ติวศาสนา55

1,970 views
1,919 views

Published on

ติวข้อสอบสังคมศึกษา(ศาสนา)

Published in: Education
0 Comments
0 Likes
Statistics
Notes
  • Be the first to comment

  • Be the first to like this

No Downloads
Views
Total views
1,970
On SlideShare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
1,015
Actions
Shares
0
Downloads
34
Comments
0
Likes
0
Embeds 0
No embeds

No notes for slide

ติวศาสนา55

  1. 1. สรุปยอเนื้อหาและขอสอบ O-NETสาระศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม ครูขวัญจิต บุญมาก www.kwandjit2555.wordpress.com
  2. 2. เก็งข้อสอบศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม O-NETพระพุทธศาสนา (10 กวาขอ)- อริยสัจ 4 ขันธ 5 สติปฏฐาน 4 ไมควรพลาดโดยตองจําศัพท + ความหมาย ใหได(หลักธรรมออกเยอะ)- พุทธสาวก ชาวพุทธตัวอยาง เขาจะสุมมา 1 คนโดยจะมักถามคุณธรรมเดนๆ- พุทธศาสนสุภาษิต พระไตรป4ฎก ศาสนพิธีตางๆ บทสวด- ชาดก 3 เรื่อง เวสสันดร, มโหสถ, มหาชนกศาสนาตาง ๆ (ไมถึง 10 ขอ)- ศาสนาพราหมณ-ฮินดู ศาสนาคริสต ศาสนาอิสลาม (ออกศาสนาละประมาณ 1-2 ขอ) จับหลักธรรมสําคัญ? เปAาหมายสูงสุดของศาสนา? นิกาย จุดเดนของแตละนิกาย?และเหตุการณแตกนิกาย? พิธีกรรม? - ความสอดคลองของแตละศาสนา (ที่สอดคลองที่สุด “ความเมตตา”)
  3. 3. ศาสนาพืนฐาน : นิ ยามศาสนา ตามรูปศัพทมาจากคําในภาษาสันสกฤตวา “ศาสน” แปลวา “คําสอนขอบังคับ” ตรงกับคําในภาษาบาลีวา“สาสน”แปลวาศาสนา คําสั่งสอนของศาสดา”หมายถึง หลักคําสอนอันเปEนที่ยึดเหนี่ยวทางใจ เพือเปEนแนวทางในการปฏิบัติ ่เพื่อใหรอดพนจากความทุกขJ ประสบแตความสุข โดยมีความสุขนิรันดรJเปEนจุดมุงหมายสูงสุดที่มาของศาสนา 1. ความไมรู 2. ความกลัว 3. ตองการศูนยรวมกําลังใจ4. ความตองการที่พึ่งทางใจ 5. ความตองการความสงบสุขของสังคมความสําคัญของศาสนา 1.เปHนสิงยึดเหนี่ยวทางใจทีทําใหมนุษยมีที่พงและสราง ่ ่ ึ่ความมันใจในการดําเนินชีวิต 2.เปHนเครื่องมือในการสรรสรางความสามัคคีทําให ่สังคมเปHนอันหนึงอันเดียวกัน ชวยลดความขัดแยงทําใหเกิดสันติสุข 3.เปHนเครื่องมือ ่ในการอบรมขัดเกลาสมาชิกของสังคม 4.เปHนพืนฐานของขนบธรรมเนียมประเพณี ้5.เปHนเครื่องหมายของสังคม เปHนสัญลักษณที่แสดงใหเห็นถึงความเปHนอันหนึ่งอันเดียวกันของประชาชน 6.เปHนมรดกของสังคม และวัฒนธรรมที่สําคัญยิ่งของสังคมโลก เพราะทุกศาสนาจะมีศาสนวัตถุ ศาสนิกชน หลักธรรมคําสอนและศาสนพิธี
  4. 4. องค์ประกอบของศาสนา 5 ประการผูตั้งหรือศาสดา : ผูคิดคนหลักคําสอนครั้งแรกแลววางกฎและหลักคําสอนที่ไดคิดคนเพื่อเปHนหลักปฏิบัติหลักคําสอนหรือหลักธรรม : หลักธรรมคําสั่งสอนที่องคศาสนาไดคิดคนหรือเหลาสาวกไดคิดคนเพิ่มเติมขึ้นมานักบวชหรือสาวก : ผูปฏิบัติตามหลักคําสอนอยางเครงครัดเพื่อเปHนตัวอยางในวิถีชีวิตของผูอื่นไดเปHนอยางดีศาสนสถานหรือโบสถJ วิหาร : บางศาสนาอาจจัดตั้งขึ้นเปHนครั้งคราวเมื่อเสร็จพิธีแลวรื้อถอนไปหรือจะสรางถาวรเพื่อใชประกอบพิธีกรรมทางศาสนาไดศาสนพิธีหรือพิธีกรรมทางศาสนา : ทุกศาสนาจะตองมีพิธีกรรมทางศาสนาที่เปHนเอกลักษณเฉพาะตัวของศาสนานั้นๆ
  5. 5. ประเภทของศาสนา แบ่งได้หลายประเภทแบงตามความเชื่อเกี่ยวกับพระเจา1.เอกเทวนิยม (Monotheism) หมายถึง ศาสนาที่มีความเชื่อในพระเจาองคเดียว คริสต อิสลาม2.พหุเทวนิยม (Polytheism) หมายถึงศาสนาที่มีความเชื่อในพระเจาหลายองค ฮินดู (พราหมณ) 3.อเทวนิยม (Atheism) หมายถึงศาสนาที่ไมเชื่อวาพระเจาเปHนผูสราง พระพุทธศาสนา ศาสนาเชนแบงตามแหลงผูนับถือ1.ศาสนาระดับทองถิ่น คือ ศาสนาที่เกิดขึ้น ณ ที่ใดที่หนึ่งและผูนับถือภายในทองถิ่นนั้นๆ เชน ศาสนาชินโตของญี่ปุ]น ศาสนาสิกขของอินเดีย ศาสนายูดายและ อิสราเอล เปHนตน2.ศาสนาระดับสากล คือศาสนาที่เกิดขึ้น ณ ที่ใดที่หนึ่ง และไดแผกระจายไปยังดินแดนสวนตางๆ ในโลกจนเรียกไดวาเปHนศาสนาของโลก เชน ศาสนาคริสต ศาสนาอิสลาม ศาสนาฮินดู และศาสนาพุทธ เปHนตนแบงตามการมีผูนับถืออยูหรือไม 1.ศาสนาที่ตายไปแลว คือศาสนาที่มีผูนับถือในอดีต แตปจจุบันไมมีใครนับถือแลว เชน ศาสนาของอียิปตโบราณ ศาสนากรีกโบราณ เปHนตน2.ศาสนาที่ยังมีชีวิตอยู คือศาสนาที่ยังมีผูนับถืออยูในปจจุบัน เชน ศาสนาพุทธ ศาสนาคริสต ศาสนาอิสลาม และศาสนาพราหมณ–ฮินดู
  6. 6. ประโยชน์ของศาสนาศาสนาเปEนแหลงกําเนิดจริยธรรม สอนใหงดเวนความชั่วใหรูจักทําความดีทางกาย ทางวาจาและทางใจศาสนาสอนใหคนปกครองตนเองได สอนใหรูจักตนเองวาจิตใจมีแนวโนมทางดีหรือทางเสื่อมศาสนาทําใหมนุษยJมีทยึดเหนียว เพราะสังคมมนุษยยอม ี่ ่เปลี่ยนแปลงอยูเสมอ ผูมีหลักศาสนายอมมีหลักความเชื่อที่มั่นคงเปHนเครื่องยึดเหนี่ยวไมใหออนไหวหลงใหลไปกับความเปลี่ยนแปลงทําใหสังคมเปEนปOกแผน เพราะคนที่นับถือศาสนาเปHนคนมีเหตุผลมีใจกวางไววางใจเอื้อเฟ`aอเผื่อแผตอกัน รักใครปรองดองกันสามัคคีกัน
  7. 7. ลองมาทําข้อสอบ1. องคJประกอบที่มีปรากฏอยูในศาสนาสําคัญในปPจจุบันคือขอใด ก. ศาสดาและนักบวช ข. รูปเคารพและศาสนสถาน ค. นักบวชและศาสนพิธี ง. ศาสนพิธีและหลักคําสอน2. ขอใดคือแกนแทของศาสนา ก. การใหคําสอนทีเปHนแนวทางการดําเนินชีวิต ่ ข. การใหคําอธิบายความเปHนจริงสูงสุดของชีวตและโลก ิ ค. การใหคําอธิบายและคําสอนเกี่ยวกับความดีความชั่ว ง. การใหคําสอนเพือเปHนทีพึ่งทางใจใหพนจากความกลัว ่ ่
