Successfully reported this slideshow.
Your SlideShare is downloading. ×

From Ivory Tower to Street Food

Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Upcoming SlideShare
Brands gat
Brands gat
Loading in …3
×

Check these out next

1 of 44 Ad

From Ivory Tower to Street Food

Download to read offline

สไลด์ประกอบการบรรยาย เรื่อง "จากหอคอยงาช้างสู่ข้าวแกงข้างถนน", ค่ายนักเขียน ธปท. 16 พฤศจิกายน 2555 ณ ธนาคารแห่งประเทศไทย

สไลด์ประกอบการบรรยาย เรื่อง "จากหอคอยงาช้างสู่ข้าวแกงข้างถนน", ค่ายนักเขียน ธปท. 16 พฤศจิกายน 2555 ณ ธนาคารแห่งประเทศไทย

Advertisement
Advertisement

More Related Content

Similar to From Ivory Tower to Street Food (20)

More from Sarinee Achavanuntakul (20)

Advertisement

Recently uploaded (20)

From Ivory Tower to Street Food

  1. 1. ้ ่ จากหอคอยงาชางสูข ้าวแกงข ้างถนน สฤณี อาชวานันทกุล http://www.fringer.org/ ์ ็ เวิรคชอป ‘ค่ายนักเขียน ธปท.’ ี ธนาคารแห่งประเทศไทย สานักงานภาคเหนือ เชยงใหม่ 16 พฤศจิกายน 2555 งานนี้เผยแพร่ภายใต้สญญาอนุญาต Creative Commons แบบ Attribution Non-commercial Share Alike (by-nc-sa) ั โดยผูสร้างอนุญาตให้ทาซา แจกจ่าย แสดง และสร้างงานดัดแปลงจากส่วนใดส่วนหนึ่งของงานนี้ได้โดยเสรี แต่เฉพาะใน ้ ้ กรณีทให้เครดิตผูสร้าง ไม่นาไปใช้ในทางการค้า และเผยแพร่งานดัดแปลงภายใต้สญญาอนุญาตแบบเดียวกันนี้เท่านัน ่ี ้ ั ้
  2. 2. หัวข ้อ • “วิธคด” vs “วิธเขียน” ี ิ ี • ความ “ยาก” ของเศรษฐศาสตร์ และ ข ้อเขียนแต่ละประเภท • เขียนอย่างไรให ้ “รัดกุม” และ “รู ้เรือง” ่ • เครืองมือใหม่ๆ และข ้อควรระวัง ่ ี • องค์กรกับโซเชยลมีเดีย 2
  3. 3. “วิธคด” vs “วิธเขียน” ี ิ ี
  4. 4. นกบิน พอเหนือยมันก็รอนลงดิน ่ ่ คนคิด พอเหนือยเขาก็พดว่า “ฉั นเข ้าใจ” ่ ู - สุภาษิตญีปน - ่ ุ่ 4
  5. 5. ข ้อควรพิจารณาเกียวกับการคิด ่ ั ้ • ความซบซอนสองประเภท ั ้ ิ  ความซบซอนเชงรายละเอียด (detail complexity): ั ้ ซบซอนจากจานวนตัวแปร ั ้ ิ  ความซบซอนเชงพลวัต (dynamic complexity): ั ้ ั ซบซอนจากธรรมชาติของปฏิสมพันธ์ระหว่างตัวแปร ต่างๆ ี่ ั ้ ิ • การคิดในสถานการณ์ทซบซอนเชงรายละเอียด: นา รายละเอียดต่างๆ มารวมกัน “อย่างไร” ให ้เป็ นระเบียบ ี่ ั ้ ิ • การคิดในสถานการณ์ทซบซอนเชงพลวัต: “ช” ตัวแปร ี้ ั ั ให ้ชด และ “เข ้าใจ” ปฏิสมพันธ์ระหว่างกัน 5
  6. 6. ่ วิธคด “ธรรมชาติ” ของคนสวนใหญ่ (1) ี ิ ้  คิดจากซายไปขวา  เริมทีจดตังต ้น คิดต่อไปเรือยๆ ให ้ถึงจุดหมาย ่ ่ ุ ้ ่  “ผลลัพธ์” หรือจุดหมายคืออะไรก็ตามทีเราไปถึง ่ ้ ิ (บางทีเสนตายคือตัวตัดสน!) ี่ ิ ่ ิ่ ่ ั  “ง่าย” ในแง่ทคดต่อจุดไปเรือยๆ จากสงทีตวเองรู ้อยู่ แล ้ว 6
