Recommended
PDF
ระบบประสาทและอวัยวะรับความรู้สึก
PDF
PDF
PDF
PDF
ระบบย่อยอาหาร - Digestive system
PDF
การเคลื่อนที่ของสิ่งมีชีวิต
PDF
PDF
PDF
PDF
บทที่ 5 การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม1
PDF
Power point การถ่ายทอดทางพันธุกรรม
PDF
บทที่ 1 พันธุกรรมกับหมู่เลือด
PDF
PDF
PDF
PDF
PDF
หลอดเลือดและส่วนประกอบของเลือด
PDF
PDF
PDF
ระบบย่อยอาหาร ระบบย่อยอาหาร ระบบย่อยอาหาร
PDF
การลำเลียงน้ำและอาหารของพืช
PDF
PPTX
PPTX
บทที่ 3 ระบบประสาทและอวัยวะรับความรู้สึก
PDF
PDF
แบบทดสอบย่อย เรื่องกล้องจุลทรรศน์
PDF
PDF
การเคลื่อนที่ของสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง
PDF
รูปแบบการเขียนรายงานโครงงาน 5 บท
PDF
เคมีที่เป็นพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต
More Related Content
PDF
ระบบประสาทและอวัยวะรับความรู้สึก
PDF
PDF
PDF
PDF
ระบบย่อยอาหาร - Digestive system
PDF
การเคลื่อนที่ของสิ่งมีชีวิต
PDF
PDF
What's hot
PDF
PDF
บทที่ 5 การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม1
PDF
Power point การถ่ายทอดทางพันธุกรรม
PDF
บทที่ 1 พันธุกรรมกับหมู่เลือด
PDF
PDF
PDF
PDF
PDF
หลอดเลือดและส่วนประกอบของเลือด
PDF
PDF
PDF
ระบบย่อยอาหาร ระบบย่อยอาหาร ระบบย่อยอาหาร
PDF
การลำเลียงน้ำและอาหารของพืช
PDF
PPTX
PPTX
บทที่ 3 ระบบประสาทและอวัยวะรับความรู้สึก
PDF
PDF
แบบทดสอบย่อย เรื่องกล้องจุลทรรศน์
PDF
PDF
การเคลื่อนที่ของสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง
Viewers also liked
PDF
รูปแบบการเขียนรายงานโครงงาน 5 บท
PDF
เคมีที่เป็นพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต
PDF
PDF
บทที่ 1 ธรรมชาติของสิ่งมีชีวิต
PDF
PDF
ระบบต่อมไร้ท่อ (ฮอร์โมน) - Hormone system
PDF
PDF
การรักษาดุลยภาพของสิ่งมีชีวิต - Homeostasis
PPTX
PDF
การเคลื่อนที่ของสิ่งมีชีวิต - Movement system
PDF
PDF
พฤติกรรมของสิ่งมีชีวิต - Behaviore
PDF
ชีววิทยาเรื่องระบบประสาท Nervous system
PDF
PDF
ระบบสืบพันธุ์ของสิ่งมีชีวิต - Reprodutive system
PPT
PDF
การสลายสารอาหารเพื่อให้ได้พลังงาน - Energy of cell
PDF
เราจะศึกษาวิทยาศาสตร์กันอย่างไร
PDF
Similar to ระบบประสาท - Nervous system
PDF
PPT
กายวิภาคศาสตร์และสรีรวิทยา
PDF
PPTX
ศ นย ควบค_มระประสาท (ต_อ)
PDF
PDF
PDF
PDF
รื่องSensory and-motor-mechanismน้องๆสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ slide ด...
DOC
PDF
PPT
PDF
พื้นฐานทางชีววิทยาที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมและการรับรู้
PDF
PDF
PDF
DOC
PDF
PDF
PDF
PDF
บทที่ 3 Basic Of Physiological
ระบบประสาท - Nervous system 1. บทที่ 8
ระบบประสาทและอวัยวะรับสั มผัส
NERVOUS SYSTEM AND THE SENSE
1
2. 3. nervous system and hormone
ระบบประสาท (nervous system)
ระบบประสานงาน
(coordinating system)
ฮอร์ โมน (hormone)
3
4. ระบบประสาท
• หมายถึง ระบบที่เกี่ยวกับการสังงาน การติดต่อเชื่อมโยง การ
่
ประสานงาน การรับคาสัง และปรับระบบต่างๆของร่ างกายให้เข้ากับ
่
สภาพแวดล้อมทั้งภายนอกและภายใน โดยใช้เวลารวดเร็ วและสิ้ นสุ ด
อย่างรวดเร็ ว ส่ วนระบบต่อมไร้ท่อนั้นจะตอบสนองเป็ นไปอย่างช้าๆและ
กระทาต่อเนื่องเป็ นเวลานาน
คุณสมบัตของเซลล์ ประสาท
ิ
• ไวต่อสิ่ งเร้า(stimulus)
• นากระแสประสาทได้
4
5. 6. 7. ระบบประสาทของพารามีเซียม
• ไม่มีระบบประสาทที่แท้จริ ง มี เส้ นใย
่ ิ
ประสานงาน(co-ordinating fiber) ซึ่งอยูใต้ผว
เซลล์เชื่อมโยงระหว่างโคนซิเลียแต่ละเส้นทา
ให้เกิดการประสานงานกัน
• คาถาม ถ้าตัด co-ordinating fiber จะเกิดอะไร
ขึ้น
7
8. ระบบประสาทของซีเลนเทอเรต
• ไฮดรายังไม่มีระบบประสาท แต่มีเส้นใย
ประสาท เรี ยกว่า ร่ างแหประสาท(nerve net)
• เมื่อกระตุนทุกส่ วนร่ างกายจะหดตัว
้
• การเคลื่อนที่ของกระแสประสาทจะช้ากว่าสัตว์
ชั้นสู งมาก และมีทิศทางที่ไม่แน่นอน
• ปากและเทนตาเคิล(tentacle)มีเส้นใยประสาท
มาก
• พบที่ผนังลาไส้ในสัตว์ช้ นสู ง ทาให้เกิด
ั
peristalsis
8
9. ระบบประสาทของหนอนตัวแบน
• พลานาเรี ย มีปมประสาท 2 ปมอยูที่ส่วนหัว
่
เรี ยกว่า ปมประสาทสมอง(cerebral ganglion)
ทาหน้าที่เป็ นสมอง
• ทางด้านล่างสมองมีเส้นประสาทแยกออกข้าง
ลาตัวข้างละเส้น เรี ยกว่า เส้นประสาททาง
ด้านข้าง (lateral nerve cord) มีเส้นประสาท
พาดขวางเป็ นระยะเรี ยกว่า เส้นประสาทตาม
ขวาง(transverse nerve)
9
10. ระบบประสาทของหนอนตัวกลม
• มีปมประสาทรู ปวงแหวน(nerve ring) อยู่
รอบคอหอย(circumpharyngeal brian)
• มีเส้นประสาททางด้านหลัง เรี ยกว่า dorsal
nerve cord และเส้นประสาททางด้านล่าง
เรี ยกว่า ventral nerve cord
10
11. ระบบประสาทของพวกมอลลัสก์
• หอยกาบคู่ มีปมประสาท 3 คู่
1. ปมประสาทสมอง(cerebral ganglion) อยู่
ทางด้านข้างของปาก ควบคุมอวัยวะ
ตอนบน
2. ปมประสาทที่อวัยวะภายใน(visceral
่
ganglion)อยูทางด้านท้ายควบคุมอวัยวะ
ภายใน เช่นระบบย่อยอาหาร ตับ หัวใจ
่
3. ปมประสาทที่เท้า(pedal ganglion)อยูที่เท้า
ทาหน้าควบคุมการยืดตัวและหดตัวที่
กล้ามเนื้อเท้า
11
12. ระบบประสาทของแอนเนลิด
• ไส้เดือนมีระบบประสาทประกอบด้วย
1. สมอง(brain) ปมประสาท 2 ปมเป็ นพู เรี ยกว่าปม
ประสาทซี รีบรัล(cerebral ganglion)
2. ปมประสาทใต้คอหอย(subpharyngeal ganglion)
เกิดจากแขนงประสาทที่แยกออกจากสมองแล้วอ้อม
รอบคอหอย(circumpharyngeal commissure) มา
บรรจบกัน
3. เส้นประสาททางด้านท้อง(ventral nerve cord) มี
เส้นประสาท 2 เส้นแต่มกรวมกันเป็ นเส้นเดียว และมี
ั
ปมประสาทแต่ละปล้องและแขนงประสาท 3-5 คู่แยก
ออกไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ
12
13. 14. ระบบประสาทของพวกอาร์ โทพอด
• แมลงมีระบบประสาทที่พฒนามาก
