การคาดการณ์ประชากรไทยในอนาคต :
ผลต่อเศรษฐกิจ สังคม สุขภาพ และการศึกษา
จัดโดย
สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ
วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต
การคาดการณ์ประชากรไทยในอนาคต :
ผลต่อเศรษฐกิจ สังคม สุขภาพ และการศึกษา
ผู้นาเสนอ
รองศาสตราจารย์ ดร.เกื้อ วงศ์บุญสิน
จัดโดย สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต
วันที่ 11 ธันวาคม 2560 ณ โรงแรมปทุมวัน ปริ้นเซส กทม.
ที่ปรึกษา : ศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์
บรรณาธิการ: ยุวดี คาดการณ์ไกล
ถอดความและเรียบเรียง : ปาณัท ทองพ่วง ปลายฟ้ า บุนนาค อุสมาน วาจิ ณัฐธิดา เย็นบารุง
และอรุณ สถิตพงศ์สถาพร
อานวยการผลิตโดย : สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต
ปี ที่เผยแพร่: กรกฎาคม 2560
www.rsu-brain.com
ที่อยู่
สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ อาคารพร้อมพันธุ์ 1 ชั้น 4 637/1 ถนนลาดพร้าว เขตจตุจักร กทม. 10900 โทรศัพท์ 02-938-8826 โทรสาร 02-938-8864
สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต
ในปัจจุบันอัตราการเจริญพันธุ์ของคนไทยลดลงเรื่อยมา ทาให้โครงสร้างประชากรของไทยมี
แนวโน้มที่จะมีผู้สูงอายุเป็นสัดส่วนมากขึ้น ในขณะที่วัยแรงงานมีจานวนลดลง หากสถานการณ์ยังเป็น
เช่นนี้ต่อไป ในอนาคตอันใกล้สังคมไทยจะเข้าสู่ภาวะ “สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์” หากไม่มีการเตรียม
ตัวรับมือกับโครงสร้างสังคมเช่นนี้แล้วจะเกิดปัญหาตามมามากอย่างแน่นอน
3
การคาดการณ์ประชากรไทยในอนาคต :
ผลต่อเศรษฐกิจ สังคม สุขภาพ และการศึกษา
ศ.ดร.เกื้อ วงศ์บุญสิน
อดีตผู้อานวยการสถาบันประชากรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
แนวโน้มของประชากรไทย
อย่างไรคือ “สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์” (Complete Aged Society)
ตามนิยามที่มักใช้อ้างอิงนั้นสังคมใด ๆ จะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเมื่อประชากรที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปมี
สัดส่วนอยู่ที่ร้อยละ 10 ของโครงสร้างประชากร ปัจจุบันสังคมไทยได้เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุในระดับนี้แล้ว
และจะเข้าสู่ “สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์” เมื่อประชากรกลุ่มดังกล่าวมีสัดส่วนอยู่ที่ร้อยละ 20
ซึ่งสังคมไทยกาลังเข้าสู่สังคมสูงวัยโดยสมบูรณ์ในอนาคตอันใกล้ ดังที่มีการประเมินว่าในปี พ.ศ. 2563
จะมีประชากรที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปกว่าร้อยละ 19.1 และจะเพิ่มเป็นร้อยละ 32.1 ในปี พ.ศ. 2583
ซึ่งเป็นสังคมสูงวัยขั้นสูงสุด ยิ่งไปกว่านั้นในกลุ่มผู้สูงอายุนั้น กลุ่มที่มีอายุ 70 ปีขึ้นไปมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
มากที่สุดด้วย (แผนภูมิที่ 1)
ปัญหาที่ตามมาของสังคมสูงอายุคือผู้สูงอายุมักจะมีความชราภาพ คือร่างกายไม่แข็งแรง ไม่
สามารถดูแลตัวเองได้ และไม่สามารถทางานหารายได้เอง จึงต้องอาศัยการพึ่งพาสังคมและรัฐบาล แต่
ประชากรในวัยแรงงานซึ่งเป็นกาลังหลักของชาติและเป็นกลุ่มที่ช่วยค้าจุนผู้สูงอายุกลับมีจานวนน้อยลง
ทาให้ผู้สูงอายุจาต้องดูแลตัวเองมากขึ้น
(แผนภูมิที่ 1) แนวโน้มสัดส่วนผู้สูงวัยในอนาคต
สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต
4
ซึ่งหนทางในการแก้ไขนั้นต้องบูรณาการในหลายมิติด้วยกัน ทั้งในแง่เศรษฐกิจ สังคม และ
พื้นฐานครอบครัว เพื่อให้สังคมไทยมีประชากรวัยแรงงานมากขึ้นอีกทั้งเป็นประชากรที่มีคุณภาพ และ
อีกทางหนึ่งคือการทาให้ผู้สูงอายุมีอัตราความชราภาพที่ช้าลง แม้ว่าจะมีอายุที่มากขึ้นแต่ยังมีปัจจัยยัง
ชีพเพียงพอ (wealthy) และมีสุขภาพที่ดีตามอัตภาพ (healthy) ซึ่งจะส่งผลให้ผู้สูงอายุลดการพึ่งพา
ผู้อื่นและสวัสดิการของรัฐได้
แนวโน้มประชากรไทยกาลังผกผันและน่าเป็นห่วง
จากการสารวจในปี พ.ศ. 2553 พบว่าประชากรไทยมีอยู่ 63 ล้านคน และจะเพิ่มขึ้นจนถึง 69
ล้านคน จากนั้นก็จะลดลงจนคาดการณ์ว่าประชากรไทยจะเหลือราว 63 ล้านคนเท่านั้นในปี พ.ศ. 2583
อัตราการเจริญพันธุ์ของคนไทยนั้นลดลงเรื่อยมา และมีแนวโน้มว่าจะลดลงอีกจนกระทั่งเฉลี่ย
แล้วแต่ละครอบครัวจะมีลูกไม่ถึงสองคน มีผลให้จานวนประชากรของไทยลดลงและมีโครงสร้างอายุ
ประชากรที่เปลี่ยนไป หากจะรักษาจานวนประชากรให้คงที่อย่างน้อยต้องมีอัตราเจริญพันธุ์เฉลี่ยที่ 2.1
คน โดยในปี พ.ศ. 2553 ตามอัตราส่วนแล้วยังมีประชากรในช่วงอายุ 15-64 ปี อยู่ที่ 7.83 คนต่อผู้ที่มี
อายุ 65 ปีขึ้นไป 1 คน ซึ่งยังไม่เกิดปัญหานัก แต่ในปี พ.ศ. 2583 คาดการณ์ว่าอัตราส่วนนี้จะลดลงมา
อยู่ที่ 2.48 และยังมีแนวโน้มที่จะลดลงไปอีกหากไม่มีการแก้ไข (แผนภูมิที่ 2) ซึ่งยังมีความเป็นไปได้ที่
จะแก้ปัญหานี้เพราะคนไทยยังต้องการมีลูกครอบครัวละสองคน โดยหวังว่าจะเป็นหญิงหนึ่งคนเพราะ
จะได้อยู่ช่วยดูแลในยามชรา และเป็นผู้ชายหนึ่งคนเพื่อหวังสืบทอดตระกูล แต่สาเหตุที่ทาให้คนไทย
ตัดสินใจไม่มีลูกหรือมีเพียงคนเดียวเพราะต้องทางานเพื่อหาเลี้ยงชีพจนไม่มีความพร้อมจะมีบุตร
(แผนภูมิที่ 2) อัตราเกื้อหนุนผู้สูงอายุในแต่ละปี
5
สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติวิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต
5
ส่วนความต่างของอายุระหว่างเพศชายและหญิงนั้น พบว่าอายุเฉลี่ยของผู้หญิงจะมากกว่า
ผู้ชาย 6 ปี เนื่องจากผู้ชายมีพฤติกรรมที่ไม่ดีต่อสุขภาพมากกว่า เช่น สูบบุหรี่ ดื่มสุรา รวมถึงการเกิด
อุบัติเหตุต่างๆ และผู้ชายมักจะแต่งงานกับผู้หญิงที่อายุน้อยกว่าตน 3 ปี ด้วยเหตุนี้เฉลี่ยแล้วผู้หญิงจะ
เป็นโสดในบั้นปลายชีวิตราว 9 ปี
โครงสร้างครอบครัวไทยกาลังมีปัญหา
ครัวเรือนที่มีคนสามรุ่นอยู่ด้วยกัน คือ 1) รุ่นปู่ย่าตายาย 2) รุ่นพ่อแม่ และ 3) รุ่นลูก จะมีส่วน
ทาให้ครอบครัวเข้มแข็ง เนื่องจากแต่ละรุ่นจะสามารถช่วยเหลือกันและได้ เช่น เมื่อพ่อแม่ไม่อยู่ต้อง
ออกไปทางานนอกบ้านและไม่สามารถเลี้ยงลูกได้ ก็จะมีปู่ย่าตายายช่วยเลี้ยง ในทางกลับกันปู่ย่าตา
ยายก็จะได้รับการดูแลจากลูกของตน แต่หากครัวเรือนมีไม่ครบสามรุ่นก็จะเกิดปัญหาตามมา จากการ
สารวจพบว่าแนวโน้มครัวเรือนที่อยู่คนเดียวหรือมีอยู่รุ่นเดียวนั้นมีจานวนเพิ่มขึ้น ซึ่งสะท้อนอัตราการ
เจริญพันธุ์ที่ลดลงและการหย่าร้างที่เพิ่มขึ้น ส่วนครัวเรือนแหว่งกลางที่มีเฉพาะผู้สูงอายุและเด็กอยู่
ด้วยกันนั้นมีจานวนเพิ่มขึ้นเช่นกัน จากร้อยละ 2.34 ในปี พ.ศ. 2533 เป็น 7.18 ใน พ.ศ. 2550
(แผนภูมิที่ 3) เนื่องจากผู้ปกครองของเด็กต้องออกไปทางานต่างพื้นที่มากขึ้น โดยภาคอีสานเป็น
ภาคที่มีปัญหาครัวเรือนแหว่งกลางมากที่สุดเนื่องจากผู้ปกครองต้องย้ายเข้ามาทางานยังภาคกลาง จะ
ส่งผลให้เด็กไม่ได้รับการเลี้ยงดูที่มีคุณภาพเพียงพอเนื่องจากไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ของตน และผู้สูงอายุ
เองก็ขาดคนดูแล ซึ่งรัฐสามารถแก้ปัญหาได้ด้วยการสร้างแหล่งงานให้ครอบคลุมในพื้นต่าง ๆ เพื่อให้
ผู้ปกครองของเด็กไม่ต้องอพยพย้ายถิ่นฐานไปยังแหล่งงานในต่างพื้นที่ และมีมาตรการอื่นเพื่อจูงใจให้
ลดการแยกครัวเรือน ตัวอย่างหนึ่งของการแก้ปัญหานี้ที่ประเทศสิงคโปร์ดาเนินการอยู่คือการลดหย่อน
ภาษีให้กับครัวเรือนที่มีผู้อาศัยครบทั้งสามรุ่น เพื่อจูงใจให้ลดการแยกครัวเรือนลง
6
สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต
6
(แผนภูมิที่ 3) ข้อมูลร้อยละของครัวเรือนแต่ละประเภท
แนวโน้มสังคมสูงวัยในภูมิภาคอาเซียน
จากการประเมินสถิติโดยสหประชาชาติ (แผนภูมิที่ 4) ในกลุ่มประเทศอาเซียน สิงคโปร์ถือว่ามี
ภาวะสังคมสูงวัยมากที่สุด เนื่องจากผู้ชายสิงคโปร์ทุกคนต้องเกณฑ์ทหารสองปี ในขณะที่ผู้หญิงนั้น
สามารถทางานได้ทันที เมื่อผู้ชายพ้นภาระการเกณฑ์แล้วก็ต้องใช้เวลาสักพักหนึ่งกับการสร้างความ
มั่นคงในชีวิตให้ใกล้เคียงกับฝ่ายหญิงก่อนที่จะตัดสินใจแต่งงาน หรือไม่ผู้หญิงก็จะไม่แต่งงาน
เนื่องจากไม่มีผู้ชายวัยเดียวกันที่มีฐานะใกล้เคียงกัน เมื่อแต่งงานช้าหรือไม่แต่งงานก็จะส่งผลต่อการมี
ทายาท ส่วนประเทศไทยมีสัดส่วนผู้สูงอายุมากเป็นอันดับสองของภูมิภาคและตามมาด้วยเวียดนาม
7สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต 7
(แผนภูมิที่ 4) ปีที่ประเทศในอาเซียนจะเข้าสู่สังคมสูงวัย(สีเขียว) สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์(สีม่วง)
และ สังคมสูงวัยระดับสุดยอด(สีฟ้า): ที่มา World Population Prospects, the 2012 Revision, UN
ปัญหาสุขภาพของประชากรแต่ละช่วงวัย
ประชากรแต่ละช่วงวัยนั้นมีวิถีชีวิตที่แตกต่างกัน ทาให้มีปัญหาด้านสุขภาพที่ต่างกันไป แม้คน
ไทยจะมีอายุยืนขึ้นแต่ถือว่าสุขภาพยังไม่ดีเท่าที่ควร จากสถิติ (แผนภูมิที่ 5) ในช่วงอายุ 15-20 ปี
สาเหตุสาคัญของการเสียชีวิตคือการประสบอุบัติเหตุทางถนน ในช่วงอายุ 25-39 ปีคือโรค AIDS และ
ในช่วงอายุ 45-74 ปีนั้นส่วนมากแล้วจะเสียชีวิตจากโรคหัวใจและโรคมะเร็ง โดยเฉพาะในปัจจุบันที่
อาหารซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งมีมากขึ้น เช่น ยาฆ่าแมลง ฟอร์มาลีน สารเร่งเนื้อแดง การที่เราทราบถึง
ความเสี่ยงในแต่ละช่วงวัยจะทาให้เราระมัดระวังพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมได้ดีขึ้น มีการประเมินว่าหาก
ลดอัตราการเสียชีวิตจากโรคต่าง ๆ ได้เพียงร้อยละ 10 จะสามารถลดงบประมาณด้านสุขภาพได้ถึง 18
ล้านเหรียญสหรัฐฯ การรักษาสุขภาพจึงช่วยประหยัดงบประมาณได้มาก
8สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต
(แผนภูมิที่ 4) แผนภูมิแสดงสาเหตุหลักของการเสียชีวิตของประชากรไทยในแต่ละช่วงวัย
9สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต
ข้อเสนอเพื่อการแก้ไขปัญหาสังคมสูงวัย
จะเพิ่มอัตราการเกิดได้อย่างไร ?
ประเทศไทยไม่ใช่ประเทศแรกที่เผชิญปัญหาสังคมสูงวัย ยังมีประเทศอื่นที่มีปัญหามาก่อนและ
มากกว่าไทย ซึ่งสามารถถอดบทเรียนเพื่อแก้ปัญหาของสังคมไทยได้ เช่น ประเทศญี่ปุ่นซึ่งเผชิญ
ปัญหาสังคมสูงวัยเป็นประเทศแรก ๆ แต่เดิมรัฐบาลญี่ปุ่นได้ลดภาษีแก่ผู้หญิงที่มีครอบครัวแล้วแต่มี
รายได้ไม่ถึงเกณฑ์ที่กาหนดเพื่อจูงใจให้ผู้หญิงเป็นแม่บ้านคอยดูแลครอบครัว เหตุนี้เองทาให้ผู้หญิง
จานวนมากที่มีศักยภาพในการทางานตัดสินใจลาออกจากงานประจา แต่ในปัจจุบันอัตราการเจริญพันธุ์
ของประชากรมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องซึ่งจะส่งผลต่อจานวนแรงงานในอนาคต แม้จะมีมาตรการ
ลดภาษีก็ไม่ทาให้คนญี่ปุ่นมีลูกมากขึ้น ฉะนั้นเพื่อเพิ่มจานวนแรงงานให้มากขึ้นรัฐบาลจึงมีแผนที่จะ
ยกเลิกมาตรการลดภาษีดังกล่าวเพื่อจูงใจให้ผู้หญิงกลับมาทางานประจา ทาให้รัฐสามารถเก็บภาษีได้
มากขึ้นและเศรษฐกิจดีขึ้น ซึ่งเชื่อว่าเศรษฐกิจที่ดีคือปัจจัยสาคัญที่จะช่วยเพิ่มอัตราการเจริญพันธุ์ อีก
ตัวอย่างที่น่าสนใจคือประเทศสวีเดนที่เลือกใช้นโยบายให้พ่อและแม่ของเด็กลางานรวมกันได้ถึง 480
วันและยังได้รับเงินเดือน 80% จากอัตราปกติอีกด้วย โดยในจานวน 480 วันนี้ผู้เป็นพ่อและแม่ของเด็ก
สามารถที่จะตกลงกันได้ว่าฝ่ายใดจะลาเป็นจานวนกี่วัน รวมถึงการที่รัฐจะสนับสนุนงบประมาณแก่
สถานรับเลี้ยงเด็กด้วย เพื่อทาให้ประชาชนรู้สึกว่าการเลี้ยงลูกนั้นไม่ใช่เรื่องที่ลาบากจนเกินไปและ
ตัดสินใจมีลูกในที่สุด เหล่านี้คือตัวอย่างที่รัฐและสังคมไทยสามารถเรียนรู้ได้ทั้งสิ้นเพื่อให้ปัญหาสังคม
สูงวัยเบาบางลง เช่น การบรรจุเอามาตรการที่เอื้อให้คนไทยมีลูกมากขึ้นเข้าไปในหลักประกันสุขภาพ
ถ้วนหน้า (บัตรทอง) เพื่อให้คนไทยทุกคนสามารถเข้าถึงได้โดยง่ายและครอบคลุม
ยกระดับคุณภาพประชากรวัยแรงงาน
ประเทศไทยมีโรงเรียนประมาณสามหมื่นโรง ในจานวนนี้เป็นโรงเรียนประถมศึกษาราวสองหมื่น
โรง ปัญหาที่เกิดขึ้นบ้างแล้วและจะเกิดหนักขึ้นคือไม่มีเด็กมาสมัครเรียนเนื่องจากมีเด็กเกิดน้อยลง ทาง
แก้คือควรยุบรวมโรงเรียนที่มีนักเรียนจานวนน้อยไว้ด้วยกันเพื่อให้เกิดการใช้ทรัพยากรคุ้มค่ามากที่สุด
ซึ่งในปัจจุบันติดปัญหาเรื่องการจัดลาดับขั้นของฝ่ายบริหารโรงเรียนเมื่อเกิดการยุบรวม ทาให้ไม่ค่อยมี
โรงเรียนใดอยากที่จะยุบรวมนัก ต่อไปปัญหาก็จะเกิดกับสถาบันการศึกษาระดับสูงต่อไปตามลาดับ
10สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต
แม้ปัจจุบันนี้ยังมีประชากรในวัยแรงงานอยู่มาก แต่กลับไม่มีคุณภาพและไม่สามารถตอบโจทย์
ตลาดแรงงาน เช่น สาเร็จการศึกษาเพียงระดับประถมศึกษา หรือเลือกเรียนในสายสังคมศาสตร์มาก
เกินไป ในขณะที่ตลาดแรงงานกาลังขาดแคลนผู้เรียนในสายวิทยาศาสตร์ และยังต้องการกาลังแรงงาน
จากสายอาชีวศึกษาอีกมาก แต่ทุกวันนี้มีเพียง 1 ใน 4 ของนักเรียนที่เรียนต่อหลังจบมัธยมต้นเท่านั้นที่
เลือกเรียนต่อในสายอาชีวศึกษา ยิ่งไปกว่านั้น พบว่าประเทศไทยขาดแคลนครูที่เชี่ยวชาญในด้าน
วิทยาศาสตร์ที่สอนในระดับประถมและมัธยมต้น ส่งผลให้เยาวชนขาดพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ซึ่ง
สาคัญต่อการศึกษาในอนาคตต่อไป จึงควรจะยกเลิกการกาหนดให้ผู้ที่จะสอบบรรจุรับราชการครูต้องมี
วุฒิครู เพื่อเอื้อให้ผู้ที่ไม่ได้เรียนทางครุศาสตร์แต่มีความสามารถด้านวิทยาศาสตร์สามารถเป็นครูได้
ที่สาคัญที่สุดคือทุกคนควรจะรู้จักที่จะเรียนรู้ตลอดชีวิตได้ด้วยตัวเอง โดยไม่จากัดเฉพาะ
การศึกษาในระบบเท่านั้น ปัญหาหนึ่งของแรงงานไทยคือการมีความสามารถเฉพาะด้านแต่ไม่เรียนรู้
ทักษะด้านอื่น ๆ ทาให้วันหนึ่งเมื่อตาแหน่งงานเดิมนั้นไม่เป็นที่ต้องการของตลาดแรงงานแล้วจะประสบ
ปัญหาการว่างงานได้ง่าย โดยเฉพาะในปัจจุบันที่เทคโนโลยีระบบจักรกลเข้ามาทางานแทนมนุษย์มาก
ขึ้น ทาให้หลายตาแหน่งงานนั้นหายไป
สู่สังคมสูงวัยที่สุขภาพดีและมั่งคั่ง (Healthy & Wealthy)
แม้ปัจจุบันอายุเฉลี่ยของคนไทยจะมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่กลับพบว่ายังมีความชราภาพสูง คือ
ร่างกายไม่แข็งแรง สุขภาพไม่ดี เป็นโรคโดยเฉพาะโรคในกลุ่ม NCDs (Non-Communicable diseas-
es) หรือ กลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ซึ่งมักจะเกิดจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ไม่เหมาะสม เช่น รับประทาน
อาหารที่หวานมันเค็มจัด ขาดการออกกาลังกาย ขาดการดูแลจิตใจที่ดี ทาให้สุขภาพไม่แข็งแรง ไม่
สามารถดูแลตัวเองได้ เพื่อป้องกันปัญหานี้คนไทยจึงควรดูแลสุขภาพตัวเองตั้งแต่ก่อนวัยสูงอายุ เช่น
รู้จักป้องกันดวงตาจากแสงแดดเพื่อไม่ให้สายตาเสื่อมเร็วเกินไป เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์
หมั่นออกกาลังกายอย่างสม่าเสมอ โดยสามารถทาได้ง่าย ๆ เช่น การหมั่นเดินให้มากอย่างน้อยวันละ
หนึ่งหมื่นก้าว
ในส่วนของการเงินนั้น โดยปกติแล้วช่วงเวลาที่สามารถออมเงินได้มากที่สุดคือช่วงวัยทางาน
หากไม่ได้ออมตั้งแต่วัยทางานแล้วจะมีปัญหาเรื่องการเงินเมื่อเกษียณอายุเนื่องจากไม่มีรายได้มาก
เช่นเดิม จากสารวจข้อมูลของปี พ.ศ. 2552 พบว่าอัตราการขาดดุลตลอดชีวิต (Lifecycle Deficit) คือ
รายจ่ายตลอดชีวิตโดยหักลบกับรายได้ตลอดชีวิตของคนไทยโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 1.07 ล้านบาท และ
11สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต
มีแนวโน้มจะเพิ่มเป็น 1.43 ล้านบาทในปี พ.ศ. 2583 ทาให้ต้องพึ่งพาสวัสดิการจากรัฐบาลหรือการ
ช่วยเหลือจากบุตรหลาน ญาติพี่น้อง หรือคนรอบข้าง ซึ่งมักจะไม่เพียงพอ และยิ่งไปกว่านั้นวัยแรงงาน
ที่ลดลงย่อมหมายถึงภาษีที่รัฐเก็บได้น้อยลง ย่อมส่งผลถึงสวัสดิการที่ลดลงด้วย และหากไม่มีบุตร
หลานก็จะยิ่งไม่มีคนดูแล แต่หากมีการออมและการลงทุนของประชากรแต่ละคนตั้งแต่วัยทางานแล้วก็
จะลดการพึ่งพาทั้งต่อรัฐและครอบครัวเมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุได้อีกทั้งยังเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ
ของชาติอีกด้วย เช่นที่สหรัฐฯ นั้นเงินทุนจากกลุ่มคนวัยเกษียณถือว่ามีมูลค่ามหาศาล ทาให้เกิดธุรกิจ
และการจ้างงานเพิ่มขึ้น รวมถึงเป็นประโยชน์กับคนในรุ่นถัดไปด้วย ที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือวัยแรงงานใน
ปัจจุบันที่มีช่วงอายุ 40 ปีลงมาซึ่งเมื่อถึงวัยเกษียณแล้วจะเผชิญปัญหาสังคมสูงวัยมากกว่าปัจจุบัน
เนื่องจากจะมีอัตราส่วนของผู้สูงอายุที่มากกว่า การออมและลงทุนตั้งแต่วัยทางานจึงเป็นเรื่องจาเป็น
