บริหารธุรกิจตามวิถีแห่ง “เต๋า” ของเหลาจื๊อ                                                                                ...
บริหารธุรกิจตามวิถีแห่ ง “เต๋ า” คืออะไร                                                                                  ...
3. บริหารธุรกิจเอาอย่ างคุณสมบัติแห่ งนา   ้                       คุณสมบัติที่ประเสริ ฐสุดของนาคือ อุทิศคุณประโยชน์ แก่ ส...
Upcoming SlideShare
Loading in …5
×

บริหารธุรกิจตามวิถีแห่งเต๋าของเหลาจื๊อ โดย ก่อศักดิ์ ธรรมเจริญกิจ

1,048 views

Published on

บริหารธุรกิจตามวิถีแห่ง “เต๋า” คืออะไร
“เต๋า” เป็นหัวใจแห่งปรัชญาของเหลาจื๊อ การนำปรัชญาเหลาจื๊อมาใช้ในทางบริหารธุรกิจ ก็ย่อมต้องเป็นไปตามวิถีแห่ง “เต๋า”
การบริหารธุรกิจตามวิถีแห่งเหลาจื๊อ จะบังเกิดผลเป็นอย่างไรนั้น ขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ระหว่างสามสิ่ง คือ “ฟ้า” (ภาวะภายนอกของกิจการ) “ดิน” (ภาวะภายในของกิจการ) กับ “คน” (คนที่อยู่ในกิจการนั้น)

Published in: Business

บริหารธุรกิจตามวิถีแห่งเต๋าของเหลาจื๊อ โดย ก่อศักดิ์ ธรรมเจริญกิจ

  1. 1. บริหารธุรกิจตามวิถีแห่ง “เต๋า” ของเหลาจื๊อ ก่อศักดิ์ ธรรมเจริญกิจเหลาจื๊อคือใคร ในบรรดาเมธี จีน คงมีเหลาจื๊อคนเดียวที่มีประวัติอนคลุมเคลือ ยากแก่การวินิจฉัยอย่างยิง ตามการ ั ่บันทึกในประวัติศาสตร์ จีนฉบับซื อหม่าเชียน ที่ได้ชื่อว่าเป็ นต้นแบบแห่งประวัติศาสตร์ ปรากฏว่ามีการกล่าวถึงประวัติเหลาจื๊อด้วยวลีเพียง 461 คา เหลาจื๊ อเป็ นชาวฉู่ แซ่ หลี่ ชื่ อว่ า เอ่ อ รั บราชการในราชสานักโจว โดยดารงตาแหน่ ง เป็ นบรรณรั กษ์ ใหญ่ แห่ งหอสมุดหลวง......” มีการกล่าวต่อไปว่า อันเหลาจื๊อนั้นเป็ นผู้บาเพ็ญเต๋ า วิทยาการของเขาส่ วนเฉพาะเรื่ องการยังตนให้ หลีก เร้ น มิให้ มายุ่งเกี่ยวกับโลก เขารั บราชการอยู่ในราชธานีโจวเป็ นเวลาช้ านาน ต่ อมาได้ เห็น ความเสื่ อมของราชวงค์ โจว จึ งลาออกจากราชการ จาริ กไปถึงด่ านแห่ งหนึ่ง นายด่ านชื่ อ ฮี ้ จึง กล่ าวกับเขาว่ า ในเมื่อท่ านหลีกเร้ นไปจากสังคมแล้ ว โปรดรจนาคัมภี ร์ไว้ ให้ ข้าพเจ้ าเป็ น อนุสรณ์ สักเล่ มหนึ่งเถิด เหลาจือจึงได้ แต่ งคัมภีร์ขึนเล่ มหนึ่งแบ่ งเป็ นภาคต้ นและภาคปลาย 2 ้ ้ ภาคว่ าด้ วยคุณธรรมประการต่ างๆ รวมทั้งหมดเป็ นอักษร 5,000 กว่ าคา เมื่อแต่ งเสร็ จแล้ วก็ ลาจากไป โดยไม่ มีผ้ หนึ่งผู้ใดทราบว่ าเขาหายไปจากแห่ งหนตาบลใด ฯลฯ ู“เต๋ า” คืออะไร ่ คาว่า “เต๋ า” ของเหลาจื๊อ หมายถึงกฏแห่งธรรมชาติ สรรพสิ่ งที่อยูในสากลโลก ล้วนเกิดขึ้นตามกฏแห่งธรรมชาติน้ ี ไม่มีขอยกเว้น อย่างที่เหลาจื๊อกล่าวไว้วา ้ ่ มีสิ่งหนึ่งก่ อเกิดขึนโดยธรรมชาติ ก่ อนฟ้ า ก่ อนดิน ไร้ รู ปไร้ เสี ยง เป็ นอิสระ ไม่ ้ แปรเปลี่ยน ดารงอยู่ทั่วไป คงอยู่มิร้ ู สิ้น เป็ นมารดาแห่ งฟ้ าดิน ข้ าฯ มิร้ ู ชื่อสิ่ งนั้น จึงขอเรี ยกว่ า “เต๋ า” และเมื่อจาเป็ นต้ องอรรถาธิ บาย ก็ขอเรี ยกว่ ายิ่งใหญ่ ยิ่งใหญ่ คือดาเนินไปไม่ มีสิ้นสุด ดาเนินไปไม่ มีสิ้นสุด คื อความยาวไกล ความยาวไกลถึงที่สุด ย่ อมกลับคืนสู่จุดเดิม เต๋ ายิ่งใหญ่ ฟ้ ายิ่งใหญ่ ดินยิ่งใหญ่ มนุษย์ กยิ่งใหญ่ ในสากลโลกมีสิ่งยิ่งใหญ่ อยู่ 4 ็ ประการ โดยมีมนุษย์ เป็ นหนึ่งในนั้น (บทที่ 25) ่ จากการอรรถาธิบายโดยเหลาจื๊อแล้ว พอที่จะสรุ ปได้วา ในสากลโลก สิ่ งที่ยงใหญ่กว่า “เต๋ า” นั้นไม่ ิ่มี ผูที่เข้าใจและปฏิบติตาม “เต๋ า” จักต้องเป็ นบุคคลผูมีสติปัญญาเป็ นเลิศเท่านั้น ้ ั ้ บุคคลผู้มีสติปัญญาเป็ นเลิศ เมื่อได้ สลับเต๋ า จะปฏิ บัติตามด้ วยความพากเพียร บุคคล ผู้มีสติปัญญาระดับกลาง เมื่อได้ สลับเต๋ า ไม่ ส้ ูจะเชื่ อถือมันคงนัก ส่ วนบุคคลในระดับที่ ตา ่ ่ กว่ านั้น เมื่อได้ สลับเต๋ าก็ชวนกันหัวเราะฮา หากคนเหล่ านีไม่ หัวเราะฮา คงไม่ ใช่ เต๋ าอย่ าง ้ แน่ นอน (บทที่ 41) ที่วา “มนุษย์ก็ยงใหญ่” นั้น ถือเป็ นแนวความคิดที่มีอยูในปรัชญาจีนโดยเฉพาะ คือความยิงใหญ่ ่ ิ่ ่ ่ ่ ิ่ของมนุษย์น้ น สามารถช่วยพัฒนาโลกใบนี้ให้สวยงามและน่าอยูยงขึ้น หรื อไปทาลายโลกให้พินาศก็ได้ ซึ่ ง ัเช่นเดียวกับผูเ้ ป็ นบุตร (ซึ่งมีบิดา มารดาเป็ นฟ้ าดิน) สามารถทาให้กิจการหรื อผลงานของบิดมารดาให้เจริ ญยิงขึ้น หรื อจะทาให้พินาศไปในชัวพริ บตาก็ได้ ่ ่ 1
