวหารข้อใด
ก. เสาวรจนี ข. นารีปราโมทย์
ค. พิโรธวาทัง ง. สัลลาปังคพิสัย
******************
เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย 5 ท33101 เรื่อง เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา ครูจันทิภา กบิลโรจน์ ๕
ประวัติความเป็นมา
เรื่องขุนช้างขุนแผนนี้ เป็นนิยายพื้นบ้านของสุพรรณบุรี ที่แต่งขึ้นจากเรื่องจริง ที่เกิดขึ้นใน
สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ซึ่งมีหลักฐานอยู่ ในหนังสือคำให้การชาวกรุงเก่า โดยแต่งเป็นบท
กลอนสำหรับขับเสภา ให้ประชาชนฟัง เมื่อมาถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ เสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน ที่
มีผู้แต่งไว้ตั้งแต่งสมัยกรุงศรีอยุธยานั้น เหลืออยู่เพียงบางตอนเท่านั้น เพราะถูกไฟไหม้และสูญ
หายไป เมื่อครั้งเสียกรุงกับพม่า พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยฯ ให้กวีหลายท่าน เช่น
พระองค์ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ (รัชกาลที่ ๓ ) สุนทรภู่ ครูแจ้ง เป็นต้น ให้ช่วยกันแต่งเพิ่มเติม
ขึ้น โดยแบ่งกันแต่งเป็นตอน ๆ ไปจนจบเรื่อง
ขุนช้างขุนแผนเป็นเรื่องที่ได้รับยกย่องจากวรรณคดีสโมสร ในสมัยรัชกาลที่ ๖ ว่าเป็นยอด
ของหนังสือประเภทกลอนเสภา มีสำนวนโวหารที่ไพเราะคมคาย มีคติเตือนใจ สะท้อนให้เห็น
สภาพชีวิตและสังคมความเป็นอยู่ของคนไทย ให้ความรู้เกี่ยวกับขนบธรรมเนียมประเพณีและ
วัฒนธรรมไทย และยังให้ความสนุกสนานเพลิดเพลินอีกด้วย
ลักษณะคำประพันธ์
เรื่องขุนช้างขุนแผนเป็นคำประพันธ์ ประเภทกลอนเสภา ๔๓ ตอน ซึ่งมีอยู่ ๘ ตอนที่
ได้รับการยกย่องว่าแต่งดียอดเยี่ยมจากวรรณคดีสโมสร อันมีสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์ กรมพระยา
ดำรงราชานุภาพ ทรงเป็นประธานโดยลงมติเมื่อ พ.ศ.๒๔๗๔ และ ตอน ขุนช้างถวายฎีกา เป็น
หนึ่งในแปดตอนที่ได้รับการยกย่อง
ลักษณะคำประพันธ์กลอนเสภาเป็นกลอน
สุภาพ เสภาเป็นกลอนขั้นเล่าเรื่องอย่างเล่านิทานจึงใช้
คำมากเพื่อบรรจุข้อความให้ชัดเจนแก่ผู้ฟัง และมุ่งเอา
การขับได้ ไพเราะเป็นสำคัญ สัมผัสของคำประพันธ์ คือ
คำสุดท้ายของวรรคต้น ส่งสัมผัสไปยังคำใดคำหนึ่งใน
๕ คำแรกของวรรคหลังสัมผัสวรรคอื่นและสัมผัส
ระหว่างบทเหมือนกลอนสุภาพ
ใบความรู้ที่ ๑ เรื่อง ความเป็นมาของ
เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน
๑
เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย 5 ท33101 เรื่อง เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา ครูจันทิภา กบิลโรจน์ ๖
ผู้แต่งเสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอน ขุนช้างถวายฎีกา
ไม่ปรากฏนามผู้แต่งตอนขุนช้างถวายฎีกา แต่ได้รับการยกย่องจากวรรณคดีสโมสรว่าแต่ง
ดีเยี่ยมโดยเฉพาะกระบวนกลอนที่สื่ออารมณ์สะเทือนใจ (เป็น ๑ ใน ๘ ตอนที่ได้รับการยกย่อง)
เรื่องย่อ
ครั้งหนึ่งสมเด็จพระพันวษาเสด็จประพาสสุพรรณบุรี
เพื่อทรงล่าควายป่า ขุนไกรพ่อของพลายแก้วมีหน้าที่ต้อนควาย
ป่า เผอิญควายป่าแตกตื่นขวิดผู้คน ขุนไกรจึงได้รับโทษ
ประหารฝ่ายนางทองประศรีผู้เป็นภรรยาได้พา พลายแก้วซึ่งยัง
เล็กอยู่หนีอาญา ไปเมืองกาญจนบุรี เมื่อพลายแก้ว อายุ ๑๕
ปี นางทองประศรีได้พาไปบวชเรียนที่ วัดส้มใหญ่ เมื่อเรียนรู้
วิชาอาคมจนจบ แล้วก็ได้ไปบวชเรียนต่อที่วัด ป่าเลไลยก์ เมือง
สุพรรณบุรี ต่อมา พลายแก้วได้แต่งงานกับนางพิม หลังจากแต่งงานได้ ๒ วัน พลายแก้วก็ต้อง
ยกทัพไปตีเมืองเชียงใหม่ เมื่อได้รับชัยชนะก็ได้แต่งงานนางลาวทองเป็นภรรยา
ขณะที่พลายแก้วไปทำศึกนั้น นางพิมล้มป่วย ขรัวตาจูจึงแนะนำให้เปลี่ยนชื่อเป็นวันทอง
เพื่อรักษาอาการไข้ ขุนช้างที่หลงรักนางวันทองมาโดยตลอดได้ใช้ อุบายลวงว่าพลายแก้วไปทัพ
ตายเสียแล้ว และอ้างกฎหมายว่าผู้หญิงม่ายที่สามีไปทัพตายจะถูกริบเป็นม่ายหลวง
นางศรีประจันผู้เป็นแม่เชื่อขุนช้าง จึงบังคับ
ให้นางวันทอง แต่งงานกับขุนช้างจนได้ แต่
นางวันทองไม่ยอมเข้าเรือนหอ เมื่อพลาย
แก้วยกทัพ กลับกรุงศรีอยุธยาพร้อมนางลาว
ทอง พระพันวษาได้พระราชทาน บรรดาศักดิ์
ให้พลายแก้วเป็นขุนแผนแสนสะท้าน แล้วพา
นางลาวทองกลับสุพรรณบุรี ขุนแผนรู้เรื่อง
การแต่งงานของนางวันทองกับขุนช้างก็โกรธ
ประกอบกับนางลาวทองและนางวันทองวิวาทกัน ขุนแผนจึงพานางลาวทองไปอยู่กาญจนบุรี ใน
ที่สุดนางวันทองก็ถูกนางศรีประจันเฆี่ยนตีและบังคับจนต้องตกเป็นภรรยาขุนช้าง
เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย 5 ท33101 เรื่อง เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา ครูจันทิภา กบิลโรจน์ ๗
ต่อมาขุนแผนกับขุนช้างได้ไปฝึกราชการกับจมื่นศรีเสาวรักษ์ทั้งสองได้คืนดีกัน กระทั่งนาง
ลาวทองป่วย ขุนแผนจึงฝากเวร ไว้กับขุนช้าง ขุนช้างก็รับปากไว้ด้วยดีขุนแผนจึงทิ้งหน้าที่ไปหา
นางลาวทอง ครั้นเมื่อพระพันวษารับสั่ง ถามถึงขุนแผน ขุนช้างกลับทูลว่าขุนแผนหนีเวรปีน
กำแพงวังไปหานางลาวทอง สมเด็จพระพันวษากริ้ว จึงลงโทษให้ขุนแผนตะเวนด่านห้ามเฝ้า ส่วน
นางลาวทองให้เอาไปไว้ในวัง ขุนแผนมีความอาฆาตขุนช้างมาก จึงเดินทางไปสุพรรณบุรี สะเดาะ
ดาลประตูขึ้นเรือนขุนช้าง แต่เข้าห้องผิดไปเข้าห้องนางแก้วกิริยา ซึ่งเป็นทาสในเรือนขุนช้างแล้วได้
นางเป็นภรรยา จากนั้นจึงพานางวันทองหนีออกจากเรือนขุนช้างไปอยู่ในป่า จนกระทั่งนางวัน
ทองใกล้คลอด ขุนแผนจึงเข้าพึ่งพระพิจิตรกับนางบุษบา ขุนแผนเห็นว่าความผิดของตนจะทำให้
พระพิจิตรเดือดร้อน จึงขอร้องให้พระพิจิตรส่งตัวไปสู้คดีกับขุนช้าง ในที่สุดขุนแผนก็เป็นฝ่ายชนะ
ความ
ขุนแผนคิดถึงนางลาวทองซึ่งถูกักไว้ในวัง จึงได้ขอร้องให้จมื่นศรีกราบทูลขอพระราชทาน
อภัยโทษให้นางลาวทอง เป็นผลให้พระพันวษากริ้ว รับสั่งให้ลงอาญาจำคุกขุนแผน ส่วนนางวัน
ทอง ต้องจำใจอยู่กับขุนช้างและได้คลอดบุตรที่บ้านขุนช้าง ให้ชื่อว่า พลายงาม ขุนช้างรู้ว่าไม่ใช่
บุตรของตนจึงวางอุบายฆ่า เมื่อนางวันทองทราบเรื่องจากผีพรายของขุนช้าง จึงไปช่วยพลายงาม
ได้ทันและเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง แล้วพลายงามเดินทางไปอยู่กับย่าทองประศรีที่กาญจนบุรี ได้
เรียนวิชาอาคมต่าง ๆ เมื่อเติบใหญ่ขึ้นจมื่นศรีพาเข้าไปถวายตัวเป็นมหาดเล็ก
เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย 5 ท33101 เรื่อง เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา ครูจันทิภา กบิลโรจน์ ๘
เมื่อครั้งที่พระพันวษากริ้วเจ้าเมืองเชียงใหม่ ซึ่งส่งพระราชสาส์นมาท้าทายเป็นเหตุให้
พลายงามมีโอกาสกราบทูลอาสา และกราบทูลขุนแผนให้ไปทัพด้วย ขุนแผนจึงพ้นโทษ ขณะรอ
ฤกษ์ เคลื่อนทัพนางแก้วกิริยาก็คลอดบุตร นางทองประศรีจึงให้ชื่อหลานว่า พลายชุมพล
ขุนแผนกับพลายงามเคลื่อนทัพไปพักที่เมืองพิจิตร พลายงามพบรักกับศรีมาลาลูกสาว
พระพิจิตรกับนางบุษบา ขุนแผนได้ขอศรีมาลาให้กับพลายงาม ศึกเชียงใหม่ขุนแผนและพลายงาม
ได้รับชัยชนะ เมื่อกลับถึงกรุงศรีอยุธยาพลายงามได้รับพระราชทานความดีความชอบเป็นจมื่น
ไวยวรนาถได้รับพระราชทานนางสร้อยฟ้า ซึ่งเป็นพระธิดาของพระเจ้าเชียงใหม่ เป็นภรรยาพลาย
งามหรือจมื่นไวยวรนาถจึงแต่งงานกับนางสร้อยฟ้าและนางศรีมาลา ส่วนขุนแผนได้รับ
พระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นพระสุรินทรฦๅไชยไหสุริยะภักดิ์ ครองเมืองกาญจนบุรี
ในวันแต่งงานของพลายงามกับนางสร้อยฟ้าและนางศรีมาลานั้น พลายงามทะเลาะกับขุน
ช้างจนกระทั่งพระพันวษาสั่งประหารขุนช้าง แต่นางวันทองมาอ้อนวอนขอให้พลายงามไปขอ
พระราชทานอภัยโทษให้ขุนช้าง ขุนช้างจึงพ้นโทษ ทั้งหมดจึงแยกย้ายกัน
เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย 5 ท33101 เรื่อง เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา ครูจันทิภา กบิลโรจน์ ๙
ฝ่ายพลายงาม เมื่อชนะความขุนช้างแล้ว ก็อยู่มาด้วยความสุข แต่มาคิดว่ายังขาดแต่มารดา
เห็นว่าไม่ควรคู่กับขุนช้าง แล้วคิดว่าจะรับแม่กลับมาอยู่กับขุนแผน พอตกค่ำจึงออกเดินทางไป
บ้านขุนช้าง สะกดผู้คน ภูตพราย และแก้อาถรรพณ์ แล้วสะเดาะกลอน เข้าไปถึงชั้นสามห้องนอน
ถอนสะกดนางวันทอง แล้วเจรจากัน พระไวยแจ้งว่าจะมารับนางวันทองกลับไปบ้าน นางวันทอง
แนะนำให้นำเรื่องขึ้นกราบทูลพระพันวษา พลายงามไม่เห็นด้วยขู่จะตัดหัววันทองถ้าวันทองไม่ยอม
ไปด้วย นางวันทองจนใจจึงยอมไปกับพระไวย
ขุนช้างตื่นขึ้นไม่พบนางวันทอง ให้บ่าวไพร่ค้นหาไม่พบ ฝ่ายพลายงามได้คิดว่า ถ้าขุนช้างรู้
ว่าลักนางวันทองมา ก็คงจะนำความขึ้นกราบทูลสมเด็จพระพันวษา มารดาก็จะต้องโทษ คิดแล้ว
จึงให้หมื่นวิเศษผล ไปหาขุนช้างที่บ้าน ช่วยไกล่เกลี่ยเรื่องราว อย่าให้ขุนช้างโกรธ ด้วยเป็นคนที่
เคยชอบพอกัน โดยให้บอกขุนช้างว่า ตนจับไข้อยู่หลายวัน เกรงว่าแม่ไม่ทันจะเห็นหน้า จึงให้คน
ไปพาแม่มา พอให้ตนหายไข้แล้ว จะส่งมารดาคืนกลับไป หมื่นวิเศษรับคำแล้วก็รีบไปบ้านขุน
ช้าง แจ้งเรื่องตามที่พระไวยสั่งมาทุกประการ ขุนช้างได้ฟังก็ทั้งโกรธและแค้น เมื่อข่มความโกรธ
แล้วก็ตอบไปว่า ไม่เป็นไรเรื่องการเจ็บไข้ ถ้าขัดสนสิ่งไรก็ขอให้มาเอาที่ตนได้ ว่าแล้วก็ปิดหน้าต่าง
ใส่ ด้วยความเดือดดาลและแค้นใจ
เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย 5 ท33101 เรื่อง เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา ครูจันทิภา กบิลโรจน์ ๑๐
ฝ่ายขุนช้างร่างฟ้องเสร็จแล้ว ก็มาที่วังใน รออยู่ที่ใต้ตำหนักน้ำ พอสมเด็จพระพันวษาเสด็จ
กลับวังทางเรือตอนจวนค่ำ ขุนช้างก็ลงลอยคอเข้าถวายฎีกา สมเด็จพระพันวษาเห็นเข้า ก็ทรง
พระพิโรธ ให้รับฎีกาไว้ แล้วเอาตัวไปเฆี่ยนสามสิบที จากนั้นให้ตั้งกฤษฎีกาว่า ตั้งแต่นี้ไป ถ้าใคร
ปล่อยให้ใครเข้ามาในล้อมวง ต้องระวางโทษเจ็ดสถาน ถึงประหารชีวิต
ฝ่ายขุนแผนได้อยู่กับนางแก้วกิริยา และ
นางลาวทองมาด้วยความผาสุข ตกกลางคืน
คิดถึงนางวันทอง จึงออกเดินมาที่ห้องนางวัน
ทอง ที่เรือนพระไวย ปลุกนางขึ้นมาสนทนาด้วย
ได้พร่ำรำพันถึงความหลัง ที่ตกทุกข์ได้ยาก
ด้วยกันมา นางวันทองแนะนำขุนแผน ให้นำ
ความขึ้นเพ็ดทูลพระพันวษา และไม่ยอมตกเป็น
ของขุนแผน พอตกดึกก็ฝันไปว่า ถูกพยัคฆ์
ตะครุบ คาบตัวไปในป่า ตกใจตื่น แก้ฝันให้
ขุนแผนฟัง ขุนแผนได้ฟังก็ใจหาย รู้ว่าฝันร้ายมี
อันตราย
วันรุ่งขึ้นสมเด็จพระพันวษาเสด็จออกว่าราชการ เห็นขุนช้างเข้าเฝ้าอยู่ จึงตรัสว่า เรื่องนาง
วันทองไม่รู้จบ เมื่อครั้งก่อน เรื่องตกหนักที่นางศรีประจัน ก็ตัดสินไปอยู่กับขุนแผน แต่ทำไม
กลับมาอยู่กับขุนช้าง แล้วให้หมื่นศรีไปเอาตัวนางวันทอง ขุนแผนและพระไวยมาเฝ้า ทั้งสามคนได้
ฟังความก็ตกใจ ขุนแผนจึงจัดการช่วยเหลือนางวันทองด้วยเวทมนตร์ แล้วจึงพากันไปเข้าเฝ้า
สมเด็จพระพันวษาจึงตรัสถามนางวันทอง ถึงเรื่องราวแต่หนหลัง นางวันทองก็กราบทูลให้ทรง
ทราบ เมื่อทรงทราบแล้ว ก็กริ้วขุนช้างเป็นกำลัง แล้วตรัสถามนางวันทองต่อไปว่า เวลาล่วงไปแล้ว
ถึงสิบแปดปี แต่ทำไมวันนี้จึงมาได้ นางวันทองก็กราบทูลว่า พระไวยไปรับเมื่อตอนกลางคืน
สมเด็จพระพันวษาได้ฟัง ก็ทรงขุ่นเคืองพระไวย ที่ทำตามอำเภอใจเพราะแย่งชิงนางวันทองกัน จึง
ให้นางวันทองตัดสินใจว่า จะอยู่กับใคร หรือ
ถ้าไม่อยากอยู่กับทั้งสองคน จะเลือกอยู่กับ
ลูกก็ได้ นางวันทองเมื่อถึงคราวจะสิ้นอายุ
ไม่สามารถตัดสินใจได้ จึงกราบทูลเป็นกลาง
ไป หวังจะให้สมเด็จพนะพันวษาตัดสินให้
สมเด็จพระพันวษาได้ทรงฟังนางวันทองพูด
แล้ว ก็พิโรธยิ่งนัก ตรัสประนามนางวันทอง
ว่าเป็นหญิงหลายใจ อย่าอยู่ให้หนักแผ่นดิน
ให้เอาตัวไปฆ่าเสีย
เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย 5 ท33101 เรื่อง เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา ครูจันทิภา กบิลโรจน์ ๑๑
นางเทพทอง
ตัวละครในเรื่อง
ขุนไกร นางทองประศรี พันศรโยธา นางศรีประจัน ขุนศรีวิชัย
ขุนช้าง
พลายงาม
(จมื่นไวยฯ)
พลายแก้ว
(ขุนแผน)
พิมพิลาไลย
(วันทอง)
กุมารทอง
ลาวทอง บัวคลี่ แก้วกิริยา สายทอง
พลายชุมพล
ศรีมาลา สร้อยฟ้า
พระพันวษา
(พระมหากษัตริย์ในเรื่อง)
เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย 5 ท33101 เรื่อง เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา ครูจันทิภา กบิลโรจน์ ๑๒
จะกล่าวถึงโฉมเจ้าพลายงาม เมื่อเป็นความชนะขุนช้างนั่น
กลับมาอยู่บ้านสำราญครัน เกษมสันต์สองสมภิรมย์ยวน
พร้อมญาติขาดอยู่แต่มารดา นึกนึกตรึกตราละห้อยหวน
โอ้ว่าแม่วันทองช่างหมองนวล ไม่สมควรเคียงคู่กับขุนช้าง
*เออนี่เนื้อเคราะห์กรรมนำมาผิด น่าอายมิตรหมองใจไม่หายหมาง
ฝ่ายพ่อมีบุญเป็นขุนนาง แต่แม่ไปแนบข้างคนจังไร
สองสมภิรมย์ยวน หมายถึง นางศรีมาลา และนางสร้อยฟ้า
เมื่อพลายงามชนะความขุนช้าง ก็ได้กลับมาอยู่บ้านอย่างสุขสบาย ขาดก็แต่มารดา พลายงามคิด ว่า
แม่วันทองไม่ควรอยู่กับขุนช้าง อาจจะเป็นเคราะห์กรรมของแม่วันทองถึงต้องมาอับอายแบบนี้ พ่อก็เป็นถึงขุน
นาง แต่แม่กลับไปอยู่กับคนจัญไร
๒
ใบความรู้ที่ ๒ เรื่อง การถอดคำประพันธ์
ขุนช้างขุนแผน ตอน ขุนช้างถวายฎีกา
คำศัพท์
ถอดความได้ว่า
* หมายเหตุ คำประพันธ์นี้สะท้อน
ความเชื่อเรื่องบุญกรรมของคนในสังคม
เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย 5 ท33101 เรื่อง เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา ครูจันทิภา กบิลโรจน์ ๑๓
รูปร่างวิปริตผิดกว่าคน ทรพลอัปรีย์ไม่ดีได้
ทั้งใจคอชั่วโฉดโหดไร้ ช่างไปหลงรักใคร่ได้เป็นดี
วันนั้นแพ้กูเมื่อดำน้ำ ก็กริ้วซ้ำจะฆ่าให้เป็นผี
แสนแค้นด้วยมารดายังปรานี ให้ไปขอชีวีขุนช้างไว้
แค้นแม่จำจะแก้ให้หายแค้น ไม่ทดแทนอ้ายขุนช้างบ้างไม่ได้
หมายจิตคิดจะให้มันบรรลัย ไม่สมใจจำเพาะเคราะห์มันดี
วันนั้นแพ้กูเมื่อดำน้ำ หมายถึง จมื่นไวยเล่าย้อนถึงตอนที่ขุนช้างดำน้ำพิสูจน์โทษเมื่อเป็นคดีกับตัว
รูปร่างน่าเกลียด ใจคอโหดเหี้ยม ไม่รู้ว่าแม่วันทองไปรักขุนช้างได้อย่างไร ท้าวความถึงตอนที่ขุนช้าง
ดำน้ำเพื่อพิสูจน์โทษเมื่อเป็นคดีกับตน พลายงามโกรธมากและจะฆ่าขุนช้างให้ตาย แต่มารดาห้ามและขอชีวิต
ไว้
อย่าเลยจะรับแม่กลับมา ให้อยู่ด้วยบิดาเกษมศรี
พรากให้พ้นคนอุบาทว์ชาติอัปรีย์ ยิ่งคิดก็ยิ่งมีความโกรธา
อัดอึดฮึดฮัดด้วยขัดใจ เมื่อไรตะวันจะลับหล้า
เข้าห้องหวนละห้อยคอยเวลา จวนสุริยาเลี้ยวลับเมรุไกร
เงียบสัตว์จัตุบททวิบาท ดาวดาษเดือนสว่างกระจ่างไข
น้ำค้างตกกระเซ็นเย็นเยือกใจ สงัดเสียงคนใครไม่พูดจา
คำศัพท์
ถอดความได้ว่า
พิโรธวาทัง
พิโรธวาทัง
สัทพจน์
เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย 5 ท33101 เรื่อง เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา ครูจันทิภา กบิลโรจน์ ๑๔
เมรุไกร หมายถึง ภูเขาใหญ่
จัตุบททวิบาท หมายถึง (สัตว์) สี่เท้า สองเท้า
พลายงามแค้นขุนช้างมาก จะต้องหาทางแก้แค้นขุนช้างให้ได้ ใจก็อยากให้ขุนช้างตาย แต่ขุนช้างดวงดี
ไม่เป็นดังที่ตนหวังไว้ ก็เลยจะรับแม่(นางวันทอง)ให้มาอยู่บ้านกับพ่อ(ขุนแผน) จะพาแม่หนีให้พ้นจากขุนข้างคน
ชั่วช้าใจทราม ยิ่งคิดก็ยิ่งคับแค้นใจ กระวนกระวายว่าเมื่อไรจะค่ำที่จะได้ไปรับแม่กลับบ้าน จนตะวันลับขอบฟ้า
ไม่มีแม้แต่เสียงเท้าสัตว์เดิน ดาวที่อยู่บนท้องฟ้าส่องแสงสว่าง ในตอนมืดอากาศเริ่มเย็นมีน้ำค้าง เงียบสงัดไม่มี
แม้แต่เสียงคนพูด ได้ยินเสียง
ได้ยินเสียงฆ้องย่ำประจำวัง ลอยลมล่องดังถึงเคหา
*คะเนนับย่ำยามได้สามครา ดูเวลาปลอดห่วงทักทิน
**ฟ้าขาวดาวเด่นดวงสว่าง จันทร์กระจ่างทรงกลดหมดเมฆสิ้น
จึงเซ่นเหล้าข้าวปลาให้พรายกิน เสกขมิ้นว่านยาเข้าทาตัว
ลงยันต์ราชะเอาปะอก หยิบยกมงคลขึ้นใส่หัว
เป่ามนตร์เบื้องบนชอุ่มมัว พรายยั่วยวนใจให้ไคลคลา
มงคล ในที่นี้หมายถึงสิ่งที่ทำเป็นวงใช้สวมศีรษะ
ทักทิน หมายถึง วันชั่วร้ายตามความเชื่อโหราศาสตร์
เสียงฆ้องตีบอกเวลาจากวัง ลอยมาตามลมได้ยินถึงบ้าน
นับได้เป็นเวลาตีสาม เป็นเวลาที่จะได้ปลดปล่อยความชั่วร้าย
เมื่อท้องฟ้าเต็มไปด้วยดวงดาวและดวงจันทร์สว่างไม่มีเมฆบดบัง
จึงได้นำเหล้าและอาหารไปเซ่นให้ผีพรายกิน เอาขมิ้นมาทาตามตัว
ลงยันต์ที่อกและเอาสิ่งมงคลมาใส่หัว เป่ามนตร์คาถา เพื่อให้หลงมนตร์ที่เป่าลงไป
คำศัพท์
ถอดความได้ว่า
คำศัพท์
ถอดความได้ว่า * หมายเหตุ
คำประพันธ์นี้สะท้อน
ความเชื่อเรื่องไสยศาสตร์
* หมายเหตุ
คำประพันธ์นี้สะท้อน
ภาพชีวิตความเป็นอยู่
ของคนในอดีต
เรื่องการตีฆ้องบอกเวลา
เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย 5 ท33101 เรื่อง เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา ครูจันทิภา กบิลโรจน์ ๑๕
จับดาบเคยปราบณรงค์รบ เสร็จครบบริกรรมพระคาถา
ลงจากเรือนไปมิได้ช้า รีบมาถึงบ้านขุนช้างพลัน
เห็นคนนอนล้อมอ้อมเป็นวง ประตูลั่นมั่นคงขอบรั้วกั้น
กองไฟสว่างดังกลางวัน หมายสำคัญตรงมาหน้าประตู
*จึงร่ายมนตรามหาสะกด เสื่อมหมดอาถรรพณ์ที่ฝังอยู่
ภูตพรายนายขุนช้างวางวิ่งพรู คนผู้ในบ้านก็ซานเซอะ
บริกรรม หมายถึง สำรวมในร่ายมนตร์หรือเสกคาถาซ้ำ ๆ หลาย ๆ หน เพื่อให้เกิดความศักดิ์สิทธิ์
พลายงามนำดาบที่เคยรบมาร่ายมนตร์เสกคาถา และลงจากเรือนรีบไปบ้านขุนช้าง เมื่อมาถึงก็เห็นคน
นอนหลับกันหมด ประตูปิดสนิท มีกองไฟสว่างอยู่หน้าบ้าน พลายงามรีบมาที่หน้าประตู ร่ายมนตร์สะกดพวกผี
พรายของขุนช้าง ผู้คนในบ้านต่างง่วงหลับด้วยมนตร์ของพลายงาม
ทั้งชายหญิงง่วงงมล้มหลับ นอนทับคว่ำหงายก่ายกันเปรอะ
จี่ปลาคาไฟมันไหลเลอะ โงกเงอะงุยงมไม่สมประดี
*ใช้พรายถอดกลอนถอนลิ่ม รอยทิ่มถอดหลุดไปจากที่
ย่างเท้าก้าวไปในทันที มิได้มีใครทักแต่สักคน
มีแต่หลับเพ้อมะเมอฝัน ทั้งไฟกองป้องกันทุกแห่งหน
ผู้คนเงียบสำเนียงเสียงแต่กรน มาจนถึงเรือนเจ้าขุนช้าง
ผู้คนในบ้านต่างก็ง่วงหลับด้วยมนต์ของพลายงาม นอนทับกันไปมา
พลายงามจึงใช้ให้พรายไปถอดกลอนประตู และก้าวเข้าไปถึงเรือนของขุนช้าง
คำศัพท์
ถอดความได้ว่า
อุปมา
* หมายเหตุ
คำประพันธ์นี้สะท้อน
ความเชื่อเรื่องไสยศาสตร์
ถอดความได้ว่า
เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย 5 ท33101 เรื่อง เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา ครูจันทิภา กบิลโรจน์ ๑๖
** หมายเหตุ
คำประพันธ์นี้สะท้อน
ค่านิยมเกี่ยวกับ
การมีสัมมาคารวะ
จุดเทียนสะกดข้าวสารปราย ภูตพรายโดดเรือนสะเทือนผาง
สะเดาะดาลบานเปิดหน้าต่างกาง ย่างเท้าก้าวขึ้นร้านดอกไม้
หอมหวนอวลอบบุปผชาติ เบิกบานก้านกลาดกิ่งไสว
เรณูฟูร่อนขจรใจ ย่างเท้าก้าวไปไม่โครมคราม
*ข้าไทนอนหลับลงทับกัน สะเดาะกลอนถอนลั่นถึงชั้นสาม
กระจกฉากหลากสลับวับแวมวาม อร่ามแสงโคมแก้วแววจับตา
ข้าวสารปราย หมายถึง ข้าวสารที่เสกแล้วซัดให้กระจาย
ร้านดอกไม้ ในที่นี้หมายถึงชานเรือนโบราณที่ปลูกดอกไม้ไว
สะเดาะกลอน หมายถึง ทำให้กลอนประตูหลุดออกได้ด้วยคาถาอาคม
พลายงามจุดเทียนร่ายมนต์สะกด โปรยข้าวสารเสกใส่ทำให้ภูตพรายหนีกันอลหม่าน จึงสะเดาะกลอน
ประตูเข้าไปถึงสามชั้น บานหน้าต่าง เข้าไปข้างในห้อง และได้กลิ่นหอมของดอกไม้ที่หอมหวนอบอวลไปทั่ว
ห้อง แล้วก้าวเข้าไปอย่างเงียบๆ พวกข้ารับใช้กำลังนอนหลับ พลายงามจึงใช้มนตร์สะเดาะกลอนประตูเข้ามา
ภายในถึง ๓ ชั้น
*ม่านมู่ลี่มีฉากประจำกั้น อัฒจันทร์เครื่องแก้วก็หนักหนา
ชมพลางย่างเยื้องชำเลืองมา เปิดมุ้งเห็นหน้าแม่วันทอง
นิ่งนอนอยู่บนเตียงเคียงขุนช้าง มันแนบข้างกอดกลมประสมสอง
เจ็บใจดังหัวใจจะพังพอง ขยับจ้องดาบง่าอยากฆ่าฟัน
จะใครถีบขุนช้างที่กลางตัว นึกกลัวจะถูกแม่วันทองนั่น
**พลางนั่งลงนอบนบอภิวันทน์ สะอื้นอั้นอกแค้นน้ำตาคลอ
อัฒจันทร์ ในที่นี้หมายถึง ชั้นที่ตั้งเครื่องแก้วซึ่งเป็นของประดับบ้าน
เมื่อเข้าไปถึงในห้องมีทั้งกระจกฉาก และม่านมู่ลี่ที่กั้นอยู่ เมื่อพลายงาม
เดินมาถึง พลายงามจึงเปิดมุ้งและเห็นขุนช้างนอนกอดแม่วันทองอยู่ จึงเจ็บใจ
จนอยากจะชักดาบมาฆ่ามัน คิดจะถีบขุนช้างก็กลัวจะถูกแม่วันทอง พลายงาม
จึงนั่งลงและยกมือไหว้ สะอื้นน้ำตาคลอF
คำศัพท์
ถอดความได้ว่า
สัลลาปังคพิสัย
อุปมา
คำศัพท์
ถอดความได้ว่า
เสาวรจนี
เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย 5 ท33101 เรื่อง เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา ครูจันทิภา กบิลโรจน์ ๑๗
*โอ้แม่เจ้าประคุณของลูกเอ๋ย ไม่ควรเลยจะพรากจากคุณพ่อ
เวรกรรมนำไปไม่รั้งรอ มิพอที่จะต้องพรากก็จากมา
มันไปฉุดมารดาเอามาไว้ อ้ายหัวใสข่มเหงไม่เกรงหน้า
ที่ทำแค้นกูจะแทนให้ทันตา ขอษมาแม่แล้วก็ขับพราย
เป่าลงด้วยพระเวทวิทยา มารดาก็ฟื้นตื่นโดยง่าย
ดาบใส่ฝักไว้ไม่เคลื่อนคลาย วันทองรู้สึกกายก็ลืมตา
พลายงามรำพันว่านางวันทองไม่ควรพลัดพรากจากขุนแผน แล้วโทษว่าเป็นเวรกรรมที่ทำให้ต้อง
แยกกัน พรายงามได้แม่แล้วขอขมาไล่พราย พร้อมทั้งเป่ามนต์ให้แม่วันทองตื่นขึ้นมา
ครานั้นจึงโฉมเจ้าวันทอง ต้องมนตร์มัวหมองเป็นหนักหนา
ตื่นพลางทางชำเลืองนัยน์ตามา เห็นลูกยานั้นยืนอยู่ริมเตียง
สำคัญคิดว่าผู้ร้ายให้นึกกลัว กอดผัวร้องดันจนสิ้นเสียง
ซวนซบหลบลงมาหมอบเมียง พระหมื่นไวยเข้าเคียงห้ามมารดา
อะไรแม่แซ่ร้องทั้งห้องนอน ลูกร้อนรำคาญใจจึงมาหา
จะร้องไยใช่โจรผู้ร้ายมา สนทนาด้วยลูกอย่าตกใจ
นางวันทองรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาสายตามองเห็นพลายงามแต่คิดว่าเป็นโจรจึงเข้า กอดขุนช้างด้วยความ
กลัว พลายงามปลอบ บอกนางวันทองว่าลูกพลายงามเอง ไม่ใช่โจรผู้ร้าย แม่อย่าตกใจไปเลย
พิโรธวาทัง
ถอดความได้ว่า
* หมายเหตุ คำประพันธ์นี้สะท้อน
ความเชื่อเรื่องบุญกรรมของคนในสังคม
ถอดความได้ว่า
เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย 5 ท33101 เรื่อง เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา ครูจันทิภา กบิลโรจน์ ๑๘
ครานั้นวันทองผ่องโสภา ครั้นรู้ว่าลูกยาหากลัวไม่
ลูกออกมาพลันด้วยทันใด พระหมื่นไวยเข้ากอดเอาบาทา
วันทองประคองสอดกอดลูกรัก ซบพักตร์ร้องไห้ไม่เงยหน้า
เจ้ามาไยป่านนี้นี่ลูกอา เขารักษาอยู่ทุกแห่งตำแหน่งใน
ใส่ดาลบ้านช่องกองไฟรอบ พ่อช่างลอบเข้ามากระไรได้
อาจองทะนงตัวไม่กลัวภัย นี่พ่อใช้ฤาว่าเจ้ามาเอง
เมื่อวันทองรู้ว่าพลายงามมาหา ก็รีบลุกเข้าไปกอดพลายงามแล้วก็ซบหน้าร้องไห้แล้วถามว่าลูกผ่านคน
ที่คอยเฝ้าอยู่มาได้ยังไงที่นี่มีคนคอยเฝ้าดูแลอยู่ทุกตำแหน่งทำไมถึงรอดเข้ามาได้ลูกไม่กลัวหรอ นี่ขุนแผนใช้ลูก
มา หรือ ลูกมาเอง
ขุนช้างตื่นขึ้นมิเป็นการ เขาจะรุกรานพาลข่มเหง
จะเกิดผิดแม่คิดคะนึงเกรง ฉวยสบเพลงพลาดพล้ำมิเป็นการ
มีธุระสิ่งไรในใจเจ้า พ่อจงเล่าแก่แม่แล้วกลับบ้าน
มิควรทำเจ้าอย่าทำให้รำคาญ อย่าหาญเหมือนพ่อนักคะนองใจ
จมื่นไวยสารภาพกราบบาทา ลูกมาผิดจริงหาเถียงไม่
รักตัวกลัวผิดแต่คิดไป ก็หักใจเพราะรักแม่วันทอง
ฉวยสบเพลง หมายถึง บังเอิญถูกจังหวะ
ถ้าขุนช้างตื่นมาอาจจะทำร้ายลูกได้นะแม่เป็นห่วงมาก แม่กลัวว่าถ้าลูกเสียจังหวะพลาดพล้ำไปพลาย
งามอาจจะถูกทำร้ายได้นะแม่กลัว ถ้ามีธุระอะไรด่วนก็รีบมาเล่าให้แม่ฟัง แล้วก็รีบกลับไปซะ อย่าทำตัวกล้า
หาญเหมือนขุนแผนพ่อของลูก พลายงามกราบเท้าแม่แล้วบอกว่าลูกทำผิดจริงจะไม่เถียงผิดที่คิดไปแต่ก็ต้องจำ
ใจเพราะรักแม่วันทอง
ถอดความได้ว่า
คำศัพท์
ถอดความได้ว่า
เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย 5 ท33101 เรื่อง เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา ครูจันทิภา กบิลโรจน์ ๑๙
ทุกวันนี้ลูกชายสบายยศ พร้อมหมดเมียมิ่งก็มีสอง
มีบ่าวไพร่ใช้สอยทั้งเงินทอง พี่น้องข้างพ่อก็บริบูรณ์
ยังขาดแต่แม่คุณไม่แลเห็น เป็นอยู่ก็เหมือนตายไปหายสูญ
ข้อนี้ที่ทุกข์ยังเพิ่มพูน ถ้าพร้อมมูลแม่ด้วยจะสำราญ
ลูกมาหมายว่าจะมารับ เชิญแม่วันทองกลับคืนไปบ้าน
แม้จะบังเกิดเหตุเภทพาล ประการใดก็ตามแต่เวรา
เมียมิ่งก็มีสอง หมายถึง พลายงามมีเมีย ๒ คน คือนางศรีมาลา และนางสร้อยฟ้า
ทุกวันนี้พลายงามสบายมียศถาบรรดาศักดิ์ มีพร้อมทุกอย่างทั้งเงินทองบ่าวไพร่เมียก็มีสองคน ผู้ใหญ่
ฝ่ายพอก็อยู่ดี ยังขาดแต่แม่วันทองไม่มองเห็น อยู่ไปก็เหมือนตายไม่เคยสนใจเพราะอย่างนี้ที่ยังทุกข์หนัก ถ้ามี
แม่วันทองด้วยจะสุขสำราญ ที่ลูกมาตั้งใจว่าจะมารับแม่วันทองกลับบ้านเรา ถึงจะเกิดเรื่องก็แล้วแต่เวรแต่
กรรม
มาอยู่ไยกับอ้ายหินชาติ แสนอุบาทว์ใจจิตริษยา
ดังทองคำเลี่ยมปากกะลา หน้าตาดำเหมือนมินหม้อมอม
เหมือนแมลงวันว่อนเคล้าที่เน่าชั่ว มาเกลือกกลั้วปทุมมาลย์ที่หวานหอม
ดอกมะเดื่อฤาจะเจือดอกพะยอม ว่านักแม่จะตรอมระกำใจ
แม่เลี้ยงลูกมาถึงเจ็ดขวบ เคราะห์ประจวบจากแม่หาเห็นไม่
จะคิดถึงลูกบ้างฤาอย่างไร ฤาหาไม่ใจแม่ไม่คิดเลย
ถ้าคิดเห็นเอ็นดูว่าลูกเต้า แม่ทูนเกล้าไปเรือนอย่าเชือนเฉย
ให้ลูกคลายอารมณ์ได้ชมเชย เหมือนเมื่อครั้งแม่เคยเลี้ยงลูกมา
มินหม้อ หมายถึง เขม่าดำที่ติดก้นหม้อ
มาอยู่ทำไมกับคนเลวทรามชั่วขี้อิจฉาแบบนี้ หน้าตาก็มอมแมมดำอย่างกับเขม่าที่ติดก้นหม้อ น่า
เกลียดเหมือนแมลงวันเน่ามาบินตอมดอกไม้ที่สวยงามอย่างแม่ เหมือนคนชั่วมาปนกับคนดี จะว่ามากก็กลัวแม่
จะทุกข์ใจ แม่เลี้ยงลูกมาถึง ๗ ขวบ เพราะเคราะห์กรรมของแม่ถึงต้องจากกัน แม่วันทองคิดถึงลูกบ้างไหม
หรือว่าแม่ไม่คิดถึงลูกเลย ถ้าแม่ยังเอ็นดูลูกอยู่ แม่รีบไปกับอยู่กับลูก เหมือนครั้งที่แม่เคยเลี้ยงดูลูกมา
คำศัพท์
ถอดความได้ว่า
* หมายเหตุ คำประพันธ์นี้สะท้อน
ความเชื่อเรื่องบุญกรรมของคนในสังคม
คำศัพท์
ถอดความได้ว่า
อุปมา
พิโรธวาทัง
เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย 5 ท33101 เรื่อง เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา ครูจันทิภา กบิลโรจน์ ๒๐
ครานั้นจึงโฉมเจ้าวันทอง เศร้าหมองด้วยลูกเป็นหนักหนา
พ่อพลายงามทรามสวาดิของแม่อา แม่โศกาเกือบเจียนจะบรรลัย
ใช่จะอิ่มเอิบอาบด้วยเงินทอง มิใช่ของตัวทำมาแต่ไหน
ทั้งผู้คนช้างม้าแลข้าไท ไม่รักใคร่เหมือนกับพ่อพลายงาม
ทุกวันนี้ใช่แม่จะผาสุก มีแต่ทุกข์เจ็บดังเหน็บหนาม
ต้องจำจนทนกรรมที่ติดตาม จะขืนความคิดไปก็ใช่ที
ทรามสวาดิ หมายถึง ผู้เป็นที่รัก
นางวันทองก็ตอบพลายงามว่า เศร้าใจเจียนตาย เงินทองข้าทาสบริวารไม่มีอะไรสำคัญกว่าลูกทุกวันนี้
ที่นางวันทองทนอยู่ก็มีแต่ความทุกข์ไม่ได้มีความสุขเลยแต่ก็ต้องทนอยู่ทำตามใจตนเองก็ไม่ได้
เมื่อพ่อเจ้าเข้าคุกแม่ท้องแก่ เขาฉุดแม่ใช่จะแกล้งแหนงหนี
ถึงพ่อเจ้าเล่าไม่รู้ว่าร้าย เป็นหลายปีแม่มาอยู่กับขุนช้าง
เมื่อพ่อเจ้ากลับมาแต่เชียงใหม่ ไม่เพ็ดทูลสิ่งไรแต่สักอย่าง
เมื่อคราวตัวแม่เป็นคนกลาง ท่านก็วางบทคืนให้บิดา
เจ้าเป็นถึงหัวหมื่นมหาดเล็ก มิใช่เด็กดอกจงฟังคำแม่ว่า
จงเร่งกลับไปคิดกับบิดา ฟ้องหากราบทูลพระทรงธรรม์
วางบท หมายถึง ถูกกำหนดให้แสดงไปตามบท คือ หน้าที่ที่กำหนดให้ในที่นี้หมายถึง ครั้งหนึ่ง
สมเด็จพระพันวษาได้เคยทรงตัดสินให้นางวันทองกลับไปอยู่กับขุนแผน
หัวหมื่นมหาดเล็ก หมายถึง ตำแหน่งข้าราชการมหาดเล็กถัดจากตำแหน่งจางวางซึ่งเป็นตำแหน่ง
หัวหน้าข้ารับใช้ของเจ้านายชั้นบรมวงศ์หรือทรงกลมลงมา
เมื่อตอนขุนแผนถูกจับเข้าคุก แม่ก็ท้องแก่ ขุนช้างฉุดแม่มาไม่ได้หนีขุนแผนมา ตอนขุนแผนเขารบชนะ
เชียงใหม่มีความดีความชอบ พระพันวษาก็ตัดสินให้ไปอยู่กับขุนแผน ลูกเป็นถึงหัวหมื่นมหาดเล็ก ไม่ใช่เด็กแล้ว
จงกลับไปคิดไตร่ตรองกับพ่อให้ดี แล้วไปกราบทูลพระพันวษา
สัลลาปังคพิสัย
อติพจน์
คำศัพท์
ถอดความได้ว่า
* หมายเหตุ คำประพันธ์นี้สะท้อน
ความเชื่อเรื่องบุญกรรมของคนในสังคม
คำศัพท์
ถอดความได้ว่า
เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย 5 ท33101 เรื่อง เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา ครูจันทิภา กบิลโรจน์ ๒๑
พระองค์คงจะโปรดประทานให้ จะปรากฏยศไกรเฉิดฉัน
อันจะมาลักพาไม่ว่ากัน เช่นนั้นใจแม่มิเต็มใจ
ครานั้นจึงโฉมเจ้าพลายงาม ฟังความเห็นว่าแม่หาไปไม่
คิดบ่ายเบี่ยงเลี่ยงเลี้ยวเบี้ยวบิดไป เพราะรักอ้ายขุนช้างกว่าบิดา
จึงว่าอนิจจาลูกมารับ แม่ยังกลับทัดทานเป็นหนักหนา
เหมือนไม่มีรักใคร่ในลูกยา อุตส่าห์มารับแล้วยังมิไป
พระพันวษาคงจะโปรดประทานให้ ถ้าจะมาลักตัวแม่กลับแม่ไม่ว่า แต่แม่จะไม่เต็มใจกลับ พลายงาม
ได้ฟังที่นางวันทองพูดจึงตอบไปว่า เพราะว่าแม่รักชุนช้างมากกว่าขุนแผนแม่ถึงได้บ่ายเบี่ยงไม่ยอมที่จะกลับ
ทั้งๆที่ลูกก็มาแล้วแล้ว หรือว่าแม่ไม่รักลูกแล้ว
เสียแรงเป็นลูกผู้ชายไม่อายเพื่อน จะพาแม่ไปเรือนให้จงได้
*แม้นมิไปให้งามก็ตามใจ จะบาปกรรมอย่างไรก็ตามที
จะตัดเอาศีรษะของแม่ไป ทิ้งแต่ตัวไว้ให้อยู่นี่
แม่อย่าเจรจาให้ช้าที จวนแจ้ง แสงศรี จะรีบไป
ครานั้นวันทองผ่องโสภา เห็นลูกยากัดฟันมันไส้
ถือดาบฟ้าฟื้นยืนแกว่งไกว ตกใจกลัวว่าจะฆ่าฟัน
แสงศรี หมายถึง มาจากคำว่า แสงสุรีย์ศรี หมายถึง แสงอาทิตย์
พลายงามตอบว่าตนเป็นลูกผู้ชายวันนี้จะต้องพาแม่กลับบ้านไปให้ได้ถึงแม้ว่าแม่จะไม่ยอมก็ตาม ถ้าแม่
ไม่กลับไปขอทำบาปกรรมแล้ววันนี้ ต่อให้ตัดหัวของแม่ไปแล้วทิ้งแต่ตัวไว้ที่นี่ก็จะทำ แม่อย่ามัวพูดอยู่ รีบไป
เถอะฟ้าจะแจ้งแล้ว ฝ่ายนางวันทองพอเห็นลูกกัดฟัน แกว่งดาบฟ้าฟื้นก็กลัว
ถอดความได้ว่า
คำศัพท์
ถอดความได้ว่า
* หมายเหตุ คำประพันธ์นี้สะท้อน
ความเชื่อเรื่องบุญกรรมของคนในสังคม
เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย 5 ท33101 เรื่อง เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา ครูจันทิภา กบิลโรจน์ ๒๒
จึงปลอบว่าพลายงามพ่อทรามรัก อย่าฮึกฮักว่าวุ่นทำหุนหัน
จงครวญใคร่ให้เห็นข้อสำคัญ แม่นี้พรั่นกลัวแต่จะเกิดความ
ด้วยเป็นข้าลักไปไทลักมา เห็นเบื้องหน้าจะอึงแม่จึงห้าม
ถ้าเจ้าเห็นเป็นสุขไม่ลุกลาม ก็ตามเถิดมารดาจะคลาไคล
ว่าพลางนางลุกออกจากห้อง เศร้าหมองโศกาน้ำตาไหล
พระหมื่นไวยก็พามารดาไป พอรุ่งแจ้งแสงใสก็ถึงเรือน
นางวันทองปลอบลูกว่าอย่าหุนหัน ที่แม่ไม่ไปนั้น
เพราะกลัวลูกจะเดือดร้อนเป็นคดีความ แต่ถ้าลูกเห็นว่าดี
ว่างามแม่ก็จะตามกลับไป แล้ววันทองก็ตามพลายงามกลับบ้าน
พลายงามพาแม่ไปถึงบ้านเมื่อใกล้สว่าง
จะกล่าวถึงเจ้าจอมหม่อมขุนช้าง นอนครางหลับกรนอยู่ป่นเปื้อน
*อัศจรรย์ฝันแปรแชเชือน ว่าขี้เรื้อนขึ้นตัวทั่วทั้งนั้น
หาหมอมารักษา ยาเข้าปรอท มันกินปอดตับไตออกไหลลั่น
ทั้งไส้น้อยไส้ใหญ่แลไส้ตัน ฟันฟางก็หักจากปากตัว
ตกใจตื่นผวาคว้าวันทอง ร้องว่าแม่คุณแม่ช่วยผัว
ลุกขึ้นงกงันตัวสั่นรัว ให้นึกกลัวปรอทจะตอดตาย
ยาเข้าปรอท หมายถึง ยาที่ประสมสารปรอทซึ่งอาจทำให้เป็นพิษได้
ขุนช้างที่นอนหลับอยู่ ก็ได้ฝันร้ายว่า “เป็นขี้เรือนทั่วทั้งตัว พอไปหาหมอกินยาประสมปรอทจึงถูก
ปรอทกินกินตับไตไส้พุงและฟันฟางก็หักออกจากปาก” เมื่อขุนช้างตื่นขึ้นมาก็ผวาจะคว้าหานางวันทอง
สัลลาปังคพิสัย
ถอดความได้ว่า
คำศัพท์
ถอดความได้ว่า
* หมายเหตุ