  7. 7. ่ วิธคด “ธรรมชาติ” ของคนสวนใหญ่ (2) ี ิ  คิดจากล่างขึนบน ้  เป้ าประสงค์หลักคือพยายามคิดวิธรวบรวมและ ี ประมวลข ้อมูล  ปกติคนจะตังต ้นคิดจากระดับความละเอียดทีตวเอง ้ ่ ั คุ ้นเคย แต่อาจไม่สอดคล ้องหรือเกียวข ้องกับปั ญหา ่ หรือประเด็นทีจะนาเสนอ ่ ึ้  จากัดการพัฒนาความรู ้ความเข ้าใจอย่างลึกซง (insight)  ปกติผลลัพธ์คอ “ตาน้ าพริกละลายแม่น้ า” ื 7
  8. 8. ่ วิธคด “ธรรมชาติ” ของคนสวนน ้อย (1) ี ิ ้  คิดจากขวาไปซาย  เริมทีจดหมาย (ผลลัพธ์) และคิดกลับมาหาจุดตังต ้น ่ ่ ุ ้ ค ้นหาวิธวาจะไปถึงจุดหมายได ้อย่างไร อย่างเป็ น ี ่ เหตุเป็ นผล  “ยาก” ในแง่ทต ้อง “คิด” ตลอดเวลาว่าเรากาลัง ี่ ่ ุ เดินทางไหน และมันนาไปสูจดหมายหรือเปล่า  วางแผนผลลัพธ์ไว ้ก่อนแล ้วล่วงหน ้า 8
  9. 9. ่ วิธคด “ธรรมชาติ” ของคนสวนน ้อย (2) ี ิ  คิดจากบนลงล่าง  เป้ าประสงค์หลักคือพัฒนาความรู ้ความเข ้าใจอย่าง ึ้ ั ลึกซงในปฏิสมพันธ์ระหว่างตัวแปรต่างๆ  ตังต ้นจากตัวปั ญหาหรือประเด็น แล ้วค่อยคิดต่อลง ้ มาเรือยๆ ่ 9
  10. 10. ั ั คิดแบบไหนดีกว่ากัน? ถ ้าคิดชดก็เขียนชด? 10
  11. 11. “การเขียนเหมือนกับการขับรถฝ่ าหมอกกลางดึก คุณ ่ มองเห็นทางแต่เฉพาะทีไฟหน ้าสองไปถึง แต่ก็ ่ สามารถเดินทางทังทริปแบบนันได ้” ้ ้ - อี.แอล. ด็อกทอโรว์ - 11
  12. 12. ความ “ยาก” ของเศรษฐศาสตร์ และ ข ้อเขียนแต่ละประเภท
  13. 13. เศรษฐศาสตร์ “ยาก” ตรงไหน  นามธรรม  อนาคต  ความไม่แน่นอน ั  ศพท์แสงทางเทคนิค  สมการ ตัวเลข  ตัวแปร เงือนไข บริบท ่  คนคิดว่า “ไกลตัว”  ไม่ใช ่ “เกิด A เพราะ B” แต่ “B, C, D น่าจะมีสวน ่ ก่อให ้เกิด A” 13
  14. 14. ข ้อเขียนทางเศรษฐศาสตร์ ในนามองค์กร ่ ในนามสวนตัว  งานวิจัย ่  บล็อก/เว็บไซต์สวนตัว  บทความวิชาการ ่  Facebook สวนตัว ั  ข่าวประชาสมพันธ์ ่  Twitter สวนตัว ื  บทความลงหนังสอพิมพ์  บล็อกองค์กร  Facebook องค์กร  Twitter องค์กร 14
  15. 15. ข ้อเขียนแต่ละประเภทต่างกันอย่างไร? 15
  16. 16. เขียนอย่างไรให ้ “รัดกุม” และ “รู ้เรือง” ่
  17. 17. ระดมสมอง: ตัวอย่างงานเขียน 1. อาจินต์ ปัญจพรรค์: “เศรษฐศาสตร์กลางทะเลลึก” จาก http://www.fringer.org/wp-content/writings/econ-deepsea.pdf ์ 2. นิธ ิ เอียวศรีวงศ: “ต ้นกาเนิดประชานิยม” จาก http://www.nidambe11.net/ekonomiz/2008q1/2008march07p8.h tm และ “ค่าเงินบาทจากแง่มมเศรษฐสวดอนุบาล” จาก ุ http://www.nidambe11.net/ekonomiz/2007q3/2007september03 p4.htm 3. วรากรณ์ สามโกเศศ: “รวย จน และน้ าตา” จาก http://www.nidambe11.net/ekonomiz/2006q3/2006september28 p1.htm และ “ของเมืองนอกแพงหูฉี่ไม่เท่ากัน” จาก http://www.nidambe11.net/ekonomiz/2008q2/2008april03p5.htm 17