  8. 8. 3. ศาสนาพุทธ จัดอยูในศาสนาประเภทใด ก. พหุเทวนิยม ข. เอกเทวนิยม ค. อเทวนิยม ง. เทวนิยม4. จุดมุงหมายสําคัญของศาสนาทุกศาสนาคืออะไร ก. เนนการเขาใจหลักธรรม ข. สอนใหยึดมั่นในองคศาสดา ค. เนนการปฏิบัติพิธีกรรมทางศาสนา ง. สอนใหศาสนิกชนของตนทําความดี5. หลักคําสอนของแตละศาสนาแมจะมีรายละเอียดแตกตางกัน แตมี ลักษณะสําคัญบางประการรวมกัน ลักษณะดังกลาวคืออะไร ก. ความเขาใจชีวิตและพัฒนาชีวิต ข. ความยึดมั่นศรัทธาในองคศาสดา ค. ความยึดมั่นในความศักดิ์สิทธิ์ของศาสนา ง. ความเห็นวาชีวิตเปHนสิ่งที่ปราศจากคุณคา
  9. 9. 6. ขอใดเหมาะสมที่สุดในการอยูรวมกันระหวางผูนับถือศาสนาตางกัน ก. ไมถือวาศาสนาเปHนเรื่องสําคัญในการดําเนินชีวิต ข. หลีกเลี่ยงการพูดคุยเรื่องศาสนากับเพื่อนตางศาสนา ค. ไมวิพากษวิจารณศาสนาอื่น ใหความสนใจเฉพาะศาสนาของตน ง. ไมลบหลูความคิดหลักในศาสนาอื่นโดยยังเชื่อมันในศาสนาของตน ่7. เพราะเหตุใดพระพุทธศาสนาจึงมีทฤษฎี และวิธีการที่เปEนสากล ก. เปHนศาสนาที่แพรหลายทั่วโลก ข. เปHนศาสนาทีมุงเอาชนะธรรมชาติ ่ ค. เปHนศาสนาทีมุงเนนความสะดวกสบายของมนุษย ่ ง. เปHนศาสนาทีมุงเนนความสันติสุขของมวลมนุษยชาติ ่8. “พระพุทธศาสนามีหลักคําสอนที่เปEนสากล” หมายความวาอยางไร ก. เปHนคําสอนที่สามารถพิสูจนได ข. เปHนคําสอนที่ตรงกันกับศาสนาอืน่ ค. เปHนคําสอนทีนาเชื่อถือเปHนอยางยิ่ง ่ ง. เปHนคําสอนที่มงประโยชนสุขแกคนทั่วไป ุ
  10. 10. 9. ศาสนาในขอใดตอไปนี้ที่มีความแตกตางจากขออื่น ก. ศาสนาพราหมณ-ฮินดู ข. ศาสนายูดาห ค. ศาสนาอิสลาม ง. ศาสนาคริสต10. คัมภีรJของศาสนาในขอใดที่มีความแตกตางจากคัมภีรJเลมอื่น ก. พระเวท ข. พระไตรป4ฎก ค. ไบเบิล ง. อัลกุรอาน11. ขอใดคือจุดมุงหมายที่สําคัญของพิธีกรรมทางศาสนา ก. การสรางความขลังหรือความศักดิ์สิทธิ์ ข. การอบรมจิตใจศาสนิกชนใหเปHนอันหนึ่งอันเดียวกัน ค. การแสดงใหเห็นความแตกตางกับศาสนาอื่น ง. การทําใหเขาถึงหลักคําสอนของศาสนานั้น
  11. 11. 12. ขอใดที่มีความสัมพันธJกันไมถูกตอง ก. พราหมณ-ฮินดู - ศิวลึงค ข. พระพุทธศาสนา - เสมาธรรมจักร ค. คริสต - ไมกางเขน ง. อิสลาม - พระจันทรเสี้ยว13. ขอใดไมใชแนวคิดของศาสนาพุทธ ก. สอนใหอุทิศตนแกสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ข. สอนใหพิสูจนคําบอกเลาแลวจึงเชื่อ ค. เชื่อวากรรมเปHนตัวกําหนดสรรพสิ่ง ง. หลักศีลธรรมเกิดจากการศึกษาของผูรู
  12. 12. ข้อสอบสองข้อนี ตอบถูก 2 คําตอบ14. พฤติกรรมของบุคคลใดตอไปนี้ที่เปEนไปตามหลักองคJประกอบที่สําคัญ ที่สุดของศาสนา ก. เมธินียึดหลักปฏิบติละชั่ว ทําดี มีจตใจบริสทธิ์ผองแผว ั ิ ุ ข. กาเซ็มทําละหมาดวันละ 5 ครั้งอยางสม่ําเสมอ ค. คริสตี้เสียสละวันหยุดสวนตัวเขาคอรสลดนาหนักเพื่อเตรียมตัวประกวดซุป d เปอรโมเดล ง. มาระตีสวดมนตขอพรพระวิษณุใหคุมครองใหรอดพนจากน้ําทวม15.พระพุทธศาสนาและวิทยาศาสตรJมีความคลายคลึงกันในประเด็นใดบาง ก. เนนหลักความเปHนจริงที่มอยูในธรรมชาติ ี ข. เนนประโยชนที่เกิดขึ้นในสังคมปจจุบัน ค. การตั้งสมมติฐานในอํานาจลีลับหรืออํานาจเหนือธรรมชาติ ้ ง. การสงเสริมการคนควาหาเหตุผลและการพิสจนดวยการลงมือปฏิบตจริง ู ั ิ
  13. 13. ศาสนาสากล : เปรียบเทียบ
  14. 14. พุทธประวัติกําเนิดในประเทศอินเดีย เมื่อ 2500 ปfเศษมาแลว ศาสดา คือ พระพุทธเจาพระชนมมายุ 29 พรรษา ไดเสด็จออกบรรพชา พระองคทรงศึกษาและบําเพ็ญทุกขกริยาอยูนาน 6 ปf แตไมสําเร็จ จึงทรงเลิก และทรงแสวงหาสัจธรรมจนสามารถตรัสรูอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ เปHนพระสัมมาสัมพุทธเจาเมือพระชนมายุได 35 พรรษา โดยพระองคตรัสรูตามลําดับ คือ ่- ปฐมยาม - ปุพเพนิวาสานุสติญาณ - ระลึกชาติแตหนหลังได- มัชฌิมยาม - จุตูปปาตญาณ - ความรูดุจตาทิพย- ปจฉิมยาม - อาสวักขยญาณ - ความรูอันเปHนเหตุใหสิ้นอาสวะกิเลสทั้งปวงพระสัมมาสัมพุทธจาทรงเผยแผหลักธรรมจนพระชนมายุ 80 พรรษาก็ดับขันธปรินิพพานที่เมืองกุสินารา
  15. 15. สังเวชนียสถาน หมายถึงสถานที่ที่ทําใหเกิดความรูสึกระลึกถึงพระพุทธเจา เกิดความแชมชื่น เบิกบาน เกิดแรงบันดาลใจทีจะทําความดี เมือไดไปพบเห็น ่ ่ สังเวชนียสถาน มี 4 แหง คือสถานที่ประสูติ : สวนลุมพินีวัน ประเทศเนปาลสถานที่ตรัสรู : พุทธคยามีชื่อเรียกอีกชือวาวัดมหาโพธิ์ ตั้งอยูทีจังหวัดคยา ่ ่ รัฐพิหาร ประเทศอินเดีย หางจากริมฝkงแมน้ําเนรัญชรา 350 เมตร ในอดีต ตําบลทีตั้งพุทธคยามีชื่อวา อุรเวลาเสนานิคม ตอมา จึงเพี้ยนเปHน อุเรล ่ ุ ปจจุบัน ประเทศอินเดียสถานที่แสดงปฐมเทศนา : สารนาถในสมัยพุทธกาล เรียกกันวา ป_าอิสิปตน มฤคทายวัน ประเทศอินเดียสถานที่ปรินิพพาน : กุสินารา ตั้งอยูที่ตาบลมถากัวร อําเภอกุสินคร ํ รัฐอุตรประเทศ ประเทศอินเดีย
  16. 16. ตนพระศรีมหาโพธิ์ ภายในปริมณฑลลุมพินีวัน ชาวพุทธนมัสการ เสาพระเจาอโศกมหาราชเครื่องหมายสถานที่พระพุทธเจาประสูติ ณ ลุมพินีวัน ประเทศเนปาล