อย่างยิ่ง ซึ่งควรจะต้องมีเงินเก็บราว 7 ล้านบาทในวันที่เกษียณอายุเพื่อใช้ในการลงทุนซึ่งจะให้
ผลตอบแทนที่เพียงพอในการดารงชีพได้ แต่ในความเป็นจริงคนไทยมีเงินออมน้อยจนไม่สามารถพึ่งพา
ตัวเองในยามชราได้
แน่นอนว่าการรับมือกับสังคมสูงอายุเป็นเรื่องจาเป็นเพื่อป้องกันผลกระทบที่ตามมา ซึ่ง
สามารถแบ่งออกเป็น 4 ระดับด้วยกัน คือ Ageing 1.0 (Awareness Creation) เป็นยุคที่เน้นให้
ความรู้และข้อมูลเกี่ยวกับสังคมผู้สูงวัย เพื่อให้ทราบว่าแนวโน้มในอนาคตเป็นอย่างไร Ageing 2.0
(Curative Approach) เป็นยุคที่เน้นการแก้ปัญหาจากสังคมสูงวัย เช่น ส่งเสริมให้ผู้สูงอายุมีสุขภาพที่ดี
ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยอยู่ในยุคนี้ Ageing 3.0 (Preventive Approach) เป็นยุคที่เน้นมาตรการป้องกัน
ผลกระทบของปัญหาสังคมสูงวัย เช่น การส่งเสริมให้ออมเงินและลงทุนตั้งแต่ยังอยู่ในวัยทางาน ให้รู้จัก
การดูแลรักษาสุขภาพตั้งแต่ยังแข็งแรง และ Ageing 4.0 (Innovative Approach) ยุคของการสร้าง
นวัตกรรมเพื่อพลิกจากวิกฤตของสังคมสูงวัยให้เป็นโอกาส ผู้สูงอายุไม่ได้ “รกโลก” หากแต่เป็นกาลัง
สาคัญ ซึ่งต้องอาศัยการเตรียมตัวตั้งแต่ยังเป็นหนุ่มสาว เช่น การสะสมทุนมามากพอจน
สามารถลงทุนได้ในวัยสูงอายุ ในขั้นนี้นอกจากจะไม่เป็นภาระแล้วผู้สูงอายุยังเป็นผู้สร้างสรรค์เศรษฐกิจ
อีกด้วย
แนวทางสาหรับผู้สูงอายุในแต่ละกลุ่ม
สาหรับผู้สูงอายุที่มีสุขภาพดีและมีฐานะที่ดีนั้นย่อมสามารถพึ่งพาตัวเองได้ คนกลุ่มนี้จึงสามารถ
มีบทบาทในการช่วยเหลือสังคม อีกทั้งยังสามารถเปลี่ยนบทบาทจากลูกจ้างกลายเป็นนักลงทุนด้วย
12สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต
เงินทุนที่สะสมมาตลอดชีวิต ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจโดยรวม ส่วนผู้สูงอายุที่มีสุขภาพดี
แต่มีฐานะที่ไม่ดีนั้นอาจจะต้องเกษียณอายุช้ากว่าปกติเนื่องจากยังมีความสามารถทางานและมี
ประสบการณ์การทางานที่สะสมมาตลอดชีวิต อีกทั้งในสังคมสูงวัยจะมีแรงงานในวัยหนุ่มสาวน้อยลง
ทาให้จาเป็นต้องพึ่งแรงงานผู้สูงอายุด้วย สาหรับผู้สูงอายุที่มีสุขภาพไม่ดีแต่มีฐานะที่ดี คนกลุ่มนี้จะมี
ความต้องการซื้อสินค้าและบริการที่เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพ และยังมีกาลังซื้อเพียงพออีกด้วย จึงเป็น
โอกาสที่เอื้อให้ธุรกิจด้านสุขภาพได้เติบโต แต่ต้องคานึงถึงความต้องการของผู้บริโภคที่หลากหลาย
เพราะผู้สูงอายุคือผู้ที่มีประสบการณ์ชีวิตที่มาก หล่อหลอมแต่ละคนมีความต้องการที่แตกต่างกันไป
ส่วนผู้สูงอายุที่มีสุขภาพไม่ดีและมีฐานะที่ไม่ดี รัฐและสังคมต้องเข้ามาช่วยเหลือเพื่อให้สามารถมีชีวิต
ต่อไปได้ตามอัตภาพ เนื่องจากเป็นกลุ่มที่ไม่สามารถดูแลตัวเองได้ดีนัก เช่น สร้างที่อยู่อาศัยให้มีราคา
ไม่สูงจนเกินไป สร้างระบบคมนาคมที่ครอบคลุม เอื้อให้ผู้สูงอายุสามารถใช้ได้ สร้างพื้นที่สาธารณะ
เพื่อให้ผู้สูงอายุสามารถมาพบปะทากิจกรรมต่างๆ ร่วมกัน
ผู้สูงอายุที่อาศัยในสังคมที่เอื้อต่อพวกเขานั้นจะมีสุขภาวะที่ดีและดูแลตัวเองได้พอประมาณ
นอกจากนี้ยังต้องมุ่งเน้นที่การเพิ่มจานวนประชากรที่มีคุณภาพด้วย เช่น ยกระดับการศึกษาให้
สอดคล้องกับตลาดแรงงาน จัดสรรที่อยู่อาศัยซึ่งอยู่ใกล้สถานที่ทางานอันจะช่วยให้ครอบครัวสามารถ
อยู่ด้วยกันพร้อมหน้า หรือมีมาตรการลดภาษีเพื่อจูงใจแก่กิจกรรมที่ช่วยลดปัญหาสังคมสูงอายุ เช่น
สถานรับเลี้ยงเด็ก ครัวเรือนที่ต้องเลี้ยงเด็ก หรือ ครัวเรือนที่ดูแลผู้สูงอายุ
ผู้สูงอายุคือกาลังสาคัญ
ในภาวะสังคมสูงวัยนั้นประชากรสูงวัยคือตลาดที่มีกาลังซื้อมาก เพราะประชากรวัยทางานนั้นมี
จานวนลดลง โดยคาดการณ์ว่าในปี พ.ศ. 2583 นั้นจะมีถึง 89 ประเทศที่ผู้สูงอายุคือผู้บริโภคกลุ่มใหญ่
ซึ่งการตลาดสาหรับผู้สูงอายุนั้นต้องสามารถตอบสนองความต้องการที่หลากหลายได้เพราะผู้สูงอายุแต่
ละคนล้วนมีประสบการณ์ชีวิตที่สั่งสมมามากและแตกต่างกัน โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการดูแล
สุขภาพและการประกันภัย แต่พบว่างบประมาณและการทุ่มเทเพื่อการตลาดสาหรับผู้สูงอายุยังมีอยู่
น้อยเกินไป บ่งชี้ถึงการปรับตัวไม่ทันของภาคเอกชน นอกจากเรื่องการตลาดแล้วการรักษาผู้สูงวัยให้
ยังอยู่ในตลาดแรงงานนั้นต้องอาศัยวิธีคิดใหม่เช่นกัน จากเดิมที่มองว่าผู้สูงวัยคือผู้ที่ไม่มีความสามารถ
ในการทางานเป็นผู้สูงวัยนั้นคือผู้ที่มีความเชี่ยวชาญและมีประสบการณ์มาก ยากที่คนรุ่นใหม่จะมี
ประสบการณ์ทัดเทียมใด หากผู้สูงอายุยังมีสุขภาพที่ดีพอประมาณก็ยังสามารถทางานได้ต่อไปอย่าง
ปกติ อีกทั้งหากต้องการดาเนินธุรกิจที่ตอบโจทย์สังคมผู้สูงอายุแล้ว การมีผู้สูงอายุเป็นพนักงานย่อม
13สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต
บทอภิปราย
14สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต
รศ.ดร.ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ อาจารย์ประจาคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
จากสถิติ วัยแรงงานอายุ 15-60 ปี มีจานวน 42 ล้านคน แต่ในความเป็นจริงไทยเรามีแรงงานที่
ทางานจริง (Productive Labour Force) เพียง 37 ล้านกว่าคน หายไปเกือบ 5 ล้านคน เพราะส่วนใหญ่
ยังเป็นนักเรียนนักศึกษา และบางส่วนเป็นแม่บ้าน คนพิการ ยิ่งตอกย้าปัญหาแรงงานน้อยและอัตรา
การเกิดที่ต่า และแรงงานที่ใกล้เกษียณก็มีจานวนมาก จึงเกิดเป็นคาถามว่าเมื่อคนเหล่านี้กลายเป็น
ผู้สูงอายุ เราจะรับมือและดูแลคนเหล่านี้อย่างไร ซึ่งสามารถสรุปประเด็นเกี่ยวข้องได้ 5 ประเด็น ดังนี้
ประเด็นที่หนึ่ง อัตราทดแทน ในอดีตที่ไทยรณรงค์เรื่องคุมกาเนิดเป็นช่วงที่เรียกว่า In-
dustrial Generation พอดี ทาให้คนที่มีลูกมาแล้วก็หยุดมีลูก และคนที่พึ่งเข้าสู่วัยทางานก็เข้าทางานใน
โรงงานเสียมากทาให้ไม่พร้อมจะมีลูกเช่นกัน ลูกที่เกิดมาเข้าทางานในโรงงานทั้งหมด และกลายเป็นว่า
คนพวกนี้ไม่พร้อมจะมีลูก บางคนต้องทาแท้ง เพราะเขาเลี้ยงลูกไม่ได้ ถ้าจะมีลูก ต้องเอากลับไปให้พ่อ
แม่เลี้ยง ซึ่งเป็นที่มาของการเกิดครอบครัวแตกแยก
ประเด็นที่สอง ครัวเรือนเดี่ยว ครัวเรือนของแรงงานในโรงงานอุตสาหกรรมมีลักษณะ
เป็นครัวเรือนเดี่ยวคือคืออาศัยตามลาพังประมาณร้อยละ 30 ซึ่งเกิดจากการใช้ชีวิตไปตามยถากรรมวัน
ต่อวัน ไม่ได้คิดเรื่องการแต่งงานหรือสร้างครอบครัวที่เข้มแข็ง สังเกตได้จากชนชั้นแรงงานในสังคม
ปัจจุบันที่หลายครอบครัวมีความแตกแยกแล้วไม่มีใครดูแลลูกเพราะต่างคนต่างอยู่ หากเรานับรวม
ผู้สูงอายุตัวคนเดียวที่ต้องดูแลตัวเอง และคนตกงานอันเกิดจากเทคโนโลยีแย่งงานในอีก 5 ปีข้างหน้า
ไปด้วย คนเหล่านี้คือประชากรเกือบครึ่งหนึ่งของประเทศทีเดียว
ผู้สูงอายุในปัจจุบันมีประมาณ 11-12 ล้านคน คิดเป็นประมาณร้อยละ 12-14 ชี้ให้เห็นว่า
ประเทศไทยใกล้เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเต็มทีแล้ว ฉะนั้นในอนาคตเราต้องเตรียมรับมือทั้งครอบครัวเดี่ยว
คนว่างงาน และผู้สูงอายุ แล้วเราจะหารายได้มาจากที่ใดมาดูแลคนเหล่านี้ ทางออกทางหนึ่ง
ต้องส่งเสริมการลงทุนและดึงการลงทุนจากต่างประเทศ แต่เราก็ต้องมีตลาดภายในประเทศรองรับ
เสียก่อน แล้วเราจะสร้างตลาดภายในประเทศอย่างไร ในเมื่อคนตกงานและผู้สูงอายุต่างก็เป็น Non-
Productive Labour คาตอบก็คือ ธุรกิจที่ทาได้ด้วยตนเองคนเดียว (One-Person Business) ปัจจุบันมี
แรงงานที่เพิ่งเกษียณบางส่วนก็หันมาเปิดร้านขายของเป็น One-Person Business อยู่แล้ว ฉะนั้น เรา
สามารถส่งเสริมให้สิ่งนี้เกิดขึ้นได้ เช่น ให้คนเข้าถึงสมาร์ทโฟนและเทคโนโลยี ลดและละเว้นภาษีการ
ทาธุรกิจในระยะแรก ลดต้นทุนค่าขนส่ง ส่งเสริมให้คิดค้นและพัฒนาเทคโนโลยีราคาถูก เป็นต้น
15สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต
ประเด็นที่สาม ในสังคมอุตสาหกรรมไทย มีประชากรที่เป็นแรงงานในโรงงาน 8-10 ล้านคน
โดยที่หลายครอบครัวนั้นพ่อทางานอยู่โรงงานหนึ่ง แม่ทาอยู่อีกโรงงานหนึ่ง ส่วนลูกอายุยังน้อยต้องไป
โรงเรียนแต่พ่อแม่ไม่สามารถไปรับ-ส่งลูกได้ เพราะออกไปทางานเช้ากว่าเวลาที่ลูกเข้าเรียนและเลิก
งานช้ากว่าเวลาเลิกเรียนทาให้ลูกต้องอยู่ตามลาพังบ่อยครั้ง ถ้าครอบครัวส่วนใหญ่ยังคงประสบปัญหา
เช่นนี้เขาก็จะไม่มีลูกเพิ่ม เพียงทาให้แรงงานสามารถเลี้ยงลูกได้โดยไม่ลาบากนักและจัดสรรที่อยู่อาศัย
ให้รัฐก็ยังไม่สามารถทาได้ ฉะนั้น รัฐควรลดภาษีให้ผู้สูงอายุที่ต้องดูแลเด็กและพ่อแม่ที่ต้องออกไป
ทางานหาเงินเลี้ยงครอบครัว เพื่อลดความยากลาบากในการลูกดูลูก อีกทางหนึ่ง รัฐควรทาโครงการ
จัดหาบ้านขนาด 50 ตารางวาให้ครอบครัวที่มีลักษณะดังกล่าวกู้ เพื่อให้ครอบครัวใหญ่ได้อยู่ร่วมกัน
พร้อมหน้า มิใช่ทาแบบโครงการประชารัฐที่อ้างว่าต้องการสร้างบ้านเพื่อคนจน แต่ในความเป็นจริงคือ
ต้องการสร้างบ้านเพื่อขายคนจนโดยหวังเอื้อประโยชน์แก่กลุ่มธุรกิจเป็นหลัก
ในอีก 5 ปีข้างหน้า ผู้สูงอายุกลุ่มหลักคือผู้ที่ทางานในภาคเอกชนมิใช่ภาคเกษตร ปัจจุบันกาลัง
แรงงานภาคเกษตรมีอยู่ประมาณ 13 ล้านคน ส่วนกาลังแรงงานที่เป็นผู้มีรายได้ประจามีประมาณ 18
ล้านคน และอาชีพอิสระอีกประมาณ 9 ล้านคน ฉะนั้น คนที่จะเข้าสู่วัยผู้สูงอายุส่วนใหญ่จึงเป็นคนที่
ปลดเกษียณจากโรงงาน คนเหล่านี้ส่วนใหญ่อาศัยอยู่บ้านเช่าเพราะไม่มีเงินซื้อบ้าน เมื่อเกษียณไปแล้ว
ได้เงินอย่างมากเดือนละ 2,500-3,000 บาท จึงไม่แปลกที่คนเหล่านี้จะไม่มีเงินเลี้ยงดูตัวเองและบุตร
เท่าใดนัก
ประเด็นที่สี่ นโยบายภาครัฐ ขณะนี้ในประเทศญี่ปุ่นมีผู้สูงอายุมากถึงร้อยละ 33 ของประชากร
ทั้งหมด แต่รัฐบาลญี่ปุ่นเล็งเห็นปัญหาดังกล่าว จึงออกนโยบายลดภาษีให้กับบริษัทที่จ้างผู้สูงอายุ
ล่วงเวลา และพยายามหาอาชีพมารองรับผู้สูงอายุเหล่านี้ เช่น เป็นที่ปรึกษาบริษัท ทางานพาร์ทไทม์
เป็นต้น แล้วอีก 5 ปีข้างหน้าที่ประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ เราจะมีโครงการทานองนี้หรือไม่
กองทุนที่ใหญ่ที่สุดในไทย คือ กองทุนประชาสังคม มูลค่ากว่า 1.4 ล้านล้านบาท รัฐบาลนา
งบประมาณไปใช้โดยไม่เคยบอกประชาชนว่านาไปทาอะไร ทั้งที่ควรนาไปใช้กับสิ่งอานวยความสะดวก
(Facility) ซึ่งเป็นสิ่งจาเป็นมาก แต่ไทยมีปัญหาเงินออมกับรายจ่ายไม่เท่ากัน เพราะเราเริ่มปฏิวัติ
อุตสาหกรรมช่วง พ.ศ. 2504 เราส่งเสริมการลงทุนเต็มที่ แต่กลับเริ่มประกันสังคมเมื่อ พ.ศ. 2534 ทา
ให้ไทยในช่วง 30 ปีนั้นเป็นอุตสาหกรรมโดยที่ไม่มีประกันสังคมทาให้ไม่มีเงินออม สะท้อนให้เห็นว่า
กระบวนทัศน์ของรัฐกับทุนไม่กว้างไกลพอ ทางออกคือการจัดตั้งธนาคารแรงงาน เพื่อสร้างระบบเงิน
ออมที่ครอบคลุมทั้งระบบแรงงาน เงินค่าจ้างแรงงานซึ่งมีอยู่มหาศาลก็มาเก็บไว้ที่นี่ แรงงานต้องการกู้
เงินก็มาที่นี่ คิดดอกเบี้ยร้อยละ 10 ต่อปี หรือแรงงานจะพาผู้สูงอายุในครอบครัวมากู้ไปค้าขายเล็กน้อย
16สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต
หรือขายของออนไลน์ก็ได้ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อแรงงานโดยตรงมากกว่าการพึ่งพาระบบธนาคาร
พานิชย์ทั่วไป
ประเด็นสุดท้าย กระบวนทัศน์ (Mind Set) ของทุนและรัฐ ทุนยังมองว่าผู้สูงอายุคือภาระ
ส่วนรัฐยังคิดว่าผู้สูงอายุต้องได้รับการสงเคราะห์ เป็นอุปสรรคใหญ่ประการหนึ่งที่ทาให้ปัจจุบันทั้ง
รัฐบาลและธนาคารพาณิชย์ต่างก็ไม่เห็นด้วยกับการทาธนาคารลูกจ้าง ทั้งที่เราอยู่ภายใต้ระบบ
เศรษฐกิจแบบแข่งขัน การมีธนาคารลูกจ้างจะทาให้ลูกจ้างสามารถกู้เงินไปทาธุรกิจได้ง่ายขึ้น ทาให้
ธุรกิจมีการแข่งขันมากขึ้น เพียงแค่รัฐสนับสนุนจัดหาพื้นที่ตลาดและเครื่องมือให้เขา เขาก็หากินเองได้
เพราะแต่ละพื้นที่มีเอกลักษณ์ มีความโดดเด่น มีความน่าสนใจในตัวเองอยู่แล้ว แต่รัฐกลับนิยมใช้
นโยบายแจกเงิน จึงเกิดเป็นคาถามว่า ทาไมทั้งรัฐและทุนถึงไม่เห็นด้วย
รศ.ดร.จานง สรพิพัฒน์ กรรมการบริหารสมาคมวิจัยวิทยาการขนส่งแห่งเอเชีย
โครงสร้างประเทศไทยเป็นโครงสร้างการเมืองที่ถูกผูกขาดโดยกลุ่มผู้อานาจ 2 กลุ่ม คือ กลุ่มผู้มี
อานาจทางเศรษฐกิจและกลุ่มผู้มีอานาจทางการเมือง กระบวนทัศน์ของ อาจารย์ณรงค์ กับนายทุนย่อม
แตกต่างกัน (ตอบ อาจารย์ณรงค์)
คาถามเกี่ยวกับประเด็นสังคมผู้สูงอายุมี 2 คาถาม คือ คาถามแรก ในอดีตเรามีประชากรเยอะ มี
นักวิชาการพูดออกโทรทัศน์ทุกวันว่า ลูกเกิดเยอะขนาดนี้ อนาคตเด็กจะหางานทาไม่ได้และว่างงานจน
อาจเป็นภาระ แต่ตอนนี้กลายเป็นว่าเรามีแต่ผู้สูงอายุ คาถามคือ เป็นไปได้ไหมว่า (อย่างน้อยในทาง
วิชาการ) เราสามารถออกแบบให้สุดท้ายแล้วอัตราการเกิดกับอัตราการตายเท่ากัน เพื่อให้ดุลยภาพ
ของโครงสร้างอายุประชากรเปลี่ยนจากรูปพีระมิดเป็นรูปกราฟแท่ง เพราะหากมองในฐานะนัก
สิ่งแวดล้อม ทุกระบบต้องเข้าสู่จุดดุลยภาพ เช่นในกรณีนี้อัตราการเติบโตของประชากรต้องเป็นศูนย์
ประชากรในทุกช่วงอายุมีสัดส่วนเท่ากันหมด
คาถามที่สอง ในสหรัฐอเมริกามีปัญหาค่าใช้จ่ายภาครัฐติดลบ สาเหตุหนึ่งเกิดจากคนไม่
ดูแลสุขภาพ ทาให้เป็นโรคที่ไม่ควรจะเป็นโดยเฉพาะโรคอ้วน อีกสาเหตุหนึ่งคือสังคมผู้สูงอายุเบิกค่า
รักษาพยาบาลได้ง่าย ส่งผลกระทบต่อ Social Expense ในขณะที่จีนเห็นถึงปัญหาดังกล่าว จึงนาไปสู่
การแก้ไขที่มุ่งให้ผู้สูงอายุมีสุขภาพดีและมีกินมีใช้ (Healthy and Wealthy) อันดับแรก ต้องให้ผู้สูงอายุ
สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ไม่ใช่ทาอะไรเองไม่ได้ หัวใจคือต้องเดินได้ กาลังขาต้องดี จีนจึงใช้ท่าออก
กาลังกาย “312 Meridian Exercise” ช่วยฝึกกาลังขาและบรรเทาอาการเจ็บเข่า ในขณะเดียวกัน
17สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต
จีนก็สร้างพื้นที่สาธารณะให้ผู้สูงอายุมารวมตัวกันออกกาลังกาย ทั้งนี้ กลุ่มผู้สูงอายุที่จีนมีอานาจต่อรอง
สูงมากถึงขนาดสามารถชักนานโยบายของรัฐได้ ส่วนหนึ่งเพราะผู้ที่มีอานาจในการกาหนดนโยบายก็
คือลูกหลานของผู้สูงอายุเหล่านี้นั่นเอง เหล่านี้เป็นกรณีศึกษาให้ประเทศไทยได้หรือไม่
ศาสตราจารย์ ดร.เกื้อ วงศ์บุญสิน อดีตผู้อานวยการสถาบันประชากรศาสตร์
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
แม้ในภาพรวมประเทศไทยเรามีอัตราการทางานต่ากว่าศักยภาพ (Underemployment)
(หมายถึง ผู้ที่ทางานน้อยกว่า 35 ชั่วโมงต่อสัปดาห์และทางานต่ากว่าวุฒิ) ไม่ถึงร้อยละ 1 แต่คนที่
ทางานต่ากว่าศักยภาพกว่า 46 เปอร์เซ็นต์ เป็นคนที่จบมัธยมศึกษาปีที่ 6 และเป็นคนที่จบปริญญาตรี
26 เปอร์เซ็นต์ สะท้อนให้เห็นว่าเราเป็นพวกที่เรียนเอาวุฒิและเน้นเรียนแต่ด้านสังคมศาสตร์เกินไป
ฉะนั้น เราต้องแก้ปัญหาที่ทุนมนุษย์ (Human Capital) ทุกวันนี้ คนจบมัธยมศึกษาปีที่ 3 กว่า 8 แสน
คน ออกไปสู่ตลาดแรงงาน 1 แสนคน อีก 7 แสนคนที่เหลือนั้นกว่าร้อยละ 70 เรียนสายสังคมศาสตร์
และ 30 เปอร์เซ็นต์ เรียนสายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พอจบ ม.6 นักเรียน 5.5 แสนคนก็เข้าสู่
ตลาดแรงงาน อีก 1.5 แสนคนศึกษาต่อ ซึ่งเราวางแผนให้ร้อยละ 70 เรียนสายวิทยาศาสตร์และ
เทคโนโลยี และ 30 เปอร์เซ็นต์ เรียนสายสังคมศาสตร์ แต่ในความเป็นจริงนั้นกลับกัน หากเราไม่แก้จุด
นี้ Flow ของแรงงานที่จะกลายเป็น Stock จานวน 10 กว่าล้านคนก็จะกลายเป็นพวกที่ทางานไม่เต็ม
ศักยภาพ จนเกิดปัญหาการออมไม่เพียงพอ อีกส่วนหนึ่งก็คือ เราไม่ได้มี Lifelong Learning ด้วย
กรณีประเทศจีน แม้เขาจะใช้นโยบายลูกคนเดียวมาเกือบ 30 ปี แต่เงินออมเขาสูงมาก ใน
ขณะเดียวกัน เขา Healthy กับ Wealthy ด้วย ส่วนประเทศไทย Stock ของแรงงาน 42 ล้านคน ส่วน
ใหญ่จบประถมและทางานไม่เต็มศักยภาพ Stock ของแรงงานจะเป็น Flow ของผู้สูงอายุ ซึ่งขณะนี้มี
ประมาณ 8 ล้านคน Flow ของผู้สูงอายุก็คือ Stock ของแรงงาน กาลังจะย้ายเข้าไปสู่สูงวัย ขณะนี้คนที่
อายุ 60 ปีขึ้นไปไม่มีปัญหาแล้ว แต่ถ้ายังเป็นเช่นนี้อยู่ แรงงานไม่ได้ปรับปรุง การศึกษาไม่ได้ปรับปรุง
คนที่จะมีปัญหาคือคนที่ตอนนี้อายุประมาณ 40-50 ปี
18สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต
ศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ประธานสถาบันคลังปัญญา และ
อธิการวิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต
ปัญหาคือเราติดกรอบความคิดว่าการศึกษามีเพียง 2 ด้านคือถ้าไม่สังคมศาสตร์ก็ต้องเป็น
วิทยาศาสตร์ แล้วเราก็บ่นว่าเด็กไปเรียนทางสังคมศาสตร์มากแต่ไม่ยอมเรียนวิทยาศาสตร์ ถ้าไม่ใช่
สังคมศาสตร์ แต่เป็นศาสตร์ที่ว่าด้วย“หลั่นล้า”ทั้งหลายได้ไหม แทนที่ไปฝืนให้เขาเรียนวิทยาศาสตร์