ั
ประกอบด้วย
1. สมอง(brain)เกิดจากปมประสาท 2 ปมมา
รวมกัน ไปยัง optic nerve 1 คู่ และ
antennary nerve 1 คู่
2. ปมประสาทใต้หลอดอาหาร (sub-
esophageal ganglion)
3. เส้นประสาททางด้านท้อง (ventral
nerve cord)
14
15. • แมลงมีตาประกอบ(compound eye) รับ
ภาพและแสงได้ดี
• อวัยวะรับเสี ยง(sound receptors) เช่น
อวัยวะทิมพานัม(tympanum organ)รับ
แรงสันสะเทือนได้ดี
• อวัยวะรับรู ้สารเคมี(chemoreceptors)
เช่น หนวด ปาก ขาเดิน
15
16. ระบบประสาทของเอไคโนเดิร์ม
• ระบบประสาท วงแหวนประสาท(nerve
่
ring)อยูรอบปาก มีแขนงประสาทแยก
ออกไปยัง arm เรี ยกว่า radial nerve
• มีอวัยวะสัมผัสแสงเรี ยกว่า จุดตา
่
(eyespot) อยูที่บริ เวณปลายสุ ดของทุก
แฉก
• เทนเทเคิล(tentacle) รับสัมผัสเคมี
16
17. สรุ ป
-สัตว์ พวกแรกที่เริ่มมีระบบประสาทที่แท้ จริงคือ cnidarians เรี ยก nerve net
-ในดาวทะเล ระบบประสาทจะซับซ้ อนขึน โดยจะมี nerve ring เชื่อม
้
กับ radial nerve ที่เชื่อมอยู่กับ nerve net ในแต่ ละแขนของดาวทะเลอีกทีหนึ่ง
-สิ่ งมีชีวตตังแต่ พวกหนอนตัวแบนเป็ นต้ นไป จะมีการรวมกันของเซลล์
ิ ้
ประสาท (ganglion) ที่บริเวณหัว เรี ยก cephalization
-พลานาเรี ยจะมีการเรี ยงตัวของเส้ นประสาทบริเวณด้ านข้ างลาตัวทัง 2 ข้ าง
้
และจะมีเส้ นประสาทเชื่อม เรี ยก transverse nerve
-ตังแต่ พวกหนอนตัวกลมขึนไป จะมีการเรี ยงตัวของเส้ นประสาทอยู่ทางด้ าน
้ ้
ท้ องเรี ยก ventral nerve cord
-ในแมลงมีการรวมกันของเซลล์ ประสาท เรี ยก glangion ในแต่ ละข้ อปล้ องของ
ลาตัว
-ในสัตว์ มีกระดูกสันหลัง จะมี dorsal hollow nerve cord มาแทนที่ ventral
nerve cord และไม่ มี segmental ganglia 17
18. กาเนิดระบบประสาท
• ระบบประสาทพัฒนามาจาก
เนื้อเยือชั้นนอก(ectoderm)ทาง
่
ด้านหลังของตัวอ่อน พัฒนา
เปลี่ยนสภาพเป็ นหลอดประสาท
หรื อนิวรัลทิวบ์(neural tube)
18
19. 20. 21. เซลล์ ประสาท (neuron หรือ nerve cell)
-เซลล์ ประสาท (neuron or nerve cell) เป็ นเซลล์ ท่ ีมีคุณสมบัตในการเปลี่ยนแปลง
ิ
พลังงานจากรู ปแบบหนึ่งไปเป็ นอีกรู ปแบบหนึ่ง (transducer) เช่ นเปลี่ยนจาก
สารเคมี ความร้ อน และความดันที่มากระตุ้น (stimulus) ให้ เป็ นสัญญาณไฟฟา ้
(electrical signal) ที่เรี ยกว่ า nerve impulse หรื อ action potential
21
22. การขนส่ งสารของเซลล์ ประสาท
• ระบบขนส่ งสารมี 2 ระบบ ได้ แก่
1. ระบบแอกโซพลาสมิกโฟลว์(axoplasmic flow) สารที่ขนส่ งจะไป
ทาหน้าที่ซ่อมแซมใยประสาทที่ถูกตัดหรื อถูกทาลาย ซึ่งจะเป็ นการ
ขนส่ งช้าๆ
2. ระบบแอกโซนัล ทรานสปอร์ต(axonal transport) ขนส่ งสารที่ทา
หน้าที่ปลายแอกซอน และต้องใช้พลังงานด้วย
22
23. 24. 25. 26. เซลล์ ประสาท (neuron หรือ nerve cell)
1. ตัวเซลล์ ประสาท (cell body)
2. ใยประสาท (cell process หรือ nerve fiber)
• เดนไดรต์ (dendrite)
• แอกซอน (axon)
26
27. 28. Dendrite
-dendrite นาคาสั่ง/ข้ อมูลจากเซลล์ อ่ ืนในรูป
ของสัญญาณไฟฟามายัง cell body (ทาหน้ าที่
้
คล้ ายเสาอากาศ)
-มักมีแขนงสันๆ จานวนมาก เพื่อให้ มีพืนที่
้ ้
ผิวมากและสามารถรับข้ อมูลได้ มากๆ
ก่ อนจะส่ งข้ อมูลไปยัง cell body
-มี polyribosome (or Nissl body) อยู่ใน
บริเวณที่ dendrite รับข้ อมูล
-คาสั่งอาจจะส่ งหรือไม่ ส่งต่ อไปยังaxon
ขึนอยู่กับความแรงของสัญญาณว่ าถึง
้
threshold หรือไม่
-ในเซลล์ ประสาทที่ไม่ มี dendrite จะรับ
ข้ อมูลโดยตรงทาง cell body
28
29. Cell body
-Cell body หรือ soma รับข้ อมูลจาก dendrite และส่ ง
คาสั่งต่ อไปยัง axon
-ประกอบด้ วย nucleus&organelle ต่ าง ๆ เหมือน
เซลล์ ท่ วไป
ั
-ganglion (ganglia):การเข้ ามารวมกลุ่มกันของnerve
cell body ในบริเวณ PNS เช่ นที่ dorsal root ganglion
(or sensory ganglion)
-Nucleus (nuclei):การเข้ ามารวมกลุ่มกันของnerve
cell body ในสมอง (CNS)ของสัตว์ มีกระดูกสันหลัง
29
30. 31. Axon
-axon นาคาสั่งในรูปของ action
potential จาก cell bodyไปยัง
เซลล์ /neuron อื่น (ทาหน้ าที่คล้ ายสาย
เคเบิล) นอกจากนียังทาหน้ าที่ขนส่ งสาร
้
ที่ cell body สร้ างไปยัง axon ending
หรือจาก axon ending cell body
-axon เชื่อมต่ อกับ cell body ตรงบริเวณ
ที่เรียกว่ า axon hillox
-axon hillox: รวบรวมสัญญาณที่ส่งมา
จาก dendrite และก่ อให้ เกิด action
potential (ถ้ าสัญญาณที่รวบรวมได้ ไม่ถึง
threshold ก็ไม่เกิด action potential)
-Nerve: มัดของ axons หลายๆอันมา 31
รวมกัน
32. เปรียบเทียบความแตกต่ างระหว่ าง axon และ dendrite
Axon Dendrite
1.นาข้ อมูล/สัญญาณออกจากเซลล์ 1.นาข้ อมูล/สัญญาณเข้ าสู่เซลล์
2.smooth surface 2.rough surface (dendritic spine)
3.มี 1 axon/cell 3.ส่ วนใหญ่ มีมากกว่ า 1 dendrite/cell
4.ไม่ มี ribosome 4.มี ribosome
5.มี myelin 5.ไม่ มี myelin
6.มีการแตกแขนงในตาแหน่ งที่ห่างจาก 6.แตกแขนงในตาแหน่ งที่ใกล้ กับ
cell body cell body
32
33. 34. • เซลล์ ประสาทสองขั้ว(bipolar neuron)
- มีแขนงแยกออกจากเซลล์บอดี 2 แขนง
- ความยาวของเดนไดรต์และแอกซอนใกล้เคียง
กัน
- พบที่เรตินาของลูกตา คอเคลียของหู และเยือ
่
ดมกลิ่นที่จมูก
*เซลล์ ประสาทขัวเดียวและสองขัวมักจะทาหน้ าที่
้ ้
เป็ นเซลล์ ประสาทรับความรู้สึก(sensory neuron)
34
35. • เซลล์ ประสาทหลายขั้ว(multipolar neuron)
- มีแขนงแยกออกจากเซลล์บอดี หลายแขนงเป็ น
แอกซอน 1 และเดนไดรต์หลายแขนง
- เซลล์ประสาทส่ วนใหญ่ในร่ างกายเป็ นแบบหลาย
ขั้ว ซึ่งมีแอกซอนยาวเดนไดรต์ส้ นทาหน้าที่นา
ั
คาสังไปยังอวัยวะตอบสนอง
่
- พบที่สมองและไขสันหลัง
35
36. 37. เซลล์ ประสาทแบ่ งตามหน้ าทีการทางาน แบ่ งได้ 3 ชนิดคือ
่
• เซลล์ ประสาทรั บความร้ ูสึก(sensory neuron)
- มีเดนไดรต์ต่อยูกบอวัยวะรับสัมผัส เช่นหู ตา จมูก