  17. 17. ตนพระศรีมหาโพธิ์ เหนือพระแทนวัชรอาสนพุทธบัลลังก สถานที่ตรัสรูของพระพุทธเจาพระสงฆ นมัสการพระมหาโพธิเจดีย สถานที่ตรัสรูขององคสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจา พุทธสังเวชนียสถานที่สําคัญที่สุดของชาวพุทธ
  18. 18. ซากฐานเจดียธรรมราชิกสถูป สถานที่พระพุทธองคทรงแสดงอนันตตลักขณสูตรโปรดปญจวัคคีย ทําใหปญจวัคคียบรรลุเปHนพระอรหันต
  19. 19. มหาปรินิพพานวิหาร ภายในสาลวโนทยาน
  20. 20. สถานที่ประดิษฐานพระพุทธสรีระพระพุทธเจาเปEนเวลา 7 วันกอนอัญเชิญ ไปถวายพระเพลิงพระบรมศพ
  21. 21. มกุฏพันธนเจดียJ สถานที่ถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระสัมมาสัมพระพุทธเจา
  22. 22. 16. บุคคลกลุมใดที่สรางระบบวรรณะให เกิดขึ้นในสมัยกอนพุทธกาล ก. ศูทร ข. แพศย ค. กษัตริย ง. พราหมณ17. การแบงชนชั้นทางสังคมโดยใชระบบวรรณะในสมัยกอนพุทธกาล กอใหเกิดผลตามขอใด ก. เปHนประโยชนในการปกครอง ข. ทําใหทุกคนรูจักหนาที่ของตน ค. เปHนการทําลายสิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐานของมนุษย ง. ทําใหบานเมืองไมเจริญกาวหนาเพราะมัวแตแยงชิงความเปHนใหญกัน18. พระสิทธัตถะตรัสรูเปEนพระพุทธเจาดวยวิธีการใด ก. อดอาหาร ข. เขาญาณสมาบัติ ค. บําเพ็ญทุกรกิริยา ง. บําเพ็ญเพียรทางจิต
  23. 23. 19. พระพุทธศาสนาไดประดิษฐานในดินแดน ใดเปEนแหงแรก ก. เมืองพาราณสี แควนกาสี ข. เมืองราชคฤห แควนมคธ ค. เมืองกุสินารา แควนมัลละ ง. เมืองกบิลพัสดุ แควนสักกะ20. สถานที่ใด ไมเกี่ยวของ กับการตรัสรู ก. โคนตนนิโครธ ข. ริมฝkงแมน้ําอโนมา ค. ริมฝkงแมน้ําเนรัญชรา ง. ใตตนพระศรีมหาโพธิ์21. ใครเปEนพระสาวกองคJสุดทายของพระพุทธเจา ก. พระอานนท ข. พระสุภัททะ ค. พระสารีบุตร ง. พระอัญญาโกณฑัญญะ22.พระพุทธเจาทรงแสดงธรรมครั้งแรกใหแกใคร ก. ปญจวัคคีย ข. ชฎิล 3 พี่นอง ค. พระเจาสุทโธทนะ ง. อาฬารดาบสและอุทกดาบส
  24. 24. 23. การเกิดขึ้นของพระพุทธศาสนามีผลตอการปฏิรูปสังคมชมพูทวีป โดยตรงและโดยออมอยางไร ก. การลมสลายของชันวรรณะ ้ ข. การลมสลายของศาสนาอื่น ค. การเชือในอเทวนิยมคือไมเชือเรืองพระเจา ่ ่ ่ ง. การไมแบงชั้นวรรณะ การแกไขความทุกขของสังคม การชวยให สังคมเกิดสันติสุข24. ขอใดกลาวถึงดินแดนชมพูทวีปไม ถูกตอง ก. เปHนดินแดนแหงตนหวา ข. เดิมเปHนที่อยูของพวกดราวิเดียน ค. เดิมเปHนที่อยูของพวกอารยันซึ่งเปHนชนผิวขาว ง. เปHนดินแดนที่มากไปดวยลัทธิความเชื่อและวัฒนธรรม
  25. 25. 25. ขอใด ไมใช ความหมายของศรัทธาในพระพุทธศาสนา ก. ความเชื่อมั่นในพระรัตนตรัย ข. ความเชื่อมั่นในพระปญญาของพระพุทธเจา ค. ความเชือมั่นในกฎแหงเหตุและผลของการกระทําในวัฏสงสาร ่ ง. ความเชื่อมั่นในความเปHนอมตะของวิญญาณที่ตองคอยรับผลกรรม26. ขอใดคือความหมายที่ถูกตองที่สดของศีลในพุทธศาสนา ุ ก. ความเครงครัดสํารวมระวัง ข. การงดเวนความชั่วทุกอยาง ค. การไมเบียดเบียนตนเองและผูอื่น ง. ขอหามไมใหลวงเกินผูอื่น27. ขอใดคือลักษณะเดนที่สุดของพุทธศาสนา ก. การไมเชือเรืองพระเจา ่ ่ ข. การสอนเรืองกรรมในอดีต ่ ค. การสอนใหรักและเมตตากัน ง. การสอนใหมนุษยพึ่งพาตนเอง
  26. 26. 28. ขอใดเปEนเอกลักษณJของศาสนาพุทธ ก. กรรม ข. ภาวนา ค. นรก – สวรรค ง. อนัตตา29. คําสอนเรื่อง ชีวตเปEนทุกขJ ของ พระพุทธศาสนา หมายถึงขอใด ิ ก. ชีวิตมีปญหาอยูตลอดเวลา ข. รางกายตองเปลี่ยนแปลงเจ็บไขอยูเสมอ ค. ความทุกขเปHนขอเท็จจริงของชีวิต ง. จิตใจตองพบความเศราและเสียใจอยูเรื่อยๆ30. คําสอนเรื่องกรรมในพุทธศาสนาสําคัญอยางไร ก. ทําใหคนเปHนคนดี ข. ทําใหเชื่อวากรรมพิสจนได ู ค. ทําใหคนกลัวนรกไมกลาทําชั่ว ง. ทําใหเราเขาใจวาเราคือผูลิขิตชีวิตเรา
  27. 27. หลักธรรมพุทธศาสนาพระพุทธศาสนามีหลักธรรม 3 ระดับเพื่อสอนใหชาวพุทธทําความดี ละเวนความชั่ว ชําระจิตใจใหบริสุทธิ์ เรียกวา โอวาทปาติโมกข ซึ่งเปHนจริยธรรมของบุคคลในสังคมพิจารณาได•จริยธรรมขั้นพื้นฐานเพื่อการละความชั่ว จะเปHนขอปฏิบัติที่ควบคุมกาย วาจา ใจ ใหปกติไมกอใหเกิดทุกข โทษ แกตนและผูอื่น เบญจศีล คือ เวนจากการฆาสัตว ลักทรัพย ประพฤติผิดในกาม พูดเท็จ ดื่มสุรา และของมึนเมา เบญจธรรม คือ มีเมตตากรุณา ประกอบอาชีพสุจริต สํารวมในกาม มีสัจจะ มีสติสัมปชัญญะและไมมัวเมาในอบายมุข•จริยธรรมระดับกลาง เพื่อการสรางความดี เปHนขอปฏิบัติที่ควบคุมไปถึงจิตใจเรียกวา กายสุจริต 3 คือ เวนจากการฆาสัตว ลักทรัพย และประพฤตผิดในกาม วจีสุจริต 4 คือ เวนจากการพูดเท็จ พูดสอเสียด พูดคําหยาบ และพูดเพอเจอ มโนสุจริต 3 คือ ไมโลภอยากไดของผูอื่น ไมคิดพยาบาทปองรายผูอื่นและมีความเห็นถูกตองตามทํานองคลองธรรม
  28. 28. จริยธรรมระดับสูงเพื่อการชําระจิตใจใหบริสุทธิ์ คือ อริยมรรคมีองค 8 ประการ เปHนหนทางดับทุกขที่แทจริงไดแก สัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบ สัมมาสังกัปปะ ความดําริชอบ สัมมาวาจา การเจรจาชอบ สัมมากัมมันตะ การกระทําชอบ สัมมาอาชีพวะ การเลี้ยงชีพชอบ สัมมาวายามะ ความเพียรชอบ สัมมาสติ การระลึกชอบ และ สัมมาสมาธิ การตั้งใจมั่นชอบ การฝpกจิตดวยอริยมรรคมีองค 8 นี้ผูฝpกจิตไดจะสามารถดับกิเลสดับกองทุกข ไดสิ้นเชิง เรียกภาวะนี้วา การบรรลุนิพพานหลักธรรมที่ชาวพุทธควรรูอิทธิบาท 4 หลักธรรมที่นําสูความสําเร็จ ฉันทะ ความพอใจในการทํางาน ทํางานดวยความเต็มใจ มีใจรักที่จะทํางานใหสําเร็จลุลวงไปดวยดี วิริยะ มีความเพียรพยายามทํางานใหสําเร็จ ดวยความอดทน ไมทอถอย จิตตะ มีความเอาใจใสตอการทํางาน เอาใจฝกใฝ]ที่จะทํา วิมังสา รูจักตริตรองพิจารณาเหตุผล ดวยสติปญญา เพื่อปรับปรุงแกไขและทํางานใหสําเร็จ