ศาสตราจารย์ ดร.เกื้อ วงศ์บุญสิน อดีตผู้อานวยการสถาบันประชากรศาสตร์
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ต่างประเทศเขาก็เริ่มหันมาเน้น STEAM (Science, Technology, Engineering, Art + Design
and Math) แทน STEM (Science, Technology, Engineering and Math) แล้ว ในขณะที่เรายังเน้น
STEM โดยไม่ดูว่าครู 6 แสนคน มีแค่ 5 หมื่นคนที่เป็นครูสายวิทยาศาสตร์จริง
รศ.ดร.อนุชาติ พวงสาลี คณบดีคณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ถอยกลับไปสู่โจทย์เรื่อง Equilibrium Growth ของ อาจารย์จานง จากภาพใหญ่ที่ อาจารย์เกื้อ
ให้คือว่า ผู้สูงอายุนั้นขยายมาก สัดส่วนการพึ่งพิงของกลุ่มประชากรที่กาลังโตหรือวัยรุ่นไทยแคบลง ซึ่ง
จริง ๆ ไม่ได้ลดแค่จานวน แต่คุณภาพของเด็กรุ่นใหม่ก็เป็นโจทย์ที่ท้าทายอยู่หลายเรื่อง ด้วยความที่
ประเทศเรามีความเหลื่อมล้าสูงมาก ลูกคนรวยที่โตมาในยุคเบบี้บูมมักถูกฟูมฟักให้โตมาเป็นคนเอาแต่
ใจ รักสบาย เนื่องจากพ่อแม่ทางานหนักไม่มีเวลาให้ลูก จึงใช้เงินซื้อความสุขให้ลูกเป็นประจาจนลูกติด
นิสัยอยากได้อะไรต้องได้ แล้วรูปแบบการใช้ชีวิต ไลฟ์สไตล์เขาจะมีปัญหามาก ด้านบวกก็มี แต่ในเชิง
ระบบคิดนั้นมีโจทย์ที่น่าสนใจว่าเขาหน้าตาเป็นอย่างไรกันแน่ เขามีแบบแผนการบริโภค แบบแผนการ
ผลิตในใจเขามากน้อยอย่างไร
ในขณะที่หากไปสารวจโรงเรียนทั้งในและนอกระบบในต่างจังหวัด อัตรา Dropout ที่
กระทรวงศึกษาธิการบอกว่าน้อยมากนั้นไม่ค่อยน่าเชื่อเท่าใดนัก เพราะมีเด็กที่ด้อยโอกาสเยอะมาก ยิ่ง
ไปกว่านั้น ไม่ใช่เฉพาะแค่ในต่างจังหวัด ถ้าเราไปดูโรงเรียนขยายโอกาสในกรุงเทพฯ เราก็จะเจอสภาพ
ที่จาลองปัญหาสังคมไทยที่เรากังวลทุกรูปแบบ เช่น การข่มขืนกระทาชาเรา ท้องก่อนวัยอันควร ยาเสพ
19สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต
ติด จับกลุ่มมั่วสุม เหล่านี้ต่างเป็นโจทย์ที่ทั่วไปมากในสายตาเรา นอกจากนี้ จากการที่เคยจัดอบรมกับ
คุณครูในระดับมัธยมศึกษาในเขตปทุมธานี พบว่าโจทย์ที่เป็นความกังวลของครู นอกจากถูกนโยบาย
รายวันของกระทรวงศึกษาธิการกดดันแล้ว ครูยังไม่รู้ว่าจะจัดการปัญหาชีวิตของลูกศิษย์อย่างไร เพราะ
เด็กมีปัญหาเรื่องทักษะชีวิตสูงมากเนื่องจากเขาดูแลตัวเองไม่ได้
ศาสตราจารย์ ดร.เกื้อ วงศ์บุญสิน อดีตผู้อานวยการสถาบันประชากรศาสตร์
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ใน พ.ศ. 2513 แต่ละครอบครัวมีลูกเฉลี่ย 6.7 คน เวลาสอบถามว่าอยากมีลูกกี่คน ส่วนใหญ่ตอบ
ว่าไม่มีแผนกาหนด ในฐานะนักประชากรศาสตร์ มองว่าการรณรงค์ให้คุมกาเนิดไม่ผิด เพราะหาก
เราต้องการมีลูกแค่ 2 คน การคุมกาเนิดจะเป็นเครื่องมือที่ทาให้วางแผนครอบครัวได้ จากที่เคยมีลูก
โดยไม่ได้วางแผน ซึ่งปกติหากไม่คุมกาเนิดตลอดช่วงอายุ 15-45 ปี คนเราจะมีลูกประมาณ 10 คน
ฉะนั้นถ้าไม่มีการคุมกาเนิดแล้วอัตราการทาแท้งจะเพิ่มมากขึ้น การที่คนเรามีลูกน้อยลงจึงไม่ได้เป็น
เพราะการคุมกาเนิด แต่เป็นเพราะรายได้ ค่าครองชีพ รสนิยม สภาพแวดล้อม เสียมากกว่าที่ทาให้
ความปรารถนาจะมีลูกลดลง ในอีกแง่หนึ่ง ความคิดที่ว่า ‘ลูกมากเลยยากจน’ ก็เป็นความคิดที่ไม่
ถูกต้อง เพราะความจริงแล้วเขายากจนต่างหาก เขาเลยมีลูกมาก เช่น ยากจนรายได้ ยากจนการศึกษา
ความคิดดังกล่าวจึงเป็นการโทษคนจนแบบผิด หารู้ไม่ว่าเป็นเพราะการศึกษาเขาก็น้อย เงินเขาก็น้อย
ในส่วนของคุณภาพของเด็กที่มาจากครอบครัวมีฐานะ จากการเป็นนายกสมาคมครูผู้ปกครอง
โรงเรียนอัสสัมชัญมากว่าสิบปี เมื่อก่อนสมัยตนยังเป็นนักเรียน หลังจากเลิกเรียนแล้วมีเวลาเล่น
ฟุตบอลราวครึ่งชั่วโมงแล้วกลับบ้านไปทาการบ้าน แต่เด็กสมัยนี้ตอนเย็นยังต้องเรียนพิเศษ เสาร์-
อาทิตย์ก็ไปเรียนเพิ่มอีก เช่น เรียนว่ายน้าในห้องเรียนแล้ว ตอนเย็นก็ไปเรียนพิเศษว่ายน้า เสาร์-
อาทิตย์ก็ไปเรียนว่ายน้าที่สยามอีก แต่ไม่เคยว่ายจริงเลย ต่างกับสมัยก่อนที่เรียนในชั้นเรียนเสร็จ เตะ
ฟุตบอล แล้วก็กลับไปทางาน เราสามารถเปลี่ยนจาก Explicit Knowledge ซึ่งเป็นเชิงทฤษฎีให้เป็น
Tacit Knowledge ซึ่งปฏิบัติได้จริง แต่สมัยนี้เรียนแต่ Explicit Knowledge ไม่เปลี่ยนเป็น Tacit
Knowledge
สังคมไทยจึงเป็นสังคมที่เรียนมากเกินพอดี ในขณะที่ต่างประเทศเรียนน้อยกว่าและเล่นมากกว่า
แต่การศึกษาดีกว่าไทย อีกทั้งครูไทยมักเก็บความรู้ไว้ตอนสอนพิเศษ ในขณะที่ในอดีตนักเรียนคนไหน
ที่ไม่สนใจการเรียนในห้อง คนนั้นต้องเรียนเสริมหลังเลิกเรียน โดยครูยอมสละเวลาหลังเลิกงานมาสอน
นักเรียนเพิ่มเพื่อให้นักเรียนมีคุณภาพ เราจึงต้องให้ความสาคัญกับความหมายของชีวิต ความหมาย
20สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต
ของการเป็นครู การสร้างทรัพยากรมนุษย์ให้มากขึ้น และในอีกทางหนึ่งต้องลดพฤติกรรมของ
ผู้ปกครองที่ใช้เงินปรนเปรอความสุขแก่ลูกเพื่อทดแทนเวลาที่ตนไม่สามารถให้ได้ ซึ่งในระยะยาวจะทา
ให้เด็กมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม
อาจารย์ชัยวัฒน์ ถิระพันธุ์ นักวิชาการอิสระ
ครั้งนี้เป็นเรื่องของการปลุกให้ตื่น (Wake-Up Call) ครั้งใหญ่ แต่สังคมไทยถูกปลุกไม่รู้กี่ครั้ง
และกี่เรื่องแล้วแต่ไม่เคยตื่นตัวเสียที เราควรคิดต่อยอดว่า เมื่อเรามีข้อมูลสถานการณ์ชัดแล้ว ใครควร
จะทาอะไร อย่างไร ต้องร่วมมืออย่างไร ต้องทาต่อเนื่องเป็นระยะเวลากี่ปี เพราะประเด็นสังคมผู้สูงอายุ
ไม่ใช่แค่เรื่องของผู้สูงอายุแล้ว กลายเป็นเรื่องของการผลิต การใช้ชีวิต คุณภาพ และปัญหาสังคมต่าง ๆ
ที่อาจเกิดขึ้นตามมา
ธนาคารแห่งประเทศไทยเคยกล่าวถึงการใช้เงินของคนรุ่นใหม่ว่า ไม่ค่อยรู้จักเก็บออม ใช้เงิน
สุรุ่ยสุร่าย ไม่มีวินัยในการใช้ชีวิต เพราะสังคมเป็นแบบนี้ ต่อไปพ่อแม่ไม่มีเงินให้ ตัวเองก็ไม่มีเงินออม
แล้วเราจะอยู่กันอย่างไร ก่อให้เกิดความเสี่ยงที่คนจะหันเหไปทาธุรกิจผิดกฎหมายทั้งหลายเพราะหา
เงินได้ง่ายและเร็วกว่า
ประเด็นอยู่ที่ว่า แล้วหน่วยงานใด กลุ่มใด จะทาอะไร เพราะงานนี้จะต้องใช้เวลาอย่างน้อย 10 ปี
ผู้ปฏิบัติจึงต้องเป็นคนที่มี Passion ใส่ใจ จัดระบบและเชื่อมโยงเรื่องราวต่าง ๆ เข้ากันให้ได้ทั้งระบบ
โดยเฉพาะด้านสาธารณสุขและการศึกษา อีกทั้งการสร้างคนไม่ใช่แค่ทาให้ปริมาณสมดุล แต่คุณภาพ
ต้องดีขึ้นด้วย นี่ยังไม่นับคนที่ยังอยู่ในคุกและคนที่กาลังออกจากคุกในไม่ช้า จะเกิดปัญหาอีกมหาศาล
พันกัน ฉะนั้น เราควรจะทาอะไรหรือไม่ เพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงกัน อาจจะเป็นสถาบัน หรือถ้าแข็งไปก็
อาจจะเป็นอะไรที่ไม่เป็นทางการที่จับเรื่องนี้อย่างจริงจัง เพราะว่าเรื่องนี้นั้นเชื่อมโยงทุกอย่าง จะต้องมี
ทางออกให้และใช้เวลานานมากพอจึงจะเห็นผล พร้อมทั้งต้องมีจัดการปัญญา ความรู้ และกาลังของคน
ที่จะมาขับเคลื่อนประเด็นนี้ด้วย
สมมติ ถ้าจะผลักดันไทยแลนด์ 4.0 หรือโครงการประชารัฐ ต้องเอาผู้เชี่ยวชาญที่เข้าใจในเรื่อง
นั้นอย่างจริงจังและสามารถปฏิบัติงานได้จริง มีความเข้าใจที่จะสร้างเครือข่ายของคนที่อยากจะมาทา
เรื่องนี้อย่างจริงจัง แม้กระทั่งการมีชีวิตคู่ เราจะเห็นว่าคนรุ่นใหม่ไม่ค่อยอยากมีลูกกันซึ่งบังคับกันไม่ได้
แต่ที่สาหรับคนที่อยากมีลูก ก็ต้องพบเจอกับปัญหาโรงเรียนไม่มีคุณภาพ การดูแลลูกที่ไม่ได้มาตรฐาน
ทั้งหมดแสดงให้เห็นว่าทุกสิ่งเชื่อมโยงกันหมด ตั้งแต่เด็กคลอด เข้าโรงเรียนอนุบาล รัฐจึงต้องมองเรื่อง
การลงทุนแบบประเทศแถบสแกดิเนเวียร์ เอาตัวแบบเขามา หากรัฐไม่ลงทุน อีก 10 - 20 ปีข้างหน้าจะ
21สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต
เป็นอย่างไร แต่ใครจะสามารถโน้มน้าวและทาความเข้าใจ จึงต้องมีข้อมูล มีทั้งระบบ มี lobbyist ที่มี
ฝีมือ และต้องมีกระบวนการสื่อสารทางสังคม โดยอาศัยคนรุ่นใหม่ที่มีฝีมือเรื่อง infographic และยัง
เกี่ยวข้องกับเรื่องอานาจ สถาบัน และเรื่องเศรษฐกิจก็ต้องตระหนัก การดูแลคนจน คนด้อยโอกาส หรือ
คนวัยแรงงานที่ไม่มีเงินซึ่งมีอยู่เป็นจานวนมาก และเรื่องการใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่ ซึ่งไม่ได้มีเพียง
หน่วยใดหน่วยหนึ่งที่ทาได้ แต่ต้องมีผู้เริ่มต้นและเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน ต้องมีความเป็น social
movement ที่ผู้สูงอายุก็ตระหนัก คนรุ่นใหม่ก็ตระหนัก ชนชั้นกลางก็ตระหนัก ทุกฝ่ายก็ตระหนัก แล้ว
มาหาวิธีปรับให้ระบบนิเวศแห่งการพัฒนาความเป็นมนุษย์เกิดขึ้นได้ และที่สาคัญคือต้องเน้นไปที่
ท้องถิ่นด้วย หลาย ๆ เรื่อง ท้องถิ่นต้องจัดการ ซึ่งหลายเรื่องเหล่านั้นมีผลกระทบกับท้องถิ่นโดยตรงทา
ให้พวกเขาตื่นตัวได้ เพราะไม่ใช่แต่ข้อมูล (information) แต่กาลังสร้างความหมาย (meaning)
ปลุกเร้า (wake up) และสร้างจิตวิญญาณ (spirit) ขึ้นมา ซึ่งผมคิดว่าจะผลักดันเรื่องนี้อย่างไรต่อ จะ
ประสานใคร หรือใครสามารถจะไปคุยกับ สสส. แทนที่จะเป็นโครงการเล็ก อาจเปลี่ยนไปสู่การทาเป็น
ระบบแทน และอาจจะมารับทุนจาก สสส. สปสช. กระทรวงสาธารณสุข บูรณาการมาให้หมด ให้คนที่มี
ฝีมือ ไว้ใจได้ มาทากระบวนการ ไม่ฉะนั้นยากที่จะสาเร็จ
ว่าที่ร้อยตรีอุดม สุวรรณพิมพ์ รองปลัด อบต.แม่ถอด อ.เถิน จ.ลาปาง
เรื่อง Aging Society ถือเป็นกระแสซึ่งทุกสังคมต่างตระหนัก ที่ผ่านมาเถินได้ทางานวิจัยชิ้น
หนึ่ง ที่ฟังการบรรยายเมื่อสักครู่ พูดถึงเรื่องโครงสร้างประชากรและการพยากรณ์เกี่ยวกับผู้สูงอายุต่าง
ๆ นั่นคือข้อเท็จจริงอย่างหนึ่ง โครงสร้างประชากรก็จะเป็นรูปแบบต่าง ๆ ทั้งบัวคว่า เจดีย์หงาย ฯลฯ
แต่ที่เถินนั้นไม่ใช่ โครงสร้างประชากรของเถินเหมือนผลแอปเปิ้ลที่ถูกกัดทั้งสองด้าน และยังมีข้อมูลต่อ
อีกว่าจานวนประชากรเมื่อเทียบระหว่างทะเบียนราษฎร์กับประชากรที่มีอยู่จริง ประชากรที่หายไปมาก
ที่สุดจะอยู่ในช่วงอายุระหว่าง 25 - 34 ปี หรือคิดเป็นร้อยละ 80 ของประชากรที่อาศัยอยู่ในชุมชน ผล
การศึกษาพบว่า ส่วนหนึ่งของประชากรวัยแรงงานที่หายไปนั้น เป็นผู้ที่ไปศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาใน
จังหวัดอื่น ๆ รวมถึงกรุงเทพฯ แล้วออกจากชุมชนไปเลย โดยเรียนจบก็ทางานและตั้งรกรากอยู่นอก
พื้นที่อย่างถาวร ทั้งที่แท้จริงแล้ว คนวัยทางานเหล่านี้ควรจะเป็นทุนมนุษย์ซึ่งมีส่วนสาคัญในการช่วย
พัฒนาท้องถิ่น ทาให้ประชากรของอาเภอเถินมีอัตราที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง ทุกวันนี้คนวัยหนุ่มสาวอายุ
20 - 25 ปีก็ออกไปอยู่นอกพื้นที่มากถึงร้อยละ 50 - 60 เช่นเดียวกับผู้ใหญ่วัย 40 - 44 ปี ที่หายออก
จากพื้นที่ไปร้อยละ 30 - 40 และคนวัย 45 - 49 ปี ก็หายไปราวร้อยละ 20 - 30 เมื่อเป็นเช่นนี้
ความสัมพันธ์ระหว่างคนในครอบครัวจึงยิ่งห่างเหินกันอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง
จากข้อมูลยังพบอีกว่า ประชากรเหล่านี้ที่ออกจากชุมชนไป กว่าครึ่งหนึ่งทางานอยู่ในโรงงาน
ดังนั้น หากในระดับโครงสร้างหรือนโยบายยังไม่มีมาตรการที่จะทาให้คนเหล่านี้ซึ่งอีกไม่กี่สิบปีข้างหน้า
จะกลายเป็นผู้สูงอายุมีระบบการออมที่มีคุณภาพก็ลาบาก แต่อีกสิ่งหนึ่ง ผมคิดว่าการจะแก้ไขให้ยั่งยืน
และลดความกังวลของเราที่ในอนาคตสังคมจะก้าวเข้าสู่ความเป็น Super Aging Society แต่คนยังไม่มี
หลักประกันใด ๆ แทนที่เราจะนั่งเถียงกันว่าเด็กรุ่นใหม่ควรเรียนสายวิทยาศาสตร์หรือสายสังคมศาสตร์
ผมว่าจะเรียนสาขาใดก็ได้ ถ้าเข้าใจบริบทของตนเอง ผมสนับสนุุนหลั่นล้าอีโคโนมี หาก
22สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต
สถาบันการศึกษาให้ความสาคัญกับเรื่องการวิจัยและพัฒนา ให้ทุนคนรุ่นใหม่เพื่อการศึกษาวิจัยที่เน้น
เรื่องฐาน การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (participatory action research) เพื่อให้คนเหล่านี้ได้
กลับไปค้นหาสินทรัพย์ที่ทรงคุณค่าและคิดค้นแนวทางพัฒนาเศรษฐกิจของชุมชนตนเอง แทนที่จะ
ออกไปทางานนอกพื้นที่ดังที่เคยเป็นมา แล้วให้เขาทากับมือ สื่อสารกับมือ ผลการวิจัยที่ได้ก็จะไม่ขึ้น
หิ้งอย่างแน่นอน ถ้าผลงานเหล่านี้นาไปใช้ประโยชน์ได้และมีสถาบันที่ได้รับความเชื่อถือให้การรับรอง
เชื่อว่าการพัฒนาชุมชนมีโอกาสขยับแน่ แล้วสุดท้ายคนอายุ 20 - 25 ปี ก็จะไม่ออกนอกหมู่บ้านอีก
หลังจากนั้น สถาบันการเงินและนักลงทุนก็ควรให้ทุนเพื่อการพัฒนาต่อยอดงานวิจัยเหล่านั้น คิดว่า
ชุมชนก็จะได้รับการพัฒนาโดยคนในชุมชน ศึกษาเรื่องราวแลพัฒนาบ้านเกิดเมืองนอนของตนเอง ใน
ท้ายที่สุด คนอายุ 25 - 34 ปี ก็จะกลับเข้ามาและเป็นกาลังสาคัญของการพัฒนา แล้วผู้สูงอายุก็จะไม่
เหงา เพราะที่เถินในปัจจุบัน บ้านจะเหลือแต่ผู้สูงอายุกับเด็ก และผู้สูงอายุก็แทบจะไม่มีเวลา
ข้อค้นพบอีกประการหนึ่งคือ มีผู้สูงอายุในชุมชนร้อยละ 15 - 20 ที่ดูแลเด็กมากกว่า 3 คนตาม
ลาพัง คนแรกอยู่ในเปลยังไม่ทันคลาน คนที่สองกาลังเดินเตาะแตะ คนที่สามต้องมัดขาไว้ตรงเตียงตั่ง
ใต้ถุนบ้าน เพราะผู้สูงอายุคนเดียวไม่สามารถดูแลได้ทัน ผู้สูงอายุเพศชายก็ออกไปทางาน ผู้สูงอายุเพศ
หญิงก็เลี้ยงหลาน จากที่เคยเข้าไปคุยแล้วสังเกตเห็นว่าผู้สูงอายุกลุ่มนี้มักผิดนัดตรวจสุขภาพ
ประจาเดือนบ่อย ๆ เมื่อใช้การศึกษาด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพที่ผนวกสังคมศาสตร์เข้าไปทาความ
เข้าใจพฤติกรรมดังกล่าว ก็ยิ่งพบข้อเท็จจริงว่าผู้สูงอายุเหล่านี้ไม่เวลาแม้แต่จะไปซื้อกับข้าวจากตลาด
ด้วยตนเองเพราะต้องอยู่บ้านดูแลเด็กตลอด นี่คือปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น ผมว่าทั้งหมดที่อาจารย์หลาย
ท่านให้ข้อสังเกต ประเด็นอยู่ที่การวิจัยและพัฒนา (R&D) ของท้องถิ่น ในเมื่อเราคิดว่า
สถาบันการศึกษาคือทางออก และให้คนที่ทาการศึกษาเป็นคนในท้องถิ่น ต่อยอดสู่การช่วยกันตั้ง
สถาบันการศึกษา สถาบันการเงิน นโยบายและทางออก น่าจะยั่งยืน
รศ.ดร.อนุชาติ พวงสาลี คณบดีคณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
มีความเป็นห่วงที่พูดถึงว่าทางออกอยู่ที่การศึกษา ซึ่งก็เห็นด้วยมาก ๆ แต่กังวลว่า เวลาเราพูด
ว่าการศึกษาคือคาตอบของการแก้ปัญหา คือผมก็ไม่ค่อยแน่ใจว่าเราใส่ทรัพยากร ยุทธศาสตร์การ
ลงทุนแบบไหนที่จะเป็นการจัดการแก้ปัญหาเรื่องการศึกษาในฐานะการสร้างทุนมนุษย์ (Human Capi-
tal) ของประเทศที่ตอบโจทย์ได้จริง ทางสายวิทยาศาสตร์มีเงินอุดหนุนมหาศาล มีวิธีการจัดสรรจัด
การเงินมาก และส่วนตัวคิดว่าการศึกษาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีก็ไม่ได้ให้ผลที่คุ้มค่านัก แต่รู้สึกว่า
การจะสร้างทุนมนุษย์ขึ้นมา จะต้องสร้างโจทย์และตีโจทย์ให้แตกก่อน มิฉะนั้นเราจะตกร่องเรื่องระบบ
การศึกษาแบบเดิม แบบที่สังคมอื่นที่มีบริบทต่างจากไทยบอกว่าดี เช่น ต่อไปนี้ต้องสร้าง
นักวิทยาศาสตร์แล้วลดนักสังคมศาสตร์ ส่วนตัวคิดในทางกลับกัน ถ้าปรับปรุงสังคมศาสตร์ให้ดี แล้ว
สร้างคนให้เป็น creator เป็น innovator ให้ได้ สังคมศาสตร์อาจจะเป็นศาสตร์ที่กอบกู้ความเป็นมนุษย์
กลับคืนมา ส่วนอาชีพนั้นสามารถไปคิดต่อยอดเองได้ไม่ใช่สิ่งที่เรียนมาโดยตรง
23สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต
รศ.ดร.ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ อาจารย์ประจาคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
โครงสร้างครัวเรือนเถินคือภาพทั่วไปของภาคอีสานและภาคเหนือ สังเกตว่าเราจะไม่เห็น
เกษตรกรอายุต่ากว่า 20 ปีในภาคเหนือและภาคอีสาน ยกเว้นภาคใต้ เพราะสมัยก่อนเรามีการศึกษา
ภาคบังคับอยู่แค่ระดับ ป.4 ฉะนั้นเด็กอายุ 15 - 16 ปี จึงเริ่มแต่งงานแล้วและมีลูกมาก แต่พอ
การศึกษาภาคบังคับเริ่มขยายเป็น ม.3 ม.6 การแต่งงานก็ช้าลง ประชากรก็ช้าลงตามลักษณะของ
การศึกษา เพราะฉะนั้น การควบคุมประชากรในต่างประเทศเขาไม่ได้ออกไปควบคุมการวางแผน
ครอบครัว แต่เขาใช้การศึกษามาเป็นตัวบังคับ ฉะนั้น คนในอดีต เมื่อจบ ป.4 ป.7 ก็เข้าสู่ตลาดแรงงาน
โดยเฉพาะโรงงาน ในปี พ.ศ.2524 มีแรงงานเด็กอายุ 10 ขวบเต็มไปหมด เมื่อเข้าโรงงานกันหมดก็ไม่มี
เวลาดูแลลูก ได้ลูกมาก็ส่งกลับไปให้พ่อแม่เลี้ยง จึงไม่แปลกที่หนึ่งครอบครัวจะมีคนแก่กับเด็ก เพราะ
วัยทางานไปอยู่ในโรงงานหรือสถานประกอบการหมด อีสานมีมากที่สุด เป็นภาพทั่วไปที่สัดส่วน
ประชากรจะเป็นแบบแอบเปิ้ลแหว่ง ยกเว้นภาคใต้ เนื่องจากภาคใต้มีสังคมมุสลิม จึงมีการอยู่กันเป็น
ครอบครัวสมบูรณ์ให้เห็นอยู่มาก อีกทั้งภาคใต้ยังมีทางเลือกในการประกอบอาชีพเยอะกว่าภาคอื่น ๆ
ประการต่อมาเรื่องการศึกษา ส่วนหนึ่งยอมรับที่อาจารย์เกื้อพูด แต่อีกส่วนหนึ่งทาไมไม่มอง
ฟินแลนด์ ฟินแลนด์ไม่ได้บอกว่าสายไหนที่ช่วยประเทศชาติได้ แต่เขาดูว่า เขาไม่ได้บังคับเด็กมาเรียน