่ ั
่ ั
ผิวหนัง มีแอกซอนต่ออยูกบเซลล์ประสาทอื่น และ
นาความรู ้สึกเข้าสู่สมองและไขสันหลัง
37
38. • เซลล์ ประสาทประสานงาน
(association neuron หรือ interneuron)
- มีเดนไดรต์ต่อยูกบแอกซอนของเซลล์ประสาท
่ ั
รับความรู ้สึกและมีแอกซอนต่อกับเดนไดรต์
ของเซลล์ประสาทสังการ ทาหน้าที่เชื่อมโยง
่
วงจรประสาท พบที่ไขสันหลัง
38
39. • เซลล์ ประสาทสั่งการ(motor neuron)
- มีเดนไดรต์ต่อยูกบเซลล์ประสาทอื่นและมี
่ ั
แอกซอนต่อกับกล้ามเนื้อมัดต่างๆต่อมมี
ท่อหรื อต่อมไร้ท่อ เซลล์ประสาทสังการ
่
เป็ นเซลล์ประสาทหลายขั้ว
- พบที่สมอง และไขสันหลัง
39
40. 41. Supporting cell or glial cells or neuroglia
neuroglia:ทาหน้ าที่คาจุนเซลล์ ประสาทให้ อาหารและสนับสนุนให้ เซลล์ ประสาททา
้
หน้ าที่ให้ มีประสิทธิภาพสูงสุด มีจานวนมากกว่ าเซลล์ ประสาท 10-50 เท่ า ไม่ มี
บทบาทในการส่ งสัญญาณประสาท ประกอบด้ วยเซลล์ หลายชนิด ได้ แก่
• Astrocyte:glia cellในCNSเกิดtight junctionรอบๆcapillary ทาให้เกิด
Blood-brain barrierเป็ นเซลล์ที่มีขนาดใหญ่ ติดกับเซลล์ประสาท หรื อเส้นเลือดที่มาเลี้ยง
สมอง ทาหน้าที่ รับส่ งสารให้แก่เซลล์ประสาท
• Oligodendrocyte(ในCNS)และSchwann cell (ในPNS): glial cell
ที่ทาหน้าที่สร้างเยือmyelin sheath หุมแอกซอนของเซลล์ประสาทในสมอง
่ ้
่
• Microglia มีขนาดเล็กสุ ดลักษณะเหมือนรากไม้อยูรอบเซลล์ประสาท
่
• Ependymal cell เป็ นเกลียเซลล์ส้ ันบุอยูรอบๆในสมองและในไขสันหลัง
• Schwann cell เป็ นเกลียเซลล์ที่ทาหน้าที่สร้างเยือไมอีลินชีทหุ มแอกซอน(แต่ละ
่ ้
ปล้องคือ 1 เซลล์ชวันน์เซลล์) 41
42. 43. 44. ชวันน์ เซลล์
• เกิดจากชวันน์ เซลล์ไปห่อหุมแอกซอนโดยการโอบล้อมปลายแอก
้
ซอน คุณสมบัติเป็ นชนวน การเคลื่อนที่ของกระแสประสาทเกิดที่
node of ranvier เท่านั้น
44
45. 46. การลาเลียงกระแสประสาทในเส้ นใยประสาท
โครงสร้ างของเซลล์ ประสาท การเคลื่อนที่ของกระแสประสาท
1.ใยประสาทมีไมอีลินหุ้ม ขนาดใหญ่ 12 – 120 เมตร/วินาที
2. ใยประสาทมีไมอีลินหุ้ม ขนาดเล็ก 3 – 15 เมตร/วินาที
3. ใยประสาทมีไม่ ไมอีลินหุ้ม 0.5 – 2.3 เมตร/วินาที
แบบ 1 พบที่ เส้ นประสาทนาความรู้ สกและสั่งการ
ึ
แบบ 2 พบที่ เส้ นประสาทของระบบประสาทอัตโนมัติ
แบบ 3 พบที่ ระบบประสาทซิมพาเทติก และเส้ นใยรั บความรู้ สกเจ็บปวด ร้ อน
ึ
หนาว เข้ าสู่ไขสันหลัง
46
47. 48. 49. Synaptic terminal
-synaptic terminal (axon ending):ส่ วนปลายของaxon ทาหน้ าที่หลั่งสาร
neurotransmitter(สารสื่ อประสาท)
-synapse:บริเวณที่ synaptic terminal ไปสัมผัสกับเซลล์ เปาหมาย(neuron/effector)
้
-เซลล์ ท่ ีส่งสัญญาณเรี ยก presynaptic cell
-เซลล์ เปาหมายเรี ยก postsynaptic cell (จะมี receptorต่อneurotransmitterของ presynaptic cell)
้
49
50. 51. หน้ าทีของซิแนปส์
่
ุ่
• กระแสประสาทเดินทางเป็ นทิศทางเดียวเท่านั้น ไม่ยงเหยิงสับสน
• ทาหน้าที่ขยายสัญญาณ โดยมีการรวมกันหรื อกระจายกระแสประสาท
ออกทาให้คาสังนั้นแผ่กระจายกว้างขวางมากขึ้น
่
• ทาหน้าที่เป็ นศูนย์ประสานงานของคาสังต่างๆมีท้ งเร่ งการทางานหรื อรั่ง
่ ั
การทางาน ให้มีการตอบสนองที่แน่นอนเป็ นไปด้วยความเรี ยบร้อย
51
52. ซิแนปส์ มี 2 ประเภท
• ไซแนปส์ไฟฟ้ า(electeical synapse) เป็ นบริ เวณหรื อช่องไซแนปส์
ที่มีขนาดเล็กมาก กระแสประสาทสามารถผ่านข้ามไปได้โดยตรงโดยไม่
จาเป็ นต้องอาศัยสื่ อใดๆ พบน้อยมาก เช่น บริ เวณปลายกล้ามเนื้อเรี ยบ
• ไซแนปส์เคมี(chemical synapse) เป็ นบริ เวณหรื อช่องไซแนปส์ที่
กระแสประสาทไม่สามารถผ่านได้ ต้องอาศัยสารสื่ อประสาทไปกระตุน ้
ให้เกิดกระแสประสาท
52
53. Electrical synapse
-บริเวณ presynatic membrane และ postsynaptic membrane เชื่อมต่ อกันด้ วย
gap junction ดังนัน ion current จากaction potential จึงสามารถเคลื่อนจากเซลล์
้
ประสาทหนึ่งไปยังอีกเซลล์ หนึ่งได้ โดยตรง
Presynaptic membrane Postsynaptic membrane
53
54. Chemical synapse
1.action potential ที่ synaptic terminal ทาให้ เกิด Ca+ influx
2.synaptic vesicle รวมกับเยื่อเซลล์
3.หลั่ งneurotransmitter สู่ synaptic cleft และเคลื่อนไปจับกับ
ตัวรับที่ postsynatic membrane
4.การจับทาให้ ion channel (เช่ น Na+) เปิ ด, Na+ เคลื่อนเข้ าใน
เซลล์ เกิด depolarization 54
55. สารสื่อประสาท(neurotransmitter)
สารสื่อประสาท ตาแหน่ งที่สร้ าง
Acetylcholine CNS,PNS
สร้ างจากปลายแอกซอนทั่วไป
Norepinephrine CNS,PNS
Dopamine CNS,PNS
Serotonin CNS
สารสื่อประสาทของระบบประสาทอัตโนมัติที่สาคัญได้ แก่ acetylcholine (ACh)
และ noradrenaline (norepinephrine, NE) ซึงเส้ นประสาทที่มี ACh เป็ นสารสื่อประสาท
่
เรี ยกว่า เส้ นประสาท cholinergic และเส้ นประสาทที่มี NE เป็ นสารสื่อประสาท เรี ยกว่า
เส้ นประสาท adrenergic
55
56. 57. การทางานของสารสื่ อประสาท
• เมื่อสารสื่ อประสาทถูกปล่อยมาจากแอกซอนของเซลล์ประสาทก่อน
ไซแนป์ ไปยังเดนไดรต์ของเซลล์ประสาทหลังไซแนป์ จะมีการปล่อย
เอนไซม์ออกมาย่อยสลายสารสื่ อประสาท
Enzyme cholinesterase
Acetylcholine Acetic acid + Choline
57
58. 59. • เซลล์ประสาทที่ปล่อยสารสื่ อประสาทแอซีทิลโคลินออกมาที่ปลายแอก
ซอน เรี ยกว่า คอลิเนอจิกนิวรอน(cholinergic neuron)
• สารสื่ อประสาทที่ทาหน้าที่กระตุนให้เกิดการทางานของระบบประสาท
้
คือ แอซิทิลโคลิน เอพิเนฟริ น นอร์เอพิเนฟริ น โดปามีน เซโรโทนิน
แอล-กลูทาเมต แอล-แอสพาเตต
• สารสื่ อประสาทที่ทาหน้าที่ยบยั้งการทางานของระบบประสาท คือ
ั
GABA ไกลซี น และอะลานี น
59
60. สารทีมผลต่ อการถ่ ายทอดกระแสประสาททีซิแนปส์
่ ี ่
• สารพิษจากแบคทีเรี ย สารจะไปยับยั้งไม่ให้แอกซอนปล่อยสารสื่ อ
ประสาททาให้กล้ามเนื้อไม่หดตัว เกิดอาการอัมพาต