  29. 29. ฆราวาสธรรม 4 หลักธรรม ขอปฏิบัติของผูครองเรือน 4 ประการคือสัจจะ แปลวา ความซือสัตย ความจริงใจ ความซือตรงตอกัน ซึ่งถือวาเปHน ่ ่พื้นฐานในการครองเรือนทมะ แปลวา การขมใจ การฝpกฝนปรับปรุงตนเองใหเจริญกาวหนาดวยสติปญญาหมายถึง การบังคับจิตใจไมใหใฝ]สูงเกินไป และรูจักฝpกฝนตนเองไมใหถลําไปสูความชั่วหรือความผิดตางๆขันติ แปลวา ความอดทน หมายถึงความอดทนตอสิ่งไมดี อดทนตอความยากลําบาก โดยไมหวั่นไหว และไมทอถอย ความอบทนแบงได 4 ประการอดทนตอความยากลําบาก อดทนตอความทุกขเวทนา อดทนตอความเจ็บใจ อดทนตออํานาจกิเลสจาคะ แปลวา ความเสียสละ หมายถึง การเสียสละความสุขความสบายสวนตน พรอมทีจะรวมมือชวยเหลือ ไมคับแคนเห็นแกตัวหรือเอาแตใจตัวเอง ่ความเสียสละในสวนนี้ทําได 2 วิธี เสียสละวัตถุ เสียสละอารมณ
  30. 30. อริยสัจ 4 หมายถึง หลักความจริงอันประเสริฐ หรือหลักความจริงที่ทําใหคนเปHนผู ประเสริฐ ซึ่งเปHนหลักในการแกปญหาชีวิต 4 ประการ ทุกขJ หมายถึง ความไมสบายกายไมสบายใจ อันเนื่องมาจากสภาพที่ทนไดยาก คือ สภาวะที่บีบคั้นจิตใจ ความขัดแยง สมุทัย หมายถึง เหตุที่ทําใหเกิดความทุกข คือ สิ่งที่เปHนจุดเริ่มตนที่ทําใหเกิดทุกข แต สาเหตุที่แทจริงคือ ตัณหาหรือความตองการ 3 ประการ คือ กามตัณหา หมายถึง ความอยากได ภวตัณหา หมายถึง ความอยากเปHน วิภาวตัณหา หมายถึง ความ ไมอยากเปHน นิโรธ หมายถึง ความดับทุกข คือภาวะที่ตัณหา ดับสิ้นไป มรรค หมายถึง ขอปฏิบัติใหถึงความดับทุกข ซึ่งไดแก การเดินทางสายกลาง หรือเรียกอีกอยางหนึ่งวา มรรค ซึ่งมีสวนประกอบ 8 ประการคือ สัมมาทิฏฐิ-เห็นชอบ สัมมาสังกัปปะ-ดําริชอบ สัมมาวาจา-เจรจาชอบ สัมมากัมมันตะ-กระทําชอบ สัมมาอาชีวะ-เลี้ยงชีพชอบ สัมมาวายามะ- พยายามชอบ สัมมาสติ-ระลึก สัมมาสมาธิ-ตั้งจิตมั่นชอบ
  31. 31. มรรค 8 นี้ รวมเรียกวา ไตรสิกขา ไดแก1. ศีล คือ การสํารวมกาย วาจา ไดแก เจรจาชอบ การงานชอบ เลี้ยงชีพชอบ2. สมาธิ คือ การฝpกฝนอบรมจิตใหมั่นคง ไดแก พยายามชอบ สติชอบ สมาธิชอบ3. ปญญา คือ ความรูในการพิจารณาสภาวะตางๆ ตามความเปHนจิรง ไดแก เห็นชอบ และดําริชอบขันธJ ๕ คือ องคประกอบของชีวิตมนุษย ไดแก รูป ขันธ และนามขันธ มี 5 ประการ คือ1. รูป คือ รางกาย2. เวทนา คือ ความรูสึกที่เกิดจากสิ่งที่รับรู ไดแก สุข ทุกข เฉยๆ3. สัญญา คือ การกําหนดหมายรูสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ไดแก หวาน เค็ม แข็ง นิ่ม ดัง คอย เหม็น หอม สวย นารัก4. สังขาร คือ สิ่งปรุงแตงหรือแรงจูงใจที่ทําใหมนุษยกระทําอยางใด ซึ่งเปHนขั้นตอนที่ก อใหเกิดพฤติกรรม5. วิญญาณ คือ การรับรูผานประสาทสัมผัส คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
  32. 32. ไตรลักษณJ (สามัญลักษณะ) หมายถึง ลักษณะทั่วไปในสิงทังปวงมี 3 ประการ ่ ้ คือ 1. อนิจจัง คือ ความไมเที่ยง 2. ทุกขตา คือ สภาวะที่ทนไมได 3. อนัตตา คือ ความไมใชตัวตนนิยาม 5 กําหนดอันแนนอน ความเปHนไปอันมีระเบียบแนนอนของธรรมชาติประกอบดวย1. อุตุนิยาม (กฎธรรมชาติเกี่ยวกับอุณหภูมิ หรือปรากฏการณธรรมชาติตางๆ โดยเฉพาะ ดิน น้ํา อากาศ และฤดูกาล อันเปHนสิงแวดลอมสําหรับมนุษย) ่2. พีชนิยาม (กฎธรรมชาติเกี่ยวกับการสืบพันธุมีพนธุกรรม เปHนตน) ั3. จิตตนิยาม (กฎธรรมชาติเกี่ยวกับการทํางานของจิต)4. กรรมนิยาม (กฎธรรมชาติเกี่ยวกับพฤติกรรมของมนุษย คือ กระบวนการใหผล ของการกระทํา)5. ธรรมนิยาม (กฎธรรมชาติเกี่ยวกับความสัมพันธและอาการที่เปHนเหตุ เปHนผลแก กันแหงสิงทังหลาย) ่ ้
  33. 33. ปฏิจจสมุปบาท สภาพอาศัยปจจัยเกิดขึ้น การที่สิ่งทั้งหลายอาศัยกันจึงมีขึ้น การที่ทุกขเกิดขึ้นเพราะ อาศัยปจจัยตอเนื่องกันมา หรือเรียกวา กฎอิทัปปจจยตา - อวิชชา (ความไมรู) - สังขาร (สภาพที่ปรุงแตง) - วิญญาณ (ความรูแจงอารมณ) - นามรูป (นามขันธกับรูปขันธ) - สฬายตนะ (อายตนะภายใน 6) - ผัสสะ (การกระทบของอายตนะภายใน 6 กับอารมณภายนอก - เวทนา (ความเสวยอารมณ ทุกข สุข ไมทุกขไมสุข) - ตัณหา (ความอยาก เชน รูป กลิ่น รส สัมผัส ชื่อเสียง ตําแหนง) - อุปาทาน (ความยึดมั่น ไดแก อุปาทาน 4) - ภพ (ภาวะชีวิต) ชาติ (ความเกิดแหงขันธทั้งหลายการไดอายตนะ) - ชรามรณะ (ความแกและความตาย)
  34. 34. 31. การจัดกลุมธรรมในอริยสัจ 4 ขอใดไมถูกตอง ก. ทุกข – ขันธ5 – โลกธรรม8 ลองดูขอสอบกันบ้าง ้ ข. สมุทัย – นิวรณ5 – อุปทาน4 ค. นิโรธ – ปฏิจจสมุปบาท – กรรม12 ง. มรรค – อปริหานิยธรรม7 – มงคล 3832. ขอใดคือคําตอบที่ถูกตองเกี่ยวกับหลักคําสอนเรื่อง อริยสัจ4 ก. รูทุกข ละสมุทัย ทํานิโรธใหแจง ทํามรรคใหเกิดมี ข. ละทุกข รูสมุทัย ทํานิโรธใหเกิดมี ทํามรรคใหแจง ค. รูทุกข รูสมุทัย ทํานิโรธใหเกิดมี ทํามรรคใหแจง ง. ละทุกข ละสมุทัย ทํานิโรธใหแจง ทํามรรคใหเกิดมี
  35. 35. 33. การรับรู รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ในขันธ5 คือขอใด ก. จิต ข. เวทนา ค. สังขาร ง. วิญญาณ34. การตัดสินใจอพยพออกจากบานที่ถูกน้ําทวมไปอาศัยพักพิงตามศูนยอพยพของ ทางราชการ หรือเอกชนนั้น เป:นขั้นตอนใดของขันธ5 ก. เวทนาขันธ ข. สังขารขันธ ค. วิญญาณขันธ ง. รูปขันธ35. พระพุทธเจาทรงสอนอริยสัจ4 ในวันใด ก. วันมาฆบูชา ข. วันวิสาขบูชา ค. วันอาสาฬหบูชา ง. วันจาตุรงคสันนิบาต36. ขอใดบางที่เป:นเหตุตามหลักอริยสัจ4 (ตอบถูก2ขอ) ก. สมาพรกังวงใจที่โรงเรียนเป@ดเรียนชาเพราะกลัวเรียนไมทันเพื่อน ข. สมพรใชสติระงับความเครียดไมสรางทุกขใหกับตนเองในยามที่ประสบภัย ค. กษมพรยึดติดคานิยม K-POP จึงเลียนแบบการแตงกายตามนักรองเกาหลี ง. กชพรรองไหเสียใจกับการจากไปของนักนวัตกรโลกอยาง สตีฟ จIอบส
  36. 36. 37. หลักคําสอนเรื่องขันธ5 เกียวของกับคําตอบขอใดบาง (2 คําตอบ) ่ ก. สังสารวัฏมีความเกียวของกับกฎแหงกรรม ่ ข. วิญญาณเป:นความรูสึกที่สัมผัสตอสิ่งตาง ๆ แลวเกิดสุขบางทุกขบาง ค. รูปขันธสามารถมองเห็นและสัมผัสไดเนื่องจากเกิดจากดินน้ําลมไฟ ง. สัญญาเป:นสิ่งที่สามารถบงบอกไดภายหลังการสัมผัส เชน รสเปรี้ยว38. วิธีคิดแบบสามัญลักษณะคือการคิดแบบใด ก. มัชฌิมาปฏิปทา ข. ไตรลักษณ ค. อานาปานสติ ง. ปฏิจจสมุปบาท39. ..ละชั่ว ทําดี มีจิตใจบริสุทธิ์.. เป:นหลักคําสอนที่เกี่ยวของกับวันใด ก. วันวิสาขบูชา ข. วันอาสาฬหบูชา ค. วันเขาพรรษา ง. วันมาฆบูชา
  37. 37. 40. คําวา พุทธ มีความหมายอยางไร (ตอบ2ขอ) ก. ผูรูผูตื่น ข. ผูหลุดพน ค. ผูเบิกบาน ง. ผูมีปQญญา41. ปฐมเทศนาของพระพุทธเจา ประกอบดวยหลักธรรมใดบาง (ตอบ2ขอ) ก. อริยสัจ4 ข. โอวาทปาฏิโมกข ค. มัชฌิมาปฏิปทา ง. อนันตลักขณสูตร42. สามัญลักษณเป:นเรื่องที่เกี่ยวของกับคําตอบขอใด (ตอบ2ขอ) ก. ละชั่ว ทําดี มีจิตใจบริสุทธิ์ ข. สิ่งตาง ๆมีการเปลี่ยนแปลงไมสามารถรักษาสภาพเดิมได ค. เมือโลกเกิดไดโลกยอมดับไดหรือสิ่งตาง ๆ เมือมีเกิดตองมีดับ ่ ่ ง. อัตตาและอนัตตาเป:นสิ่งที่มีอยูในธรรมชาติและเป:นเหตุเป:นผล
  38. 38. พรหมวิหาร หมายถึง ธรรมประจําใจอันประเสริฐ หรือหลักความประพฤติที่ ประเสริฐไดแก เมตตา หมายถึง ความรัก ความปรารถนาดีอยากใหผูอื่นเปHนสุขและมี ไมตรีจิตคิดที่เปHนประโยชนแกผูอื่นโดยทั่วหนา ไมวาจะเปHนมนุษยหรือสัตว กรุณา หมายถึง ความสงสารคิดชวยใหผูอื่นพนทุกข อาจจะชวยดวยกําลัง ทรัพย กําลังความคิด หรือกําลังกายแลวแตกรณี มุทิตา หมายถึง ความบันเทิงใจ หรือความเบิกบานใจ คือมีความยินดีเมื่อ ไดเห็น ไดยินผูอื่นไดดีมีความสุขความสบาย เราพลอยดีใจไปกับเขา อุเบกขา หมายถึง ความวางใจเปHนกลาง คือการทํางานโดยปราศอคติ วางตัวเปHนกลางไมลําเอียงเพราะรัก ชัง หลง หรือกลัว โดยพิจารณาวาใคร ทําดียอมไดดี ใครทําชั่วยอมไดรับชั่ว
  39. 39. อุปาทาน 4 ความยึดมั่น ความถือมั่นดวยอํานาจกิเลส ความยึดติดอันเนืองมาแตตัณหา ่ ผูกพันเอาตัวตนเปHนที่ตั้ง ไดแก 1. กามุปาทาน ความยึดมั่นในกาม คือ รูป เสียง กลิ่น รส ที่นาใคร นาพอใจ 2. ทิฏqุปาทาน ความยึดมั่นในทิฏฐิหรือทฤษฎี คือ ความเห็น ลัทธิ หรือหลัก คําสอนตาง ๆ 3. สีลัพพตุปาทาน ความยึดมั่นในศีลและพรต คือ หลักความประพฤติ ขอปฏิบติ แบบแผน ระเบียบวิธี ขนบธรรมเนียมประเพณี ลัทธิพิธตางๆ ั ี กันไปอยางงมงาย 4. อัตตวาทุปาทาน ความยึดมั่นในวาทะวาตัวตน คือ ความถือหรือสําคัญ หมายอยู ในภายในวามีตวตน ที่จะได จะมี จะเปHน ั
  40. 40. การบริหารจิตและการเจริญปPญญา การบริหารจิต หมายถึง การฝpกใหจิตมีคุณภาพ หมายถึง มีความ ดีงาม ออนโยน หนักแนน มั่นคง แข็งแกรง สงบรมเย็นมีความสุข การเจริญปPญญา คือ การฝpกใหรูจักคิด คิดใหเปHน เพื่อใหเกิด ปญญา ความรูแจงรูเทาทันกระแสโลก และกระแสธรรม การทําสมาธิ สมาธิ หมายถึง ความตั้งมั่น หรือแนวแน การรวม พลังจิต ความไมฟุAงซาน หรือการจัดระเบียบความคิดได สติ สมาธิ และปPญญา มีลักษณะเกื้อกูลกัน และมีความสัมพันธ กันอยางใกลชิด สติ คือ ความตั้งมั่น เปHนจุดเริ่ม แลวมีสมาธิ คือ มี จิตใจแนวแน และปญญา คือ การไตรตรองใหรอบคอบ
  41. 41. ประเภทของสมาธิระดับของสมาธิแบงออกเปHน 3 ระดับ 1. ขณิกสมาธิ หมายถึง อาการทีจิตนิ่งสงบเพียงชั่วระยะเวลาสั้นๆ ่ 2. อุปจารสมาธิ หมายถึง สมาธิที่กําลังจะแนวแน แตยังไมถึงขั้นสงบจริงๆ 3. อัปปนาสมาธิ หมายถึง สมาธิที่แนวแนเขาสูความสงบจริงๆ จุดมุงหมายของสมาธิ 1. เพื่อความตั้งมั่นแหงสติสมปชัญญะ ั 2. เพืออยูเปHนสุขในปจจุบัน ่ 3. เพือไดฌานทัศนะ ่ 4. เพือทํากิเลสใหสิ้น ่
  42. 42. อุปสรรคของสมาธิเกิดจากนิวรณ นิวรณJ เปHนชื่อเรียกความคิดนึกของคนเราที่เปHนอุปสรรคในการทําความดี แบงเปHน 5 ประเภท คือ 1. กามฉันทะ คือ ความพอใจ ความอยากในสิ่งทีปรารถนา แกไดดวยการ ่ พิจารณาความตองการแลวพยายามขมใจตนเอง 2. พยาบาท คือ ความโกรธแคนหรืออาฆาตพยาบาท แกดวยเมตตา 3. ถีนมิทธะ คือ ความเบือหนายเกียจคราน แกไดดวยการตั้งสติเพงไปที่ซง ่ ึ่ มีแสงสวางมากๆ 4. อุทธัจจกุกกุจจะ คือ ความฟุAงซานและรําคาญ แกไดดวยการคิดแตเรือง่ ของคุณงามความดีทเราไดทําไปแลวเพือใหเกิดความภูมิใจ ี่ ่ 5. วิจิกจฉา คือ ความลังเลสงสัย แกไดดวยการปลอยวางใหผานไปแลว ิ คอยหาขอยุตใหม ิ