เด็กเรียนนอกโรงเรียนมากกว่าในโรงเรียน วันหนึ่งทาการบ้านแค่ 10 นาที สัปดาห์หนึ่งทาการบ้าน
อย่างมากก็แค่ชั่วโมงเดียว จะชอบสังคมศาสตร์หรือชอบวิทยาศาสตร์ก็ไม่สาคัญ อย่างสายสังคมศาสตร์
ที่เด็กชอบๆ กัน คนหนึ่งพูดภาษาได้มากกว่า 3 ภาษา เท่านี้ก็เพียงพอแล้วสาหรับการประกอบอาชีพ
เด็กฟินแลนด์เป็นแบบนี้หมด แล้วเด็กก็ชอบเรียนรู้ด้วยตนเองอยู่เสมอ อาชีพเกี่ยวกับการท่องเที่ยว
อาชีพต่างๆ ทาได้หมด เพราะฉะนั้น วิทยาศาสตร์สาคัญแล้วแต่สังคมศาสตร์อาจสาคัญกว่า เพราะ
วิทยาศาสตร์หลายอย่างจะถูกจักรกลแทนที่ได้หมดในอนาคต หรือถ้าเป็นรูปธรรม กองทุนที่ใหญ่ที่สุด
ของภาคประชาชนขณะนี้คือกองทุนประกันสังคม ถ้าเราจัดการอย่างไม่มีประสิทธิภาพ ภายใน 10 ปีจะ
มีปัญหามาก แต่ถ้าเราจัดการได้ดี เราสามารถใช้ทุนก้อนหนึ่งในเบื้องต้นจากกองทุนประกันสังคมแล้ว
ต่อยอดให้เพิ่มขึ้นมาเองในภายหลัง อาจจะเริ่มด้วยเงินเพียง 30,000 ล้านบาทมาตั้งกองทุนธนาคาร
แรงงาน เงินจานวนนี้จะงอกขึ้นมาได้เรื่อยๆ แล้วสามารถเป็นฐานทุนต่อไป เพราะถ้ามีธนาคารลักษณะ
นี้ขึ้นมา ต่อไปลูกจ้างทุกคนก็จะเอาเงินมาฝากที่นี่ ปัจจุบันนี้เหตุใดธนาคารพาณิชย์ถึงคัดค้านการตั้ง
ธนาคารดังกล่าว ขณะนี้เงินเดือนลูกจ้างของโรงงานต่างๆ เขาจะโอนเข้าธนาคารหมด แล้วธนาคารก็ให้
บัตรเอทีเอ็ม ลูกจ้างทั้งหมดก็ไปกดเงินเดือนตัวเองจากธนาคารมา เงินมหาศาลเหล่านี้สามารถย้ายมา
อยู่ในธนาคารแรงงานได้
ปัญหาอีกอย่างคือการกู้หนี้นอกระบบ หัวหน้างานจะปล่อยให้ลูกน้องกู้ร้อยละ 10 - 20 ต่อ
เดือน ถ้าใครตกลงกู้ก็เอาบัตรเอทีเอ็มมาเป็นหลักประกัน พอสิ้นเดือน หัวหน้างานก็กดเงินจากบัตร หัก
เงินต้นและดอกเบี้ย ส่วนที่เหลือก็ให้คืนลูกน้องไป นี่คือการเป็นหนี้ที่มีเป็นหลักประกัน 100% หากเรา
จะนาแนวคิดนี้มาใช้ก็ตั้งธนาคารลูกจ้างขึ้นมา ใช้ระบบเดียวกัน ใครจะกู้เงิน ก็ตั้งบัตรเอทีเอ็มไว้ ถึง
เวลาสิ้นเดือนก็หักเงิน ส่วนที่เหลือจ่ายคืนลูกหนี้ ระบบนี้จึงเป็นการกู้หนี้ยืมสินที่มีหลักประกันสูงมาก
24สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต
แต่ถามว่าเหตุใดทาไมรัฐจึงไม่สนับสนุนการตั้งธนาคารนี้ เป็นธนาคารเพื่อพวกเขาและพ่อแม่เขา นี่จึง
เป็นรูปธรรมของการทาให้เกิดฐานทุนของตัวเอง ต่อไปนี้หากประชาชนทาธุรกิจเล็กๆ น้อยๆ พอมีเงิน
ก็นามาฝากที่นี่ รูปธรรมที่ผมพูดไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน ในเนเธอร์แลนด์ Rabobank ธนาคารติดอันดับร้อย
ของโลก มีหุ้น 99% มาจากเกษตรกร ในเยอรมัน Deutsche bank หุ้น 60% เป็นของลูกจ้าง ทาไมเขา
ทาได้แต่ทาไมเราทาไม่ได้ ที่จริงแล้วสามารถทาได้ขึ้นอยู่ที่ mindset และผลประโยชน์เท่านั้นเอง ถ้าเรา
จะจับโครงการนี้มาเป็นตัวเริ่มต้นที่จะทาอย่างไรกับผู้สูงอายุที่เป็นพ่อแม่ของลูกจ้าง ทาอย่างไรกับลูกๆ
ของลูกจ้าง และทาอย่างไรกับลูกจ้างที่กาลังเข้าสู่สังคมสูงอายุ โครงการตรงนี้เป็น springboard เรื่องนี้
ผมพูดมาสิบปีแล้ว แต่ไม่มีแนวร่วม ไม่มีใครเข้าใจ แต่หากปัญญาชนเข้าใจ ผมยกตัวอย่างว่าผู้จัดการ
สาขาธนาคารทุกแห่ง เขาคือสมาชิกกองทุนประกันสังคม ถือเป็นสมาชิกประกันสังคมที่เป็นระดับ
ผู้บริหาร นอกจากนี้ ดร. จานวนหนึ่งมหาวิทยาลัยทุกวันนี้ก็เป็นสมาชิกกองทุนประกันสังคมแต่กลับไม่
เคยรู้เรื่องอะไรเลย ถูกหักเงินทุกเดือนไปเพื่ออะไรไม่เคยรู้เลย ไม่ได้ใช้ประโยชน์ด้วย ดังนั้น จะเห็นได้
ว่ามีทั้งทรัพยากรและบุคลากรที่มีความสามารถ หากมีการเอาทรัพยากรบวกกับคนที่มีความสามารถ
สร้างโครงการขึ้นมานั้นเป็นจริงได้ แต่ที่ผ่านมาไม่เคยเกิดขึ้นเพราะเราไม่สนใจต่างหาก
รศ.ดร.จานง สรพิพัฒน์ กรรมการบริหาร สมาคมวิจัยวิทยาการขนส่งแห่งเอเชีย
จากที่คุณอุดมแสดงความเห็น 2 เรื่องนั้น เรื่องแรก คือการที่ไปสารวจแล้วพบว่าในหมู่บ้าน
เหลือแต่ผู้สูงอายุกับเด็ก ผมคิดว่าจังหวัดอื่นยกเว้นทางใต้ก็เป็นเหมือนกันหมด ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น
นี้เป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างจากเกษตรกรรมไปสู่อุตสาหกรรมเหมือนทั่วโลก และยังมีข้อค้นพบว่า
ปัจจุบันประชากรที่ย้ายมาอยู่ในเมืองมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นตลอดเวลา ขณะที่ประชากรที่อยู่ในชนบทก็มี
สัดส่วนน้อยลงตลอดเวลา แม้กระทั่งในญี่ปุ่นซึ่งเป็นสังคมผู้สูงอายุ ก็พบว่าแต่ละปีมีอัตราการย้ายมาอยู่
ในเขตเมืองของประชากรเพิ่มขึ้น และจานวนประชากรในชนบทก็ลดลงเรื่อยๆ จากสิ่งที่อาจารย์ณรงค์
พูด ส่วนตัวเห็นว่าประเด็นสาคัญคือภาครัฐอาจเข้าใจผิด เอาแต่พูดถึงปัญหาในชนบท เอาแต่แก้ปัญหา
ในชนบท ทั้งที่ความเป็นจริงปัญหาได้ถูกโยกย้ายมาอยู่ในเมือง ปัญหาในเมืองเป็นปัญหาที่สาคัญกว่า
ในชนบทแล้ว เพราะไม่มีโครงสร้างที่รองรับภาวะที่ผู้สูงอายุต้องดูแลเด็ก จึงกลายเป็นตัวอย่างดังที่เกิด
กับเมืองที่พัฒนาอุตสาหกรรมใหม่อย่างพระนครศรีอยุธยา ชลบุรี ฉะเชิงเทรา และเมืองที่อยู่รอบ
กรุงเทพฯ ล้วนกลายเป็นเมืองที่มีปัญหาสังคมรุนแรงทั้งสิ้น เพราะพ่อแม่ต้องไปอยู่ในโรงงาน เด็กไม่มี
คนดูแล ก็กลายเป็นเด็กที่จับกลุ่มมั่วสุม ติดยา กลายมาเป็นวัยแรงงานที่ไร้คุณภาพ นี่คือประการที่หนึ่ง
สาหรับประการที่สอง เรื่องการศึกษา เราจะเรียนวิทยาศาสตร์ดี สังคมศาสตร์ดี หรือ
อาชีวศึกษาดี คิดว่ามีแนวคิดใหม่ที่ต้องพูดถึงว่า การศึกษาจะทาอย่างไรให้เด็กมีแรงจูงใจในการเรียนรู้
(Self Motivation) มีความอยากเรียนรู้ด้วยตัวเอง นี่คือสาคัญที่สุด และเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ยากมาก
การศึกษาไทยไม่เข้าใจในเรื่องนี้ หากเราสามารถทาให้นักเรียนทุกคนมีความอยากเรียนด้วยตัวเองได้
ก็ย่อมเป็นอิสระของเด็กที่จะเลือกเรียน บางคนอาจสนใจประวัติศาสตร์ ภาษา สังคม ดนตรี บางคน
อาจจะสนใจคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ก็แล้วแต่ เพียงแต่ว่าถ้าใครสนใจเรื่องใดเป็นพิเศษ โรงเรียนก็จะ
25สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต
มีชั้นเรียนหรือชั่วโมงพิเศษให้เด็กเหล่านี้ได้เรียนรู้แต่ละวิชาเป็นการเฉพาะ แล้วปัจจุบันยังมีแนวคิด
เกี่ยวกับอาชีวศึกษา คือให้เน้นเรียนอะไรก็ได้ ขอให้เป็นวิชาชีพ ยกตัวอย่างเช่น มีคนขายข้าวมันไก่คน
หนึ่งมักเขียนบทกลอนไปลงตามสื่อสิ่งพิมพ์ของชมรมวรรณศิลป์ทั้งหลายจนเริ่มมีชื่อเสียงในแวดวงกวี
นี่คือตัวอย่าง เพราะที่จริงแล้วเขาเรียนจบมหาวิทยาลัยมา แต่ไม่ได้ประกอบอาชีพตามสิ่งที่เรียนมาเลย
เพราะสาขาวิชาที่เขาจบใช้เลี้ยงชีพไม่ได้ ที่บ้านเขาเป็นร้านขายข้าวมันไก่ที่มีชื่อ เขาจึงยึดอาชีพขาย
ข้าวมันไก่ซึ่งเป็นมรดกของครอบครัว ทามาหากินก็เรื่องหนึ่ง แต่สุนทรียภาพทางจิตวิญญาณที่ทาให้
ชีวิตของเขามีคุณค่าได้ถูกยกสูงไปอีกระดับหนึ่ง ฉะนั้น ในกรณีนี้จึงมีสองเรื่องแยกจากกัน ด้านหนึ่ง
การศึกษาจะต้องทาอย่างไรก็ได้ให้เด็กมีวิชาชีพสามารถเลี้ยงตนเอง อีกด้านหนึ่งเด็กก็สามารถทาในสิ่ง
ที่ตนเองถนัดและชอบไปได้พร้อมๆ กัน ซึ่งที่ผ่านมามีหลายคนใช้สูตรนี้ เช่น นักกอล์ฟหญิงไทยมือวาง
อันดับหนึ่งของโลกคนล่าสุด พ่อแม่เขาก็ใช้สูตรนี้ เห็นลูกชอบตีกอล์ฟ ก็ให้ลูกตีกอล์ฟจนเก่งไปเลย
สมัยเรียนก็ขอโรงเรียนเรียนครึ่งวัน ครูก็ไม่มีสิทธิ์มาเคี่ยวเข็ญให้ลูกทาการบ้านจานวนมากเพื่อส่ง
เพราะพ่อแม่ต้องการที่จะฝึกลูกให้เป็นนักกอล์ฟอาชีพ ฉะนั้น จึงเรียนหนังสือเท่าที่จาเป็นแต่ไม่ใช่
เป้าหมายหลัก สุดท้ายเขาก็ประสบความสาเร็จ ผมคิดว่ากรณีนี้อาจเป็นอีกแนวทางหนึ่งสาหรับชุมชน
ในการสร้างอาชีพ ส่วนสุนทรียภาพในด้านภาษา ประวัติศาสตร์ เหล่านั้นคือของแถม
พญ.ฐิติภรณ์ ตวงรัตนานนท์ Fellowship HPSR International Health Policy Program
เมื่อก่อนนี้จะมีนโยบายที่เรียกว่า Health in All Policies (HiAP) คือเรื่องสุขภาพจะถูกใส่ลงไป
ในทุกนโยบายของประเทศ แต่ปัจจุบันแนวคิดเริ่มเปลี่ยนไปเป็น All Policies in Health อย่างเช่น หาก
จะออกนโยบายเกี่ยวกับสาธารณสุข ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็น แพทย์ พยาบาล จะเริ่ม
ทางานแบบมองภาพกว้าง คือใช้เพื่อน โรงเรียน ฯลฯ เข้ามาเป็นนโยบายของสาธารณสุขแทน ซึ่งจริงๆ
แล้วต้องร่วมมือกัน อย่างที่อาจารย์เสนอว่าต้องมีคนเริ่มคิดช่วยกันทาทีละส่วนเล็กๆ ของภาพใหญ่
เพราะคนเดียวหรือหน่วยงานเดียวไม่สามารถที่จะดูทุกอย่างได้อยู่แล้ว เช่น เรื่อง Aging Society ทาง
ฝ่ายสาธารณสุขคิดมานานแล้ว เราดูตัวเลขตลอดว่าโลกจะเปลี่ยนไปอย่างไร ช่วงหลังพบว่าร้อยละ 60
ของประชากรโลกที่เสียชีวิต มีสาเหตุมาจากโรค NCD เช่น มะเร็ง โรคหัวใจ เบาหวาน ความดันโลหิต
สูง แต่ที่การขับเคลื่อนด้านสาธารณสุขไปไม่ถึงไหนสักที เช่น เรื่องภาษีน้าตาล พวกนี้เราก็ไม่สามารถ
บังคับให้ประชาชนเลิกบริโภค เพียงเดินไปร้านสะดวกซื้อก็เจอเครื่องดื่มที่มีแต่น้าตาลเต็มไปหมด
เพราะฉะนั้น จึงต้องค่อยๆ ช่วยกันเริ่ม นั่นคือสิ่งที่แพทย์สาธารณสุขร่วมกันขับเคลื่อนอยู่ขณะนี้
คุณสุธัมมะ ธรรมศักดิ์ นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชานาญการ
สานักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
ช่วงบ่ายผมสนใจที่อาจารย์ชัยวัฒน์พูด ผมว่าบางทีเรายังมองแบบแยกส่วนอยู่พอสมควร อย่าง
สมมติมองเรื่องการศึกษา ก็เห็นหลายเวทีแล้วที่บอกว่าต้องเพิ่มเรื่อง STEM หาคนไปอยู่ในสาขา
วิทยาศาสตร์มากขึ้นแต่ในทางกลับกันเราก็ยังมีปัญหาสังคม ต้องลงทุนกับคนเยอะมาก ทุกวันนี้ยัง
ไม่เห็นที่ไหนที่มองเรื่องสังคมได้ชัดจริงๆ แม้แต่ตอนทาแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติก็ยังไม่
26สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต
เกิดการบูรณาการที่แท้จริงที่ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วม ยกตัวอย่างเช่น มีผู้เสนอว่า Productivity ในภาค
เกษตรกรรมและอุตสาหกรรมของเราเพิ่มสูงขึ้นมากในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา ในอนาคตเรามีความกังวลว่า
มนุษย์จะต้องแย่งงานกับหุ่นยนต์หรืออะไรก็ตาม แต่ก็มีผู้พูดถึงแรงงานที่หายไปจากระบบเพราะคน
เกิดน้อย คือที่จริงจึงเป็นเรื่องที่เราต้องคิดร่วมกัน หรือแม้แต่เรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
การพัฒนาที่ยั่งยืน หากเราไม่มองให้ครบจริงๆ แล้วกระโดดไปสู่การสร้างทางออกสาหรับปัญหาเลย
และจะสร้างปัญหาอื่นตามมาอยู่ดี อันที่จริงก็เห็นด้วยกับที่ อาจารย์ชัยวัฒน์พูดว่าเราต้องคิดอะไรให้เป็น
กระบวนการจริงๆ คนที่เป็นต้นคิดเรื่องยุทธศาสตร์ 20 ปีอาจคิดคล้ายอาจารย์ที่ต้องการทาเรื่องให้เป็น
เรื่องยาวๆ และการเมืองที่ต้องการความสาเร็จระยะสั้นนั้นไม่ตอบโจทย์ ผมว่าเราต้องเห็นภาพให้ชัด
ก่อนที่จะออกไปสู่สิ่งที่เราคิดว่าจะทา เหมือนกับเรื่องคนรุ่นใหม่ที่เราพูดถึงคน Gen Y การออมของคน
รุ่นนี้ เหมือนเราข้าใจอุดมการณ์ในการดาเนินชีวิต ค่านิยม หรือสิ่งที่เขาให้ความสาคัญ
ซึ่งที่จริงอาจแตกต่างจากรุ่นสูงอายุแล้ว เราอาจต้องค่อยๆ ทาความเข้าใจสังคมยุคใหม่กันเพื่อออกแบบ
การพัฒนาอย่างถูกต้อง
อดีตเอกอัครราชทูตสมปอง สงวนบรรพ์ คณบดีสถาบันการทูตและการต่างประเทศ
วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต
สิ่งที่ทั้งสองคนพูดออกมาก็มีประโยชน์ ที่สาคัญสะท้อนความคิดความเห็นของคนรุ่นนี้ อีก
ประเด็นหนึ่งสิ่งที่คุณหมอพูดมาจริงก็คือ สิ่งที่พวกเราคุยกัน เรียกว่าเราดูปัญหาแบบองค์รวม เรา
พยายามพูดเรื่องนั้นเรื่องนี้ แต่จะทาอย่างไรให้ออกมาเป็นกระบวนการที่มีความเป็นองค์รวมจริงๆ ซึ่งที่
คุณหมอพูดคือในที่สุดแล้วคือเอาเรื่องสาธารณสุขไปใส่ในทุกสาขาวิชาชีพหรือว่าเอาทุกสาขาวิชาชีพมา
ใส่ในสาธารณสุขก็น่าจะได้ทั้งคู่ ที่สาคัญที่อยากจะบอกก็คืออยากจะคนรุ่นใหม่ทั้งสองคนมาเป็นแขก
ประจา นี่คือสิ่งที่อยากจะทา อยากให้คนรุ่นนี้มาพูด มาแสดงความเห็น เพราะอนาคตเป็นของเขา จึง
อยากให้มาช่วยแนะนา ช่วยให้ข้อมูล ที่พูดก็รู้สึกดี อยากจะฟังอย่างนี้เยอะ ทีนี้ตอบคาถาม
อาจารย์ชัยวัฒน์ สิ่งที่ได้ทามากับ อาจารย์เอนกเป็นการประชุมวงเล็กๆ อย่างนี้ ไปพูดตามต่างจังหวัด
ไปพบผู้นาท้องถิ่น แต่จะทาอย่างไรให้เป็นกระบวนการต่อเนื่องแล้วก็แยกแยกกันไป ไม่จาเป็นจะต้อง
เป็นอาจารย์เอนกนาไป อาจเป็น อาจารย์จานง อาจารย์ณรงค์ อาจารย์อนุชาติ นาไปที่ต่างๆ ไปพูด ไป
พบ เป็นกลุ่มเล็กบ้าง ใหญ่บ้าง แต่ให้ออกมาในแง่ของกระบวนการ สามารถสร้างแรงบันดาลใจ ความ
เร้าใจ กระตุ้นให้เกิดการคิด การทา เพราะในที่สุด ท้องถิ่นก็จะเป็นผู้ที่มีอานาจไม่ว่าจะเป็นอานาจทาง
ความคิด การเมือง เศรษฐกิจ อานาจทางวัฒนธรรม ซึ่งอานาจเหล่านี้ท้องถิ่นบอกว่าทาได้ เราช่วยกัน
ประคับประคอง ช่วยกันกระตุ้น เราคุยกันเรื่องลาปาง เรื่องแม่มอก ก็คือเขามีอานาจและกาลังที่จะทา
เราก็ช่วยคิด อย่างที่ศรีราชา อานาจเขาใหญ่ เขาก็ทาเองได้ เราเพียงแต่ไปแนะความคิดให้เขา เบตง
ยะลา ระนอง และอีกหลายที่ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ผมคิดว่าหากมีเจ้าภาพหรือมีทุนสนับสนุน และให้คนรุ่นนี้ไป
ด้วย ท้องถิ่นเองก็มีความรู้ เพียงแต่จะเชื่อมต่ออย่างไรให้เป็นเครือข่าย ส่วนตัวมีความคิดจะเอา
เด็กไทยในอเมริกา จะเป็นลูกครึ่ง เด็กไทยที่เกิดในอเมริกา หรือเด็กไทยเกิดในไทยแต่ไปโตอเมริกา
ระดมอาสาสมัครมา ปลายเดือนนี้จะมาเป็นจานวนชุดแรก 8 คน โดยความร่วมมือของสถานกงสุลใหญ่
27สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต
ประจานครลอสแองเจิลลิส ซึ่งเราจะส่งไปตามจังหวัดต่างๆ เท่าที่เขาพร้อมจะรับโดยหวังว่าสิ่งนี้จะเกิด
ตามมาเรื่อยๆ ฉะนั้น นี่ก็เป็นอีกกระแสหนึ่งที่ผมว่าพอจะช่วยได้บ้าง ซึ่งหากเราทาได้ทั้งหมด คิดว่า
เด็กไทยซึ่งเป็น second generation มีเป็นแสนคน หาเขาเชื่อมโยงกับไทยได้ เชื่อว่าคนรุ่นใหม่สามารถ
เป็นพลังที่จะขับเคลื่อนไม่ใช่เฉพาะประเทศไทยแต่อาจจะทั้งภูมิภาค
รศ.ดร.ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ อาจารย์ประจาคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ในฐานะที่เป็นนักเคลื่อนไหวมวลชน ข้อแรก คิดว่าสังคมไทยไม่ขาดความคิด เราคิดกันเยอะ
แต่ขาดคนทา ข้อที่สอง เมื่อมีคนทา ก็ขาดแรงสนับสนุนจากสังคม ณ วันนี้ ผมคิดว่าคลังปัญญาเราคิด
มาแล้วพอสมควร คาถามคือเราจะทาอย่างไรเพื่อแปลงความคิดไปสู่การปฏิบัติ เรานั่งอยู่ตรงนี้คือการ
รวมกันคิด ลาดับต่อไปคือต้องแบ่งงานกันทา มีโครงการใดที่สามารถแปลงมาเป็นรูปธรรมได้บ้าง คิดว่า
เราควรช่วยกันทา ส่วนตัวเป็นคนหนึ่งที่ได้ความคิดดีๆ จากวงการนี้แล้วลงมือทาเลย คิดว่าหากเรามี
ความคิดเราต้องลองผิดลองถูก ลองนามาใช้ ต้องกล้าคิด กล้าเสี่ยงที่จะทา มิเช่นนั้น สิ่งที่เราพยายาม
กลั่นกรองกันมาก็จะไม่เกิดผล
ศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ประธานสถาบันคลังปัญญา และ
อธิการวิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต
ที่จริงเป็นพิเศษทั้งสองท่าน อาจารย์ชัยวัฒน์และอาจารย์ณรงค์ มาถึงขั้นที่จะชวนพวกเราคิด
อย่างจริงจัง และหาวิธีการที่มีเหตุผล เนื่องจากอายุของพวกเราก็ไม่น้อยแล้ว เรียกว่าเป็นการตกผลึก
ของสิ่งที่ทามาชั่วชีวิต ซึ่งอาจารย์อนุชาติก็คิดทานองเดียวกันคือไม่อยากที่จะมาเริ่มทาอะไรซ้า แสดง
ความเบื่อหน่ายวิธีคิดแบบที่เราเคยคิดมาแบบเดิม ๆ ทาตามแบบที่ต่างชาติพูด แล้วครูเราก็สอนต่อๆ
มา จึงทาให้เกิดภาวะที่ไม่เห็นภาพรวม และไม่เห็นด้านในของใจด้วยเพราะว่าวิธีคิดแบบตะวันตกนั้น
แยกปัญหาออกจากคนที่คิด ทั้งที่จริงแล้วปัญหาก็เกิดจากการปรุงแต่งของเราด้วย จะเห็นปัญหาได้ดี
จิตใจข้างในก็จะต้องดีด้วย เริ่มจากจิตใจที่ดีด้วย ไม่เป็นศาสตร์สมัยใหม่เกินไปที่แยกปัญหาออกจาก
จิตใจอย่างสิ้นเชิง ท่านสมปองก็พูดเรื่องคุณรุ่นใหม่กับคนรุ่นเก่า คนรุ่นใหม่ก็ดีที่คิดใหม่ คนรุ่นเก่าก็ดีที่
คิดมานานแล้ว ที่จริงแล้วการที่มีร่วมกันนั้นดีอย่างนี้ และจะคิดให้สุดขั้วไปทั้งสองทางคงไม่ได้ เช่น
จะคิดแบบที่ท่านสมปองคิดนั้นก็ดี สบายใจดี เดี๋ยวเราก็แยกย้ายกันไปปลุกเร้า ให้กาลังใจ ไปคุยกับ
กลุ่มนั้นกลุ่มนี้ แล้วในท้ายที่สุดเขาก็จะลุกขึ้นมาและมองเห็นปัญหา แต่ว่าถ้าเอาประสบการณ์ของคน
รุ่นเรานั้นเห็นปัญหาตอนอายุมากแล้ว ทาอย่างไรที่จะให้คนรุ่นหลังเราเห็นปัญหาให้เร็วกว่าคนรุ่นเรา
สักหน่อย สัก 10 ปีก็ยังดี
28สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต

การคาดการณ์ประชากรไทยในอนาคต : ผลต่อเศรษฐกิจ สังคม สุขภาพ และการศึกษา

  • 1.
