1
ตัจฉสูกรชาดก
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๙ [ฉบับมหาจุฬาฯ]
ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑
๙. ตัจฉสูกรชาดก (จากพระไตรปิฎก ลาดับเรื่องที่ ๔๙๒)
ว่าด้วยสุกรชื่อตัจฉะ
(สุกรตัจฉะเที่ยวเสาะหาฝูงสุกรในป่าพบสุกรจานวนมากแล้วดีใจ
จึงกล่าวว่า)
[๑๖๐] เราเมื่อเสาะหาหมู่ญาติใด เที่ยวไปตามเทือกเขาลาเนาไพร
เราเที่ยวตามหาอยู่ช้านาน ญาติทั้งหลายนี้นั้นเราก็ได้พบแล้ว
[๑๖๑] มูลผลาหารนี้ก็มีอยู่มาก และภักษาหารนี้ก็มีอยู่ไม่น้อย
ส่วนแม่น้า ภูเขานี้ก็น่ารื่นรมย์ คงจะอยู่ได้สบาย
[๑๖๒] เราจักอยู่พร้อมกับหมู่ญาติทั้งปวงในที่นี้แหละ
จักเป็นผู้ขวนขวายน้อย หมดความระแวงภัย ไม่มีความเศร้าโศก
ไม่มีภัยแต่ที่ไหน
(สุกรทั้งหลายกล่าวว่า)
[๑๖๓] ตัจฉะ ท่านจงเสาะหาถ้าในที่อื่นอยู่เถิด ในที่นี้พวกเรามีศัตรู
มันมาที่นี้ฆ่าสุกรแล้วกัดกินเนื้อล่าๆ เป็ นประจา
(สุกรตัจฉะถามว่า)
[๑๖๔] ใครหนอเป็นศัตรูของพวกเราในที่นี้
ใครกันรังควานหมู่ญาติผู้พร้อมเพรียงซึ่งรังควานได้ยาก เราถามแล้ว
ขอพวกท่านจงบอกผู้นั้นแก่เรา
(สุกรเหล่านั้นตอบว่า)
[๑๖๕] ท่านตัจฉะ พญาเนื้อ เป็นสัตว์มีพลัง มีเขี้ยวเป็นอาวุธ
มันมาที่นี่ฆ่าสุกรแล้วกัดกินเนื้อล่าๆ เป็ นประจา
(สุกรตัจฉะกล่าวว่า)
[๑๖๖] พวกเราไม่มีเขี้ยวก็หาไม่ พลังกายก็พร้อมมูล
พวกเราทั้งหมดจงพร้อมเพรียงกัน สร้างอานาจร่วมกัน
(สุกรเหล่านั้นกล่าวว่า)
[๑๖๗] ท่านตัจฉะ ท่านนะพูดได้จับใจ สบายหู
แม้ตัวใดหนีไปในขณะต่อสู้ พวกเราจะฆ่าตัวนั้นในภายหลัง
(ชฎิลโกงเห็นเสือโคร่งกลับมามือเปล่า จึงกล่าวว่า)
[๑๖๘] วันนี้ท่านงดเว้นจากปาณาติบาตหรือหนอ
หรือว่าท่านให้อภัยแก่หมู่สัตว์ทั้งปวง ท่านไม่มีเขี้ยวที่จะฆ่าเนื้อหรือหนอ
ถึงอยู่ในฝูงสุกรก็ยังซบเซาเหมือนคนกาพร้า
(พญาเสือโคร่งได้กล่าวว่า)
2
[๑๖๙] ข้าพเจ้าจะไม่มีเขี้ยวก็หาไม่ พลังกายก็พร้อมมูล
แต่เพราะเห็นญาติๆ พร้อมเพรียงเป็นอันเดียวกัน เพราะเหตุนั้น
ข้าพเจ้าจึงซบเซาอยู่ผู้เดียวในป่า
[๑๗๐] เมื่อก่อนสุกรเหล่านี้กลัวภัย แยกกันหนีไปคนละทิศละทาง
แสวงหาที่พึ่ง แต่บัดนี้พวกมันกลับรวมหมู่กันตั้งท่าสู้
ยากที่ข้าพเจ้าจะข่มพวกมันได้
[๑๗๑] พวกมันได้ผู้นาดี มีความพร้อมเพรียงกัน
มีความเห็นอย่างเดียวกัน พร้อมกันที่จะทาลายข้าพเจ้าได้ เพราะเหตุนั้น
ข้าพเจ้าจึงไม่ปรารถนาสุกรเหล่านั้น
(ชฎิลโกงเมื่อจะให้เสือโคร่งเกิดความอุตสาหะ จึงกล่าวว่า)
[๑๗๒] พระอินทร์องค์เดียวยังเอาชัยชนะพวกอสูรได้
นกเหยี่ยวตัวเดียวยังข่มขี่ฆ่านกทั้งหลายได้ เสือโคร่งตัวเดียวเข้าไปอยู่ในฝูงเนื้อ
ก็ยังฆ่าเนื้อตัวล่าๆ ซึ่งมีกาลังเหมือนเช่นนั้นได้
(เสือโคร่งกล่าวว่า)
[๑๗๓] หมู่ญาติผู้พร้อมเพรียงร่วมใจกัน มีกิริยาเช่นเสือโคร่ง
ไม่ว่าพระอินทร์หรือนกเหยี่ยว หรือเสือโคร่ง ซึ่งเป็ นพญาสัตว์
ก็ไม่อาจให้อยู่ในอานาจได้
(ชฎิลโกงปลุกใจเสือโคร่งว่า)
[๑๗๔] ฝูงนกกุมภีลกาตัวเล็กๆ เที่ยวไปเป็นฝูง เป็นหมู่ รื่นเริง
จับกลุ่มกันโผผิน บินร่อนไปมา
[๑๗๕] ก็เมื่อนกเหล่านั้นโผผินอยู่ เหยี่ยวย่อมโฉบเอานกตัวหนึ่ง
บรรดานกเหล่านั้นที่แตกฝูงออกมา นั้นเป็ นคติของเหล่าพยัคฆ์ทั่วไป
(พระศาสดาทรงประกาศข้อความนั้นว่า)
[๑๗๖] เสือโคร่งมีเขี้ยวเป็ นอาวุธ ถูกชฎิลชั่วผู้เห็นแก่อามิสปลุกใจ
มีความสาคัญเหมือนครั้งก่อน จึงได้เผ่นเข้าไปในฝูงของสุกรผู้ที่มีเขี้ยว
(รุกขเทวดาเห็นเหตุอัศจรรย์นั้น จึงกล่าวคาถาว่า)
[๑๗๗] ญาติทั้งหลายมีมากด้วยกันเป็นการดี
ถึงแม้จะเป็นต้นไม้ที่เกิดในป่าก็ตาม เสือโคร่งถูกสุกรทั้งหลายที่สามัคคีกันฆ่าตาย
ในหนทางที่เดินได้คนเดียว
(พระศาสดาตรัสว่า)
[๑๗๘] สุกรทั้งหลายได้ฆ่าเสียทั้ง ๒ คน คือ พราหมณ์ ๑ เสือโคร่ง ๑
จึงได้รื่นเริงบันเทิงใจ ส่งเสียงบันลือลั่น
[๑๗๙] สุกรเหล่านั้นมาประชุมพร้อมกันที่โคนต้นมะเดื่อ
ได้อภิเษกสุกรตัจฉะว่า ท่านจงเป็ นราชา เป็นใหญ่แห่งเราทั้งหลายเถิด
ตัจฉสูกรชาดกที่ ๙ จบ
3
------------------------
คาอธิบายเพิ่มเติมนามาจากบางส่วนของอรรถกถา
ตัจฉกสูกรชาดก
ว่าด้วย หมูพร้อมใจกันสู้เสือ
พระศาสดา เมื่อเสด็จประทับ ณ พระเชตวันมหาวิหาร
ทรงพระปรารภพระเถระแก่ ๒ รูป ตรัสพระธรรมเทศนานี้ ดังนี้.
เล่ากันมาว่า
พระเจ้ามหาโกศลทรงประทานพระธิดาแก่พระเจ้าพิมพิสาร
ได้ประทานกาสิกคามแก่พระธิดาเพื่อเป็นมูลค่าเครื่องสนานกาย.