  18. 18. ข ้อเขียนทางเศรษฐศาสตร์ท ี่ “ดี”  มีโครงสร ้าง (เป็ นเหตุเป็ นผล)  อ่านง่าย  ั ชดเจน  ้ ใชข ้อเท็จจริงและข ้อมูล?  ให ้แง่คด? ิ  น่าอ่าน น่าสนใจ (เพราะอะไร?)  อารมณ์ขน? ั 18
  19. 19. ิ่ ่ สงทีไม่ควรทา ้ ั ่  ใชศพท์หรือแนวคิดทีคนทีไม่ใชนักเศรษฐศาสตร์ไม่รู ้จัก ่ ่ โดยไม่อธิบายความหมาย ้ ั  ใชศพท์ภาษาอังกฤษพราเพรือ ่ ่  เขียนภาษาไทยคาอังกฤษคา  ไม่แยกแยะระหว่าง “ข ้อเท็จจริง” กับ “ข ้อคิดเห็น”  ยกข ้อมูลหรือสถิตโดยไม่อธิบายความสาคัญ ิ  ยกข ้อมูลหรือสถิตทไม่เกียวกับประเด็น ิ ี่ ่ ั  เขียนถึง “ความน่าจะเป็ น” ราวกับมันเป็ น “สจธรรม” 19
  20. 20. ความรัดกุมในการเขียน • อ ้างอิงแหล่งทีมาของข ้อมูล ่ • แจกแจงข ้อจากัดของแหล่งทีมา (ถ ้ามี) ่ • ตระหนักในพลังและอานาจของตัวเลข • ้ ิ ี่ ื่ ระวังการใชสถิตทสอไม่ตรงประเด็น เชน ่ – รายได ้เฉลียไม่บอกอะไรเกียวกับความเหลือมล้าทางรายได ้ ่ ่ ่ – อัตราเงินเฟ้ อไม่บอกอะไรเกียวกับความอยูดมสขทางเศรษฐกิจ ่ ่ ี ี ุ ้ ่ ื่ ั ่ • ระวังการใชคาทีสอสดสวน โดยเฉพาะกรณีทไม่ม ีี่ ่ ่ ่ ข ้อมูลสนับสนุน เชน “สวนใหญ่” “สวนน ้อย” • หลีกเลียงการเหมารวม ่ 20
  21. 21. ิ ศลปะแห่งการอุปมาอุปไมย “...พอธนาคารล ้มเหลวก็เหมือนหัวใจวาย ระบบเศรษฐกิจยาแย่ [ใน ่ วิกฤติต ้มยากุ ้ง ปี 1997] อเมริกาเลยสอนเราว่า คราวหน ้าต ้องไปทา ระบบตลาดทุนและระบบประกันให ้ดี จะได ้เหมือนรถทียงวิงได ้อยู่ ถึง ่ ั ่ ี ิ่ ่ ุ จะเสยล ้อไปอันหนึง เป็ นสงทีคณกรีนสแปนสอนว่าให ้เผือยางสารอง ่ ่ เอาไว ้ ถ ้ายางล ้อหนึงระเบิดไป ก็จะได ้มีอย่างอืนทีจะมาทดแทนให ้ ่ ่ ่ เงินไหลเวียนอยูในระบบได ้ ปรากฏว่าครังนีเป็ นวิกฤตครังร ้ายแรง ่ ้ ้ ้ ้ ้ มาก เพราะว่าอเมริกามียางอยู่ 4 เสน ระเบิดพร ้อมกันทุกเสน และที่ เคยสอนเราไว ้ต ้องไปเปิ ดตาราใหม่ ว่าจะทาอย่างไรเมือยางระเบิด ่ หมดแล ้ว” ั - ดร. กอบศกดิ์ ภูตระกูล, U.S. Crisis 21
  22. 22. ิ ื่ ศลปะแห่งการเชอมโยง (1) ทีมา: http://flowingdata.com/2009/03/13/27-visualizations-and-infographics-to- ่ 22 understand-the-financial-crisis/
  23. 23. ิ ื่ ศลปะแห่งการเชอมโยง (2) $15 ล ้านล ้าน : จีดพและหนีสหรัฐ ี ี ้ ปี 2011 ทีมา: http://usdebt.kleptocracy.us/ ่ 23
  24. 24. ื จะเป็ นนักสบ หรือจะเป็ นนักท่องเทียว? ่
  25. 25. คาถามทีสาคัญทีสด ่ ่ ุ 25
  26. 26. เครืองมือใหม่ๆ และข ้อควรระวัง ่
  27. 27. ตัวอย่าง “มูลค่าเพิม” : tip of the week ่
  28. 28. ตัวอย่าง Infographic ที่ “เวิรค” ์