  43. 43. การเจริญปPญญา ปญญา คือ ความรูจริง รูทั่ว รูเทาทัน การเจริญหรือการพัฒนาปญญามี 3 วิธี คือ 1. สุตมยปญญา คือ ปญญาเกิดจากการฟงการอานการเขียน ซึ่งการพัฒนาปญญาดานนี้ ตองผานกระบวนการ ดังนี้ 1.1 ตองฟงมากจนเปHนพหูสูตร 1.2 นําความรูไปขยายหาเหตุผลใหกวางขวาง 1.3 สอบถามจากทานผูรู 1.4 บันทึกความจําไวเปHนหมวดหมู2. จินตามยปญญา คือ ปญญาเกิดจากการคิด เปHนการนําเอาความรูหรือขอมูลที่ไดจาก การฟงมาไตรตรอง โดยผานกระบวนการ ดังนี้ 2.1 คิดอยางปราศจากฉันทาคติ ลําเอียงเพราะรักใครชอบพอ 2.2 คิดอยางปราศจากภยาคติ ลําเอียงเพราะขลาดกลัว เกรงใจ 2.3 คิดอยางปราศจากโมหาคติ ลําเอียงเพราะความหลง โงเขลา 2.4 คิดอยางปราศจากโทสาคติ ลําเอียงเพราะโกรธเกลียด
  44. 44. 3. ภาวนามยปญญา คือ ปญญาอันเกิดจากการลงมือปฏิบติ เปHนการนํา ั ปญญาไปใชแกปญหา ภาวนามยปญญามีความหมาย 2 ระดับ คือ 3.1 ความหมายทั่วๆ ไป เปHนปญญาที่ใชแกปญหาในชีวิตประจําวัน 3.2 ความหมายทางพระพุทธศาสนา เปHนปญญาทีเกิดขึ้นโดยผานกระบวน ่ การดังนี้ 1) สมถภาวนา คือ การอบรมจิตใหเกิดสมาธิ 2) วิปสสนาภาวนา คือ การอบรมจิตใหเกิดปญญา
  45. 45. สติปPฏฐาน ๔ ที่ตงของสติ การตั้งสติกําหนดพิจารณาสิ่งทังหลายใหรูเห็นตามความเปHนจ ั้ ้ ริง คือ ตามสิงนั้นๆ นับเปHนของมันเองมี 4 ประการ คือ ่1. กายานุปสสนาสติปฏฐาน (การตั้งสติกําหนดพิจารณากายใหรูเห็นตามเปHน จริงวา เปHนแตเพียงกาย ไมใชสัตวบุคคลตัวตนเราเขา) จําแนกวิธีปฏิบัตไว ิ หลายอยาง คือ - อานาปานสติ กําหนดลมหายใจ 1, - อิริยาบถ กําหนดรูทันอิริยาบถ 1, - สัมปชัญญะ สรางสัมปชัญญะในการกระทําความเคลือนไหวทุกอยาง 1, ่ - ปฏิกูลมนสิการ พิจารณาสวนประกอบอันไมสะอาดทั้งหลายที่ประชุมเขาเปHน รางกายนี้ 1, - ธาตุมนสิการ พิจารณาเห็นรางกายของตนโดยสักวาเปHนธาตุแตละอยางๆ 1
  46. 46. 2. เวทนานุปสสานสติปฏฐาน (การตั้งสติกําหนดพิจารณาเวทนาใหรูเห็นตาม เปHนจริงวา เปHนแตเพียงเวทนา ไมใชสัตวบุคคลตัวตนเราเขา) คือ มีสติอยู พรอมดวยความรูชัดเวทนาอันเปHนสุข ก็ดี ทุกขก็ดี เฉยๆ ก็ดี ทั้งที่เปHน สามิสและเปHนนิรามิสตามทีเปHนอยูขณะนั้นๆ ่3. จิตตานุปสสนาสติปฏฐาน (การตั้งสติกําหนดพิจารณาจิต ใหรูเห็นตาม เปHนจริงวา เปHนแตเพียงจิต ไมใชสัตวบุคคลตัวตนเราเขา) คือ มีสติอยู พรอมดวยความรูชัดจิตของตนที่มีราคะ ไมมีราคะ มีโทสะ ไมมีโทสะ มีโมหะ ไมมีโมหะ เศราหมองหรือผองแผว ฟุAงซานหรือเปHนสมาธิ ฯลฯ อยางไรๆ ตามทีเปHนไปอยูในขณะนั้นๆ ่4. ธัมมานุปสสนาสติปฏฐาน (การตั้งสติกําหนดพิจารณาธรรมใหรูเห็นตาม เปHนจริงวาเปHนแตเพียงธรรม ไมใชสัตวบุคคลตัวตนเราเขา) คือ มีสติอยู พรอมดวยความรูชัดธรรมทังหลาย ไดแก นิวรณ ๕ ขันธ ๕ อายตนะ ๑๒ ้ โพชฌงค ๗ อริยสัจ ๔ วาคืออะไร เปHนอยางไร มีในตนหรือไม เกิดขึ้น เจริญบริบูรณ และดับไดอยางไร เปHนตน ตามที่เปHนจริงของมันอยางนั้นๆ
  47. 47. พระไตรปeฎก คือ คัมภีรของพระพุทธศาสนา ไตร แปลวา สาม ป4ฎก แปลวา ตะกราก็ได ไตรป4ฎกจึงแปลวา คัมภีรสามคัมภีร ไดแก พระวินัยป4ฎก พระสุต ตันตป4ฎก และพระอภิธรรมป4ฎกโครงสรางของพระไตรปeฎก แบงเปHน 3 สวนใหญๆ และแตละหมวดมีสาระ ดังนี้1. พระวินัยป4ฎก วาดวยสิกขาบทและบทบัญญัติตางๆ เกี่ยวกับภิกษุสงฆและภิกษุณี แบงเปHน 3 หมวด2. พระสุตตันตป4ฎก วาดวยพระธรรมเทศนาของพระพุทธเจา (มีของพระสาวกบาง บางสวน) ที่ตรัสแก ชนตางชั้น ตางกาละและโอกาส เปHนในรูปคํารอยแกว ลวนบาง ผสมรอยแกวกับรอยกรองบาง พระป4ฎกนี้มทั้งสิน 21000 พระธรรม ี ้ ขันธ โดยแบงออกเปHน 5 นิกาย3. พระอภิธรรมป4ฎก วาดวยการอธิบายหลักธรรมตางๆ ในดานวิชาการลวนๆ ไม เกี่ยวกับเหตุการณและบุคคล ซึ่งหลักธรรมทีไดนําเอามาอธิบายมีอยูในสวนของ ่ พระสุตตันตป4ฎกนันเอง มี 42000 พระธรรมขันธ แบงเปHน 7 คัมภีร ่
  48. 48. พุทธศาสนสุภาษิตจิตฺตํ ทนฺตํ สุขาวหํ จิตที่ฝpกดีแลวนําสุขมาใหนอุจฺจาวจํ ปณฺฑิตา ทสฺสยนฺติ บัณฑิตยอมไมแสดงอาการขึ้นๆ ลงๆนตฺถิ โลเก อนินฺทิโต คนที่ไมถูกนินทา ไมมีในโลกโกธํ ฆตฺวา สุขํ เสติ ฆาความโกรธได ยอมอยูเปHนสุขปฏิรูปการี ธุรวา อุฏฐาตา วินฺทเต ธนํ คนขยันเอาการเอางาน กระทําเหมาะสม ยอมหาทรัพยไดวายเมถว ปุริโส ยาว อตฺถสฺส นิปฺปทา เกิดเปHนคนควรจะพยายามจนกวาจะประสบ ความสําเร็จสนฺตุฏฐี ปรมํ ธนํ ความสันโดษเปHนทรัพยอยางยิ่งอิณาทานํ ทุกฺขํ โลเก การเปHนหนี้เปHนทุกขในโลกราชา มุขํ มนุสฺสานํ พระราชาเปHนประมุขของประชาชนสติ โลกสฺมิ ชาคโร สติเปHนเครื่องตื่นในโลกนตฺถิ สนฺติปรํ สุขํ สุขอื่นยิ่งกวาความสงบไมมีนิพฺพานํ ปรมํ สุขํ นิพพานเปHนสุขอยางยิ่ง
  49. 49. พุทธสาวก พุทธสาวิกา พระอัสสชิ พระสาวกผูดํารงตนอยาง “สมถะ” อริยาบทสํารวมและเปHนผูชักชวนใหพระสารีบุตรมาเปHนพระภิกษุ พระกีสาโคตมีเถรี ภิกษุณีผูทรงจีวรเศราหมอง พระนางมัลลิกา พุทธสาวิกาที่มีความมั่นคงในหลักคําสอนทางพระพุทธศาสนา หมอชีวก โกมารภัจ อุบาสกผูเลื่อมใสในบุคคล แพทยประจําพระองคพระพุทธเจาและภิกษุสงฆ พระอนุรุทธะ ผูไมเคยไดยินคําวา “ไมมี” เพราะยินดีในการใหทานและทิพยจักษุญาณ พระองคุลิมาล โจรกลับใจ หรือตนคด ปลายตรง พระธัมมทินนาเถรี ภิกษุณีผูไดรับการยกยองวาเปHนนักบรรยายธรรม หรือผูเปHนเลิศทางทรงธรรม จิตตคหบดี อุบาสกผูไดรับการยกยองในการแสดงธรรม พระอานนท พหูสูตรผูทรงจําพระธรรมวินัย พระปฏาจาราเถรี ภิกษุณีผูเปHนเลิศทางทรงพระวินยั จูฬสุภัททา สตรีนักเผยแผพระพุทธศาสนาชั้นนํา สุมนมาลาการ ผูยอมสละชีวิตเพือแลกกับการไดบูชาพระพุทธเจา ่