    การคาดการณ์ประชากรไทยในอนาคต : ผลต่อเศรษฐกิจ สังคมสุขภาพ และการศึกษา จัดโดย สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต
  • 2.
    การคาดการณ์ประชากรไทยในอนาคต : ผลต่อเศรษฐกิจ สังคมสุขภาพ และการศึกษา ผู้นาเสนอ รองศาสตราจารย์ ดร.เกื้อ วงศ์บุญสิน จัดโดย สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต วันที่ 11 ธันวาคม 2560 ณ โรงแรมปทุมวัน ปริ้นเซส กทม. ที่ปรึกษา : ศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ บรรณาธิการ: ยุวดี คาดการณ์ไกล ถอดความและเรียบเรียง : ปาณัท ทองพ่วง ปลายฟ้ า บุนนาค อุสมาน วาจิ ณัฐธิดา เย็นบารุง และอรุณ สถิตพงศ์สถาพร อานวยการผลิตโดย : สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต ปี ที่เผยแพร่: กรกฎาคม 2560 www.rsu-brain.com ที่อยู่ สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ อาคารพร้อมพันธุ์ 1 ชั้น 4 637/1 ถนนลาดพร้าว เขตจตุจักร กทม. 10900 โทรศัพท์ 02-938-8826 โทรสาร 02-938-8864
  • 3.
    สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต ในปัจจุบันอัตราการเจริญพันธุ์ของคนไทยลดลงเรื่อยมาทาให้โครงสร้างประชากรของไทยมี แนวโน้มที่จะมีผู้สูงอายุเป็นสัดส่วนมากขึ้น ในขณะที่วัยแรงงานมีจานวนลดลง หากสถานการณ์ยังเป็น เช่นนี้ต่อไป ในอนาคตอันใกล้สังคมไทยจะเข้าสู่ภาวะ “สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์” หากไม่มีการเตรียม ตัวรับมือกับโครงสร้างสังคมเช่นนี้แล้วจะเกิดปัญหาตามมามากอย่างแน่นอน 3 การคาดการณ์ประชากรไทยในอนาคต : ผลต่อเศรษฐกิจ สังคม สุขภาพ และการศึกษา ศ.ดร.เกื้อ วงศ์บุญสิน อดีตผู้อานวยการสถาบันประชากรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • 4.
    แนวโน้มของประชากรไทย อย่างไรคือ “สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์” (CompleteAged Society) ตามนิยามที่มักใช้อ้างอิงนั้นสังคมใด ๆ จะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเมื่อประชากรที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปมี สัดส่วนอยู่ที่ร้อยละ 10 ของโครงสร้างประชากร ปัจจุบันสังคมไทยได้เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุในระดับนี้แล้ว และจะเข้าสู่ “สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์” เมื่อประชากรกลุ่มดังกล่าวมีสัดส่วนอยู่ที่ร้อยละ 20 ซึ่งสังคมไทยกาลังเข้าสู่สังคมสูงวัยโดยสมบูรณ์ในอนาคตอันใกล้ ดังที่มีการประเมินว่าในปี พ.ศ. 2563 จะมีประชากรที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปกว่าร้อยละ 19.1 และจะเพิ่มเป็นร้อยละ 32.1 ในปี พ.ศ. 2583 ซึ่งเป็นสังคมสูงวัยขั้นสูงสุด ยิ่งไปกว่านั้นในกลุ่มผู้สูงอายุนั้น กลุ่มที่มีอายุ 70 ปีขึ้นไปมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น มากที่สุดด้วย (แผนภูมิที่ 1) ปัญหาที่ตามมาของสังคมสูงอายุคือผู้สูงอายุมักจะมีความชราภาพ คือร่างกายไม่แข็งแรง ไม่ สามารถดูแลตัวเองได้ และไม่สามารถทางานหารายได้เอง จึงต้องอาศัยการพึ่งพาสังคมและรัฐบาล แต่ ประชากรในวัยแรงงานซึ่งเป็นกาลังหลักของชาติและเป็นกลุ่มที่ช่วยค้าจุนผู้สูงอายุกลับมีจานวนน้อยลง ทาให้ผู้สูงอายุจาต้องดูแลตัวเองมากขึ้น (แผนภูมิที่ 1) แนวโน้มสัดส่วนผู้สูงวัยในอนาคต สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต 4
  • 5.
    ซึ่งหนทางในการแก้ไขนั้นต้องบูรณาการในหลายมิติด้วยกัน ทั้งในแง่เศรษฐกิจ สังคมและ พื้นฐานครอบครัว เพื่อให้สังคมไทยมีประชากรวัยแรงงานมากขึ้นอีกทั้งเป็นประชากรที่มีคุณภาพ และ อีกทางหนึ่งคือการทาให้ผู้สูงอายุมีอัตราความชราภาพที่ช้าลง แม้ว่าจะมีอายุที่มากขึ้นแต่ยังมีปัจจัยยัง ชีพเพียงพอ (wealthy) และมีสุขภาพที่ดีตามอัตภาพ (healthy) ซึ่งจะส่งผลให้ผู้สูงอายุลดการพึ่งพา ผู้อื่นและสวัสดิการของรัฐได้ แนวโน้มประชากรไทยกาลังผกผันและน่าเป็นห่วง จากการสารวจในปี พ.ศ. 2553 พบว่าประชากรไทยมีอยู่ 63 ล้านคน และจะเพิ่มขึ้นจนถึง 69 ล้านคน จากนั้นก็จะลดลงจนคาดการณ์ว่าประชากรไทยจะเหลือราว 63 ล้านคนเท่านั้นในปี พ.ศ. 2583 อัตราการเจริญพันธุ์ของคนไทยนั้นลดลงเรื่อยมา และมีแนวโน้มว่าจะลดลงอีกจนกระทั่งเฉลี่ย แล้วแต่ละครอบครัวจะมีลูกไม่ถึงสองคน มีผลให้จานวนประชากรของไทยลดลงและมีโครงสร้างอายุ ประชากรที่เปลี่ยนไป หากจะรักษาจานวนประชากรให้คงที่อย่างน้อยต้องมีอัตราเจริญพันธุ์เฉลี่ยที่ 2.1 คน โดยในปี พ.ศ. 2553 ตามอัตราส่วนแล้วยังมีประชากรในช่วงอายุ 15-64 ปี อยู่ที่ 7.83 คนต่อผู้ที่มี อายุ 65 ปีขึ้นไป 1 คน ซึ่งยังไม่เกิดปัญหานัก แต่ในปี พ.ศ. 2583 คาดการณ์ว่าอัตราส่วนนี้จะลดลงมา อยู่ที่ 2.48 และยังมีแนวโน้มที่จะลดลงไปอีกหากไม่มีการแก้ไข (แผนภูมิที่ 2) ซึ่งยังมีความเป็นไปได้ที่ จะแก้ปัญหานี้เพราะคนไทยยังต้องการมีลูกครอบครัวละสองคน โดยหวังว่าจะเป็นหญิงหนึ่งคนเพราะ จะได้อยู่ช่วยดูแลในยามชรา และเป็นผู้ชายหนึ่งคนเพื่อหวังสืบทอดตระกูล แต่สาเหตุที่ทาให้คนไทย ตัดสินใจไม่มีลูกหรือมีเพียงคนเดียวเพราะต้องทางานเพื่อหาเลี้ยงชีพจนไม่มีความพร้อมจะมีบุตร (แผนภูมิที่ 2) อัตราเกื้อหนุนผู้สูงอายุในแต่ละปี 5 สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติวิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต 5
  • 6.
    ส่วนความต่างของอายุระหว่างเพศชายและหญิงนั้น พบว่าอายุเฉลี่ยของผู้หญิงจะมากกว่า ผู้ชาย 6ปี เนื่องจากผู้ชายมีพฤติกรรมที่ไม่ดีต่อสุขภาพมากกว่า เช่น สูบบุหรี่ ดื่มสุรา รวมถึงการเกิด อุบัติเหตุต่างๆ และผู้ชายมักจะแต่งงานกับผู้หญิงที่อายุน้อยกว่าตน 3 ปี ด้วยเหตุนี้เฉลี่ยแล้วผู้หญิงจะ เป็นโสดในบั้นปลายชีวิตราว 9 ปี โครงสร้างครอบครัวไทยกาลังมีปัญหา ครัวเรือนที่มีคนสามรุ่นอยู่ด้วยกัน คือ 1) รุ่นปู่ย่าตายาย 2) รุ่นพ่อแม่ และ 3) รุ่นลูก จะมีส่วน ทาให้ครอบครัวเข้มแข็ง เนื่องจากแต่ละรุ่นจะสามารถช่วยเหลือกันและได้ เช่น เมื่อพ่อแม่ไม่อยู่ต้อง ออกไปทางานนอกบ้านและไม่สามารถเลี้ยงลูกได้ ก็จะมีปู่ย่าตายายช่วยเลี้ยง ในทางกลับกันปู่ย่าตา ยายก็จะได้รับการดูแลจากลูกของตน แต่หากครัวเรือนมีไม่ครบสามรุ่นก็จะเกิดปัญหาตามมา จากการ สารวจพบว่าแนวโน้มครัวเรือนที่อยู่คนเดียวหรือมีอยู่รุ่นเดียวนั้นมีจานวนเพิ่มขึ้น ซึ่งสะท้อนอัตราการ เจริญพันธุ์ที่ลดลงและการหย่าร้างที่เพิ่มขึ้น ส่วนครัวเรือนแหว่งกลางที่มีเฉพาะผู้สูงอายุและเด็กอยู่ ด้วยกันนั้นมีจานวนเพิ่มขึ้นเช่นกัน จากร้อยละ 2.34 ในปี พ.ศ. 2533 เป็น 7.18 ใน พ.ศ. 2550 (แผนภูมิที่ 3) เนื่องจากผู้ปกครองของเด็กต้องออกไปทางานต่างพื้นที่มากขึ้น โดยภาคอีสานเป็น ภาคที่มีปัญหาครัวเรือนแหว่งกลางมากที่สุดเนื่องจากผู้ปกครองต้องย้ายเข้ามาทางานยังภาคกลาง จะ ส่งผลให้เด็กไม่ได้รับการเลี้ยงดูที่มีคุณภาพเพียงพอเนื่องจากไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ของตน และผู้สูงอายุ เองก็ขาดคนดูแล ซึ่งรัฐสามารถแก้ปัญหาได้ด้วยการสร้างแหล่งงานให้ครอบคลุมในพื้นต่าง ๆ เพื่อให้ ผู้ปกครองของเด็กไม่ต้องอพยพย้ายถิ่นฐานไปยังแหล่งงานในต่างพื้นที่ และมีมาตรการอื่นเพื่อจูงใจให้ ลดการแยกครัวเรือน ตัวอย่างหนึ่งของการแก้ปัญหานี้ที่ประเทศสิงคโปร์ดาเนินการอยู่คือการลดหย่อน ภาษีให้กับครัวเรือนที่มีผู้อาศัยครบทั้งสามรุ่น เพื่อจูงใจให้ลดการแยกครัวเรือนลง 6 สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต 6
  • 7.
    (แผนภูมิที่ 3) ข้อมูลร้อยละของครัวเรือนแต่ละประเภท แนวโน้มสังคมสูงวัยในภูมิภาคอาเซียน จากการประเมินสถิติโดยสหประชาชาติ(แผนภูมิที่ 4) ในกลุ่มประเทศอาเซียน สิงคโปร์ถือว่ามี ภาวะสังคมสูงวัยมากที่สุด เนื่องจากผู้ชายสิงคโปร์ทุกคนต้องเกณฑ์ทหารสองปี ในขณะที่ผู้หญิงนั้น สามารถทางานได้ทันที เมื่อผู้ชายพ้นภาระการเกณฑ์แล้วก็ต้องใช้เวลาสักพักหนึ่งกับการสร้างความ มั่นคงในชีวิตให้ใกล้เคียงกับฝ่ายหญิงก่อนที่จะตัดสินใจแต่งงาน หรือไม่ผู้หญิงก็จะไม่แต่งงาน เนื่องจากไม่มีผู้ชายวัยเดียวกันที่มีฐานะใกล้เคียงกัน เมื่อแต่งงานช้าหรือไม่แต่งงานก็จะส่งผลต่อการมี ทายาท ส่วนประเทศไทยมีสัดส่วนผู้สูงอายุมากเป็นอันดับสองของภูมิภาคและตามมาด้วยเวียดนาม 7สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต 7
  • 8.
    (แผนภูมิที่ 4) ปีที่ประเทศในอาเซียนจะเข้าสู่สังคมสูงวัย(สีเขียว)สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์(สีม่วง) และ สังคมสูงวัยระดับสุดยอด(สีฟ้า): ที่มา World Population Prospects, the 2012 Revision, UN ปัญหาสุขภาพของประชากรแต่ละช่วงวัย ประชากรแต่ละช่วงวัยนั้นมีวิถีชีวิตที่แตกต่างกัน ทาให้มีปัญหาด้านสุขภาพที่ต่างกันไป แม้คน ไทยจะมีอายุยืนขึ้นแต่ถือว่าสุขภาพยังไม่ดีเท่าที่ควร จากสถิติ (แผนภูมิที่ 5) ในช่วงอายุ 15-20 ปี สาเหตุสาคัญของการเสียชีวิตคือการประสบอุบัติเหตุทางถนน ในช่วงอายุ 25-39 ปีคือโรค AIDS และ ในช่วงอายุ 45-74 ปีนั้นส่วนมากแล้วจะเสียชีวิตจากโรคหัวใจและโรคมะเร็ง โดยเฉพาะในปัจจุบันที่ อาหารซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งมีมากขึ้น เช่น ยาฆ่าแมลง ฟอร์มาลีน สารเร่งเนื้อแดง การที่เราทราบถึง ความเสี่ยงในแต่ละช่วงวัยจะทาให้เราระมัดระวังพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมได้ดีขึ้น มีการประเมินว่าหาก ลดอัตราการเสียชีวิตจากโรคต่าง ๆ ได้เพียงร้อยละ 10 จะสามารถลดงบประมาณด้านสุขภาพได้ถึง 18 ล้านเหรียญสหรัฐฯ การรักษาสุขภาพจึงช่วยประหยัดงบประมาณได้มาก 8สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต
  • 9.
  • 10.
    ข้อเสนอเพื่อการแก้ไขปัญหาสังคมสูงวัย จะเพิ่มอัตราการเกิดได้อย่างไร ? ประเทศไทยไม่ใช่ประเทศแรกที่เผชิญปัญหาสังคมสูงวัย ยังมีประเทศอื่นที่มีปัญหามาก่อนและ มากกว่าไทยซึ่งสามารถถอดบทเรียนเพื่อแก้ปัญหาของสังคมไทยได้ เช่น ประเทศญี่ปุ่นซึ่งเผชิญ ปัญหาสังคมสูงวัยเป็นประเทศแรก ๆ แต่เดิมรัฐบาลญี่ปุ่นได้ลดภาษีแก่ผู้หญิงที่มีครอบครัวแล้วแต่มี รายได้ไม่ถึงเกณฑ์ที่กาหนดเพื่อจูงใจให้ผู้หญิงเป็นแม่บ้านคอยดูแลครอบครัว เหตุนี้เองทาให้ผู้หญิง จานวนมากที่มีศักยภาพในการทางานตัดสินใจลาออกจากงานประจา แต่ในปัจจุบันอัตราการเจริญพันธุ์ ของประชากรมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องซึ่งจะส่งผลต่อจานวนแรงงานในอนาคต แม้จะมีมาตรการ ลดภาษีก็ไม่ทาให้คนญี่ปุ่นมีลูกมากขึ้น ฉะนั้นเพื่อเพิ่มจานวนแรงงานให้มากขึ้นรัฐบาลจึงมีแผนที่จะ ยกเลิกมาตรการลดภาษีดังกล่าวเพื่อจูงใจให้ผู้หญิงกลับมาทางานประจา ทาให้รัฐสามารถเก็บภาษีได้ มากขึ้นและเศรษฐกิจดีขึ้น ซึ่งเชื่อว่าเศรษฐกิจที่ดีคือปัจจัยสาคัญที่จะช่วยเพิ่มอัตราการเจริญพันธุ์ อีก ตัวอย่างที่น่าสนใจคือประเทศสวีเดนที่เลือกใช้นโยบายให้พ่อและแม่ของเด็กลางานรวมกันได้ถึง 480 วันและยังได้รับเงินเดือน 80% จากอัตราปกติอีกด้วย โดยในจานวน 480 วันนี้ผู้เป็นพ่อและแม่ของเด็ก สามารถที่จะตกลงกันได้ว่าฝ่ายใดจะลาเป็นจานวนกี่วัน รวมถึงการที่รัฐจะสนับสนุนงบประมาณแก่ สถานรับเลี้ยงเด็กด้วย เพื่อทาให้ประชาชนรู้สึกว่าการเลี้ยงลูกนั้นไม่ใช่เรื่องที่ลาบากจนเกินไปและ ตัดสินใจมีลูกในที่สุด เหล่านี้คือตัวอย่างที่รัฐและสังคมไทยสามารถเรียนรู้ได้ทั้งสิ้นเพื่อให้ปัญหาสังคม สูงวัยเบาบางลง เช่น การบรรจุเอามาตรการที่เอื้อให้คนไทยมีลูกมากขึ้นเข้าไปในหลักประกันสุขภาพ ถ้วนหน้า (บัตรทอง) เพื่อให้คนไทยทุกคนสามารถเข้าถึงได้โดยง่ายและครอบคลุม ยกระดับคุณภาพประชากรวัยแรงงาน ประเทศไทยมีโรงเรียนประมาณสามหมื่นโรง ในจานวนนี้เป็นโรงเรียนประถมศึกษาราวสองหมื่น โรง ปัญหาที่เกิดขึ้นบ้างแล้วและจะเกิดหนักขึ้นคือไม่มีเด็กมาสมัครเรียนเนื่องจากมีเด็กเกิดน้อยลง ทาง แก้คือควรยุบรวมโรงเรียนที่มีนักเรียนจานวนน้อยไว้ด้วยกันเพื่อให้เกิดการใช้ทรัพยากรคุ้มค่ามากที่สุด ซึ่งในปัจจุบันติดปัญหาเรื่องการจัดลาดับขั้นของฝ่ายบริหารโรงเรียนเมื่อเกิดการยุบรวม ทาให้ไม่ค่อยมี โรงเรียนใดอยากที่จะยุบรวมนัก ต่อไปปัญหาก็จะเกิดกับสถาบันการศึกษาระดับสูงต่อไปตามลาดับ 10สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต
  • 11.
    แม้ปัจจุบันนี้ยังมีประชากรในวัยแรงงานอยู่มาก แต่กลับไม่มีคุณภาพและไม่สามารถตอบโจทย์ ตลาดแรงงาน เช่นสาเร็จการศึกษาเพียงระดับประถมศึกษา หรือเลือกเรียนในสายสังคมศาสตร์มาก เกินไป ในขณะที่ตลาดแรงงานกาลังขาดแคลนผู้เรียนในสายวิทยาศาสตร์ และยังต้องการกาลังแรงงาน จากสายอาชีวศึกษาอีกมาก แต่ทุกวันนี้มีเพียง 1 ใน 4 ของนักเรียนที่เรียนต่อหลังจบมัธยมต้นเท่านั้นที่ เลือกเรียนต่อในสายอาชีวศึกษา ยิ่งไปกว่านั้น พบว่าประเทศไทยขาดแคลนครูที่เชี่ยวชาญในด้าน วิทยาศาสตร์ที่สอนในระดับประถมและมัธยมต้น ส่งผลให้เยาวชนขาดพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ซึ่ง สาคัญต่อการศึกษาในอนาคตต่อไป จึงควรจะยกเลิกการกาหนดให้ผู้ที่จะสอบบรรจุรับราชการครูต้องมี วุฒิครู เพื่อเอื้อให้ผู้ที่ไม่ได้เรียนทางครุศาสตร์แต่มีความสามารถด้านวิทยาศาสตร์สามารถเป็นครูได้ ที่สาคัญที่สุดคือทุกคนควรจะรู้จักที่จะเรียนรู้ตลอดชีวิตได้ด้วยตัวเอง โดยไม่จากัดเฉพาะ การศึกษาในระบบเท่านั้น ปัญหาหนึ่งของแรงงานไทยคือการมีความสามารถเฉพาะด้านแต่ไม่เรียนรู้ ทักษะด้านอื่น ๆ ทาให้วันหนึ่งเมื่อตาแหน่งงานเดิมนั้นไม่เป็นที่ต้องการของตลาดแรงงานแล้วจะประสบ ปัญหาการว่างงานได้ง่าย โดยเฉพาะในปัจจุบันที่เทคโนโลยีระบบจักรกลเข้ามาทางานแทนมนุษย์มาก ขึ้น ทาให้หลายตาแหน่งงานนั้นหายไป สู่สังคมสูงวัยที่สุขภาพดีและมั่งคั่ง (Healthy & Wealthy) แม้ปัจจุบันอายุเฉลี่ยของคนไทยจะมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่กลับพบว่ายังมีความชราภาพสูง คือ ร่างกายไม่แข็งแรง สุขภาพไม่ดี เป็นโรคโดยเฉพาะโรคในกลุ่ม NCDs (Non-Communicable diseas- es) หรือ กลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ซึ่งมักจะเกิดจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ไม่เหมาะสม เช่น รับประทาน อาหารที่หวานมันเค็มจัด ขาดการออกกาลังกาย ขาดการดูแลจิตใจที่ดี ทาให้สุขภาพไม่แข็งแรง ไม่ สามารถดูแลตัวเองได้ เพื่อป้องกันปัญหานี้คนไทยจึงควรดูแลสุขภาพตัวเองตั้งแต่ก่อนวัยสูงอายุ เช่น รู้จักป้องกันดวงตาจากแสงแดดเพื่อไม่ให้สายตาเสื่อมเร็วเกินไป เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ หมั่นออกกาลังกายอย่างสม่าเสมอ โดยสามารถทาได้ง่าย ๆ เช่น การหมั่นเดินให้มากอย่างน้อยวันละ หนึ่งหมื่นก้าว ในส่วนของการเงินนั้น โดยปกติแล้วช่วงเวลาที่สามารถออมเงินได้มากที่สุดคือช่วงวัยทางาน หากไม่ได้ออมตั้งแต่วัยทางานแล้วจะมีปัญหาเรื่องการเงินเมื่อเกษียณอายุเนื่องจากไม่มีรายได้มาก เช่นเดิม จากสารวจข้อมูลของปี พ.ศ. 2552 พบว่าอัตราการขาดดุลตลอดชีวิต (Lifecycle Deficit) คือ รายจ่ายตลอดชีวิตโดยหักลบกับรายได้ตลอดชีวิตของคนไทยโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 1.07 ล้านบาท และ 11สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต
  • 12.
    มีแนวโน้มจะเพิ่มเป็น 1.43 ล้านบาทในปีพ.ศ. 2583 ทาให้ต้องพึ่งพาสวัสดิการจากรัฐบาลหรือการ ช่วยเหลือจากบุตรหลาน ญาติพี่น้อง หรือคนรอบข้าง ซึ่งมักจะไม่เพียงพอ และยิ่งไปกว่านั้นวัยแรงงาน ที่ลดลงย่อมหมายถึงภาษีที่รัฐเก็บได้น้อยลง ย่อมส่งผลถึงสวัสดิการที่ลดลงด้วย และหากไม่มีบุตร หลานก็จะยิ่งไม่มีคนดูแล แต่หากมีการออมและการลงทุนของประชากรแต่ละคนตั้งแต่วัยทางานแล้วก็ จะลดการพึ่งพาทั้งต่อรัฐและครอบครัวเมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุได้อีกทั้งยังเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ ของชาติอีกด้วย เช่นที่สหรัฐฯ นั้นเงินทุนจากกลุ่มคนวัยเกษียณถือว่ามีมูลค่ามหาศาล ทาให้เกิดธุรกิจ และการจ้างงานเพิ่มขึ้น รวมถึงเป็นประโยชน์กับคนในรุ่นถัดไปด้วย ที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือวัยแรงงานใน ปัจจุบันที่มีช่วงอายุ 40 ปีลงมาซึ่งเมื่อถึงวัยเกษียณแล้วจะเผชิญปัญหาสังคมสูงวัยมากกว่าปัจจุบัน เนื่องจากจะมีอัตราส่วนของผู้สูงอายุที่มากกว่า การออมและลงทุนตั้งแต่วัยทางานจึงเป็นเรื่องจาเป็น อย่างยิ่ง ซึ่งควรจะต้องมีเงินเก็บราว 7 ล้านบาทในวันที่เกษียณอายุเพื่อใช้ในการลงทุนซึ่งจะให้ ผลตอบแทนที่เพียงพอในการดารงชีพได้ แต่ในความเป็นจริงคนไทยมีเงินออมน้อยจนไม่สามารถพึ่งพา ตัวเองในยามชราได้ แน่นอนว่าการรับมือกับสังคมสูงอายุเป็นเรื่องจาเป็นเพื่อป้องกันผลกระทบที่ตามมา ซึ่ง สามารถแบ่งออกเป็น 4 ระดับด้วยกัน คือ Ageing 1.0 (Awareness Creation) เป็นยุคที่เน้นให้ ความรู้และข้อมูลเกี่ยวกับสังคมผู้สูงวัย เพื่อให้ทราบว่าแนวโน้มในอนาคตเป็นอย่างไร Ageing 2.0 (Curative Approach) เป็นยุคที่เน้นการแก้ปัญหาจากสังคมสูงวัย เช่น ส่งเสริมให้ผู้สูงอายุมีสุขภาพที่ดี ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยอยู่ในยุคนี้ Ageing 3.0 (Preventive Approach) เป็นยุคที่เน้นมาตรการป้องกัน ผลกระทบของปัญหาสังคมสูงวัย เช่น การส่งเสริมให้ออมเงินและลงทุนตั้งแต่ยังอยู่ในวัยทางาน ให้รู้จัก การดูแลรักษาสุขภาพตั้งแต่ยังแข็งแรง และ Ageing 4.0 (Innovative Approach) ยุคของการสร้าง นวัตกรรมเพื่อพลิกจากวิกฤตของสังคมสูงวัยให้เป็นโอกาส ผู้สูงอายุไม่ได้ “รกโลก” หากแต่เป็นกาลัง สาคัญ ซึ่งต้องอาศัยการเตรียมตัวตั้งแต่ยังเป็นหนุ่มสาว เช่น การสะสมทุนมามากพอจน สามารถลงทุนได้ในวัยสูงอายุ ในขั้นนี้นอกจากจะไม่เป็นภาระแล้วผู้สูงอายุยังเป็นผู้สร้างสรรค์เศรษฐกิจ อีกด้วย แนวทางสาหรับผู้สูงอายุในแต่ละกลุ่ม สาหรับผู้สูงอายุที่มีสุขภาพดีและมีฐานะที่ดีนั้นย่อมสามารถพึ่งพาตัวเองได้ คนกลุ่มนี้จึงสามารถ มีบทบาทในการช่วยเหลือสังคม อีกทั้งยังสามารถเปลี่ยนบทบาทจากลูกจ้างกลายเป็นนักลงทุนด้วย 12สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต
  • 13.