• ยาระงับประสาท ทาให้สารสื่ อประสาทปล่อยออกมาน้อย อันมีผลทาให้
กระแสประสาทส่ งไปยังสมองน้อยจึงเกิดอาการสงบ ไม่วิตก
• สารนิโคติน คาแฟอีน แอมเฟตามีน จะไปกระตุนให้แอกซอนปล่อยสาร
้
สื่ อประสาทออกมามาก ทาให้เกิดอาการตื่นตัว หัวใจเต้นเร็ ว
• ยาฆ่ าแมลงบางชนิด จะไปยับยั้งการทางานของเอมไซม์ที่จะมาสลายสาร
สื่ อประสาท
60
61. 62. 63. 64. -membrane potential: ความต่ างศักย์ ท่ ีเยื่อเซลล์
เนื่องจากความแตกต่ างของอิออน ภายใน-นอก
เซลล์ (Na+ K+ Cl- และโปรตีน) ปกติมีค่า= -50
ถึง
-100 mV (ค่ าติดลบหมายถึงภายในเซลล์ มีขัวเป็ นลบ
้
เมื่อเทียบกับนอกเซลล์ )
-สามารถวัดได้ โดยใช้ microelectrode ต่ อกับ
voltmeter หรื อoscilloscope หรื อใช้
micromanipulator วัด
-membrane potential ของเซลล์ ประสาทขณะที่ยัง
ไม่ ถูกกระตุ้นเรี ยก resting potential จะมีค่าเป็ น
ลบ -65 มิลลิโวลต์ ถ้ าถูกกระตุ้นเรี ยกว่ า action
potential จะมีค่าเป็ นบวก +65 มิลลิโวลต์
64
65. Action potential
-action potential: การเปลี่ยนแปลง membrane potential อย่ างรวดเร็ว
ของเซลล์ ประสาทเมื่อได้ รับการกระตุ้นจากสิ่งเร้ า ที่ทาให้ เกิด
depolarization จนถึงระดับ threshold potential
-เกิดที่ axon เท่ านัน และเป็ นแบบ all-or-none
้
65
66. threshold potential
• หมายถึง ระดับของการกระตุนที่สามารถทาให้เกิดกระแสประสาทใน
้
เซลล์ประสาท ความแรงของการกระตุนที่สูงกว่าระดับเทรสโฮลต์ มิได้
้
ทาให้กระแสประสาทเคลื่อนที่ได้เร็ วแต่อย่างใด
all-or-none
• หมายถึง ถ้ากระตุนแรงเพียงพอ ก็จะเกิดการนากระแสประสาทไปโดย
้
ตลอด แต่ถาไม่แรงถึงระดับขีดเริ่ มก็จะไม่มีการนากระแสประสาท
้
เกิดขึ้นเลย
66
67. การทางานของเซลล์ ประสาท
• มีการแพร่ (diffusion) ของโซเดียมจากภายนอกเข้าสู่ภายในและ
โพแทสเซียมจากภายในออกสู่ภายนอก แต่อตราการแพร่ ของ
ั
โพแทสเซียมมากกว่าโซเดียมอิออน
• มีกระบวนการแอกทีฟทรานสปอร์ต คือ sodium-potassium pump
ของโซเดียมจากภายในออกสู่ภายนอกและโพแทสเซียมจากภายนอกเข้า
สู่ภายใน
67
68. 69. 70. Polarization
• มีการแพร่ (diffusion) ของโซเดียมจากภายนอกเข้าสู่ภายในและ
โพแทสเซียมจากภายในออกสู่ภายนอก แต่อตราการแพร่ ของ
ั
โพแทสเซียมมากกว่าโซเดียมอิออน
• มีกระบวนการแอกทีฟทรานสปอร์ต คือ sodium-potassium pump
ของโซเดียมจากภายในออกสู่ภายนอกและโพแทสเซียมจากภายนอกเข้า
สู่ภายใน
70
71. 72. Repolarization
• มีการเปิ ดของช่องโพแทสเซียม ทาให้โพแทสเซียมเคลื่อนที่จากภายใน
ออกสู่ภายนอก ที่เยือหุมเซลล์ดานนอกจะเกิดการเปลี่ยนแปลงความต่าง
่ ้ ้
ศักย์ไฟฟ้ า ทาให้ภายนอกเซลล์เกิดการเปลี่ยนแปลงเป็ นประจุบวกและ
ภายในเซลล์เปลี่ยนเป็ นประจุลบ
72
73. ระยะคืนกลับสู่ระยะพัก
• มีกระบวนการแอก
ทีฟทรานสปอร์ต คือ
sodium-potassium
pump ของโซเดียมจาก
ภายในออกสู่ภายนอกและ
โพแทสเซียมจากภายนอก
เข้าสู่ภายใน ในอัตราส่ วน
3Na+ : 2K+ ต่อ 1
ATP
73
74. 75. การกาเนิดระบบประสาท
่
• ศูนย์กลางของระบบประสาทอยูที่สมองและไขสันหลัง ซึ่งเปลี่ยนแปลง
มาจากนิวรัลทิวบ์(neural tube) ซึ่งเปลี่ยนแปลงมาจากเนื้อเยือชั้นนอก
่
(ectoderm)ในระยะเอ็มบริ โอ ซึ่ งมีลกษณะเป็ นหลอดยาวมีการเจริ ญ
ั
พัฒนาการพองออก เจริ ญเป็ นสมอง ส่ วนท้ายเจริ ญเป็ นไขสันหลัง ทั้ง
สมองและไขสันหลังมีเยือหุมเดียวกัน เรี ยกว่า เยือหุมสมอง
่ ้ ่ ้
(meninges)ทาหน้าที่ป้องกันอันตรายและเป็ นทางให้อาหารแก่สมอง
และไขสันหลัง
75
76. ระบบประสาทในสัตว์ มีกระดูกสันหลัง
ระบบประสาทแบ่ งเป็ น
1.ระบบประสาทส่ วนกลาง
(Central nervous system; CNS):
สมองและไขสันหลัง ทาหน้ าที่
รวบรวมและแปลผลข้ อมูล
2.ระบบประสาทรอบนอก
(Peripheral nervous system; PNS):
เส้ นประสาทสมอง(cranial nerve)
เส้ นประสาทไขสันหลัง(spinal
nerve) และปมประสาท (ganglia)
ทาหน้ าที่นาสัญญาณประสาท
เข้ า-ออก CNS และควบคุมการ
เปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้ อม
ภายในร่ างกาย 76
77. 78. เยือหุ้ม(meninges) ประกอบด้ วย 3 ชั้น คือ
่
• ชั้นนอก(dura matter) หนาและเหนียวและแข็งแรงช่วยป้ องกัน
อันตรายและกระทบกระเทือนให้แก่สมองและไขสันหลัง
่
• ชั้นกลาง(arachniod matter) เป็ นเยือบางๆอยูระหว่างชั้นอกกับชั้นใน
่
่
• ชั้นใน(pia matter) เป็ นชั้นที่อยูติดกับเนื้อสมองและไขสันหลังเส้น
่
เลือดมาหล่อเลี้ยงอยูมากนาอาการและออกซิเจนมาให้สมอง
78
79. 80. 81. 82. 83. โครงสร้างของสมอง
• สมองส่ วนหน้ า
(forebrain หรื อ
prosencephalon)
• สมองส่ วนกลาง
(midbrain หรื อ
mesencephalon)
• สมองส่ วนท้ าย
(hindbrain หรื อ
rhombencephalon)
83
84. พัฒนาการสมองของสัตว์
• สมองส่ วนหน้ า(forebrain หรื อ prosencephalon) ทาหน้าที่
เกี่ยวข้องกับการเรี ยนรู ้เป็ นส่ วนใหญ่ พบในสัตว์ที่มีววฒนาการสู งขึ้น
ิั
• สมองส่ วนกลาง(midbrain หรื อ mesencephalon) ทาหน้าที่
เกี่ยวกับการมองเห็น จะมีขนาดใหญ่สุดในปลาและมีขนาดเล็กลงในสัตว์ที่มี
วิวฒนาการสู งขึ้น
ั
• สมองส่ วนท้ าย(hindbrain หรื อ rhombencephalon) จะมี
พัฒนาการดีมากในสัตว์ที่เคลื่อนที่ 3 มิติ เช่น ปลา นก รวมทั้งคนด้วย
84
85. 86. โครงสร้ างและหน้ าที่ในสมองส่ วนต่ างๆของคน
• สมองส่ วนหน้ า(forebrain หรื อ prosencephalon)
1. ซีรีบล(cerebrum)
ั
* frontal lobe * temporal lobe * parietal lope
* occipital lobe
2. ทาลามัส(thalamus)
3. ไฮโพทาลามัส(hypothalamus)
4. ออแฟกตอรบัลบ์(olfactory bulb)
• สมองส่ วนกลาง(midbrain หรื อ mesencephalon)
1.ออฟติก โลป(optic lope)
• สมองส่ วนท้ าย(hindbrain หรื อ rhombencephalon)
1.ซีรีเบลลัม(cerebellum) 2.medulla ablongata 3. pons
86
87. 88. สมองส่ วนหน้ า(forebrain หรือ prosencephalon)
1. cerebrum
- เป็ นศูนย์กลางการเรี ยนรู ้
- เป็ นศูนย์กลางการรับรู ้