คำประพันธ์นี้สะท้อน
ความเชื่อเรื่องความฝัน
เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย 5 ท33101 เรื่อง เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา ครูจันทิภา กบิลโรจน์ ๒๓
ลืมตาเหลียวหาเจ้าวันทอง ไม่เห็นน้องห้องสว่างตะวันสาย
ผ้าผ่อนล่อนแก่นไม่ติดกาย เห็นม่านขาดเรี่ยรายประหลาดใจ
ตะโกนเรียกในห้องวันทองเอ๋ย หาขานรับเช่นเคยซักคำไม่
ทั้งข้าวของมากมายก็หายไป ปากประตูเปิดไว้ไม่ใส่กลอน
พลางเรียกหาข้าไทอยู่ว้าวุ่น อีอุ่นอีอิ่มอีฉิมอีสอน
อีมีอีมาอีสาคร นิ่งนอนไยหวามาหากู
ล่อนแก่น หมายถึง สิ้นเนื้อประดาตัว ไม่มีติดตัว
พอขุนช้างลืมตาขึ้นมามองก็ไม่เห็นนางวันทองอยู่ในห้อง จึงตะโกนเรียกหาวันทอง ก็ไม่มีเสียงขานรับ
กลับมา พอมองไปในห้องก็เห็นข้าวของมากมายหายไป จึงตะโกนเรียกบ่าวไพร่ในบ้านให้เข้ามาหา
บ่าวผู้หญิงวิ่งไปอยู่งกงัน เห็นนายนั้นแก้ผ้ากางขาอยู่
ต่างคนทรุดนั่งบังประตู ตกตะลึงแลดูไม่เข้ามา
ขุนช้างเห็นข้าไม่มาใกล้ ขัดใจลุกขึ้นทั้งแก้ผ้า
แหงนเถ่อเป้อปังยืนจังกา ย่างเท้าก้าวมาไม่รู้ตัว
ยายจันงันงกยกมือไหว้ นั่นพ่อจะไปไหนพ่อทูนหัว
ไม่นุ่งผ่อนนุ่งผ้าดูน่ากลัว ขุนช้างมองดูตัวก็ตกใจ
แหงนเถ่อ หมายถึง ค้างอยู่
จังกา หมายถึง คือ จังก้า เป็นลักษณะยืนถ่างขาตั้งท่าเตรียมสู้ เป็นต้น
บ่าวที่เป็นผู้หญิงก็วิ่งกันไปหาแต่เห็นขุนช้างแก้ผ้าอยู่ ก็หลบกันไปอยู่หลังประตูไม่กล้าเข้ามา ชุนช้าง
เห็นดังนั้นก็ขัดใจจึงลุกขึ้นทั้ง ๆ ที่ยังแก้ผ้าอยู่ ยืนค้างถ่างขาแล้วก้าวออกไปโดยที่ไม่รู้ตัว ยายจันก็ยกมือไหว้
แล้วถามขุนช้างว่าจะไปไหน เสื้อผ้าไม่ใส่ พอขุนช้างมองดูตัวเองก็ต้องตกใจ
คำศัพท์
ถอดความได้ว่า
คำศัพท์
ถอดความได้ว่า
เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย 5 ท33101 เรื่อง เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา ครูจันทิภา กบิลโรจน์ ๒๔
สองมือปิดขาเหมือนท่าเปรต ใครมาเทศน์เอาผ้ากูไปไหน
ให้นึกอดสูหมู่ข้าไท ยายจันไปเอาผ้าให้ข้าที
ยายจันตกใจเต็มประดา เข้าไปฉวยผ้าเอามาคลี่
หยิบยื่นส่งไปให้ทันที เมินหนีอดสูไม่ดูนาย
ขุนช้างตัวสั่นเทาบอกบ่าวไพร่ เจ้าวันทองไปไหนอย่างไรหาย
เอ็งไปดูให้รู้ซึ่งแยบคาย พบแล้วอย่าวุ่นวายให้เชิญมา
ขุนช้างเอามือไปปิดขาเหมือนท่าที่เปรตยืน แล้วบอกว่าใครมาเอาผ้าไปไหน เลยนึกละอายใจกับเหล่า
คนใช้ แล้วบอกให้ยายจันไปเอาผ้ามาให้ ยายจันก็ตกใจแล้วไปหยิบผ้ามาคลี่แล้วส่งไปให้กับขุนช้าง แล้วตนเอง
ก็หลบไปไม่กล้ามอง ขุนช้างก็บอกคนใช้อย่างสั่นเทาว่า นางวันทองหายไปไหน ให้ไปดูว่าอยู่ที่ไหนถ้าเจอตัว
แล้วก็ให้เชิญตัวกลับมา
ข้าไทได้ฟังขุนช้างใช้ ต่างเที่ยวค้นด้นไปจะเอาหน้า
ทั้งห้องนอกห้องในไม่พบพา ทั่วเคหาแล้วไปค้นจนแผ่นดิน
เห็นประตูรั้วบ้านบานเปิดกว้าง ผู้คนนอนสล้างไม่ตื่นสิ้น
เสาแรกแตกต้นเป็นมลทิน กินใจกลับมาหาขุนช้าง
บอกว่าได้ค้นคว้าหาพบไม่ แล้วเล่าแจ้งเหตุไปสิ้นทุกอย่าง
ข้าเห็นวิปริตผิดท่าทาง ที่นวลนางวันทองนั้นหายไป
เสาแรก ในที่นี้หมายถึงเสาเอก คือ เสาเรือนต้นแรกที่ยกขึ้นตามฤกษ์ในการปลูกเรือน มักนิยมตั้งไว้
ทางทิศตะวันออก
พวกคนใช้ได้ฟังที่ขุนช้างใช้ต่างก็ไปค้นหาเพื่อที่จะเอาหน้า แต่หาเท่าไรก็ยังหากันไม่พบพอออกไปหน้า
บ้านก็เห็นประตูบ้านเปิดอยู่กับคนที่นอนเกลื่อนกลาดเพราะมนต์สะกด ก็กลับมารายงานขุนช้างว่าไม่พบนาง
วันทอง เห็นแต่ “เสาแรกแตกต้น” ซึ่งดูผิดประหลาดไป
ถอดความได้ว่า
ถอดความได้ว่า
* หมายเหตุ
คำประพันธ์นี้สะท้อน
ความเชื่อเรื่องลางบอกเหตุ
คำศัพท์
เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย 5 ท33101 เรื่อง เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา ครูจันทิภา กบิลโรจน์ ๒๕
ครานั้นขุนช้างฟังบ่าวบอก เหงื่อออกโซมล้านกระบาลใส
คิดคิดให้แค้นแสนเจ็บใจ ช่างทำได้ต่างต่างทุกอย่างจริง
สองหนสามหนก่นแต่หนี พลั้งทีลงไม่รอดนางยอดหญิง
คราวนั้นอ้ายขุนแผนมันแง้นชิง นี่คราวนี้หนีวิ่งไปตามใคร
ไม่คิดว่าจะเป็นเห็นว่าแก่ ยังสาระแนหลบลี้หนีไปไหน
เอาเถิดเป็นไรก็เป็นไป ไม่เอากลับมาได้ไม่ใช่กู
แง้นชิง หมายความว่า แง้น ในที่นี้น่าจะเป็นคำเดียวกับคำว่า แง่น ซึ่งแปลว่าแยกเขี้ยวจะกัด แง้นชิง
จึงหมายถึง แสดงอาการโกรธ แย่งชิง ทั้ง ๆ ที่ไม่สมควรจะได้
ขุนช้างได้ฟังที่คนใช้พูดเหงื่อก็ออกเต็มหัวล้าน คิดไปแล้วขุนช้างก็เจ็บใจขุนช้างพอได้ยินก็เหงื่อท่วมตัว
ทั้งแค้น ทั้งเจ็บใจ บ่นด่านางวันทองว่าหายไปไหน หนีตนไปได้สองสามครั้งแล้ว พอได้โอกาสก็หนี ตอนนั้น
ขุนแผนเป็นคนพาไป แล้วคราวนี้นางวันทองไปกับใคร แต่ถึงอย่างไรก็จะต้องตามกลับมาให้ได้
จะกล่าวถึงโฉมเจ้าพลายงาม เกรงเนื้อความนั่งนึกตรึกตรองอยู่
อ้ายขุนช้างสารพัดเป็นศัตรู ถ้ามันรู้ว่าลักเอาแม่มา
มันก็จะสอดแนมแกมเท็จ ไปกราบทูลสมเด็จพระพันวษา
ดูจะระแวงผิดในกิจจา มารดาก็จะต้องซึ่งโทษภัย
คิดแล้วเรียกหมื่นวิเศษผล เอ็งเป็นคนเคยชอบอัชฌาสัย
จงไปบ้านขุนช้างด้วยทันใด ไกล่เกลี่ยเสียอย่าให้มันโกรธา
พลายงามเกรงว่าขุนช้างจะนำเรื่องที่เอาตัวนางวันทองมา ไปกราบทูลพระพันวษา ทำให้นางวันทอง
ต้องรับโทษไปด้วย คิดได้ดังนั้นจึงเรียกหมื่นวิเศษผล ให้ไปบ้านขุนช้างแล้วไกล่เกลี่ยเรื่องนางวันทอง อย่าให้ขุน
ช้างโกรธ
พิโรธวาทัง
คำศัพท์
ถอดความได้ว่า
ถอดความได้ว่า
เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย 5 ท33101 เรื่อง เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา ครูจันทิภา กบิลโรจน์ ๒๖
บอกว่าเราจับไข้มาหลายวัน เกรงแม่จะไม่ทันมาเห็นหน้า
เมื่อคืนนี้ซ้ำมีอันเป็นมา เราใช้คนไปหาแม่วันทอง
พอขณะมารดามา ส่งทุกข์ ร้องปลุกเข้าไปถึงในห้อง
จึงรีบมาเร็วไวดังใจปอง รักษาจนแสงทองสว่างฟ้า
ไม่ตายคลายคืนฟื้นขึ้นได้ กูขอแม่ไว้พอเห็นหน้า
แต่พอให้เคลื่อนคลายหลายเวลา จึงจะส่งมารดานั้นคืนไป
ส่งทุกข์ หมายความว่า เข้าส้วม
ให้หมื่นวิเศษผลบอกกับขุนช้างว่าตนไม่สบายมาหลายวันจึงอยากพบหน้าแม่ เลยใช้คนไปตามแม่ถึง
ส้วม แม่จึงรีบมาหาตน แต่ตอนนี้ตนไม่เป็นอะไรแล้ว แต่ขอให้แม่อยู่กับตนสักระยะหนึ่งแล้วจะส่งแม่กลับ
หมื่นวิเศษรับคำแล้วอำลา รีบมาบ้านขุนช้างหาช้าไม่
ครั้นแอบดูอยู่แต่ไกล เห็นผู้คนขวักไขว่ทั้งเรือนชาน
ขุนช้างนั่งเยี่ยมหน้าต่างเรือน ดูหน้าเฝื่อนทีโกรธอยู่งุ่นง่าน
จะดื้อเดินเข้าไปไม่เป็นการ คิดแล้วลงคลานเข้าประตู
ครานั้นเจ้าหม่อมขุนช้าง นั่งคาหน้าต่างเยี่ยมหน้าอยู่
เห็นคนคลานเข้ามาเหลือบตาดู นี่มาหลอกกูหรืออย่างไร
หมื่นขุนวิเศษรับคำจากจมื่นไวย(พลายงาม) แล้วมาที่บ้านขุนช้าง พอเข้าไปถึงเรือนขุนช้าง ดูท่าทาง
ขุนช้างกำลังโกรธเคืองจึงคลานเข้าไปหา ขุนช้างเห็นเข้าก็โกรธเพราะนึกว่ามาหลอกตน
อะไรพอสว่างวางเข้ามา เด็กหวาจับถองให้จงได้
ลุกขั้นถกเขมรร้องเกนไป ทุดอ้ายไพร่ขี้ครอกหลอกผู้ดี
ครานั้นวิเศษผลคนว่องไว ยกมือไหว้ไม่วิ่งหนี
ร้องตอบไปพลันในทันที คนดีดอกข้าไหว้ใช่คนพาล
ข้าพเจ้าเป็นบ่าวพระหมื่นไวย เป็นขุนหมื่นรับใช้อยู่ในบ้าน
ท่านใช้ให้กระผมมากราบกราน ขอประทานคืนนี้พระหมื่นไวย
คำศัพท์
ถอดความได้ว่า
ถอดความได้ว่า
เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย 5 ท33101 เรื่อง เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา ครูจันทิภา กบิลโรจน์ ๒๗
ถอง หมายถึง กระทุ้งด้วยศอก
ถกเขมร หมายถึง การนุ่งผ้าหยักรั้งขึ้นไป
ให้พ้นหัวเข่าถึงง่ามก้น บางทีเรียกว่าขัดเขมร
ร้องเกน หมายถึง ร้องตะโกนดังๆ
ทุด หมายถึง คำที่เปล่งออกมาแสดงความไม่พอใจหรือติเตียน
การนุ่งผ้าแบบถกเขมร
หมื่นวิเศษรีบยกมือขึ้นไหว้แล้วตอบว่าตนเป็นคนดีไม่ใช่คนร้าย เป็นบ่าวของจมื่นไวยเป็นขุนหมื่นรับ
ใช้อยู่ในบ้าน พลายงามไม่สบายจึงใช้ให้ตนมาแจ้ง ขอให้นางวันทองอยู่ด้วยหนึ่งคืน
เจ็บจุกประจุบันมีอันเป็น ก็ไขก็เห็นหาหายไม่
ร้องโอดโดดดิ้นเพียงสิ้นใจ จึงใช้ให้ตัวข้ามาแจ้งการ
พอพบท่านมารดามาส่งทุกข์ ข้าพเจ้าร้องปลุกไปในบ้าน
จะกลับขึ้นเคหาเห็นช้านาน ท่านจึงรีบไปในกลางคืน
พยาบาลคุณพระนายพอคลายไข้ คุณอย่าสงสัยว่าไปอื่น
ให้คำมั่นสั่งมาว่ายั่งยืน พอหายเจ็บแล้วจะคืนไม่นอนใจ
เจ็บจุกประจุบัน หมายถึง มีอาการจุกเสียดขึ้นมาทันที
ส่งทุกข์ หมายถึง เข้าส้วม
พลายงามไม่สบายเลยจึงอยากพบหน้าแม่ เลยให้คนใช้ไปตามแม่มาถึงส้วม แม่จึงมาหาหลายงาม
พลายงามจึงให้หมื่นวิเศษผลมาแจ้ง ถ้าหายแล้วจะพานางวันทองกลับมาส่งคืน
คำศัพท์
ถอดความได้ว่า
คำศัพท์
ถอดความได้ว่า
เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย 5 ท33101 เรื่อง เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา ครูจันทิภา กบิลโรจน์ ๒๘
ครานั้นขุนช้างได้ฟังว่า แค้นดังเลือดตาจะหลั่งไหล
ดับโมโหโกรธาทำว่าไป เราก็ไม่ว่าไรสุดแต่ดี
การเจ็บไข้ล้มตายไม่วายเว้น ประจุบันเป็นทั้งกรุงศรี
ถ้าขัดสนสิ่งไรที่ไม่มี ก็มาเอาที่นี่อย่าเกรงใจ
ว่าแล้วปิดบานหน้าต่างผาง ขุนช้างเดือดดาลทะยานไส้
ทอดตัวลงกับหมอนถอนฤทัย ดูดู๋เป็นได้เจียววันทอง
ประจุบัน หมายถึง ปัจจุบัน เรียกโรคภัยที่เกิดขึ้นในทันทีทันใดว่าโรคปัจจุบัน
ขุนช้างได้ฟังแล้วรู้สึกแค้นขึ้นมา แต่แกล้งพูดต่อไปว่า การเจ็บไข้นั้นเป็นเรื่องปกติเป็นกันทั่วไป ถ้าขัด
สนสิ่งใดให้มาขอที่ตน พอขุนช้างพูดเสร็จก็ปิดประตูดังผาง แล้วเข้าไปนอนแค้นนางวันทองกับครอบครัว
เพราะกูแพ้ความจมื่นไวย มันจึงเหิมใจทำจองหอง
พ่อลูกแม่ลูกถูกทำนอง ถึงสองครั้งแล้วเป็นแต่เช่นนี้
อ้ายพ่อไปเชียงใหม่มีชัยมา ตั้งตัวดังพญาราชสีห์
อ้ายลูกเป็นหมื่นไวยทำไมมี เห็นกูนี้คนผิดติดโทษทัณฑ์
มันจึงข่มเหงไม่เกรงใจ จะพึ่งพาใครได้ที่ไหนนั่น
ขุนนางน้อยใหญ่เกรงใจกัน ถึงฟ้องมันก็จะปิดให้มิดไป
ทัณฑ์ หมายถึง โทษเนื่องด้วยความผิด
เพราะว่าตนแพ้ความจมื่นไวยจึงทำให้จมื่นไวยเหิมใจนัก ทั้งขุนแผนและพลายงามนั้นชนะตนถึงสอง
ครั้งแล้ว แล้วคิดขึ้นมาได้ว่าจะไปฟ้องคดีแย่งนางวันทองคืน ถ้าฟ้องตามกระบวนการพวกขุนนางจะช่วยสอง
พ่อลูกนั้นได้
คำศัพท์
ถอดความได้ว่า
พิโรธวาทัง
อุปมา
คำศัพท์
ถอดความได้ว่า
อุปมา
เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย 5 ท33101 เรื่อง เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา ครูจันทิภา กบิลโรจน์ ๒๙
*ตามบุญตามกรรมได้ทำมา จะเฆี่ยนฆ่าหาคิดชีวิตไม่
ยิ่งคิดเดือดดาลทะยานใจ ฉวยได้กระดารชนวนมา
ร่างฟ้องท่องเทียบให้เรียบร้อย ถ้อยคำถี่ถ้วนเป็นหนักหนา
ลงกระดาษพับไว้มิได้ช้า อาบน้ำผลัดผ้าแล้วคลาไคล
วันนั้นพอปิ่นนรินทร์ราช เสด็จประพาสบัวยังหากลับไม่
ขุนข้างมาถึงซึ่งวังใน ก็คอยจ้องที่ใต้ตำหนักน้ำ
เสด็จประพาสบัว หมายถึง การเสด็จประพาสท้องทุ่งในฤดูน้ำหลากที่มีน้ำเต็มเปี่ยมมีดอกบัวและ
พันธุ์ไม้น้ำที่งดงาม อาจเป็นฤดูเล่นเรือหรือเล่นดอกสร้อยสักวา
คราวนี้ต้องฟ้องกับพระพันวษาเอง ถึงจะถูกเฆี่ยนตีก็ตาม ว่าแล้วก็หยิบกระดานชนวนขึ้นมาร่างคำ
ฎีกาแล้วลอกใส่กระดาษอีกที เสด็จแล้วก็อาบน้ำเตรียมตัวไปทูลพระพันวษา ขุนช้างมาคอยจ้องเข้าเฝ้าพระ
พันวษาที่ตำหนักน้ำ ตั้งแต่ยังไม่เสด็จกลับจากประพาสบัว
จะกล่าวถึงพระองค์ผู้ทรงเดช เสด็จคืนนิเวศน์พอจวนค่ำ
ฝีพายรายเล่มมาเต็มลำ เรือประจำแหนแห่เซ็งแช่มา
พอเรือพระที่นั่งประทับที่ ขุนช้างก็รี่ลงตีนท่า
ลอยคอชูหนังสือดื้อเข้ามา ผุดโผล่โงหน้ายึดแคมเรือ
เข้าตรงบโทนอ้นต้นกัญญา เพื่อนโขกลงด้วยกะลาว่าผีเสื้อ
มหาดเล็กอยู่งานพัดพลัดตกเรือ ร้องว่าเสือตัวใหญ่ว่ายน้ำมา
นิเวศน์ หมายถึง บ้าน,วัง
บโทนอ้นต้นกัญญา หมายถึง บโทนคือพนักงานคอยให้จังหวะสัญญาณให้ฝีพาย พายเรือช้าหรือเร็ว
เรือในที่นี้เป็นเรือต้นกัญญา คือ เป็นเรือหลวงยาว มีเครื่องบังแดดเป็นรูปหลังคา อัน น่าจะเป็นชื่อของบโทน
ผีเสื้อ หมายถึง เทวดาที่รักษาน่านน้ำ ในที่นี้หมายถึงผีน้ำ
พระพันวษารีบเสด็จกลับตอนค่ำขุนช้างรีบลงจากท่าแล้วลอยคอชูหนังสือฎีกาถวาย โดยโผล่เข้ามา
ทางที่แคมเรือจนคนบนเรือตกใจนึกว่าเป็นผีน้ำหรือเสือว่ายมา ทำให้เกิดความวุ่นวาย จนมหาดเล็กอยู่งาน
พลัดตกจากเรือ แล้วร้องว่าเสือตัวใหญ่ว่ายน้ำมา
คำศัพท์
ถอดความได้ว่า
คำศัพท์
ถอดความได้ว่า
พิโรธวาทัง
* หมายเหตุ คำประพันธ์นี้สะท้อน
ความเชื่อเรื่องบุญกรรมของคนในสังคม
เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย 5 ท33101 เรื่อง เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา ครูจันทิภา กบิลโรจน์ ๓๐
*ขุนช้างดึงดื้อมือยึดเรือ มิใช่เสือกระหม่อมฉานล้านเกศา
สู้ตายของถวายซึ่งฎีกา แค้นเหลือปัญญาจะทนทาน
ครานั้นสมเด็จพระพันวษา ทรงพระโกรธาโกลาหล
ทุดอ้ายจัญไรมิใช่คน บนบกบนฝั่งดังไม่มี
ใช่ที่ใช่ทางวางเข้ามา ฤาอ้ายช้างเป็นบ้ากระมังนี่
เฮ้ยใครรับฟ้องของมันที ตีเสียสามสิบจึงปล่อยไป
ฎีกา หมายถึง คำร้องทุกข์ที่ยื่นถวายพระเจ้าแผ่นดิน
ขุนช้างเอามือไปยึดเรือแล้วพูดว่าเป็นตนเองไม่ใช่เสือจะมาขอถวายฎีกา พระพันวษากริ้วว่าขุนช้างมิใช่
คนบนฝั่งก็มีไม่ไปกลับลุยน้ำมาหาหรือว่าขุนช้างเป็นบ้าถึงทำเช่นนี้ จึงสั่งให้มหาดเล็กไปรับฎีกาแล้วโบยขุนช้าง
๓๐ ที แล้วจึงปล่อยไป
**มหาดเล็กก็รับเอาฟ้องมา ตำรวจคว้าขุนช้างหางวางไม่
ลงพระราชอาญาตามว่าไว้ พระจึงให้ตั้งกฤษฎีกา
ว่าตั้งแต่วันนี้สืบไป หน้าที่ของผู้ใดให้รักษา
ระวางโทษเบ็ดเสร็จเจ็ดสถาน ถึงประหารชีวิตเป็นผุยผง
ตามกฤษฎีการักษาพระองค์ แล้วลงจากพระที่นั่งเข้าวังใน
กฤษฏีกา หมายถึง บทกฎหมายซึ่งพระมหากษัตริย์
ทรงตราขึ้น เพื่อใช้ในการบริหาร เรียกว่า พระราชกฤษฎีกา
มหาดเล็กรับคำฟ้องของขุนช้าง แล้วนำตัวขุนช้างไปเฆี่ยนตี และพระพันวษาทรงออกกฎ (กฤษฎีกา)
ว่า ถ้าใครประมาทปล่อยให้คนเข้ามาได้เช่นนี้อีกจะลงโทษสูงสุดถึงประหารชีวิต
พิโรธวาทัง
คำศัพท์
ถอดความได้ว่า
คำศัพท์
ถอดความได้ว่า
* หมายเหตุ
คำประพันธ์นี้สะท้อนภาพ
การถวายฎีการ้องทุกข์
ของคนไทยในอดีต
เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย 5 ท33101 เรื่อง เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา ครูจันทิภา กบิลโรจน์ ๓๑
จะกล่าวถึงขุนแผนแสนสนิท เรืองฤทธิ์ลือจบพิภพไหว
อยู่บ้านสุขเกษมเปรมใจ สมสนิทพิสมัยด้วยสองนาง
ลาวทองกับแก้วกิริยา ปรนนิบัติวัตถาไม่ห่างข้าง
เพลิดเพลินจำเริญใจไม่เว้นวาง คืนนั้นในกลางซึ่งราตรี
นางแก้วลาวทองทั้งสองหลับ ขุนแผนกลับผวาตื่นฟื้นจากที่
พระจันทรจรแจ่มกระจ่างดี พระพายพัดมาลีตรลบไป
พิสมัย หมายถึง ความรัก,ความปลื้มใจ
สองนาง ในที่นี้หมายถึง นางลาวทอง และนางแก้วกิริยา
พระพาย หมายถึง ลม
มาลี หมายถึง ดอกไม้
ตรลบ หมายถึง (ตลบ) หกหลังมา,ย้อนกลับมา,ฟุ้ง
ขุนแผนมีความสุขที่มีนางลาวทองและนางแก้วกิริยาคอยปรนนิบัติ คืนนั้นขณะที่นางทำสองหลับไป
ขุนแผนกลับผวาตื่น
คิดคะนึงมิตรแต่ก่อนเก่า นิจจาเจ้าเหินห่างร้างพิสมัย
ถึงสองครั้งตั้งแต่พรากจากพี่ไป ดังเด็ดใจจากร่างก็ราวกัน
กูก็ชั่วมัวรักแต่สองนาง ละวางให้วันทองน้องโศกศัลย์
เมื่อตีได้เชียงใหม่ก็โปรดครัน จะเพ็ดทูลคราวนั้นก็คล่องใจ
สารพัดที่จะว่าได้ทุกอย่าง อ้ายขุนช้างไหนจะโต้จะตอบได้
ไม่ควรเลยเฉยมาไม่อาลัย บัดนี้เล่าเจ้าไวยไปรับมา
ขุนแผนคิดถึงนางวันทองซึ่งได้พรากจากตนไปถึง ๒ ครั้ง โดยที่ตนนั้นมัวแต่อยู่กับนางลาวทองและ
นางแก้วกิริยาปล่อยให้นางวันทองต้องเศร้า เมื่อตอนไปตีเชียงใหม่ได้ก็ไปทูลขอนางวันทองก็ได้กลับมาแล้วขุน
ช้างก็ไปพรากอีก ตอนนี้พลายงามไปรับตัวนางวันทองมาแล้ว
คำศัพท์
ถอดความได้ว่า
ถอดความได้ว่า
อติพจน์
เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย 5 ท33101 เรื่อง เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา ครูจันทิภา กบิลโรจน์ ๓๒
จำกูจะไปสู่สวาทน้อง เจ้าวันทองจะคอยละห้อยหา
คิดพลางจัดแจงแต่งกายา น้ำอบทาหอมฟุ้งจรุงใจ
ออกจากห้องย่องเดินดำเนินมา ถึงเรือนลูกยาหาช้าไม่
เข้าห้องวันทองในทันใด เห็นนางหลับใหลนิ่งนิทรา
ลดตัวลงนั่งข้างวันทอง เตือนต้องด้วยความเสน่หา
สั่นปลุกลุกขึ้นเถิดน้องอา พี่มาหาแล้วอย่านอนเลย
ขุนแผนคิดว่าตนต้องไปหานางวันทองป่านนี้คงจะเฝ้ารอตนอยู่ว่าแล้วจึงแต่งตัวแล้วออกจากห้องไปยัง
เรือนพลายงาม เข้าไปในห้องนารงวันทองเห็นนางหลับอยู่ จึงนั่งลงข้างๆแล้วปลุกให้นางตื่น ว่าตนมาหาแล้ว
ให้ตื่น
นางวันทองตื่นอยู่รู้สึกตัว หมายใจว่าผัวก็ทำเฉย
นิ่งดูอารมณ์ที่ชมเชย จะรักจริงฤาจะเปรยเป็นจำใจ
แต่นิ่งดูกิริยาเป็นช้านาน หาว่าขานตอบโต้อย่างไรไม่
ทั้งรักทั้งแค้นแน่นฤทัย ความอาลัยปั่นป่วนยวนวิญญา
ชุนแผนมาถึงเรือนพลายงาม เข้าไปในห้องนางวันทองแล้วพบนางหลับไป จึงนั่งข้างๆแล้วปลุกให้
นางตื่น ว่าตนมาแล้ว
ถอดความได้ว่า
ถอดความได้ว่า
เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย 5 ท33101 เรื่อง เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา ครูจันทิภา กบิลโรจน์ ๓๓
โอ้เจ้าแก้วแววตาของพี่เอ๋ย เจ้าหลับใหลกระไรเลยเป็นหนักหนา
ดังนิ่มน้องหมองใจไม่นำพา ฤาขัดเคืองคิดว่าพี่ทอดทิ้ง
ความรักหนักหน่วงทรวงสวาท พี่ไม่คลาดคลายรักแต่สักสิ่ง
เผอิญเป็นวิปริตที่ผิดจริง จะนอนนิ่งถือโทษโกรธอยู่ไย
ว่าพลางเอนแอบลงแนบข้าง จูบพลางชวนชิดพิสมัย
ลูบไล้พิไรปลอบให้ชอบใจ เป็นไรจึงไม่ฟื้นตื่นนิทรา
ขุนแผนง้อนางวันทองด้วยคำพูดหวานๆและขอโทษนางวันทอง ว่าอย่าโกรธขุนแผนเลย จะนอนนิ่งไม่
คุยกับขุนแผนเลยหรอ ขุนแผนพูดไปแล้วก็ก้มลงนอนแนบข้างๆนางวันทองพร้อมพรมจูบ ลูบแขน และถาม
นางวันทองว่าทำไมไม่ตื่นขึ้นมาคุยกับขุนแผน
เจ้าวันทองน้องตื่นจากที่นอน โอนอ่อนวอนไหว้พิไรว่า
หม่อมน้อยใจฤาที่ไม่เจรจา ใช่ตัวข้านี้จะงอนค่อนพิไร
*ชอบผิดพ่อจงคิดคะนึงตรอง อันตัวน้องมลทินหาสิ้นไม่
ประหนึ่งว่าวันทองนี้สองใจ พบไหนก็เป็นแต่เช่นนั้น
ที่จริงใจถึงไปอยู่เรือนอื่น คงคิดคืนที่หม่อมเป็นแม่นมั่น
ด้วยรักลูกรักผัวยังพัวพัน คราวนั้นก็ไปอยู่เพราะจำใจ
นางวันทองจึงตื่นขึ้นมาบอกว่า ขุนแผนน้อยใจนางวันทองเหรอ
นางวันทองไม่ได้งอนแต่รู้สึกว่าตัวนางเป็นคนสองใจอยู่ตลอดเวลา ถึงตัว
จะอยู่ที่เรือนของขุนช้างแต่ใจนั้นยังรักลูกและขุนแผนมาก ที่อยู่กับขุนช้าง
เพราะจำใจ
แค้นคิดด้วยมิตรไม่รักเลย ยามมีที่เชยเฉยเสียได้
เสียแรงร่วมทุกข์ยากกันกลางไพร กินผลไม้ต่างข้าวทุกเพรางาย
พอได้ดีมีสุขลืมทุกข์ยาก ก็เพราะหากหม่อมมีซึ่งที่หมาย
ว่านักก็เครื่องเคืองระคาย เอ็นดูน้องอย่าให้อายเขาอีกเลย ฯ
พี่ผิดจริงแล้วเจ้าวันทอง เหมือนลืมน้องหลงเลือนทำเชือนเฉย
ใช่จะเพลิดเพลินชื่นเพราะอื่นเชย เงยหน้าเถิดจะเล่าอย่าเฝ้าแค้น
เพรางาย หมายถึง เวลาเช้าและเย็น (เพรา = เย็น, งาย = เช้า)
เครื่อง หมายถึง เหตุ เรื่องราว ในความว่า “ว่านักก็เครื่องเคืองระคาย”
นารีปราโมทย์
ถอดความได้ว่า
ถอดความได้ว่า
คำศัพท์
* หมายเหตุ
คำประพันธ์นี้สะท้อน
ค่านิยมผู้หญิงไทย
ต้องมีสามีคนเดียว
เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย 5 ท33101 เรื่อง เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา ครูจันทิภา กบิลโรจน์ ๓๔
นางวันทองแค้นใจที่ขุนแผนมัวแต่หลงนางลาวทองกับแก้วกิริยาจนลืมนางวันทอง เสียแรงที่ได้เคย
อาศัยอยู่กินกันในป่า พอไปได้ดิบได้ดีมีความสุขก็ลืมนางวันทอง เป็นเพราะขุนแผนมีที่หมายใหม่ นางวันทอง
อยากให้ขุนแผนรักเอ็นดูนางวันทองไม่ทิ้งนางให้ขายหน้าอีก ขุนแผนกล่าวว่าพี่ผิดไปแล้ว ไม่ได้ลืมน้องเพราะมี
หญิงอื่น เงยหน้าเถอะอย่าโกรธพี่เลย
เมื่อติดคุกทุกข์ถึงเจ้าทุกเช้าค่ำ ต้องกลืนกกล้ำโศกเศร้านั้นเหลือแสน
ซ้ำขุนช้างคิดคดทำทดแทน มันดูแคลนว่าพี่นี้ยากยับ
อาลัยเจ้าเท่ากับดวงชีวิตพี่ คิดจะหนีไปตามเอาเจ้ากลับ
เกรงจะพากันผิดเข้าติดทับ แต่ขยับอยู่จนได้ไปเชียงอินทร์
กลับมาหมายว่าจะไปตาม พอเจ้าไวยเป็นความก็ค้างสิ้น
ขุนแผนจึงขอโทษนางวันทองและเล่าเรื่องราวทั้งหมดเพื่อปรับความเข้าใจกับนางวันทองว่าสาเหตุที่
ไม่ได้ไปหาก็เพราะติดคุก แต่คิดถึงนางวันทองตลอดเวลา ตอนออกจากคุกก็ว่าจะไปพานางวันทองกลับมาแต่มี
เรื่องของพลายงามเกิดขึ้นเสียก่อน
หัวอกใครได้แค้นในแผ่นดิน ไม่เดือดดิ้นเท่าพี่กับวันทอง
คิดอยู่ว่าจะทูลพระพันวษา เห็นช้ากว่าจะได้มาร่วมห้อง
จะเป็นความอีกก็ตามแต่ทำนอง จึงให้ลูกรับน้องมาร่วมเรือน
จะเป็นตายง่ายยากไม่ยากรัก จะฟูมฟักเหมือนเมื่ออยู่ในกลางเถื่อน
ขอโทษที่พี่ผิดอย่าบิดเบือน เจ้าเพื่อนเสนหาจงอาลัย
พี่ผิดพี่ก็มาลุแก่โทษ จะคุมโกรธคุมแค้นไปถึงไหน
ความรักพี่ยังรักระงมใจ อย่าตัดไมตรีตรึงให้ตรอมตาย
ขุนแผนจะไปทูลพระพันวษาแต่เห็นว่าคงดำเนินเรื่องช้าเลยให้พลายงามเป็นคนรับนางวันทองกลับมา
จะดูแลนางวันทองเหมือนตอนที่อยู่ด้วยกันในป่า ขุนแผนขอโทษนางวันทองแล้วบอกว่าอย่าโกรธขุนแผน
ขุนแผนผิดจึงมาขอโทษจะโกรธเคืองไปถึงไหนความรักที่ขุนแผนมีให้ยังมีอยู่เต็มหัวใจ อย่าตัดความสัมพันธ์ให้
เจ็บช้ำ
ถอดความได้ว่า
อุปลักษณ์
สัลลาปังคพิสัย
ถอดความได้ว่า
นารีปราโมทย์
ถอดความได้ว่า
เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย 5 ท33101 เรื่อง เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา ครูจันทิภา กบิลโรจน์ ๓๕
ว่าพลางทางแอบเข้าแนบอก ประคองยกของสำคัญมั่นหมาย
เจ้าเนื้อทิพย์หยิบชื่นอารมณ์ชาย ขอสบายสักหน่อยอย่าโกรธา
ใจน้องมิให้หมองอารมณ์หม่อม ไม่ตัดใจให้ตรอมเสนหา
ถ้าตัดรักหักใจแล้วไม่มา หม่อมอย่าว่าเลยฉันไม่คืนคิด
ของสำคัญ หมายถึง เต้านม ในความว่า “ว่าพลางทางแอบเข้าแนบอก ประคองยกของสำคัญมั่น
หมาย”
ขุนแผนพูดไปก็ซบนางวันทอง และกล่าวขอรักนางวันทองขอวันทองอย่าโกรธเคืองกันเลย นางวัน
ทองไม่เคยตัดใจจากขุนแผน ถ้าตัดใจแล้วคงไม่กลับมาหาขุนแผน
*ถึงตัวไปใจยังนับอยู่ว่าผัว น้องนี้กลัวบาปทับเมื่อดับจิต
หญิงเดียวชายครองเป็นสองมิตร ถ้ามิปลิดเสียให้เปลื้องไม่ตามใจ
คราวนั้นเมื่อตามไปกลางป่า หน้าดำเหมือนหนึ่งทามินหม้อไหม้
ชนะความงามหน้าดังเทียนชัย เขาฉุดไปเหมือนลงทะเลลึก
เจ้าพลายงามตามรับเอากลับมา ทีนี้หน้าจะดำเป็นน้ำหมึก
กำเริบใจด้วยเจ้าไวยกำลังฮึก จะพาแม่ตกลึกให้จำตาย
ตัวนางวันทองอยู่กับขุนช้างแต่ใจอยู่กับขุนแผนตลอด
นางวันทองกลัวบาปที่มีสามีสองคน ตอนหนีไปอยู่ป่ากับขุนแผน
ก็เสียหน้ามารอบหนึ่งแล้ว พอขุนช้างฉุดไปอยู่ด้วยก็เหมือนโดน
ฉุดไปอยู่ใต้ทะเลลึกพอมาตอนนี้พลายงามก็มารับกลับไปอีกก็ได้
อายเขาอีกรอบ
นารีปราโมทย์
คำศัพท์
ถอดความได้ว่า
ถอดความได้ว่า
อุปลักษณ์
อุปมา
* หมายเหตุ
คำประพันธ์นี้สะท้อน
ค่านิยมผู้หญิงไทย
ต้องมีสามีคนเดียว
เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย 5 ท33101 เรื่อง เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา ครูจันทิภา กบิลโรจน์ ๓๖
มิใช่หนุ่มดอกอย่ากลุ้มกำเริบรัก เอาความผิดคิดหักให้เหือดหาย
ถ้ารักน้องป้องปิดให้มิดอาย ฉันกลับกลายแล้วหม่อมจงฟาดฟัน
ไปเพ็ดทูลเสียให้ทูลกระหม่อมแจ้ง น้องจะแต่งบายศรีไว้เชิญขวัญ
ไม่พักวอนดอกจะนอนอยู่ด้วยกัน ไม่เช่นนั้นฉันไม่เลยจะเคยตัว
ครั้นเวลาดึกกำดัดสงัดเงียบ ใบไม้แห้งแกร่งเกรียบระรุบร่อน
พระพายโชยเสาวรสขจายขจร พระจันทรแจ่มแจ้งกระจ่างดวง
บายศรี หมายถึง เครื่องเชิญขวัญหรือรับขวัญ ทำด้วยใบตอง รูปคล้ายกระทงเป็นชั้น ๆ มีขนาดใหญ่
เล็กสอบกันขึ้นไปตามลำดับ อาจเป็น ๓ ชั้น ๕ ชั้น ๗ ชั้น หรือ ๙ ชั้น มีเสาปักตรงกลางแกน มีเครื่องสังเวยวาง
อยู่ในบายศรีและมีไข่ขวัญเสียบอยู่บนยอด
นางวันทองเลยบอกกับขุนแผนว่า ถ้าขุนแผนรักนางจริงต้องช่วยนาง ไปทูลพระพันวษาขอนางวันทอง
คืนให้ถูกต้องตามขั้นตอน ไม่อย่างนั้นก็ห้ามขุนแผนแตะเนื้อต้องตัวนางอีก ในเวลาค่ำนั้นเสียงเงียบสงัดจนได้
ยินเสียงของใบไม้แห้งดังกรอบแกรบ พระจันทร์ก็ส่องแสงสว่าง
ดุเหว่าเร้าเสียงสำเนียงก้อง ระฆังฆ้องขานแข่งในวังหลวง
วันทองน้องนอนสนิทรวง จิตง่วงระงับสู่ภวังค์
*ฝันว่าพลัดไปในไพรเถื่อน เลื่อนเปื้อนไม่รู้ที่จะกลับหลัง
ลดเลี้ยวเที่ยวหลงในดงรัง ยังมีพยัคฆ์ร้ายมาราวี
ทั้งสองมองหมอบอยู่ริมทาง พอนางดั้นป่ามาถึงที่
โดดตะครุบคาบคั้นในทันที แล้วฉุดคร่าพารี่ไปในไพร
นกก็ต่างร้องสียงดัง เสียงระฆังจากในวังก็ตีบอกเวลา นางวันทองที่นอนหลับสนิทอยู่ ก็ฝันว่าตนหลง
ไปในป่า หาทางกลับไม่ได้ ยิ่งเดินเลี้ยวไปไหนต่อไหนก็ยิ่งหลงทาง และก็ไปเจอเสือสองตัวนอนหมอบอยู่ริมข้าง
ทางแล้วก็ตะครุบนางเข้าไปในป่า
เสาวรจนี
คำศัพท์
ถอดความได้ว่า
* หมายเหตุ
คำประพันธ์นี้สะท้อน
ความเชื่อเรื่องความฝัน
ถอดความได้ว่า
เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย 5 ท33101 เรื่อง เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา ครูจันทิภา กบิลโรจน์ ๓๗
สิ้นฝันครั้นตื่นตกประหม่า หวีดผวากอดผัวสะอื้นไห้
เล่าความบอกผัวด้วยกลัวภัย ประหลาดใจน้องฝันพรั่นอุรา
ใต้เตียงเสียงหนูก็กุกกก แมงมุมทุ่มอกที่ริมฝา
ยิ่งหวาดหวั่นพรั่นตัวกลัวมรณา ดังวิญญานางจะพรากไปจากกาย
ครานั้นขุนแผนแสนสนิท ฟังความตามนิมิตก็ใจหาย
ครั้งนี้น่าจะมีอันตราย ฝันร้ายสาหัสตัดตำรา
แมงมุมทุ่มอก หมายถึง ทุ่มอกคือตีอก
เชื่อกันว่าเมื่อแมงมุมตีอกของมันจะเป็นลางร้ายอย่างหนึ่ง
นางก็ตื่นขึ้นมาร้องไห้ผวากอดขุนแผนและเล่าความฝันให้ขุนแผนฟัง ยิ่งได้ยินเสียงหนูร้องและแมงมุม
ทุ่มอกยิ่งใจหายกลัวจะเกิดเรื่องไม่ดี
พิเคราะห์ดูทั้งยามอัฐกาล ก็บันดาลฤกษ์แรงเป็นหนักหนา
มิรู้ที่จะแถลงแจ้งกิจจา กอดเมียเมินหน้าน้ำตากระเด็น
จึงแกล้งเพทุบายทำนายไป ฝันอย่างนี้มิใช่จะเกิดเข็ญ
เพราะวิตกหมกไหม้จึงได้เป็น เนื้อเย็นอยู่กับผัวอย่ากลัวทุกข์
**พรุ่งนี้พี่จะแก้เสนียดฝัน แล้วทำมิ่งสิ่งขวัญให้เป็นสุข
มิให้เกิดราคีกลียุค อย่าเป็นทุกข์เลยเจ้าจงเบาใจ
อัฐกาล หมายถึง อัฐเคราะห์ คือตำแหน่ง
ดาวเคราะห์ทั้ง ๘ ตามตำราโหราศาสตร์
เสนียด หมายถึง ไม่เป็นมงคล
เมื่อขุนแผนได้ฟังความฝันของนางวันทองก็รู้ว่าเป็นลางบอกเหตุร้ายที่จะเกิดขึ้น แต่ไม่รู้จะบอกนางวัน
ทองยังไงเลยปลอบใจนางวันทอง จึงแกล้งบอกปลอบใจนางวันทองว่าเป็นเพราะนางคิดมากไปไม่ได้จะเกิด
เหตุร้ายหรอก อยู่กับพี่ไม่ต้องกลัว เดี๋ยวพรุ่งนี้จะแก้สิ่งไม่เป็นมงคลให้และทำสิ่งดีทำให้นางมีความสุข ไม่ให้เกิด
สิ่งร้ายๆ สบายใจได้
คำศัพท์
ถอดความได้ว่า
คำศัพท์
ถอดความได้ว่า
* หมายเหตุ
คำประพันธ์นี้สะท้อน
ความเชื่อเรื่องลางบอกเหตุ
สัลลาปังคพิสัย
** หมายเหตุ
คำประพันธ์นี้สะท้อน
ความเชื่อเรื่องความฝัน
อติพจน์
เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย 5 ท33101 เรื่อง เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา ครูจันทิภา กบิลโรจน์ ๓๘
ครั้นว่ารุ่งสางสว่างฟ้า สุริยาแย้มเยี่ยมเหลี่ยมไศล
จะกล่าวถึงพระองค์ผู้ทรงชัย เนาในพระที่นั่งบัลลังก์รัตน์
พร้อมด้วยพระกำนัลนักสนม หมอบประนมเฝ้าแหนแน่นขนัด
ประจำตั้งเครื่องอานอยู่งานพัด ทรงเคืองขัดขุนช้างแต่กลางคืน
แสนถ่อยใครจะถ่อยเหมือนมันบ้าง ทุกอย่างที่จะชั่วอ้ายหัวลื่น
เวียนแต่เป็นถ้อยความไม่ข้ามคืน น้ำยืนหยั่งไม่ถึงยังดึงมา
เครื่องอาน หมายถึง เครื่องกิน
ถ่อย หมายถึง ชั่ว,เลว
น้ำยืนหยั่งไม่ถึง หมายถึง น้ำลึกเกินกว่าเท้าจะหยั่งถึง
วันรุ่งขึ้นสมเด็จพระพันวษาประทับบนบัลลังก์มีนางกำนัลและสนมหมอบเฝ้าอยู่ ตั้งเครื่องกินและอยู่
งานพัดตามหน้าที่ สมเด็จพระพันวษาขัดเคืองขุนช้างตั้งแต่เวลากลางคืน ทรงเห็นว่าขุนช้างเป็นคนชั่วคอยแต่มี
คดีความกับผู้อื่น
คราวนั้นฟ้องกันด้วยวันทอง นี่มันฟ้องใครอีกอ้ายชาติข้า
ดำริพลางทางเสด็จยาตรา ออกมาพระที่นั่งจักรพรรดิ
พระสูตรรูดกร่างกระจ่างองค์ ขุนนางกราบลงเป็นขนัด
ทั้งหน้าหลังเบียดเสียดเยียดยัด หมอบอัดถัดกันเป็นหลั่นไป
ทอดพระเนตรมาเห็นขุนช้างเฝ้า เออใครเอาฟ้องมันไปไว้ไหน
พระหมื่นศรีถวายพลันในทันใด รับไว้คลี่ทอดพระเนตรพลัน
พระสูตร หมายถึง ม่าน
คราวก่อนก็ฟ้องร้องเรื่องวันทอง ครั้งนี้ไม่ทรงทราบว่าจะฟ้องใครอีก พระองค์จึงเสด็จออกมาที่พระที่
นั่งจักรพรรดิ เมื่อม่านรูดออกขุนนางก็พร้อมกันกราบลงหมอบเฝ้ากันอยู่มากมายตามลำดับ ทรงทอดพระเนตร
เห็นขุนช้างเข้าเฝ้าอยู่จึงตรัสถามขุนนางว่าจะฟ้องใคร หมื่นศรี จึงถวายฎีกาให้ทอดพระเนตร
คำศัพท์
ถอดความได้ว่า
พิโรธวาทัง
คำศัพท์
ถอดความได้ว่า
เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย 5 ท33101 เรื่อง เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา ครูจันทิภา กบิลโรจน์ ๓๙
พอทรงจบแจ้งพระทัยในข้อหา ก็โกรธาเคืองขุ่นหุ่นหัน
มันเคี่ยวเข็ญทำเป็นอย่างไรกัน อีวันทองคนเดียวไม่รู้แล้ว
ราวกับไม่มีหญิงเฝ้าชิงกัน หรืออีวันทองนั้นมันมีแก้ว
รูปอ้ายช้างชั่วช้าตาบ้องแบ๋ว ไม่เห็นแววที่ว่ามันจะรัก
ใครจะเอาเป็นผัวเขากลัวอาย หัวหูดูเหมือนควายที่ตกปลัก
คราวนั้นเป็นความกูถามซัก ตกหนักอยู่กับเฒ่าศรีประจัน
โกรธา หมายถึง โกรธ
ปลัก หมายถึง แอ่งที่เป็นโคลนเลน
พอทอดพระเนตรเสร็จก็กริ้วว่าเรื่องวันทองคนเดียว ทำไมไม่จบกันเสียทีเหมือนกับไม่มีผู้หญิงคนอื่น
อีกแล้ว และทรงไม่เห็นว่าวันทองจะมีใจรักขุนช้าง ใครก็ไม่อยากได้ขุนช้างไปเป็นผัว เพราะดูรูปร่างหน้าตาน่า
เกลียด
วันทองกูสิให้กับไอ้แผน ไยแล่นมาอยู่กับอ้ายช้างนั่น
จมื่นศรีไปเอาตัวมันมาพลัน ทั้งวันทองขุนแผนอ้ายหมื่นไวย
ฝ่ายพระหมื่นศรีได้รับสั่ง ถอยหลังออกมาไม่ช้าได้
สั่งเวรกรมวังในทันใด ตำรวจในวิ่งตะบึงมาถึงพลัน
ขึ้นไปบนเรือนพระหมื่นไวย แจ้งข้อรับสั่งไปขมีขมัน
ขุนช้างฟ้องร้องฎีกาพระทรงธรรม์ ให้หาทั้งสามท่านนั้นเข้าไป
ตะบึง หมายถึง รีบเร่ง
ขมีขมัน หมายถึง ทันทีทันใด
พระทรงธรรม์ หมายถึง พระมหากษัตริย์
คราวก่อนก็ยกวันทองให้กับขุนแผนไปแล้ว ทำไมจึงมาอยู่กับขุนช้างอีก จึงให้จมื่นศรีไปนำตัววันทอง
ขุนแผนและจมื่นไวย พระหมื่นศรีได้รับคำสั่งให้ถอยหลังออกมาในไม่ช้าและสั่งหารในวังทันทีให้ทหารวิ่งมา
อย่างเร่งรีบและขึ้นไปบนเรือนพระหมื่นไวยและแจ้งรับสั่งให้รีบไปในทันที ขุนช้างได้ยืนคำร้องทุกข์ให้พระเจ้า
แผ่นดินให้เรียกทั้งสามคนมาเข้าเฝ้า
คำศัพท์
ถอดความได้ว่า
พิโรธวาทัง
อุปมา
คำศัพท์
ถอดความได้ว่า
เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย 5 ท33101 เรื่อง เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา ครูจันทิภา กบิลโรจน์ ๔๐
ครานั้นวันทองเจ้าพลายงาม ได้ฟังความคร้ามครั่นหวั่นไหว
ขุนแผนเรียกวันทองเข้าห้องใน ไม่ไว้ใจจึงเสกด้วยเวทมนตร์
สีขี้ผึ้งสีปากกินหมากเวทย์ ซึ่งวิเศษสารพัดแก้ขัดสน
น้ำมันพรายน้ำมันจันทน์สรรเสกปน เคยคุ้มขังบังตนแต่ไรมา
แล้วทำผงอิทธิเจเข้าเจิมพักตร์ คนเห็นคนทักรักทุกหน้า
เสกกระแจะจวงจันทร์น้ำมันทา เสร็จแล้วก็พาวันทองไป
น้ำมันจันทน์ หมายถึง น้ำมันระเหยง่ายที่กลั่นได้จากไม้จันทน์ มีกลิ่นหอม.