ครั้นพระเจ้าอชาตศัตรูปลงพระชนม์พระราชบิดาเสียแล้ว
พระเจ้าปเสนทิก็ทรงชิงบ้านคืน. เมื่อพระราชาทั้ง ๒
พระองค์ทรงรบกันเพื่อชิงบ้านนั้น คราวแรกพระเจ้าอชาตศัตรูทรงมีชัย.
พระเจ้าโกศลทรงพ่ายแพ้ ตรัสถามพวกอามาตย์ว่า
เราจะใช้อุบายอะไรเล่าหนอถึงจะจับอชาตศัตรูได้. พวกอามาตย์พากันกราบทูลว่า
ข้าแต่พระมหาราช ธรรมดาว่าภิกษุทั้งหลายย่อมเป็นผู้ฉลาดในความคิดอ่าน
ควรที่พระองค์จะส่งคนสอดแนมไปคอยกาหนดถ้อยคาของหมู่ภิกษุดูพระเจ้าข้า.
พระราชาทรงรับรองว่าดี แล้วตรัสใช้ราชบุรุษไปด้วยพระดารัสว่า มานี่
เจ้าทั้งหลาย พวกเจ้าจงพากันไปสู่พระวิหารซุ่มซ่อนตัวเสีย
คอยกาหนดเอาถ้อยคาของพระคุณเจ้าทั้งหลายมาจงได้.
ในพระเชตวันวิหารเล่า ก็มีพวกราชบุรุษบวชอยู่เป็นอันมาก.
บรรดาท่านเหล่านั้นพระเถระแก่ ๒ รูป อยู่ที่บรรณศาลาท้ายพระวิหาร
รูปหนึ่งนามว่าธนุคคหติสสเถระ รูปหนึ่งชื่อว่ามันตทัตตเถระ.
ท่านทั้ง ๒ หลับตลอดคืน ตื่นเมื่อย่ารุ่ง
ท่านธนุคคหติสสเถระก่อไฟให้ลุก กล่าวว่า
พระคุณเจ้ามันตทัตตเถระผู้เจริญขอรับ.
ท่านมันตทัตตเถระถามว่า อะไรกันขอรับ.
กลับถามว่า คุณกาลังหลับหรือ. ตอบว่า ผมไม่หลับดอก
ต้องทาอะไรล่ะครับ.
กล่าวว่า คุณขอรับ พระราชาปเสนทิโกศลองค์นี้ช่างโง่จริงๆ
ทรงทราบแต่จะเสวยกระยาหารประมาณ ๑ ถาดเท่านั้นเอง.
ถามว่า นั่นมันเรื่องอะไรกันเล่าคุณ. กล่าวว่า
พระราชาพ่ายแพ้ศัตรูผู้เป็นเพียงตัวหนอนในพระอุทรของพระองค์ก็ว่าได้.
ถามว่า ก็ควรจะทรงทาอย่างไรเล่าคุณ.
ตอบว่า มันตทัตตเถระผู้เจริญ ธรรมดาว่าการรบมี ๓ ขบวน คือ
สกฏพยุหะ จักกพยุหะ และปทุมพยุหะ ในขบวนรบทั้ง ๓ นั้น
4
ต้องตั้งขบวนสกฏพยุหะจึงจะจับได้ แล้วแถลงต่อไปว่า ช่องเขาตรงโน้นๆ
เหมาะที่จะวางพลไว้ ๒ ข้าง (ล่อให้ตีเข้ามา) พอรู้ว่าเข้ามาภายในแล้ว
ก็โห่ร้องก้องสนั่นล้อมไว้ กระทาให้อยู่ในกามือแล้วก็จับเอา
เหมือนจับปลาที่เข้าไซแล้วฉะนั้น.
ผู้ที่พระราชาทรงใช้ไปสืบ ฟังถ้อยคานั้นแล้ว
พากันกราบทูลแด่พระราชา.
พระราชาเสด็จไปด้วยกองทัพใหญ่ ทรงกระทาอย่างนั้น
จับพระเจ้าอชาตศัตรูได้ทรงจองจาด้วยโซ่ตรวน กระทาให้หายเมาอานาจเสีย ๒-
๓ วัน ตรัสปลอบว่า ต่อไปอย่ากระทาอย่างนี้เลยนะ ทรงแก้จองจาแล้ว
พระราชทานพระธิดาพระนามว่าวชิรกุมารี แก่ท้าวเธอ
ทรงปลดปล่อยไปพร้อมด้วยราชบริพารเป็ นอันมาก.
เรื่องราวที่ว่า พระเจ้าโกศลทรงจับพระเจ้าอชาตศัตรูได้
ด้วยการจัดแจงของพระธนุคคหติสสเถระ โด่งดังไปในกลุ่มภิกษุ.
พวกภิกษุพากันยกเรื่องนั้นแหละขึ้นสนทนาในธรรมสภา.
พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
เมื่อกี้พวกเธอกาลังสนทนากันด้วยเรื่องอะไร
เมื่อพวกภิกษุพากันกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น ถึงในครั้งก่อน
ธนุคคหติสสเถระก็เป็นผู้ฉลาดในการจัดขบวนรบ
แล้วทรงนาอดีตนิทานมาดังต่อไปนี้.
ในอดีตกาล ช่างไม้ผู้หนึ่งอยู่ ณ บ้านใกล้ประตูพระนครพาราณสี
เข้าไปสู่ป่าเพื่อหาไม้ของตน พบลูกหมูตัวหนึ่งตกอยู่ในหลุมจึงนามาเลี้ยง
ตั้งชื่อให้ว่าตัจฉกสุกร.
มันได้เป็ นอุปการะแก่เขา เอาจะงอยปากพลิกไม้ให้ก็ได้
เอาเส้นบรรทัดพันจมูกลากไปให้ก็ได้ เอาปากคาบขวานสิ่วค้อนมาให้ก็ได้
มันพ่วงพีมีกาลังมาก มีร่างกายใหญ่.
ฝ่ายช่างไม้เล่ารักมันเหมือนลูก คิดว่าเมื่อมันอยู่ที่นี่เรื่อยไป
คงมีใครข่มเหงมันได้เป็นแน่ เลยปล่อยเสียในป่า. มันคิดว่า
ในป่านี้เราไม่อาจอยู่ลาพังผู้เดียวได้ จาต้องเที่ยวค้นหาหมู่ญาติให้ได้
แล้วอยู่มีหมู่ญาติแวดล้อม เที่ยวเสาะหาฝูงหมูไปในป่าชัฏ
พบหมูเป็นอันมากแล้วดีใจ
กล่าวคาถา ๓ คาถาว่า
ข้าพเจ้าเที่ยวแสวงหาหมู่ญาติใด ตามภูเขาและราวป่าทั้งหลาย
ค้นหาหมู่ญาติมากมาย หมู่ญาตินั้นเราพบแล้ว
รากไม้และผลไม้นี้ ก็มีมากมาย อนึ่ง ภักษาหารนี้ก็มิใช่น้อย
5
ทั้งห้วยละหานนี้ก็น่ารื่นรมย์ คงเป็ นที่อยู่สุขสบาย
ข้าพเจ้าจักขออยู่กับญาติทั้งมวลในที่นี้แหละ จักเป็นผู้ขวนขวายน้อย
ไม่มีความระแวงภัย ไม่มีความเศร้าโศก ไม่มีภัยแต่ที่ไหนๆ.
พวกสุกรได้ฟังคาของมันแล้ว พากันกล่าวคาถาที่ ๔ ว่า
ดูก่อนตัจฉะ เจ้าจงไปหาที่ซ่อนเร้นแห่งอื่นเถิด
ในที่นี้ศัตรูของพวกเรามีอยู่ มันมาในที่นี้แล้วก็ฆ่าหมูแต่ล้วนตัวที่อ้วนพีเสีย.
ต่อไปนี้พึงทราบคาถาที่ร้อยกรองไว้อย่างง่ายโดยนัยพระบาลีนั่นแล.
ตัจฉกสุกรถามว่า
ใครหนอเป็นศัตรูของพวกเราในที่นี้
ใครมากาจัดญาติทั้งหลายผู้พร้อมเพรียงกัน ซึ่งยากที่จะกาจัดได้ เราถามท่านแล้ว
ขอท่านจงบอกความข้อนั้นแก่เราเถิด.