  50. 50. ชาวพุทธตัวอยางพระนาคเสน-พระยามิลินท การเปHนผูใฝ]รูและเปHนผูมีปฏิภาณในการตอบโตวาทะสมเด็จพระวันรัต (เฮง เขมจารี) ผูแตกฉานในพระปริยัติธรรมและพระนักปกครองที่ยอดเยี่ยมพระอาจารยมั่น ภูริทตฺโต พระอาจารยใหญ ฝ]ายวิปสสนาธุระสุชีพ ปุญญานุภาพ ผูเรียบเรียงพระไตรป4ฎกฉบับประชาชนและริเริ่มแตงนวนิยายอิงธรรมะสมเด็จพระนารายณมหาราช มีพระราชศรัทธาในพระพุทธศาสนาอยางมั่นคงและทรงอุปถัมภแกศาสนาอื่นพระธรรมโกศาจารย (พุทธทาสภิกขุ) พระนักเทศน นักปาฐกถาธรรม นักเขียนธรรมะระดับแนวหนาของ ประเทศพระพรหมมังคลาจารย (ปญญานันทภิกขุ) พระนักเทศนเนื้อหาสมัยใหม ตรงไปตรงมาเนนธรรมะที่บริสุทธิ์ดร.เอ็มเบดการ บัวบานที่อยูเหนือกาลเวลาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัว พระมหากษัตริยที่ทรงออกผนวชและทํานุบํารุงพระพุทธศาสนา ในทุกดาน รวมทั้งสงเสริมการศึกษาของพระภิกษุสงฆพระโพธิญาณเถร (ชา สุภทฺโท) พระวิปสสนาจารยทําอยางไรพูดอยางนั้น ผูทําใหดอกบัวบานในโลก ตะวันตกพระพรหมคุณาภรณ (ป.อ.ปยุตโต) ปราชญทางพระพุทธศาสนาในโลกปจจุบัน ภูมิปญญาไทยกาวไกลสู ระดับสากลอนาคาริก ธรรมปาละ ผูพลิกฟ`aนพระพุทธศาสนาคืนใหแกแผนดินแม
  51. 51. ชาดกเวสสันดรชาดก ทรงบําเพ็ญทานบารมีมโหสถชาดก มหาบัณฑิตผูมีปญญาเปHนเอกมหาชนกชาดก ทรงบําเพ็ญวิริยะบารมีนิกายสําคัญแบงแยกออกเปHน 2 นิกาย คือ1. นิกายเถรวาท - ปฏิบัติตามคําสั่งสอนของพระพุทธเจาเดิม2. นิกายอาจาริยวาท (มหายาน) - ดัดแปลงพระธรรมวินัยตามควร
  52. 52. 43. ผูประสบภัยมักกลาววา ..บานนี้อยูมา30-40 ปfไมเคยเจอน้ําทวม แตน้ํามาทวมในปfนี้... ขอความดังกลาวนี้สอดคลองกับหลักไตรลักษณใด ก. อนิจจัง ข. อัตตา ค. ทุกขัง ง. อนัตตา44. สมพรเปHนผูมีความขยันหมั่นเพียร ประหยัด เลี้ยงชีพตามกําลังทรัพย และคบเพื่อนที่ดี สมพรปฏิบัตตามหลักธรรมขอใด ิ ก. โลกธรรม ข. โภคอาทิยะ ค. ทิฏฐธัมมิกตถะ ง. อปริหานิยธรรม ั45. ขอใด ไมถูกตอง เกี่ยวกับปฏิจจสมุปบาท ก. เปHนธรรมนิยาม ข. ชีวิตเปHนไปตามดวง ค. อวิชชาเปHนจุดเริมตนของกระบวนการเกิดความทุกขในชีวิตมนุษย ่ ง. เมือสิ่งนี้มี สิ่งนี้จงมี เมือสิ่งนี้ไมมี สิ่งนี้ก็ไมมี ่ ึ ่
  53. 53. 46. พีชนิยามในนิยาม5 ของสมุทัย หมายถึงกฎธรรมชาติเรื่องใด ก. การสืบพันธุ ข. สิ่งไมมีชีวิต ค. สภาพแวดลอม ง. การทํางานของจิต47. การที่ผูปกครองประเทศตัดสินใจดําเนินการเรื่องใดเรื่องหนึ่ง โดยคํานึงถึง ความเห็นของคนสวนใหญ เป:นการดําเนินการตามหลักการใดในพระพุทธ ก. อัตตาธิปไตย ข. โลกาธิปไตย ค. ธรรมาธิปไตย ง. ประชาธิปไตย48. การใชหลักโยนิโสมนสิการขอใด สามารถดับทุกขจากการหลงยึดติดในรูปกาย ไดมากที่สุด ก. การคิดพิจารณาหาเหตุปQจจัย ข. การคิดพิจารณาแยกแยะสวนประกอบ ค. การคิดพิจารณาแบบสามัญลักษณะ ง. การคิดพิจารณาเห็นคุณ-โทษและทางออก
  54. 54. 49. การกําหนดลมหายใจเขา-ออก จัดอยูในสติปQฏฐานประเภทใด ก. กายานุปQสสนา ข. จิตตานุปQสสนา ค. ธัมมานุปQสสนา ง. เวทนานุปQสสนา50. การมีสติกําหนดรูวาขันธ5 แตละอยางคือไร เกิดขึ้นไดอยางไร และดับไป ไดอยางไรนั้นอยูในสติปQฏฐานใด ก. กายานุปQสสนา ข. เวทนานุปQสสนา ค. จิตตานุปQสสนา ง. ธัมมานุปQสสนา51. ธรรมใดสอนเรื่องความเพียร (2คําตอบ) ก. เบญจศีล ข. อริยวัฑฒิ ค. อปริหานิยธรรม ง. ทศพิธราชธรรม52. ขอใดคือประโยชนที่บุคคลไดรับจากการบริหารจิตตามหลักสติปQฏฐาน(2 คําตอบ) ก. ทําใหระลึกชาติได ข. ทําใหเชือในบาปบุญคุณโทษ ่ ค. ทําใหรางกายแข็งแรงมีสขภาพดี ง. ทําใหมีศรัทธาในพระพุทธศาสนาเพิมขึ้น ุ ่
  55. 55. 53. ผูปกครองประเทศควรยึดหลักใด สังคมจึงจะสงบสุขและมีสันติ (2 คําตอบ) ก. เบญจศีล ข. อริยวัฑฒิ ค. อปริหานิยธรรม ง. ทศพิธราชธรรม54. ตนไมทีมีความเกี่ยวของกับวันวิสาขบูชา ไดแกตนไมอะไร (2 คําตอบ) ่ ก. ตนโพธิ์ ข. ตนสาละ ค. ตนประดู ง. ตนไทร55. ขอใด ไมถูกตอง (2 คําตอบ) ก. พระไตรป@ฎกพัฒนามาจากพระธรรมวินัย ข. การบันทึกพระไตรป@ฎกเป:นลายลักษณอักษรครั้งแรกใชภาษามคธ ค. พระไตรป@ฎกไดรับการเผยแผไปยังประเทศตาง ๆ พรอมกับคณะพระธรรม ทูต ง. การสังคายนาพระไตรป@ฎกครั้งแรกทําในสมัยพุทธกาลโดยพระอานนทเป:น หัวหนา
  56. 56. 56. การประกอบศาสนพิธีของบุคคลในขอใดตอไปนี้แตกตางจากบุคคลอื่น ก. สมบุญเป:นเจาภาพทอดกฐินที่วัดราษฎรนิยม ข. บุญชัยทําบุญถวายสังฆทานในวันครบรอบวันเกิด ค. กอบบุญแสดงตนเป:นพุทธมามกะกอนเดินทางไปศึกษาตอตางประเทศ ง. บุญมากถวายเทียนพรรษาและผาอาบน้ําฝนในเทศกาลเขาพรรษาที่ผานมา57. หนาที่ที่สําคัญที่สุดของพุทธศาสนิกชนคือขอใด ก. รักษาศีล ข. ศึกษาพระไตรป@ฎก ค. เผยแผพระพุทธศาสนา ง. ทํานุบํารุงพระพุทธศาสนา58. ศาสนพิธีใดเป:นเรื่องของพระสงฆลวน ๆ ไมมีฆราวาสเกี่ยวของ ก. พิธีอุปสมบท ข. พิธีปวารณา ค. พิธีมหากฐิน ง. พิธีรักษาอุโบสถศีล