  29. 29. ตัวอย่าง Infographic ที่ “ไม่เวิรค” ์
  30. 30. ่ ี ่ Infographic ทีดชวยเพิมมูลค่า... ่ ทีมา: ไทยรัฐออนไลน์ ่
  31. 31. ...แต่ต ้องหาง่าย+โดดเด่น
  32. 32. ทำเนื้อหำให้เป็ น“น้ำตก”
  33. 33. ี องค์กรกับโซเชยลมีเดีย
  34. 34. นิวมีเดีย = digital + interactive
  35. 35. ความสาคัญของ Long Tail
  36. 36. โลกของ Web 2.0
  37. 37. ี ประเภทของโซเชยลมีเดีย พูด/เขียน เล่นเกม แบ่งปั น สร ้าง เครือข่าย สนทนา สถานที่ ื้ ิ ซอสนค ้า/บริการ 37
  38. 38. ี โซเชยลมีเดียทีได ้รับความนิยมสูงสุด ่
  39. 39. ้ ี วิธกว ้างๆ ทีคนใชโซเชยลมีเดีย ี ่ 39
  40. 40. ี ั ื่ โซเชยลมีเดีย คือ “ความสมพันธ์ผานสอ” ่ ี ื่ • โซเชยลมีเดีย ไม่ได ้เป็ นแค่สอ เทคโนโลยี หรือเครืองมือ ่ ี ั ั • โซเชยลมีเดีย คือ “ความสมพันธ์ทางสงคม” (Social) ที่ ขับดันด ้วยการสนทนา • การสนทนา เกิดขึนระหว่างคนจริงๆ ้ • ดังนัน ใครก็ตามทีอยากได ้ประโยชน์ เต็มที่ จากโซเชยล ้ ่ ี ่ ่ ้ ี มีเดีย ก็ต ้องมีสวนร่วมในบทสนทนา ไม่ใชแค่ใชโซเชยล มีเดียเป็ น “เครืองมือ” พีอาร์หรือการตลาด ่ ่ • จะมีสวนร่วมได ้ ก็ต ้อง 1) รู ้จักตัวเอง และ 2) รู ้จัก กลุมเป้ าหมาย ่ 40
  41. 41. ี ลักษณะของโซเชยลมีเดีย • โตเร็วมาก – 500,000 new users ต่อวัน เมืองไทยผู ้ใช ้ Facebook เพิมจาก 1.6 ล ้าน เป็ น 7 ล ้านในหนึงปี ่ ่ • เข ้าถึงคนจานวนมากอย่างรวดเร็ว • เข ้าจากทีไหนก็ได ้ จากเครืองมืออะไรก็ได ้ทีเข ้าเน็ ตได ้ ่ ่ ่ ่ ่ • ทุกคนสามารถมีสวนร่วม (ถ ้าไม่ตงค่าความเป็ นสวนตัว) ั้ ั • สร ้าง “ชุมชน” และ “ความสมพันธ์” • โฆษณาและสแปมค่อนข ้างมาก • เนือหามหาศาลและซ้าซากจาเจ ทาให ้คนเบือง่าย ้ ่ 41
  42. 42. ี ื่ โซเชยลมีเดีย vs. สอสารมวลชน ื่ ่ สอสารมวลชนชวยสร ้างการ ตระหนักรู ้ (awareness) ่ นาไปสูการพิจารณา (consideration) และขัน้ ต่อๆ ไป ี ่ โซเชยลมีเดียชวยสร ้างบท สนทนา (conversation) ความภักดีตอ “แบรนด์” ่ (loyalty) และการรณรงค์ ึ่ (advocacy) ซงสร ้างการ ตระหนักรู ้ 42
  43. 43. New Media vs. Old Media • การเข ้าถึง (access) • ความคุ ้มค่า (cost effectiveness) • อายุ (lifespan) • ความรู ้ (knowledge) • มีผู ้ผลิตเนือหาไม่หยุดนิง (active ้ ่ content producers) • การโต ้ตอบกัน (interactive)
  44. 44. ื่ “ระบบนิเวศใหม่” ของสอ - ชุมชนออนไลน์พดคุย ู ่ ื่ และ “ขยาย” เรืองราวทีสอ ่ กระแสหลักสร ้าง - ชุมชนเหล่านียงผลิตสอ ้ ั ื่ ่ แบบมีสวนร่วม รายงานข่าว จากฐานราก แลกเปลียน ่ ความเห็น และตรวจสอบ ข ้อเท็จจริง - สอกระแสหลักสามารถใช ้ ื่ เนือหาของชุมชนเหล่านี้ ้ เป็ นประโยชน์ ในฐานะ แหล่งข่าว ไอเดียทาข่าว และ cross-check ข ้อมูล

×