- ควบคุมการทางานของกล้ามเนื้อลาย
- ควบคุมการออกเสี ยงของคน
- ควบคุมเกี่ยวกับอารมณ์
- ควบคุมเกี่ยวกับบุคลิกภาพ
- ควบคุมทักษะ
- เกี่ยวกับการต่อสู ้
- ควบคุมพฤติกรรมทางสังคม 88
89. 90. • frontal lobe เกี่ยวกับความจา ความคิด สังงานกล้ามเนื้ อ
่
• temporal lobe ดมกลิ่น ได้ยน การพูด เข้าใจคาพูดและการอ่าน
ิ
• parietal lope รู สึกตัว การเขียน รับความรู ้สึก
• occipital lobe การมองเห็น
90
91. 2. ทาลามัส(thalamus)
่
- ทาหน้าที่เป็ นศูนย์รวมกระแสประสาทที่ผานมาแล้วแยกกระแสประสาท
ไปยังสมองที่เกี่ยวข้อง จึงอาจเรี ยกส่ วนนี้วาเป็ นสถานีถ่ายทอดที่สาคัญ
่
ของสมอง
- ทาหน้าที่เป็ นศูนย์รับความเจ็บปวด
91
92. 93. 94. 95. • สมองส่ วนกลาง(midbrain หรื อ mesencephalon)
1.ออฟติก โลป(optic lope) ทาหน้าที่เกี่ยวข้องกับการมองเห็นเจริ ญพัฒนามากใน
สัตว์พวกปลา นกและลดน้อยลงในสัตว์ช้ นสู ง
ั
95
96. • สมองส่ วนท้ าย(hindbrain หรื อ rhombencephalon)
1.ซีรีเบลลัม(cerebellum)
2.เมดุลา ออฟลองกาตา(medulla ablongata)
3. พอนส์ (pons)
96
97. 98. 2.เมดุลา ออฟลองกาตา
(medulla
ablongata)
ทาหน้ าทีเ่ กียวกับระบบ
่
ประสาทอัตโนวัติ ได้ แก่
ควบคุมอัตราการเต้ นของ
หัวใจ ควบคุมการหายใจ
ความดันเลือด การกลืนการ
จาม การอาเจียน
98
99. 3. พอนส์ (pons) ทาหน้ าที่
ควบคุมการเคียว การหลัง
้ ่
นาลายและการเคลือนไหวของ
้ ่
ใบหน้ าควบคุมการหายใจ เป็ น
ทางผ่ านของกระแสประสาท
ระหว่ างซีรีบรัมกับซีรีเบลลัม
และระหว่ างซีรีเบลลัมกับไขสั น
หลัง
99
100. 101. เส้ นประสาทสมองมี 3 ประเภท
• เส้ นประสาทสมองทีทาหน้ าทีรับความรู้สึก(sensory nerve)ทาหน้ าที่ รั บ
่ ่
กระแสความรู้ สึกจากหน่ วยรั บความรู้ สึกไปยังสมองส่ วนที่เกี่ยวข้ อง
• เส้ นประสาทสมองทีทาหน้ าทีนาคาสั่ ง (moter nerve) ทาหน้ าที่
่ ่
นากระแสคาสั่งจากสมองไปยังหน่ วยปฏิบัติงาน
• เส้ นประสาทสมองทีทาหน้ าที่ผสม (mixed nerve) ทาหน้ าที่รับกระแส
่
ความรู้ สึกจากหน่ วยรั บความรู้ สึก ไปยังสมองส่ วนที่เกี่ยวข้ อง และจาก
สมองไปยังหน่ วยปฏิบัติงาน
101
102. 104. สรุป
• เส้ นประสาทสมองทีทาหน้ าที่
่
รับความรู้ สึก มี 3 คู่ ได้ แก่
1,2,8
• เส้ นประสาทสมองทีทาหน้ าที่่
นาคาสั่ ง มี 5 คู่ ได้ แก่
3 , 4 , 6 , 11 , 12
• เส้ นประสาทสมองทีทาหน้ าที่ ่
ผสม มี 4 คู่ ได้ แก่
5 , 7 , 9 , 10
104
105. ไขสันหลัง(spinal cord)
• เนือไขสั นหลังมี 2 ส่ วนคือ
้
- white matter เป็ นส่ วนทีมสีขาวอยู่รอบนอก โดยบริเวณนีมเี ฉพาะใย
่ ี ้
ประสาททีมเี ยือไมอีลนหุ้มโดยไม่ มตวเซลล์ ประสาทอยู่เลย
่ ่ ิ ี ั
- Gray matter เป็ นส่ วนทีมสีเทา อยู่บริเวณกลางๆ โดยบริเวณนีมท้งตัว
่ ี ้ ี ั
เซลล์ ประสาทและใยประสาททีไม่ มเี ยือไมอีลนหุ้ม ตัวเซลล์ ประสาทมีท้งเซลล์
่ ่ ิ ั
ประสาทประสานงานและเซลล์ประสาทนาคาสั่ ง
105
106. โครงสร้ างของไขสั นหลัง
• เนื้อไขสันหลังประกอบด้วย 2 ส่ วน
1. White matter มีสีขาวอยูรอบนอก ่
่
2. Gray matter มีสีเทา อยูบริ เวณกลางๆ มีรูปร่ างคล้ายตัวอักษร
ตัว H หรื อปี กผีเสื้ อ ประกอบด้วย
- ปี กบน(dorsal horn) เป็ นบริ เวณรับความรู ้สึก
- ปี กล่าง(ventral horn) เป็ นบริ เวณนาคาสัง
่
- ปี กข้าง(lateral horn) เป็ นระบบประสาทอัตโนวัติเพราะมี
เซลล์ประสาทนาคาสังตัวที่ 1 ปรากฏอยู่
่
106
107. 108. เส้ นประสาทไขสั นหลัง
• ในคนมีท้งหมด 31 คู่
ั
ทั้งหมดเป็ นเส้ นประสาท
ผสม(mixed nerve)
• เส้ นประสาทไขสั นหลังจึง
เหมือนเส้ นประสาทสมองคู่
ที่ 5,7,9,10
108
109. 110. ระบบประสาทรอบนอกหรือระบบประสาทส่ วนปลาย
(peripheral nervous system = PNS)
1. ระบบประสาทใต้อานาจจิตใจ(voluntary nervous system)
หรื อระบบประสาทโซมาติก(somatic nervous system)
่
- ศูนย์สงการอยูที่ สมองและไขสันหลัง
ั่
- หน่วยปฏิบติงาน ได้แก่ กล้ามเนื้อลาย
ั
2. ระบบประสาทอัตโนวัติ(involuntary nervous system หรื อ
autonomic nervous system) หรื อ ระบบประสาทนอกอานาจจิตใจ
- ศูนย์ควบคุม ได้แก่ เมดุลลา ออฟลองกาต้า และ ไฮโปทาลามัส
- หน่วยปฏิบติงาน ได้แก่ กล้ามเนื้อเรี ยบ อวัยวะภายในและต่อมต่างๆ
ั
110
111. ประเภทของรี แฟลกซ์ แอกชัน(reflex action)
รี แฟลกซ์ แอกชัน(reflex action)
- somatic reflex เป็ นรี แฟลกซ์ของระบบประสาทใต้อานาจจิตใจ แต่ตอบสนองต่อสิ่ ง
่
เร้าโดยอยูนอกเหนืออานาจจิตใจชัวขณะ และมีหน่วยปฏิบติงานเป็ นกล้ามเนื้อลาย
่ ั
* การกระตุกขา เมื่อถูกเคาะที่หวเข่า
ั
* การชักมือชักเท้าหนีของร้อนๆ หรื อของมีคม
- autonomic reflex ป็ นรี แฟลกซ์ของระบบประสาทอัตโนวัติ ตอบสนองต่อสิ่ งเร้าอยู่
นอกเหนืออานาจจิตใจะ และมีหน่วยปฏิบติงานเป็ นกล้ามเนื้อเรี ยบ กล้ามเนื้อหัวใจ อวัยวะ
ั
ภายใน และต่อมต่างๆ
* การเกิดเพอริ สตัลซี สที่ท่อทางเดินอาหาร
* การหลังน้ าตา น้ าย่อย น้ าลาย น้ านม
่
111
112. รี แฟลกซ์ ของระบบประสาทใต้อานาจจิตใจ
สิ่งเร้ า หน่วยรับความรู้สก
ึ เซลล์ประสาทรับความรู้สก
ึ
เซลล์ประสาทประสานงาน
การตอบสนอง หน่วยปฏิบติงาน
ั เซลล์ประสาทนาคาสัง
่
• หน่วยปฏิบติงานในรี แฟลกซ์น้ ี เป็ น กล้ามเนื้อลาย
ั
่
• รี แฟลกซ์ ของการกระตุกขาเมื่อถูกเคาะที่หวเข่า กระแสประสาทจะไม่ผานเซลล์
ั
ประสาทประสานงาน ดังนั้นชนิดเซลล์ประสาทน้อยที่สุดทางานได้ ประกอบด้วย
เซลล์ประสาท 2 ชนิดคือ เซลล์ประสาทรับความรู ้สึก และเซลล์ประสาทนาคาสั่ง
112
113. 114. 115. รี แฟลกซ์ ของระบบประสาทนอกอานาจจิตใจ
สิ่งเร้ า หน่วยรับความรู้สก
ึ เซลล์ประสาทรับความรู้สก
ึ
เซลล์ประสาทนาคาสัง ตัวที่ 1
่
(preganglionic neuron)
การตอบสนอง หน่วยปฏิบติงาน
ั เซลล์ประสาทนาคาสัง ตัวที่ 2
่
(posganglionic neuron)
• หน่วยปฏิบติงานในรี แฟลกซ์น้ ีเป็ น กล้ามเนื้อเรี ยบ,กล้ามเนื้อหัวใจ
ั
,อวัยวะภายในและต่อมต่างๆ
• จานวนเซลล์ประสาทนาคาสังจากศูนย์กลางไปยังหน่วยปฏิบติงานจะมี
่ ั
2 เซลล์ซ่ ึงต่างจากระบบประสาทใต้อานาจจิตใจมี 1 เซลล์
115
116. ระบบประสาทอัตโนวัติ(autonomic nervous system)
- ระบบประสาทซิมพาเทติก(sympathetic nervous system) เป็ นระบบ
ประสาทอัตโนวัติท่ีมีเซลล์ประสาทนาคาสังตัวที่ 1
่
่
(preganglionic neuron) อยูในไขสันหลังส่ วนอก และเอว
(thoracolumbar outflow)
- ระบบประสาทพาราซิมพาเทติก(parasympathetic nervous system)
่
เป็ นระบบประสาทอัตโนวัติที่เซลล์ประสาทตัวที่ 1 อยูในสมองและไข
สันหลังส่ วนกระเบนเหน็บ
116
117. เปรียบเทียบระหว่ างซิมพาเทติกกับพาราซิมพาเทติก
สิ่ งที่เปรียบเทียบ ระบบประสาทซิมพาเทติก ระบบประสาทพาราซิมพา
เทติก
่ ่
ตาแหน่งของเซลล์ประสาท อยูในไขสันหลังส่ วนอก อยูในสมองและไขสันหลัง
นาคาสั่ง และเอว ส่ วนกระเบนเหน็บ
-ตัวที่ 1 (preganglionic
neuron)
- ตัวที่ 2 (posganglionic อยูนอกไขสันหลังโดยอยู่ อยูนอกสมองและไขสัน
่ ่
neuron) ู ่ ่
ใกล้ศนย์สังงาน โดย 1 สั้น หลังโดยอยูใกล้หน่วย
2 ยาว ปฏิบติงาน โดย 1 ยาว 2
ั
สั้น
118. ตาแหน่งปมประสาท อยูใกล้ศนย์สั่งงาน แต่อยู่
่ ู ่
อยูใน/ใกล้หน่วย
ไกลหน่วยปฏิบติงาน
ั ่
ปฏิบติงาน แต่อยูไกลศูนย์
ั
ส่ งงาน
ศูนย์กลางการสั่งงาน ่
อยูในไขสันหลัง ่
อยูในสมองและไขสันหลัง
สารสื่ อประสาทของเซลล์
ประสาทนาคาสั่ง
- ตัวที่ 1 (ไซแนป์ กับเซลล์ acetylcholine
ประสาทนาคาสัง ตัวที่ 2
่
119. - ตัวที่ 2 (ไซแนป์ กับหน่วย noradrenaline acetylcholine
ปฏิบติงาน)
ั
ลักษณะการตอบสนองของ กระตุน
้ ยับยั้ง
หน่วยปฏิบติงาน
ั
120. เปรียบเทียบระบบการทางานของระบบประสาทอัตโนวัติ
ชื่ออวัยวะ ซิมพาเทติก พาราซิมพาเทติก
ม่ านตา รู ม่านตาเปิ ดกว้าง รู ม่านตาหรี่
ต่ อมนาลาย
้ กระตุนการหลังน้ าลาย
้ ่ ยับยั้งการหลังน้ าลาย
่
หัวใจ เพิ่มอัตราสู บฉี ด ทาให้เส้น ลดอัตราการสูบฉี ด
เลือดขยายตัว
120
121. เส้ นเลือดอาร์ เทอรี่ บีบตัวที่ผนัง และอวัยวะ คลายตัวที่ต่อมน้ าลาย และ
ภายใน บีบและคลายที่ อวัยวะสื บพันธุ์
กล้ามเนื้อลาย
ต่ อมนาลาย
้ สร้างน้ าเมือก สร้างส่ วนที่เป็ นน้ า
กระเพาะและลาไส้ เล็ก ห้ามการเคลื่อนไหวแบบเพ กระตุนการเคลื่อนไหว
้
อริ สเตอลซี ส แบบเพอริ สเตอลซี ส
อะดรีนัล เมดุลลา กระตุนการหลังอะดีนาลีน ไม่มี
้ ่
และนอร์อะดีนาลีน
121
122. ตับ กระตุนการสลายตัวของ
้ บีบตัวและกระตุนการหลัง
้ ่
ไกลโคเจน น้ าดี
ตับอ่อน ไม่มี กระตุนการหลังอินซูลิน
้ ่
และน้ าย่อย
ม้ าม กระตุนให้บีบตัว นาเลือด ไม่มี
้
เข้าสู่ ระบบหมุนเวียนเลือด
มากขึ้น
กระเพาะปัสสาวะ ทาให้กระเพาะปั สสาวะ กระตุนให้กระเพาะ
้
คลายตัวไม่ให้ปัสสาวะ ปัสสาวะปี บตัวทาให้มีการ
ปัสสาวะ
122
123. ปอด กระตุนการขยายตัวของบ
้ กระตุนการบีบตัวของบ
้
รองคิโอล์ทาให้หายใจ รองคิโอลทาให้หายไม่
คล่อง คล่อง
ต่ อมเหงือ
่ กระตุนการขับเหงื่อออกมา ไม่มี
้
อวัยวะสื บพันธุ์ กระตุนการหลังน้ าอสุ จิใน กระตุนเพนนิสและคลิเท
้ ่ ้
เพศชาย อริ สให้แข็งตัว
123
124. Parasympathetic and sympathetic nervous system
-parasympathetic และ
sympathetic มักจะทางาน
ตรงข้ ามกัน (antagonist)
-sym มักจะกระตุ้นการ
ทางานของอวัยวะที่ทาให้ เกิด
การตื่นตัวและก่ อให้ เกิด
พลังงาน ในขณะที่ parasym
จะเกิดตรงกันข้ าม
-sympathetic neuron
มักจะหลั่ง norepinephrine
-parasympathetic neuron
มักจะหลั่ง acetylcholine
postganglionic ganglion 124
preganglionic ganglion, Ach
125. 126. เปรียบเทียบระบบประสาทใต้ อานาจจิตใจกับระบบ
ประสาทอัตโนวัติ
โครงสร้างและหน้าที่ ระบบประสาทใต้อานาจ ระบบประสาทอัตโนวัติ
จิตใจ
จานวนเซลล์ประสาทนา หนึ่งเซลล์ สองเซลล์ คือ
คาสั่งถึงหน่วยปฏิบติงาน
ั preganglionoic neuron
และ postganglionic neuron
หน่วยปฏิบติงาน
ั กล้ามเนื้อลาย กล้ามเนื้อเรี ยบ กล้ามเนื้อ
หัวใจ และต่อมต่างๆ
126
127. ่
ปมประสาทที่อยูนอก ไม่มี มีท้ งบริ เวณข้างกระดูกสัน
ั
สมองและไขสันหลัง กลังและห่างออกไปจาก
กระดูกสันหลัง
ใยประสาท มีเยือไมอีลิน
่ มีเยือไมอีลินเฉพาะใย
่
ประสาทของ
preganglionoic neuron
ร่ างแหประสาท ไม่มี พบที่ทางเดินอาหาร
สารสื่ อประสาทที่สาคัญ อะซิ ติลโคลีน อะซิ ติลโคลีนสาหรับ
เส้นประสาทพาราซิ มพาเท
ติก และเส้นประสาท
preganglionoic neuron
ของซิ มพาเทติก
127
128. การทางานของหน่วย กระตุน
้ เป็ นทั้งกระตุนและยับยั้ง
้
ปฏิบติงาน
ั
บทบาททัวไป
่ ปรับให้เข้ากับ ปรับให้เข้ากับ
สภาพแวดล้อมภายนอก สภาพแวดล้อมภายใน
ร่ างกาย
128
129. อวัยวะรับสัมผัส
SENSORY MECHANISM
-Sensation: การเคลื่อนของ action potential ผ่ าน sensory neuron ไปยังสมอง
-Perception: การรวบรวมและแปลผล sensation ที่สมองได้ รับ
Sensory Mechanism ประกอบด้ วย
1. Sensory transduction การที่ส่ งเร้ ามากระตุ้น receptor cell แล้ วทาให้ เกิดการ
ิ
เปลี่ยนแปลงต่ อ membrane potential
2. Amplification การขยายสัญญาณจากการกระตุ้นของสิ่งเร้ า เช่ น การขยาย
สัญญาณภายในหูจากการสั่นของเยื่อแก้ วหู และกระดูกหู 3 ชิน ้
3. Transmission การนาสัญญาณประสาท (nerve impulse) ไปยัง CNS
4. Integration การรวบรวม nerve impulse ที่ได้ รับ โดยการ summation of graded
potential
Sensory adaptation การลดการตอบสนองต่ อสิ่งเร้ าที่กระตุ้นมาอย่ างต่ อเนื่อง
เช่ น การลดการตอบสนองต่ อการสัมผัสของเสือผ้ าที่สวมใส่
้ 129
130. แบ่ ง sensory receptor ตามการรั บสิ่งเร้ าได้ เป็ น 2 กลุ่ม คือ
1.Exteroreceptor: รั บสิ่งเร้ าจากภายนอกร่ างกาย เช่ น ความร้ อน, แสง, ความดัน, สารเคมี
2.Interoreceptor: รั บสิ่งเร้ าจากภายในร่ างกาย เช่ น blood pressure(พบที่ เส้ นเลือด) ,
body position (พบที่ห) ู
แบ่ ง sensory receptor ตามชนิดของสิ่งเร้ าได้ เป็ น 5 ชนิด คือ
1.Mechanoreceptor: สิ่งเร้ าเป็ นแรงกล เช่ น แรงดัน (ผิวหนัง), การสัมผัส(ผิวหนัง), การ
เคลื่อนไหว(หู), เสียง(หู)
2.Chemoreceptor: สิ่งเร้ าเป็ นสารเคมี เช่ น กลูโคส, O2, CO2, กรดอะมิโน
-Gustatory (taste) receptor (ลิน)และ Olfactory (smell) receptor (จมูก)
้
3.Electromegnetic receptor (Photoreceptor): สิ่งเร้ าเป็ นพลังงานแม่ เหล็กไฟฟา เช่ น
้
แสง (visible light), กระแสไฟฟา, สนามแม่ เหล็ก (ตา)
้
4.Thermoreceptor: สิ่งเร้ าเป็ นอุณหภูมิ เช่ นความร้ อน, ความเย็น (ผิวหนัง)
130
131. ตา(Eye): การมองเห็น
-Eye cup ของพลานาเรี ยจะรั บข้ อมูล
เกี่ยวกับความเข้ มของแสง และทิศทาง
แสง โดยไม่ เกิดเป็ นภาพ
-สมองจะแปลสัญญาณประสาทที่มาจาก
eye cup ทังสองข้ าง
้
-พลานาเรี ยจะเคลื่อนที่จนกระทั่ง
sensation จาก eye cup ทัง 2 ข้ างเท่ ากัน
้
และมีค่าน้ อยที่สุด
-ในแมลงตาเป็ นแบบ compound eye
-ใน compound eye แต่ ละข้ างมี
ommatidia (light detector) หลายพันอัน
-แต่ ละ ommatidium จะรั บภาพได้ เอง
ดังนันตาแมลงสามารถแยกแยะภาพได้
้
ถึง 330 ครั ง/วินาที
้ 131
132. โครงสร้ างของนัยน์ ตาคน
• Sclera หรื อ sclerotic coat ได้แก่ส่วนขาวของตา ส่ วนหน้า
สุ ดจะโป่ งออก เรี ยกว่า กระจกตา(cornea) หรื อตาดา เป็ นส่ วนที่ให้
แสงเข้าผ่าน
• Choroid เป็ นเยือบางๆสาหรับอาศัยของเส้นเลือดที่มาเลี้ยงลูกตา
่
่
ผนังจะมีรงควัตถุดูดแสงมิให้ผานทะลุไปยังด้านหลังของนัยน์ตา
ด้านหน้าจะมีเยือยืนออกมาเรี ยกว่า ม่านตา(Iris)ช่องตรงกลางเรี ยกว่า รู
่ ่
ม่านตา(pupil) ซึ่งจะเกี่ยวกับปริ มาณแสง
132
133. ่
• Retina เป็ นผนังชั้นในสุ ด เป็ นที่อยูของเซลล์รับแสง 2 ชนิด
1. เซลล์ รูปแท่ ง(rod cell)
- ทางานได้ดีขณะแสงสลัว จึงพบมากในสัตว์ออกหากินในเวลากลางคืน
- ภาพที่เห็นเรี ยกว่า scotopic vision เป็ นภาพที่ไม่มีรายละเอียด
ไม่มีสีสนเป็ นขาวดา
ั
- ไวต่อแสงสี เขียวมากที่สุด
- เซลล์รูปแท่งหนาแนนที่สุด ทางด้านข้างของเรตินาและลดน้อยลงเมื่อ
เข้าใกล้ใจกลางเรตินาดังนั้นเวลากลางคืนจะเห็นภาพชัดเจนเมื่อแสงตกที่
ด้านข้างเรตินา
133
134. 2. เซลล์ รูปกรวย(cone cell)
- ทางานได้ดีขณะแสงมาก จึงพบมากที่หากินในเวลากลางวัน
- ภาพที่เห็นเรี ยกว่า photopic vision ภาพมีสีสันรายละเอียด
- ไวต่อแสงน้ าเงิน เขียว แดง มาก
่
- เซลล์รูปกรวยหนาแน่นบริ เวณใจกลางเรตินาเรี ยกตาแหน่งนี้วาโพเวีย
(fovea) ซึ่งเห็นภาพชัดเจนที่สุด เมื่อออกด้านข้างเซลล์รูปกลวยจะ
ลดลง
*จุดบอด(bilnd spot) บริ เวณนี้จะมีเส้นประสาทคู่ที่ 2 อยูจึงไม่พบ
่
เซลล์รูปแท่งและเซลล์รูปกรวย
134
135. 136. Single lens eyes ในคน
white outer layer of
connective tissue
thin, pigmented layer
contain photoreceptor cell
give the eye its color
clear, watery
liquid lens
transparent protein
jelly-like
the information of photoreceptor leaves the eye,
Photoreceptor cells: Rod cell and Cone cell the optic nerve attached to the eyes 136
137. 138. Photoreceptors of the retina
-photoreceptors มี 2 ชนิด
1.Rod cells มี ประมาณ 125 ล้ านเซลล์
-ไวแสง แต่ ไม่ สามารถแยกสีได้
2.Cone cells มีประมาณ 6 ล้ านเซลล์
-ไม่ ไวแสง แต่ สามารถแยกสีได้
แบ่ งเป็ น red cone, green cone, blue
cone
-fovea เป็ นบริเวณที่มีแต่ cone cells ไม่
มี rod cell
138
139. สรีรวิทยาของการมองเห็นภาพ
พบว่ าส่ วนนอกสุดของเซลล์ รูปแท่ งมีรงควัตถุสีม่วง
แดง เรียกว่ า โรดออฟซิน(rhodopsin) ซึ่งประกอบ
จากโปรตีน เรียกว่ า ออฟซิน(posin)
จับกับอนุพนธ์ ของวิตามิน A เรียกว่ า เรตินิน
ั
(retinene)ในรูปของ Cis-retinene รงควัตถุ
เปรียบเสมือนสารเคมีท่ ฉาบไว้ บนฟิ ลม์ ในกล้ อง
ี
ถ่ ายรูปเมื่อได้ รับแสงจะเกิดการเปลี่ยนแปลงทาง
เคมีกลายเป็ น lumirhodopsin และMetarhodopsin
แล้ วสลายตัวเป็ น opsin กับ retinene และเกิด
พลังงานในรูปกระแสไฟฟากระตุ้นทาให้ เกิด
้
กระแสประสาทในเซลล์ รูปแท่ งและถ่ ายทอดไปยัง
เส้ นประสาทเส้ นที่ 2 และเพื่อไปแปลความหมาย
ของภาพที่สมองส่ วนซีรีบรัม
139
140. The Vertebrate Retina
ขันตอนการเกิดภาพมีดังนี ้
้
1.หลังจากแสงมากระตุ้น rods&cones เกิด action
potential
2.rods&cones synapse กับ bipolar cells
3.bipolar cells synapse กับ ganglion cells
4.ganglion cells ส่ ง visual sensation (action
potential)ไปยังสมอง
5.การถ่ ายทอดข้ อมูลระหว่ าง rods&cones,
bipolar cells, ganglion cells ไม่ ได้ เป็ นแบบ
one-to-one
6.horizontal&amacrine cells ทาหน้ าที่ integrate
140
signal
141. Neural Pathways for Vision
-สมองด้ านขวารั บ sensory information จาก
วัตถุท่ ีอยู่ทางด้ านซ้ าย (left visual field, blue)
-สมองด้ านซ้ ายรั บ sensory information จาก
วัตถุท่ ีอยู่ทางด้ านขวา (right visual field, red)
-optic nerve จากตาทังสองข้ างจะมาพบกันที่
้
optic chiasma
-optic nerve จะเข้ าสู่ lateral geniculate nuclei
ของ thalamus
-ส่ ง sensation ไปยัง primary visual cortex ใน
occipital lobe ของ cerebrum
141
142. การบอดสี (colour blindness)
• การเห็นสี เกิดจากการทางานของเซลล์รูปกรวย(cone cell) แบ่งเป็ น
3 พวกเซลล์รูปกรวยรับสี แดง,น้ าเงิน,เขียว การที่เราเห็นสี มากมาย
เนื่องจากกระตุนเซลล์รูปกรวยแต่ละสี พร้อมๆกันด้วยความเข้มต่างกัน
้
เกิดการผสมสี เป็ นสี ต่างๆกัน การเกิดการบอดสี คือการที่เซลล์รูปกรวย
ชนิดใดชนิดหนึ่งพิการทางานไม่ได้โดยการบอดสี สามารถถ่ายทอดทาง
พันธุกรรมได้
• คนส่ วนมากพบตาบอด สี แดง>เขียว>น้ าเงิน
142
143. • สายตาสั้ น(myopia) คือสภาวะที่กระบอกตายาวกว่าเดิม ทาให้แสงจากวัตถุ
โฟกัสที่วนในลูกตาแล้วกระจายออกเป็ นวงพร่ าไปตกบนเรตินา
ุ้
* การแก้ไข กระทาโดยการใส่ แว่นตาที่ประกอบด้วยเลนส์เว้าช่วยกระจายแสง
เพื่อยืดความยาวของโฟกัสออกให้มาตกที่บริ เวณเรตินาพอดี
143
144. • สายตายาว(hypermetropia) คือ ภาวะที่กระบอกตาสั้นกว่า
ปรกติ ทาให้แสงตกบนเรตินาก่อนที่มีการโฟกัส
* การแก้ไข กระทาโดยการใส่ แว่นตาที่ประกอบด้วยเลนส์นูนช่วยรวม
แสง เพื่อให้แสงมาตกที่บริ เวณเรตินาพอดี
144
145. • สายตาเอียง(astigmatism)
คือสภาวะเกิดจากการที่ผวกระจก
ิ
ตาหรื อ เลนส์ ไม่สม่าเสมอทาให้
่
โค้งไม่เท่ากัน แสงจากวัตถุผาน
กระจกตาทาให้เกิดการหักเหและ
ให้ภาพไม่เป็ นจุดชัด
* การแก้ไข กระทาโดยการใช้
เลนส์ทรงกระบอกหรื อทั้งเลนส์
ทรงกระบอกและทรงกลม
เพื่อให้แสงในแต่ละระนาบมา
โฟกัสที่จุดเดียวกัน
145
146. ตาแมลงมี 2 ประเภท
• ตาเดี่ยว(simple • ตาประกอบ(compound
eye) มีจานวน 1 eye) มี 2 ตา ซึ่ง
หรื อ2-3 ตา ส่ วนใหญ่ ประกอบด้วยตาย่อยมากมาย
ทาหน้าที่รับรู ้ความมือ แต่ละหน่วยเรี ยกว่า ฟาเซท
สว่าง (facet)
146
147. 148. โครงสร้ างของหู(ear)
• โครงสร้ างของหูส่วนนอก
- ใบหู(pinna)
- ช่องหูหรื อรู หู(external auditory canal)
- แก้วหูหรื อเยือแก้วหู(tympanic membrane หรื อ ear drum)
่
• โครงสร้ างของหูส่วนกลาง
- ท่อยูสเตเชียน(eustachian tube)ทาหน้าที่ปรับความดันระหว่างหูตอนกลางและ
อากาศภายนอก และระบายคลื่นเสี ยงส่ วนเกินจากหูตอนใน
- กระดูกหู มีขางละ 3 ชิ้น ได้แก่ กระดูกค้อน(malleus) กระดูกทัง(incus) กระดูก
้ ่
โกลน(stapes) ทาหน้าที่ขยายความสันสะเทือนของคลื่นเสี ยงให้มากขึ้นกว่าเดิมถึง 20
่
เท่า เมื่อเข้าในหูตอนใน
148
149. • โครงสร้ างของหูส่วนกลาง
- ท่อยูสเตเชียน(eustachian tube)ทาหน้าที่ปรับความดันระหว่างหูตอนกลางและ
อากาศภายนอก และระบายคลื่นเสี ยงส่ วนเกินจากหูตอนใน
- กระดูกหู มีขางละ 3 ชิ้น ได้แก่ กระดูกค้อน(malleus) กระดูกทัง(incus) กระดูกโกลน
้ ่
(stapes) ทาหน้าที่ขยายความสันสะเทือนของคลื่นเสี ยงให้มากขึ้นกว่าเดิมถึง 20 เท่า เมื่อ
่
เข้าในหูตอนใน
• โครงสร้ างของหูส่วนใน
เป็ นที่อยูของอวัยวะรับเสี ยงและอวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการทรงตัว
่
่
1. Utricular region เป็ นที่อยูของอวัยวะการทรงตัวประกอบด้วยถุง utriculus และ
มี เซมิเซอร์คิวลาแคแนล(semicitcular canal) เป็ นหลอดครึ่ งวงกลม 3 อัน มี
ของเหลวบรรจุอยู่
่
2. saccular region เป็ นที่อยูของอวัยวะรับเสี ยงเรี ยกว่า คอเคลีย(cochiea) มี
ลักษณะคล้ายก้นหอยภายในมีของเหลวบรรจุอยู่ เมื่อคลื่นเสี ยงผ่านเข้ามาภายในทาให้เกิดการ
สันสะเทือนกระตุนส่ งสัญญานไปตามเส้นประสาท
่ ้
149
150. การทรงตัว
temperal bone
(equilibrium)
(hearing)
การโค้ งงอของ
hair cell ทาให้ (endolymph fluid)
เกิด action
potential
perilymph fluid
150
151. การทรงตัว
-utricle, saccule และ semicircular canals ในหูชันใน รั บรู้ เกี่ยว
้
กับการทรงตัวและตาแหน่ งของร่ างกาย โดยมี hair cell อยู่ข้างใน
-utricle&sacculeส่ งสัญญาณให้ สมองรั บรู้ ว่าทิศใดเป็ นด้ านบนและ
ร่ างกายอยู่ในท่ าได้
-semicircular canals รั บรู้ เกี่ยวกับทิศทางทัง 3 ระนาบ โดยบริเวณ
้
โคนท่ อมีการบวมเป็ นกระเปาะเรี ยก ampulla
-ในampullaมี gelatinous cap เรี ยก cupula ที่มี hair cell อยู่ 151
152. การทรงตัวในปลา
-หูส่วนในของปลาทาหน้ าที่เกี่ยวกับการทรงตัว
เท่ านัน (มีเฉพาะ saccule, utricle, semicircular
้
canals)
-หูปลาไม่ มี ear drum และไม่ เปิ ดออกสู่
ภายนอก
-การสั่ นของนา(คลื่น)จะถูกส่ งผ่ านทางกระดูกที่
้
หัว เข้ าสู่หูส่วนใน
-ปลามี lateral line system รั บรู้ low-frequency
wave ทาหน้ าที่คล้ ายหูส่วนในของคน ทาให้
รั บรู้ การเคลื่อนไหวผ่ านนา, เหยื่อ และผู้ล่า
้
-มี neuromast (receptor unit) ทาหน้ าที่คล้ าย
ampulla ใน semicircular canal
152
153. จมูก(Nose): การได้ กลิ่น
-olfactory receptor cell เป็ น neuron มาทาหน้ าที่โดยตรง
-ส่ วนปลายของเซลล์ ย่ นออกมาเป็ น cilia สู่ mucus
ื
-สารเคมีมาจับกับ receptor ที่เยื่อเซลล์ ของ cilia
-เกิด signal-transduction pathway, depolarization, action potential สู่สมอง
153
154. ลิน(Tongue): การรับรส
้
-บนลินของคนมีต่ ุมลิน(taste bud)ประมาณ 10,000 อัน ฝั งตัวอยู่ในปุ่ มลิน (papilla)
้ ้ ้
-แต่ ละ taste bud จะมี taste (gustatory) receptor cell ซึ่งเป็ น modified epithelial cell อยู่
การรั บรส มีขันตอนดังนี ้
้
1.โมเลกุลของสารเช่ นนาตาล จับกับtaste receptor
้
2.มีการส่ งสัญญาณผ่ าน signal-transduction pathway
3.K+ channel ปิ ด Na+channel เปิ ด
4.Na+ แพร่ เข้ าสู่เซลล์ เกิด depolarization
5.กระตุ้ นการนา Ca+ เข้ าสู่เซลล์
6.receptor cell หลั่ง
neurotransmitter
ที่ไปกระตุ้น sensory
neuron ต่ อไป
154
155. ผิวหนัง(Skin): การับสัมผัส
Meissner’s Krouse’s
corpuscle end bulb
Ruffini’s -สิ่ งเร้ าที่เป็ นแรงกลจะทาให้ เกิดการโค้ ง
corpuscle
งอหรื อบิดเบียวของเยื่อเซลล์ ของ
้
mechanoreceptor จะทาให้ permeability
ต่ อ Na+ และ K+ เปลี่ยนไป และทาให้
เกิด depolarization
-mechanoreceptor เป็ น modified
dendrite ของ sensory neuron
Pacinian 155
corpuscle
156. ่
• รี เซปเตอร์รับการสัมผัส อยูมากตามฝ่ ามือฝ่ าเท้ามากกว่าที่อื่น บริ วเวณที่
มีขนน้อยกว่าไม่มีขน โดยปลายนิ้วจะมีมากกว่าที่อื่น
• รี เซปเตอร์รับร้อน-หนาว ไม่พบที่อวัยวะภายใน พบที่หลังมือมากกว่าฝ่ า
มือ(ไม่แน่นอน)
• รี เซปเตอร์รับความเจ็บปวด จะมีการส่ งกระแสประสาทไปยัง ทาลามัส
และถ่ายทอดไปยังซีรับรัมคอเทกซ์ บริ เวณที่มีรีเซปเตอร์น้ ีนอยได้แก่
้
บริ เวณ ต้นแขนและตะโพก
• ปลายประสาทรับรู ้เกี่ยวกับเจ็บปวด จะอยูช้ นบนสุ ดของผิวหนังปรากฏ
่ ั
บริ เวณชั้นหนังกาพร้า
่
• ปลายประสาทรับรู ้แรงกดดัน จะอยูระดับล่างสุ ด โดยปรากฏภายใต้ช้ น ั
หนังแท้
156