ผงอิทธิเจ หมายถึง ผงดินสอ ทำได้โดยการใช้ดินสอพองเขียนลงบนกระดานดำ เมื่อจะเขียน
คำใดคำหนึ่ง ก็ต้องว่าการประสมตัวนั้น ๆ พร้อมกันไปให้ถูกต้องตามหลักไวยากรณ์ของบาลี พอเขียนเสร็จก็
ลบแล้วเก็บผงดินสอไว้ เขียนตัวอื่นต่อไป และลบเก็บผงดินสอไว้อีก ผงที่ได้เรียกว่าผงอิทธิเจ เป็นผงที่นำมาผัด
หน้าสำหรับเป็นเสน่ห์ทำให้คนรัก
กระแจะ หมายถึง ผงเครื่องหอมต่าง ๆ ที่ผสมกันสำหรับทาหรือเจิม โดยปกติมีเครื่องประสมคือ ไม้
จันทน์ ชะมดเชียง เป็นต้น
ตอนนั้นนางวันทองและพลายงามได้ฟังคำรับสั่งแล้วรู้สึกตื่นเต้น และขุนแผนเรียกนางวันทองเข้าไป
ข้างในห้อง เพราะไม่ไว้ใจเลยเสกมนตร์ใส่นางวันทอง เอาขี้ผึ้งมาปากและกินหมากที่ลงมนตร์ไว้ มันเป็นของที่
ช่วยแก้ปัญหาทุกอย่าง มีทั้งน้ำมันพรายและน้ำมันจันทน์ที่ใช้พลางตัวมาตลอด แล้วนำผงเสน่ห์มาทาหน้า
เพื่อให้คนที่เห็นที่ทักทุกคนต่างหลงรักตนและเสกเครื่องหอมที่ทำด้วยไม้จันทร์ทำให้เป็นน้ำมันพอทำเสร็จแล้ว
ก็พานางวันทองออกไป
ครานั้นทองประศรีผู้มารดา ครั้นได้แจ้งกิจจาไม่นิ่งได้
เด็กเอ๋ยวิ่งตามมาไวไว ลงบันไดงันงกตกนอกกชาน
พลายชุมพลกอดก้นทองประศรี กูมิใช่ช้างขี่ดอกลูกหลาน
ลุกขึ้นโขย่งโก้งโค้งคลาน ซมซานโฮกฮากอ้าปากไป
ครั้นถึงยั้งอยู่ประตูวัง ผู้รับสั่งเร่งรุดไม่หยุดได้
ขุนแผนวันทองพระหมื่นไวย เข้าไปเฝ้าองค์พระภูมี ฯ
เมื่อแม่ของนางวันทองได้รู้ข่าวก็ร้อนใจ รีบเรียกลูกหลานให้วิ่งตามมาให้รีบลงจากบันไดจนตกออก
นอกชาน พลายชุมพลก็เข้ากอดก้นนางทองประศรี นางทองประศรีจึงตะโกนบอกว่าพลายชุมพลว่าตนไม่ใช่ช้าง
แล้วก็ลุกขึ้น เมื่อถึงหน้าประตูวัง ทั้งสามคนจึงรีบเข้าไปเข้าเฝ้าพระมหากษัตริย์
ถอดความได้ว่า
คำศัพท์
* หมายเหตุ
คำประพันธ์นี้สะท้อน
ความเชื่อเรื่องไสยศาสตร์
ถอดความได้ว่า
สัทพจน์
เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย 5 ท33101 เรื่อง เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา ครูจันทิภา กบิลโรจน์ ๔๑
ครานั้นพระองค์ผู้ทรงเดช ปิ่นปักนคเรศเรืองศรี
เห็นสามราเข้ามาอัญชลี พระปรานีเหมือนลูกในอุทร
ด้วยเดชะพระเวทวิเศษประสิทธิ์ เผอิญคิดรักใคร่พระทัยอ่อน
ตรัสถามอย่างความราษฎร ฮ้าเฮ้ยดูก่อนอีวันทอง
เมื่อมึงกลับมาแต่ป่าใหญ่ กูสิให้อ้ายแผนประสมสอง
ครั้นกูขัดใจให้จำจอง ตัวของมึงไปอยู่แห่งไร
เมื่อพระพันวสาเห็นทั้งสามคน(ขุนช้าง พระไวย และนางวันทอง)
เดินเข้ามาก็เกิดความเอ็นดูอย่างลูก จึงตรัสถามความว่าเมื่อกลับมาจากป่า
ที่ตัดสินให้ไปอยู่กับขุนแผนเป็นอย่างไร
ทำไมไม่อยู่กับอ้ายแผน แล่นไปอยู่กับอ้ายช้างใหม่
เดิมมึงรักอ้ายแผนแล่นตามไป ครั้นยกให้เต้นกลับเล่นตัว
อยู่กับอ้ายช้างไม่อยู่ได้ เกิดรังเกียจเกลียดใจด้วยชังหัว
ดูยักใหม่ย้ายเก่าเฝ้าเปลี่ยนตัว ตกว่าชั่วแล้วมึงไม่ไยดี ฯ
ครานั้นวันทองได้รับสั่ง ละล้าละลังประนมก้มเกศี
หัวสยองพองพรั่นทันที ทูลคดีพระองค์ผู้ทรงธรรม์
ให้ไปอยู่กับขุนแผนทำไมถึงไม่ไปอยู่ แต่กลับไปอยู่กับขุนช้าง ทั้ง ๆ ที่แต่ก่อนรักกับขุนแผนไม่ใช่เหรอ
พอจะยกให้ไปอยู่กับขุนช้าง ก็รังเกียจขุนช้างขึ้นมา เปลี่ยนไปเปลี่ยนมามันไม่ดี เมื่อนางวันทองได้รับสั่ง ก็รู้สึก
ละล้าละลังจึงประนมมือไหว้เหนือหัว นางรู้สึกกลัวมาก
ขอเดชะละอองธุลีพระบาท องค์หริรักษ์ราชรังสรรค์
เมื่อกระหม่อมฉันมาแต่อรัญ ครั้งนั้นโปรดประทานขุนแผนไป
*ครั้นอยู่มาขุนแผนต้องจำจอง กระหม่อมฉันมีท้องนั้นเติบใหญ่
อยู่ที่เคหาหน้าวัดตะไกร ขุนช้างไปบอกว่าพระโองการ
มีรับสั่งโปรดประทานให้ กระหม่อมฉันไม่ไปก็หักหาญ
ยื้อยุดแดคร่าทำสามานย์ เพื่อนบ้านจะช่วยก็สุดคิด
นางวันทองทูลขอพระพันวษาว่า เมื่อตอนที่ออกจากป่าพระองค์ยกหม่อมฉันให้ขุนแผน ต่อมาขุนแผน
ถูกเข้าคุก ดิฉันได้ตั้งทอง ขุนช้างก็เข้ามากระหม่อมไปอยู่ด้วยโดยอ้างว่าเป็นพระบัญชาของพระองค์ มาฉุด
กระหม่อมไปเพื่อนบ้านก็เกรงกลัวเพราะคิดว่าเป็นพระบัญชาของพระองค์
ถอดความได้ว่า
ถอดความได้ว่า
ถอดความได้ว่า
* หมายเหตุ
คำประพันธ์นี้สะท้อน
บทบาทของ
พระเจ้าแผ่นดิน
เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย 5 ท33101 เรื่อง เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา ครูจันทิภา กบิลโรจน์ ๔๒
*ด้วยขุนช้างอ้างว่ารับสั่งให้ ใครจะขัดขืนไว้ก็กลัวผิด
จนใจมิไปก็สุดฤทธิ์ ชีวิตอยู่ใต้พระบาทา ฯ
ครานั้นพระองค์ผู้ทรงภพ ฟังจบกริ้วขุนช้างเป็นหนักหนา
มีพระสิงหนาทตวาดมา อ้ายบ้าเย่อหยิ่งอ้ายลิงโลน
ตกว่ากูหาเป็นเจ้าชีวิตไม่ มึงถือใจว่าเป็นเจ้าที่โรงโขน
เป็นไม่มีอาญาสิทธิ์คิดดึงโดน เที่ยวทำโจรใจคะนองจองหองครัน
พระพันวษาได้ฟังขุนช้างทูลก็ทรงกริ้ว ตวาดเสียงดังลั่น
ว่าถ้าพระองค์ไม่เป็นกษัตริย์ ขุนช้างก็คงมองไม่เห็นหัว จะต้องเฆี่ยน
เสียด้วยหวาย
เลี้ยงมึงไม่ได้อ้ายใจร้าย ชอบแต่เฆี่ยนสองหวายตลอดสัน
แล้วกลับความถามข้างวันทองพลัน เออเมื่อมันฉุดคร่าพามึงไป
ก็ช้านานประมาณได้สิบแปดปี ครั้งนี้ทำไมมึงจึงมาได้
นี่มึงหนีมันมาหรือว่าไร หรือว่าใครไปรับเอามึงมา
วันทองฟังถามให้คร้ามครั่น บังคมคัลประนมก้มเกศา
ขอเดชะพระองค์ทรงศักดา พระอาญาเป็นพ้นล้นเกล้าไป
พระพันวษาก็ตรัสถามนางวันทองว่า เมื่อขุนช้างฉุดไปเป็นเวลาประมาณ ๑๘ ปีทำไมถึงหนีมาได้ หนี
มาเองหรือว่าใครไปรับมา นางวันทองได้ฟังคำถามก็รู้สึกกลัว
ครั้งนี้จมื่นไวยนั้นไปรับ กระหม่อมฉันจึงกลับคืนมาได้
มิใช่ย้อนยอกทำนอกใจ ขุนแผนก็มิได้ประเวณี
แต่มานั้นเวลาสักสองยาม ขุนช้างจึงหาความว่าหลบหนี
ขอพระองค์จงทรงพระปรานี ชีวีอยู่ใต้พระบาทา ฯ
นางวันทองกราบทูลสมเด็จพระพันวษาว่าจมื่นไวยไปรับตอนกลางคืน ขุนช้างจึงคิดว่าหนีออกมา
ขุนแผนก็ไม่ได้ทำอะไรไม่ดีไม่งาม นางทูลขอความกรุณาจากสมเด็จพระพันวษา
พิโรธวาทัง
ถอดความได้ว่า
ถอดความได้ว่า
ถอดความได้ว่า
* หมายเหตุ
คำประพันธ์นี้สะท้อน
บทบาทของ
พระเจ้าแผ่นดิน
เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย 5 ท33101 เรื่อง เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา ครูจันทิภา กบิลโรจน์ ๔๓
ครานั้นพระองค์ผู้ทรงเดช ฟังเหตุขุ่นเคืองเป็นหนักหนา
อ้ายหมื่นไวยทำใจอหังการ์ ตกว่าบ้านเมืองไม่มีนาย
จะปรึกษาตราสินให้ไม่ได้ จึงทำตามน้ำใจเอาง่ายง่าย
ถ้าฉวยเกิดห่าฟันกันล้มตาย อันตรายไพร่เมืองก็เคืองกู
อีวันทองกูให้อ้ายแผนไป อ้ายช้างบังอาจใจทำจู่ลู่
ฉุดมันขึ้นช้างอ้างถึงกู ตะคอกขู่อีวันทองให้ตกใจ
ตกว่า หมายถึง ราวกับว่า
ตราสิน หมายถึง แจ้งความไว้เพื่อเป็นหลักฐาน
จู่ลู่ หมายถึง หุนหันพลันแล่น ในความว่า “อ้ายช้างบังอาจใจทำจู่ลู่”
เมื่อพระพันวษาได้ฟังความจากนางวันทอง ก็โกรธจมื่นไวยที่ทำการอุกอาจทำเหมือนบ้านเมืองไม่มี
กฎหมาย ถ้าเกิดมีการฆ่าฟันล้มตาย ประชาชนจะขุ่นเคืองพระพันวษาได้ ทางด้านขุนช้างก็ผิดที่ไปฉุดตัวนาง
วันทองมา แล้วยังอ้างชื่อพระพันวษาไปข่มขู่พาตัวนางวันทองมา
ชอบตบให้สลบลงกับที่ เฆี่ยนตีเสียให้ยับไม่นับได้
มะพร้าวห้าวยัดปากให้สาใจ อ้ายหมื่นไวยก็โทษถึงฉกรรจ์
มึงถือว่าอีวันทองเป็นแม่ตัว ไม่เกรงกลัวเว้โว้ทำโมหันธ์
ไปรับไยไม่ไปในกลางวัน อ้ายแผนพ่อนั้นก็เป็นใจ
มันเหมือนวัวเคยขาม้าเคยขี่ ถึงบอกกูว่าดีหาเชื่อไม่
อ้ายช้างมันก็ฟ้องเป็นสองนัย ว่าอ้ายไวยลักแม่ให้บิดา
วัวเคยขาม้าเคยขี่ หมายถึง คุ้นเคยกันมาอย่างดี รู้ทีกัน เข้าใจในทำนองของกันและกัน สำนวนนี้
ส่วนมากใช้กับคนที่เคยเป็นสามี ภรรยากัน
เฆี่ยนตีขุนช้างให้สลบคาที่ แล้วเอามะพร้าวห้าวยัดปาก จมื่นไวยก็มีความผิดฉกรรจ์ที่ไปพาตัวนางวัน
ทองมากลางดึก คงจะมีขุนแผนผู้เป็นพ่อคอยหนุนหลัง เพราะว่าขุนช้างเอาเรื่องมาบอกพระพันวษาว่า จมื่น
ไวยฉุดนางวันทองกลับไปให้พ่อถือว่าเป็นความผิด
พิโรธวาทัง
คำศัพท์
ถอดความได้ว่า
ถอดความได้ว่า
คำศัพท์
เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย 5 ท33101 เรื่อง เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา ครูจันทิภา กบิลโรจน์ ๔๔
เป็นราคีข้อผิดมีติดตัว หมองมัวมลทินอยู่หนักหนา
ถ้าอ้ายไวยอยากจะใคร่ได้แม่มา ชวนพ่อฟ้องหาเอาเป็นไร
อัยการศาลโรงก็มีอยู่ หรือว่ากูตัดสินให้ไม่ได้
ชอบทวนด้วยลวดให้ปวดไป ปรับไหมให้เท่ากับชายชู้
มันเกิดเหตุทั้งนี้ก็เพราะหญิง จึงหึงหวงช่วงชิงยุ่งยิ่งอยู่
จำจะตัดรากใหญ่ให้หล่นพรู ให้ลูกดอกดกอยู่แต่กิ่งเดียว
ทวนด้วยลวด หมายถึง เฆี่ยนตีด้วยหนัง
ที่ทำเป็นเส้นยาวๆซึ่งเรียกว่าลวดหนัง
ปรับไหม หมายถึง ให้ผู้ที่กระทำผิดชำระเงินทดแทน
ความผิดที่ได้กระทำแก่ผู้เสียหาย
ถ้าจมื่นไวยอยากได้ตัวแม่ ทำไมไม่พาพ่อมาฟ้องศาล หรือคิดว่าพระพันวษาไม่สามารถตัดสินให้ได้
ต้องลงโทษด้วยลวดและปรับ ส่วนขุนช้างก็บังอาจอ้างราชโองการ ควรตบให้สลบ แล้วเอามะพร้าวยัดปาก
แล้วรับสั่งว่าจะต้องแก้ปัญหานี้ให้จบเสียที ต้องตัดรากใหญ่(ปัญหา) ให้เหลือลูกดอกกิ่งเดียว (ให้นางวันทอง
ตัดสินใจเลือกเพียงหนึ่ง)
อีวันทองตัวมันเหมือนรากแก้ว ถ้าตัดโคนขาดแล้วก็ใบเหี่ยว
ใครจะควรสู่สมอยู่กลมเกลียว ให้เด็ดเดี่ยวรู้กันแต่วันนี้
เฮ้ยอีวันทองว่ากระไร มึงตั้งใจปลดปลงให้ตรงที่
อย่าภวังค์กังขาเป็นราคี เพราะมึงมีผัวสองกูต้องแค้น
ถ้ารักใหม่ก็ไปอยู่กับอ้ายช้าง ถ้ารักเก่าเข้าข้างอ้ายขุนแผน
อย่าเวียนวนไปให้คนมันหมิ่นแคลน ถ้าแม้นมึงรักไหนให้ว่ามา
รากแก้ว หมายถึง นางวันทอง
นางวันทองเหมือนกับรากแก้วถ้าตัดโคนได้แล้วใบก็จะเหี่ยวไปเอง พระพันวษาตรัสว่านางวันทองจะ
ตกลงยังไง อย่าลังเลเพราะมีทั้งผัวและลูก ถ้ารักใหม่ก็ให้ไปอยู่กับขุนช้าง แต่ถ้ารักก็เลือกขุนแผน อย่าชักช้าคน
จะนินทาเอาได้ จะเลือกใครก็ว่ามา
อุปมา
คำศัพท์
ถอดความได้ว่า
คำศัพท์
ถอดความได้ว่า
เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย 5 ท33101 เรื่อง เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา ครูจันทิภา กบิลโรจน์ ๔๕
ครานั้นวันทองฟังรับสั่ง ให้ละล้าละลังเป็นหนักหนา
ครั้นจะทูลกลัวพระราชอาญา ขุนช้างแลดูตายักคิ้วลน
พระหมื่นไวยใช้ใบ้ให้แม่ว่า บุ้ยปากตรงบิดาเป็นหลายหน
วันทองหมองจิตคิดเวียนวน เป็นจนใจนิ่งอยู่ไม่ทูลไป
ครานั้นพระองค์ทรงธรณินทร์ หาได้ยินวันทองทูลขึ้นไม่
พระตรัสความถามซักไปทันใด หรือมึงไม่รักใครให้ว่ามา
นางวันทองได้ฟังคำพระพันวษาก็เกิดลังเลว่าจะเลือกใคร มองไปทางขุนช้างก็ยักคิ้ว มองไปทางจมื่น
ไวยก็ทำปากบุ้ยไปตรงพ่อ วันทองคิดวนไปวนมา ก็ยังไม่ทูลอะไรแก่พระพันวษา พระพันวษาไม่เห็นว่านางวัน
ทองทูลอะไร ทรงตรัสถามต่อว่าจะไม่รักใครให้ว่ามา
จะรักชู้ชังผัวมึงกลัวอาย จะอยู่ด้วยลูกชายก็ไม่ว่า
ตามใจกูจะให้ดังวาจา แต่นี้เบื้องหน้าขาดเด็ดไป
นางวันทองรับพระราชโองการ ให้บันดาลบังจิตหาคิดไม่
อกุศลดลมัวให้ชั่วใจ ด้วยสิ้นในอายุที่เกิดมา
คิดคะนึงตะลึงตะลานอก ดังตัวตกพระสุเมรุภูผา
ให้อุธัจอัดอั้นตันอุรา เกรงผิดภายหน้าก็สุดคิด
จะไปอยู่กับลูกไหม ตามแต่ใจ แต่ถ้าตอบมาแล้วจะเปลี่ยนแปลงไม่ได้ นางวันทองรับพระราชโองการ
ดังนั้นก็คิดไม่ออก ถึงเวลาสิ้นอายุ จึงเกิด “อกุศล” ทำให้ประหม่าและเกรงว่าจะตัดสินใจผิด
จะว่ารักขุนช้างกระไรได้ ที่จริงใจมิได้รักแต่สักหนิด
รักพ่อลูกห่วงดังดวงชีวิต แม้นทูลผิดจะพิโรธไม่โปรดปราน
อย่าเลยจะทูลเป็นกลางไว้ ตามพระทัยท้าวจะแยกให้แตกฉาน
คิดแล้วเท่านั้นมิทันนาน นางก้มกรานแล้วก็ทูลไปฉับพลัน
ความรักขุนแผนก็แสนรัก ด้วยร่วมยากมานักไม่เดียดฉันท์
สู้ลำบากบุกป่ามาด้วยกัน สารพันอดออมถนอมใจ
จะว่ารักขุนช้างก็ไม่ได้เพราะตนไม่ได้รัก ถ้าเกิดทูลพระพันวษาผิดก็จะเป็นทูล จึงทูลเป็นกลางๆตามแต่
พระทัยของพระพันวษาว่าจะตัดสินใจอย่างไร จึงทูลออกไปว่าขุนแผนนั้นก็แสนรักร่วมทุกข์ร่วมสุขด้วยกันมา
นาน
ถอดความได้ว่า
ถอดความได้ว่า
ถอดความได้ว่า
อุปมา
อุปมา
เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย 5 ท33101 เรื่อง เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา ครูจันทิภา กบิลโรจน์ ๔๖
ขุนช้างแต่อยู่ด้วยกันมา คำหนักหาได้ว่าให้เคืองไม่
เงินทองกองไว้มิให้ใคร ข้าไทใช้สอยเหมือนของตัว
จมื่นไวยเล่าก็เลือดที่ในอก ก็หยิบยกรักเท่ากันกับผัว
ทูลพลางตัวนางเริ่มระรัว ความกลัวอาญาเป็นพ้นไป
ครานั้นพระองค์ผู้ทรงภพ ฟังจบแค้นคลั่งดังเพลิงไหม้
เหมือนดินประสิวปลิวติดกับเปลวไฟ ดูดู๋เป็นได้อีวันทอง
ขุนช้างอยู่ด้วยกันมาก็ไม่เคยทำเรื่องให้ขุ่นเคืองใจและมีเงินทองบ่าวไพร่ใช้ไม่ขัดสน ส่วนจมื่นไวยที่เป็น
ลูกชายก็เป็นเหมือนเลือดในอก ย่อมรักเท่ากับรักผัวอยู่แล้ว ทูลเสร็จนางวันทองก็สั่นด้วยความกลัวหลังจาก
นางวันทองทูล พระพันวษากริ้วอย่างมากเหมือนดินประสิวที่โดนไฟแล้วปะทุ
จะว่ารักข้างไหนไม่ว่าได้ น้ำใจจะประดังเข้าทั้งสอง
ออกนั่นเข้านี่มีสำรอง ยิ่งกว่าท้องทะเลอันล้ำลึก
จอกแหนแพเสาสำเภาใหญ่ จะทอดถมเท่าไรไม่รู้สึก
เหมือนมหาสมุทรสุดซึ้งซึก น้ำลึกเหลือจะหยั่งกระทั่งดิน
อิฐผาหาหาบมาทุ่มถม ก็จ่อมจมสูญหายไปหมดสิ้น
อีแสนถ่อยจัญไรใจทมิฬ ดังเพชรนิลเกิดขึ้นในอาจม
นางวันทองไม่ยอมบอกว่าจะเลือกใคร พระพันวษารับสั่งด่านางวันทองว่ารักข้างไหนเลือกไม่ถูกจะ
เอาไว้สำรองทั้งสองยิ่งว่าความลึกของทะเลทอดสมอลึกเกินจะหยั่งถึงได้ คนถ่อย จัญไร ใจทมิฬ เหมือนเพชรที่
เกิดในสิ่งสกปรก
รูปงามนามเพราะน้อยไปหรือ ใจไม่ซื่อสมศักดิ์เท่าเส้นผม
แต่ใจสัตว์มันยังมีที่นิยม สมาคมก็แต่ถึงฤดูมัน
มึงนี่ถ่อยยิ่งกว่าถ่อยอีท้ายเมือง จะเอาเรื่องไม่ได้สักสิ่งสรรพ์
ละโมบมากตัณหาตาเป็นมัน สักร้อยพันให้มึงไม่ถึงใจ
*ว่าหญิงชั่วผัวยังคราวละคนเดียว หาตามตอมกันเกรียวเหมือนมึงไม่
หนักแผ่นดินกูจะอยู่ไย อ้ายไวยมึงอย่านับว่ามารดา
หน้าตาสวยงามชื่อเพราะน้อยไปหรือถึงได้จิตใจไม่ซื่อเท่ากับเส้นผม
เลวกว่าสัตว์เพราะสัตว์ยังมีฤดูผสมพันธุ์ หญิงชั่วยังมีผัวคราวละคน จะอยู่ให้
หนักแผ่นดินทำไม ทรงหันไปตรัสกับจมื่นไวยว่าอย่านับนางวันทองเป็นแม่ให้อายเขา
ถอดความได้ว่า
ถอดความได้ว่า
ถอดความได้ว่า
พิโรธวาทัง
อุปมา
อุปมา
อุปลักษณ์
* หมายเหตุ
คำประพันธ์นี้สะท้อน
ค่านิยมผู้หญิงไทย
ต้องมีสามีคนเดียว
เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย 5 ท33101 เรื่อง เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา ครูจันทิภา กบิลโรจน์ ๔๗
กูเลี้ยงมึงถึงให้เป็นหัวหมื่น คนอื่นรู้ว่าแม่ก็ขายหน้า
อ้ายขุนช้างขุนแผนทั้งสองรา กูจะหาเมียให้อย่าอาลัย
หญิงกาลกิณีอีแพศยา มันไม่น่าเชยชิดพิสมัย
ที่รูปรวยสวยสมมีถมไป มึงตัดใจเสียเถิดอีคนนี้
เร่งเร็วเหวยพระยายมราช ไปฟันฟาดเสียให้มันเป็นผี
อกเอาขวานผ่าอย่าปรานี อย่าให้มีโลหิตติดดินกู
เอาใบตองรองไว้ให้หมากิน ตกดินจะอัปรีย์กาลีอยู่
ฟันให้หญิงชายทั้งหลายดู สั่งเสร็จเสด็จสู่ปราสาทชัย
รับสั่งขุนช้างกับขุนแผนพระองค์จะทรงหาเมียใหม่ให้ แล้วรับสั่งให้เอานางวันทองไปประหารชีวิต เอา
ขวานผ่าอก แล้วเอาใบตองมารองเลือดให้หมากิน อย่าให้เลือดอัปรีย์กาลีตกถึงพื้นดินเลย รับสั่งเสร็จก็เสด็จเข้า
สู่ปราสาทที่ประทับ
ถอดความได้ว่า
เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย 5 ท33101 เรื่อง เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา ครูจันทิภา กบิลโรจน์ ๔๘
๑.๑ ด้านวัฒนธรรมประเพณี เรื่อง เสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน ตอน ขุนช้าง
ถวายฎีกา ให้คุณค่าด้านวัฒนธรรมประเพณีหลายประการ เช่น
๑.) ด้านชีวิตความเป็นอยู่ จากคำประพันธ์ในเรื่องสะท้อนให้เห็นสภาพ
ชีวิตความเป็นอยู่ของคนสมัยนั้นว่าบ้านเศรษฐีจะมีข้าทาสบริวารมาก เห็นได้จากคำประพันธ์
ต่อไปนี้
“ พลางเรียกหาข้าไทอยู่ว้าวุ่น อีอุ่นอีอิ่มอีฉิมอีสอน
อีมีอีมาอีสาคร นิ่งนอนไยหวามาหากู”
๒.) ด้านลักษณะบ้านเรือน จากคำประพันธ์ในเรื่อง สะท้อนให้เห็นลักษณะ
บ้านเรือนที่มีกลอนประตูแบบขัดดาลและมีการปลูกต้นไม้ดอกที่ชานบ้าน ดังคำประพันธ์ต่อไปนี้
“สะเดาะดาลบานเปิดหน้าต่างกาง ย่างเท้าก้าวขึ้นร้านดอกไม้”
๑.๒ ด้านความเชื่อ จากคำประพันธ์ในเรื่อง สะท้อนให้ความเชื่อของคนไทย
หลายประการ ดังนี้
๑.) ความเชื่อด้านไสยศาสตร์และโหราศาสตร์ เกี่ยวกับการใช้เวทมนตร์
คาถา อิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ต่าง ๆ การทำเสน่ห์เล่ห์กล เช่น
“เป่ามนตร์เบื้องบนชอุ่มมัว พรายยั่วยวนใจให้ไคลคลา”
ใบความรู้ที่ ๓ เรื่อง
คุณค่าของเรื่อง เสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน
ตอน ขุนช้างถวายฎีกา
๓
๑. คุณค่าด้านสังคม
เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย 5 ท33101 เรื่อง เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา ครูจันทิภา กบิลโรจน์ ๔๙
๒.) ความเชื่อเกี่ยวกับความฝัน เกี่ยวกับการทำนายฝัน ความฝันที่บอก
เหตุ การแก้ฝันเพื่อที่จะทำให้เรื่องร้ายกลายเป็นเรื่องดี เช่น
“พรุ่งนี้พี่จะแก้เสนียดฝัน แล้วทำมิ่งสิ่งขวัญให้เป็นสุข
มิให้เกิดราคีกลียุค อย่าเป็นทุกข์เลยเจ้าจงเบาใจ”
๓.) ความเชื่อเกี่ยวกับลางสังหรณ์ โดยเชื่อว่าสัตว์บางชนิดสามารถบอก
เหตุหรือลางร้ายได้จากการแสดงอาการผิดปกติ เช่น
“ใต้เตียงสียงหนูก็กุกกก แมงมุงทุ่มอกที่ริมฝา”
๑.๓ ด้านค่านิยม เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นค่านิยมด้านสังคม กล่าวคือ ผู้ชายมีเมีย
ได้หลายคนโดยไม่ถูกตำหนิ แต่ผู้หญิงจะถูกตำหนิทันทีหากว่าเป็นที่สองใจ หรือมีสามีมากกว่า
หนึ่งคน เห็นได้จากขุนแผนมีเมีย ๕ คนได้แก่ นางวันทอง นางสายทอง นางลาวทอง นางบัวคลี่
และนางแก้วกิริยา แต่ไม่ถูกตำหนิ เป็นเรื่องปกติ แต่นางวันทองถูกกล่าวหาว่าเป็นคนสองใจเมื่อ
จำใจต้องไปอยู่กับขุนช้าง
๑.๔ ด้านการแต่งกาย เห็นได้จากลักษณะการนุ่งผ้าหยักรั้งขึ้นไปจนถึงหัวเข่า ที่
เรียกว่า ถกเขมร ดังนี้
“ลุกขั้นถกเขมรร้องเกนไป ทุดอ้ายไพร่ขี้ครอกหลอกผู้ดี”
๑.๕ ด้านบทบาทของพระเจ้าแผ่นดิน จากเรื่องสะท้อนให้เห็น พระราชอำนาจ
ของพระเจ้าแผ่นดินในการลงโทษ การตั้งพระราชกฤษฎีกา และการตัดสินคดีความ ดังนี้
“เฮ้ยใครรับฟ้องของมันที ตีเสียสามสิบจึงปล่อยไป”
เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย 5 ท33101 เรื่อง เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา ครูจันทิภา กบิลโรจน์ ๕๐
๒.๑ การใช้โวหารภาพพจน์ เรื่อง เสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน ตอน ขุนช้างถวาย
ฎีกา มีการใช้โวหารภาพพจน์ ดังนี้
๑.) การใช้อุปมา คือ การกล่าวเปรียบเทียบสิ่งหนึ่งเหมือนกับอีกสิ่งหนึ่ง
โดยปรากฏคำว่า “เหมือน ดุจ ดั่ง ดัง คล้าย เป็นต้น” ในการกล่าวเปรียบเทียบ เช่น
“กองไฟสว่างดังกลางวัน หมายสำคัญตรงมาหน้าประตู”
๒.) การใช้อุปลักษณ์ คือ การกล่าวเปรียบเทียบสิ่งหนึ่งเป็นอีกสิ่งหนึ่ง
โดยปรากฏคำว่า “เป็น เท่า คือ เป็นต้น” ในการกล่าวเปรียบเทียบ เช่น
“เจ้าพลายงามตามรับเอากลับมา ทีนี้หน้าจะดำเป็นน้ำหมึก”
๓.) การใช้อติพจน์ คือ การกล่าวเกินกว่าความเป็นจริง เช่น
“พ่อพลายงามทรามสวาดิของแม่อา แม่โศกาเกือบเจียนจะบรรลัย”
๔.) การใช้สัทพจน์ คือ การเลียนเสียงธรรมชาติ เช่น
“ลุกขึ้นโขย่งโก้งโค้งคลาน ซมซานโฮกฮากอ้าปากไป”
๒. คุณค่าด้านวรรณศิลป์
เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย 5 ท33101 เรื่อง เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา ครูจันทิภา กบิลโรจน์ ๕๑
๒.๒ รสในวรรณคดี เรื่อง เสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน ตอน ขุนช้างถวาย
ฎีกา ปรากฏรสในวรรณคดี ดังนี้
๑.) เสาวรจนี คือ รสแห่งการชมความงาม ไม่ว่าจะเป็นชมความงามของ
ธรรมชาติ หรือตัวละครก็ได้ จากเรื่องปรากฏรสแห่งการชมความงาม ในตอนชมธรรมชาติ เช่น
“ครั้นเวลาดึกกำดัดสงัดเงียบ ใบไม้แห้งแกร่งเกรียบระรุบร่อน
พระพายโชยเสาวรสขจายขจร พระจันทรแจ่มแจ้งกระจ่างดวง”
๒.) นารีปราโมทย์ คือ รสแห่งความรัก การเกี่ยวพากัน เช่น
“โอ้เจ้าแก้วแววตาของพี่เอ๋ย เจ้าหลับใหลกระไรเลยเป็นหนักหนา
ดังนิ่มน้องหมองใจไม่นำพา ฤๅขัดเคืองคิดว่าพี่ทอดทิ้ง
ความรักหนักหน่วงทรวงสวาท พี่ไม่คลาดคลายรักแต่สักสิ่ง
เผอิญเป็นวิปริตที่ผิดจริง จะนอนนิ่งถือโทษโกรธอยู่ไย
ว่าพลางเอนแอบลงแนบข้าง จูบพลางชวนชิดพิสมัย
ลูบไล้พิไรปลอบให้ชอบใจ เป็นไรจึงไม่ฟื้นตื่นนิทรา”
๓.) พิโรธวาทัง คือ รสแห่งความโกรธ การตัดพ้อต่อว่า เช่น
“ครานั้นขุนช้างได้ฟังว่า แค้นดังเลือดตาจะหลั่งไหล
ดับโมโหโกรธาทำว่าไป เราก็ไม่ว่าไรสุดแต่ดี”
๔.) สัลลาปังคพิสัย คือ รสแห่งความโศกเศร้า น้อยเนื้อต่ำใจ เช่น
“พ่อพลายงามทรามสวาดิของแม่อา แม่โศกาเกือบเจียนจะบรรลัย”
เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย 5 ท33101 เรื่อง เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา ครูจันทิภา กบิลโรจน์ ๕๒
๓.๑ การตัดสินใจ ควรใช้ปัญญาไตร่ตรองก่อนและต้องตัดสินใจให้เด็ดขาด
การที่นางวันทองต้องถูกลงโทษประหารชีวิตนั้นเพราะนางมีจิตใจไม่แน่นอนกับ
สามีคนแรกคือ ขุนแผน นางก็รักมากมาย เพราะเคยร่วมทุกข์ร่วมสุขกัน ส่วนขุนช้างนางก็รู้สึก
เห็นใจเพราะรักนางมากและดูแลนางเป็นอย่างดี ทำให้นางไม่กล้าตัดสินใจใด ๆ จึงกราบทูลเป็น
กลาง ๆ ทำให้พระพันวษาโกรธด้วยเข้าใจผิดว่านางวันทองรักผู้ชายพร้อมกันสองคน ซึ่งไม่ใช่
ค่านิยมที่ดีในสมัยนั้น จึงทำให้นางต้องโทษประหาร
๓.๒ แม่ย่อมรักและห่วงใยลูกเสมอ
จะเห็นได้ว่าจากตอนที่จมื่นไวยลอบขึ้นเรือนขุนช้าง สะกดให้ผู้คนหลับใหล แล้จะ
พาวันทองหนีนั้น นางวันทองไม่เห็นด้วย เพราะเป็นการกระทำที่ผิด กลัวว่าลูกจะเป็นโทษ จึงไม่
ยอมไปด้วย แต่สุดท้ายก็ทนความดื้อดึงของลูกไม่ไหวนางวันทองก็ยอมไปด้วย
๓.๓ การกระทำที่ไม่ถูกต้องตามกาลเทศะมักก่อให้เกิดโทษ
การที่ขุนช้างถวายฎีกากล่าวโทษจมื่นไวยต่อสมเด็จพระพันวษาขณะที่พระองค์
เสด็จประพาศบัวโดยการ “ลอยคอชูหนังสือดื้อเข้ามา ผุดโผล่โงหน้ายึดแคมเรือ” นั้นทำให้
พระพันวษาโกรธ ถึงกับมีรับสั่งให้ลงโทษขุนช้าง “เฮ้ยใครรับฟ้องของมันที ตีเสียสามสิบจึง
ปล่อยไป”
๓.๔ เวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร
หากพิจารณาถึงสาเหตุที่นางวันทองต้องถูกลงโทษประหารชีวิตนั้น จะเห็นได้ว่า
มาจากความเคียดแค้นจองเวรกันระหว่างขุนช้างและจมื่นไวย เพราะจมื่นไวยไปลักนางวันทองมา
จากขุนช้าง ทำให้ขุนช้างเป็นเดือดเป็นแค้น ถึงกับถวายฎีกากล่าวโทษจมื่นไวย สมเด็จพระ
พันวษาจึงโปรดเกล้าฯ ให้มีการตัดสินคดีดังกล่าว ซึ่งหากไม่มีการอาฆาตจองเวรกันเรื่องที่นางวัน
ทองถูกประหารชีวิตคงไม่เกิดขึ้น
๓. คุณค่าด้านข้อคิดคติสอนใจ
เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย 5 ท33101 เรื่อง เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา ครูจันทิภา กบิลโรจน์ ๕๓
กิจกรรมที่ ๑ บอกเล่าที่มาของเรื่อง
กิจกรรมที่ ๒ ตามหาตัวละคร
กิจกรรมที่ ๓ ค้นคว้าหาคาศัพท์
กิจกรรมที่ ๔ จับประเด็นสาคัญ
กิจกรรมที่ ๕ เรียงร้อยเหตุการณ์
กิจกรรมที่ ๖ อ่านเอาเรื่อง
กิจกรรมที่ ๗ วิเคราะห์โวหารภาพพจน์
กิจกรรมที่ ๘ ค้นหารสในวรรณคดี
กิจกรรมที่ ๙ สะท้อนภาพสังคม
กิจกรรมที่ ๑๐ สังเคราะห์ข้อคิด
แบบฝึกทักษะเรื่อง เสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน
ตอน ขุนช้างถวายฎีกา
๔
แบบฝึกทักษะเรื่อง
เสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน
ตอน ขุนช้างถวายฎีกา
มีทั้งหมด ๑๐ กิจกรรม ดังนี้
เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย 5 ท33101 เรื่อง เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา ครูจันทิภา กบิลโรจน์ ๕๔
คำชี้แจง ให้นักเรียนตอบคำถามต่อไปนี้
1. เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ได้รับยกย่องจากวรรณคดีสโมสรให้เป็นยอดของวรรณคดีประเภทใด
..............................................................................................................................................................................
2. เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน มีเค้าที่มาจากเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในสมัยใด...............................................................
3. การนำเรื่อง ขุนช้างขุนแผน มาขับเสภา สันนิษฐานว่าเกิดขึ้นในสมัยใด..........................................................
4. การขับเสภามีมูลเหตุมาจากอะไร
..............................................................................................................................................................................
5. ประเพณีการขับเสภาแต่เดิมมามีการใช้เครื่องดนตรีอะไรประกอบการขับ…………..........................................
6. การขับเสภาประกอบวงปี่พาทย์ เกิดขึ้นครั้งแรกในสมัยใด..............................................................................
7. การขับเสภาประกอบวงปี่พาทย์ เรียกว่าอะไร ................................................................................................
8. การขับเสภาที่มีปี่พาทย์รับและมีการร่ายรำประกอบ เรียกว่าอะไร…………………………………………………………
9. กวีผู้แต่งเสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา คือใคร…………………………………………………………..
10. เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนใดที่เป็นผลงานของสุนทรภู่
..............................................................................................................................................................................
11. เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน มีทั้งหมดกี่ตอน………………………………………………………………………………………..
12. เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน แต่งด้วยคำประพันธ์ประเภทใด...........................................................................
13. กลอนเสภามีลักษณะต่างจากกลอนแปดอย่างไร
..............................................................................................................................................................................
14. ในราชสำนักตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 2 เป็นต้นมา มักขับเสภาถวายในโอกาสใด
..............................................................................................................................................................................
15. สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงสันนิษฐานว่า “พระพันวษา” ในเรื่องขุนช้าง
ขุนแผน น่าจะหมายถึงพระมหากษัตริย์พระองค์ใด ………………………………………………………………………………….
กิจกรรมที่ ๑
เรื่อง บอกเล่าที่มาของเรื่อง
เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย 5 ท33101 เรื่อง เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา ครูจันทิภา กบิลโรจน์ ๕๕
นางเทพทอง
คำชี้แจง ให้นักเรียนเขียนชื่อตัวละครลงในแผนผังตัวละครเรื่องขุนช้างขุนแผนต่อไปนี้ให้ถูกต้อง
กิจกรรมที่ ๒
เรื่อง ตามหาตัวละคร
ขุนไกร นางทองประศรี พันศรโยธา นางศรีประจัน ขุนศรีวิชัย
ขุนช้าง
พลายงาม
(จมื่นไวยฯ)
พลายแก้ว
(ขุนแผน)
พิมพิลาไลย
(วันทอง)
กุมารทอง
ลาวทอง บัวคลี่ แก้วกิริยา สายทอง
พลายชุมพล
ศรีมาลา สร้อยฟ้า
พระพันวษา
(พระมหากษัตริย์ในเรื่อง)
เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย 5 ท33101 เรื่อง เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา ครูจันทิภา กบิลโรจน์ ๕๖
คำชี้แจง ให้นักเรียนบอกความหมายของคำศัพท์ที่ขีดเส้นใต้ในแต่ละข้อต่อไปนี้
๑. เงียบสัตว์จัตุบททวิบาท ดาวดาษเดือนสว่างกระจ่างไข
น้ำค้างตกกระเซ็นเย็นเยือกใจ สงัดเสียงคนใครไม่พูดจา
..............................................................................................................................................................................
๒. อะไรพอสว่างวางเข้ามา เด็กหวาจับถองให้จงได้
ลุกขึ้นถกเขมรร้องเกนไป ทุดอ้ายไพร่ขี้ครอกหลอกผู้ดี
..............................................................................................................................................................................
๓. ได้ยินเสียงฆ้องย่ำประจำวัง ลอยลมล่องดังถึงเคหา
คะเนนับย่ำยามได้สามครา ดูเวลาปลอดห่วงทักทิน
..............................................................................................................................................................................
๔. เข้าตรงบโทนอ้นต้นกัญญา เพื่อนโขกลงด้วยกะลาว่าผีเสื้อ
มหาดเล็กอยู่งานพัดพลัดตกเรือ ร้องว่าเสือตัวใหญ่ว่ายน้ำมา
..............................................................................................................................................................................
๕. ม่านมู่ลี่มีฉากประจำกั้น อัฒจันทร์เครื่องแก้วก็หนักหนา
ชมพลางย่างเยื้องชำเลืองมา เปิดมุ้งเห็นหน้าแม่วันทอง
..............................................................................................................................................................................
๖. พิเคราะห์ดูทั้งยามอัฐกาล ก็บันดาลฤกษ์แรงเป็นหนักหนา
มิรู้ที่จะแถลงแจ้งกิจจา กอดเมียเมินหน้าน้ำตากระเด็น
..............................................................................................................................................................................
๗. อีวันทองกูให้อ้ายแผนไป อ้ายช้างบังอาจใจทำจู่ลู่
ฉุดมันขึ้นช้างอ้างถึงกู ตะคอกขู่อีวันทองให้ตกใจ
..............................................................................................................................................................................
๘. แล้วทำผงอิทธิเจเข้าเจิมพักตร์ คนเห็นคนทักรักทุกหน้า
เสกกระแจะจวงจันทน์น้ำมันทา เสร็จแล้วก็พาวันทองไป
..............................................................................................................................................................................
๙. จะปรึกษาตราสินให้ไม่ได้ จึงทำตามน้ำใจเอาง่ายง่าย
ถ้าฉวยเกิดฆ่าฟันกันล้มตาย อันตรายไพร่เมืองก็เคืองกู
..............................................................................................................................................................................
๑๐. คิดคะนึงตะลึงตะลานอก ดังตัวตกพระสุเมรุภูผา
ให้อุธัจอัดอั้นตันอุรา เกรงผิดภายหน้าก็สุดคิด
..............................................................................................................................................................................
กิจกรรมที่ ๓
เรื่อง ค้นคว้าหาคำศัพท์
เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย 5 ท33101 เรื่อง เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา ครูจันทิภา กบิลโรจน์ ๕๗
คำชี้แจง จงตอบคำถามต่อไปนี้ให้ถูกต้อง
๑. อะไรเป็นสาเหตุสำคัญที่สุดที่ทำให้พลายงามไปชิงตัวนางวันทองคืน
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
๒. พลายงามเคยชนะคดีความขุนช้างด้วยเรื่องใด…………………………………………………………………………………………
๓. พลายงามไปบ้านขุนช้างเวลาใด และไปทำไม
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
๔. วันทองยอมปฏิบัติตามคำขอของพลายงามแต่โดยดีหรือไม่……………………………………………………………………….
๕. การกระทำของพลายงามที่จะไปรับวันทองผิดตรงไหน…………………………………………………………………………….
๖. วันทองไม่ยอมกลับกับพลายงามแต่แนะนำให้พลายงามทำอย่างไร
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
๗. อะไรบ้างที่เป็นสาเหตุให้พลายงามเจ็บแค้น
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
๘. นางวันทองอยู่บ้านขุนช้างมีวิถีชีวิตความเป็นอยู่อย่างไร
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
๙. พลายงามทำอย่างไร วันทองจึงยินยอมมากับพลายงาม…………………………………………………………………………..
๑๐. เหตุใดขุนช้างจึงไม่รู้ตัวระหว่างที่พลายงามมาหาวันทอง………………………………………………………………………..
๑๑. ขุนช้างฝันว่าอย่างไร……………………………………………….…………………………………………………………………………
๑๒. จมื่นไวยส่งใครไปบอกข่าวแก่ขุนช้างว่าตนรับนางวันทองมา…………………………………………………………………..
๑๓. ขุนช้างถวายฎีกาโดยวิธีใด…………………………….……………………………………………………………………………………
๑๔. ฎีกา คืออะไร……………………………………………………………………………………………………………………………………
๑๕. วิธีถวายฎีกาของขุนช้างถูกพระพันวษาลงโทษอย่างไร………………………..…………………………………………………
๑๖. วันทองฝันว่าอย่างไร……………………………………………………………………………….…………………………………………
๑๗. พระพันวษาเสนอทางเลือกให้วันทองอย่างไรบ้าง
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
๑๘. วันทองตัดสินเลือกใคร……………………………………………….………………………………………………………………………
๑๙. พระพันวษาโกรธวันทองเพราะอะไร……………………………………………………………………………………………………
๒๐. วันทองถูกลงโทษอย่างไร……………………………………………………………………………………………………………………
กิจกรรมที่ ๔
จับประเด็นสำคัญ
คำถามชวนคิด หากนักเรียนเป็นนางวันทองนักเรียนจะเลือกใคร
เพราะอะไร ..........................................................
..............................................................................
เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย 5 ท33101 เรื่อง เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา ครูจันทิภา กบิลโรจน์ ๕๘
คำชี้แจง ให้นักเรียนเขียนสรุปเรื่องย่อเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา พร้อมทั้งวาด
ภาพประกอบให้สวยงาม
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
กิจกรรมที่ ๕
เรียงร้อยเหตุการณ์
เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย 5 ท33101 เรื่อง เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา ครูจันทิภา กบิลโรจน์ ๕๙
คำชี้แจง ให้นักเรียนบอกว่า คำที่ขีดเส้นใต้ต่อไปนี้หมายถึงใคร
๑. วันนั้นแพ้กูเมื่อดำน้ำ ก็กริ้วซ้ำจะฆ่าให้เป็นผี
แสนแค้นด้วยมารดายังปรานี ให้ไปขอชีวีขุนช้างไว้
“กู” หมายถึง “มารดา” หมายถึง
๒. เมื่อพ่อเจ้าเข้าคุกแม่ท้องแก่ เขาฉุดแม่ใช่จะแกล้งแหนงหนี
ถึงพ่อเจ้าเล่าไม่รู้ว่าร้ายดี เป็นหลายปีแม่มาอยู่กับขุนช้าง
“พ่อ” หมายถึง “เขา” หมายถึง
“แม่” หมายถึง “เจ้า” หมายถึง
๓. ทุกวันนี้ลูกชายสบายยศ พร้อมหมดเมียมิ่งก็มีสอง
มีบ่าวไพร่ใช้สอยทั้งเงินทอง พี่น้องข้างพ่อก็บริบูรณ์
“ลูกชาย” หมายถึง “สอง” หมายถึง
“พ่อ” หมายถึง
๔. ไม่คิดว่าจะเป็นเห็นว่าแก่ ยังสาระแนหลบลี้หนีไปไหน
เอาเถิดเป็นไรก็เป็นไป ไม่เอากลับมาได้มิใช่กู
“กู” หมายถึง
๕. จะกล่าวถึงขุนแผนแสนสนิท เรืองฤทธิ์ลือจบพิภพไหว
อยู่บ้านสุขเกษมเปรมใจ สมสนิทพิสมัยด้วยสองนาง
“สองนาง” หมายถึง
๖. เพราะกูแพ้ความจมื่นไวย มันจึงเหิมใจทำจองหอง
พ่อลูกแม่ลูกถูกทำนอง ถึงสองครั้งแล้วเป็นแต่เช่นนี้
“กู” หมายถึง
๗. แสนถ่อยใครจะถ่อยเหมือนมันบ้าง ทุกอย่างที่จะชั่วอ้ายหัวลื่น
เวียนแต่เป็นถ้อยความไม่ข้ามคืน น้ำยืนหยั่งไม่ถึงยังดึงมา
“มัน” หมายถึง
๘. อาลัยเจ้าเท่ากับดวงชีวิตพี่ คิดจะหนีไปตามเอาเจ้ากลับ
เกรงจะพากันผิดเข้าติดทับ แต่ขยับอยู่จนได้ไปเชียงอินทร์
“เจ้า” หมายถึง “พี่” หมายถึง
๙. เร่งเร็วเหวยพระยายมราช ไปฟันฟาดเสียให้มันเป็นผี
อกเอาขวานผ่าอย่าปรานี อย่าให้มีโลหิตติดดินกู
“มัน” หมายถึง “กู” หมายถึง
๑๐. เลี้ยงมึงไม่ได้อ้ายใจร้าย ชอบแต่เฆี่ยนสองหวายตลอดสัน
แล้วกลับความถามข้างวันทองพลัน เออเมื่อมันฉุดคร่าพามึงไป
ก็ช้านานได้ประมาณสิบแปดปี ครั้งนี้ทำไมมึงจึงมาได้
นี่มึงหนีมันมาฤๅว่าไร ฤๅว่าใครไปรับเอามึงมา
“มัน” หมายถึง
กิจกรรมที่ ๖
อ่านเอาเรื่อง
เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย 5 ท33101 เรื่อง เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา ครูจันทิภา กบิลโรจน์ ๖๐
คำชี้แจง ให้นักเรียนพิจารณาบทประพันธ์ในแต่ละข้อต่อไปนี้ว่า มีความงามทางวรรณศิลป์โดดเด่นในด้านใด
๑. เห็นคนนอนล้อมอ้อมเป็นวง ประตูลั่นมั่นคงขอบรั้วกั้น
กองไฟสว่างดังกลางวัน หมายสำคัญตรงมาหน้าประตู
๒. มาอยู่ไยกับอ้ายหินชาติ แสนอุบาทว์ใจจิตริษยา
ดังทองคำทำเลี่ยมปากกะลา หน้าตาดำเหมือนมินหม้อมอม
เหมือนแมลงวันว่อนเคล้าที่เน่าชั่ว มาเกลือกกลั้วปทุมมาลย์ที่หวานหอม
ดอกมะเดื่อฤาจะเจือดอกพะยอม ว่านักแม่จะตรอมระกำใจ
๓. อาลัยเจ้าเท่ากับดวงชีวิตพี่ คิดจะหนีไปตามเอาเจ้ากลับ
เกรงจะพากันผิดเข้าติดทับ แต่ขยับอยู่จนได้ไปเชียงอินทร์
๔. ครานั้นพระองค์ผู้ทรงภพ ฟังจบแค้นคั่งดังเพลิงไหม้
เหมือนดินประสิวปลิวติดกับเปลวไฟ ดูดู๋เป็นได้อีวันทอง
๕. เจ้าพลายงามตามรับเอากลับมา ทีนี้หน้าจะดำเป็นน้ำหมึก
กำเริบใจด้วยเจ้าไวยกำลังฮึก จะพาแม่ตกลึกให้จำตาย
๖. อีวันทองตัวมันเหมือนรากแก้ว ถ้าตัดโคนขาดแล้วก็ใบเหี่ยว
๗. นิจจาใจเจ้าจะให้พี่เจ็บจิต ดังเอากริชแกระกรีดในอกผัว
เกรงผิดคิดบาปจึงหลาบกลัว พี่นี้ชั่วเพราะหมิ่นประมาทความ
๘. ครานั้นขุนช้างได้ฟังว่า แค้นดังเลือดตาจะหลั่งไหล
๙. ใต้เตียงเสียงหนูก็กุกกก แมงมุมทุ่มอกที่ริมฝา
ยิ่งหวาดหวั่นพรั่นตัวกลัวมรณา ดังวิญญาณ์นางจะพรากไปจากกาย
๑๐. ลุกขึ้นโขย่งโก้งโค้งคลาน ซมซานโฮกฮากอ้าปากไป
กิจกรรมที่ ๗
วิเคราะห์โวหารภาพพจน์
อุปมา อุปลักษณ์ อติพจน์ สัทพจน์
เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย 5 ท33101 เรื่อง เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา ครูจันทิภา กบิลโรจน์ ๖๑
คำชี้แจง ให้นักเรียนพิจารณาบทประพันธ์ที่กำหนดว่า ปรากฏรสวรรณคดีไทยข้อใดบ้าง
๑. ครั้นเวลาดึกกำดัดสงัดเงียบ ใบไม้แห้งแกร่งเกรียบระรุบร่อน
พระพายโชยเสาวรสขจายขจร พระจันทรแจ่มแจ้งกระจ่างดวง
ดุเหว่าเร้าเสียงสำเนียงก้อง ระฆังฆ้องขานแข่งในวังหลวง
วันทองน้องนอนสนิททรวง จิตง่วงระงับสู่ภวังค์
๒. รูปงามนามเพราะน้อยไปหรือ ใจไม่ซื่อถือศักดิ์เท่าเส้นผม
แต่ใจสัตว์มันยังมีที่นิยม สมาคมก็แต่ถึงฤดูมัน
มึงนี้ถ่อยยิ่งกว่าถ่อยอีท้ายเมือง จะเอาเรื่องไม่ได้สักสิ่งสรรพ์
ละโมบมากตัณหาตาเป็นมัน สักร้อยพันให้มึงไม่ถึงใจ
ว่าหญิงชั่วผัวยังคราวละคนเดียว หาตามตอมกันเกรียวเหมือนมึงไม่
หนักแผ่นดินกูจะอยู่ไย อ้ายไวยมึงอย่านับว่ามารดา
๓. พี่ผิดพี่ก็มาลุแก่โทษ จะคุมโกรธคุมแค้นไปถึงไหน
ความรักพี่ยังรักระงมใจ อย่าตัดไมตรีตรึงให้ตรอมตาย
ว่าพลางทางแอบเข้าแนบอก ประคองยกของสำคัญมั่นหมาย
เจ้าเนื้อทิพย์หยิบชื่นอารมณ์ชาย ขอสบายสักหน่อยอย่าโกรธา
๔. โอ้แม่เจ้าประคุณของลูกเอ๋ย ไม่ควรเลยจะพรากจากคุณพ่อ
เวรกรรมนำไปไม่รั้งรอ มิพอที่จะต้องพรากก็จากมา
๕. ว่าพลางคลึงเคล้าเข้าแนบข้าง จูบพลางทางปลอบประโลมขวัญ
ก่ายกอดสอดเกี่ยวพัลวัน วันทองกั้นกีดไว้ไม่ตามใจ
พลิกผลักชักชวนให้ชื่นชิด เบือนบิดแบ่งรักหาร่วมไม่
สยดสยองพองเสียวแสยงใจ พระพายพัดมาลัยตลบลอย
กิจกรรมที่ ๘
ค้นหารสในวรรณคดี
เสาวรจนี นารีปราโมทย์ พิโรธวาทัง สัลลาปังคพิสัย
เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย 5 ท33101 เรื่อง เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา ครูจันทิภา กบิลโรจน์ ๖๒
คำชี้แจง ให้นักเรียนพิจารณาบทประพันธ์ที่กำหนด แล้ววิเคราะห์ว่าสะท้อนสังคมและวัฒนธรรมไทยสมัย
อยุธยาและรัตนโกสินทร์ตอนต้นในด้านใดบ้าง จากตัวเลือกที่กำหนดให้
ก. สะท้อนสภาพบ้านเรือนของคนสมัยก่อน
ข. สะท้อนความเชื่อเรื่องไสยศาสตร์ของคนในสังคม
ค. สะท้อนความเชื่อเรื่องความฝันของคนในสังคม
ง. สะท้อนความเชื่อเรื่องกรรมของคนในสังคม
จ. สะท้อนค่านิยมเรื่องผู้หญิงต้องมีสามีคนเดียว
ฉ. สะท้อนค่านิยมความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์
ช. สะท้อนประเพณีที่กษัตริย์เสด็จประพาสท้องทุ่งในฤดูน้ำหลาก
ซ. สะท้อนภาพวิธีการถวายฎีกาเพื่อร้องทุกข์
ญ. สะท้อนความเชื่อเรื่องลางบอกเหตุร้าย
๑. ฟ้าขาวดาวเด่นดวงสว่าง จันทร์กระจ่างทรงกลดหมดเมฆสิ้น
จึงเซ่นเหล้าข้าวปลาให้พรายกิน เสกขมิ้นว่านยาเข้าทาตัว
ลงยันต์ราชะเอาปะอก หยิบยกมงคลขึ้นใส่หัว
เป่ามนตร์เบื้องบนชอุ่มมัว พรายยั่วยวนใจให้ไคลคลา
๒. ชอบผิดพ่อจงคิดคะนึงตรอง อันตัวน้องมลทินหาสิ้นไม่
ประหนึ่งว่าวันทองนี้สองใจ พบไหนก็เป็นแต่เช่นนั้น
๓. ข้าไทนอนหลับลงทับกัน สะเดาะกลอนถอนลั่นถึงชั้นสาม
กระจกฉากหลากสลับวับแวววาม อร่ามแสงโคมแก้วแววจับตา
ม่านมู่ลี่มีฉากประจำกัน อัฒจันทร์เครื่องแก้วก็หนักหนา
ชมพลางย่างเยื้องชำเลืองมา เปิดมุ้งเห็นหน้าแม่วันทอง
๔. วันนั้นพอพระปิ่นนรินทร์ราช เสด็จประพาสบัวยังหากลับไม่
ขุนช้างมาถึงซึ่งวังใน ก็คอยจ้องที่ใต้ตำหนักน้ำ
กิจกรรมที่ ๙
สะท้อนภาพสังคม
เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย 5 ท33101 เรื่อง เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา ครูจันทิภา กบิลโรจน์ ๖๓
๕. ใช่ที่ใช่ทางวางเข้ามา ฤาอ้ายช้างเป็นบ้ากระมังนี่
เฮ้ยใครรับฟ้องของมันที ตีเสียสามสิบจึงปล่อยไป
มหาดเล็กก็รับเอาฟ้องมา ตำรวจคว้าขุนช้างหาวางไม่
ลงพระราชอาญาตามว่าไว้ พระจึงให้ตั้งกฤษฎีกา
๖. ใต้เตียงเสียงหนูก็กุกกก แมลงมุมทุ่มอกที่ริมฝา
ยิ่งหวาดหวั่นพรั่นกลัวมรณา ดังวิญญานางจะพรากไปจากกาย
๗ ทุกวันนี้ใช่แม่จะผาสุก มีแต่ทุกข์ใจเจ็บดังเหน็บหนาม
ต้องจำจนทนกรรมที่ติดตาม จะขืนความคิดไปก็ใช่ที
๘. พรุ่งนี้พี่จะแก้เสนียดฝัน แล้วทำมิ่งสิ่งขวัญให้เป็นสุข
มิให้เกิดราคีกลียุค อย่าเป็นทุกข์เลยเจ้าจงเบาใจ
๙. ครั้นอยู่มาขุนแผนต้องจำจอง กระหม่อมฉันมีท้องนั้นเติบใหญ่
อยู่ที่เคหาหน้าวัดตะไกร ขุนช้างไปบอกว่าพระโองการ
มีรับสั่งโปรดปรานประทานให้ กระหม่อมฉันไม่ไปก็หักหาญ
ยื้อยุดฉุดคร่าทำสามานย์ เพื่อนบ้านจะช่วยก็สุดคิด
ด้วยขุนช้างอ้างว่ารับสั่งให้ ใครจะขัดขืนไว้ก็กลัวผิด
จนใจจะมิไปก็สุดฤทธิ์ ชีวิตอยู่ใต้พระบาทา
๑๐. สีขี้ผึ้งสีปากกินหมากเวทย์ ซึ่งวิเศษสารพัดแก้ขัดสน
น้ำมันพรายน้ำมันจันทน์สรรเสกปน เคยคุ้มขังบังตนแต่ไรมา
ให้เขียนข้อความเต็ม
ห้ามเขียนแค่ตัวอักษร
เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย 5 ท33101 เรื่อง เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา ครูจันทิภา กบิลโรจน์ ๖๔
คำชี้แจง ให้นักเรียนเขียนข้อคิดที่ได้จาก เรื่องเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา อย่างน้อย
๕ ข้อ พร้อมทั้งบอกแนวทางการนำข้อคิดดังกล่าวไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันมาอย่างละเอียด
๑. ................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
๒. ................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................
๓. ................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................
๔. ................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................
๕. ................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................
กิจกรรมที่ ๑๐
สังเคราะห์ข้อคิด
เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย 5 ท33101 เรื่อง เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา ครูจันทิภา กบิลโรจน์ ๖๕
คำสั่ง ให้นักเรียนทำเครื่องหมาย x ทับตัวเลือกข้อที่ถูกที่สุดเพียงคำตอบเดียว
๑. เสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา ผู้แต่งคือ
ก. รัชกาลที่ ๒ ข. รัชกาลที่ ๓ ค. สุนทรภู่ ง. ไม่ปรากฏนามผู้แต่ง
๒. เสภาคืออะไร
ก. การขับลำนำเป็นเรื่องราว ใช้กรับเป็นเครื่องประกอบจังหวะ
ข. การร้องเป็นทำนองสรภัญญะ ใช้กลองรำมะนาเป็นเครื่องประกอบจังหวะ
ค. การร้องเป็นทำนองแหล่ ใช้ระนาดเป็นเครื่องประกอบจังหวะ
ง. การร้องเป็นทำนองไทยเดิม ใช้ฉิ่งเป็นเครื่องประกอบจังหวะ
๓.
“ทุกวันนี้ลูกชายสบายยศ พร้อมหมดเมียมิ่งก็มีสอง
มีบ่าวไพร่ใช้สอยทั้งเงินทอง พี่น้องข้างพ่อก็บริบูรณ์”
คำที่ขีดเส้นใต้หมายถึงผู้ใด
ก. นางสร้อยทองและนางสายทอง ข. นางแก้วกิริยาและนางลาวทอง
ค. นางสร้อยฟ้าและนางศรีมาลา ง. นางสายทองและนางลาวทอง
๔. เมื่อขุนช้างถวายฎีกาต่อสมเด็จพระพันวษา ทำไมต้องถูกเฆี่ยนถึง ๓๐ ที
ก. ขุนช้างละเมิดกฎหมายในการรักษาความปลอดภัยแก่พระมหากษัตริย์
ข. ขุนช้างสร้างความรำคาญในการเสด็จประพาส
ค. ขุนช้างไม่รู้จักกาลเทศะความเหมาะสม
ง. ขุนช้างชอบฟ้องร้องเรื่องไร้สาระ
๕. พฤติกรรมชองใครเกิดจากการใช้อารมณ์เหนือเหตุผล
ก. ขุนช้าง ข. ขุนแผน ค. จมื่นไวย ง. ทุกข้อที่กล่าวมา
๖.
“อีแสนถ่อยจัญไรใจทมิฬ ดังเพชรนิลเกิดขึ้นในอาจม”
ผู้ประพันธ์ใช้โวหารใดในการประพันธ์
ก. อุปลักษณ์ ข. อุปมา ค. สัทพจน์ ง. พรรณนาโวหาร
แบบทดสอบหลังเรียน
เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย 5 ท33101 เรื่อง เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา ครูจันทิภา กบิลโรจน์ ๖๖
๗. ข้อใดเป็นวิธีที่ขุนช้างใช้ถวายฎีกา
ก. ไปเข้าเฝ้าที่ท้องพระโรง ข. ลักลอบไปในห้องพระบรรทม
ค. ฝากขุนนางผู้ใหญ่ไปถวาย ง. ว่ายน้ำลอยคอถวายฎีกาที่เรือพระที่นั่ง
๘. ข้อใดไม่ใช่ลางสังหรณ์ที่เกิดแก่นางวันทอง
ก. ดุเหว่าเร้าเสียงสำเนียงก้อง ระฆังฆ้องขานแข่งในวังหลวง
ข. ฝันว่าพลัดไปในไพรเถื่อน เลื่อนเปื้อนไม่รู้ที่จะกลับหลัง
ค. ลดเลี้ยวเที่ยวหลงในดงรัง ยังมีพยัคฆ์ร้ายมาราวี
ง. ใต้เตียงสียงหนูก็กุกกก แมงมุงทุ่มอกที่ริมฝา
๙. คำประพันธ์ในข้อใดไม่เข้าลักษณะ พิโรธวาทัง
ก. ไม่มีอาญาสิทธิ์คิดดึงโดน เที่ยวทำใจคะนองจองหองครัน
เลี้ยงมึงไม่ได้อ้ายใจร้าย ชอบแต่เฆี่ยนสองหวายตลอดหลัง
ข. ถ้าฉวยเกิดฆ่าฟันกันล้มตาย อันตรายไพร่เมืองก็เคืองกู
อีวันทองกูให้อ้ายแผนไป อ้ายช้างบังอาจใจทำจู่ลู่
ค. ฉุดมันขึ้นช้างอ้างถึงกู ตะคอกขู่อีวันทองให้ตกใจ
ชอบตบให้สลบลงกับที่ เฆี่ยนตีเสียให้ยับไม่นับได้
ง. จะรักชู้ชังผัวมึงกลัวอาย จะอยู่ด้วยลูกชายก็ไม่ว่า
ตามใจกูจะให้ดังวาจา แต่นี้เบื้องหน้าขาดเด็ดไป
๑๐. ข้อใดไม่เกี่ยวข้องกับความเชื่อในเรื่องไสยศาสตร์
ก. ดูเวลาปลอดห่วงทักทิน ข. เสกขมิ้นว่านยาเข้าทาตัว
ค. เงียบสัตว์จัตุบททวิบาท ง. ลงยันต์ราชะเอาปะอก
๑๑. การกราบบังคมทูลเป็นกลางของนางวันทองทำให้ส่งผลอย่างไร
ก. ที่รูปรวยสวยสมมีถมไป ข. ไปฟันฟาดเสียให้เป็นผี
ค. เอาใบตองรองไว้ให้หมากิน ง. อกเอาขวานผ่าอย่าปรานี
๑๒.
“ครานั้นจึงโฉมเจ้าวันทอง เศร้าหมองด้วยลูกเป็นหนักหนา
พ่อพลายงามทรามสวาดิของแม่อา แม่โศกาเกือบเจียนจะบรรลัย
ใช่จะอิ่มเอิบอาบด้วยเงินทอง มิใช่ของตัวทำมาแต่ไหน
ทั้งผู้คนช้างม้าแลข้าไท ไม่รักใคร่เหมือนกับพ่อพลายงาม
ทุกวันนี้ใช่แม่จะผาสุก มีแต่ทุกข์ใจเจ็บดังเหน็บหนาม
ต้องจำจนทนกรรมที่ติดตาม จะขืนความคิดไปก็ใช่ที”
คำประพันธ์นี้นางวันทองต้องการบอกให้รู้อะไร
ก. บอกถึงความวิตกกังวล ข. รำพันถึงความทุกข์ใจ
ค. ให้คำแนะนำ ง. แสดงความท้อใจ
เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย 5 ท33101 เรื่อง เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา ครูจันทิภา กบิลโรจน์ ๖๗
๑๓. ข้อใดมีน้ำเสียงเชิงตัดพ้อ
ก. มีธุระสิ่งไรในใจเจ้า พ่อจงเล่าแก่แม่แล้วกลับบ้าน
ข. เมื่อพ่อเจ้ากลับมาแต่เชียงใหม่ ไม่เพ็ดทูลสิ่งไรแต่สักอย่าง
ค. เล่าความบอกผัวด้วยกลัวภัย ประหลาดใจน้องฝันพรั่นอุรา
ง. มาอยู่ไยกับอ้ายหินชาติ แสนอุบาทว์ใจจิตริษยา
๑๔.
“พี่ผิดจริงแล้วเจ้าวันทอง เหมือนลืมน้องหลงเลือนทำเชือนเฉย”
ข้อความนี้ใครสำนึกผิดในเรื่องใด
ก. ขุนช้างสำนึกผิด ในเรื่องที่หึงหวงนางวันทองมากเกินไป
ข. ขุนช้างสำนึกผิด ในเรื่องไม่ดูแลนงวันทองให้ดี จนถูกพลายงามมาลักตัวไป
ค. ขุนแผนสำนึกผิด ในเรื่องที่มีภรรยาหลายคน
ง. ขุนแผนสำนึกผิด ในเรื่องที่ไม่ได้ทูลขอนางวันทองคืนจากขุนช้าง หลังจากรบชนะเจ้า
เชียงใหม่
๑๕.
“เจ้าเป็นถึงหัวหมื่นมหาดเล็ก มิใช่เด็ดดอกจงฟังคำแม่ว่า
จงเร่งไปคิดกับบิดา ฟ้องหากราบทูลพระทรงธรรม์”
คำประพันธ์นี้นางวันทองต้องการบอกอะไรให้พลายงาม
ก. ดุด่าว่ากล่าว ข. พร่ำสอน
ค. เตือนสติ ง. ชักชวน
๑๖. ข้อใดไม่แสดงอาการเคลื่อนไหว
ก. ย่างท้าวก้าวไปในทันที มิได้มีใครทักแต่สักคน
ข. โอ้แม่เจ้าประคุณของลูกเอ๋ย ไม่ควรเลยจะพรากจากคุณพ่อ
ค. ชมพลางย่างเยื้องชำเลืองมา เปิดมุ้งเห็นหน้าแม่วันทอง
ง. พลางนั่งลงนอบนบอภิวันท์ สะอื้นอั้นอกแค้นน้ำตาคลอ
๑๗. ข้อใดไม่มีภาพสะท้อนทางวัฒนธรรม
ก. ถ้ารักน้องป้องปิดให้มิดอาย ฉันกลับกลายแล้วหม่อมจงฟาดฟัน
ข. พระจันทรจรแจ่มกระจ่างดี พระพายพัดมาลีตรลบไป
ค. ไปเพ็ดทูลเสียให้ทูลกระหม่อมแจ้ง น้องจะแต่งบายศรีไว้เชิญขวัญ
ง. หญิงเดียวชายครองเป็นสองมิตร ถ้ามิปลิดเสียให้เปลื้องไม่ตามใจ
เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย 5 ท33101 เรื่อง เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา ครูจันทิภา กบิลโรจน์ ๖๘
๑๘. การกระทำของขุนช้างที่ฉุดนางวันทองซึ่งเป็นภรรยาของขุนแผนมาเป็นภรรยาตนนั้น ถือว่า
ผิดศีลข้อใด
ก. ข้อ ๑. ปาณาติปาตา เวรมณี
ข. ข้อ ๒. อทินนาทานา เวรมณี
ค. ข้อ ๓. กาเมสุมิจฉาจารา เวรมณี
ง. ข้อ ๔. มุสาวาทา เวรมณี
๑๙.
“ พลางเรียกหาข้าไทอยู่ว้าวุ่น อีอุ่นอีอิ่มอีฉิมอีสอน
อีมีอีมาอีสาคร นิ่งนอนไยหวามาหากู”
คำประพันธ์นี้ขุนช้างเรียกคนใช้ทั้งหมดกี่คน
ก. ๖ คน ข. ๗ คน
ค. ๘ คน ง. ๙ คน
๒๐.
“พี่ผิดพี่ก็มาลุแก่โทษ จะคุมโกรธคุมแค้นไปถึงไหน
ความรักพี่ยังรักระงมใจ อย่าตัดไมตรีตรึงให้ตรอมตาย”
คำประพันธ์นี้ใช้โวหารข้อใด
ก. เสาวรจนี ข. นารีปราโมทย์
ค. พิโรธวาทัง ง. สัลลาปังคพิสัย
*******************
เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย 5 ท33101 เรื่อง เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา ครูจันทิภา กบิลโรจน์ ๖๙
เฉลยแบบฝึกทักษะ
เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย 5 ท33101 เรื่อง เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา ครูจันทิภา กบิลโรจน์ ๗๐
ข้อ คำตอบ ข้อ คำตอบ ข้อ คำตอบ ข้อ คำตอบ
๑ ง 6 ข 11 ข 16 ข
2 ก 7 ง 12 ข 17 ข
3 ค 8 ก 13 ข 18 ค
4 ค 9 ง 14 ง 19 ข
5 ง 10 ข 15 ค 20 ข
ข้อ คำตอบ ข้อ คำตอบ ข้อ คำตอบ ข้อ คำตอบ
๑ ง 6 ข 11 ข 16 ข
2 ก 7 ง 12 ข 17 ข
3 ค 8 ก 13 ข 18 ค
4 ค 9 ง 14 ง 19 ข
5 ง 10 ข 15 ค 20 ข
เฉลยแบบทดสอบ
แบบทดสอบก่อนเรียน
แบบทดสอบหลังเรียน
เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย 5 ท33101 เรื่อง เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา ครูจันทิภา กบิลโรจน์ ๗๑
คำชี้แจง ให้นักเรียนตอบคำถามต่อไปนี้
1. เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ได้รับยกย่องจากวรรณคดีสโมสรให้เป็นยอดของวรรณคดีประเภทใด
ยอดของกลอนเสภา
2. เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน มีเค้าที่มาจากเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในสมัยใด
สมัยอยุธยาตอนต้น
3. การนำเรื่อง ขุนช้างขุนแผน มาขับเสภา สันนิษฐานว่าเกิดขึ้นในสมัยใด
รัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช สมัยอยุธยาตอนกลาง
4. การขับเสภามีมูลเหตุมาจากอะไร
การเล่านิทาน
5. ประเพณีการขับเสภาแต่เดิมมามีการใช้เครื่องดนตรีอะไรประกอบการขับ
กรับ
6. การขับเสภาประกอบวงปี่พาทย์ เกิดขึ้นครั้งแรกในสมัยใด
รัชกาลที่ 2
7. การขับเสภาประกอบวงปี่พาทย์ เรียกว่าอะไร
เสภาทรงเครื่อง
8. การขับเสภาที่มีปี่พาทย์รับและมีการร่ายรำประกอบ เรียกว่าอะไร
เสภารำ
9. กวีผู้แต่งเสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา คือใคร
ไม่ปรากฏนามผู้แต่ง
10. เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนใดที่เป็นผลงานของสุนทรภู่
กำเนิดพลายงาม
11. เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน มีทั้งหมดกี่ตอน
43 ตอน
12. เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน แต่งด้วยคำประพันธ์ประเภทใด
กลอนเสภา
13. กลอนเสภามีลักษณะต่างจากกลอนแปดอย่างไร
กลอนเสภามีจำนวนคำในแต่ละวรรคไม่แน่นอน
14. ในราชสำนักตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 2 เป็นต้นมา มักขับเสภาถวายในโอกาสใด
ขับเสภาถวายเมื่อทรงเครื่องใหญ่
15. สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงสันนิษฐานว่า “พระพันวษา” ในเรื่องขุนช้าง
ขุนแผน น่าจะหมายถึงพระมหากษัตริย์พระองค์ใด
สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2
เฉลยกิจกรรมที่ ๑
เรื่อง บอกเล่าที่มาของเรื่อง
เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย 5 ท33101 เรื่อง เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา ครูจันทิภา กบิลโรจน์ ๗๒
นางเทพทอง
คำชี้แจง ให้นักเรียนเขียนชื่อตัวละครลงในแผนผังตัวละครเรื่องขุนช้างขุนแผนต่อไปนี้ให้ถูกต้อง
เฉลยกิจกรรมที่ ๒
เรื่อง ตามหาตัวละคร
ขุนไกร นางทองประศรี พันศรโยธา นางศรีประจัน ขุนศรีวิชัย
ขุนช้าง
พลายงาม
(จมื่นไวยฯ)
พลายแก้ว
(ขุนแผน)
พิมพิลาไลย
(วันทอง)
กุมารทอง
ลาวทอง บัวคลี่ แก้วกิริยา สายทอง
พลายชุมพล ศรีมาลา สร้อยฟ้า
พระพันวษา
(พระมหากษัตริย์ในเรื่อง)
เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย 5 ท33101 เรื่อง เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา ครูจันทิภา กบิลโรจน์ ๗๓
คำชี้แจง ให้นักเรียนบอกความหมายของคำศัพท์ที่ขีดเส้นใต้ในแต่ละข้อต่อไปนี้
1. เงียบสัตว์จัตุบททวิบาท ดาวดาษเดือนสว่างกระจ่างไข
น้ำค้างตกกระเซ็นเย็นเยือกใจ สงัดเสียงคนใครไม่พูดจา
จัตุบททวิบาท หมายถึง สัตว์สี่เท้า สองเท้า
2. อะไรพอสว่างวางเข้ามา เด็กหวาจับถองให้จงได้
ลุกขึ้นถกเขมรร้องเกนไป ทุดอ้ายไพร่ขี้ครอกหลอกผู้ดี
ถกเขมร หมายถึง การนุ่งผ้าหยักรั้งขึ้นไปให้พ้นหัวเข่า บางครั้งเรียกว่า “ขัดเขมร”
ร้องเกน หมายถึง ร้องตะโกนดังๆ
3. ได้ยินเสียงฆ้องย่ำประจำวัง ลอยลมล่องดังถึงเคหา
คะเนนับย่ำยามได้สามครา ดูเวลาปลอดห่วงทักทิน
ทักทิน หมายถึง วันชั่วร้าย
4. เข้าตรงบโทนอ้นต้นกัญญา เพื่อนโขกลงด้วยกะลาว่าผีเสื้อ
มหาดเล็กอยู่งานพัดพลัดตกเรือ ร้องว่าเสือตัวใหญ่ว่ายน้ำมา
บโทน หมายถึง นายเรือ ผู้คอยให้จังหวะสัญญาณให้พายช้าพายเร็ว
ผีเสื้อ หมายถึง ผีเสื้อสมุทร
5. ม่านมู่ลี่มีฉากประจำกั้น อัฒจันทร์เครื่องแก้วก็หนักหนา
ชมพลางย่างเยื้องชำเลืองมา เปิดมุ้งเห็นหน้าแม่วันทอง
อัฒจันทร์ หมายถึง ชั้นที่ตั้งเครื่องแก้วซึ่งเป็นของประดับบ้าน
6. พิเคราะห์ดูทั้งยามอัฐกาล ก็บันดาลฤกษ์แรงเป็นหนักหนา
มิรู้ที่จะแถลงแจ้งกิจจา กอดเมียเมินหน้าน้ำตากระเด็น
อัฐกาล หมายถึง ยามแปด คือ เวลาตั้งแต่ 04.30 – 06.00 น.
7. อีวันทองกูให้อ้ายแผนไป อ้ายช้างบังอาจใจทำจู่ลู่
ฉุดมันขึ้นช้างอ้างถึงกู ตะคอกขู่อีวันทองให้ตกใจ
จู่ลู่ หมายถึง ถลันเข้าไป รี่เข้าไปตามทาง โดยปริยาย หมายถึง ดูถูก
๘. แล้วทำผงอิทธิเจเข้าเจิมพักตร์ คนเห็นคนทักรักทุกหน้า
เสกกระแจะจวงจันทน์น้ำมันทา เสร็จแล้วก็พาวันทองไป
ผงอิทธิเจ เป็นผงลงอาคมที่นำมาผัดหน้าสำหรับเป็นเสน่ห์ทำให้คนรักและเมตตา
กระแจะ หมายถึง ผลเครื่องหอมต่างๆ ที่ผสมกันสำหรับทาหรือเจิม โดยปกติมีเครื่องประสม คือ ไม้จันทน์ เป็นต้น
จวงจันทน์ หมายถึง เครื่องหอมที่เจือด้วยไม้จวงและไม้จันทน์
9. จะปรึกษาตราสินให้ไม่ได้ จึงทำตามน้ำใจเอาง่ายง่าย
ถ้าฉวยเกิดฆ่าฟันกันล้มตายอันตรายไพร่เมืองก็เคืองกู
ตราสิน หมายถึง แจ้งความไว้เพื่อเป็นหลักฐาน
10. คิดคะนึงตะลึงตะลานอก ดังตัวตกพระสุเมรุภูผา
ให้อุธัจอัดอั้นตันอุรา เกรงผิดภายหน้าก็สุดคิด
อุธัจ หมายถึง ความฟุ้งซ่าน ความประหม่า ขวยเขิน
เฉลยกิจกรรมที่ ๓
เรื่อง ค้นคว้าหาคำศัพท์
เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย 5 ท33101 เรื่อง เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา ครูจันทิภา กบิลโรจน์ ๗๔
คำชี้แจง จงตอบคำถามต่อไปนี้ให้ถูกต้อง
๑. อะไรเป็นสาเหตุสำคัญที่สุดที่ทำให้พลายงามไปชิงตัวนางวันทองคืน
แค้นใจที่เอาชนะขุนช้างในวันที่ดำน้ำพิสูจน์ได้จนพระพันวษาสั่งประหารแต่วันทองมาขอจนขุนช้างพ้นโทษ
๒. พลายงามเคยชนะคดีความขุนช้างด้วยเรื่องใด ทะเลาะกันวันแต่งงานพลายงาม
๓. พลายงามไปบ้านขุนช้างเวลาใด และไปทำไม
ตอนกลางคือ ไปพาวันทองมาอยู่ด้วย
๔. วันทองยอมปฏิบัติตามคำขอของพลายงามแต่โดยดีหรือไม่ ไม่ เพราะมันไม่ถูกต้อง
๕. การกระทำของพลายงามที่จะไปรับวันทองผิดตรงไหน ไปขึ้นเรือนคนอื่นตอนกลางคืนโดยที่เจ้าของเรือนไม่รู้
๖. วันทองไม่ยอมกลับกับพลายงามแต่แนะนำให้พลายงามทำอย่างไร
ให้กลับไปปรึกษากับขุนแผน ทำให้ถูกต้อง คือไปขอวันทองคืนจากพระพันวษา
๗. อะไรบ้างที่เป็นสาเหตุให้พลายงามเจ็บแค้น
ขุนช้างเคยคิดจะฆ่าพลายงามตอนเป็นเด็ก และขุนช้างไม่คู่ควรกับแม่วันทอง
๘. นางวันทองอยู่บ้านขุนช้างมีวิถีชีวิตความเป็นอยู่อย่างไร
สุขสบาย มีคนรับใช้ ขุนช้างดูแลอย่างดี มีเงินให้มากมาย
๙. พลายงามทำอย่างไร วันทองจึงยินยอมมากับพลายงาม ขู่จะตัดเอาแต่หัวแม่ไป ทิ้งตัวไว้ที่เรือนขุนช้าง
๑๐. เหตุใดขุนช้างจึงไม่รู้ตัวระหว่างที่พลายงามมาหาวันทอง โดนมนตร์สะกดของพลายงาม
๑๑. ขุนช้างฝันว่าอย่างไร ฝันว่าฟันหัก ขี้เรื้อนขึ้นตัว ไปหาหมอ ได้กินยาคือปรอทมากัดกินตับไตไส้พุง
๑๒. จมื่นไวยส่งใครไปบอกข่าวแก่ขุนช้างว่าตนรับนางวันทองมา หมื่นวิเศษผล
๑๓. ขุนช้างถวายฎีกาโดยวิธีใด ลอยคอว่ายน้ำไป
๑๔. ฎีกา คืออะไร คำร้องทุกข์ที่ยื่นถวายต่อพระเจ้าแผ่นดิน
๑๕. วิธีถวายฎีกาของขุนช้างถูกพระพันวษาลงโทษอย่างไร ถูกเฆี่ยนสามสิบที
๑๖. วันทองฝันว่าอย่างไร ฝันว่าหลงไปในป่า เจอเสือสองตัว ถูกเสือโดดตะครุบลากไปในป่า
๑๗. พระพันวษาเสนอทางเลือกให้วันทองอย่างไรบ้าง
ให้เลือกว่าจะอยู่กับขุนช้างหรือขุนแผน หรือจะอยู่กับลูกชายคือพลายงามก็ได้
๑๘. วันทองตัดสินเลือกใคร ไม่เลือกใคร ทูลบอกเป็นกลาง ว่าอยู่กับใครก็ได้แล้วแต่พระพันวษา
๑๙. พระพันวษาโกรธวันทองเพราะอะไร เข้าใจผิดว่าวันทองรักผู้ชายทั้งสองคนจนเลือกไม่ได้ว่าจะอยู่กับใคร
๒๐. วันทองถูกลงโทษอย่างไร ถูกประหารชีวิต
เฉลยกิจกรรมที่ ๔
จับประเด็นสำคัญ
คำถามชวนคิด หากนักเรียนเป็นนางวันทองนักเรียนจะเลือกใคร
เพราะอะไร ........อยู่ในดุลยพินิจของครูผู้สอน..........
....................................................................................
เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย 5 ท33101 เรื่อง เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา ครูจันทิภา กบิลโรจน์ ๗๕
คำชี้แจง ให้นักเรียนเขียนสรุปเรื่องย่อเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา พร้อมทั้งวาด
ภาพประกอบให้สวยงาม
..........................อยู่ในดุลยพินิจของครูผู้สอน.....................................................................................
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................
เฉลยกิจกรรมที่ ๕
เรียงร้อยเหตุการณ์
เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย 5 ท33101 เรื่อง เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา ครูจันทิภา กบิลโรจน์ ๗๖
คำชี้แจง ให้นักเรียนบอกว่า คำที่ขีดเส้นใต้ต่อไปนี้หมายถึงใคร
1. วันนั้นแพ้กูเมื่อดำน้ำ ก็กริ้วซ้ำจะฆ่าให้เป็นผี
แสนแค้นด้วยมารดายังปรานี ให้ไปขอชีวีขุนช้างไว้
“กู” หมายถึง จมื่นไวยวรนาถ (พลายงาม) “มารดา” หมายถึง วันทอง
2. เมื่อพ่อเจ้าเข้าคุกแม่ท้องแก่ เขาฉุดแม่ใช่จะแกล้งแหนงหนี
ถึงพ่อเจ้าเล่าไม่รู้ว่าร้ายดี เป็นหลายปีแม่มาอยู่กับขุนช้าง
“พ่อ” หมายถึง ขุนแผน “เขา” หมายถึง ขุนช้าง
“แม่” หมายถึง วันทอง “เจ้า” หมายถึง จมื่นไวยวรนาถ
3. ทุกวันนี้ลูกชายสบายยศ พร้อมหมดเมียมิ่งก็มีสอง
มีบ่าวไพร่ใช้สอยทั้งเงินทอง พี่น้องข้างพ่อก็บริบูรณ์
“ลูกชาย” หมายถึง จมื่นไวยวรนาถ “สอง” หมายถึง สร้อยฟ้า และศรีมาลา
“พ่อ” หมายถึง ขุนแผน
4. ไม่คิดว่าจะเป็นเห็นว่าแก่ ยังสาระแนหลบลี้หนีไปไหน
เอาเถิดเป็นไรก็เป็นไป ไม่เอากลับมาได้มิใช่กู
“กู” หมายถึง ขุนช้าง
5. จะกล่าวถึงขุนแผนแสนสนิท เรืองฤทธิ์ลือจบพิภพไหว
อยู่บ้านสุขเกษมเปรมใจ สมสนิทพิสมัยด้วยสองนาง
“สองนาง” หมายถึง ลาวทอง และแก้วกิริยา
6. เพราะกูแพ้ความจมื่นไวย มันจึงเหิมใจทำจองหอง
พ่อลูกแม่ลูกถูกทำนอง ถึงสองครั้งแล้วเป็นแต่เช่นนี้
“กู” หมายถึง ขุนช้าง
7. แสนถ่อยใครจะถ่อยเหมือนมันบ้าง ทุกอย่างที่จะชั่วอ้ายหัวลื่น
เวียนแต่เป็นถ้อยความไม่ข้ามคืน น้ำยืนหยั่งไม่ถึงยังดึงมา
“มัน” หมายถึง ขุนช้าง
8. อาลัยเจ้าเท่ากับดวงชีวิตพี่ คิดจะหนีไปตามเอาเจ้ากลับ
เกรงจะพากันผิดเข้าติดทับ แต่ขยับอยู่จนได้ไปเชียงอินทร์
“เจ้า” หมายถึง วันทอง “พี่” หมายถึง ขุนแผน
9. เร่งเร็วเหวยพระยายมราช ไปฟันฟาดเสียให้มันเป็นผี
อกเอาขวานผ่าอย่าปรานี อย่าให้มีโลหิตติดดินกู
“มัน” หมายถึง วันทอง “กู” หมายถึง พระพันวษา
10. เลี้ยงมึงไม่ได้อ้ายใจร้าย ชอบแต่เฆี่ยนสองหวายตลอดสัน
แล้วกลับความถามข้างวันทองพลัน เออเมื่อมันฉุดคร่าพามึงไป
ก็ช้านานได้ประมาณสิบแปดปี ครั้งนี้ทำไมมึงจึงมาได้
นี่มึงหนีมันมาฤๅว่าไร ฤๅว่าใครไปรับเอามึงมา
“มัน” หมายถึง ขุนช้าง
เฉลยกิจกรรมที่ ๖
อ่านเอาเรื่อง
เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย 5 ท33101 เรื่อง เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา ครูจันทิภา กบิลโรจน์ ๗๗
คำชี้แจง ให้นักเรียนพิจารณาบทประพันธ์ในแต่ละข้อต่อไปนี้ว่า มีความงามทางวรรณศิลป์โดดเด่นในด้านใด
๑. เห็นคนนอนล้อมอ้อมเป็นวง ประตูลั่นมั่นคงขอบรั้วกั้น
กองไฟสว่างดังกลางวัน หมายสำคัญตรงมาหน้าประตู
อุปมา
๒. มาอยู่ไยกับอ้ายหินชาติ แสนอุบาทว์ใจจิตริษยา
ดังทองคำทำเลี่ยมปากกะลา หน้าตาดำเหมือนมินหม้อมอม
เหมือนแมลงวันว่อนเคล้าที่เน่าชั่ว มาเกลือกกลั้วปทุมมาลย์ที่หวานหอม
ดอกมะเดื่อฤาจะเจือดอกพะยอม ว่านักแม่จะตรอมระกำใจ
อุปมา
๓. อาลัยเจ้าเท่ากับดวงชีวิตพี่ คิดจะหนีไปตามเอาเจ้ากลับ
เกรงจะพากันผิดเข้าติดทับ แต่ขยับอยู่จนได้ไปเชียงอินทร์
อุปลักษณ์
๔. ครานั้นพระองค์ผู้ทรงภพ ฟังจบแค้นคั่งดังเพลิงไหม้
เหมือนดินประสิวปลิวติดกับเปลวไฟ ดูดู๋เป็นได้อีวันทอง
อุปมา
๕. เจ้าพลายงามตามรับเอากลับมา ทีนี้หน้าจะดำเป็นน้ำหมึก
กำเริบใจด้วยเจ้าไวยกำลังฮึก จะพาแม่ตกลึกให้จำตาย
อุปลักษณ์
๖. อีวันทองตัวมันเหมือนรากแก้ว ถ้าตัดโคนขาดแล้วก็ใบเหี่ยว
อุปมา
๗. นิจจาใจเจ้าจะให้พี่เจ็บจิต ดังเอากริชแกระกรีดในอกผัว
เกรงผิดคิดบาปจึงหลาบกลัว พี่นี้ชั่วเพราะหมิ่นประมาทความ
อติพจน์
๘. ครานั้นขุนช้างได้ฟังว่า แค้นดังเลือดตาจะหลั่งไหล
อุปมา
๙. ใต้เตียงเสียงหนูก็กุกกก แมงมุมทุ่มอกที่ริมฝา
ยิ่งหวาดหวั่นพรั่นตัวกลัวมรณา ดังวิญญาณ์นางจะพรากไปจากกาย
อุปมา
๑๐. ลุกขึ้นโขย่งโก้งโค้งคลาน ซมซานโฮกฮากอ้าปากไป
สัทพจน์
เฉลยกิจกรรมที่ ๗
วิเคราะห์โวหารภาพพจน์
อุปมา อุปลักษณ์ อติพจน์ สัทพจน์
เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย 5 ท33101 เรื่อง เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา ครูจันทิภา กบิลโรจน์ ๗๘
คำชี้แจง ให้นักเรียนพิจารณาบทประพันธ์ที่กำหนดว่า ปรากฏรสวรรณคดีไทยข้อใดบ้าง
๑. ครั้นเวลาดึกกำดัดสงัดเงียบ ใบไม้แห้งแกร่งเกรียบระรุบร่อน
พระพายโชยเสาวรสขจายขจร พระจันทรแจ่มแจ้งกระจ่างดวง
ดุเหว่าเร้าเสียงสำเนียงก้อง ระฆังฆ้องขานแข่งในวังหลวง
วันทองน้องนอนสนิททรวง จิตง่วงระงับสู่ภวังค์
เสาวรจนี
๒. รูปงามนามเพราะน้อยไปหรือ ใจไม่ซื่อถือศักดิ์เท่าเส้นผม
แต่ใจสัตว์มันยังมีที่นิยม สมาคมก็แต่ถึงฤดูมัน
มึงนี้ถ่อยยิ่งกว่าถ่อยอีท้ายเมือง จะเอาเรื่องไม่ได้สักสิ่งสรรพ์
ละโมบมากตัณหาตาเป็นมัน สักร้อยพันให้มึงไม่ถึงใจ
ว่าหญิงชั่วผัวยังคราวละคนเดียว หาตามตอมกันเกรียวเหมือนมึงไม่
หนักแผ่นดินกูจะอยู่ไย อ้ายไวยมึงอย่านับว่ามารดา
พิโรธวาทัง
๓. พี่ผิดพี่ก็มาลุแก่โทษ จะคุมโกรธคุมแค้นไปถึงไหน
ความรักพี่ยังรักระงมใจ อย่าตัดไมตรีตรึงให้ตรอมตาย
ว่าพลางทางแอบเข้าแนบอก ประคองยกของสำคัญมั่นหมาย
เจ้าเนื้อทิพย์หยิบชื่นอารมณ์ชาย ขอสบายสักหน่อยอย่าโกรธา
นารีปราโมทย์
๔. โอ้แม่เจ้าประคุณของลูกเอ๋ย ไม่ควรเลยจะพรากจากคุณพ่อ
เวรกรรมนำไปไม่รั้งรอ มิพอที่จะต้องพรากก็จากมา
สัลลาปังคพิสัย
๕. ว่าพลางคลึงเคล้าเข้าแนบข้าง จูบพลางทางปลอบประโลมขวัญ
ก่ายกอดสอดเกี่ยวพัลวัน วันทองกั้นกีดไว้ไม่ตามใจ
พลิกผลักชักชวนให้ชื่นชิด เบือนบิดแบ่งรักหาร่วมไม่
สยดสยองพองเสียวแสยงใจ พระพายพัดมาลัยตลบลอย
นารีปราโมทย์
เฉลยกิจกรรมที่ ๘
ค้นหารสในวรรณคดี
เสาวรจนี นารีปราโมทย์ พิโรธวาทัง สัลลาปังคพิสัย
เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย 5 ท33101 เรื่อง เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา ครูจันทิภา กบิลโรจน์ ๗๙
คำชี้แจง ให้นักเรียนพิจารณาบทประพันธ์ที่กำหนด แล้ววิเคราะห์ว่าสะท้อนสังคมและวัฒนธรรมไทยสมัย
อยุธยาและรัตนโกสินทร์ตอนต้นในด้านใดบ้าง จากตัวเลือกที่กำหนดให้
ก. สะท้อนสภาพบ้านเรือนของคนสมัยก่อน
ข. สะท้อนความเชื่อเรื่องไสยศาสตร์ของคนในสังคม
ค. สะท้อนความเชื่อเรื่องความฝันของคนในสังคม
ง. สะท้อนความเชื่อเรื่องกรรมของคนในสังคม
จ. สะท้อนค่านิยมเรื่องผู้หญิงต้องมีสามีคนเดียว
ฉ. สะท้อนค่านิยมความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์
ช. สะท้อนประเพณีที่กษัตริย์เสด็จประพาสท้องทุ่งในฤดูน้ำหลาก
ซ. สะท้อนภาพวิธีการถวายฎีกาเพื่อร้องทุกข์
ญ. สะท้อนความเชื่อเรื่องลางบอกเหตุร้าย
๑. ฟ้าขาวดาวเด่นดวงสว่าง จันทร์กระจ่างทรงกลดหมดเมฆสิ้น
จึงเซ่นเหล้าข้าวปลาให้พรายกิน เสกขมิ้นว่านยาเข้าทาตัว
ลงยันต์ราชะเอาปะอก หยิบยกมงคลขึ้นใส่หัว
เป่ามนตร์เบื้องบนชอุ่มมัว พรายยั่วยวนใจให้ไคลคลา
ข. สะท้อนความเชื่อเรื่องไสยศาสตร์ของคนในสังคม
๒. ชอบผิดพ่อจงคิดคะนึงตรอง อันตัวน้องมลทินหาสิ้นไม่
ประหนึ่งว่าวันทองนี้สองใจ พบไหนก็เป็นแต่เช่นนั้น
จ. สะท้อนค่านิยมเรื่องผู้หญิงต้องมีสามีคนเดียว
๓. ข้าไทนอนหลับลงทับกัน สะเดาะกลอนถอนลั่นถึงชั้นสาม
กระจกฉากหลากสลับวับแวววาม อร่ามแสงโคมแก้วแววจับตา
ม่านมู่ลี่มีฉากประจำกัน อัฒจันทร์เครื่องแก้วก็หนักหนา
ชมพลางย่างเยื้องชำเลืองมา เปิดมุ้งเห็นหน้าแม่วันทอง
ก. สะท้อนสภาพบ้านเรือนของคนสมัยก่อน
๔. วันนั้นพอพระปิ่นนรินทร์ราช เสด็จประพาสบัวยังหากลับไม่
ขุนช้างมาถึงซึ่งวังใน ก็คอยจ้องที่ใต้ตำหนักน้ำ
ช. สะท้อนประเพณีที่กษัตริย์เสด็จประพาสท้องทุ่งในฤดูน้ำหลาก
เฉลยกิจกรรมที่ ๙
สะท้อนภาพสังคม
เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย 5 ท33101 เรื่อง เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา ครูจันทิภา กบิลโรจน์ ๘๐
๕. ใช่ที่ใช่ทางวางเข้ามา ฤาอ้ายช้างเป็นบ้ากระมังนี่
เฮ้ยใครรับฟ้องของมันที ตีเสียสามสิบจึงปล่อยไป
มหาดเล็กก็รับเอาฟ้องมา ตำรวจคว้าขุนช้างหาวางไม่
ลงพระราชอาญาตามว่าไว้ พระจึงให้ตั้งกฤษฎีกา
ซ. สะท้อนภาพวิธีการถวายฎีกาเพื่อร้องทุกข์
๖. ใต้เตียงเสียงหนูก็กุกกก แมลงมุมทุ่มอกที่ริมฝา
ยิ่งหวาดหวั่นพรั่นกลัวมรณา ดังวิญญานางจะพรากไปจากกาย
ญ. สะท้อนความเชื่อเรื่องลางบอกเหตุร้าย
๗ ทุกวันนี้ใช่แม่จะผาสุก มีแต่ทุกข์ใจเจ็บดังเหน็บหนาม
ต้องจำจนทนกรรมที่ติดตาม จะขืนความคิดไปก็ใช่ที
ง. สะท้อนความเชื่อเรื่องกรรมของคนในสังคม
๘. พรุ่งนี้พี่จะแก้เสนียดฝัน แล้วทำมิ่งสิ่งขวัญให้เป็นสุข
มิให้เกิดราคีกลียุค อย่าเป็นทุกข์เลยเจ้าจงเบาใจ
ค. สะท้อนความเชื่อเรื่องความฝันของคนในสังคม
๙. ครั้นอยู่มาขุนแผนต้องจำจอง กระหม่อมฉันมีท้องนั้นเติบใหญ่
อยู่ที่เคหาหน้าวัดตะไกร ขุนช้างไปบอกว่าพระโองการ
มีรับสั่งโปรดปรานประทานให้ กระหม่อมฉันไม่ไปก็หักหาญ
ยื้อยุดฉุดคร่าทำสามานย์ เพื่อนบ้านจะช่วยก็สุดคิด
ด้วยขุนช้างอ้างว่ารับสั่งให้ ใครจะขัดขืนไว้ก็กลัวผิด
จนใจจะมิไปก็สุดฤทธิ์ ชีวิตอยู่ใต้พระบาทา
ฉ. สะท้อนค่านิยมความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์
๑๐. สีขี้ผึ้งสีปากกินหมากเวทย์ ซึ่งวิเศษสารพัดแก้ขัดสน
น้ำมันพรายน้ำมันจันทน์สรรเสกปน เคยคุ้มขังบังตนแต่ไรมา
ข. สะท้อนความเชื่อเรื่องไสยศาสตร์ของคนในสังคม
ให้เขียนข้อความเต็ม
ห้ามเขียนแค่ตัวอักษร
เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย 5 ท33101 เรื่อง เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา ครูจันทิภา กบิลโรจน์ ๘๑
คำชี้แจง ให้นักเรียนเขียนข้อคิดที่ได้จาก เรื่องเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา อย่างน้อย
๕ ข้อ พร้อมทั้งบอกแนวทางการนำข้อคิดดังกล่าวไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันมาอย่างละเอียด
๑. .............................................................อยู่ในดุลยพินิจของครูผู้สอน.....................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
๒. ................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................
๓. ................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................
๔. ................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................
๕. ................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................
เฉลยกิจกรรมที่ ๑๐
สังเคราะห์ข้อคิด

เอกสารประกอบการเรียนเรื่องขุนช้างขุนแผน.pdf

  • 1.
    เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย 5 ท33101เรื่อง เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา ครูจันทิภา กบิลโรจน์ ๑ คำสั่ง ให้นักเรียนทำเครื่องหมาย x ทับตัวเลือกข้อที่ถูกที่สุดเพียงคำตอบเดียว ๑. เสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา ผู้แต่งคือ ก. รัชกาลที่ ๒ ข. รัชกาลที่ ๓ ค. สุนทรภู่ ง. ไม่ปรากฏนามผู้แต่ง ๒. เสภาคืออะไร ก. การขับลำนำเป็นเรื่องราว ใช้กรับเป็นเครื่องประกอบจังหวะ ข. การร้องเป็นทำนองสรภัญญะ ใช้กลองรำมะนาเป็นเครื่องประกอบจังหวะ ค. การร้องเป็นทำนองแหล่ ใช้ระนาดเป็นเครื่องประกอบจังหวะ ง. การร้องเป็นทำนองไทยเดิม ใช้ฉิ่งเป็นเครื่องประกอบจังหวะ ๓. “ทุกวันนี้ลูกชายสบายยศ พร้อมหมดเมียมิ่งก็มีสอง มีบ่าวไพร่ใช้สอยทั้งเงินทอง พี่น้องข้างพ่อก็บริบูรณ์” คำที่ขีดเส้นใต้หมายถึงผู้ใด ก. นางสร้อยทองและนางสายทอง ข. นางแก้วกิริยาและนางลาวทอง ค. นางสร้อยฟ้าและนางศรีมาลา ง. นางสายทองและนางลาวทอง ๔. เมื่อขุนช้างถวายฎีกาต่อสมเด็จพระพันวษา ทำไมต้องถูกเฆี่ยนถึง ๓๐ ที ก. ขุนช้างละเมิดกฎหมายในการรักษาความปลอดภัยแก่พระมหากษัตริย์ ข. ขุนช้างสร้างความรำคาญในการเสด็จประพาส ค. ขุนช้างไม่รู้จักกาลเทศะความเหมาะสม ง. ขุนช้างชอบฟ้องร้องเรื่องไร้สาระ ๕. พฤติกรรมชองใครเกิดจากการใช้อารมณ์เหนือเหตุผล ก. ขุนช้าง ข. ขุนแผน ค. จมื่นไวย ง. ทุกข้อที่กล่าวมา ๖. “อีแสนถ่อยจัญไรใจทมิฬ ดังเพชรนิลเกิดขึ้นในอาจม” ผู้ประพันธ์ใช้โวหารใดในการประพันธ์ ก. อุปลักษณ์ ข. อุปมา ค. สัทพจน์ ง. พรรณนาโวหาร แบบทดสอบก่อนเรียน
  • 2.
    เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย 5 ท33101เรื่อง เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา ครูจันทิภา กบิลโรจน์ ๒ ๗. ข้อใดเป็นวิธีที่ขุนช้างใช้ถวายฎีกา ก. ไปเข้าเฝ้าที่ท้องพระโรง ข. ลักลอบไปในห้องพระบรรทม ค. ฝากขุนนางผู้ใหญ่ไปถวาย ง. ว่ายน้ำลอยคอถวายฎีกาที่เรือพระที่นั่ง ๘. ข้อใดไม่ใช่ลางสังหรณ์ที่เกิดแก่นางวันทอง ก. ดุเหว่าเร้าเสียงสำเนียงก้อง ระฆังฆ้องขานแข่งในวังหลวง ข. ฝันว่าพลัดไปในไพรเถื่อน เลื่อนเปื้อนไม่รู้ที่จะกลับหลัง ค. ลดเลี้ยวเที่ยวหลงในดงรัง ยังมีพยัคฆ์ร้ายมาราวี ง. ใต้เตียงสียงหนูก็กุกกก แมงมุงทุ่มอกที่ริมฝา ๙. คำประพันธ์ในข้อใดไม่เข้าลักษณะ พิโรธวาทัง ก. ไม่มีอาญาสิทธิ์คิดดึงโดน เที่ยวทำใจคะนองจองหองครัน เลี้ยงมึงไม่ได้อ้ายใจร้าย ชอบแต่เฆี่ยนสองหวายตลอดหลัง ข. ถ้าฉวยเกิดฆ่าฟันกันล้มตาย อันตรายไพร่เมืองก็เคืองกู อีวันทองกูให้อ้ายแผนไป อ้ายช้างบังอาจใจทำจู่ลู่ ค. ฉุดมันขึ้นช้างอ้างถึงกู ตะคอกขู่อีวันทองให้ตกใจ ชอบตบให้สลบลงกับที่ เฆี่ยนตีเสียให้ยับไม่นับได้ ง. จะรักชู้ชังผัวมึงกลัวอาย จะอยู่ด้วยลูกชายก็ไม่ว่า ตามใจกูจะให้ดังวาจา แต่นี้เบื้องหน้าขาดเด็ดไป ๑๐. ข้อใดไม่เกี่ยวข้องกับความเชื่อในเรื่องไสยศาสตร์ ก. ดูเวลาปลอดห่วงทักทิน ข. เสกขมิ้นว่านยาเข้าทาตัว ค. เงียบสัตว์จัตุบททวิบาท ง. ลงยันต์ราชะเอาปะอก ๑๑. การกราบบังคมทูลเป็นกลางของนางวันทองทำให้ส่งผลอย่างไร ก. ที่รูปรวยสวยสมมีถมไป ข. ไปฟันฟาดเสียให้เป็นผี ค. เอาใบตองรองไว้ให้หมากิน ง. อกเอาขวานผ่าอย่าปรานี ๑๒. “ครานั้นจึงโฉมเจ้าวันทอง เศร้าหมองด้วยลูกเป็นหนักหนา พ่อพลายงามทรามสวาดิของแม่อา แม่โศกาเกือบเจียนจะบรรลัย ใช่จะอิ่มเอิบอาบด้วยเงินทอง มิใช่ของตัวทำมาแต่ไหน ทั้งผู้คนช้างม้าแลข้าไท ไม่รักใคร่เหมือนกับพ่อพลายงาม ทุกวันนี้ใช่แม่จะผาสุก มีแต่ทุกข์ใจเจ็บดังเหน็บหนาม ต้องจำจนทนกรรมที่ติดตาม จะขืนความคิดไปก็ใช่ที” คำประพันธ์นี้นางวันทองต้องการบอกให้รู้อะไร ก. บอกถึงความวิตกกังวล ข. รำพันถึงความทุกข์ใจ ค. ให้คำแนะนำ ง. แสดงความท้อใจ
  • 3.
    เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย 5 ท33101เรื่อง เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา ครูจันทิภา กบิลโรจน์ ๓ ๑๓. ข้อใดมีน้ำเสียงเชิงตัดพ้อ ก. มีธุระสิ่งไรในใจเจ้า พ่อจงเล่าแก่แม่แล้วกลับบ้าน ข. เมื่อพ่อเจ้ากลับมาแต่เชียงใหม่ ไม่เพ็ดทูลสิ่งไรแต่สักอย่าง ค. เล่าความบอกผัวด้วยกลัวภัย ประหลาดใจน้องฝันพรั่นอุรา ง. มาอยู่ไยกับอ้ายหินชาติ แสนอุบาทว์ใจจิตริษยา ๑๔. “พี่ผิดจริงแล้วเจ้าวันทอง เหมือนลืมน้องหลงเลือนทำเชือนเฉย” ข้อความนี้ใครสำนึกผิดในเรื่องใด ก. ขุนช้างสำนึกผิด ในเรื่องที่หึงหวงนางวันทองมากเกินไป ข. ขุนช้างสำนึกผิด ในเรื่องไม่ดูแลนงวันทองให้ดี จนถูกพลายงามมาลักตัวไป ค. ขุนแผนสำนึกผิด ในเรื่องที่มีภรรยาหลายคน ง. ขุนแผนสำนึกผิด ในเรื่องที่ไม่ได้ทูลขอนางวันทองคืนจากขุนช้าง หลังจากรบชนะเจ้า เชียงใหม่ ๑๕. “เจ้าเป็นถึงหัวหมื่นมหาดเล็ก มิใช่เด็ดดอกจงฟังคำแม่ว่า จงเร่งไปคิดกับบิดา ฟ้องหากราบทูลพระทรงธรรม์” คำประพันธ์นี้นางวันทองต้องการบอกอะไรให้พลายงาม ก. ดุด่าว่ากล่าว ข. พร่ำสอน ค. เตือนสติ ง. ชักชวน ๑๖. ข้อใดไม่แสดงอาการเคลื่อนไหว ก. ย่างท้าวก้าวไปในทันที มิได้มีใครทักแต่สักคน ข. โอ้แม่เจ้าประคุณของลูกเอ๋ย ไม่ควรเลยจะพรากจากคุณพ่อ ค. ชมพลางย่างเยื้องชำเลืองมา เปิดมุ้งเห็นหน้าแม่วันทอง ง. พลางนั่งลงนอบนบอภิวันท์ สะอื้นอั้นอกแค้นน้ำตาคลอ ๑๗. ข้อใดไม่มีภาพสะท้อนทางวัฒนธรรม ก. ถ้ารักน้องป้องปิดให้มิดอาย ฉันกลับกลายแล้วหม่อมจงฟาดฟัน ข. พระจันทรจรแจ่มกระจ่างดี พระพายพัดมาลีตรลบไป ค. ไปเพ็ดทูลเสียให้ทูลกระหม่อมแจ้ง น้องจะแต่งบายศรีไว้เชิญขวัญ ง. หญิงเดียวชายครองเป็นสองมิตร ถ้ามิปลิดเสียให้เปลื้องไม่ตามใจ
  • 4.
    เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย 5 ท33101เรื่อง เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา ครูจันทิภา กบิลโรจน์ ๔ ๑๘. การกระทำของขุนช้างที่ฉุดนางวันทองซึ่งเป็นภรรยาของขุนแผนมาเป็นภรรยาตนนั้น ถือว่า ผิดศีลข้อใด ก. ข้อ ๑. ปาณาติปาตา เวรมณี ข. ข้อ ๒. อทินนาทานา เวรมณี ค. ข้อ ๓. กาเมสุมิจฉาจารา เวรมณี ง. ข้อ ๔. มุสาวาทา เวรมณี ๑๙. “ พลางเรียกหาข้าไทอยู่ว้าวุ่น อีอุ่นอีอิ่มอีฉิมอีสอน อีมีอีมาอีสาคร นิ่งนอนไยหวามาหากู” คำประพันธ์นี้ขุนช้างเรียกคนใช้ทั้งหมดกี่คน ก. ๖ คน ข. ๗ คน ค. ๘ คน ง. ๙ คน ๒๐. “พี่ผิดพี่ก็มาลุแก่โทษ จะคุมโกรธคุมแค้นไปถึงไหน ความรักพี่ยังรักระงมใจ อย่าตัดไมตรีตรึงให้ตรอมตาย” คำประพันธ์นี้ใช้โวหารข้อใด ก. เสาวรจนี ข. นารีปราโมทย์ ค. พิโรธวาทัง ง. สัลลาปังคพิสัย ******************
  • 5.
    เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย 5 ท33101เรื่อง เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา ครูจันทิภา กบิลโรจน์ ๕ ประวัติความเป็นมา เรื่องขุนช้างขุนแผนนี้ เป็นนิยายพื้นบ้านของสุพรรณบุรี ที่แต่งขึ้นจากเรื่องจริง ที่เกิดขึ้นใน สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ซึ่งมีหลักฐานอยู่ ในหนังสือคำให้การชาวกรุงเก่า โดยแต่งเป็นบท กลอนสำหรับขับเสภา ให้ประชาชนฟัง เมื่อมาถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ เสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน ที่ มีผู้แต่งไว้ตั้งแต่งสมัยกรุงศรีอยุธยานั้น เหลืออยู่เพียงบางตอนเท่านั้น เพราะถูกไฟไหม้และสูญ หายไป เมื่อครั้งเสียกรุงกับพม่า พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยฯ ให้กวีหลายท่าน เช่น พระองค์ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ (รัชกาลที่ ๓ ) สุนทรภู่ ครูแจ้ง เป็นต้น ให้ช่วยกันแต่งเพิ่มเติม ขึ้น โดยแบ่งกันแต่งเป็นตอน ๆ ไปจนจบเรื่อง ขุนช้างขุนแผนเป็นเรื่องที่ได้รับยกย่องจากวรรณคดีสโมสร ในสมัยรัชกาลที่ ๖ ว่าเป็นยอด ของหนังสือประเภทกลอนเสภา มีสำนวนโวหารที่ไพเราะคมคาย มีคติเตือนใจ สะท้อนให้เห็น สภาพชีวิตและสังคมความเป็นอยู่ของคนไทย ให้ความรู้เกี่ยวกับขนบธรรมเนียมประเพณีและ วัฒนธรรมไทย และยังให้ความสนุกสนานเพลิดเพลินอีกด้วย ลักษณะคำประพันธ์ เรื่องขุนช้างขุนแผนเป็นคำประพันธ์ ประเภทกลอนเสภา ๔๓ ตอน ซึ่งมีอยู่ ๘ ตอนที่ ได้รับการยกย่องว่าแต่งดียอดเยี่ยมจากวรรณคดีสโมสร อันมีสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์ กรมพระยา ดำรงราชานุภาพ ทรงเป็นประธานโดยลงมติเมื่อ พ.ศ.๒๔๗๔ และ ตอน ขุนช้างถวายฎีกา เป็น หนึ่งในแปดตอนที่ได้รับการยกย่อง ลักษณะคำประพันธ์กลอนเสภาเป็นกลอน สุภาพ เสภาเป็นกลอนขั้นเล่าเรื่องอย่างเล่านิทานจึงใช้ คำมากเพื่อบรรจุข้อความให้ชัดเจนแก่ผู้ฟัง และมุ่งเอา การขับได้ ไพเราะเป็นสำคัญ สัมผัสของคำประพันธ์ คือ คำสุดท้ายของวรรคต้น ส่งสัมผัสไปยังคำใดคำหนึ่งใน ๕ คำแรกของวรรคหลังสัมผัสวรรคอื่นและสัมผัส ระหว่างบทเหมือนกลอนสุภาพ ใบความรู้ที่ ๑ เรื่อง ความเป็นมาของ เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ๑
  • 6.
    เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย 5 ท33101เรื่อง เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา ครูจันทิภา กบิลโรจน์ ๖ ผู้แต่งเสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอน ขุนช้างถวายฎีกา ไม่ปรากฏนามผู้แต่งตอนขุนช้างถวายฎีกา แต่ได้รับการยกย่องจากวรรณคดีสโมสรว่าแต่ง ดีเยี่ยมโดยเฉพาะกระบวนกลอนที่สื่ออารมณ์สะเทือนใจ (เป็น ๑ ใน ๘ ตอนที่ได้รับการยกย่อง) เรื่องย่อ ครั้งหนึ่งสมเด็จพระพันวษาเสด็จประพาสสุพรรณบุรี เพื่อทรงล่าควายป่า ขุนไกรพ่อของพลายแก้วมีหน้าที่ต้อนควาย ป่า เผอิญควายป่าแตกตื่นขวิดผู้คน ขุนไกรจึงได้รับโทษ ประหารฝ่ายนางทองประศรีผู้เป็นภรรยาได้พา พลายแก้วซึ่งยัง เล็กอยู่หนีอาญา ไปเมืองกาญจนบุรี เมื่อพลายแก้ว อายุ ๑๕ ปี นางทองประศรีได้พาไปบวชเรียนที่ วัดส้มใหญ่ เมื่อเรียนรู้ วิชาอาคมจนจบ แล้วก็ได้ไปบวชเรียนต่อที่วัด ป่าเลไลยก์ เมือง สุพรรณบุรี ต่อมา พลายแก้วได้แต่งงานกับนางพิม หลังจากแต่งงานได้ ๒ วัน พลายแก้วก็ต้อง ยกทัพไปตีเมืองเชียงใหม่ เมื่อได้รับชัยชนะก็ได้แต่งงานนางลาวทองเป็นภรรยา ขณะที่พลายแก้วไปทำศึกนั้น นางพิมล้มป่วย ขรัวตาจูจึงแนะนำให้เปลี่ยนชื่อเป็นวันทอง เพื่อรักษาอาการไข้ ขุนช้างที่หลงรักนางวันทองมาโดยตลอดได้ใช้ อุบายลวงว่าพลายแก้วไปทัพ ตายเสียแล้ว และอ้างกฎหมายว่าผู้หญิงม่ายที่สามีไปทัพตายจะถูกริบเป็นม่ายหลวง นางศรีประจันผู้เป็นแม่เชื่อขุนช้าง จึงบังคับ ให้นางวันทอง แต่งงานกับขุนช้างจนได้ แต่ นางวันทองไม่ยอมเข้าเรือนหอ เมื่อพลาย แก้วยกทัพ กลับกรุงศรีอยุธยาพร้อมนางลาว ทอง พระพันวษาได้พระราชทาน บรรดาศักดิ์ ให้พลายแก้วเป็นขุนแผนแสนสะท้าน แล้วพา นางลาวทองกลับสุพรรณบุรี ขุนแผนรู้เรื่อง การแต่งงานของนางวันทองกับขุนช้างก็โกรธ ประกอบกับนางลาวทองและนางวันทองวิวาทกัน ขุนแผนจึงพานางลาวทองไปอยู่กาญจนบุรี ใน ที่สุดนางวันทองก็ถูกนางศรีประจันเฆี่ยนตีและบังคับจนต้องตกเป็นภรรยาขุนช้าง
  • 7.
    เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย 5 ท33101เรื่อง เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา ครูจันทิภา กบิลโรจน์ ๗ ต่อมาขุนแผนกับขุนช้างได้ไปฝึกราชการกับจมื่นศรีเสาวรักษ์ทั้งสองได้คืนดีกัน กระทั่งนาง ลาวทองป่วย ขุนแผนจึงฝากเวร ไว้กับขุนช้าง ขุนช้างก็รับปากไว้ด้วยดีขุนแผนจึงทิ้งหน้าที่ไปหา นางลาวทอง ครั้นเมื่อพระพันวษารับสั่ง ถามถึงขุนแผน ขุนช้างกลับทูลว่าขุนแผนหนีเวรปีน กำแพงวังไปหานางลาวทอง สมเด็จพระพันวษากริ้ว จึงลงโทษให้ขุนแผนตะเวนด่านห้ามเฝ้า ส่วน นางลาวทองให้เอาไปไว้ในวัง ขุนแผนมีความอาฆาตขุนช้างมาก จึงเดินทางไปสุพรรณบุรี สะเดาะ ดาลประตูขึ้นเรือนขุนช้าง แต่เข้าห้องผิดไปเข้าห้องนางแก้วกิริยา ซึ่งเป็นทาสในเรือนขุนช้างแล้วได้ นางเป็นภรรยา จากนั้นจึงพานางวันทองหนีออกจากเรือนขุนช้างไปอยู่ในป่า จนกระทั่งนางวัน ทองใกล้คลอด ขุนแผนจึงเข้าพึ่งพระพิจิตรกับนางบุษบา ขุนแผนเห็นว่าความผิดของตนจะทำให้ พระพิจิตรเดือดร้อน จึงขอร้องให้พระพิจิตรส่งตัวไปสู้คดีกับขุนช้าง ในที่สุดขุนแผนก็เป็นฝ่ายชนะ ความ ขุนแผนคิดถึงนางลาวทองซึ่งถูกักไว้ในวัง จึงได้ขอร้องให้จมื่นศรีกราบทูลขอพระราชทาน อภัยโทษให้นางลาวทอง เป็นผลให้พระพันวษากริ้ว รับสั่งให้ลงอาญาจำคุกขุนแผน ส่วนนางวัน ทอง ต้องจำใจอยู่กับขุนช้างและได้คลอดบุตรที่บ้านขุนช้าง ให้ชื่อว่า พลายงาม ขุนช้างรู้ว่าไม่ใช่ บุตรของตนจึงวางอุบายฆ่า เมื่อนางวันทองทราบเรื่องจากผีพรายของขุนช้าง จึงไปช่วยพลายงาม ได้ทันและเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง แล้วพลายงามเดินทางไปอยู่กับย่าทองประศรีที่กาญจนบุรี ได้ เรียนวิชาอาคมต่าง ๆ เมื่อเติบใหญ่ขึ้นจมื่นศรีพาเข้าไปถวายตัวเป็นมหาดเล็ก
  • 8.
    เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย 5 ท33101เรื่อง เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา ครูจันทิภา กบิลโรจน์ ๘ เมื่อครั้งที่พระพันวษากริ้วเจ้าเมืองเชียงใหม่ ซึ่งส่งพระราชสาส์นมาท้าทายเป็นเหตุให้ พลายงามมีโอกาสกราบทูลอาสา และกราบทูลขุนแผนให้ไปทัพด้วย ขุนแผนจึงพ้นโทษ ขณะรอ ฤกษ์ เคลื่อนทัพนางแก้วกิริยาก็คลอดบุตร นางทองประศรีจึงให้ชื่อหลานว่า พลายชุมพล ขุนแผนกับพลายงามเคลื่อนทัพไปพักที่เมืองพิจิตร พลายงามพบรักกับศรีมาลาลูกสาว พระพิจิตรกับนางบุษบา ขุนแผนได้ขอศรีมาลาให้กับพลายงาม ศึกเชียงใหม่ขุนแผนและพลายงาม ได้รับชัยชนะ เมื่อกลับถึงกรุงศรีอยุธยาพลายงามได้รับพระราชทานความดีความชอบเป็นจมื่น ไวยวรนาถได้รับพระราชทานนางสร้อยฟ้า ซึ่งเป็นพระธิดาของพระเจ้าเชียงใหม่ เป็นภรรยาพลาย งามหรือจมื่นไวยวรนาถจึงแต่งงานกับนางสร้อยฟ้าและนางศรีมาลา ส่วนขุนแผนได้รับ พระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นพระสุรินทรฦๅไชยไหสุริยะภักดิ์ ครองเมืองกาญจนบุรี ในวันแต่งงานของพลายงามกับนางสร้อยฟ้าและนางศรีมาลานั้น พลายงามทะเลาะกับขุน ช้างจนกระทั่งพระพันวษาสั่งประหารขุนช้าง แต่นางวันทองมาอ้อนวอนขอให้พลายงามไปขอ พระราชทานอภัยโทษให้ขุนช้าง ขุนช้างจึงพ้นโทษ ทั้งหมดจึงแยกย้ายกัน
  • 9.
    เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย 5 ท33101เรื่อง เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา ครูจันทิภา กบิลโรจน์ ๙ ฝ่ายพลายงาม เมื่อชนะความขุนช้างแล้ว ก็อยู่มาด้วยความสุข แต่มาคิดว่ายังขาดแต่มารดา เห็นว่าไม่ควรคู่กับขุนช้าง แล้วคิดว่าจะรับแม่กลับมาอยู่กับขุนแผน พอตกค่ำจึงออกเดินทางไป บ้านขุนช้าง สะกดผู้คน ภูตพราย และแก้อาถรรพณ์ แล้วสะเดาะกลอน เข้าไปถึงชั้นสามห้องนอน ถอนสะกดนางวันทอง แล้วเจรจากัน พระไวยแจ้งว่าจะมารับนางวันทองกลับไปบ้าน นางวันทอง แนะนำให้นำเรื่องขึ้นกราบทูลพระพันวษา พลายงามไม่เห็นด้วยขู่จะตัดหัววันทองถ้าวันทองไม่ยอม ไปด้วย นางวันทองจนใจจึงยอมไปกับพระไวย ขุนช้างตื่นขึ้นไม่พบนางวันทอง ให้บ่าวไพร่ค้นหาไม่พบ ฝ่ายพลายงามได้คิดว่า ถ้าขุนช้างรู้ ว่าลักนางวันทองมา ก็คงจะนำความขึ้นกราบทูลสมเด็จพระพันวษา มารดาก็จะต้องโทษ คิดแล้ว จึงให้หมื่นวิเศษผล ไปหาขุนช้างที่บ้าน ช่วยไกล่เกลี่ยเรื่องราว อย่าให้ขุนช้างโกรธ ด้วยเป็นคนที่ เคยชอบพอกัน โดยให้บอกขุนช้างว่า ตนจับไข้อยู่หลายวัน เกรงว่าแม่ไม่ทันจะเห็นหน้า จึงให้คน ไปพาแม่มา พอให้ตนหายไข้แล้ว จะส่งมารดาคืนกลับไป หมื่นวิเศษรับคำแล้วก็รีบไปบ้านขุน ช้าง แจ้งเรื่องตามที่พระไวยสั่งมาทุกประการ ขุนช้างได้ฟังก็ทั้งโกรธและแค้น เมื่อข่มความโกรธ แล้วก็ตอบไปว่า ไม่เป็นไรเรื่องการเจ็บไข้ ถ้าขัดสนสิ่งไรก็ขอให้มาเอาที่ตนได้ ว่าแล้วก็ปิดหน้าต่าง ใส่ ด้วยความเดือดดาลและแค้นใจ
  • 10.
    เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย 5 ท33101เรื่อง เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา ครูจันทิภา กบิลโรจน์ ๑๐ ฝ่ายขุนช้างร่างฟ้องเสร็จแล้ว ก็มาที่วังใน รออยู่ที่ใต้ตำหนักน้ำ พอสมเด็จพระพันวษาเสด็จ กลับวังทางเรือตอนจวนค่ำ ขุนช้างก็ลงลอยคอเข้าถวายฎีกา สมเด็จพระพันวษาเห็นเข้า ก็ทรง พระพิโรธ ให้รับฎีกาไว้ แล้วเอาตัวไปเฆี่ยนสามสิบที จากนั้นให้ตั้งกฤษฎีกาว่า ตั้งแต่นี้ไป ถ้าใคร ปล่อยให้ใครเข้ามาในล้อมวง ต้องระวางโทษเจ็ดสถาน ถึงประหารชีวิต ฝ่ายขุนแผนได้อยู่กับนางแก้วกิริยา และ นางลาวทองมาด้วยความผาสุข ตกกลางคืน คิดถึงนางวันทอง จึงออกเดินมาที่ห้องนางวัน ทอง ที่เรือนพระไวย ปลุกนางขึ้นมาสนทนาด้วย ได้พร่ำรำพันถึงความหลัง ที่ตกทุกข์ได้ยาก ด้วยกันมา นางวันทองแนะนำขุนแผน ให้นำ ความขึ้นเพ็ดทูลพระพันวษา และไม่ยอมตกเป็น ของขุนแผน พอตกดึกก็ฝันไปว่า ถูกพยัคฆ์ ตะครุบ คาบตัวไปในป่า ตกใจตื่น แก้ฝันให้ ขุนแผนฟัง ขุนแผนได้ฟังก็ใจหาย รู้ว่าฝันร้ายมี อันตราย วันรุ่งขึ้นสมเด็จพระพันวษาเสด็จออกว่าราชการ เห็นขุนช้างเข้าเฝ้าอยู่ จึงตรัสว่า เรื่องนาง วันทองไม่รู้จบ เมื่อครั้งก่อน เรื่องตกหนักที่นางศรีประจัน ก็ตัดสินไปอยู่กับขุนแผน แต่ทำไม กลับมาอยู่กับขุนช้าง แล้วให้หมื่นศรีไปเอาตัวนางวันทอง ขุนแผนและพระไวยมาเฝ้า ทั้งสามคนได้ ฟังความก็ตกใจ ขุนแผนจึงจัดการช่วยเหลือนางวันทองด้วยเวทมนตร์ แล้วจึงพากันไปเข้าเฝ้า สมเด็จพระพันวษาจึงตรัสถามนางวันทอง ถึงเรื่องราวแต่หนหลัง นางวันทองก็กราบทูลให้ทรง ทราบ เมื่อทรงทราบแล้ว ก็กริ้วขุนช้างเป็นกำลัง แล้วตรัสถามนางวันทองต่อไปว่า เวลาล่วงไปแล้ว ถึงสิบแปดปี แต่ทำไมวันนี้จึงมาได้ นางวันทองก็กราบทูลว่า พระไวยไปรับเมื่อตอนกลางคืน สมเด็จพระพันวษาได้ฟัง ก็ทรงขุ่นเคืองพระไวย ที่ทำตามอำเภอใจเพราะแย่งชิงนางวันทองกัน จึง ให้นางวันทองตัดสินใจว่า จะอยู่กับใคร หรือ ถ้าไม่อยากอยู่กับทั้งสองคน จะเลือกอยู่กับ ลูกก็ได้ นางวันทองเมื่อถึงคราวจะสิ้นอายุ ไม่สามารถตัดสินใจได้ จึงกราบทูลเป็นกลาง ไป หวังจะให้สมเด็จพนะพันวษาตัดสินให้ สมเด็จพระพันวษาได้ทรงฟังนางวันทองพูด แล้ว ก็พิโรธยิ่งนัก ตรัสประนามนางวันทอง ว่าเป็นหญิงหลายใจ อย่าอยู่ให้หนักแผ่นดิน ให้เอาตัวไปฆ่าเสีย
  • 11.
    เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย 5 ท33101เรื่อง เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา ครูจันทิภา กบิลโรจน์ ๑๑ นางเทพทอง ตัวละครในเรื่อง ขุนไกร นางทองประศรี พันศรโยธา นางศรีประจัน ขุนศรีวิชัย ขุนช้าง พลายงาม (จมื่นไวยฯ) พลายแก้ว (ขุนแผน) พิมพิลาไลย (วันทอง) กุมารทอง ลาวทอง บัวคลี่ แก้วกิริยา สายทอง พลายชุมพล ศรีมาลา สร้อยฟ้า พระพันวษา (พระมหากษัตริย์ในเรื่อง)
  • 12.
    เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย 5 ท33101เรื่อง เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา ครูจันทิภา กบิลโรจน์ ๑๒ จะกล่าวถึงโฉมเจ้าพลายงาม เมื่อเป็นความชนะขุนช้างนั่น กลับมาอยู่บ้านสำราญครัน เกษมสันต์สองสมภิรมย์ยวน พร้อมญาติขาดอยู่แต่มารดา นึกนึกตรึกตราละห้อยหวน โอ้ว่าแม่วันทองช่างหมองนวล ไม่สมควรเคียงคู่กับขุนช้าง *เออนี่เนื้อเคราะห์กรรมนำมาผิด น่าอายมิตรหมองใจไม่หายหมาง ฝ่ายพ่อมีบุญเป็นขุนนาง แต่แม่ไปแนบข้างคนจังไร สองสมภิรมย์ยวน หมายถึง นางศรีมาลา และนางสร้อยฟ้า เมื่อพลายงามชนะความขุนช้าง ก็ได้กลับมาอยู่บ้านอย่างสุขสบาย ขาดก็แต่มารดา พลายงามคิด ว่า แม่วันทองไม่ควรอยู่กับขุนช้าง อาจจะเป็นเคราะห์กรรมของแม่วันทองถึงต้องมาอับอายแบบนี้ พ่อก็เป็นถึงขุน นาง แต่แม่กลับไปอยู่กับคนจัญไร ๒ ใบความรู้ที่ ๒ เรื่อง การถอดคำประพันธ์ ขุนช้างขุนแผน ตอน ขุนช้างถวายฎีกา คำศัพท์ ถอดความได้ว่า * หมายเหตุ คำประพันธ์นี้สะท้อน ความเชื่อเรื่องบุญกรรมของคนในสังคม
  • 13.
    เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย 5 ท33101เรื่อง เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา ครูจันทิภา กบิลโรจน์ ๑๓ รูปร่างวิปริตผิดกว่าคน ทรพลอัปรีย์ไม่ดีได้ ทั้งใจคอชั่วโฉดโหดไร้ ช่างไปหลงรักใคร่ได้เป็นดี วันนั้นแพ้กูเมื่อดำน้ำ ก็กริ้วซ้ำจะฆ่าให้เป็นผี แสนแค้นด้วยมารดายังปรานี ให้ไปขอชีวีขุนช้างไว้ แค้นแม่จำจะแก้ให้หายแค้น ไม่ทดแทนอ้ายขุนช้างบ้างไม่ได้ หมายจิตคิดจะให้มันบรรลัย ไม่สมใจจำเพาะเคราะห์มันดี วันนั้นแพ้กูเมื่อดำน้ำ หมายถึง จมื่นไวยเล่าย้อนถึงตอนที่ขุนช้างดำน้ำพิสูจน์โทษเมื่อเป็นคดีกับตัว รูปร่างน่าเกลียด ใจคอโหดเหี้ยม ไม่รู้ว่าแม่วันทองไปรักขุนช้างได้อย่างไร ท้าวความถึงตอนที่ขุนช้าง ดำน้ำเพื่อพิสูจน์โทษเมื่อเป็นคดีกับตน พลายงามโกรธมากและจะฆ่าขุนช้างให้ตาย แต่มารดาห้ามและขอชีวิต ไว้ อย่าเลยจะรับแม่กลับมา ให้อยู่ด้วยบิดาเกษมศรี พรากให้พ้นคนอุบาทว์ชาติอัปรีย์ ยิ่งคิดก็ยิ่งมีความโกรธา อัดอึดฮึดฮัดด้วยขัดใจ เมื่อไรตะวันจะลับหล้า เข้าห้องหวนละห้อยคอยเวลา จวนสุริยาเลี้ยวลับเมรุไกร เงียบสัตว์จัตุบททวิบาท ดาวดาษเดือนสว่างกระจ่างไข น้ำค้างตกกระเซ็นเย็นเยือกใจ สงัดเสียงคนใครไม่พูดจา คำศัพท์ ถอดความได้ว่า พิโรธวาทัง พิโรธวาทัง สัทพจน์
  • 14.
    เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย 5 ท33101เรื่อง เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา ครูจันทิภา กบิลโรจน์ ๑๔ เมรุไกร หมายถึง ภูเขาใหญ่ จัตุบททวิบาท หมายถึง (สัตว์) สี่เท้า สองเท้า พลายงามแค้นขุนช้างมาก จะต้องหาทางแก้แค้นขุนช้างให้ได้ ใจก็อยากให้ขุนช้างตาย แต่ขุนช้างดวงดี ไม่เป็นดังที่ตนหวังไว้ ก็เลยจะรับแม่(นางวันทอง)ให้มาอยู่บ้านกับพ่อ(ขุนแผน) จะพาแม่หนีให้พ้นจากขุนข้างคน ชั่วช้าใจทราม ยิ่งคิดก็ยิ่งคับแค้นใจ กระวนกระวายว่าเมื่อไรจะค่ำที่จะได้ไปรับแม่กลับบ้าน จนตะวันลับขอบฟ้า ไม่มีแม้แต่เสียงเท้าสัตว์เดิน ดาวที่อยู่บนท้องฟ้าส่องแสงสว่าง ในตอนมืดอากาศเริ่มเย็นมีน้ำค้าง เงียบสงัดไม่มี แม้แต่เสียงคนพูด ได้ยินเสียง ได้ยินเสียงฆ้องย่ำประจำวัง ลอยลมล่องดังถึงเคหา *คะเนนับย่ำยามได้สามครา ดูเวลาปลอดห่วงทักทิน **ฟ้าขาวดาวเด่นดวงสว่าง จันทร์กระจ่างทรงกลดหมดเมฆสิ้น จึงเซ่นเหล้าข้าวปลาให้พรายกิน เสกขมิ้นว่านยาเข้าทาตัว ลงยันต์ราชะเอาปะอก หยิบยกมงคลขึ้นใส่หัว เป่ามนตร์เบื้องบนชอุ่มมัว พรายยั่วยวนใจให้ไคลคลา มงคล ในที่นี้หมายถึงสิ่งที่ทำเป็นวงใช้สวมศีรษะ ทักทิน หมายถึง วันชั่วร้ายตามความเชื่อโหราศาสตร์ เสียงฆ้องตีบอกเวลาจากวัง ลอยมาตามลมได้ยินถึงบ้าน นับได้เป็นเวลาตีสาม เป็นเวลาที่จะได้ปลดปล่อยความชั่วร้าย เมื่อท้องฟ้าเต็มไปด้วยดวงดาวและดวงจันทร์สว่างไม่มีเมฆบดบัง จึงได้นำเหล้าและอาหารไปเซ่นให้ผีพรายกิน เอาขมิ้นมาทาตามตัว ลงยันต์ที่อกและเอาสิ่งมงคลมาใส่หัว เป่ามนตร์คาถา เพื่อให้หลงมนตร์ที่เป่าลงไป คำศัพท์ ถอดความได้ว่า คำศัพท์ ถอดความได้ว่า * หมายเหตุ คำประพันธ์นี้สะท้อน ความเชื่อเรื่องไสยศาสตร์ * หมายเหตุ คำประพันธ์นี้สะท้อน ภาพชีวิตความเป็นอยู่ ของคนในอดีต เรื่องการตีฆ้องบอกเวลา
  • 15.
    เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย 5 ท33101เรื่อง เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา ครูจันทิภา กบิลโรจน์ ๑๕ จับดาบเคยปราบณรงค์รบ เสร็จครบบริกรรมพระคาถา ลงจากเรือนไปมิได้ช้า รีบมาถึงบ้านขุนช้างพลัน เห็นคนนอนล้อมอ้อมเป็นวง ประตูลั่นมั่นคงขอบรั้วกั้น กองไฟสว่างดังกลางวัน หมายสำคัญตรงมาหน้าประตู *จึงร่ายมนตรามหาสะกด เสื่อมหมดอาถรรพณ์ที่ฝังอยู่ ภูตพรายนายขุนช้างวางวิ่งพรู คนผู้ในบ้านก็ซานเซอะ บริกรรม หมายถึง สำรวมในร่ายมนตร์หรือเสกคาถาซ้ำ ๆ หลาย ๆ หน เพื่อให้เกิดความศักดิ์สิทธิ์ พลายงามนำดาบที่เคยรบมาร่ายมนตร์เสกคาถา และลงจากเรือนรีบไปบ้านขุนช้าง เมื่อมาถึงก็เห็นคน นอนหลับกันหมด ประตูปิดสนิท มีกองไฟสว่างอยู่หน้าบ้าน พลายงามรีบมาที่หน้าประตู ร่ายมนตร์สะกดพวกผี พรายของขุนช้าง ผู้คนในบ้านต่างง่วงหลับด้วยมนตร์ของพลายงาม ทั้งชายหญิงง่วงงมล้มหลับ นอนทับคว่ำหงายก่ายกันเปรอะ จี่ปลาคาไฟมันไหลเลอะ โงกเงอะงุยงมไม่สมประดี *ใช้พรายถอดกลอนถอนลิ่ม รอยทิ่มถอดหลุดไปจากที่ ย่างเท้าก้าวไปในทันที มิได้มีใครทักแต่สักคน มีแต่หลับเพ้อมะเมอฝัน ทั้งไฟกองป้องกันทุกแห่งหน ผู้คนเงียบสำเนียงเสียงแต่กรน มาจนถึงเรือนเจ้าขุนช้าง ผู้คนในบ้านต่างก็ง่วงหลับด้วยมนต์ของพลายงาม นอนทับกันไปมา พลายงามจึงใช้ให้พรายไปถอดกลอนประตู และก้าวเข้าไปถึงเรือนของขุนช้าง คำศัพท์ ถอดความได้ว่า อุปมา * หมายเหตุ คำประพันธ์นี้สะท้อน ความเชื่อเรื่องไสยศาสตร์ ถอดความได้ว่า
  • 16.
    เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย 5 ท33101เรื่อง เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา ครูจันทิภา กบิลโรจน์ ๑๖ ** หมายเหตุ คำประพันธ์นี้สะท้อน ค่านิยมเกี่ยวกับ การมีสัมมาคารวะ จุดเทียนสะกดข้าวสารปราย ภูตพรายโดดเรือนสะเทือนผาง สะเดาะดาลบานเปิดหน้าต่างกาง ย่างเท้าก้าวขึ้นร้านดอกไม้ หอมหวนอวลอบบุปผชาติ เบิกบานก้านกลาดกิ่งไสว เรณูฟูร่อนขจรใจ ย่างเท้าก้าวไปไม่โครมคราม *ข้าไทนอนหลับลงทับกัน สะเดาะกลอนถอนลั่นถึงชั้นสาม กระจกฉากหลากสลับวับแวมวาม อร่ามแสงโคมแก้วแววจับตา ข้าวสารปราย หมายถึง ข้าวสารที่เสกแล้วซัดให้กระจาย ร้านดอกไม้ ในที่นี้หมายถึงชานเรือนโบราณที่ปลูกดอกไม้ไว สะเดาะกลอน หมายถึง ทำให้กลอนประตูหลุดออกได้ด้วยคาถาอาคม พลายงามจุดเทียนร่ายมนต์สะกด โปรยข้าวสารเสกใส่ทำให้ภูตพรายหนีกันอลหม่าน จึงสะเดาะกลอน ประตูเข้าไปถึงสามชั้น บานหน้าต่าง เข้าไปข้างในห้อง และได้กลิ่นหอมของดอกไม้ที่หอมหวนอบอวลไปทั่ว ห้อง แล้วก้าวเข้าไปอย่างเงียบๆ พวกข้ารับใช้กำลังนอนหลับ พลายงามจึงใช้มนตร์สะเดาะกลอนประตูเข้ามา ภายในถึง ๓ ชั้น *ม่านมู่ลี่มีฉากประจำกั้น อัฒจันทร์เครื่องแก้วก็หนักหนา ชมพลางย่างเยื้องชำเลืองมา เปิดมุ้งเห็นหน้าแม่วันทอง นิ่งนอนอยู่บนเตียงเคียงขุนช้าง มันแนบข้างกอดกลมประสมสอง เจ็บใจดังหัวใจจะพังพอง ขยับจ้องดาบง่าอยากฆ่าฟัน จะใครถีบขุนช้างที่กลางตัว นึกกลัวจะถูกแม่วันทองนั่น **พลางนั่งลงนอบนบอภิวันทน์ สะอื้นอั้นอกแค้นน้ำตาคลอ อัฒจันทร์ ในที่นี้หมายถึง ชั้นที่ตั้งเครื่องแก้วซึ่งเป็นของประดับบ้าน เมื่อเข้าไปถึงในห้องมีทั้งกระจกฉาก และม่านมู่ลี่ที่กั้นอยู่ เมื่อพลายงาม เดินมาถึง พลายงามจึงเปิดมุ้งและเห็นขุนช้างนอนกอดแม่วันทองอยู่ จึงเจ็บใจ จนอยากจะชักดาบมาฆ่ามัน คิดจะถีบขุนช้างก็กลัวจะถูกแม่วันทอง พลายงาม จึงนั่งลงและยกมือไหว้ สะอื้นน้ำตาคลอF คำศัพท์ ถอดความได้ว่า สัลลาปังคพิสัย อุปมา คำศัพท์ ถอดความได้ว่า เสาวรจนี
  • 17.
    เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย 5 ท33101เรื่อง เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา ครูจันทิภา กบิลโรจน์ ๑๗ *โอ้แม่เจ้าประคุณของลูกเอ๋ย ไม่ควรเลยจะพรากจากคุณพ่อ เวรกรรมนำไปไม่รั้งรอ มิพอที่จะต้องพรากก็จากมา มันไปฉุดมารดาเอามาไว้ อ้ายหัวใสข่มเหงไม่เกรงหน้า ที่ทำแค้นกูจะแทนให้ทันตา ขอษมาแม่แล้วก็ขับพราย เป่าลงด้วยพระเวทวิทยา มารดาก็ฟื้นตื่นโดยง่าย ดาบใส่ฝักไว้ไม่เคลื่อนคลาย วันทองรู้สึกกายก็ลืมตา พลายงามรำพันว่านางวันทองไม่ควรพลัดพรากจากขุนแผน แล้วโทษว่าเป็นเวรกรรมที่ทำให้ต้อง แยกกัน พรายงามได้แม่แล้วขอขมาไล่พราย พร้อมทั้งเป่ามนต์ให้แม่วันทองตื่นขึ้นมา ครานั้นจึงโฉมเจ้าวันทอง ต้องมนตร์มัวหมองเป็นหนักหนา ตื่นพลางทางชำเลืองนัยน์ตามา เห็นลูกยานั้นยืนอยู่ริมเตียง สำคัญคิดว่าผู้ร้ายให้นึกกลัว กอดผัวร้องดันจนสิ้นเสียง ซวนซบหลบลงมาหมอบเมียง พระหมื่นไวยเข้าเคียงห้ามมารดา อะไรแม่แซ่ร้องทั้งห้องนอน ลูกร้อนรำคาญใจจึงมาหา จะร้องไยใช่โจรผู้ร้ายมา สนทนาด้วยลูกอย่าตกใจ นางวันทองรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาสายตามองเห็นพลายงามแต่คิดว่าเป็นโจรจึงเข้า กอดขุนช้างด้วยความ กลัว พลายงามปลอบ บอกนางวันทองว่าลูกพลายงามเอง ไม่ใช่โจรผู้ร้าย แม่อย่าตกใจไปเลย พิโรธวาทัง ถอดความได้ว่า * หมายเหตุ คำประพันธ์นี้สะท้อน ความเชื่อเรื่องบุญกรรมของคนในสังคม ถอดความได้ว่า
  • 18.
    เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย 5 ท33101เรื่อง เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา ครูจันทิภา กบิลโรจน์ ๑๘ ครานั้นวันทองผ่องโสภา ครั้นรู้ว่าลูกยาหากลัวไม่ ลูกออกมาพลันด้วยทันใด พระหมื่นไวยเข้ากอดเอาบาทา วันทองประคองสอดกอดลูกรัก ซบพักตร์ร้องไห้ไม่เงยหน้า เจ้ามาไยป่านนี้นี่ลูกอา เขารักษาอยู่ทุกแห่งตำแหน่งใน ใส่ดาลบ้านช่องกองไฟรอบ พ่อช่างลอบเข้ามากระไรได้ อาจองทะนงตัวไม่กลัวภัย นี่พ่อใช้ฤาว่าเจ้ามาเอง เมื่อวันทองรู้ว่าพลายงามมาหา ก็รีบลุกเข้าไปกอดพลายงามแล้วก็ซบหน้าร้องไห้แล้วถามว่าลูกผ่านคน ที่คอยเฝ้าอยู่มาได้ยังไงที่นี่มีคนคอยเฝ้าดูแลอยู่ทุกตำแหน่งทำไมถึงรอดเข้ามาได้ลูกไม่กลัวหรอ นี่ขุนแผนใช้ลูก มา หรือ ลูกมาเอง ขุนช้างตื่นขึ้นมิเป็นการ เขาจะรุกรานพาลข่มเหง จะเกิดผิดแม่คิดคะนึงเกรง ฉวยสบเพลงพลาดพล้ำมิเป็นการ มีธุระสิ่งไรในใจเจ้า พ่อจงเล่าแก่แม่แล้วกลับบ้าน มิควรทำเจ้าอย่าทำให้รำคาญ อย่าหาญเหมือนพ่อนักคะนองใจ จมื่นไวยสารภาพกราบบาทา ลูกมาผิดจริงหาเถียงไม่ รักตัวกลัวผิดแต่คิดไป ก็หักใจเพราะรักแม่วันทอง ฉวยสบเพลง หมายถึง บังเอิญถูกจังหวะ ถ้าขุนช้างตื่นมาอาจจะทำร้ายลูกได้นะแม่เป็นห่วงมาก แม่กลัวว่าถ้าลูกเสียจังหวะพลาดพล้ำไปพลาย งามอาจจะถูกทำร้ายได้นะแม่กลัว ถ้ามีธุระอะไรด่วนก็รีบมาเล่าให้แม่ฟัง แล้วก็รีบกลับไปซะ อย่าทำตัวกล้า หาญเหมือนขุนแผนพ่อของลูก พลายงามกราบเท้าแม่แล้วบอกว่าลูกทำผิดจริงจะไม่เถียงผิดที่คิดไปแต่ก็ต้องจำ ใจเพราะรักแม่วันทอง ถอดความได้ว่า คำศัพท์ ถอดความได้ว่า
  • 19.
    เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย 5 ท33101เรื่อง เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา ครูจันทิภา กบิลโรจน์ ๑๙ ทุกวันนี้ลูกชายสบายยศ พร้อมหมดเมียมิ่งก็มีสอง มีบ่าวไพร่ใช้สอยทั้งเงินทอง พี่น้องข้างพ่อก็บริบูรณ์ ยังขาดแต่แม่คุณไม่แลเห็น เป็นอยู่ก็เหมือนตายไปหายสูญ ข้อนี้ที่ทุกข์ยังเพิ่มพูน ถ้าพร้อมมูลแม่ด้วยจะสำราญ ลูกมาหมายว่าจะมารับ เชิญแม่วันทองกลับคืนไปบ้าน แม้จะบังเกิดเหตุเภทพาล ประการใดก็ตามแต่เวรา เมียมิ่งก็มีสอง หมายถึง พลายงามมีเมีย ๒ คน คือนางศรีมาลา และนางสร้อยฟ้า ทุกวันนี้พลายงามสบายมียศถาบรรดาศักดิ์ มีพร้อมทุกอย่างทั้งเงินทองบ่าวไพร่เมียก็มีสองคน ผู้ใหญ่ ฝ่ายพอก็อยู่ดี ยังขาดแต่แม่วันทองไม่มองเห็น อยู่ไปก็เหมือนตายไม่เคยสนใจเพราะอย่างนี้ที่ยังทุกข์หนัก ถ้ามี แม่วันทองด้วยจะสุขสำราญ ที่ลูกมาตั้งใจว่าจะมารับแม่วันทองกลับบ้านเรา ถึงจะเกิดเรื่องก็แล้วแต่เวรแต่ กรรม มาอยู่ไยกับอ้ายหินชาติ แสนอุบาทว์ใจจิตริษยา ดังทองคำเลี่ยมปากกะลา หน้าตาดำเหมือนมินหม้อมอม เหมือนแมลงวันว่อนเคล้าที่เน่าชั่ว มาเกลือกกลั้วปทุมมาลย์ที่หวานหอม ดอกมะเดื่อฤาจะเจือดอกพะยอม ว่านักแม่จะตรอมระกำใจ แม่เลี้ยงลูกมาถึงเจ็ดขวบ เคราะห์ประจวบจากแม่หาเห็นไม่ จะคิดถึงลูกบ้างฤาอย่างไร ฤาหาไม่ใจแม่ไม่คิดเลย ถ้าคิดเห็นเอ็นดูว่าลูกเต้า แม่ทูนเกล้าไปเรือนอย่าเชือนเฉย ให้ลูกคลายอารมณ์ได้ชมเชย เหมือนเมื่อครั้งแม่เคยเลี้ยงลูกมา มินหม้อ หมายถึง เขม่าดำที่ติดก้นหม้อ มาอยู่ทำไมกับคนเลวทรามชั่วขี้อิจฉาแบบนี้ หน้าตาก็มอมแมมดำอย่างกับเขม่าที่ติดก้นหม้อ น่า เกลียดเหมือนแมลงวันเน่ามาบินตอมดอกไม้ที่สวยงามอย่างแม่ เหมือนคนชั่วมาปนกับคนดี จะว่ามากก็กลัวแม่ จะทุกข์ใจ แม่เลี้ยงลูกมาถึง ๗ ขวบ เพราะเคราะห์กรรมของแม่ถึงต้องจากกัน แม่วันทองคิดถึงลูกบ้างไหม หรือว่าแม่ไม่คิดถึงลูกเลย ถ้าแม่ยังเอ็นดูลูกอยู่ แม่รีบไปกับอยู่กับลูก เหมือนครั้งที่แม่เคยเลี้ยงดูลูกมา คำศัพท์ ถอดความได้ว่า * หมายเหตุ คำประพันธ์นี้สะท้อน ความเชื่อเรื่องบุญกรรมของคนในสังคม คำศัพท์ ถอดความได้ว่า อุปมา พิโรธวาทัง
  • 20.
    เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย 5 ท33101เรื่อง เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา ครูจันทิภา กบิลโรจน์ ๒๐ ครานั้นจึงโฉมเจ้าวันทอง เศร้าหมองด้วยลูกเป็นหนักหนา พ่อพลายงามทรามสวาดิของแม่อา แม่โศกาเกือบเจียนจะบรรลัย ใช่จะอิ่มเอิบอาบด้วยเงินทอง มิใช่ของตัวทำมาแต่ไหน ทั้งผู้คนช้างม้าแลข้าไท ไม่รักใคร่เหมือนกับพ่อพลายงาม ทุกวันนี้ใช่แม่จะผาสุก มีแต่ทุกข์เจ็บดังเหน็บหนาม ต้องจำจนทนกรรมที่ติดตาม จะขืนความคิดไปก็ใช่ที ทรามสวาดิ หมายถึง ผู้เป็นที่รัก นางวันทองก็ตอบพลายงามว่า เศร้าใจเจียนตาย เงินทองข้าทาสบริวารไม่มีอะไรสำคัญกว่าลูกทุกวันนี้ ที่นางวันทองทนอยู่ก็มีแต่ความทุกข์ไม่ได้มีความสุขเลยแต่ก็ต้องทนอยู่ทำตามใจตนเองก็ไม่ได้ เมื่อพ่อเจ้าเข้าคุกแม่ท้องแก่ เขาฉุดแม่ใช่จะแกล้งแหนงหนี ถึงพ่อเจ้าเล่าไม่รู้ว่าร้าย เป็นหลายปีแม่มาอยู่กับขุนช้าง เมื่อพ่อเจ้ากลับมาแต่เชียงใหม่ ไม่เพ็ดทูลสิ่งไรแต่สักอย่าง เมื่อคราวตัวแม่เป็นคนกลาง ท่านก็วางบทคืนให้บิดา เจ้าเป็นถึงหัวหมื่นมหาดเล็ก มิใช่เด็กดอกจงฟังคำแม่ว่า จงเร่งกลับไปคิดกับบิดา ฟ้องหากราบทูลพระทรงธรรม์ วางบท หมายถึง ถูกกำหนดให้แสดงไปตามบท คือ หน้าที่ที่กำหนดให้ในที่นี้หมายถึง ครั้งหนึ่ง สมเด็จพระพันวษาได้เคยทรงตัดสินให้นางวันทองกลับไปอยู่กับขุนแผน หัวหมื่นมหาดเล็ก หมายถึง ตำแหน่งข้าราชการมหาดเล็กถัดจากตำแหน่งจางวางซึ่งเป็นตำแหน่ง หัวหน้าข้ารับใช้ของเจ้านายชั้นบรมวงศ์หรือทรงกลมลงมา เมื่อตอนขุนแผนถูกจับเข้าคุก แม่ก็ท้องแก่ ขุนช้างฉุดแม่มาไม่ได้หนีขุนแผนมา ตอนขุนแผนเขารบชนะ เชียงใหม่มีความดีความชอบ พระพันวษาก็ตัดสินให้ไปอยู่กับขุนแผน ลูกเป็นถึงหัวหมื่นมหาดเล็ก ไม่ใช่เด็กแล้ว จงกลับไปคิดไตร่ตรองกับพ่อให้ดี แล้วไปกราบทูลพระพันวษา สัลลาปังคพิสัย อติพจน์ คำศัพท์ ถอดความได้ว่า * หมายเหตุ คำประพันธ์นี้สะท้อน ความเชื่อเรื่องบุญกรรมของคนในสังคม คำศัพท์ ถอดความได้ว่า
  • 21.
    เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย 5 ท33101เรื่อง เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา ครูจันทิภา กบิลโรจน์ ๒๑ พระองค์คงจะโปรดประทานให้ จะปรากฏยศไกรเฉิดฉัน อันจะมาลักพาไม่ว่ากัน เช่นนั้นใจแม่มิเต็มใจ ครานั้นจึงโฉมเจ้าพลายงาม ฟังความเห็นว่าแม่หาไปไม่ คิดบ่ายเบี่ยงเลี่ยงเลี้ยวเบี้ยวบิดไป เพราะรักอ้ายขุนช้างกว่าบิดา จึงว่าอนิจจาลูกมารับ แม่ยังกลับทัดทานเป็นหนักหนา เหมือนไม่มีรักใคร่ในลูกยา อุตส่าห์มารับแล้วยังมิไป พระพันวษาคงจะโปรดประทานให้ ถ้าจะมาลักตัวแม่กลับแม่ไม่ว่า แต่แม่จะไม่เต็มใจกลับ พลายงาม ได้ฟังที่นางวันทองพูดจึงตอบไปว่า เพราะว่าแม่รักชุนช้างมากกว่าขุนแผนแม่ถึงได้บ่ายเบี่ยงไม่ยอมที่จะกลับ ทั้งๆที่ลูกก็มาแล้วแล้ว หรือว่าแม่ไม่รักลูกแล้ว เสียแรงเป็นลูกผู้ชายไม่อายเพื่อน จะพาแม่ไปเรือนให้จงได้ *แม้นมิไปให้งามก็ตามใจ จะบาปกรรมอย่างไรก็ตามที จะตัดเอาศีรษะของแม่ไป ทิ้งแต่ตัวไว้ให้อยู่นี่ แม่อย่าเจรจาให้ช้าที จวนแจ้ง แสงศรี จะรีบไป ครานั้นวันทองผ่องโสภา เห็นลูกยากัดฟันมันไส้ ถือดาบฟ้าฟื้นยืนแกว่งไกว ตกใจกลัวว่าจะฆ่าฟัน แสงศรี หมายถึง มาจากคำว่า แสงสุรีย์ศรี หมายถึง แสงอาทิตย์ พลายงามตอบว่าตนเป็นลูกผู้ชายวันนี้จะต้องพาแม่กลับบ้านไปให้ได้ถึงแม้ว่าแม่จะไม่ยอมก็ตาม ถ้าแม่ ไม่กลับไปขอทำบาปกรรมแล้ววันนี้ ต่อให้ตัดหัวของแม่ไปแล้วทิ้งแต่ตัวไว้ที่นี่ก็จะทำ แม่อย่ามัวพูดอยู่ รีบไป เถอะฟ้าจะแจ้งแล้ว ฝ่ายนางวันทองพอเห็นลูกกัดฟัน แกว่งดาบฟ้าฟื้นก็กลัว ถอดความได้ว่า คำศัพท์ ถอดความได้ว่า * หมายเหตุ คำประพันธ์นี้สะท้อน ความเชื่อเรื่องบุญกรรมของคนในสังคม
  • 22.
    เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย 5 ท33101เรื่อง เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา ครูจันทิภา กบิลโรจน์ ๒๒ จึงปลอบว่าพลายงามพ่อทรามรัก อย่าฮึกฮักว่าวุ่นทำหุนหัน จงครวญใคร่ให้เห็นข้อสำคัญ แม่นี้พรั่นกลัวแต่จะเกิดความ ด้วยเป็นข้าลักไปไทลักมา เห็นเบื้องหน้าจะอึงแม่จึงห้าม ถ้าเจ้าเห็นเป็นสุขไม่ลุกลาม ก็ตามเถิดมารดาจะคลาไคล ว่าพลางนางลุกออกจากห้อง เศร้าหมองโศกาน้ำตาไหล พระหมื่นไวยก็พามารดาไป พอรุ่งแจ้งแสงใสก็ถึงเรือน นางวันทองปลอบลูกว่าอย่าหุนหัน ที่แม่ไม่ไปนั้น เพราะกลัวลูกจะเดือดร้อนเป็นคดีความ แต่ถ้าลูกเห็นว่าดี ว่างามแม่ก็จะตามกลับไป แล้ววันทองก็ตามพลายงามกลับบ้าน พลายงามพาแม่ไปถึงบ้านเมื่อใกล้สว่าง จะกล่าวถึงเจ้าจอมหม่อมขุนช้าง นอนครางหลับกรนอยู่ป่นเปื้อน *อัศจรรย์ฝันแปรแชเชือน ว่าขี้เรื้อนขึ้นตัวทั่วทั้งนั้น หาหมอมารักษา ยาเข้าปรอท มันกินปอดตับไตออกไหลลั่น ทั้งไส้น้อยไส้ใหญ่แลไส้ตัน ฟันฟางก็หักจากปากตัว ตกใจตื่นผวาคว้าวันทอง ร้องว่าแม่คุณแม่ช่วยผัว ลุกขึ้นงกงันตัวสั่นรัว ให้นึกกลัวปรอทจะตอดตาย ยาเข้าปรอท หมายถึง ยาที่ประสมสารปรอทซึ่งอาจทำให้เป็นพิษได้ ขุนช้างที่นอนหลับอยู่ ก็ได้ฝันร้ายว่า “เป็นขี้เรือนทั่วทั้งตัว พอไปหาหมอกินยาประสมปรอทจึงถูก ปรอทกินกินตับไตไส้พุงและฟันฟางก็หักออกจากปาก” เมื่อขุนช้างตื่นขึ้นมาก็ผวาจะคว้าหานางวันทอง สัลลาปังคพิสัย ถอดความได้ว่า คำศัพท์ ถอดความได้ว่า * หมายเหตุ คำประพันธ์นี้สะท้อน ความเชื่อเรื่องความฝัน
  • 23.
    เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย 5 ท33101เรื่อง เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา ครูจันทิภา กบิลโรจน์ ๒๓ ลืมตาเหลียวหาเจ้าวันทอง ไม่เห็นน้องห้องสว่างตะวันสาย ผ้าผ่อนล่อนแก่นไม่ติดกาย เห็นม่านขาดเรี่ยรายประหลาดใจ ตะโกนเรียกในห้องวันทองเอ๋ย หาขานรับเช่นเคยซักคำไม่ ทั้งข้าวของมากมายก็หายไป ปากประตูเปิดไว้ไม่ใส่กลอน พลางเรียกหาข้าไทอยู่ว้าวุ่น อีอุ่นอีอิ่มอีฉิมอีสอน อีมีอีมาอีสาคร นิ่งนอนไยหวามาหากู ล่อนแก่น หมายถึง สิ้นเนื้อประดาตัว ไม่มีติดตัว พอขุนช้างลืมตาขึ้นมามองก็ไม่เห็นนางวันทองอยู่ในห้อง จึงตะโกนเรียกหาวันทอง ก็ไม่มีเสียงขานรับ กลับมา พอมองไปในห้องก็เห็นข้าวของมากมายหายไป จึงตะโกนเรียกบ่าวไพร่ในบ้านให้เข้ามาหา บ่าวผู้หญิงวิ่งไปอยู่งกงัน เห็นนายนั้นแก้ผ้ากางขาอยู่ ต่างคนทรุดนั่งบังประตู ตกตะลึงแลดูไม่เข้ามา ขุนช้างเห็นข้าไม่มาใกล้ ขัดใจลุกขึ้นทั้งแก้ผ้า แหงนเถ่อเป้อปังยืนจังกา ย่างเท้าก้าวมาไม่รู้ตัว ยายจันงันงกยกมือไหว้ นั่นพ่อจะไปไหนพ่อทูนหัว ไม่นุ่งผ่อนนุ่งผ้าดูน่ากลัว ขุนช้างมองดูตัวก็ตกใจ แหงนเถ่อ หมายถึง ค้างอยู่ จังกา หมายถึง คือ จังก้า เป็นลักษณะยืนถ่างขาตั้งท่าเตรียมสู้ เป็นต้น บ่าวที่เป็นผู้หญิงก็วิ่งกันไปหาแต่เห็นขุนช้างแก้ผ้าอยู่ ก็หลบกันไปอยู่หลังประตูไม่กล้าเข้ามา ชุนช้าง เห็นดังนั้นก็ขัดใจจึงลุกขึ้นทั้ง ๆ ที่ยังแก้ผ้าอยู่ ยืนค้างถ่างขาแล้วก้าวออกไปโดยที่ไม่รู้ตัว ยายจันก็ยกมือไหว้ แล้วถามขุนช้างว่าจะไปไหน เสื้อผ้าไม่ใส่ พอขุนช้างมองดูตัวเองก็ต้องตกใจ คำศัพท์ ถอดความได้ว่า คำศัพท์ ถอดความได้ว่า
  • 24.
    เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย 5 ท33101เรื่อง เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา ครูจันทิภา กบิลโรจน์ ๒๔ สองมือปิดขาเหมือนท่าเปรต ใครมาเทศน์เอาผ้ากูไปไหน ให้นึกอดสูหมู่ข้าไท ยายจันไปเอาผ้าให้ข้าที ยายจันตกใจเต็มประดา เข้าไปฉวยผ้าเอามาคลี่ หยิบยื่นส่งไปให้ทันที เมินหนีอดสูไม่ดูนาย ขุนช้างตัวสั่นเทาบอกบ่าวไพร่ เจ้าวันทองไปไหนอย่างไรหาย เอ็งไปดูให้รู้ซึ่งแยบคาย พบแล้วอย่าวุ่นวายให้เชิญมา ขุนช้างเอามือไปปิดขาเหมือนท่าที่เปรตยืน แล้วบอกว่าใครมาเอาผ้าไปไหน เลยนึกละอายใจกับเหล่า คนใช้ แล้วบอกให้ยายจันไปเอาผ้ามาให้ ยายจันก็ตกใจแล้วไปหยิบผ้ามาคลี่แล้วส่งไปให้กับขุนช้าง แล้วตนเอง ก็หลบไปไม่กล้ามอง ขุนช้างก็บอกคนใช้อย่างสั่นเทาว่า นางวันทองหายไปไหน ให้ไปดูว่าอยู่ที่ไหนถ้าเจอตัว แล้วก็ให้เชิญตัวกลับมา ข้าไทได้ฟังขุนช้างใช้ ต่างเที่ยวค้นด้นไปจะเอาหน้า ทั้งห้องนอกห้องในไม่พบพา ทั่วเคหาแล้วไปค้นจนแผ่นดิน เห็นประตูรั้วบ้านบานเปิดกว้าง ผู้คนนอนสล้างไม่ตื่นสิ้น เสาแรกแตกต้นเป็นมลทิน กินใจกลับมาหาขุนช้าง บอกว่าได้ค้นคว้าหาพบไม่ แล้วเล่าแจ้งเหตุไปสิ้นทุกอย่าง ข้าเห็นวิปริตผิดท่าทาง ที่นวลนางวันทองนั้นหายไป เสาแรก ในที่นี้หมายถึงเสาเอก คือ เสาเรือนต้นแรกที่ยกขึ้นตามฤกษ์ในการปลูกเรือน มักนิยมตั้งไว้ ทางทิศตะวันออก พวกคนใช้ได้ฟังที่ขุนช้างใช้ต่างก็ไปค้นหาเพื่อที่จะเอาหน้า แต่หาเท่าไรก็ยังหากันไม่พบพอออกไปหน้า บ้านก็เห็นประตูบ้านเปิดอยู่กับคนที่นอนเกลื่อนกลาดเพราะมนต์สะกด ก็กลับมารายงานขุนช้างว่าไม่พบนาง วันทอง เห็นแต่ “เสาแรกแตกต้น” ซึ่งดูผิดประหลาดไป ถอดความได้ว่า ถอดความได้ว่า * หมายเหตุ คำประพันธ์นี้สะท้อน ความเชื่อเรื่องลางบอกเหตุ คำศัพท์
  • 25.
    เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย 5 ท33101เรื่อง เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา ครูจันทิภา กบิลโรจน์ ๒๕ ครานั้นขุนช้างฟังบ่าวบอก เหงื่อออกโซมล้านกระบาลใส คิดคิดให้แค้นแสนเจ็บใจ ช่างทำได้ต่างต่างทุกอย่างจริง สองหนสามหนก่นแต่หนี พลั้งทีลงไม่รอดนางยอดหญิง คราวนั้นอ้ายขุนแผนมันแง้นชิง นี่คราวนี้หนีวิ่งไปตามใคร ไม่คิดว่าจะเป็นเห็นว่าแก่ ยังสาระแนหลบลี้หนีไปไหน เอาเถิดเป็นไรก็เป็นไป ไม่เอากลับมาได้ไม่ใช่กู แง้นชิง หมายความว่า แง้น ในที่นี้น่าจะเป็นคำเดียวกับคำว่า แง่น ซึ่งแปลว่าแยกเขี้ยวจะกัด แง้นชิง จึงหมายถึง แสดงอาการโกรธ แย่งชิง ทั้ง ๆ ที่ไม่สมควรจะได้ ขุนช้างได้ฟังที่คนใช้พูดเหงื่อก็ออกเต็มหัวล้าน คิดไปแล้วขุนช้างก็เจ็บใจขุนช้างพอได้ยินก็เหงื่อท่วมตัว ทั้งแค้น ทั้งเจ็บใจ บ่นด่านางวันทองว่าหายไปไหน หนีตนไปได้สองสามครั้งแล้ว พอได้โอกาสก็หนี ตอนนั้น ขุนแผนเป็นคนพาไป แล้วคราวนี้นางวันทองไปกับใคร แต่ถึงอย่างไรก็จะต้องตามกลับมาให้ได้ จะกล่าวถึงโฉมเจ้าพลายงาม เกรงเนื้อความนั่งนึกตรึกตรองอยู่ อ้ายขุนช้างสารพัดเป็นศัตรู ถ้ามันรู้ว่าลักเอาแม่มา มันก็จะสอดแนมแกมเท็จ ไปกราบทูลสมเด็จพระพันวษา ดูจะระแวงผิดในกิจจา มารดาก็จะต้องซึ่งโทษภัย คิดแล้วเรียกหมื่นวิเศษผล เอ็งเป็นคนเคยชอบอัชฌาสัย จงไปบ้านขุนช้างด้วยทันใด ไกล่เกลี่ยเสียอย่าให้มันโกรธา พลายงามเกรงว่าขุนช้างจะนำเรื่องที่เอาตัวนางวันทองมา ไปกราบทูลพระพันวษา ทำให้นางวันทอง ต้องรับโทษไปด้วย คิดได้ดังนั้นจึงเรียกหมื่นวิเศษผล ให้ไปบ้านขุนช้างแล้วไกล่เกลี่ยเรื่องนางวันทอง อย่าให้ขุน ช้างโกรธ พิโรธวาทัง คำศัพท์ ถอดความได้ว่า ถอดความได้ว่า
  • 26.
    เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย 5 ท33101เรื่อง เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา ครูจันทิภา กบิลโรจน์ ๒๖ บอกว่าเราจับไข้มาหลายวัน เกรงแม่จะไม่ทันมาเห็นหน้า เมื่อคืนนี้ซ้ำมีอันเป็นมา เราใช้คนไปหาแม่วันทอง พอขณะมารดามา ส่งทุกข์ ร้องปลุกเข้าไปถึงในห้อง จึงรีบมาเร็วไวดังใจปอง รักษาจนแสงทองสว่างฟ้า ไม่ตายคลายคืนฟื้นขึ้นได้ กูขอแม่ไว้พอเห็นหน้า แต่พอให้เคลื่อนคลายหลายเวลา จึงจะส่งมารดานั้นคืนไป ส่งทุกข์ หมายความว่า เข้าส้วม ให้หมื่นวิเศษผลบอกกับขุนช้างว่าตนไม่สบายมาหลายวันจึงอยากพบหน้าแม่ เลยใช้คนไปตามแม่ถึง ส้วม แม่จึงรีบมาหาตน แต่ตอนนี้ตนไม่เป็นอะไรแล้ว แต่ขอให้แม่อยู่กับตนสักระยะหนึ่งแล้วจะส่งแม่กลับ หมื่นวิเศษรับคำแล้วอำลา รีบมาบ้านขุนช้างหาช้าไม่ ครั้นแอบดูอยู่แต่ไกล เห็นผู้คนขวักไขว่ทั้งเรือนชาน ขุนช้างนั่งเยี่ยมหน้าต่างเรือน ดูหน้าเฝื่อนทีโกรธอยู่งุ่นง่าน จะดื้อเดินเข้าไปไม่เป็นการ คิดแล้วลงคลานเข้าประตู ครานั้นเจ้าหม่อมขุนช้าง นั่งคาหน้าต่างเยี่ยมหน้าอยู่ เห็นคนคลานเข้ามาเหลือบตาดู นี่มาหลอกกูหรืออย่างไร หมื่นขุนวิเศษรับคำจากจมื่นไวย(พลายงาม) แล้วมาที่บ้านขุนช้าง พอเข้าไปถึงเรือนขุนช้าง ดูท่าทาง ขุนช้างกำลังโกรธเคืองจึงคลานเข้าไปหา ขุนช้างเห็นเข้าก็โกรธเพราะนึกว่ามาหลอกตน อะไรพอสว่างวางเข้ามา เด็กหวาจับถองให้จงได้ ลุกขั้นถกเขมรร้องเกนไป ทุดอ้ายไพร่ขี้ครอกหลอกผู้ดี ครานั้นวิเศษผลคนว่องไว ยกมือไหว้ไม่วิ่งหนี ร้องตอบไปพลันในทันที คนดีดอกข้าไหว้ใช่คนพาล ข้าพเจ้าเป็นบ่าวพระหมื่นไวย เป็นขุนหมื่นรับใช้อยู่ในบ้าน ท่านใช้ให้กระผมมากราบกราน ขอประทานคืนนี้พระหมื่นไวย คำศัพท์ ถอดความได้ว่า ถอดความได้ว่า
  • 27.
    เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย 5 ท33101เรื่อง เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา ครูจันทิภา กบิลโรจน์ ๒๗ ถอง หมายถึง กระทุ้งด้วยศอก ถกเขมร หมายถึง การนุ่งผ้าหยักรั้งขึ้นไป ให้พ้นหัวเข่าถึงง่ามก้น บางทีเรียกว่าขัดเขมร ร้องเกน หมายถึง ร้องตะโกนดังๆ ทุด หมายถึง คำที่เปล่งออกมาแสดงความไม่พอใจหรือติเตียน การนุ่งผ้าแบบถกเขมร หมื่นวิเศษรีบยกมือขึ้นไหว้แล้วตอบว่าตนเป็นคนดีไม่ใช่คนร้าย เป็นบ่าวของจมื่นไวยเป็นขุนหมื่นรับ ใช้อยู่ในบ้าน พลายงามไม่สบายจึงใช้ให้ตนมาแจ้ง ขอให้นางวันทองอยู่ด้วยหนึ่งคืน เจ็บจุกประจุบันมีอันเป็น ก็ไขก็เห็นหาหายไม่ ร้องโอดโดดดิ้นเพียงสิ้นใจ จึงใช้ให้ตัวข้ามาแจ้งการ พอพบท่านมารดามาส่งทุกข์ ข้าพเจ้าร้องปลุกไปในบ้าน จะกลับขึ้นเคหาเห็นช้านาน ท่านจึงรีบไปในกลางคืน พยาบาลคุณพระนายพอคลายไข้ คุณอย่าสงสัยว่าไปอื่น ให้คำมั่นสั่งมาว่ายั่งยืน พอหายเจ็บแล้วจะคืนไม่นอนใจ เจ็บจุกประจุบัน หมายถึง มีอาการจุกเสียดขึ้นมาทันที ส่งทุกข์ หมายถึง เข้าส้วม พลายงามไม่สบายเลยจึงอยากพบหน้าแม่ เลยให้คนใช้ไปตามแม่มาถึงส้วม แม่จึงมาหาหลายงาม พลายงามจึงให้หมื่นวิเศษผลมาแจ้ง ถ้าหายแล้วจะพานางวันทองกลับมาส่งคืน คำศัพท์ ถอดความได้ว่า คำศัพท์ ถอดความได้ว่า
  • 28.
    เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย 5 ท33101เรื่อง เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา ครูจันทิภา กบิลโรจน์ ๒๘ ครานั้นขุนช้างได้ฟังว่า แค้นดังเลือดตาจะหลั่งไหล ดับโมโหโกรธาทำว่าไป เราก็ไม่ว่าไรสุดแต่ดี การเจ็บไข้ล้มตายไม่วายเว้น ประจุบันเป็นทั้งกรุงศรี ถ้าขัดสนสิ่งไรที่ไม่มี ก็มาเอาที่นี่อย่าเกรงใจ ว่าแล้วปิดบานหน้าต่างผาง ขุนช้างเดือดดาลทะยานไส้ ทอดตัวลงกับหมอนถอนฤทัย ดูดู๋เป็นได้เจียววันทอง ประจุบัน หมายถึง ปัจจุบัน เรียกโรคภัยที่เกิดขึ้นในทันทีทันใดว่าโรคปัจจุบัน ขุนช้างได้ฟังแล้วรู้สึกแค้นขึ้นมา แต่แกล้งพูดต่อไปว่า การเจ็บไข้นั้นเป็นเรื่องปกติเป็นกันทั่วไป ถ้าขัด สนสิ่งใดให้มาขอที่ตน พอขุนช้างพูดเสร็จก็ปิดประตูดังผาง แล้วเข้าไปนอนแค้นนางวันทองกับครอบครัว เพราะกูแพ้ความจมื่นไวย มันจึงเหิมใจทำจองหอง พ่อลูกแม่ลูกถูกทำนอง ถึงสองครั้งแล้วเป็นแต่เช่นนี้ อ้ายพ่อไปเชียงใหม่มีชัยมา ตั้งตัวดังพญาราชสีห์ อ้ายลูกเป็นหมื่นไวยทำไมมี เห็นกูนี้คนผิดติดโทษทัณฑ์ มันจึงข่มเหงไม่เกรงใจ จะพึ่งพาใครได้ที่ไหนนั่น ขุนนางน้อยใหญ่เกรงใจกัน ถึงฟ้องมันก็จะปิดให้มิดไป ทัณฑ์ หมายถึง โทษเนื่องด้วยความผิด เพราะว่าตนแพ้ความจมื่นไวยจึงทำให้จมื่นไวยเหิมใจนัก ทั้งขุนแผนและพลายงามนั้นชนะตนถึงสอง ครั้งแล้ว แล้วคิดขึ้นมาได้ว่าจะไปฟ้องคดีแย่งนางวันทองคืน ถ้าฟ้องตามกระบวนการพวกขุนนางจะช่วยสอง พ่อลูกนั้นได้ คำศัพท์ ถอดความได้ว่า พิโรธวาทัง อุปมา คำศัพท์ ถอดความได้ว่า อุปมา
  • 29.
    เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย 5 ท33101เรื่อง เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา ครูจันทิภา กบิลโรจน์ ๒๙ *ตามบุญตามกรรมได้ทำมา จะเฆี่ยนฆ่าหาคิดชีวิตไม่ ยิ่งคิดเดือดดาลทะยานใจ ฉวยได้กระดารชนวนมา ร่างฟ้องท่องเทียบให้เรียบร้อย ถ้อยคำถี่ถ้วนเป็นหนักหนา ลงกระดาษพับไว้มิได้ช้า อาบน้ำผลัดผ้าแล้วคลาไคล วันนั้นพอปิ่นนรินทร์ราช เสด็จประพาสบัวยังหากลับไม่ ขุนข้างมาถึงซึ่งวังใน ก็คอยจ้องที่ใต้ตำหนักน้ำ เสด็จประพาสบัว หมายถึง การเสด็จประพาสท้องทุ่งในฤดูน้ำหลากที่มีน้ำเต็มเปี่ยมมีดอกบัวและ พันธุ์ไม้น้ำที่งดงาม อาจเป็นฤดูเล่นเรือหรือเล่นดอกสร้อยสักวา คราวนี้ต้องฟ้องกับพระพันวษาเอง ถึงจะถูกเฆี่ยนตีก็ตาม ว่าแล้วก็หยิบกระดานชนวนขึ้นมาร่างคำ ฎีกาแล้วลอกใส่กระดาษอีกที เสด็จแล้วก็อาบน้ำเตรียมตัวไปทูลพระพันวษา ขุนช้างมาคอยจ้องเข้าเฝ้าพระ พันวษาที่ตำหนักน้ำ ตั้งแต่ยังไม่เสด็จกลับจากประพาสบัว จะกล่าวถึงพระองค์ผู้ทรงเดช เสด็จคืนนิเวศน์พอจวนค่ำ ฝีพายรายเล่มมาเต็มลำ เรือประจำแหนแห่เซ็งแช่มา พอเรือพระที่นั่งประทับที่ ขุนช้างก็รี่ลงตีนท่า ลอยคอชูหนังสือดื้อเข้ามา ผุดโผล่โงหน้ายึดแคมเรือ เข้าตรงบโทนอ้นต้นกัญญา เพื่อนโขกลงด้วยกะลาว่าผีเสื้อ มหาดเล็กอยู่งานพัดพลัดตกเรือ ร้องว่าเสือตัวใหญ่ว่ายน้ำมา นิเวศน์ หมายถึง บ้าน,วัง บโทนอ้นต้นกัญญา หมายถึง บโทนคือพนักงานคอยให้จังหวะสัญญาณให้ฝีพาย พายเรือช้าหรือเร็ว เรือในที่นี้เป็นเรือต้นกัญญา คือ เป็นเรือหลวงยาว มีเครื่องบังแดดเป็นรูปหลังคา อัน น่าจะเป็นชื่อของบโทน ผีเสื้อ หมายถึง เทวดาที่รักษาน่านน้ำ ในที่นี้หมายถึงผีน้ำ พระพันวษารีบเสด็จกลับตอนค่ำขุนช้างรีบลงจากท่าแล้วลอยคอชูหนังสือฎีกาถวาย โดยโผล่เข้ามา ทางที่แคมเรือจนคนบนเรือตกใจนึกว่าเป็นผีน้ำหรือเสือว่ายมา ทำให้เกิดความวุ่นวาย จนมหาดเล็กอยู่งาน พลัดตกจากเรือ แล้วร้องว่าเสือตัวใหญ่ว่ายน้ำมา คำศัพท์ ถอดความได้ว่า คำศัพท์ ถอดความได้ว่า พิโรธวาทัง * หมายเหตุ คำประพันธ์นี้สะท้อน ความเชื่อเรื่องบุญกรรมของคนในสังคม
  • 30.
    เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย 5 ท33101เรื่อง เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา ครูจันทิภา กบิลโรจน์ ๓๐ *ขุนช้างดึงดื้อมือยึดเรือ มิใช่เสือกระหม่อมฉานล้านเกศา สู้ตายของถวายซึ่งฎีกา แค้นเหลือปัญญาจะทนทาน ครานั้นสมเด็จพระพันวษา ทรงพระโกรธาโกลาหล ทุดอ้ายจัญไรมิใช่คน บนบกบนฝั่งดังไม่มี ใช่ที่ใช่ทางวางเข้ามา ฤาอ้ายช้างเป็นบ้ากระมังนี่ เฮ้ยใครรับฟ้องของมันที ตีเสียสามสิบจึงปล่อยไป ฎีกา หมายถึง คำร้องทุกข์ที่ยื่นถวายพระเจ้าแผ่นดิน ขุนช้างเอามือไปยึดเรือแล้วพูดว่าเป็นตนเองไม่ใช่เสือจะมาขอถวายฎีกา พระพันวษากริ้วว่าขุนช้างมิใช่ คนบนฝั่งก็มีไม่ไปกลับลุยน้ำมาหาหรือว่าขุนช้างเป็นบ้าถึงทำเช่นนี้ จึงสั่งให้มหาดเล็กไปรับฎีกาแล้วโบยขุนช้าง ๓๐ ที แล้วจึงปล่อยไป **มหาดเล็กก็รับเอาฟ้องมา ตำรวจคว้าขุนช้างหางวางไม่ ลงพระราชอาญาตามว่าไว้ พระจึงให้ตั้งกฤษฎีกา ว่าตั้งแต่วันนี้สืบไป หน้าที่ของผู้ใดให้รักษา ระวางโทษเบ็ดเสร็จเจ็ดสถาน ถึงประหารชีวิตเป็นผุยผง ตามกฤษฎีการักษาพระองค์ แล้วลงจากพระที่นั่งเข้าวังใน กฤษฏีกา หมายถึง บทกฎหมายซึ่งพระมหากษัตริย์ ทรงตราขึ้น เพื่อใช้ในการบริหาร เรียกว่า พระราชกฤษฎีกา มหาดเล็กรับคำฟ้องของขุนช้าง แล้วนำตัวขุนช้างไปเฆี่ยนตี และพระพันวษาทรงออกกฎ (กฤษฎีกา) ว่า ถ้าใครประมาทปล่อยให้คนเข้ามาได้เช่นนี้อีกจะลงโทษสูงสุดถึงประหารชีวิต พิโรธวาทัง คำศัพท์ ถอดความได้ว่า คำศัพท์ ถอดความได้ว่า * หมายเหตุ คำประพันธ์นี้สะท้อนภาพ การถวายฎีการ้องทุกข์ ของคนไทยในอดีต
  • 31.
    เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย 5 ท33101เรื่อง เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา ครูจันทิภา กบิลโรจน์ ๓๑ จะกล่าวถึงขุนแผนแสนสนิท เรืองฤทธิ์ลือจบพิภพไหว อยู่บ้านสุขเกษมเปรมใจ สมสนิทพิสมัยด้วยสองนาง ลาวทองกับแก้วกิริยา ปรนนิบัติวัตถาไม่ห่างข้าง เพลิดเพลินจำเริญใจไม่เว้นวาง คืนนั้นในกลางซึ่งราตรี นางแก้วลาวทองทั้งสองหลับ ขุนแผนกลับผวาตื่นฟื้นจากที่ พระจันทรจรแจ่มกระจ่างดี พระพายพัดมาลีตรลบไป พิสมัย หมายถึง ความรัก,ความปลื้มใจ สองนาง ในที่นี้หมายถึง นางลาวทอง และนางแก้วกิริยา พระพาย หมายถึง ลม มาลี หมายถึง ดอกไม้ ตรลบ หมายถึง (ตลบ) หกหลังมา,ย้อนกลับมา,ฟุ้ง ขุนแผนมีความสุขที่มีนางลาวทองและนางแก้วกิริยาคอยปรนนิบัติ คืนนั้นขณะที่นางทำสองหลับไป ขุนแผนกลับผวาตื่น คิดคะนึงมิตรแต่ก่อนเก่า นิจจาเจ้าเหินห่างร้างพิสมัย ถึงสองครั้งตั้งแต่พรากจากพี่ไป ดังเด็ดใจจากร่างก็ราวกัน กูก็ชั่วมัวรักแต่สองนาง ละวางให้วันทองน้องโศกศัลย์ เมื่อตีได้เชียงใหม่ก็โปรดครัน จะเพ็ดทูลคราวนั้นก็คล่องใจ สารพัดที่จะว่าได้ทุกอย่าง อ้ายขุนช้างไหนจะโต้จะตอบได้ ไม่ควรเลยเฉยมาไม่อาลัย บัดนี้เล่าเจ้าไวยไปรับมา ขุนแผนคิดถึงนางวันทองซึ่งได้พรากจากตนไปถึง ๒ ครั้ง โดยที่ตนนั้นมัวแต่อยู่กับนางลาวทองและ นางแก้วกิริยาปล่อยให้นางวันทองต้องเศร้า เมื่อตอนไปตีเชียงใหม่ได้ก็ไปทูลขอนางวันทองก็ได้กลับมาแล้วขุน ช้างก็ไปพรากอีก ตอนนี้พลายงามไปรับตัวนางวันทองมาแล้ว คำศัพท์ ถอดความได้ว่า ถอดความได้ว่า อติพจน์
  • 32.
    เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย 5 ท33101เรื่อง เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา ครูจันทิภา กบิลโรจน์ ๓๒ จำกูจะไปสู่สวาทน้อง เจ้าวันทองจะคอยละห้อยหา คิดพลางจัดแจงแต่งกายา น้ำอบทาหอมฟุ้งจรุงใจ ออกจากห้องย่องเดินดำเนินมา ถึงเรือนลูกยาหาช้าไม่ เข้าห้องวันทองในทันใด เห็นนางหลับใหลนิ่งนิทรา ลดตัวลงนั่งข้างวันทอง เตือนต้องด้วยความเสน่หา สั่นปลุกลุกขึ้นเถิดน้องอา พี่มาหาแล้วอย่านอนเลย ขุนแผนคิดว่าตนต้องไปหานางวันทองป่านนี้คงจะเฝ้ารอตนอยู่ว่าแล้วจึงแต่งตัวแล้วออกจากห้องไปยัง เรือนพลายงาม เข้าไปในห้องนารงวันทองเห็นนางหลับอยู่ จึงนั่งลงข้างๆแล้วปลุกให้นางตื่น ว่าตนมาหาแล้ว ให้ตื่น นางวันทองตื่นอยู่รู้สึกตัว หมายใจว่าผัวก็ทำเฉย นิ่งดูอารมณ์ที่ชมเชย จะรักจริงฤาจะเปรยเป็นจำใจ แต่นิ่งดูกิริยาเป็นช้านาน หาว่าขานตอบโต้อย่างไรไม่ ทั้งรักทั้งแค้นแน่นฤทัย ความอาลัยปั่นป่วนยวนวิญญา ชุนแผนมาถึงเรือนพลายงาม เข้าไปในห้องนางวันทองแล้วพบนางหลับไป จึงนั่งข้างๆแล้วปลุกให้ นางตื่น ว่าตนมาแล้ว ถอดความได้ว่า ถอดความได้ว่า
  • 33.
    เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย 5 ท33101เรื่อง เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา ครูจันทิภา กบิลโรจน์ ๓๓ โอ้เจ้าแก้วแววตาของพี่เอ๋ย เจ้าหลับใหลกระไรเลยเป็นหนักหนา ดังนิ่มน้องหมองใจไม่นำพา ฤาขัดเคืองคิดว่าพี่ทอดทิ้ง ความรักหนักหน่วงทรวงสวาท พี่ไม่คลาดคลายรักแต่สักสิ่ง เผอิญเป็นวิปริตที่ผิดจริง จะนอนนิ่งถือโทษโกรธอยู่ไย ว่าพลางเอนแอบลงแนบข้าง จูบพลางชวนชิดพิสมัย ลูบไล้พิไรปลอบให้ชอบใจ เป็นไรจึงไม่ฟื้นตื่นนิทรา ขุนแผนง้อนางวันทองด้วยคำพูดหวานๆและขอโทษนางวันทอง ว่าอย่าโกรธขุนแผนเลย จะนอนนิ่งไม่ คุยกับขุนแผนเลยหรอ ขุนแผนพูดไปแล้วก็ก้มลงนอนแนบข้างๆนางวันทองพร้อมพรมจูบ ลูบแขน และถาม นางวันทองว่าทำไมไม่ตื่นขึ้นมาคุยกับขุนแผน เจ้าวันทองน้องตื่นจากที่นอน โอนอ่อนวอนไหว้พิไรว่า หม่อมน้อยใจฤาที่ไม่เจรจา ใช่ตัวข้านี้จะงอนค่อนพิไร *ชอบผิดพ่อจงคิดคะนึงตรอง อันตัวน้องมลทินหาสิ้นไม่ ประหนึ่งว่าวันทองนี้สองใจ พบไหนก็เป็นแต่เช่นนั้น ที่จริงใจถึงไปอยู่เรือนอื่น คงคิดคืนที่หม่อมเป็นแม่นมั่น ด้วยรักลูกรักผัวยังพัวพัน คราวนั้นก็ไปอยู่เพราะจำใจ นางวันทองจึงตื่นขึ้นมาบอกว่า ขุนแผนน้อยใจนางวันทองเหรอ นางวันทองไม่ได้งอนแต่รู้สึกว่าตัวนางเป็นคนสองใจอยู่ตลอดเวลา ถึงตัว จะอยู่ที่เรือนของขุนช้างแต่ใจนั้นยังรักลูกและขุนแผนมาก ที่อยู่กับขุนช้าง เพราะจำใจ แค้นคิดด้วยมิตรไม่รักเลย ยามมีที่เชยเฉยเสียได้ เสียแรงร่วมทุกข์ยากกันกลางไพร กินผลไม้ต่างข้าวทุกเพรางาย พอได้ดีมีสุขลืมทุกข์ยาก ก็เพราะหากหม่อมมีซึ่งที่หมาย ว่านักก็เครื่องเคืองระคาย เอ็นดูน้องอย่าให้อายเขาอีกเลย ฯ พี่ผิดจริงแล้วเจ้าวันทอง เหมือนลืมน้องหลงเลือนทำเชือนเฉย ใช่จะเพลิดเพลินชื่นเพราะอื่นเชย เงยหน้าเถิดจะเล่าอย่าเฝ้าแค้น เพรางาย หมายถึง เวลาเช้าและเย็น (เพรา = เย็น, งาย = เช้า) เครื่อง หมายถึง เหตุ เรื่องราว ในความว่า “ว่านักก็เครื่องเคืองระคาย” นารีปราโมทย์ ถอดความได้ว่า ถอดความได้ว่า คำศัพท์ * หมายเหตุ คำประพันธ์นี้สะท้อน ค่านิยมผู้หญิงไทย ต้องมีสามีคนเดียว
  • 34.
    เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย 5 ท33101เรื่อง เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา ครูจันทิภา กบิลโรจน์ ๓๔ นางวันทองแค้นใจที่ขุนแผนมัวแต่หลงนางลาวทองกับแก้วกิริยาจนลืมนางวันทอง เสียแรงที่ได้เคย อาศัยอยู่กินกันในป่า พอไปได้ดิบได้ดีมีความสุขก็ลืมนางวันทอง เป็นเพราะขุนแผนมีที่หมายใหม่ นางวันทอง อยากให้ขุนแผนรักเอ็นดูนางวันทองไม่ทิ้งนางให้ขายหน้าอีก ขุนแผนกล่าวว่าพี่ผิดไปแล้ว ไม่ได้ลืมน้องเพราะมี หญิงอื่น เงยหน้าเถอะอย่าโกรธพี่เลย เมื่อติดคุกทุกข์ถึงเจ้าทุกเช้าค่ำ ต้องกลืนกกล้ำโศกเศร้านั้นเหลือแสน ซ้ำขุนช้างคิดคดทำทดแทน มันดูแคลนว่าพี่นี้ยากยับ อาลัยเจ้าเท่ากับดวงชีวิตพี่ คิดจะหนีไปตามเอาเจ้ากลับ เกรงจะพากันผิดเข้าติดทับ แต่ขยับอยู่จนได้ไปเชียงอินทร์ กลับมาหมายว่าจะไปตาม พอเจ้าไวยเป็นความก็ค้างสิ้น ขุนแผนจึงขอโทษนางวันทองและเล่าเรื่องราวทั้งหมดเพื่อปรับความเข้าใจกับนางวันทองว่าสาเหตุที่ ไม่ได้ไปหาก็เพราะติดคุก แต่คิดถึงนางวันทองตลอดเวลา ตอนออกจากคุกก็ว่าจะไปพานางวันทองกลับมาแต่มี เรื่องของพลายงามเกิดขึ้นเสียก่อน หัวอกใครได้แค้นในแผ่นดิน ไม่เดือดดิ้นเท่าพี่กับวันทอง คิดอยู่ว่าจะทูลพระพันวษา เห็นช้ากว่าจะได้มาร่วมห้อง จะเป็นความอีกก็ตามแต่ทำนอง จึงให้ลูกรับน้องมาร่วมเรือน จะเป็นตายง่ายยากไม่ยากรัก จะฟูมฟักเหมือนเมื่ออยู่ในกลางเถื่อน ขอโทษที่พี่ผิดอย่าบิดเบือน เจ้าเพื่อนเสนหาจงอาลัย พี่ผิดพี่ก็มาลุแก่โทษ จะคุมโกรธคุมแค้นไปถึงไหน ความรักพี่ยังรักระงมใจ อย่าตัดไมตรีตรึงให้ตรอมตาย ขุนแผนจะไปทูลพระพันวษาแต่เห็นว่าคงดำเนินเรื่องช้าเลยให้พลายงามเป็นคนรับนางวันทองกลับมา จะดูแลนางวันทองเหมือนตอนที่อยู่ด้วยกันในป่า ขุนแผนขอโทษนางวันทองแล้วบอกว่าอย่าโกรธขุนแผน ขุนแผนผิดจึงมาขอโทษจะโกรธเคืองไปถึงไหนความรักที่ขุนแผนมีให้ยังมีอยู่เต็มหัวใจ อย่าตัดความสัมพันธ์ให้ เจ็บช้ำ ถอดความได้ว่า อุปลักษณ์ สัลลาปังคพิสัย ถอดความได้ว่า นารีปราโมทย์ ถอดความได้ว่า
  • 35.
    เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย 5 ท33101เรื่อง เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา ครูจันทิภา กบิลโรจน์ ๓๕ ว่าพลางทางแอบเข้าแนบอก ประคองยกของสำคัญมั่นหมาย เจ้าเนื้อทิพย์หยิบชื่นอารมณ์ชาย ขอสบายสักหน่อยอย่าโกรธา ใจน้องมิให้หมองอารมณ์หม่อม ไม่ตัดใจให้ตรอมเสนหา ถ้าตัดรักหักใจแล้วไม่มา หม่อมอย่าว่าเลยฉันไม่คืนคิด ของสำคัญ หมายถึง เต้านม ในความว่า “ว่าพลางทางแอบเข้าแนบอก ประคองยกของสำคัญมั่น หมาย” ขุนแผนพูดไปก็ซบนางวันทอง และกล่าวขอรักนางวันทองขอวันทองอย่าโกรธเคืองกันเลย นางวัน ทองไม่เคยตัดใจจากขุนแผน ถ้าตัดใจแล้วคงไม่กลับมาหาขุนแผน *ถึงตัวไปใจยังนับอยู่ว่าผัว น้องนี้กลัวบาปทับเมื่อดับจิต หญิงเดียวชายครองเป็นสองมิตร ถ้ามิปลิดเสียให้เปลื้องไม่ตามใจ คราวนั้นเมื่อตามไปกลางป่า หน้าดำเหมือนหนึ่งทามินหม้อไหม้ ชนะความงามหน้าดังเทียนชัย เขาฉุดไปเหมือนลงทะเลลึก เจ้าพลายงามตามรับเอากลับมา ทีนี้หน้าจะดำเป็นน้ำหมึก กำเริบใจด้วยเจ้าไวยกำลังฮึก จะพาแม่ตกลึกให้จำตาย ตัวนางวันทองอยู่กับขุนช้างแต่ใจอยู่กับขุนแผนตลอด นางวันทองกลัวบาปที่มีสามีสองคน ตอนหนีไปอยู่ป่ากับขุนแผน ก็เสียหน้ามารอบหนึ่งแล้ว พอขุนช้างฉุดไปอยู่ด้วยก็เหมือนโดน ฉุดไปอยู่ใต้ทะเลลึกพอมาตอนนี้พลายงามก็มารับกลับไปอีกก็ได้ อายเขาอีกรอบ นารีปราโมทย์ คำศัพท์ ถอดความได้ว่า ถอดความได้ว่า อุปลักษณ์ อุปมา * หมายเหตุ คำประพันธ์นี้สะท้อน ค่านิยมผู้หญิงไทย ต้องมีสามีคนเดียว
  • 36.
    เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย 5 ท33101เรื่อง เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา ครูจันทิภา กบิลโรจน์ ๓๖ มิใช่หนุ่มดอกอย่ากลุ้มกำเริบรัก เอาความผิดคิดหักให้เหือดหาย ถ้ารักน้องป้องปิดให้มิดอาย ฉันกลับกลายแล้วหม่อมจงฟาดฟัน ไปเพ็ดทูลเสียให้ทูลกระหม่อมแจ้ง น้องจะแต่งบายศรีไว้เชิญขวัญ ไม่พักวอนดอกจะนอนอยู่ด้วยกัน ไม่เช่นนั้นฉันไม่เลยจะเคยตัว ครั้นเวลาดึกกำดัดสงัดเงียบ ใบไม้แห้งแกร่งเกรียบระรุบร่อน พระพายโชยเสาวรสขจายขจร พระจันทรแจ่มแจ้งกระจ่างดวง บายศรี หมายถึง เครื่องเชิญขวัญหรือรับขวัญ ทำด้วยใบตอง รูปคล้ายกระทงเป็นชั้น ๆ มีขนาดใหญ่ เล็กสอบกันขึ้นไปตามลำดับ อาจเป็น ๓ ชั้น ๕ ชั้น ๗ ชั้น หรือ ๙ ชั้น มีเสาปักตรงกลางแกน มีเครื่องสังเวยวาง อยู่ในบายศรีและมีไข่ขวัญเสียบอยู่บนยอด นางวันทองเลยบอกกับขุนแผนว่า ถ้าขุนแผนรักนางจริงต้องช่วยนาง ไปทูลพระพันวษาขอนางวันทอง คืนให้ถูกต้องตามขั้นตอน ไม่อย่างนั้นก็ห้ามขุนแผนแตะเนื้อต้องตัวนางอีก ในเวลาค่ำนั้นเสียงเงียบสงัดจนได้ ยินเสียงของใบไม้แห้งดังกรอบแกรบ พระจันทร์ก็ส่องแสงสว่าง ดุเหว่าเร้าเสียงสำเนียงก้อง ระฆังฆ้องขานแข่งในวังหลวง วันทองน้องนอนสนิทรวง จิตง่วงระงับสู่ภวังค์ *ฝันว่าพลัดไปในไพรเถื่อน เลื่อนเปื้อนไม่รู้ที่จะกลับหลัง ลดเลี้ยวเที่ยวหลงในดงรัง ยังมีพยัคฆ์ร้ายมาราวี ทั้งสองมองหมอบอยู่ริมทาง พอนางดั้นป่ามาถึงที่ โดดตะครุบคาบคั้นในทันที แล้วฉุดคร่าพารี่ไปในไพร นกก็ต่างร้องสียงดัง เสียงระฆังจากในวังก็ตีบอกเวลา นางวันทองที่นอนหลับสนิทอยู่ ก็ฝันว่าตนหลง ไปในป่า หาทางกลับไม่ได้ ยิ่งเดินเลี้ยวไปไหนต่อไหนก็ยิ่งหลงทาง และก็ไปเจอเสือสองตัวนอนหมอบอยู่ริมข้าง ทางแล้วก็ตะครุบนางเข้าไปในป่า เสาวรจนี คำศัพท์ ถอดความได้ว่า * หมายเหตุ คำประพันธ์นี้สะท้อน ความเชื่อเรื่องความฝัน ถอดความได้ว่า
  • 37.
    เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย 5 ท33101เรื่อง เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา ครูจันทิภา กบิลโรจน์ ๓๗ สิ้นฝันครั้นตื่นตกประหม่า หวีดผวากอดผัวสะอื้นไห้ เล่าความบอกผัวด้วยกลัวภัย ประหลาดใจน้องฝันพรั่นอุรา ใต้เตียงเสียงหนูก็กุกกก แมงมุมทุ่มอกที่ริมฝา ยิ่งหวาดหวั่นพรั่นตัวกลัวมรณา ดังวิญญานางจะพรากไปจากกาย ครานั้นขุนแผนแสนสนิท ฟังความตามนิมิตก็ใจหาย ครั้งนี้น่าจะมีอันตราย ฝันร้ายสาหัสตัดตำรา แมงมุมทุ่มอก หมายถึง ทุ่มอกคือตีอก เชื่อกันว่าเมื่อแมงมุมตีอกของมันจะเป็นลางร้ายอย่างหนึ่ง นางก็ตื่นขึ้นมาร้องไห้ผวากอดขุนแผนและเล่าความฝันให้ขุนแผนฟัง ยิ่งได้ยินเสียงหนูร้องและแมงมุม ทุ่มอกยิ่งใจหายกลัวจะเกิดเรื่องไม่ดี พิเคราะห์ดูทั้งยามอัฐกาล ก็บันดาลฤกษ์แรงเป็นหนักหนา มิรู้ที่จะแถลงแจ้งกิจจา กอดเมียเมินหน้าน้ำตากระเด็น จึงแกล้งเพทุบายทำนายไป ฝันอย่างนี้มิใช่จะเกิดเข็ญ เพราะวิตกหมกไหม้จึงได้เป็น เนื้อเย็นอยู่กับผัวอย่ากลัวทุกข์ **พรุ่งนี้พี่จะแก้เสนียดฝัน แล้วทำมิ่งสิ่งขวัญให้เป็นสุข มิให้เกิดราคีกลียุค อย่าเป็นทุกข์เลยเจ้าจงเบาใจ อัฐกาล หมายถึง อัฐเคราะห์ คือตำแหน่ง ดาวเคราะห์ทั้ง ๘ ตามตำราโหราศาสตร์ เสนียด หมายถึง ไม่เป็นมงคล เมื่อขุนแผนได้ฟังความฝันของนางวันทองก็รู้ว่าเป็นลางบอกเหตุร้ายที่จะเกิดขึ้น แต่ไม่รู้จะบอกนางวัน ทองยังไงเลยปลอบใจนางวันทอง จึงแกล้งบอกปลอบใจนางวันทองว่าเป็นเพราะนางคิดมากไปไม่ได้จะเกิด เหตุร้ายหรอก อยู่กับพี่ไม่ต้องกลัว เดี๋ยวพรุ่งนี้จะแก้สิ่งไม่เป็นมงคลให้และทำสิ่งดีทำให้นางมีความสุข ไม่ให้เกิด สิ่งร้ายๆ สบายใจได้ คำศัพท์ ถอดความได้ว่า คำศัพท์ ถอดความได้ว่า * หมายเหตุ คำประพันธ์นี้สะท้อน ความเชื่อเรื่องลางบอกเหตุ สัลลาปังคพิสัย ** หมายเหตุ คำประพันธ์นี้สะท้อน ความเชื่อเรื่องความฝัน อติพจน์
  • 38.
    เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย 5 ท33101เรื่อง เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา ครูจันทิภา กบิลโรจน์ ๓๘ ครั้นว่ารุ่งสางสว่างฟ้า สุริยาแย้มเยี่ยมเหลี่ยมไศล จะกล่าวถึงพระองค์ผู้ทรงชัย เนาในพระที่นั่งบัลลังก์รัตน์ พร้อมด้วยพระกำนัลนักสนม หมอบประนมเฝ้าแหนแน่นขนัด ประจำตั้งเครื่องอานอยู่งานพัด ทรงเคืองขัดขุนช้างแต่กลางคืน แสนถ่อยใครจะถ่อยเหมือนมันบ้าง ทุกอย่างที่จะชั่วอ้ายหัวลื่น เวียนแต่เป็นถ้อยความไม่ข้ามคืน น้ำยืนหยั่งไม่ถึงยังดึงมา เครื่องอาน หมายถึง เครื่องกิน ถ่อย หมายถึง ชั่ว,เลว น้ำยืนหยั่งไม่ถึง หมายถึง น้ำลึกเกินกว่าเท้าจะหยั่งถึง วันรุ่งขึ้นสมเด็จพระพันวษาประทับบนบัลลังก์มีนางกำนัลและสนมหมอบเฝ้าอยู่ ตั้งเครื่องกินและอยู่ งานพัดตามหน้าที่ สมเด็จพระพันวษาขัดเคืองขุนช้างตั้งแต่เวลากลางคืน ทรงเห็นว่าขุนช้างเป็นคนชั่วคอยแต่มี คดีความกับผู้อื่น คราวนั้นฟ้องกันด้วยวันทอง นี่มันฟ้องใครอีกอ้ายชาติข้า ดำริพลางทางเสด็จยาตรา ออกมาพระที่นั่งจักรพรรดิ พระสูตรรูดกร่างกระจ่างองค์ ขุนนางกราบลงเป็นขนัด ทั้งหน้าหลังเบียดเสียดเยียดยัด หมอบอัดถัดกันเป็นหลั่นไป ทอดพระเนตรมาเห็นขุนช้างเฝ้า เออใครเอาฟ้องมันไปไว้ไหน พระหมื่นศรีถวายพลันในทันใด รับไว้คลี่ทอดพระเนตรพลัน พระสูตร หมายถึง ม่าน คราวก่อนก็ฟ้องร้องเรื่องวันทอง ครั้งนี้ไม่ทรงทราบว่าจะฟ้องใครอีก พระองค์จึงเสด็จออกมาที่พระที่ นั่งจักรพรรดิ เมื่อม่านรูดออกขุนนางก็พร้อมกันกราบลงหมอบเฝ้ากันอยู่มากมายตามลำดับ ทรงทอดพระเนตร เห็นขุนช้างเข้าเฝ้าอยู่จึงตรัสถามขุนนางว่าจะฟ้องใคร หมื่นศรี จึงถวายฎีกาให้ทอดพระเนตร คำศัพท์ ถอดความได้ว่า พิโรธวาทัง คำศัพท์ ถอดความได้ว่า
  • 39.
    เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย 5 ท33101เรื่อง เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา ครูจันทิภา กบิลโรจน์ ๓๙ พอทรงจบแจ้งพระทัยในข้อหา ก็โกรธาเคืองขุ่นหุ่นหัน มันเคี่ยวเข็ญทำเป็นอย่างไรกัน อีวันทองคนเดียวไม่รู้แล้ว ราวกับไม่มีหญิงเฝ้าชิงกัน หรืออีวันทองนั้นมันมีแก้ว รูปอ้ายช้างชั่วช้าตาบ้องแบ๋ว ไม่เห็นแววที่ว่ามันจะรัก ใครจะเอาเป็นผัวเขากลัวอาย หัวหูดูเหมือนควายที่ตกปลัก คราวนั้นเป็นความกูถามซัก ตกหนักอยู่กับเฒ่าศรีประจัน โกรธา หมายถึง โกรธ ปลัก หมายถึง แอ่งที่เป็นโคลนเลน พอทอดพระเนตรเสร็จก็กริ้วว่าเรื่องวันทองคนเดียว ทำไมไม่จบกันเสียทีเหมือนกับไม่มีผู้หญิงคนอื่น อีกแล้ว และทรงไม่เห็นว่าวันทองจะมีใจรักขุนช้าง ใครก็ไม่อยากได้ขุนช้างไปเป็นผัว เพราะดูรูปร่างหน้าตาน่า เกลียด วันทองกูสิให้กับไอ้แผน ไยแล่นมาอยู่กับอ้ายช้างนั่น จมื่นศรีไปเอาตัวมันมาพลัน ทั้งวันทองขุนแผนอ้ายหมื่นไวย ฝ่ายพระหมื่นศรีได้รับสั่ง ถอยหลังออกมาไม่ช้าได้ สั่งเวรกรมวังในทันใด ตำรวจในวิ่งตะบึงมาถึงพลัน ขึ้นไปบนเรือนพระหมื่นไวย แจ้งข้อรับสั่งไปขมีขมัน ขุนช้างฟ้องร้องฎีกาพระทรงธรรม์ ให้หาทั้งสามท่านนั้นเข้าไป ตะบึง หมายถึง รีบเร่ง ขมีขมัน หมายถึง ทันทีทันใด พระทรงธรรม์ หมายถึง พระมหากษัตริย์ คราวก่อนก็ยกวันทองให้กับขุนแผนไปแล้ว ทำไมจึงมาอยู่กับขุนช้างอีก จึงให้จมื่นศรีไปนำตัววันทอง ขุนแผนและจมื่นไวย พระหมื่นศรีได้รับคำสั่งให้ถอยหลังออกมาในไม่ช้าและสั่งหารในวังทันทีให้ทหารวิ่งมา อย่างเร่งรีบและขึ้นไปบนเรือนพระหมื่นไวยและแจ้งรับสั่งให้รีบไปในทันที ขุนช้างได้ยืนคำร้องทุกข์ให้พระเจ้า แผ่นดินให้เรียกทั้งสามคนมาเข้าเฝ้า คำศัพท์ ถอดความได้ว่า พิโรธวาทัง อุปมา คำศัพท์ ถอดความได้ว่า
  • 40.
    เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย 5 ท33101เรื่อง เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา ครูจันทิภา กบิลโรจน์ ๔๐ ครานั้นวันทองเจ้าพลายงาม ได้ฟังความคร้ามครั่นหวั่นไหว ขุนแผนเรียกวันทองเข้าห้องใน ไม่ไว้ใจจึงเสกด้วยเวทมนตร์ สีขี้ผึ้งสีปากกินหมากเวทย์ ซึ่งวิเศษสารพัดแก้ขัดสน น้ำมันพรายน้ำมันจันทน์สรรเสกปน เคยคุ้มขังบังตนแต่ไรมา แล้วทำผงอิทธิเจเข้าเจิมพักตร์ คนเห็นคนทักรักทุกหน้า เสกกระแจะจวงจันทร์น้ำมันทา เสร็จแล้วก็พาวันทองไป น้ำมันจันทน์ หมายถึง น้ำมันระเหยง่ายที่กลั่นได้จากไม้จันทน์ มีกลิ่นหอม. ผงอิทธิเจ หมายถึง ผงดินสอ ทำได้โดยการใช้ดินสอพองเขียนลงบนกระดานดำ เมื่อจะเขียน คำใดคำหนึ่ง ก็ต้องว่าการประสมตัวนั้น ๆ พร้อมกันไปให้ถูกต้องตามหลักไวยากรณ์ของบาลี พอเขียนเสร็จก็ ลบแล้วเก็บผงดินสอไว้ เขียนตัวอื่นต่อไป และลบเก็บผงดินสอไว้อีก ผงที่ได้เรียกว่าผงอิทธิเจ เป็นผงที่นำมาผัด หน้าสำหรับเป็นเสน่ห์ทำให้คนรัก กระแจะ หมายถึง ผงเครื่องหอมต่าง ๆ ที่ผสมกันสำหรับทาหรือเจิม โดยปกติมีเครื่องประสมคือ ไม้ จันทน์ ชะมดเชียง เป็นต้น ตอนนั้นนางวันทองและพลายงามได้ฟังคำรับสั่งแล้วรู้สึกตื่นเต้น และขุนแผนเรียกนางวันทองเข้าไป ข้างในห้อง เพราะไม่ไว้ใจเลยเสกมนตร์ใส่นางวันทอง เอาขี้ผึ้งมาปากและกินหมากที่ลงมนตร์ไว้ มันเป็นของที่ ช่วยแก้ปัญหาทุกอย่าง มีทั้งน้ำมันพรายและน้ำมันจันทน์ที่ใช้พลางตัวมาตลอด แล้วนำผงเสน่ห์มาทาหน้า เพื่อให้คนที่เห็นที่ทักทุกคนต่างหลงรักตนและเสกเครื่องหอมที่ทำด้วยไม้จันทร์ทำให้เป็นน้ำมันพอทำเสร็จแล้ว ก็พานางวันทองออกไป ครานั้นทองประศรีผู้มารดา ครั้นได้แจ้งกิจจาไม่นิ่งได้ เด็กเอ๋ยวิ่งตามมาไวไว ลงบันไดงันงกตกนอกกชาน พลายชุมพลกอดก้นทองประศรี กูมิใช่ช้างขี่ดอกลูกหลาน ลุกขึ้นโขย่งโก้งโค้งคลาน ซมซานโฮกฮากอ้าปากไป ครั้นถึงยั้งอยู่ประตูวัง ผู้รับสั่งเร่งรุดไม่หยุดได้ ขุนแผนวันทองพระหมื่นไวย เข้าไปเฝ้าองค์พระภูมี ฯ เมื่อแม่ของนางวันทองได้รู้ข่าวก็ร้อนใจ รีบเรียกลูกหลานให้วิ่งตามมาให้รีบลงจากบันไดจนตกออก นอกชาน พลายชุมพลก็เข้ากอดก้นนางทองประศรี นางทองประศรีจึงตะโกนบอกว่าพลายชุมพลว่าตนไม่ใช่ช้าง แล้วก็ลุกขึ้น เมื่อถึงหน้าประตูวัง ทั้งสามคนจึงรีบเข้าไปเข้าเฝ้าพระมหากษัตริย์ ถอดความได้ว่า คำศัพท์ * หมายเหตุ คำประพันธ์นี้สะท้อน ความเชื่อเรื่องไสยศาสตร์ ถอดความได้ว่า สัทพจน์
  • 41.
    เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย 5 ท33101เรื่อง เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา ครูจันทิภา กบิลโรจน์ ๔๑ ครานั้นพระองค์ผู้ทรงเดช ปิ่นปักนคเรศเรืองศรี เห็นสามราเข้ามาอัญชลี พระปรานีเหมือนลูกในอุทร ด้วยเดชะพระเวทวิเศษประสิทธิ์ เผอิญคิดรักใคร่พระทัยอ่อน ตรัสถามอย่างความราษฎร ฮ้าเฮ้ยดูก่อนอีวันทอง เมื่อมึงกลับมาแต่ป่าใหญ่ กูสิให้อ้ายแผนประสมสอง ครั้นกูขัดใจให้จำจอง ตัวของมึงไปอยู่แห่งไร เมื่อพระพันวสาเห็นทั้งสามคน(ขุนช้าง พระไวย และนางวันทอง) เดินเข้ามาก็เกิดความเอ็นดูอย่างลูก จึงตรัสถามความว่าเมื่อกลับมาจากป่า ที่ตัดสินให้ไปอยู่กับขุนแผนเป็นอย่างไร ทำไมไม่อยู่กับอ้ายแผน แล่นไปอยู่กับอ้ายช้างใหม่ เดิมมึงรักอ้ายแผนแล่นตามไป ครั้นยกให้เต้นกลับเล่นตัว อยู่กับอ้ายช้างไม่อยู่ได้ เกิดรังเกียจเกลียดใจด้วยชังหัว ดูยักใหม่ย้ายเก่าเฝ้าเปลี่ยนตัว ตกว่าชั่วแล้วมึงไม่ไยดี ฯ ครานั้นวันทองได้รับสั่ง ละล้าละลังประนมก้มเกศี หัวสยองพองพรั่นทันที ทูลคดีพระองค์ผู้ทรงธรรม์ ให้ไปอยู่กับขุนแผนทำไมถึงไม่ไปอยู่ แต่กลับไปอยู่กับขุนช้าง ทั้ง ๆ ที่แต่ก่อนรักกับขุนแผนไม่ใช่เหรอ พอจะยกให้ไปอยู่กับขุนช้าง ก็รังเกียจขุนช้างขึ้นมา เปลี่ยนไปเปลี่ยนมามันไม่ดี เมื่อนางวันทองได้รับสั่ง ก็รู้สึก ละล้าละลังจึงประนมมือไหว้เหนือหัว นางรู้สึกกลัวมาก ขอเดชะละอองธุลีพระบาท องค์หริรักษ์ราชรังสรรค์ เมื่อกระหม่อมฉันมาแต่อรัญ ครั้งนั้นโปรดประทานขุนแผนไป *ครั้นอยู่มาขุนแผนต้องจำจอง กระหม่อมฉันมีท้องนั้นเติบใหญ่ อยู่ที่เคหาหน้าวัดตะไกร ขุนช้างไปบอกว่าพระโองการ มีรับสั่งโปรดประทานให้ กระหม่อมฉันไม่ไปก็หักหาญ ยื้อยุดแดคร่าทำสามานย์ เพื่อนบ้านจะช่วยก็สุดคิด นางวันทองทูลขอพระพันวษาว่า เมื่อตอนที่ออกจากป่าพระองค์ยกหม่อมฉันให้ขุนแผน ต่อมาขุนแผน ถูกเข้าคุก ดิฉันได้ตั้งทอง ขุนช้างก็เข้ามากระหม่อมไปอยู่ด้วยโดยอ้างว่าเป็นพระบัญชาของพระองค์ มาฉุด กระหม่อมไปเพื่อนบ้านก็เกรงกลัวเพราะคิดว่าเป็นพระบัญชาของพระองค์ ถอดความได้ว่า ถอดความได้ว่า ถอดความได้ว่า * หมายเหตุ คำประพันธ์นี้สะท้อน บทบาทของ พระเจ้าแผ่นดิน
  • 42.
    เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย 5 ท33101เรื่อง เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา ครูจันทิภา กบิลโรจน์ ๔๒ *ด้วยขุนช้างอ้างว่ารับสั่งให้ ใครจะขัดขืนไว้ก็กลัวผิด จนใจมิไปก็สุดฤทธิ์ ชีวิตอยู่ใต้พระบาทา ฯ ครานั้นพระองค์ผู้ทรงภพ ฟังจบกริ้วขุนช้างเป็นหนักหนา มีพระสิงหนาทตวาดมา อ้ายบ้าเย่อหยิ่งอ้ายลิงโลน ตกว่ากูหาเป็นเจ้าชีวิตไม่ มึงถือใจว่าเป็นเจ้าที่โรงโขน เป็นไม่มีอาญาสิทธิ์คิดดึงโดน เที่ยวทำโจรใจคะนองจองหองครัน พระพันวษาได้ฟังขุนช้างทูลก็ทรงกริ้ว ตวาดเสียงดังลั่น ว่าถ้าพระองค์ไม่เป็นกษัตริย์ ขุนช้างก็คงมองไม่เห็นหัว จะต้องเฆี่ยน เสียด้วยหวาย เลี้ยงมึงไม่ได้อ้ายใจร้าย ชอบแต่เฆี่ยนสองหวายตลอดสัน แล้วกลับความถามข้างวันทองพลัน เออเมื่อมันฉุดคร่าพามึงไป ก็ช้านานประมาณได้สิบแปดปี ครั้งนี้ทำไมมึงจึงมาได้ นี่มึงหนีมันมาหรือว่าไร หรือว่าใครไปรับเอามึงมา วันทองฟังถามให้คร้ามครั่น บังคมคัลประนมก้มเกศา ขอเดชะพระองค์ทรงศักดา พระอาญาเป็นพ้นล้นเกล้าไป พระพันวษาก็ตรัสถามนางวันทองว่า เมื่อขุนช้างฉุดไปเป็นเวลาประมาณ ๑๘ ปีทำไมถึงหนีมาได้ หนี มาเองหรือว่าใครไปรับมา นางวันทองได้ฟังคำถามก็รู้สึกกลัว ครั้งนี้จมื่นไวยนั้นไปรับ กระหม่อมฉันจึงกลับคืนมาได้ มิใช่ย้อนยอกทำนอกใจ ขุนแผนก็มิได้ประเวณี แต่มานั้นเวลาสักสองยาม ขุนช้างจึงหาความว่าหลบหนี ขอพระองค์จงทรงพระปรานี ชีวีอยู่ใต้พระบาทา ฯ นางวันทองกราบทูลสมเด็จพระพันวษาว่าจมื่นไวยไปรับตอนกลางคืน ขุนช้างจึงคิดว่าหนีออกมา ขุนแผนก็ไม่ได้ทำอะไรไม่ดีไม่งาม นางทูลขอความกรุณาจากสมเด็จพระพันวษา พิโรธวาทัง ถอดความได้ว่า ถอดความได้ว่า ถอดความได้ว่า * หมายเหตุ คำประพันธ์นี้สะท้อน บทบาทของ พระเจ้าแผ่นดิน
  • 43.
    เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย 5 ท33101เรื่อง เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา ครูจันทิภา กบิลโรจน์ ๔๓ ครานั้นพระองค์ผู้ทรงเดช ฟังเหตุขุ่นเคืองเป็นหนักหนา อ้ายหมื่นไวยทำใจอหังการ์ ตกว่าบ้านเมืองไม่มีนาย จะปรึกษาตราสินให้ไม่ได้ จึงทำตามน้ำใจเอาง่ายง่าย ถ้าฉวยเกิดห่าฟันกันล้มตาย อันตรายไพร่เมืองก็เคืองกู อีวันทองกูให้อ้ายแผนไป อ้ายช้างบังอาจใจทำจู่ลู่ ฉุดมันขึ้นช้างอ้างถึงกู ตะคอกขู่อีวันทองให้ตกใจ ตกว่า หมายถึง ราวกับว่า ตราสิน หมายถึง แจ้งความไว้เพื่อเป็นหลักฐาน จู่ลู่ หมายถึง หุนหันพลันแล่น ในความว่า “อ้ายช้างบังอาจใจทำจู่ลู่” เมื่อพระพันวษาได้ฟังความจากนางวันทอง ก็โกรธจมื่นไวยที่ทำการอุกอาจทำเหมือนบ้านเมืองไม่มี กฎหมาย ถ้าเกิดมีการฆ่าฟันล้มตาย ประชาชนจะขุ่นเคืองพระพันวษาได้ ทางด้านขุนช้างก็ผิดที่ไปฉุดตัวนาง วันทองมา แล้วยังอ้างชื่อพระพันวษาไปข่มขู่พาตัวนางวันทองมา ชอบตบให้สลบลงกับที่ เฆี่ยนตีเสียให้ยับไม่นับได้ มะพร้าวห้าวยัดปากให้สาใจ อ้ายหมื่นไวยก็โทษถึงฉกรรจ์ มึงถือว่าอีวันทองเป็นแม่ตัว ไม่เกรงกลัวเว้โว้ทำโมหันธ์ ไปรับไยไม่ไปในกลางวัน อ้ายแผนพ่อนั้นก็เป็นใจ มันเหมือนวัวเคยขาม้าเคยขี่ ถึงบอกกูว่าดีหาเชื่อไม่ อ้ายช้างมันก็ฟ้องเป็นสองนัย ว่าอ้ายไวยลักแม่ให้บิดา วัวเคยขาม้าเคยขี่ หมายถึง คุ้นเคยกันมาอย่างดี รู้ทีกัน เข้าใจในทำนองของกันและกัน สำนวนนี้ ส่วนมากใช้กับคนที่เคยเป็นสามี ภรรยากัน เฆี่ยนตีขุนช้างให้สลบคาที่ แล้วเอามะพร้าวห้าวยัดปาก จมื่นไวยก็มีความผิดฉกรรจ์ที่ไปพาตัวนางวัน ทองมากลางดึก คงจะมีขุนแผนผู้เป็นพ่อคอยหนุนหลัง เพราะว่าขุนช้างเอาเรื่องมาบอกพระพันวษาว่า จมื่น ไวยฉุดนางวันทองกลับไปให้พ่อถือว่าเป็นความผิด พิโรธวาทัง คำศัพท์ ถอดความได้ว่า ถอดความได้ว่า คำศัพท์
  • 44.
    เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย 5 ท33101เรื่อง เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา ครูจันทิภา กบิลโรจน์ ๔๔ เป็นราคีข้อผิดมีติดตัว หมองมัวมลทินอยู่หนักหนา ถ้าอ้ายไวยอยากจะใคร่ได้แม่มา ชวนพ่อฟ้องหาเอาเป็นไร อัยการศาลโรงก็มีอยู่ หรือว่ากูตัดสินให้ไม่ได้ ชอบทวนด้วยลวดให้ปวดไป ปรับไหมให้เท่ากับชายชู้ มันเกิดเหตุทั้งนี้ก็เพราะหญิง จึงหึงหวงช่วงชิงยุ่งยิ่งอยู่ จำจะตัดรากใหญ่ให้หล่นพรู ให้ลูกดอกดกอยู่แต่กิ่งเดียว ทวนด้วยลวด หมายถึง เฆี่ยนตีด้วยหนัง ที่ทำเป็นเส้นยาวๆซึ่งเรียกว่าลวดหนัง ปรับไหม หมายถึง ให้ผู้ที่กระทำผิดชำระเงินทดแทน ความผิดที่ได้กระทำแก่ผู้เสียหาย ถ้าจมื่นไวยอยากได้ตัวแม่ ทำไมไม่พาพ่อมาฟ้องศาล หรือคิดว่าพระพันวษาไม่สามารถตัดสินให้ได้ ต้องลงโทษด้วยลวดและปรับ ส่วนขุนช้างก็บังอาจอ้างราชโองการ ควรตบให้สลบ แล้วเอามะพร้าวยัดปาก แล้วรับสั่งว่าจะต้องแก้ปัญหานี้ให้จบเสียที ต้องตัดรากใหญ่(ปัญหา) ให้เหลือลูกดอกกิ่งเดียว (ให้นางวันทอง ตัดสินใจเลือกเพียงหนึ่ง) อีวันทองตัวมันเหมือนรากแก้ว ถ้าตัดโคนขาดแล้วก็ใบเหี่ยว ใครจะควรสู่สมอยู่กลมเกลียว ให้เด็ดเดี่ยวรู้กันแต่วันนี้ เฮ้ยอีวันทองว่ากระไร มึงตั้งใจปลดปลงให้ตรงที่ อย่าภวังค์กังขาเป็นราคี เพราะมึงมีผัวสองกูต้องแค้น ถ้ารักใหม่ก็ไปอยู่กับอ้ายช้าง ถ้ารักเก่าเข้าข้างอ้ายขุนแผน อย่าเวียนวนไปให้คนมันหมิ่นแคลน ถ้าแม้นมึงรักไหนให้ว่ามา รากแก้ว หมายถึง นางวันทอง นางวันทองเหมือนกับรากแก้วถ้าตัดโคนได้แล้วใบก็จะเหี่ยวไปเอง พระพันวษาตรัสว่านางวันทองจะ ตกลงยังไง อย่าลังเลเพราะมีทั้งผัวและลูก ถ้ารักใหม่ก็ให้ไปอยู่กับขุนช้าง แต่ถ้ารักก็เลือกขุนแผน อย่าชักช้าคน จะนินทาเอาได้ จะเลือกใครก็ว่ามา อุปมา คำศัพท์ ถอดความได้ว่า คำศัพท์ ถอดความได้ว่า
  • 45.
    เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย 5 ท33101เรื่อง เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา ครูจันทิภา กบิลโรจน์ ๔๕ ครานั้นวันทองฟังรับสั่ง ให้ละล้าละลังเป็นหนักหนา ครั้นจะทูลกลัวพระราชอาญา ขุนช้างแลดูตายักคิ้วลน พระหมื่นไวยใช้ใบ้ให้แม่ว่า บุ้ยปากตรงบิดาเป็นหลายหน วันทองหมองจิตคิดเวียนวน เป็นจนใจนิ่งอยู่ไม่ทูลไป ครานั้นพระองค์ทรงธรณินทร์ หาได้ยินวันทองทูลขึ้นไม่ พระตรัสความถามซักไปทันใด หรือมึงไม่รักใครให้ว่ามา นางวันทองได้ฟังคำพระพันวษาก็เกิดลังเลว่าจะเลือกใคร มองไปทางขุนช้างก็ยักคิ้ว มองไปทางจมื่น ไวยก็ทำปากบุ้ยไปตรงพ่อ วันทองคิดวนไปวนมา ก็ยังไม่ทูลอะไรแก่พระพันวษา พระพันวษาไม่เห็นว่านางวัน ทองทูลอะไร ทรงตรัสถามต่อว่าจะไม่รักใครให้ว่ามา จะรักชู้ชังผัวมึงกลัวอาย จะอยู่ด้วยลูกชายก็ไม่ว่า ตามใจกูจะให้ดังวาจา แต่นี้เบื้องหน้าขาดเด็ดไป นางวันทองรับพระราชโองการ ให้บันดาลบังจิตหาคิดไม่ อกุศลดลมัวให้ชั่วใจ ด้วยสิ้นในอายุที่เกิดมา คิดคะนึงตะลึงตะลานอก ดังตัวตกพระสุเมรุภูผา ให้อุธัจอัดอั้นตันอุรา เกรงผิดภายหน้าก็สุดคิด จะไปอยู่กับลูกไหม ตามแต่ใจ แต่ถ้าตอบมาแล้วจะเปลี่ยนแปลงไม่ได้ นางวันทองรับพระราชโองการ ดังนั้นก็คิดไม่ออก ถึงเวลาสิ้นอายุ จึงเกิด “อกุศล” ทำให้ประหม่าและเกรงว่าจะตัดสินใจผิด จะว่ารักขุนช้างกระไรได้ ที่จริงใจมิได้รักแต่สักหนิด รักพ่อลูกห่วงดังดวงชีวิต แม้นทูลผิดจะพิโรธไม่โปรดปราน อย่าเลยจะทูลเป็นกลางไว้ ตามพระทัยท้าวจะแยกให้แตกฉาน คิดแล้วเท่านั้นมิทันนาน นางก้มกรานแล้วก็ทูลไปฉับพลัน ความรักขุนแผนก็แสนรัก ด้วยร่วมยากมานักไม่เดียดฉันท์ สู้ลำบากบุกป่ามาด้วยกัน สารพันอดออมถนอมใจ จะว่ารักขุนช้างก็ไม่ได้เพราะตนไม่ได้รัก ถ้าเกิดทูลพระพันวษาผิดก็จะเป็นทูล จึงทูลเป็นกลางๆตามแต่ พระทัยของพระพันวษาว่าจะตัดสินใจอย่างไร จึงทูลออกไปว่าขุนแผนนั้นก็แสนรักร่วมทุกข์ร่วมสุขด้วยกันมา นาน ถอดความได้ว่า ถอดความได้ว่า ถอดความได้ว่า อุปมา อุปมา
  • 46.
    เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย 5 ท33101เรื่อง เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา ครูจันทิภา กบิลโรจน์ ๔๖ ขุนช้างแต่อยู่ด้วยกันมา คำหนักหาได้ว่าให้เคืองไม่ เงินทองกองไว้มิให้ใคร ข้าไทใช้สอยเหมือนของตัว จมื่นไวยเล่าก็เลือดที่ในอก ก็หยิบยกรักเท่ากันกับผัว ทูลพลางตัวนางเริ่มระรัว ความกลัวอาญาเป็นพ้นไป ครานั้นพระองค์ผู้ทรงภพ ฟังจบแค้นคลั่งดังเพลิงไหม้ เหมือนดินประสิวปลิวติดกับเปลวไฟ ดูดู๋เป็นได้อีวันทอง ขุนช้างอยู่ด้วยกันมาก็ไม่เคยทำเรื่องให้ขุ่นเคืองใจและมีเงินทองบ่าวไพร่ใช้ไม่ขัดสน ส่วนจมื่นไวยที่เป็น ลูกชายก็เป็นเหมือนเลือดในอก ย่อมรักเท่ากับรักผัวอยู่แล้ว ทูลเสร็จนางวันทองก็สั่นด้วยความกลัวหลังจาก นางวันทองทูล พระพันวษากริ้วอย่างมากเหมือนดินประสิวที่โดนไฟแล้วปะทุ จะว่ารักข้างไหนไม่ว่าได้ น้ำใจจะประดังเข้าทั้งสอง ออกนั่นเข้านี่มีสำรอง ยิ่งกว่าท้องทะเลอันล้ำลึก จอกแหนแพเสาสำเภาใหญ่ จะทอดถมเท่าไรไม่รู้สึก เหมือนมหาสมุทรสุดซึ้งซึก น้ำลึกเหลือจะหยั่งกระทั่งดิน อิฐผาหาหาบมาทุ่มถม ก็จ่อมจมสูญหายไปหมดสิ้น อีแสนถ่อยจัญไรใจทมิฬ ดังเพชรนิลเกิดขึ้นในอาจม นางวันทองไม่ยอมบอกว่าจะเลือกใคร พระพันวษารับสั่งด่านางวันทองว่ารักข้างไหนเลือกไม่ถูกจะ เอาไว้สำรองทั้งสองยิ่งว่าความลึกของทะเลทอดสมอลึกเกินจะหยั่งถึงได้ คนถ่อย จัญไร ใจทมิฬ เหมือนเพชรที่ เกิดในสิ่งสกปรก รูปงามนามเพราะน้อยไปหรือ ใจไม่ซื่อสมศักดิ์เท่าเส้นผม แต่ใจสัตว์มันยังมีที่นิยม สมาคมก็แต่ถึงฤดูมัน มึงนี่ถ่อยยิ่งกว่าถ่อยอีท้ายเมือง จะเอาเรื่องไม่ได้สักสิ่งสรรพ์ ละโมบมากตัณหาตาเป็นมัน สักร้อยพันให้มึงไม่ถึงใจ *ว่าหญิงชั่วผัวยังคราวละคนเดียว หาตามตอมกันเกรียวเหมือนมึงไม่ หนักแผ่นดินกูจะอยู่ไย อ้ายไวยมึงอย่านับว่ามารดา หน้าตาสวยงามชื่อเพราะน้อยไปหรือถึงได้จิตใจไม่ซื่อเท่ากับเส้นผม เลวกว่าสัตว์เพราะสัตว์ยังมีฤดูผสมพันธุ์ หญิงชั่วยังมีผัวคราวละคน จะอยู่ให้ หนักแผ่นดินทำไม ทรงหันไปตรัสกับจมื่นไวยว่าอย่านับนางวันทองเป็นแม่ให้อายเขา ถอดความได้ว่า ถอดความได้ว่า ถอดความได้ว่า พิโรธวาทัง อุปมา อุปมา อุปลักษณ์ * หมายเหตุ คำประพันธ์นี้สะท้อน ค่านิยมผู้หญิงไทย ต้องมีสามีคนเดียว
  • 47.
    เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย 5 ท33101เรื่อง เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา ครูจันทิภา กบิลโรจน์ ๔๗ กูเลี้ยงมึงถึงให้เป็นหัวหมื่น คนอื่นรู้ว่าแม่ก็ขายหน้า อ้ายขุนช้างขุนแผนทั้งสองรา กูจะหาเมียให้อย่าอาลัย หญิงกาลกิณีอีแพศยา มันไม่น่าเชยชิดพิสมัย ที่รูปรวยสวยสมมีถมไป มึงตัดใจเสียเถิดอีคนนี้ เร่งเร็วเหวยพระยายมราช ไปฟันฟาดเสียให้มันเป็นผี อกเอาขวานผ่าอย่าปรานี อย่าให้มีโลหิตติดดินกู เอาใบตองรองไว้ให้หมากิน ตกดินจะอัปรีย์กาลีอยู่ ฟันให้หญิงชายทั้งหลายดู สั่งเสร็จเสด็จสู่ปราสาทชัย รับสั่งขุนช้างกับขุนแผนพระองค์จะทรงหาเมียใหม่ให้ แล้วรับสั่งให้เอานางวันทองไปประหารชีวิต เอา ขวานผ่าอก แล้วเอาใบตองมารองเลือดให้หมากิน อย่าให้เลือดอัปรีย์กาลีตกถึงพื้นดินเลย รับสั่งเสร็จก็เสด็จเข้า สู่ปราสาทที่ประทับ ถอดความได้ว่า
  • 48.
    เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย 5 ท33101เรื่อง เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา ครูจันทิภา กบิลโรจน์ ๔๘ ๑.๑ ด้านวัฒนธรรมประเพณี เรื่อง เสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน ตอน ขุนช้าง ถวายฎีกา ให้คุณค่าด้านวัฒนธรรมประเพณีหลายประการ เช่น ๑.) ด้านชีวิตความเป็นอยู่ จากคำประพันธ์ในเรื่องสะท้อนให้เห็นสภาพ ชีวิตความเป็นอยู่ของคนสมัยนั้นว่าบ้านเศรษฐีจะมีข้าทาสบริวารมาก เห็นได้จากคำประพันธ์ ต่อไปนี้ “ พลางเรียกหาข้าไทอยู่ว้าวุ่น อีอุ่นอีอิ่มอีฉิมอีสอน อีมีอีมาอีสาคร นิ่งนอนไยหวามาหากู” ๒.) ด้านลักษณะบ้านเรือน จากคำประพันธ์ในเรื่อง สะท้อนให้เห็นลักษณะ บ้านเรือนที่มีกลอนประตูแบบขัดดาลและมีการปลูกต้นไม้ดอกที่ชานบ้าน ดังคำประพันธ์ต่อไปนี้ “สะเดาะดาลบานเปิดหน้าต่างกาง ย่างเท้าก้าวขึ้นร้านดอกไม้” ๑.๒ ด้านความเชื่อ จากคำประพันธ์ในเรื่อง สะท้อนให้ความเชื่อของคนไทย หลายประการ ดังนี้ ๑.) ความเชื่อด้านไสยศาสตร์และโหราศาสตร์ เกี่ยวกับการใช้เวทมนตร์ คาถา อิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ต่าง ๆ การทำเสน่ห์เล่ห์กล เช่น “เป่ามนตร์เบื้องบนชอุ่มมัว พรายยั่วยวนใจให้ไคลคลา” ใบความรู้ที่ ๓ เรื่อง คุณค่าของเรื่อง เสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน ตอน ขุนช้างถวายฎีกา ๓ ๑. คุณค่าด้านสังคม
  • 49.
    เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย 5 ท33101เรื่อง เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา ครูจันทิภา กบิลโรจน์ ๔๙ ๒.) ความเชื่อเกี่ยวกับความฝัน เกี่ยวกับการทำนายฝัน ความฝันที่บอก เหตุ การแก้ฝันเพื่อที่จะทำให้เรื่องร้ายกลายเป็นเรื่องดี เช่น “พรุ่งนี้พี่จะแก้เสนียดฝัน แล้วทำมิ่งสิ่งขวัญให้เป็นสุข มิให้เกิดราคีกลียุค อย่าเป็นทุกข์เลยเจ้าจงเบาใจ” ๓.) ความเชื่อเกี่ยวกับลางสังหรณ์ โดยเชื่อว่าสัตว์บางชนิดสามารถบอก เหตุหรือลางร้ายได้จากการแสดงอาการผิดปกติ เช่น “ใต้เตียงสียงหนูก็กุกกก แมงมุงทุ่มอกที่ริมฝา” ๑.๓ ด้านค่านิยม เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นค่านิยมด้านสังคม กล่าวคือ ผู้ชายมีเมีย ได้หลายคนโดยไม่ถูกตำหนิ แต่ผู้หญิงจะถูกตำหนิทันทีหากว่าเป็นที่สองใจ หรือมีสามีมากกว่า หนึ่งคน เห็นได้จากขุนแผนมีเมีย ๕ คนได้แก่ นางวันทอง นางสายทอง นางลาวทอง นางบัวคลี่ และนางแก้วกิริยา แต่ไม่ถูกตำหนิ เป็นเรื่องปกติ แต่นางวันทองถูกกล่าวหาว่าเป็นคนสองใจเมื่อ จำใจต้องไปอยู่กับขุนช้าง ๑.๔ ด้านการแต่งกาย เห็นได้จากลักษณะการนุ่งผ้าหยักรั้งขึ้นไปจนถึงหัวเข่า ที่ เรียกว่า ถกเขมร ดังนี้ “ลุกขั้นถกเขมรร้องเกนไป ทุดอ้ายไพร่ขี้ครอกหลอกผู้ดี” ๑.๕ ด้านบทบาทของพระเจ้าแผ่นดิน จากเรื่องสะท้อนให้เห็น พระราชอำนาจ ของพระเจ้าแผ่นดินในการลงโทษ การตั้งพระราชกฤษฎีกา และการตัดสินคดีความ ดังนี้ “เฮ้ยใครรับฟ้องของมันที ตีเสียสามสิบจึงปล่อยไป”
  • 50.
    เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย 5 ท33101เรื่อง เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา ครูจันทิภา กบิลโรจน์ ๕๐ ๒.๑ การใช้โวหารภาพพจน์ เรื่อง เสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน ตอน ขุนช้างถวาย ฎีกา มีการใช้โวหารภาพพจน์ ดังนี้ ๑.) การใช้อุปมา คือ การกล่าวเปรียบเทียบสิ่งหนึ่งเหมือนกับอีกสิ่งหนึ่ง โดยปรากฏคำว่า “เหมือน ดุจ ดั่ง ดัง คล้าย เป็นต้น” ในการกล่าวเปรียบเทียบ เช่น “กองไฟสว่างดังกลางวัน หมายสำคัญตรงมาหน้าประตู” ๒.) การใช้อุปลักษณ์ คือ การกล่าวเปรียบเทียบสิ่งหนึ่งเป็นอีกสิ่งหนึ่ง โดยปรากฏคำว่า “เป็น เท่า คือ เป็นต้น” ในการกล่าวเปรียบเทียบ เช่น “เจ้าพลายงามตามรับเอากลับมา ทีนี้หน้าจะดำเป็นน้ำหมึก” ๓.) การใช้อติพจน์ คือ การกล่าวเกินกว่าความเป็นจริง เช่น “พ่อพลายงามทรามสวาดิของแม่อา แม่โศกาเกือบเจียนจะบรรลัย” ๔.) การใช้สัทพจน์ คือ การเลียนเสียงธรรมชาติ เช่น “ลุกขึ้นโขย่งโก้งโค้งคลาน ซมซานโฮกฮากอ้าปากไป” ๒. คุณค่าด้านวรรณศิลป์
  • 51.
    เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย 5 ท33101เรื่อง เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา ครูจันทิภา กบิลโรจน์ ๕๑ ๒.๒ รสในวรรณคดี เรื่อง เสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน ตอน ขุนช้างถวาย ฎีกา ปรากฏรสในวรรณคดี ดังนี้ ๑.) เสาวรจนี คือ รสแห่งการชมความงาม ไม่ว่าจะเป็นชมความงามของ ธรรมชาติ หรือตัวละครก็ได้ จากเรื่องปรากฏรสแห่งการชมความงาม ในตอนชมธรรมชาติ เช่น “ครั้นเวลาดึกกำดัดสงัดเงียบ ใบไม้แห้งแกร่งเกรียบระรุบร่อน พระพายโชยเสาวรสขจายขจร พระจันทรแจ่มแจ้งกระจ่างดวง” ๒.) นารีปราโมทย์ คือ รสแห่งความรัก การเกี่ยวพากัน เช่น “โอ้เจ้าแก้วแววตาของพี่เอ๋ย เจ้าหลับใหลกระไรเลยเป็นหนักหนา ดังนิ่มน้องหมองใจไม่นำพา ฤๅขัดเคืองคิดว่าพี่ทอดทิ้ง ความรักหนักหน่วงทรวงสวาท พี่ไม่คลาดคลายรักแต่สักสิ่ง เผอิญเป็นวิปริตที่ผิดจริง จะนอนนิ่งถือโทษโกรธอยู่ไย ว่าพลางเอนแอบลงแนบข้าง จูบพลางชวนชิดพิสมัย ลูบไล้พิไรปลอบให้ชอบใจ เป็นไรจึงไม่ฟื้นตื่นนิทรา” ๓.) พิโรธวาทัง คือ รสแห่งความโกรธ การตัดพ้อต่อว่า เช่น “ครานั้นขุนช้างได้ฟังว่า แค้นดังเลือดตาจะหลั่งไหล ดับโมโหโกรธาทำว่าไป เราก็ไม่ว่าไรสุดแต่ดี” ๔.) สัลลาปังคพิสัย คือ รสแห่งความโศกเศร้า น้อยเนื้อต่ำใจ เช่น “พ่อพลายงามทรามสวาดิของแม่อา แม่โศกาเกือบเจียนจะบรรลัย”
  • 52.
    เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย 5 ท33101เรื่อง เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา ครูจันทิภา กบิลโรจน์ ๕๒ ๓.๑ การตัดสินใจ ควรใช้ปัญญาไตร่ตรองก่อนและต้องตัดสินใจให้เด็ดขาด การที่นางวันทองต้องถูกลงโทษประหารชีวิตนั้นเพราะนางมีจิตใจไม่แน่นอนกับ สามีคนแรกคือ ขุนแผน นางก็รักมากมาย เพราะเคยร่วมทุกข์ร่วมสุขกัน ส่วนขุนช้างนางก็รู้สึก เห็นใจเพราะรักนางมากและดูแลนางเป็นอย่างดี ทำให้นางไม่กล้าตัดสินใจใด ๆ จึงกราบทูลเป็น กลาง ๆ ทำให้พระพันวษาโกรธด้วยเข้าใจผิดว่านางวันทองรักผู้ชายพร้อมกันสองคน ซึ่งไม่ใช่ ค่านิยมที่ดีในสมัยนั้น จึงทำให้นางต้องโทษประหาร ๓.๒ แม่ย่อมรักและห่วงใยลูกเสมอ จะเห็นได้ว่าจากตอนที่จมื่นไวยลอบขึ้นเรือนขุนช้าง สะกดให้ผู้คนหลับใหล แล้จะ พาวันทองหนีนั้น นางวันทองไม่เห็นด้วย เพราะเป็นการกระทำที่ผิด กลัวว่าลูกจะเป็นโทษ จึงไม่ ยอมไปด้วย แต่สุดท้ายก็ทนความดื้อดึงของลูกไม่ไหวนางวันทองก็ยอมไปด้วย ๓.๓ การกระทำที่ไม่ถูกต้องตามกาลเทศะมักก่อให้เกิดโทษ การที่ขุนช้างถวายฎีกากล่าวโทษจมื่นไวยต่อสมเด็จพระพันวษาขณะที่พระองค์ เสด็จประพาศบัวโดยการ “ลอยคอชูหนังสือดื้อเข้ามา ผุดโผล่โงหน้ายึดแคมเรือ” นั้นทำให้ พระพันวษาโกรธ ถึงกับมีรับสั่งให้ลงโทษขุนช้าง “เฮ้ยใครรับฟ้องของมันที ตีเสียสามสิบจึง ปล่อยไป” ๓.๔ เวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร หากพิจารณาถึงสาเหตุที่นางวันทองต้องถูกลงโทษประหารชีวิตนั้น จะเห็นได้ว่า มาจากความเคียดแค้นจองเวรกันระหว่างขุนช้างและจมื่นไวย เพราะจมื่นไวยไปลักนางวันทองมา จากขุนช้าง ทำให้ขุนช้างเป็นเดือดเป็นแค้น ถึงกับถวายฎีกากล่าวโทษจมื่นไวย สมเด็จพระ พันวษาจึงโปรดเกล้าฯ ให้มีการตัดสินคดีดังกล่าว ซึ่งหากไม่มีการอาฆาตจองเวรกันเรื่องที่นางวัน ทองถูกประหารชีวิตคงไม่เกิดขึ้น ๓. คุณค่าด้านข้อคิดคติสอนใจ
  • 53.
    เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย 5 ท33101เรื่อง เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา ครูจันทิภา กบิลโรจน์ ๕๓ กิจกรรมที่ ๑ บอกเล่าที่มาของเรื่อง กิจกรรมที่ ๒ ตามหาตัวละคร กิจกรรมที่ ๓ ค้นคว้าหาคาศัพท์ กิจกรรมที่ ๔ จับประเด็นสาคัญ กิจกรรมที่ ๕ เรียงร้อยเหตุการณ์ กิจกรรมที่ ๖ อ่านเอาเรื่อง กิจกรรมที่ ๗ วิเคราะห์โวหารภาพพจน์ กิจกรรมที่ ๘ ค้นหารสในวรรณคดี กิจกรรมที่ ๙ สะท้อนภาพสังคม กิจกรรมที่ ๑๐ สังเคราะห์ข้อคิด แบบฝึกทักษะเรื่อง เสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน ตอน ขุนช้างถวายฎีกา ๔ แบบฝึกทักษะเรื่อง เสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน ตอน ขุนช้างถวายฎีกา มีทั้งหมด ๑๐ กิจกรรม ดังนี้
  • 54.
    เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย 5 ท33101เรื่อง เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา ครูจันทิภา กบิลโรจน์ ๕๔ คำชี้แจง ให้นักเรียนตอบคำถามต่อไปนี้ 1. เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ได้รับยกย่องจากวรรณคดีสโมสรให้เป็นยอดของวรรณคดีประเภทใด .............................................................................................................................................................................. 2. เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน มีเค้าที่มาจากเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในสมัยใด............................................................... 3. การนำเรื่อง ขุนช้างขุนแผน มาขับเสภา สันนิษฐานว่าเกิดขึ้นในสมัยใด.......................................................... 4. การขับเสภามีมูลเหตุมาจากอะไร .............................................................................................................................................................................. 5. ประเพณีการขับเสภาแต่เดิมมามีการใช้เครื่องดนตรีอะไรประกอบการขับ………….......................................... 6. การขับเสภาประกอบวงปี่พาทย์ เกิดขึ้นครั้งแรกในสมัยใด.............................................................................. 7. การขับเสภาประกอบวงปี่พาทย์ เรียกว่าอะไร ................................................................................................ 8. การขับเสภาที่มีปี่พาทย์รับและมีการร่ายรำประกอบ เรียกว่าอะไร………………………………………………………… 9. กวีผู้แต่งเสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา คือใคร………………………………………………………….. 10. เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนใดที่เป็นผลงานของสุนทรภู่ .............................................................................................................................................................................. 11. เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน มีทั้งหมดกี่ตอน……………………………………………………………………………………….. 12. เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน แต่งด้วยคำประพันธ์ประเภทใด........................................................................... 13. กลอนเสภามีลักษณะต่างจากกลอนแปดอย่างไร .............................................................................................................................................................................. 14. ในราชสำนักตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 2 เป็นต้นมา มักขับเสภาถวายในโอกาสใด .............................................................................................................................................................................. 15. สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงสันนิษฐานว่า “พระพันวษา” ในเรื่องขุนช้าง ขุนแผน น่าจะหมายถึงพระมหากษัตริย์พระองค์ใด …………………………………………………………………………………. กิจกรรมที่ ๑ เรื่อง บอกเล่าที่มาของเรื่อง
  • 55.
    เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย 5 ท33101เรื่อง เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา ครูจันทิภา กบิลโรจน์ ๕๕ นางเทพทอง คำชี้แจง ให้นักเรียนเขียนชื่อตัวละครลงในแผนผังตัวละครเรื่องขุนช้างขุนแผนต่อไปนี้ให้ถูกต้อง กิจกรรมที่ ๒ เรื่อง ตามหาตัวละคร ขุนไกร นางทองประศรี พันศรโยธา นางศรีประจัน ขุนศรีวิชัย ขุนช้าง พลายงาม (จมื่นไวยฯ) พลายแก้ว (ขุนแผน) พิมพิลาไลย (วันทอง) กุมารทอง ลาวทอง บัวคลี่ แก้วกิริยา สายทอง พลายชุมพล ศรีมาลา สร้อยฟ้า พระพันวษา (พระมหากษัตริย์ในเรื่อง)
  • 56.
    เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย 5 ท33101เรื่อง เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา ครูจันทิภา กบิลโรจน์ ๕๖ คำชี้แจง ให้นักเรียนบอกความหมายของคำศัพท์ที่ขีดเส้นใต้ในแต่ละข้อต่อไปนี้ ๑. เงียบสัตว์จัตุบททวิบาท ดาวดาษเดือนสว่างกระจ่างไข น้ำค้างตกกระเซ็นเย็นเยือกใจ สงัดเสียงคนใครไม่พูดจา .............................................................................................................................................................................. ๒. อะไรพอสว่างวางเข้ามา เด็กหวาจับถองให้จงได้ ลุกขึ้นถกเขมรร้องเกนไป ทุดอ้ายไพร่ขี้ครอกหลอกผู้ดี .............................................................................................................................................................................. ๓. ได้ยินเสียงฆ้องย่ำประจำวัง ลอยลมล่องดังถึงเคหา คะเนนับย่ำยามได้สามครา ดูเวลาปลอดห่วงทักทิน .............................................................................................................................................................................. ๔. เข้าตรงบโทนอ้นต้นกัญญา เพื่อนโขกลงด้วยกะลาว่าผีเสื้อ มหาดเล็กอยู่งานพัดพลัดตกเรือ ร้องว่าเสือตัวใหญ่ว่ายน้ำมา .............................................................................................................................................................................. ๕. ม่านมู่ลี่มีฉากประจำกั้น อัฒจันทร์เครื่องแก้วก็หนักหนา ชมพลางย่างเยื้องชำเลืองมา เปิดมุ้งเห็นหน้าแม่วันทอง .............................................................................................................................................................................. ๖. พิเคราะห์ดูทั้งยามอัฐกาล ก็บันดาลฤกษ์แรงเป็นหนักหนา มิรู้ที่จะแถลงแจ้งกิจจา กอดเมียเมินหน้าน้ำตากระเด็น .............................................................................................................................................................................. ๗. อีวันทองกูให้อ้ายแผนไป อ้ายช้างบังอาจใจทำจู่ลู่ ฉุดมันขึ้นช้างอ้างถึงกู ตะคอกขู่อีวันทองให้ตกใจ .............................................................................................................................................................................. ๘. แล้วทำผงอิทธิเจเข้าเจิมพักตร์ คนเห็นคนทักรักทุกหน้า เสกกระแจะจวงจันทน์น้ำมันทา เสร็จแล้วก็พาวันทองไป .............................................................................................................................................................................. ๙. จะปรึกษาตราสินให้ไม่ได้ จึงทำตามน้ำใจเอาง่ายง่าย ถ้าฉวยเกิดฆ่าฟันกันล้มตาย อันตรายไพร่เมืองก็เคืองกู .............................................................................................................................................................................. ๑๐. คิดคะนึงตะลึงตะลานอก ดังตัวตกพระสุเมรุภูผา ให้อุธัจอัดอั้นตันอุรา เกรงผิดภายหน้าก็สุดคิด .............................................................................................................................................................................. กิจกรรมที่ ๓ เรื่อง ค้นคว้าหาคำศัพท์
  • 57.
    เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย 5 ท33101เรื่อง เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา ครูจันทิภา กบิลโรจน์ ๕๗ คำชี้แจง จงตอบคำถามต่อไปนี้ให้ถูกต้อง ๑. อะไรเป็นสาเหตุสำคัญที่สุดที่ทำให้พลายงามไปชิงตัวนางวันทองคืน ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ๒. พลายงามเคยชนะคดีความขุนช้างด้วยเรื่องใด………………………………………………………………………………………… ๓. พลายงามไปบ้านขุนช้างเวลาใด และไปทำไม ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ๔. วันทองยอมปฏิบัติตามคำขอของพลายงามแต่โดยดีหรือไม่………………………………………………………………………. ๕. การกระทำของพลายงามที่จะไปรับวันทองผิดตรงไหน……………………………………………………………………………. ๖. วันทองไม่ยอมกลับกับพลายงามแต่แนะนำให้พลายงามทำอย่างไร ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ๗. อะไรบ้างที่เป็นสาเหตุให้พลายงามเจ็บแค้น ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ๘. นางวันทองอยู่บ้านขุนช้างมีวิถีชีวิตความเป็นอยู่อย่างไร ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ๙. พลายงามทำอย่างไร วันทองจึงยินยอมมากับพลายงาม………………………………………………………………………….. ๑๐. เหตุใดขุนช้างจึงไม่รู้ตัวระหว่างที่พลายงามมาหาวันทอง……………………………………………………………………….. ๑๑. ขุนช้างฝันว่าอย่างไร……………………………………………….………………………………………………………………………… ๑๒. จมื่นไวยส่งใครไปบอกข่าวแก่ขุนช้างว่าตนรับนางวันทองมา………………………………………………………………….. ๑๓. ขุนช้างถวายฎีกาโดยวิธีใด…………………………….…………………………………………………………………………………… ๑๔. ฎีกา คืออะไร…………………………………………………………………………………………………………………………………… ๑๕. วิธีถวายฎีกาของขุนช้างถูกพระพันวษาลงโทษอย่างไร………………………..………………………………………………… ๑๖. วันทองฝันว่าอย่างไร……………………………………………………………………………….………………………………………… ๑๗. พระพันวษาเสนอทางเลือกให้วันทองอย่างไรบ้าง ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ๑๘. วันทองตัดสินเลือกใคร……………………………………………….……………………………………………………………………… ๑๙. พระพันวษาโกรธวันทองเพราะอะไร…………………………………………………………………………………………………… ๒๐. วันทองถูกลงโทษอย่างไร…………………………………………………………………………………………………………………… กิจกรรมที่ ๔ จับประเด็นสำคัญ คำถามชวนคิด หากนักเรียนเป็นนางวันทองนักเรียนจะเลือกใคร เพราะอะไร .......................................................... ..............................................................................
  • 58.
    เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย 5 ท33101เรื่อง เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา ครูจันทิภา กบิลโรจน์ ๕๘ คำชี้แจง ให้นักเรียนเขียนสรุปเรื่องย่อเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา พร้อมทั้งวาด ภาพประกอบให้สวยงาม ................................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................................. กิจกรรมที่ ๕ เรียงร้อยเหตุการณ์
  • 59.
    เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย 5 ท33101เรื่อง เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา ครูจันทิภา กบิลโรจน์ ๕๙ คำชี้แจง ให้นักเรียนบอกว่า คำที่ขีดเส้นใต้ต่อไปนี้หมายถึงใคร ๑. วันนั้นแพ้กูเมื่อดำน้ำ ก็กริ้วซ้ำจะฆ่าให้เป็นผี แสนแค้นด้วยมารดายังปรานี ให้ไปขอชีวีขุนช้างไว้ “กู” หมายถึง “มารดา” หมายถึง ๒. เมื่อพ่อเจ้าเข้าคุกแม่ท้องแก่ เขาฉุดแม่ใช่จะแกล้งแหนงหนี ถึงพ่อเจ้าเล่าไม่รู้ว่าร้ายดี เป็นหลายปีแม่มาอยู่กับขุนช้าง “พ่อ” หมายถึง “เขา” หมายถึง “แม่” หมายถึง “เจ้า” หมายถึง ๓. ทุกวันนี้ลูกชายสบายยศ พร้อมหมดเมียมิ่งก็มีสอง มีบ่าวไพร่ใช้สอยทั้งเงินทอง พี่น้องข้างพ่อก็บริบูรณ์ “ลูกชาย” หมายถึง “สอง” หมายถึง “พ่อ” หมายถึง ๔. ไม่คิดว่าจะเป็นเห็นว่าแก่ ยังสาระแนหลบลี้หนีไปไหน เอาเถิดเป็นไรก็เป็นไป ไม่เอากลับมาได้มิใช่กู “กู” หมายถึง ๕. จะกล่าวถึงขุนแผนแสนสนิท เรืองฤทธิ์ลือจบพิภพไหว อยู่บ้านสุขเกษมเปรมใจ สมสนิทพิสมัยด้วยสองนาง “สองนาง” หมายถึง ๖. เพราะกูแพ้ความจมื่นไวย มันจึงเหิมใจทำจองหอง พ่อลูกแม่ลูกถูกทำนอง ถึงสองครั้งแล้วเป็นแต่เช่นนี้ “กู” หมายถึง ๗. แสนถ่อยใครจะถ่อยเหมือนมันบ้าง ทุกอย่างที่จะชั่วอ้ายหัวลื่น เวียนแต่เป็นถ้อยความไม่ข้ามคืน น้ำยืนหยั่งไม่ถึงยังดึงมา “มัน” หมายถึง ๘. อาลัยเจ้าเท่ากับดวงชีวิตพี่ คิดจะหนีไปตามเอาเจ้ากลับ เกรงจะพากันผิดเข้าติดทับ แต่ขยับอยู่จนได้ไปเชียงอินทร์ “เจ้า” หมายถึง “พี่” หมายถึง ๙. เร่งเร็วเหวยพระยายมราช ไปฟันฟาดเสียให้มันเป็นผี อกเอาขวานผ่าอย่าปรานี อย่าให้มีโลหิตติดดินกู “มัน” หมายถึง “กู” หมายถึง ๑๐. เลี้ยงมึงไม่ได้อ้ายใจร้าย ชอบแต่เฆี่ยนสองหวายตลอดสัน แล้วกลับความถามข้างวันทองพลัน เออเมื่อมันฉุดคร่าพามึงไป ก็ช้านานได้ประมาณสิบแปดปี ครั้งนี้ทำไมมึงจึงมาได้ นี่มึงหนีมันมาฤๅว่าไร ฤๅว่าใครไปรับเอามึงมา “มัน” หมายถึง กิจกรรมที่ ๖ อ่านเอาเรื่อง
  • 60.
    เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย 5 ท33101เรื่อง เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา ครูจันทิภา กบิลโรจน์ ๖๐ คำชี้แจง ให้นักเรียนพิจารณาบทประพันธ์ในแต่ละข้อต่อไปนี้ว่า มีความงามทางวรรณศิลป์โดดเด่นในด้านใด ๑. เห็นคนนอนล้อมอ้อมเป็นวง ประตูลั่นมั่นคงขอบรั้วกั้น กองไฟสว่างดังกลางวัน หมายสำคัญตรงมาหน้าประตู ๒. มาอยู่ไยกับอ้ายหินชาติ แสนอุบาทว์ใจจิตริษยา ดังทองคำทำเลี่ยมปากกะลา หน้าตาดำเหมือนมินหม้อมอม เหมือนแมลงวันว่อนเคล้าที่เน่าชั่ว มาเกลือกกลั้วปทุมมาลย์ที่หวานหอม ดอกมะเดื่อฤาจะเจือดอกพะยอม ว่านักแม่จะตรอมระกำใจ ๓. อาลัยเจ้าเท่ากับดวงชีวิตพี่ คิดจะหนีไปตามเอาเจ้ากลับ เกรงจะพากันผิดเข้าติดทับ แต่ขยับอยู่จนได้ไปเชียงอินทร์ ๔. ครานั้นพระองค์ผู้ทรงภพ ฟังจบแค้นคั่งดังเพลิงไหม้ เหมือนดินประสิวปลิวติดกับเปลวไฟ ดูดู๋เป็นได้อีวันทอง ๕. เจ้าพลายงามตามรับเอากลับมา ทีนี้หน้าจะดำเป็นน้ำหมึก กำเริบใจด้วยเจ้าไวยกำลังฮึก จะพาแม่ตกลึกให้จำตาย ๖. อีวันทองตัวมันเหมือนรากแก้ว ถ้าตัดโคนขาดแล้วก็ใบเหี่ยว ๗. นิจจาใจเจ้าจะให้พี่เจ็บจิต ดังเอากริชแกระกรีดในอกผัว เกรงผิดคิดบาปจึงหลาบกลัว พี่นี้ชั่วเพราะหมิ่นประมาทความ ๘. ครานั้นขุนช้างได้ฟังว่า แค้นดังเลือดตาจะหลั่งไหล ๙. ใต้เตียงเสียงหนูก็กุกกก แมงมุมทุ่มอกที่ริมฝา ยิ่งหวาดหวั่นพรั่นตัวกลัวมรณา ดังวิญญาณ์นางจะพรากไปจากกาย ๑๐. ลุกขึ้นโขย่งโก้งโค้งคลาน ซมซานโฮกฮากอ้าปากไป กิจกรรมที่ ๗ วิเคราะห์โวหารภาพพจน์ อุปมา อุปลักษณ์ อติพจน์ สัทพจน์
  • 61.
    เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย 5 ท33101เรื่อง เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา ครูจันทิภา กบิลโรจน์ ๖๑ คำชี้แจง ให้นักเรียนพิจารณาบทประพันธ์ที่กำหนดว่า ปรากฏรสวรรณคดีไทยข้อใดบ้าง ๑. ครั้นเวลาดึกกำดัดสงัดเงียบ ใบไม้แห้งแกร่งเกรียบระรุบร่อน พระพายโชยเสาวรสขจายขจร พระจันทรแจ่มแจ้งกระจ่างดวง ดุเหว่าเร้าเสียงสำเนียงก้อง ระฆังฆ้องขานแข่งในวังหลวง วันทองน้องนอนสนิททรวง จิตง่วงระงับสู่ภวังค์ ๒. รูปงามนามเพราะน้อยไปหรือ ใจไม่ซื่อถือศักดิ์เท่าเส้นผม แต่ใจสัตว์มันยังมีที่นิยม สมาคมก็แต่ถึงฤดูมัน มึงนี้ถ่อยยิ่งกว่าถ่อยอีท้ายเมือง จะเอาเรื่องไม่ได้สักสิ่งสรรพ์ ละโมบมากตัณหาตาเป็นมัน สักร้อยพันให้มึงไม่ถึงใจ ว่าหญิงชั่วผัวยังคราวละคนเดียว หาตามตอมกันเกรียวเหมือนมึงไม่ หนักแผ่นดินกูจะอยู่ไย อ้ายไวยมึงอย่านับว่ามารดา ๓. พี่ผิดพี่ก็มาลุแก่โทษ จะคุมโกรธคุมแค้นไปถึงไหน ความรักพี่ยังรักระงมใจ อย่าตัดไมตรีตรึงให้ตรอมตาย ว่าพลางทางแอบเข้าแนบอก ประคองยกของสำคัญมั่นหมาย เจ้าเนื้อทิพย์หยิบชื่นอารมณ์ชาย ขอสบายสักหน่อยอย่าโกรธา ๔. โอ้แม่เจ้าประคุณของลูกเอ๋ย ไม่ควรเลยจะพรากจากคุณพ่อ เวรกรรมนำไปไม่รั้งรอ มิพอที่จะต้องพรากก็จากมา ๕. ว่าพลางคลึงเคล้าเข้าแนบข้าง จูบพลางทางปลอบประโลมขวัญ ก่ายกอดสอดเกี่ยวพัลวัน วันทองกั้นกีดไว้ไม่ตามใจ พลิกผลักชักชวนให้ชื่นชิด เบือนบิดแบ่งรักหาร่วมไม่ สยดสยองพองเสียวแสยงใจ พระพายพัดมาลัยตลบลอย กิจกรรมที่ ๘ ค้นหารสในวรรณคดี เสาวรจนี นารีปราโมทย์ พิโรธวาทัง สัลลาปังคพิสัย
  • 62.
    เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย 5 ท33101เรื่อง เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา ครูจันทิภา กบิลโรจน์ ๖๒ คำชี้แจง ให้นักเรียนพิจารณาบทประพันธ์ที่กำหนด แล้ววิเคราะห์ว่าสะท้อนสังคมและวัฒนธรรมไทยสมัย อยุธยาและรัตนโกสินทร์ตอนต้นในด้านใดบ้าง จากตัวเลือกที่กำหนดให้ ก. สะท้อนสภาพบ้านเรือนของคนสมัยก่อน ข. สะท้อนความเชื่อเรื่องไสยศาสตร์ของคนในสังคม ค. สะท้อนความเชื่อเรื่องความฝันของคนในสังคม ง. สะท้อนความเชื่อเรื่องกรรมของคนในสังคม จ. สะท้อนค่านิยมเรื่องผู้หญิงต้องมีสามีคนเดียว ฉ. สะท้อนค่านิยมความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ ช. สะท้อนประเพณีที่กษัตริย์เสด็จประพาสท้องทุ่งในฤดูน้ำหลาก ซ. สะท้อนภาพวิธีการถวายฎีกาเพื่อร้องทุกข์ ญ. สะท้อนความเชื่อเรื่องลางบอกเหตุร้าย ๑. ฟ้าขาวดาวเด่นดวงสว่าง จันทร์กระจ่างทรงกลดหมดเมฆสิ้น จึงเซ่นเหล้าข้าวปลาให้พรายกิน เสกขมิ้นว่านยาเข้าทาตัว ลงยันต์ราชะเอาปะอก หยิบยกมงคลขึ้นใส่หัว เป่ามนตร์เบื้องบนชอุ่มมัว พรายยั่วยวนใจให้ไคลคลา ๒. ชอบผิดพ่อจงคิดคะนึงตรอง อันตัวน้องมลทินหาสิ้นไม่ ประหนึ่งว่าวันทองนี้สองใจ พบไหนก็เป็นแต่เช่นนั้น ๓. ข้าไทนอนหลับลงทับกัน สะเดาะกลอนถอนลั่นถึงชั้นสาม กระจกฉากหลากสลับวับแวววาม อร่ามแสงโคมแก้วแววจับตา ม่านมู่ลี่มีฉากประจำกัน อัฒจันทร์เครื่องแก้วก็หนักหนา ชมพลางย่างเยื้องชำเลืองมา เปิดมุ้งเห็นหน้าแม่วันทอง ๔. วันนั้นพอพระปิ่นนรินทร์ราช เสด็จประพาสบัวยังหากลับไม่ ขุนช้างมาถึงซึ่งวังใน ก็คอยจ้องที่ใต้ตำหนักน้ำ กิจกรรมที่ ๙ สะท้อนภาพสังคม
  • 63.
    เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย 5 ท33101เรื่อง เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา ครูจันทิภา กบิลโรจน์ ๖๓ ๕. ใช่ที่ใช่ทางวางเข้ามา ฤาอ้ายช้างเป็นบ้ากระมังนี่ เฮ้ยใครรับฟ้องของมันที ตีเสียสามสิบจึงปล่อยไป มหาดเล็กก็รับเอาฟ้องมา ตำรวจคว้าขุนช้างหาวางไม่ ลงพระราชอาญาตามว่าไว้ พระจึงให้ตั้งกฤษฎีกา ๖. ใต้เตียงเสียงหนูก็กุกกก แมลงมุมทุ่มอกที่ริมฝา ยิ่งหวาดหวั่นพรั่นกลัวมรณา ดังวิญญานางจะพรากไปจากกาย ๗ ทุกวันนี้ใช่แม่จะผาสุก มีแต่ทุกข์ใจเจ็บดังเหน็บหนาม ต้องจำจนทนกรรมที่ติดตาม จะขืนความคิดไปก็ใช่ที ๘. พรุ่งนี้พี่จะแก้เสนียดฝัน แล้วทำมิ่งสิ่งขวัญให้เป็นสุข มิให้เกิดราคีกลียุค อย่าเป็นทุกข์เลยเจ้าจงเบาใจ ๙. ครั้นอยู่มาขุนแผนต้องจำจอง กระหม่อมฉันมีท้องนั้นเติบใหญ่ อยู่ที่เคหาหน้าวัดตะไกร ขุนช้างไปบอกว่าพระโองการ มีรับสั่งโปรดปรานประทานให้ กระหม่อมฉันไม่ไปก็หักหาญ ยื้อยุดฉุดคร่าทำสามานย์ เพื่อนบ้านจะช่วยก็สุดคิด ด้วยขุนช้างอ้างว่ารับสั่งให้ ใครจะขัดขืนไว้ก็กลัวผิด จนใจจะมิไปก็สุดฤทธิ์ ชีวิตอยู่ใต้พระบาทา ๑๐. สีขี้ผึ้งสีปากกินหมากเวทย์ ซึ่งวิเศษสารพัดแก้ขัดสน น้ำมันพรายน้ำมันจันทน์สรรเสกปน เคยคุ้มขังบังตนแต่ไรมา ให้เขียนข้อความเต็ม ห้ามเขียนแค่ตัวอักษร
  • 64.
    เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย 5 ท33101เรื่อง เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา ครูจันทิภา กบิลโรจน์ ๖๔ คำชี้แจง ให้นักเรียนเขียนข้อคิดที่ได้จาก เรื่องเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา อย่างน้อย ๕ ข้อ พร้อมทั้งบอกแนวทางการนำข้อคิดดังกล่าวไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันมาอย่างละเอียด ๑. ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ๒. ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................... ๓. ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................... ๔. ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................... ๕. ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................... กิจกรรมที่ ๑๐ สังเคราะห์ข้อคิด
  • 65.
    เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย 5 ท33101เรื่อง เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา ครูจันทิภา กบิลโรจน์ ๖๕ คำสั่ง ให้นักเรียนทำเครื่องหมาย x ทับตัวเลือกข้อที่ถูกที่สุดเพียงคำตอบเดียว ๑. เสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา ผู้แต่งคือ ก. รัชกาลที่ ๒ ข. รัชกาลที่ ๓ ค. สุนทรภู่ ง. ไม่ปรากฏนามผู้แต่ง ๒. เสภาคืออะไร ก. การขับลำนำเป็นเรื่องราว ใช้กรับเป็นเครื่องประกอบจังหวะ ข. การร้องเป็นทำนองสรภัญญะ ใช้กลองรำมะนาเป็นเครื่องประกอบจังหวะ ค. การร้องเป็นทำนองแหล่ ใช้ระนาดเป็นเครื่องประกอบจังหวะ ง. การร้องเป็นทำนองไทยเดิม ใช้ฉิ่งเป็นเครื่องประกอบจังหวะ ๓. “ทุกวันนี้ลูกชายสบายยศ พร้อมหมดเมียมิ่งก็มีสอง มีบ่าวไพร่ใช้สอยทั้งเงินทอง พี่น้องข้างพ่อก็บริบูรณ์” คำที่ขีดเส้นใต้หมายถึงผู้ใด ก. นางสร้อยทองและนางสายทอง ข. นางแก้วกิริยาและนางลาวทอง ค. นางสร้อยฟ้าและนางศรีมาลา ง. นางสายทองและนางลาวทอง ๔. เมื่อขุนช้างถวายฎีกาต่อสมเด็จพระพันวษา ทำไมต้องถูกเฆี่ยนถึง ๓๐ ที ก. ขุนช้างละเมิดกฎหมายในการรักษาความปลอดภัยแก่พระมหากษัตริย์ ข. ขุนช้างสร้างความรำคาญในการเสด็จประพาส ค. ขุนช้างไม่รู้จักกาลเทศะความเหมาะสม ง. ขุนช้างชอบฟ้องร้องเรื่องไร้สาระ ๕. พฤติกรรมชองใครเกิดจากการใช้อารมณ์เหนือเหตุผล ก. ขุนช้าง ข. ขุนแผน ค. จมื่นไวย ง. ทุกข้อที่กล่าวมา ๖. “อีแสนถ่อยจัญไรใจทมิฬ ดังเพชรนิลเกิดขึ้นในอาจม” ผู้ประพันธ์ใช้โวหารใดในการประพันธ์ ก. อุปลักษณ์ ข. อุปมา ค. สัทพจน์ ง. พรรณนาโวหาร แบบทดสอบหลังเรียน
  • 66.
    เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย 5 ท33101เรื่อง เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา ครูจันทิภา กบิลโรจน์ ๖๖ ๗. ข้อใดเป็นวิธีที่ขุนช้างใช้ถวายฎีกา ก. ไปเข้าเฝ้าที่ท้องพระโรง ข. ลักลอบไปในห้องพระบรรทม ค. ฝากขุนนางผู้ใหญ่ไปถวาย ง. ว่ายน้ำลอยคอถวายฎีกาที่เรือพระที่นั่ง ๘. ข้อใดไม่ใช่ลางสังหรณ์ที่เกิดแก่นางวันทอง ก. ดุเหว่าเร้าเสียงสำเนียงก้อง ระฆังฆ้องขานแข่งในวังหลวง ข. ฝันว่าพลัดไปในไพรเถื่อน เลื่อนเปื้อนไม่รู้ที่จะกลับหลัง ค. ลดเลี้ยวเที่ยวหลงในดงรัง ยังมีพยัคฆ์ร้ายมาราวี ง. ใต้เตียงสียงหนูก็กุกกก แมงมุงทุ่มอกที่ริมฝา ๙. คำประพันธ์ในข้อใดไม่เข้าลักษณะ พิโรธวาทัง ก. ไม่มีอาญาสิทธิ์คิดดึงโดน เที่ยวทำใจคะนองจองหองครัน เลี้ยงมึงไม่ได้อ้ายใจร้าย ชอบแต่เฆี่ยนสองหวายตลอดหลัง ข. ถ้าฉวยเกิดฆ่าฟันกันล้มตาย อันตรายไพร่เมืองก็เคืองกู อีวันทองกูให้อ้ายแผนไป อ้ายช้างบังอาจใจทำจู่ลู่ ค. ฉุดมันขึ้นช้างอ้างถึงกู ตะคอกขู่อีวันทองให้ตกใจ ชอบตบให้สลบลงกับที่ เฆี่ยนตีเสียให้ยับไม่นับได้ ง. จะรักชู้ชังผัวมึงกลัวอาย จะอยู่ด้วยลูกชายก็ไม่ว่า ตามใจกูจะให้ดังวาจา แต่นี้เบื้องหน้าขาดเด็ดไป ๑๐. ข้อใดไม่เกี่ยวข้องกับความเชื่อในเรื่องไสยศาสตร์ ก. ดูเวลาปลอดห่วงทักทิน ข. เสกขมิ้นว่านยาเข้าทาตัว ค. เงียบสัตว์จัตุบททวิบาท ง. ลงยันต์ราชะเอาปะอก ๑๑. การกราบบังคมทูลเป็นกลางของนางวันทองทำให้ส่งผลอย่างไร ก. ที่รูปรวยสวยสมมีถมไป ข. ไปฟันฟาดเสียให้เป็นผี ค. เอาใบตองรองไว้ให้หมากิน ง. อกเอาขวานผ่าอย่าปรานี ๑๒. “ครานั้นจึงโฉมเจ้าวันทอง เศร้าหมองด้วยลูกเป็นหนักหนา พ่อพลายงามทรามสวาดิของแม่อา แม่โศกาเกือบเจียนจะบรรลัย ใช่จะอิ่มเอิบอาบด้วยเงินทอง มิใช่ของตัวทำมาแต่ไหน ทั้งผู้คนช้างม้าแลข้าไท ไม่รักใคร่เหมือนกับพ่อพลายงาม ทุกวันนี้ใช่แม่จะผาสุก มีแต่ทุกข์ใจเจ็บดังเหน็บหนาม ต้องจำจนทนกรรมที่ติดตาม จะขืนความคิดไปก็ใช่ที” คำประพันธ์นี้นางวันทองต้องการบอกให้รู้อะไร ก. บอกถึงความวิตกกังวล ข. รำพันถึงความทุกข์ใจ ค. ให้คำแนะนำ ง. แสดงความท้อใจ
  • 67.
    เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย 5 ท33101เรื่อง เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา ครูจันทิภา กบิลโรจน์ ๖๗ ๑๓. ข้อใดมีน้ำเสียงเชิงตัดพ้อ ก. มีธุระสิ่งไรในใจเจ้า พ่อจงเล่าแก่แม่แล้วกลับบ้าน ข. เมื่อพ่อเจ้ากลับมาแต่เชียงใหม่ ไม่เพ็ดทูลสิ่งไรแต่สักอย่าง ค. เล่าความบอกผัวด้วยกลัวภัย ประหลาดใจน้องฝันพรั่นอุรา ง. มาอยู่ไยกับอ้ายหินชาติ แสนอุบาทว์ใจจิตริษยา ๑๔. “พี่ผิดจริงแล้วเจ้าวันทอง เหมือนลืมน้องหลงเลือนทำเชือนเฉย” ข้อความนี้ใครสำนึกผิดในเรื่องใด ก. ขุนช้างสำนึกผิด ในเรื่องที่หึงหวงนางวันทองมากเกินไป ข. ขุนช้างสำนึกผิด ในเรื่องไม่ดูแลนงวันทองให้ดี จนถูกพลายงามมาลักตัวไป ค. ขุนแผนสำนึกผิด ในเรื่องที่มีภรรยาหลายคน ง. ขุนแผนสำนึกผิด ในเรื่องที่ไม่ได้ทูลขอนางวันทองคืนจากขุนช้าง หลังจากรบชนะเจ้า เชียงใหม่ ๑๕. “เจ้าเป็นถึงหัวหมื่นมหาดเล็ก มิใช่เด็ดดอกจงฟังคำแม่ว่า จงเร่งไปคิดกับบิดา ฟ้องหากราบทูลพระทรงธรรม์” คำประพันธ์นี้นางวันทองต้องการบอกอะไรให้พลายงาม ก. ดุด่าว่ากล่าว ข. พร่ำสอน ค. เตือนสติ ง. ชักชวน ๑๖. ข้อใดไม่แสดงอาการเคลื่อนไหว ก. ย่างท้าวก้าวไปในทันที มิได้มีใครทักแต่สักคน ข. โอ้แม่เจ้าประคุณของลูกเอ๋ย ไม่ควรเลยจะพรากจากคุณพ่อ ค. ชมพลางย่างเยื้องชำเลืองมา เปิดมุ้งเห็นหน้าแม่วันทอง ง. พลางนั่งลงนอบนบอภิวันท์ สะอื้นอั้นอกแค้นน้ำตาคลอ ๑๗. ข้อใดไม่มีภาพสะท้อนทางวัฒนธรรม ก. ถ้ารักน้องป้องปิดให้มิดอาย ฉันกลับกลายแล้วหม่อมจงฟาดฟัน ข. พระจันทรจรแจ่มกระจ่างดี พระพายพัดมาลีตรลบไป ค. ไปเพ็ดทูลเสียให้ทูลกระหม่อมแจ้ง น้องจะแต่งบายศรีไว้เชิญขวัญ ง. หญิงเดียวชายครองเป็นสองมิตร ถ้ามิปลิดเสียให้เปลื้องไม่ตามใจ
  • 68.
    เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย 5 ท33101เรื่อง เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา ครูจันทิภา กบิลโรจน์ ๖๘ ๑๘. การกระทำของขุนช้างที่ฉุดนางวันทองซึ่งเป็นภรรยาของขุนแผนมาเป็นภรรยาตนนั้น ถือว่า ผิดศีลข้อใด ก. ข้อ ๑. ปาณาติปาตา เวรมณี ข. ข้อ ๒. อทินนาทานา เวรมณี ค. ข้อ ๓. กาเมสุมิจฉาจารา เวรมณี ง. ข้อ ๔. มุสาวาทา เวรมณี ๑๙. “ พลางเรียกหาข้าไทอยู่ว้าวุ่น อีอุ่นอีอิ่มอีฉิมอีสอน อีมีอีมาอีสาคร นิ่งนอนไยหวามาหากู” คำประพันธ์นี้ขุนช้างเรียกคนใช้ทั้งหมดกี่คน ก. ๖ คน ข. ๗ คน ค. ๘ คน ง. ๙ คน ๒๐. “พี่ผิดพี่ก็มาลุแก่โทษ จะคุมโกรธคุมแค้นไปถึงไหน ความรักพี่ยังรักระงมใจ อย่าตัดไมตรีตรึงให้ตรอมตาย” คำประพันธ์นี้ใช้โวหารข้อใด ก. เสาวรจนี ข. นารีปราโมทย์ ค. พิโรธวาทัง ง. สัลลาปังคพิสัย *******************
  • 69.
    เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย 5 ท33101เรื่อง เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา ครูจันทิภา กบิลโรจน์ ๖๙ เฉลยแบบฝึกทักษะ
  • 70.
    เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย 5 ท33101เรื่อง เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา ครูจันทิภา กบิลโรจน์ ๗๐ ข้อ คำตอบ ข้อ คำตอบ ข้อ คำตอบ ข้อ คำตอบ ๑ ง 6 ข 11 ข 16 ข 2 ก 7 ง 12 ข 17 ข 3 ค 8 ก 13 ข 18 ค 4 ค 9 ง 14 ง 19 ข 5 ง 10 ข 15 ค 20 ข ข้อ คำตอบ ข้อ คำตอบ ข้อ คำตอบ ข้อ คำตอบ ๑ ง 6 ข 11 ข 16 ข 2 ก 7 ง 12 ข 17 ข 3 ค 8 ก 13 ข 18 ค 4 ค 9 ง 14 ง 19 ข 5 ง 10 ข 15 ค 20 ข เฉลยแบบทดสอบ แบบทดสอบก่อนเรียน แบบทดสอบหลังเรียน
  • 71.
    เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย 5 ท33101เรื่อง เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา ครูจันทิภา กบิลโรจน์ ๗๑ คำชี้แจง ให้นักเรียนตอบคำถามต่อไปนี้ 1. เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ได้รับยกย่องจากวรรณคดีสโมสรให้เป็นยอดของวรรณคดีประเภทใด ยอดของกลอนเสภา 2. เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน มีเค้าที่มาจากเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในสมัยใด สมัยอยุธยาตอนต้น 3. การนำเรื่อง ขุนช้างขุนแผน มาขับเสภา สันนิษฐานว่าเกิดขึ้นในสมัยใด รัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช สมัยอยุธยาตอนกลาง 4. การขับเสภามีมูลเหตุมาจากอะไร การเล่านิทาน 5. ประเพณีการขับเสภาแต่เดิมมามีการใช้เครื่องดนตรีอะไรประกอบการขับ กรับ 6. การขับเสภาประกอบวงปี่พาทย์ เกิดขึ้นครั้งแรกในสมัยใด รัชกาลที่ 2 7. การขับเสภาประกอบวงปี่พาทย์ เรียกว่าอะไร เสภาทรงเครื่อง 8. การขับเสภาที่มีปี่พาทย์รับและมีการร่ายรำประกอบ เรียกว่าอะไร เสภารำ 9. กวีผู้แต่งเสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา คือใคร ไม่ปรากฏนามผู้แต่ง 10. เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนใดที่เป็นผลงานของสุนทรภู่ กำเนิดพลายงาม 11. เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน มีทั้งหมดกี่ตอน 43 ตอน 12. เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน แต่งด้วยคำประพันธ์ประเภทใด กลอนเสภา 13. กลอนเสภามีลักษณะต่างจากกลอนแปดอย่างไร กลอนเสภามีจำนวนคำในแต่ละวรรคไม่แน่นอน 14. ในราชสำนักตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 2 เป็นต้นมา มักขับเสภาถวายในโอกาสใด ขับเสภาถวายเมื่อทรงเครื่องใหญ่ 15. สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงสันนิษฐานว่า “พระพันวษา” ในเรื่องขุนช้าง ขุนแผน น่าจะหมายถึงพระมหากษัตริย์พระองค์ใด สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 เฉลยกิจกรรมที่ ๑ เรื่อง บอกเล่าที่มาของเรื่อง
  • 72.
    เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย 5 ท33101เรื่อง เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา ครูจันทิภา กบิลโรจน์ ๗๒ นางเทพทอง คำชี้แจง ให้นักเรียนเขียนชื่อตัวละครลงในแผนผังตัวละครเรื่องขุนช้างขุนแผนต่อไปนี้ให้ถูกต้อง เฉลยกิจกรรมที่ ๒ เรื่อง ตามหาตัวละคร ขุนไกร นางทองประศรี พันศรโยธา นางศรีประจัน ขุนศรีวิชัย ขุนช้าง พลายงาม (จมื่นไวยฯ) พลายแก้ว (ขุนแผน) พิมพิลาไลย (วันทอง) กุมารทอง ลาวทอง บัวคลี่ แก้วกิริยา สายทอง พลายชุมพล ศรีมาลา สร้อยฟ้า พระพันวษา (พระมหากษัตริย์ในเรื่อง)
  • 73.
    เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย 5 ท33101เรื่อง เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา ครูจันทิภา กบิลโรจน์ ๗๓ คำชี้แจง ให้นักเรียนบอกความหมายของคำศัพท์ที่ขีดเส้นใต้ในแต่ละข้อต่อไปนี้ 1. เงียบสัตว์จัตุบททวิบาท ดาวดาษเดือนสว่างกระจ่างไข น้ำค้างตกกระเซ็นเย็นเยือกใจ สงัดเสียงคนใครไม่พูดจา จัตุบททวิบาท หมายถึง สัตว์สี่เท้า สองเท้า 2. อะไรพอสว่างวางเข้ามา เด็กหวาจับถองให้จงได้ ลุกขึ้นถกเขมรร้องเกนไป ทุดอ้ายไพร่ขี้ครอกหลอกผู้ดี ถกเขมร หมายถึง การนุ่งผ้าหยักรั้งขึ้นไปให้พ้นหัวเข่า บางครั้งเรียกว่า “ขัดเขมร” ร้องเกน หมายถึง ร้องตะโกนดังๆ 3. ได้ยินเสียงฆ้องย่ำประจำวัง ลอยลมล่องดังถึงเคหา คะเนนับย่ำยามได้สามครา ดูเวลาปลอดห่วงทักทิน ทักทิน หมายถึง วันชั่วร้าย 4. เข้าตรงบโทนอ้นต้นกัญญา เพื่อนโขกลงด้วยกะลาว่าผีเสื้อ มหาดเล็กอยู่งานพัดพลัดตกเรือ ร้องว่าเสือตัวใหญ่ว่ายน้ำมา บโทน หมายถึง นายเรือ ผู้คอยให้จังหวะสัญญาณให้พายช้าพายเร็ว ผีเสื้อ หมายถึง ผีเสื้อสมุทร 5. ม่านมู่ลี่มีฉากประจำกั้น อัฒจันทร์เครื่องแก้วก็หนักหนา ชมพลางย่างเยื้องชำเลืองมา เปิดมุ้งเห็นหน้าแม่วันทอง อัฒจันทร์ หมายถึง ชั้นที่ตั้งเครื่องแก้วซึ่งเป็นของประดับบ้าน 6. พิเคราะห์ดูทั้งยามอัฐกาล ก็บันดาลฤกษ์แรงเป็นหนักหนา มิรู้ที่จะแถลงแจ้งกิจจา กอดเมียเมินหน้าน้ำตากระเด็น อัฐกาล หมายถึง ยามแปด คือ เวลาตั้งแต่ 04.30 – 06.00 น. 7. อีวันทองกูให้อ้ายแผนไป อ้ายช้างบังอาจใจทำจู่ลู่ ฉุดมันขึ้นช้างอ้างถึงกู ตะคอกขู่อีวันทองให้ตกใจ จู่ลู่ หมายถึง ถลันเข้าไป รี่เข้าไปตามทาง โดยปริยาย หมายถึง ดูถูก ๘. แล้วทำผงอิทธิเจเข้าเจิมพักตร์ คนเห็นคนทักรักทุกหน้า เสกกระแจะจวงจันทน์น้ำมันทา เสร็จแล้วก็พาวันทองไป ผงอิทธิเจ เป็นผงลงอาคมที่นำมาผัดหน้าสำหรับเป็นเสน่ห์ทำให้คนรักและเมตตา กระแจะ หมายถึง ผลเครื่องหอมต่างๆ ที่ผสมกันสำหรับทาหรือเจิม โดยปกติมีเครื่องประสม คือ ไม้จันทน์ เป็นต้น จวงจันทน์ หมายถึง เครื่องหอมที่เจือด้วยไม้จวงและไม้จันทน์ 9. จะปรึกษาตราสินให้ไม่ได้ จึงทำตามน้ำใจเอาง่ายง่าย ถ้าฉวยเกิดฆ่าฟันกันล้มตายอันตรายไพร่เมืองก็เคืองกู ตราสิน หมายถึง แจ้งความไว้เพื่อเป็นหลักฐาน 10. คิดคะนึงตะลึงตะลานอก ดังตัวตกพระสุเมรุภูผา ให้อุธัจอัดอั้นตันอุรา เกรงผิดภายหน้าก็สุดคิด อุธัจ หมายถึง ความฟุ้งซ่าน ความประหม่า ขวยเขิน เฉลยกิจกรรมที่ ๓ เรื่อง ค้นคว้าหาคำศัพท์
  • 74.
    เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย 5 ท33101เรื่อง เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา ครูจันทิภา กบิลโรจน์ ๗๔ คำชี้แจง จงตอบคำถามต่อไปนี้ให้ถูกต้อง ๑. อะไรเป็นสาเหตุสำคัญที่สุดที่ทำให้พลายงามไปชิงตัวนางวันทองคืน แค้นใจที่เอาชนะขุนช้างในวันที่ดำน้ำพิสูจน์ได้จนพระพันวษาสั่งประหารแต่วันทองมาขอจนขุนช้างพ้นโทษ ๒. พลายงามเคยชนะคดีความขุนช้างด้วยเรื่องใด ทะเลาะกันวันแต่งงานพลายงาม ๓. พลายงามไปบ้านขุนช้างเวลาใด และไปทำไม ตอนกลางคือ ไปพาวันทองมาอยู่ด้วย ๔. วันทองยอมปฏิบัติตามคำขอของพลายงามแต่โดยดีหรือไม่ ไม่ เพราะมันไม่ถูกต้อง ๕. การกระทำของพลายงามที่จะไปรับวันทองผิดตรงไหน ไปขึ้นเรือนคนอื่นตอนกลางคืนโดยที่เจ้าของเรือนไม่รู้ ๖. วันทองไม่ยอมกลับกับพลายงามแต่แนะนำให้พลายงามทำอย่างไร ให้กลับไปปรึกษากับขุนแผน ทำให้ถูกต้อง คือไปขอวันทองคืนจากพระพันวษา ๗. อะไรบ้างที่เป็นสาเหตุให้พลายงามเจ็บแค้น ขุนช้างเคยคิดจะฆ่าพลายงามตอนเป็นเด็ก และขุนช้างไม่คู่ควรกับแม่วันทอง ๘. นางวันทองอยู่บ้านขุนช้างมีวิถีชีวิตความเป็นอยู่อย่างไร สุขสบาย มีคนรับใช้ ขุนช้างดูแลอย่างดี มีเงินให้มากมาย ๙. พลายงามทำอย่างไร วันทองจึงยินยอมมากับพลายงาม ขู่จะตัดเอาแต่หัวแม่ไป ทิ้งตัวไว้ที่เรือนขุนช้าง ๑๐. เหตุใดขุนช้างจึงไม่รู้ตัวระหว่างที่พลายงามมาหาวันทอง โดนมนตร์สะกดของพลายงาม ๑๑. ขุนช้างฝันว่าอย่างไร ฝันว่าฟันหัก ขี้เรื้อนขึ้นตัว ไปหาหมอ ได้กินยาคือปรอทมากัดกินตับไตไส้พุง ๑๒. จมื่นไวยส่งใครไปบอกข่าวแก่ขุนช้างว่าตนรับนางวันทองมา หมื่นวิเศษผล ๑๓. ขุนช้างถวายฎีกาโดยวิธีใด ลอยคอว่ายน้ำไป ๑๔. ฎีกา คืออะไร คำร้องทุกข์ที่ยื่นถวายต่อพระเจ้าแผ่นดิน ๑๕. วิธีถวายฎีกาของขุนช้างถูกพระพันวษาลงโทษอย่างไร ถูกเฆี่ยนสามสิบที ๑๖. วันทองฝันว่าอย่างไร ฝันว่าหลงไปในป่า เจอเสือสองตัว ถูกเสือโดดตะครุบลากไปในป่า ๑๗. พระพันวษาเสนอทางเลือกให้วันทองอย่างไรบ้าง ให้เลือกว่าจะอยู่กับขุนช้างหรือขุนแผน หรือจะอยู่กับลูกชายคือพลายงามก็ได้ ๑๘. วันทองตัดสินเลือกใคร ไม่เลือกใคร ทูลบอกเป็นกลาง ว่าอยู่กับใครก็ได้แล้วแต่พระพันวษา ๑๙. พระพันวษาโกรธวันทองเพราะอะไร เข้าใจผิดว่าวันทองรักผู้ชายทั้งสองคนจนเลือกไม่ได้ว่าจะอยู่กับใคร ๒๐. วันทองถูกลงโทษอย่างไร ถูกประหารชีวิต เฉลยกิจกรรมที่ ๔ จับประเด็นสำคัญ คำถามชวนคิด หากนักเรียนเป็นนางวันทองนักเรียนจะเลือกใคร เพราะอะไร ........อยู่ในดุลยพินิจของครูผู้สอน.......... ....................................................................................
  • 75.
    เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย 5 ท33101เรื่อง เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา ครูจันทิภา กบิลโรจน์ ๗๕ คำชี้แจง ให้นักเรียนเขียนสรุปเรื่องย่อเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา พร้อมทั้งวาด ภาพประกอบให้สวยงาม ..........................อยู่ในดุลยพินิจของครูผู้สอน..................................................................................... ................................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................................. เฉลยกิจกรรมที่ ๕ เรียงร้อยเหตุการณ์
  • 76.
    เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย 5 ท33101เรื่อง เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา ครูจันทิภา กบิลโรจน์ ๗๖ คำชี้แจง ให้นักเรียนบอกว่า คำที่ขีดเส้นใต้ต่อไปนี้หมายถึงใคร 1. วันนั้นแพ้กูเมื่อดำน้ำ ก็กริ้วซ้ำจะฆ่าให้เป็นผี แสนแค้นด้วยมารดายังปรานี ให้ไปขอชีวีขุนช้างไว้ “กู” หมายถึง จมื่นไวยวรนาถ (พลายงาม) “มารดา” หมายถึง วันทอง 2. เมื่อพ่อเจ้าเข้าคุกแม่ท้องแก่ เขาฉุดแม่ใช่จะแกล้งแหนงหนี ถึงพ่อเจ้าเล่าไม่รู้ว่าร้ายดี เป็นหลายปีแม่มาอยู่กับขุนช้าง “พ่อ” หมายถึง ขุนแผน “เขา” หมายถึง ขุนช้าง “แม่” หมายถึง วันทอง “เจ้า” หมายถึง จมื่นไวยวรนาถ 3. ทุกวันนี้ลูกชายสบายยศ พร้อมหมดเมียมิ่งก็มีสอง มีบ่าวไพร่ใช้สอยทั้งเงินทอง พี่น้องข้างพ่อก็บริบูรณ์ “ลูกชาย” หมายถึง จมื่นไวยวรนาถ “สอง” หมายถึง สร้อยฟ้า และศรีมาลา “พ่อ” หมายถึง ขุนแผน 4. ไม่คิดว่าจะเป็นเห็นว่าแก่ ยังสาระแนหลบลี้หนีไปไหน เอาเถิดเป็นไรก็เป็นไป ไม่เอากลับมาได้มิใช่กู “กู” หมายถึง ขุนช้าง 5. จะกล่าวถึงขุนแผนแสนสนิท เรืองฤทธิ์ลือจบพิภพไหว อยู่บ้านสุขเกษมเปรมใจ สมสนิทพิสมัยด้วยสองนาง “สองนาง” หมายถึง ลาวทอง และแก้วกิริยา 6. เพราะกูแพ้ความจมื่นไวย มันจึงเหิมใจทำจองหอง พ่อลูกแม่ลูกถูกทำนอง ถึงสองครั้งแล้วเป็นแต่เช่นนี้ “กู” หมายถึง ขุนช้าง 7. แสนถ่อยใครจะถ่อยเหมือนมันบ้าง ทุกอย่างที่จะชั่วอ้ายหัวลื่น เวียนแต่เป็นถ้อยความไม่ข้ามคืน น้ำยืนหยั่งไม่ถึงยังดึงมา “มัน” หมายถึง ขุนช้าง 8. อาลัยเจ้าเท่ากับดวงชีวิตพี่ คิดจะหนีไปตามเอาเจ้ากลับ เกรงจะพากันผิดเข้าติดทับ แต่ขยับอยู่จนได้ไปเชียงอินทร์ “เจ้า” หมายถึง วันทอง “พี่” หมายถึง ขุนแผน 9. เร่งเร็วเหวยพระยายมราช ไปฟันฟาดเสียให้มันเป็นผี อกเอาขวานผ่าอย่าปรานี อย่าให้มีโลหิตติดดินกู “มัน” หมายถึง วันทอง “กู” หมายถึง พระพันวษา 10. เลี้ยงมึงไม่ได้อ้ายใจร้าย ชอบแต่เฆี่ยนสองหวายตลอดสัน แล้วกลับความถามข้างวันทองพลัน เออเมื่อมันฉุดคร่าพามึงไป ก็ช้านานได้ประมาณสิบแปดปี ครั้งนี้ทำไมมึงจึงมาได้ นี่มึงหนีมันมาฤๅว่าไร ฤๅว่าใครไปรับเอามึงมา “มัน” หมายถึง ขุนช้าง เฉลยกิจกรรมที่ ๖ อ่านเอาเรื่อง
  • 77.
    เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย 5 ท33101เรื่อง เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา ครูจันทิภา กบิลโรจน์ ๗๗ คำชี้แจง ให้นักเรียนพิจารณาบทประพันธ์ในแต่ละข้อต่อไปนี้ว่า มีความงามทางวรรณศิลป์โดดเด่นในด้านใด ๑. เห็นคนนอนล้อมอ้อมเป็นวง ประตูลั่นมั่นคงขอบรั้วกั้น กองไฟสว่างดังกลางวัน หมายสำคัญตรงมาหน้าประตู อุปมา ๒. มาอยู่ไยกับอ้ายหินชาติ แสนอุบาทว์ใจจิตริษยา ดังทองคำทำเลี่ยมปากกะลา หน้าตาดำเหมือนมินหม้อมอม เหมือนแมลงวันว่อนเคล้าที่เน่าชั่ว มาเกลือกกลั้วปทุมมาลย์ที่หวานหอม ดอกมะเดื่อฤาจะเจือดอกพะยอม ว่านักแม่จะตรอมระกำใจ อุปมา ๓. อาลัยเจ้าเท่ากับดวงชีวิตพี่ คิดจะหนีไปตามเอาเจ้ากลับ เกรงจะพากันผิดเข้าติดทับ แต่ขยับอยู่จนได้ไปเชียงอินทร์ อุปลักษณ์ ๔. ครานั้นพระองค์ผู้ทรงภพ ฟังจบแค้นคั่งดังเพลิงไหม้ เหมือนดินประสิวปลิวติดกับเปลวไฟ ดูดู๋เป็นได้อีวันทอง อุปมา ๕. เจ้าพลายงามตามรับเอากลับมา ทีนี้หน้าจะดำเป็นน้ำหมึก กำเริบใจด้วยเจ้าไวยกำลังฮึก จะพาแม่ตกลึกให้จำตาย อุปลักษณ์ ๖. อีวันทองตัวมันเหมือนรากแก้ว ถ้าตัดโคนขาดแล้วก็ใบเหี่ยว อุปมา ๗. นิจจาใจเจ้าจะให้พี่เจ็บจิต ดังเอากริชแกระกรีดในอกผัว เกรงผิดคิดบาปจึงหลาบกลัว พี่นี้ชั่วเพราะหมิ่นประมาทความ อติพจน์ ๘. ครานั้นขุนช้างได้ฟังว่า แค้นดังเลือดตาจะหลั่งไหล อุปมา ๙. ใต้เตียงเสียงหนูก็กุกกก แมงมุมทุ่มอกที่ริมฝา ยิ่งหวาดหวั่นพรั่นตัวกลัวมรณา ดังวิญญาณ์นางจะพรากไปจากกาย อุปมา ๑๐. ลุกขึ้นโขย่งโก้งโค้งคลาน ซมซานโฮกฮากอ้าปากไป สัทพจน์ เฉลยกิจกรรมที่ ๗ วิเคราะห์โวหารภาพพจน์ อุปมา อุปลักษณ์ อติพจน์ สัทพจน์
  • 78.
    เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย 5 ท33101เรื่อง เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา ครูจันทิภา กบิลโรจน์ ๗๘ คำชี้แจง ให้นักเรียนพิจารณาบทประพันธ์ที่กำหนดว่า ปรากฏรสวรรณคดีไทยข้อใดบ้าง ๑. ครั้นเวลาดึกกำดัดสงัดเงียบ ใบไม้แห้งแกร่งเกรียบระรุบร่อน พระพายโชยเสาวรสขจายขจร พระจันทรแจ่มแจ้งกระจ่างดวง ดุเหว่าเร้าเสียงสำเนียงก้อง ระฆังฆ้องขานแข่งในวังหลวง วันทองน้องนอนสนิททรวง จิตง่วงระงับสู่ภวังค์ เสาวรจนี ๒. รูปงามนามเพราะน้อยไปหรือ ใจไม่ซื่อถือศักดิ์เท่าเส้นผม แต่ใจสัตว์มันยังมีที่นิยม สมาคมก็แต่ถึงฤดูมัน มึงนี้ถ่อยยิ่งกว่าถ่อยอีท้ายเมือง จะเอาเรื่องไม่ได้สักสิ่งสรรพ์ ละโมบมากตัณหาตาเป็นมัน สักร้อยพันให้มึงไม่ถึงใจ ว่าหญิงชั่วผัวยังคราวละคนเดียว หาตามตอมกันเกรียวเหมือนมึงไม่ หนักแผ่นดินกูจะอยู่ไย อ้ายไวยมึงอย่านับว่ามารดา พิโรธวาทัง ๓. พี่ผิดพี่ก็มาลุแก่โทษ จะคุมโกรธคุมแค้นไปถึงไหน ความรักพี่ยังรักระงมใจ อย่าตัดไมตรีตรึงให้ตรอมตาย ว่าพลางทางแอบเข้าแนบอก ประคองยกของสำคัญมั่นหมาย เจ้าเนื้อทิพย์หยิบชื่นอารมณ์ชาย ขอสบายสักหน่อยอย่าโกรธา นารีปราโมทย์ ๔. โอ้แม่เจ้าประคุณของลูกเอ๋ย ไม่ควรเลยจะพรากจากคุณพ่อ เวรกรรมนำไปไม่รั้งรอ มิพอที่จะต้องพรากก็จากมา สัลลาปังคพิสัย ๕. ว่าพลางคลึงเคล้าเข้าแนบข้าง จูบพลางทางปลอบประโลมขวัญ ก่ายกอดสอดเกี่ยวพัลวัน วันทองกั้นกีดไว้ไม่ตามใจ พลิกผลักชักชวนให้ชื่นชิด เบือนบิดแบ่งรักหาร่วมไม่ สยดสยองพองเสียวแสยงใจ พระพายพัดมาลัยตลบลอย นารีปราโมทย์ เฉลยกิจกรรมที่ ๘ ค้นหารสในวรรณคดี เสาวรจนี นารีปราโมทย์ พิโรธวาทัง สัลลาปังคพิสัย
  • 79.
    เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย 5 ท33101เรื่อง เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา ครูจันทิภา กบิลโรจน์ ๗๙ คำชี้แจง ให้นักเรียนพิจารณาบทประพันธ์ที่กำหนด แล้ววิเคราะห์ว่าสะท้อนสังคมและวัฒนธรรมไทยสมัย อยุธยาและรัตนโกสินทร์ตอนต้นในด้านใดบ้าง จากตัวเลือกที่กำหนดให้ ก. สะท้อนสภาพบ้านเรือนของคนสมัยก่อน ข. สะท้อนความเชื่อเรื่องไสยศาสตร์ของคนในสังคม ค. สะท้อนความเชื่อเรื่องความฝันของคนในสังคม ง. สะท้อนความเชื่อเรื่องกรรมของคนในสังคม จ. สะท้อนค่านิยมเรื่องผู้หญิงต้องมีสามีคนเดียว ฉ. สะท้อนค่านิยมความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ ช. สะท้อนประเพณีที่กษัตริย์เสด็จประพาสท้องทุ่งในฤดูน้ำหลาก ซ. สะท้อนภาพวิธีการถวายฎีกาเพื่อร้องทุกข์ ญ. สะท้อนความเชื่อเรื่องลางบอกเหตุร้าย ๑. ฟ้าขาวดาวเด่นดวงสว่าง จันทร์กระจ่างทรงกลดหมดเมฆสิ้น จึงเซ่นเหล้าข้าวปลาให้พรายกิน เสกขมิ้นว่านยาเข้าทาตัว ลงยันต์ราชะเอาปะอก หยิบยกมงคลขึ้นใส่หัว เป่ามนตร์เบื้องบนชอุ่มมัว พรายยั่วยวนใจให้ไคลคลา ข. สะท้อนความเชื่อเรื่องไสยศาสตร์ของคนในสังคม ๒. ชอบผิดพ่อจงคิดคะนึงตรอง อันตัวน้องมลทินหาสิ้นไม่ ประหนึ่งว่าวันทองนี้สองใจ พบไหนก็เป็นแต่เช่นนั้น จ. สะท้อนค่านิยมเรื่องผู้หญิงต้องมีสามีคนเดียว ๓. ข้าไทนอนหลับลงทับกัน สะเดาะกลอนถอนลั่นถึงชั้นสาม กระจกฉากหลากสลับวับแวววาม อร่ามแสงโคมแก้วแววจับตา ม่านมู่ลี่มีฉากประจำกัน อัฒจันทร์เครื่องแก้วก็หนักหนา ชมพลางย่างเยื้องชำเลืองมา เปิดมุ้งเห็นหน้าแม่วันทอง ก. สะท้อนสภาพบ้านเรือนของคนสมัยก่อน ๔. วันนั้นพอพระปิ่นนรินทร์ราช เสด็จประพาสบัวยังหากลับไม่ ขุนช้างมาถึงซึ่งวังใน ก็คอยจ้องที่ใต้ตำหนักน้ำ ช. สะท้อนประเพณีที่กษัตริย์เสด็จประพาสท้องทุ่งในฤดูน้ำหลาก เฉลยกิจกรรมที่ ๙ สะท้อนภาพสังคม
  • 80.
    เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย 5 ท33101เรื่อง เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา ครูจันทิภา กบิลโรจน์ ๘๐ ๕. ใช่ที่ใช่ทางวางเข้ามา ฤาอ้ายช้างเป็นบ้ากระมังนี่ เฮ้ยใครรับฟ้องของมันที ตีเสียสามสิบจึงปล่อยไป มหาดเล็กก็รับเอาฟ้องมา ตำรวจคว้าขุนช้างหาวางไม่ ลงพระราชอาญาตามว่าไว้ พระจึงให้ตั้งกฤษฎีกา ซ. สะท้อนภาพวิธีการถวายฎีกาเพื่อร้องทุกข์ ๖. ใต้เตียงเสียงหนูก็กุกกก แมลงมุมทุ่มอกที่ริมฝา ยิ่งหวาดหวั่นพรั่นกลัวมรณา ดังวิญญานางจะพรากไปจากกาย ญ. สะท้อนความเชื่อเรื่องลางบอกเหตุร้าย ๗ ทุกวันนี้ใช่แม่จะผาสุก มีแต่ทุกข์ใจเจ็บดังเหน็บหนาม ต้องจำจนทนกรรมที่ติดตาม จะขืนความคิดไปก็ใช่ที ง. สะท้อนความเชื่อเรื่องกรรมของคนในสังคม ๘. พรุ่งนี้พี่จะแก้เสนียดฝัน แล้วทำมิ่งสิ่งขวัญให้เป็นสุข มิให้เกิดราคีกลียุค อย่าเป็นทุกข์เลยเจ้าจงเบาใจ ค. สะท้อนความเชื่อเรื่องความฝันของคนในสังคม ๙. ครั้นอยู่มาขุนแผนต้องจำจอง กระหม่อมฉันมีท้องนั้นเติบใหญ่ อยู่ที่เคหาหน้าวัดตะไกร ขุนช้างไปบอกว่าพระโองการ มีรับสั่งโปรดปรานประทานให้ กระหม่อมฉันไม่ไปก็หักหาญ ยื้อยุดฉุดคร่าทำสามานย์ เพื่อนบ้านจะช่วยก็สุดคิด ด้วยขุนช้างอ้างว่ารับสั่งให้ ใครจะขัดขืนไว้ก็กลัวผิด จนใจจะมิไปก็สุดฤทธิ์ ชีวิตอยู่ใต้พระบาทา ฉ. สะท้อนค่านิยมความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ ๑๐. สีขี้ผึ้งสีปากกินหมากเวทย์ ซึ่งวิเศษสารพัดแก้ขัดสน น้ำมันพรายน้ำมันจันทน์สรรเสกปน เคยคุ้มขังบังตนแต่ไรมา ข. สะท้อนความเชื่อเรื่องไสยศาสตร์ของคนในสังคม ให้เขียนข้อความเต็ม ห้ามเขียนแค่ตัวอักษร
  • 81.
    เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย 5 ท33101เรื่อง เสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา ครูจันทิภา กบิลโรจน์ ๘๑ คำชี้แจง ให้นักเรียนเขียนข้อคิดที่ได้จาก เรื่องเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา อย่างน้อย ๕ ข้อ พร้อมทั้งบอกแนวทางการนำข้อคิดดังกล่าวไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันมาอย่างละเอียด ๑. .............................................................อยู่ในดุลยพินิจของครูผู้สอน..................................................... ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ๒. ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................... ๓. ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................... ๔. ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................... ๕. ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................... เฉลยกิจกรรมที่ ๑๐ สังเคราะห์ข้อคิด