พวกหมูตอบว่า
ดูก่อนตัจฉะ พญาเนื้อตัวหนึ่งลายพาดขึ้น
เป็นเนื้อมีกาลังมีเขี้ยวเป็นอาวุธ มันมาในที่นี้แล้ว ก็ฆ่าหมูแต่ล้วนตัวที่อ้วนพีเสีย.
ตัจฉกสุกรถามว่า
พวกเราไม่มีเขี้ยวหรือ กาลังกายไม่พรั่งพร้อมหรือ
พวกเราทั้งหมดพร้อมใจกันแล้ว ก็จะจับมันตัวเดียวเท่านั้นให้อยู่ในอานาจได้.
พวกหมูพากันกล่าวว่า
ดูก่อนตัจฉะ ท่านกล่าววาจาจับอกจับใจเพราะหู
แม้ตัวใดหนีไปเวลารบ พวกเราจักฆ่ามันเสียในภายหลัง.
ตัจฉกสุกรกระทาพวกหมูทั้งหมดให้มีใจเดียวกัน แล้วถามว่า
เสือจักมาเวลาไหน.
พวกหมูตอบว่า วันนี้ตอนเช้าตรู่ มันมาจับไปตัวหนึ่งแล้ว
คงมาในวันพรุ่งนี้เช้าเป็นแน่.
ตัจฉกสุกรนั้นฉลาดในการรบรู้ชัยภูมิว่า ตั้งในฐานนี้ไม่อาจชนะได้
เหตุนั้นจึงตรวจดูประเทศแห่งหนึ่ง ให้พวกหมูหากินเสียแต่กลางคืนทีเดียว
พอถึงเวลาค่อนรุ่งกล่าวว่า อันขบวนรบมี ๓
อย่างด้วยอานาจขบวนรบรูปเกวียนเป็ นต้น แล้วจัดแจงขบวนรบแบบดอกปทุม
ตั้งพวกลูกหมูที่กาลังดื่มน้านมไว้ตรงกลาง วางแม่หมูเหล่านั้นล้อมไว้
คัดนางหมูรุ่นกลางล้อมแม่หมูเหล่านั้น
ระหว่างนางหมูเหล่านั้นวางลูกหมูหย่านมแล้วล้อมไว้
ระหว่างลูกหมูเหล่านั้นวางหมูรุ่นๆ เขี้ยวตูมๆ ระหว่างนั้นวางพวกหมูเขี้ยวใหญ่
ระหว่างนั้นวางหมูที่แก่ๆ แล้วตั้งกองกาลังแบ่งเป็นพวกๆพวกละ ๑๐ ตัว ๒๐ ตัว
และ ๓๐ ตัว ไว้ในที่นั้นๆ ให้ขุดหลุมหลุมหนึ่ง
สาหรับตนขุดหลุมอีกหลุมหนึ่งเพื่อดักเสือ
6
กระทาให้เป็นตะพักมีสัณฐานเหมือนกระด้ง ระหว่างหลุมทั้ง ๒
ให้กระทาตั่งสาหรับตนอยู่
ตัจฉกสุกรนั้นคุมพวกหมูสาหรับรบที่มีเรี่ยวแรงแข็งขัน
เที่ยวปลุกใจฝูงหมูในที่นั้นๆ พอตัจฉกจัดการเรียบร้อย พอดีพระอาทิตย์ขึ้น.
ทีนั้นพญาเสือโคร่งออกจากอาศรมบทของชฎิลโกง
ยืนสะบัดกายอยู่ที่พื้นภูเขา.
พวกหมูเห็นมันแล้วพากันบอกว่า เจ้าพ่อคุณเอ๋ย
ไพรีของพวกเรามาแล้วละ.
ตัจฉกสุกรบอกว่า พวกเจ้าอย่ากลัว มันทาอาการใด
พวกเจ้าจงทาอาการนั้นเป็ นปฏิปักษ์กันทุกอย่าง. เสือโคร่งสะบัดร่างกาย
ย่อตัวลงหน่อยหนึ่ง ถ่ายปัสสาวะ พวกหมูเล่าก็กระทาอย่างนั้นบ้าง
เสือโคร่งมองดูพวกหมูแล้วคารามเสียงดัง
พวกหมูก็พากันกระทาอย่างนั้นบ้างเหมือนกัน.
มันเห็นกริยาของพวกหมูนั้นคิดว่า หมูเหล่านี้ไม่เหมือนหมูก่อนๆ
วันนี้พากันตั้งเป็นพวกๆ เป็นศัตรูต่อเรา.
เสนานายกของพวกมันที่เป็นผู้สั่งการคงจะมี วันนี้เราไม่ควรไปใกล้พวกมันเลย
กลัวตายขึ้นมาหันกลับไปหาชฎิลโกง.
ครั้นชฎิลโกงนั้นเห็นมันมาเปล่าๆ จึงกล่าวคาถาที่ ๙ ว่า
ดูก่อนพญาเนื้อที่เก่งกล้า วันนี้เจ้าคงจะงดเว้นจากการฆ่าสัตว์ละซิหนอ
ท่านให้อภัยในสัตว์ทั้งปวงเสียแล้วหรือ หรือเขี้ยวของท่านคงไม่มี
เจ้ามาถึงกลางฝูงสุกรแล้วจึงซบเซาอยู่ดังคนกาพร้าฉะนั้น.
ครั้งนั้น เสือโคร่งกล่าวคาถาว่า
มิใช่ว่าเขี้ยวของข้าพเจ้าไม่มี กาลังกายของข้าพเจ้าก็มีอยู่พรั่งพร้อม
แต่ข้าพเจ้าเห็นสุกรทั้งหลายที่เป็ นญาติกัน ร่วมใจเป็ นอันหนึ่งอันเดียวกัน
เหตุฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงซบเซาแต่ผู้เดียวในป่า
เมื่อก่อนสุกรเหล่านี้ พอข้าพเจ้าลืมตาแลดูเท่านั้น
ต่างก็กลัวตายหาที่หลบซ่อนวิ่งกระเจิดกระเจิง ไปตามทิศานุทิศ บัดนี้
พวกมันมาประชุมพร้อมเป็ นอันหนึ่งอันเดียวกัน ในภูมิภาคที่พวกมันยืนอยู่นั้น
ข้าพเจ้าข่มพวกมันได้ยากในวันนี้
พวกมันคงมีขุนพล จึงพรักพร้อมกัน คงเป็ นเสียงเดียวกัน
คงร่วมมือร่วมใจกันเบียดเบียนข้าพเจ้า เพราะเหตุนั้น
ข้าพเจ้าจึงไม่ปรารถนาสุกรเหล่านั้น.
ชฎิลโกงฟังคานั้นแล้ว เมื่อจะยุให้มันเกิดความอาจหาญขึ้น
จึงกล่าวคาถาว่า
พระอินทร์องค์เดียวเท่านั้น
7
ยังเอาชนะอสูรทั้งหลายได้ เหยี่ยวตัวเดียวเท่านั้น ย่อมข่มฆ่านกทั้งหลายได้
เสือโคร่งตัวเดียวเหมือนกัน ไปถึงท่ามกลางฝูงสุกรแล้ว ก็ย่อมฆ่าสุกรตัวพีๆ ได้
เพราะกาลังของมันเป็นเช่นนั้น.
ลาดับนั้น เสือโคร่งจึงกล่าวคาถากะเขาว่า
จะเป็นพระอินทร์ จะเป็นเหยี่ยว แม้จะเป็ นเสือโคร่งผู้เป็นใหญ่กว่าเนื้อ
ก็ทาญาติผู้พร้อมเพรียงกันมั่นคง ซึ่งเป็ นเช่นกับเสือโคร่ง
ไว้ในอานาจไม่ได้ทั้งนั้นแหละ.
ชฎิล เมื่อจะปลุกมันให้อาจหาญอีก จึงได้กล่าว ๒ คาถาว่า
ฝูงนกตัวน้อยๆ มีชื่อว่ากุมภิลกะ เป็นนกมีพวกเที่ยวไปเป็ นหมวดหมู่
ร่าเริงบันเทิงใจ โผผินบินร่อนไปเป็นกลุ่มๆ ก็เมื่อฝูงนกเหล่านั้นบินไป
บรรดานกเหล่านั้น คงมีสักตัวหนึ่งที่แตกฝูงไป เหยี่ยวย่อมโฉบจับนกตัวนั้นได้
นี่เป็นคติของเสือโคร่งทั้งหลายโดยแท้.
ก็แลครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว ก็ปลุกใจเสือโคร่งว่า พญาเสือโคร่งเอ๋ย
เจ้ามิได้รู้กาลังของตน อย่ากลัวเลยน่ะ คารามแล้ววิ่งปรี่เข้าไปท่าเดียวเท่านั้น
พวกสุกรที่คุมกันอยู่เป็นกลุ่มได้ไม่มีเลยละ. มันได้กระทาอย่างนั้น.
พระศาสดา เมื่อทรงประกาศเนื้อความนั้นจึงตรัสว่า
เสือโคร่งเป็นสัตว์มีเขี้ยว ถูกชฎิลผู้หยาบช้า
เห็นแก่อามิสปลุกใจให้ฮึกเหิม สาคัญจะทาได้เหมือนเมื่อครั้งก่อน
จึงวิ่งเข้าไปในฝูงสุกรที่มีเขี้ยว.
เล่ากันมาว่า เสือโคร่งนั้นไปหยุดยืนที่พื้นภูเขา
พวกหมูพากันบอกแก่ตัจฉกสุกรว่า นายเอ๋ย ไอ้โจรมันมาอีกแล้ว.
ตัจฉกสุกรปลอบใจพวกนั้นว่า พวกเจ้าอย่ากลัวเลย
ลุกขึ้นยืนบนตั่งระหว่างหลุมทั้งสอง. เสือโคร่งจึงเผ่นโผนโจนใส่ตัจฉกสุกร
ตัจฉกสุกรหลบกลับหน้าเป็นหลังตกลงในหลุมแรก. เสือโคร่งไม่ยั้งความเร็วไว้ได้
จึงไปตกในหลุมที่เป็ นตะพักเหมือนกระด้งแน่นอัดเหมือนฟ่อนหญ้า.
ตัจฉกสุกรลุกขึ้นโดยเร็ว เผ่นจากหลุม จดเขี้ยวลงตรงขั้วไส้ของมัน
ขวิดขาดไปจดหทัย กินเนื้อแล้วเอาปากคาบเหวี่ยงไปนอกหลุม บอกว่า
พวกเจ้าจงพากันกินเนื้อซิ.
พวกหมูที่มาก่อนได้โอกาสเพียงจ่อจะงอยปากลงไปครั้งเดียวเท่านั้น
ที่มาครั้งหลังไม่ได้เลย ต่างพูดกันว่า อันเนื้อเสือโคร่งรสชาติมันเป็นอย่างไรนะ.
ตัจฉกสุกรโดดขึ้นจากหลุม แล้วมองดูพวกหมูทั้งหลาย กล่าวว่า เอ๊ะ
อย่างไรเล่า พวกเจ้าจึงไม่ดีใจกัน.
พวกหมูพากันตอบว่า นายเอ๋ย
พวกเราเพียงจับเสือโคร่งได้ตัวเดียวเท่านั้น
ก็เท่ากับพวกเราจับเสือโคร่งตัวที่ประทุษร้ายได้ตัวหนึ่ง
8
แต่นอกจากนี้ผู้ที่จะนาเสือโคร่งมาได้ยังมีอยู่.
ถามว่า นั่นชื่อไร.
ตอบว่า ชฎิลโกงผู้คอยกินมังสะที่เสือโคร่งนามาแล้วๆ.
กล่าวว่า ถ้าเช่นนั้นพากันมาเถิด พวกเราต้องจับมันให้ได้
แล้ววิ่งแน่วไปกับพวกหมูเหล่านั้น. กล่าวถึงชฎิลนึกว่าเสือโคร่งมัวช้าอยู่
มองดูทางมาของมัน เห็นพวกหมูเป็นอันมากกรูวิ่งมา
คิดว่าชะรอยพวกหมูเหล่านี้ฆ่าเสือโคร่งได้แล้ว พากันวิ่งมาเพื่อฆ่าเรา
หนีขึ้นต้นมะเดื่อต้นหนึ่ง. พวกหมูพากันร้องว่า มันขึ้นต้นไม้ไปแล้ว.
ตัจฉกสุกรถามว่า ต้นไม้อะไร.
ตอบว่า ต้นมะเดื่อ.
ตัจฉกสุกรกล่าวว่า ถ้าเช่นนั้นอย่าเสียใจเลย
ประเดี๋ยวพวกเราต้องจับมันได้ พลางเรียกหมูหนุ่มๆ
มาให้ช่วยกันคุ้ยดินออกจากโคนต้นไม้ ให้แม่หมูทั้งหลายไปอมน้ามา
ให้พวกหมูที่มีเขี้ยวใหญ่ๆ ช่วยกันขวิดรากโดยรอบ
จนเหลือแต่รากแก้วที่หยั่งลงไปตรงรากเดียวเท่านั้น
ต่อจากนั้นก็ร้องบอกพวกหมูที่เหลือๆ ว่า พวกเจ้าพากันหลบเสียเถิด
แล้วคุกเข่าเอาเขี้ยวขวิดตรงรากแก้ว ขาดไปเหมือนฟันด้วยขวาน
ต้นไม้นั้นก็พลิก พอชฎิลโกงตกลงมาเท่านั้น
พวกหมูก็พากันรับไว้แล้วรุมกินเนื้อเสีย.
รุกขเทวดาเห็นเหตุอัศจรรย์นั้น จึงกล่าวคาถาว่า
ญาติทั้งหลายมีมากด้วยกัน ย่อมยังประโยชน์ให้สาเร็จ
ถึงต้นไม้ทั้งหลายที่เกิดในป่าก็เหมือนกัน สุกรทั้งหลายพร้อมเพรียงกันเข้า
ฆ่าเสือโคร่งเสียได้ เพราะประพฤติร่วมใจอันหนึ่งอันเดียวกัน.
พระศาสดา เมื่อทรงประกาศความที่พวกสุกรเหล่านั้นกาจัดศัตรูทั้ง ๒
เสียได้
จึงตรัสพระคาถาว่า
สุกรทั้งหลายช่วยกันฆ่าพราหมณ์ และเสือโคร่งทั้ง ๒ ได้แล้ว
ต่างร่าเริงบันเทิงใจ พากันบันลือศัพท์สาเนียงเสียงสนั่น.
ตัจฉกสุกรถามอีกว่า ศัตรูของพวกเจ้าแม้อื่นๆ ยังมีหรือ.
พวกสุกรพากันตอบว่า ไม่มีละนายเอ๋ย ตกลงกันว่า
พวกเราต้องอภิเษกท่านให้เป็นพระราชา
พากันเที่ยวหาน้าเห็นสังข์สาหรับตักน้าดื่มของชฎิล
สังข์นั้นเป็นสังข์ทักษิณาวัฏ(เวียนขวา) เป็ นสังขรัตนะ จึงตักน้ามาเต็มสังข์
อภิเษกตัจฉกสุกร ณ โคนต้นมะเดื่อนั้นเอง
แล้วพากันให้นางสุกรสรงน้าอภิเษกเป็ นมเหสีของพญาตัจฉกสุกรนั้น.
9
ตั้งแต่ครั้งนั้น การนั่งตั่งไม้มะเดื่อ รดน้าด้วยสังข์ทักษิณาวัฏ
ก็ได้รับประพฤติสืบมา.
พระศาสดา เมื่อทรงประกาศความแม้นั้น ตรัสพระคาถาสุดท้ายว่า
สุกรเหล่านั้นมาประชุมพร้อมกันที่โคนต้นมะเดื่อ
อภิเษกตัจฉกสุกรด้วยคาว่าท่านเป็นพระราชา เป็นเจ้า เป็นใหญ่ของพวกเรา.
พระศาสดาทรงนาพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ตรัสว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น ถึงในครั้งก่อน
ธนุคคหติสสะเคยฉลาดในการจัดขบวนรบเหมือนกัน
ทรงประชุมชาดกว่า
ชฎิลโกงในครั้งนั้น ได้มาเป็น พระเทวทัต
ตัจฉกสุกรได้มาเป็ น ธนุคคหติสสะ
ส่วนรุกขเทวดาได้มาเป็น เราตถาคต แล.
จบอรรถกถาตัจฉกสุกรชาดกที่ ๘
-----------------------------------------------------

492 ตัจฉสูกรชาดก พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๙ [ฉบับมหาจุฬาฯ].docx

  • 1.
    1 ตัจฉสูกรชาดก พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่๑๙ [ฉบับมหาจุฬาฯ] ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ ๙. ตัจฉสูกรชาดก (จากพระไตรปิฎก ลาดับเรื่องที่ ๔๙๒) ว่าด้วยสุกรชื่อตัจฉะ (สุกรตัจฉะเที่ยวเสาะหาฝูงสุกรในป่าพบสุกรจานวนมากแล้วดีใจ จึงกล่าวว่า) [๑๖๐] เราเมื่อเสาะหาหมู่ญาติใด เที่ยวไปตามเทือกเขาลาเนาไพร เราเที่ยวตามหาอยู่ช้านาน ญาติทั้งหลายนี้นั้นเราก็ได้พบแล้ว [๑๖๑] มูลผลาหารนี้ก็มีอยู่มาก และภักษาหารนี้ก็มีอยู่ไม่น้อย ส่วนแม่น้า ภูเขานี้ก็น่ารื่นรมย์ คงจะอยู่ได้สบาย [๑๖๒] เราจักอยู่พร้อมกับหมู่ญาติทั้งปวงในที่นี้แหละ จักเป็นผู้ขวนขวายน้อย หมดความระแวงภัย ไม่มีความเศร้าโศก ไม่มีภัยแต่ที่ไหน (สุกรทั้งหลายกล่าวว่า) [๑๖๓] ตัจฉะ ท่านจงเสาะหาถ้าในที่อื่นอยู่เถิด ในที่นี้พวกเรามีศัตรู มันมาที่นี้ฆ่าสุกรแล้วกัดกินเนื้อล่าๆ เป็ นประจา (สุกรตัจฉะถามว่า) [๑๖๔] ใครหนอเป็นศัตรูของพวกเราในที่นี้ ใครกันรังควานหมู่ญาติผู้พร้อมเพรียงซึ่งรังควานได้ยาก เราถามแล้ว ขอพวกท่านจงบอกผู้นั้นแก่เรา (สุกรเหล่านั้นตอบว่า) [๑๖๕] ท่านตัจฉะ พญาเนื้อ เป็นสัตว์มีพลัง มีเขี้ยวเป็นอาวุธ มันมาที่นี่ฆ่าสุกรแล้วกัดกินเนื้อล่าๆ เป็ นประจา (สุกรตัจฉะกล่าวว่า) [๑๖๖] พวกเราไม่มีเขี้ยวก็หาไม่ พลังกายก็พร้อมมูล พวกเราทั้งหมดจงพร้อมเพรียงกัน สร้างอานาจร่วมกัน (สุกรเหล่านั้นกล่าวว่า) [๑๖๗] ท่านตัจฉะ ท่านนะพูดได้จับใจ สบายหู แม้ตัวใดหนีไปในขณะต่อสู้ พวกเราจะฆ่าตัวนั้นในภายหลัง (ชฎิลโกงเห็นเสือโคร่งกลับมามือเปล่า จึงกล่าวว่า) [๑๖๘] วันนี้ท่านงดเว้นจากปาณาติบาตหรือหนอ หรือว่าท่านให้อภัยแก่หมู่สัตว์ทั้งปวง ท่านไม่มีเขี้ยวที่จะฆ่าเนื้อหรือหนอ ถึงอยู่ในฝูงสุกรก็ยังซบเซาเหมือนคนกาพร้า (พญาเสือโคร่งได้กล่าวว่า)
  • 2.
    2 [๑๖๙] ข้าพเจ้าจะไม่มีเขี้ยวก็หาไม่ พลังกายก็พร้อมมูล แต่เพราะเห็นญาติๆพร้อมเพรียงเป็นอันเดียวกัน เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าจึงซบเซาอยู่ผู้เดียวในป่า [๑๗๐] เมื่อก่อนสุกรเหล่านี้กลัวภัย แยกกันหนีไปคนละทิศละทาง แสวงหาที่พึ่ง แต่บัดนี้พวกมันกลับรวมหมู่กันตั้งท่าสู้ ยากที่ข้าพเจ้าจะข่มพวกมันได้ [๑๗๑] พวกมันได้ผู้นาดี มีความพร้อมเพรียงกัน มีความเห็นอย่างเดียวกัน พร้อมกันที่จะทาลายข้าพเจ้าได้ เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าจึงไม่ปรารถนาสุกรเหล่านั้น (ชฎิลโกงเมื่อจะให้เสือโคร่งเกิดความอุตสาหะ จึงกล่าวว่า) [๑๗๒] พระอินทร์องค์เดียวยังเอาชัยชนะพวกอสูรได้ นกเหยี่ยวตัวเดียวยังข่มขี่ฆ่านกทั้งหลายได้ เสือโคร่งตัวเดียวเข้าไปอยู่ในฝูงเนื้อ ก็ยังฆ่าเนื้อตัวล่าๆ ซึ่งมีกาลังเหมือนเช่นนั้นได้ (เสือโคร่งกล่าวว่า) [๑๗๓] หมู่ญาติผู้พร้อมเพรียงร่วมใจกัน มีกิริยาเช่นเสือโคร่ง ไม่ว่าพระอินทร์หรือนกเหยี่ยว หรือเสือโคร่ง ซึ่งเป็ นพญาสัตว์ ก็ไม่อาจให้อยู่ในอานาจได้ (ชฎิลโกงปลุกใจเสือโคร่งว่า) [๑๗๔] ฝูงนกกุมภีลกาตัวเล็กๆ เที่ยวไปเป็นฝูง เป็นหมู่ รื่นเริง จับกลุ่มกันโผผิน บินร่อนไปมา [๑๗๕] ก็เมื่อนกเหล่านั้นโผผินอยู่ เหยี่ยวย่อมโฉบเอานกตัวหนึ่ง บรรดานกเหล่านั้นที่แตกฝูงออกมา นั้นเป็ นคติของเหล่าพยัคฆ์ทั่วไป (พระศาสดาทรงประกาศข้อความนั้นว่า) [๑๗๖] เสือโคร่งมีเขี้ยวเป็ นอาวุธ ถูกชฎิลชั่วผู้เห็นแก่อามิสปลุกใจ มีความสาคัญเหมือนครั้งก่อน จึงได้เผ่นเข้าไปในฝูงของสุกรผู้ที่มีเขี้ยว (รุกขเทวดาเห็นเหตุอัศจรรย์นั้น จึงกล่าวคาถาว่า) [๑๗๗] ญาติทั้งหลายมีมากด้วยกันเป็นการดี ถึงแม้จะเป็นต้นไม้ที่เกิดในป่าก็ตาม เสือโคร่งถูกสุกรทั้งหลายที่สามัคคีกันฆ่าตาย ในหนทางที่เดินได้คนเดียว (พระศาสดาตรัสว่า) [๑๗๘] สุกรทั้งหลายได้ฆ่าเสียทั้ง ๒ คน คือ พราหมณ์ ๑ เสือโคร่ง ๑ จึงได้รื่นเริงบันเทิงใจ ส่งเสียงบันลือลั่น [๑๗๙] สุกรเหล่านั้นมาประชุมพร้อมกันที่โคนต้นมะเดื่อ ได้อภิเษกสุกรตัจฉะว่า ท่านจงเป็ นราชา เป็นใหญ่แห่งเราทั้งหลายเถิด ตัจฉสูกรชาดกที่ ๙ จบ
  • 3.
    3 ------------------------ คาอธิบายเพิ่มเติมนามาจากบางส่วนของอรรถกถา ตัจฉกสูกรชาดก ว่าด้วย หมูพร้อมใจกันสู้เสือ พระศาสดา เมื่อเสด็จประทับณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงพระปรารภพระเถระแก่ ๒ รูป ตรัสพระธรรมเทศนานี้ ดังนี้. เล่ากันมาว่า พระเจ้ามหาโกศลทรงประทานพระธิดาแก่พระเจ้าพิมพิสาร ได้ประทานกาสิกคามแก่พระธิดาเพื่อเป็นมูลค่าเครื่องสนานกาย. ครั้นพระเจ้าอชาตศัตรูปลงพระชนม์พระราชบิดาเสียแล้ว พระเจ้าปเสนทิก็ทรงชิงบ้านคืน. เมื่อพระราชาทั้ง ๒ พระองค์ทรงรบกันเพื่อชิงบ้านนั้น คราวแรกพระเจ้าอชาตศัตรูทรงมีชัย. พระเจ้าโกศลทรงพ่ายแพ้ ตรัสถามพวกอามาตย์ว่า เราจะใช้อุบายอะไรเล่าหนอถึงจะจับอชาตศัตรูได้. พวกอามาตย์พากันกราบทูลว่า ข้าแต่พระมหาราช ธรรมดาว่าภิกษุทั้งหลายย่อมเป็นผู้ฉลาดในความคิดอ่าน ควรที่พระองค์จะส่งคนสอดแนมไปคอยกาหนดถ้อยคาของหมู่ภิกษุดูพระเจ้าข้า. พระราชาทรงรับรองว่าดี แล้วตรัสใช้ราชบุรุษไปด้วยพระดารัสว่า มานี่ เจ้าทั้งหลาย พวกเจ้าจงพากันไปสู่พระวิหารซุ่มซ่อนตัวเสีย คอยกาหนดเอาถ้อยคาของพระคุณเจ้าทั้งหลายมาจงได้. ในพระเชตวันวิหารเล่า ก็มีพวกราชบุรุษบวชอยู่เป็นอันมาก. บรรดาท่านเหล่านั้นพระเถระแก่ ๒ รูป อยู่ที่บรรณศาลาท้ายพระวิหาร รูปหนึ่งนามว่าธนุคคหติสสเถระ รูปหนึ่งชื่อว่ามันตทัตตเถระ. ท่านทั้ง ๒ หลับตลอดคืน ตื่นเมื่อย่ารุ่ง ท่านธนุคคหติสสเถระก่อไฟให้ลุก กล่าวว่า พระคุณเจ้ามันตทัตตเถระผู้เจริญขอรับ. ท่านมันตทัตตเถระถามว่า อะไรกันขอรับ. กลับถามว่า คุณกาลังหลับหรือ. ตอบว่า ผมไม่หลับดอก ต้องทาอะไรล่ะครับ. กล่าวว่า คุณขอรับ พระราชาปเสนทิโกศลองค์นี้ช่างโง่จริงๆ ทรงทราบแต่จะเสวยกระยาหารประมาณ ๑ ถาดเท่านั้นเอง. ถามว่า นั่นมันเรื่องอะไรกันเล่าคุณ. กล่าวว่า พระราชาพ่ายแพ้ศัตรูผู้เป็นเพียงตัวหนอนในพระอุทรของพระองค์ก็ว่าได้. ถามว่า ก็ควรจะทรงทาอย่างไรเล่าคุณ. ตอบว่า มันตทัตตเถระผู้เจริญ ธรรมดาว่าการรบมี ๓ ขบวน คือ สกฏพยุหะ จักกพยุหะ และปทุมพยุหะ ในขบวนรบทั้ง ๓ นั้น
  • 4.
    4 ต้องตั้งขบวนสกฏพยุหะจึงจะจับได้ แล้วแถลงต่อไปว่า ช่องเขาตรงโน้นๆ เหมาะที่จะวางพลไว้๒ ข้าง (ล่อให้ตีเข้ามา) พอรู้ว่าเข้ามาภายในแล้ว ก็โห่ร้องก้องสนั่นล้อมไว้ กระทาให้อยู่ในกามือแล้วก็จับเอา เหมือนจับปลาที่เข้าไซแล้วฉะนั้น. ผู้ที่พระราชาทรงใช้ไปสืบ ฟังถ้อยคานั้นแล้ว พากันกราบทูลแด่พระราชา. พระราชาเสด็จไปด้วยกองทัพใหญ่ ทรงกระทาอย่างนั้น จับพระเจ้าอชาตศัตรูได้ทรงจองจาด้วยโซ่ตรวน กระทาให้หายเมาอานาจเสีย ๒- ๓ วัน ตรัสปลอบว่า ต่อไปอย่ากระทาอย่างนี้เลยนะ ทรงแก้จองจาแล้ว พระราชทานพระธิดาพระนามว่าวชิรกุมารี แก่ท้าวเธอ ทรงปลดปล่อยไปพร้อมด้วยราชบริพารเป็ นอันมาก. เรื่องราวที่ว่า พระเจ้าโกศลทรงจับพระเจ้าอชาตศัตรูได้ ด้วยการจัดแจงของพระธนุคคหติสสเถระ โด่งดังไปในกลุ่มภิกษุ. พวกภิกษุพากันยกเรื่องนั้นแหละขึ้นสนทนาในธรรมสภา. พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อกี้พวกเธอกาลังสนทนากันด้วยเรื่องอะไร เมื่อพวกภิกษุพากันกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น ถึงในครั้งก่อน ธนุคคหติสสเถระก็เป็นผู้ฉลาดในการจัดขบวนรบ แล้วทรงนาอดีตนิทานมาดังต่อไปนี้. ในอดีตกาล ช่างไม้ผู้หนึ่งอยู่ ณ บ้านใกล้ประตูพระนครพาราณสี เข้าไปสู่ป่าเพื่อหาไม้ของตน พบลูกหมูตัวหนึ่งตกอยู่ในหลุมจึงนามาเลี้ยง ตั้งชื่อให้ว่าตัจฉกสุกร. มันได้เป็ นอุปการะแก่เขา เอาจะงอยปากพลิกไม้ให้ก็ได้ เอาเส้นบรรทัดพันจมูกลากไปให้ก็ได้ เอาปากคาบขวานสิ่วค้อนมาให้ก็ได้ มันพ่วงพีมีกาลังมาก มีร่างกายใหญ่. ฝ่ายช่างไม้เล่ารักมันเหมือนลูก คิดว่าเมื่อมันอยู่ที่นี่เรื่อยไป คงมีใครข่มเหงมันได้เป็นแน่ เลยปล่อยเสียในป่า. มันคิดว่า ในป่านี้เราไม่อาจอยู่ลาพังผู้เดียวได้ จาต้องเที่ยวค้นหาหมู่ญาติให้ได้ แล้วอยู่มีหมู่ญาติแวดล้อม เที่ยวเสาะหาฝูงหมูไปในป่าชัฏ พบหมูเป็นอันมากแล้วดีใจ กล่าวคาถา ๓ คาถาว่า ข้าพเจ้าเที่ยวแสวงหาหมู่ญาติใด ตามภูเขาและราวป่าทั้งหลาย ค้นหาหมู่ญาติมากมาย หมู่ญาตินั้นเราพบแล้ว รากไม้และผลไม้นี้ ก็มีมากมาย อนึ่ง ภักษาหารนี้ก็มิใช่น้อย
  • 5.
    5 ทั้งห้วยละหานนี้ก็น่ารื่นรมย์ คงเป็ นที่อยู่สุขสบาย ข้าพเจ้าจักขออยู่กับญาติทั้งมวลในที่นี้แหละจักเป็นผู้ขวนขวายน้อย ไม่มีความระแวงภัย ไม่มีความเศร้าโศก ไม่มีภัยแต่ที่ไหนๆ. พวกสุกรได้ฟังคาของมันแล้ว พากันกล่าวคาถาที่ ๔ ว่า ดูก่อนตัจฉะ เจ้าจงไปหาที่ซ่อนเร้นแห่งอื่นเถิด ในที่นี้ศัตรูของพวกเรามีอยู่ มันมาในที่นี้แล้วก็ฆ่าหมูแต่ล้วนตัวที่อ้วนพีเสีย. ต่อไปนี้พึงทราบคาถาที่ร้อยกรองไว้อย่างง่ายโดยนัยพระบาลีนั่นแล. ตัจฉกสุกรถามว่า ใครหนอเป็นศัตรูของพวกเราในที่นี้ ใครมากาจัดญาติทั้งหลายผู้พร้อมเพรียงกัน ซึ่งยากที่จะกาจัดได้ เราถามท่านแล้ว ขอท่านจงบอกความข้อนั้นแก่เราเถิด. พวกหมูตอบว่า ดูก่อนตัจฉะ พญาเนื้อตัวหนึ่งลายพาดขึ้น เป็นเนื้อมีกาลังมีเขี้ยวเป็นอาวุธ มันมาในที่นี้แล้ว ก็ฆ่าหมูแต่ล้วนตัวที่อ้วนพีเสีย. ตัจฉกสุกรถามว่า พวกเราไม่มีเขี้ยวหรือ กาลังกายไม่พรั่งพร้อมหรือ พวกเราทั้งหมดพร้อมใจกันแล้ว ก็จะจับมันตัวเดียวเท่านั้นให้อยู่ในอานาจได้. พวกหมูพากันกล่าวว่า ดูก่อนตัจฉะ ท่านกล่าววาจาจับอกจับใจเพราะหู แม้ตัวใดหนีไปเวลารบ พวกเราจักฆ่ามันเสียในภายหลัง. ตัจฉกสุกรกระทาพวกหมูทั้งหมดให้มีใจเดียวกัน แล้วถามว่า เสือจักมาเวลาไหน. พวกหมูตอบว่า วันนี้ตอนเช้าตรู่ มันมาจับไปตัวหนึ่งแล้ว คงมาในวันพรุ่งนี้เช้าเป็นแน่. ตัจฉกสุกรนั้นฉลาดในการรบรู้ชัยภูมิว่า ตั้งในฐานนี้ไม่อาจชนะได้ เหตุนั้นจึงตรวจดูประเทศแห่งหนึ่ง ให้พวกหมูหากินเสียแต่กลางคืนทีเดียว พอถึงเวลาค่อนรุ่งกล่าวว่า อันขบวนรบมี ๓ อย่างด้วยอานาจขบวนรบรูปเกวียนเป็ นต้น แล้วจัดแจงขบวนรบแบบดอกปทุม ตั้งพวกลูกหมูที่กาลังดื่มน้านมไว้ตรงกลาง วางแม่หมูเหล่านั้นล้อมไว้ คัดนางหมูรุ่นกลางล้อมแม่หมูเหล่านั้น ระหว่างนางหมูเหล่านั้นวางลูกหมูหย่านมแล้วล้อมไว้ ระหว่างลูกหมูเหล่านั้นวางหมูรุ่นๆ เขี้ยวตูมๆ ระหว่างนั้นวางพวกหมูเขี้ยวใหญ่ ระหว่างนั้นวางหมูที่แก่ๆ แล้วตั้งกองกาลังแบ่งเป็นพวกๆพวกละ ๑๐ ตัว ๒๐ ตัว และ ๓๐ ตัว ไว้ในที่นั้นๆ ให้ขุดหลุมหลุมหนึ่ง สาหรับตนขุดหลุมอีกหลุมหนึ่งเพื่อดักเสือ
  • 6.
    6 กระทาให้เป็นตะพักมีสัณฐานเหมือนกระด้ง ระหว่างหลุมทั้ง ๒ ให้กระทาตั่งสาหรับตนอยู่ ตัจฉกสุกรนั้นคุมพวกหมูสาหรับรบที่มีเรี่ยวแรงแข็งขัน เที่ยวปลุกใจฝูงหมูในที่นั้นๆพอตัจฉกจัดการเรียบร้อย พอดีพระอาทิตย์ขึ้น. ทีนั้นพญาเสือโคร่งออกจากอาศรมบทของชฎิลโกง ยืนสะบัดกายอยู่ที่พื้นภูเขา. พวกหมูเห็นมันแล้วพากันบอกว่า เจ้าพ่อคุณเอ๋ย ไพรีของพวกเรามาแล้วละ. ตัจฉกสุกรบอกว่า พวกเจ้าอย่ากลัว มันทาอาการใด พวกเจ้าจงทาอาการนั้นเป็ นปฏิปักษ์กันทุกอย่าง. เสือโคร่งสะบัดร่างกาย ย่อตัวลงหน่อยหนึ่ง ถ่ายปัสสาวะ พวกหมูเล่าก็กระทาอย่างนั้นบ้าง เสือโคร่งมองดูพวกหมูแล้วคารามเสียงดัง พวกหมูก็พากันกระทาอย่างนั้นบ้างเหมือนกัน. มันเห็นกริยาของพวกหมูนั้นคิดว่า หมูเหล่านี้ไม่เหมือนหมูก่อนๆ วันนี้พากันตั้งเป็นพวกๆ เป็นศัตรูต่อเรา. เสนานายกของพวกมันที่เป็นผู้สั่งการคงจะมี วันนี้เราไม่ควรไปใกล้พวกมันเลย กลัวตายขึ้นมาหันกลับไปหาชฎิลโกง. ครั้นชฎิลโกงนั้นเห็นมันมาเปล่าๆ จึงกล่าวคาถาที่ ๙ ว่า ดูก่อนพญาเนื้อที่เก่งกล้า วันนี้เจ้าคงจะงดเว้นจากการฆ่าสัตว์ละซิหนอ ท่านให้อภัยในสัตว์ทั้งปวงเสียแล้วหรือ หรือเขี้ยวของท่านคงไม่มี เจ้ามาถึงกลางฝูงสุกรแล้วจึงซบเซาอยู่ดังคนกาพร้าฉะนั้น. ครั้งนั้น เสือโคร่งกล่าวคาถาว่า มิใช่ว่าเขี้ยวของข้าพเจ้าไม่มี กาลังกายของข้าพเจ้าก็มีอยู่พรั่งพร้อม แต่ข้าพเจ้าเห็นสุกรทั้งหลายที่เป็ นญาติกัน ร่วมใจเป็ นอันหนึ่งอันเดียวกัน เหตุฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงซบเซาแต่ผู้เดียวในป่า เมื่อก่อนสุกรเหล่านี้ พอข้าพเจ้าลืมตาแลดูเท่านั้น ต่างก็กลัวตายหาที่หลบซ่อนวิ่งกระเจิดกระเจิง ไปตามทิศานุทิศ บัดนี้ พวกมันมาประชุมพร้อมเป็ นอันหนึ่งอันเดียวกัน ในภูมิภาคที่พวกมันยืนอยู่นั้น ข้าพเจ้าข่มพวกมันได้ยากในวันนี้ พวกมันคงมีขุนพล จึงพรักพร้อมกัน คงเป็ นเสียงเดียวกัน คงร่วมมือร่วมใจกันเบียดเบียนข้าพเจ้า เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าจึงไม่ปรารถนาสุกรเหล่านั้น. ชฎิลโกงฟังคานั้นแล้ว เมื่อจะยุให้มันเกิดความอาจหาญขึ้น จึงกล่าวคาถาว่า พระอินทร์องค์เดียวเท่านั้น
  • 7.