  2. 2. บริหารธุรกิจตามวิถีแห่ ง “เต๋ า” คืออะไร ่ “เต๋ า” เป็ นหัวใจแห่งปรัชญาของเหลาจื๊อ การนาปรัชญาเหลาจื๊อมาใช้ในทางบริ หารธุ รกิจ ก็ยอมต้องเป็ นไปตามวิถีแห่ง “เต๋ า” ดังนี้ 1. บริหารธุรกิจตามวิถีแห่ งเต๋ าทีเ่ ป็ นไปตามกฎแห่ งธรรมชาติ มนุษย์ ปฏิ บัติตามวิถีแห่ งดิน ดินปฏิ บัติตามวิถีแห่ งฟ้ า ฟ้ าปฏิ บัติตามวิถีแห่ งเต๋ า ส่ วนเต๋ า นั้นเป็ นไปตามกฎแห่ งธรรมชาติ (บทที่25) ผู้ร้ ู ซึ้งในเต๋ าแห่ งยุคโบราณ รอบรู้ ลาลึกและนามาใช้ ได้ สารพัด (บทที่ 15) ้ เต๋ าเป็ นภาวะนิรกรรม จึงทาได้ ทุกอย่ าง (ที่สอดคล้ องกับเต๋ า) เมื่อเจ้ าแผนดินรั กษาไว้ ซึ่ง กฎข้ อนีแล้ ว สรรพสิ่ งก็จะพัฒนาตามกฏของตน (บทที่ 37) ้ คาว่า “นิรกรรม” ในที่นี่ หมายถึง “การไม่กระทา” คือ “ไม่เสี ยเวลาไปกับการกระทาในสิ่ งที่ไม่อันควร สิ่ งที่ทาไม่ได้ ไม่ประสงค์จะทา หรื อไม่มีคุณค่าในการทา” ซึ่งเป็ น “ศีล” หรื อ “ข้อห้าม” ถือเป็ นเงื่อนไขสาคัญเพื่อที่จะไป “ทาทุกอย่าง” ที่สอดคล้องกับเต๋ า ธรรมชาติ ซึ่ งเป็ นสิ่ งจาเป็ นสาหรับการดารงอยู่ของชีวต ิ “ปกครองประเทศใหญ่ เหมือนทอดปลาตัวน้ อย” (บทที่ 60) ก็เป็ นอีกคาสอนหนึ่งของเหลาจี๊อที่น่าสนใจอย่างยิง จนได้ชื่อว่าเป็ นคาพูดอมตะ แฝงไว้ดวยนัยสาคัญที่หลากหลาย นักวิชาการชาวจีนมักนามา ่ ้สาธยายขยายความไปต่างๆ นานา ด้วยการทอดปลาตัวน้อยนั้น ก่อนอื่น ต้องมีการปรุ งรสที่เหมาะสม ไฟที่ใช่ทอดต้องไม่แรงหรื ออ่อนเกินไป ไม่รีบร้อน ปลาที่ทอดออกมาจึงดูสวย มีกลิ่นหอมและรสชาติอร่ อย หากทอดโดยไม่มีการปรุ งรสที่เหมาะสม ใจนั้นรี บร้อน พลิกปลาไปมาตามอาเภอใจในขณะทอด ก็จะไม่ได้ปลาที่ดูสวย มีกลิ่นหอมและอร่ อย หรื ออาจทาให้เนื้ อปลาเละเทะไปทั้งตัวก็ได้ ความหมายสาคัญจึงมีอยูวา การ ่่บริ หารต้องเป็ นไปตามกฎแห่ งธรรมชาติที่มีลกษณะคงที่ ไม่แปรเปลี่ยน ั การบริ หารธุ รกิจตามวิถีแห่งเต๋ า จึงต้องมีระเบียบกฎเกณฑ์ที่แน่นอน และเป็ นประโยชน์ต่อสังคมการมีกฏระเบียบที่แน่นอน ผูร่วมงานก็จะมีจิตใจมันคง ไม่หวันไหว ผลที่ได้รับคือ ทุกคนทางานตามหน้าที่ ้ ่ ่ ้ไม่กาวก่ายเรื่ องของผูอื่น งานที่ทาจึงมีประสิ ทธิ ภาพ ้ 2. บริหารธุรกิจเพือเอือประโยชน์ แก่ผ้ ูอื่น ่ ้ ปราชญ์ ย่อมไม่ หวงแหนสะสม คอยเอือประโยชน์ แก่ ผ้ อื่น แต่ ตนนั้นกลับยิ่งมังมี ้ ู ่ พร้ อมมอบทุกสิ่ งทุกอย่ างแก่ ผ้ อื่น แต่ ตนนั้นกลับร่ารวย ู วิถีแห่ งฟ้ ามีแต่ คุณไม่ ให้ โทษ วิถีของปราชญ์ ประกอบกิจโดยไม่ คิดแก่ งแย่ ง (บทที่ 81) เหลาจื๊อไม่เห็นด้วยกับการสะสมสิ นทรัพย์สาหรับส่ วนตัว การแข่งขันแก่งแย่งเพื่อให้ได้มาซึ่งประโยชน์ส่วนตัวนั้น มักเป็ นภัยต่อตัวเอง เพราะเป็ นการกระทาที่ผดต่อกฎธรรมชาติ การดาเนิ นธุ รกิจ คือ ิการสร้างประโยชน์เพื่อส่ วนรวม เพื่อความมันคงของสังคม หากทาการแข่งขันแก่งแย่งเพื่อผลประโยชน์ ่ส่ วนตัว จะเป็ นการทาลายความมันคงของสังคม ไม่เกิดประโยชน์ต่อมนุษยชาติโดยรวม การบริ หารธุ รกิจจึง ่ควรพัฒนาตามความต้องการของสังคม มอบสิ่ งดีๆ ให้แก่สังคม แล้วสิ่ งที่ตนได้รับ คือความ “มังมี” และ ่“ร่ ารวย” หลักการบริ หารธุ กิจของเหลาจื๊อจึงอยูที่การ “อยูเ่ หนื อ” ส่ วนตัว ระหว่างส่ วนตัวกับส่ วมรวมต้อง ่ไม่เป็ นปฏิปักษ์ต่อกัน เรื่ องของประโยชน์ส่วนตัวไม่มี ตัณหาก็จะไม่มี จิตใจจึงสงบสุ ข มีภาวะแน่นิ่งเยียง ่ธรรมชาติ ธุ รกิจที่ดาเนินอยูก็จะหล่อหลอมเข้าไปอยูกบเต๋ าที่ยงใหญ่ ่ ่ ั ิ่ 2
  3. 3. 3. บริหารธุรกิจเอาอย่ างคุณสมบัติแห่ งนา ้ คุณสมบัติที่ประเสริ ฐสุดของนาคือ อุทิศคุณประโยชน์ แก่ สรรพสิ่ งโดยไม่ แข่ งขัน ้ แก่ งแย่ ง พร้ อมที่จะไปอยู่ในฐานะที่ตาซึ่ งไม่ เป็ นที่ ต้องการของคนทั่วไป จึงอยู่ใกล้ กับเต๋ า..... ่ และด้ วยการที่ไม่ ต้องการไปแข่ งขันแก่ งแย่ งกับผู้ใด จึงไม่ ต้องพบกับความผิดพลาดหรื อ หายนะแต่ ประการใด (บทที่ 8) เหลาจื๊อมีการเทิดทูนคุณสมบัติของน้ ามากที่สุด ด้วยน้ ามีลกษณะอ่อนโยน แต่สามารถเอาชนะสิ่ ง ัแข็งเกร่ งทั้งหลาย เป็ นคุณต่อสรรพสิ่ ง ชีวตทั้งหลายล้วนได้รับประโยชน์จากน้ าเป็ นอเนกอนันต์ การ ิบริ หารธุ รกิจจึงควรเอาอย่างคุณสมบัติของน้ า ด้วยน้ ายังสามารถไหลไปสู่ ทุกๆ สารทิศเพื่ออุทิศประโยชน์แก่ทุกๆ ชีวต การไหลซึมของน้ าก็ไม่มีสิ่งใดขัดขวางมันได้ น้ ายังมีลกษณะพิเศษที่ไม่ตองไปแข่งขันกับสิ่ งหนึ่ง ิ ั ้สิ่ งใด การทาธุ ระกิจที่สามารถหลีกเลี่ยงการแข่งขัน ก็จะเป็ นธุ รกิจที่น่าสนใจที่สุด ด้วยเหลาจื๊อมองว่า การแข่งขัน แก่งแย่งเป็ นมูลเหตุแห่งความขัดแย้ง ความอาฆาตมาดร้าย ไม่เป็ นผลดีแต่อย่างไร 4. การบริ หารธุรกิจแบบยังยืน ่ ฟ้ ายืนยาว ดินยืนยง ฟ้ าดินยืนยง เพราะมิได้ ดารงอยู่เพื่อตน จึงยืนยงชั่วนิรันดร์ ปราชญ์ ถอยตัวอยู่ด้านหลัง แต่ กลับได้ นาหน้ า ไม่ ทาอะไรเพื่อตนเอง กลับรั กษาตัว ได้ เป็ นอย่ างดี ด้ วยการไม่ เห็นแก่ ตัวของเขา จึงบรรลุผลสมดังปรารถนา (บทที่ 7) “ยังยืน” เป็ นภาวะแห่ง “เต๋ า” หรื อธรรมชาติ ที่มิได้ดารงอยูเ่ พื่อตนเอง ปราชญ์ผเู้ ข้าถึงเต๋ าจึงทาแต่ ่ประโยชน์เพื่อผูอื่น สร้างความสมดุลแก่สงคม ทาให้ทุกๆ ชีวตกลมกลืนเข้ากับธรรมชาติ กล่าวคือ ชีวิตที่ ้ ั ิ ่เป็ นจริ งนั้น ไม่มีผหนึ่งผูใดสามารถดารงอยูโดยลาพัง และไม่มีธุรกิจใดที่สามารถดารงอยูแต่ลาพังเช่นกัน ู้ ้ ่ธุ รกิจที่ก่อให้เกิดผลประโยชน์แก่ส่วนรวมมากเพียงใด ธุ รกิจนั้นย่อมได้รับผลตอบแทนเป็ นทวีคูณ เมื่อผลประโยชน์ส่วนรวมและส่ วนตัวรวมเป็ นหนึ่งเดียว ไม่อาจแยกแยะแล้ว ธุ รกิจนั้นก็จะดารงอยูอย่างยังยืน ่ ่เพราะสามารถสนองความต้องการของผูบริ โภค จนเกิดประโยชน์ต่อมนุษย์และสังคมโดยรวม หากผู้ ้บริ หารธุ รกิจรังแต่จะแสวงผลประโยชน์เพื่อส่ วนตัว ไม่คานึงถึงประโยชน์ที่ผบริ โภคควรได้รับแล้ว ธุ รกิจ ู้ ่นั้นย่อมไม่สามารถอยูได้อย่างยังยืน (อย่ างเช่ นกรณี เรื่ องนมของจีน เรื่ องการเล่ นแชร์ ในรู ปแบบต่ างๆ ที่มีอยู่ทั่วไป) ่ ตามหลักการบริ หารธุ รกิจแบบเต๋ านั้น ผูบริ หารพึงเข้าใจ ดังนี้ ้ สรรพสิ่ งในสากลโลกล้ วนโคจรตามวิถีทางของตน เราจึงสามารถมองเห็นการ กลับคืนสู่จุดเริ่ มต้ นของสรรพสิ่ ง สรรพสิ่ งทั้งหลายล้ วนต้ องกลับคืนสู่ภาวะดั้งเดิม ซึ่ งเป็ นภาวะแห่ งความสงบ ภาวะ แห่ งความสงบคือตัวตนที่จริ งแท้ ตัวตนที่จริ งแท้ เป็ นภาวะยังยืน เมื่อรู้ ว่าอะไรคื อภาวะยังยืน ่ ่ ก็จะเกิดความกระจั่ง ผู้ที่ไม่ ร้ ู ว่าอะไรคือความยังยืน มักทาอะไรหุนหันพลันเเล่ น นามาซึ่ ง ่ ความหายนะในที่สุด เมื่อรู้ ว่าอะไรคือความยังยืนแล้ ว ก็จะมีความใจกว้ าง ความใจกว้ างนามาซึ่ งความ ่ เที่ยงธรรม ความเที่ยงธรรมที่ปราศจากความลาเอียงคือภาวะแห่ งผู้นา ผู้นาพึงรู้ ภาวะแห่ งฟ้ า ภาวะแห่ งฟ้ าคือวิถีแห่ งเต๋ า เต๋ าเป็ นภาวะยังยืน ไม่ เป็ นเภทภัยต่ อชี วิตทั้งหลายแต่ ประการใด ่ (บทที่ 16) การบริ หารธุ กิจตามวิถีแห่งเหลาจื๊อ จะบังเกิดผลเป็ นอย่างไรนั้น ขึ้นอยูกบความสัมพันธ์ ่ ัระหว่างสามสิ่ ง คือ “ฟ้ า” (ภาวะภายนอกของกิจการ) “ดิน” (ภาวะภายในของกิจการ) กับ “คน” (คนที่ ่อยูในกิจการนั้น) ............................................... 3

×