    เงินทุนที่สะสมมาตลอดชีวิต ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจโดยรวม ส่วนผู้สูงอายุที่มีสุขภาพดี แต่มีฐานะที่ไม่ดีนั้นอาจจะต้องเกษียณอายุช้ากว่าปกติเนื่องจากยังมีความสามารถทางานและมี ประสบการณ์การทางานที่สะสมมาตลอดชีวิตอีกทั้งในสังคมสูงวัยจะมีแรงงานในวัยหนุ่มสาวน้อยลง ทาให้จาเป็นต้องพึ่งแรงงานผู้สูงอายุด้วย สาหรับผู้สูงอายุที่มีสุขภาพไม่ดีแต่มีฐานะที่ดี คนกลุ่มนี้จะมี ความต้องการซื้อสินค้าและบริการที่เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพ และยังมีกาลังซื้อเพียงพออีกด้วย จึงเป็น โอกาสที่เอื้อให้ธุรกิจด้านสุขภาพได้เติบโต แต่ต้องคานึงถึงความต้องการของผู้บริโภคที่หลากหลาย เพราะผู้สูงอายุคือผู้ที่มีประสบการณ์ชีวิตที่มาก หล่อหลอมแต่ละคนมีความต้องการที่แตกต่างกันไป ส่วนผู้สูงอายุที่มีสุขภาพไม่ดีและมีฐานะที่ไม่ดี รัฐและสังคมต้องเข้ามาช่วยเหลือเพื่อให้สามารถมีชีวิต ต่อไปได้ตามอัตภาพ เนื่องจากเป็นกลุ่มที่ไม่สามารถดูแลตัวเองได้ดีนัก เช่น สร้างที่อยู่อาศัยให้มีราคา ไม่สูงจนเกินไป สร้างระบบคมนาคมที่ครอบคลุม เอื้อให้ผู้สูงอายุสามารถใช้ได้ สร้างพื้นที่สาธารณะ เพื่อให้ผู้สูงอายุสามารถมาพบปะทากิจกรรมต่างๆ ร่วมกัน ผู้สูงอายุที่อาศัยในสังคมที่เอื้อต่อพวกเขานั้นจะมีสุขภาวะที่ดีและดูแลตัวเองได้พอประมาณ นอกจากนี้ยังต้องมุ่งเน้นที่การเพิ่มจานวนประชากรที่มีคุณภาพด้วย เช่น ยกระดับการศึกษาให้ สอดคล้องกับตลาดแรงงาน จัดสรรที่อยู่อาศัยซึ่งอยู่ใกล้สถานที่ทางานอันจะช่วยให้ครอบครัวสามารถ อยู่ด้วยกันพร้อมหน้า หรือมีมาตรการลดภาษีเพื่อจูงใจแก่กิจกรรมที่ช่วยลดปัญหาสังคมสูงอายุ เช่น สถานรับเลี้ยงเด็ก ครัวเรือนที่ต้องเลี้ยงเด็ก หรือ ครัวเรือนที่ดูแลผู้สูงอายุ ผู้สูงอายุคือกาลังสาคัญ ในภาวะสังคมสูงวัยนั้นประชากรสูงวัยคือตลาดที่มีกาลังซื้อมาก เพราะประชากรวัยทางานนั้นมี จานวนลดลง โดยคาดการณ์ว่าในปี พ.ศ. 2583 นั้นจะมีถึง 89 ประเทศที่ผู้สูงอายุคือผู้บริโภคกลุ่มใหญ่ ซึ่งการตลาดสาหรับผู้สูงอายุนั้นต้องสามารถตอบสนองความต้องการที่หลากหลายได้เพราะผู้สูงอายุแต่ ละคนล้วนมีประสบการณ์ชีวิตที่สั่งสมมามากและแตกต่างกัน โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการดูแล สุขภาพและการประกันภัย แต่พบว่างบประมาณและการทุ่มเทเพื่อการตลาดสาหรับผู้สูงอายุยังมีอยู่ น้อยเกินไป บ่งชี้ถึงการปรับตัวไม่ทันของภาคเอกชน นอกจากเรื่องการตลาดแล้วการรักษาผู้สูงวัยให้ ยังอยู่ในตลาดแรงงานนั้นต้องอาศัยวิธีคิดใหม่เช่นกัน จากเดิมที่มองว่าผู้สูงวัยคือผู้ที่ไม่มีความสามารถ ในการทางานเป็นผู้สูงวัยนั้นคือผู้ที่มีความเชี่ยวชาญและมีประสบการณ์มาก ยากที่คนรุ่นใหม่จะมี ประสบการณ์ทัดเทียมใด หากผู้สูงอายุยังมีสุขภาพที่ดีพอประมาณก็ยังสามารถทางานได้ต่อไปอย่าง ปกติ อีกทั้งหากต้องการดาเนินธุรกิจที่ตอบโจทย์สังคมผู้สูงอายุแล้ว การมีผู้สูงอายุเป็นพนักงานย่อม 13สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต
  • 14.
  • 15.
    รศ.ดร.ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ อาจารย์ประจาคณะเศรษฐศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จากสถิติ วัยแรงงานอายุ 15-60 ปี มีจานวน 42 ล้านคน แต่ในความเป็นจริงไทยเรามีแรงงานที่ ทางานจริง (Productive Labour Force) เพียง 37 ล้านกว่าคน หายไปเกือบ 5 ล้านคน เพราะส่วนใหญ่ ยังเป็นนักเรียนนักศึกษา และบางส่วนเป็นแม่บ้าน คนพิการ ยิ่งตอกย้าปัญหาแรงงานน้อยและอัตรา การเกิดที่ต่า และแรงงานที่ใกล้เกษียณก็มีจานวนมาก จึงเกิดเป็นคาถามว่าเมื่อคนเหล่านี้กลายเป็น ผู้สูงอายุ เราจะรับมือและดูแลคนเหล่านี้อย่างไร ซึ่งสามารถสรุปประเด็นเกี่ยวข้องได้ 5 ประเด็น ดังนี้ ประเด็นที่หนึ่ง อัตราทดแทน ในอดีตที่ไทยรณรงค์เรื่องคุมกาเนิดเป็นช่วงที่เรียกว่า In- dustrial Generation พอดี ทาให้คนที่มีลูกมาแล้วก็หยุดมีลูก และคนที่พึ่งเข้าสู่วัยทางานก็เข้าทางานใน โรงงานเสียมากทาให้ไม่พร้อมจะมีลูกเช่นกัน ลูกที่เกิดมาเข้าทางานในโรงงานทั้งหมด และกลายเป็นว่า คนพวกนี้ไม่พร้อมจะมีลูก บางคนต้องทาแท้ง เพราะเขาเลี้ยงลูกไม่ได้ ถ้าจะมีลูก ต้องเอากลับไปให้พ่อ แม่เลี้ยง ซึ่งเป็นที่มาของการเกิดครอบครัวแตกแยก ประเด็นที่สอง ครัวเรือนเดี่ยว ครัวเรือนของแรงงานในโรงงานอุตสาหกรรมมีลักษณะ เป็นครัวเรือนเดี่ยวคือคืออาศัยตามลาพังประมาณร้อยละ 30 ซึ่งเกิดจากการใช้ชีวิตไปตามยถากรรมวัน ต่อวัน ไม่ได้คิดเรื่องการแต่งงานหรือสร้างครอบครัวที่เข้มแข็ง สังเกตได้จากชนชั้นแรงงานในสังคม ปัจจุบันที่หลายครอบครัวมีความแตกแยกแล้วไม่มีใครดูแลลูกเพราะต่างคนต่างอยู่ หากเรานับรวม ผู้สูงอายุตัวคนเดียวที่ต้องดูแลตัวเอง และคนตกงานอันเกิดจากเทคโนโลยีแย่งงานในอีก 5 ปีข้างหน้า ไปด้วย คนเหล่านี้คือประชากรเกือบครึ่งหนึ่งของประเทศทีเดียว ผู้สูงอายุในปัจจุบันมีประมาณ 11-12 ล้านคน คิดเป็นประมาณร้อยละ 12-14 ชี้ให้เห็นว่า ประเทศไทยใกล้เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเต็มทีแล้ว ฉะนั้นในอนาคตเราต้องเตรียมรับมือทั้งครอบครัวเดี่ยว คนว่างงาน และผู้สูงอายุ แล้วเราจะหารายได้มาจากที่ใดมาดูแลคนเหล่านี้ ทางออกทางหนึ่ง ต้องส่งเสริมการลงทุนและดึงการลงทุนจากต่างประเทศ แต่เราก็ต้องมีตลาดภายในประเทศรองรับ เสียก่อน แล้วเราจะสร้างตลาดภายในประเทศอย่างไร ในเมื่อคนตกงานและผู้สูงอายุต่างก็เป็น Non- Productive Labour คาตอบก็คือ ธุรกิจที่ทาได้ด้วยตนเองคนเดียว (One-Person Business) ปัจจุบันมี แรงงานที่เพิ่งเกษียณบางส่วนก็หันมาเปิดร้านขายของเป็น One-Person Business อยู่แล้ว ฉะนั้น เรา สามารถส่งเสริมให้สิ่งนี้เกิดขึ้นได้ เช่น ให้คนเข้าถึงสมาร์ทโฟนและเทคโนโลยี ลดและละเว้นภาษีการ ทาธุรกิจในระยะแรก ลดต้นทุนค่าขนส่ง ส่งเสริมให้คิดค้นและพัฒนาเทคโนโลยีราคาถูก เป็นต้น 15สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต
  • 16.
    ประเด็นที่สาม ในสังคมอุตสาหกรรมไทย มีประชากรที่เป็นแรงงานในโรงงาน8-10 ล้านคน โดยที่หลายครอบครัวนั้นพ่อทางานอยู่โรงงานหนึ่ง แม่ทาอยู่อีกโรงงานหนึ่ง ส่วนลูกอายุยังน้อยต้องไป โรงเรียนแต่พ่อแม่ไม่สามารถไปรับ-ส่งลูกได้ เพราะออกไปทางานเช้ากว่าเวลาที่ลูกเข้าเรียนและเลิก งานช้ากว่าเวลาเลิกเรียนทาให้ลูกต้องอยู่ตามลาพังบ่อยครั้ง ถ้าครอบครัวส่วนใหญ่ยังคงประสบปัญหา เช่นนี้เขาก็จะไม่มีลูกเพิ่ม เพียงทาให้แรงงานสามารถเลี้ยงลูกได้โดยไม่ลาบากนักและจัดสรรที่อยู่อาศัย ให้รัฐก็ยังไม่สามารถทาได้ ฉะนั้น รัฐควรลดภาษีให้ผู้สูงอายุที่ต้องดูแลเด็กและพ่อแม่ที่ต้องออกไป ทางานหาเงินเลี้ยงครอบครัว เพื่อลดความยากลาบากในการลูกดูลูก อีกทางหนึ่ง รัฐควรทาโครงการ จัดหาบ้านขนาด 50 ตารางวาให้ครอบครัวที่มีลักษณะดังกล่าวกู้ เพื่อให้ครอบครัวใหญ่ได้อยู่ร่วมกัน พร้อมหน้า มิใช่ทาแบบโครงการประชารัฐที่อ้างว่าต้องการสร้างบ้านเพื่อคนจน แต่ในความเป็นจริงคือ ต้องการสร้างบ้านเพื่อขายคนจนโดยหวังเอื้อประโยชน์แก่กลุ่มธุรกิจเป็นหลัก ในอีก 5 ปีข้างหน้า ผู้สูงอายุกลุ่มหลักคือผู้ที่ทางานในภาคเอกชนมิใช่ภาคเกษตร ปัจจุบันกาลัง แรงงานภาคเกษตรมีอยู่ประมาณ 13 ล้านคน ส่วนกาลังแรงงานที่เป็นผู้มีรายได้ประจามีประมาณ 18 ล้านคน และอาชีพอิสระอีกประมาณ 9 ล้านคน ฉะนั้น คนที่จะเข้าสู่วัยผู้สูงอายุส่วนใหญ่จึงเป็นคนที่ ปลดเกษียณจากโรงงาน คนเหล่านี้ส่วนใหญ่อาศัยอยู่บ้านเช่าเพราะไม่มีเงินซื้อบ้าน เมื่อเกษียณไปแล้ว ได้เงินอย่างมากเดือนละ 2,500-3,000 บาท จึงไม่แปลกที่คนเหล่านี้จะไม่มีเงินเลี้ยงดูตัวเองและบุตร เท่าใดนัก ประเด็นที่สี่ นโยบายภาครัฐ ขณะนี้ในประเทศญี่ปุ่นมีผู้สูงอายุมากถึงร้อยละ 33 ของประชากร ทั้งหมด แต่รัฐบาลญี่ปุ่นเล็งเห็นปัญหาดังกล่าว จึงออกนโยบายลดภาษีให้กับบริษัทที่จ้างผู้สูงอายุ ล่วงเวลา และพยายามหาอาชีพมารองรับผู้สูงอายุเหล่านี้ เช่น เป็นที่ปรึกษาบริษัท ทางานพาร์ทไทม์ เป็นต้น แล้วอีก 5 ปีข้างหน้าที่ประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ เราจะมีโครงการทานองนี้หรือไม่ กองทุนที่ใหญ่ที่สุดในไทย คือ กองทุนประชาสังคม มูลค่ากว่า 1.4 ล้านล้านบาท รัฐบาลนา งบประมาณไปใช้โดยไม่เคยบอกประชาชนว่านาไปทาอะไร ทั้งที่ควรนาไปใช้กับสิ่งอานวยความสะดวก (Facility) ซึ่งเป็นสิ่งจาเป็นมาก แต่ไทยมีปัญหาเงินออมกับรายจ่ายไม่เท่ากัน เพราะเราเริ่มปฏิวัติ อุตสาหกรรมช่วง พ.ศ. 2504 เราส่งเสริมการลงทุนเต็มที่ แต่กลับเริ่มประกันสังคมเมื่อ พ.ศ. 2534 ทา ให้ไทยในช่วง 30 ปีนั้นเป็นอุตสาหกรรมโดยที่ไม่มีประกันสังคมทาให้ไม่มีเงินออม สะท้อนให้เห็นว่า กระบวนทัศน์ของรัฐกับทุนไม่กว้างไกลพอ ทางออกคือการจัดตั้งธนาคารแรงงาน เพื่อสร้างระบบเงิน ออมที่ครอบคลุมทั้งระบบแรงงาน เงินค่าจ้างแรงงานซึ่งมีอยู่มหาศาลก็มาเก็บไว้ที่นี่ แรงงานต้องการกู้ เงินก็มาที่นี่ คิดดอกเบี้ยร้อยละ 10 ต่อปี หรือแรงงานจะพาผู้สูงอายุในครอบครัวมากู้ไปค้าขายเล็กน้อย 16สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต
  • 17.
    หรือขายของออนไลน์ก็ได้ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อแรงงานโดยตรงมากกว่าการพึ่งพาระบบธนาคาร พานิชย์ทั่วไป ประเด็นสุดท้าย กระบวนทัศน์(Mind Set) ของทุนและรัฐ ทุนยังมองว่าผู้สูงอายุคือภาระ ส่วนรัฐยังคิดว่าผู้สูงอายุต้องได้รับการสงเคราะห์ เป็นอุปสรรคใหญ่ประการหนึ่งที่ทาให้ปัจจุบันทั้ง รัฐบาลและธนาคารพาณิชย์ต่างก็ไม่เห็นด้วยกับการทาธนาคารลูกจ้าง ทั้งที่เราอยู่ภายใต้ระบบ เศรษฐกิจแบบแข่งขัน การมีธนาคารลูกจ้างจะทาให้ลูกจ้างสามารถกู้เงินไปทาธุรกิจได้ง่ายขึ้น ทาให้ ธุรกิจมีการแข่งขันมากขึ้น เพียงแค่รัฐสนับสนุนจัดหาพื้นที่ตลาดและเครื่องมือให้เขา เขาก็หากินเองได้ เพราะแต่ละพื้นที่มีเอกลักษณ์ มีความโดดเด่น มีความน่าสนใจในตัวเองอยู่แล้ว แต่รัฐกลับนิยมใช้ นโยบายแจกเงิน จึงเกิดเป็นคาถามว่า ทาไมทั้งรัฐและทุนถึงไม่เห็นด้วย รศ.ดร.จานง สรพิพัฒน์ กรรมการบริหารสมาคมวิจัยวิทยาการขนส่งแห่งเอเชีย โครงสร้างประเทศไทยเป็นโครงสร้างการเมืองที่ถูกผูกขาดโดยกลุ่มผู้อานาจ 2 กลุ่ม คือ กลุ่มผู้มี อานาจทางเศรษฐกิจและกลุ่มผู้มีอานาจทางการเมือง กระบวนทัศน์ของ อาจารย์ณรงค์ กับนายทุนย่อม แตกต่างกัน (ตอบ อาจารย์ณรงค์) คาถามเกี่ยวกับประเด็นสังคมผู้สูงอายุมี 2 คาถาม คือ คาถามแรก ในอดีตเรามีประชากรเยอะ มี นักวิชาการพูดออกโทรทัศน์ทุกวันว่า ลูกเกิดเยอะขนาดนี้ อนาคตเด็กจะหางานทาไม่ได้และว่างงานจน อาจเป็นภาระ แต่ตอนนี้กลายเป็นว่าเรามีแต่ผู้สูงอายุ คาถามคือ เป็นไปได้ไหมว่า (อย่างน้อยในทาง วิชาการ) เราสามารถออกแบบให้สุดท้ายแล้วอัตราการเกิดกับอัตราการตายเท่ากัน เพื่อให้ดุลยภาพ ของโครงสร้างอายุประชากรเปลี่ยนจากรูปพีระมิดเป็นรูปกราฟแท่ง เพราะหากมองในฐานะนัก สิ่งแวดล้อม ทุกระบบต้องเข้าสู่จุดดุลยภาพ เช่นในกรณีนี้อัตราการเติบโตของประชากรต้องเป็นศูนย์ ประชากรในทุกช่วงอายุมีสัดส่วนเท่ากันหมด คาถามที่สอง ในสหรัฐอเมริกามีปัญหาค่าใช้จ่ายภาครัฐติดลบ สาเหตุหนึ่งเกิดจากคนไม่ ดูแลสุขภาพ ทาให้เป็นโรคที่ไม่ควรจะเป็นโดยเฉพาะโรคอ้วน อีกสาเหตุหนึ่งคือสังคมผู้สูงอายุเบิกค่า รักษาพยาบาลได้ง่าย ส่งผลกระทบต่อ Social Expense ในขณะที่จีนเห็นถึงปัญหาดังกล่าว จึงนาไปสู่ การแก้ไขที่มุ่งให้ผู้สูงอายุมีสุขภาพดีและมีกินมีใช้ (Healthy and Wealthy) อันดับแรก ต้องให้ผู้สูงอายุ สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ไม่ใช่ทาอะไรเองไม่ได้ หัวใจคือต้องเดินได้ กาลังขาต้องดี จีนจึงใช้ท่าออก กาลังกาย “312 Meridian Exercise” ช่วยฝึกกาลังขาและบรรเทาอาการเจ็บเข่า ในขณะเดียวกัน 17สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต
  • 18.
    จีนก็สร้างพื้นที่สาธารณะให้ผู้สูงอายุมารวมตัวกันออกกาลังกาย ทั้งนี้ กลุ่มผู้สูงอายุที่จีนมีอานาจต่อรอง สูงมากถึงขนาดสามารถชักนานโยบายของรัฐได้ส่วนหนึ่งเพราะผู้ที่มีอานาจในการกาหนดนโยบายก็ คือลูกหลานของผู้สูงอายุเหล่านี้นั่นเอง เหล่านี้เป็นกรณีศึกษาให้ประเทศไทยได้หรือไม่ ศาสตราจารย์ ดร.เกื้อ วงศ์บุญสิน อดีตผู้อานวยการสถาบันประชากรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แม้ในภาพรวมประเทศไทยเรามีอัตราการทางานต่ากว่าศักยภาพ (Underemployment) (หมายถึง ผู้ที่ทางานน้อยกว่า 35 ชั่วโมงต่อสัปดาห์และทางานต่ากว่าวุฒิ) ไม่ถึงร้อยละ 1 แต่คนที่ ทางานต่ากว่าศักยภาพกว่า 46 เปอร์เซ็นต์ เป็นคนที่จบมัธยมศึกษาปีที่ 6 และเป็นคนที่จบปริญญาตรี 26 เปอร์เซ็นต์ สะท้อนให้เห็นว่าเราเป็นพวกที่เรียนเอาวุฒิและเน้นเรียนแต่ด้านสังคมศาสตร์เกินไป ฉะนั้น เราต้องแก้ปัญหาที่ทุนมนุษย์ (Human Capital) ทุกวันนี้ คนจบมัธยมศึกษาปีที่ 3 กว่า 8 แสน คน ออกไปสู่ตลาดแรงงาน 1 แสนคน อีก 7 แสนคนที่เหลือนั้นกว่าร้อยละ 70 เรียนสายสังคมศาสตร์ และ 30 เปอร์เซ็นต์ เรียนสายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พอจบ ม.6 นักเรียน 5.5 แสนคนก็เข้าสู่ ตลาดแรงงาน อีก 1.5 แสนคนศึกษาต่อ ซึ่งเราวางแผนให้ร้อยละ 70 เรียนสายวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยี และ 30 เปอร์เซ็นต์ เรียนสายสังคมศาสตร์ แต่ในความเป็นจริงนั้นกลับกัน หากเราไม่แก้จุด นี้ Flow ของแรงงานที่จะกลายเป็น Stock จานวน 10 กว่าล้านคนก็จะกลายเป็นพวกที่ทางานไม่เต็ม ศักยภาพ จนเกิดปัญหาการออมไม่เพียงพอ อีกส่วนหนึ่งก็คือ เราไม่ได้มี Lifelong Learning ด้วย กรณีประเทศจีน แม้เขาจะใช้นโยบายลูกคนเดียวมาเกือบ 30 ปี แต่เงินออมเขาสูงมาก ใน ขณะเดียวกัน เขา Healthy กับ Wealthy ด้วย ส่วนประเทศไทย Stock ของแรงงาน 42 ล้านคน ส่วน ใหญ่จบประถมและทางานไม่เต็มศักยภาพ Stock ของแรงงานจะเป็น Flow ของผู้สูงอายุ ซึ่งขณะนี้มี ประมาณ 8 ล้านคน Flow ของผู้สูงอายุก็คือ Stock ของแรงงาน กาลังจะย้ายเข้าไปสู่สูงวัย ขณะนี้คนที่ อายุ 60 ปีขึ้นไปไม่มีปัญหาแล้ว แต่ถ้ายังเป็นเช่นนี้อยู่ แรงงานไม่ได้ปรับปรุง การศึกษาไม่ได้ปรับปรุง คนที่จะมีปัญหาคือคนที่ตอนนี้อายุประมาณ 40-50 ปี 18สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต
  • 19.
    ศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ประธานสถาบันคลังปัญญาและ อธิการวิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต ปัญหาคือเราติดกรอบความคิดว่าการศึกษามีเพียง 2 ด้านคือถ้าไม่สังคมศาสตร์ก็ต้องเป็น วิทยาศาสตร์ แล้วเราก็บ่นว่าเด็กไปเรียนทางสังคมศาสตร์มากแต่ไม่ยอมเรียนวิทยาศาสตร์ ถ้าไม่ใช่ สังคมศาสตร์ แต่เป็นศาสตร์ที่ว่าด้วย“หลั่นล้า”ทั้งหลายได้ไหม แทนที่ไปฝืนให้เขาเรียนวิทยาศาสตร์ ศาสตราจารย์ ดร.เกื้อ วงศ์บุญสิน อดีตผู้อานวยการสถาบันประชากรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ต่างประเทศเขาก็เริ่มหันมาเน้น STEAM (Science, Technology, Engineering, Art + Design and Math) แทน STEM (Science, Technology, Engineering and Math) แล้ว ในขณะที่เรายังเน้น STEM โดยไม่ดูว่าครู 6 แสนคน มีแค่ 5 หมื่นคนที่เป็นครูสายวิทยาศาสตร์จริง รศ.ดร.อนุชาติ พวงสาลี คณบดีคณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ถอยกลับไปสู่โจทย์เรื่อง Equilibrium Growth ของ อาจารย์จานง จากภาพใหญ่ที่ อาจารย์เกื้อ ให้คือว่า ผู้สูงอายุนั้นขยายมาก สัดส่วนการพึ่งพิงของกลุ่มประชากรที่กาลังโตหรือวัยรุ่นไทยแคบลง ซึ่ง จริง ๆ ไม่ได้ลดแค่จานวน แต่คุณภาพของเด็กรุ่นใหม่ก็เป็นโจทย์ที่ท้าทายอยู่หลายเรื่อง ด้วยความที่ ประเทศเรามีความเหลื่อมล้าสูงมาก ลูกคนรวยที่โตมาในยุคเบบี้บูมมักถูกฟูมฟักให้โตมาเป็นคนเอาแต่ ใจ รักสบาย เนื่องจากพ่อแม่ทางานหนักไม่มีเวลาให้ลูก จึงใช้เงินซื้อความสุขให้ลูกเป็นประจาจนลูกติด นิสัยอยากได้อะไรต้องได้ แล้วรูปแบบการใช้ชีวิต ไลฟ์สไตล์เขาจะมีปัญหามาก ด้านบวกก็มี แต่ในเชิง ระบบคิดนั้นมีโจทย์ที่น่าสนใจว่าเขาหน้าตาเป็นอย่างไรกันแน่ เขามีแบบแผนการบริโภค แบบแผนการ ผลิตในใจเขามากน้อยอย่างไร ในขณะที่หากไปสารวจโรงเรียนทั้งในและนอกระบบในต่างจังหวัด อัตรา Dropout ที่ กระทรวงศึกษาธิการบอกว่าน้อยมากนั้นไม่ค่อยน่าเชื่อเท่าใดนัก เพราะมีเด็กที่ด้อยโอกาสเยอะมาก ยิ่ง ไปกว่านั้น ไม่ใช่เฉพาะแค่ในต่างจังหวัด ถ้าเราไปดูโรงเรียนขยายโอกาสในกรุงเทพฯ เราก็จะเจอสภาพ ที่จาลองปัญหาสังคมไทยที่เรากังวลทุกรูปแบบ เช่น การข่มขืนกระทาชาเรา ท้องก่อนวัยอันควร ยาเสพ 19สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต
  • 20.
    ติด จับกลุ่มมั่วสุม เหล่านี้ต่างเป็นโจทย์ที่ทั่วไปมากในสายตาเรานอกจากนี้ จากการที่เคยจัดอบรมกับ คุณครูในระดับมัธยมศึกษาในเขตปทุมธานี พบว่าโจทย์ที่เป็นความกังวลของครู นอกจากถูกนโยบาย รายวันของกระทรวงศึกษาธิการกดดันแล้ว ครูยังไม่รู้ว่าจะจัดการปัญหาชีวิตของลูกศิษย์อย่างไร เพราะ เด็กมีปัญหาเรื่องทักษะชีวิตสูงมากเนื่องจากเขาดูแลตัวเองไม่ได้ ศาสตราจารย์ ดร.เกื้อ วงศ์บุญสิน อดีตผู้อานวยการสถาบันประชากรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ใน พ.ศ. 2513 แต่ละครอบครัวมีลูกเฉลี่ย 6.7 คน เวลาสอบถามว่าอยากมีลูกกี่คน ส่วนใหญ่ตอบ ว่าไม่มีแผนกาหนด ในฐานะนักประชากรศาสตร์ มองว่าการรณรงค์ให้คุมกาเนิดไม่ผิด เพราะหาก เราต้องการมีลูกแค่ 2 คน การคุมกาเนิดจะเป็นเครื่องมือที่ทาให้วางแผนครอบครัวได้ จากที่เคยมีลูก โดยไม่ได้วางแผน ซึ่งปกติหากไม่คุมกาเนิดตลอดช่วงอายุ 15-45 ปี คนเราจะมีลูกประมาณ 10 คน ฉะนั้นถ้าไม่มีการคุมกาเนิดแล้วอัตราการทาแท้งจะเพิ่มมากขึ้น การที่คนเรามีลูกน้อยลงจึงไม่ได้เป็น เพราะการคุมกาเนิด แต่เป็นเพราะรายได้ ค่าครองชีพ รสนิยม สภาพแวดล้อม เสียมากกว่าที่ทาให้ ความปรารถนาจะมีลูกลดลง ในอีกแง่หนึ่ง ความคิดที่ว่า ‘ลูกมากเลยยากจน’ ก็เป็นความคิดที่ไม่ ถูกต้อง เพราะความจริงแล้วเขายากจนต่างหาก เขาเลยมีลูกมาก เช่น ยากจนรายได้ ยากจนการศึกษา ความคิดดังกล่าวจึงเป็นการโทษคนจนแบบผิด หารู้ไม่ว่าเป็นเพราะการศึกษาเขาก็น้อย เงินเขาก็น้อย ในส่วนของคุณภาพของเด็กที่มาจากครอบครัวมีฐานะ จากการเป็นนายกสมาคมครูผู้ปกครอง โรงเรียนอัสสัมชัญมากว่าสิบปี เมื่อก่อนสมัยตนยังเป็นนักเรียน หลังจากเลิกเรียนแล้วมีเวลาเล่น ฟุตบอลราวครึ่งชั่วโมงแล้วกลับบ้านไปทาการบ้าน แต่เด็กสมัยนี้ตอนเย็นยังต้องเรียนพิเศษ เสาร์- อาทิตย์ก็ไปเรียนเพิ่มอีก เช่น เรียนว่ายน้าในห้องเรียนแล้ว ตอนเย็นก็ไปเรียนพิเศษว่ายน้า เสาร์- อาทิตย์ก็ไปเรียนว่ายน้าที่สยามอีก แต่ไม่เคยว่ายจริงเลย ต่างกับสมัยก่อนที่เรียนในชั้นเรียนเสร็จ เตะ ฟุตบอล แล้วก็กลับไปทางาน เราสามารถเปลี่ยนจาก Explicit Knowledge ซึ่งเป็นเชิงทฤษฎีให้เป็น Tacit Knowledge ซึ่งปฏิบัติได้จริง แต่สมัยนี้เรียนแต่ Explicit Knowledge ไม่เปลี่ยนเป็น Tacit Knowledge สังคมไทยจึงเป็นสังคมที่เรียนมากเกินพอดี ในขณะที่ต่างประเทศเรียนน้อยกว่าและเล่นมากกว่า แต่การศึกษาดีกว่าไทย อีกทั้งครูไทยมักเก็บความรู้ไว้ตอนสอนพิเศษ ในขณะที่ในอดีตนักเรียนคนไหน ที่ไม่สนใจการเรียนในห้อง คนนั้นต้องเรียนเสริมหลังเลิกเรียน โดยครูยอมสละเวลาหลังเลิกงานมาสอน นักเรียนเพิ่มเพื่อให้นักเรียนมีคุณภาพ เราจึงต้องให้ความสาคัญกับความหมายของชีวิต ความหมาย 20สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต
  • 21.
    ของการเป็นครู การสร้างทรัพยากรมนุษย์ให้มากขึ้น และในอีกทางหนึ่งต้องลดพฤติกรรมของ ผู้ปกครองที่ใช้เงินปรนเปรอความสุขแก่ลูกเพื่อทดแทนเวลาที่ตนไม่สามารถให้ได้ซึ่งในระยะยาวจะทา ให้เด็กมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม อาจารย์ชัยวัฒน์ ถิระพันธุ์ นักวิชาการอิสระ ครั้งนี้เป็นเรื่องของการปลุกให้ตื่น (Wake-Up Call) ครั้งใหญ่ แต่สังคมไทยถูกปลุกไม่รู้กี่ครั้ง และกี่เรื่องแล้วแต่ไม่เคยตื่นตัวเสียที เราควรคิดต่อยอดว่า เมื่อเรามีข้อมูลสถานการณ์ชัดแล้ว ใครควร จะทาอะไร อย่างไร ต้องร่วมมืออย่างไร ต้องทาต่อเนื่องเป็นระยะเวลากี่ปี เพราะประเด็นสังคมผู้สูงอายุ ไม่ใช่แค่เรื่องของผู้สูงอายุแล้ว กลายเป็นเรื่องของการผลิต การใช้ชีวิต คุณภาพ และปัญหาสังคมต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นตามมา ธนาคารแห่งประเทศไทยเคยกล่าวถึงการใช้เงินของคนรุ่นใหม่ว่า ไม่ค่อยรู้จักเก็บออม ใช้เงิน สุรุ่ยสุร่าย ไม่มีวินัยในการใช้ชีวิต เพราะสังคมเป็นแบบนี้ ต่อไปพ่อแม่ไม่มีเงินให้ ตัวเองก็ไม่มีเงินออม แล้วเราจะอยู่กันอย่างไร ก่อให้เกิดความเสี่ยงที่คนจะหันเหไปทาธุรกิจผิดกฎหมายทั้งหลายเพราะหา เงินได้ง่ายและเร็วกว่า ประเด็นอยู่ที่ว่า แล้วหน่วยงานใด กลุ่มใด จะทาอะไร เพราะงานนี้จะต้องใช้เวลาอย่างน้อย 10 ปี ผู้ปฏิบัติจึงต้องเป็นคนที่มี Passion ใส่ใจ จัดระบบและเชื่อมโยงเรื่องราวต่าง ๆ เข้ากันให้ได้ทั้งระบบ โดยเฉพาะด้านสาธารณสุขและการศึกษา อีกทั้งการสร้างคนไม่ใช่แค่ทาให้ปริมาณสมดุล แต่คุณภาพ ต้องดีขึ้นด้วย นี่ยังไม่นับคนที่ยังอยู่ในคุกและคนที่กาลังออกจากคุกในไม่ช้า จะเกิดปัญหาอีกมหาศาล พันกัน ฉะนั้น เราควรจะทาอะไรหรือไม่ เพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงกัน อาจจะเป็นสถาบัน หรือถ้าแข็งไปก็ อาจจะเป็นอะไรที่ไม่เป็นทางการที่จับเรื่องนี้อย่างจริงจัง เพราะว่าเรื่องนี้นั้นเชื่อมโยงทุกอย่าง จะต้องมี ทางออกให้และใช้เวลานานมากพอจึงจะเห็นผล พร้อมทั้งต้องมีจัดการปัญญา ความรู้ และกาลังของคน ที่จะมาขับเคลื่อนประเด็นนี้ด้วย สมมติ ถ้าจะผลักดันไทยแลนด์ 4.0 หรือโครงการประชารัฐ ต้องเอาผู้เชี่ยวชาญที่เข้าใจในเรื่อง นั้นอย่างจริงจังและสามารถปฏิบัติงานได้จริง มีความเข้าใจที่จะสร้างเครือข่ายของคนที่อยากจะมาทา เรื่องนี้อย่างจริงจัง แม้กระทั่งการมีชีวิตคู่ เราจะเห็นว่าคนรุ่นใหม่ไม่ค่อยอยากมีลูกกันซึ่งบังคับกันไม่ได้ แต่ที่สาหรับคนที่อยากมีลูก ก็ต้องพบเจอกับปัญหาโรงเรียนไม่มีคุณภาพ การดูแลลูกที่ไม่ได้มาตรฐาน ทั้งหมดแสดงให้เห็นว่าทุกสิ่งเชื่อมโยงกันหมด ตั้งแต่เด็กคลอด เข้าโรงเรียนอนุบาล รัฐจึงต้องมองเรื่อง การลงทุนแบบประเทศแถบสแกดิเนเวียร์ เอาตัวแบบเขามา หากรัฐไม่ลงทุน อีก 10 - 20 ปีข้างหน้าจะ 21สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต
  • 22.
    เป็นอย่างไร แต่ใครจะสามารถโน้มน้าวและทาความเข้าใจ จึงต้องมีข้อมูลมีทั้งระบบ มี lobbyist ที่มี ฝีมือ และต้องมีกระบวนการสื่อสารทางสังคม โดยอาศัยคนรุ่นใหม่ที่มีฝีมือเรื่อง infographic และยัง เกี่ยวข้องกับเรื่องอานาจ สถาบัน และเรื่องเศรษฐกิจก็ต้องตระหนัก การดูแลคนจน คนด้อยโอกาส หรือ คนวัยแรงงานที่ไม่มีเงินซึ่งมีอยู่เป็นจานวนมาก และเรื่องการใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่ ซึ่งไม่ได้มีเพียง หน่วยใดหน่วยหนึ่งที่ทาได้ แต่ต้องมีผู้เริ่มต้นและเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน ต้องมีความเป็น social movement ที่ผู้สูงอายุก็ตระหนัก คนรุ่นใหม่ก็ตระหนัก ชนชั้นกลางก็ตระหนัก ทุกฝ่ายก็ตระหนัก แล้ว มาหาวิธีปรับให้ระบบนิเวศแห่งการพัฒนาความเป็นมนุษย์เกิดขึ้นได้ และที่สาคัญคือต้องเน้นไปที่ ท้องถิ่นด้วย หลาย ๆ เรื่อง ท้องถิ่นต้องจัดการ ซึ่งหลายเรื่องเหล่านั้นมีผลกระทบกับท้องถิ่นโดยตรงทา ให้พวกเขาตื่นตัวได้ เพราะไม่ใช่แต่ข้อมูล (information) แต่กาลังสร้างความหมาย (meaning) ปลุกเร้า (wake up) และสร้างจิตวิญญาณ (spirit) ขึ้นมา ซึ่งผมคิดว่าจะผลักดันเรื่องนี้อย่างไรต่อ จะ ประสานใคร หรือใครสามารถจะไปคุยกับ สสส. แทนที่จะเป็นโครงการเล็ก อาจเปลี่ยนไปสู่การทาเป็น ระบบแทน และอาจจะมารับทุนจาก สสส. สปสช. กระทรวงสาธารณสุข บูรณาการมาให้หมด ให้คนที่มี ฝีมือ ไว้ใจได้ มาทากระบวนการ ไม่ฉะนั้นยากที่จะสาเร็จ ว่าที่ร้อยตรีอุดม สุวรรณพิมพ์ รองปลัด อบต.แม่ถอด อ.เถิน จ.ลาปาง เรื่อง Aging Society ถือเป็นกระแสซึ่งทุกสังคมต่างตระหนัก ที่ผ่านมาเถินได้ทางานวิจัยชิ้น หนึ่ง ที่ฟังการบรรยายเมื่อสักครู่ พูดถึงเรื่องโครงสร้างประชากรและการพยากรณ์เกี่ยวกับผู้สูงอายุต่าง ๆ นั่นคือข้อเท็จจริงอย่างหนึ่ง โครงสร้างประชากรก็จะเป็นรูปแบบต่าง ๆ ทั้งบัวคว่า เจดีย์หงาย ฯลฯ แต่ที่เถินนั้นไม่ใช่ โครงสร้างประชากรของเถินเหมือนผลแอปเปิ้ลที่ถูกกัดทั้งสองด้าน และยังมีข้อมูลต่อ อีกว่าจานวนประชากรเมื่อเทียบระหว่างทะเบียนราษฎร์กับประชากรที่มีอยู่จริง ประชากรที่หายไปมาก ที่สุดจะอยู่ในช่วงอายุระหว่าง 25 - 34 ปี หรือคิดเป็นร้อยละ 80 ของประชากรที่อาศัยอยู่ในชุมชน ผล การศึกษาพบว่า ส่วนหนึ่งของประชากรวัยแรงงานที่หายไปนั้น เป็นผู้ที่ไปศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาใน จังหวัดอื่น ๆ รวมถึงกรุงเทพฯ แล้วออกจากชุมชนไปเลย โดยเรียนจบก็ทางานและตั้งรกรากอยู่นอก พื้นที่อย่างถาวร ทั้งที่แท้จริงแล้ว คนวัยทางานเหล่านี้ควรจะเป็นทุนมนุษย์ซึ่งมีส่วนสาคัญในการช่วย พัฒนาท้องถิ่น ทาให้ประชากรของอาเภอเถินมีอัตราที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง ทุกวันนี้คนวัยหนุ่มสาวอายุ 20 - 25 ปีก็ออกไปอยู่นอกพื้นที่มากถึงร้อยละ 50 - 60 เช่นเดียวกับผู้ใหญ่วัย 40 - 44 ปี ที่หายออก จากพื้นที่ไปร้อยละ 30 - 40 และคนวัย 45 - 49 ปี ก็หายไปราวร้อยละ 20 - 30 เมื่อเป็นเช่นนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างคนในครอบครัวจึงยิ่งห่างเหินกันอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง จากข้อมูลยังพบอีกว่า ประชากรเหล่านี้ที่ออกจากชุมชนไป กว่าครึ่งหนึ่งทางานอยู่ในโรงงาน ดังนั้น หากในระดับโครงสร้างหรือนโยบายยังไม่มีมาตรการที่จะทาให้คนเหล่านี้ซึ่งอีกไม่กี่สิบปีข้างหน้า จะกลายเป็นผู้สูงอายุมีระบบการออมที่มีคุณภาพก็ลาบาก แต่อีกสิ่งหนึ่ง ผมคิดว่าการจะแก้ไขให้ยั่งยืน และลดความกังวลของเราที่ในอนาคตสังคมจะก้าวเข้าสู่ความเป็น Super Aging Society แต่คนยังไม่มี หลักประกันใด ๆ แทนที่เราจะนั่งเถียงกันว่าเด็กรุ่นใหม่ควรเรียนสายวิทยาศาสตร์หรือสายสังคมศาสตร์ ผมว่าจะเรียนสาขาใดก็ได้ ถ้าเข้าใจบริบทของตนเอง ผมสนับสนุุนหลั่นล้าอีโคโนมี หาก 22สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต
  • 23.
    สถาบันการศึกษาให้ความสาคัญกับเรื่องการวิจัยและพัฒนา ให้ทุนคนรุ่นใหม่เพื่อการศึกษาวิจัยที่เน้น เรื่องฐาน การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม(participatory action research) เพื่อให้คนเหล่านี้ได้ กลับไปค้นหาสินทรัพย์ที่ทรงคุณค่าและคิดค้นแนวทางพัฒนาเศรษฐกิจของชุมชนตนเอง แทนที่จะ ออกไปทางานนอกพื้นที่ดังที่เคยเป็นมา แล้วให้เขาทากับมือ สื่อสารกับมือ ผลการวิจัยที่ได้ก็จะไม่ขึ้น หิ้งอย่างแน่นอน ถ้าผลงานเหล่านี้นาไปใช้ประโยชน์ได้และมีสถาบันที่ได้รับความเชื่อถือให้การรับรอง เชื่อว่าการพัฒนาชุมชนมีโอกาสขยับแน่ แล้วสุดท้ายคนอายุ 20 - 25 ปี ก็จะไม่ออกนอกหมู่บ้านอีก หลังจากนั้น สถาบันการเงินและนักลงทุนก็ควรให้ทุนเพื่อการพัฒนาต่อยอดงานวิจัยเหล่านั้น คิดว่า ชุมชนก็จะได้รับการพัฒนาโดยคนในชุมชน ศึกษาเรื่องราวแลพัฒนาบ้านเกิดเมืองนอนของตนเอง ใน ท้ายที่สุด คนอายุ 25 - 34 ปี ก็จะกลับเข้ามาและเป็นกาลังสาคัญของการพัฒนา แล้วผู้สูงอายุก็จะไม่ เหงา เพราะที่เถินในปัจจุบัน บ้านจะเหลือแต่ผู้สูงอายุกับเด็ก และผู้สูงอายุก็แทบจะไม่มีเวลา ข้อค้นพบอีกประการหนึ่งคือ มีผู้สูงอายุในชุมชนร้อยละ 15 - 20 ที่ดูแลเด็กมากกว่า 3 คนตาม ลาพัง คนแรกอยู่ในเปลยังไม่ทันคลาน คนที่สองกาลังเดินเตาะแตะ คนที่สามต้องมัดขาไว้ตรงเตียงตั่ง ใต้ถุนบ้าน เพราะผู้สูงอายุคนเดียวไม่สามารถดูแลได้ทัน ผู้สูงอายุเพศชายก็ออกไปทางาน ผู้สูงอายุเพศ หญิงก็เลี้ยงหลาน จากที่เคยเข้าไปคุยแล้วสังเกตเห็นว่าผู้สูงอายุกลุ่มนี้มักผิดนัดตรวจสุขภาพ ประจาเดือนบ่อย ๆ เมื่อใช้การศึกษาด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพที่ผนวกสังคมศาสตร์เข้าไปทาความ เข้าใจพฤติกรรมดังกล่าว ก็ยิ่งพบข้อเท็จจริงว่าผู้สูงอายุเหล่านี้ไม่เวลาแม้แต่จะไปซื้อกับข้าวจากตลาด ด้วยตนเองเพราะต้องอยู่บ้านดูแลเด็กตลอด นี่คือปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น ผมว่าทั้งหมดที่อาจารย์หลาย ท่านให้ข้อสังเกต ประเด็นอยู่ที่การวิจัยและพัฒนา (R&D) ของท้องถิ่น ในเมื่อเราคิดว่า สถาบันการศึกษาคือทางออก และให้คนที่ทาการศึกษาเป็นคนในท้องถิ่น ต่อยอดสู่การช่วยกันตั้ง สถาบันการศึกษา สถาบันการเงิน นโยบายและทางออก น่าจะยั่งยืน รศ.ดร.อนุชาติ พวงสาลี คณบดีคณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีความเป็นห่วงที่พูดถึงว่าทางออกอยู่ที่การศึกษา ซึ่งก็เห็นด้วยมาก ๆ แต่กังวลว่า เวลาเราพูด ว่าการศึกษาคือคาตอบของการแก้ปัญหา คือผมก็ไม่ค่อยแน่ใจว่าเราใส่ทรัพยากร ยุทธศาสตร์การ ลงทุนแบบไหนที่จะเป็นการจัดการแก้ปัญหาเรื่องการศึกษาในฐานะการสร้างทุนมนุษย์ (Human Capi- tal) ของประเทศที่ตอบโจทย์ได้จริง ทางสายวิทยาศาสตร์มีเงินอุดหนุนมหาศาล มีวิธีการจัดสรรจัด การเงินมาก และส่วนตัวคิดว่าการศึกษาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีก็ไม่ได้ให้ผลที่คุ้มค่านัก แต่รู้สึกว่า การจะสร้างทุนมนุษย์ขึ้นมา จะต้องสร้างโจทย์และตีโจทย์ให้แตกก่อน มิฉะนั้นเราจะตกร่องเรื่องระบบ การศึกษาแบบเดิม แบบที่สังคมอื่นที่มีบริบทต่างจากไทยบอกว่าดี เช่น ต่อไปนี้ต้องสร้าง นักวิทยาศาสตร์แล้วลดนักสังคมศาสตร์ ส่วนตัวคิดในทางกลับกัน ถ้าปรับปรุงสังคมศาสตร์ให้ดี แล้ว สร้างคนให้เป็น creator เป็น innovator ให้ได้ สังคมศาสตร์อาจจะเป็นศาสตร์ที่กอบกู้ความเป็นมนุษย์ กลับคืนมา ส่วนอาชีพนั้นสามารถไปคิดต่อยอดเองได้ไม่ใช่สิ่งที่เรียนมาโดยตรง 23สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต
  • 24.