    7 ยังเอาชนะอสูรทั้งหลายได้ เหยี่ยวตัวเดียวเท่านั้น ย่อมข่มฆ่านกทั้งหลายได้ เสือโคร่งตัวเดียวเหมือนกันไปถึงท่ามกลางฝูงสุกรแล้ว ก็ย่อมฆ่าสุกรตัวพีๆ ได้ เพราะกาลังของมันเป็นเช่นนั้น. ลาดับนั้น เสือโคร่งจึงกล่าวคาถากะเขาว่า จะเป็นพระอินทร์ จะเป็นเหยี่ยว แม้จะเป็ นเสือโคร่งผู้เป็นใหญ่กว่าเนื้อ ก็ทาญาติผู้พร้อมเพรียงกันมั่นคง ซึ่งเป็ นเช่นกับเสือโคร่ง ไว้ในอานาจไม่ได้ทั้งนั้นแหละ. ชฎิล เมื่อจะปลุกมันให้อาจหาญอีก จึงได้กล่าว ๒ คาถาว่า ฝูงนกตัวน้อยๆ มีชื่อว่ากุมภิลกะ เป็นนกมีพวกเที่ยวไปเป็ นหมวดหมู่ ร่าเริงบันเทิงใจ โผผินบินร่อนไปเป็นกลุ่มๆ ก็เมื่อฝูงนกเหล่านั้นบินไป บรรดานกเหล่านั้น คงมีสักตัวหนึ่งที่แตกฝูงไป เหยี่ยวย่อมโฉบจับนกตัวนั้นได้ นี่เป็นคติของเสือโคร่งทั้งหลายโดยแท้. ก็แลครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว ก็ปลุกใจเสือโคร่งว่า พญาเสือโคร่งเอ๋ย เจ้ามิได้รู้กาลังของตน อย่ากลัวเลยน่ะ คารามแล้ววิ่งปรี่เข้าไปท่าเดียวเท่านั้น พวกสุกรที่คุมกันอยู่เป็นกลุ่มได้ไม่มีเลยละ. มันได้กระทาอย่างนั้น. พระศาสดา เมื่อทรงประกาศเนื้อความนั้นจึงตรัสว่า เสือโคร่งเป็นสัตว์มีเขี้ยว ถูกชฎิลผู้หยาบช้า เห็นแก่อามิสปลุกใจให้ฮึกเหิม สาคัญจะทาได้เหมือนเมื่อครั้งก่อน จึงวิ่งเข้าไปในฝูงสุกรที่มีเขี้ยว. เล่ากันมาว่า เสือโคร่งนั้นไปหยุดยืนที่พื้นภูเขา พวกหมูพากันบอกแก่ตัจฉกสุกรว่า นายเอ๋ย ไอ้โจรมันมาอีกแล้ว. ตัจฉกสุกรปลอบใจพวกนั้นว่า พวกเจ้าอย่ากลัวเลย ลุกขึ้นยืนบนตั่งระหว่างหลุมทั้งสอง. เสือโคร่งจึงเผ่นโผนโจนใส่ตัจฉกสุกร ตัจฉกสุกรหลบกลับหน้าเป็นหลังตกลงในหลุมแรก. เสือโคร่งไม่ยั้งความเร็วไว้ได้ จึงไปตกในหลุมที่เป็ นตะพักเหมือนกระด้งแน่นอัดเหมือนฟ่อนหญ้า. ตัจฉกสุกรลุกขึ้นโดยเร็ว เผ่นจากหลุม จดเขี้ยวลงตรงขั้วไส้ของมัน ขวิดขาดไปจดหทัย กินเนื้อแล้วเอาปากคาบเหวี่ยงไปนอกหลุม บอกว่า พวกเจ้าจงพากันกินเนื้อซิ. พวกหมูที่มาก่อนได้โอกาสเพียงจ่อจะงอยปากลงไปครั้งเดียวเท่านั้น ที่มาครั้งหลังไม่ได้เลย ต่างพูดกันว่า อันเนื้อเสือโคร่งรสชาติมันเป็นอย่างไรนะ. ตัจฉกสุกรโดดขึ้นจากหลุม แล้วมองดูพวกหมูทั้งหลาย กล่าวว่า เอ๊ะ อย่างไรเล่า พวกเจ้าจึงไม่ดีใจกัน. พวกหมูพากันตอบว่า นายเอ๋ย พวกเราเพียงจับเสือโคร่งได้ตัวเดียวเท่านั้น ก็เท่ากับพวกเราจับเสือโคร่งตัวที่ประทุษร้ายได้ตัวหนึ่ง
  • 8.
    8 แต่นอกจากนี้ผู้ที่จะนาเสือโคร่งมาได้ยังมีอยู่. ถามว่า นั่นชื่อไร. ตอบว่า ชฎิลโกงผู้คอยกินมังสะที่เสือโคร่งนามาแล้วๆ. กล่าวว่าถ้าเช่นนั้นพากันมาเถิด พวกเราต้องจับมันให้ได้ แล้ววิ่งแน่วไปกับพวกหมูเหล่านั้น. กล่าวถึงชฎิลนึกว่าเสือโคร่งมัวช้าอยู่ มองดูทางมาของมัน เห็นพวกหมูเป็นอันมากกรูวิ่งมา คิดว่าชะรอยพวกหมูเหล่านี้ฆ่าเสือโคร่งได้แล้ว พากันวิ่งมาเพื่อฆ่าเรา หนีขึ้นต้นมะเดื่อต้นหนึ่ง. พวกหมูพากันร้องว่า มันขึ้นต้นไม้ไปแล้ว. ตัจฉกสุกรถามว่า ต้นไม้อะไร. ตอบว่า ต้นมะเดื่อ. ตัจฉกสุกรกล่าวว่า ถ้าเช่นนั้นอย่าเสียใจเลย ประเดี๋ยวพวกเราต้องจับมันได้ พลางเรียกหมูหนุ่มๆ มาให้ช่วยกันคุ้ยดินออกจากโคนต้นไม้ ให้แม่หมูทั้งหลายไปอมน้ามา ให้พวกหมูที่มีเขี้ยวใหญ่ๆ ช่วยกันขวิดรากโดยรอบ จนเหลือแต่รากแก้วที่หยั่งลงไปตรงรากเดียวเท่านั้น ต่อจากนั้นก็ร้องบอกพวกหมูที่เหลือๆ ว่า พวกเจ้าพากันหลบเสียเถิด แล้วคุกเข่าเอาเขี้ยวขวิดตรงรากแก้ว ขาดไปเหมือนฟันด้วยขวาน ต้นไม้นั้นก็พลิก พอชฎิลโกงตกลงมาเท่านั้น พวกหมูก็พากันรับไว้แล้วรุมกินเนื้อเสีย. รุกขเทวดาเห็นเหตุอัศจรรย์นั้น จึงกล่าวคาถาว่า ญาติทั้งหลายมีมากด้วยกัน ย่อมยังประโยชน์ให้สาเร็จ ถึงต้นไม้ทั้งหลายที่เกิดในป่าก็เหมือนกัน สุกรทั้งหลายพร้อมเพรียงกันเข้า ฆ่าเสือโคร่งเสียได้ เพราะประพฤติร่วมใจอันหนึ่งอันเดียวกัน. พระศาสดา เมื่อทรงประกาศความที่พวกสุกรเหล่านั้นกาจัดศัตรูทั้ง ๒ เสียได้ จึงตรัสพระคาถาว่า สุกรทั้งหลายช่วยกันฆ่าพราหมณ์ และเสือโคร่งทั้ง ๒ ได้แล้ว ต่างร่าเริงบันเทิงใจ พากันบันลือศัพท์สาเนียงเสียงสนั่น. ตัจฉกสุกรถามอีกว่า ศัตรูของพวกเจ้าแม้อื่นๆ ยังมีหรือ. พวกสุกรพากันตอบว่า ไม่มีละนายเอ๋ย ตกลงกันว่า พวกเราต้องอภิเษกท่านให้เป็นพระราชา พากันเที่ยวหาน้าเห็นสังข์สาหรับตักน้าดื่มของชฎิล สังข์นั้นเป็นสังข์ทักษิณาวัฏ(เวียนขวา) เป็ นสังขรัตนะ จึงตักน้ามาเต็มสังข์ อภิเษกตัจฉกสุกร ณ โคนต้นมะเดื่อนั้นเอง แล้วพากันให้นางสุกรสรงน้าอภิเษกเป็ นมเหสีของพญาตัจฉกสุกรนั้น.
  • 9.
    9 ตั้งแต่ครั้งนั้น การนั่งตั่งไม้มะเดื่อ รดน้าด้วยสังข์ทักษิณาวัฏ ก็ได้รับประพฤติสืบมา. พระศาสดาเมื่อทรงประกาศความแม้นั้น ตรัสพระคาถาสุดท้ายว่า สุกรเหล่านั้นมาประชุมพร้อมกันที่โคนต้นมะเดื่อ อภิเษกตัจฉกสุกรด้วยคาว่าท่านเป็นพระราชา เป็นเจ้า เป็นใหญ่ของพวกเรา. พระศาสดาทรงนาพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น ถึงในครั้งก่อน ธนุคคหติสสะเคยฉลาดในการจัดขบวนรบเหมือนกัน ทรงประชุมชาดกว่า ชฎิลโกงในครั้งนั้น ได้มาเป็น พระเทวทัต ตัจฉกสุกรได้มาเป็ น ธนุคคหติสสะ ส่วนรุกขเทวดาได้มาเป็น เราตถาคต แล. จบอรรถกถาตัจฉกสุกรชาดกที่ ๘ -----------------------------------------------------