  57. 57. 59. คําตอบขอใดตอไปนี้ ไมถูกตอง เกี่ยวกับเทศกาลสงกรานต ก. มีการประกอบพิธีกรรมอุทิศสวนกุศลใหบรรพชนที่เสียชีวิต ข. เป:นเทศกาลสงทายปVเกาตอนรับปVใหมของไทยในอดีต ค. มีการกอพระเจดียทรายซึ่งเป:นการขนทรายเขาวัด ง. คําวา สงกรานต มีความหมายวาการที่พระจันทรเคลื่อนยายจากราศีมีน เขาสูราศีเมษ60. เทศกาลสําคัญทางพระพุทธศาสนาขอใดทีพุทธศาสนิกชนมีโอกาสไดแสดงความ ่ กตัญXูกตเวทีตอสิ่งตาง ๆ มากที่สุด ก. เขาพรรษา – สงกรานต ข. ทอดกฐิน – ออกพรรษา ค. ออกพรรษา – ลอยกระทง ง. ลอยกระทง – สงกรานต61. ศาสนพิธใด ไมมี การเจาะจงพระภิกษุผรับ ี ู ก. ทอดกฐิน ข. ถวายผาอาบน้ําฝน ค. ถวายสังฆทาน ง. ถวายผาจํานําพรรษา
  58. 58. 62. ขอใดตอไปนี้เป:นศาสนพิธีประเทศทานพิธี (2 คําตอบ) ก. การตักบาตรตอนเชา ข. การทอดกฐิน ค. การสมาทานศีล ง. การทําบุญอุทิศสวนกุศลใหผูเสียชีวิต63. การทําบุญในงานมงคลเมื่อพระสงฆนั่งประจําอาสนะแลว เจาภาพจุดธูปเทียน บูชาพระ จะมีการอาราธนาใดบาง (2 คําตอบ) ก. อาราธนาศีล ข. อาราธนาพระสงฆ ค. อาราธนาพระธรรม ง. อาราธนาพระปริตร64. เทศกาลสําคัญทางพระพุทธศาสนาเทศกาลใดบางที่พุทธบริษัทไดปฏิบัติตน เพื่อแสดงความกตัญXูตอธรรมชาติ (2 คําตอบ) ก. เขาพรรษา ข. ออกพรรษา ค. ลอยกระทง ง. ทอดกฐิน65. พุทธสาวกและพุทธสาวิกาที่ไดรับยกยองในการบรรยายธรรมคือใคร ก. จุฬสุภัททา ข. พระปฏาจาราเถรี ค. จิตตคหบดี ง. พระธัมมทินนาเถรี
  59. 59. ศาสนาพราหมณ-ฮินดู มีวิวัฒนาการ 3 สมัย คือ1. สมัยพระเวท เริ่มแรก นับถือเทพเจาตาง ๆ2. สมัยพราหมณ เกิดเทพ พระพรหม ผูสราง และความเชื่อตรีมูรติ3. สมัยฮินดู เขาสูยุคใหม เชื่อในเรื่องการหลุดพน แบงออกเป:น 6 ลัทธิ(ทรรศนะ6) - นยายะ บรรลุปรมัตถโดยอาศัยการคิดอยางมีเหตุผลมีขั้นตอน - ไวเศษิกะ หลุดพนจากการเวียนวายตายเกิดดวยการแยะแยะสัจธรรม 9 อยาง - สางขยะ หากมนุษยแยกแยะสสารออกจากวิญญาณไดก็จะบรรลุโมกษะ - โยคะ เนนวิธีปฏิบัติใหหลุดพนโดยการดับทุกขทางจิต - มิมางสา การตีความพิธีกรรมและคัมภีรพระเวท - เวทานตะ การสืบคนหาพรหม มีอทธิพลตอพัฒนาการของศาสนาฮินดูมากที่สุด ิ
  60. 60. คัมภีรในศาสนาพราหมณ-ฮินดู 1. คัมภีรศรุติ เป:นคัมภีรที่เกิดจากการรับฟQงมาจากโอษฐของพระเจา เชน คัมภีรพระเวท 2. คัมภีรสมฤติ เป:นคัมภีรที่มนุษยสรางขึ้นและจดจํา ถายทอดสืบตอ มา เชน คัมภีรธรรมศาสตรคัมภีรพระเวท ไดแก 1. ฤคเวท ออนวอนสรรเสริญเทพเจาตาง ๆ 2. ยชุรเวท คูมือพราหมณในการทําพิธี 3. สามเวท บทรอยกรองใชในพิธยญกรรม หรือถวายน้ําโสมแก ีั พระอินทร 4. อาถรรพเวท คัมภีรเกิดหลังสุด เรื่องเกี่ยวกับมนตคาถา พิธีแกเสนียด จัญไร เพื่อเป:นสิริมงคลแกตนเอง และนําผลรายไปสูผูอื่น
  61. 61. นิกายสําคัญในศาสนาพราหมณ-ฮินดู 1. นิกายพรหม นับถือจงรักภักดีพระพรหม 2. นิกายไวษณพ นับถือจงรักภักดีตอพระวิษณุ หรือพระนารายณ 3. นิกายไศวะ นับถือจงรักภักดีตอพระศิวะ หรือพระอิศวร 4. นิกายศักติ นับถือจงรักภักดีพระเป:นเจาฝ[ายหญิง ไดแก พระสุรัสวดี พระอุมา พระลักษมี
  62. 62. ศิวลึงก์ สัญลักษณ์แทนองค์พระศิวะ
  63. 63. พระแมอุมาเทวี... เจ$าแมอุมา หรือ ปารวตี คือ พระนามแหงพระแมผูเป:นใหญในจักรวาล เป:นเทวี แหงอํานาจวาสนาและบารมีอันสูงสุด พระองค ทรงประทานยศถาบรรดาศักดิ์ และความเป:นใหญพระแม่กาลี เทวีผูทรงมหิทธา ้ แกผูหมั่นบูชาตอพระองคอยางสม่ําเสมอ.
  64. 64. พระแมลักษมี คือเทวีแหงความงดงาม ความร่ํารวย และความอุดมสมบูรณ พระองคมักประทานความสําเร็จใน การประกอบกิจการ การเจรจาตอรอง การทํามาคาขายพระแมสรัสวดี เทวีแหงป(ญญาความรู$ การประกอบธุรกิจทุกสาขา ตลอดจนประทานโภคทรัพยศิลปวิทยาการ การภาวนาและพิธีกรรม เงินทอง สมบัติ แกผูหมั่นบูชาพระองคและประกอบความดี อยูเป:นนิจ
  65. 65. หลักธรรมในศาสนาพราหมณ-ฮินดู1. หลักอาศรม4 – ขั้นตอนชีวิต หรือทางปฏิบติเพื่อยกระดับชีวิต ั 1.1 พรหมจารี – วัยแหงการศึกษาเลาเรียน 1.2 คฤหัสถ – วัยแหงการครองเรือน 1.3 วรปรัสถ – วัยแหงการปฏิบติศีลในป[า ั 1.4 สันยาสี – วัยแหงการหลุดพน2. หลักปุรุษารถะ – หลักการดําเนินชีวิตที่ดี 2.1 ธรรมะ – ประพฤติปฏิบัตธรรม เขาใจชีวต เพื่อไปเกิดในสุคติภมิ ิ ิ ู 2.2 กามะ – เสริมสรางชีวิตใหมั่นคง เชน การประกอบอาชีพ แตงงาน 2.3 อรรถะ – แสวงหาความมั่นคงใหแกชีวิตดานตาง ๆ เชน การศึกษา 2.4 โมกษะ – ออกบําเพ็ญพรต เพื่อความหลุดพน
  66. 66. 3. หลักปรมาตมันหรือโมกษะ – หนทางนําไปสูการหลุดพนจากการเวียน วายตายเกิด ไดแก 3.1 กรรมมรรค หรือกรรมโยคะ – ละกรรมที่จะทําใหเวียนวายตายเกิด 3.2 ภักติมรรค หรือภักติโยคะ – ความภักดีตอพระเจา 3.3 ราชมรรค หรือราชโยคะ – ทางแหงการฝกฝนอบรมจิตใหมั่นคง 3.4 ชญาณมรรค หรือชญาณโยคะ - ทางแหงปQญญาที่จะนําไปสูการ หลุดพน
  67. 67. พิธีกรรมในศาสนาพราหมณ-ฮินดู 1. ระบบวรรณะ – การปฏิบัติตามกําเนิดวรรณะและหนาที่ตาม วรรณะของตน 2. พิธีสังสการ – พิธีกรรมที่ทําใหเกิดความบริสุทธิ์ เป:นพิธเกียวกับ ี ่ ขั้นตอนชีวิตตั้งแตเกิด เป:นพิธีประจําบานเฉพาะวรรณะพราหมณ กษัตริย แพศย 12 อยาง เชน ตั้งครรภ คลอดบุตร ตั้งชื่อเด็ก นําเด็ก ออกดูดวงอาทิตย ป^อนขาว โกนผม ตัดผม เริ่มการศึกษา แตงงาน 3. พิธีศราทธ – พิธีทําบุญอุทิศใหแกดวงวิญญาณบรรพบุรุษ มีการ ถวายขาวบิณฑ (กอนขาวสุก) 4. พิธีบูชาเทวดา – การสวดมนตบูชาพระเจา การไปนมัสการบําเพ็ญ กุศลในเทวาลัย และพิธีบูชาในวันศักดิสิทธิ์ ์

×