    รศ.ดร.ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ อาจารย์ประจาคณะเศรษฐศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โครงสร้างครัวเรือนเถินคือภาพทั่วไปของภาคอีสานและภาคเหนือ สังเกตว่าเราจะไม่เห็น เกษตรกรอายุต่ากว่า 20 ปีในภาคเหนือและภาคอีสาน ยกเว้นภาคใต้ เพราะสมัยก่อนเรามีการศึกษา ภาคบังคับอยู่แค่ระดับ ป.4 ฉะนั้นเด็กอายุ 15 - 16 ปี จึงเริ่มแต่งงานแล้วและมีลูกมาก แต่พอ การศึกษาภาคบังคับเริ่มขยายเป็น ม.3 ม.6 การแต่งงานก็ช้าลง ประชากรก็ช้าลงตามลักษณะของ การศึกษา เพราะฉะนั้น การควบคุมประชากรในต่างประเทศเขาไม่ได้ออกไปควบคุมการวางแผน ครอบครัว แต่เขาใช้การศึกษามาเป็นตัวบังคับ ฉะนั้น คนในอดีต เมื่อจบ ป.4 ป.7 ก็เข้าสู่ตลาดแรงงาน โดยเฉพาะโรงงาน ในปี พ.ศ.2524 มีแรงงานเด็กอายุ 10 ขวบเต็มไปหมด เมื่อเข้าโรงงานกันหมดก็ไม่มี เวลาดูแลลูก ได้ลูกมาก็ส่งกลับไปให้พ่อแม่เลี้ยง จึงไม่แปลกที่หนึ่งครอบครัวจะมีคนแก่กับเด็ก เพราะ วัยทางานไปอยู่ในโรงงานหรือสถานประกอบการหมด อีสานมีมากที่สุด เป็นภาพทั่วไปที่สัดส่วน ประชากรจะเป็นแบบแอบเปิ้ลแหว่ง ยกเว้นภาคใต้ เนื่องจากภาคใต้มีสังคมมุสลิม จึงมีการอยู่กันเป็น ครอบครัวสมบูรณ์ให้เห็นอยู่มาก อีกทั้งภาคใต้ยังมีทางเลือกในการประกอบอาชีพเยอะกว่าภาคอื่น ๆ ประการต่อมาเรื่องการศึกษา ส่วนหนึ่งยอมรับที่อาจารย์เกื้อพูด แต่อีกส่วนหนึ่งทาไมไม่มอง ฟินแลนด์ ฟินแลนด์ไม่ได้บอกว่าสายไหนที่ช่วยประเทศชาติได้ แต่เขาดูว่า เขาไม่ได้บังคับเด็กมาเรียน เด็กเรียนนอกโรงเรียนมากกว่าในโรงเรียน วันหนึ่งทาการบ้านแค่ 10 นาที สัปดาห์หนึ่งทาการบ้าน อย่างมากก็แค่ชั่วโมงเดียว จะชอบสังคมศาสตร์หรือชอบวิทยาศาสตร์ก็ไม่สาคัญ อย่างสายสังคมศาสตร์ ที่เด็กชอบๆ กัน คนหนึ่งพูดภาษาได้มากกว่า 3 ภาษา เท่านี้ก็เพียงพอแล้วสาหรับการประกอบอาชีพ เด็กฟินแลนด์เป็นแบบนี้หมด แล้วเด็กก็ชอบเรียนรู้ด้วยตนเองอยู่เสมอ อาชีพเกี่ยวกับการท่องเที่ยว อาชีพต่างๆ ทาได้หมด เพราะฉะนั้น วิทยาศาสตร์สาคัญแล้วแต่สังคมศาสตร์อาจสาคัญกว่า เพราะ วิทยาศาสตร์หลายอย่างจะถูกจักรกลแทนที่ได้หมดในอนาคต หรือถ้าเป็นรูปธรรม กองทุนที่ใหญ่ที่สุด ของภาคประชาชนขณะนี้คือกองทุนประกันสังคม ถ้าเราจัดการอย่างไม่มีประสิทธิภาพ ภายใน 10 ปีจะ มีปัญหามาก แต่ถ้าเราจัดการได้ดี เราสามารถใช้ทุนก้อนหนึ่งในเบื้องต้นจากกองทุนประกันสังคมแล้ว ต่อยอดให้เพิ่มขึ้นมาเองในภายหลัง อาจจะเริ่มด้วยเงินเพียง 30,000 ล้านบาทมาตั้งกองทุนธนาคาร แรงงาน เงินจานวนนี้จะงอกขึ้นมาได้เรื่อยๆ แล้วสามารถเป็นฐานทุนต่อไป เพราะถ้ามีธนาคารลักษณะ นี้ขึ้นมา ต่อไปลูกจ้างทุกคนก็จะเอาเงินมาฝากที่นี่ ปัจจุบันนี้เหตุใดธนาคารพาณิชย์ถึงคัดค้านการตั้ง ธนาคารดังกล่าว ขณะนี้เงินเดือนลูกจ้างของโรงงานต่างๆ เขาจะโอนเข้าธนาคารหมด แล้วธนาคารก็ให้ บัตรเอทีเอ็ม ลูกจ้างทั้งหมดก็ไปกดเงินเดือนตัวเองจากธนาคารมา เงินมหาศาลเหล่านี้สามารถย้ายมา อยู่ในธนาคารแรงงานได้ ปัญหาอีกอย่างคือการกู้หนี้นอกระบบ หัวหน้างานจะปล่อยให้ลูกน้องกู้ร้อยละ 10 - 20 ต่อ เดือน ถ้าใครตกลงกู้ก็เอาบัตรเอทีเอ็มมาเป็นหลักประกัน พอสิ้นเดือน หัวหน้างานก็กดเงินจากบัตร หัก เงินต้นและดอกเบี้ย ส่วนที่เหลือก็ให้คืนลูกน้องไป นี่คือการเป็นหนี้ที่มีเป็นหลักประกัน 100% หากเรา จะนาแนวคิดนี้มาใช้ก็ตั้งธนาคารลูกจ้างขึ้นมา ใช้ระบบเดียวกัน ใครจะกู้เงิน ก็ตั้งบัตรเอทีเอ็มไว้ ถึง เวลาสิ้นเดือนก็หักเงิน ส่วนที่เหลือจ่ายคืนลูกหนี้ ระบบนี้จึงเป็นการกู้หนี้ยืมสินที่มีหลักประกันสูงมาก 24สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต
  • 25.
    แต่ถามว่าเหตุใดทาไมรัฐจึงไม่สนับสนุนการตั้งธนาคารนี้ เป็นธนาคารเพื่อพวกเขาและพ่อแม่เขา นี่จึง เป็นรูปธรรมของการทาให้เกิดฐานทุนของตัวเองต่อไปนี้หากประชาชนทาธุรกิจเล็กๆ น้อยๆ พอมีเงิน ก็นามาฝากที่นี่ รูปธรรมที่ผมพูดไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน ในเนเธอร์แลนด์ Rabobank ธนาคารติดอันดับร้อย ของโลก มีหุ้น 99% มาจากเกษตรกร ในเยอรมัน Deutsche bank หุ้น 60% เป็นของลูกจ้าง ทาไมเขา ทาได้แต่ทาไมเราทาไม่ได้ ที่จริงแล้วสามารถทาได้ขึ้นอยู่ที่ mindset และผลประโยชน์เท่านั้นเอง ถ้าเรา จะจับโครงการนี้มาเป็นตัวเริ่มต้นที่จะทาอย่างไรกับผู้สูงอายุที่เป็นพ่อแม่ของลูกจ้าง ทาอย่างไรกับลูกๆ ของลูกจ้าง และทาอย่างไรกับลูกจ้างที่กาลังเข้าสู่สังคมสูงอายุ โครงการตรงนี้เป็น springboard เรื่องนี้ ผมพูดมาสิบปีแล้ว แต่ไม่มีแนวร่วม ไม่มีใครเข้าใจ แต่หากปัญญาชนเข้าใจ ผมยกตัวอย่างว่าผู้จัดการ สาขาธนาคารทุกแห่ง เขาคือสมาชิกกองทุนประกันสังคม ถือเป็นสมาชิกประกันสังคมที่เป็นระดับ ผู้บริหาร นอกจากนี้ ดร. จานวนหนึ่งมหาวิทยาลัยทุกวันนี้ก็เป็นสมาชิกกองทุนประกันสังคมแต่กลับไม่ เคยรู้เรื่องอะไรเลย ถูกหักเงินทุกเดือนไปเพื่ออะไรไม่เคยรู้เลย ไม่ได้ใช้ประโยชน์ด้วย ดังนั้น จะเห็นได้ ว่ามีทั้งทรัพยากรและบุคลากรที่มีความสามารถ หากมีการเอาทรัพยากรบวกกับคนที่มีความสามารถ สร้างโครงการขึ้นมานั้นเป็นจริงได้ แต่ที่ผ่านมาไม่เคยเกิดขึ้นเพราะเราไม่สนใจต่างหาก รศ.ดร.จานง สรพิพัฒน์ กรรมการบริหาร สมาคมวิจัยวิทยาการขนส่งแห่งเอเชีย จากที่คุณอุดมแสดงความเห็น 2 เรื่องนั้น เรื่องแรก คือการที่ไปสารวจแล้วพบว่าในหมู่บ้าน เหลือแต่ผู้สูงอายุกับเด็ก ผมคิดว่าจังหวัดอื่นยกเว้นทางใต้ก็เป็นเหมือนกันหมด ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น นี้เป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างจากเกษตรกรรมไปสู่อุตสาหกรรมเหมือนทั่วโลก และยังมีข้อค้นพบว่า ปัจจุบันประชากรที่ย้ายมาอยู่ในเมืองมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นตลอดเวลา ขณะที่ประชากรที่อยู่ในชนบทก็มี สัดส่วนน้อยลงตลอดเวลา แม้กระทั่งในญี่ปุ่นซึ่งเป็นสังคมผู้สูงอายุ ก็พบว่าแต่ละปีมีอัตราการย้ายมาอยู่ ในเขตเมืองของประชากรเพิ่มขึ้น และจานวนประชากรในชนบทก็ลดลงเรื่อยๆ จากสิ่งที่อาจารย์ณรงค์ พูด ส่วนตัวเห็นว่าประเด็นสาคัญคือภาครัฐอาจเข้าใจผิด เอาแต่พูดถึงปัญหาในชนบท เอาแต่แก้ปัญหา ในชนบท ทั้งที่ความเป็นจริงปัญหาได้ถูกโยกย้ายมาอยู่ในเมือง ปัญหาในเมืองเป็นปัญหาที่สาคัญกว่า ในชนบทแล้ว เพราะไม่มีโครงสร้างที่รองรับภาวะที่ผู้สูงอายุต้องดูแลเด็ก จึงกลายเป็นตัวอย่างดังที่เกิด กับเมืองที่พัฒนาอุตสาหกรรมใหม่อย่างพระนครศรีอยุธยา ชลบุรี ฉะเชิงเทรา และเมืองที่อยู่รอบ กรุงเทพฯ ล้วนกลายเป็นเมืองที่มีปัญหาสังคมรุนแรงทั้งสิ้น เพราะพ่อแม่ต้องไปอยู่ในโรงงาน เด็กไม่มี คนดูแล ก็กลายเป็นเด็กที่จับกลุ่มมั่วสุม ติดยา กลายมาเป็นวัยแรงงานที่ไร้คุณภาพ นี่คือประการที่หนึ่ง สาหรับประการที่สอง เรื่องการศึกษา เราจะเรียนวิทยาศาสตร์ดี สังคมศาสตร์ดี หรือ อาชีวศึกษาดี คิดว่ามีแนวคิดใหม่ที่ต้องพูดถึงว่า การศึกษาจะทาอย่างไรให้เด็กมีแรงจูงใจในการเรียนรู้ (Self Motivation) มีความอยากเรียนรู้ด้วยตัวเอง นี่คือสาคัญที่สุด และเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ยากมาก การศึกษาไทยไม่เข้าใจในเรื่องนี้ หากเราสามารถทาให้นักเรียนทุกคนมีความอยากเรียนด้วยตัวเองได้ ก็ย่อมเป็นอิสระของเด็กที่จะเลือกเรียน บางคนอาจสนใจประวัติศาสตร์ ภาษา สังคม ดนตรี บางคน อาจจะสนใจคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ก็แล้วแต่ เพียงแต่ว่าถ้าใครสนใจเรื่องใดเป็นพิเศษ โรงเรียนก็จะ 25สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต
  • 26.
    มีชั้นเรียนหรือชั่วโมงพิเศษให้เด็กเหล่านี้ได้เรียนรู้แต่ละวิชาเป็นการเฉพาะ แล้วปัจจุบันยังมีแนวคิด เกี่ยวกับอาชีวศึกษา คือให้เน้นเรียนอะไรก็ได้ขอให้เป็นวิชาชีพ ยกตัวอย่างเช่น มีคนขายข้าวมันไก่คน หนึ่งมักเขียนบทกลอนไปลงตามสื่อสิ่งพิมพ์ของชมรมวรรณศิลป์ทั้งหลายจนเริ่มมีชื่อเสียงในแวดวงกวี นี่คือตัวอย่าง เพราะที่จริงแล้วเขาเรียนจบมหาวิทยาลัยมา แต่ไม่ได้ประกอบอาชีพตามสิ่งที่เรียนมาเลย เพราะสาขาวิชาที่เขาจบใช้เลี้ยงชีพไม่ได้ ที่บ้านเขาเป็นร้านขายข้าวมันไก่ที่มีชื่อ เขาจึงยึดอาชีพขาย ข้าวมันไก่ซึ่งเป็นมรดกของครอบครัว ทามาหากินก็เรื่องหนึ่ง แต่สุนทรียภาพทางจิตวิญญาณที่ทาให้ ชีวิตของเขามีคุณค่าได้ถูกยกสูงไปอีกระดับหนึ่ง ฉะนั้น ในกรณีนี้จึงมีสองเรื่องแยกจากกัน ด้านหนึ่ง การศึกษาจะต้องทาอย่างไรก็ได้ให้เด็กมีวิชาชีพสามารถเลี้ยงตนเอง อีกด้านหนึ่งเด็กก็สามารถทาในสิ่ง ที่ตนเองถนัดและชอบไปได้พร้อมๆ กัน ซึ่งที่ผ่านมามีหลายคนใช้สูตรนี้ เช่น นักกอล์ฟหญิงไทยมือวาง อันดับหนึ่งของโลกคนล่าสุด พ่อแม่เขาก็ใช้สูตรนี้ เห็นลูกชอบตีกอล์ฟ ก็ให้ลูกตีกอล์ฟจนเก่งไปเลย สมัยเรียนก็ขอโรงเรียนเรียนครึ่งวัน ครูก็ไม่มีสิทธิ์มาเคี่ยวเข็ญให้ลูกทาการบ้านจานวนมากเพื่อส่ง เพราะพ่อแม่ต้องการที่จะฝึกลูกให้เป็นนักกอล์ฟอาชีพ ฉะนั้น จึงเรียนหนังสือเท่าที่จาเป็นแต่ไม่ใช่ เป้าหมายหลัก สุดท้ายเขาก็ประสบความสาเร็จ ผมคิดว่ากรณีนี้อาจเป็นอีกแนวทางหนึ่งสาหรับชุมชน ในการสร้างอาชีพ ส่วนสุนทรียภาพในด้านภาษา ประวัติศาสตร์ เหล่านั้นคือของแถม พญ.ฐิติภรณ์ ตวงรัตนานนท์ Fellowship HPSR International Health Policy Program เมื่อก่อนนี้จะมีนโยบายที่เรียกว่า Health in All Policies (HiAP) คือเรื่องสุขภาพจะถูกใส่ลงไป ในทุกนโยบายของประเทศ แต่ปัจจุบันแนวคิดเริ่มเปลี่ยนไปเป็น All Policies in Health อย่างเช่น หาก จะออกนโยบายเกี่ยวกับสาธารณสุข ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็น แพทย์ พยาบาล จะเริ่ม ทางานแบบมองภาพกว้าง คือใช้เพื่อน โรงเรียน ฯลฯ เข้ามาเป็นนโยบายของสาธารณสุขแทน ซึ่งจริงๆ แล้วต้องร่วมมือกัน อย่างที่อาจารย์เสนอว่าต้องมีคนเริ่มคิดช่วยกันทาทีละส่วนเล็กๆ ของภาพใหญ่ เพราะคนเดียวหรือหน่วยงานเดียวไม่สามารถที่จะดูทุกอย่างได้อยู่แล้ว เช่น เรื่อง Aging Society ทาง ฝ่ายสาธารณสุขคิดมานานแล้ว เราดูตัวเลขตลอดว่าโลกจะเปลี่ยนไปอย่างไร ช่วงหลังพบว่าร้อยละ 60 ของประชากรโลกที่เสียชีวิต มีสาเหตุมาจากโรค NCD เช่น มะเร็ง โรคหัวใจ เบาหวาน ความดันโลหิต สูง แต่ที่การขับเคลื่อนด้านสาธารณสุขไปไม่ถึงไหนสักที เช่น เรื่องภาษีน้าตาล พวกนี้เราก็ไม่สามารถ บังคับให้ประชาชนเลิกบริโภค เพียงเดินไปร้านสะดวกซื้อก็เจอเครื่องดื่มที่มีแต่น้าตาลเต็มไปหมด เพราะฉะนั้น จึงต้องค่อยๆ ช่วยกันเริ่ม นั่นคือสิ่งที่แพทย์สาธารณสุขร่วมกันขับเคลื่อนอยู่ขณะนี้ คุณสุธัมมะ ธรรมศักดิ์ นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชานาญการ สานักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ช่วงบ่ายผมสนใจที่อาจารย์ชัยวัฒน์พูด ผมว่าบางทีเรายังมองแบบแยกส่วนอยู่พอสมควร อย่าง สมมติมองเรื่องการศึกษา ก็เห็นหลายเวทีแล้วที่บอกว่าต้องเพิ่มเรื่อง STEM หาคนไปอยู่ในสาขา วิทยาศาสตร์มากขึ้นแต่ในทางกลับกันเราก็ยังมีปัญหาสังคม ต้องลงทุนกับคนเยอะมาก ทุกวันนี้ยัง ไม่เห็นที่ไหนที่มองเรื่องสังคมได้ชัดจริงๆ แม้แต่ตอนทาแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติก็ยังไม่ 26สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต
  • 27.
    เกิดการบูรณาการที่แท้จริงที่ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วม ยกตัวอย่างเช่น มีผู้เสนอว่าProductivity ในภาค เกษตรกรรมและอุตสาหกรรมของเราเพิ่มสูงขึ้นมากในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา ในอนาคตเรามีความกังวลว่า มนุษย์จะต้องแย่งงานกับหุ่นยนต์หรืออะไรก็ตาม แต่ก็มีผู้พูดถึงแรงงานที่หายไปจากระบบเพราะคน เกิดน้อย คือที่จริงจึงเป็นเรื่องที่เราต้องคิดร่วมกัน หรือแม้แต่เรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การพัฒนาที่ยั่งยืน หากเราไม่มองให้ครบจริงๆ แล้วกระโดดไปสู่การสร้างทางออกสาหรับปัญหาเลย และจะสร้างปัญหาอื่นตามมาอยู่ดี อันที่จริงก็เห็นด้วยกับที่ อาจารย์ชัยวัฒน์พูดว่าเราต้องคิดอะไรให้เป็น กระบวนการจริงๆ คนที่เป็นต้นคิดเรื่องยุทธศาสตร์ 20 ปีอาจคิดคล้ายอาจารย์ที่ต้องการทาเรื่องให้เป็น เรื่องยาวๆ และการเมืองที่ต้องการความสาเร็จระยะสั้นนั้นไม่ตอบโจทย์ ผมว่าเราต้องเห็นภาพให้ชัด ก่อนที่จะออกไปสู่สิ่งที่เราคิดว่าจะทา เหมือนกับเรื่องคนรุ่นใหม่ที่เราพูดถึงคน Gen Y การออมของคน รุ่นนี้ เหมือนเราข้าใจอุดมการณ์ในการดาเนินชีวิต ค่านิยม หรือสิ่งที่เขาให้ความสาคัญ ซึ่งที่จริงอาจแตกต่างจากรุ่นสูงอายุแล้ว เราอาจต้องค่อยๆ ทาความเข้าใจสังคมยุคใหม่กันเพื่อออกแบบ การพัฒนาอย่างถูกต้อง อดีตเอกอัครราชทูตสมปอง สงวนบรรพ์ คณบดีสถาบันการทูตและการต่างประเทศ วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต สิ่งที่ทั้งสองคนพูดออกมาก็มีประโยชน์ ที่สาคัญสะท้อนความคิดความเห็นของคนรุ่นนี้ อีก ประเด็นหนึ่งสิ่งที่คุณหมอพูดมาจริงก็คือ สิ่งที่พวกเราคุยกัน เรียกว่าเราดูปัญหาแบบองค์รวม เรา พยายามพูดเรื่องนั้นเรื่องนี้ แต่จะทาอย่างไรให้ออกมาเป็นกระบวนการที่มีความเป็นองค์รวมจริงๆ ซึ่งที่ คุณหมอพูดคือในที่สุดแล้วคือเอาเรื่องสาธารณสุขไปใส่ในทุกสาขาวิชาชีพหรือว่าเอาทุกสาขาวิชาชีพมา ใส่ในสาธารณสุขก็น่าจะได้ทั้งคู่ ที่สาคัญที่อยากจะบอกก็คืออยากจะคนรุ่นใหม่ทั้งสองคนมาเป็นแขก ประจา นี่คือสิ่งที่อยากจะทา อยากให้คนรุ่นนี้มาพูด มาแสดงความเห็น เพราะอนาคตเป็นของเขา จึง อยากให้มาช่วยแนะนา ช่วยให้ข้อมูล ที่พูดก็รู้สึกดี อยากจะฟังอย่างนี้เยอะ ทีนี้ตอบคาถาม อาจารย์ชัยวัฒน์ สิ่งที่ได้ทามากับ อาจารย์เอนกเป็นการประชุมวงเล็กๆ อย่างนี้ ไปพูดตามต่างจังหวัด ไปพบผู้นาท้องถิ่น แต่จะทาอย่างไรให้เป็นกระบวนการต่อเนื่องแล้วก็แยกแยกกันไป ไม่จาเป็นจะต้อง เป็นอาจารย์เอนกนาไป อาจเป็น อาจารย์จานง อาจารย์ณรงค์ อาจารย์อนุชาติ นาไปที่ต่างๆ ไปพูด ไป พบ เป็นกลุ่มเล็กบ้าง ใหญ่บ้าง แต่ให้ออกมาในแง่ของกระบวนการ สามารถสร้างแรงบันดาลใจ ความ เร้าใจ กระตุ้นให้เกิดการคิด การทา เพราะในที่สุด ท้องถิ่นก็จะเป็นผู้ที่มีอานาจไม่ว่าจะเป็นอานาจทาง ความคิด การเมือง เศรษฐกิจ อานาจทางวัฒนธรรม ซึ่งอานาจเหล่านี้ท้องถิ่นบอกว่าทาได้ เราช่วยกัน ประคับประคอง ช่วยกันกระตุ้น เราคุยกันเรื่องลาปาง เรื่องแม่มอก ก็คือเขามีอานาจและกาลังที่จะทา เราก็ช่วยคิด อย่างที่ศรีราชา อานาจเขาใหญ่ เขาก็ทาเองได้ เราเพียงแต่ไปแนะความคิดให้เขา เบตง ยะลา ระนอง และอีกหลายที่ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ผมคิดว่าหากมีเจ้าภาพหรือมีทุนสนับสนุน และให้คนรุ่นนี้ไป ด้วย ท้องถิ่นเองก็มีความรู้ เพียงแต่จะเชื่อมต่ออย่างไรให้เป็นเครือข่าย ส่วนตัวมีความคิดจะเอา เด็กไทยในอเมริกา จะเป็นลูกครึ่ง เด็กไทยที่เกิดในอเมริกา หรือเด็กไทยเกิดในไทยแต่ไปโตอเมริกา ระดมอาสาสมัครมา ปลายเดือนนี้จะมาเป็นจานวนชุดแรก 8 คน โดยความร่วมมือของสถานกงสุลใหญ่ 27สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต
  • 28.
    ประจานครลอสแองเจิลลิส ซึ่งเราจะส่งไปตามจังหวัดต่างๆ เท่าที่เขาพร้อมจะรับโดยหวังว่าสิ่งนี้จะเกิด ตามมาเรื่อยๆฉะนั้น นี่ก็เป็นอีกกระแสหนึ่งที่ผมว่าพอจะช่วยได้บ้าง ซึ่งหากเราทาได้ทั้งหมด คิดว่า เด็กไทยซึ่งเป็น second generation มีเป็นแสนคน หาเขาเชื่อมโยงกับไทยได้ เชื่อว่าคนรุ่นใหม่สามารถ เป็นพลังที่จะขับเคลื่อนไม่ใช่เฉพาะประเทศไทยแต่อาจจะทั้งภูมิภาค รศ.ดร.ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ อาจารย์ประจาคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะที่เป็นนักเคลื่อนไหวมวลชน ข้อแรก คิดว่าสังคมไทยไม่ขาดความคิด เราคิดกันเยอะ แต่ขาดคนทา ข้อที่สอง เมื่อมีคนทา ก็ขาดแรงสนับสนุนจากสังคม ณ วันนี้ ผมคิดว่าคลังปัญญาเราคิด มาแล้วพอสมควร คาถามคือเราจะทาอย่างไรเพื่อแปลงความคิดไปสู่การปฏิบัติ เรานั่งอยู่ตรงนี้คือการ รวมกันคิด ลาดับต่อไปคือต้องแบ่งงานกันทา มีโครงการใดที่สามารถแปลงมาเป็นรูปธรรมได้บ้าง คิดว่า เราควรช่วยกันทา ส่วนตัวเป็นคนหนึ่งที่ได้ความคิดดีๆ จากวงการนี้แล้วลงมือทาเลย คิดว่าหากเรามี ความคิดเราต้องลองผิดลองถูก ลองนามาใช้ ต้องกล้าคิด กล้าเสี่ยงที่จะทา มิเช่นนั้น สิ่งที่เราพยายาม กลั่นกรองกันมาก็จะไม่เกิดผล ศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ประธานสถาบันคลังปัญญา และ อธิการวิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต ที่จริงเป็นพิเศษทั้งสองท่าน อาจารย์ชัยวัฒน์และอาจารย์ณรงค์ มาถึงขั้นที่จะชวนพวกเราคิด อย่างจริงจัง และหาวิธีการที่มีเหตุผล เนื่องจากอายุของพวกเราก็ไม่น้อยแล้ว เรียกว่าเป็นการตกผลึก ของสิ่งที่ทามาชั่วชีวิต ซึ่งอาจารย์อนุชาติก็คิดทานองเดียวกันคือไม่อยากที่จะมาเริ่มทาอะไรซ้า แสดง ความเบื่อหน่ายวิธีคิดแบบที่เราเคยคิดมาแบบเดิม ๆ ทาตามแบบที่ต่างชาติพูด แล้วครูเราก็สอนต่อๆ มา จึงทาให้เกิดภาวะที่ไม่เห็นภาพรวม และไม่เห็นด้านในของใจด้วยเพราะว่าวิธีคิดแบบตะวันตกนั้น แยกปัญหาออกจากคนที่คิด ทั้งที่จริงแล้วปัญหาก็เกิดจากการปรุงแต่งของเราด้วย จะเห็นปัญหาได้ดี จิตใจข้างในก็จะต้องดีด้วย เริ่มจากจิตใจที่ดีด้วย ไม่เป็นศาสตร์สมัยใหม่เกินไปที่แยกปัญหาออกจาก จิตใจอย่างสิ้นเชิง ท่านสมปองก็พูดเรื่องคุณรุ่นใหม่กับคนรุ่นเก่า คนรุ่นใหม่ก็ดีที่คิดใหม่ คนรุ่นเก่าก็ดีที่ คิดมานานแล้ว ที่จริงแล้วการที่มีร่วมกันนั้นดีอย่างนี้ และจะคิดให้สุดขั้วไปทั้งสองทางคงไม่ได้ เช่น จะคิดแบบที่ท่านสมปองคิดนั้นก็ดี สบายใจดี เดี๋ยวเราก็แยกย้ายกันไปปลุกเร้า ให้กาลังใจ ไปคุยกับ กลุ่มนั้นกลุ่มนี้ แล้วในท้ายที่สุดเขาก็จะลุกขึ้นมาและมองเห็นปัญหา แต่ว่าถ้าเอาประสบการณ์ของคน รุ่นเรานั้นเห็นปัญหาตอนอายุมากแล้ว ทาอย่างไรที่จะให้คนรุ่นหลังเราเห็นปัญหาให้เร็วกว่าคนรุ่นเรา สักหน่อย สัก 10 ปีก็ยังดี 28สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ชาติ วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต